seller ep81-90

 บทที่ 81: ทำไมไม่กลับบ้าน


กงชุนนั่งนิ่งอยู่ในห้องของซูลี่ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมราวกับพายุที่กำลังก่อตัว ซูลี่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่บนเตียงอย่างกังวล เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


“กงชุน กงหยางหายไปทั้งวันแล้ว น้องจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม” กงชุนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกโกรธน้องชายมากขึ้น เขาตามหากงหยางทั้งหมู่บ้านตั้งแต่บ่ายหลังจากกลับมาจากบ้านตระกูลหลี่


แต่ก็ไร้วี่แวว ภาพของน้องชายที่ทำตัวไม่น่าให้อภัยที่บ้านตระกูลหลี่ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขารู้สึกโมโหจนแทบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ซูลี่เป็นห่วงกงหยาง ลูกชายคนเล็กที่หนีไปเป็นทหาร เธอจึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมกงชุน


“กงชุน…” ซูลี่พูดเสียงสั่น “แม่เป็นห่วงน้องมาก กลัวเขาจะทำอะไรโง่ๆ ลูกช่วยขอความร่วมมือจากเพื่อนตามหาน้องอีกครั้งได้ไหม? กงหยางเป็นน้องของลูกนะ ถ้าเจอแล้วลูกช่วยพูดกับน้องดีๆนะ เพื่อนๆของลูกก็สัญญาแล้วว่าจะช่วย”


“ถ้าแม่ยังให้ท้ายเขาอยู่แบบนี้ เมื่อไหร่เขาจะโตเสียที”


ซูลี่ชะงัก ตกใจกับท่าทีของลูกชายคนโต เธอนิ่งงัน ค่อยๆตระหนักถึงน้ำหนักของคำพูดตัวเอง ริมฝีปากเม้มแน่น ไม่กล้าเอ่ยวาจาใดอีก บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งด้วยความเงียบงัน กงชุนเห็นท่าทางของแม่ก็ถอนหายใจ ก่อนจะเดินออกไป


“กงชุนลูกจะไปหาน้องหรือ” ซูลี่ร้องถามด้วยความกังวล


กงชุนหยุดเดินแต่ไม่ได้หันกลับมามอง เขาเลือกที่จะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขาโตแล้ว ควรรู้ผิดชอบชั่วดี ถ้าเขายังเป็นน้องชายของผม เขาก็ต้องรู้ว่าต้องทำอย่างไร”


“แต่น้อง…”


“ถ้ากงหยางยังดื้อรั้น ไม่ฟังใคร ผมก็ไม่ยุ่งด้วย ชีวิตเขา เขาเลือกเอง จะอยู่ยังไงก็เรื่องของเขา” พูดจบกงชุนก็เดินออกจากบ้านไป ทิ้งซูลี่ให้นั่งมองตามหลังลูกชายคนโตด้วยความกังวลใจ เธออยากจะรั้งลูกชายไว้ แต่ก็ไม่สามารถกล่าวคำพูดใดออกมาได้


ท้องฟ้ากลางดึกประดับประดาด้วยดวงดาวนับร้อย แต่ใจของหลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลในสวนกลับมืดมน ไร้ซึ่งประกายสดใส ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เจอมาทั้งวันปรากฎขึ้นในหัว


ชีวิตเธอตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น จากหมอที่วันๆเอาแต่รักษาคนไข้ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต ตอนนี้เธอกับเจอเรื่องราวมากมาย แค่ขยับตัวก็มีคนเอาไปนินทรา เธอต้องปรับตัวมากมายจนตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าดีพอหรือยัง


จูบที่เขาฝากไว้ราวกับตีตราเป็นเจ้าของ ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆในใจจนแทบหายใจไม่ออก เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำยังไงต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกงชุน เธอควรหย่าตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก หรือควรให้โอกาสเขาดี


เธอรู้สึกสับสนกับความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อกงชุน แม้จะรู้สึกหวั่นไหว แต่ทุกอย่างก็ดูรวดเร็วเกินไป เธอเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เวลาที่ได้อยู่กับเขาก็น้อยนิด เธอแยกไม่ออกว่านี่คือความรู้สึกดีๆชั่วคราว หรือเป็นความรักจริงๆ


ในทางกลับกัน กงชุนอาจจะแค่รู้สึกสนใจเธอขึ้นมาชั่ววูบก็ได้ ยิ่งคิดหลี่หนิงเซียนก็ยิ่งปวดหัว หลังจากที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ เธอระแวงไปหมดทุกอย่าง จนอดนวดขมับตัวเองเบาๆไม่ได้


ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงหายใจแผ่วเบา ดังมาจากนอกรั้วบ้าน หลี่หนิงเซียนสะดุ้งสุดตัว รีบลุกขึ้นทันที ยามวิกาลแบบนี้ ใครกันมายุ่งวุ่นวายที่บ้านเธอ!


ช่วงนี้ข่าวลือในหมู่บ้านแพร่สะพัดไปต่างๆนานา ทำให้หลี่หนิงเซียนอดกังวลไม่ได้ ว่าอาจมีใครคิดร้ายกับเธอ แต่เมื่อนึกถึงสถานที่ที่เธออยู่ ความกล้าหาญก็พลันกลับคืนมา


เธอคว้ามีดทำครัวในบ้าน แล้วรวบรวมความกล้าเดินออกมาดู ทันทีที่เปิดประตู หลี่หนิงเซียนก็ถึงกับชะงัก กงหยางนั่งขดตัวอยู่ที่ข้างกำแพง ดูน่าสงสาร พอเห็นเธอออกมา เขาก็ตกใจ ดวงตาแดงก่ำเบิกกว้างด้วยความดีใจ


แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าหมองในชั่วพริบตา หลี่หนิงเซียนเห็นเขาก็วางมีดในมือลง พลางถามอย่างไม่สบอารมณ์


“ทำไมไม่กลับบ้าน? มานั่งอยู่ที่นี่ดึกดื่นแบบนี้ ตั้งใจจะทำให้ใครตกใจตายหรือไง?” กงหยางไม่กล้าสบตา ก้มหน้า พูดอย่างหดหู่


“พี่ชายผมอยู่บ้าน ผมไม่กล้ากลับไป” ที่เขาไม่กล้ากลับไป ไม่ใช่แค่เพราะกลัว แต่ยังรวมถึงความอับอายที่ต้องเผชิญ


“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่านายจะมีเวลากลัวด้วย ดูเหมือนว่าหลายวันที่อยู่ในสถานีตำรวจจะได้ผลบ้าง อย่างน้อยก็รู้จักกลัวแล้ว” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยสีหน้าเย็นชา


“ผมไม่ได้กลัว! พวกเขาพูดถึงพี่สาวแบบนั้น ผมทนไม่ได้! ถึงแม้จะต้องติดคุกไปทั้งชีวิต ผมก็ต้องแก้แค้นให้พี่สาว!”


“การแก้แค้นของนาย ก็คือให้ฉันต้องขายทุกอย่าง เพื่อจ่ายค่าปรับให้นายงั้นเหรอ?” หลี่หนิงเซียนถาม


“…” กงหยางพูดไม่ออก


“กงหยาง ฟังแล้วคิดตามหลายครั้งการกระทำที่หุนหันพลันแล่น ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้เหมือนกับครั้งนี้ นายคิดว่าพวกเขาดูถูกฉัน นายไปตีพวกเขาเพื่อแก้แค้นให้ฉัน”


“…” กงหยางฟังแล้ว ก็ได้แต่นิ่งเงียบ


“คนที่ต้องแบกรับความเสียหายกลับเป็นพวกเราเอง ตระกูลเต๋อเป็นเพียงแค่คนที่ถูกยุยงให้เป็นหัวหอกเท่านั้น แม้พวกเขาจะโดนหมัดของนาย แต่พวกเขาก็ได้รับสิ่งที่ต้องการที่สุดคือเงิน แล้วนายล่ะ นายได้อะไร?” หลี่หนิงเซียนพูดต่อ


“รู้ไหมว่าคำพูดที่นายพูดออกมาตอนเที่ยง ไม่ได้ช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากข่าวลือ แต่กลับทำให้ข่าวลือยิ่งรุนแรงขึ้น เข้าใจว่านายพูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่คนนอกล่ะ พวกเขาจะเข้าใจ และให้อภัยนายเหมือนครอบครัวเหรอ?”


“ผม…”


“นายคิดบ้างไหม ว่าถ้าเรื่องวันนี้แพร่ออกไป ฉันจะต้องเผชิญกับคำตำหนิและด่าทอมากแค่ไหน แล้วพี่ชายนายจะต้องเผชิญกับความอับอายมากเท่าไหร่?”


“…” กงหยางก้มหน้าฟัง โดยไม่กล้าพูดอะไรออกไป


“พี่ชายนายพยายามอย่างหนักกว่าจะมาถึงจุดนี้ในกองทัพ นายอยากให้เขาต้องทนรับความดูถูกจากเพื่อนร่วมรบ และการเยาะเย้ยจากศัตรูเพราะข่าวลือพวกนี้ในอนาคตเหรอ? กงหยาง นายคิดถึงผลที่ตามมาบ้างไหม!” หลี่หนิงเซียนพูด จนอากาศรอบตัวเย็นเยียบ


“พี่สาว!” กงหยางตกใจที่เห็นหลี่หนิงเซียนโกรธมากขนาดนี้


“นายบอกว่าอยากเป็นทหาร ไม่ต้องพูดถึงว่าพี่ชายนายจะช่วยนายหรือไม่ นายรู้ไหมว่าถ้านายถูกฟ้องร้องจริงๆ ชาตินี้นายก็จะไม่มีโอกาสได้เข้ากองทัพอีก นายจะเสียโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตทั้งชีวิตไป”


ถึงแม้กงหยางจะรู้ว่าหลี่หนิงเซียนพูดถูก แต่เขาก็ยังไม่อยากยอมแพ้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงดื้อรั้น


“แล้วจะปล่อยให้พวกเขาใส่ร้ายพี่สาวเหรอ ผมทนไม่ได้!” หลี่หนิงเซียนรู้ว่ากงหยางหวังดี แต่เขายังเด็กทำอะไรโดยไม่คิด


“ตอนนี้นายตีเต๋อฟงนอกจากรู้สึกสะใจ แล้วข่าวลือที่ใส่ร้ายฉันมันน้อยลงไหม?”


“…” กงหยางได้ยินดังนั้น ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ รู้สึกเสียใจทันทีที่เขาพูดจาไม่คิด ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว แต่เพราะความดื้อรั้น เขาจึงไม่ยอมก้มหัวขอโทษ


“พี่สาวครับ


“อย่าเรียกฉัน! ถ้านายไม่ยอมรับผิด ฉันก็ไม่อยากเสียเวลาคุยกับนายอีก ต่อไปอย่ามาที่บ้านฉันอีก ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็หันหลังเดินกลับ


คำพูดนี้ทำให้เขาตระหนักได้ว่าตัวเองทำผิดไปมากแค่ไหน เขาจึงรีบวิ่งตามหลี่หนิงเซียนไปทันที


“พี่สาวครับ ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วครับ พี่สาวอย่าโกรธผมเลยนะครับ” หลี่หนิงเซียนไม่สนใจเขา กงหยางจึงร้อนใจมาก ยกมือขึ้นสาบาน


“ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่หุนหันพลันแล่น จะไม่ทำเรื่องโง่เง่าแบบนี้อีกแล้ว และจะไม่ทำให้พี่สาวกับพี่ชายต้องเป็นห่วงอีก! พอผมเรียนจบเข้าทำงาน ผมจะตั้งใจหาเงินให้มากๆ ค่าชดเชยผมจะคืนให้พี่สาวแน่นอน!” เขาอยากจะควักหัวใจของตัวเองออกมาตอนนี้เลย เพื่อให้หลี่หนิงเซียนเชื่อว่าเขาจริงจัง


บทที่ 82: ถามเธอเองเลยสิ


ร่างสูงโปร่งของกงหยางยืนอยู่ริมหน้าต่างนอกลานบ้าน แม้ความเย็นจะแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่สายตากลับเฝ้ามองเงาร่างที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้าเตาอย่างเงียบๆ ภายใต้แสงไฟสลัว ความเย็นค่อยๆจางหายไป


กงหยางไม่ได้กินอะไรเลย ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านในตอนเช้า ตอนนี้หิวจนแทบจะเป็นลม


“หิวตายก็ดี พี่ชายนายจะได้สบายใจ!” หลี่หนิงเซียนแม้จะโกรธที่น้องชายของเพื่อนทำตัวแบบนี้ แต่ก็ยังอุ่นอาหารเหลือจากมื้อเที่ยงให้ ระหว่างที่จุดไฟ เธอก็พูดกับกงหยางว่า


“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วรีบกลับบ้านนะ ไปขอโทษพี่ชาย เข้าใจไหม?”


“เข้าใจแล้ว” กงหยางเห็นท่าทางของพี่สาว ได้แต่พยักหน้า พูดอย่างหงอยๆ


หลี่หนิงเซียนเห็นแบบนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เด็กน้อยยังคงเป็นเด็กน้อยวันยังค่ำ ในใจเธอไม่เคยมองกงหยางเป็นผู้ใหญ่เลย แต่หลังจากเหตุการณ์วันนี้ เธอเข้าใจว่าต่อไปต้องระวังมากขึ้น บางทีการที่เธอออกจากหมู่บ้านไป๋หลาน อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


กงชุนเหลือบมองน้องชายที่ยืนก้มหน้านิ่ง อยู่ข้างหลี่หนิงเซียนอย่างครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงัน เขาเชื่อมั่นในตัวหลี่หนิงเซียน ว่าจะสามารถจัดการกับเรื่องของกงหยางได้อย่างแน่นอน และยิ่งมั่นใจในตัวน้องชายของเขาเองด้วย


เช้าวันใหม่ หลี่หนิงเซียนตื่นแต่เช้า ทำอาหารเช้าให้คุณปู่เสร็จ เธอก็ถือเก้าอี้เล็กๆเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบประจำหมู่บ้าน นั่นคือใต้ต้นหลิวใหญ่อายุกว่าร้อยปีที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน


ทุกๆเช้า หลังจากที่ชาวบ้านจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น พวกเขามักจะมารวมตัวกันที่ใต้ร่มเงาของต้นหลิวใหญ่ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวัน


บ้างก็อวดของใหม่ที่เพิ่งซื้อมา บ้างก็คุยโวเรื่องลูกๆที่ได้รับคำชมจากโรงเรียน ขณะที่บางคนก็ระบายความอัดอั้นตันใจ ถึงเรื่องราววุ่นๆภายในบ้าน


ช่วงนี้หัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของหลี่หนิงเซียน เธอจึงตั้งใจมาที่นี่ เพื่อฟังเรื่องราวของตัวเองจากปากชาวบ้าน


ใต้ต้นหลิวในวันนี้ คลาคล่ำไปด้วยผู้คนราวๆยี่สิบถึงสามสิบคน พวกเขาไม่ได้มาจากถนนเส้นเดียวกับเธอเท่านั้น แต่ยังมีคนจากถนนฝั่งตรงข้าม และถนนด้านหลังมาร่วมวงสนทนาด้วย


หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นคนรู้จักหลายคน ทั้งป้าหวัง เหอมี่รวมไปถึงกลุ่มคนที่มักไปมุงดูเหตุการณ์วุ่นวายที่ตระกูลกง เธอนั่งมองกลุ่มญาติผู้ใหญ่ที่ล้อมวงพูดคุยกันอย่างออกรส บ้างก็ดูจริงจัง บ้างก็หัวเราะร่วน


บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย หลี่หนิงเซียนนั่งฟังจนได้ยินชื่อเธอ เธอจึงลากเก้าอี้ตัวเล็กๆเดินเข้าไปสมทบกับกลุ่มคน


“เมื่อวานเหอตี้มาที่บ้านตระกูลหลี่ เหอมี่ทราบไหมคะว่ามาทำอะไร” คำถามของหญิงคนหนึ่งในกลุ่มคน ทำให้ใบหน้าของเหอมี่ดูซีดเผือดลงทันตา


“ก็แค่ไปเยี่ยมคุณลุงนะ” ป้าหวังตอบอย่างอึกอัก “คุณลุงเพิ่งออกจากโรงพยาบาลไม่ใช่หรือ”


ในใจของเหอมี่เต็มไปด้วยความขุ่นมัว เมื่อวานน้องชายของเธอกลับมาจากบ้านตระกูลหลี่พร้อมท่าทีแปลกๆ ถามอะไรก็ไม่ยอมปริปากบอก เธอไม่เห็นด้วยที่น้องชายจะแต่งงานกับหลี่หนิงเซียน ผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว


แต่แม่ของเธอกลับคะยั้นคะยอ บอกว่าน้องชายก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว หาคู่ในหมู่บ้านก็ยาก ครอบครัวก็จน พูดตรงๆก็คือเห็นว่าหลี่หนิงเซียนแต่งงานครั้งที่สองไม่ต้องจ่ายสินสอด


ทุกอย่างควรเป็นไปตามที่คิด แต่เรื่องกลับตาลปัตร เมื่อน้องชายของเธอยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้ไปสู่ขอหลี่หนิงเซียน แค่ไปเยี่ยมคุณปู่เท่านั้น ทำให้เมื่อคืนเธอโดนแม่ด่าจนหูชา และยังต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าของขวัญที่เตรียมไว้ให้อีก ยิ่งคิดเหอมี่ก็ยิ่งรู้สึกโมโห


เหอมี่ถูกล้อมหน้าล้อมหลังด้วยกลุ่มหญิงสาว เธอพยายามยิ้มเจื่อนๆ เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่น้องชายไปเยี่ยมหลี่จ้านที่ป่วย


“น้องชายฉันเป็นคนจริงจังค่ะ พอรู้ว่าคุณลุงไม่สบายก็รีบไปเยี่ยมทันที” เหอมี่พูด “เสียดายที่นิสัยแบบนี้กลับทำให้หาภรรยายากเสียอย่างงั้น ถ้าใครมีหญิงสาวดีๆ ก็ช่วยแนะนำให้เขาบ้างนะ”


คำพูดของเธอทำให้ทุกคนเงียบกริบ บางคนถึงกับแอบกลอกตาอย่างดูถูก ใครจะอยากแนะนำลูกสาวตัวเอง ให้แต่งเข้าตระกูลแบบนั้นกัน มันเหมือนผลักไสให้ไปลงนรกชัดๆ


“จะว่าไปน้องชายเหอมี่ที่เป็นญาติห่างๆยังไป แล้วบ้านตระกูลอู๋ที่เป็นลูกเขย ครอบครัวเธอเองไม่ต้องไปเยี่ยมเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้น ก็มีเสียงดังตามมา


“อย่าลืมนะว่าหวังหลี่เป็นลูกสาวแท้ๆของผู้เฒ่าหลี่”


“ตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลอู๋ เธอไปบ้านเดิมแทบนับครั้งได้”


“พ่อฉัน ฉันก็ต้องไปอยู่แล้วค่ะ” ป้าหวังตอบขึ้น “แต่เมื่อวานคนไปเยี่ยมเยอะมาก ฉันเลยจะไปวันอื่นแทน”


“งั้นก็คงต้องเตรียมของไปเยี่ยมเยอะหน่อยแล้วล่ะสิ?”


“…” ป้าหวังเงียบไป


“น้องชายเหอมี่ยังซื้อของไปตั้งเยอะ เธอเป็นลูกสาวแท้ๆของผู้เฒ่าหลี่ของที่ซื้อไปต้องมากกว่านั้นอีกหลายเท่า” สีหน้าของหลี่หวังเปลี่ยนไปทันที เธอโกรธจนหน้าดำคล้ำ


“ฉันก็ไม่รู้จะซื้ออะไรไปฝาก เห็นตระกูลหลี่มีของมากมาย”


ชาวบ้านต่างสงสัยในที่มาของเงินที่หลี่หนิงเซียนใช้จ่ายอยู่ก่อนแล้ว พอมีคนจุดประเด็นขึ้นมา ทุกคนจึงพากันเปลี่ยนเรื่องไปที่ตระกูลหลี่


“พวกเธอไม่รู้หรอก ในบ้านของหลี่หนิงเซียนนะ เนื้อเค็มแขวนเต็มใต้ชายคาไปหมด! เป็นเนื้อหมูสามชั้นทั้งนั้น ซื้อมาเยอะแยะ” มีเงินซื้อเนื้อหมูสามชั้นมาทำเนื้อแดดเดียวแขวนไว้เต็มบ้าน ทั้งๆที่ผู้คนกินเนื้อกันได้แค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น กลิ่นเนื้อที่โชยมาจากบ้านของหลี่หนิงเซียน ทำให้ผู้คนรู้สึกริษยาไม่น้อย


“ฉันเคยถามเธอว่าทำไมถึงแขวนเนื้อไว้ใต้ชายคาเยอะขนาดนั้น กินไม่หมดเหรอ เธอบอกว่าทำเนื้อแดดเดียว! เรียนรู้มาจากคนทางใต้ เก็บไว้กินได้นาน”


“เธอเข้าเมืองทุกวัน คงหาเงินได้เยอะจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าเงินนั่นหามาได้ยังไง น่าแปลก”


หลี่หวังได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งไม่พอใจ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากไปบ้านตระกูลหลี่ แต่เถียนอิงที่ไม่รู้จักกาลเทศะ กลับพูดต่อว่า


“หลี่หนิงเซียนนี่หาเงินเก่งจริงๆ ตระกูลหลี่คงสบายแล้ว” คำพูดของเถียนอิง ทำให้หลี่หวังโกรธ เธอตวาดออกมาว่า


“เธอบอกว่าหาเงินได้ก็หาได้เลยเหรอ? เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ชอบกินชอบนอน จะไปทำอะไรได้ เงินนั่นอาจจะไม่ใช่เงินสะอาดก็ได้!”


ทุกคนที่ได้ยิน ต่างก็มองกันด้วยแววตาเป็นประกาย เห็นด้วยกับคำพูดของหลี่หวัง เรื่องเงินของหลี่หนิงเซียน กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด


“ฉันบอกแล้วว่าหลี่หนิงเซียนต้องทำอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ถึงได้เงินมามากมายขนาดนั้น!” หลี่หวังพูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเสียดสี พวกผู้หญิงได้ยินดังนั้นก็กรูเข้ามาใกล้ หูผึ่งอยากรู้อยากเห็น


“ป้าหวัง ได้รู้อะไรมาเล่าให้ฟังหน่อยสิ” ผู้หญิงคนหนึ่งถาม


“เงินของหลี่หนิงเซียนนั่น ได้มาจากเรื่องน่าอายอะไรหรือเปล่า” เสียงอีกคนถามขึ้น


“หรือว่าเธอแอบไปทำอะไรแล้วไม่ยอมบอกพวกเรา” ผู้หญิงอีกคนเสริม ดวงตาเป็นประกาย จ้องมองหลี่หวัง


“ป้าหวัง ถ้ารู้วิธีรวยก็อย่าปิดบังพวกเราสิ” ป้าหวังกำลังจะอ้าปากพูดต่อ แต่ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นหลี่หนิงเซียนเ


“จะถามฉันทำไม ในเมื่อตัวจริงอยู่นี่แล้ว” หลี่หวังพูดอย่างแดกดัน “ถามเธอเองเลยสิ”


ทุกสายตาหันไปตามทิศทางที่หลี่หวังมอง เห็นหลี่หนิงเซียนนั่งอยู่ในลาน มองหาที่กลุ่มคนเหมือนจะมาร่วมวงสนทนาด้วย บรรยากาศที่เคยคึกคักก็พลันเงียบกริบลง ทุกคนหน้าซีดเผือด ไม่รู้ว่าหลี่หนิงเซียนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และได้ยินที่พวกเขานินทาเธอมากแค่ไหน


บทที่ 83: เธอกำลังรอเวลา


หลี่หนิงเซียนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งสบายๆ อากาศยามเช้าในหมู่บ้านสดชื่น ต่างจากบรรยากาศใต้ต้นหลิวใหญ่ที่เต็มไปด้วยความอึดอัด ทุกคนนั่งนิ่ง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ


หลี่หนิงเซียนดูดีขึ้นจนเป็นที่จับตามอง เธอเข้าร่วมวงสนทนาอย่างกระตือรือร้น ต่างจากเมื่อก่อนที่เธอมักเก็บตัว ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจ แต่หลี่หวังไม่รู้สึกเช่นนั้น เธอเพิ่งถูกแม่สามีที่บ้านเรียกเงินไปสิบหยวน เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนก็พลอยอารมณ์เสียไปด้วย


“หลี่หนิงเซียน เมื่อกี้เธอไม่ได้ยินที่ทุกคนพูดหรือไง” หลี่หวังพูดอย่างไม่พอใจ หลี่หนิงเซียนหันไปมองด้วยความประหลาดใจ เห็นสีหน้าโกรธจัดของหลี่หวังก็ถามอย่างงุนงง


“ได้ยินสิคะ แล้วทำไมเหรอคะ”


“ได้ยินแล้วทำไมไม่พูดอะไรสักคำ!” หลี่หวังทนไม่ไหว พูดอย่างขุ่นเคือง


“อ๋อ ฉันได้ยินว่าเมื่อกี้ทุกคนพูดถึงฉัน แต่คำถามนั้นไม่ได้ถามฉันนี่คะ พวกเขาถามป้าหวังไม่ใช่หรือ? ในเมื่อไม่ได้ถามฉัน ทำไมฉันต้องตอบด้วยล่ะคะ?” หลี่หนิงเซียนตอบกลับอย่างใจเย็น


คำตอบของหลี่หนิงเซียน ทำให้หลี่หวังถึงกับพูดไม่ออก ทุกคนในที่นี่ก็เช่นกัน พวกเขาไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้


“หลี่หนิงเซียน ป้าแค่เตือนด้วยความหวังดี อย่าทำอะไรให้เสื่อมเสียชื่อเสียงตระกูลหลี่ ตอนนี้เธอเป็นคนหย่าร้างแล้ว ควรสำรวมตัวเองเสียบ้าง”


คำพูดของหลี่หวัง ทำให้ทุกคนรอบข้างต่างมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาแปลกประหลาด ข่าวลือเรื่องการหย่าร้างของหลี่หนิงเซียนแพร่สะพัดไปทั่ว แต่ไม่มีใครรู้ความจริง พอหลี่หวังพูดเช่นนี้ ทุกคนจึงเชื่อว่าหลี่หนิงเซียนหย่ากับกงชุนแล้วจริงๆ


ผู้หญิงบางคนที่หวังจะจับคู่ลูกหลานกับกงชุน ต่างรู้สึกดีใจ เพราะกงชุนเป็นทหารมียศ แม้จะเคยหย่าร้าง แต่ก็ยังเป็นที่หมายปองของสาวๆหลายคน


หลี่หวังรู้สึกภูมิใจมาก ที่เปิดโปงเรื่องหลี่หนิงเซียนหย่าร้าง คิดว่าต่อไปคงไม่มีใครคบหาหลี่หนิงเซียนอีก


ส่วนหลี่หนิงเซียน แม้จะไม่สนใจคำนินทา แต่ก็รู้ดีว่าสังคมในยุคนี้ ผู้หญิงที่หย่าร้างมักถูกมองด้วยสายตาที่แตกต่าง สิ่งที่เธอเป็นห่วงมากกว่า คือ เหอตี้คนนั้น อาจจะเผลอพูดเรื่องของกงหยางให้คนอื่นฟัง


หลี่หวังหัวเราะเยาะแล้วพูดเสียงดัง “ฉันได้ยินมาหมดแล้ว เธอวิ่งเข้าเมืองทุกวัน ไม่เคยทำอะไรดีๆเลย! ได้ยินมาว่าเธอไปติดพันผู้ชายแก่เพราะเงิน ผู้ชายคนนั้นอายุมากพอจะเป็นพ่อเธอได้แล้ว! เพราะกงชุนกลับมาครั้งนี้แล้วพบว่าเธอทำเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ เขาถึงได้ยืนกรานจะหย่ากับเธอไง!”


หลี่หวังพูดอย่างมั่นใจ มองรอบๆอย่างภาคภูมิใจ เธอรู้เรื่องลับๆมากกว่าใคร! เธอได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้จากจินเม่ย ที่บอกว่าเห็นกับตาตัวเองในเมือง!


แต่สิ่งที่หลี่หวังไม่ทันสังเกตคือ หลี่หนิงเซียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจอย่างโล่ง-อก เธอดีใจที่เหอตี้ไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปพูด ตอนนี้หลี่หนิงเซียนไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว


เธอไม่โต้แย้ง หรือทะเลาะกับหลี่หวัง เธอนั่งลงบนม้านั่งเล็กๆอย่างสบายๆ เธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อทะเลาะกับใคร เธอตั้งใจมาดูเรื่องสนุกต่างหาก ทุกคนกำลังรอให้หลี่หนิงเซียนโมโห และด่าทอหลี่หวัง


“ป้าหวัง ของกินอาจจะกินผิดได้ แต่คำพูดไม่ควรพูดผิด ฉันทำอะไรที่ไร้ยางอายหรือ?” หลี่หนิงเซียนถามด้วยสีหน้าเย็นชา


“ฮึ เธออย่าคิดว่าเธอปิดบังได้มิดชิดนักหรอก เรื่องเลวๆของเธอ มีใครไม่รู้บ้าง!” หลี่หวังยังคงพูดต่อ


หลี่หนิงเซียนกำลังนั่งอย่างสบายใจ โดยไม่สนใจสายตาใคร ทำให้หลี่หวังที่ตั้งใจจะมาต่อว่าอย่างรุนแรงถึงกับตะลึง แต่หลี่หวังก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เธอใช้โอกาสนี้ชี้นิ้วไปที่หลี่หนิงเซียนแล้วพูดกับคนรอบข้างว่า


“ทุกคนเห็นไหม เธอทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนี้แสดงว่ารู้สึกผิดอยู่จริงๆ ถึงได้ไม่กล้าพูดอะไรเลย เรื่องที่หลี่หนิงเซียนทำเป็นเรื่องร้ายแรงในเมือง จนถูกครอบครัวสามีใหม่ไล่ออกมา คงเป็นเรื่องจริงแน่ๆ!”


