seller ep91-100

บทที่ 91: ฉันมาขอโทษเธอนะ


“หลี่หนิงเซียนของเรา เธอเป็นคนดี ขยันขันแข็ง หาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง หาเงินได้มากกว่าพวกเธอหลายเท่า อย่าคิดว่าเป็นพนักงานแล้วจะวิเศษนักเลย!” ฟานเต๋อเถียงขึ้น และยังพูดต่อ


“อีกอย่าง ตอนสิ้นปีตลาดของเราก็จะมีการคัดเลือก หลี่หนิงเซียนต้องได้เป็นแบบอย่างแรงงานดีเด่นแน่ๆ แกเป็นแค่พนักงานดีเด่นธรรมดาจะมาวิเศษอะไร!”


หลี่หนิงเซียนไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้านหลัง เธอกำลังตั้งใจอ่านจดหมาย เมื่ออ่านจบก็เก็บเข้ากระเป๋าอย่างดี ตั้งใจว่าจะเอาไปเล่าให้คุณปู่ฟังตอนกลางคืน


ลูกค้าที่มาต่อแถวซื้อซาลาเปาทอดน้ำยังมีอีกมาก หลี่หนิงเซียนจึงรีบวางจดหมายแล้วกลับไปทำงานต่อ


ตงเหวินมองดูหลี่หนิงเซียนที่กำลังทอดซาลาเปาอย่างตั้งใจ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความยินดี มองดูแถวยาวของลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อซาลาเปาทอดน้ำหน้าแผงของเธอ ในใจรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก


“ช่างดีจริงๆ เธอคือหลี่หนิงเซียน” ตงเหวินพึมพำกับตัวเองเบาๆ


ช่วงบ่ายสามโมง หลี่หนิงเซียนทอดซาลาเปาชิ้นสุดท้ายเสร็จ เธอช่วยจึงช่วยฟานเต๋อเก็บร้าน และเข็นรถเข็นกลับบ้าน แล้วจะกลับไปตลาดเพื่อเข็นรถเข็นของตัวเอง ฟานเต๋อรู้สึกผิดที่ไม่ได้กลับไปช่วย อยากจะไปแต่ถูกปฏิเสธ


“ไม่เป็นไรค่ะลุง ของมีไม่มาก หนูเข็นเองได้ ลุงพักผ่อนที่บ้านเถอะค่ะ”


“เธอดีจริงๆ” หลี่หนิงเซียนทำเพียงยิ้มรับก่อนจะเดินออกมา เธอรีบกลับมาตลาด ทิ้งให้ฟานเต๋อยืนรู้สึกผิดอยู่หน้าบ้าน


เหยาสุ่ยที่กำลังกินเมล็ดแตงโมอยู่เดินออกมาถามสามี


“วันนี้ขายดีไหม? ขายได้กี่ชิ้น?” ฟานเต๋อถลึงตาใส่ภรรยาอย่างหัวเสีย


“จะอะไรนักหนา! มันเรื่องอะไรของคุณ อย่ายุ่งเรื่องของหลี่หนิงเซียนได้ไหม! เราอย่าทำอะไรที่ไม่ดีเลย”


“ทำเป็นพูดดีไปได้ คนทั้งโลกนี้มีแต่พวกเธอที่ขายซาลาเปาได้คนเดียวหรือไง? คนอื่นทำบ้างไม่ได้เชียว ฉันไม่เคยได้ยินว่าร้านอะไรทำได้เจ้าเดียว ในทีวีเขายังบอกเลย เรียกว่าอะไรนะ…” เหยาสุ่ยนึกอยู่ครู่หนึ่ง “ใช่แล้ว! เรียกว่า ‘ผูกขาด’! ข่าวบอกต้องป้องกันการผูกขาด ทำแบบนั้นมันพวกนายทุนชัดๆ!”


“เธอช่างพูดจาไร้สาระ!” ฟานเต๋อโมโหไม่น้อยที่ได้ฟังภรรยาพูด เหยาสุ่ยไม่อยากทะเลาะด้วยจึงกลอกตาและพูดว่า


“เรื่องของฉันนายอย่ายุ่ง เย็นนี้ลูกชายกับลูกสะใภ้จะมากินข้าว เดี๋ยวนายไปซื้อผักมาเพิ่มหน่อย อย่าคิดแต่จะช่วยคนอื่นทุกวัน ครอบครัวเรายังไม่ได้อยู่ดีกินดีเลย!” จากนั้นเธอก็เดินเข้าบ้านไป


หลี่หนิงเซียนกลับมาถึงตลาด ก่อนจะเข็นรถขายของ เธอพึ่งทำร้านเป็นแบบรถเข็นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เพื่อสะดวกในการขนย้าย ขณะเข็นก็มีมือคู่หนึ่งมาช่วยเธอเข็นรถ เธอประหลาดใจมาก เมื่อหันไปก็พบว่าเป็นตงเหวิน


“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?” หลี่หนิงเซียนถามน้ำเสียงเรียบเฉย ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ เธอแทบจะลืมเรื่องของเขาไปแล้ว


“ฉันไม่มีกะบ่ายวันนี้ เพิ่งรายงานงานกับหัวหน้าเสร็จก็มาหาเธอ” ตงเหวินรีบพูดด้วยท่าทีกระตือรือร้น


“มีธุระอะไรกับฉันหรือ ถ้าอยากซื้อซาลาเปาต้องรอพรุ่งนี้ วันนี้ขายหมดแล้ว” หลี่หนิงเซียนพูดจบก็เข็นรถกลับบ้านทันทีโดยไม่สนใจตงเหวิน เธอต้องรีบไปเล่าเรื่องของพี่ชายให้คุณปู่ฟัง


ตงเหวินรีบวิ่งมาขวางหน้าหลี่หนิงเซียน ดวงตาของเขาจ้องมองใบหน้าของหลี่หนิงเซียนอย่างไม่ละสายตา เขาต้องยอมรับว่าหลี่หนิงเซียนนั้นสวยขึ้นมาก ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนนะ


“นายต้องการอะไรอีก? อยากโดนฉันตีอีกหรือไง?” หลี่หนิงเซียนรู้สึกอึดอัดกับสายตาของตงเหวิน เธอจึงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


ตงเหวินสะดุ้งสุดตัว เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หนิงเซียน เขารีบถอยหลังแล้วโบกมือปฏิเสธ


“ไม่ๆๆ หลี่หนิงเซียน อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง!” เขารีบอธิบาย เพราะยังจำความเจ็บปวดที่โดนหลี่หนิงเซียนตีจนล้มไม่เป็นท่าได้ดี “คือฉันมาขอโทษเธอนะ”


“ขอโทษ?” หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้ว


“ใช่ ฉันอยากขอโทษเธอ” ตงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาของเขาจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยแววตาสำนึกผิด “อยากขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับเธอ ฉันผิดไปแล้ว”


“…” หลี่หนิงเซียนได้แต่นิ่งเงียบ


“หนึ่งเดือนมานี้ ฉันถูกส่งไปทำงานนอกโรงงาน และได้มีเวลาทบทวนเรื่องของเราอย่างจริงจัง ฉันพบว่าตัวเองมันเลวมากที่ไปหลงเชื่อคำพูดของจินเม่ย แต่ตอนนี้ ฉันเข้าใจแล้ว หนิงเอ๋อร์ฉันยังอยากอยู่กับเธอ ฉันเชื่อว่าเธอไม่ใช่คนแบบที่จินเม่ยพูดถึง!”


หลี่หนิงเซียนมองตงเหวิน ที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่ ด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ เธอจำได้แม่นว่า เขาได้โควต้าเข้าเมืองมาทำงาน เพราะหลอกร่างนี้ให้ออกใบรับรองความกล้าหาญ ซึ่งเป็นแผนที่เขาได้มาจากจินเม่ย


ตงเหวินเว้นวรรค หายใจเข้าลึกๆแล้วพูดต่อ “ถ้าไม่ใช่เพราะจินเม่ยคอยพูดถึงเธอในแง่ลบต่อหน้าฉันตลอด ฉันคงไม่ทำผิดกับเธอ จนสุดท้ายต้องเสียใจมาทำงานในเมืองคนเดียว และเพราะทนความเศร้าที่ต้องจากเธอไม่ไหว จึงขอไปทำงานนอกพื้นที่”


“…” หลี่หนิงเซียนได้แต่เงียบ ไม่รู้จะพูดอะไร


“ฉันพูดจริงๆนะ ฉันคิดถึงเธอ!” หลี่หนิงเซียนได้แต่นิ่งเงียบ มองตงเหวินด้วยความเอือมระอา


ตงเหวินสวมชุดสูทจงซาน ผมเรียบแปล้เป็นมันวาว เดินเข้ามาหาหลี่หนิงเซียนพร้อมกับมองเธอด้วยสายตาเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึก หลี่หนิงเซียนเห็นดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้จนน้ำตาแทบไหล


ตงเหวินเห็นเธอหัวเราะ ก็นึกว่าเธอให้อภัยเขาแล้ว จึงรีบเดินเข้ามาใกล้ด้วยความดีใจ


“หลี่หนิงเซียน เธอให้อภัยฉันแล้วใช่ไหม!” พูดจบก็ยื่นมือออกไปหมายจะจับมือเธอ


หลี่หนิงเซียนเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังหลบมือเขา รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปทันที เหลือเพียงสายตาเย็นชา


“ถ้าไม่อยากโดนตีอีก ก็ไปให้พ้นๆ” ตงเหวินได้ยินดังนั้นก็รีบร้อนอธิบาย


“หนิงเอ๋อร์ ฉัน…” หลี่หนิงเซียนยกมือห้าม ไม่ให้เขาพูดต่อ


“ไม่ต้องพูดอะไรอีก เรื่องในอดีต ฉันไม่สามารถตำหนิอะไรนายได้ มือเดียวไม่อาจตบดังได้ ฉันก็มีส่วนผิดเหมือนกัน แต่ต่อไปนี้ อย่ามาข้องเกี่ยวกับฉันอีก” เธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง


พูดจบเธอก็เดินผ่านตงเหวินไป ผลักรถเข็นขายของเธอ ตงเหวินเห็นดังนั้นก็ทำท่าจะช่วยเธอเข็นรถ แต่พอสบตากับสายตาเย็นชาของเธอ เขาก็รีบชักมือกลับอย่างว่าง่าย


ตงเหวินรู้สึกเสียใจที่ทิ้งหลี่หนิงเซียนไป ยิ่งตามสืบเรื่องเธอเขาก็ยิ่งตกใจ หลี่หนิงเซียนทำเงินได้มากมายจากการขายสมุนไพร โดยเฉพาะโสมที่ขายได้ถึงสี่พันหยวน!


ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังขายซาลาเปาทอดน้ำในเมืองซึ่งขายดีมาก วันละหลายร้อยชิ้น เขาคำนวณคร่าวๆว่าถ้ากำไรชิ้นละห้าเหมา ซาลาเปาร้อยชิ้นก็ทำเงินได้ถึงห้าหยวน ขายเดือนหนึ่งได้เงินเดือนของเขาทั้งปีรวมกันเสียอีก


ยิ่งคิดตงเหวินก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย เขาจากบ้านไปทำงานนอกพื้นที่ทั้งเดือน ลำบากตรากตรำแท้ๆ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ กลับไม่สุขสบายเท่าตอนเป็นปัญญาชนหนุ่มในหมู่บ้านไป๋หลาน และเงินเดือนก็ขึ้นน้อยนิดนึง ยังคงอยู่ที่ยี่สิบสามหยวนเหมือนเดิม


โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้ยินเรื่องราวความสำเร็จของเธอ เขาประหลาดใจมาก ที่พบว่าหลี่หนิงเซียนเปลี่ยนไปจากเดิมมากขนาดนี้ หลี่หนิงเซียนตรงหน้า ไม่ใช่เด็กสาวขี้เกียจที่เขาเคยรู้จัก


เธอสวยขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แววตาเฉียบแหลม ดูล้ำลึกอย่างน่าประหลาดใจ และในชั่วขณะที่สายตาคมกริบนั้นจ้องมองมาที่เขา ตงเหวินก็รู้สึกราวกับถูกมองทะลุปรุโปร่ง ความกังวลแล่นริ้วอยู่ในอก ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน… นี่เขาถูกมองออกถึงขนาดนี้เลยเหรอ


[1] ชุดสูทจงซาน : จงซานมาจากชื่อ อีกชื่อหนึ่งของซุนยัตเซ็น ซึ่งก็คือซุนจงซาน ชุดสูทจงซานจะประกอบไปด้วย กระดุมจำนวน5เม็ด ที่มีความหมายถึงหลักการสำคัญของรัฐบาล อันได้แก่ อำนาจบริหาร, อำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจตุลาการ, การตรวจสอบ และการควบคุม ในขณะที่กระเป๋าเสื้อทั้ง4บนชุดสูทจงซาน ก็มีความหมายถึง คุณธรรมสำคัญ4ประการ อันได้แก่ ความเหมาะสม, ความยุติธรรม, ความซื่อสัตย์ และความละอายใจ


บทที่ 92: ฉันอยากคืนดีกับเธอ


ตงเหวินเฝ้ามองหลี่หนิงเซียนเข็นรถเข็นเดินห่างออกไป หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แผนการผุดขึ้นในหัว เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสพลิกชีวิต เพียงแค่เขาสามารถจีบหลี่หนิงเซียนกลับมาได้อีกครั้ง


อนาคตก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักอีกต่อไป เขาเชื่อมั่นว่าด้วยความรู้จักหลี่หนิงเซียนเป็นอย่างดี เขาจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน


หลี่หนิงเซียนกลับมาถึงบ้านฟานเต๋อพอดี กับที่ลูกชาย และลูกสะใภ้ของฟานเต๋ออุ้มลูกน้อยเข้าบ้านมา


“ส่งหลานให้แม่อุ้ม” เหยาสุ่ยอุ้มหลานมาเล่น แต่เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียนก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทักทาย


“เอาของมาเก็บเหรอจ้ะ”


“ค่ะ” หลี่หนิงเซียนแสร้งทำเป็นไม่เห็นท่าทีอึดอัดนั้น เธอยิ้มรับก่อนจะหันไปพูดกับเหยาสุ่ย “ป้าคะ ตอนนี้ป้าพอมีเวลาไหมคะ หนูมีเรื่องอยากคุยด้วยสักหน่อย”


“มีเรื่องอะไรหรือจ๊ะ ถึงต้องคุยกันเป็นส่วนตัว” เหยาสุ่ยส่งหลานให้สามีพลางถาม


ฟานเต๋อกลัวภรรยาจะรังแกหลี่หนิงเซียน จึงอยากอยู่ฟังด้วย แต่หลานน้อยในอ้อมแขนกลับร้องไห้จ้าขึ้นมาเสียก่อน เขาจึงจําใจต้องพาลูกชาย และลูกสะใภ้เข้าบ้านไป


ปล่อยให้หลี่หนิงเซียนกับเหยาสุ่ยอยู่ในลานบ้านเพียงลำพัง เหยาสุ่ยรู้สึกเกร็งๆ ที่ต้องอยู่กับหลี่หนิงเซียนตามลำพัง เธอถามขึ้น


