seller ep71-80

 บทที่ 71: ขายโสม


ณ ตรอกเล็กๆตรงข้ามโรงพยาบาล หลี่หนิงเซียนกำลังนั่งปรึกษาอะไรบางอย่างกับหมอแผนจีนอายุประมาณห้าสิบปีอยู่ ที่ร้านขายยาจีนของหมอจ้าว ห่อผ้าแดงวางอยู่บนโต๊ะ ดึงดูดสายตาของหมอจ้าวให้จ้องมองด้วยความตื่นเต้น


ภายในห่อนั้นคือของล้ำค่า ที่ทำให้หมอผู้เคยหลอกลวงคนอื่นมาก่อนถึงกับมือไม้สั่น


เมื่อไม่กี่วันก่อน หมอจ้าวเพิ่งขายห่อเข็มให้กับหญิงสาวชื่อ หลี่หนิงเซียน เขาจำได้ดีเพราะหญิงสาวคนนี้ดูเรียบร้อย ไม่น่าจะรู้เรื่องของล้ำค่าแบบนี้มาก่อน


“เธอ… เธอได้ของสิ่งนี้มาจากที่ไหนกัน?” หมอจ้าวถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หลี่หนิงเซียนถอนหายใจ เล่าเรื่องราวของเธออย่างใจเย็น


“คุณปู่ของหนูไปเจอเข้าบนเขาค่ะ ท่านตั้งใจขุดมันลงมาจนขาหัก ตอนนี้ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายก็มากโข ฉันเลยต้องเอามาขายหาเงินค่ารักษาพยาบาลค่ะ”


“คุณปู่นอนโรงพยาบาลอยู่จริงหรือ?” หมอจ้าวถามอย่างระแวง เพราะกลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะเป็นสายที่ทางการส่งมาล่อซื้อ


“จริงสิคะ ไม่งั้นฉันจะมาโรงพยาบาลบ่อยๆทำไมกันคะ” หลี่หนิงเซียนตอบอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อ “คุณปู่เพิ่งผ่าตัดไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเองค่ะ ยาแก้ปวดที่โรงพยาบาลก็ให้มาไม่พอ ฉันเลยต้องออกมาหาซื้อเข็ม ไปฝังเข็ม โชคดีที่คุณปู่พอจะมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้าง ไม่งั้นคงทรมานแย่”


หลี่หนิงเซียนทำท่าทางโล่งอก ราวกับว่าผ่านเรื่องหนักหนามามาก เธอทำตัวเป็นหญิงสาวผู้ที่ดูไม่มีพิษมีภัย นำโสมล้ำค่ามาเสนอขายให้หมอจ้าว พ่อค้าสมุนไพรชื่อดัง


ด้วยความระมัดระวัง หมอจ้าวค่อยๆแกะผ้าแดงที่ห่อโสมออก ตรวจสอบอย่างละเอียด กลัวจะทำให้รากเล็กๆหลุดไป ยิ่งมอง ตาของเขาก็ยิ่งเป็นประกาย โสมรากนี้มีคุณภาพดีเยี่ยม ทั้งลายขวาง รากแข็งแรง และความชื้นพอเหมาะ จนเขาตื่นเต้นแทบพูดไม่ออก


หลี่หนิงเซียนสังเกตสีหน้าของหมอจ้าวอย่างละเอียด รู้สึกโล่งใจที่เขารู้จักของดี ไม่เหมือนพ่อค้าเจ้าเล่ห์ที่พยายามหลอกขายของให้เธอก่อนหน้านี้ แทนที่จะเร่งรัด หลี่หนิงเซียนกลับนั่งจิบชาอย่างใจเย็น รอให้หมอจ้าวเอ่ยปากก่อน แสดงถึงความอดทน และไหวพริบเกินวัย


หมอจ้าวประทับใจในท่าทีของเด็กสาว และตระหนักว่าเธอไม่ใช่คู่ต่อรองธรรมดา การเจรจาซื้อขายโสมครั้งนี้คงจะน่าสนใจไม่น้อย


“มา บอกมาสิว่าเธอต้องการเงินเท่าไหร่”


“หมอจ้าว ให้ฉันได้เท่าไหร่คะ” หมอจ้าวมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ดูท่าทางของเธอน่าจะพอรู้ราคา ไม่งั้นคงไม่ดึงเชิงต่อราคาแบบนี้


“สองพันหยวน”


“โสมรากนี้รากเดียว สามารถนำไปทำยารักษาโรคได้ตั้งเท่าไหร่ หมอจ้าวคิดจะซื้อด้วยเงินแค่สองพันหยวน มันจะไม่เอาเปรียบกันหน่อยเหรอ แบบนี้ฉันคงต้องเอาไปขายที่อื่น” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็เอื้อมมือไปที่ห่อผ้า ทำเหมือนจะเก็บโสมกลับ


“สี่พันหยวน! มากกว่านี้ได้แล้ว” หมอจ้าวเห็นท่าทีหลี่หนิงเซียน กับการพูดที่ดูรู้ราคา จึงรีบบอกราคาที่สูงขึ้น


“ตกลงค่ะ” หลี่หนิงเซียนยิ้มจางๆ เธอพาหมอจ้าวไปที่ธนาคาร ได้เงินมาสี่พันหยวน แค่โสมรากเดียว ได้เงินมากกว่าที่คิดตั้งพันหยวน แม้จะดีใจ แต่หลี่หนิงเซียพยายามเก็บอาการ ตอนรับเงินจากหมอจ้าว ถึงยอมเผลอยิ้มออกมา


“เธอฉลาดจริงๆ ราคานี้ไม่น้อยเลยนะ ถ้ามีของดีๆแบบนี้อีก อย่าลืมฉันล่ะ” หมอจ้าวพูดพร้อมยิ้มจางๆ


“ได้ค่ะ” หลี่หนิงเซียนยิ้ม “ไว้คุณปู่ฉันหายดีแล้ว ขึ้นเขาไปหาขุดคงได้อีกเยอะแน่ บนเขามียาสมุนไพรเต็มไปหมด แต่ชาวบ้านไม่รู้จัก ขายก็ไม่มีใครเอา ถ้าเจอของดี ฉันจะเอามาให้ดูอีกค่ะ”


บนเขามีแต่สมุนไพรหายาก ทั้งเหลียนเฉียว ไฉหู เจี๋ยกัง อินเฉิน… ถ้าขุดมาขายให้หมด คงมีเงินจำนวนให้เธอไปทำทุน ตอนแรกที่มาอยู่ในร่างนี้ เธอก็ลืมนึกถึงเรื่องการขายสมุนไพรไป


หมอจ้าวได้ยินยิ่งดีใจ โสมรากนี้ส่งไปขายร้านยาที่ปักกิ่ง ได้อย่างน้อยสี่พันห้าร้อยหยวน แค่รากเดียว กำไรห้าร้อยหยวน เท่ากับเงินเดือนคนงานเกือบปี เขามองหลี่หนิงเซียนตอนนี้ เหมือนมองเทพเจ้าแห่งโชคลาภ รีบทำตัวเป็นมิตร


“ตกลงตามที่พูด ต่อไปนี้เธอจะเอาอะไรมา ฉันรับซื้อหมด ให้ราคาสูงด้วย!”


หมอจ้าวจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม แต่ในใจวางแผนไว้แล้วว่า พรุ่งนี้ต้องไปโรงพยาบาล ไปตีสนิทกับคุณปู่ของผู้หญิงคนนี้สักหน่อย อนาคตถ้าอยากรวยต้องฝากสองปู่หลานคู่นี้แล้ว


หมอจ้าวเพิ่งไป หลี่หนิงเซียนไม่รอช้า รีบหยิบเงินพันหยวนใส่ซองเก็บเข้ากระเป๋าอย่างดี อีกสามพันหยวนที่เหลือเธอก็นำไปฝากธนาคารที่เธอเปิดบัญชีไว้ เสร็จแล้ว จึงรีบมาที่โรงพยาบาล


พรุ่งนี้คุณปู่จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว เธอต้องไปจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อย และยังต้องสะสางเรื่องค่าเสียหายกับครอบครัวของเต๋อฟง แต่พอไปถึงห้องพักของเต๋อฟง กลับพบว่าห้องว่างเปล่า!


“ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าคนไข้ที่ชื่อเต๋อฟง ที่นอนเตียงนี้ไปไหนเหรอคะ” หลี่หนิงเซียนถามญาติคนไข้เตียงข้างๆ ป้าคนนั้นมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาแปลกๆ


“หนูเป็นพี่สาวของเด็กที่ทำลูกของห้องนี้เจ็บใช่ไหม มาจ่ายค่าเสียหายล่ะสิ” หลี่หนิงเซียนพยักหน้ารับเบาๆ


“เฮ้อ เด็กเอ๊ย” ป้ายิ้มเยาะ “ใจดีจังเลยนะ ได้ยินมาว่าให้ตั้งพันหยวนแน่ะ พอพ่อแม่มันออกจากโรงพักเมื่อวาน ก็รีบพาลูกชายออกจากโรงพยาบาลเลยทันที”


“อ้าว ทำไมล่ะคะ” หลี่หนิงเซียนแปลกใจ


“ก็แม่ของเด็กคนนั้นเขาบอกว่าหลานสาวที่ชื่อจินเม่ย เธอแนะนำหมอเก่ง ให้ บอกว่าจริงๆแล้วแค่กระดูกร้าว ไม่ได้หักอย่างที่หมอคนก่อนบอก ได้เงินก้อนโตขนาดนี้ ก็รีบกลับบ้านไปดูแลลูกสะใภ้ที่กำลังท้องดีกว่า” ป้าคนเดิมมองหลี่หนิงเซียนอย่างเห็นใจ


“พันหยวนมันมากนะหนู แถวบ้านฉันแต่งงานกันยังใช้ไม่ถึงห้าร้อยหยวนเลย น่าสงสารจริงๆ โดนหลอกเสียแล้ว”


ภายในห้องพักผู้ป่วย แผ่ซ่านไปด้วยความสงสาร เห็นใจหลี่หนิงเซียนทุกสายตาจับจ้องมาที่หญิงสาว ใบหน้าหวานซึ้งแฝงความเศร้าสร้อยหลังจากป้าของเธอเล่าเรื่องราวความอยุติธรรมที่ครอบครัวกำลังเผชิญ


“สามีเธอเป็นทหารรับใชชาติแท้ๆ จินเม่ยนี่ใจร้ายนัก ยุแยงตระกูลเต๋อเล่นงานครอบครัวเธอถึงกองทัพ” เสียงชายคนนึงในห้องพักพูดอย่างขุ่นเคือง


บรรยากาศในห้องร้อนระอุขึ้นมาทันที ทุกคนต่างพากันประณามจินเม่ย แม้แต่ฉินหงเอง ก็ดูหวั่นเกรงอิทธิพลของจินเม่ย ถึงขั้นขู่จะเขียนจดหมายร้องเรียน กล่าวหาว่าหลี่หนิงเซียนใช้อำนาจสามีรังแกชาวบ้าน เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมาก


“น้องสาว อย่าไปยอมนะ จินเม่ยมันร้ายกาจเกินไปแล้ว!” เสียงพี่ชายดังขึ้นอีกครั้ง


หลี่หนิงเซียนยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ในใจกำลังครุ่นคิด เรื่องนี้เธอพอเดาได้ว่าต้องเป็นฝีมือจินเม่ย แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรโง่เง่าได้ถึงเพียงนี้ เหมือนกับแกล้งโยนหุ่นฟางเข้ากองไฟให้เธอเผาเล่น ไม่มีความสามารถ ทำเอาเสียเวลาเปล่าแท้ๆ


ตัดสินใจไปเยี่ยมคุณปู่ที่ห้องพักฟื้น ก่อนจะขึ้นไปชั้นบน ภาพความทรงจำแสนหวานเมื่อเช้าผุดขึ้นมาในหัวใจ ความรู้สึกสับสนวนเวียนอยู่ในอก เธอสูดหายใจลึกๆเพื่อเรียกสติ ก่อนจะผลักประตูห้องเข้าไป


ทว่า… ภายในห้องกลับว่างเปล่า ไร้ร่างของกงชุนที่เธอคิดว่าจะพบ บนเตียงคนไข้ คุณปู่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับ สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความดีใจปนประหลาดใจที่ได้พบกับหลานสาว โดยไม่ทันตั้งตัว


บทที่ 72: ฉันอยากหย่า


“หนิงเอ๋อร์? มาได้ยังไงกัน”


“หนูมาดูคุณปู่ค่ะ แล้วเขาออกไปไหนเหรอคะ”


“กงชุนเขาเป็นห่วงหลาน กลัวหนิงเอ๋อร์จะออกไปทำงานหนัก ทรมานตัวเองอีก เลยรีบกลับไปหมู่บ้านเพื่อตามหาหลานตั้งแต่เช้าแล้ว” หลี่จ้านตอบ


หลี่หนิงเซียนยืนนิ่ง กงชุนกลับไปแล้วจริงๆเหรอเนี่ย? แบบนี้เธอก็ต้องเจอศึกหนักแน่ เธอไม่อยากคิดเลยว่ากลับไปแล้วจะโดนซักไซ้หนักขนาดไหน หลี่จ้านเห็นหลานสาวเงียบๆ ก็รีบกำชับอีกเรื่อง


“เรื่องกงหยาง ถ้ากงชุนจะใช้เงินช่วยน้องชายเขา หลานก็อย่าไปโกรธนะ ยังไงก็พี่น้องกัน”


“ค่ะคุณปู่ หนูรู้ค่ะ” หลี่หนิงเซียนรับคำเสียงอ่อน


“กงชุนเขาดีกับหลานขนาดไหน แต่งงานกันมาตั้งนานแล้ว หลานจะทำยังไงต่อก็ตัดสินใจดีๆ”


“ค่ะ”


“เมื่อวานซูลี่มาหาปู่ บอกให้ลืมเรื่องบาดหมางในอดีตไปเสีย” คุณปู่ของหลี่หนิงเซียนถอนหายใจ “เจอครอบครัวสามีแบบนี้ เธอจะทำยังไงต่อล่ะหนิงเอ๋อร์”


“หนูขอเวลาคิดอีกหน่อยนะคุณปู่” หลี่หนิงเซียนคุยกับคุณปู่เสร็จก็ตรงไปที่แผนกพยาบาลเพื่อทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล แต่พอไปถึงเธอก็ต้องแปลกใจ เพราะค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีคนจ่ายให้เรียบร้อยแล้ว


เหล่าพยาบาลต่างก็มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาอิจฉา จนเธออดแปลกใจไม่ได้ ว่าเธอไปทำอะไรให้พวกเธออิจฉา จนพยาบาลพูดขึ้น


“โชคดีจังเลยนะคะเนี่ย” พยาบาลเอ่ย “สามีไม่หล่อเพียงอย่างเดียว ยังใจดีและเป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้ รักษาไว้ให้ดีๆนะคะ!”