คำพูดของหลี่หวัง เริ่มทำให้ชาวบ้านที่เดิมทีไม่ค่อยเชื่อเรื่องซุบซิบ เริ่มคล้อยตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลี่หวังพูดเสริม


“ลองคิดดูสิ ตอนแรกหลี่หนิงเซียนกับหนุ่มนักศึกษาชื่อตงเหวินนั้น ก็เคยสร้างเรื่องอื้อฉาวมาแล้ว แต่ตระกูลกงก็ยังใจกว้างยอมรับเธอเป็นสะใภ้ ทำไมตอนนี้ถึงหย่ากันล่ะ แน่นอนว่าหลี่หนิงเซียนต้องไปก่อเรื่องร้ายแรงกว่าเดิมในเมืองแน่ๆ!”


หลี่หนิงเซียนไม่โต้แย้งอะไร ยิ่งทำให้ชาวบ้านปักใจเชื่อคำพูดของหลี่หวังมากขึ้นไปอีก สายตาที่มองหลี่หนิงเซียน จึงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มหญิงสูงวัยที่ต่างระแวงว่าหลี่หนิงเซียน ซึ่งเป็นผู้หญิงผ่านการแต่งงานมาแล้วจะมาแย่งสามีของตน


ส่วนผู้ชายบางคนก็มองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาหื่นกระหาย แม้จะถูกทุกคนจ้องมองด้วยสายตาต่างๆนานา หลี่หนิงเซียนก็ยังคงนั่งอย่างสงบ เธอไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือโกรธเคือง เพราะเธอกำลังรอเวลา


จนกระทั่งจู่ๆ จินเม่ยก็วิ่งร้องไห้ออกมาจากหมู่บ้าน โดยมีตระกูลเต๋อวิ่งไล่ตามมาติดๆ ฉินหงแม่ของเต๋อฟง พยายามเข้าไปทำร้ายจินเม่ยอย่างบ้าคลั่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่หลี่หนิงเซียน เพิ่งปล่อยข่าวบางอย่างออกไปเมื่อวาน


ชาวบ้านต่างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่รู้จักฉินหง แต่ทุกคนรู้จักจินเม่ยเป็นอย่างดี พวกเขาจึงรีบเข้าไปห้ามปรามฉินหง ไม่ให้ทำร้ายจินเม่ เธอร้องไห้โผเข้ากอดชาวบ้านที่เข้ามาช่วยเหลือ พร้อมกับร้องขอให้ตามฝ่ายรักษาความปลอดภัย เพราะกลัวว่าคนตระกูลเต๋อจะทำร้ายเธอ


“พูดบ้าอะไรของแก! แกมันหญิงไม่รู้จักอาย ทำให้ลูกชายฉันโดนตียังไม่พอ ยังขโมยเงินบ้านเราไปพันหยวน วันนี้ถ้าแกไม่คายเงินออกมา ฉันจะไม่ปล่อยแกไปง่ายๆ!” ฉินหงตะโกนต่อว่าหญิงสาวอย่างเกรี้ยวกราด จินเม่ยทำท่าทีตกใจกับคำกล่าวหา จึงรีบปฏิเสธ


“ป้าใหญ่พูดเหลวไหล ฉันจะไปขโมยเงินพันหยวนของบ้านป้าใหญ่ได้ยังไง ฉันไม่ได้เอาไปเลยนะ!”


“เลิกพูดเถอะ อย่ามาหลอกฉันอีก ฉันได้ยินมาหมดแล้ว!” ฉินหงยังคงยืนกรานเสียงดังฟังชัด “ไม่ต้องกลัว ฉันเป็นป้าแท้ๆของจินเม่ย วันนี้มาที่หมูู่บ้านไป๋หลานของพวกคุณ ก็เพื่อมาเอาเงินของครอบครัวเรากลับคืน ทุกคนอย่าได้ถูกนางมารร้ายตัวน้อยคนนี้หลอกเด็ดขาดจินเม่ยนี่แย่มากเลยนะ!”


ขณะที่ทุกคนกำลังมุงดูเรื่องวุ่นวาย จู่ๆ ฉินหงก็ประกาศกร้าวว่าแท้จริงแล้วเธอคือป้าของจินเม่ย สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน แต่สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ แม้จินเม่ยจะถูกป้าของตัวเองต่อว่าต่อขาน แต่กลับไม่มีใครในตระกูลจินออกมาห้ามปราม


แม้แต่จินทงหัวหน้าหมู่บ้าน หรือฉินเจียแม่ของจินเม่ยก็ยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้ลูกสาวตัวเองถูกพี่สาวทำร้าย คนรอบข้างจะรู้สึกสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


แต่ก็ยังคงพยายามห้ามปรามฉินหง โดยบอกว่าอย่างไรเสียก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ควรจะพูดคุยกันดีๆ การใช้กำลังไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ดูเหมือนฉินหง จะไม่สนใจคำเตือนของใคร เธอโกรธมาก และยืนยันว่าจินเม่ยโกงเงินเธอไปพันหยวน พร้อมทั้งจ้องมองทุกคนอย่างเอาเรื่อง


“ถ้าพวกแกโดนโกงเงินพันหยวน พวกแกจะมายืนพูดเล่นๆแบบนี้ได้หรือ? วันนี้ถ้าจินเม่ยไม่คืนเงิน เรื่องนี้ไม่จบแน่! ฉันไม่ยอมให้เธอเอาเงินควรเป็นของครอบครัวฉันไปแน่” ฉินหงตวาดด้วยความโมโห เธอไว้ใจจินเม่ยแต่อีกฝ่ายกลับหักหลังกันได้


บทที่ 84: หลักฐานยืนยันความผิดของจินเม่ย


“ป้า จินเม่ยโกงเงินป้าพันหยวนยังไงหรือ? พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เห็นจินเม่ยมาตั้งแต่เด็กจนโต ปกติเด็กคนนี้นิสัยดีนะ” ชาวบ้านคนหนึ่งถามอย่างสงสัย


คนรอบข้างต่างมองเสื้อผ้าปะชุนของฉินหง พูดตามตรงแล้วไม่มีใครเชื่อคำพูดของเธอ ครอบครัวชาวนาในชนบท ทั้งปีขุดดินทำไร่ไถนา จะมีเงินเก็บมากมายขนาดนั้นเชียวเหรอ อย่าว่าแต่พันหยวนเลย แค่มีเงินสองร้อยหยวนก็หายากแล้ว


ชาวบ้านที่มามุงดูต่างตกตะลึง เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากฉินหงที่ไม่สนใจเรื่องหน้าตาอีกต่อไป เธอชี้หน้าจินเม่ยด้วยสายตาเหยียดหยาม


“หลานสาวตัวดีคนนี้ ไม่ใช่คนดีอย่างที่เห็น”


ย้อนไปเมื่อหลายวันก่อน จินเม่ยมาหาฉินหง แล้วพูดยุยงให้ลูกชายของเธอไปหาเรื่องทะเลาะกับกงหยาง น้องสามีของหลี่หนิงเซียน กงหยางเป็นลูกเศรษฐีนิสัยไม่ดีในหมู่บ้าน โดยอ้างว่าเป็นการสั่งสอนแทนชาวบ้าน


ผลก็คือลูกชายของฉินหงถูกกงหยางซ้อมจนบาดเจ็บสาหัส และยังถูกตำรวจจับตัวไปอีก แม้หลี่หนิงเซียนจะยอมจ่ายค่าเสียหายให้เป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายจินเม่ยกลับฉวยโอกาสโกงเงินค่าเสียหายไป


“ฉันแก่แล้ว จะโกหกพวกเธอทำไม” ฉินหงจ้องหน้าจินเม่ยก่อนจะพูดต่อด้วยความแค้นเคือง “ลูกชายฉันเป็นญาติกับเธอแท้ๆ โดนซ้อมปางตายขนาดนั้น และยังต้องนอนโรงพยาบาลตั้งสองวัน ถ้าอยู่ต่ออีกหน่อยอาจจะเรียกเงินได้มากกว่านี้!”


“แต่นังจินเม่ยกลับบอกให้พวกเราออกจากโรงพยาบาลเร็วๆ หลอกว่ากลัวคนอื่นจะรู้ว่าแกล้งบาดเจ็บ ความจริงแล้วหลี่หนิงเซียนแอบให้เงินเธอพันหยวนเชียวนะ แลกกับการที่เธอมาหลอกพวกเรา!”


ใต้ต้นหลิวใหญ่ ผู้คนมุงดูเหตุการณ์อย่างอึ้งตะลึง ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา


“ทำไมลูกชายของฉันเป็นคนได้รับบาดเจ็บ แต่จินเม่ยกลับได้รับเงินพันหยวน?” ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำพูดของฉินหง ไม่สนใจอาการของผู้คนรอบข้าง และพูดต่ออย่างเกรี้ยวกราด


“เธอแค่ไม่พอใจที่เห็นหลี่หนิงเซียนจากหมู่บ้านของพวกคุณสวยกว่า และยังอยากจะจีบสามีของเขาอีก ไม่รู้จักประมาณตัวเองเลยว่าเป็นอะไร!”


ยิ่งฉินหงพูด ผู้คนที่มุงดูก็ยิ่งตกใจกับเรื่องราวที่ได้ยิน ไม่มีใครคาดคิดว่าจินเม่ยจะกล้าทำเรื่องแบบนี้


“เมื่อกี้กงชุนได้ไปที่บ้านของตระกูลจินด้วยตัวเอง เพื่อตัดขาดความสัมพันธ์กับเธออย่างสิ้นเชิง และบอกให้จินเม่ยเลิกทำเรื่องไม่ดีลับหลังอีก!” มีเสียงหนึ่งดังขึ้น จากคนที่เห็นเหตุการณ์ที่บ้านตระกูลจิน


“ฉันได้ยินมาอย่างชัดเจน กงชุนไม่เคยสนใจเธอเลยสักนิด แต่เธอกลับไม่รู้จักอายพยายามตามวุ่นวายกับเขา!” เสียงยังคงดังก้องไปทั่วบริเวณ


ตอนนั้นเองทุกคนก็นึกขึ้นได้ว่า ที่ผ่านมาข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับหลี่หนิงเซียน ส่วนใหญ่ล้วนมาจากปากของจินเม่ย แม้ว่าจะมีผู้หญิงคนอื่นในหมู่บ้านที่ไม่ชอบหลี่หนิงเซียน คอยเติมแต่งเรื่องราวให้ดูเลวร้าย แต่ถ้าคิดให้ดีๆ คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการปล่อยข่าวลือก็คือจินเม่ย


ความตึงเครียดก่อตัวขึ้นในอากาศขณะที่ฉินหงกล่าวหาจินเม่ยต่อหน้าชาวบ้าน เธอยืนยันว่าจินเม่ยเป็นคนปล่อยข่าวลือ และหลอกเอาเงินจากหลี่หนิงเซียน


ยิ่งไปกว่านั้น ข่าวลือเรื่องที่หลี่หนิงเซียนให้เงินจินเม่ยพันหยวนนั้นเป็นหลักฐานยืนยันความผิดของจินเม่ย ชาวบ้านที่สงสารจินเม่ยในตอนแรก ต่างพากันถอยห่าง สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แม้แต่คนที่เคยปกป้องเธอก็ยังถอยกลับไป


หลี่หนิงเซียนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย คำกล่าวของฉินหงคือสิ่งที่เธอต้องการ เพื่อทำลายชื่อเสียงของจินเม่ย และแก้แค้นเล็กๆน้อยๆ จินเม่ยหวั่นกลัว เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่เปลี่ยนไป


เธอกลัวว่าทุกคนจะเชื่อคำโกหกของฉินหง จินเม่ยกัดฟันแน่น พยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมอารมณ์ เธอตอบโต้ฉินหงว่า


“ป้าใหญ่ ทำไมถึงใส่ร้ายฉันแบบนี้? ฉันไม่เคยเอาเงินของหลี่หนิงเซียนมา!” จินเม่ยพยายามอย่างยิ่งยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง เธอชี้ให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลในคำพูดของฉินหง


“ตอนนั้นคุณเองที่บอกว่าลูกชายต้องการเงินแต่งงาน คุณถึงยุให้ลูกชายแกล้งบาดเจ็บ แล้วให้หมอมาบอกความเจ็บเกินจริง ตอนนี้กลับมาโทษฉัน มันไม่ถูกต้อง!” แต่ฉินหงไม่สนใจคำแก้ตัวของจินเม่ย เธอมุ่งมั่นที่จะเอาเงินที่เชื่อว่าจินเม่ยได้รับมา


“เธออย่าโยนความผิด! ถ้าเธอไม่พูดเรื่องไม่ดีของหลี่หนิงเซียน ฉันจะหลอกเงินเธอได้ยังไง? ข่าวลือเรื่องหลี่หนิงเซียนให้เงินเธอพันหยวน มันต้องเป็นเรื่องจริง!”


จินเม่ยรู้สึกสิ้นหวัง เธอรู้ดีว่าการโต้เถียงกับฉินหงนั้นไม่มีประโยชน์


“ป้าใหญ่ อย่าเชื่อเรื่องที่ได้ยินมาสิคะ คนเราชอบนินทา ป้าใหญ่อย่าไปเชื่อ” บรรยากาศเงียบกริบจนน่าอึดอัด ทุกคนต่างกลั้นหายใจ


“ชอบเอาเรื่องของคนอื่นมาพูด จนคนอื่นหลงเชื่อ แต่พอเป็นเรื่องของตัวเอง กลับบอกว่าเรื่องพวกนี้เชื่อถือไม่ได้น่าขำนัก เห็นทีเหตุผลนี้คงมีแต่เธอคนเดียวที่ใช้ได้สินะ?” ฉินหงพูดอย่างเหลืออด


จินเม่ยถึงกับพูดไม่ออก โกรธจนหน้าแดงก่ำ คำพูดของฉินหง ทำให้ทุกคนเกิดความลังเลใจ พวกเขาเริ่มครุ่นคิด ว่าแท้จริงแล้วเรื่องนินทราเหล่านี้ควรเชื่อหรือไม่ ควรเผยแพร่ต่อไปหรือเปล่า


“หึ” เสียงหัวเราะเบาๆก็ทำลายความเงียบลง ทุกสายตาหันไปยังต้นตอของเสียง หลี่หนิงเซียนนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก ท่ามกลางฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเธอนิ่งเฉย ดวงตาเป็นประกายวิบวับราวกับกำลังเพลิดเพลินกับเรื่องตรงหน้า มือของเธอกำลังกะเทาะเมล็ดแตงอย่างสบายอารมณ์


หลี่หนิงเซียนปัดเศษเปลือกเมล็ดแตงออกจากมือ ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า หันไปยิ้มให้ฉินหงที่มองเธอด้วยแววตาตกตะลึง ก่อนจะพูดว่า


“ต้องขอบคุณจริงๆ ที่พูดแทนฉันอย่างยุติธรรม ก็นั่นแหละ เรื่องการนินทานี่ ควรจะมีมาตรฐานเดียวกัน เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง มันไม่ยุติธรรมเลยนะ” ทุกคนต่างเงียบกริบอีกครั้ง


จินเม่ยหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียน ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ที่กงชุนมาหาถึงบ้านจนพ่อแม่โกรธ ไล่ออกจากบ้าน และยังถูกป้าใหญ่ไล่ตีต่อหน้าหลี่หนิงเซียน ยิ่งทำให้เธอควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ พุ่งเข้าไปหาหลี่หนิงเซียน คว้าข้อมือไว้แน่น กัดฟันกรอด


“หลี่หนิงเซียน นี่เธอทำใช่ไหม เธอตั้งใจปล่อยข่าวลือว่าฉันเอาเงินไปเพื่อแก้แค้นฉัน!” จินเม่ยมั่นใจว่าหลี่หนิงเซียนต้องรู้เรื่องที่เธอทำ จึงใช้วิธีเดียวกันนี้แก้แค้น


ด้านหลี่หนิงเซียนกลับพูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับไม่สนใจที่ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน


“บางเรื่องนะ เชื่อว่ามีดีกว่าไม่เชื่อ” คำพูดกำกวมของหลี่หนิงเซียน ทำเอา ฉินหง และคนอื่นๆมองอย่างงุนงง ใครกันจะพูดเรื่องเสียหายของตัวเองแบบนี้


“หลี่หนิงเซียนยอมรับข่าวลือเรื่องให้เงินจินเม่ยแล้วงั้นเหรอ!”


