single mom ep1-10

'หลานจิ่ว' ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเหอจิ่วเหนียง--สะใภ้ตระกูลลู่ผู้อาภัพ เพราะหลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียวสามีก็ต้องออกไปรับใช้ชาติ จนกระทั่งล่วงเลยไปแล้วสามปี คู่ชีวิตก็ไม่เคยติดต่อกลับมา… หญิงสาวต้องเลี้ยงดูบุตรชายขี้โรควัยสองปีกว่าเพียงลำพัง


ทั้งครอบครัวเชื่อว่าเขายังไม่ตาย…แม้ยากจะเป็นไปได้ก็ตาม


ครอบครัวลู่อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งหมดสิบสามคน ได้แก่พ่อแม่สามี พี่ชายสามีสองคนและลูกเมีย และเหอจิ่วเหนียงกับลูกชายหนึ่งคน


ชางโจว--เมืองอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนประสบภัยแล้งอย่างหนัก เสบียงที่ครอบครัวลู่กักตุนไว้ก็ถูกใช้จนหมดแล้ว ทั้งครอบครัวจึงตัดสินใจอพยพหนีภัยแล้ง


ตลอดทางการลี้ภัย เหอจิ่วเหนียงยอมอดเพื่อให้ลูกอิ่ม จึงเป็นเหตุให้นางถึงแก่ความตาย… และทำให้หลานจิ่วเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ครอบครัวลู่นับจากนี้ไป เธอมาพร้อมกับทักษะทางการแพทย์ที่โดดเด่น อีกทั้งยังมีหัวการค้าอันปราดเปรื่อง และที่สำคัญ เธอมาพร้อมกับ ห้วงมิติ ที่เพียงปรารถนาสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้นทันตาเห็น!


ตอนที่ 1: ผีหลอก


“น้ำๆ รีบๆหน่อยซิ เพิ่งฝังไปยังไม่ถึงก้านธูปแน่ๆ ตัวยังอุ่นๆอยู่เลย!”


“ซู้ด∼ หิวมาหลายวัน ในที่สุดวันนี้ข้าก็จะได้ลิ้มรสเนื้อเสียที!”


“พวกเจ้าเสียสติไปแล้วรึ! จะกินเนื้อคนประทังชีวิตเนี่ยนะ! เลิกคิดอะไรบ้าๆซะ!”


“ไม่เป็นไรหรอกน่า มีสาวงามมาถวายตัวเป็นเสบียงอาหารเช่นนี้ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ารสชาติเนื้อสาวสวยๆ จะเป็นเช่นไร!”


“เฮ้อ∼ จะว่าไปรูปร่างหน้าตาของนางไม่เลวเลยนะ... หรือว่าพวกเราฉวยโอกาสตอนที่ร่างนางยังอุ่นๆ มาทำอะไรสนุกๆกันดีกว่าไหม?”


“ฮี่ๆๆ…”

.....


วาจาสถุนต่ำตมของชายกลุ่มนี้ หลานจิ่วได้ยินถึงกับคิ้วขมวดแน่นด้วยความไม่พอใจ


คนพวกนี้เป็นใครกัน?


ระหว่างที่กำลังคิดหญิงสาวก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีคนกำลังฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางออก ด้วยการถูกจู่โจมอย่างกะทันหันจึงตอบสนองกลับไปโดยสัญชาตญาณ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นในทันใด คว้ามือที่เป็นภัยคุกคามให้หยุดการกระทำทันท่วงที


“ผะ ผะ ผีหลอก! อ๊าก!!!”


หลังจากเสียงกรีดร้องของชายถ่อยผู้นั้น นิ้วมือนิ้วหนึ่งก็ตกลงบนพื้น


ชายสองคนที่นั่งหันหลังเขี่ยกองไฟอยู่ได้ยินเสียงกรีดร้องของสหายจึงรีบหันมาเอ็ด “โอ๊ย! เจ้าอยากสนุกก็สนุกไปสิ จะแหกปากหา…”


คนที่หันมายังต่อว่าไม่ทันจบก็ต้องตกใจจนหงายหลังไปกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างจับจ้องภาพเหลือเชื่อตรงหน้า ปากสั่นเทาพูดตะกุกตะกักด้วยความตกใจ “ผะ ผะ ผะ ผีหลอก!!”


ชายอีกคนที่อยู่ข้างๆ แม้ไม่ได้เปล่งเสียงใดออกมา แต่ก็มีสภาพขวัญผวาไม่ต่างกัน ของเหลวสีเหลืองใสไหลรดกางเกงจนชุ่ม ตามมาด้วยกลิ่นไม่พึงประสงค์โชยออกมา


“พูดสิ พูดต่อสิ”


หลานจิ่วจับจ้องสามชายโฉดเขม็ง นัยน์ตาเผยจิตสังหารออกมา


“ยะ อย่า อย่าเข้ามานะ!”


ชายทั้งสามมองสตรีที่ควรจะไร้ลมหายใจไปแล้วด้วยความหวาดกลัว เสียงกรีดร้องดังก้องออกไปนอกถ้ำ


“อ๊าก…”


“ม่าย…”


“ปล่อยข้า…”


ผ่านไปครู่ใหญ่…


หลานจิ่วถือห่อผ้าขาดๆเดินออกมาจากถ้ำ เปลวไฟด้านหลังลุกโชนกว้างขึ้น


พวกสารเลวแบบนี้สมควรเผาทิ้งให้สิ้นซาก!


ตอนนี้หญิงสาวเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว…


…‘หลานจิ่ว’ ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหญิงชาวนานามว่า ‘เหอจิ่วเหนียง’ และเมื่อครู่ชายสามคนนั้นขุดศพของเหอจิ่วเหนียงออกมาจากหลุมเพื่อจะใช้เนื้อของนางบรรเทาความหิว ระหว่างนั้นพวกเขาเห็นว่านางรูปร่างหน้าตาดี จึงเกิดความคิดกักขฬะขึ้น


และนับจากนี้ไป หลานจิ่วก็คือ — ‘เหอจิ่วเหนียง’...


เมื่อมองไปเบื้องหน้า …ความแห้งแล้งทอดยาวสุดสายตา ดอกไม้ใบหญ้าเหี่ยวเฉายืนต้นตาย


ความแร้นแค้นที่เกิดขึ้นตลอดสามปีได้พลัดพรากสิ่งมีชีวิตไปจากโลกนี้แล้วนับไม่ถ้วน หลังจากที่ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมใช้เสบียงที่กักตุนไว้ทั้งชีวิตจนหมด จึงจำใจต้องอพยพเพื่อหลีกหนีความตาย และบนเส้นทางอันยากลำบาก เจ้าของร่างเดิมจึงยอมอดเพื่อให้ลูกน้อยที่กำพร้าพ่อได้อิ่มท้อง…จึงเป็นบทสรุปให้นางต้องทิ้งชีวิตไว้ระหว่างทาง


เหอจิ่วเหนียงหลุบตาลง… เจ้าของร่างเดิมช่างน่าสงสารยิ่งนัก


อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของเจ้าของร่างเดิมฝังแน่นเกินไป อาการเจ็บป่วยและท่าทางอ่อนแอชวนปวดใจของบุตรชายจึงฉายขึ้นในหัวของนางบ่อยๆ


และนางสัมผัสได้ว่า เจ้าของร่างเดิมต้องการให้นางตามหาเด็กชายคนนั้น


“เฮ้อ…” หญิงสาวผู้ทะลุมิติถอนหายใจออกมา “แห้งแล้งขนาดนี้ ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดหรือไม่ แล้วจะดูแลลูกของเจ้าได้อย่างไรกัน”


จะว่าไปแล้วหลานจิ่วเองก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเช่นกัน ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตและได้โอกาสทะลุมิติมา แต่เมื่อลืมตาตื่นกลับพบว่าตัวเองมายังสถานที่รกร้างเช่นนี้อีก


แม้จะมีความสามารถรอบด้านและเยี่ยมยอด แต่นางก็มิอาจเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้


ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน หากขาดข้าวสารตกถึงท้องชีวิตก็มิอาจทำการใดได้สำเร็จ


ในขณะที่คิดเช่นนั้น…


ข้าวสารกระสอบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าคนใจลอย!


ข้าวสารขาวเม็ดยาวสวย ส่องระยับจับตาเป็นพิเศษเมื่อกระทบแสงแดด


เหอจิ่วเหนียงใช้มือช้อนสิ่งที่อยู่ในถุงออกมาดูด้วยความตกใจ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจว่าสิ่งที่วาบขึ้นมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยนี่คือข้าวสาร นางจึงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า


แค่คิดในหัวว่าไม่มีข้าวสาร สวรรค์ก็เมตตาส่งข้าวสารให้นางทันที!?


แล้วถ้านางอยากได้น้ำด้วยล่ะ!


ทันใดนั้นน้ำแร่ถังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างถุงข้าวสาร! 


ถังน้ำใบนี้เป็นถังน้ำของยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังใหม่เอี่ยม


เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง 


หรือว่านี่คือนิ้วทองคำที่ทะลุมิติมาด้วย?


มีของเล่นเช่นนี้อยู่ อย่าว่าแต่ช่วยเจ้าของร่างเดิมเลี้ยงลูกเลย ต่อให้เลี้ยงดูคนทั้งใต้หล้าก็ไม่ใช่ปัญหา!


เหอจิ่วเหนียงนึกถึงพรสวรรค์และความสามารถของตัวเอกในนิยายหลายเรื่องที่เคยอ่านในโลกก่อนจึงลองทำตาม …นางหลับตาลง ใช้ความคิดเป็นตัวควบคุม… และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตนเองมาอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว


เบื้องหน้าคืออุโมงค์ดำมืดอันเคว้งคว้างไร้ขอบเขต มีสิ่งของมากมายลอยอยู่ภายในหลุมดำขนาดยักษ์นี้


เหอจิ่วเหนียงลองยื่นมือข้างหนึ่งออกไปก็สามารถคว้าของที่ลอยอยู่มาได้อย่างง่ายดาย


“เกี๊ยวน้ำชามหนึ่ง” นางลองใช้วิธีเอ่ยปากขอ


ทันใดนั้นเกี๊ยวน้ำร้อนๆหนึ่งชามก็ปรากฏขึ้นในมือ


สตรีผู้ได้ของเล่นใหม่ตื่นเต้นอย่างมาก นางกินมื้อนี้จนอิ่มอย่างเปรมปรีดิ์ จากนั้นหาที่เหมาะๆเพื่อเตรียมความพร้อม แล้วสะพายห่อผ้าขาดออกเดินทางตามหา ‘บุตรชาย’


แม้ในชาติก่อนหลานจิ่วยังมีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หลายสิ่งที่นึกย้อนไปแล้วล้วนกลายเป็นความเสียใจที่ไม่อาจจางหายไปได้เลย


แต่ตอนนี้เธออยู่ในร่างของคนอื่น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือช่วยเหลือครอบครัวของเจ้าของร่างก่อน


ต้องมีชีวิตต่อไป ถึงจะมีจิตใจคิดเรื่องอื่น

......


เหอจิ่วเหนียงเค้นภาพในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเกี่ยวกับคนในครอบครัว เจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงม่าย สามีออกไปเป็นหน่วยรบแนวหน้าเมื่อสามปีก่อนแล้วจนถึงตอนนี้ก็ไม่หวนกลับมา ชาวบ้านต่างบอกว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว คนตระกูลลู่แสดงท่าทีต่อต้าน แต่สุดท้ายภายในใจก็ค่อยๆยอมรับ


ตระกูลลู่ไม่ได้แยกครอบครัวกันอยู่ เจ้าของร่างเดิมและบุตรชายยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่สามีและครอบครัวพี่ชายทั้งสองของสามีเหมือนเดิม


หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมสิ้นใจ ครอบครัวนางก็ขุดหลุมฝังอย่างเรียบง่ายแล้วรีบเดินทางต่อ


การที่คนในครอบครัวตายจากย่อมเป็นเรื่องเศร้าโศก แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไปไม่ใช่หรือ


โชคดีที่พ่อแม่สามี พี่ชาย และพี่สะใภ้เป็นคนดี แม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เจ้าของร่างเดิมจะประสบกับความยากลำบาก ก็ไม่ถึงกับใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้

......


อีกด้านหนึ่ง


ครอบครัวแซ่ลู่ผู้ลี้ภัยเพิ่งเจอบ้านร้างหลังหนึ่งจึงหยุดพักผ่อนกันที่นี่


เด็กน้อยวัยสองขวบกว่าอยู่ในอาการสลบไสล ร่างกายซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก สีหน้าเหลืองราวกับขมิ้น อีกทั้งยังมีไข้สูง ในตอนนี้กำลังอยู่ในอ้อมแขนของนางซุนผู้เป็นย่า


“นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้วยังไม่มีท่าทีจะฟื้นเลย สวรรค์ ท่านต้องการพรากดวงใจของหญิงแก่อย่างข้าไปอีกอย่างนั้นหรือ!”


นางซุนยกมือปาดน้ำตา ก่อนจะกอดเด็กน้อยในอ้อมแขนด้วยความปวดใจ จากนั้นเรียกนางหยู ลูกสะใภ้คนโตแล้วเอ่ยถาม “พวกเรายังมีน้ำเหลืออีกหรือไม่?”


นางหยูส่ายหน้าอย่างทดท้อ “หมดไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้วเจ้าค่ะ”


ขณะที่กล่าวนางหยูก็มองเด็กน้อยในอ้อมแขนของแม่สามีไปด้วย ก่อนจะถอนหายใจออกมา “โก่วเอ๋อร์เด็กคนนี้รู้ความตั้งแต่เด็กจริงๆ ถึงแม้ยังไม่ฟื้นแต่ก็รู้ว่าแม่ของตัวเองจากโลกนี้ไปแล้ว หรือว่า…”


เอ่ยได้เพียงเท่านั้นสะใภ้คนโตก็นึกขึ้นได้ว่าตนพูดจาเพลี่ยงพล้ำไปจึงรีบยกมือปิดปาก


นางซุนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ปากอัปมงคล! โก่วเอ๋อร์หลานข้าต้องไม่เป็นอะไร!”


โก่วเอ๋อร์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบุตรชายผู้สาบสูญ บิดาโก่วเอ๋อร์ไม่อยู่ตั้งแต่เจ้าตัวน้อยยังไม่ออกมาลืมตาดูโลก พอเกิดมาร่างกายก็อ่อนแอเจ็บป่วยง่าย ผู้เป็นย่าจึงตั้งใจตั้งชื่อเล่นให้เขาเป็นพิเศษ เพื่อหวังให้เด็กคนนี้มีชีวิตที่ดี สุดท้ายสวรรค์ช่างเล่นตลก มารดาเพิ่งจะลาโลกไปเมื่อคืน ตอนนี้ตัวเองก็ป่วยหนักไร้ทางรักษา จะฟื้นหรือตายก็ยังไม่รู้ นางซุนจึงรักและหวงแหนหลานชายคนนี้อย่างสุดหัวใจ


“ข้าไม่ดีเองเจ้าค่ะที่ปากพล่อย ท่านแม่ใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ โก่วเอ๋อร์จะต้องหายแน่นอน น้องสามกับน้องสะใภ้สามรักลูกของพวกเขามาก สองคนนั้นจะต้องคุ้มครองเขาเจ้าค่ะ!”


นางหยูปลอบใจหญิงชรา เมื่อเห็นว่าแม่สามีอายุมากแล้ว บวกกับสีหน้าไม่ค่อยดีนัก จึงจะอาสาช่วยอุ้มหลาน แต่กลับถูกนางซุนปฏิเสธ


แม้ปากจะกล่าวโทษ แต่ในใจนางซุนเองก็รู้ดี… บนเส้นทางหฤโหดเช่นนี้แม้แต่คนวัยหนุ่มสาวมีพละกำลังก็อาจทนได้อีกไม่กี่วัน นับประสาอะไรกับเด็กน้อยร่างกายอ่อนแอเช่นนี้


ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มาก หญิงชราก็แค่อยากจะกอดหลานดวงอาภัพผู้นี้ให้นานที่สุด และหวังให้เขามีชีวิตอยู่ต่อตราบนานเท่านาน


“ท่านแม่…”


ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุดลใจอะไร จู่ๆเด็กน้อยที่สลบไสลไปหลายวันก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น นิ้วมือป้อมๆชี้อย่างอ่อนแรง “ท่านแม่กลับมาแล้ว…”


ตอนที่ 2: กินให้อิ่ม


คนสกุลลู่คิดว่าเด็กน้อยคงละเมอจากการที่เพิ่งฟื้นคืนสติ แต่เมื่อมองตามปลายนิ้วกลมป้อมที่ชี้ไป พวกเขากลับพบเงาร่างของสมาชิกในครอบครัวที่ล่วงลับไปแล้วจริงๆ!


ด้วยแสงในยามราตรีค่อนข้างสลัว แม้มองเห็นใบหน้าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ชัดเท่าไร แต่ทุกคนกลับมองออกว่าเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายสวมใส่เป็นชุดของเหอจิ่วเหนียงก่อนตาย!


เหอจิ่วเหนียงก้าวย่างอย่างยากลำบาก เพราะบนหลังแบกร่างคนร่างหนึ่งเอาไว้


“สะใภ้สามจริงๆด้วย!”


หลังจากประมวลผลจากภาพตรงหน้าแล้วยืนยันได้ว่าเป็นความจริง ดวงตาของนางซุนก็ทอประกาย พลางตะโกนเรียกบุตรชายทั้งสอง “เจ้าใหญ่ เจ้ารอง รีบไปดูเร็วเข้า!”


ดึกดื่นครึ่งคืนเห็นน้องสะใภ้ที่เพิ่งถูกฝังดินไปเมื่อคืนวานหวนกลับมาเช่นนี้ สองพี่น้องแซ่ลู่กลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย เพียงแค่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ อย่างไรเสียพวกเขาสองคนก็เป็นคนฝังร่างไร้วิญญาณของนางเองกับมือ


พวกเขารีบพุ่งตัวเข้าไปช่วยเอาร่างคนบนบ่าเหอจิ่วเหนียงลงมาก่อน จากนั้นจึงเอ่ยปากถามไถ่ “น้องสะใภ้สาม นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


“เรื่องมันยาว ไว้ข้าจะเล่าให้ฟังนะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงจงใจหายใจกระหืดกระหอบ สีหน้าท่าทางแสดงความเหน็ดเหนื่อยออกมาอย่างเหลือล้น


“ท่านแม่!”


ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงก้าวเข้ามา โก่วเอ๋อร์ก็พยายามออกจากอ้อมแขนของผู้เป็นย่าเพื่อจะให้มารดาอุ้ม


นางซุนเอ่ยกับสะใภ้รอง “สะใภ้รอง เจ้าไปหยิบวอโถวมาให้สะใภ้สามกินเถอะ”


[1] วอโถว คล้ายกับหมั่นโถว ทำมาจากแป้งข้าวโพดชนิดหยาบ มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวย ก้นเป็นหลุม เนื้อแป้งเป็นสีเหลือง


นี่เป็นวอโถวลูกสุดท้ายของพวกเขาแล้ว ในวันนี้หลังจากเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันพวกเขาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย และไม่มีใครแตะต้องอาหารชิ้นสุดท้ายนี้ด้วย แต่ตอนนี้นางซุนกลับให้สะใภ้รองไปหยิบวอโถวลูกนั้นมาให้เหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงมีชะตาชีวิตที่น่าสงสาร นางเป็นสะใภ้ที่ตระกูลลู่ซื้อตัวมา


หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียวผู้เป็นสามีก็ออกไปรับใช้ชาติ กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่กลับมา ระหว่างทางที่ลี้ภัยนางก็เก็บเสบียงอาหารส่วนของตนเองไว้ไม่ยอมกิน จนทำให้ชีวิตต้องจบลงเพราะความหิวในที่สุด


ครอบครัวลู่ไม่คัดค้านเจตจำนงของหญิงชรา สะใภ้รองอย่างนางฉินเองก็ไม่ลังเล ตอบรับคำแล้วรีบไปหยิบวอโถวทันที


เหอจิ่วเหนียงรีบปราม “ไม่ต้องเจ้าค่ะไม่ต้อง พี่สะใภ้รอง ข้าไม่หิว”


นางไม่หิวจริงๆ เพราะนางดื่มกินอย่างอิ่มหนำจากในห้วงมิติก่อนจะออกเดินทางมาที่นี่แล้ว


นางซุนตำหนิ “เจ้าหิวจนเกือบตายไปแล้วครั้งหนึ่งยังไม่รู้จักจำอีกหรือ! ข้าให้เจ้ากินก็กินไปเถอะ อย่าทำเหมือนว่าตระกูลลู่ใจร้ายกับเจ้านักเลย”


ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เหอจิ่วเหนียงรู้ว่านางซุนเป็นแม่สามีที่ปากร้ายแต่ใจดี ได้ยินวาจาเช่นนี้สตรีผู้อาศัยร่างคนอื่นจึงไม่นึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ทั้งยังอธิบายด้วยใจเย็น


นางเล่าว่า หลังจากรู้ตัวว่าตนเองยังไม่ตายก็พยายามออกมาจากหลุมฝัง จากนั้นก็เจอกับโจรปล้นเสบียงกลุ่มหนึ่งจึงฉวยโอกาสหยิบห่อผ้าของพวกเขามา และพบว่าข้างในมีอาหารและน้ำดื่ม นางก็เลยมีโอกาสได้กินอิ่มท้อง และมีเรี่ยวแรงออกตามหาครอบครัว


“รอดมาก็ดีแล้วละ รอดมาก็ดีแล้ว”


นางหยูดึงมือน้องสะใภ้สามมาตบหลังมือเบาๆเป็นการปลอบประโลม รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง


คนที่เหลือต่างพยักหน้าด้วยความแช่มชื่น การมีชีวิตรอดสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด!


เหอจิ่วเหนียงเล่าต่อว่า ระหว่างทางเจอชายคนหนึ่งหมดสติอยู่ และเห็นว่าการแต่งตัวไม่เหมือนคนทั่วไปจึงช่วยเขามา โดยการช่วยเหลือครั้งนี้นางมองว่า ชายคนนี้น่าจะมีสถานะไม่ธรรมดา ไม่แน่อาจช่วยนำพาให้ครอบครัวนางรอดพ้นจากความแร้นแค้นไปได้ไม่มากก็น้อย


เมื่อได้ยินคำบอกเล่าเช่นนี้ นางซุนที่เดิมคิดจะตำหนิสะใภ้สามว่าเอาตัวเองยังไม่รอดยังจะช่วยคนอื่นอีกจึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา


แต่ในใจของหญิงชรากลับเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น… เหตุใดหลังจากสะใภ้สามผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง กลับเฉลียวฉลาดขึ้นมาเสียอย่างนั้น?


แต่สมาชิกตระกูลลู่ที่เหลือกลับไม่ได้คิดอะไรมากมาย เนื่องจากตอนนี้พวกเขากำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของที่เหอจิ่วเหนียงหยิบออกมาจากห่อผ้า


ข้าวสารขาวผ่องกับซาลาเปาไส้เนื้อ อีกทั้งยังมีกระบอกน้ำไม้ไผ่หลายกระบอก นี่เป็นสิ่งที่สามารถช่วยชีวิตพวกเขาได้ทั้งครอบครัวเลย!


ซาลาเปาไส้เนื้อนั่นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่พวกเขากำลังหนีตายเลย ต่อให้อยู่ที่บ้านพวกเขาก็จะได้กินเฉพาะในวันเทศกาลเท่านั้น


มิน่าล่ะ เหตุใดห่อผ้าถึงนูนป่องขนาดนั้น


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของทุกคน โดยเฉพาะเด็กๆที่จับจ้องด้วยความสนใจจนตาเป็นมัน นางจึงเอ่ย “นอกจากนี้ก็มีพวกของเล็กๆน้อยๆ ข้าเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนจะใช้ข้าค่อยนำออกมา คืนนี้ทุกคนกินซาลาเปาไส้เนื้อคนละสองลูกให้อิ่มท้อง ส่วนข้าวสารค่อยเอาไว้ต้มโจ๊กดื่มทีหลัง”


ขณะเอ่ยนางก็แจกจ่ายซาลาเปาให้ทุกคน


นางซุนตีมือที่ส่งซาลาเปามาให้ตนพลางตำหนิอีกครั้ง “ดูเจ้าซิ ไม่รู้จักการใช้ชีวิตเอาซะเลย! ของดีๆเช่นนี้จะกินให้หมดในครั้งเดียวได้อย่างไร แบ่งกินคนละครึ่งลูกก็พอแล้ว ที่เหลือเก็บไว้กินระหว่างเดินทาง”


ได้ยินเช่นนี้ดวงตาที่ลุกวาวของเด็กๆ ก็พลันมืดมนลงไปไม่น้อย เพราะตอนที่เห็นว่าตนจะได้กินซาลาเปาไส้เนื้อ เด็กน้อยแต่ละคนก็จดจ่อรอด้วยความหวัง


นั่นซาลาเปาไส้เนื้อเชียวนะ! อาหารเลิศรสที่ครอบครัวพวกเขาจะกินทีก็ต้องรอวันสำคัญ!


เหอจิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออก แต่ก็พอเข้าใจได้ ในยุคสมัยนี้ของบางอย่างใช่ว่าหาได้ง่ายๆ


แต่ตอนนี้นางมีห้วงมิติซึ่งเปรียบเสมือนคลังสมบัติที่มีข้าวของนับอนันต์อยู่ในมือ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวจึงไม่จำเป็นต้องกระเบียดกระเสียรอีกต่อไป ดังนั้นนางจึงแนะนำ “ท่านแม่ อากาศร้อนมาก หากไม่รีบกิน ไส้เนื้อในซาลาเปาจะเหม็นทำให้เสียได้นะเจ้าคะ หากปล่อยให้เสียไม่สู้ให้ทุกคนกินกันให้อิ่มไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ?”


“ที่สะใภ้สามพูดมาก็มีเหตุผลนะ กินเสียตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้มันเสียไปเปล่าๆ หิวมาหลายวันแล้ว ซาลาเปาสองลูกอาจไม่อิ่มด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ครึ่งลูกเลย”


ผู้เฒ่าลู่ที่เงียบมาตลอดตอนนี้ก็ยังออกปากสำทับเหอจิ่วเหนียง แม้นางซุนจะรู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่โต้แย้งอีก


ตระกูลลู่มีสมาชิกทั้งหมดสิบสามคน แต่ละคนได้รับซาลาเปาคนละสองลูก และยังเหลือซาลาเปาอีกสามลูก จึงตัดสินใจว่าจะเก็บไว้ให้เด็กๆกินในเช้าวันรุ่งขึ้น


เมื่อมีอาหารให้กินแล้วทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตากินของตัวเองโดยไม่มีใครพูดอะไรในระหว่างนี้ หลังจากกินเสร็จก็ดื่มน้ำตามลงไป ในที่สุดทุกคนก็รู้สึกสบายท้องอีกครั้งในรอบหลายวัน


เหอจิ่วเหนียงอุ้มโก่วเอ๋อร์บุตรชายจำเป็นนั่งอยู่ในมุมหนึ่ง หลังจากให้เขากินซาลาเปาไปหนึ่งลูก นางก็แอบเอานมที่เทใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากห้วงมิติแล้วป้อนให้เขาดื่ม


“ท่านแม่ หวาน หวาน!”


โก่วเอ๋อร์ยิ้มตาหยีด้วยความพอใจ ใบหน้าเล็กๆที่ดูซีดเซียวเปี่ยมความสุข ราวกับไม้ใกล้ตายที่ได้ฝนอาบชโลมก็มิปาน


มองโก่วเอ๋อร์ที่ร่างกายซูบผอม เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะปวดใจไม่ได้ แม้ลูกน้อยจะอายุย่างสามขวบแล้ว แต่พัฒนาการทางด้านร่างกายภายนอกดูแล้วราวกับเด็กอายุประมาณหนึ่งขวบเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะร่างกายขาดสารอาหารบวกกับอาการเจ็บป่วยสะสม


เด็กคนอื่นในครอบครัวลู่มีภาวะขาดสารอาหารเช่นกัน แต่พื้นฐานพวกเขาก็ดีกว่าโก่วเอ๋อร์เล็กน้อย เพราะระหว่างเส้นทางการเติบโตมีผู้ใหญ่คอยดูแล บวกกับไม่ใช่เด็กที่เจ็บป่วยง่าย จึงนับว่าแข็งแรงกว่าอยู่บ้าง


นางคิดในใจว่า ในเมื่อตนใช้ร่างของเจ้าของร่างเดิมแล้ว เช่นนั้นก็จะต้องดูแลเด็กๆเหล่านี้ให้ดี เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าของร่างเดิม


โก่วเอ๋อร์ยังมีไข้อยู่ หลังจากกินอิ่มก็หลับไปอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงฉวยโอกาสในตอนที่ทุกคนเผลอหยิบแผ่นแปะลดไข้ออกมาจากห้วงมิติ แปะไว้บนหน้าผากบุตรชาย หวังว่าเช้าวันพรุ่งไข้จะลดลง


ร่างกายของลูกน้อยอ่อนแอเกินไป เหอจิ่วเหนียงไม่กล้าให้เขากินยาในตอนนี้ การใช้แผ่นแปะลดไข้จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด

.......


เมื่อทุกคนเติมเต็มพลังงานให้ตัวเองเสร็จ ผู้เฒ่าลู่จึงให้ความสนใจกับร่างของชายที่นอนอยู่บนพื้น เขาชี้นิ้วออกไปแล้วเอ่ยถามเหอจิ่วเหนียง “คุณชายผู้นี้เป็นอะไรไปหรือ?”


อากาศร้อนและแห้งแล้งเช่นนี้คนเป็นลมเป็นแล้งย่อมมีให้เห็น ส่วนมากก็กระหายน้ำหรือไม่ก็เป็นลมแดด อาการเช่นนี้หลังจากได้รับความช่วยเหลือก็จะฟื้นตัวได้เพียงไม่นาน


แต่คุณชายผู้นี้กลับหมดสติจนบัดนี้ยังไม่ฟื้น ทุกคนจึงเกิดความสงสัย


เหอจิ่วเหนียงโบกมือแสร้งบอกปัด “ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ คิดว่าคงจะกระหายน้ำจนเป็นลมกระมัง ระหว่างทางข้าป้อนน้ำให้เขาแล้ว ส่วนจะฟื้นหรือไม่ก็อยู่กับโชคชะตาของเขาแล้วเจ้าค่ะ”


…ความจริงแล้วชายผู้นี้โดนพิษ…


ตอนที่เจอเขาเหอจิ่วเหนียงมองปราดเดียวก็รู้แล้ว และเพราะนางคาดเอาไว้ว่าสถานะของเขาต้องไม่ธรรมดา บางทีอาจมีผลประโยชน์ต่อคนในครอบครัวหลังจากนี้ ดังนั้นนางจึงช่วยถอนพิษให้เขาโดยใช้วิธีการขับเลือดโดยเข็มเงินจากในห้วงมิติ


แต่แน่นอนว่านางไม่อาจเผยความสามารถนี้ให้คนแซ่ลู่ล่วงรู้ได้ จึงแสร้งทำเป็นคาดเดาไปต่างๆนานา


ตอนที่ 3: บุญคุณต้องทดแทน


ไม่มีใครติดใจคำตอบของเหอจิ่วเหนียง อย่างไรเสียในยุคนี้ก็มีความเชื่อว่าชีวิตของทุกคนถูกกำหนดด้วยโชคชะตา


“เช่นนั้นพวกเราก็รีบพักผ่อนเถอะ เจ้าใหญ่กับเจ้ารองสลับกันเฝ้าเวรยาม หากมีเรื่องอะไรก็รีบบอกให้ทุกคนรู้ทันที”


ปัจจุบันครอบครัวแซ่ลู่มีชายวัยหนุ่มเพียงแค่สองคนเท่านั้น นั่นก็คือบุตรชายคนโตและคนรองของผู้เฒ่าลู่กับนางซุน ตลอดการเดินทางพวกเขาสองคนจึงทำหน้าที่เฝ้ายามกลางคืนไปโดยปริยาย


บนพื้นมีกองหญ้าแห้ง เมื่อเทียบกับหลายคืนที่ผ่านมาที่ต้องอยู่ในป่าชื้นแฉะก็นับว่าดีกว่ามาก


เหล่าผู้ใหญ่เอนกายพักผ่อนอยู่ด้านนอกล้อมรอบเด็กๆเอาไว้ แต่ละคนมีผ้าห่มที่นำติดตัวมาจากบ้านไว้ใช้คลุมกายในยามนอนหลับ


นางซุนผู้มีใจพะวงหลานชายที่ร่างกายไม่แข็งแรงตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อมาดูโก่วเอ๋อร์ พบว่ายามนี้โก่วเอ๋อร์ไม่กระจองอแงเพราะความไม่สบายตัวเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ไข้ก็ลดลงมาก ใบหน้าเล็กมีเลือดฝาด และดูเหมือนกำลังหลับอย่างสบาย


วัยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษเช่นนี้ มีมารดาคอยอยู่ข้างกายมันต่างกับการไม่มีจริงๆ


นางซุนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนสายตาจะเหลือบไปสังเกตเห็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีขาวแปะอยู่บนหน้าผากหลานตัวน้อย เดิมทีนางตั้งใจจะแกะออก แต่เมื่อเห็นหลานกำลังหลับสบายจึงยั้งใจไม่อยากรบกวน

.......


ฟ้ายังไม่สางทุกคนก็ตื่นกันแล้ว นางหยูกับนางฉินรับหน้าที่จัดเตรียมข้าวปลาอาหาร ส่วนนางซุนและเหอจิ่วเหนียงพาเด็กๆออกไปทำธุระส่วนตัว


ในระหว่างที่ทุกคนปฏิบัติกิจวัตรของตัวเอง…


ชายที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นพลันเบิกตากว้างราวกับกำลังเผชิญเรื่องที่ทำให้สะดุ้งตกใจ


“คุณชาย ฟื้นแล้วหรือ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”


เนื่องจากจำที่เหอจิ่วเหนียงเล่าให้ฟังได้ และในใจพึงตระหนักว่าคนผู้นี้มีสถานะไม่ธรรมดา ผู้เฒ่าลู่จึงแสดงความเป็นมิตรทันทีที่เห็นบุรุษปริศนาได้สติ


คนเพิ่งฟื้นกำลังอยู่ในอาการสับสน จู่ๆใบหน้ายิ้มแย้มของชายชราผู้หนึ่งก็โผล่มาตรงหน้าจึงจะชักดาบข้างเอวออกมาป้องกันตัวตามความเคยชิน แต่กลับพบว่าดาบของตนหายไปแล้ว


สัญชาตญาณของชายหนุ่มทำให้ผู้เฒ่าลู่ตกใจมากเช่นกัน หลังจากฝ่ายคนหนุ่มกว่าตั้งสติได้ก็รีบลุกขึ้นแล้วค้อมกายขอลุแก่โทษ “ต้องขอโทษที่ล่วงเกิน โปรดอภัยให้ข้าด้วย”


“ใจเย็นๆนะ ใจเย็นๆ” ชายชรายังคงมีรอยยิ้มประดับใบหน้า และรีบอธิบายพร้อมเน้นย้ำบางคำออกไป “ตอนนี้ทุกคนก็ลำบากกันหมดนั่นแหละ สะใภ้สามของข้าช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้”


ใบหน้าสูงวัยฉีกยิ้มเกินงามจนหางตาพับเป็นจีบ บวกกับน้ำเสียงหนักแน่นที่ใช้บอกกล่าวกับอีกฝ่าย เจตนาแสดงออกชัดเจน ขาดก็แค่เขียนคำว่า ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ไว้บนใบหน้าแล้ว


ชายหนุ่มมองตามปลายนิ้วของชายชรา ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังเดินอุ้มบุตรชายกลับมา ไม่รู้ว่าสองแม่ลูกพูดคุยสิ่งใดกันถึงได้หัวเราะร่ามาแต่ไกล


ภัยแล้งในสามปีนี้คร่าชีวิตไปนับไม่ถ้วน ตลอดการเดินทาง บุรุษภูมิฐาน—ฉินเจียน ประสบพบเจอกับคนมาแล้วแทบทุกประเภท


…แต่เขาไม่เคยเจอคนที่ยังยิ้มระรื่นได้เช่นนี้มาก่อน


พิจารณาจากสภาพของแต่ละคน เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้หนีภัยแล้ง


ถึงขั้นนี้แล้วยังยิ้มอย่างมีความสุขได้ นับว่าน่าประหลาดใจไม่น้อยจริงๆ


“ฉินเจียนขอบคุณพี่สะใภ้ที่ช่วยชีวิต”


แม้ฉินเจียนจะรู้สึกว่าสตรีผู้มีพระคุณอายุน้อยกว่าตน แต่สถานการณ์นี้ก็ไม่มีคำเรียกใดที่เหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเล็กน้อย “ไม่ต้องกล่าวขอบคุณหรอก หากเจ้าอยากขอบคุณจริงๆ ก็ควรแสดงน้ำใจออกมาสักหน่อย”


มือที่ยกขึ้นคารวะของฉินเจียนชะงักค้างไปทันที นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นี้จะตรงไปตรงมาเช่นนี้!


“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ต้องเป็นเช่นนั้น!”