แก้มของหลี่หนิงเซียนร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอรีบทำเรื่องแล้วเดินหนีออกมาแทบไม่ทัน แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น ระหว่างทางที่เธอกำลังเดินออกมานั้น บรรดาพยาบาลต่างก็ซุบซิบนินทากัน ให้ได้ยินด้วยความแปลกใจ


“นั่นไง ผู้หญิงที่ชายหนุ่มคนนั้นวิ่งตามหาตอนเช้า”


“บอกชายหนุ่มคนนั้นไปเลย ว่าเลิกหวังได้แล้ว สามีเขาเป็นทหาร หล่อเหลาขนาดนั้น จะไปสนใจคนว่างงานอย่างนั้นได้ยังไง” พยาบาลต่างก็นึกขำเสียงหัวเราะ เมื่อนึกถึงท่าทางร้อนรนของชายหนุ่มคนนั้นที่วิ่งตามหาหลี่หนิงเซียนตอนเช้า


หลี่หนิงเซียนทิ้งเรื่องที่พยาบาลพูด ไม่เก็บมาใส่ใจ เธอต้องรีบไปที่สถานีตำรวจ เมื่อมาถึงเธอก็มาพบจงซวน เพื่อเอาซองเงินมาฝากให้เขา


จงซวนรับเงินมาด้วยความประหลาดใจ มองหลี่หนิงเซียน ที่จัดการหาเงินพันหยวนมาได้รวดเร็วขนาดนี้ ซึ่งไม่ใช่น้อยๆ มาชดเชยให้กับเต๋อฟงจนครบ แล้วยังมาขอร้องให้เขาช่วยนำไปมอบให้ กับครอบครัวของเต๋อฟงด้วยตัวเองในวันรุ่งขึ้น


รอบคอบ คิดเผื่อไปถึงเรื่องที่ไม่อยากให้กงชุนรู้เรื่องเงินทองนี้ด้วย แต่ที่น่าแปลกใจกว่า หลี่หนิงเซียนยังคงยืนลังเล ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของเขา


“มีอะไรอีกหรือเปล่า” จงซวนถามด้วยความสงสัย


“คุณมีอุปกรณ์บันทึกเสียงไหม ขอยืมใช้หน่อยได้ไหม”


จงซวนยิ่งแปลกใจ เพราะของแบบนี้ที่นี่มีอยู่แล้ว แต่ท่าทางจริงจังของหลี่หนิงเซียน ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า


“เธอจะเอาไปทำอะไรกันแน่?” หลี่หนิงเซียนเพิ่งรู้ความจริงจากคนในห้องพักว่า จินเม่ยวางแผนหลอกเอาเงินเธอไป และยังใส่ร้ายป้ายสีเธออีกต่างหาก


“ฉันต้องเอาคืนคนไม่ดีเสียหน่อย” หลี่หนิงเซียนไม่ยอมให้ใครมาหลอกใช้แบบนี้แน่ เธอเล่าเรื่องทั้งหมดให้จงซวนฟังเพื่อนของกงชุน เธอหวังว่าเขาจะเข้าใจ และไม่ขัดขวางแผนการของเธอ


“ฉันจะเปิดโปงสิ่งที่เธอทำ เงินก้อนนี้ต้องกลับไปถึงมือครอบครัวของเต๋อฟงพรุ่งนี้เท่านั้น!”


จงซวนได้แต่นั่งฟังแบบอึ้งๆ เขาเพิ่งรู้ว่าเวลาผู้หญิงเอาจริงเอาจังขึ้นมานั้นน่ากลัวแค่ไหน! เขาตัดสินใจไม่ขัดขวาง เพราะสิ่งที่หลี่หนิงเซียนทำนั้นถูกต้องแล้ว เธอแค่ปกป้องตัวเองเท่านั้น


หลี่หนิงเซียนต้องเดินกลับบ้านตามเส้นทางภูเขาที่คุ้นเคย หลังจากไปทำธุระในเมืองจนเย็น เธอไม่ได้ปั่นจักรยานมา และพลาดรถม้าเที่ยวสุดท้ายที่กลับหมู่บ้าน


แม้จะเหนื่อยแค่ไหน เธอก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อีกไม่นานตลาดจะเปิดเสรี ถึงตอนนั้นเธอจะซื้อรถยนต์ขับ จะได้ไม่ต้องมาลำบากแบบนี้อีก ระหว่างทางกลับบ้าน ภาพเหตุการณ์ตอนที่เจอกงชุนผุดขึ้นมาในหัว


เธอจำได้ดีถึงสายตาที่มองเธอราวกับไม่อยากให้เธอไปไหน ช่างน่าขำสิ้นดี ผู้ชายที่แสนเย็นชาอย่างกงชุน จะหวั่นไหวกับเธอจริงๆน่ะเหรอ คงเป็นเพราะท่าทีของเธอที่แสดงออก จนเขาสนใจมากกว่า


แดดร้อนเปรี้ยง! หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นปลาตากแห้ง คอแห้งผากจนแทบจะพูดไม่ออก เธอเดินโซซัดโซเซไปตามทาง รู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังจะสลบอยู่รอมร่อ


ทันใดนั้น เหมือนสวรรค์ได้ยินเสียงอ้อนวอน เธอมองเห็นร่างใครคนหนึ่งขี่จักรยานเข้ามาใกล้ ในใจภาวนาขอให้อีกฝ่ายมีน้ำติดตัวมาด้วย แต่พอเห็นหน้าคนขี่จักรยานชัดๆ หลี่หนิงเซียนก็อยากจะหนีไปให้ไกล


กงชุนผู้เคร่งขรึมกำลังปั่นจักรยานตรงมาที่เธอ ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียนจะอ้าปากขอความช่วยเหลือ กงชุนก็จอดจักรยานหน้าเธอ เขาจ้องหน้าหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาตำหนิ


“ทำไมไม่พูดอะไร เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง”


“ฉันพูดอะไรก็โดนคุณดุอยู่ดี” หลี่หนิงเซียนได้แต่ตอบเสียงอ่อย


กงชุนถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใจจริงเขาก็เป็นห่วง ที่เห็นเธอเงียบๆ เพราะกลัวเธอจะเป็นลมแดด เลยเผลอขึ้นเสียงดังไปหน่อย เขาหยิบขวดน้ำจากตะกร้าจักรยานยื่นให้หลี่หนิงเซียน


“รีบดื่มเถอะ แล้วขึ้นรถมา” กงชุนกลับบ้านไม่เจอหลี่หนิงเซียน กลัวว่าเธอจะไม่มีรถกลับ เลยปั่นจักรยานชาวบ้านมาตามหาจนเจอ เห็นหลี่หนิงเซียนดื่มน้ำอย่างกระหาย เขาก็อดสงสารไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่เก็บคำดุไว้ในใจ ปั่นจักรยานพาเธอกลับบ้านอย่างเงียบๆ


หลี่หนิงเซียนกลับมาบ้านพร้อมกับกงชุน พอมาถึงบ้านก็โดนถามทันที


“เธอไปไหนมา”


“ฉันไปขอลาที่ตลาดมาค่ะ พรุ่งนี้คุณปู่ออกจากโรงพยาบาล ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ” จากนั้นหลี่หนิงเซียก็นึกขึ้นได้ เธอรีบล้วงเงินออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้กงชุน


“ตอนที่คุณปู่ผ่าตัด คุณช่วยจ่ายเงินเพิ่มให้ฉันไปไม่น้อย นี่เงินสองร้อยหยวน คืนให้คุณ” หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่ากงชุนไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เธอไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณเขามากเกินไป แต่เธอไม่คาดคิดว่าพอยื่นเงินให้ กงชุนกลับทำหน้าตึงและจ้องมองเธอด้วยสายตาเย็นชา


“คุณเป็นอะไรไป คืนเงินให้แล้วยังไม่พอใจอีกหรือ?” หลี่หนิงเซียนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะถามอย่างงุนงง


กงชุนหรี่ตามองอย่างรู้ทัน จ้องหลี่หนิงเซียน ที่ทำท่าจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง


“จะคืนเงินฉัน เพราะจะได้หย่ากัน แล้วตัดขาดกันไปเลยใช่ไหม” กงชุนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา


หลี่หนิงเซียนถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่คิดว่ากงชุนจะมองทะลุความคิดของเธอได้! เธอตัดสินใจแล้วว่าต้องการหย่ากับกงชุน แม้เธอจะซาบซึ้งในความห่วงใยที่เขามีให้


แต่เธอก็ยังไม่พร้อมที่จะเปิดใจให้เขาอย่างแท้จริง เเละความรู้สึกหวาดระแวงที่กวนใจเธอมาตลอด คือความกลัวที่ว่ากงชุนจะล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอ


หลี่หนิงเซียนเริ่มตั้งคำถามกับความรู้สึกของกงชุน เธอคิดว่าเขาอาจจะแค่ต้องการสืบหาความลับของเธอ เหมือนตอนที่เขาพยายามเข้าใกล้เธอด้วยการขอมาอยู่บ้านคุณปู่ด้วยกันในช่วงแรก เธอไม่อยากมีชีวิตคู่ที่ไม่ได้มาจากความรัก เธอจึงตัดสินใจพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกไป


“ฉันอยากหย่า” หลี่หนิงเซียนพูด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ภายในใจจะรู้สึกขอบคุณกงชุน และซูลี่ที่คอยดูแลมาตลอด เธอยอมรับว่าใช้เงินของครอบครัวเขาไปไม่น้อย และยอมรับผิดเรื่องที่กงหยางวางเพลิง


เธอเชื่อว่าเรื่องวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ล้วนมีสาเหตุมาจากตัวเธอ แต่เธอหวังว่าหลังจากเรื่องของกงหยางจบลง พวกเขาทั้งคู่จะได้ไปจัดการเรื่องเอกสารการหย่า


บทที่ 73: แต่งเรื่องโกหก


กงชุนรู้สึกประหลาดใจ ที่หลี่หนิงเซียนเลือกที่จะหย่า หลังจากที่เรื่องของกงหยางจบลง เขาไม่แปลกใจเลยที่เธอพยายามจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากเขา และตอนที่พูดเรื่องการหย่า เธอก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนใดๆ


หลี่หนิงเซียนรู้สึกไม่สบายใจ กับการแต่งงานครั้งนี้ เพราะรู้ดีว่ามันเป็นสิ่งที่เธอขโมยมาจากเจ้าของร่างเก่า เธอไม่อยากยอมรับมัน แม้ว่ากงชุนจะยอมรับการแต่งงาน เพราะเธอเปลี่ยนไป แต่สำหรับเธอแล้ว การแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่สามารถช่วงชิงวาสนาใครได้


เมื่อหลี่หนิงเซียนบอกความรู้สึกนี้กับกงชุน บรรยากาศรอบตัวเขาก็เย็นลงทันที ความเย็นชาที่แผ่ออกมาทำให้เธอตกใจ ยังไม่ทันที่เธอจะอธิบายอะไรเพิ่มเติม กงชุนก็เดินออกไปนอกห้อง


เขาหยุดที่ประตู หันกลับมามองเธอด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะพูดทิ้งท้าย


“ถ้าเช่นนั้น ก็ตามใจเธอ” แล้วเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเธอ


ห้องตกอยู่ในความเงียบ หลี่หนิงเซียนมองออกไปนอกประตู กงชุนหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกเหงาในใจกลับเพิ่มพูน เธอรู้ว่าเขาโกรธ เขาไม่ได้กลับมาทั้งคืน หลี่หนิงเซียนไม่ได้กังวลว่าเขาจะไม่มีที่ไป เพราะบ้านตระกูลกงได้รับการซ่อมแซมเสร็จนานแล้ว เขาคงกลับไปอยู่ที่นั่น


เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกงุนงงปนหงุดหงิด ภาพใบหน้าบึ้งตึงของกงชุนยังคงติดตาเธอมาตลอดทั้งคืน แม้แต่เสียงเข้มๆของเขายังดังก้องอยู่ในหู ทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืน


ระหว่างที่กินอาหารเช้าอย่างเสียอารมณ์ เธอก็อดคิดถึงเรื่องเมื่อวานไม่ได้ และอดที่จะทุบหัวตัวเองเบาๆ เพื่อไล่ความคิดเรื่องกงชุนออกไป แต่ความประหลาดใจก็มาเยือน


เมื่อเธอเห็นกงชุนยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมกับรถจักรยาน เขาไม่ได้โกรธจนหนีหายไปไหนอย่างที่เธอคิด กงชุนมองสีหน้าสับสนของหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า


“ไม่ใช่บอกว่าจะหย่าหรอกหรือ? วันนี้ไปจัดการเรื่องเอกสารที่สำนักทะเบียนกันเลย จะได้ไม่ต้องกังวลใจ” หลี่หนิงเซียนยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม เธอไม่คิดว่าเขาจะยอมรับเรื่องหย่า และดำเนินการอย่างรวดเร็วเช่นนี้


ขณะเดียวกัน ได้มีผู้หญิงบังเอิญฟังข่าวลือเรื่องหลี่หนิงเซียนกับกงชุนไปหย่ากันก็ตื่นเต้น รีบถอดผ้ากันเปื้อนวิ่งไปทางตระกูลจินทันที เพื่อรายงานข่าวดีนี้ให้จินเม่ยรู้โดยเร็วที่สุด ก่อนหน้านี้ จินเม่ยเสนอเงินห้าเหมาให้กับทุกข่าวที่เกี่ยวกับหลี่หนิงเซียน เธอจึงไม่ยอมพลาดโอกาสทำเงินง่ายๆแบบนี้แน่


ด้านหลี่หนิงเซียนกำลังนั่งซ้อนท้ายจักรยาน ที่กงชุนเป็นปั่นอย่างเงียบๆ เธอจึงตัดสินใจถามเพื่อทำลายความเงียบ


“คุณไม่ต้องยื่นรายงานการหย่าร้างก่อนเหรอ ได้ยินมาว่าการแต่งงานในกองทัพเข้มงวดมาก การหย่าร้างจะส่งผลกระทบกับคุณหรือเปล่า”


“ถ้าเธอเป็นห่วงฉันก็ไม่ต้องหย่า” กงชุนตอบด้วยน้ำเย็นชา


“มะ… ไม่” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา


“ไปรับคุณปู่ออกจากโรงพยาบาลก่อน เรื่องอื่นๆค่อยคุยกันทีหลัง” กงชุนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา


“อ้อ” หลี่หนิงเซียนไม่กล้าขัดใจ เธอนั่งอยู่บนเบาะหลัง ไม่อยากจะเดินกลับบ้านเอง


หลี่หนิงเซียนไม่รู้เลยว่าข่าวการหย่าร้างของเธอ กับกงชุนได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอีกครั้ง เธอมาถึงที่โรงพยาบาล กำลังช่วยคุณปู่เก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน


หลี่หนิงเซียนคิดจะจ้างรถม้าไปส่ง เพราะคุณปู่เพิ่งออกจากห้องผ่าตัด แต่ด้วยความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย คุณปู่จึงปฏิเสธ


“ไม่ต้องหรอก! โรคของปู่หายดีแล้ว หมอยังบอกเลยว่าเดินได้แล้ว ปู่เดินกลับเองก็ได้ ส่วนหลานก็ขี่จักรยานของกงชุนกลับไป” หลี่จ้านพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หลี่หนิงเซียนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเหนื่อยใจ เธอพยายามอธิบายอย่างใจเย็น