“ว่ามาสิจ๊ะ มีเรื่องอะไร”


“หนูฝากของไว้ที่บ้านหลายเดือนแล้ว รู้สึกเกรงใจมาก ตอนนี้หนูพอมีรายได้แล้ว นี่เป็นค่าฝากของค่ะ” หลี่หนิงเซียนยื่นเงินให้เหยาสุ่ย


หลี่หนิงเซียนวางรถเข็นขายของไว้ในลานบ้านของฟานเต๋อ ซึ่งเป็นที่ๆเธอชอบฝากรถเข็นไว้เป็นประจำ เธอหยิบเงินห้าหยวนส่งให้เหยาสุ่ย


เหยาสุ่ยแปลกใจนึกว่าหลี่หนิงเซียน จะมาต่อว่าเรื่องแย่งที่ขายของ คำพูดที่เตรียมไว้จึงติดอยู่ในลำคอ แต่ก็รีบรับเงินใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว


“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถ้าฟานเต๋อรู้เข้าต้องว่าฉันแน่ บ้านเรามีลานกว้าง วางของแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”


ฟานเต๋อที่อยู่ในบ้าน เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงรีบเดินออกมาถามด้วยความสงสัยว่า


“คุณทำอะไรน่ะ”


“คุณตะโกนทำไม ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย หลี่หนิงเซียนแค่อยากให้ค่าฝากของกห้าหยวน ฉันบอกแล้วว่าบ้านเรามีลานกว้าง ให้เธอวางของตามสบาย” พูดจบเหยาสุ่ยก็รีบเดินเข้าบ้านทันที


ฟานเต๋อได้แต่ยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง จึงหันไปหาหลี่หนิงเซียนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล


“หลี่หนิงเซียน คิดมากไปหรือเปล่า? วางของไว้ก็วางไป ไม่ต้องให้เงินหรอก บ้านลุงมีที่กว้างขวางอยู่แล้ว” พูดจบก็ล้วงเงินห้าหยวนส่งคืนให้หลี่หนิงเซียน


“รับไปเถอะค่ะ เพื่อความสบายใจของหนู”


“เห้อ เอาตามนั้นก็ได้” แม้ฟานเต๋อจะใจดี แต่เหยาสุ่ยภรรยาของเขากลับไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้หลี่หนิงเซียนยิ่งตระหนักว่าการพึ่งพาตัวเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


หลี่หนิงเซียนปั่นจักรยานออกจากเมืองด้วยใจที่เบิกบาน เธอวางแผนไว้ว่าจะรีบหาซื้อบ้านในเมืองให้เร็วที่สุด เพื่อที่เธอจะได้ไม่ต้องรบกวนขอความช่วยเหลือจากใครอีก โดยเฉพาะเรื่องที่ฝากรถเข็นขายของ


ระหว่างทางกลับหมู่บ้านไป๋หลาน หลี่หนิงเซียนบังเอิญเจอกับตงเหวินยืนทำท่าทางกระวนกระวายอยู่ริมทาง เมื่อเห็นหลี่หนิงเซียน ตงเหวินก็รีบฉีกยิ้มกว้างเข้ามาทักทันที


“หนิงเอ๋อร์ ในที่สุดเธอก็มาแล้ว ฉันรอเธออยู่ตั้งนาน!”


หลี่หนิงเซียนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นตงเหวินวิ่งเข้ามาหา ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายิ้มและพยายามจะจับมือเธอ แต่เธอหลบได้ทันเวลา


“อย่ามาจับต้องฉันนะ!” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา


ตงเหวินชักมือกลับอย่างเก้อเขิน แต่บนใบหน้ากลับไม่มีร่องรอยของความโกรธ เขามองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน


“ฉันก็ไม่รู้ว่าเมื่อกี้เธอไปไหนมา เลยรอเธออยู่ตลอด ดีนะที่เธอมาแล้ว”


“นายยังมีธุระอะไรอีก ฉันพูดไปเมื่อกี้ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือ?” หลี่หนิงเซียนถามอย่างเย็นชา เธอไม่อยากมีเรื่องพัวพันกับเขาอีก ตงเหวินไม่สนใจท่าทีรังเกียจของเธอ เขากล่าวอย่างหนักแน่น


“หนิงเอ๋อร์ฉันคิดดีแล้ว ฉันอยากคืนดีกับเธอ!”


“ไปให้พ้น” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


“ฉันอยากคืนดีกับเธอจริงๆนะ หนิงเอ๋อร์ฉันรู้ตัวแล้วว่าฉันผิด ตอนนี้เธอยังให้อภัยฉันไม่ได้ แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้แน่นอน นับจากนี้ฉันจะดีกับเธอให้ได้!”


ตงเหวินวิ่งไปดักหน้ารถจักรยานหลี่หนิงเซียนที่กำลังจะเดินหนี ก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าอย่างไม่ลังเล พร้อมกับหยิบคูปองอาหารจำนวนมากออกมาจากกระเป๋าเสื้อ


“หลี่หนิงเซียน นี่เป็นคูปองอาหารคุณภาพดีที่ฉันแอบเก็บสะสมไว้ให้เธอมาทั้งเดือน ฉันรู้ว่าเธอชอบกินอาหารดีๆ ฉันเลยตั้งใจเก็บไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ยกโทษให้ฉันเถอะนะ”


หลี่หนิงเซียนมองดูคูปองอาหารมากมายในมือของตงเหวินด้วยความตกตะลึง แม้ว่าในตอนนี้อาจจะยังคงเป็นยุคสมัยที่ต้องใช้คูปองอาหาร และตั๋วต่างๆ แต่ในไม่ช้าสิ่งเหล่านี้ก็จะไร้ค่าในตลาด และถูกยกเลิกไปในที่สุด


ส่วนตัวเธอเองไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้มากนัก ยิ่งตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือ และในเมืองก็มีคนแอบขายคูปองอาหาร และตั๋วกันอย่างลับๆ เธอหาซื้อได้ทุกอย่างยกเว้นตั๋วพิเศษบางประเภท


แป้งสาลีและน้ำมันถั่วเหลืองที่เธอใช้ทำอาหารในช่วงเดือนที่ผ่านมาเธอก็ได้มาด้วยวิธีนี้ สิ่งที่ทำให้เธอตกใจ คือการที่ตงเหวินเลือกที่จะใช้คูปองอาหารมาจีบเธอในยุคสมัยแบบนี้


“เก็บไว้เถอะ ฉันไม่ต้องการ” หลี่หนิงเซียนพูดจบ ก็ปั่นจักรยานผ่านตงเหวินไปทันที เธอไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกแม้แต่น้อย


ตงเหวินตกใจ กับท่าทีของหลี่หนิงเซียนเช่นกัน เพราะปกติแค่เขาหยิบคูปองอาหารคุณภาพดีออกมา ดวงตาของหลี่หนิงเซียนก็เป็นประกายแล้ว ใครๆในหมู่บ้านไป๋หลานต่างก็รู้ดีว่าหลี่หนิงเซียนชอบกิน


และยังกินแต่อาหารดีๆเท่านั้น ทุกครั้งที่บ้านไม่มีคูปองอาหารคุณภาพดี เธอมักจะโวยวายเสมอ แต่ในวันนี้เธอกลับไม่สนใจคูปองอาหารคุณภาพดีของเขา!


ทันใดนั้นแววตาของตงเหวินก็วูบไหว เขาแน่ใจว่าหลี่หนิงเซียนต้องหาเงินได้มากแน่ๆ เมื่อเห็นว่าหลี่หนิงเซียนกำลังจะจากไป โดยไม่สนใจเขาอีกต่อไป ตงเหวินจึงรีบลุกขึ้นยืน วิ่งมาดักหน้าหลี่หนิงเซียนไว้อีกครั้ง


“หลี่หนิงเซียนฉันไม่อาจสูญเสียเธอไปได้ ขอร้องละ ให้อภัยฉันเถอะ ต่อไปฉันจะดีกับเธอแน่นอน! หนิงเอ๋อร์ฉันขอร้องเธอ ยกโทษให้ฉันเถอะ!”


หลี่หนิงเซียนลงจากจักรยานมายืนด้านข้างอย่างไม่สบอารมณ์ คนผู้นี้ช่างน่าด้านตอแยเธอไม่เลิก เห็นที่คงต้องจัดการให้เด็ดขาด


ตงเหวินยังคงพูดพร่ำต่อ “ฉันรู้นะ เธอกับกงชุนยังไม่ได้ร่วมหอกันเลย เธอเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะรอฉันตลอดไป! หนิงเอ๋อร์ ฉันยังคงพูดเหมือนเดิม แค่เธอหย่า ฉันจะแต่งงานกับเธอทันที!”


หลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนเส้นประสาททุกเส้นในร่างกายถูกดึงให้ตึง เมื่อได้ยินคำพูดของตงเหวินที่ดังขึ้นเรื่อยๆ


“หนิงเอ๋อร์ เธอคงไม่ได้ลืมสิ่งที่เคยสัญญากับฉันใช่ไหม? เธอบอกว่าเธอไม่ได้ชอบกงชุนเลย บอกว่าที่แต่งงานกับเขาไปเพราะโดนคุณปู่บังคับ เธอบอกให้ฉันรอ บอกว่าเธอจะหย่ากับเขาในเร็วๆนี้ หนิงเอ๋อร์ ฉันไม่อยากรออีกแล้ว เธอหย่ากับกงชุนนั่นเถอะ”


กงชุนปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ว่ามายืนอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดวงตาของเขา มองมาที่หลี่หนิงเซียน ทุกคำพูดของตงเหวินเหมือนค้อนทุบลงบนหัวใจของกงชุน


ยิ่งได้ยิน เขาก็ยิ่งนึกถึงภาพเหตุการณ์ในอดีต ที่หลี่หนิงเซียนเคยพูดประโยคเหล่านี้ออกมา มันตอกย้ำให้ชายหนุ่มรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า ตนเองเป็นเพียงแค่คนที่ขวางทาง ใบหน้าของกงชุนมืดครึ้มราวกับพายุที่กำลังก่อตัว แม้เขาจะพยายามควบคุมสีหน้าเอาไว้


บทที่ 93: ฉันกำลังหึงเธอ


หลี่หนิงเซียนมองเห็นกงชุนที่เดินมา ในสถานการณ์ที่อึดอัด และน่ารำคาญแบบนี้ เธอจึงตัดสินใจว่าต้องจัดการความสัมพันธ์กับตงเหวินให้เด็ดขาด


“ฉันไม่อยากยุ่งกับนายหยุดพูดเรื่องในอดีตเสียที”


“ฉันไม่หยุด ฉันอยากอยู่กับเธอ เหมือนที่เคยสัญญากันไว้ไหม” ตงเหวินตอบอย่างหน้าด้าน


ใบหน้าของหลี่หนิงเซียนเต็มไปด้วยความรำคาญ และความรังเกียจคนตรงหน้า เธอมองกงชุนยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขานั้นบึ้งตึง สายตาที่มองมากลับเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง


หลี่หนิงเซียนยิ่งร้อนใจและกังวล เธอไม่ต้องการให้กงชุนเข้าใจผิดว่าเธอยังมีเยื่อใยกับผู้ชายคนนี้


“หนิงเอ๋อร์ เธอคิดว่าฉันไม่รู้หรือว่าเธอกับกงชุนไม่ได้มีอะไรกัน! อย่าคิดว่าจะหลอกฉันได้ ฉันรู้ดีทุกอย่าง!” เสียงหัวเราะเยาะจากตงเหวินดังก้อง


“นายมันบ้า”


“เธอไม่ต้องกลัวกงชุนหรอก เมื่อก่อนเวลาเขาเห็นเราอยู่ด้วยกัน เขาไม่เคยมายุ่งกับเราเลย เขาไม่สนใจเธอหรอก! เธอเคยบอกว่าเธอก็ไม่สนใจเขาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ! การแต่งงานของพวกเธอไม่มีผลอะไรทั้งนั้น!”


คำพูดของตงเหวิน ทำให้หลี่หนิงเซียนยิ่งไม่สบอารมณ์มากขึ้น เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดมากได้ถึงขนาดนี้ เธอเริ่มหมดความอกทน จึงยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่หว่างขาเขาอย่างแรง


“โอ๊ย!” ตงเหวินร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด


กงชุนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แต่ขมวดคิ้ว เขาหันหลังเดินกลับไปเงียบๆ โดยไม่หันกลับมามอง ตงเหวินที่นั่งกุมหว่างขาอย่างเจ็บปวดอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด และความโกรธ


“ฟังให้ดีนะ นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะเตือน” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบคม สายตาที่จ้องมองเขานั้นเต็มไปด้วยความแน่วแน่


“เรื่องในอดีต เราทั้งคู่ต่างก็ทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น ฉันไม่เคยคิดจะเอาเรื่องอะไร แต่ถ้านายยังกล้ากลับมายุ่งกับฉันอีกครั้งละก็…” เธอก้าวเข้าไปใกล้ จ้องตรงไปในดวงตาของเขา รอยยิ้มเย็นเฉียบผุดขึ้นบนใบหน้า


“นะ…หนิง…”


“ฉันจะบอกให้นะ ฉันมีวิธีทำให้นายพิการได้เป็นหมื่นวิธี! ไม่เชื่อก็ลองดูสิ!” พูดจบหลี่หนิงเซียนก็รีบคว้าจักรยานตามกงชุนไปทันที


ตงเหวินกัดฟันแน่น ดวงตาฉายแววเจ็บปวด และแค้นเคือง เขาคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ที่ยอมทิ้งหลี่หนิงเซียนไปหาลูกสาวผู้จัดการโรงงาน หวังจะได้ดิบได้ดี สุดท้ายกลับถูกหลอกใช้ ถูกส่งไปทำงานหนักในโรงงานสาขาที่ห่างไกล


ตอนนี้หลี่หนิงเซียนกลับกลายเป็นคนร่ำรวย มีชีวิตที่ดีกว่าเขา ส่วนตัวเขากลับไม่เหลืออะไร และยังถูกหลี่หนิงเซียนข่มขู่ ยิ่งคิดตงเหวินยิ่งทรมาน เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่างกายทำให้เขาต้องทรุดลงไปอีกครั้ง


คำพูดของหลี่หนิงเซียนยังคงดังก้องอยู่ในหัว ทำให้เขาต้องรีบเปิดกางเกงตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะเดินโซเซกลับไปอย่างน่าเวทนา


หลี่หนิงเซียนยิ่งเร่งฝีเท้าปั่นจักรยานมเร็วขึ้นด้วยความร้อนใจ ก่อนจะดักหน้ากงชุนไว้


“คุณฟังฉันอธิบายได้ไหม” หลี่หนิงเซียนถามทันทีที่กงชุนหยุดเดิน เขามองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาเย็นชา


“ว่ามาสิ” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาเย็นชา


“ฉันเพียงแค่คุยเพื่อตัดขาดไม่มีอะไรมากกว่านั้น”


