ตอนที่ 101: รวมพลังหญิงสกุลลู่รุมตบตี
เฉียนเถี่ยซู่โดนบุตรชายและภรรยาต่อว่ามาจากที่บ้านฉาดใหญ่แล้ว จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เชื่อว่าลู่เสี่ยวหยางจะหลอกเขา
ได้ยินนางหลี่ดุด่าเช่นนี้เขาก็รู้สึกอับอาย จึงตะคอกกลับไป “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าทำให้ตัวเองต้องขายหน้า เจ้าฟังข้าบ้างหรือไม่!”
นางหลี่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็ด่ากราดแรงขึ้น “ข้าถูกคนอื่นรังแกถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังมีหน้ามาบอกให้อยู่เฉยอีกหรือ! หรือว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับหญิงม่ายผู้นี้?”
นางชี้ไปที่เหอจิ่วเหนียง และถ่มน้ำลายออกมา
ชาวบ้านตระกูลลู่เข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ช่วงหนึ่งแล้ว นางหลี่สืบข่าวมาหลายด้าน แม้ครอบครัวลู่บอกมาตลอดว่าบุตรชายคนที่สามแค่ออกไปทำงานข้างนอกยังไม่กลับ แต่ทุกคนในครอบครัวลี้ภัยกันมาหมดแล้ว ต่อให้ชายผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ โอกาสที่ได้เจอกันอีกในชาตินี้ก็น้อยเต็มที เช่นนี้เหอจิ่วเหนียงก็ถูกตีว่าเป็นหญิงม่ายได้แล้วไม่ใช่หรือ
หากหญิงม่ายผู้นี้รูปโฉมธรรมดาก็ว่าไปอย่าง ครั้นมาถึงแรกๆ ถูกแดดแผดเผาผิวพรรณดำคล้ำ ผ่านมาช่วงหนึ่งผิวพรรณจึงจะเริ่มขาวผ่อง พลันนั้นทุกคนจึงประจักษ์ว่า สมาชิกครอบครัวลู่แต่ละคนมีรูปลักษณ์ที่ไม่เลวเลย
ชายหญิงรูปงาม โดยเฉพาะหญิงม่ายแซ่เหอผู้นี้ หน้าตาสดใสมีน้ำมีนวล รูปร่างสะโอดสะอง หากไม่มีบุตรชายคนก็คงคิดว่านางยังเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน
เหอจิ่วเหนียงหารู้ไม่ว่านางหลี่มีความคิดเช่นนี้กับตน ไม่อย่างนั้นนางคงจะภูมิใจในตัวเองมาก รูปร่างหน้าตาเจ้าของร่างเดิมไม่เลวเลยจริงๆ หาไม่ในครานั้นคงไม่ทำให้พวกลี้ภัยกลุ่มนั้นอดใจไม่ไหวจนเกิดความคิดเลวทรามต่ำช้าขึ้น
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องเหล่านั้น สตรีปากร้ายผู้นี้ใส่ร้ายความบริสุทธิ์ของนาง เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้โต้ตอบ นางซุนก็กัดฟันกรอดพุ่งออกไปข่วนร่างของนางหลี่ทันที
“ข้าจะไม่ยอมให้คนอันธพาลจิตใจสกปรกอย่างเจ้าพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว! ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาทำลายชื่อเสียงลูกสะใภ้ข้า! วันนี้ต่อให้ข้าต้องเข้าคุกข้าก็จะฉีกปากเจ้าให้ได้!”
พวกนางหยูรีบวางงานเย็บปักในมือลงและออกมาช่วยนางซุนทันที โดยเฉพาะนางหยู ถึงขั้นตะคอกออกมา “นางไม่เพียงทำลายชื่อเสียงของน้องสะใภ้สามเท่านั้น แม้แต่ชื่อเสียงของท่านนายอำเภอนางก็ทำลายจนเสียชื่อไปแล้ว! ถือซะว่าพวกเราช่วยท่านนายอำเภอสั่งสอนนางก็แล้วกัน!”
พลันนั้นสตรีกลุ่มหนึ่งก็ห้อมล้อมนางหลี่ไว้ ทั้งกระชากผม ทั้งตบตี ทั้งเตะทั้งถีบ ถ่มน้ำลายใส่อย่างบ้าคลั่ง
เหอจิ่วเหนียงเห็นเช่นนี้ก็ตกใจมาก ปกติแล้วในครอบครัวมีเพียงนางซุนที่เป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว นึกไม่ถึงว่าพวกพี่สะใภ้กับญาติพี่น้องต่างก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย!
“อ๊าย! ข้าจะตายอยู่แล้ว รีบช่วยข้าสิ!”