ขณะที่จินเม่ยอยู่ในสภาพย่ำแย่ ผมยุ่งเหยิง ตาแดงก่ำ และมีรอยฝ่ามือใหญ่สองรอยปรากฏบนใบหน้า หลี่หนิงเซียนแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ก็รู้สึกสะใจเล็กน้อยที่ได้เห็นจินเม่ยในสภาพนี้ เธอไม่ได้โต้ตอบใดๆ เพียงแต่หัวเราะเยาะเย้ยแล้วถามกลับไปว่า


“เธอมีหลักฐานหรือเปล่า?”


“…” จินเม่ยได้แต่เงียบไม่ตอบอะไร


หลี่หนิงเซียนยิ้มเยาะอีกครั้ง “โอ้ เธออาจจะไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าฉันแก้แค้นเธอ แต่ฉันไม่เหมือนเธอนะ ฉันมีหลักฐานอยู่”


เสียงดังจากลำโพง ดึงความสนใจจากทุกคนให้หันไปทางเดียวกัน เป็นเสียงฉินหงที่กำลังโวยวายเสียงดังใส่ใครสักคน


บทที่ 85: เสียงของจินเม่ย


[จินเม่ยดูสิว่าความคิดบ้าๆของเธอทำอะไรลงไป ต่อให้เต๋อฟงไม่ใช่น้องชายเธอก็ไม่ควรทำร้ายเขาแบบนี้นะ! กงหยางทำร้ายเต๋อฟงจนบอบช้ำไปหมด ถ้าเกิดพิการขึ้นมาจะทำยังไง?] ทุกคนหันมองจินเม่ยเป็นตาเดียว เมื่อได้ยินเสียงของจินเม่ยพูดแทรกขึ้นมา


[โอ้ย ป้าใหญ่ ฟังหมอก่อนสิว่าเขาว่ายังไง น้องชายต้องไม่เป็นไรแน่ๆ! แล้วอีกอย่างนะป้าใหญ่ ถ้าไม่ยอมเสียสละก็จับหมาป่าไม่ได้หรอก จะปล่อยให้เต๋อฟงไม่มีคู่ไปทั้งชีวิตเหรอ ฉันบอกแล้วไงว่าหลี่หนิงเซียนคนนั้นรวยจริงๆ]


[คุณหมอ ลูกชายฉันเป็นยังไงบ้าง?] เสียงของฉินหงดังขึ้นด้วยความกังวล


[ผมตรวจดูแล้ว ขาของคนไข้แค่กระดูกร้าวเล็กน้อย ไม่รุนแรงมาก พักประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะหายแล้ว ส่วนใบหน้าก็แค่บาดเจ็บภายนอก ดูเขียวช้ำบวมมาก แต่จริงๆแล้วแค่ผิวหนังถลอก ไม่ได้แตก ภายในหนึ่งสัปดาห์ก็น่าจะหายครับ] คุณหมอตอบกลับด้วยน้ำเสียงใจเย็น


[ไม่ได้! คุณหมอ คุณห้ามเขียนประวัติการรักษาแบบนี้เด็ดขาด!] เสียงของฉินหงดังขึ้นอีกครั้ง คุณหมอทำหน้างุนงง ก่อนจะตอบกลับ


[เฮ้อ คุณผู้หญิง นี่มันประวัติการรักษานะครับ ต้องบันทึกตามความเป็นจริง คุณจะมาเขียนไปมั่วๆไม่ได้หรอก!] เสียงจากลำโพงดังก้องไปทั่วบริเวณ เผยให้เห็นแผนการร้ายของหญิงคนหนึ่งอย่างชัดเจน


[คุณหมอ ฉันไม่ได้แย่งนะ ฉันแค่กลัวว่าคุณจะเขียนมั่วๆ!] เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมา บทสนทนาเผยให้เห็นถึงการติดสินบนอย่างโจ่งแจ้ง


[นี่เงินร้อยหยวน คุณเอาไปซื้อบุหรี่สูบ ส่วนประวัติการรักษา คุณช่วยแต่งเติมให้หน่อยได้ไหมคะ?] แม้จะลังเลในตอนแรก แต่สุดท้ายเสียงของหมอก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว


[คุณบอกมาสิ คุณอยากให้ผมเขียนยังไง]


[น้องชายฉันควรจะกระดูกหัก ยิ่งใกล้เคียงกับแตกละเอียดยิ่งดี!] เสียงของผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนว่าเป็นเสียงของจินเม่ย [แล้วก็ บาดแผลบนใบหน้าควรเขียนว่ารุนแรง พันด้วยผ้าพันแผลทั้งหมด]


ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังวางแผนรีดไถเงินจากคู่กรณี [อ้อ แล้วก็ช่วยสั่งยาเพิ่มหน่อยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าจะแพง ค่ายาคนที่ทำร้ายต้องจ่ายแน่นอน คุณก็จะได้สร้างผลงานให้โรงพยาบาลเพิ่ม หวังว่าจะได้โบนัสเพิ่มตอนสิ้นปี]


[ป้าใหญ่ คุณวางใจได้เลย เงินร้อยหยวนนี้ไม่เสียเปล่าแน่นอน พอมีใบรับรองจากโรงพยาบาล ป้าใหญ่ก็รอรับเงินได้เลย! เพื่อช่วยกงหยาง หลี่หนิงเซียนต้องให้เงินคุณก้อนใหญ่แน่ พันหยวนจะเป็นอะไร ฉันว่าป้าเรียกร้องสองพันหยวนจากเธอเลย!]


แผนการอันชั่วร้ายของจินเม่ย และฉินหงถูกเปิดโปงต่อหน้าทุกคนผ่านลำโพง ทิ้งไว้เพียงความตกตะลึง และคำถามมากมาย


ความเงียบปกคลุมไปทั่ว ชาวบ้านต่างตกตะลึงกับเสียงที่ดังมาจากลำโพงที่ติดตั้งอยู่ทั่วหมู่บ้านไป๋หลาน เสียงนั้นคือเสียงของจินเม่ยที่กำลังพูดคุย กับฉินหง และหมอถึงแผนการอันชั่วร้าย


ไม่มีใครคาดคิดว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ จะกล้าทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ เธอหลอกใช้ญาติให้วางกับดักเพื่อหลอกผู้อื่น และยังเรียกร้องเงินอีกถึงสองพันหยวน!


ทุกสายตาจับจ้องไปที่จินเม่ย สีหน้าของเธอซีดเผือด เมื่อได้ยินเสียงตัวเองดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนนึกถึงเรื่องที่จินเม่ยยุยงให้คนอื่นวางเพลิง และใส่ร้ายหลี่หนิงเซียนว่าขโมยของ เห็นได้ชัดว่าเธอจงใจกลั่นแกล้งหลี่หนิงเซียนมาโดยตลอด


ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของชาวบ้าน ไม่มีใครกล้าพูดปกป้องจินเม่ยอีกต่อไป แม้แต่คนที่เคยเข้าข้างเธอก็พากันถอยห่าง


เสียงจากลำโพงดังก้องในหัว ทำให้เธอหน้าซีด เธอตกใจมากที่บทสนทนาในโรงพยาบาลถูกเปิดเผย ความลับดำมืดของเธอถูกเปิดโปงต่อสาธารณชน สายตาเหม่อลอยของเธอ หันไปเห็นหลี่หนิงเซียน ทำให้เธอเข้าใจได้ทันทีว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง


“หลี่หนิงเซียน แกเพราะแก!” เธอจึงชี้นิ้วไปที่หลี่หนิงเซียนด้วยมืออันสั่นเทาพร้อมกับกล่าวโทษ หลี่หนิงเซียนเพียงแค่ยิ้มเย็นชาตอบกลับคำกล่าวหา


“ฉันบอกไปแล้วว่าเธอไม่มีหลักฐาน แต่ฉันมี” คำพูดที่หนักแน่นนี้ยิ่งทำให้จินเม่ยรู้สึกสิ้นหวัง เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น “ในโรงพยาบาล พวกเธอคุยโม้เรื่องที่จะหลอกฉันไปทั่ว ทำตัวเด่นขนาดนั้น ฉันจะไม่รู้ได้ยังไง”


“เธอว่า คนอย่างฉันที่ชอบเอาคืนแม้แต่เรื่องเล็กน้อย จะยอมนิ่งดูดายให้ตัวเองเสียเปรียบได้หรือ?” หลี่หนิงเซียนกล่าวเสริม


“เป็นไปไม่ได้! ฉันระวังตัวมากแล้ว หลายเรื่องฉันคุยกับหมอเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางที่จะมีใครบันทึกเสียงได้!” จินเม่ยพยายามหาคำอธิบาย “และฉันยังจ่ายเงินให้เขาตั้งร้อยหยวน เขาจะกล้าทรยศฉันง่ายๆได้ยังไง หมอคนนั้นไม่กลัวตกงานหรือไง!”


ความมั่นใจของจินเม่ยเริ่มสั่นคลอน เธอไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าหลี่หนิงเซียนได้เสียงบันทึกมาได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นห้องทำงานของหมอไม่มีใครบันทึกเสียงเลย แม้แต่ในโรงพยาบาล ทุกคนก็เป็นคนไข้ ใครจะพกเครื่องบันทึกเสียงไปโรงพยาบาลกัน?


นับว่าที่หลี่หนิงเซียนอ้างว่ามีเทปบันทึกเสียงบทสนทนาบางอย่าง และส่งไปเปิดที่หน่วยงานของหมู่บ้าน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านได้ยิน แต่แล้วหลี่หนิงเซียนก็พูดว่า


“เทปเสียงนั้นเป็นของปลอมที่สร้างขึ้นมา เพื่อให้เธอ และฉินหงพูดความจริง แต่ตอนนี้ฉันบันทึกคำพูดที่พวกเธอทั้งสองสารภาพออกมาหมดแล้ว”


หลี่หนิงเซียนพูดจบ ก็เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มอยู่ใกล้ๆออกมา ซึ่งนำโดยจงซวน พวกเขามาเข้ามาจับกุมตัวจินเม่ย และฉินหงไปดำเนินคดี


“ขอบคุณนะคะ คุณจงซวนที่ช่วยเหลือ”


“เป็นหน้าที่ของผมครับ”


ความเคร่งเครียดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียน ซึ่งยืนอยู่ข้างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ใครจะไปคิดว่าหลี่หนิงเซียนคือคนที่ถูกใส่ร้ายมาตลอด


ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินตรงเข้าไปหาจินเม่ยและฉินหง ก่อนจะจับกุมตัวทั้งสองคนด้วยข้อหาฉ้อโกง และจินเม่ยยังมีความผิดฐานใส่ร้ายผู้อื่น จนได้รับความเสื่อมเสีย


จินเม่ยถึงกับทรุดเข่าลงพื้นด้วยความตกใจ เธอพยายามประคองสติตัวเอง แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงของเจ้าหน้าที่ได้ สุดท้ายก็ถูกนำตัวขึ้นรถตำรวจไป


ส่วนฉินหงได้แต่ปล่อยโฮออกมาด้วยความหวาดกลัว พยายามปฏิเสธเสียงดังฟัง แต่ก็ไม่เป็นผล เธอถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และนำขึ้นรถตำรวจตามจินเม่ย


เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน และสายตาตื่นตะลึงของผู้คน ไม่มีใครกล้าพูดจาไม่ดี เกี่ยวกับหลี่หนิงเซียนอีกต่อไป


“คนที่ปลอมแปลงใบรับรองแพทย์ เพื่อขัดขวางการบังคับใช้กฎหมาย จะต้องถูกตัดสินโดยประชาชน เงินที่พวกเธอหลอกลวงมาจากคุณด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย จะต้องถูกเรียกคืนอย่างแน่นอน” เสียงประกาศของเจ้าหน้าที่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ยืนยันความผิดของจินเม่ย และฉินหง เป็นการคืนความยุติธรรมให้กับหลี่หนิงเซียนที่ดีที่สุด


จงซวนแม้จะร่วมมือกับหลี่หนิงเซียนมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังอดประหลาดใจในตัวเธอไม่ได้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่หลี่หนิงเซียนมาขอยืมอุปกรณ์อัดเสียงจากเขา จงซวนก็รู้สึกว่าเธอต้องมีแผนการบางอย่าง แต่คิดเพียงว่าเธอคงแค่อยากเก็บหลักฐานเอาผิดญาติผู้ป่วยในโรงพยาบาลเท่านั้น


กระทั่งหลี่หนิงเซียนนำเทปบันทึกเสียงกลับมาหาเขาอีกครั้ง พร้อมกับขอให้เขาช่วยติดต่อนักพากย์เสียงมืออาชีพมาพากย์ทับเสียงเดิม เขาก็คาดเดาว่าหลี่หนิงเซียนน่าจะต้องการสร้างหลักฐานปลอมขึ้นมา เพื่อเปิดโปงธาตุแท้ของจินเม่ย และตระกูลเต๋อ ล้างมลทินให้ตัวเอง


จนเมื่อวานที่หลี่หนิงเซียนแอบมาหาเขาที่บ้านพัก และขอให้เขาพาคนมาที่นี่ในเช้าวันนี้ เขาเข้าใจว่าเธอแค่ต้องการใช้ชื่อเสียงของเขา ข่มขู่ชาวบ้านไม่ให้พูดจาไม่ดีเกี่ยวกับเธออีก


การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนี้ ทำให้จงซวนรู้ว่าหลี่หนิงเซียนวางแผนเรื่องนี้มาอย่างดี ที่ผ่านมาเขาอาจจะมองเธอในแง่ลบเกินไป และจงซวนก็ได้ใช้โอกาสจะจัดระเบียบหมู่บ้านไปให้เรียบร้อยไปพร้อมกันด้วย


บทที่ 86: เขาคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง


จงซวนจ้องมองหลี่หนิงเซียนอย่างชื่นชม เธอยืนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านที่รายล้อมขอโทษเธอ ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย หลี่หนิงเซียนฉลาดกว่าที่เขาคิด เธอใช้เทปบันทึกเสียงที่เขาได้มาจากช่างเทคนิค


ไม่เพียงแต่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเปิดโปงความจริงที่จินเม่ยยอมรับว่าติดสินบนหมอด้วย เทปบันทึกเสียงนี้ประกอบกับคำให้การของชาวบ้านที่ได้ยินจินเม่ยพูดเรื่องต่างๆ และคำยืนยันจากญาติผู้ป่วยที่อยู่ห้องเดียวกับเต๋อฟงที่โรงพยาบาล