“ไม่มีจริงๆนะเหรอ” กงชุนถาม


หลี่หนิงเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง เธอสบตากงชุนอย่างไม่หลบเลี่ยง เป็นครั้งแรกที่เธอเลือกเผชิญหน้าเขา


“ฉันไม่เห็นคนแบบนั้นอยู่ในสายตามานานแล้ว ผู้ชายที่ดีแต่ทำตัวกะล่อนปลิ้นปล้อนไปวันๆ มีค่าอะไรให้ใส่ใจ”


สีหน้าของกงชุนผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าหลี่หนิงเซียนยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ไม่พยายามบ่ายเบี่ยงหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง และพูดออกมาด้วยแววตามุ่งมั่น ดูจริงใจ


“ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ควรระวังตัวให้ดี ถ้ามีใครมาเห็นแล้วเอาไปพูดว่าเธอกลับไปหาคนรักเก่าคงไม่ดี” กงชุนเน้นย้ำ


หลี่หนิงเซียนมองสบดวงตาที่มืดมนของกงชุนด้วยความประหลาดใจ ครู่หนึ่งผ่านไป เธอก็หัวเราะออกมา


“คุณไม่ได้กำลังหึง ที่เห็นฉันอยู่กันผู้ชายคนนั้นใช่ไหม” เธอไม่เคยคิดว่าผู้ชายที่เคร่งขรึม และยับยั้งชั่งใจอย่างกงชุนจะมีมุมอ่อนไหวแบบนี้ เห็นเขาทำสีหน้าจริงจัง เธอก็ยิ่งขำ


แต่ในชั่วพริบตานั้น เธอก็ถูกเขาดึงเข้าไปกอดแนบลำตัวแน่น ร่างกายของเธอถูกดันจนแผ่นหลังสัมผัสกับต้นไม้ หลี่หนิงเซียนยกมือขึ้นดันอกของเขา เงยหน้ามองอย่างตื่นตระหนก กงชุนก้มหน้าลงมา เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างจริงจัง


“ใช่ ฉันกำลังหึงเธอ” กงชุนพูดเสียงหนักแน่น ดวงตาคมของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่หนิงเซียน เขาไม่ยอมปล่อยให้เธอได้ยิ้มขำเขาอีก เขาจึงก้มลงจูบเธออย่างไม่ลังเล ราวกับต้องการหยุดทุกอารมณ์ที่กำลังฟุ้งซ่าน ให้สนใจเพียงคนตรงหน้า


หลี่หนิงเซียนในตอนนี้ ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มมากมาย เริ่มตั้งแต่ถูเป่าที่แสดงความสนใจอย่างเปิดเผย จงซวนที่แอบมองด้วยความชื่นชม หลินถงที่ให้ความสนใจอย่างออกนอกหน้า ลี่หมิงที่หลงใหลเธอตั้งแต่แรกเจอ และยังคนรักเก่าอย่างตงเหวิน


กงชุนรับรู้ถึงความชื่นชอบที่ผู้ชายเหล่านั้นมีต่อหลี่หนิงเซียน และเป็นชายหนุ่มที่ทั้งรูปงาม และฐานะดีปรากฏตัว ความกังวลในใจเขาก็ยิ่งทวีคูณ ความรู้สึกหวงแหน และต้องการครอบครองหลี่หนิงเซียนก่อตัวขึ้นในใจเขาอย่างรวดเร็ว เขาไม่อาจทนเห็นเธอตกเป็นของคนอื่นได้


หลี่หนิงเซียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอพยายามดิ้นรนเพื่อหนีจากสัมผัสที่ไม่คาดคิด แต่กงชุนกลับรั้งร่างเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จูบนี้ไม่ใช่แค่ความปรารถนา แต่เป็นความต้องการครอบครองทั้งหมดของเธอ เขาต้องการให้เธอเป็นของเขาเพียงคนเดียว ไม่มีใครอื่นจะได้สัมผัสหรือได้ใกล้ชิดเธออีกต่อไป


กงชุนจูบหลี่หนิงเซียนอย่างดูดดื่ม จนหลี่หนิงเซียนรู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ ถึงแม้จะไม่ใช่จูบแรกที่ได้รับจากเขา แต่จูบนี้กลับรุนแรง และร้อนแรงกว่าครั้งแรก ร่างกายของเธอเหมือนถูกเขาควบคุม ความร้อนจากร่างกายของเขาระหว่างที่อยู่ใกล้ชิดกัน ทำให้เลือดในกายเธอเดือดพล่าน


หลี่หนิงเซียนรู้สึกอยากจะหนี แต่ก็ถูกเขากอดรัดไว้แน่นจนขัดขืนไม่ได้ ทำได้เพียงปล่อยให้เขาทำตามใจชอบ ฝ่ามือใหญ่ของกงชุนเลื่อนมาปิดดวงตาของเธอ บดบังทัศนวิสัยทั้งหมด ทำให้เธอจมดิ่งลงไปในวังวนแห่งอารมณ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น


กงชุนจูบหลี่หนิงเซียน จนสัมผัสว่าเธอเริ่มหายใจไม่ทัน จึงยอมละริมฝีปากออก ปล่อยให้เธอได้หายใจอีกครั้ง แต่เพียงชั่วครู่ เขาก็ขยับเข้ามากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า


“ฉันชอบเธอ ต่อจากนี้ไปให้ฉันดูแลเธอนะ” เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ ก็ประกบริมฝีปากลงบนจุดอ่อนไหวหลังใบหูของเธออย่างรวดเร็ว ราวกับรู้ทันความคิดของเธอ ร่างกายของเธอแข็งทื่อ ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับสัมผัสอันอ่อนโยนที่กงชุนมอบให้อีกครั้ง


หลี่หนิงเซียนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ รู้เพียงแต่ว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว และมีเสียงฝีเท้าของผู้คนดังแว่วมาจากถนนบนภูเขาที่อยู่ไกลออกไป


หลี่หนิงเซียนและกงชุนยืนอยู่ริมทางเดินบนภูเขา ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่บดบังพวกเขาจากสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา แม้จะอยู่ในที่ลับตา แต่เมื่อมีคนเดินผ่าน หลี่หนิงเซียนก็รู้สึกเขินอายจนต้องซุกหน้าลงบนอกของกงชุน


เขาจูบเธอริมทางเดินไม่รู้กี่รอบ เธอจึงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอาย แต่กลับสบตากับกงชุนที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มขบขัน


บทที่ 94: ขอเวลาปรับตัวอีกหน่อย


ความเขินอายแล่นเข้าสู่ใบหน้าของหลี่หนิงเซียน จนแดงราวกับเลือด เธอรู้สึกอับอายจนพูดไม่ออก ได้แต่ทุบหมัดใส่หน้าอกของกงชุนเบาๆด้วยความหมั่นไส้ เสียงหัวเราะต่ำๆของกงชุนดังมาจากด้านบนศีรษะของเธอ


“อายเหรอ?” เขาถาม


“ไม่อายสักหน่อย!” หลี่หนิงเซียนรีบปฏิเสธ พยายามผลักเขาออกไป แต่กงชุนคว้ามือเธอไว้ ก่อนจะโอบกอดเธอไว้แน่น


“คุณจะทำอะไรอีก?” หลี่หนิงเซียนโพล่งออกมา ผู้ชายคนนี้กำลังฉวยโอกาสแกล้งเธอ เพราะรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง!


สุดท้ายกงชุนก็ยอมปล่อยเธอเป็นอิสระ เมื่อเห็นท่าทางของเธอที่เหมือนจะโกรธ กงชุนกลับยิ่งยิ้มกว้าง เขากอดเธอแน่นขึ้น มือซุกซนสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อ ทาบลงบนเอวอ่อนนุ่มของเธอ


“อย่ามาทำตัวลามกนะ!” เธอประท้วง


“ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นทำแบบนี้ ก็คงเรียกว่าลามก แต่ฉันไม่ใช่” กงชุนพูดอย่างจริงจัง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ นิ้วเรียวลูบไล้ผิวเนื้อนุ่มนิ่ม “หนิงเซียน เราเป็นสามีภรรยากัน มีแค่ฉันเท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้”


“ฉันเข้าใจแล้ว” ผู้ชายคนนี้พอเผยตัวแล้วช่างไร้ยางอายเสียจริง หลี่หนิงเซียนมองเห็นแววตาเย็นชาในดวงตาของเขา


ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว แสงแดดยามเย็นส่องกระทบใบไม้ริมทางเดินบนภูเขา เกิดเป็นทิวทัศน์อันแสนหวานชื่น กงชุนจ้องมองหลี่หนิงเซียน แก้มของเธอแดงระเรื่อ ปลายจมูกมีเม็ดเหงื่อเล็กๆเป็นประกาย ยิ่งเห็นแบบนี้ เขาก็ยิ่งห้ามใจตัวเองไม่ได้ ก้มลงจูบเธออีกครั้ง


เขาตั้งใจจะจูบหลี่หนิงเซียนเพียงครั้งเดียว แต่หลังจากได้ลิ้มลองรสหวานนั้น เขาก็พบว่าตัวเองติดใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว


“คุณจะทำอะไรกันแน่ นี่ยังอยู่ข้างนอกนะ” หลี่หนิงเซียนรีบเบี่ยงหน้าหลบ พูดอย่างร้อนรน เมื่อเห็นชายหนุ่มจูบเธอไม่หยุด แถวนี้ใกล้จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว คนจากหมู่บ้านรอบๆที่เข้าเมืองมาทำงานกำลังจะกลับบ้าน ถ้าเห็นพวกเราทำแบบนี้จะเป็นยังไง


กงชุนแม้จะไม่ยอมแพ้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ก็ต้องยอม สุดท้ายได้แต่กอดเธอไว้แน่น พยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง ก่อนจะพูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


“ได้ งั้นพวกเรากลับบ้านกัน!” เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าชีวิตที่มีภรรยาอยู่ในบ้าน นั้นช่างน่าปรารถนาเหลือเกิน


กงชุนปล่อยหลี่หนิงเซียนอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ยังคว้ามือของเธอไว้แน่น บ่งบอกความต้องการที่อยากจะพาเธอกลับบ้านในทันที หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางหงุดหงิดของเขาแล้วอยากจะหัวเราะ แต่ก็ไม่กล้ายั่วโมโหเขาอีก จึงยอมให้เขากุมมือ พาเดินกลับบ้านไปตลอดทาง


ตลอดทาง ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย ปล่อยให้ช่วงเวลาที่หน้าแดงใจเต้นนั้น ถูกทิ้งไว้ในป่าริมทางเดินบนภูเขา กลายเป็นความทรงจำที่แสนหวาน


ใกล้ต้นหลิวใหญ่ปากทางเข้าหมู่บ้าน คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายที่มานั่งพักผ่อน หลี่หนิงเซียนรู้สึกเขินอายที่ถูกกงชุนจูงมือมาตลอดทาง เธอจึงค่อยๆดึงมือออก คราวนี้กงชุนไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ


ทั้งสองเดินกลับบ้านมาด้วยกัน ก่อนถึงประตูบ้าน กงชุนก็คว้ามือหลี่หนิงเซียนไว้อีกครั้ง เธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ กงชุนจ้องมองเธออย่างจริงจัง


“ถ้าไปอยู่กองทัพกับฉัน เธอคิดว่ายังไง?” เขาต้องรีบถามเสียก่อน เขารู้สึกได้ว่าหลี่หนิงเซียนยังลังเลใจ อาจจะกำลังหาทางปฏิเสธ “เธอกังวลเรื่องอะไร บอกฉันมาสิ ฉันจะได้รู้ว่าควรแก้ปัญหายังไง?”


หลี่หนิงเซียนไม่คิดว่ากงชุน จะรู้ทันความคิดของเธอได้รวดเร็วขนาดนี้ เธอตัดสินใจไม่ปิดบังความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป


“ตอนนี้ฉันยังตอบตกลงไม่ได้จริงๆ”


“ทำไมล่ะ บอกเหตุผลมาสิ” สีหน้าของกงชุนหม่นลง


“คุณก็รู้ว่าคุณปู่ของฉันอายุมากแล้ว พี่ชายก็ไม่อยู่บ้าน ฉันเป็นห่วง จะให้ทิ้งคุณปู่ไว้คนเดียวคงไม่ได้หรอก” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาจับจ้อง


“เพียงเพราะคุณปู่เท่านั้นเหรอ?” เขาสามารถจัดการเรื่องคุณปู่ได้อยู่แล้ว หลี่หนิงเซียนสบตากับกงชุน ไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป


“ไม่ใช่ทั้งหมด” ริมฝีปากของกงชุนเม้มเป็นเส้นตรง บ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เขาคงไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่หนิงเซียนถึงปฏิเสธที่จะไปกับเขา


ทั้งๆที่เขาก็สามารถจัดการเรื่องคุณปู่ได้ การที่หลี่หนิงเซียนบอกว่าไม่ใช่เพราะคุณปู่เพียงอย่างเดียว ยิ่งทำให้กงชุนไม่เข้าใจ และไม่พอใจมากขึ้นไปอีก


“ฉันว่าความสัมพันธ์ของเรามันเร็วเกินไป ทำให้ฉันรู้สึกไม่มั่นใจ” ใบหน้าของกงชุนหม่นลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่หนิงเซียนรีบอธิบายต่อ “ไม่ใช่ว่าฉันปฏิเสธคุณ หรือปฏิเสธการอยู่ด้วยครั้งนี้นะคะ แค่อยากขอเวลาปรับตัวอีกหน่อย”


“…” สำหรับกงชุน การที่ทั้งสองมีใจให้กันนั้นเพียงพอแล้ว เมื่อเขามั่นใจว่าเธอคือคนที่ใช่ ต่อให้รอนานแค่ไหนเขาก็จะไม่เปลี่ยนใจ สิ่งเดียวที่จะทำให้ความรู้สึกนี้เปลี่ยนไป คือเธอไม่ได้มีใจให้เขา


“กงชุน เราลองทำความรู้จักกันก่อนดีไหม ศึกษาดูใจกันไปสักพัก ถ้ารู้สึกว่าเข้ากันได้จริงๆ แล้วค่อยอยู่ด้วยกันก็ยังไม่สาย” หลี่หนิงเซียนพูดอย่างร้อนรน แต่ทุกคำพูดล้วนมาจากใจจริง


เธอเฝ้ามองสีหน้าของกงชุนอย่างมีความหวัง ปรารถนาให้เขาเห็นด้วย และไม่เร่งรัดเธอมากเกินไป ในใจของเธอยอมรับว่ารู้สึกดีกับเขา และหวั่นไหวไปบ้างแล้ว เพียงแต่ทุกอย่างมันเร็วเกินไป เร็วจนทำให้รู้สึกไม่มั่นคง


“ตกลง ฉันจะให้เวลาเธอ ทำตามที่เธอบอก” กงชุนมองหลี่หนิงเซียนนิ่งอยู่นาน ในที่สุดก็ยอมตอบตกลง หลี่หนิงเซียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก


กงชุนจ้องมองใบหน้าของหลี่หนิงเซียน เห็นความหวาดกลัว และความกังวลในแววตาของเธอ เขาเข้าใจดีว่าในเรื่องอื่นๆ หลี่หนิงเซียนเป็นคนมีเหตุผลและตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด แต่ดูเเหมือนเรื่องความรักมักทำให้เธอลังเลใจเสมอ


“เธอต้องการเวลานานแค่ไหนในการปรับตัวเข้ากับความสัมพันธ์ของเรา?”เขาถามขึ้น


“หนึ่งปีนานไปไหม” หลี่หนิงเซียนลองถามอย่างระมัดระวัง สีหน้าของกงชุนดูเคร่งขรึมขึ้น เธอรู้ทันทีว่าเขาคงไม่ยอม จึงรีบแก้คำพูด “งั้นครึ่งปี! ขอแค่ครึ่งปีก็พอ”


“อือ”


“ฉันคิดว่าถ้าเราอยู่ด้วยกันครึ่งปีแล้วไม่มีปัญหา ฉันก็จะยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ เป็นภรรยาของคุณ อยู่กับคุณทุกที่ คิดว่าอย่างไร?”