ชายหนุ่มผู้ถูกทวงบุญคุณยกมือคลำอกเสื้อ ก่อนควักถุงเงินออกมา จากนั้นหยิบเหรียญเล็กๆเหรียญหนึ่งเก็บไว้กับตัว ส่วนที่เหลือทั้งหมดมอบให้เหอจิ่วเหนียง


โชคดีที่สถานที่ที่เขาหมดสติค่อนข้างเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน และโชคดียิ่งกว่าที่เจอกับครอบครัวนี้ หาไม่หากเจอกับผู้ลี้ภัยคนอื่น เกรงว่าเขาคงโดนปล้นไม่เหลือแม้แต่กางเกงในเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงลองคำนวณน้ำหนักในมือ คะเนว่าน่าจะหลายสิบตำลึงทีเดียว ถึงกระนั้นนางกลับยังไม่พอใจ


หากนางต้องการเงิน นางคงขโมยมาตั้งแต่ที่เจอเขานอนหมดสติแล้ว


สิ่งที่นางต้องการคือ การอาศัยสถานะของชายผู้นี้หาที่อยู่ดีๆสักแห่งให้ครอบครัว


แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าความคิดของนางอาจจะไม่เป็นดังหวัง


คนสกุลลู่รู้สึกกระดากใจ เหมือนว่าครอบครัวของตนกำลังบีบบังคับให้อีกฝ่ายตอบแทนบุญคุณมากเกินไป


“ข้าน้อยมีบางเรื่องที่สงสัย โปรดพี่สะใภ้ชี้แนะให้กระจ่างด้วย”


หลังจากส่งถุงเงินให้อีกฝ่ายแล้วเงียบไปสักพัก ฉินเจียนก็ตัดสินใจเอ่ยปากเปิดประเด็นที่ตนนึกเคลือบแคลง


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย


นางพอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายอยากถามอะไร


จึงจงใจพยักหน้าอนุญาต “ว่ามาสิ”


“ข้าน้อยโดนพิษรุนแรง มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ไม่ทราบว่าคนที่ถอนพิษให้ข้าน้อยคือพี่สะใภ้หรือ?”


ความรู้สึกแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาก็พบว่าร่างกายเบาสบายไม่เจ็บปวด เป็นสัญญาณว่าไม่มีพิษหลงเหลืออยู่ในตัวแล้ว และหากสำรวจร่างกายอย่างละเอียดจะพบว่าปลายนิ้วมือของเขามีรอยถูกแทงจากเข็มเงินอยู่ ชี้ชัดว่าเขาได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ


แม้ดูแล้วหญิงสาวตรงหน้าจะเป็นเพียงชาวนาธรรมดา แต่เขาก็รู้สึกว่านางต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอกแน่.นอน


“ไม่รู้สิ” เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ “ข้าแค่ป้อนน้ำให้เจ้าดื่มเท่านั้น”


คำถามของฉินเจียนทำให้สมาชิกตระกูลลู่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เพราะสะใภ้สามเป็นคนช่วยชีวิตชายแปลกหน้าคนนี้และพาเขามาที่นี่ พวกเขาจึงอยากรู้เหมือนกันว่าหลังจากที่นางรอดพ้นจากความตายจะมีความสามารถพิเศษจริงๆหรือไม่ แต่เมื่อได้ฟังคำตอบของนางก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล


ฉินเจียนพลันขมวดคิ้วด้วยความผิดหวัง แล้วใครกันที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้?


เรื่องนี้เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน สักวันหนึ่งเขาจะหาคำตอบให้ได้ แต่ตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญกว่า อย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ดังนั้นชายหนุ่มมาดผู้ดีจึงหันไปกล่าวกับทุกคน “ข้าน้อยยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ ขอไม่รบกวนทุกท่านแล้ว หากมีวาสนาหวังว่าจะได้พบกันใหม่ ข้าน้อยขอตัวลา!”


สิ้นวาจาร่างบุรุษแซ่ฉินก็อันตรธานหายไปต่อหน้าครอบครัวลู่


“คุณชายผู้นี้จริงๆเลย ดาบเขาก็ไม่เอาไป!”


ผู้เฒ่าลู่บ่นกระปอดกระแปดด้วยความราอา ขณะกำลังจะพูดต่อก็หันไปเห็นสะใภ้คนที่สามเทเงินในถุงออกมานับ ทันใดนั้นดวงตาฝ้าฟางก็เป็นประกาย สองขารีบก้าวเข้าไปด้วยความตื่นเต้น


ไอ้หยา! นี่มันกองเงินกองทองชัดๆ!


ตั้งแต่เกิดมาครอบครัวตระกูลลู่ตั้งแต่ปู่ย่าจนถึงรุ่นหลาน ยังไม่เคยมีใครเห็นเงินจำนวนมากมายขนาดนี้มาก่อน!


หลังจากนับเสร็จก็สรุปได้ว่า มีก้อนเงินสิบตำลึงสามก้อน ห้าตำลึงสองก้อน ทั้งยังมีเหรียญเงินอีกหลายเหรียญ รวมๆแล้วเป็นจำนวนประมาณห้าสิบตำลึง


เหอจิ่วเหนียงส่งเงินทั้งหมดให้นางซุน “ท่านแม่ ท่านเก็บเอาไว้นะเจ้าคะ”


นางซุนไม่รับไว้ “เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตเขา เงินนี่เจ้าก็เก็บเอาไว้เองเถอะ สุขภาพของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่แข็งแรง วันข้างหน้ายังต้องใช้เงินอีกเยอะ”


“ท่านแม่ ครอบครัวของเราไม่ได้แยกกันอยู่เสียหน่อย หลายปีที่ผ่านมาข้ากับโก่วเอ๋อร์ก็มีครอบครัวที่ช่วยดูแล เงินนี่ควรเก็บไว้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมให้ได้ใช้ร่วมกัน ท่านแม่เก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยืนกรานพลางยัดถุงเงินใส่มือแม่สามี นางจงใจทำเช่นนี้ต่อหน้าทุกคน


เจ้าของร่างเดิมเพิ่งแต่งงานได้วันเดียวก็ไร้ซึ่งเสาหลัก เรือกสวนนาไร่ของครอบครัวล้วนเป็นพี่ชายคนโตและพี่ชายคนรองรับผิดชอบ โก่วเอ๋อร์ก็เจ็บป่วยออดแอดจนดื่มยาแทนน้ำ แม้ว่าครอบครัวของพี่ใหญ่กับพี่รองจะใจดีต่อนางและลูก แต่คงไม่พ้นที่พวกเขาจะแอบบ่นกันส่วนตัว นางจึงตั้งใจเอาเงินก้อนนี้วางไว้ในกองกลางให้ทุกคนได้ใช้ ถือเป็นการตอบแทนครอบครัวฝั่งสามีด้วย


นางซุนอายุปูนนี้แล้ว อีกทั้งมีครอบครัวมานานเกินกว่าครึ่งชีวิต ย่อมจัดการเรื่องภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม เมื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหญิงชรามากประสบการณ์ก็เก็บเงินไว้ที่ตัวเองสี่สิบตำลึง และส่งอีกสิบตำลึงคืนให้เหอจิ่วเหนียง


“เอาเช่นนี้ เก็บไว้ในกองกลางแปดส่วน อีกสองส่วนเจ้าเก็บเอาไว้ก็แล้วกัน”


กล่าวจบแม่เฒ่าซุนก็หันไปเอ่ยกับครอบครัวของบุตรชายทั้งสอง “พวกเจ้าก็เห็นแล้วนะว่าเงินนี่เป็นเงินที่สะใภ้สามได้มา ถึงแม้เงินจำนวนนี้จะเพียงพอให้เราทุกคนในครอบครัวใช้จ่ายกันสบายๆไปอีกสิบปีได้เลย แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เห็น ทุกอย่างลำบากยากเข็ญไปหมด ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าเงินก้อนนี้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเราก็ได้ ถึงแม้เจ้าสามจะไม่อยู่ แต่เมียของเขาก็ทุ่มเทให้กับครอบครัวใหญ่ของเรา ดังนั้นแม่แก่ๆอย่างข้าหวังว่าพวกเจ้าคงไม่คิดเรื่องไม่เข้าท่า หากเป็นเช่นนั้นข้าไม่ยอมเด็ดขาด!”


บุรุษสองพี่น้องกล่าวออกมาทันทีว่า แม้น้องชายจะไม่อยู่ แต่พวกเขาในฐานะพี่ชายจะดูแลน้องสะใภ้สามและหลานชายให้ดีที่สุด


นางหยูกล่าว “พวกเราเข้าใจที่ท่านแม่พูดดีเจ้าค่ะ พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือประคับประคองกันเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากน้องสะใภ้ลำบาก ก็จะมีพวกเราคอยช่วยแน่นอนเจ้าค่ะ”


นางฉินสะใภ้รองพยักหน้าสมทบ “ต่อให้ท่านแม่ไม่พูด ในใจของพวกเราก็รู้ดีอยู่แล้วเจ้าค่ะ น้องสะใภ้สามกลับมาครั้งนี้ขนเอาอาหารน้ำดื่มมาไม่น้อย แถมยังได้เงินมากมายเช่นนี้มาอีก นี่นับว่าเป็นการช่วยชีวิตทุกคนในครอบครัวเลยนะเจ้าคะ! พวกเราจะคิดไม่ดีต่อนางกับหลานได้อย่างไรกัน”


ลูกๆของทั้งสองครอบครัวได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกว่าอาสะใภ้สามเก่งกาจยิ่งนัก ต่อไปพวกเขาต้องดีกับโก่วเอ๋อร์ให้มากๆ


ไข้ของโก่วเอ๋อร์ลดลงมากแล้ว แต่เขามีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดจึงยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ เขารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย ใบหน้าเล็กจึงซุกอกมารดาและหลับไปตั้งแต่ตอนที่ผู้ใหญ่เริ่มคุยกัน


แม้จะพลาดเรื่องในครอบครัวไปแต่เขาก็กำลังฝัน ขณะที่ฝันปากเล็กๆก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา

......


หลังจากทุกอย่างลงตัว ครอบครัวลู่ก็ไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนี้อีกต่อไป พวกเขารีบเก็บข้าวของแล้วออกเดินทาง


หลายวันก่อนหน้าโก่วเอ๋อร์ป่วยหนัก พวกเขาจึงรั้งท้ายกลุ่มลี้ภัยของหมู่บ้านไปไกลโข ตอนนี้ทุกคนเติมแรงกายพลังใจเต็มเปี่ยมแล้ว ดังนั้นต้องรีบตามให้ทัน มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นอีกได้


ตอนที่ 4: เดินอ้อม


ครอบครัวตระกูลลู่เดินทางตลอดทั้งวัน ระหว่างทางมีพบกับผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นบ้างแต่ไม่ได้เข้าไปทำความรู้จัก เพราะมีเด็กเล็กหลายคนจึงกังวลเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นพวกเขาจึงก้มหน้าก้มตาเดินทางอย่างเดียว พยายามอยู่ห่างจากคนแปลกหน้าให้มากที่สุด


แต่แม้จะเดินทางจนไม่หยุดพักพวกเขาก็ยังไม่เจอแม้แต่เงาของสมาชิกจากหมู่บ้านตระกูลลู่เลย


“ท่านพ่อ หรือว่าพวกเราจะมาผิดทาง?”


เมื่อเห็นว่าเดินออกมาไกลจากผู้ลี้ภัยกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเจอระหว่างทางพอสมควรแล้วทุกคนจึงหยุดพัก และพูดคุยเรื่องการตามหากลุ่มคนจากหมู่บ้านเดียวกัน


“เป็นไปไม่ได้ ผู้นำหมู่บ้านบอกไว้แล้วว่าพวกเราต้องตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจึงจะไปถึงอันโจว หากข้าจำไม่ผิด ทางข้างหน้านี่อีกไม่ไกลก็คือเมืองหลิวเจีย ไม่แน่ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่นอาจจะหยุดพักกันที่นั่น พวกเราต้องเร่งเดินทาง คืนนี้อาจตามทันก็ได้”


ผู้นำหมู่บ้านเป็นคนกำหนดเส้นทางการลี้ภัย ผู้เฒ่าลู่ยังมีความหวังว่าการลี้ภัยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ไม่แสดงความคิดเห็นใดออกมาอีก ก่อนนำข้าวปั้นที่นางหยูกับนางฉินเตรียมไว้เมื่อเช้าออกมากิน ดื่มน้ำเสร็จก็รีบเตรียมตัวออกเดินทางต่อ


บุตรชายคนโตของผู้เฒ่าลู่เป็นคนแบกข้าวสารในการเดินทางครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่าหลังจากใช้ข้าวสารทำข้าวปั้นไปเมื่อเช้าแล้ว น้ำหนักของเสบียงที่ควรจะเบาลง…กลับหนักเท่าเดิม!


ผู้เป็นน้องชายรับหน้าที่แบกกระบอกน้ำไม้ไผ่ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน กระบอกน้ำไม่กี่กระบอกกลับสามารถจุน้ำได้เยอะนัก พวกเขาใช้ดื่มตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังคงได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมอยู่เต็มกระบอกอยู่เลย


สองพี่น้องคิดในใจ เป็นเพราะภรรยาพวกเขาพยายามประหยัดแน่ๆ ไม่กล้าใช้เสบียงมากเกินไปโดยลดส่วนของพวกนางลง เพราะอยากเก็บเอาไว้ให้คนในครอบครัวได้ดื่มกิน


คิดได้ดังนี้บุรุษผู้รักครอบครัวทั้งสองก็รู้สึกซาบซึ้งใจและเจ็บปวดใจไปพร้อมกัน


หากเหอจิ่วเหนียงรับรู้ถึงความคิดของพี่สามีเกรงว่าจะต้องกลอกตามองบนเป็นแน่ ครอบครัวพวกเขามีกันตั้งสิบกว่าคน ระหว่างเดินทางพวกเขาต้องดื่มน้ำหนึ่งครั้งในทุกครึ่งชั่วยาม แม้จะดื่มแค่คนละอึกแต่รวมๆแล้วก็เป็นปริมาณที่ไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะนางแอบเติมน้ำละก็ น้ำในกระบอกไม้ไผ่หมดไปตั้งนานแล้ว


ข้าวในกระสอบก็เช่นกัน แต่นางไม่กล้าเติมลงไปมากนัก ทุกครั้งที่นางหยูตักออกไปครึ่งถ้วย เหอจิ่วเหนียงจะเติมกลับเข้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะกลัวว่าหากเติมมากเกินไปจะทำให้เป็นที่สงสัยได้

......


แม้ทุกคนจะเร่งฝีเท้าเดินทางตลอดทั้งวัน แต่เมื่อตะวันลับขอบฟ้า พวกเขาก็ยังไปไม่ถึงเมืองหลิวเจียอย่างที่หวังไว้ เนื่องจากระหว่างทางได้พบกับคนจากหมู่บ้านเดียวกัน…ไม่สิ หากจะพูดให้ถูกก็คือ…พวกเขาพบ ‘ศพ’ ของสมาชิกหมู่บ้านตระกูลลู่ระหว่างทาง


และไม่ใช่แค่ศพเดียว!


สองพี่น้องลู่รีบเข้าไปตรวจสอบ พบว่าหลายคนเป็นท่านอาท่านลุงและเครือญาติร่วมสกุล ขณะที่บางส่วนเป็นคนแปลกหน้า


ร่างไร้วิญญาณกองสูงเสมือนเนินเขาขนาดย่อม ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ถูกสังหารโดยฝีมือของมนุษย์ที่มุ่งร้าย


ผู้เฒ่าลู่และภรรยาเห็นเช่นนี้แทบจะทรงตัวไม่ไหว อย่างไรเสียคนในหมู่บ้านตระกูลลู่ทุกคนก็เป็นเครือญาติกัน ไม่กี่วันก่อนพวกเขายังเห็นหน้าค่าตากันอยู่เลย… แต่ตอนนี้กลับ…


“น่าจะเจอพวกโจรเร่ร่อนเข้า โจรพวกนี้สามารถฆ่าคนได้อย่างโหดเหี้ยมราวกับผักปลา!”


บุตรชายคนโตกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ เจ็บแค้นใจจนน้ำตาคลอเบ้า โลกนี้เดิมก็อยู่ยากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับพวกจิตใจอำมหิตเช่นนี้อีก โชคชะตาช่างเล่นตลกกับคนไร้ทางสู้จริงๆ!


หากเป็นก่อนหน้านี้พวกเขาต้องช่วยจัดการศพของญาติเหล่านี้แน่.นอน อย่างน้อยก็ทำหลุมฝังศพให้พวกเขาได้จากไปอย่างสงบ แต่น่าเศร้าที่ด้วยสถานการณ์และเวลาที่บีบบังคับจึงทำให้พวกเขาไม่สามารถสละเวลามาทำเช่นนั้นได้ แม้จะปวดใจเพียงใดก็จำต้องใจร้ายทิ้งร่างไร้ลมเหล่านี้ไว้อย่างน่าเวทนาแล้วรีบเดินทางต่อ


อันที่จริงส่วนหนึ่งเป็นเพราะคำข่มขวัญของเหอจิ่วเหนียง นางเกรงว่าพวกเขาจะช่วยปลงศพชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จนกระทบกับความปลอดภัยของครอบครัวจึงต้องออกปาก “ดูจากสภาพศพแล้วน่าจะเพิ่งเกิดเรื่องขึ้นไม่นาน เกรงว่าโจรพวกนั้นคงจะยังอยู่แถวนี้ หากพวกเราเจอพวกมันเข้า… ขะ ข้า ข้าไม่อยากจะคิดเลย…”


หญิงสาวจงใจทำท่าหวาดกลัว ผู้เฒ่าลู่และบุตรชายทั้งสองจึงตระหนักได้ถึงปัญหา เมื่อหันไปมองเหล่าสตรีและเด็กๆก็ตัดสินใจละทิ้งความเห็นอกเห็นใจต่อเครือญาติและจำต้องกล่าวออกมาอย่างไร้น้ำใจ “ที่สะใภ้สามพูดก็มีเหตุผล พวกเรา…พวกเรารีบเดินทางต่อเถอะ!”


ผู้เฒ่าลู่ยังคงตั้งใจจะเดินทางไปเมืองหลิวเจีย แม้ไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่นั่นเป็นเช่นไรแต่อย่างน้อยก็เป็นเมือง ขึ้นชื่อว่าเมืองก็ต้องความเจริญอยู่บ้าง ตอนนี้พวกเขามีเงินติดตัวแล้ว เขาจึงอยากหาซื้อข้าวสารและบะหมี่เป็นเสบียงเพิ่มเติม


คนอื่นไม่มีความเห็นแต่อย่างใด


แต่เหอจิ่วเหนียงเอ่ยทัดทาน “ท่านพ่อเจ้าคะ ตรงนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลิวเจียแล้ว หลังจากสังหารคนกลุ่มนี้ไปคาดว่าโจรพวกนั้นต้องไปที่นั่นแน่.นอน ไม่แน่ที่นั่นอาจจะวุ่นวายกว่านี้ก็ได้ อย่างไรเสียตอนนี้เราก็ยังมีเสบียงอาหารอยู่ ข้าว่าเราเลี่ยงเมืองนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ”


นางไม่เห็นด้วยกับการเดินทางไปเมืองเล็กๆที่ไม่มั่นใจว่าปลอดภัยหรือไม่ ครอบครัวมีชายหนุ่มที่มีพละกำลังเพียงสองคน หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นนางจำต้องลงมือเองเป็นแน่ ถึงตอนนั้นคงลำบากใจไม่น้อยที่ต้องเปิดเผยความจริง


ทุกคนหันไปมองสะใภ้สามพร้อมกันทันที รู้สึกว่านางเก่งกาจขึ้นมากหลังจากที่ผ่านความตายครั้งนั้นมา อีกอย่างเมื่อทุกคนคิดตามแล้ว ที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผล


ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดทุกคนก็รู้สึกว่าแผนการของเหอจิ่วเหนียงเป็นผลดีต่อครอบครัว ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนก็หาใช่ไม้แก่ดัดยากไม่ฟังคำแนะนำของคนวัยเยาว์ เมื่อคิดอย่างถ้วนถี่แล้วจึงตัดสินใจเชื่อนาง


บุตรชายคนโตกล่าว “ท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ หรือจะให้ข้าไปสำรวจดูสถานการณ์ที่นั่นก่อน หากต้องการสิ่งใดข้าจะได้หาซื้อกลับมาด้วย”


บิดามารดาอายุมากแล้ว ตัวเขาผู้เป็นพี่ชายคนโตต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว แม้ในใจจะหวาดหวั่นอยู่บ้างแต่ก็อยากไปสำรวจสถานการณ์สักหน่อย หากได้เจอญาติก็นับว่าเป็นเรื่องดี หากไม่เจอ เขาเพียงคนเดียวก็ง่ายที่จะหลบหนี


“ไม่ได้!”