“คุณปู่คะ หมอบอกว่าถึงจะเดินได้ แต่ก็ต้องพักฟื้นให้ดีๆ กว่าจะถึงบ้านเราต้องเดินอีกตั้งไกล ถ้าคุณปู่เดินกลับไปแล้วเกิดเหนื่อยขึ้นมา เป็นอะไรไปอีกจะทำยังไงคะ” เธอพยุงคุณปู่ที่ยังคงดื้อรั้นให้นั่งลงบนเตียง


“คุณปู่นอนพักก่อนนะคะ รอหนูจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้เรียบร้อยก่อน ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองค่ะ”


ตอนนี้หลี่หนิงเซียนมั่นใจมาก เพราะในสมุดบัญชีเงินฝากของเธอยังมีเงินเหลืออีกตั้งสามพันหยวน ระหว่างที่หลี่หนิงเซียนเดินออกจากห้องพักคนไข้ เพื่อไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล หมอจ้าวก็เดินเข้ามาพร้อมกับสีหน้ายิ้มแย้ม


เมื่อคืนเขาให้ลูกชายนำโสมที่ได้จากหลี่หนิงเซียนไปปักกิ่ง ปรากฏว่ามีเศรษฐีคนหนึ่งสนใจซื้อมันไปในราคาสูงถึงห้าพันหยวน! ตอนที่หลานชายโทรมาบอกข่าวดี เขายังตื่นเต้นจนมือสั่นไม่หาย


หลี่หนิงเซียนขายโสมให้เขาแค่สี่พันหยวน แต่เขาขายต่อได้ถึงห้าพันหยวน เท่ากับว่าเขาได้กำไรหนึ่งพันหยวนภายในวันเดียว! ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน


หมอจ้าวจึงรีบเดินทางมายังโรงพยาบาลทันที โดยตั้งใจว่าจะต้องเอาอกเอาใจคู่ปู่หลานตระกูลหลี่ให้ได้ เพื่อจะได้ซื้อโสมที่ต้องการ เขาซื้อของติดไม้ติดมือไปมากมายหลายถุง


แต่เมื่อมาถึงห้องพักผู้ป่วยกลับพบเพียงหลี่จ้านนั่งอยู่ข้างเตียงโดยไม่เห็นหลี่หนิงเซียน หมอจ้าวเป็นคนเจ้าเล่ห์ เขาตระหนักดีว่าความสนิทสนมเป็นสิ่งจำเป็น จึงถือของเข้าไปหากหลี่จ้านพร้อมกับส่งยิ้มแย้ม


“คุณปู่ ผมหาท่านเจอแล้ว!”


หลี่จ้านรู้สึกประหลาดใจที่เห็นชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปียืนอยู่ตรงหน้า เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของชายแปลกหน้าเขายิ่งรู้สึกแปลกใจ จึงถามอย่างระแวง


“คุณคือ…”


หมอจ้าวไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าต้องการซื้อโสมจากหลี่จ้าน เขาจึงแต่งเรื่องโกหกออกมาแทน


“คุณปู่หลี่ คุณอาจไม่เคยเห็นผม แต่ผมสนิทกับหลี่หนิงเซียนหลานสาวของคุณปู่ เมื่อวานเธอยังมาหาผมเลยนะ!”


“เมื่อวานหลี่หนิงเซียนไปหาคุณเหรอ?” หลี่จ้านยิ่งงงกว่าเดิม


“ใช่แล้ว หลานสาวของคุณเป็นคนมาหาผมเอง บอกว่าคุณปู่หลี่ป่วยไม่มีเงินรักษา ผมก็เลยให้เงินเธอไปสี่พันหยวน” หมอจ้าวจงใจพูดเช่นนั้น เพราะคิดจะใช้เรื่องบุญคุณให้คุณปู่ขายสมุนไพรจากบนภูเขาให้เขาเพียงคนเดียว


หลี่จ้านไม่เชื่อ คำพูดของหมอจ้าว และยังทำให้เขารู้สึกโกรธมาก เขาปัดอาหารเสริมที่หมอจ้าวยัดใส่มือจนตกพื้น ตะโกนว่า


“แกพูดบ้าอะไร!” เขาชี้นิ้วใส่หมอจ้าวด้วยความโกรธ “ดูตัวเองก่อนเถอะ! อายุปูนนี้แล้วยังมาหมายปองหนิงเอ๋อร์หลานสาวฉันอีก ไม่อายบ้างหรือไง!”


“มะ…ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ หลี่หนิงเซียนเธอเป็นคนสวยก็จริง แต่ความฉลาดแกมโกงของเธอ ผมไม่กล้ายุ่งหรอกครับ เราแค่มีผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น”


“ยังกล้ามาใส่ร้ายหลานสาวของฉันอีก แกคิดว่าฉันคนนี้โง่หรือไง!” หลี่จ้านพูดเสียงดังลั่น…


ด้านหน้าห้องพักจินเม่ยตั้งใจมาที่โรงพยาบาล เพื่อสืบข่าวลือเรื่องกงชุนจะหย่ากับหลี่หนิงเซียน เพราะตื่นเต้นจนอยู่เฉยไม่ได้ แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า!


เรื่องที่คนแก่คนนั้นพูดให้ผู้เฒ่าหลี่ฟังน่าสนใจจริงๆ หลี่หนิงเซียนทำเรื่องเลวร้ายไว้ในเมือง และยังไปยุ่งเกี่ยวกับคนแก่คนนี้ ดูจากอายุแล้ว คนนี้น่าจะเป็นพ่อของหลี่หนิงเซียนได้เลย


เรื่องนี้มันใหญ่กว่าเรื่องที่กงชุนจะหย่ากับหลี่หนิงเซียนเสียอีก! ถ้าคนอื่นรู้เข้า หลี่หนิงเซียนคงไม่มีหน้าอยู่ที่กลหมู่บ้านอีกต่อไปแน่ คิดได้แบบนี้ จินเม่ยก็รีบวิ่งออกจากโรงพยาบาล ใจเต้นระรัวจนแทบจะระเบิดออกมา มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดปากแน่น กลัวว่าตัวเองจะเผลอแสดงอาการดีใจออกมา


บทที่ 74: กล้าดียังไงมายุ่งกับผัวฉัน


ที่สถานีตำรวจ กงชุนยืนอยู่ในห้องทำงานของจงซวน สายตาจับจ้องไปที่ซองบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด จงซวนยื่นซองจดหมายอีกซองให้ พร้อมกับอธิบายว่า


“เมื่อวานหลี่หนิงเซียนนำเงินมาให้ผม บอกว่ากลัวจะมีปัญหาถ้าให้ที่บ้านของเต๋อฟงโดยตรง เลยอยากให้สถานีตำรวจเป็นคนมอบให้ จะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน” จงซวนมองกงชุนด้วยสายตาเห็นใจ


“…”


“กงชุน หลี่หนิงเซียนเป็นผู้หญิงที่ดีมาก คิดอะไรละเอียดรอบคอบ เธอพูดถูก เรื่องนี้นายไม่ควรออกหน้าเอง จะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง”


กงชุนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ เขาไม่คิดว่าหลี่หนิงเซียนจะมีเงินมากขนาดนี้ และไม่คิดว่าเธอจะทำตามที่พูด จ่ายเงินคืนให้เขา แล้วตัดขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ทำไมเธอถึงได้อยากหนีไปจากเขามากขนาดนี้


ขณะที่กงชุนกับจงซวนกำลังพูดคุยกันอยู่ โทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของจงซววนก็ดังขึ้น เขาจึงรีบรับสายทันที


“สวัสดี สถานีตำรวจครับ” จงซวนพูดทันทีที่รับสาย


“จงซวน เร็วเข้า ให้กงชุนรีบมาโรงพยาบาลด่วน หลี่หนิงเซียนกับคุณปู่ของเธอเกิดเรื่องแล้ว!” เสียงปลายสายดังลอดออกมา แม้กงชุนที่ไม่ได้ถือสายก็ยังได้ยินชัดเจนว่าเป็นเสียงของหลินถง


ทันทีที่ได้ยิน สีหน้าของกงชุนก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันตา เขาหมุนตัวแล้วก้าวฉับๆออกไปอย่างรวดเร็ว


ด้านหลี่หนิงเซียน เธอมุ่งหน้าไปที่ห้องทำงานของหมอเพียงครู่เดียว แต่เมื่อกลับมาถึงห้องพักผู้ป่วยก็ต้องตกตะลึงกับภาพความวุ่นวายตรงหน้า เธอเห็นหมอจ้าวที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานยืนห้ามปรามเหตุการณ์ชุลมุนอยู่ภายในห้อง


คุณปู่หลี่หนิงเซียนกำลังถูกผู้หญิงคนหนึ่งกระชากผม ทั้งคู่ผลักและตบตีกันไม่ยั้ง ของใช้บนโต๊ะ และพื้นห้องกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด


“ใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งตีกัน นี่มันเรื่องเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจผิดล้วนๆ!” หมอจ้าวพยายามห้าม


“เข้าใจผิดบ้าอะไร! เมื่อกี้แกยังยอมรับเองเลยว่าให้เงินนังแพศยานั่นไปสี่พันหยวน ยังมาตีหน้าซื่ออีก!” ผู้หญิงคนนั้นตวาดลั่น หมอจ้าวใจหายวาบเมื่อเห็นภรรยาของเขากำลังกระชากผมคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน


“เข้าใจผิดแล้ว! ปล่อยคุณปู่เดี๋ยวนี้นะ! ไม่งั้นเรื่องจะใหญ่โตนะ!” หมอจ้าวพยายามห้ามแต่ภรรยาของเขากลับไม่ฟัง


“ไม่มีทาง! พวกเขาต้องคืนเงินสี่พันหยวนมาให้ฉันวันนี้! ไม่อย่างนั้นฉันไม่ยอมเลิกราแน่!”


หมอจ้าวแทบทรุดลงกับพื้น สี่พันหยวนนั่นคือเงินที่เขาให้ไปเพราะการซื้อขายโสม เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ลับกับหลี่หนิงเซียน และไม่เคยให้เงินเธอโดยไม่มีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนแม้แต่หยวนเดียว! แล้วข่าวลือพวกนี้มันมาจากไหนกัน? ในขณะที่ภรรยาของเขากำลังอาละวาด คุณปู่ก็เดือดไม่แพ้กัน


“พูดจาเหลวไหล! หลานสาวฉันขยันขันแข็ง จะไปเอาเงินพวกเธอมาได้ยังไง!”


หลี่จ้านเพิ่งจะต่อยหมอจ้าวไปหมัดหนึ่ง เพราะโมโหที่ผู้ชายคนนี้กล้าใส่ร้ายหลานสาวของเขา ตอนนี้ภรรยาของอีกฝ่ายก็เข้ามาอาละวาดอีก และยังกล้าดึงผมท่านอีกต่างหาก


“สามีเธอนี่มันเลวจริงๆ แก่แล้วยังคิดไม่ซื่อกับเด็ก! คิดว่าตระกูลหลี่ของเราไม่มีใครเหลือแล้วหรือไง! ระวังฉันจะซ้อมให้ตายเลย!” หลี่จ้านตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด ผู้หญิงคนนั้นตะโกนใส่หน้าหลี่จ้าน


“มาสิ ฉันกลัวแกหรือไง นังแพศยาในบ้านของพวกแกไปยั่วยวนคนอื่น แล้วคนแก่แบบแก่ ก็ไม่ยอมรับผิดชอบ! ไม่คืนเงิน ฉันจะสู้กับพวกแกจนตาย!” เธอมาหาสามีที่โรงพยาบาลแบบทุกวัน แต่วันนี้กลับได้ยินว่าสามีเธอมาหาครอบครัวชู้ที่นี่


เธอจึงตรงมาห้องที่สามีอยู่ด้วยความโมโห พอมาถึงได้ยินสามีพูดว่าให้เงินผู้หญิงคนนั้นไปสามพัน ทำให้เธอโกนรธจนไม่อาจห้ามตัวเองได้ และอาละวาดใส่คนในห้องทันที


หลี่หนิงเซียนเห็นดังนั้น จึงรีบวิ่งเข้าไปขวางหน้าคุณปู่ทันทีโดยไม่ทันคิดอะไร หลี่หนิงเซียนได้รับฝ่ามือที่ตบมาทางคุณปู่จนแก้มมีรอยแดง และยังโดนเล็บของหญิงคนนั้น


“อ๊ะ…” เสียงร้องเบาๆดังมาจากหลี่หนิงเซียนที่ยืนขวางอยู่


“หลี่หนิงเซียน!” หลินถงที่เพิ่งโทรศัพท์เสร็จ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปเข้าไปในห้องผู้ป่วย เห็นหญิงคนนั้นที่ทำร้ายหลี่หนิงเซียน เธอคือเนียนจือ เธอเป็นภรรยาของหมอจ้าว


หลินถงเห็นเหตุการณ์ ก็รู้สึกโกรธจัดจนตวาดใส่แพทย์ และพยาบาลที่ยืนดูอยู่หน้าประตู


“พวกคุณตายกันไปหมดแล้วหรือไง! ทำไมไม่เข้าไปห้าม คนไข้ทะเลาะกันแบบนี้ยังไม่รีบแยกพวกเขาออกจากกันอีก!”


ทุกคนชะงักเมื่อได้ยินที่หลินถงตะโกนออกมา แพทย์และพยาบาลที่ยืนอยู่นอกห้องต่างก้มหน้าลง เมื่อถูกตำหนิ พวกเขารีบวิ่งเข้าไปในห้องผู้ป่วย และดึงหลี่จ้านกับเนียนจือออกจากกัน


เมื่อเนียนจือได้ยินว่าคนที่เธอเพิ่งตบไปคือหลี่หนิงเซียน เธอก็เลิกทะเลาะกับหลี่จ้าน ร่างของเธอพุ่งเข้าหาหลี่หนิงเซียนทันที อยากจะตบเธออีกสักสองสามที


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอเห็นใบหน้าของหลี่หนิงเซียน ที่ดูสดใสและงดงาม น่ารักกว่าผู้หญิงคนไหนที่เธอเคยเห็นมา เนียนจือเห็นแบบนี้ก็ยิ่งโกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่


“แกนี่เองนังแพศยา ในที่สุดก็โผล่หน้ามาแล้ว กล้าดียังไงมายุ่งกับผัวฉัน วันนี้ฉันจะฆ่าแกให้ตาย!” แพทย์และพยาบาลรีบเข้าไปจับตัวเธอไว้


ส่วนหลี่หนิงเซียน ตอนนี้เธอยืนมองด้วยแววตาโกรธเคือง ว่าร้ายเธอยังพอทน แต่มาทำร้ายคุณปู่ ทำร้ายร่างกายเธอจนใบหน้าบวมจากการถูกตบ และมีถูกเล็บข่วนจนเป็นรอยเลือด สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ที่เห็น เธอจะเอาคืนอย่างสาสมแน่ คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องหลังข่าวลือนี้ คือคนที่ต้องชดใช้ให้เธอ


แม้เนียนจือจะมีรูปร่างอวบกว่า แต่ด้วยความที่ทำงานหนักมาตลอด ทำให้มีแรงมาก ส่วนหลี่หนิงเซียนเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ ไหนเลยจะต้านแรงตบของคนที่ทำงาน และกำลังโมโหที่มาทำร้ายตนได้


“หลี่หนิงเซียน เธอเป็นอย่างไรบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” เนียนจือรีบมาถามด้วยความเป็นห่วง พร้อมประคองเธอไว้


“ไม่เป็นไร” หลี่หนิงเซียนพูดก่อนเงยหน้าขึ้นมองหลินถง “ฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ขอบใจนะ” จากนั้นจึงหันไปมองหลี่จ้านที่ทำสีหน้ากังวล


“คุณปู่ ไม่ได้บาดเจ็บอะไรใช่ไหมคะ” หลี่จ้านเห็นหลานสาวเป็นแบบนี้ ก็ยิ่งรู้สึกผิด และเจ็บปวด รีบเดินเข้าไปหาหลานสาวด้วยความเป็นห่วง


เมื่อตั้งสติได้หมอจ้าวรู้สึกโกรธภรรยาเป็นอย่างมาก เธอกำลังทำให้เขาพลาดจากแหล่งขุมทรัพย์ทำเงินไป จึงตะโกนต่อว่า


“เนียนจือ เธอทานยาผิดหรือไง ถึงได้ทำร้ายร่างกายคนอื่นโดยไม่ถามให้รู้เรื่องก่อน! ถ้ายังจะทำตัวแบบนี้อีก เราหย่ากันเลย!”