“ได้ ฉันให้เวลาเธอครึ่งปี ถึงตอนนั้นเธออย่าคิดหาข้ออ้างอีก” เขาตอบตกลง แม้ในใจจะรู้ว่าการรอคอยครึ่งปีนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน


หลังจากกงชุนและหลี่หนิงเซียนตกลงกันแล้ว กงชุนก็พาหลี่หนิงเซียนกลับไปบ้าน พอหลี่จ้าวเห็นทั้งสองคนกลับมาด้วยกัน ก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบ หลังจากคุยกันได้สักพัก หลี่หนิงเซียนก็ลุกขึ้นเตรียมตัวทำอาหารเย็น


แต่กงชุนกลับจับมือเธอไว้แล้วบอกให้เธอนั่งเป็นเพื่อนคุณปู่ เพราะเขาจะเป็นคนทำอาหารเอง สร้างความประหลาดใจให้กับหลี่หนิงเซียนเป็นอย่างมาก


กงชุนเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนที่แขวนอยู่ หลี่หนิงเซียนรีบเดินตามไปอย่างสงสัย เพราะไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนทำอาหารได้


“นายจะทำอาหารจริงๆเหรอ” หลี่หนิงเซียนถามด้วยความกังวล


กงชุนหันมายิ้มให้ก่อนจะพูดขึ้น “การทำอาหารไม่ใช่เรื่องยาก แม้ว่าอาหารที่ฉันทำจะไม่อร่อยเท่าที่เธอทำ แต่อาหาธรรมดา ธรรมดาก็พอได้ เธอเข้าเมืองมาทั้งวัน ไม่เหนื่อยเหรอ ไปพักผ่อนเถอะ”


เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับหยิบยาขี้ผึ้งจากกระเป๋ากางเกงส่งให้


“ล้างมือแล้วทายานี่ ถ้าทำให้มือพองอีก ก็ไม่ต้องไปทำงานแล้ว ฉันเลี้ยงดูเธอได้”


หลี่หนิงเซียนรับยาขี้ผึ้งมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง บนขวดสีขาวมีตัวอักษรยาทาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก พิมพ์ไว้ชัดเจน บอกให้รู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอมานานแค่ไหน


บทที่ 95: ควรจะรู้สถานะของตัวเอง


กงชุนรู้เรื่องที่เธอแอบไปขายซาลาเปาทอดน้ำในเมือง แม้เขาจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่การที่เขาหายาทามาให้โดยไม่ห้ามปราม แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้หัวโบราณอย่างที่คิด


“ขอบคุณ ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าฉันไปขายของที่ไหน” หลี่หนิงเซียนรับยาทาไว้พร้อมกับยิ้มบางๆ เธอขายซาลาเปาทอดน้ำมานาน ถูกน้ำร้อนลวก เตา กระทะ ในช่วงเวลาเร่งรีบบ้างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่คิดว่ากงชุนจะสังเกตเห็น


“เที่ยงนี้หาตัวไม่เจอ เลยต้องเค้นเอาจากกงหยาง” กงชุนตอบตามตรง พร้อมกับมองมาที่เธอ


พอรู้ว่ากงชุนไปเค้นความจริงจากน้องชาย หลี่หนิงเซียนกลับอดจินตนาการไม่ได้ว่า ตอนที่กงหยางถูกทรมาน จนต้องยอมปริปากบอกความลับของเธอออก ทำให้เธอเผลอหลุดขำออกมาเบาๆอย่างห้ามไม่อยู่ ความลับที่เธอซ่อนไว้มันไม่สำคัญเท่ากับภาพน่าสมเพชของกงหยางในตอนนั้น


กงชุนเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้าของหลี่หนิงเซียน มุมปากของเขาก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความจริงหลังจากที่รู้จากน้องชายว่าหลี่หนิงเซียนแอบไปขายซาลาเปาทอดน้ำในเมือง เขาก็รู้สึกประหลาดใจมาก ไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำเหมือนเคยบอกเขาว่าจะไปขายของจริงๆ หนึ่งเดือนมานี้เธอน่าจะทำงานหนักทุกวัน


กงชุนมองหลี่หนิงเซียนที่นั่งทายาอยู่ด้วยสายตาชื่นชม เขาประหลาดใจเสมอในตัวเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เธอหาเงินก้อนโตมาจ่ายค่าผ่าตัดให้คุณปู่ได้อย่างรวดเร็ว


แต่ที่ทำให้เขาชื่นชมยิ่งกว่าคือ เธอรู้จักวางตัวต่ำต้อย ซ่อนความสามารถ ไม่ยอมถูกความโลภครอบงำ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับผลประโยชน์มหาศาลก็ตาม


หลังจากที่หลี่หนิงเซียนทายาเสร็จ เธอรู้สึกอยากจะช่วยกงชุนทำอาหารบ้าง แต่ทุกครั้งที่เธอขยับตัวเข้าไปใกล้ เขาก็หันมาขวางไว้ทันที


“ไม่ต้อง เธอพักไปเถอะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงไม่ยอมอ่อนข้อให้เธอแม้แต่นิด


“งั้นช่วยก่อไฟก็ได้…” หลี่หนิงเซียนยังไม่ทันได้ขอเสร็จดี กงชุนก็ตัดบททันควัน


“ห้าม! เดี๋ยวจะโดนมือเธออีก” เธอได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ยอมปล่อยเลยตามเลย ในใจคิดว่าเป็นเพราะเขาเกรงว่าบาดแผลของเธอจะกลับมากำเริบอีก แต่แท้จริงแล้ว เธอก็แอบยิ้มกับตัวเองอย่างนึกขัน การถูกตามใจเช่นนี้ก็ไม่เลว


เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า… ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้มีคนคอยดูแล มันก็ไม่เลวเหมือนกัน เธอมองกงชุนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร เขาดูตั้งอกตั้งใจจนทำให้เธออดอมยิ้มไม่ได้


“ทำกับข้าวแค่นี้ ทำไมต้องจริงจังขนาดนั้นนะ” เธอแอบกระซิบในใจ แต่ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด


ระหว่างที่กงชุนทำอาหาร หลี่หนิงเซียนก็นั่งพูดคุยเป็นเพื่อนเขาอยู่ข้างๆ คอยช่วยหยิบจับเครื่องปรุง บรรยากาศอบอุ่นราวกับครอบครัว ทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับเขามากขึ้น


ทันใดนั้น หลี่หนิงเซียนก็ถามขึ้นขณะมองกงชุนกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหาร


“คุณบอกว่าใช้วันหยุดมา แล้วคุณจะกลับเมื่อไหร่เหรอ?” หลี่หนิงเซียนกับ กงชุน


“พรุ่งนี้จะไปแล้ว” หลี่หนิงเซียนแปลกใจ


“ทำไมกะทันหันแบบนี้ล่ะ มีเรื่องด่วนเหรอ” เธออดกังวลไม่ได้ ถึงกับหลุดปากไป หลี่หนิงเซียนเพิ่งรู้สึกตัวว่าเพลอพูดอะไรออกไป จึงรีบแก้ตัว “อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ได้อยากสอดรู้สอดเห็น แค่ถามเฉยๆ” เธอไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็นสายลับอีก


“ที่กองทัพมีเรื่อง แล้วเพื่อนทหารก็มีเรื่องด่วนที่บ้าน ผมเลยต้องรีบกลับไป” กงชุนเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหลี่หนิงเซียนก็อดขำไม่ได้


“อย่างนี้นี่เอง” หลี่หนิงเซียนรู้สึกโล่งใจ ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมากจนเขาได้กลิ่นสบู่หอมจากร่างกายของเธอ ทำให้ใจเขาเต้นแรง กงชุนจ้องมองดวงตาของหลี่หนิงเซียนอย่างแน่วแน่


“ปากไม่ตรงกับใจนะ” เขาพูดเสียงต่ำ นึกถึงรสชาติที่ได้ลิ้มลองเมื่อตอนเย็น


“ไม่มีอะไรแบบนั้นหรอก!” หลี่หนิงเซียนปฏิเสธเสียงแข็ง


“ยังไม่อยากให้ฉันไปเหรอ?” กงชุนถามก่อนจะขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ ขณะที่เขากำลังจะจูบหลี่หนิงเซียน ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน


“พี่สาว! มีอะไรกินไหม ผม…” กงหยางถามด้วยความหิว ก่อนจะต้องชะงักไป เมื่อเห็นพี่ชายของตนอยู่ใกล้ชิดกับหลี่หนิงเซียนมากเกินความจำเป็น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ถามเสียงหลง “พวกคุณ พวกคุณกำลังทำอะไรกัน?”


หลี่หนิงเซียนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว เธออายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง รีบหมุนตัวเดินออกจากครัว ปล่อยให้กงชุนรับมือกับน้องชายที่ช่างพูดของเขาเอง


กงชุนเห็นท่าทางเขินอายของหลี่หนิงเซียน เขาส่ายหัว และหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปมองน้องชาย ที่ยังคงยืนงงอยู่ที่ประตู สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง


“ทำอะไรบุ่มบ่าม เข้าบ้านคนอื่นไม่รู้จักเคาะประตูหรือไง?” เขาเอ็ดขึ้น


“พี่สาวผมไม่ใช่คนอื่นนี่” กงหยางแย้ง


“เรียกพี่สะใภ้!” กงชุนเน้นเสียงหนักแน่น


“…” กงหยางรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นพี่ชายแสดงท่าทีใกล้ชิดกับหลี่หนิงเซียน แม้จะรู้ดีว่าไม่ควรมีความรู้สึกแบบนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา ยิ่งคิดว่าถ้าเขาเข้ามาช้ากว่านี้ พี่ชายคงจูบหลี่หนิงเซียน ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำ


กงชุนเห็นน้องชายเงียบไปจึงถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


“มาทำอะไรที่นี่อีก?”


“ผมหิว มาขอกินข้าวด้วย” กงหยางตอบเลี่ยงๆ พยายามทำตัวปกติทั้งที่ในใจรู้สึกโหว่งๆ


“หิวก็กลับไปกินที่บ้าน อย่ามาที่นี่บ่อยๆ พี่สะใภ้ของนายไม่เหนื่อยหรือไง ต้องดูแลนายทุกวัน” กงชุนมองน้องชายแล้วดุ


ก่อนหน้านี้ กงชุนเพิ่งจะเตือนน้องชายไป แววตาและท่าทางกงหยางมชัดเจนเกินไป จึงได้พูดขึ้นอีกครั้ง


“นายควรจะรู้สถานะของตัวเอง อย่าปล่อยให้ความคิดบ้าบอนั่นพานายไปผิดทาง” กงชุนพูดด้วยเสียงเย็นชา แต่น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความเป็นห่วงอยู่ลึกๆ


“…” กงหยางชะงัก คำพูดนั้นเหมือนคมดาบแทงเข้ากลางใจ เขารู้ดีว่ากงชุนพูดถูก แต่มันก็ยากที่จะหักห้ามใจ ความรู้สึกนี้ไม่ควรมี… เขาก็รู้ดี แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ในเมื่อหลี่หนิงเซียนเป็นคนที่ยากจะละสายตาได้


“ลืมความคิดนี้ไปซะ ก่อนที่มันจะทำร้ายทั้งเจ้า…และตัวหลี่หนิงเซียน” กงหยางยืนก้มหน้านิ่ง กับความรู้สึกที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในใจ


“ครับ ผมจะไม่ทำให้พี่สะใภ้ลำบาก” กงหยางแม้จะรู้สึกผิดหวัง แต่ก็เข้าใจเหตุผลของพี่ชายดี เขาไม่มีทางสมหวังในชาตินี้ ได้แต่เก็บความรู้สึกผิดหวังไว้ในใจ


หลี่หนิงเซียนเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาจากห้อง พอออกมาก็ได้ยินกงชุนพูด บ่นอย่างหมดเรี่ยวแรงว่า “แต่พี่ชาย อย่ามายืนพูดแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวสิ อาหารที่พี่สะใภ้ทำอร่อยกว่าที่แม่ทำตั้งเยอะ จะไม่ให้มาบ่อยๆได้ยังไง”


นี่เป็นครั้งแรกที่กงหยางเรียกเธอว่าพี่สะใภ้ ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างที่น้องชายเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้น แต่ก็ยังได้ยินเสียงแย้งว่า


“และผมกับพี่สะใภ้เธอเป็นครอบครัวเดียวกัน การที่ผมมากินข้าวที่นี่เป็นเรื่องปกติ พี่ชายไม่คิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรมีปัญหาอะไรเหรอ คุณปู่กับพี่สะใภ้บอกว่าผมเป็นครอบครัวเดียวกันนะ” กงหยางเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะรีบอธิบายต่อ


“ที่สำคัญที่สุดตอนนี้ บ้านเรากำลังกลายเป็นแหล่งรวมผู้คน ชาวบ้านจากแปดหมู่บ้านในรัศมีสิบกิโลเมตรต่างพากันหลั่งไหลมาหาพี่สะใภ้ อยากจะเรียนรู้วิธีขุดโสมจากเธอ แต่โชคดีที่วันนี้พี่สะใภ้ไม่อยู่บ้าน และคุณปู่ก็เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ทุกคนเลยไม่กล้ารบกวนตรงๆ” น้องชายพูดอย่างเหนื่อยหน่าย


“สุดท้ายพวกเขาก็เลยแห่กันมาที่บ้านเราแทน แม่เลยต้องคอยต้มน้ำชงชาต้อนรับแขกทั้งวัน เวลาพักยังไม่มีจะเอาเวลาไหนไปทำอาหาร แม่เลยฝากผมมาบอกพี่สะใภ้ว่าถ้ากินข้าวเสร็จแล้วไม่มีธุระอะไร ให้รีบกลับไปบ้านเราหน่อย จะได้ไล่คนพวกนั้นกลับไปเสียที”


เขาพูดจบก็ถอนหายใจยาวก่อนบ่นส่งท้าย “ถ้ายังปล่อยไว้อีกหน่อย คงต้องมีใครสักคนเริ่มขุดโสมที่หน้าบ้านเราแน่…”