หลักฐานมัดตัวแน่นหนาว่าจินเม่ยปลอมใบรับรองแพทย์ และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จินเม่ยและฉินหงจะต้องชดใช้ พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องชดเชยให้หลี่หนิงเซียนเท่านั้น แต่ต้องติดคุกด้วย


ทันใดนั้นเอง จงซวนก็สังเกตเห็นชายคนหนึ่ง เดินออกมาจากหมู่บ้าน


“กงชุน” เขาพึมพำ ชายคนนั้นคือเพื่อนของเขา


กงชุนเดินออกมาจากบ้าน เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากที่ทำการหมู่บ้าน เขาพอรู้มาบ้างแล้วว่าหลี่หนิงเซียน ไปขอความช่วยเหลือจากจงซวน เรื่องคดีของกงหยาง และเมื่อวานเขาก็เห็นกับตาว่าเธอรับเทปบันทึกเสียงจากจงซวน


แม้แต่เรื่องที่หลี่หนิงเซียนสามารถเปิดเทปในที่ทำการหมู่บ้านได้อย่างราบรื่น ก็เป็นเพราะเขาคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่คิดว่าเธอจะลงมือเร็วขนาดนี้ เธอคงให้คนไปปล่อยข่าวที่หมู่บ้านที่ตระกูลเต๋ออยู่ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว


“วางใจได้ หลี่หนิงเซียนให้หลักฐานมาเพียงพอแล้วในครั้งนี้ อีกทั้งยังมีพยานบุคคลด้วย เรื่องของกงหยางจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างถี่ถ้วนแน่นอน จะไม่มีประวัติอาชญากรรมหลงเหลืออยู่”


“อืม” กงชุนพยักหน้ารับ เขาค่อนข้างมั่นใจในความสามารถของหลี่หนิงเซียน เขายืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางๆ พอจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง


หลี่หนิงเซียนตกเป็นเป้าของข่าวลือที่จินเม่ยสร้างขึ้น เธอจึงใช้ข่าวลือโต้กลับอย่างชาญฉลาด เธอแอบให้จงซวนไปกระตุ้นฉินหงให้เข้าใจผิด คิดว่าจินเม่ยเอาเงินพันหยวนของหลี่หนิงเซียนไปจริงๆด้วยความร้อนใจ ฉินหงจึงปรี่มาทวงเงิน และเผลอหลุดปากพูดทุกอย่างออกมา


แผนการนี้ส่งผลให้ทั้งจินเม่ย และฉินหงถูกเจ้าหน้าที่พาตัวไป ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างเข้าใจว่าข่าวลือก่อนหน้านี้เป็นเรื่องโกหก พวกเขารู้สึกละอายใจ และพากันขอโทษหลี่หนิงเซียน


กงชุนมองใบหน้าของหลี่หนิงเซียน ขณะที่ผู้คนรอบข้างกำลังกล่าวขอโทษ เขาอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว และหัวเราะเบาๆ


หลี่หนิงเซียนไม่ได้ขอร้องให้เขาช่วยเหลือ กลับกันเธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องเขา ไม่ต้องการให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะกลัวว่าเขาจะถูกนินทาไปด้วย เธอยังสามารถจัดการกับคนที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อเขา และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างอยู่หมัด


วิธีการของเธอเด็ดขาด สะอาด และเฉียบขาดเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก หลี่หนิงเซียนในแบบนี้ ทำให้เขาแทบจะละสายตาไปไม่ได้เลย


ทันใดนั้น ถูเป่าครูหนุ่มคนใหม่ของหมู่บ้าน ก็ถามขึ้นท่ามกลางความเสียงขอบคุณ


“หลี่หนิงเซียน เธอหย่ากับกงชุนแล้วเหรอ” คำถามนี้ทำให้ทุกคนหันไปมองถูเป่าเป็นตาเดียว


ถูเป่าเป็นหนุ่มโสด จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคนงาน และเคยเป็นชาวนาในเมือง ปัจจุบันมาเป็นครูที่หมู่บ้าน เรียกได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่มีคนหมายปองจำนวนมาก ใครๆต่างก็อยากได้เขาไปเป็นลูกเขย แต่เขากลับมาถามหลี่หนิงเซียน ซึ่งเคยแต่งงานแล้วว่าหย่าหรือยัง ทำให้ทุกคนต่างก็คิดไม่ถึง


หลี่หนิงเซียนประหลาดใจ เธอไม่รู้จักเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อน และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถามเรื่องการหย่าร้างของเธอกะทันหัน เธอคิดว่าปกติแล้วผู้หญิงมักจะเป็นพวกชอบซุบซิบนินทามากกว่า เธอแค่จัดการกับพวกป้าๆในหมู่บ้านก็น่าจะพอแล้ว


“นั่นสิ เรื่องของหลี่หนิงเซียนกับกงชุนเป็นยังไงกันแน่ ที่หย่ากันไปนั่นเป็นเพราะเข้าใจผิดกันจริงๆเหรอ?” ป้าคนหนึ่งเข้าใจความหมายของเด็กหนุ่ม จึงรีบถามขึ้น


“หย่ากันไปก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ในหมู่บ้านของเรามีหนุ่มดีๆเยอะแยะ ต้องมีคนที่เข้าใจเธอแน่นอน อย่างถูเป่าของเราเป็นคนที่ดีนะ!” มีคนพูดอีก


“หลี่หนิงเซียน ผมรู้ว่าข่าวลือพวกนั้นไม่เป็นความจริง ผมเชื่อคุณ เราเป็นเพื่อนกันได้ไหมครับ?” ถูเป่าพูดจบ เขาก็ยื่นมือออกไป


“…” หลี่หนิงเซียนเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เธอเงยหน้าขึ้นมองชายที่ยืนอยู่กับจงซวน ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน สายตาเย็นชาของเขามองมาที่มือของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ราวกับว่าถ้าเธอกล้ายื่นมือออกไป คืนนี้มือของเธอคงจะถูกสับเป็นชิ้นๆแน่!


“หลี่หนิงเซียน ถูเป่าเป็นคนดีมาก พวกเราก็มาจากหมู่บ้านเดียวกัน ไว้ใจได้”


“ใช่แล้ว ได้ยินมาว่าถูเป่ายังได้รับรางวัลดีเด่นเมื่อปีที่แล้วด้วยนะ!”


หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก เธอพยายามหาทางปฏิเสธอย่างนุ่มนวลโดยไม่ทำให้ถูเป่าเสียหน้า ตอนนั้นเอง เธอก็รู้สึกถึงสัมผัสที่มือ


กงชุนซึ่งก่อนหน้านี้ยืนอยู่กับจงซวน เดินเข้ามาหาเธออย่างเงียบๆ เขาคว้ามือหลี่หนิงเซียนไปกุมไว้ ก่อนจะหันไปพูดกับถูเป่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย


“สวัสดีครับ ผมชื่อกงชุน เป็นสามีของหลี่หนิงเซียน” ชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้นกับการเป็นแม่สื่อต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ส่วนถูเป่าก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ


“ส…สวัสดีครับ” เขาพูดตะกุกตะกัก เพราะมีข่าวลือที่แพร่สะพัดว่าหลี่หนิงเซียนหย่าร้างกับสามีแล้ว ทำให้คนในหมู่บ้านต่างพากันสงสาร คิดว่าเธอเป็นหญิงหม้ายแล้ว


เขาซึ่งแอบชอบหลี่หนิงเซียนอยู่ จึงถือโอกาสเข้าหา หวังสร้างความสนิทสนม แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างไม่เป็นไปตามข่าวลือ เพราะภาพตรงหน้าย้ำชัดมาทั้งคู่ยังรักกันดี


“ครับคุณ…?”


“ผะ…ผมถูเป่าครับ” กงชุนยื่นมือไปจับมือถูเป่าอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินไปโอบไหล่หลี่หนิงเซียน ตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีต่อหน้าทุกคน


ทุกคนอึ้งไป เพิ่งรู้ตัวว่าเข้าใจผิด ต่างรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ข่าวลือทำลายความคิด ถูเป่ารู้สึกอับอาย แต่ก็ยอมรับความจริง ความหวังที่เคยมีพังทลายลง


สุดท้ายทุกคนแยกย้าย ต่างก็ได้บทเรียนว่าไม่ควรเชื่อข่าวลือ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างพากันหันไปมองด้วยความประหลาดใจ เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาแต่ไกล


รถบรรทุกขนาดใหญ่แล่นเข้ามาจอดตรงถนนใกล้กับต้นหลิวใหญ่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน บนกระจกหน้ารถมีป้ายผ้าสีส้มขนาดใหญ่ เขียนตัวอักษรสองคำว่ารับซื้อยา


ชาวบ้านต่างพากันสงสัย พวกเขาไม่ค่อยเห็นรถใหญ่แบบนี้ในหมู่บ้าน และยิ่งแปลกใจที่เห็นคนมาขอซื้อของถึงที่แบบนี้ หลี่หนิงเซียนเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่ต่างกัน


เธอเคยสอบถามชาวบ้านแล้ว รู้ว่าไม่ค่อยมีพ่อค้ายามารับซื้อสมุนไพร เธอจึงขายซาลาเปาทอดน้ำมาตลอดหนึ่งเดือน ไม่กล้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาขาย แต่เมื่อคนที่ลงมาจากรถปรากฎแก่สายตา


หลี่หนิงเซียนถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หลินถงเดินนำหน้ามา ตามมาด้วยผู้ชายสองคน หนึ่งในนั้นคือหมอจ้าว เธอหันไปมองกงชุนที่ยืนอยู่ข้างๆ แต่เขากลับมีสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการมาของคนทั้งสองแม้แต่น้อย


“สวัสดีชาวบ้านทุกคน ผมหลินถงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำ นี่หมอเกาผู้รับผิดชอบการจัดซื้อยาของโรงพยาบาล และหมอจ้าวแพทย์แผนจีน พวกเรามาวันนี้ เพื่อบรรลุข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวกับหน่วยการผลิตหมู่บ้านไป๋หลาน ในการรับซื้อสมุนไพรจีน และหมู่บ้านใกล้เคียงครับ”


ชาวบ้านต่างมามุงดูหลินถงด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย กลับยิ้มอย่างเป็นมิตร และเปล่งประกายออร่าผู้นำออกมาโดยไม่รู้ตัว


บทที่ 87: ปรึกษาเรื่องสมุนไพร


“โรงพยาบาลของพวกเรา กำลังต้องการรับซื้อสมุนไพรครับ!” หลินถงประกาศ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นทันที


“สมุนไพร? หมายความว่าจะมาซื้อของจากหมู่บ้านเรางั้นเหรอ?”


“นี่มันโอกาสทองเลยนะ! ถ้าโรงพยาบาลรับซื้อ เราก็รวยกันแล้ว!”


“แต่ในหมู่บ้านเรามีใครปลูกสมุนไพรกัน? ไม่เคยได้ยินว่าทางหน่วยผลิตสั่งให้ปลูกแบบนี้เลยนี่” เสียงท้วงถูกกลบด้วยเสียงของชายวัยกลางคน


“โธ่เอ๊ย! พวกเรามีภูเขากับแม่น้ำอยู่ข้างหลังหมู่บ้าน คนรุ่นก่อนเคยบอกว่าบนเขามีแต่สมุนไพรชั้นดี แต่ไม่กี่ปีมานี้ทุกคนมัวแต่ทำไร่ไถนา เลยไม่มีใครขึ้นเขาไปเก็บ กลัวจะถูกหาว่าเก็งกำไรอีก ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว!”


การพูดคุยเป็นไปอย่างดุเดือด จนทุกคนในที่นั้นได้ยิน ความตื่นเต้นเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ชาวบ้าน การทำไร่อย่างเดียว ทำให้พวกเขาไม่ค่อยมีรายได้ โอกาสในการหารายได้เสริม จากสมุนไพรจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ พวกเขาพากันรุมล้อมรถบรรทุกเพื่อสอบถามหมอเกาผู้รับผิดชอบการรับซื้อ


แต่เมื่อเกาเริ่มอธิบายรายละเอียด เกี่ยวกับชนิด และคุณสมบัติของสมุนไพรที่ต้องการ สีหน้าของชาวบ้านกลับเปลี่ยนเป็นกังวลใจอีกครั้ง ชาวบ้านต่างพูดขึ้นพร้อมกันอย่างกระตือรือร้น เมื่อได้ยินเรื่องสมุนไพรหายากที่หมดเกากล่าวถึง


“หมอเกาพวกเราไม่เคยได้ยินชื่อสมุนไพรพวกนั้นมาก่อนเลย จะให้รู้จักได้อย่างไร!”


“นั่นสิ พวกเราขึ้นเขาหาของป่า ตัดหญ้าเลี้ยงสัตว์กันเป็นประจำ แต่ไม่เคยเห็นสมุนไพรที่ว่าเลย”


ในขณะนั้น หลินถงเดินออกมาพร้อมกับหมอจ้าว เขาได้เป็นแพทย์แผนจีนคนใหม่ของโรงพยาบาลอ เพราะหลินถงแนะนำ


“หมอจ้าวแพทย์แผนจีนประจำโรงพยาบาลเรา และเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดซื้อยาในอนาคต เขาจะมาสอนให้พวกคุณรู้จักสมุนไพร!” จากนั้นหลินถงก็ชี้ไปที่หลี่หนิงเซียนที่ยืนอยู่ด้านหลังฝูงชน


“หลี่หนิงเซียนจากหมู่บ้านของพวกคุณ ก็เป็นลูกศิษย์ของหมอจ้าวเช่นกัน ช่วงนี้เธอเข้าเมืองไปเรียนรู้เรื่องสมุนไพรกับหมอจ้าว และเพิ่งขุดโสมเก่าแก่ได้ โรงพยาบาลของเรารับซื้อในราคาสูงมาก ถ้าไม่เชื่อก็ถามเธอได้เลย”


สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียนทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะรู้จักสมุนไพร พวกเขานึกถึงเรื่องที่หลี่หนิงเซียนให้เงินตระกูลเต๋อพันหยวน เพื่อชดเชยที่กงหยางทำร้ายคน


ตอนนี้ทุกคนเข้าใจแล้ว เงินของหลี่หนิงเซียนได้มาจากการขุดสมุนไพร! ที่เธอเข้าเมืองทุกวัน ก็เพราะไปเรียนรู้เรื่องสมุนไพร หลินถงจงใจแกล้งหลี่หนิงเซียนโดยการประกาศต่อหน้าทุกคนในหมู่บ้าน


“หลี่หนิงเซียนจะเป็นที่ปรึกษาเรื่องสมุนไพรให้กับทุกคน พวกเราได้ตัดสินใจร่วมมือกับหมู่บ้านไป๋หลานในระยะยาว และหลี่หนิงเซียนก็ช่วยเหลือแผนกยาของเรามาโดยตลอด ดังนั้น ต่อไปนี้ถ้าใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสมุนไพร ก็สามารถขอคำแนะนำจากหลี่หนิงเซียนได้เหมือนกัน”