ในสายตาของหมอจ้าว หลี่หนิงเซียนเปรียบเสมือนเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้แม้แต่น้อย ตอนที่หลี่จ้านลงไม้ลงมือกับเขา เขายังไม่กล้าปริปากบ่น


หมอจ้านตระหนักดีว่า ความเป็นอยู่ของครอบครัวเขาขึ้นอยู่กับหลี่หนิงเซียน อย่างไรก็ตาม คนในห้องผู้ป่วยต่างมองหมอจ้าวด้วยสายตาแปลกใจ เพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะให้ความสำคัญกับหลี่หนิงเซียนมากถึงเพียงนี้


ในขณะเดียวกัน หลี่จ้านซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก็เข้าใจหมอจ้าวผิดไป แม้จะเชื่อใจหลานสาว แต่ภาพความสัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่างหลี่หนิงเซียนกับตงเหวินในอดีตก็ผุดขึ้นมาในความคิด ทำให้เขามีสีหน้าลังเล


เมื่อหมอจ้าวกำลังจะเอ่ยปากอีกครั้ง หลี่จ้านก็ตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า


“นายหุบปากไป!”


“นังแพศยานี่ล่อลวงสามีฉัน แล้วยังโกงเงินสี่พันหยวน ซึ่งเป็นเงินเก็บสะสมของครอบครัวฉันไปอีกด้วย” เนียนจือโวยวายลั่น


บทที่ 75: ผมคือสามีของหลี่หนิงเซียน


“เธอหยุดบ้านะ”


“ชีวิตนี้คงอยู่ไม่ได้แล้ว สามีฉันถูกนังแพศยาล่อลวงไป ไม่เพียงแต่โกงเงินบ้านฉันไปสี่พันหยวน ยังจะหย่ากับฉันไปเป็นลูกเขยเขาอีก” เนียจือร่ำไห้พลางชี้หน้าด่าทอหลี่หนิงเซียน “แกนี่ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน สามีฉันแก่พอจะเป็นพ่อแกได้แล้ว ลูกชายเขายังโตกว่าแกอีก แกก็ยังหน้าด้านทำเรื่องน่าอายแบบนี้ได้!”


คำพูดแสนเจ็บแสบราวกับมีดกรีดแทงใจ ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกอัดอั้นจนแทบหายใจไม่ออก เธอพยายามควบคุมอารมณ์ พยายามอย่างยิ่งที่จะสงบสติอารมณ์


หลี่หนิงเซียนผลักหลินถงที่ยืนข้างๆออก เดินตรงไปเผชิญหน้ากับเนียนจือ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง


“ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าฉันไปทำอะไรให้คุณ ถึงได้ใส่ร้ายฉันขนาดนี้! ฉันไม่รู้จักคุณเลย”


“แกมายั่วสามีชั้น ไม่ได้แค่ยั่ว แกยังขอเงินเขาด้วย สารภาพมาว่าเขาให้เงินแกสี่พันหยวนใช่ไหม!” เนียนจือยังคงพูดด้วยน้ำเสียงโมโห “พูดมาสิ เขาให้เงินแกใช่ไหม! นั่นมันเงินเก็บหลายสิบปีของครอบครัวเรานะ นังแพศยาคิดจะเอาไปง่ายๆเหรอ ฝันไปเถอะ!”


“เงินสี่พันหยวนนั้นคือ…” หลี่หนิงเซียนพูดไม่ทันจบ ก็มีเสียงดังขัดขึ้น


“หลี่หนิงเซียน!” หมอจ้าวตกใจมาก ที่หลี่หนิงเซียนเกือบจะพูดถึงเรื่องเงินออกมา เธอรีบวิ่งมาห้ามหลี่หนิงเซียน ไม่ให้พูดต่อ


หลี่หนิงเซียนตั้งสติได้ทันทีที่มีคนเรียกชื่อเธอ ยาทั้งหมดถูกทางการควบคุม การขายโสมราคาแพงอย่างลับๆ อาจร้ายแรงถึงขั้นติดคุก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หมอจ้าวไม่สามารถอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนได้ ทำให้คุณปู่กับภรรยาเข้าใจผิดมาจนถึงนี้


หลี่หนิงเซียนอยากจะอธิบาย แต่ก็ทำไม่ได้ รู้สึกอัดอั้นใจอย่างมาก ส่วนเนียนจือ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น ยิ่งเข้าใจผิดมากขึ้น เธอจึงพร่ำบ่นทั้งน้ำตา


“สามีฉันเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่น่าโดนหลอกเอาเงินเก็บครึ่งชีวิตไปแบบนี้เลย ต่อไปครอบครัวพวกเราจะอยู่ยังไง”


“ฉันไม่ได้เอาเงินของบ้านเธอไป” หลี่หนิงเซียนโต้กลับ


“ก่อนที่ฉันจะมา มีคนบอกฉันแล้วว่าน้องเขยเธอทำร้ายคน และอยู่ที่สถานีตำรวจ เธอจ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวผู้ถูกทำร้ายไปพันหยวน ถ้าเธอไม่ได้หลอกลวงสามีฉันไป แล้วเงินพันหยวนนี้มาจากไหน?” เธอมองหลี่หนิงเซียนอย่างเยาะเย้ย


“คนในหมู่บ้านของเธอบอกฉันหมดแล้ว ก่อนหน้านี้เธอคบหาดูใจกับหนุ่มในเมือง ช่วงนี้ก็วิ่งเข้าเมืองบ่อยๆ ถึงเงินนี้จะไม่ใช่หมอจ้าวให้เจ้า แล้วเธอทำงานอะไร? ไม่เพียงแต่เก็บเงินได้พอสำหรับการผ่าตัดของคุณปู่เธอ แต่ยังมีเหลือเงินพันหยวนให้คนอื่นอีก เงินของเธอมาจากไหนกันแน่!”


คำพูดของเนียนจือ ได้จุดประกายความสงสัยในหมู่คน ที่รู้จักหลี่หนิงเซียน หลินถงรู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้มาก เพราะเขารู้ดีว่าตระกูลหลี่ยากจน ถ้าพวกเขามีเงินมากขนาดนั้น พวกเขาก็คงไม่บังคับให้กงชุนแต่งงานกับหลี่หนิงเซียน


หลี่หนิงเซียนกลายเป็นที่จับตามองจากทุกคน ไม่เว้นแม้แต่หลินถง และคุณปู่ เหตุเกิดจากเงินพันหยวนที่เธอหามาให้ตระกูลเต๋อได้ ทั้งที่หลี่หลงเฟยคนเป็นเสาหลักของบ้านไม่อยู่เกือบมาสามเดือนแล้ว


เรื่องนี้สร้างความสงสัยให้กับทุกคนในโรงพยาบาลเป็นอย่างมาก สายตาที่มองมายังหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยคำถาม ราวกับต้องการคำอธิบายว่าเธอหาเงินก้อนดังกล่าวมาได้อย่างไร


แม้แต่คุณปู่ของหลี่หนิงเซียนเองก็อดรู้สึกกังวลใจไม่ได้ ถึงแม้หลานสาวจะช่วยรักษาอาการป่วยของเขา แต่การกระทำที่ดูลึกลับนี้ก็ทำให้เขาไม่สบายใจนัก หลี่หนิงเซียนรู้สึกกดดันจนใบหน้าร้อนผ่าว หมอจ้าวที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่มองด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะเผลอพูดเรื่องการขายโสม และซาลาเปาทอดน้ำออกไป


ความผิดพลาดในอดีตที่เธอไม่มีทางเลือกนอกจากแบกรับไว้ กำลังฉุดรั้งเธอไว้ในวังวนของความอึดอัด และจนมุม หลี่หนิงเซียนกัดฟันแน่นด้วยความโมโห


ท่ามกลางความสับสน ปรากฏเสียงฝีเท้าหนักๆ กำลังตรงมาที่ห้องอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออก พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วทั้งห้อง ดึงดูดสายตาของทุกคนให้จับจ้องไปยังต้นเสียง


“เงินที่เธอมี สามีอย่างฉันเป็นคนให้!” ในห้องผู้ป่วยตกอยู่ในความเงียบสงัด เมื่อกงชุนในชุดทหารเดินเข้ามา ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผู้นี้


แพทย์และพยาบาลต่างพากันตกตะลึง พวกเขาไม่เคยคิดว่าสามีของหลี่หนิงเซียนจะเป็นทหารหนุ่มที่ดูโดดเด่นเช่นนี้ ความสงสัยที่เกิดขึ้นจากคำพูดของเนียนจือเริ่มสั่นคลอน หลี่หนิงเซียนมองกงชุนด้วยแววตาสั่นไหว


หัวใจของกงชุนบีบรัดแน่น เขารีบสาวเท้าเข้าไปโอบกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขน สายตาเย็นชาของเขากวาดมองไปรอบห้อง หยุดนิ่งอยู่ที่หมอจ้าวครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากับเนียนจือ


“ผมคือสามีของหลี่หนิงเซียน เงินที่อยู่ในมือเธอทั้งหมด ผมเป็นคนให้เอง ชัดเจนพอมั้ยครับ?” กงชุนหันไปหาคุณปู่ของหลี่หนิงเซียน “เรื่องที่กงหยางก่อไว้ ผมในฐานะพี่ชายย่อมต้องรับผิดชอบ ยิ่งไปกว่านั้น ผมกับหลี่หนิงเซียนเป็นสามีภรรยากัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี ล้วนเป็นของเธอเช่นกัน”


คำพูดของกงชุน ทำให้ทุกคนต่างตะลึง และอิจฉาหลี่หนิงเซียน ที่มีสามีทั้งรัก และไว้ใจเธอมากขนาดนี้ แม้แต่หลี่จ้านเอง ก็ยังรู้สึกโล่งใจที่หลานสาวมีชีวิตที่ดี


ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึง หมอจ้าวก็รีบฉวยโอกาสนี้ ตอกย้ำความบริสุทธิ์ของตัวเองทันที


“ผมถูกใส่ร้าย และภรรยาตัวเองก็ยังไม่ยอมเชื่อใจ จนทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้น”


สุดท้าย เขาก็ยืนหยัดเคียงข้างเธอ และปกป้องเธอจากทุกข้อกล่าวหา สิ่งนี้ทำให้หัวใจของหลี่หนิงเซียนเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ เธอไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว กงชุนคิดอะไรกันแน่ เขาชอบเธอจริงๆใช่ไหม


เนียนจือตกตะลึง เธอจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนสามีของเธอในชุดทหารเต็มยศ บนบ่าประดับแถบ และดาวหลายดวง บ่งบอกถึงยศตำแหน่งที่ไม่ธรรมดา


“นาย… นายไม่ได้ให้เงินเธอจริงๆใช่ไหม” เนียนจือหันไปถามหมอจ้าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


“แน่นอนสิ ฉันจะไปให้เงินเธอกันได้ยังไง บ้านเรามีเงินเท่าไหร่ เธอเองก็รู้ดี” หมอจ้าวรีบปฏิเสธ แม้จะพูดอย่างหนักแน่น แต่ในใจเขากลับโล่งอกที่แอบเก็บเงินส่วนตัวไว้ ไม่เช่นนั้นเงินที่ขายโสมได้เมื่อวาน คงถูกภรรยาขี้งกริบเรียบไปแล้ว


“จริงของนาย” ท่าทางของเนียนจือดูผ่อนคลายลง แต่ครู่เดียวก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง “ถ้างั้นบอกมา ทำไมถึงขนของบำรุงมาให้พวกเขาแบบนี้” เธอชี้ไปที่ของมากมายที่หมอจ้าวหิ้วมา


“อย่าบอกนะว่าตั้งใจมาเอาใจคนอื่น เมื่อกี้นายยังยอมรับเองเลยว่าเจอเธอก่อนหน้านี้”


หมอจ้าวหน้าซีดเผือด ของพวกนี้เขาตั้งใจนำมาเพื่อประจบหลี่หนิงเซียน หวังว่าจะได้โสมดีไปอีกนานๆ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับพังไม่เป็นท่า! แล้วยังมีสายตาของทุกคนจับจ้องมาเป็นตาเดียว


หลี่หนิงเซียนถูกกงชุนกอดอยู่ในอ้อมแขน เธอหลับตาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ และหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าผ้าที่พกติดตัว


เธอเปิดกล่องออกต่อหน้าทุกคน ภายในบรรจุเข็มเงินหลายเล่มที่ส่องประกายวาววับสะท้อนกับแสงอาทิตย์ หลี่หนิงเซียนจ้องมองหมอจ้าว ก่อนจะหันไปอธิบายว่า


“ตอนแรกฉันไม่รู้ว่าคุณปู่ป่วยเป็นอะไร คิดว่าแค่ขาไม่ดีเดินไม่ได้ ฟังหมอเท้าเปล่า ในหมู่บ้านบอกว่าการฝังเข็มช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิตได้ ฉันก็เลยอยากเรียนแพทย์แผนจีนขึ้นมา”


[1] หมอเท้าเปล่า : เกษตรกรที่ได้รับการฝึกการแพทย์และผู้ช่วยแพทย์พื้นฐานขั้นต่ำและทำงานในหมู่บ้านชนบทในประเทศจีน ความมุ่งหมายเพื่อนำสาธารณสุขสู่พื้นที่ชนบทซึ่งหมอที่ฝึกในเมืองจะไม่มาตั้งถิ่นฐาน พวกเขาส่งเสริมการสุขาภิบาลเบื้องต้น สาธารณสุขป้องกันและการวางแผนครอบครัว ตลอดจนรักษาความเจ็บป่วยสามัญ ชื่อนี้ได้มาจากเกษตรกรภาคใต้ ซึ่งมักทำงานเท้าเปล่าในนาข้าว