นางหลี่เจ็บปวดถึงขีดสุด แขนขาถูกจับรั้งเอาไว้ ไม่สามารถตอบโต้ได้เลย
แม้แต่สามีและบุตรชายของนางก็ช่วยอะไรไม่ได้ เห็นภาพนี้แล้วพวกเขากลับเอาแต่ยืนอึ้ง ไม่กล้าย่างเท้าเข้ามาใกล้แม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าลู่และลู่จิ้งซวนยืนอยู่ด้วยกัน เมื่อเผชิญกับสายตาตื่นตระหนกของเพื่อนบ้านรอบๆ ที่มองมา พวกเขาก็ยิ้มกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
เรื่องเล็กน่ะ เรื่องเล็ก
ตอนนี้ทุกคนได้รู้แล้วว่าสตรีตระกูลลู่เก่งกาจไม่แพ้บุรุษ…
แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกดีที่เห็นนางหลี่ถูกตบตี
ที่ผ่านมาชื่อเสียงของนางหลี่ไม่ค่อยดีนัก ในสายตาคนอื่น นางก็คือหญิงปากร้ายเอาแต่ก่อเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อน ทั้งมักพ่นวาจาหยาบคายอยู่เสมอ ทุกคนต่างก็อยากสั่งสอนนางมานานแล้ว
เพียงแต่เห็นว่านางมีบุตรชายสารเลวอยู่ หากมีเรื่องกับนางอาจกลายเป็นตนที่เป็นฝ่ายเดือดร้อนเสียเอง ดังนั้นชาวบ้านจึงได้แต่อดทน
ทว่าวันนี้เหล่าสตรีแซ่ลู่ได้ระบายความโกรธในใจแทนพวกเขาแล้ว รู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ยามอู่วันนี้เห็นทีคงต้องกินข้าวเพิ่มสักถ้วยแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าฝ่ายตนได้เปรียบจึงไม่คิดห้ามการต่อสู้ ทั้งยังหยิบเมล็ดแตงโมออกมายืนแทะอย่างสบายใจ
ช่างปักฝีมือทั้งสองมองสถานการณ์ด้วยความตกตะลึง ยืนมองเฉยๆเช่นนี้น่ะหรือ ไม่มีใครเข้าไปห้ามปรามเลยหรือ!?
ไม่เพียงไม่ห้ามเท่านั้น สีหน้าของบรรดาฝูงชนยังเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาอีกด้วย!
นี่มันอะไรกัน?
ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เย็นชาไร้ความรู้สึกถึงเพียงนี้กันเลยหรือ?
ตอนแรกพวกนางมองว่าชาวตระกูลลู่ท่าทางนุ่มนวลอ่อนโยนมาก ทว่าตอนนี้… บางทีพวกนางอาจมองผิดไป
เหล่าสะใภ้ตระกูลลู่ไม่รู้เลยว่าภาพลักษณ์ของพวกตนในตอนนี้ตราตรึงอยู่ในใจของสองช่างปักฝีมือแล้ว ทั้งสองคิดอย่างหวาดหวั่นว่า จากที่กล้าหยอกล้อกับกลุ่มหญิงสาวตระกูลลู่ได้ หลังจากนี้ต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำให้มากขึ้น เพราะกลัวจะไปทำให้พวกนางไม่พอใจและถูกรุมตบตีเช่นนี้
โชคดีที่มีคนไปเรียกผู้นำหมู่บ้านมา และในตอนนี้เฉียนเถี่ยซู่สองพ่อลูกเพิ่งตระหนักได้ว่า คนที่กำลังถูกรุมตบตีก็คือภรรยาและผู้เป็นแม่ของพวกเขา จึงรีบรุดเข้าไปช่วย
พวกนางซุนเองก็ให้บทเรียนจนเหน็ดเหนื่อยแล้ว ก่อนทิ้งท้ายด้วยการง้างมือตบนางหลี่ฉาดใหญ่อีกครั้งด้วยความโกรธและถอยกลับไป
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีกล่ะ? เฉียนเถี่ยซู่ เกิดอะไรขึ้น ครอบครัวของเจ้ายังไม่หลาบจำกันอีกใช่หรือไม่?”
ผู้นำหมู่บ้านเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่รู้จะพูดเช่นไร ตำหนิเฉียนเถี่ยซู่ไปประโยคหนึ่ง ก่อนหันไปหาพวกนางซุนและกล่าวโทษอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ “น้องสะใภ้ตระกูลลู่ เจ้าเองก็ใจร้อนเกินไป ถึงอย่างไรก็ไม่ควรลงไม้ลงมือกันถึงขั้นนี้นะ”
เขาอายุมากกว่าผู้เฒ่าลู่เล็กน้อย เรียกนางซุนว่าน้องสะใภ้จึงเหมาะสมแล้ว
ครั้งนี้นางซุนมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าฝ่ายตนมีเหตุผล ทำร้ายคนแล้วยังยืดอกเชิดหน้าอย่างผ่าเผยดั่งไก่ชนตัวผู้ที่ชนะการแข่งขัน และเอ่ยอย่าง.องอาจ “ท่านผู้นำหมู่บ้าน แม้ข้าจะเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลังก่อน แต่หากเรื่องไปถึงหูท่านนายอำเภอละก็ พวกเราครอบครัวลู่ก็เป็นฝ่ายถูกอยู่ดี!