บทที่ 96: ฉันจะไม่สอนวิธีขุดโสม


หลี่หนิงเซียนได้ฟังแล้วก็ถึงกับหลุดขำออกมาเบาๆ ในใจเธอถึงบางอ้อทันที ทำไมวันนี้หมู่บ้านถึงเงียบผิดปกติ ที่แท้คนทั้งหมู่บ้านไปรวมตัวกันที่บ้านตระกูลกงชุนกันหมดนั่นเอง ความคิดของชาวบ้านช่างไม่ธรรมดาเสียจริง


หลี่หนิงเซียนรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ เธอจึงรีบบอกกับกงชุน


“พวกเรากินข้าวเสร็จแล้วไปกันเลยดีกว่า กงหยางช่วยจัดชามตะเกียบหน่อยนะ”


“ได้เลย!” กงหยางรีบวิ่งไปหยิบชามตะเกียบที่ชั้นวางจานมาจัดวางบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว เขากลัวถ้าอยู่นานกว่านี้พี่ชายจะไล่เขาออกจากบ้าน


หลี่หนิงเซียนเห็นท่าทางรีบร้อนของกงหยางก็อดขำไม่ได้ เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว กงชุนที่ยืนอยู่ข้างๆเหลือบมองเธอ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน


อาหารเสร็จ หลี่หนิงเซียนตักข้าวใส่ชามใบใหญ่ แล้วเทอาหารใส่ปิ่นโต เตรียมเอาไปให้แม่ของกงชุนทีหลัง จากนั้นจึงเรียกทุกคนมากินข้าว


มื้ออาหารผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะต้องรีบไปบ้านตระกูลกง ตอนเก็บล้างจาน หลี่หนิงเซียนอาสาจะช่วย แต่จานที่อยู่ในมือของเธอกลับถูกกงชุนดึงไปวางไว้บนโต๊ะเหมือนเดิม


“ปล่อยให้กงหยางเก็บล้าง พวกเราไปบ้านกันก่อน” กงชุนไม่รอให้กงหยางปฏิเสธ เขาจูงมือหลี่หนิงเซียนเดินออกจากบ้านทันที


“รู้จักแต่ออกคำสั่งให้ฉันทำงาน!” กงหยางได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห


ขณะนี้ ตระกูลกงคึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย หลี่หนิงเซียนเดินถือปิ่นโตอลูเข้ามาในลานบ้าน ควันบุหรี่ที่ผู้คนในลานพ่นออกมาจนเธอไอค่อกๆ แม้จะไม่ชอบใจนัก แต่เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากต่อว่าแขกของครอบครัว


ดวงตาคมกริบของกงชุนฉายแววเป็นประกาย เมื่อเห็นภรรยาไอเพราะควันบุหรี่ เขาจึงรีบเดินไปเปิดหน้าต่าง แล้วพูดกับกลุ่มชายที่กำลังสูบบุหรี่


“ดับบุหรี่ด้วยครับ” แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่บุคลิกน่าเกรงขามของกงชุน ทำให้ทุกคนต่างยอมทำตามแต่โดยดี


ซูลี่ ซึ่งยิ้มจนหน้าแข็งมาทั้งวัน เห็นลูกชายและลูกสะใภ้เดินเข้ามา ก็เหมือนได้พบกับความหวัง เธอรีบเข้าไปจับมือหลี่หนิงเซียน พร้อมกับกล่าวว่า


“หลี่หนิงเซียนกลับมาเสียที พวกเขารออยู่ตั้งนาน อยากให้ลูกสะใภ้สอนวิธีขุดสมุนไพร รีบไปสอนพวกเขาเร็วเข้า จะได้ให้ทุกคนกลับไปพักกันเสียที”


หลี่หนิงเซียนพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เมื่อบ้านของตระกูลกงเต็มไปด้วยผู้คนกว่าห้าสิบคน ทั้งนั่งทั้งยืนอยู่เต็มลานจนแทบไม่มีที่เดิน พวกเขาทั้งหมดมาที่นี่ด้วยความหวังเดียวกัน นั่นคือ การได้เรียนรู้เคล็ดลับการขุดโสมจากเธอ


ความกดดันจากสายตาที่จ้องมองราวกับอยากรวยทางลัด ทำให้หลี่หนิงเซียนต้องสูดหายใจเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเดินอย่างสง่างามเข้าไปกลางลานบ้าน แม้จะอายุยังน้อย แต่ท่าทางและแววตาที่จริงจังของเธอ ก็เพียงพอที่จะเรียกความสนใจจากทุกคนได้


“ฉันรู้ว่าพวกคุณมาที่นี่เพื่ออะไร” หลี่หนิงเซียนพูดขึ้น หลังจากกระแอมเบาๆเพื่อเรียกความสนใจ “ฉันยินดีที่จะสอน แต่มีสองเรื่องที่ฉันอยากจะเน้นย้ำก่อน”


หลี่หนิงเซียนมองไปรอบๆ และพูดต่อว่า “หลังจากที่ฟังจบแล้ว พวกคุณค่อยตัดสินใจว่ายังอยากเรียนรู้การรู้จักสมุนไพรกับฉันอยู่หรือไม่”


บรรยากาศในห้องเงียบลง ทุกสายตามองมาที่หลี่หนิงเซียนอย่างตั้งใจ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง


ณ มุมหนึ่งของห้อง กงชุนมองหญิงสาวที่เขารักอย่างภาคภูมิใจ รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก เขารู้สึกว่าภรรยาของเขาดูสง่างามและน่าเกรงขาม เธอช่างเหมือนเขายิ่งนัก


เมื่อเห็นว่าทุกคนตั้งใจฟัง หลี่หนิงเซียนจึงเริ่มต้นพูดถึงเรื่องสำคัญ “เรื่องแรกที่ฉันจะพูดคือ ฉันจะไม่สอนวิธีขุดโสมให้กับทุกคน”


ชาวบ้านส่วนใหญ่มาชุมนุมกันด้วยความหวังว่าจะได้เรียนรู้วิธีการขุดโสม แต่ความหวังของพวกเขากลับพังทลายลงในพริบตา เมื่อเธอประกาศอย่างชัดเจน และเด็ดขาดโดยปราศจากการปกปิดหรือหลอกลวงใดๆ ว่าเธอจะไม่สอนใครทั้งนั้น


ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งห้องชั่วครู่ ก่อนที่เสียงอื้ออึงของความตกตะลึงจะดังกึกก้องขึ้น ชาวบ้านจำนวนมากแห่กันมา พวกเขานำของขวัญมาให้มากมาย และพยายามพูดจาเอาใจ


เพราะหวังว่าจะได้เรียนรู้วิธีขุดโสมจากเธอ ข่าวลือเรื่องที่หลี่หนิงเซียนขุดโสมได้ราคาดีจนรวยนั้น แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ทำให้ใครๆ ต่างก็อยากร่ำรวยแบบเธอบ้าง พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ บรรยากาศในห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนทำสีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด หลี่หนิงเซียนเห็นแบบนั้น จึงพูดต่อ


“ฉันสามารถสอนวิธีขุดสมุนไพรชนิดอื่นๆได้ โดยจะเริ่มสอนในวันรุ่งขึ้น ตั้งแต่เวลาช่วงหกโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ที่ลานบ้านของตระกูลหลี่ ใครสนใจก็สามารถมาเรียนได้”


ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนร่างกำยำก็ลุกขึ้นตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “นี่เธอกำลังหลอกพวกเรางั้นเหรอ ใครอยากเรียนวิธีขุดสมุนไพรไร้ค่าพวกนั้นกัน พวกเรามาที่นี่เพื่อเรียนวิธีขุดโสม! ถ้าเธอไม่อยากสอนก็พูดมาตรงๆ”


หญิงสาวที่ยืนข้างชายคนนั้น รีบเสริมทันทีว่า “ใช่แล้ว หลี่หนิงเซียนเธอกำลังเล่นตลกกับพวกเราใช่ไหม!”


หลายวันมานี้ ชาวบ้านจำนวนมากพากันขนของกำนัลมากมายมาให้ครอบครัวของหลี่หวัง บ้างก็หอบหิ้ว บ้างก็ขนมาเต็มรถเข็น จนลานบ้านเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก


“นี่มันไม่ถูกต้องเลย!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้าน “รับของขวัญไปแล้วแต่ไม่ทำตามสัญญา แบบนี้มันหลอกลวงกันชัดๆ”


เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ


“ใช่! ถ้าไม่อยากสอนก็บอกกันตรงๆสิ ทำไมต้องมาหลอกเอาของจากพวกเราด้วย!”


“ขุดสมุนไพรบ้าอะไร ใครอยากเรียนกัน! พวกนั้นมันขายได้สักกี่เหมาเชียว! พวกเรามาเรียนขุดโสม!”


“และยังจะมาสอนตอนเย็นอีก ทำไมไม่สอนตอนกลางวันล่ะ นี่มันจงใจทำให้พวกเรายากลำบากชัดๆ! จากหมู่บ้านมาถึงนี่ต้องเดินตั้งห้ากิโลนะ!”


ชาวบ้านต่างพากันโกรธ พวกเขามองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาเกลียดชัง บางคนถึงกับตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย


“คนโกหก หลอกลวง” เสียงตะโกนแหลมของชายชราดังขึ้น ตามด้วยเสียงโห่ร้องเห็นด้วยจากฝูงชน


“สงสัยว่าข่าวลือที่ว่าเธอเป็นหญิงแพศยาคงจริง”


“คนเห็นแก่ตัว”


บรรยากาศในลานตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงบางคนที่อารมณ์ร้อนก็เริ่มพับแขนเสื้อ ทำท่าทางกร่างพร้อมจะเข้าไปทำร้ายหลี่หนิงเซียน หากเธอยังคงไม่ยอมทำตามที่สัญญาไว้


ทันใดนั้น กงชุนก็ก้าวเข้ามาใกล้เธออย่างรวดเร็ว เขายื่นมือออกไปจับมือเย็นเฉียบของเธอไว้แน่น ก่อนจะดึงเธอไปหลบอยู่ด้านหลัง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความปกป้องอย่างชัดเจน


บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทุกสายตาจับจ้องไปที่กงชุนด้วยความตกตะลึง


“พูดดีๆ ถ้าด่าอีกก็ออกไปจากที่นี่ซะ” เสียงเย็นชาของกงชุนดังก้องไปทั่วห้อง แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกคนเงียบกริบ


แม้ว่าหลี่หนิงเซียนจะเคยทำเรื่องไม่ดีในอดีต แต่ก็ไม่มีใครกล้าท้าทายกงชุน ชื่อเสียงของเขาในฐานะนักสู้ที่แข็งแกร่งเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว แม้แต่ในตอนที่เขายังเป็นเด็กหนุ่ม


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กงชุนยังเข้าร่วมกองทัพ และกำลังจะมีตำแหน่งสำคัญทำให้ไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขา และครอบครัว ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว


ในขณะที่ทุกคนพยายามกลืนน้ำลายตัวเอง หลี่หนิงเซียนกลับรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือของกงชุนที่กุมมือเธอไว้แน่น ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในใจ


หลี่หนิงเซียนเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดในใจว่า กงชุน ผู้ชายที่ดูน่าเกรงขามคนนี้ มีตำแหน่งอะไรกันแน่ เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทสนทนาที่แอบได้ยินบนภูเขาเมื่อเดือนก่อน ซึ่งบอกใบ้ถึงฐานะที่ไม่ธรรมดาของเขา


บทที่ 97: ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม


ซูลี่ยืนอยู่ด้านข้าง มองลูกชาย และลูกสะใภ้อยู่ข้างกันด้วยความพึงพอใจ ในที่สุดทั้งคู่ก็ดูเหมือนสามีภรรยากันเสียที


ด้านม่อหลันสะใภ้ใหญ่ของตระกูลกง คนที่คอยดูแลบ้านตระกูลกง เห็นบรรยากาศเช่นนี้ ก็รู้ว่าไม่ควรทำให้หลี่หนิงเซียนไม่พอใจไปมากกว่านี้ จึงรีบเปลี่ยนท่าทีเข้าไปออดอ้อนซูลี่


“แม่สามี ช่วยพูดกับน้องสะใภ้ให้หน่อยเถอะค่ะ พวกเราก็แค่อยากเรียนรู้วิธีขุดโสม เห็นไหมคะ พวกเรานำของมาฝากตั้งเยอะ ช่วยเห็นแก่หน้าพวกเราหน่อยนะคะ” ม่อหลันพูดจบ ก็มีหญิงชาวบ้านพูดต่อ


“ใช่ๆ พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันนะ ซูลี่จำได้ไหม ตอนที่บ้านตระกูลกงเกิดเรื่อง ทุกคนก็มาช่วยเหลือกัน แม้แต่ตอนไฟไหม้ ก็มีแต่พวกเรานี่แหละค่ะที่ช่วยกันซ่อมบ้านให้ใหม่” ทันทีที่พูดจบ ชาวบ้านที่เคยช่วยสร้างบ้านต่างพยักหน้าเห็นด้วย เป็นที่ชัดเจนว่าเมื่อพูดถึงผลประโยชน์ไม่ได้ ก็ต้องงัดเอาเรื่องบุญคุณมาพูด


ซูลี่ได้ยินดังนั้น จึงหันไปมองหลี่หนิงเซียนด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนจะเกลี้ยกล่อม


“หลี่หนิงเซียนลูกก็สอนทุกคนไปเถอะ พวกเขาแค่อยากเรียนรู้วิธีขุดโสม เห็นไหมว่าทุกคนอุตส่าห์มาหาถึงที่…”


ขณะที่ซูลี่กำลังจะพูดต่อ หลี่หนิงเซียนก็หันมามองอย่างรวดเร็ว เธอมองด้วยสายตาเรียบเฉย แม้ไม่มีคำพูดหรือสีหน้าโกรธเคืองใดๆ แต่ก็ทำให้ซูลี่พูดไม่ออก เหมือนถูกทำให้เสียงติดอยู่ในลำคอ


ภาพเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลวันนั้น หวนคืนสู่ความทรงจำของซูลี่ วันที่เธอต้องเผชิญหน้ากับตระกูลเต๋อ ความรู้สึกไร้ที่พึ่ง คำพูดที่สับสน และสายตาเฉยชาแบบเดียวกันนี้จากหลี่หนิงเซียน ซูลี่ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่สายตาแบบนั้นของหลี่หนิงเซียนทำให้เธอกลัวขึ้นมาจับใจ


เมื่อเห็นว่าซูลี่เงียบไปแล้ว หลี่หนิงเซียนจึงหันไปเผชิญหน้ากับทุกคนในห้อง น้ำเสียงของเธอเย็นชา


“ฉันจะไม่สอนวิธีขุดโสมให้ใคร”


“ฉันพูดเหมือนเดิม ถ้าอยากเรียนรู้วิธีขุดสมุนไพร ฉันสอนได้ แต่นอกเหนือจากนั้น ฉันไม่มีอะไรจะบอก พวกคุณไปบังคับแม่สามีฉันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน การจะสอนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฉันคนเดียว”