บทที่ 76: รับฉันเป็นศิษย์


“การเรียนแพทย์แผนจีนต้องมีอาจารย์ บังเอิญได้เจอกับหมอจ้าว ฉันเลยอ้อนวอนขอให้หมอจ้าวรับเป็นลูกศิษย์ เมื่อวานฉันแค่แวะไปเอาเข็มเงินที่หมอจ้าวสั่งทำให้”


สิ้นคำอธิบาย หลี่หนิงเซียนก็เก็บเข็มเงินเข้าที่เดิมในกระเป๋า ถือว่าแก้ต่างเรื่องเงินที่โกหกไปก่อนหน้านี้ได้แล้ว เธอคิดได้ว่ากงชุนน่าจะเห็นตอนที่เธอฝังเข็มให้คุณปู่อยู่แล้ว


ส่วนหมอจ้าวถูกทุกคนจ้องมอง ทำให้เขาอึกอักพูดไม่ออก ได้แต่พูดตะกุกตะกัก


“เสี่ยวหนิงก็ซื้อของให้ผมไม่น้อยช่วงนี้ ผมมาเยี่ยมคุณปู่ก็ต้องเอาของมาเยอะหน่อยสิ คุณไม่ใช่เหรอที่บอกว่าเราไม่ควรเอาเปรียบคนอื่น แล้วเสี่ยวหนิงเซียนยังเป็นลูกศิษย์ผมด้วย คนในครอบครัวเธอเจ็บป่วยผมยิ่งต้องช่วยดูแล”


“เธอซื้ออะไรให้คุณบ้างล่ะ?” เนียนจือยังไม่ปักใจเชื่อ จึงถามไล่ต้อน หมอจ้าว จึงแกล้งทำเป็นเล่า


“โอ้โห ของนี่ไม่ธรรมดาเลย เสี่ยวหนิงหาโสมเก่าแก่มาให้ผมหนึ่งหัว! นั่นเป็นของดีที่หายากมากนะ”


เนียนจือขมวดคิ้ว พอหายโกรธเธอก็มีสติมากขึ้น เธอเริ่มเชื่อในสิ่งได้ฟัง เพราะรู้ดีว่าสามีของเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ ถ้าเป็นเรื่องสมุนไพรเขาชอบทำอะไรลับๆ โสมที่ว่าคงมีราคาไม่น้อยถึงได้ไม่พูดมาแต่แรก


หลี่หนิงเซียนมีท่าทางเปิดเผย ยืนอยู่ข้างกงชุนอย่างเหมาะสม ทั้งรูปร่างหน้าตา และความสามารถ


“อาจารย์ คุณไม่ได้บอกอาจารย์หญิงเหรอ ว่าคุณรับฉันเป็นศิษย์และให้ค่อยช่วยงาที่ร้าน ถึงได้ทำให้อาจารย์หญิงเข้าใจผิดแบบนี้”


เนียนจือรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อได้ยินหลี่หนิงเซียนเรียกหมอจ้าวว่าอาจารย์ และเรียกเธอว่าอาจารย์ผู้หญิง ไม่เคยมีใครให้ความเคารพเธอมากขนาดนี้มาก่อน หลี่หนิงเซียนเห็นว่าเนียนจือเริ่มใจอ่อนจึงกล่าวเสริม


“อาจารย์เห็นว่าฉันอยากเป็นลูกศิษย์ของเขา เพราะคุณปู่ของฉันป่วยเข้าโรงพยาบาล จึงตั้งใจมาเยี่ยม อาจารย์หญิง ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ พวกเราล้วนบริสุทธิ์ใจทำอะไรเปิดเผย ทุกครั้งที่เจอไม่เคยอยู่ด้วยกันในที่ลับตา แล้วจะไปทำเรื่องผิดศีลธรรมแบบนั้นอย่างไร”


หลังจากเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเนียนจือ หลี่หนิงเซียนจริงเปลี่ยนท่าที พูดจาอ้อนหวานเอาใจ จริงๆ ความโกรธเธอหายไปตั้งแต่ตอนที่โดนกงชุนกอด ส่วนบรรดาแพทย์ และพยาบาลที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ก่อนหน้า เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้วก็พากันแยกย้ายกลับไปทำงาน


เนียนจือ เมื่อรู้สึกตัวว่าตนเองทำตัวไม่เหมาะสม จึงพยายามปรับท่าทีให้ดูใจกว้างสมกับเป็นอาจารย์ เธอพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดด้วยการแก้ตัว


“ฉันมาที่นี่ก็เพราะได้ยินข่าวลือ ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเสี่ยวหนิงถูกสามีฉันรังแก”


“ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์หญิงทั้งหมดหรอกค่ะ คงต้องโทษคนปล่อยข่าวลือ”


“ฉันเห็นพวกพยาบาลบอกว่าเป็นผู้หญิงคนนึง เธออ้างว่ามาจากหมู่บ้านเดียวกับเสี่ยวหนิง ท่าทางเธอก็ดูอ่อนหวาน ฉันเลยไม่คิดว่าเธอจะกล้าโกหก”


“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ คงไม่กล้าถือโทษโกรธอาจารย์หญิง” จากคำพูดของเนียนจือ หลี่หนิงเซียนพอจะเดาได้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือใคร สงสัยเธอจะใจดีกับแม่ดอกบัวขาวเกินไป


“เสี่ยวหนิงเป็นคนดีจริงๆ ฉันนี้ปล่อยให้ความโกรธบังตา จนทำเรื่องเลวร้ายกับเธอ ของพวกนี้ถือว่าเป็นการขอโทษให้เธอ กับคุณปู่แล้วกัน”


“ค่ะ” หลี่หนิงเซียนตอบพร้อมยังจางๆที่ไปไม่ถึงดวงตา


“ต่อไปเธอต้องเรียนรู้จากอาจารย์ให้ดีๆนะ พวกเราไม่เข้าใจแพทย์แผนตะวันตก แต่การแพทย์แผนจีนของตระกูลจ้าวนั้นสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ว่ากันว่าบรรพบุรุษเคยเป็นหมอหลวงที่รักษาโรคให้กับฮ่องเต้ด้วยนะ! สามรฉันเขาจะไม่ปิดบังความรู้แน่นอน เขาต้องสอนเธออย่างดีแน่ๆ”


“หวังว่าในอนาคตคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้กับภรรยาผมอีกนะครับ”


“วางใจได้ ต่อไปฉันจะดูแลหลี่หนิงเซียนให้ดี” พูดจบเนียนเจินก็รีบคว้าแขนหมอจ้าวออกจากห้องอย่างรวดเร็ว เธอจะรีบกลับไปดูโสมเก่าแก่ที่บ้าน เพื่อพิสูจน์ว่าหมอจ้าวโกหกเธอหรือไม่


หลี่จ้านนั่งลงอยู่บนเตียง มองหลี่หนิงเซียนหลานสาวคนเดียว ที่กำลังวุ่นอยู่กับการเก็บข้าวของต่างๆ โดยมีกงชุนค่อยช่วย ในใจของเขารู้สึกละอายใจอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาไม่เข้าใจสถานการณ์ และใจร้อนเกินไป


จนทำให้หลานสาวต้องเดือดร้อน หากไม่ใช่เพราะกงชุนเข้ามาช่วยเหลือไว้ เขาไม่อยากคิดเลยว่า หลานสาวจะต้องเผชิญกับคำพูดแย่ๆอีกมากแค่ไหน เพียงแค่ข่าวลือที่แพร่สะพัดออกไป ก็เกือบจะทำลายชีวิตของหลานสาวตัวน้อยๆของเขาได้


“หนิงเอ๋อร์” เสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้นเรียกหลานสาว หลี่หนิงเซียนหันกลับมามองอย่างสงสัย


“คะ คุณปู่ มีอะไรหรือเปล่าคะ? หิวแล้วใช่ไหมคะ หนูจะไปซื้ออะไรมาให้ทานนะคะ” เธอเองก็กำลังจะออกไปพอดี เพราะเห็นว่าคุณปู่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยคงจะหิวแล้ว แต่ทว่ามือของเธอกลับถูกมือของผู้สูงวัยรั้งเอาไว้


“หนิงเอ๋อร์ ปู่มีอะไรจะพูดกับหลาน” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยแววตาสงสัย ส่วนกงชุนที่เพิ่งเก็บของเสร็จ ก็เดินเข้ามาใกล้ๆ เขาสังเกตเห็นสีหน้าของคุณปู่ก็น่าจะเดาได้


คุณปู่คงจะรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น และเป็นห่วงหลานสาวมาก แต่ประโยคถัดมาของคุณปู่ ก็ทำให้ทั้งสองคนต้องตะลึง


“หนิงเอ๋อร์ปู่แก่แล้ว สมองก็ไม่ค่อยดีแล้ว เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นความผิดของคุณปู่ทั้งหมด ทำให้หนูต้องเสียใจ ปู่ขอโทษหนู”


หลี่จ้านรู้สึกผิดที่ทำให้หลานสาวอย่างหลี่หนิงเซียนต้องเดือดร้อน เพราะความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น จากการที่ท่านไปต่อว่าหมอจ้าว


“ไม่ใช่ความผิดของคุณปู่หรอกค่ะ”


“ปู่ผิดสิ ผิดที่ไม่เชื่อใจหนิงเอ๋อร์” หลี่จ้านยังรู้สึกผิด ที่ผ่านมาตัวเองเป็นภาระให้กับหลี่หนิงเซียน ทำให้เธอที่แต่งงานแล้ว ต้องมาอยู่บ้านเดิมดูแลเขาจนเป็นเหตุให้ชาวบ้านนินทาว่าร้ายต่างๆนานา


หลี่จ้านไม่อยากให้หลานสาวต้องมาทนทุกข์เพราะตน จึงตัดสินใจบอกให้หลี่หนิงเซียนกลับไปอยู่กับกงชุนเสียที


“หนิงเอ๋อร์ปู่ทำผิดจริงๆ ปู่ยอมรับ แต่ปู่คิดดูแล้ว ที่ผ่านมาปู่ทำให้เธอเสียเวลามามาก ถึงได้ทำให้ชาวบ้านนินทา เธอกับกงชุนก็แต่งงานกันแล้ว บ้านก็ซ่อมเสร็จนานแล้ว เธอไม่ควรอยู่บ้านเดิมไปตลอด มันไม่ถูกต้อง คำนินทาน่ากลัวนะ!”


“เรื่องนี้…”


“วันนี้หลังจากส่งปู่กลับแล้ว เธอก็กลับบ้านกับกงชุนเถอะ! ปู่ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ทำอาหารเองได้ ลงไปทำงานได้ ไม่ต้องให้เธอดูแลหรอก! เธอลองคิดดูสิ กงชุนอยู่ในกองทัพ ปีหนึ่งมีวันลาไม่เยอะ กว่าจะได้กลับมา แต่กลับต้องมาเสียเวลากับปู่ ซึ่งเป็นแค่คนแก่คนหนึ่ง มันสมควรแล้วหรือ!”


“แต่…”


“ถ้าเธออยากกตัญญูต่อปู่จริงๆ วันนี้รีบกลับบ้านกับกงชุนเลย แล้วรีบให้เหลนฉันสักคน ฉันตายไปก็จะได้ตายตาหลับ หมดห่วง!”


“หนูอยากอยู่บ้านค่ะ”


“ไม่ได้!”


“ผมว่ากลับไปคุยที่บ้านดีกว่านะครับ ยังไงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่” กงชุนเห็นท่าไม่ดีจริงรีบห้ามทั้งคู่ไว้


หลังจากจัดการเรื่องคุณปู่ที่โรงพยาบาลเสร็จแล้ว หลี่หนิงเซียน กงชุน และหลี่จ้านก็กลับบ้านพร้อมกัน โดยมีหลินถงมาช่วยยกของ


กงชุนมองหลินถงอย่างรู้กัน หลินถงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกจากโรงพยาบาลไปยังบ้านของหมอจ้าว ที่เขารู้จักเป็นอย่างดี เขารู้สึกว่า การมาเยี่ยมคุณปู่ของหมอจ้าวในครั้งนี้ ไม่น่าจะมาโดยไม่มีเหตุผล


เขาเดาว่าหลี่หนิงเซียน่าจะวางแผนอะไรบางอย่างอีกแล้ว ยิ่งได้รู้จักหลี่หนิงเซียนมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกสนใจหญิงสาวผู้แปลกประหลาดคนนี้มากขึ้นเท่านั้น


ข่าวเรื่องที่ผู้เฒ่าหลี่ต้องเข้ารับการผ่าตัดแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ยิ่งช่วงนี้หลี่หนิงเซียนมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก บวกกับข่าวลือต่างๆที่แพร่กระจายไปทั่ว ทำให้ชาวบ้านต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้ยิ่ง


บทที่ 77: การมาเยือนอันไม่คาดฝัน


หลี่จ้านนั่งลงบนแคร่ในบ้าน เหอตี้ก็มาถึงพอดี หลี่หนิงเซียนกับกงชุนเพิ่งจัดบ้านเสร็จ ก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแขก ก่อนที่กงชุนจะกระซิบบอกกับเธอ


“เขาคืออาเหอ เป็นญาติห่างๆที่อยู่หมู่บ้านข้างเคียง”


หลี่หนิงเซียนพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของชายคนนี้ในอดีตเลย เธอก้าวออกไปต้อนรับ ชายวัยสี่สิบกว่าเดินเข้ามาในลานบ้าน ดวงตาเจ้าเล่ห์เป็นประกายเมื่อเห็นเธอ


“หลี่หนิงเซียนใช่ไหม? จำฉันได้หรือเปล่า ฉันอาเหอไง เราเคยเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ”


หลี่หนิงเซียนอึกอักในใจ เขาอายุมากกว่าเธอตั้งยี่สิบกว่าปี จะเป็นไปได้อย่างไรที่เคยเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ


“อ๋อค่ะ” หลี่หนิงเซียนไม่อยากจะพูดปฏิเสธออกไปตรงๆ เหอตี้ไม่สังเกตเห็นความอึดอัดบนใบหน้าของเธอ เขายิ้มกว้างอย่างดีใจ


“ฉันว่าแล้ว เธอต้องจำฉันได้สิ! ตอนเด็กๆ เธอสกปรกมอมแมม ไม่เคยเห็นเด็กผู้หญิงคนไหนน่ารำคาญเท่าเธอมาก่อนเลย เห็นหน้าทีไรเป็นต้องหาเรื่องแกล้งตีเธอ จนร้องไห้ไปหลายรอบแล้วรู้ไหม” ทันทีที่เหอตี้พูดจบ กงชุนที่ยืนอยู่ก็หัวเราะเบาๆ


หลี่หนิงเซียนหันไปมองค้อนเขาอย่างรู้ทัน กงชุนยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ


“เธอจะไม่ชอบใจไปทำไม นี่เป็นเรื่องจริงของหลี่หนิงเซียนทั้งนั้น”


“ว่าแต่อาเหอมาทำอะไรเหรอคะ”


“อามาเยี่ยมปู่ของเธอไง” เหอตี้ถือขนมเข้าไปในบ้านทันทีที่พูดจบ เขาชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเดินผ่านกงชุน เขานึกถึงคำพูดของพี่สาวก่อนมา จึงถามด้วยดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อย


“คุณคือพี่ชายของหลี่หนิงเซียน หลี่หลงเฟยใช่ไหม?”