นางซุนรีบคัดค้านทันที “ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปใครก็ห้ามไปทั้งนั้น! ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้พวกเราจะแยกกันไม่ได้เด็ดขาด!”


บทเรียนอันนองเลือดมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า และศพที่นอนเป็นกองพะเนินอยู่นั่นก็เป็นสมาชิกร่วมหมู่บ้าน เช่นนี้แล้วจะปล่อยให้เจ้าใหญ่ไปเพียงลำพังได้อย่างไร!


“ใช่ พวกเราจะแยกกันไม่ได้เด็ดขาด!” ชายชราพยักหน้าพลางกล่าว “เช่นนั้นเราเดินอ้อมเมืองหลิวเจียมุ่งหน้าไปเฉียนโจวกัน ถึงเฉียนโจวแล้วค่อยว่ากันอีกที”


ก่อนหน้านี้ได้นัดหมายกับครอบครัวของบุตรสาวคนเล็กแล้วว่าจะไปเจอกันที่เฉียนโจว จากนั้นก็วางแผนว่าจะเดินทางไปอันโจวพร้อมกัน


ลู่กุ้ยหลาน—บุตรสาวคนเล็กของครอบครัวลู่แต่งงานกับพ่อค้าขายเนื้อ ฐานะของครอบครัวไม่เลวเลย บ้านพวกเขามีรถม้า อีกทั้งยังออกเดินทางก่อนครอบครัวแซ่ลู่หลายวัน หากไม่มีข้อผิดพลาด คาดว่าน่าจะถึงเฉียนโจวได้หลายวันแล้ว


เหอจิ่วเหนียงผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่ง.อกไปเปราะหนึ่ง และแล้วพวกเขาก็เร่งเดินทางต่อตามแผนการใหม่

......


ท้องนภาผันเปลี่ยนสู่รัตติกาล


เมื่อคืนวานครอบครัวลู่เจอที่พักแรมอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้พวกเขายังระหกระเหินอยู่กลางป่าเขาอยู่เลย


“โบร๋วๆ บรู๋ว~”


ทันใดนั้นเสียงหมาป่าหอนดังขึ้นจากบนเขาที่อยู่ไม่ไกล แม้แต่ผู้ใหญ่ก็อดตกใจไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็กๆ


“ท่านแม่…!”


โก่วเอ๋อร์ถูกเหอจิ่วเหนียงแบกไว้บนหลังโดยใช้ผ้ารัดไว้ แม้จะไม่ได้ใช้แรงแต่เจ้าตัวน้อยก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้า อย่างไรเสียร่างกายของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว


เพิ่งจะพบเห็นภาพอันหดหู่ไปไม่นาน ตอนนี้มาได้ยินเสียงหมาป่าเห่าหอนอีก สองมือน้อยๆของเด็กชายวัยสองขวบกอดคอผู้เป็นมารดาแน่นด้วยความหวาดกลัว


“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว” เหอจิ่วเหนียงตบแขนบุตรชายเบาๆเพื่อปลอบ “มันอยู่ไกลเรามาก อีกอย่าง ต่อให้พวกมันมาแม่ก็ไม่กลัว แม่จะจับพวกมันมาตุ๋นบำรุงร่างกายเจ้า!”


“ท่านแม่เก่งที่สุดเลย!”


โก่วเอ๋อร์ไร้ซึ่งความหวาดกลัวในทันใด ปากเล็กๆฉีกยิ้มเจิดจ้า


ส่วนคนอื่นได้ยินดังนั้นต่างก็เบิกตากว้าง หันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความตกใจ


สะใภ้สามกล้าหาญถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน!?


อย่างไรก็ตามการตกเป็นเป้าของหมาป่าไม่ใช่เรื่องดี ดังนั้นในตอนนี้ต้องรีบหาที่พักให้เร็วที่สุด


พวกเขาจึงรุดหน้าต่อไป


กระทั่งพบกับแสงไฟส่องสว่างจากภาพเบื้องหน้าที่ไกลออกไป ยามสายลมพัดปะทะใบหน้าก็หอบเอากลิ่นหอมของเนื้อย่างโชยเข้าจมูก อีกทั้งยังได้ยินเสียงการสนทนาเบาๆ


จากเสียงการพูดคุยเห็นชัดว่าไม่ใช่คนในพื้นที่… และดูเหมือนจะไม่ใช่คนดี!


เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นเพื่อห้ามไม่ให้ทุกคนเดินหน้าต่อ สีหน้าของผู้เฒ่าลู่พลันเปลี่ยนไปไม่สู้ดีนัก “ฟังแล้วเหมือนสำเนียงแคว้นหนานไท่มาก”


‘หนานไท่’ อย่างนั้นหรือ?


ทุกคนหันมองชายชราด้วยความประหลาดใจ


ตอนที่ 5: รวยแล้ว


ครั้งหนึ่งในวัยหนุ่มผู้เฒ่าลู่เคยเป็นทหารลาดตระเวนมาก่อน ติดตามหน่วยรบแนวหน้าบุกตะลุยไปทั่วแว่นแคว้น ได้ความรู้และประสบการณ์มาอย่างโชกโชน


ชายชราตื่นตระหนกเล็กน้อย “เหตุใดคนหนานไท่ถึงอยู่ที่เป่ยเหยียนในเวลาเช่นนี้…ชายแดนวุ่นวายมานานหลายปี พวกเขาคงไม่ฉวยโอกาสทำศึกในตอนที่พวกเรากำลังประสบภัยแล้งหรอกกระมัง”


เรื่องการจะเดินทางไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ตกเป็นเรื่องรองทันที เพราะบัดนี้จู่ๆดันมาเจอคนหนานไท่ ครอบครัวลู่ทุกคนต่างพ่นลมหายใจหนักๆด้วยความกังวล


“ไม่ใช่สิ…”


ชายชราตงิดใจขึ้นมา พยายามไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะกล่าว “...ไม่ใช่คนหนานไท่ ข้าเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังพูด”


ในแต่ละแคว้นจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาของต่างแคว้นอยู่ คนหนึ่งจะเชี่ยวชาญกี่ภาษาก็สุดแล้วแต่ ทว่าสำหรับชาวบ้านคนธรรมดาแน่.นอนว่ายากจะได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้


ดังนั้นแม้ชายชราจะมีความรู้กว้างขวางจากประสบการณ์วัยหนุ่ม แต่เขาผู้เป็นเพียงชาวบ้านก็ฟังภาษาหนานไท่ไม่เข้าใจ


ทว่าเมื่อครู่เหมือนเขาจะได้ยินคนพวกนั้นพูดว่า… ‘โดนพิษ’ … ‘หนีไปได้ไม่ไกล’ อะไรสักอย่าง


คนในครอบครัวไม่เข้าใจ ชายชราจึงอธิบายให้ฟังอีกครั้ง และแล้วดูเหมือนจะเข้าใจแต่สุดท้ายก็ไม่เข้าใจอยู่ดี


ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับเข้าใจแจ่มแจ้ง


พูดง่ายๆก็คือ คนกลุ่มนั้นพูดภาษาเป่ยเหยียนโดยใช้สำเนียงหนานไท่ อีกทั้งหลายคนในกลุ่มเป็นคนเป่ยเหยียนที่แปรพักตร์ไปอยู่ข้างศัตรู


ควรทราบว่า แคว้นเป่ยเหยียนก็คือดินแดนแห่งนี้ที่ครอบครัวของเหอจิ่วเหนียงเกิดและเติบโต ส่วนแคว้นหนานไห่แน่.นอนว่าเป็นแคว้นปรปักษ์นั่นเอง


คนพวกนั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?


หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับฉินเจียน!


แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะมีแผนการอะไรก็ไม่ใช่กงการที่คนสกุลลู่จะเข้าไปยุ่ง ตอนนี้พวกเขาแค่รักษาตัวเองและครอบครัวให้อยู่รอดปลอดภัยไปด้วยกันก็พอ


ผู้เฒ่าลู่เผยสีหน้าเคร่งขรึม แล้วให้ทุกคนเดินอ้อมไปอีกทาง


“เป็นไปได้หรือไม่ว่ากองศพที่เราเจอจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มนี้?” จู่ๆบุตรชายคนรองก็เอ่ยออกมา


จุดนี้อยู่ห่างจากสถานที่นองเลือดไม่ไกลนัก ไม่แน่อาจเป็นฝีมือของพวกป่าเถื่อนกลุ่มนี้


แม้ไม่อยากหาเรื่อง แต่เขาก็เป็นคนใจเด็ดเดี่ยวคนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นคนต่างแคว้นกลุ่มนี้มีใจคิดร้าย จะให้ปล่อยไปได้อย่างไร!


“ไม่น่าใช่…” เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “...คนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมีแผนการใหญ่ ไม่น่าใช่พวกโจรปล้นชิงที่ลงมือฆ่าคนไม่เลือกหน้าแบบนั้น อีกอย่างพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนอาหารและเงินทอง”


สดับวาจาของเหอจิ่วเหนียงทุกคนก็หวนคิดได้ว่าคนกลุ่มนั้นมีม้าซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงฐานะ แถมตอนนี้ยังนั่งกินเนื้อย่างกันอย่างสำราญ และคล้ายว่าไม่อยากข้องแวะกับผู้อพยพอย่างพวกเขาเลยสักนิด


“เช่นนั้นพวกเรารีบไปกันเถอะ อย่าให้พวกนั้นจับได้!”


นางหยูก้าวขึ้นมานำหน้าขบวนแล้วหันไปเรียกทุกคนให้เร่งฝีเท้า แต่เมื่อหันกลับมาเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางกลับพบว่า…


กลุ่มชายชุดดำที่นั่งกินดื่มอยู่ทางด้านนั้นบัดนี้ยืนอยู่ด้านหน้าพวกเขาแล้ว อีกทั้งยังถือดาบยาวไว้ในมือ!


คนกลุ่มนี้คือนักฆ่า มีความปราดเปรียวและไหวพริบสูง พวกเขาสัมผัสได้ตั้งแต่คนตระกูลลู่ยังไม่ทันเข้ามาใกล้บริเวณนี้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทักษะการเข้าประชิดตัวศัตรูอย่างเงียบเชียบเลย


เหอจิ่วเหนียงคาดเอาไว้แล้วว่าคนพวกนั้นจะต้องจับได้ แต่นางไม่อาจพูดออกมา หากพูดมากไปก็ยากจะอธิบาย ดังนั้นจึงอยู่เงียบๆ และทำตามวิธีของคนในครอบครัว


ชายชราลู่ตื่นตระหนกและนึกเสียใจที่ช้าไปหนึ่งก้าว แต่เพื่อทุกคนในครอบครัว เขาจึงต้องฝืนยิ้มอย่างสุดกำลังพลางออกหน้าเจรจา “พวกเราเป็นแค่ผู้ลี้ภัย ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น…”


นักฆ่าตรงหน้าข่มขู่เสียงลอดไรฟันด้วยสำเนียงไม่คุ้นหู แต่ถ้อยคำที่เขาพูดออกมาผู้เฒ่าลู่ล้วนฟังออก พวกเขาบอกว่า ‘ใครที่เจอพวกข้า มันต้องตาย!’


ภารกิจและความเคลื่อนไหวของชายชุดดำกลุ่มนี้ไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้เด็ดขาด แม้แต่ครอบครัวชาวบ้านไร้พิษสงก็ไม่ละเว้น! แม้พวกเขาจะไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อเบี่ยงสายตามามองแล้ว วันนี้ก็ต้องตายอยู่ที่นี่!


เด็กน้อยในครอบครัวเห็นท่าทางโฉดชั่วของกลุ่มคนแปลกหน้าจึงตกใจจนร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว เว้นแต่โก่วเอ๋อร์ที่นอนเม้มปากอยู่บนหลังเหอจิ่วเหนียงโดยไม่ส่งเสียงใดๆ เขารู้ว่าท่านแม่ปกป้องเขาได้


กลุ่มคนชุดดำไม่รอช้าพุ่งเข้าหาศัตรูทันที บุรุษหนุ่มสกุลลู่ทั้งสองเห็นความตายลอยเข้ามาก็กลืนน้ำลายด้วยความประหม่า สัญชาตญาณสั่งให้ยกไม้ค้ำยันที่ใช้ผ่อนแรงระหว่างการเดินทางขึ้นรับการโจมตี พวกเขาเป็นเสาหลักของครอบครัว แม้จะรู้ว่าไม่มีทางเอาชนะได้ แต่ก็ต้องปกป้องทุกคนให้ถึงที่สุด!


ผู้เฒ่าลู่เองก็พุ่งตัวเข้าไปต้านทาน เขาไม่ยอมแสดงให้ใครเห็นว่าอ่อนแอเด็ดขาด!


เหอจิ่วเหนียงรีบดึงเหล่าสตรีและเด็กๆไปหลบหลังต้นไม้และสั่งให้หันหลังปิดตาไว้ จากนั้นนางใช้โอกาสนี้ล้วงเอาเข็มเงินอาบยาพิษออกมาจากห้วงมิติหนึ่งกำมือ ทันทีที่สะบัดมือเข็มพิษก็พุ่งไปที่จุดมิ่งเหมินของคนร้าย


[1] จุดมิ่งเหมิน คือข้อต่อส่วนบริเวณเอวระหว่างสะโพกกับกระดูกสันหลัง


เข็มเงินทั้งบางเฉียบและขนาดเล็ก สามารถแทงทะลุเนื้อผ้าเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างง่ายดาย ชายฉกรรจ์ในชุดดำจึงล้มลงไปกับพื้นสิ้นลมหายใจทันที โดยที่สามบุรุษแห่งตระกูลลู่ยังคงหลับตาชกลมอยู่อย่างนั้น


เมื่อรู้สึกว่าโจมตีไม่โดนตัวศัตรูชายแซ่ลู่ทั้งสามจึงลืมตาขึ้น และพบว่าคนเหล่านั้นล้มลงไปกองกับพื้นนอนแน่นิ่งหมดแล้ว


ทั้งสามเห็นดังนั้นจึงประหลาดใจมาก …นะ นี่พวกเขาต่อสู้เก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?


“ท่านแม่! ทุกคน! เราปลอดภัยแล้ว รีบออกมาเถอะ!”


บุตรชายคนโตตะโกนเรียก ด้านคนที่หลบอยู่หลังต้นไม้จึงค่อยๆเปิดตาขึ้นมอง


ทั้งสามคนไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่กลุ่มคนร้ายกลับล้มลงไปกองกับพื้น!?


ผู้เฒ่าลู่เดินเข้าไปตรวจสอบอย่างกล้าหาญ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก “พวกมันตายกันหมดแล้ว”


ได้ยินดังนั้นนางซุนจึงกล้าพาทุกคนออกมา หญิงชรารีบรุดเข้าไปดูผู้เป็นสามี ก่อนจะหันไปมองบุตรชายทั้งสอง


บุตรคนรองยิ้มพลางกล่าว “ท่านแม่ พวกข้าปลอดภัยดี!”


“นะ นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


นางฉินพูดจาตะกุกตะกัก ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนร้ายจะอ่อนแอเช่นนี้


…น่าเหลือเชื่อเกินไป


“พวกข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน…”


บุตรคนรองส่ายหน้าไปมาด้วยความมึนงง เดิมทีคิดว่าคืนนี้ทั้งครอบครัวจะประสบความตายเสียแล้ว


“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง คนพวกนี้ต้องมีเงินกับเสบียงติดตัวมาเป็นแน่! รีบค้นตัวพวกเขาเถอะเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปากขัดเพื่อไม่ให้พวกเขาพูดต่อ มิเช่นนั้นอาจชักช้าจนคนฝ่ายนั้นตามมาสมทบได้


“ใช่ รีบค้นเร็วเข้า!”


ผู้เฒ่าลู่นำบุตรชายทั้งสองไปค้นตัวเหล่ามือสังหารที่กลับกลายเป็นผู้ถูกสังหารเสียเอง พบเงินจำนวนแปดสิบกว่าตำลึง อีกทั้งยังอาหารแห้งที่พวกเขาพกติดตัวมา


ครอบครัวลู่ไม่ปล่อยให้มีอะไรหลงเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว


“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกมันมีม้าด้วย ตรงนั้นต้องมีสัมภาระพวกมันเป็นแน่ ของไม่เสียเงินมาประเคนให้ถึงที่เช่นนี้ ต้องเอาให้หมดอย่าให้เหลือ!”


เหอจิ่วเหนียงยังคงกระตุ้น สองพี่น้องลู่เข้าใจได้ทันที รีบวิ่งไปไม่รีรอ


เอ่อ… ตอนนี้ดูเหมือนว่าเหอจิ่วเหนียงจะกลายเป็นเสาหลักของครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว


นางซุนลอบพิจารณาสะใภ้คนนี้อย่างตั้งใจอีกครั้ง …หลังจากผ่านความตายครั้งนั้นมา ดูเหมือนว่าสะใภ้สามจะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน กลายเป็นคนกล้าหาญ รอบคอบ และมีแผนการมากขึ้น เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะนางเป็นคนนำ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะตื่นตระหนกกันมากขนาดไหน


ผู้เฒ่าลู่แม้จะเป็นฝ่ายเข้าไปค้นตัวผู้มุ่งร้ายอย่างห้าวหาญทว่าแขนขาของเขาก็อ่อนแรงจากความเหนื่อยล้า นางซุนจึงประคองผู้เป็นสามีไปนั่งพัก


ส่วนด้านเหอจิ่วเหนียงกลับเดินไปเก็บดาบยาวและกริชของนักฆ่าเหล่านั้น ระหว่างนี้ก็ถือโอกาสตรวจสอบร่างกายพวกเขา


พบว่าบนหน้าอกของทุกคนมีรอยสักเขี้ยวหมาป่าอยู่


สมาชิกในครอบครัวเห็นสะใภ้สามกระชากเสื้อผ้าของคนเหล่านั้นจึงเบิกตากว้างจ้องมองนางด้วยความตกใจ คนถูกมองจนตาแทบถลนแสร้งเป็นไม่เห็น นางชูดาบยาวกับกริชในมือขึ้น “เก็บเอาไว้ เผื่อได้ใช้ระหว่างทาง”


“ฮะ เอ่อ อ๋อ ใช่ๆๆ!” นางหยูรีบพยักหน้าเห็นด้วย นึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ชายในบ้านสามคนหลับหูหลับตากวัดแกว่งไม้เท้าไปมาเมื่อครู่ นางจึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเอ่ยสนับสนุน “น้องสะใภ้สามช่างฉลาดยิ่งนัก เจ้าแบกโก่วเอ๋อร์อยู่ ของพวกนี้ใส่ไว้ในตะกร้าให้ข้าแบกเถอะ”


ด้วยความหวังดีจากอีกฝ่ายเหอจิ่วเหนียงจึงไม่ปฏิเสธ นำดาบยาวใส่ในตะกร้าให้พี่สะใภ้ใหญ่แบก ส่วนกริชเหล่านั้นนางเก็บเอาไว้กับตัวหนึ่งเล่ม ที่เหลือส่งให้ผู้เฒ่าลู่ให้เขาเป็นคนเอาให้พี่ใหญ่และพี่รองคนละเล่ม


ไม่นานนักสองพี่น้องลู่ก็เดินกลับมาพร้อมกับม้าสี่ตัวและห่อผ้าอีกห้าห่อ ด้านในคือเงิน อาหารแห้ง และน้ำดื่มอย่างที่คาดไว้ไม่ผิด และยังมีเนื้อแห้งอีกด้วย


ชายชราลองดม “กลิ่นเนื้อหมูนี่”


ดวงตาของทุกคนเป็นประกายทันที


พวกเรารวยแล้ว!