หลี่หนิงเซียนมองหลินถงด้วยสายตาเรียบนิ่ง เห็นเขายักคิ้วให้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอก็เข้าใจแผนการของเขา สายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไป พวกเขามองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง


เพราะต่างก็อยากเรียนรู้วิธีการแยกแยะสมุนไพร เพื่อหารายได้เสริม และตอนนี้พวกเขาก็มีหลี่หนิงเซียนเป็นผู้ฝึกสอนส่วนตัว หลี่หนิงเซียนรู้สึกซาบซึ้งใจกับความช่วยเหลือของกงชุนในครั้งนี้


ถึงแม้เขาจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่การกระทำที่พาหลินถง และหมอจ้าวมาในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าเขาต้องรู้เรื่องที่เธอแอบขึ้นเขาไปขุดโสมเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เธอเผชิญปัญหาเพียงลำพัง คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งพอจะก้าวผ่านทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ก็มีเขาที่ยื่นมือมาช่วยเสมอ


มือหนาของกงชุนที่โอบประคองมือของเธอ ความรู้สึกอบอุ่นที่ส่งผ่านมา ทำให้รู้ตัวว่า… เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว หลี่หนิงเซียนเงยหน้ามองกงชุน


“ขอบคุณ” เป็นคำขอบคุณ ที่เธอพูดออกมาจากใจ


“ต่อไปนี้เธอไม่ต้องแอบขึ้นเขาตอนดึกๆอีกแล้ว นี่ถือว่าฉันช่วยเธอได้ใช่ไหม?” กงชุนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สายตามีเลศนัย


“อือ ขอบคุณจริงๆนะคะ” หลี่หนิงเซียนเข้าใจความหมายของเขาดี การปรากฏตัวของหลินถง และหมอจ้าวในวันนี้ คงเป็นแผนของกงชุนเพื่อช่วยล้างมลทินทุกอย่างให้กับเธอ


ข่าวลือเกี่ยวกับการหาเงินของเธอถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง และทั้งหมดนี้…เพราะเขาเป็นผู้ช่วยเหลือ


หลี่หนิงเซียนรู้สึกสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง เธอไม่แน่ใจว่าความหวั่นไหวที่เธอมีต่อกงชุนนั้นเกิดจากความทราบซึ้งในบุญคุณ ความโดดเดี่ยวที่มีคนมาอยู่ข้างๆหรือความรักกันแน่


แม้จะเคยผ่านชีวิตมาแล้วสองชาติภพ แต่เธอก็ไม่เคยมีความรักอย่างจริงจัง รักแรกในมหาวิทยาลัยก็จบลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน แม้จะเคยเผชิญหน้ากับความตายมาแล้ว แต่เรื่องความรักก็ยังทำให้เธอสับสน


ความรู้สึกของกงชุนที่มีต่อเธอนั้นชัดเจน เขาสงสัยในตัวตนของเธอ แต่ก็เลือกที่จะเคารพ ไม่ซักไซ้ไล่เลียง และยังคอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวลือที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวด หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เธอไม่ได้ใส่ใจ เขาก็ยังให้ความสำคัญ


เขายังใส่ใจในเรื่องที่เธอไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมุนไพร เหตุการณ์ในเมือง หรือแม้แต่ความเข้าใจผิดระหว่างเธอกับหมอจ้าว ความเอาใจใส่ของเขา ทำให้หลี่หนิงเซียนหวั่นไหว แต่เธอกลับยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง


กงชุนรับรู้ได้ถึงความลังเลของหลี่หนิงเซียน เขาจึงถามย้ำถึงคำถามที่เคยถามเธอเมื่อวาน


“เรื่องที่ฉันถามเธอเมื่อวาน ยังคิดไม่ออกอีกเหรอ เธอไม่สามารถเชื่อใจฉันได้เลยใช่ไหม” คำถามของเขาทำให้หลี่หนิงเซียนรู้สึกกดดัน เธอส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะรีบแก้ตัว


“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อใจคุณ แต่ฉันต้องการเวลาสักหน่อย” พูดจบ เธอก็ดึงมือออกจากมือของเขา และรีบกลับบ้าน ทิ้งให้กงชุนยืนอยู่เพียงลำพัง


กงชุนเห็นเงาของหลี่หนิงเซียนเดินหนีไปอย่างผิดหวัง แล้วถอนหายใจ เขารู้ดีว่า ถ้าเขาพูดกับเธออีกไม่กี่ประโยค เธออาจจะใจอ่อนตกลงไปก็ได้ แต่การจะทำอะไรไม่ใช่เรื่องง่าย มีหลายอย่างที่เขาต้องจัดการ จู่ๆ ไหล่ของเขาก็ถูกตบก่อนจะตามด้วยคำกล่าว


“ยังไง ทำให้คนหนีไปอีกแล้วเหรอ?” หลินถงเดินมาอยู่ข้างๆเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


จงซวนที่ยืนให้ลูกน้องไปส่งคนถูกจับเรียบร้อย เดินเข้ามาหลังจากที่หลี่หนิงเซียนจากไป แล้วยื่นบุหรี่ให้กงชุน กงชุนไม่รับ เขาจึงจุดบุหรี่สูบเอง


ส่วนหลินถงเรียนแพทย์ ไม่เคยสูบบุหรี่ พวกเขาจึงยืนรับลมเย็นๆที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน มองชาวบ้านที่ล้อมรอบหมอจ้าวจนแน่นขนัด ทุกคนกำลังถามเรื่องการรับซื้อสมุนไพร


“นายต้องเร่งมือแล้วนะ” หลินถงเห็นพี่ใหญ่ไม่ตอบ จึงพูดอย่างขบขัน “ดูสิ ตอนนี้คนพวกนี้กำลังล้อมหมอจ้าวอยู่ แต่ต่อไปคนที่ถูกล้อมอาจจะเป็นหลี่หนิงเซียนนะ”


“ถ้างานรับซื้อสมุนไพรนี้ขยายออกไปเต็มที่ หลี่หนิงเซียนก็จะกลายเป็นคนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในรัศมีสิบหมู่บ้าน” จงซวนเสริม “พวกหนุ่มๆที่มาล้อมเธอ ก็คงไม่ใช่แค่ครูถูเป่าที่คุณเพิ่งไล่ไปเมื่อกี้แล้ว ไม่แน่ฉันเองก็อาจจะแวะมาบ่อยๆ เพราะอาหารที่เธอทำอร่อยมาก”


กงชุนจ้องเพื่อนทั้งสองคนอย่างดุดัน แล้วเตือนว่า “พวกนายสองคนอย่าคิดอะไรเด็ดขาด เธอเป็นภรรยาของฉัน”


หลินถง และจงซวนมองดูเพื่อนของพวกเขา ดูเอาใจใส่หลี่หนิงเซียน พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะแย้ง เพื่อนของพวกเขาดูจะรัก และทะนุถนอมหลี่หนิงเซียนมากจริงๆ


หลังจากกลับถึงบ้าน หลี่หนิงเซียนครุ่นคิดถึงคำพูดของกงชุน เธอไม่มีใครให้ปรึกษา จึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้คุณปู่ฟัง ใครจะรู้ว่าคุณปู่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง ท่านเกือบจะเก็บกระเป๋าให้เธอด้วยตัวเอง ราวกับอยากให้เธอออกจากบ้านไปเร็วๆ


บทที่ 88: ทำธุรกิจต้องขยันหน่อยนะ


หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าการพูดต่อไปคงไม่มีประโยชน์ เธอจึงตัดสินใจจัดบ้าน และพักผ่อนเอาแรงสำหรับบ่ายวันนี้เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย แต่ไม่ทันถึงเที่ยง ก็มีคนมาเยี่ยมเยียนคุณปู่ที่บ้านเธอไม่ขาดสาย


“น้องหลี่ คุณปู่เพิ่งผ่าตัดเสร็จ กำลังเป็นช่วงบำรุงร่างกาย นี่เป็นไข่ไก่จากแม่ไก่ที่บ้านฉันเลี้ยงเอง หนูไว้ต้มให้คุณปู่กินนะ!”


หลี่หนิงเซียนต้องวุ่นทั้งวัน กับการต้อนรับแขกที่หลั่งไหล มาเยี่ยมคุณปู่ที่บ้าน ไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น แม้แต่คนจากหมู่บ้านข้างเคียงก็ยังมาหา


มีทั้งยายเจียวจากบ้านตรงข้ามมา แล้วเอ่ยปากขอให้หลี่หนิงเซียนสอนหลานชายให้รู้จักโสม และบอกว่าจะไปขุดขาย


จากนั้นเหอตี้ก็มาพร้อมไก่ตัวโตที่เพิ่งฆ่า ยัดใส่มือหลี่หนิงเซียน พร้อมกับฝากให้สอนเรื่องยาสมุนไพร จะได้ไปขุดโสมมาขาย


ไม่นานนัก ป้าหวังก็นำทีมชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงมาเยี่ยม บ้างก็นำของมาฝาก บ้างก็มาถามเรื่องการขุดโสม


ข่าวที่หลี่หนิงเซียนขุดโสมได้เงินมากมาย และโรงพยาบาลก็รับซื้อสมุนไพร ทำให้ชาวบ้านต่างก็หวังจะได้โชคแบบเดียวกัน จึงพากันมาหาหลี่หนิงเซียน


ตอนแรกหลี่จ้านก็ดีใจที่มีคนมาเยี่ยม แต่พอนานเข้า เขาก็เริ่มเหนื่อย ทั้งจากการต้อนรับแขก และจากการที่รู้ว่า จริงๆแล้วทุกคนไม่ได้มาเยี่ยมเขา แต่มาเพราะหวังในตัวหลานสาว


ส่วนหลี่หนิงเซียนก็รู้สึกเหนื่อย และปวดหัวกับสถานการณ์เช่นกัน และยิ่งแปลกใจขึ้นไปอีก เมื่อกงชุนไม่ได้มาหาเธอเลยจนค่ำ มีเพียงกงหยางที่มา


หลี่หนิงเซียนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จากการช่วยให้ชาวบ้านรู้จักสมุนไพร ทำให้เธอไม่ใช่คนที่ถูกดูถูกเหยียดหยามอีกต่อไป กลับกลายเป็นที่ต้องการของผู้คนมากมาย ชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ หลั่งไหลมาหาเธอที่บ้าน


นำของขวัญมากมาย มาให้จนล้นพื้นและตู้ ของขวัญส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน หลี่หนิงเซียนจึงให้กงหยาง กงหยางช่วยขนของไปเก็บไว้ที่บ้านตระกูลกง แม้กระทั่งมืดค่ำก็ยังคงมีคนมาหาไม่ขาดสาย


หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นว่า คุณปู่ของเธอดูเหนื่อยล้าจากการต้อนรับแขก เธอจึงเป็นห่วงว่าร่างกายของคุณปู่จะรับไม่ไหว


เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากทำอาหารเช้าเสร็จ หลี่หนิงเซียนตัดสินใจออกจากบ้านไปยังตลาด เพื่อทำซาลาเปาทอดน้ำขาย ก่อนที่ผู้คนจะเริ่มทยอยมาหาเธอที่บ้าน


หลี่หนิงเซียนรู้ดีว่าชาวบ้านกระตือรือร้นที่จะขึ้นเขาไปขุดโสม แต่เธอไม่อยากสอนในตอนนี้ เพราะกลัวว่าคนจำนวนมากจะมุ่งแต่จะขุดโสม จนทำให้ทรัพยากรบนภูเขาหมดไปอย่างรวดเร็ว เธอจึงตัดสินใจที่จะสอนเรื่องสมุนไพรให้กับชาวบ้านในภายหลัง ในตอนที่ทุกคนใจเย็นลงแล้ว


หกวันที่หลี่หนิงเซียนไม่ได้มาตลาด เพราะมีเรื่องมากมายต้องทำ เช้านี้เธอแวะไปที่บ้านฟานเต๋อ เพื่อเอารถเข็นที่ฝากไว้ แต่กลับพบว่าบ้านฟานเต๋อล็อคประตูเงียบกริบ ปกติฟานเต๋อจะออกไปขายบะหมี่ ส่วนเหยาสุ่ยจะอยู่บ้าน ประตูรั้วไม่เคยล็อคแบบนี้


หลี่หนิงเซียนรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้รออยู่ที่นั่น เธอตัดสินใจไปที่ตลาด หากฟานเต๋อไปขายของ เธอค่อยเอากุญแจมาเปิดทีหลังก็ได้


เมื่อมาถึงตลาดหลี่หนิงเซียนก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ป้าสือที่ขายผักเห็นเธอก็ทำหน้าแปลกใจ ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม


“หลี่หนิงเซียน หลายวันแล้วนะ ไม่ได้มาเลย เสร็จธุระที่บ้านแล้วเหรอจ๊ะ”


“ค่ะ เสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้เลยแวะมาดูหน่อยค่ะ”


“งั้นก็รีบๆไปเถอะ ทำธุรกิจต้องขยันหน่อยนะ อย่าทำแบบวันนี้ทำ พรุ่งนี้หยุด โดยเฉพาะธุรกิจของเราที่กำลังไปได้ดี ต้องใส่ใจหน่อย”


“ค่ะ ป้าพูดถูก งั้นฉันไปก่อนนะคะ”


ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หลี่หนิงเซียนสนิทสนม กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดเป็นอย่างดี บางครั้งถ้ามีซาลาเปาเหลือ เธอก็จะแบ่งให้คนอื่นๆเสมอ แต่แววตาของป้าสือ เมื่อครู่นี้ ทำให้หลี่หนิงเซียนอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ เธอเพิ่งเดินมาได้ไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงทัก


“น้องหลี่ มาแล้วเหรอ?” เฉียงซานมาเดินตรวจตลาด ได้เดินตามหลังเธอมา เขาเลิกเรียกเธอว่าเจ้าหนูซาลาเปา มาเรียกน้องหลี่ ตั้งแต่ที่เธอขายของที่นี่ได้สองสัปดาห์


“ค่ะ วันนี้มาดูหน่อย คุณเฉียงกำลังจะไปตรวจตราเหรอค่ะ?” หลี่หนิงเซียนถาม


“ตลาดใหญ่ขนาดนี้ จัดการก็ไม่ง่าย มีเรื่องขัดข้องไม่น้อย เธอต้องเข้าใจพี่ชายให้มากๆนะ” เฉียงซานพูดกับหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าจริงจัง แม้จะไม่เข้าใจความหมายนัก แต่หลี่หนิงเซียนก็พยักหน้ารับ


“คุณวางใจได้ ใครทำงานก็ไม่ง่าย ลูกค้าคือพระเจ้าของฉัน ฉันไม่กล้าทำให้ใครไม่พอใจหรอก” เธอเดาว่าเฉียงซานคงหมายถึงเรื่องที่ลูกค้าทะเลาะกันเพราะต่อแถวซื้อซาลาเปาทอดน้ำเมื่อไม่นานมานี้


เฉียงซานมองหลี่หนิงเซียนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ”


หลี่หนิงเซียนงุนงงกับท่าทีของเฉียงซาน แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ จนกระทั่งมาถึงแผงของตัวเอง เธอจึงเข้าใจว่าทำไมเฉียงซานถึงเดินตามหลังเธอมา


ตรงหน้าแผงที่คุ้นเคยในตลาด บนรถเข็นมีทั้งหม้อใส่ถั่วกวนที่ส่งไอร้อนอยู่บนเตา และกระทะแบนใหญ่สำหรับทอดซาลาเปาที่กำลังร้อนอยู่ รอบๆแผงของเธอยังคงเป็นภาพที่คุ้นตา


ฟานเต๋อยังคงขายบะหมี่อยู่ข้างๆเธอ ด้านขวาของเธอยังคงเป็นพี่สาวที่ขายผักดอง ตรงข้ามเป็นพี่ชายหู่ที่ขายน้ำเต้าหู้


หลี่หนิงเซียนมองแผงของตัวเองด้วยความรู้สึกตกตะลึง เพราะคนที่ยืนอยู่หลังแผง กลับกลายเป็นเหยาสุ่ย ภรรยาของฟานเต๋อ ดูเหมือนป้าเหยาจะยึดแผงของเธอ เอาของของเธอไปขาย และยังแย่งลูกค้าของเธอไป


ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆพากันมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาที่หลากหลาย ก่อนจะได้ยินเสียงฟานเต๋อกับเหยาสุ่ยก็ทะเลาะกันดังขึ้น โดยไม่ทันสังเกตเห็นหลี่หนิงเซียนที่ยืนนิ่งอยู่


“ผมบอกแล้วไงว่าอย่าตามมาแต่เช้า! ตอนเช้าไม่มีใครซื้อของที่คุณทำหรอก มาตั้งแผงแบบนี้ คนอื่นจะขายของได้ยังไง ดูสิบะหมี่ผมเหลือตั้งเยอะ!” ฟานเต๋อต่อว่าภรรยาอย่างหัวเสีย


“ทำไมต้องดูถูกกันด้วย! ตลาดนี้มีแต่คุณทำมาหากินได้หรือไง ไม่ให้คนอื่นเข้ามาขายเลยเหรอ” เหยาสุ่ยเถียงกลับเสียงแข็ง ฟานเต๋อส่ายหน้าอย่างระอา


“ดูหลี่หนิงเซียนสิ เธอรู้ความ ไม่เคยมาตั้งแผงตอนเช้าแย่งลูกค้าคนอื่น คุณอายุปูนนี้แล้ว ทำไมถึงไม่รู้จักคิดบ้าง!”