สะใภ้สามของข้าซื่อสัตย์บริสุทธิ์ไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทาง แต่นางสารเลวนี่กลับพูดพล่อยๆ หาว่าสะใภ้สามของข้ามีความสัมพันธ์กับท่านนายอำเภอ! สวรรค์เป็นพยาน สะใภ้สามข้ามีคุณธรรมมีความสามารถ เหตุใดต้องมาถูกผู้หญิงปากปีจอคนหนึ่งใส่ความด้วย!
กล่าวหาสะใภ้สามไม่พอ นางยังกล้าลามปามไปถึงท่านนายอำเภออีก! ปากดีขนาดนี้ ต่อให้ครอบครัวมีสิบหัวก็สะบั้นชดใช้โทษไม่พอ! หึ!”
ปากเล็กๆของนางซุนสาดวาจาฉอดๆ เดิมทีนางหลี่ตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ฟ้องร้องผู้นำหมู่บ้าน ทว่าได้ยินนางซุนพูดว่าครอบครัวนางจะถูกตัดหัว นางก็ตกใจมากจนถึงกับขาอ่อนแรง
เฉียนเถี่ยซู่และบุตรชายก็นิ่งค้างไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าโทษจะรุนแรงถึงขั้นนี้!
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดแล้ว! เมียข้าพูดจาไม่น่าฟังไปหน่อย อย่าถือสานางเลย นางเป็นเพียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่งจึงไม่รู้ประสีประสา”
เฉียนเถี่ยซู่ยิ้มพลางขอร้องท่านผู้นำ แต่เห็นชัดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำหมู่บ้านจะเป็นคนตัดสินใจเองได้
“เหอะ ตอนนี้รู้จักกลัวขึ้นมาแล้วหรือ?” นางซุนยิ้มเย้ยหยัน “คนเลวทรามต่ำช้านี่ไม่เพียงกล่าวหาว่าลูกสะใภ้ข้าคบชู้กับท่านนายอำเภอเท่านั้นนะ ยังกล่าวหาว่าลูกสะใภ้ข้ามีความสัมพันธ์กับเฉียนเถี่ยซู่ด้วย! ผู้นำหมู่บ้าน ท่านฟังดูสิว่านี่มันใช่คำพูดของ ‘คน’ หรือไม่ พาดพิงไปถึงนายอำเภอก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียเขาก็เป็นขุนนาง ครอบครัวเราปีนป่ายขึ้นไปไม่ถึงอยู่แล้ว แต่มากล่าวหาว่าเล่นชู้กับเฉียนเถี่ยซู่เนี่ยนะ ถุย! ต่อให้ลูกสะใภ้ข้าสติฟั่นเฟือนก็ไม่มีทางไปคว้าเอาคนไร้ประโยชน์แบบนี้มาหรอก!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง นี่นางหลี่กล้ากล่าววาจาน่ารังเกียจเช่นนี้ออกมาด้วยหรือ!
เหอจิ่วเหนียงซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล หากไม่ใช่เพราะในกำมือยังมีเมล็ดแตงโมอีกครึ่งที่ยังกินไม่หมด นางคงโผเข้ากอดนางซุนและหอมแก้มฟอดใหญ่แล้วที่ปกป้องนางถึงเพียงนี้
นางซุนคิดในใจ ‘ข้าเทียบเมล็ดแตงโมนั่นไม่ได้เชียวรึ!’
ผู้นำหมู่บ้านเหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากเล็กน้อย จู่ๆก็สัมผัสได้ว่า น้องสะใภ้ตระกูลลู่ผู้นี้กล้าหาญกว่านางหลี่มาก!
เขาทำได้เพียงฝืนยิ้มด้วยความกระดากกระเดื่อง และกล่าวด้วยสีหน้าจืดเจื่อน “นั่นน่ะสิ แม่นางเหออายุยังน้อย จะมีความสัมพันธ์อย่างว่ากับชายชาวบ้านแก่ๆ ที่ไม่ได้เรื่องอย่างเฉียนเถี่ยซู่ได้อย่างไร นางหลี่ วาจาของเจ้าช่างน่ารังเกียจที่สุด!”
ทุกคนตกใจเล็กน้อย นี่เรียกว่าช่วยหรือซ้ำเติมเฉียนเถี่ยซู่กันแน่?
ตอนที่ 102: ใครบ้างจะไม่ชอบ
นางซุนได้ยินเช่นนั้นก็รู้แล้วว่าผู้นำหมู่บ้านเข้าข้างครอบครัวตน จึงยืนหยัดต่อไป “เรื่องในวันนี้ต้องแจ้งทางการ อย่างไรเสียก็ต้องคืนความเป็นธรรมให้ลูกสะใภ้ข้า!”
สดับวาจาหนักแน่น ปฏิกิริยาแรกของทุกคนก็คือ… ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้น ถึงอย่างไรในหมู่บ้านก็มักเกิดเรื่องทะเลาะเบาแว้งอยู่บ่อยๆ เพียงดุด่าต่อว่าหรือทุบตีเพื่อเป็นการสั่งสอนก็พอแล้ว
ตอนนี้ครอบครัวลู่ก็ลงมือตบตีแล้ว แถมยังดุด่าด้วย ยังต้องไปแจ้งทางการอีกหรือ?