กงชุนไม่ตอบคำถาม เพียงแค่จ้องมองกล่องขนมในมือของเหอตี้ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย


หลี่จ้านแสดงความประหลาดใจเมื่อเห็นเหอตี้เดินเข้ามาพร้อมถือขนม เหอตี้เป็นน้องชายของเหอมี่ ซึ่งเป็นภรรยาของหลี่ซา หลี่ซาเป็นบุตรชายของหลี่ซุย และหลี่ซุยเป็นน้องชายของหลี่จ้าน ด้วยความสัมพันธ์นี้ เหอตี้จึงนับเป็นญาติห่างๆของตระกูลหลี่


เหอตี้เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน จึงถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ทำให้เขากลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย แม้ว่าจะอายุมากกว่าสี่สิบปีแล้วก็ตาม


แม้จะมีศักดิ์เป็นญาติกัน แต่ทั้งสองครอบครัวแทบไม่เคยติดต่อกันเลย นอกจากตอนที่หลี่ซาแต่งงานกับเหอมี่ การปรากฏตัวของเหอตี้ในวันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง


“คุณลุงครับ นี่เป็นของที่พี่เขยให้ผมนำมาให้คุณลุง บอกว่าคุณลุงเพิ่งหายป่วย ต้องบำรุงร่างกาย กล่องขนมนี้วางขายที่ร้านสหกรณ์ มีราคาแพงมากเลยนะครับ และขนมก็อร่อยมากด้วย!” เหอตี้พูดอย่างโอ้อวด


ความจริงแล้ว เขาเองก็ยังเสียดายขนมกล่องนั้นอยู่ไม่น้อย สายตาที่มองขนมบ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากให้ แต่เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนยืนอยู่ข้างหลี่จ้าน จึงยอมยื่นกล่องขนมให้หลี่จ้านอย่างเสียไม่ได้


ขนมที่เหอตี้หวงแหน กลับไม่ได้รับความสนใจจากใครเลย สำหรับหลี่หนิงเซียนแล้ว ขนมแบบนี้เธอเคยกินมาแล้วตั้งแต่ชาติที่แล้ว ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไร ส่วนหลี่จ้านเองก็เบื่อขนมหวาน เพราะตอนอยู่โรงพยาบาล กงชุนและเพื่อนของเขานำขนม อาหารบำรุงมาให้กินจนเบื่อ


กงชุนเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเหอตี้อย่างเงียบๆ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มผู้กำลังโอ้อวดอย่างไม่รู้ประสา ใบหน้าของกงชุนเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ ขณะที่มือของเขาล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง


“คุณลุงครับ กินสิครับ ลองชิมเร็วๆ!”


หลี่หนิงเซียนนั่งนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย ขณะที่เหอตี้ อาที่เธอแทบไม่เคยเห็นหน้า นั่งตรงข้ามเธอ เขาก็เริ่มต้นภารกิจที่แท้จริงของการมาเยือนในวันนี้


เธอแทบไม่รู้จักเหอตี้ด้วยซ้ำ พวกเราไม่ได้สนิทกันถึงขนาดจะมาเยี่ยมเยียนกัน แม้แต่ในวันหยุดเทศกาล ความทรงจำอันเลือนรางเรื่องเขาในวัยเด็กของเธอนั้นเลือนลางมาก จนเธอแทบนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร ถ้าบังเอิญเจอกันบนถนนเธอคงเดินสวนไปเฉยๆ


ด้วยความสงสัยที่อยู่ในใจ เกี่ยวกับการมาเยือนอันไม่คาดฝันครั้งนี้ ปู่หลี่จ้าน จึงตัดสินใจสอบถามอย่างตรงไปตรงมาว่า


“หลานชายคนโต วันนี้เธอมาเยี่ยมคนแก่อย่างฉัน ฉันดีใจมาก แต่เธอพูดตรงๆเถอะว่าเธอมาบ้านเรามีธุระอะไรกันแน่” เหอตี้มองหลี่หนิงเซียนอย่างเขินอาย


“ผมมาที่นี่มีสองเรื่องที่อยากขอร้องคุณลุงครับ”


“เรื่องอะไรล่ะ มีอะไรก็พูดมาเถอะ ถึงยังไงเราก็เป็นญาติกัน ถ้าช่วยได้ คนแก่อย่างฉันก็ยินดีที่จะช่วย” หลี่จ้านตอบกลับทันที


เหอตึ้อึกอักก่อนจะพูดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาเยือน


“คุณลุงครับ แม่ผมได้ยินมาว่าหลี่หนิงเซียนหย่ากับสามี แล้วถูกตระกูลกงไล่ออกมา แม่เลยให้ผมมาถามดูว่า สนใจมาแต่งกับผมไหมครับ จะได้ไม่ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ต้องช่วยกันทำมาหากินนะ” เหอตี้อ้างว่าหลี่หนิงเซียนเองก็เคยหย่าร้างมาแล้ว เพื่อจะได้ไม่พูดถึงเรื่องที่ตัวเองเป็นชายแก่ที่หาภรรยาไม่ได้ และการแต่งงานก็ทำให้เขาไม่ต้องถูกนินทราเรื่องนี้ได้


“เรื่องสินเดิมครอบครัวผมไม่ติดใจอะไร เพราะเข้าใจว่าตระกูลหลี่เพิ่งเสียเงินไปกับการผ่าตัด คงไม่มีเงิน แต่บ้านเราคงจะไม่ให้สินสอด”


“…” หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาบนหัว เมื่อได้ยินคำพูดของเหอตี้ที่เต็มไปด้วยความดูถูก และเอาเปรียบ


“หลี่หลงเฟยว่าแต่นายหาเงินที่ใช้ในการผ่าตัดมาได้ คงเอามาจากช่องทางไม่ชอบมาพากลสินะ หากนายไม่ยอมบอกแหล่งที่มาของเงิน หลี่หนิงเซียนอาจจะต้องลำบาก”


คำพูดของเหอตี้ยิ่งสร้างความโกรธให้กับหลี่หนิงเซียน ผู้ชายแก่พวกนี้สมองโดนลาเตะหรือไง ถึงได้มาพูดจาเหลวไหลแบบนี้ที่บ้านเธอ แล้วยังเรื่องหย่าอีก เธอยังไม่ได้หย่ากับกงชุนสักหน่อย ต่อให้เป็นเรื่องจริง ไปพูดแบบนี้ที่บ้านฝ่ายหญิงก็ควรโดนตีตาย


สายตาของเธอเหลือบไปสบตากับกงชุนที่กำลังยืนยิ้มเยาะเย้ยอย่างสะใจ เธออยากจะพุ่งเข้าไปกัดเขาจริงๆ พร้อมกับส่งสายตาวิงวอนภาวนาให้เขาช่วยไล่ผู้ชายแก่พวกนี้ออกไปสักที


กงชุนกลับไม่สนใจ เหอตี้ที่ยืนอยู่ เขายื่นมือไปลูบผมหลี่หนิงเซียนเบาๆอย่างเอ็นดู แล้วพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า


“น้องสาว เธอว่ายังไงล่ะ จะหย่ากับฉันจริงๆหรือ?”


ด้านหลี่จ้านที่ตอนแรกโกรธจนแทบระเบิด พอได้เห็นหลานสาว และหลานเขยยืนอยู่ตรงหน้าก็ใจเย็นลง นึกขึ้นได้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ข่าวลือ ที่ชาวบ้านพูดกันไปเรื่อย จนกลายเป็นความเข้าใจผิด


เหอตี้มั่นใจมากว่าข่าวลือเรื่องการหย่าร้างของหลี่หนิงเซียนเป็นเรื่องจริง เขาจึงประกาศก้องต่อหน้าทุกคน


“พวกคุณจะปิดบังอะไรอีก ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านของพวกคุณก็รู้กันไปทั่วแล้ว ว่ากงชุนนั่นหย่ากับหลี่หนิงเซียนแล้ว พวกเขาหย่ากันแน่นอน จะมาให้หลี่หนิงเซียนพูดว่าจะหย่าหรือไม่หย่าได้ยังไง” ด้วยความรู้สึกเหนือกว่า เขาพูดเสริมอีก


“แม่ของผมบอกว่าผมอายุสี่สิบสามแล้ว ไม่สามารถเลือกมากได้อีก ผมถึงได้มาดูสักหน่อย คุณลุงวางใจได้ ไม่ว่าหลี่หนิงเซียนจะเคยเป็นอย่างไรมาก่อน ผมก็ไม่รังเกียจเธอหรอก”


คำพูดของเขาทำให้หลี่จ้านโกรธจนหน้าซีด จนต้องสูดหายใจลึกๆ แล้วถามเหอตี้ด้วยสีหน้าเย็นชา


“ได้ยินมาจากใครว่าหลี่หนิงเซียนของเราจะหย่า?”


หลี่หนิงเซียนเองก็โกรธจนตัวสั่น เธออยากจะเข้าไปเผชิญหน้ากับเหอตี้ แต่กงชุนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับจับมือเธอไว้


กงชุนมองเหอตี้อย่างเย็นชาและถามว่า


“ใครบอกนายเรื่องหลี่หนิงเซียนหย่า?”


เหอตี้รู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งหลี่จ้าน และกงชุนถึงมีท่าทีโกรธขนาดนี้ ในเมื่อเขาแสดงออกอย่างชัดเจนแล้ว ว่าเขาไม่รังเกียจที่หลี่หนิงเซียนเคยแต่งงานมาก่อน


บทที่ 78: ถ้าตอนนั้นฉันโตกว่านี้


หลี่หนิงเซียนมองเหอตี้ด้วยท่าทีสง่างาม จนเขารู้สึกกดดันแปลกๆ ต้องตอบคำถาม


“คือ…พี่สาวผม เขาไปเยี่ยมแม่ที่บ้าน แล้วบังเอิญได้ยินเรื่องนี้เข้า ดูเหมือนจะมีคนจากหมู่บ้านคุณไปพูด แม่เลยรีบให้ผมมา ตอนฉันมาถึง เห็นคนมุงกันเต็มเลย ต่างก็พูดถึงเรื่องหลานสาวของคุณลุง ว่าเลิกกับสามีแล้วก็ไปคบกับเสี่ยแก่ๆในเมือง ญาติตระกูลเหอเห็นตอนไปโรงพยาบาลด้วย”


เหอตี้รู้สึกเหมือนตัวเองโดนดูถูก ครอบครัวนี้ไม่เห็นจะสำนึกบุญคุณ ที่เขายอมแต่งงานกับหลานสาวที่เสียชื่อเสียงแบบนี้ กลับทำท่ารังเกียจเขาทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้มีภรรยาเสียหน่อย


หลี่หนิงเซียนรู้ทันทีว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือจินเม่ยอีกแล้ว! ถ้าไม่สั่งสอนให้หลาบจำ ก็คงไม่จบสิ้น เธอเงยหน้ามองกงชุนที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอด กงชุนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินที่เหอตี้พูด เขาเห็นความโกรธในแววตาของคุณปู่ และหลี่หนิงเซียน จึงพูดอย่างจริงจัง


“ผมจะไปคุยกับตระกูลจินเอง รับรองว่าจะไม่ยอมให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก”


ระหว่างเขากับจินเม่ยไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แม้แต่ตอนที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายจะเคยพูดถึงเรื่องแต่งงาน เขาก็ไม่ได้ตอบตกลง เพียงแต่เกรงใจที่จินเม่ยเป็นผู้หญิง จึงไม่ได้พูดปฏิเสธอย่างชัดเจน หลังจากนั้นเขาก็สมัครไปเป็นทหาร แต่จินเม่ยคงไม่คิดแบบนั้น


“พี่ชายแบบคุณจะทำอะไรได้” เหอตี้พูดด้วยน้ำเสียงเย้นหยัน


“ไร้สาระ กงชุนจะเป็นพี่ชายหลี่หนิงเซียนได้อย่างไร” หลี่จ้านเถียงขึ้นด้วยความโกรธ


เหอตี้ตกตะลึง เมื่อรู้ว่าคนที่เข้าคิดว่าคือพี่ชาย แที่จริงแล้วเป็นกงชุน เขาจ้องมองกงชุนด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะพูดออกมา


“นาย… นายคือกงชุน!? นายไม่ใช่พี่ชายหลี่หนิงเซียน!” เหอตี้เพิ่งสังเกตว่ากางเกงที่ชายตรงหน้าสวมใส่นั้น ไม่เหมือนกับชาวนาในหมู่บ้านทั่วไป ไม่เหมือนกางเกงทหารสีเขียวที่เขาซื้อจากร้านสหกรณ์เลยสักนิด


ในชั่วขณะนั้นเอง เหอตี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าชายคนนี้คือกงชุนตัวจริง! เขาอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย


“พวกคุณไม่ได้หย่ากันหรือ?”


“ถ้าฉันกับหลี่หนิงเซียนหย่ากันแล้ว ฉันจะยังอยู่ที่บ้านตระกูลหลี่ได้อย่างไร ฉันจะไม่หย่ากับหลี่หนิงเซียน ฉันชอบเธอ และเคารพเธอ ตราบใดที่เธอไม่รังเกียจ ฉันก็จะไม่มีวันหย่ากับเธอ”


ระหว่างที่พูด เขาก็ก้าวเท้ายาวๆไปที่ประตู แขนเรียวยาวของเขายกม่านขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะเบื่อหน่ายกับการอธิบายเต็มที และต้องการไล่แขกที่ไม่ได้รับเชิญออกไป


ภายในห้อง ทุกสายตาจับจ้องไปที่การกระทำของเขา หลี่หนิงเซียนยืนนิ่งอยู่ข้างประตู มองดูชายหนุ่มที่เพิ่งประกาศกร้าวอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่หย่า เธอเผลอยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่ากำลังพยายามข่มกลั้นหัวใจที่เต้นรัว ลึกๆในใจ เธอรู้ดีว่าเขาพูดจริง


เขาบอกว่าเขาชอบเธอ ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยิ่งกว่าตอนที่เขาจูบเธอ เมื่อคืนเสียอีก! นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับเธอตรงๆว่าเขาชอบเธอ คำพูดของเขาช่างตรงไปตรงมา และชัดเจน จนทำให้เธอตั้งตัวแทบไม่ทัน ในขณะนี้ หลี่หนิงเซียนไม่อาจระงับความรู้สึกสั่นไหวในใจได้


เหอตี้จ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างไม่ละสายตา ความไม่พอใจปรากฏชัดในแววตา เขายังคงยอมรับความจริงไม่ได้ที่ต้องเสียภรรยาที่เกือบจะได้มาง่ายๆไป ตอนแรกที่เห็นหลี่หนิงเซียน เขาก็รู้สึกตะลึงในความงามของเธอ


ทันใดนั้นเรื่องราวในอดีตของเธอก็ดูเลือนลาง ความปรารถนาที่จะได้ครอบครองหญิงสาวผู้นี้กลับยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่า เหอตี้ได้แต่คร่ำครวญในใจ ก่อนเสียงฝีเท้าหนักๆจะดังมาจากนอกประตู


ทุกสายตาหันไปมองยังต้นเสียง ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มวิ่งปรี่เข้ามาในห้องด้วยความเร็ว พร้อมกำหมัดแน่นพุ่งตรงไปยังใบหน้าของเหอตี้


“ไอ้สารเลว! แกกล้าดียังไงมาคิดร้ายกับพี่สาวฉัน แล้วยังปากสุนัขไปพูดจาดูถูกนินทาพี่สาวฉันไปทั่ว ฉันจะฆ่าแก!” หลี่หนิงเซียนรีบคว้าตัวชายหนุ่มผู้นั้นไว้ทันที


“กงหยางใจเย็นๆก่อน!”