“ฉันไม่รู้ความยังไง!” เหยาสุ่ยโยนผ้ากันเปื้อนลงกับพื้นอย่างโมโห ก่อนจะชี้ไปรอบๆ แล้วพูดเสียงดังว่า “ไม่มีใครซื้อของ ก็แสดงว่าของไม่อร่อย! ทำไมถึงบอกว่าฉันแย่งลูกค้าล่ะ? ช่างเป็นคนคับแคบเสียจริง”


พ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆพากันหน้าบึ้งตึงกับคำพูดของเหยาสุ่ย แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา


ตลาดตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อฟานเต๋อโยนตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะชี้หน้าเหยาสุ่ยด้วยความโกรธ


“คุณยังมีหน้ามาพูดถึงคนอื่นอีกหรือ รีบดูตัวเองเสียก่อนเถอะ!” เสียงฟานเต๋อดังลั่น


เรื่องราวทั้งหมด เริ่มต้นจากเหยาสุ่ยขายซาลาเปาทอดน้ำ ซึ่งเป็นสูตรของหลี่หนิงเซียน และเป็นอุปกรณ์ของหลี่หนิงเซียนทั้งหมด แต่เหยาสุ่ยกลับขโมยมา และยังอ้างชื่อของหลี่หนิงเซียนเพื่อเรียกลูกค้าในวันแรก


“ก่อนหน้านี้ ตอนที่หลี่หนิงเซียนทำซาลาเปาทอดน้ำ มีคนซื้อเยอะแยะ แต่ดูสิว่าไม่กี่วันมานี้ คุณไม่เพียงแต่ยึดแผงของยายหนู ยังแอบอ้างชื่อของหลี่หนิงเซียน เพื่อขายให้ได้มากขึ้น ในวันแรกเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นมีใครมาซื้ออีกบ้างล่ะ!” ฟานเต๋อพูดด้วยน้ำเสียงโมโห


คำพูดของฟานเต๋อทำให้พ่อค้าแม่ค้ารอบๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย ลูกค้าที่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ก็เริ่มพูดคุยกันเสียงดัง


“ฉันว่าแล้วเชียวว่าทำไมซาลาเปาที่ซื้อเมื่อวานไม่อร่อย ที่แท้ก็เปลี่ยนคนทำนี่เอง”


“ก็เปลี่ยนคนทำนั่นแหละ ไม่รู้ว่าทำไมสาวน้อยคนเก่าถึงไม่มาแล้ว ของที่เธอทำอร่อยกว่านี้เยอะ!”


“ใช่ๆ เป็นหญิงสาวที่สวยกว่านี้ทำ รสชาติอร่อยจริงๆ ไส้ก็เยอะด้วย!”


เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นรอบทิศ ทำให้เหยาสุ่ยโกรธจนหน้าแดงก่ำ เธอหันไปมองฟานเต๋อ ที่ยังคงจ้องเธออยู่ด้วยสายตาตำหนิ


บทที่ 89: เจ้าของตัวจริงกลับมาแล้ว


“ก็เพราะคุณนี่แหละ พูดจาเหน็บแนมฉันทุกวัน ทำไมฉันถึงทำซาลาเปาทอดน้ำไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณคอยพูดให้ร้ายฉันทุกวัน ธุรกิจของฉันจะเป็นแบบนี้เหรอ!” เหยาสุ่ยตะโกนสวนกลับก่อนจะพุ่งเข้าไปจะทำร้ายฟานเต๋อ โชคดีที่เฉียงซานเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน


“พอได้แล้ว พอได้แล้ว อย่าตีกันเลย มีทั้งเตาทั้งกระทะ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะทำยังไง!” เหตุการณ์วุ่นวาย ทำให้ทุกคนได้เห็นธาตุแท้ของ เหยาสุ่ย และสงสารหลี่หนิงเซียนที่ถูกขโมย


หลี่หนิงเซียนยืนขมวดคิ้วอยู่ตรงข้ามร้านของตัวเอง แม้ว่าร้านจะยังคงเหมือนเดิม อุปกรณ์ก็ยังเป็นของเธอ แต่สภาพร้านกลับดูไม่น่ามอง หม้อเหล็กใบใหญ่สำหรับต้มถั่วกวนเป็นมันเพราะไม่ได้ล้าง ส่วนกระทะแบนสำหรับทอดก็เต็มไปด้วยคราบแป้งที่ไหม้เกรียม


ดูเหมือนว่าเหยาสุ่ยคงจะแอบสังเกต ส่วนผสมของเธอไปไม่น้อย และตั้งใจจะแย่งลูกค้าของเธอจริงๆ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงตะโกนขึ้นมา


“พวกคุณมีอะไรต้องทะเลาะกันด้วย หลี่หนิงเซียนก็มาแล้ว เหยาสุ่ยคุณไม่ได้บอกเหรอว่า จะช่วยดูแลร้านให้หลี่หนิงเซียนสองสามวัน เจ้าของตัวจริงกลับมาแล้ว คุณรีบคืนร้านให้เขาสิ!”


ทุกคนหันไปมองตามทิศทางของเสียงนั้น และเห็นหลี่หนิงเซียนยืนอยู่ คู่สามีภรรยาก็หยุดทะเลาะกัน ทันทีที่ฟานเต๋อเห็นหลี่หนิงเซียนกลับมา เขาก็เลิกสนใจที่จะโต้เถียงกับเหยาสุ่ย รีบเดินเข้าไปหาหลี่หนิงเซียนด้วยใบหน้าแดงก่ำ


“ยายหนูกลับมาแล้วเหรอ” ฟานเต๋อพูดพลางถูมืออย่างประหม่า “คือ… ป้าของเธอ ยืนกรานจะมาช่วยทำซาลาเปาทอดน้ำ ลุงห้ามยังไงก็ไม่ฟัง อย่าโกรธลุงเลยนะ”


เหยาสุ่ยเห็นหลี่หนิงเซียนกลับมาแล้ว ก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังคงทำหน้าตาย เดินเข้ามาสมทบกับฟานเต๋อ แล้วพูดกับหลี่หนิงเซียนด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นเป็นมิตร


“ยายหนู กลับมาแล้วหรอจ๊ะ เมื่อกี้ป้านึกว่าตาแก่นี่หลอกป้าเสียอีก” เหยาสุ่ยพูดพลางปรายตา มองฟานเต๋ออย่างตำหนิ ก่อนจะหันกลับมาพูดกับหลี่หนิงเซียนต่อ “ว่าแต่ปู่ของเธออาการดีขึ้นหรือยัง? รีบร้อนกลับมาทำไม ป้าดูร้านให้ได้ ไม่ต้องห่วงหรอก อยู่บ้านดูแลปู่เถอะ ป้าไม่ทำให้เธอผิดหวังแน่!” ทันทีที่เหยาสุ่ยพูดจบ พ่อค้าแม่ค้ารอบๆ ต่างพากันกลอกตาอย่างระอา


“ไม่เคยเห็นคนหน้าด้านขนาดนี้มาก่อนเลย” เสียงพึมพำดังขึ้นเบาๆ เหยาสุ่ยได้ยินเข้าพอดี สีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน


“ใครว่าฉัน! มีอะไรก็พูดออกมาตรงนี้เลยสิ! ใครหน้าด้าน! ฉันหวังดีต่างหาก ไม่รู้จักคำว่าช่วยเหลือหรือไง!” เหยาสุ่ยตะโกนเสียงดังใส่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า


ฟานเต๋อรู้สึกอับอาย จนแทบอยากจะหนีไปจากตรงนี้ เขาได้แต่มองหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด


“หลี่หนิงเซียน… ลุง…” ฟานเต๋อพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็พูดไม่ออก พ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างเงียบกริบ พวกเขารอดูหลี่หนิงเซียนทะเลาะกับคุณเหยาสุ่ย แต่กลับกลายเป็นว่าเธอไม่แสดงความโกรธออกมาแม้แต่น้อย


หลี่หนิงเซียนยิ้มอย่างอ่อนโยน บนใบหน้าปราศจากวี่แววขุ่นเคือง เธอมองไปที่เหยาสุ่ย และฟานเต๋อด้วยความเข้าใจ “ลุงฟาน ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจดี” เธอเอื้อมมือไปจับมือคุณลุงไว้แน่น


“ตอนที่ฉันเพิ่งมาใหม่ๆ ถ้าไม่ได้ลุงฟาน กับป้าเหยาช่วยฉันเรื่องค้าขาย ไม่งั้นคงไม่ได้ค้าขายง่ายขนาดนี้ ความดีที่ลุงฟานมีต่อฉัน ฉันจำได้หมดค่ะ” หลี่หนิงเซียนกล่าวอย่างจริงใจ


ในใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อลุงฟาน เธอไม่มีวันลืมช่วงเวลาที่เธอเริ่มต้นขายของในตลาดใหม่ๆตอนที่เธอโดดเดี่ยว และไม่รู้จะพึ่งใคร มีเพียงฟานเต๋อที่คอยช่วยเหลือเธออย่างเต็มใจ และยังให้เธอฝากของไว้ที่บ้านอีกด้วย


แม้จะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเหยาสุ่ย แต่ด้วยความเคารพต่อฟานเต๋อ ทำให้เธอไม่แสดงท่าทีต่อต้านออกมา ฝ่ายเหยาสุ่ย เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียนก็ยิ้มอย่างภูมิอกภูมิใจ รีบเดินเข้ามาจับมือหลี่หนิงเซียนอย่างสนิทสนมพลางกล่าวเสียงดัง


“ป้ารู้อยู่แล้วว่ายายหนูไม่ใช่คนอกตัญญู ที่ป้ายอมมายืนตากแดดตากลมทำซาลาเปาทุกวันนี่ ก็เพื่อช่วยหลี่หนิงเซียนเฝ้าร้านไงล่ะ”


พูดจบเธอก็หยิบผ้ากันเปื้อนที่เพิ่งโยนลงบนเขียงคืนให้หลี่หนิงเซียน ก่อนจะพูดต่อว่า “ป้ารู้ว่าช่วงนี้เธอมีเรื่องที่บ้านเยอะ ไม่ต้องกังวลนะ ต่อไปถ้าวันไหนเธอไม่อยากมาขายของก็บอกป้า ป้าจะมาเฝ้าร้านแทนให้!”


“ได้ค่ะ” หลี่หนิงเซียนได้แต่ยิ้มบางๆ แล้วตอบรับสั้นๆ


“ยายหนูกลับมาแล้ว ป้าจะอยู่ที่นี่ทำไมเนอะ พวกคุณที่หาว่าฉันแย่งลูกค้า ตอนนี้ฉันคืนแผงให้เจ้าของแล้วนะ ถ้ายังขายไม่ดีขึ้น ก็ไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว!” เหยาสุ่ยพูดกับหลี่หนิงเซียน ก่อนหันไปบ่นชาวบ้านเสียงดัง


พ่อค้าแม่ค้ารอบข้างได้ยินต่างพากันขมวดคิ้ว ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของเหยาสุ่ย ฟานเต๋อเองก็รู้จักนิสัยภรรยาดี จึงไม่เถียงต่อเรื่องการแย่งลูกค้า แต่กลับเรียกร้องส่วนแบ่งรายได้ที่ภรรยาหาในช่วงที่ดูแลแผงแทนหลานสาว


“ในเมื่อคุณช่วยยายหนูดูแลแผง เงินที่คุณหาได้ในช่วงนี้ต้องให้เธอนะ!”


“คุณพูดบ้าอะไร! ฉันลงทุนเอง ทำไมฉันต้องหาเงินให้คนอื่นด้วย?” เหยาสุ่ยโวยวาย


“พูดบ้าอะไร! คุณแค่ซื้อวัตถุดิบนิดหน่อย และแผงเป็นยายหนูเช่า ของก็เป็นทุกอย่างทั้ง กระทะ ชาม ทัพพี และน้ำมัน สำหรับทอดทั้งหมดนั้นเป็นของยายหนูที่ซื้อมา คุณต้องจ่ายเงินให้เธอเสีย” ฟานเต๋อเถียง


หลี่หนิงเซียนได้แต่ยืนนิ่ง เธอไม่ได้โกรธเหยาสุ่ย แต่คนรอบข้างที่ได้ยินต่างพากันอัดอั้นตันใจแทน ทุกคนจ้องมองเหยาสุ่ยด้วยสายตาตำหนิ จนใบหน้าของเหยาสุ่ยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ


“ฉันช่วยเฝ้าร้าน และลงทุนควรให้เงินฉันไว้เป็นค่าตอบแทนสิ” ฟานเต๋อได้ยิน ดังนั้นก็รีบพูดขึ้นทันที


“ยังไงเสียคุณก็ต้องจ่ายค่าเช่าแผงให้ยายหนู สำหรับหลายวันที่ผ่านมา เงินส่วนนี้เป็นของเธออย่างแน่นอน!” เหยาสุ่ยเองก็อยากได้เงินค่าเช่าเช่นกัน แต่พอเห็นว่ามีคนมองอยู่มากมาย ก็ทำเป็นลังเลก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอย่างไม่เต็มใจ แต่หลี่หนิงเซียนกลับเดินเข้ามาจับมือเหยาสุ่ยไว้พร้อมกับพูดว่า


“ไม่ต้องหรอกค่ะ ป้าเก็บเงินไว้เถอะ หลายวันมานี้ต้องขอบป้าเหยากับลุงฟานที่ช่วยเหลือฉัน” ฟานเต๋อได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้นทันที


“ยายหนูแบบนี้ไม่ได้นะ!”