“ของที่พวกคุณนำมาที่บ้านแม่สามีฉันวันนี้ ฉันได้สั่งให้กงหยางช่วยบันทึกไว้แล้ว” หลี่หนิงเซียนกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่กองของขวัญเต็มพื้น รวมถึงข้าวของ น้ำมัน เนื้อสัตว์มากมาย “เดี๋ยวตอนที่พวกคุณกลับ กรุณานำของของตัวเองกลับไปด้วย ฉันไม่อยากเอาเปรียบใคร”


คำพูดของหลี่หนิงเซียนสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน สายตาหลายคู่จับจ้องไปที่กล่องของขวัญเหล่านั้นอย่างตะลึงงัน พวกเขาเพิ่งตระหนักว่าสิ่งที่ตนเองนำมา อาจไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่หลี่หนิงเซียนเตรียมไว้


“ถ้ารู้สึกว่าของที่นำมาแล้วคืนไม่ได้ หรือไก่เป็ดที่เลี้ยงไว้ก็ฆ่าแล้ว จัดการลำบาก ฉันจะรับซื้อทั้งหมดตามราคาตลาด” หลี่หนิงเซียนกล่าวต่อ “ตอนที่จะกลับสามารถขอรับเงินสดจากแม่สามีฉันได้เลย”


พูดจบ เธอก็หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าผ้าที่สะพายไว้ เปิดอ่านรายการข้างใน


“ในหมู่บ้านนี้ มู่โจวไก่ตัวผู้หนึ่งตัว เส้นหมี่ห้าจิน หมู่บ้านข้างๆป้าลู่ ลูกท้อกระป๋องสองขวด ไข่ไก่สิบจิน ในหมู่บ้านนี้ แม่เฒ่าหง กล่องขนมหนึ่งใบ เนื้อหมูสามกิโลกรัม…” บันทึกรายการของขวัญที่ได้รับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสำหรับการเยี่ยมคุณปู่ เธออ่านอย่างละเอียดว่าแต่ละคนนำอะไรมาบ้าง ใช้เวลาอ่านนานกว่าครึ่งชั่วโมง


“ของพวกนี้ เป็นของที่คนในหมู่บ้าน และนอกหมู่บ้านนำมาที่บ้านฉันเมื่อวานนี้ โดยอ้างว่ามาเยี่ยมคุณปู่ของฉัน” หลี่หนิงเซียนอธิบาย “เราจดบันทึกไว้หมดว่าใครนำอะไรมาบ้าง ตอนที่ฉันไม่อยู่บ้าน ฉันก็ให้คุณปู่ช่วยจดไว้”


ทุกสายตาจับจ้องไปที่หลี่หนิงเซียน ขณะที่หยิบกระเป๋าเงินที่เธอทำเองออกมาจากถุงผ้าเล็กๆข้างตัว ตอนนี้กระเป๋าเงินนั้นดูพองเต็มไปหมด ซิปแทบจะปิดไม่ได้


ภายในบรรจุไปด้วยเหรียญยี่สิบห้าเหมา ห้าสิบเหมา และหนึ่งหยวน เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ มัดด้วยยางรัดผม เธอหยิบเงินจำนวนมากออกมาจากระเป๋าอย่างไม่ยี่หระ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เงียบหายไปในทันที เธอส่งเงินก้อนนั้นให้ซูลี่พร้อมกับกล่าวว่า


“รบกวนป้าซูช่วยคืนเงินให้ทุกคนด้วยนะคะ” หลี่หนิงเซียนหันไปเผชิญหน้ากับทุกคน และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ฉันไม่ได้คืนของให้ทุกคนต่อหน้าคุณปู่ เพราะไม่อยากให้คุณปู่ต้องไม่สบายใจ คุณปู่เพิ่งหายป่วย และคิดว่าทุกคนมาเยี่ยมด้วยความจริงใจ”


“ฉันซาบซึ้งในน้ำใจของทุกคน แต่ไม่สามารถรับของไว้ได้ ถือว่าฉันซื้อมันไว้แล้ว และตั้งใจจะทยอยคืนเงินให้ทุกคนอยู่แล้ว”


เธอเบนสายตาไปยังชาวบ้านที่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากซูลี่ ก่อนจะพูดต่อว่า “ฉันรู้ว่าตอนที่แม่สามีสร้างบ้าน ทำให้ทุกคนต้องลำบาก เสียเวลาไปมาก หากรู้สึกเสียเปรียบ ก็มาคิดค่าแรงได้เลย คิดเป็นสองเท่าของราคาค่าแรงคนงานในเมืองตอนนี้ก็ได้”


หลี่หนิงเซียนล้วงหยิบห่อเงินอีกปึกหนึ่งออกมาจากถุงผ้า คราวนี้ไม่ใช่เหรียญอีกต่อไป แต่เป็นธนบัตรมูลค่าสูงที่พับอย่างเรียบร้อย เธอส่งเงินก้อนนั้นให้ซูลี่


“รบกวนป้าซูช่วยแจกจ่ายเงินพวกนี้ให้ด้วยนะคะ ใครที่เคยช่วยเหลือครอบครัวเรา แล้วตอนนี้รู้สึกเสียใจ ก็รับเงินชดเชยไปวันละสองหยวน ส่วนคนที่ไม่รับเงิน เราก็จะจดจำบุญคุณที่เคยช่วยเหลือกันในยามยาก แต่สำหรับคนที่รับเงินค่าแรงคืนไป ก็ถือว่าเราไม่ติดค้างอะไรกันอีกต่อไป”


ทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลี่หนิงเซียนหยิบเงินปึกใหญ่ที่ใครเห็นก็รู้ว่าต้องมีมูลค่าเกือบพันหยวนออกมา ทุกคนต่างตกตะลึง ทั้งจำนวนเงิน และคำพูดของเธอ


“การช่วยเหลือก็คือการช่วยเหลือ เมื่อตอบแทนเป็นเงินแล้ว ก็ไม่มีบุญคุณต่อกันอีก” คำพูดของหลี่หนิงเซียนเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เธอจะไม่ยอมให้ใครมาบีบบังคับครอบครัวของเธอ ด้วยการอ้างบุญคุณในอดีตอีก


ทุกคนเงียบกริบ พวกเขาเริ่มลังเลว่าการทวงบุญคุณ หรือปล่อยให้ความสัมพันธ์เป็นไปแบบนี้ต่อไป แบบไหนจะเป็นผลดีกว่ากัน แต่หลี่หนิงเซียนไม่สนใจ เธอเกลียดการถูกเอาเปรียบ เธอเลือกที่จะสะสางทุกอย่างให้จบสิ้น ไม่ต้องการติดค้างอะไรกับใครอีก


ซูลี่มองดูเงินก้อนโตในมือด้วยความตกตะลึง เพียงไม่กี่วันก่อน เธอยังกังวลใจเรื่องเงินไม่พอใช้ เพราะวีรกรรมของลูกชายคนเล็ก แต่ตอนนี้กลับมีเงินมากมายขนาดนี้อยู่ตรงหน้า


แม้หลี่หนิงเซียนจะบอกให้เธอคืนเงินให้ชาวบ้าน แต่เธอก็รู้ว่ายังเหลืออีกมาก จึงอดถามหลี่หนิงเซียนด้วยความสงสัยไม่ได้


“หลี่หนิงเซียนบอกแม่มาตามตรงเถอะ ลูกได้เงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน จริงๆแล้วมันมาจากการขุดโสมใช่ไหม” ไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกคนถึงอยากเรียนรู้วิธีขุดโสมกับเธอแบบนี้


“ไม่ใช่ทั้งหมดหรอกค่ะ” หลี่หนิงเซียนตอบ เธอไม่ได้อธิบายแค่กับซูลี่ แต่พูดให้ทุกคนได้ยิน “โสมดีๆนั้นหายาก ทั้งภูเขาใหญ่ก็อาจจะหาเจอแค่ไม่กี่ต้น การคิดจะรวยทางลัดด้วยการขุดโสมนั้นไม่ใช่เรื่องที่แน่นอน”


“ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพยากรบนเขาก็มีจำกัด โสมป่าถึงได้ราคาแพงเพราะมันหายาก ถ้าเราเอาแต่ขุดมันมาขาย ไม่นานมันก็จะหมดไป แบบนั้นก็ไม่คุ้มกันหรอกค่ะ”


“แม้ว่าที่ผ่านมาฉันจะขุดโสมได้หนึ่งต้น แต่นั่นก็เพราะโชคช่วยล้วนๆ หลังจากนี้ฉันก็จะไม่ไปขุดอีก แต่บนเขานอกจากจะมีโสม ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่หายาก แม้จะไม่แพงเท่าโสม แต่ก็ขายได้ราคาดี ฉันรู้จักมันทั้งหมด และสามารถสอนให้ทุกคนได้”


หลี่หนิงเซียนต้องการจะสื่อว่า หากทุกคนอยากเรียนรู้วิธีการหาสมุนไพรจากเธอก็ยินดี แต่ถ้าหวังเพียงแค่จะรวยทางลัดจากการขุดโสม เธอไม่ขอสอน แต่ถ้าทุกคนยินดีที่จะเรียนรู้ เธอก็พร้อมจะสอนวิธีการแยกแยะสมุนไพรชนิดอื่น


บทที่ 98: นอนร่วมเตียง


ซูลี่เข้าใจในที่สุดว่า เงินที่หลี่หนิงเซียนหามาได้นั้นล้วนมาจากความพยายามของเธอเอง ที่บอกว่าไปทำงานในเมืองตอนกลางวันนั้น ที่จริงแล้วเธอคงขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรต่างหาก


ทุกคนในห้องเบิกตากว้างอีกครั้ง เมื่อหลี่หนิงเซียนเล่าเรื่องการทำธุรกิจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะกล้าพูดแบบนั้นต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้


“หลี่หนิงเซียนแล้วทำไมเธอต้องสอนตอนเย็นล่ะ สอนตอนกลางวันไม่ได้เหรอ?” หญิงสาวคนหนึ่งถามอย่างสงสัย


“ตอนกลางวันฉันต้องเข้าเมืองไปทำการค้า ไม่มีเวลา”


คำตอบของเธอทำให้ทุกคนยิ่งตกตะลึง พวกเขามองเงินก้อนใหญ่ในมือของซูลี่อย่างไม่อยากเชื่อ ตอนนี้พวกเขามั่นใจแล้วว่าหลี่หนิงเซียนรวยจริงๆ


หลี่หนิงเซียนสังเกตเห็นทัศนคติของผู้คนที่มีต่อการทำธุรกิจเปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่ต่อต้านเศรษฐกิจแบบตลาดมากเท่าเดิมแล้ว มีผู้คนหลั่งไหลออกมาจับจ่ายซื้อของในเมืองคึกคักขึ้น และจำนวนพ่อค้าแม่ค้าก็เพิ่มอย่างเห็นได้ชัด


ยิ่งไปกว่านั้น อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งน่าจะเป็นช่วงฤดูหนาว ประเทศจะเริ่มดำเนินการปฏิรูป และจะเปิดประเทศในฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึง เธอจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องการทำการค้าอีกต่อไป


ชาวบ้านต่างตกตะลึงกับคำพูดของหลี่หนิงเซียน หลายคนยังคงมีความคิดแบบเดิมๆไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะมีคนแอบเข้าเมืองไปขายของบ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าเปิดเผยเหมือนอย่างหลี่หนิงเซียน


ซูลี่ถึงกับพูดติดอ่าง “ธะ… เธอยังทำการค้าอีกเหรอ?!”


“ใช่ ฉันเปิดร้านขายซาลาเปาทอดน้ำ อยู่ที่ตลาดฝั่งใกล้สถานีรถไฟ เพื่อหาเลี้ยงชีพ ก็เลยกลับมาตอนกลางวันไม่ได้ ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องสมุนไพร คงต้องรอตอนเย็นถึงค่ำ” หลี่หนิงเซียนอธิบาย


เธอมองไปรอบๆ แล้วพูดต่อว่า “การขุดสมุนไพรอย่างเดียวไม่พอหรอก ถ้ามันทำให้รวยได้จริง ฉันคงไม่ต้องดิ้นรนอย่างนี้ หวังว่าทุกคนจะลองกลับไปคิดดู ใครที่อยากเรียนรู้จริงๆ พรุ่งนี้เย็นมาหาฉันที่บ้านตระกูลหลี่ได้เลย”


ชาวบ้านที่ได้ยินต่างเงียบกริบ สิ่งที่หลี่หนิงเซียนเปิดเผยในวันนี้ช่างมากมายเกินกว่าจะรับไหวในคราวเดียว คนที่เคยโห่ร้องตะโกนถามอย่างเกรี้ยวกราด บัดนี้กลับเงียบเสียงลง ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก


คนที่หวังจะรวยทางลัดจากการขุดโสม ต่างพากันหอบข้าวของกลับบ้านไป ส่วนคนที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ก็ได้แต่เก็บของที่นำมาด้วย กลับไปอย่างผิดหวัง


สำหรับชาวบ้านที่นำไก่เป็ดมาให้ หลี่หนิงเซียนยืนยันที่จะคืนเงินให้ทั้งหมด แม้ว่าชาวบ้านจะพยายามปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่เมื่อเห็นจำนวนเงินที่หลี่หนิงเซียนยื่นให้ พวกเขายิ่งมั่นใจว่าเธอต้องหาเงินได้มากมาย ถึงแม้จะไม่ใช่จากการขุดสมุนไพร แต่การได้เรียนรู้วิชาทำมาหากินจากเธอก็คงไม่เสียหาย


จนกระทั่งชาวบ้านทั้งหมดกลับไป ทุกคนในบ้านถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก กงหยางวิ่งกลับมาถึงบ้าน พอเห็นคนกลุ่มนั้นเดินออกจากลานบ้านก็ดีใจ รีบตรงดิ่งเข้าไปข้างใน


“พี่สะใภ้สุดยอดไปเลย ไล่คนพวกนั้นไปได้เร็วจริงๆ” กงหยางพูดอย่างตื่นเต้น วิ่งเข้าไปหาหลี่หนิงเซียน แต่พอใกล้ถึงตัวพี่สะใภ้ เขาก็ชะงักฝีเท้าลง สีหน้าเคร่งขรึมของพี่ชาย และสายตาที่มองมาเป็นเชิงเตือน ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของกงหยางหายวับไปในทันที


เห็นท่าทางเสียหน้าของกงหยาง หลี่หนิงเซียนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ กงชุนเห็นดังนั้นก็เผยยิ้มมุมปาก ซูลี่หัวเราะเสียงดัง ตบหลังลูกชายคนเล็กไปที


“ดูสิ! สุดยอดอะไรของลูกกัน!” กงหยางได้แต่ยิ้มแห้งๆ เขาก็แค่กลัวพี่ชายเท่านั้น ทุกคนในห้องต่างพากันหัวเราะอย่างมีความสุข บรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านมาก่อน ทำให้ทุกคนอารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลี่หนิงเซียนยื่นปิ่นโตให้ซูลี่ จากนั้นจึงออกจากบ้านตระกูลกงไป


หลังจากออกจากบ้านตระกูลกง หลี่หนิงเซียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก บนใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มกลับเลือนหายไป เธอกังวลว่าซูลี่และกงชุนจะรั้งตัวเธอไว้ เพราะความสัมพันธ์ของเธอกับกงชุนเพิ่งเริ่มต้น หากต้องอยู่ด้วยกันจริงๆ คงรู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย


ท่าทีของซูลี่ที่เปลี่ยนไป ทำให้หลี่หนิงเซียนแปลกใจ จากที่เคยรังเกียจที่เธอสกปรก ขี้เกียจ ไม่ชอบทำงาน แต่ตอนนี้กลับมองเธอเป็นลูกสะใภ้ที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ลูกชายคนเล็กของเธอมีเรื่อง


ขณะที่หลี่หนิงเซียนกำลังเดิน เธอได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเป็นกงชุน เธอจึงถามด้วยความสงสัย “ทำไมคุณถึงตามมาอีกล่ะ?”