“จะให้ผมใจเย็นได้ยังไง! พี่จะไปกับเขาจริงๆเหรอ? ผู้ชายขี้ขลาดแบบนี้ ไม่คู่ควรกับพี่หรอก!” กงหยางตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธ


หลี่จ้านมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ ความโกรธที่เคยมีก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น


กงหยางเพิ่งกลับจากสถานีตำรวจ หลังจากก่อเรื่องจนต้องจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งหลี่หนิงเซียน เป็นคนจ่ายให้ในจำนวนถึงพันหยวน ทำให้กงหยางรู้สึกผิด และโกรธตัวเอง


ระหว่างทางกลับบ้าน เขาก็ได้ยินชาวบ้านกำลังนินทาเรื่องหลี่หนิงเซียนหย่ากับสามี และมีชายแก่หมายปังจะแต่งงานกับเธอ กงหยางโมโหจนเลือดขึ้นหน้า รีบตรงดิ่งมาที่นี่ทันที


“นายมีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับพี่สาวฉัน! มีสิทธิ์อะไร!” กงหยางตวาดใส่เหอตี้ด้วยความโกรธ


กงหยางมองว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องน่าอายอย่างมาก ยิ่งพี่ชายทิ้งให้หลี่หนิงเซียนต้องแบกรับภาระไว้เพียงลำพัง เขายิ่งรับไม่ได้


“บอกตามตรงเถอะ พี่อยากหย่าก็หย่าไป! ฉันอยากให้เธออยู่คนเดียวอยู่แล้ว” กงหยางพูดอย่างไม่ยั้งคิด


“กงหยาง…”


“พี่ก็แค่แก่กว่าฉันไม่กี่ปีถึงได้แต่งงานกับพี่สาว ถ้าตอนนั้นฉันโตกว่านี้ พี่ไม่มีทางได้แต่งงานกับเธอหรอก! คุณปู่แค่รับปากว่าจะให้หลานชายแต่งงานกับหลี่หนิงเซียน ไม่ได้ระบุว่าเป็นใครสักหน่อย! ตอนนี้พวกนายหย่ากันไปเลย ต่อไปฉันจะเป็นคนดูแลพี่สาวเอง!”


คำพูดที่หุนหันพลันแล่นหลุดออกจากปาก กงหยางเองก็ตกใจกับคำพูดของตัวเอง เช่นเดียวกับคนอื่นที่ยืนฟังอยู่ด้วยความตกตะลึง


กงชุนยืนอยู่ที่ประตู หน้าตาดุดัน เมื่อได้ยินน้องชายตัวเอง สารภาพในเชิงว่ามีใจให้กับหลี่หนิงเซียน ก่อนหน้านี้ที่สถานีตำรวจ กงหยางเอาแต่ก้มหน้า ไม่ยอมมองเขา


และยังยินดีติดคุกเพื่อไม่ให้หลี่หนิงเซียนต้องจ่ายค่าเสียหาย ตอนนั้นเขาคิดว่าน้องชายสำนึกผิดแล้ว ที่ไหนได้… ที่แท้เป็นเพราะชอยหลี่หนิงเซียน ยิ่งคิดถึงคำพูดของเต๋อฟง ที่ใส่ร้ายหลี่หนิงเซียนว่าเป็นหญิงที่เป็นชู้กับเขา


เขาก็ยิ่งโมโห มือที่ข้างกายกำแน่นจนสั่นเทา นี่น้องชายตัวเองคิดกับเมียพี่ชายแบบนี้เชียวเหรอ!


ซูลี่รีบวิ่งมาที่บ้านของหลี่หนิงเซียนทันที ที่รู้ว่าลูกชายคนเล็กกลับมา แต่พอได้ยินที่กงหยางพูด เธอก็ถึงกับช็อก ไม่คิดว่าลูกชายจะทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนี้!


ส่วนหลินถง และจงซวนที่ตั้งใจมาส่งกงหยางกลับบ้าน ก็ได้แต่ชะงักอยู่ที่ลานบ้าน ไม่กล้าเข้าไป กงชุนกำลังเผชิญสถานการณ์อึดอัดเช่นนี้ พวกเขาเป็นคนนอก ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้มากความ


เหอตี้ตั้งสติได้เป็นคนแรก เขาตะโกนด้วยความโกรธ


“พวกแกยังกล้าดูถูกฉันอีกหรือ คิดว่าตัวเองเป็นของดีงั้นเหรอ? น่าขยะแขยง! สองพี่น้องมารักผู้หญิงคนเดียวกัน ฉันขอไม่มีคู่ไปทั้งชาติดีกว่าที่จะไปยุ่งกับผู้หญิงแบบนี้!” เหอตี้ถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างไม่ใยดี


แต่ในชั่วพริบตากงชุนก็พุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อของเขาไว้แน่น


“แกลองพูดแบบนั้นอีกครั้งสิ!” แม้กงหยางจะอายุเพียงสิบหกปี แต่ช่วงนี้เขาได้รับการดูแลอย่างดีจากหลี่หนิงเซียน ร่างกายจึงแข็งแรง และสูงใหญ่เกือบเท่าผู้ใหญ่ อีกทั้งยังชอบออกกำลังกาย ทำให้เขามีกำลังมากกว่าคนทั่วไป เพียงแค่กงหยางบีบคอเสื้อ ใบหน้าของเหอตี้ก็เริ่มแดงก่ำ


หลี่หนิงเซียนเห็นท่าไม่ดี รีบเข้าไปดึงแขนกงหยางไว้แล้วตวาดด้วยความตกใจ


“กงชุนลูกจะทำอะไร กงหยางเป็นน้องชายแท้ๆของลูกนะ!”


แม้หลี่หนิงเซียนจะตกใจกับการกระทำของกงหยาง แต่เธอก็เข้าใจดีว่าทั้งหมดเป็นเพราะเขาขาดความรัก และการอบรมสั่งสอนที่ดี เธอจึงได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะไม่ทิ้งบาดแผลไว้ในใจของเด็กหนุ่ม


บทที่ 79: ฉันเองก็ผิดที่ประมาท


เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า เธอคิดง่ายเกินไป กงหยางอายุสิบหกแล้ว ถึงจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ก็เป็นวัยที่เริ่มมีความรู้สึกชอบพอกันได้แล้ว สิ่งที่ทำให้หลี่หนิงเซียนตกใจ ไม่ใช่แค่เรื่องที่กงหยางแอบชอบเธอ แต่เป็นการที่เขาแสดงออกอย่างไม่สนใจอะไรแบบนั้นต่างหาก


เมื่อเห็นสีหน้าโกรธจัดของกงชุน หลี่หนิงเซียนรีบอธิบายว่า


“อย่าโกรธไปเลยฉันเองก็ผิดที่ประมาท ไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อน เขายังเด็กอยู่ ไม่รู้จักความเหมาะสม คุณสอนเขาดีๆก็พอ ถ้าไม่ฟังค่อยลงโทษ แต่อย่าทำอะไรเกินเลยนะ รีบเก็บปืนของคุณไปเถอะ เรื่องแบบนี้ถ้ารู้ไปจะไม่ดีเอา”


ถึงอย่างไร เธอก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องฆ่าน้องชายขึ้น เพราะแบบนั้นเธอก็จะกลายเป็นคนบาปของตระกูลกงไปตลอดชีวิต ซูลี่เองก็รู้ว่าลูกชายคนโตโมโห จึงหันไปตบหน้าลูกชายคนเล็กอีกครั้งทั้งน้ำตา


“กงหยางลูกทำแบบนี้ได้ยังไง นั่นพี่ชายลูกนะ! แล้วหลี่หนิงเซียนก็เป็นพี่สะใภ้ ทำไมถึงได้ไร้เหตุผลแบบนี้ แม่ผิดหวังในตัวลูกมาก!” ซูลี่เพิ่งรู้สึกตัวเป็นครั้งแรก ว่าที่ผ่านมาเธอตามใจลูกชายคนเล็กมากเกินไป จนทำให้เขากลายเป็นเด็กแบบนี้ เธอเสียใจจนร้องไห้ออกมา


หลิงถงและจงซวนมองหน้ากัน ก่อนจะรีบเข้าไปขวางกงชุนไว้ คนหนึ่งยืนบังหน้า อีกคนก็รีบแย่งอาวุธในมือเขาไป


“ใจเย็นๆก่อนกงชุน อย่าไปถือสาอะไรเด็กเลย เดี๋ยวผมจะพากงหยางกลับไปอบรมสั่งสอนเอง รับรองว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก!” จงซวนรีบพูด


ในใจเขารู้สึกผิดอย่างมาก ที่ผ่านมากงชุนเคยขอให้เขาดูแลกงหยางสักพัก เพื่อช่วยขัดเกลาให้ แต่เขาไม่ยอมทำ คิดว่ากงชุนแค่พูดไปอย่างนั้น พอเห็นว่าไม่มีอะไรก็รีบส่งตัวกลับ ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น


กงชุนจ้องน้องชายอย่างเย็นชา ก่อนจะตัดบทสนทนาเรื่องที่กงหยางอยากเป็นทหารทิ้งอย่างไม่ใยดี


“ดูสภาพกงหยางตอนนี้สิ ไม่เหมือนทหารสักนิด ไม่เหมาะจะเข้ากองทัพ ถ้าฉันปล่อยให้เข้าไปจริงๆ นั่นก็คือความบกพร่องของฉันเอง!” จงซวนไม่คิดว่ากงชุนจะปฏิเสธตรงๆแบบนี้


กงชุนเห็นแววตาของน้องชายก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงพูดเสริมอย่างเด็ดขาด


“แล้วฉันจะบอกแกอีกครั้ง ฉันกับหลี่หนิงเซียนจะไม่หย่ากัน แต่ถึงอนาคตเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แกกับเธอก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเก็บความคิดของแกไว้เสีย ตัวเองไม่เอาไหนก็แล้วไป อย่าลากเธอมาโดนด่าด้วยอีก”


สายตาของกงหยางเบนไปที่หลี่หนิงเซียน เขามองหญิงสาวแวบหนึ่ง ตอนที่กงชุนกลับมา เขาเคยคิดอยากจะเป็นทหาร เพราะเขาคิดว่าตัวเองเก่งเรื่องการต่อสู้ แม้แต่ครูยังบอกว่าเขาควรไปฝึกฝนในกองทัพ แต่หลังจากได้พบกับหลี่หนิงเซียนเขาก็เปลี่ยนใจ


ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดและการกระทำของกงชุนเมื่อครู่ ทำให้เขาไม่อยากเอ่ยปากขอร้องเรื่องนี้กับพี่ชายอีก


จงซวนเห็นท่าทีของกงหยางก็รู้ว่าอีกฝ่าย คงจะตกหลุมรักหลี่หนิงเซียนเข้าเสียแล้ว จึงรีบพูดขึ้นเพื่อแก้ต่างให้หลี่หนิงเซียน


“กงชุน หลี่หนิงเซียนพูดถูก กงหยางเป็นน้องชายของพวกเรา ไม่รู้เรื่องราวแค่สอนก็พอ ถ้าไม่ได้ผลจริงๆ ค่อยส่งกงหยางไปอยู่กับลี่หมิง ไม่มีทหารคนไหนที่หลี่หมิงฝึกแล้วไม่เชื่อฟัง!”


ภายในห้องเงียบสงัด เหลือเพียงความตึงเครียดที่จับต้องได้ เหอตี้ทรุดตัวลงบนพื้นอย่างหวาดกลัว ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองปืนที่กงชุนถืออยู่ก่อนหน้า ความกล้าหาญของเขาสลายหายไปจนหมดสิ้น


เขาพยายามคลานไปที่ประตูอย่างเงียบเชียบ หลี่หนิงเซียนเองก็ตกอยู่ในภวังค์ ไม่เพียงเเต่เธอจะไม่ได้หย่า เธอยังได้เห็นสามีของเธอโกรธจนเกือบจะฆ่าน้องชายของตัวเอง เธอควรจะจากไปตั้งเเต่ที่เขาปฏิเสธเธอเเล้ว ไม่สิ เธอไม่ควรมาที่นี่ตั้งเเต่เเรก!


สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งของกงชุนจับจ้องไปที่กงหยาง ดวงตาคมกริบราวกับจะทำให้เลือดในกายของน้องชายเเข็งตัว ความกล้าทั้งหมดของกงหยางพังทลายลงในพริบตา เขามองพี่ชายด้วยความโกรธ


ก่อนจะหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยความรู้สึกที่รุนแรงไม่แพ้กัน ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เเต่เเววตากลับสั่นไหว ในที่สุดเขาก็ผลักซูลี่ ผู้เป็นเเม่ที่พยายามห้ามเขาอยู่ วิ่งพรวดพราดออกไป


“ผมไม่ต้องการให้พี่มายุ่ง!” เสียงตะโกนของกงหยางดังก้องไปทั่ว ก่อนที่ร่างของเขาจะหายลับไปพร้อมกับเสียงปิดประตู


ซูลี่มองตามลูกชายคนเล็กด้วยความเป็นห่วง เธอไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ ก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามลูกชายออกไป


เหอตี้รู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีที่คิดถึงตระกูลหลี่ และตระกูลกง เขาไม่กล้าหายใจแรง แม้จะไม่มีใครจับคอเขาไว้แล้ว ขณะที่กำลังค่อยๆถอยหลังไปที่ประตูหลี่หนิงเซียนก็เอ่ยขึ้นว่า


“เดี๋ยวก่อน” ทุกสายตาในห้องจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียน เธอเดินไปที่แคร่หยิบกล่องขนมที่เหอตี้นำมา ก่อนจะเดินไปที่ประตูแล้วยัดสิ่งของเหล่านั้นใส่อ้อมแขนของเขา “เอาไปด้วย พวกเราไม่ได้จะเอาของพวกนี้จากนาย”


เหอตี้รีบพยักหน้ารับคำ “ดะ…ได้ๆ ผมจะเอาไปเดี๋ยวนี้!”