คนสกุลลู่ปลาบปลื้มอย่างมาก แต่ดีใจได้ไม่นานก็ตระหนักได้ว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้นานนัก จึงรีบอุ้มเด็กๆขี่หลังม้า ส่วนผู้ใหญ่เป็นฝ่ายเดินจูงม้า ทั้งครอบครัวเร่งเดินทางต่อ

.......


ไม่นานนักก็พบสถานที่หลบลมแห่งหนึ่ง ครอบครัวตระกูลลู่จึงตัดสินใจค้างคืนที่นี่


ทุกคนกินอาหารแห้งและดื่มน้ำที่เพิ่งได้มาจากกองโจร เด็กน้อยทั้งหลายเองก็ได้กินเนื้อแห้ง ยามขบเคี้ยวใบหน้าไร้เดียงสาก็ยิ้มตาหยิบหยีอย่างมีความสุข


บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ


ทว่าจู่ๆ เหอจิ่วเหนียงกลับทำท่าทาง ‘ชู่’ ให้ทุกคนเงียบ


“มีคนกำลังมองพวกเราอยู่”


ตอนที่ 6: แรงงานแบบไม่เสียเงิน


คนสกุลลู่ตกใจจนตัวสั่นเทา บริเวณโดยรอบเงียบสงบไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลย แต่ในเมื่อสะใภ้สามกล่าวเช่นนี้นั่นแสดงว่านางจะต้องจับความเคลื่อนไหวบางอย่างได้จริงๆ


เหอจิ่วเหนียงกระซิบบอกพวกเขาเสียงเบา ก่อนจะจงใจพูดเสียงดัง “เอาละ ทุกคนรีบนอนพักเถอะ พรุ่งนี้เช้ายังต้องเดินทางกันต่อ”


สิ้นเสียงทุกคนก็หาที่เหมาะๆเอนกายนอน


อาชาทั้งสี่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางพงไพรอันกว้างใหญ่และความดึกสงัดเช่นนี้พวกมันช่างสะดุดตาเป็นพิเศษ

…....


เมื่อเห็นกลุ่มคนที่เฝ้าจับตามองนอนหลับกันแล้ว สองคนที่ซุ่มอยู่ไม่ไกลนักจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


“พี่ใหญ่ พวกมันหลับกันแล้ว เราลงมือเลยเถอะ!”


กล่าวจบชายผู้นี้ก็.อดแลบลิ้นเลียปากไม่ได้ จับจ้องม้าเหล่านั้นตาเป็นมัน ในภาวะวิกฤตเช่นนี้หากมีโอกาสได้ลิ้มรสเนื้อม้าละก็ อา∼∼∼ มันต้องสุขสมจนตัวลอยยิ่งกว่าได้เป็นเทพเซียนเป็นแน่!


“รออีกหน่อย”


คนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ยกมือปราม ใบหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง


ระหว่างทางพวกเขาเจออึม้าจึงลองตามเบาะแสมา และแล้วก็ได้พบกับม้าอย่างที่คาดไว้!


แต่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ครอบครัวชาวนายากจนกลับสามารถอยู่รอดปลอดภัย ทั้งยังมีม้าอีกสี่ตัวข้างกาย เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา ฉะนั้นจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด


“ขืนรอต่อไปฟ้าก็สางกันพอดี!”


ชายคนแรกอดใจรอไม่ไหวแล้ว ขณะพูดออกมายังได้ยินเสียงกลืนน้ำลายไปด้วย


โอกาสมาถึงแล้วจะประวิงเวลาอีกทำไมกัน! เขาไม่อยากฟังสิ่งใดทั้งนั้น ก้าวขาออกไปจากที่ซ่อนโดนพลันและพุ่งตัวเข้าไปหาเป้าหมาย


หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นก็สบถคำด่าออกไปคำหนึ่ง ก่อนจะตามไปอย่างหัวเสีย


จุดประสงค์ของพวกเขามีเพียงม้าเท่านั้น จึงค่อยๆย่องไปใกล้สัตว์ทั้งสี่ตัวอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้เจ้าของของพวกมันรู้ตัว จากนั้นรีบช่วยกันปลดปมเชือกออกอย่างระมัดระวัง


“พี่ใหญ่ เรารวยแล้ว!”


คนรีบร้อนเผยรอยยิ้มอัปลักษณ์ พวกเขาจะกินม้าหนึ่งตัว ส่วนม้าที่เหลือหากนำไปขายที่เมืองเฉียนโจวคงได้กำไรไม่น้อย


หัวหน้าโจรไม่พูดอะไร คิดเพียงแค่จะรีบจูงม้าออกไปเท่านั้น


แต่ใครเลยจะคิดว่าจู่ๆ …จะรู้สึกเย็นวาบที่คอขึ้นมา!


“จะไปไหนกันล่ะ?”


น้ำเสียงใจเย็นของบุรุษดังขึ้น โจรทั้งสองสะดุ้งจนตัวโยน


ซวยแล้ว!!


ยามนี้มีอาวุธอยู่ในมือแล้ว คนตระกูลลู่ย่อมไม่กลัวโจรกระจอกสองคนนี้ สองพี่น้องลู่เข้ารวบตัวพวกคนรนหาที่ตายอย่างรวดเร็วแล้วมัดไว้ข้างกองไฟ


“อะ เอ่อ…คือว่าพวกข้าหิวมาก ก็เลยจะ…เอ่อ…”


โจรผู้เป็นลูกน้องตื่นตระหนกจนแทบจะหยุดหายใจ ตลอดทางประสบพบเจอภาพแห่งความตายมาไม่น้อย แม้จะเป็นโจรแต่เขาก็กลัวตาย เขาไม่อยากมีสภาพเป็นร่างไร้วิญญาณโดดเดี่ยวอยู่กลางป่าเขาแบบนั้นนะ!


ส่วนโจรอีกคนเอาแต่จับจ้องผู้ร่วมขบวนการโดยไม่พูดอะไร เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าเหตุใดตนถึงได้ร่วมมือกับคนโง่เช่นนี้


“ท่านแม่ พวกเขาหิวแล้ว” โก่วเอ๋อร์ยื่นมือน้อยๆ ชี้ไปที่คนแปลกหน้าทั้งสอง


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางกล่าว “แม่รู้แล้ว”


หญิงสาวคิดว่าบุตรชายคงจะรู้สึกสงสาร ทว่าเด็กน้อยกลับเอ่ยออกมาอีกครั้ง “แต่พวกเขาเป็นคนไม่ดี คนขโมยของคนอื่นก็คือคนไม่ดี!”


“ใช่แล้วลูก พวกเขาคือคนไม่ดี ลูกแม่ เจ้าฉลาดจริงๆ!”


เพื่อเป็นการให้รางวัลบุตรชาย เหอจิ่วเหนียงจึงหอมแก้มนุ่มนิ่มกลับไปหนึ่งฟอด หยอกล้อจนเจ้าตัวเล็กส่งเสียงหัวเราะคิกคัก


สองสามวันที่ผ่านมาโก่วเอ๋อร์มีชีวิตชีวาขึ้นมาก ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มบนใบหน้าก็มักจะเผยออกมาให้เห็นบ่อยๆ


เด็กน้อยคนอื่นๆ ต่างมองขโมยสองคนนั้นด้วยความสนใจ…


ไม่แน่สองคนนี้อาจมีเงินติดตัวมาด้วยก็ได้!


สองโจรผู้เคราะห์ร้ายถูก ‘เหยื่อ’ จับจ้องจนรู้สึกอึดอัด คนเป็นผู้นำจึงเอ่ยปากด้วยความเหลืออด “จะฆ่าจะแกงก็เชิญเลย!”


หึ ช่างใจเด็ดเหลือเกิน


ผู้เฒ่าลู่หันมองเหอจิ่วเหนียง “สะใภ้สาม เจ้าคิดว่าควรจัดการพวกมันอย่างไรดี?”


เหอจิ่วเหนียงพิจารณาจากสภาพซอมซ่อของอีกฝ่ายจึงอนุมานว่าพวกเขาไม่น่าจะมีเงินให้ปล้นชิง หากแต่นางยังมีวิธีที่พวกตนยังคงได้ประโยชน์ “พวกเรามีม้าแต่ยังไม่มีเกวียน หากคืนนี้พวกเขาช่วยทำเกวียนให้เราได้สองเล่ม เราก็จะปล่อยพวกเขาไป”


เกวียนธรรมดาธรรมดา ทำได้ไม่ยาก เดิมทีเหอจิ่วเหนียงตั้งใจจะบอกกับพี่ใหญ่และพี่รองในเช้าวันรุ่งขึ้น นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีแรงงานโผล่มาให้ใช้งานเปล่าๆ โดยไม่ต้องเสียเงินและเสียแรงถึงสองคน


ดวงตาฝ้าฟางของผู้เฒ่าลู่เปล่งประกายในทันใด


ใช่แล้ว! ตอนนี้มีม้าแล้ว แต่ให้พวกเด็กๆขึ้นไปนั่งอัดกันบนหลังม้าก็ดูจะไม่ปลอดภัยเท่าไรนัก หากมีเกวียนสักสองเล่มคงดีไม่น้อย อย่าว่าแต่เด็กๆเลย ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาก็พลอยได้เดินทางสะดวกสบายขึ้นด้วย


สีหน้าของคนร้ายทั้งสองดำคล้ำราวกับถ่าน หิวโหยมาหลายวันเรี่ยวแรงแทบไม่มี แล้วจะให้ช่วยคนพวกนี้ทำเกวียนเนี่ยนะ!


สองโจรดวงตกยังไม่ทันปฏิเสธแม้แต่ครึ่งคำเหอจิ่วเหนียงก็ตัดบท “หากพวกเจ้าทำสำเร็จ ข้าจะให้ข้าวปั้นเป็นการตอบแทน”


ขณะที่พูดไปนางก็ควักข้าวปั้นชิ้นโตสองชิ้นออกมาให้ดู ก่อนจะเก็บกลับเข้าห่อผ้าดังเดิม


จอมโจรทั้งสองหันมองหน้ากัน ในหัวประมวลผลเร็วจี๋…


หากไม่ทำ ครอบครัวนี้จะไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ แต่หากทำ นอกจากรักษาชีวิตไว้ได้แล้วพวกเขายังได้กินข้าวอีกด้วย!


เพื่อข้าว!


ทำ!!!


“ไม่มีขวานกับเชือก…” โจรคนหนึ่งเอ่ยเสียงอ่อย เหอจิ่วเหนียงนำของทั้งสองอย่างออกมาจากห่อผ้าห่อใหญ่ในทันท่วงที


ทุกคนมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง


นี่มันอะไรกัน ห่อผ้านี่มีทุกอย่างเลยหรือ!


ต้นไม้ก็มีอยู่ตรงหน้า ต้องการมากแค่ไหนก็ตัดเอา ตัดมาทำเป็นแผ่นไม้ แล้วใช้เชือกมัดเข้าด้วยกัน


ส่วนของล้อยิ่งง่าย หาตอไม้นำมาเหลาเป็นแท่งทรงกระบอกก็ได้แล้ว แม้จะมีน้ำหนักไปสักหน่อย แต่ใช้ม้าร่างกำยำสองตัวลากต่อเกวียนหนึ่งเล่มนับว่าไม่เป็นปัญหาอะไร


เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวประกันหนี สองบุตรชายตระกูลลู่จึงขันอาสาเป็นคนคุมงาน ครั้นเมื่อถึงยามเช้าตรู่ เด็กๆตื่นขึ้นมา เกวียนสองเล่มแสนจะธรรมดาก็ถูกพาดอยู่บนหลังม้าแล้ว


“รถม้า รถม้า! ครอบครัวเรามีรถม้าแล้ว!”


เหลยจื่อ—หลานชายคนโตของบ้านวิ่งออกไปดู เด็กน้อยคนอื่นก็วิ่งตามไปด้วยความตื่นเต้น รถม้าสองคันที่ใช้ม้าคู่ลากเช่นนี้ ชาตินี้บ้านพวกเขาไม่มีปัญญาจะซื้อด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ระหว่างทางที่ลี้ภัยกลับได้เห็นสิ่งที่น่าเกรงขามเช่นนี้ ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจและประหลาดใจจริงๆ!


“นี่มันใช้ได้จริงๆใช่หรือไม่?”


นางฉินเห็นกงล้ออันเทอะทะจึงกังวลเล็กน้อย หากลากๆไปแล้วล้อเกิดมีปัญหาจนพวกเขาพลัดตกลงมาจะทำเช่นไร


“วางใจได้ เมื่อครู่ข้าลองแล้ว ตราบใดที่ใช้ความเร็วช้าหน่อยก็จะปลอดภัย!”


บุตรคนรองยิ้มพลางตบไหล่ปลอบภรรยา สายตาภาคภูมิยังคงวางไว้ที่รถม้า ไม่นึกเลยว่ารถม้าสองคันนี้จะเป็นของครอบครัวตน ช่างน่าประหลาดใจโดยแท้!


จอมโจรผู้ถูกบังคับให้เป็นแรงงานก่อสร้างทั้งสองเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนจึงล้มตัวลงนอน แต่สายตากลับจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็ง เตือนนางว่า ‘อย่าลืมข้าวปั้นที่ตกลงกันไว้เมื่อคืน!’


คนถูกมองทำตามที่ตกลงไว้ ควักข้าวปั้นชิ้นโตออกมาแล้วโยนให้พวกเขา


ครอบครัวลู่เห็นสะใภ้สามโยนเสบียงทิ้งไปง่ายๆ แบบนั้นก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย แต่เห็นแก่ที่วันนี้ไม่ต้องเดินเท้า พวกเขาจะหักลบข้อดีข้อเสียก็แล้วกัน


อย่างไรเสียพวกเขายังมีข้าวปั้นที่เตรียมเอาไว้ไม่น้อย อีกทั้งเสบียงอาหารแห้งที่ได้มาเมื่อคืน ยังไม่จำเป็นต้องจุดไฟหุงใหม่ ทุกคนกินของที่เหลืออยู่อย่างง่ายๆ ดื่มน้ำเสร็จก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อ


ผู้เฒ่าลู่รักรถม้ามากจนวางมือไม่ลง เขาบังคับรถม้าคันหนึ่ง ส่วนบุตรชายทั้งสองต้องนอนพักผ่อน เหอจิ่วเหนียงจึงเป็นคนรับหน้าที่บังคับรถม้าอีกคัน


พวกเด็กๆกำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในห้วงนิทรา มีเพียงโก่วเอ๋อร์เท่านั้นที่ยังดูมีชีวิตชีวา นั่งข้างกายมารดาอย่างเงียบๆ ดวงตากลมโตทอดมองไปรอบๆ


“ท่านแม่ มีคนชั่วตามพวกเรามาขอรับ!”


มือเล็กป้อมดึงชายเสื้อเหอจิ่วเหนียงบอกให้นางหันมองด้านหลัง ทันทีที่หญิงสาวหันไปก็พบว่าเป็นแรงงานสองคนนั้นที่ตามพวกนางมา


“พวกมันคิดจะทำอะไร?”


นางซุนเห็นดังนั้นคิ้วก็ขมวดแน่น มองสะใภ้สามด้วยความสงสัย


เหอจิ่วเหนียงเองก็ไม่อาจรู้ได้ นางเพียงบังคับบังเหียนต่อไป


กระทั่งจอมโจรสองคนนั้นตามมาทัน หญิงสาวแซ่เหอจึงเอ่ยถามอย่างเอาเรื่อง “ทำไม ยังอยากให้พวกข้าใช้แรงงานอีกอย่างนั้นหรือ?”


อีกฝ่ายมีกันแค่สองคน หากจะปะทะกันขึ้นมาคนสกุลลู่ย่อมไม่กลัวอยู่แล้ว เว้นเสียแต่สองคนนี้จะมีแผนร้ายแอบลงมือตอนเผลอ นั่นต่างหากที่น่ากังวล


ตอนที่ 7: เจอโจรเร่ร่อน


ในที่สุดมือปล้นทั้งสองก็ตามมาทัน เหนื่อยจนใจแทบขาด รีบโกยเอาอากาศเข้าปอดอย่างสุดกำลัง กระทั่งได้ยินคำค่อนขอดจากสตรีห้าวหาญจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ


“ไม่ใช่ ไม่ใช่ พวกข้าแค่อยากตามหลังพวกเจ้าเพื่อความอุ่นใจเฉยๆ”


เอ่ยจบก็คลี่ยิ้มเอาใจเล็กน้อย หลังจากสังเกตมาทั้งคืนพวกเขาพบว่าครอบครัวนี้ไม่ธรรมดาเลย ทั้งที่มีเพียงคนชรา สตรี และเด็ก แต่กลับใช้ชีวิตอย่างสุขสงบท่ามกลางกลียุคเช่นนี้ได้ แถมตอนเช้ายังเห็นพวกเขากินเนื้อแห้งอีกด้วย


ครอบครัวนี้เป็นคนตระกูลใหญ่ตระกูลใดกัน!


ดังนั้นจอมโจรทั้งสองจึงปรึกษากันว่าควรจะติดตามครอบครัวนี้ หากประสบพบเจอคนคิดร้ายจะได้มีคนให้ความช่วยเหลือ


นางซุนได้ยินดังนั้นก็รีบคว้าห่อผ้าตรงหน้ามากอดไว้แน่น สายตาจับจ้องคนแปลกหน้าอย่างคาดโทษ “อย่าคิดจะหาผลประโยชน์จากครอบครัวข้าเชียว!”


ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนในครอบครัวยังคงอยู่รอดปลอดภัยก็นับว่าดีมากแล้ว จะเอาคนอื่นเข้ามาให้เป็นภาระทำไมกัน


“ไม่ๆๆ พวกข้าไม่มีเจตนาอื่น เราเพียงแค่อยากตามอยู่ข้างหลังพวกเจ้าไปก็เท่านั้น”


ขอเพียงมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัย พวกเขาสองคนย่อมหาวิธีไม่ให้ตัวเองหิวตายได้อย่างแน่.นอน ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง


สดับวาจานางซุนก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียง หญิงสาวเพียงพยักหน้าตอบรับ และหันไปบังคับรถม้าเดินทางต่อ


เมื่อออกหากจากชายสองคนนั้นมาไกลแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงกระซิบกับนางซุนและคนอื่นๆ “ให้พวกเขาตามหลังก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ คิดซะว่าเราได้ผู้ชายแข็งแรงสองคนมาช่วยคุ้มกัน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นข้าคิดว่าพวกเขาจะช่วยเราได้”


นางซุนคิดไปคิดมา ที่สะใภ้สามพูดก็มีเหตุผล


นางหยูและนางฉินพยักหน้าเห็นด้วย “น้องสะใภ้สาม เจ้าช่างหลักแหลมยิ่งนัก!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับคำชม “ก็สถานการณ์มันบังคับนี่เจ้าคะ”


สะใภ้ทั้งสองพูดไม่ออก เดิมทีพวกนางก็นึกสงสัยว่าสะใภ้สามเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งจะบังคับรถม้าได้อย่างไร แต่ตอนนี้พวกนางได้คำตอบแล้ว…


เพราะสถานการณ์บังคับ

.......


เมื่อถึงเส้นทางราบครอบครัวลู่ก็เพิ่มความเร็วของรถม้าขึ้นเล็กน้อย ทุกคนอยากไปถึงเฉียนโจวให้เร็วที่สุด ไม่อยากให้ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานรอนาน


ม้าทั้งสี่ถูกดึงบังเหียนจึงพยศด้วยความตกใจ พลันนั้นความเร็วของพวกมันก็เพิ่มขึ้น โชคดีที่ทุกคนบนรถม้าเตรียมตัวเอาไว้ก่อน หาไม่คงได้ตกลงมาเป็นแน่


ด้านสองโจรพี่น้องผู้สู้ชีวิตที่ตามหลังต้อยๆมาตลอดทางจนลำคอแห้งผากจากการขาดน้ำ เห็นภาพเหตุการณ์กะทันหันดังนั้นก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว เอ้อหนิวผู้เป็นน้องชายจับแขนพี่ใหญ่พลางกล่าว “พี่ใหญ่ ดูท่าครอบครัวนั่นจะมีปัญหาบางอย่าง พวกเราอย่าตามไปเลย เดี๋ยวจะเดือดร้อนซะเปล่าๆ”


จุดประสงค์ของพวกเขามีเพียงขอตามหลังครอบครัวลู่เพื่อหลีกหนีภัยเท่านั้น สถานการณ์นอกเหนือจากนั้นพวกเขาจะไม่เข้าไปยุ่ง


แต่พี่ใหญ่อย่างมู่จวงกลับเห็นต่าง “หากเราไม่ไปช่วยพวกเขา หลังจากนี้ถ้าคิดจะตามหลังพวกเขาก็คงยากแล้ว”


มู่จวงไม่ได้อยากหาเรื่องใส่ตัว แต่หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้วการตัดสินใจลองตามไปสักครั้งดูจะเป็นทางที่ดีกว่า


“พี่ใหญ่ นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร?”


เอ้อหนิวค่อนข้างขาดไหวพริบ ไม่เข้าใจความหมายของพี่ใหญ่เท่าไรนัก


มู่จวงคร้านจะอธิบาย ทิ้งอีกฝ่ายไว้แล้วรุดหน้าไปทันที


เอ้อหนิวทำอะไรไม่ได้นอกจากวิ่งตามไป

.......


ขณะนี้รถม้าของครอบครัวลู่กำลังจอดสนิท เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวล จ้องมองกลุ่มคนตรงหน้าที่ดูแล้วไม่น่าใช่คนดี


โอ๊ย! ตลอดการเดินทางไม่มีช่วงเวลาไหนที่ราบรื่นเลย!


ในเวลาเดียวกันสองพี่น้องลู่ก็ตื่นพอดี ทันทีที่เห็นกลุ่มคนตรงหน้าซึ่งมีจำนวนมากเกินกว่าจะนับก็ได้สติเต็มตื่น


ด้านเด็กน้อยทั้งหลาย ต้องบอกว่าตลอดการเดินทางที่ผ่านมาพวกเขาเก่งเกินอายุยิ่งนัก ไม่ว่าเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ไม่ส่งเสียงร้องไห้ให้เป็นภาระเลย ทำเพียงหลบอยู่ในอ้อมกอดของมารดาอย่างเงียบๆ


กลุ่มชายโฉดที่อยู่ด้านหน้าเดินเข้ามา แต่ละคนรูปร่างซูบผอมราวกับโครงกระดูก ในมือถือมีดสั้น สีหน้าดุดันน่ากลัว


“หากพวกเจ้าไม่อยากตายก็ส่งเสบียงอาหารกับเงินมา! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือน!”


ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าเหยื่อกลุ่มนี้มีผู้ชายที่ดูเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวเพียงแค่สองคนเท่านั้น ที่เหลือเป็นสตรี คนแก่ และเด็ก จึงยิ่งวางอำนาจหนักขึ้น ทันทีที่เดินเข้ามาใกล้ก็หมายจะดึงม้าไป


“พวกเจ้าเป็นใครถึงได้กล้าปล้นกลางวันแสกๆเช่นนี้!”


ผู้เฒ่าลู่ยกแส้ม้าชี้หน้ากลุ่มผู้ร้าย หลังจากที่เอาชนะเหล่ามือสังหารเมื่อคืนมาได้ ชายชราก็รู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้เขาจึงไม่กลัวสักเท่าไร


“หุบปาก! ตาแก่หงำเหงือกอย่างเจ้าอยู่ในถิ่นข้าแล้วยังกล้าปากดีอีกรึ! วันนี้ข้าจะปลิดชีวิตเจ้าไว้ที่นี่ซะ!”


กล่าวจบคนร้ายผู้นั้นก็ยกมีดพุ่งเข้าหาเป้าหมายทันที!


ผู้เฒ่าลู่ตกใจมาก ม้าที่เขาขี่อยู่ก็รับรู้ได้ถึงอันตรายจึงพยศอีกครั้งจนทำให้คนบนหลังม้าตกลงมา จากนั้นมันห้อตะบึงหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต


“ท่านพ่อ!”


บุตรคนโตรับร่างบิดาเอาไว้ได้ แต่ยังไม่ทันตั้งตัวก็เห็นฝ่ายตรงข้ามยกมีดขึ้นสูงเตรียมจะแทงลงมา บุตรคนรองเห็นดังนั้นจึงรีบใช้ดาบสกัดไว้ สองพี่น้องชักดาบยาวออกมาและรบรากับผู้ประสงค์ร้ายอย่างดุเดือด


ดาบที่เหลือที่เหอจิ่วเหนียงเก็บมา นางเก็บไว้บนรถม้าที่ตนเองนั่ง


นางยื่นมือไปดึงผู้สูงวัยทั้งสอง แล้วอุ้มโก่วเอ๋อร์ยัดใส่อ้อมแขนนางซุนพลางกำชับ “รีบหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวเร็วเข้าเจ้าค่ะ!”


นางหยูละล่ำละลักด้วยความกลัดกลุ้ม “น้องสะใภ้สาม แล้วเจ้าล่ะ?”


ทุกคนล้วนเป็นสตรี นางจึงเป็นห่วงน้องสะใภ้สาม


“ข้ามีวิธีเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกอุ่นใจยิ่งนักที่คนในครอบครัวคอยเป็นห่วง จึงยิ้มตอบกลับพลางกล่าว “ฝากดูแลท่านพ่อ ท่านแม่ และพวกเด็กๆด้วย”


กล่าวจบสตรีผู้มีแผนการก็วิ่งออกไปทันที แล้วก็ตามทันเอ้อหนิวและมู่จวงที่วิ่งนำมาก่อนแล้ว จากนั้นโยนดาบให้พวกเขา “หากครั้งนี้พวกเจ้าช่วยพวกข้าหนีไปได้ข้าจะให้พวกเจ้าร่วมทางไปด้วย!”


นางบอกว่าให้ร่วมทาง แน่.นอนว่ารวมถึงอาหารและที่อยู่ด้วย


สองโจรกลับใจยินดีอย่างมาก ในช่วงเวลาแบบนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าปากท้องอีกแล้ว


พวกเขาร่วมต่อสู้ทันทีโดยไม่ลังเล


คนในครอบครัวลู่ไม่ได้คัดค้านกับสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจ มีสองคนนี้คอยช่วย ฝ่ายพวกเขาก็มีโอกาสชนะมากขึ้น


เมื่อเห็นทุกคนหาที่ซ่อนตัวได้แล้ว เหอจิ่วเหนียงก็แอบซ่อนตัวเช่นกัน จากนั้นเรียกเข็มเงินอาบยาพิษออกมา และตั้งท่าเตรียมส่งเข็มพิษออกไป


ทว่าจู่ๆเกิดสายลมหอบหนึ่งพัดมาจากทางด้านหนึ่งไปยังกลุ่มผู้ไม่หวังดี จากนั้นเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดก็ดังขึ้นตามมา อาวุธในมือของคนกลุ่มนั้นตกลงบนพื้น หลังมือขวาบวมขึ้นเพราะถูกก้อนหินโจมตี


เป็นฝีมือของใครกัน!?


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังสงสัย นางก็เห็นขบวนรถม้ากำลังเคลื่อนเข้ามาแต่ไกล รถม้าสะดุดตาคันหนึ่งตกแต่งอย่างหรูหรา ม่านรถปักเย็บด้วยลูกปัด วิจิตรงดงามยิ่งนัก


กระดิ่งลมติดทั้งสี่มุมของหลังคารถม้า เมื่อกระทบกับสายลมเสียงขับขานของมันก็ยิ่งไพเราะ


ทุกคนตกตะลึง ผู้สูงศักดิ์จากที่ไหนกัน?


โจรเร่ร่อนหลายคนลุกขึ้นตอบโต้ หยิบมีดบนพื้นหมายจะโจมตี แต่สุดท้ายยังไม่ทันลงมือก็ถูกมีดเล่มหนึ่งพุ่งมาปาดคอเสียก่อน


เหอจิ่วเหนียงประจักษ์ชัดว่าผู้ที่ลงมือก็คือ …สาวใช้คนหนึ่ง… ที่กำลังเดินอยู่ข้างๆรถม้าคันแรก ประเมินจากสายตาแล้วอายุน่าจะเพิ่งสิบสองหรือสิบสามปี มัดผมเป็นมวยสองข้าง หน้าตาพริ้มเพรา แต่ฝีมือน่าพรั่นพรึงไม่น้อย


“นายหญิงของข้าไม่ชอบเห็นการต่อสู้เช่นนี้ พวกเจ้าอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจล่ะ!”


บัดนี้ขบวนรถม้าเคลื่อนมาตรงหน้ากลุ่มผู้ก่อความวุ่นวาย สาวใช้ใบหน้างามกวาดตามองทุกคน สองพี่น้องแซ่ลู่หวาดกลัวเล็กน้อย และดึงเอ้อหนิวกับมู่จวงมาด้านข้างเพื่อหลีกทางให้ขบวน


เหอจิ่วเหนียงสังเกตขบวนรถม้าอย่างละเอียด พบว่าแต่ละคนมีท่วงท่าการเคลื่อนไหวอ่อนช้อย มีกำลังภายในลึกล้ำ แม้แต่คนบังคับรถม้าก็หาใช่คนธรรมดา


…นี่ไม่ใช่ตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไปเป็นแน่ ไม่แน่ว่าอาจเป็นสำนักใดสำนักหนึ่งในยุทธภพ


ผู้เป็นนายที่อยู่ในรถม้าคันหรูกลับไม่มีวรยุทธ์ใดเลย แม้แต่สุขภาพร่างกายก็ไม่ค่อยจะดีนัก ที่บอกเช่นนี้ได้ก็เพราะเมื่อครู่ตอนที่รถม้าคันนั้นผ่านหน้าไป เหอจิ่วเหนียงได้ยินคนด้านในหายใจหอบไม่เป็นจังหวะ


ตอนที่ 8: ผู้มีบุญคุณ


ชั่วพริบตานั้นเหอจิ่วเหนียงก็คิดบางอย่างได้ จึงรีบสืบเท้าตามขบวนรถม้าพร้อมกับตะโกนเรียก


“โปรดช้าก่อน!”


รถม้าหยุดขบวนตามคำขอ


นางซุนที่มองอยู่ไม่ไกลกล่าวขึ้นด้วยความกังวล “นี่สะใภ้สามคิดจะทำอะไร คนเหล่านั้นดูก็รู้ว่าไม่อาจล่วงเกินได้ นางนี่ช่างก่อเรื่องจริงๆ!”


“ท่านแม่ใจเย็นๆก่อนเจ้าค่ะ น้องสะใภ้สามทำเช่นนี้ แสดงว่านางต้องมีเหตุผลของนางเป็นแน่”


นางฉินช่วยปลอบแม่สามี สายตาจับจ้องไปที่เหอจิ่วเหนียง ด้วยกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับนาง


สาวใช้ใบหน้างามเดินมาถาม “มีอะไร?”


เหอจิ่วเหนียงโค้งคำนับอย่างสุภาพ “ขอบใจแม่นางมากที่ช่วยชีวิต ครอบครัวของข้าน้อยเป็นชาวนากันหมด ไม่มีสิ่งของใดจะตอบแทน นี่เป็นยาลูกกลอนที่ข้าน้อยได้มาโดยบังเอิญ ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น แม่นางโปรดรับไว้”


สาวใช้หันกลับไปมองรถม้าครู่หนึ่ง นัยน์ตาเผยความประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็มีสีหน้าแววตาเย็นชาดังเดิม นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง “ข้าไม่ได้จะช่วยพวกเจ้าเสียหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “ไม่ว่าอย่างไรแม่นางก็คือคนที่ช่วยชีวิตครอบครัวข้า หวังว่าแม่นางจะไม่รังเกียจ”


ขณะที่กล่าวก็ยื่นขวดยาในมือให้อีกฝ่าย


นี่คือตำรับยาจูซาอันเสินหวาน นางนำมาจากห้วงมิติโดยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นขวดลายครามขนาดเล็กที่นิยมใช้กันในยุคสมัยนี้ เรียกได้ว่ามองไม่เห็นพิรุธ


[1] จูซาอันเสินหวาน เป็นตำรับยาจีนที่ถูกจัดอยู่ในประเภทของตำรับยาสงบจิตใจ มีฤทธิ์ระงับประสาท บรรเทาอาการตกใจกลัวและกระวนกระวาย อีกทั้งยังมีสรรพคุณแก้ลมชัก


ทันทีที่สาวใช้เห็นขวดยาก็เกิดความคิดขึ้นในหัว ขวดลายครามเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวชาวนาจะมีกำลังซื้อได้


หรือว่าจะบังเอิญได้มาจริงๆ…


“หลิงเยว่ รับไว้เถอะ”


เสียงของสตรีในรถม้าคันหรูดังขึ้นทันใด สาวใช้ไม่กล้าขัดคำผู้เป็นนายจึงรับไว้แต่โดยดี

......


หลังจากเดินทางไปได้สักพัก สาวใช้นามว่าหลิงเยว่ก็ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่ายาขวดนี้ไม่มีปัญหา จึงส่งขวดลายครามให้กับผู้เป็นนาย


ฮูหยินผู้นี้นามว่า ‘เจียงรั่วหย่า’ เครื่องหน้างดงามหมดจด ทุกการเคลื่อนไหวของนางดุจดั่งเทพยดา ใบหน้าไร้การแต่งเติมเครื่องประทินโฉม และซีดเผือดราวกับเจ็บป่วย


เจียงรั่วหย่ารับขวดลายครามมาดู เป็นขวดลายครามขาวที่ประณีตมากทีเดียว ทั้งยังไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย ในเมืองหลวงขวดเช่นนี้ขายกันในราคาสูงลิ่ว


เสียงของหลิงเยว่ดังมาจากด้านนอก “ฮูหยินเจ้าคะ สาวชาวนาคนนั้นรู้ได้อย่างไรกันเจ้าคะว่าฮูหยินนอนหลับไม่สนิท หรือว่านาง…”


“พอได้แล้ว อายุแค่นี้อย่าคิดเล็กคิดน้อยเหมือนคนแก่สิ หากเจ้าคิดว่านางแปลกๆ แล้วเหตุใดเมื่อครู่ถึงช่วยนางล่ะ?”


ถูกจี้จุดเช่นนี้สาวใช้วัยสะพรั่งก็รู้สึกกระดากกระเดื่องเล็กน้อย “บ่าวแค่ไม่อยากให้คนพวกนั้นรบกวนความสงบของฮูหยินต่างหากล่ะเจ้าคะ”


เจียงรั่วหย่าหัวเราะเบาๆ เด็กน้อยที่นางเลี้ยงมาเองกับมือ นางจะไม่รู้นิสัยใจคอได้อย่างไร


มือขาวผ่องยื่นขวดลายครามให้กับสาวใช้อีกคนพลางกล่าว “เจ้ากลับไปจิงโจวแล้วไปหาท่านหมอ เอายาขวดนี้ให้ท่านหมอตรวจดู”


“เจ้าค่ะ”


“ฮูหยิน เราจะกลับจิงโจวกันเลยหรือไม่เจ้าคะ ออกมาเดือนกว่าแล้ว นายท่านต้องเป็นห่วงฮูหยินมากเป็นแน่เจ้าค่ะ”


หลังจากที่ออกมาจากจิงโจวก็พบเจอผู้ลี้ภัยที่อพยพไปทางเหนือเป็นจำนวนมาก หากไม่ใช่เพราะพวกเขานำกำลังคนมามากพออีกทั้งยังเก่งวรยุทธ์ ครั้นเผชิญหน้ากับผู้ลี้ภัยใจกล้าเหล่านั้นคงยากจะรอดมาได้


“ไปดูที่เมืองเฉียนโจวก่อน ได้ยินมาว่าคนส่วนใหญ่ที่หนีออกจากม่าวโจวจะต้องผ่านเฉียนโจวเพื่อไปอันโจว…ไม่แน่ จิ่วเอ๋อร์ของข้าอาจอยู่ที่เฉียนโจวก็ได้”


เจียงรั่วหย่าทอดถอนใจเล็กน้อย ครั้งนี้นางได้เบาะแสมาว่าบุตรสาวของนางน่าจะอยู่ที่ม่าวโจว สามีนางบอกเอาไว้ว่าหลังจากเสร็จงานจะออกตามหาบุตรสาวด้วยกัน


บัดนี้ม่าวโจวเกิดภัยแล้งหนัก อาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนกันถ้วนทั่ว นางเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรสาวจึงไม่อาจรอผู้เป็นสามีได้อีกต่อไป นำกำลังคนออกตามหาแก้วตาดวงใจด้วยตัวเอง


แรกเริ่มคิดว่าตนเองจะโชคดีได้เจอบุตรสาว แต่หลังจากที่ยิ่งเดินทางก็ยิ่งเห็นภาพพวกผู้ลี้ภัยใช้ลูกหลานที่เป็นสตรีแลกกับอาหารเช่นนั้นแล้วคนเป็นแม่คนก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ ทุกครั้งที่หลับตาก็จะเห็นแต่ภาพบุตรสาวกำลังตกทุกข์ได้ยาก ด้วยเหตุนี้นางจึงนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว


“ฮูหยินอย่าได้ร้อนใจเลยเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นคนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง นางจะต้องปลอดภัยแน่.นอนเจ้าค่ะ”


หลิงเสวี่ยสาวใช้อีกคนเอ่ยปลอบใจ อันที่จริงทุกคนล้วนตระหนักว่าสถานการณ์ของคุณหนูจิ่วเอ๋อร์เลวร้ายเกินกว่าจะมีหวัง แต่เพื่อรักษาความรู้สึกของฮูหยิน จึงทำได้เพียงเชื่อว่าคุณหนูยังมีชีวิตอยู่


“พวกเจ้าไม่ต้องปลอบใจข้าหรอก กว่าสิบปีแล้ว อันที่จริงข้าก็เตรียมใจเอาไว้บ้างแล้วละ แต่ไหนๆก็ได้ออกมา กว่าข้าจะมีโอกาสได้ออกมาสักครั้งก็ยากนัก ข้าจึงยังอยากไปดู เผื่อจะสบายใจขึ้นมาบ้าง”


เจียงรั่วหย่ายิ้มหลอกทุกคน…รวมถึงหลอกตัวเอง เส้นผมตรงหน้าผากปรกลงมายิ่งขับให้สีหน้าดูซีดเซียว


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยตอบรับคำและถอยออกไป จากนั้นขบวนรถม้าก็มุ่งหน้าไปยังเมืองเฉียนโจว

…...