ในอีกแง่หนึ่ง ทุกคนก็พอจะตระหนักได้ว่า ครอบครัวลู่ปกป้องและใส่ใจสะใภ้สามผู้นี้มากเพียงใด เช่นนี้ต่อไปคงไม่มีใครกล้าหาเรื่องเหอจิ่วเหนียงได้อีกแล้ว
ไม่เช่นนั้นละก็ หากสตรีโหดร้ายแห่งตระกูลลู่กลุ่มนี้รู้เข้าต้องโดนดีเป็นแน่!
ตอนนี้ผู้นำหมู่บ้านรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ยากจะจัดการ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวลู่ เขาในตอนนี้ก็ทำได้เพียงพูดจาคลี่คลายสถานการณ์ ส่วนเรื่องการฟ้องร้องนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของครอบครัวลู่เอง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ผู้มีอำนาจในชุมชนก็ลากผู้เฒ่าลู่และลู่จิ้งซวนไปคุยอีกด้าน
“น้องลู่ ข้ามองว่าเรื่องนี้อย่าต้องให้ถึงท่านนายอำเภอเลยนะ”
ทันทีที่ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา ก็เห็นแววตาอันตรายของสองพ่อลูกแซ่ลู่แผ่ออกมาทันที จึงรีบอธิบาย “ไม่ใช่ว่าข้าจะช่วยครอบครัวเฉียนปกป้องความผิดนะ ข้าแค่คิดว่า หากเรื่องนี้ถึงหูท่านนายอำเภอเข้ามันก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อครอบครัวเจ้าเลย”
สองพ่อลูกแซ่ลู่ได้ฟังดังนั้น สายตาที่มองผู้นำหมู่บ้านก็กลับมาเป็นปกติ ผู้เฒ่าลู่กล่าวถาม “หมายความว่าอย่างไร?”
“เจ้าลองคิดดูสิ เกียรติและศักดิ์ศรีของผู้หญิงสำคัญมากเพียงใด จากเดิมที่มีแค่คนในหมู่บ้านเราที่รู้ หากเรื่องนี้ถึงที่ว่าการอำเภอเข้า คนที่รู้เรื่องก็จะมีมากขึ้นน่ะสิ อีกอย่าง หากท่านนายอำเภอรู้เรื่องที่ตนถูกหยามเกียรติกับหญิงสาวชาวบ้านละก็ เจ้าว่าเขาจะไม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเอาหรือ?”
ผู้นำหมู่บ้านบอกเล่าความเห็นของตนเอง สองพ่อลูกลู่นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ความเป็นไปได้นี้ไม่อาจมองข้ามได้
ความคิดของขุนนางซับซ้อน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคิดสิ่งใดอยู่ หากเขากล่าวโทษเหอจิ่วเหนียงขึ้นมา นั่นไม่เท่ากับว่าเอาตัวเองเข้าไปหาเรื่องซวยหรอกหรือ
เห็นอารมณ์ที่แสดงออกทางสีหน้าของพวกเขาแล้ว ผู้นำหมู่บ้านก็สุมไฟต่อ…ไม่ใช่สิ เกลี้ยกล่อมต่อ “มีเรื่องเยอะไม่สู้มีเรื่องน้อยนะ ข้าว่าวันนี้นางหลี่ถูกตบตีจนสภาพเช่นนี้ก็คงเข็ดแล้วละ คงไม่กล้ามาหาเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว เรื่องนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้เถอะนะ”
ผู้นำหมู่บ้านสามารถดูแลหมู่บ้านใหญ่ๆเช่นนี้ได้ หากจะบอกว่าเขาไม่มีกึ๋นก็คงไม่ถูก
เรื่องนี้เขาตั้งใจจะคิดแทนครอบครัวลู่จริงๆ แต่ก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่ด้วย
เขาเป็นผู้นำหมู่บ้าน หมู่บ้านอื่นไม่เกิดเรื่องราวอะไรเลย แต่หมู่บ้านอันผิงที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขานี่สิ เกิดเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน! นับวันก็ยิ่งบ่อยครั้งขึ้น ท่านนายอำเภอจะต้องโกรธมากเป็นแน่ และอาจส่งผลให้ตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านของเขาถึงคราวสิ้นสุดลง
หลังจากเจรจาเสร็จสิ้น ผู้เฒ่าลู่ก็นำคำพูดของผู้นำหมู่บ้านไปบอกกับนางซุน ตัวนางซุนไม่มีความเห็นใด แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญต่อเหอจิ่วเหนียง นางไม่อาจตัดสินใจแทนได้
นึกคิดแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเขาอพยพเข้ามาที่นี่ ครอบครัวของผู้นำหมู่บ้านก็นับว่าดีกับพวกเขามาโดยตลอด โดยรวมแล้วไม่ได้ส่งผลร้ายใดต่อตระกูลลู่ นางซุนจึงรับปากจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องส่วนตัว
ด้วยความโกรธมากที่มีเป็นทุนเดิม เมื่อหันไปเห็นเหอจิ่วเหนียงยืนแทะเมล็ดแตงโมด้วยความสบายใจเฉิบเช่นนี้ นางซุนก็ยิ่งโกรธเข้าไปอีก
ไม่ได้เรื่อง! เวลาเช่นนี้ยังเอาแต่สนุกอยู่ได้!