“เรื่องที่นายมาวันนี้ อย่าไปปริปากพูดกับใครจะดีกว่า มันไม่เป็นผลดีต่อทั้งนาย และฉัน เราเป็นญาติกัน ฉันถือว่านายมาเยี่ยมปู่ด้วยความจริงใจ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ออกไปแล้วก็จงลืมมันไปเถอะ” หลี่หนิงเซียนกล่าว


“…” เห็นท่าทางเหอตี้ยังไม่เข้าใจ หลี่หนิงเซียนจึงอธิบายอย่างใจเย็นว่า


“เมื่อกี้กงหยางไม่รู้เรื่องราว เกือบจะทำร้ายนายไป ฉันขอโทษแทนเขาด้วย แต่คำพูดที่ทุกคนพูดตอนโมโหนั้น อย่าไปถือสาเลย อีกอย่างกงหยางถึงจะตัวโตแค่ไหน แต่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ เรื่องของเด็กๆ ก็อย่าไปใส่ใจเลย”


เรื่องซุบซิบของชาวบ้านเริ่มสร้างความเสียหายให้กับเธอ และคนรอบข้าง เธอรู้ดีว่าข่าวลือแพร่กระจายเร็วแค่ไหน อาจส่งผลกระทบร้ายแรงได้ เธอจึงต้องหยุดมันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เธอหันไปหาเหอตี้ซึ่งยืนนิ่งอยู่ที่ประตู


“คุณก็เห็นแล้วว่าการนินทามันน่ากลัวแค่ไหน” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันทำให้ฉันเสียชื่อเสียง เกือบทำให้คุณเสียเงิน และเสียชีวิตไปแล้ว”


“เอ่อ…”


“หากแพร่เรื่องโกหกเกี่ยวกับฉัน และกงชุนออกไป มันอาจส่งผลร้ายแรงตามมามากมาย ไม่เพียงจะทำให้ชื่อเสียงของฉันและกงชุนเสียหายเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการทำลายชีวิตสมรสของทหาร ซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรง แต่ถ้าคุณไม่พูดอะไร” หลี่หนิงเซียนกล่าวต่อ “เราก็ยังเป็นญาติกันได้เหมือนเดิม”


หลี่หนิงเซียนใช้วิธีการทั้งข่มขู่ เพื่อให้มั่นใจว่าเหอตี้จะไม่พูดเรื่องโกหกเกี่ยวกับเธอออกไป อย่างไรก็ตาม เธอก็รู้ว่านั่นยังไม่เพียงพอ เธอต้องหาทางยุติข่าวลือทั้งหมด และกอบกู้ชื่อเสียงของเธอกลับมา


ต้นเหตุของเรื่องนี้คือจินเม่ย หลังจากวันนี้ เธอไม่สามารถปล่อยไว้โดยไม่จัดการได้อีกต่อไป


“ฉันไม่พูดแน่นอน หลานสาว” เหอตี้รับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ยังคงแฝงด้วยความหวาดกลัว


“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณอาเหอ”


แม้ว่าเหอตี้จะเชื่อฟังแม่ของเขาทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ เขามองดูกงชุนที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ในห้อง แล้วมองไปที่ชายร่างสูงใหญ่สองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งมีบุคลิกน่าเกรงขามเช่นกัน


โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนึ่งสวมชุดขาวทั้งตัว ส่วนอีกคนสวมชุดทหารสีเขียว แม้ว่าเสื้อผ้าจะไม่เหมือนกับชุดทหารที่เขาเคยเห็นมาก่อน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา เมื่อเห็นแบบนั้น เหอตี้จึงรีบรับปากกับหลี่หนิงเซียน


“หลานสาว เธอวางใจได้ ฉันขอสัญญาว่าวันนี้พอฉันออกจากบ้านของเธอไป ฉันจะไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ฉันแค่มาเยี่ยมคุณปู่ของเธอเท่านั้น” กล่าวจบเหอตี้ก็ออกจากบ้านตระกูลหลี่อย่างรวดเร็ว


บทที่ 80: อิจฉาในมิตรภาพของพวกเขา


ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ หลี่หนิงเซียนทนบรรยากาศอึดอัดนี้ไม่ไหว และไม่รู้จะเผชิญหน้ากับกงชุนอย่างไร เธอจึงหันไปพูดกับหลิงถง และจงซวนว่า


“พวกคุณมาไกลขนาดนี้ อย่าเพิ่งรีบกลับเลย ที่โรงพยาบาลต้องขอบคุณพวกคุณมากที่ช่วยเหลือ วันนี้มาแล้วก็อยู่ต่อเถอะ ฉันจะเลี้ยงอาหารพวกคุณ”


“เธอไม่ต้องวุ่นวายหรอก พวกเราไม่กินข้าว เดี๋ยวก็จะกลับแล้ว” จงชุนรีบห้ามหลี่หนิงเซียน


หลี่หนิงเซียนดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงครึ่งแล้ว หลินถง และจงซวนปั่นจักรยาน มาจากตัวเมืองอำเภอต้องใช้เวลาอย่างน้อยเกือบชั่วโมง ถ้าพวกเขาไม่กินข้าวแล้วกลับไปก็หิวมาก


หลี่หนิงเซียนเห็นหลินถง และจงซวนมีท่าทีเกรงใจ จึงจ้องตาอย่างจริงจังและถามว่า


“พวกคุณไม่ได้รังเกียจอาหารในชนบท ว่าจะไม่อร่อยใช่ไหม?”


“เป็นไปไม่ได้! พ่อแม่ของผมก็อยู่ในชนบทมาหลายปี เพิ่งกลับเข้าเมืองไป เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมโตมากับอาหารในชนบทนะ!” จงซวนรีบพูดด้วยความกลัวว่าหลี่หนิงเซียนจะเข้าใจผิด หลี่หนิงเซียนหัวเราะพรืดออกมา


“งั้นก็ดีมาก ฉันกำลังกังวลว่าฝีมือทำอาหารของตัวเองไม่ดี วันนี้พวกคุณมา จะได้มีคนมาเป็นหนูทดลองพอดี” หลินถงที่ไม่ได้พูดอะไรมาตลอด ได้ยินคำว่าหนูทดลอง ก็เงยหน้ามองหลี่หนิงเซียน คำนี้ทำให้เขานึกถึงงานวิจัยทางการแพทย์ที่เขาทำอยู่


กงชุนเดินเข้ามาใกล้ๆ หลี่หนิงเซียนโอบไหล่เธอไว้ แล้วพูดกับหลินถง และจงซวนว่า


“ในเมื่อถึงเที่ยงแล้ว พวกนายก็อยู่กันต่อเถอะ ฝีมือทำอาหารของหลี่หนิงเซียนไม่เลวนะ พวกนายจะได้ลองกิน” เมื่อกงชุนพูดแบบนี้ หลินถงและจงซวนก็ไม่กล้าปฏิเสธ จึงอยู่ต่อทั้งคู่


การถูกกงชุนโอบไหล่อย่างสนิทสนม รวมถึงน้ำเสียงที่เขาพูด ราวกับว่าพวกเขาเป็นคู่สามีภรรยากัน ทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกร้อนผ่าวที่แก้ม เธอจึงรีบออกไปทำอาหารทันที


หลังจากหลี่หนิงเซียนแยกตัวออกไปทำอาหาร จงซวนจึงหันไปปลอบใจคุณปู่ หลินถงเห็นว่ากงชุนยังไม่หายโกรธ เลยชวนเขาออกมาที่สวนเพื่อคุยกันเป็นส่วนตัว ปล่อยให้จงซวนอยู่กับคุณปู่ในบ้าน


เมื่อเดินมาถึงสวน หลินถงจึงเปิดปากเล่าให้กงชุนฟัง สิ่งที่เขาไปเค้นถามจากหมอจ้าว


“โสมที่หลี่หนิงเซียนให้หมอจ้าวนั้นเป็นของล้ำค่ามาก หมอจ้าวจึงเอาไปขายที่ปักกิ่งได้กำไรถึงหนึ่งพันหยวน ด้วยแรงจูงใจจากเงินก้อนโตนี้ ทำให้หมอจ้าวยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์” หลินถงย้ำกับพี่ชายว่า “หลี่หนิงเซียนเป็นคนดี พี่วางใจได้”


“ฉันไว้ใจหลี่หนิงเซียน” กงชุนมองหน้าน้องชายแล้วพูดอย่างหนักแน่น


หลินถงรู้สึกประหลาดใจ เพราะที่เขาเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ฟัง ก็เพราะเป็นห่วงว่ากงชุน จะเชื่อข่าวลือนินทาจนเข้าใจหลี่หนิงเซียนผิด กงชุนครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่หลี่หนิงเซียนหายไปทั้งคืน โดยไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืนก่อน ดูเหมือนว่าเธอคงขึ้นไปเก็บโสมบนภูเขา


“คุณว่าโสมนั่น ใครเป็นคนให้หลี่หนิงเซียนกันแน่?” แล้วอธิบายเสริมว่า “ตอนนี้รัฐบาลควบคุมยาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะตลาดยังไม่เปิดเสรีเต็มที่ ไม่มีคนรับซื้อยา ชาวบ้านก็ยิ่งไม่สามารถไปเก็บยาเองได้ ดังนั้นคนที่รู้จักโสมจึงมีไม่มาก” หลินถงถามอย่างสงสัย


เขานึกถึงคู่มือการผ่าตัดที่มีการเขียนบันทึกซึ่งเขาเห็นที่โรงพยาบาล รวมถึงหนูทดลองที่หลี่หนิงเซียนเพิ่งพูดถึง เขาอดไม่ได้ที่จะถาม


“กงชุน ทำไมเธอถึงรู้เรื่องพวกนั้น คุณไม่สงสัยเลยจริงๆหรือ?” กงชุนมองหลินถงอย่างจริงจัง ความหมายชัดเจนโดยไม่ต้องพูด สิ่งที่ไม่ควรถาม อย่าถาม รู้แค่หลี่หนิงเซียนไม่มีปัญหาอะไรที่เลวร้ายตามมาก็พอ


“แม้ว่าฉันจะแต่งงานกับเธอ แต่เวลาที่เราอยู่ด้วยกันจริงๆนั้นมีไม่มาก การไม่รู้หลายๆเรื่องก็เป็นเรื่องปกติ อีกอย่างลี่หมิงก็ตรวจสอบเธอแล้ว ตัวตนของเธอไม่มีปัญหา ฉันก็สังเกตเธอด้วยตัวเองแล้ว เธอไม่ใช่คนที่ทางกองทัพต้องการตัว ฉันรู้แค่นี้ก็พอแล้ว”


เขานึกถึงใบหน้าเศร้าสร้อยของหลี่หนิงเซียน ตอนที่ถูกซักถามที่โรงพยาบาลเมื่อเช้า จึงพูดกับหลินถงอีกว่า


“เธอบอกแล้วว่ารู้จักหมอจ้าวมาสักพักแล้ว ไม่ว่าการเป็นศิษย์จะจริงหรือไม่ แม้แต่เพื่อผลประโยชน์ การที่หมอจ้าวสอนให้เธอรู้จักโสมก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”


หลินถงรู้สึกงงงวย นี่มันชัดเจนว่ากงชุนกำลังปกป้องเธออย่างเห็นได้ชัด


หลินถงถึงกับพูดไม่ออก เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่คาดคิดของกงชุน


“ของหายากย่อมมีราคาแพง โสมราคาสูงแบบนี้แสดงว่าต้องขาดตลาดแน่ๆ โรงพยาบาลของนายไม่มีแผนกยาจีนหรือไง? นายเป็นถึงรองผู้อำนวยการ น่าจะช่วยเร่งเรื่องการรับซื้อยาเข้าคลังได้นะ ถือว่าช่วยเหลือประชาชน ร่วมสร้างความมั่งคงไปด้วยกัน”


“นี่… ให้ฉันช่วยหาช่องทางขายโสมให้ภรรยานายชัดๆ!” เขาตกตะลึงกับคำพูดหน้าด้านของกงชุนไม่น้อย


อาหารมื้อเที่ยงวันนี้มี ทั้งหมดแปดอย่าง ตั้งแต่อาหารจานผัดรสชาติจัดจ้าน ไปจนถึงหมูตงพออาหารขึ้นชื่อ ทุกอย่างล้วนน่ารับประทาน จนทุกคนที่นั่งล้อมโต๊ะต่างตกตะลึง


โดยเฉพาะหลี่จ้านที่ได้แต่มองหลานสาวด้วยความชื่นชม ไม่คิดว่าเธอจะมีฝีมือขนาดนี้ แม้แต่หลินถง และจงซวนที่คุ้นเคยกับอาหารรสเลิศ ก็อดไม่ได้ที่จะตะลึง กับรสชาติอาหารของหลี่หนิงเซียน ตะเกียบของทั้งคู่คีบไปทั่วโต๊ะ จนแทบจะลืมภาพลักษณ์ไปเสียสนิท


สายตาของหลินถงหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยความประทับใจ ก่อนจะหันไปมองกงชุน ที่กำลังจ้องมองหลี่หนิงเซียนอยู่เขาถอนหายใจเบาๆในใจ คิดว่าชะตาชีวิตของตัวเองช่างแตกต่างกับกงชุนเสียจริง


หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึดอัดเล็กๆที่ถูกกงชุนจ้องมอง เธอหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปคุยกับคุณปู่ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และความครื้นเครง


ทำให้หลี่หนิงเซียนลืมความไม่สบายใจในตอนเช้าไปจนหมดสิ้น สายตาของเธอเผลอสบเข้ากับสายตาของกงชุนอีกครั้ง รอยยิ้มของเธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาซาบซึ้ง เธอรู้ดีว่ากงชุนคอยปกป้องเธอตลอดมา


ที่สำคัญ เธอรู้สึกขอบคุณที่เขาไม่ซักถามเรื่องที่เธอปิดบังแล้ว หลี่หนิงเซียนรู้สึกผิดเล็กน้อยที่เธอทำตัวขี้ขลาดเกินไป เธอจึงคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งวางลงในชามของกงชุน


“ฉันได้ยินกงหยางพูดว่า คุณชอบกินปลา วันนี้ร้านสหกรณ์เพิ่งได้ของใหม่มา ลองชิมดูนะ” กงชุนมองเนื้อปลาในชาม มุมปากยกยิ้ม ก่อนจะค่อยๆคีบเนื้อปลานั้นขึ้นมากิน สายตาของเขายังคงจ้องมองหลี่หนิงเซียนไม่วางตา


เขากลับยอมกินอาหารที่เธอคีบให้ หลี่หนิงเซียนจึงยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปคีบหมูตงพอให้คุณปู่แทน


“คุณปู่คะ ทานเยอะๆนะคะ เนื้อนี้หนูต้มจนนุ่มมากเลยคะ ลองกินดูนะ”


“ได้ ปู่จะทานเยอะๆแน่นอน” กงชุนมองภาพตรงหน้า รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งกว้างขึ้น ในขณะที่หลินถง และจงซวนที่นั่งมองอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกว่าอาหารในปากไม่อร่อยเหมือนเดิม กงชุนช่างน่าอิจฉายิ่ง


หลังอาหารมื้อนี้ หลินถง และจงซวนก็นั่งดื่มเหล้า เป็นเพื่อนกงชุน โดยมีหลี่หนิงเซียนร่วมวงด้วย เธอได้ฟังเรื่องราวในอดีตของพวกเขา ถึงได้รู้ว่าหลินถง จงซวน และเพื่อนๆของกงชุน เคยเป็นทหารร่วมกองเดียวกัน ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อน


แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเขาจึงลาออกจากกองทัพ เหลือเพียงกงชุนที่ยังคงรับราชการทหารต่อ หลี่หนิงเซียนรู้สึกอิจฉาในมิตรภาพของพวกเขา และตั้งใจไว้ว่าจะดูแลเอาใจใส่เพื่อนๆของกงชุนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้


จบตอน

Comments