หลังจากขบวนรถม้าจากไป ครอบครัวตระกูลลู่ก็จับตัวโจรเร่ร่อนที่เหลือทันที ดาบยาวต้องแสงเย็นวาบจ่อไว้ที่คอตัวประกัน


ผู้เฒ่าลู่กล่าวถามด้วยน้ำเสียงขาดห้วง “กะ กลุ่มคนที่ถูกฆ่าตายอยู่นอกเมืองหลิวเจีย เป็นฝีมือของพวกเจ้าใช่หรือไม่?”


เหล่าโจรเร่ร่อนรู้ดีว่าตนเองไร้หนทางตอบโต้แล้ว แต่เพื่อรักษาชีวิตจึงส่ายหน้าด้วยความตื่นตระหนก “ไม่ใช่ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกข้าเลย พวกข้าแค่ปล้นเท่านั้น ไม่ถึงขั้นเอาชีวิตใคร!”


เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะเย็นชา “เฮอะ! พูดออกมาได้ พวกเจ้าไม่กระดากปากหรืออย่างไร?”


เมื่อครู่พูดจาไม่เข้าหูนิดหน่อยก็ชักมีดจะฆ่าฟันกันแล้ว คนแซ่ลู่ก็ได้รับบาดเจ็บ หากไม่มีอาวุธอยู่ในมือไม่รู้ว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงถึงขั้นไหน


ชายชราลู่ไม่พูดพร่ำรำพัน ปลายดาบแหลมคมเฉือนคอผู้ร้ายจนรอยเลือดสีแดงสดปรากฏขึ้น “จะสารภาพหรือไม่!?”


ในตอนแรกที่เจอครอบครัวนี้โจรเร่ร่อนคิดว่าเหยื่อเป็นเพียงแค่ชาวนายากจนไม่กล้าสู้คน น่าจะจัดการได้ไม่ยาก


นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะกล้าแกร่งถึงเพียงนี้!


“ใช่ๆๆ…พี่ใหญ่และพวกของเขาเป็นคนฆ่า พวกข้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลยนะ! โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถอะ ได้โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วย!”


โจรจนตรอกคุกเข่าโขกศีรษะร้องขอชีวิต ท่าทางหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับจับได้ว่าเขาแอบส่งสายตาเป็นนัยกับพวกอีกสองคน เห็นชัดว่ากำลังคิดแผนการบางอย่าง


สตรีมีไหวพริบทำทีเดินเอ้อระเหยไปด้านหลังของโจรผู้นั้น… และใช้มีดกรีดหลังเขาไปหนึ่งที!


ฉึก!


“อ๊าก!!!”


คนโดนเชือดเจ็บปวดแทบคลั่งจนสีหน้าซีดเผือด เหอจิ่วเหนียงตัดบทด้วยเสียงดังกว่า “หากเจ้ายังไม่พูดความจริง ข้าจะกรีดหลังเจ้าอยู่แบบนี้แหละ! จนกว่าเลือดของเจ้าจะไหลออกมาหมดตัว!”


ทันทีที่ได้ฟังวาจาบ้าบิ่น ไม่เพียงโจรเท่านั้นที่หวาดกลัว แม้แต่คนสกุลลู่เองก็ตกใจมากเช่นกัน แต่เมื่อเรียกสติกลับมาได้ ชายชราก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาชื่นชม …เจ้าสามเป็นคนใจกล้าเลือดร้อนมาตั้งแต่เด็ก จึงออกไปเป็นหน่วยรบแนวหน้า ตอนนี้ยังได้สะใภ้ที่นิสัยคล้ายกันอีก


พี่ชายคนโตและคนรองรู้สึกว่า น้องสะใภ้สามกล้าหาญมากถึงเพียงนี้ พวกเขาเองก็ควรทำให้ได้อย่างนาง พลันนั้นจึงง้างมือขึ้น หมายฟันอาวุธมีคมลงบนแผ่นหลังโจรเร่ร่อนอีกสองคนที่เหลือ


โจรโฉดชั่วที่ถูกฟันหลังด้วยฝีมือของเหอจิ่วเหนียงเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจนหมดสติไปแล้ว อีกสองคนที่เหลือเห็นดังนั้นจึงหวาดกลัวจนปัสสาวะราดกางเกง พวกเขาสารภาพออกมาจนหมดเปลือกท่ามกลางความเหม็นและน่าสะอิดสะเอียน


พวกเขาเองก็เป็นผู้ลี้ภัยเช่นกัน ไร้หนทางแล้วจริงๆ จึงจำต้องเป็นโจรพเนจร อาศัยการปล้นเพื่อความอยู่รอด


โศกนาฏกรรมนอกเมืองหลิวเจียเป็นฝีมือของพวกเขาจริง ปล้นสิ่งของทุกอย่างมา และลงมือฆ่าคนไปส่วนหนึ่ง ทว่าคนส่วนมากก็หนีไปได้ ส่วนสตรีและเด็กที่หนีไม่พ้นจะถูกพวกเขาจับตัวกลับไปยังกองโจร สตรีสามารถเป็นเครื่องมือผ่อนคลายอารมณ์ได้ ส่วนเด็กๆก็เลี้ยงดูเอาไว้ก่อน รอเมื่อถึงวันที่ขาดแคลนอาหารจริงๆ ค่อยนำมาเป็นวัตถุดิบบรรเทาความหิว


ตอนนี้ในรังโจรพวกเขามีพรรคพวกเฝ้าอยู่ประมาณห้าหกคน คนเหล่านั้นคือคนที่ปล้นสำเร็จในครั้งก่อน ดังนั้นวันนี้จึงได้พักผ่อนอยู่ในแหล่งกบดานซึ่งเป็นหมู่บ้านบนหุบเขา ที่นั่นยังมีเด็กและสตรีหลายสิบชีวิตถูกขังไว้


เมื่อเห็นว่าคนชั่วสารภาพจนหมดเปลือกแล้วผู้เฒ่าลู่ก็ง้างมือฟันดาบทันที หลังจากนั้นกลับกลายเป็นว่าตัวเขาเองที่แขนขาอ่อนแรง ร่างกายสั่นเทิ้มแทบยืนไม่ไหว


“ท่านพ่อ พวกมันเป็นคนเลว นี่เป็นสิ่งที่พวกมันสมควรได้รับแล้วเจ้าค่ะ”


นางหยูคลายความกังวลให้พ่อสามี จากนั้นให้เหลยจื่อบุตรชายคนโตพาโยวยาโถว—บุตรสาวคนโตของน้องรองไปตามรถม้ากลับมา


ชายชรานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาวๆออกมา “พวกเราต้องไปที่รังโจรนั่น!”


ตอนที่ 9: บุกรังโจร


ชายชรามีทีท่าหนักแน่น แม้รู้ดีว่าครอบครัวยังเอาตัวแทบไม่รอด แต่สตรีและเด็กที่ถูกจับตัวไปเหล่านั้นล้วนเป็นคนในหมู่บ้านตระกูลลู่ ก่อนหน้านี้ยังไม่รู้สถานการณ์แน่ชัด แต่ตอนนี้รู้แล้วว่ายังมีคนที่รอดชีวิต เช่นนั้นก็ต้องไปช่วยพวกเขาออกมา!


อีกอย่าง พวกโจรก็มีกันแค่ห้าหกคนเท่านั้น ประเมินแล้วเห็นชัดว่ามีโอกาสชนะสูง


“ท่านพ่อ ข้ากับพี่ใหญ่จะไปสังเกตสถานการณ์ ส่วนคนที่เหลือให้หาที่ซ่อนก่อนนะขอรับ”


บุตรคนรองเสนอแผนการ เขาไม่อยากให้ครอบครัวต้องไปเสี่ยงอันตรายด้วยกัน


“ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย!”


ผู้เฒ่าลู่ไม่ครั่นคร้ามแม้แต่น้อย สถานการณ์เช่นนี้จะให้เขาหดหัวอยู่ในกระดองได้อย่างไร!


ยิ่งไปกว่านั้นครั้นยังหนุ่ม ตอนรับหน้าที่เป็นหน่วยลาดระเวนเขาเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้มาไม่น้อย จริงอยู่ที่ยิ่งอายุเยอะฝีมือก็มีตกไปบ้าง แต่สองสามวันที่ผ่านมาได้ยืดเส้นยืดสาย บอกได้เลยว่าเขาคล่องตัวขึ้นมาก


ขณะที่สามพ่อลูกกำลังโต้เถียงกันอยู่ เหอจิ่วเหนียงก็แจกจ่ายน้ำให้กับสมาชิกคนอื่นๆ และหาที่นั่งพักให้พวกเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้เราอย่าเพิ่งรีบร้อนเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกท่านต่างได้รับบาดเจ็บ ต้องรักษาตัวให้หายดีก่อน ส่วนเรื่องไปช่วยคนเราต้องใช้เวลาวางแผนให้รอบคอบ”


ขณะเอื้อนเอ่ยนางก็ล้วงเอาขวดลายครามใบเล็กขวดหนึ่งออกมาจากห่อผ้า และบอกว่านี่คือยาจินฉวง ช่วยรักษาแผลภายนอกได้เป็นอย่างดี


[1] ยาจินฉวง ยาขนานโบราณ มีฤทธิ์ในการห้ามเลือด


นางซุนเอ่ยถาม “นี่เป็นของที่เจ้าเก็บมาได้ก่อนหน้านี้หรือ?”


ทุกคนหันมองขวดลายครามในมือสะใภ้สาม และหวนนึกถึงขวดลายครามที่นางเพิ่งมอบให้กับผู้สูงศักดิ์ในขบวนรถม้าเมื่อครู่ …ของล้ำค่าที่ทั้งประณีตและมีราคาเช่นนี้ครอบครัวชาวนาอย่างพวกเขาไม่มีทางซื้อได้แน่ ดังนั้นจึงมีเพียงคำอธิบายเดียวนั่นก็คือ ‘เก็บมาได้ระหว่างทาง’


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “จะว่าไปข้าก็โชคดีมากเหมือนกันที่เก็บของดีมาได้เยอะขนาดนี้ แถมทุกอย่างก็นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง”


สมาชิกครอบครัวลู่ล้วนเห็นพ้องว่านี่คือความโชคดีของสะใภ้สามหลังจากที่นางผ่านความตายครั้งนั้นมาได้ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้พึ่งพิงอิงแอบความโชคดีของนางด้วย ทุกคนจึงรู้สึกซาบซึ้งใจต่อเหอจิ่วเหนียงยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงไม่อาจนำผ้าก๊อซออกมาใช้ต่อหน้าทุกคน ทำได้เพียงนำผ้าสะอาดธรรมดามาพันแผลให้พวกเขา


นอกจากหลังมือที่ถูกสาวใช้ผู้นั้นปาก้อนหินใส่จนบวมเป่ง แต่ละคนยังมีบาดแผลจากการต่อสู้กับโจรเร่ร่อน โชคดีที่เป็นเพียงรอยถากไม่สาหัสมากนัก เพียงทายา สามถึงห้าวันก็หายดีแล้ว


ในระหว่างที่ทำแผลทุกคนก็ปรึกษาเรื่องการเข้าช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกขังไว้ในรังโจร บุตรคนโตครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านอยู่ที่นี่ ข้ากับน้องรองจะไปดูลาดเลาที่นั่นก่อน ดูว่าพวกมันเฝ้ากันอยู่แค่ห้าหกคนจริงหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าโจรอย่างไรก็เชื่อถือไม่ได้ ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าสิ่งที่พวกมันพูดเป็นความจริงหรือไม่”


หากว่าตามหลักเหตุผล การปราบโจรควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางการ แต่ตอนนี้โจรเร่ร่อนมีจำนวนมากขึ้นอีกทั้งยังเหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทางการเองก็ไม่กล้าจัดการ อีกอย่างหากแพร่งพรายให้คนอื่นรู้อาจกลายเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นได้ ดังนั้นครอบครัวลู่จึงตัดสินใจว่าจะลองจัดการเอง


แม้ชายชราจะเป็นห่วงบุตรชายทั้งสอง แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้วไม่มีวิธีใดที่เหมาะสมไปมากกว่านี้ มู่จวงกับเอ้อหนิวไม่ใช่คนสกุลลู่ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาเสี่ยงกับพวกเขาตั้งแต่ต้น


“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านกำลังบาดเจ็บอยู่ควรพักก่อน ข้าจะไปดูเองเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงขันอาสา นางซุนดึงหญิงสาวเอาไว้ทันควันพลางตำหนิยกใหญ่ “อันตรายถึงเพียงนั้น! เจ้าเป็นผู้หญิงจะไปตัวคนเดียวเนี่ยนะ? จะหาเรื่องใส่ตัวไปถึงไหน!”


ชายชราก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ครอบครัวยังมีผู้ชายแข็งแรงอยู่ ไม่จำเป็นต้องให้สตรีวัยออกเรือนไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพังแบบนั้นเลย


“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ ตอนที่ข้าฟื้นแล้วออกตามหาพวกท่านก็เจอพวกโจรปล้นเหมือนกัน แต่ข้าไม่เพียงเอาตัวรอดกลับมาได้ ยังเก็บของดีมาได้อีกตั้งมากมาย เชื่อใจข้าเถอะนะเจ้าคะ”


ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงยืนกรานจะไปให้ได้ ที่สำคัญก็คือตอนนี้มีสมาชิกร่วมเดินทางเพิ่มเข้ามาอีกสอง น้ำกับเสบียงอาหารต้องไม่พอแน่ อีกอย่าง หากต้องไปช่วยสตรีและเด็กเหล่านั้นก็ต้องมีเสบียงสำรองไว้ให้มากขึ้น หาไม่คงได้หิวตายกันหมดนี่เป็นแน่ นางต้องใช้โอกาสนี้ออกไป…และเอาของในห้วงมิติออกมา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ปากท้องในอนาคตของทุกคน


คนสกุลลู่พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง หลังจากที่สะใภ้สามกลับมา นางเก่งกล้าสามารถขึ้นมากจริงๆ และมาพร้อมกับความโชคดีอีกด้วย ประสบอันตรายสองครั้งสองครานางก็เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ราวกับพลิกฝ่ามือ แต่การจะให้ผู้หญิงยิงเรือไปสืบดูสถานการณ์เพียงลำพังถึงอย่างไรก็ไม่ค่อยเหมาะจริงๆ


“ท่านพ่อ เช่นนั้นให้ข้าไปเป็นเพื่อนน้องสะใภ้สามเถอะ”


บุตรชายคนโตออกปากอาสา เขาเป็นพี่ใหญ่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ควรเป็นคนออกโรงก่อน


ชายชราหันมองหน้านางซุน ก่อนจะพยักหน้าตอบรับด้วยความจำยอม “เช่นนั้นพวกเจ้าไปสืบดูเถอะ แต่อย่าผลีผลามเชียวล่ะ หากมีอะไรผิดปกติให้รีบกลับมา!”


“ท่านแม่ ข้าไปด้วย!”


โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อยแต่ก็รู้ว่าครั้งนี้มารดากำลังจะไปเสี่ยงอันตรายที่ร้ายแรง เขาเกาะติดมารดาไม่ยอมปล่อย ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความดื้อรั้น


แม้จะไม่ใช่บุตรชายแท้ๆ แต่หลายวันที่อยู่ด้วยกันมาเหอจิ่วเหนียงก็มองว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้เป็นบุตรของตนไปแล้ว


เมื่อเห็นท่าทางอาลัยอาวรณ์ของโก่วเอ๋อร์ ใจของสตรีสองภพก็แทบละลายกลายเป็นน้ำ


“โก่วเอ๋อร์ อย่าดื้อสิลูก แม่ไปทำธุระสำคัญ เจ้าอยู่กับท่านปู่ท่านย่า และพวกพี่ๆนะ แม่สัญญาว่าจะเอาของอร่อยๆกลับมาให้เจ้ากิน ดีหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้าพัลวัน และซุกหน้าอยู่ในอ้อมแขนมารดา “ข้าไม่อยากกิน ข้าต้องการเพียงท่านแม่ ฮือๆ”


ความดื้อดึงของเด็กน้อยครั้งนี้ทำเอาทุกคนอดสงสารจนน้ำตาคลอไม่ได้ นางซุนต่อว่าฟ้าดิน “สวรรค์จงใจกลั่นแกล้งกันชัดๆ!”


เด็กน้อยร้องห่มร้องไห้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดหลายวันนี้ กระทั่งถึงจุดหนึ่งเขาจึงจะรู้ตัวว่าการงอแงเช่นนี้มันผิด แม้จะยังโหยหามารดาแต่เขาก็เลิกทำตัวมีปัญหาในที่สุด ตัวเล็กผละออกจากอ้อมอกแม่ และเข้าไปซุกตัวอยู่กับผู้เป็นย่า มองมารดากับลุงใหญ่เดินจากไปไกลเรื่อยๆจนลับตา…

…...


จากคำสารภาพของโจรเร่ร่อน หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก หากขี่ม้าจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ดังนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจใช้วิธีเดินเท้า


หลังจากเดินขึ้นภูเขามาได้ครึ่งชั่วยาม พี่เขยน้องสะใภ้ก็เห็นคนสองคนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่ ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงและชายหนุ่มจึงรีบหาที่ซ่อนตัว


“พี่ใหญ่ ท่านแอบดูว่าพวกมันยังมีผู้ช่วยอีกหรือไม่อยู่ตรงนี้นะเจ้าคะ ข้าจะไปดูว่ายังมีทางเข้าทางอื่นอีกหรือไม่ หากมีทางอื่นเราจะได้ช่วยคนเหล่านั้นออกมา”


ขณะที่กล่าวหญิงสาวก็ยื่นวัตถุทรงกลมให้พี่ชายสามี “หากมีอันตราย ให้โยนสิ่งนี้ลงพื้นแล้วหาทางหนี มันจะเกิดควันช่วยพรางตัวเราได้เจ้าค่ะ”


ชายหนุ่มรับระเบิดควันมาไว้ในมือ รู้สึกอุ่นๆร้อนๆที่ฝ่ามือเล็กน้อย ดวงตาว่างเปล่าวางไว้ที่วัตถุไม่คุ้นตา จู่ๆเขาก็นึกเสียใจที่สนับสนุนให้น้องสะใภ้สามออกมา


น้องสะใภ้สามเก่งกาจไม่ธรรมดาก็จริง!