หญิงชราทอดถอนใจในโชคชะตาของตนเอง ที่อายุปูนนี้แล้วยังต้องมากลัดกลุ้มใจกับลูกสะใภ้เช่นนี้อีก แต่สุดท้ายก็ยินยอมจัดการเรื่องเหล่านี้แทน แม้จะรู้สึกขัดกับความรู้สึกเล็กน้อยก็ตาม
นางเดินเข้าไปหาครอบครัวเฉียน เอ่ยด้วยความโหดเหี้ยม “วันนี้หากพวกเจ้ารู้จักเอาตัวรอดก็รีบไสหัวไปซะ หากกล้ามาหาเรื่องที่บ้านข้าอีกละก็ ข้าไม่สนทั้งนั้นว่าใครจะช่วยพูดแทนพวกเจ้า และเมื่อถึงตอนนั้นหากข้าไม่จับพวกเจ้าขังคุก ก็ไม่ต้องเรียกข้าว่านางซุน!”
เฉียนเถี่ยซู่รีบพยุงภรรยาขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเจื่อน จากนั้นครอบครัวของพวกเขาก็รีบวิ่งออกไปด้วยสภาพจนตรอก
เฉียนต้าหนิวเพิ่งรู้ตัวหลังจากเรื่องจบแล้วว่าตนลืมไปเลยว่ามาบ้านครอบครัวลู่ด้วยจุดประสงค์ใด!
“ท่านแม่ เหตุใดเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะท่านทุกครั้ง!”
ผู้เป็นแม่ถูกตบตีไปยกใหญ่ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของครอบครัวเฉียนไม่เพียงไม่สงสารนาง ซ้ำยังตำหนิกล่าวโทษนางอีก
ทุกครั้งล้วนเป็นเพราะท่านแม่ที่ทำให้เรื่องราวเลวร้ายยิ่งขึ้น เหมือนอย่างครั้งก่อน เดิมทีไม่ต้องทุกข์ทรมานรับโทษถึงขนาดนั้น แต่นึกไม่ถึงจริงๆว่าผู้เป็นแม่จะปากพาซวยลามปามไปถึงท่านนายอำเภอ จึงทำให้เขาและพรรคพวกอีกสองคนถูกจำคุกนานนับเดือน
และครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะแม่ของเขาก่อเรื่องวุ่นวาย เขาคงได้เงินจากครอบครัวลู่ไปรักษาขา และยังได้ตัวเจ้าลู่เสี่ยวหยางผู้นั้นมาสั่งสอนแล้ว สุดท้ายตอนนี้ ทุกอย่างกลับสูญเปล่า!
นางหลี่ชะงักไป ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุตรชายถึงกล่าวโทษนาง
“แม่…แม่ก็ทำเพื่อลูกอย่างไรล่ะ…”
นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย นางออกหน้าแทนบุตรชายทุกอย่าง ไม่ยอมให้ใครมารังแกเขาได้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกตำหนิเช่นนี้
“ทำเพื่อข้า ทำเพื่อข้า! วันๆเอาแต่พูดคำพูดพวกนี้ แล้วดูสิ่งที่ท่านทำลงไปพวกนั้นสิ! นั่นเรียกว่าทำเพื่อข้าจริงๆหรือ? หากไม่ใช่เพราะท่านทำตัวงี่เง่าในที่ว่าการอำเภอ ข้าต้องรับโทษถึงขั้นนั้นหรือ! และวันนี้หากไม่ใช่เพราะท่านก่อเรื่องขึ้น ข้าก็คงได้เงินมาแล้ว! ท่านทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร!!”
เดิมทีเฉียนต้าหนิวยังใช้มือข้างหนึ่งพยุงแขนมารดาไว้ แต่สุดท้ายยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหจนสะบัดมือออก นางหลี่ถูกตบตีอาการสาหัส ไร้เรี่ยวแรงจะเดินเหิน เมื่อถูกเฉียนต้าหนิวสะบัดมือออกโดยไม่ทันตั้งตัวจึงล้มลงไปกับพื้น
เฉียนต้าหนิวไม่เพียงไม่รู้สึกผิดเท่านั้น ทั้งยังรู้สึกดีใจไม่น้อยที่เห็นมารดาของตนล้มลงไปเช่นนี้ เขาเดินค้ำไม้เท้าจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจ
เฉียนเถี่ยซู่มองดูบุตรชายที่เดินไกลออกไป ก่อนหันกลับมามองภรรยาที่อยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แล้วดุด่าด้วยความโกรธ “ข้าบอกเจ้าว่าไม่ต้องมาเจ้าก็ไม่ฟัง! หากไม่ได้ผู้นำหมู่บ้านช่วยพูดละก็ พวกเราคงถูกตัดหัวทั้งครอบครัวแล้ว! ต่อไปหากเจ้ายังไม่รู้จักสงบสติอารมณ์อีก ข้าจะหย่ากับเจ้า!”