“ฉันแค่ไปส่งเธอกลับบ้าน อย่าคิดมากไปหน่อยเลย” คำพูดของเขาทำให้เธอจ้องมองเขาด้วยความขัดเคืองใจ ในใจคิดว่าใครกันแน่ที่คิดมาก เขาต่างหากที่ชอบมาจับโน่นจับนี่ตลอดเวลา!


กงชุนจ้องมองหลี่หนิงเซียนด้วยสายตาที่ดูเงียบสงบ แต่ลึกลงไปในแววตาของเขา กลับฉายแววเศร้าหมองเพียงชั่วครู่ ราวกับมีบางอย่างที่เขาเก็บซ่อนไว้ในใจ ทว่าความรู้สึกนั้นถูกกลบกลืนไปกับความมืดของยามค่ำคืนอย่างรวดเร็ว จนแม้แต่หลี่หนิงเซียนเองก็ยังไม่ทันได้สังเกต


หลี่หนิงเซียน และกงชุนกำลังเดินกลับบ้านด้วยกัน ระหว่างทางเขาเหลือบมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย เมื่อทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลี่ หลี่หนิงเซียนก็ต้องตกตะลึง เพราะคุณปู่ของเธอล็อคประตูบ้านไว้แน่นหนา


“คุณปู่คะ! ช่วยเปิดประตูให้หนูหน่อย หนูกลับมาแล้ว!” หลี่หนิงเซียนร้องตะโกนเรียก


แต่สิ่งที่เธอได้ยินกลับเป็นเสียงปิดประตูดังปัง! พร้อมกับเสียงของหลี่จ้านดังลอดออกมาจากด้านใน


“หลานกลับบ้านตัวเองไปเสีย ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป จะมาอาศัยอยู่บ้านตระกูลเดิมตลอดเวลานั้นไม่เหมาะสม!”


หลี่หนิงเซียนได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยืนนิ่ง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความจนใจ เธอยืนอับอายหน้าบ้าน หน้าแดงก่ำจนไม่กล้ามองหน้ากงชุนที่ยืนอยู่ข้างหลัง รู้ดีว่าเขากำลังยิ้มเยาะตัวเธอที่ถูกคุณปู่ไล่ออกจากบ้านจนกลายเป็นคนไร้ที่อยู่


กงชุนมองใบหน้าร้อนรนของหลี่หนิงเซียนด้วยรอยยิ้ม ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน ก้าวเข้ามาจับมือเธอไว้


“ไปกันเถอะ คุณปู่คงไม่ใจอ่อนหรอก กลับบ้านกับฉันดีกว่า” ฝ่ามือของเขาอุ่น และกว้างกุมมือของเธอไว้แน่น ราวกับจะกักขังเธอไว้ทั้งชีวิต หลี่หนิงเซียนทั้งตื่นเต้นจนมือชื้นเหงื่อ อยากจะดึงมือกลับ แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงบีบแน่นที่เพิ่มขึ้นของเขาได้


“อย่าดื้อ” กงชุนหันมามอง น้ำเสียงจริงจังและแววตาที่แน่วแน่มันทำให้หัวใจเธอสั่นไหว “พรุ่งนี้ฉันต้องไปแล้ว คืนนี้อยู่กับฉันนะ”


แม้จะเป็นคำถาม แต่น้ำเสียงและแววตาของเขาไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ


สุดท้ายหลี่หนิงเซียนได้แต่เบือนหน้าหนี ยอมจำนนให้เขาลากเธอไปโดยไม่ขัดขืน ปล่อยให้เขาพาเธอกลับบ้านไปกับเขาด้วย


ค่ำคืนในหมู่บ้านไป๋หลานเงียบสงัด หลี่หนิงเซียนอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วนอนลงบนเตียงไม้ แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่ใจของเธอกลับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น


คืนนี้เธอต้องนอนร่วมเตียงเดียวกับกงชุน แต่ต่างจากในความทรงจำ ที่ทั้งคู่นอนห่างกันคนละมุม ครั้งนี้การนอนของพวกเขากลับถูกวางชิดติดกัน ยิ่งน่าอึดอัดใจไปกว่านั้นคือ ซูลี่นำผ้าห่มผืนเดียวมาให้ โดยอ้างว่าไฟไหม้ครั้งก่อนทำให้ผ้าห่มผืนอื่นๆไปไหม้หมด ไม่ได้ซื้อใหม่


หลี่หนิงเซียนทั้งอายทั้งร้อนใจ ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร พยายามจะออกไปจากห้อง แต่กลับพบว่าประตูถูกล็อคจากด้านนอกเสียแล้ว เธอนึกสงสัยว่าซูลี่คงจะรู้เห็นเป็นใจกับคุณปู่ของเธอแน่ๆ ถึงได้วางแผนแบบเดียวกัน


สุดท้าย กงชุนจึงเป็นฝ่ายยกผ้าห่มผืนเดียวที่มีให้หลี่หนิงเซียน ตอนนี้เธอจึงได้แต่ขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มเพียงลำพัง ปล่อยให้กงชุนนอนคลุมเพียงเสื้อนอกตัวเดียว


บทที่ 99: ลึกซึ้งยิ่งกว่าครั้งไหน


อากาศในหมู่บ้านไป๋หลางที่อยู่ในหุบเขาลึกก็ยังคงหนาวเย็น หลี่หนิงเซียนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ฟังเสียงหายใจไม่สม่ำเสมอของชายหนุ่มข้างกาย ไม่ว่าอย่างไรก็ข่มตาหลับไม่ลงเสียที


หลี่หนิงเซียนนอนหันหลังให้กงชุนด้วยความรู้สึกอึดอัด เธอพยายามขยับตัวเพราะร่างกายที่แข็งทื่อ แต่ทันทีที่เธอพลิกตัวหันกลับมา เสียงทุ้มต่ำของกงชุนก็ดังขึ้น ทำให้เธอเบิกตากว้าง


“นอนไม่หลับเหรอ” เขาถาม เสียงของเขาฟังดูแปลกไปเล็กน้อยในความรู้สึกของหลี่หนิงเซียน


แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าของเขาในความมืด แต่ดวงตาของพวกเขาก็จ้องประสานกัน หลี่หนิงเซียนไม่ตอบคำถาม แต่พูดอย่างลังเล


“ฉัน… ฉันให้ผ้าห่มคุณดีกว่า ตัวฉันเล็ก คลุมแค่ผ้านวมก็พอแล้ว” เธอกำลังจะลุกขึ้นเพื่อดึงผ้าห่มออก แต่กงชุนกลับขยับตัวขึ้นทาบทับเธอไว้ กดผ้าห่มลงบนร่างของเธอแน่น


“อยู่นิ่งๆ” กงชุนพูด ดวงตาของเขามองเธออย่างลึกซึ้ง มือของเขายันอยู่ข้างศีรษะของเธอ “ฉันไม่หนาว”


ความร้อนแผ่ซ่านจากร่างกายของกงชุนที่แนบชิดกับหลี่หนิงเซียน ถึงจะมีผ้าห่มกั้นกลาง แต่หลี่หนิงเซียนก็รับรู้ถึงอุณหภูมิที่สูงผิดปกติได้ เธอขยับตัวอย่างประหม่า


“คุณเป็นไข้หรือเปล่า? ฉันว่าตัวนายร้อนมากเลย ปล่อยฉันเถอะ” หลี่หนิงเซียนพูดอย่างเป็นกังวล


“หลี่หนิงเซียน” เสียงของกงชุนแหบพร่ากว่าปกติ แฝงไว้ด้วยความตึงเครียด เขาขยับเข้าใกล้ จนหน้าผากเกือบสัมผัสกัน


“อย่าขยับ… ยิ่งขยับฉันยิ่งร้อน”


หลี่หนิงเซียนพลันเข้าใจความหมาย ใบหน้าของเธอแดงก่ำ มือบางยกขึ้นทาบแผงอกแข็งแกร่งใต้ผ้าห่มอย่างลุกลี้ลุกลน “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ฉันไม่ขยับแล้ว นายก็ลงไปเถอะ”


ความมืดมิดช่วยขยายสัมผัสให้ชัดเจนขึ้น เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมาจากอก เสียงเต้นหัวใจของเขาและของเธอ ประสานเป็นจังหวะเดียวกัน


หลี่หนิงเซียนหน้าแดงขึ้น เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาของกงชุนที่จ้องมองมา เขาอยู่ใกล้เธอมากเสียจนเห็นแม้กระทั่งรอยแดงระเรื่อบนใบหน้าของเธอ สายตาของเขาคมกล้า บ่งบอกถึงความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่อาจตีความได้


“เธอรู้ไหมว่าตอนนี้ฉันอยากทำอะไร” กงชุนถามเสียงแหบพร่า สายตาที่จ้องมองเธอราวกับจะเผาไหม้


หลี่หนิงเซียนสะดุ้ง ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบเข้ามาในใจ “คุณ คุณทำไม่ได้นะ!”


“เธอวางใจได้ ฉันบอกแล้วว่าจะให้เวลาเธอ ฉันจะไม่ทำอะไรเธอแน่นอน” กงชุนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่หน้าผากของเธอ เขาผละออกเล็กน้อย แต่สายตายังคงจับจ้องที่เธอ “แต่หลี่หนิงเซียน เธอก็รับปากว่าจะศึกษาดูใจกับฉันตอนนี้แล้วนะ เธอต้องรักษาคำพูด”


ยังไม่ทันที่หลี่หนิงเซียนจะได้พูดอะไร กงชุนก็ก้มลงจูบเธอ จูบครั้งนี้ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าครั้งไหน ความรู้สึกที่ท่วมท้นทำให้หลี่หนิงเซียนนึกถึงคำพูดของเหล่าทหารที่มักบ่นคิดถึงภรรยา ในที่สุดเขาก็เข้าใจความรู้สึกนั้น ความรู้สึกโหยหา ปรารถนา ที่เกิดขึ้นเมื่อคนสองคนใกล้ชิดกันเช่นนี้


เช้าวันรุ่งขึ้น กงชุนตื่นขึ้นมาพบว่าข้างกายว่างเปล่า หลี่หนิงเซียนที่นอนซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขาได้หายไปแล้ว เขารีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกหลากหลายตีรวนอยู่ในใจ


ทันทีที่เขาเปิดประตูห้อง ก็พบซูลี่ผู้เป็นมารดาที่เพิ่งตื่นนอนจากห้องฝั่งตรงข้าม


“ทำไมลูกถึงออกมา แล้วหลี่หนิงเซียนล่ะ?” ซูลี่ถามอย่างร้อนรนพลางมองเข้าไปในห้อง


เมื่อวานตอนกลางวัน เธอได้ตกลงกับผู้เฒ่าหลี่ จะต้องให้หลานสาวกลับมาอยู่ที่นี่ให้ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น ยิ่งคิดถึงเสียงแว่วๆที่ได้ยินเมื่อคืน รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ยิ่งกว้างขึ้น


กงชุนรู้ทันความคิดของมารดา แต่บนใบหน้ากลับไร้รอยยิ้มใดๆ


“เธอไปแล้ว” เขาพูดสั้นๆก่อนจะเดินออกไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม


“แบบนี้เมื่อไหร่จะมีหลานให้อุ้มสักทีเนี่ย” ซูลี่บ่นด้วยความผิดหวัง แล้วนั่งลงบนขอบเตียงอย่างหัวเสีย


ลูกชายเธอต้องกลับไปประจำการในวันนี้ และไม่มีใครรู้ว่าเขาจะได้กลับมาอีกทีเมื่อไหร่ ที่แย่ไปกว่านั้นกงชุนกับหลี่หนิงเซียน ยังเคยคุยกันเรื่องหย่าร้าง ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูยิ่งห่างเหิน เรื่องนี้ช่างน่าเหนื่อยใจ เธอคงต้องไปปรึกษากับผู้เฒ่าหลี่อีกที


ด้านกงชุนออกมาจากบ้านจึงตรงไปหาหลี่หนิงเซียน เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน และเม้มริมฝีปากแน่น เขารู้สึกว่าตัวเขาทำเกินไป


เขาจูบเธอและไม่ใช่แค่จูบธรรมดา มันเป็นความใกล้ชิดที่มากที่สุดเท่าที่เขาเคยมีกับหลี่หนิงเซียน ตัวตนของเธอเวลาอยู่ใกล้เขาทำให้เขาใจสั่น การควบคุมตัวเองที่เขายึดมั่นมาตลอด พังทลายลงต่อเมื่ออยู่หน้าเธอ


แต่เขาก็ยังคำนึงถึงเธอ เขาไม่ได้ล่วงเกินเธอไปมากกว่านั้น เขารู้ถึงการต่อต้านของเธอ และนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะให้เวลาเธอ สุดท้าเขาก็ปล่อยเธอไป


เขากังวลว่าหลี่หนิงเซียนจะตกใจ กับการกระทำของเขาเมื่อคืน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เพิ่งจะเริ่มต้น เขาไม่อยากทำลายมันลงเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ความกังวลทำให้เขาเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว เขาต้องการให้หลี่หนิงเซียนเข้าใจ ต้องการให้เธอยินยอมพร้อมใจ


ที่ลานบ้านของตระกูลหลี่ หลี่จ้านกลับมาจากการเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ก็พบหลานสาวกำลังยุ่งอยู่หน้าเตา มือของเธอกำลังทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว


แต่ความคิดของเธอกลับวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์เมื่อคืน แก้มของเธอร้อนผ่าว ภาพยังคงติดตา เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าเมื่อคืนเธอไม่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาคงจะทำมากกว่านั้น


เมื่อคืนหลังจากไล่หลานสาวออกจากบ้านไปกับหลานเขย หลี่จ้านก็รู้สึกผิดไม่น้อย แต่ก็นึกถึงคำพูดของซูลี่ที่พร่ำบอกให้ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเสียที เพื่อจะได้มีทายาทสืบสกุลต่อไป


“หนิงเอ๋อร์ทำไมเช้าๆแบบนี้เธอถึงรีบกลับมาล่ะ แล้วกงชุนอยู่ไหน”