แต่พวกเขาแค่สองคน จะทำสำเร็จจริงๆหรือ!


ชายหนุ่มคืนระเบิดควันให้กับหญิงสาว


เหอจิ่วเหนียงไม่รับไว้ “พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ในห่อผ้าข้ายังมีของดีอีกไม่น้อย!”


กล่าวจบนางก็ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ปฏิเสธ พุ่งตัวเข้าไปในป่าทันที เพียงไม่นานร่างบางก็อันตรธานหายไป


ชายหนุ่มแซ่ลู่อ้าปากค้างด้วยความตะลึง …นะ นะ นี่…นี่น้องสะใภ้สามเก่งกล้าถึงขั้นนี้ตั้งแต่เมื่อใด!


หลังจากเรียกสติกลับมาได้บุตรชายคนโตของตระกูลลู่ก็ทำตามที่เหอจิ่วเหนียงสั่งไว้ เฝ้ามองผู้ลาดตระเวนสองคนนั้นอย่างระมัดระวัง

…...


เมื่อปลีกตัวออกมาได้เหอจิ่วเหนียงก็ลอบย่องเข้าไปในหมู่บ้านซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มโจรเร่ร่อน หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอย่างที่ว่าจริง แต่คาดไม่ถึงเลยว่าภูเขาลูกนี้จะสูงชันกว่าที่คิด ทันทีที่เข้ามาก็เห็นกระท่อมผุๆเพียงไม่กี่หลัง เหอจิ่วเหนียงพูดได้เต็มปากว่านี่เป็นหมู่บ้านบนเขาที่ทรุดโทรมที่สุดที่นางเคยเห็นมาทั้งชีวิต


อาจเป็นเพราะคนพวกนี้เพิ่งจะผันตัวเป็นโจรจึงยังด้อยประสบการณ์ เพราะเหอจิ่วเหนียงไม่เห็นใครเดินตรวจตราในหมู่บ้านเลยแม้แต่คนเดียว


เสียงกรนดังสนั่นมาจากกระท่อมหลังหนึ่ง เสียงสามเสียงดังทอดต่อกันเป็นระลอก


หากคาดไม่ผิดละก็ เจ้าของเสียงแห่งการหลับใหลนี่คือกลุ่มอาชญากรที่ทำภารกิจสำเร็จในครั้งก่อนเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงแอบย่องเข้าไปเงียบๆ ทันทีที่มองเห็นบรรยากาศภายในกระท่อม สิ่งที่สะดุดตานางอย่างจังก็คือ… กะโหลกมนุษย์!


กะโหลกมากมายตั้งเกลื่อนอยู่เต็มโต๊ะ ดูแล้วเป็นไปได้ว่าทั้งหมดนี้คือกะโหลกของเด็ก!


ตอนที่ 10: ยุ้งฉางรังโจร


ความจริงแล้วเหอจิ่วเหนียงมีวิธีสั่งสอนคนพวกนี้นับร้อย แต่ตอนนี้การช่วยคนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นางจึงไม่มีเวลามอบบทเรียนอะไรทั้งนั้น ยกอาวุธมีคมปาดคอปลิดชีพสามคนบนพื้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง


เสียงกรนหยุดลงทันที เหอจิ่วเหนียงเช็ดกริชกับเสื้อผ้าพวกเขาด้วยความรังเกียจ ถ่มน้ำลายไปหนึ่งทีก่อนเอ่ยทิ้งท้าย “พวกสารเลว ครั้งนี้ล่วงเกินพวกเจ้าแล้ว”


หญิงสาวเก็บกริช จากนั้นหมุนกายออกไปตามหาเหล่าผู้ถูกกักขัง


แต่ย่างเท้าไปเพียงไม่กี่ก้าวนางก็ได้ยินเสียงสตรีกำลังคุยกัน


เหอจิ่วเหนียงเดินไปตามเสียง พบกับศาลาไผ่ระบายอากาศหลังหนึ่งซึ่งเป็นห้องครัวของรังโจร


“มีเด็กคนหนึ่งกำลังจะป่วยตาย รอพี่ใหญ่ตื่นก่อนข้าค่อยถามว่าเอาเด็กนั่นมากินได้หรือไม่ เลี้ยงไว้ก็เปลืองเสบียงเปล่าๆ พวกเราเองก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย!”


อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น “เจ้าฝันไปเถอะ! พี่ใหญ่หลงแม่ของเด็กนั่นอย่างกับอะไรดี อีกอย่างตอนนี้เราก็ยังมีเสบียงอยู่ เพื่อเอาใจผู้หญิงคนนั้น พี่ใหญ่ต้องเก็บเด็กนั่นเอาไว้ก่อนแน่นอน”


“เฮ้อ! ไม่รู้พี่ใหญ่คิดอะไรอยู่ จับผู้หญิงคนนั้นขึ้นเตียงทำเรื่องอย่างว่าเดี๋ยวเดียวก็เชื่อฟังนางแล้ว ส่วนเรื่องลูกความจริงอยากจะมีกี่คนก็มีได้ เหตุใดต้องเก็บเด็กเวรนั่นไว้ด้วย!”


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร หลายวันมานี้พี่ใหญ่ได้ของมาไม่น้อย คงอยากทำให้หมู่บ้านของเราเฟื่องฟูขึ้น จึงเก็บเด็กพวกนี้เอาไว้ใช้งานนั่นแหละ เจ้าต้องซื่อสัตย์กับพี่ใหญ่ให้มากๆล่ะ อย่าทำแผนการเขาพังเชียว!”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นคิ้วงามก็ขมวดแน่น เห็นชัดว่าสตรีสองคนนี้ก็เป็นโจรเร่ร่อนเช่นกัน มิน่าล่ะถึงได้ใช้ชีวิตอิสระเช่นนี้


ดูเหมือนชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านของสตรีทั้งสองไม่ลำบากเลย พิจารณาจากรูปร่างหน้าตาที่อิ่มเอิบมีน้ำมีนวล


สองคนนี้คุยกันเสียงดังจริงๆ ช่างหนวกหูยิ่งนัก!


เหอจิ่วเหนียงสืบเท้าออกไป


ทันทีที่เห็นคนแปลกหน้าสองโจรสาวก็ตกใจอย่างมาก ยกมีดหั่นผักในมือขึ้นและตะคอกถามอย่างดุดัน “นี่เจ้าเป็นใคร!?”


“ก็เป็นคนที่เอาชีวิตเจ้าอย่างไรล่ะ!”


สิ้นเสียงกริชในมือเหอจิ่วเหนียงก็พุ่งออกไป ปาดคอหญิงสาวเจ้าของคำถามทันที!


สีหน้าของสตรีอีกคนพลันซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว จะพุ่งเข้าไปรวบตัวผู้รุกราน แต่ถูกอีกฝ่ายถีบจนร่างกระเด็นล้มลงไปกองกับพื้นเสียก่อน


เหอจิ่วเหนียงขึ้นคร่อมตัวผู้เป็นเบาะแสและกระชากคอเสื้ออย่างแรง “บอกข้ามา พวกเจ้าจับตัวพวกผู้หญิงกับเด็กๆไปไว้ที่ไหน!?”


หญิงสาวกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้จึงชี้ไปยังถ้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก “ยะ ยะ อยู่ในถ้ำนั่น!”


“แล้วยุ้งฉางล่ะ?”


คำถามนี้โจรสาวกลับชะงักไป ในกลียุคเช่นนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าข้าวปลาอาหารอีกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงตบหน้าคนอมพะนำด้วยหลังมือไปหนึ่งฉาด “ข้าไม่มีความอดทนมากขนาดนั้น!!”


หลายวันที่ผ่านมาต้องอยู่ต่อหน้าคนตระกูลลู่ สตรีสองภพจึงต้องรักษาภาพลักษณ์บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีใคร นางจึงเผยนิสัยที่แท้จริงออกมา


การที่นางมีความห้าวหาญเช่นนี้ เป็นเพราะในภพก่อนเคยได้รับการฝึกฝนจากการเป็นทหารในหน่วยรบมาก่อน


โจรสาวนึกไม่ถึงว่าหญิงชาวบ้านตรงหน้าจะโหดร้ายถึงเพียงนี้ นางหันไปมองรอบๆเพื่อหาคนช่วย แต่บริเวณโดยรอบกลับเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง แม้แต่เสียงกรนของพวกพี่ใหญ่ก็ไม่ได้ยินแล้ว… พวกเขาคงถูกฆ่าปิดปากไปแล้วเป็นแน่!


ความรู้สึกของสตรีโฉดพลันสับสน ในหัววิเคราะห์หาทางรอดอย่างเร็วจี๋


จริงสิ…


อย่างไรเสียยุ้งฉางก็มีกลไกป้องกันอยู่ บอกไปก็ใช่ว่านางสารเลวนี่จะเข้าไปได้ง่ายๆ!


ดังนั้นนางจึงต่อรองอย่างคนมีแต้มต่อ “หากเจ้าไว้ชีวิตข้า ข้าจะพาเจ้าไปเดี๋ยวนี้!”


“ตกลง!”


เหอจิ่วเหนียงผละออกจากตัวคนร้าย อีกฝ่ายรีบลุกขึ้นยืนด้วยสภาพทุลักทุเล เอามือลูบขาที่ปูดบวม จากนั้นเดินกะเผลกนำทางไป


โจรสาวเดินนำผู้บุกรุกไปทางด้านหลังถ้ำ ทันทีที่เดินเลี้ยวนางก็ดึงเถาวัลย์เส้นหนึ่ง…


ไม้ไผ่ปลายแหลมมหาศาลพลันพุ่งเป้ามาที่เหอจิ่วเหนียง!


เหอจิ่วเหนียงระมัดระวังตัวและเตรียมการป้องกันตลอดเวลา ทันทีที่เห็นการโจมตีนางก็ตอบสนองด้วยการตีลังกาหลบหลีก


โจรสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่สติหล่นหายศรไผ่เล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุหน้าผากนาง!


ร่างอวบกระเด็นถอยหลังล้มลงกระแทกพื้น…สิ้นใจไปทั้งที่ตายังเบิกกว้าง


เหอจิ่วเหนียงคิดแล้วก็รู้สึกขัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้กลไกกระจอก.กระจอกเช่นนี้มาเล่นงานนาง ช่างดูถูกกันยิ่งนัก!


แต่ทันทีที่โจรสาวล้มลงกับพื้นร่างของนางก็ไปกระแทกกับกลไกอีกหนึ่งอย่าง!


แผ่นศิลาที่อยู่ไม่ไกลสั่นไหวเบาๆ


เหอจิ่วเหนียงรีบเข้าไปดู พบว่าเป็นหลุมฝังศพ!


นางเอาหน้ากากอนามัยและไฟฉายออกมาจากห้วงมิติ จากนั้นกระโดดลงไปโดยไร้ซึ่งความหวาดหวั่น


พื้นที่ด้านล่างเป็นอุโมงค์ใต้ดิน สภาพแห้งแล้งมาก ทว่าภายในนี้กลับมีสิ่งของมากมายเกินกว่าจะนับ เห็นชัดว่าโจรสันดานชั่วพวกนี้คงทำเรื่องระยำไปไม่น้อย


“หึ ทำกลไกเอาไว้กระจอกมาก แต่กลับซ่อนทรัพย์สินไว้ลึกเหลือเกิน”


หลังจากด่าไปประโยคหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มเดินสำรวจ


มีเสบียงรวมๆแล้วยี่สิบกว่าถุง มีทั้งข้าวสาร ข้าวฟ่าง ข้าวกล้อง แป้งสาลี แป้งถั่ว เป็นต้น แต่ส่วนมากจะเป็นแป้งรำข้าวที่บดมาจากรำข้าวสาลี วัตถุดิบเหล่านี้สามารถทำให้อิ่มท้องได้แต่ไม่อร่อย ทั้งยังทำให้คอแห้งอีกด้วย


สิ่งที่หาได้ยากก็มี อย่างเช่นผักกาดขาว ปลาแห้ง และเนื้อกระต่ายแห้ง แต่ก็มีไม่นากนัก


เสบียงอาหารเหล่านี้เพียงพอสำหรับระยะหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงเอาเนื้อหมูและเนื้อวัวออกมาจากห้วงมิติ และรวมไว้กับเนื้อแห้งตรงหน้า


นอกจากนี้ยังมีของมีค่ากล่องเล็กๆกล่องหนึ่ง ด้านในมีตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบ และแก้วแหวนเงินทองอีกจำนวนหนึ่ง คำนวณคร่าวๆแล้วประมาณสามถึงสี่ร้อยตำลึงได้


เหอจิ่วเหนียงหยิบตั๋วเงินทั้งสองใบกับของมีค่า เหลือไว้เพียงก้อนเงินประมาณหนึ่งร้อยตำลึง


“น้องสะใภ้สาม! น้องสะใภ้สาม!”


เสียงของพี่สามีคนโตดังมาจากด้านนอก …การที่เขาเข้ามาได้เช่นนี้หมายความว่าโจรสองคนที่ลาดตระเวนอยู่ด้านนอกถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว


เหอจิ่วเหนียงแอบชื่นชมอยู่ในใจ ชายคนนี้ฝีมือไม่เลวเลย ไม่มีวรยุทธ์แต่สามารถสู้สองต่อหนึ่งได้


เมื่อชายหนุ่มแซ่ลู่มาแล้วนางจึงไม่รอช้า เอาถังน้ำสองสามถังออกมาจากห้วงมิติ แล้วเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นไหของยุคสมัยนี้ที่ตั้งอยู่แถวนั้น ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก


ก่อนออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินหญิงสาวก็ไม่ลืมเก็บหน้ากากอนามัยและไฟฉาย “พี่ใหญ่ ข้าอยู่นี่!”


ชายแซ่ลู่เฝ้ารอน้องสะใภ้อยู่ที่นอกรังโจรอยู่นานก็ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว ในใจคิดไปว่าคงเกิดเรื่องขึ้นกับนางเป็นแน่ ด้วยความร้อนใจจึงรวบรวมความกล้าโยนระเบิดควันออกไป อาศัยโอกาสตอนที่ควันโขมงใช้ดาบปัดป่ายแทงโจรหน้าค่ายสองคนนั้นและรีบบุกเข้ามา


ในหมู่บ้านกลางหุบภูเขาเงียบสงัด หลังจากที่สำรวจจนทั่วเขาก็พบศพชายสามคนในกระท่อมและศพของหญิงสาวอีกหนึ่งในห้องครัว เมื่ออ้างอิงจากจำนวนโจรที่ได้ข้อมูลมา ชายแซ่ลู่จึงมั่นใจแล้วว่าฝ่ายผู้ร้ายไม่มีใครเหลือรอด และด้วยกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นกับเหอจิ่วเหนียง จึงตัดสินใจตะโกนเรียกหา


ตอนนี้เห็นคนที่สู้อุส่าห์ตามหายืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัย คนหวาดวิตกก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


“น้องสะใภ้สาม เจ้าปลอดภัยดีใช่หรือไม่?”


“ข้าปลอดภัยดี พี่ใหญ่ ข้าเจอยุ้งฉางของพวกมันแล้ว! ข้างในมีของดีไม่น้อยเลย เราไปช่วยคนกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ จากนั้นค่อยพาท่านพ่อ ท่านแม่ และคนอื่นๆมาที่นี่ คืนนี้เราพักกันที่นี่ก่อน”


เหอจิ่วเหนียงบอกพลางเดินเลี้ยวออกไปทางถ้ำ “ข้าถามพวกมันมาแล้ว ทุกคนถูกขังอยู่ในนี้”


ชายแซ่ลู่รับคำแล้วตามไป

......


ถ้ำนี้มีความลึกกว่าที่คิด ยิ่งลึกเท่าไรก็ยิ่งมืดมากขึ้น โชคดีที่บุรุษแซ่ลู่จุดคบเพลิงมาด้วยจากปากทางเข้า


“มีใครอยู่หรือไม่?”


ชายหนุ่มลองตะโกนเรียก


และคล้ายว่าจะได้รับการตอบกลับในทันใด!


“ท่านอาจิ้งซวน! เสียงท่านอาจิ้งซวน! ท่านแม่ เรารอดแล้ว!”


เสียงเด็กน้อยดังขึ้นเป็นอย่างแรก จากนั้นอีกหลายเสียงก็ค่อยๆดังขึ้นตาม “อยู่! มีคนอยู่ในนี้! ช่วยด้วย!”


ยิ่งสองพี่เขยน้องสะใภ้เดินลึกเข้าไปก็ยิ่งได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือชัดขึ้น พร้อมกันนั้นประสาทการรับกลิ่นก็ถูกความเหม็นอย่างรุนแรงโจมตีอย่างจัง


ดูท่าโจรเร่ร่อนพวกนั้นคงเกลียดความยุ่งยาก จึงไม่สนใจความเป็นอยู่ของเบี้ยล่างเหล่านี้เลย กลุ่มเชลยจึงต้องทำกิจวัตรทุกอย่างอยู่ในนี้


ในยุคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการสงวนตัวระหว่างชายหญิงเช่นนี้ แค่จินตนาการก็รู้แล้วว่าพวกเขาลำบากมากเพียงใด


“พี่จิ้งซวน จิ่วเหนียง ช่วยเสี่ยวจวี๋จื่อด้วย! เขาป่วยมาหลายวันแล้ว เขาป่วยมาหลายวันแล้ว ฮือๆๆ…”


ทันทีที่ผู้ช่วยเหลือปรากฏตัว หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา.กอดขาชายแซ่ลู่ ร้องไห้อย่างหนักพร้อมกับท่าทางร้อน.รน


แสงคบเพลิงส่องให้เห็นใบหน้าของทุกคน มีชาวหมู่บ้านตระกูลลู่อยู่หลายคน เหอจิ่วเหนียงอาศัยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจึงจำพวกเขาได้ หญิงสาวที่พุ่งตัวเข้ามาอ้อนวอนชื่อซุ่ยเอ๋อร์ สามีเป็นคนตระกูลลู่แต่เป็นญาติห่างๆกับครอบครัวเจ้าของร่างเดิม ส่วนเด็กน้อยที่ตอบรับเมื่อครู่ชื่อเถี่ยต้าน เป็นลูกหลานสกุลลู่รุ่นราวคราวเดียวกับโก่วเอ๋อร์


และยังมีคนอื่นๆที่ไม่รู้จัก เชลยเหล่านี้มีทั้งเด็กและสตรี แต่จะเป็นเด็กเสียส่วนใหญ่ มีทั้งเด็กหญิงและชาย อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสี่ยวจวี๋จื่อ


แม้จะหลากเพศต่างวัย แต่สิ่งที่ทุกคนเจอเหมือนกันหมดก็คือ… พวกเขาล้วนถูกล่ามโซ่ที่คอ!


เชลยทุกคนถูกปฏิบัติราวกับสุนัขก็มิปาน แม้แต่เด็กก็ไม่เว้น!



จบตอน

Comments