กล่าวจบเขาก็กระชากลากถูนางหลี่กลับบ้านอย่างไม่ไยดี
นางหลี่ร้องไห้น้ำตาไหลพราก นางทำเพื่อครอบครัวมาตลอด เหตุใดถึงได้กลายเป็นคนร้ายเสียได้!
........
ทางด้านครอบครัวลู่
ชาวบ้านที่พากันมามุงดูต่างแยกย้ายกันไปแล้ว พวกนางหยูก็กลับเข้าไปเรียนการเย็บปักถักร้อยกับช่างปักฝีมือต่อ ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็แทะเมล็ดแตงโมหมดแล้วจึงมาออดอ้อนนางซุนอยู่พักหนึ่ง
นางกล่าววาจาเอาอกเอาใจออกมาสารพัด นางซุนได้ยินก็รู้สึกหัวใจหวานฉ่ำดุจดั่งน้ำผึ้งเดือนห้า แต่ยังคงทำหน้าตึงดึงมือนางออกอย่างแรง
“เลิกเกาะข้าได้แล้ว ดูเรื่องสนุกจบแล้วเจ้าพอใจหรือยัง นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปโรงหมออีกก็ไม่ต้องไป ไปฝึกการเย็บปักถักร้อยกับพวกพี่สะใภ้เจ้าโน่น อย่ามาขวางหูขวางตาข้าอยู่ตรงนี้!”
“ไปเจ้าค่ะ ข้าไป ข้าต้องไปอยู่แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาหน้างอง้ำ และกล่าวอย่างได้คืบจะเอาศอก “ท่านแม่ก็บอกเองว่าใกล้เที่ยงแล้ว ใกล้ถึงเวลากินข้าวพอดี ข้ากินข้าวก่อนแล้วค่อยไปดีกว่าเจ้าค่ะ!”
นางซุนทั้งโมโหทั้งรู้สึกจนปัญญา เมื่อก่อนสะใภ้สามไม่ได้เป็นคนกวนประสาทเช่นนี้ เหตุใดช่วงนี้ถึงทำตัวเหมือนเด็กไปได้
ความจริงนี่เป็นเพียงวิธีแสดงความสนิทสนมของเหอจิ่วเหนียงวิธีหนึ่ง นึกย้อนกลับไปถึงตอนที่นางเพิ่งทะลุมิติมาที่นี่ ถึงแม้จะช่วยเหลือครอบครัวลู่ แต่ท่าทางก็ไม่ได้เป็นกันเองและใกล้ชิดเหมือนตอนนี้
แต่นางซุนย่อมไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ตอนนี้นางเพียงกังวลอยู่เรื่องเดียวว่าสะใภ้สามเสียเวลามาตลอดช่วงเช้าแล้ว จึง.ยกมือขึ้นตีนางพลางดุ “กินๆๆ เจ้าก็รู้จักแต่กินอยู่นั่นแหละ!”
“เฮ้อ∼ ไม่ให้กินก็ไม่กินก็ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงถูกไล่ จึงแสร้งทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดกระโดดขึ้นหลังม้า ดึงบังเหียนตะบึงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหล่าสตรีที่กำลังเรียนเย็บปักถักร้อยอยู่รู้สึกอิจฉาระคนขบขัน
ความสัมพันธ์ของแม่สามีและลูกสะใภ้เช่นนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบ!
ตอนที่ 103: ลงนามทำสัญญา
หลังจากเหอจิ่วเหนียงออกไปแล้ว โก่วเอ๋อร์ก็เดินมาจับมือนางซุนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงน่ารักออดอ้อน “ท่านย่าอย่าโกรธท่านแม่เลยนะขอรับ ท่านแม่ชอบท่านย่ามาก”
แม้เขาจะรู้ว่าท่านย่าไม่ได้โกรธแม่ของตนจริงๆ แต่นางมักทำท่าราวกับจะตีท่านแม่ เขาจึงเป็นห่วงท่านแม่มาก
นางซุนกลอกตามองบน ก่อนจูงมือหลานชายกลับเข้าไปพร้อมบ่นไม่หยุด “ใครบอกให้นางมาชอบกัน! โก่วเอ๋อร์ เจ้าอย่าทำตัวเหมือนแม่ของเจ้าเชียวนะ!”
โก่วเอ๋อร์หัวเราะฮี่ๆ แม้ท่านย่าจะพูดจาไม่น่าฟังไปสักหน่อย แต่เขาก็เห็นท่านย่ายิ้มแล้ว
ท่านย่ายิ้มก็หมายความว่าท่านย่าไม่ได้โกรธจริงๆ ส่วนนางจะพูดอะไรออกมาก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ
เมื่อเห็นท่านย่าไม่โกรธ เด็กน้อยก็เตรียมจะไปอ่านตำราเด็ก ท่านแม่บอกไว้ว่า อ่านตำราพักหนึ่งก็ต้องออกมาสูดอากาศผ่อนคลาย ทอดสายตามองไปไกลๆ ไม่อย่างนั้นอาจตาล้าได้
โก่วเอ๋อร์เชื่อฟังคำสอนของมารดามาก
.......