“ไม่แน่ใจค่ะ” หลี่หนิงเซียนที่กำลังว้าวุ่นใจอยู่แล้ว ยิ่งได้ยินคำถามของคุณปู่ ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก


“อะไรคือไม่แน่ใจ เมื่อคืนเธอไม่ได้นอนกับกงชุนหรือไง” หลี่จ้านถามอย่างตรงไปตรงมา


“คุณปู่พูดอะไรนะ หนูกับเขา…ไม่ได้มีอะไร” เธอได้แต่พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก


หลี่จ้านเห็นสีหน้าลำบากใจของหลานสาวก็พอจะเดาออกว่าเรื่องคงจะไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง เขาถอนหายใจเบาๆอย่างคนที่ผ่านโลกมามากพอเข้าใจ แต่ถึงจะปลงเพียงใดก็ยังอดไม่ได้ที่จะให้คำสอน


“ฟังนะ… หลานกับกงชุนไม่ใช่แค่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตกันและกัน แต่เป็นสามีภรรยา คู่ครองที่ควรอยู่เคียงข้างกัน จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ตลอดไปได้ยังไง? มันต้องพยายามทำอะไรบ้าง”


หลี่หนิงเซียนได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบ คำพูดของหลี่จ้านดังก้องอยู่ในหัว เธอรู้ดีว่าคุณปู่พูดถูก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกงชุน ไม่ได้ง่ายอย่างที่ทุกคนมองจากภายนอก มีหลายอย่างที่ทำให้เธอลังเลที่จะก้าวต่อไป


“แต่คุณปู่… มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” เธอพูดเสียงแผ่ว “หนูไม่รู้ว่าตอนนี้ความรู้สึกของหนูพร้อมที่จะเป็นภรรยาใครสักคนหรือยัง”


หลี่จ้านมองหลานสาวอย่างเข้าใจ เขารู้ว่าเธอคิดมาก และอึดอัดแค่ไหน แต่ในฐานะคนที่เคยผ่านเรื่องราวมามาก เขารู้ดีว่าสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการตัดสินใจว่าจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร


“ทุกความสัมพันธ์มันก็มีปัญหา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ความรักไม่ใช่แค่ความรู้สึก มันคือการเลือกที่จะอยู่เคียงข้างกัน แม้ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวัง ถ้าหลานคิดว่าเขายังสำคัญอยู่ ก็ต้องหาทางพูดคุยกันให้ได้ ไม่ใช่เอาแต่หนีแล้วสุดท้ายก็ทำลายทุกอย่าง”


“หนูจะลองดูค่ะ… แต่ถ้าไม่ได้ล่ะคะ?” หลี่หนิงเซียนเงยหน้ามองหลี่จ้าน


“ถ้าหลานทำดีที่สุดแล้วจริงๆ และยังไปต่อไม่ได้… อย่างน้อยเธอก็จะรู้ว่าตัวเองได้พยายามแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญ” หลี่จ้านพูดจบก็เดินออกจากครัวปล่อยหลานสาวให้คิดทบทวนตามลำพัง


บทที่ 100: ได้รับความห่วงใย


หลี่หนิงเซียนใจลอยขณะกำลังเตรียมของ เธอกำลังจะหั่นมันฝรั่ง แต่เพราะครุ่นคิดถึงเรื่องที่คุณปู่พูด จึงทำให้เธอพลาดมีดบาดนิ้วตัวเองเข้า


“เอ๊ะ” เลือดไหลออกจากนิ้วเปื้อนต้นหอมบนเขียง หลี่หนิงเซียนตกใจจนลืมขยับตัว แต่แล้วข้อมือของเธอก็ถูกคว้าไว้


“จะหั่นผักก็หั่นให้ดีๆสิ ใจลอยแบบนี้อันตรายนะ!” กงชุนจ้องมองแผลที่มีเลือดไหลด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ทุกครั้งที่เห็นเธอบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเพราะอุบัติเหตุ หรือเพราะใครเป็นคนทำ


“ต่อไปฉันจะระวัง”


“ไปสถานีอนามัยกัน!” กงชุนเห็นหลี่หนิงเซียนยืนนิ่ง จึงยิ่งโมโห เธอกำลังทำให้เขาเป็นห่วง


“ไม่ถึงกับต้องไปสถานีอนามัยหรอก บาดแผลเล็กน้อยแค่นี้ ทำแผลเองที่บ้านก็ได้” หลี่หนิงเซียนรีบห้ามไว้


“อย่ามองข้ามบาดแผลแม้เพียงเจ็บเล็กน้อย” แม้หลี่หนิงเซียนบอกว่าทำแผลเองได้ แต่กงชุนก็ยังคงกังวล


“แผลแค่นี้ ต่อให้ไม่ทายายังหายเองได้เลย” หลี่หนิงเซียนเห็นเขาจริงจังก็แอบยิ้ม


“ไม่ได้! เธอนั่งเลยเดี๋ยวฉันจะรีบทายาให้” ภายในห้อง กงชุนนั่งลงข้างหลี่หนิงเซียนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ มือหนาของเขาหยิบสำลีก้านพันอย่างระมัดระวัง ค่อยๆแต้มยาลงบนแผลที่นิ้วมือของเธอ


แม้แผลจะไม่ได้ลึกมาก แต่ก็ยาวไม่น้อยมีเลือดไหลออกมามากพอสมควร เขาจึงค่อยๆทำความสะอาดแผลอย่างเบามือที่สุด ใบหน้าคมคายขมวดมุ่นด้วยความเป็นห่วง เมื่อได้ยินเสียงของหลี่หนิงเซียนสูดหายใจเข้าเบาๆ เขาก็ชะงักมือไปชั่วครู่ ก่อนจะพันผ้าพันแผลต่อไปจนเสร็จ


“เดี๋ยวไปฉีดยาป้องกันบาดทะยักที่สถานีอนามัยอีกเข็ม” กงชุนกำชับเสียงเข้ม หลี่หนิงเซียนมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้ารับ


“ไม่ต้องห่วงนะ มีดเล่มนั้นเพิ่งเปลี่ยนใหม่ ไม่มีสนิมแน่นอน” กงชุนรู้ดีว่าหลี่หนิงเซียนมีความรู้เรื่องการแพทย์ เธอคงไม่ปล่อยให้ตัวเองติดเชื้อเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ตื่นตระหนกอะไร เขาก็รู้สึกวางใจขึ้นมาบ้าง


บรรยากาศในห้องเงียบลง กงชุนมองใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาว สายตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้น


“เมื่อคืน… เธอโกรธฉันหรือเปล่า” หลี่หนิงเซียนรู้สึกใบหน้าร้อนวูบ เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาตำหนิ เขาถามออกมาได้หน้าตาเฉย ทั้งๆที่รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง!


ถึงแม้ว่าพวกเราจะตกลงศึกษาดูใจกันแล้ว แต่การที่เขาถามถึงยังทำให้เธอรู้สึกเขินอายอยู่ดี แต่เธอก็โล่งใจที่เขายังเคารพขอบเขตของเธอ และไม่ได้บังคับเธอ


“ไม่หรอก” หลี่หนิงเซียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“แล้วทำไมถึงรีบกลับมาแต่เช้าแบบนี้ล่ะ” กงชุนถามต่อ


หลี่หนิงเซียนไม่กล้าบอกความจริงว่า เธอเขินอายเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับเขา


“คุณลืมไปแล้วเหรอ ว่าวันนี้คุณต้องกลับเข้ากองทัพ ฉันเลยรีบกลับมาเตรียมของให้คุณเอาไปฝากเพื่อนๆด้วย”


“เตรียมอะไรไว้เหรอ” กงชุนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


“ไปดูกัน” หลี่หนิงเซียนรีบลุกขึ้นแล้วดึงมือเขาไปที่ห้องโถง


บนโต๊ะในห้องโถง กงชุนเห็นขวดโหลขนาดใหญ่ที่ใส่อาหารไว้ สามใบแรกเต็มไปด้วยอาหารหน้าตาน่ารับประทาน ส่วนอีกใบยังว่างเปล่า เขาเลิกคิ้วด้วยความสนใจ รอฟังคำอธิบายจากหลี่หนิงเซียน


“โหลสามใบนี้คือผักดองที่ฉันทำเอง ใบแรกเป็นเนื้อตากแห้ง อีกใบเป็นพุทราตากแห้ง ใบที่สามเป็นแอปเปิ้ลดอง ฉันเก็บมาจากต้นที่หลังบ้าน คุณเอาไปให้เพื่อนทหารลองชิมดูนะ ว่าชอบไหม ครั้งหน้าฉันจะทำให้เพิ่ม”


“ได้” กงชุนรับคำ หลี่หนิงเซียนจึงชี้ไปที่ขวดเปล่าอีกใบหนึ่ง


“ส่วนใบนี้ ฉันจะใส่มันฝรั่งทอดให้ รอสักครู่นะ กำลังหั่นมันฝรั่งอยู่ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” เธอพูดจบก็หันหลังกลับไปที่เขียงเพื่อสับมันฝรั่งต่อ


เพิ่งจะก้าวไปได้เพียงก้าวเดียว แขนของเธอก็ถูกคว้าไว้ ก่อนที่ร่างกายบอบบางจะถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดอบอุ่น กงชุนกอดร่างนุ่มนวลของหญิงสาวเอาไว้ กลิ่นสบู่จางๆจากร่างกายเธอทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด


นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกได้รับความห่วงใยแบบนี้ เมื่อก่อนเวลาออกจากบ้านไปรับราชการทหาร แม่ของเขาก็เอาแต่สนใจน้องชาย ทำให้เขาอดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ จนสุดท้ายผ่านมานานหลายปีก็กลายเป็นความชินชา


กงชุนก้มลงจูบที่หน้าผากของหลี่หนิงเซียนอย่างอ่อนโยน เขารู้สึกดีเหลือเกินที่การไปครั้งนี้มีหลี่หนิงเซียนค่อยดูแล เอาใจใส่ เตรียมของมากมายไว้ให้


หลี่หนิงเซียนชินกับการกระทำของเขาแล้ว เธอจึงไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน เพียงแต่พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้นิ่งที่สุด


“ปล่อยก่อนเถอะค่ะ ฉันยังหั่นมันฝรั่งไม่เสร็จเลย” กงชุนเห็นใบหน้าแดงก่ำของหญิงสาวในอ้อมกอด เขาก็ยิ้มก่อนก้มลงกำลังจะจูบที่ริมฝีปากของเธอ


“แค่จูบเดียว” หลี่หนิงเซียนรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ตัดสินใจหนีออกมาจากบ้านตระกูลกงแต่เช้าตรู่ เธอตั้งใจจะหลบหน้ากงชุน เพื่อป้องกันไม่ให้เขามาลุ่มลามกับเธออีก แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เธอหนี เขาไล่ตาม จนเธอรู้สึกว่าถึงจะมีปีกก็คงหนีไม่พ้น


“ได้” เขารับคำก่อนก้มจูบริมฝีปากของเธออย่างร้อนแรง สัมผัสและลูบไล้อย่างหลงใหล จนเขาเองก็มีอารมณ์พลุ่งพล่าน คิดอยากจะพาตัวเธอกลับบ้านไปทันที ไม่ว่าเธอจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม


หลี่หนิงเซียนถูกจูบจนแทบจะขาดอากาศหายใจ กว่าจะได้ผละออก พอเป็นอิสระเธอก็พยายามหายใจเข้าลึกๆหลายครั้งจนกลับมาเป็นปกติ แต่ใบหน้ายังคงแดงก่ำ ยากที่จะสงบลงได้ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มจะจูบอีก เธอจึงรีบผลักเขาออกพร้อมกับเตือนว่า


“คุณรับปากแล้วว่าครั้งเดียว อีกอย่างคุณปู่กำลังจะกลับมาแล้ว ถ้าเห็นจะทำยังไง?”


“ไม่กลับมาหรอกไปบ้านฉันแล้ว และคงไม่กลับมาในช่วงเช้านี้หรอก” กงชุนตอบอย่างมั่นใจ เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนกระซิบข้างหูหลี่หนิงเซียนว่า “คุณไม่รู้หรอกหรือว่าคุณปู่คิดอะไรอยู่ คุณปู่อยากให้พวกเรารีบมีทายาทให้เล่นไวๆ เธอว่าพวกเราควรทำให้ท่านสบายใจไหม อืม?”


“พอเลยออกไปนั่งรอ ไม่งั้นฉันโกรธแน่”


“ก็ได้” กงชุนรับคำก่อนยอมเดินออกมารอด้านนอก


หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลี่หนิงเซียนจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อย จึงเดินมาหากงชุน


“คุณไปรถไฟรอบกี่โมง”


“รถไฟตอนสิบโมงครึ่ง” เขาตอบ นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่หลี่หนิงเซียนออกไปขายของทุกวัน


“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งคุณ ของเยอะ คุณถือคนเดียวจะหนักไป” เธอเสนอ สถานีรถไฟอยู่ในเมืองไกลจากบ้าน พวกเราต้องใช้เวลาเดินมากกว่าครึ่งชั่วโมง


กงชุนจับไหล่หลี่หนิงเซียนไว้แน่น มองตาเธออย่างจริงจัง ก่อนจะพูดว่า


“ไม่ต้องไปส่งหรอก วันนี้อยู่บ้านพักผ่อนดีๆ” เขารู้ดีว่าช่วงนี้เธอเหนื่อยมามาก หลี่หนิงเซียนอึกอัก


“แต่ว่า…”


“ไม่มีแต่” กงชุนตัดบททันควัน “ตอนฝึก ฉันแบกน้ำหนักหกสิบจินวิ่งข้ามเนินเขาร้อยกิโล ยังได้ที่หนึ่งของกองทัพเลย ผักดองไม่กี่โหลนี้ไม่หนักหรอก เธออยู่บ้านพักผ่อนชเถอะ เชื่อสิ”


หลี่หนิงเซียนรับรู้ได้ถึงความห่วงใยในน้ำเสียงของเขา คำพูดเด็ดขาดทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้ สุดท้ายเธอก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย กงชุนนึกถึงธุรกิจของหลี่หนิงเซียน


“ถึงตอนนี้นโยบายจะผ่อนปรนลงแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีข่าวชัดเจน ก็อย่าประมาท อย่าโอ้อวดมากนัก ร้านซาลาเปาทอดน้ำของเธอขายดี อาจมีคนคิดไม่ดีได้ ถ้ามีปัญหาอะไรให้ไปหาจงซวน เขาจะช่วยจัดการให้ เธอห้ามออกหน้าเองเด็ดขาดจำไว้” พูดจบ เขาก็ยื่นสมุดบัญชีเงินฝากให้หลี่หนิงเซียน กงชุนจ้องมองเธออย่างอ่อนโยน แล้วเน้นย้ำอีกว่า


“เงินพวกนี้เธอเก็บไว้ใช้เถอะ ถ้าเหนื่อยเกินไป หรือไม่ชอบทำแล้วก็อย่าฝืนตัวเอง ฉันเลี้ยงเธอได้”


จบตอน

Comments