“ลุงฟานคะ อย่าทำแบบนี้เลย มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่เครื่องปรุงนิดหน่อยเท่านั้นเอง ลุงช่วยฉันมากกว่านั้นอีก ถ้าลุงยังทำแบบนี้ฉันจะโกรธจริงๆนะคะ” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เหยาสุ่ยเห็นดังนั้นก็รีบดึงมือออกจากกระเป๋าทันที แล้วชี้นิ้วไปที่ฟานเต๋อ


“หลี่หนิงเซียนไม่เหมือนคุณที่คิดมากเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้!”


จากนั้นเหยาสุ่ยก็หันไปยิ้มให้หลี่หนิงเซียนแล้วพูดว่า “งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ เพื่อนเล่นไพ่เก่าๆของฉันกำลังรอฉันอยู่ หลายวันมานี้ทำให้ฉันเหนื่อยจริงๆ”


พูดจบเหยาสุ่ยก็ยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วมองไปรอบๆอย่างภาคภูมิใจก่อนจะเดินจากไป ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็รู้สึกไม่ชอบใจในพฤติกรรมของเหยาสุ่ย แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาเพราะเกรงใจฟานเต๋อ


เฉียงซานเขาชื่นชมที่หลี่หนิงเซียนรู้จักกาลเทศะ เข้าใจสถานการณ์ดี เธอไม่ได้สนใจท่าทีลังเลที่จะพูด เรียกว่าวางตัวเป็น รู้จักหนักเบา


ส่วนด้านฟานเต๋อ เธอเพียงแค่ปลอบใจเขาสองสามคำ เขายอมลงแล้วกลับไปร้านตน หลี่หนิงเซียนจึงเริ่มทำความสะอาดร้าน เธอเทถั่วกวนที่เหยาสุ่ยทำให้ทิ้ง จากนั้นก็ล้างหม้อ ชาม ทัพพี และกระทะจนสะอาดเอี่ยม เพื่อไว้ใช้ในวันต่อไป


บทที่ 90: ข่าวคนที่รอ


วันรุ่งขึ้นเธอกลับมาขายซาลาเปาทอดน้ำ เฉพาะช่วงเที่ยงวันเหมือนเดิม ไม่ขายตอนเช้าเพื่อไม่ให้แย่งลูกค้ากับร้านอื่นๆ เธอจะไม่พลาดโอกาสทำกำไร จากผู้โดยสารรถไฟที่แวะพักในช่วงเวลาดังกล่าว


แม้หลี่หนิงเซียนจะยังขายซาลาเปาทอดน้ำได้มากกว่าร้อยชิ้น ในแต่ละวัน เธอสังเกตเห็นว่ายอดขายของเธอลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนกับช่วงแรกๆที่ขายดิบขายดี


หลี่หนิงเซียนวิเคราะห์ว่าน่าจะมีสองสาเหตุหลักๆ อย่างแรก กระแสความแปลกใหม่ของซาลาเปาทอดน้ำเริ่มจางหายไป คนที่ไม่ชอบก็จะไม่ซื้อ ส่วนคนที่ชอบก็ซื้อกินจนพอใจแล้ว


หลี่หนิงเซียนไม่ค่อยกังวลเรื่องยอดขายที่ลดลงนัก เธอครุ่นคิดหาวิธีที่จะทำให้ร้านกลับมาขายดีเหมือนเดิม แม้จะรู้ว่ามีร้านเปิดใหม่ที่ใช้ชื่อเสียงของเหยาสุ่ยมาทำอาหารขาย แต่รสชาติก็ไม่ได้เหมือนของเธอ


“ร้านนี้ไงที่เคยขายซาลาเปาทอดน้ำดังๆ ช่วงก่อน นายเพิ่งกลับจากเดินทางไกล วันนี้ฉันเลี้ยงเอง!” เสียงชายหนุ่มที่เดินมาด้วยกันกันขึ้น


“ไม่ต้องหรอก จะให้นายจ่ายได้ยังไง ฉันจ่ายเอง” ชายหนุ่มอีกคนตอบ


“แม่ค้าขอซาลาเปาทอดน้ำไส้หมูผัดมันฝรั่งสองชิ้น” หลี่หนิงเซียนวางซาลาเปาสองชิ้นลงบนกระทะใบใหญ่ เธอรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงลูกค้า แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน


เธอเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ แล้วก็ต้องตะลึง เพราะภาพที่เห็นคือคนคุ้นเคย! หลี่หนิงเซียนก้มหน้าก้มตาทอดซาลาเปาต่อไป ไม่ได้สนใจลูกค้าสองคนที่ยืนอยู่หน้าร้านเท่าไรนัก


แม้เธอจะจำได้ว่าคนทั้งสองคือ ตงเหวิน และเฉิงฮุ่ย ซึ่งเคยมีเรื่องกับเธอมาก่อน แต่ตอนนี้ในฐานะแม่ค้า หลี่หนิงเซียนเพียงต้องการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด


ส่วนตงเหวิน และเฉิงสุ่ยกลับอึ้งจนพูดไม่ออก พวกเขาไม่คิดว่า แม่ค้าขายซาลาเปาจะสวยมากขนาดนี้ จนทั้งคู่แทบลืมหายใจ! ตงเหวินเพิ่งกลับจากการไปทำงานนอกเมือง จึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของหลี่หนิงเซียนที่เปลี่ยนไปมาก่อน


ส่วนเฉิงฮุ่ยนั้น เขาอาศัยอยู่ในเมืองมาตลอด แต่เพราะความขี้เกียจจึงสั่งให้เพื่อนร่วมงานช่วยซื้อซาลาเปาแทน จึงทำให้พลาดโอกาสได้พบกับหญิงสาวผู้นี้!


เฉิงฮุ่ยรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ถ้ารู้ว่าแม่ค้าขายซาลาเปาทอดน้ำหน้าตาดีเช่นนี้ เขาคงมาซื้อด้วยตัวเองนานแล้ว!


หลี่หนิงเซียนใบหน้าเปื้อนเหงื่อจากการทำงาน แต่ยังคงงดงาม ยืนทอดซาลาเปา ดวงตากลมโตเป็นประกายของเธอ ดึงดูดสายตาของคนมองเข้าเต็มๆ


สวยจริงๆ ตงเหวินคิดในใจอย่างลืมตัว แม้แต่เฉิงฮุ่ยที่ยืนข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะมองเธออย่างหลงใหลเช่นกัน


“เฮ้ย พวกนายสองคน มองอะไรกันน่ะ?” ฟานเต๋อ ซึ่งเป็นห่วงหลานสาวอยู่แล้ว เห็นชายหนุ่มทั้งสองจ้องมองหลี่หนิงเซียนอยู่ตลอดเวลาจึงดุขึ้น “กลางวันแสกๆ จะซื้อของก็ซื้อไป แต่อย่ามาทำตัวลามกนะ!”


ตงเหวิน และเฉิงฮุ่ยตกใจรีบก้มหน้าลง ใบหน้าของทั้งคู่แดงก่ำด้วยความอาย หลี่หนิงเซียนรู้สึกประหลาดใจ กับท่าทีหวงของฟางเต๋อ เธอสังเกตเห็นท่าทางของชายหนุ่มทั้งสองก็อดหัวเราะไม่ได้


เธอไม่คิดว่าพวกเขาจะจำเธอในคราบหญิงชาวบ้านไม่ได้ ถ้ารู้ว่าเธอคือหลี่หนิงเซียน พวกเขาจะมีสีหน้าแบบไหนกันนะ ความขบขันผุดขึ้นในใจ ทำให้มุมปากขอหลี่หนิงเซียนยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม


ความมีชีวิตชีวาของหญิงสาวเปล่งประกายออกมา ยิ่งทำให้เธอดูงดงามจนผู้คนรอบข้างอดมองไม่ได้ ตงเหวินและเฉิงฮุ่ยที่แม้ถูกดุไปแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะแอบเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้ง ดวงตาของเขาฉายแววหลงใหลออกมาอย่างชัดเจน จนฟานเต๋อไม่พอใจ


“เฮ้ย! จะมองอะไรนักหนา”


“คุณลุงครับ พวกผมแค่มาซื้อซาลาเปาทอดน้ำเท่านั้น พอเห็นสาวสวยแบบนี้ครั้งแรกก็อดมองไม่ได้ ไม่ได้คิดอะไรอย่างที่คุณลุงคิดหรอกครับ พวกผมเป็นคนงานที่ซื่อสัตย์นะ!” เฉิงฮุ่ยรีบอธิบาย


หลี่หนิงเซียนทอดซาลาเปาเสร็จพอดี จึงส่งให้ทั้งสอง “ซาลาเปาทอดเสร็จแล้วค่ะ รวมสิบสี่เหมา”


ตงเหวินรีบควักเงินจ่าย แต่ขณะที่ยื่นเงินให้หลี่หนิงเซียน เขากลับพูดอย่างเขินอาย “ผมชื่อตงเหวิน ทำงานที่โรงงานอาหารสำเร็จรูปแถวนี้ ไม่ใช่คนไม่ดีหรอกครับ อยากจะขอเป็นเพื่อนกับคุณ”


หลี่หนิงเซียนรับเงิน และกำลังจะนำซาลาเปาลงทอด แต่พอได้ยินตงเหวินพูดแบบนั้น เธอจึงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แม้ตงเหวินจะจำเธอไม่ได้ แต่หลี่หนิงเซียนยังจำได้ดีว่าเขาเคยหลอกทั้งเงิน ข้าวสาร แล้วยังหลอกใช้ความรู้สึกของร่างนี้ เขาไม่ใช่แค่คนไม่ดีธรรมดา แต่เป็นผู้ชายเลวคนหนึ่ง


“ขอปฏิเสธค่ะ” หลี่หนิงเซียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


คำพูดของหลี่หนิงเซียน ทำให้ตงเหวินหน้าเสีย รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไป มือที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด แต่หลี่หนิงเซียนไม่ได้สนใจเขา เธอหันไปถามลูกค้าที่อยู่ข้างหลัง


“คุณต้องการซาลาเปาไส้อะไรคะ” ลูกค้ายืนเบียดตงเหวิน จนเขาต้องขยับหลบไปด้านข้าง รีบสั่งซาลาเปาทอดน้ำกับหลี่หนิงเซียน


“ไส่ถั่ว! เอาแบบแป้งกรอบๆหน่อยนะ ร้านคุณทำอร่อยมาก!” หลี่หนิงเซียนยิ้มรับ


“ได้ค่ะ กรุณารอสักครู่นะคะ” ช่วงนี้เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี ลูกค้าหลายคนจำได้ ว่าวันนี้เป็นวันที่จะได้กินซาลาเปาทอดน้ำของหลี่หนิงเซียน พวกเขาจึงรีบมาอุดหนุน ทำให้ร้านเล็กๆของเธอกลับมาคึกคักอีกครั้ง


ตงเหวินถูกเบียดจนต้องหลบไปยืนด้านข้างสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก เฉิงฮุ่ยกลัวว่าเขาจะเสียหน้า จึงรีบปลอบใจ


“ตงเหวินอย่าคิดมากเลย ซาลาเปาทอดน้ำนี่มันขายดี ใครๆก็ชอบ หญิงสาวนี่ก็เลยเหลิงไปหน่อย นายเพิ่งกลับมา รอให้เธอรู้ว่านายเป็นถึงพนักงานดีเด่นของโรงงาน เดี๋ยวเธอก็ต้องมาตามเอาใจนายเอง”


คำพูดของเฉิงฮุ่ย ทำให้สีหน้าของหลี่หนิงเซียนดีขึ้น แต่เขาก็ยังพยายามทำเป็นถ่อมตัว “เฉิงฮุ่ย เรื่องยังไม่แน่นอน อย่าพูดไปเรื่อยสิ”


“ไม่แน่นอนยังไง นายออกไปทำงานตั้งเดือนกว่า กลับมายังได้คำสั่งซื้อใหญ่ขนาดนี้ ปีนี้พนักงานดีเด่นต้องเป็นนายแน่ๆ ตงเหวินเนี่ย เก่งที่สุดแล้ว!” เขาแอบพูดเสียงดังอย่างตั้งใจ เพื่อให้หลี่หนิงเซียนได้ยินเฉิงฮุ่ยพูดอย่างมั่นใจ


ตงเหวินพยายามเก็บอาการดีใจ แต่แอบเหล่มองหลี่หนิงเซียนเป็นระยะ ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอสวยจริงๆ แถมยังรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาของเธออย่างประหลาด นี่มันต้องเป็นพรหมลิขิตแน่


มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากบุรุษไปรษณีย์ ที่ขี่จักรยานมาจอดหน้าแผงขายของในตลาดช่วงเที่ยง


“หลี่หนิงเซียน ใครคือหลี่หนิงเซียน? หลี่หนิงเซียนอยู่ไหม?”


“หลี่หนิงเซียนเร็วเข้า มีบุรุษไปรษณีย์ตามหาเธอนะ พี่ชายเธอส่งจดหมายมาให้!” ฟานเต๋อที่ได้ยินเข้าพอดี รีบบอกกับหลี่หนิงเซียนที่กำลังขายซาลาเปาอยู่


หลี่หนิงเซียนได้ยินก็รีบเช็ดมือ แล้ววิ่งออกมาหาบุรุษไปรษณีย์


“สวัสดีค่ะ ฉันคือหลี่หนิงเซียนค่ะ”


“เธอมาจากหมู่บ้านไป๋หลานใช่ไหม นี่มีจดหมายถึงเธอฉบับหนึ่ง รับไว้ให้ดีนะ” บุรุษไปรษณีย์ยื่นซองจดหมายให้


หลี่หนิงเซียนรับจดหมายมาเปิดอ่านทันที และใบหน้าของเธอก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมา


จดหมายนี้เป็นจดหมายจากเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ที่เธอฝากให้เขาช่วยตามหาหลี่หลงเฟย ตอนที่บังเอิญเจอกันที่สถานีรถไฟ ในจดหมายบอกว่าเขาเจอหลี่หลงเฟยที่เมืองไป๋ชาน


ความกังวลในใจของหลี่หนิงเซียนมลายหายไป เธอยิ้มออกมาอย่างโล่งใจที่รู้ว่าพี่ชายของเธอยังปลอดภัยดี


ส่วนตงเหวินที่ยืนอยู่ข้างๆ พอได้ยินชื่อหลี่หนิงเซียน ก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ! เฉิงฮุ่ยเองก็ตกตะลึง รีบหันไปถามฟานเต๋ออย่างร้อนรนว่า


“หญิงสาวคนนั้นชื่อหลี่หนิงเซียนหรือ? เป็นหลี่หนิงเซียนจากหมู่บ้านไป๋หลานเหรอ? ผู้หญิงโง่คนนั้นจริงๆนะหรือ” ฟานเต๋อได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจอย่างมาก ตำหนิเฉิงฮุ่ยทันที


จบตอน

Comments