เหอจิ่วเหนียงเข้าอำเภอมาคนเดียว ระหว่างทางนางนำของกินออกมากินจากห้วงมิติ เพราะรถม้าช้ากว่าเกวียน นางจึงใช้เวลาบนท้องถนนด้วยความผ่อนคลายอย่างยิ่ง
ในหัวของนางมีแผนการค้ามากมายที่สามารถทำได้ แต่ตอนนี้เรื่องในครอบครัวยังไม่เรียบร้อย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องจัดการเรื่องในปัจจุบันก่อน ไม่อาจทำอีกอย่างแล้วทิ้งอีกอย่างได้
ช่วงนี้สตรีในบ้านล้วนกำลังตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่มีเวลาดูแลเรื่องสมุนไพร นอกจากนี้โรงแปรรูปสมุนไพรก็ยังสร้างไม่เสร็จ กิจการนี้จึงต้องพักไว้ก่อน
สองวันก่อนลู่เหอหรงนำมันฝรั่งที่งอกรากทั้งหมดไปปลูกบนที่ดินที่ปรับปรุงพื้นที่แล้ว จำนวนมันฝรั่งที่มีไม่มากนัก เขาจึงปลูกคนเดียวได้
ส่วนผู้เฒ่าลู่ อย่าคิดว่าเล่นกับเด็กๆ ทุกวันแล้วหมายความว่าเขาว่าง อันที่จริงเขากำลังศึกษาเรื่องการเพาะปลูกสมุนไพรอยู่เช่นกัน เขาปลูกพืชพรรณมาทั้งชีวิต ดังนั้นเรื่องประสบการณ์ไม่ต้องพูดถึง
รออีกไม่กี่วันสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อย เหล่าบุรุษในครอบครัวก็จะว่างแล้ว พวกเขาจะได้เริ่มศึกษาการเพาะปลูกสมุนไพรเสียที
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีแบบแผน แต่เรื่องที่ครอบครัวลู่จะซื้อที่ดินกลับยังไม่มีความคืบหน้า
พวกเขาเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านอันผิงนานถึงเพียงนี้แล้ว เรื่องซื้อที่ดินก็ประกาศออกไปตั้งแต่ช่วงแรกๆ ทว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่มีชาวบ้านคนใดยินยอมขาย เป็นเรื่องที่ช่างกลัดกลุ้มใจจริงๆ
อันที่จริงพวกเขาสามารถไปซื้อที่ดินจากหมู่บ้านอื่นได้ แต่เนื่องจากคำนึงถึงเงื่อนไขเรื่องระยะทาง พวกเขาจึงมองว่าหาซื้อที่ในหมู่บ้านคือทางที่ดีกว่า
หรือรอให้คนมาเสนอขายจะไม่ได้การ บางทีนางต้องเป็นฝ่ายไปขอซื้อเองแล้วกระมัง
ขณะที่รถม้าของเหอจิ่วเหนียงเคลื่อนมาถึงโรงหมออย่างช้าๆ ก็เป็นเวลาที่โรงหมอมีคนไข้หนาแน่นพอดี
หาใช่แบบที่นางโกหกนางซุนไว้ไม่ ความจริงแล้วเวลาที่คนไข้เยอะที่สุดก็คือยามเที่ยงนั่นเอง
“ไอ้หยา แม่นางเหอมาแล้ว! เชิญด้านในๆ!”
การเจรจาระหว่างเหอจิ่วเหนียงกับโรงหมออวี้หยวนยังไม่บรรลุ หากตกลงเรื่องส่วนแบ่งค่ารักษาไม่ได้ นางไม่ขอร่วมงานด้วยแน่นอน
ผู้ดูแลเหรินเห็นผู้ที่มาก็รีบส่งมอบงานในมือให้คนอื่นทำต่อ ส่วนตนก็ออกมาต้อนรับเหอจิ่วเหนียงด้วยตัวเอง
อีกทั้งยังพานางไปที่ห้องเดิม ทั้งสองนั่งตรงข้ามกัน รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ดูแลวัยกลางคน
“แม่นางเหอ เถ้าแก่ของเราตกลงตามเงื่อนไขของแม่นางแล้ว เพียงแต่ต่อไปแม่นางเหอจะต้องเหนื่อยสักหน่อย อาจต้องเดินทางเข้าเมืองหลักบ่อยขึ้น ไม่รู้ว่าแม่นางจะยอมรับเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงรู้ดีตั้งแต่แรกแล้ว ต้าหลิ่งเป็นเพียงอำเภอหนึ่งของจิงโจว แม้จะรุ่งเรืองกว่าอำเภออื่นแต่ก็เป็นเพียงเมืองเล็กๆ มีเศรษฐีไม่มากเหมือนเมืองหลักแน่นอน อีกอย่าง ค่ารักษาของโรงหมอในเมืองหลักก็สูงกว่า
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เหอจิ่วเหนียงวางแผนจะทำการค้าที่เมืองหลักด้วย โดยเฉพาะเสื้อคลุมขนสัตว์ หากนำไปขายในเมืองหลักจะต้องได้กำไรไม่น้อยเป็นแน่
“ไม่มีปัญหา เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ผู้ดูแลเขียนสัญญามาเถอะเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงอย่างง่ายดาย ผู้ดูแลอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “แม่นางเหอคิดรอบคอบแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะไปเขียนสัญญาเลย!”
ต่อให้เป็นบุรุษก็คงคิดเรื่องการเขียนสัญญาไม่ถึงแน่ แต่แม่นางเหอผู้นี้กลับรอบคอบและระมัดระวังมากจริงๆ
เขียนสัญญาไว้ก็ดีเหมือนกัน เช่นนี้ไม่ต้องกังวลว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะผิดสัญญา และป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง
ไม่นานนักผู้ดูแลเหรินก็เขียนสัญญาเสร็จสิ้น จากนั้นเป่าหมึกให้แห้งและส่งให้คู่สัญญาตรวจสอบ
เหอจิ่วเหนียงอ่านอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนกล่าว “เรื่องอื่นไม่มีปัญหา แต่หากออกไปที่ไกลๆ ข้าจะพาลูกชายของข้าไปด้วย เขาอายุยังน้อย ติดข้ามาก”
นี่เป็นเรื่องที่นางรับปากโก่วเอ๋อร์เอาไว้แล้ว จึงต้องแจ้งเอาไว้ก่อน
รอยยิ้มของผู้ดูแลเหรินแข็งทื่อทันที มีหมอที่ไหนออกไปรักษาโรคแล้วพาบุตรไปด้วยกัน โดยเฉพาะเวลาไปตรวจโรคที่บ้านเศรษฐี หากเด็กซนวิ่งชนข้าวของเข้าจะทำเช่นไร
เห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแล้วเหอจิ่วเหนียงจึงพูดขึ้น “ท่านผู้ดูแลวางใจได้ ลูกชายข้าเป็นเด็กที่เชื่อฟังมาก ไม่มีทางก่อปัญหาแน่นอน และหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ข้าจะรับผิดชอบเอง ไม่ทำให้โรงหมออวี้หยวนต้องเดือนร้อนแน่นอน”
นางกล้าให้คำมั่นเช่นนี้แล้วผู้ดูแลเหรินจึงไม่พูดอะไรอีก สำหรับหญิงม่ายคนหนึ่งนั้นชีวิตของพวกนางไม่ง่ายเลย เขาจึงตอบตกลงและเขียนเพิ่มเติมในตอนท้ายของสัญญาอย่างชัดเจนว่า
‘หากบุตรชายก่อเรื่องขึ้น ทางโรงหมออวี้หยวนไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น’
เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจ ไม่คัดค้านอะไร
สัญญามีสองฉบับ รายละเอียดเนื้อหาเหมือนกัน นางประทับลายนิ้วมือลงไป
ผู้ดูแลเหรินเก็บสัญญาเอาไว้อย่างระมัดระวัง และเรื่องนี้ก็บรรลุข้อตกลงในที่สุด
แม้ในโรงหมอจะมีผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ส่วนมากก็เจ็บป่วยโรคไข้หวัดธรรมดา หมอท่านอื่นสามารถรักษาได้ เหอจิ่วเหนียงคิดว่าคงไม่ต้องถึงมือนาง จึงเตรียมจะกลับ
“บ้านของข้าอยู่ที่หมู่บ้านอันผิง เป็นบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ มีเรื่องอะไรก็ส่งคนไปหาได้ แค่ถามชาวบ้านแถวนั้นก็รู้แล้ว”
ในยุคสมัยนี้การส่งข่าวไม่สะดวก จึงทำได้เพียงเท่านี้
ผู้ดูแลตอบตกลง จากนั้นยื่นตำราแพทย์สองเล่มให้นาง “นี่เป็นตำราพื้นฐานของผู้เริ่มเรียน ในเมื่อรับปากเจ้าแล้วว่าจะช่วยปิดบังคนที่บ้านก็ต้องทำให้แนบเนียน บอกคนที่บ้านว่าข้าให้เจ้าทำความคุ้นเคยกับตำราแพทย์ไปก่อนก็ได้”
เห็นรอยยิ้มของผู้ดูแลเหรินมีความจริงใจมากเช่นนี้ ทั้งยังคิดเผื่อนางจริงๆ เหอจิ่วเหนียงจึงรับมา “ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ”
กลับบ้านไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ ไม่แน่นางซุนอาจใช้ให้นางทำอาหารอีกก็ได้ เหอจิ่วเหนียงไม่อยากทำอาหารเลยจริงๆ ดังนั้นจึงตั้งใจว่าจะไปนั่งฟังนักเล่าเรื่องเล่าเรื่องที่หอน้ำชา
“ต้องบอกเลยว่าองค์รัชทายาทหนานไท่สิ้นพระชนม์แบบอนาถมาก ถูกตัดหัวขาด แล้วหัวก็ไม่รู้ถูกเอาไปไหนแล้ว ขนาดเป็นถึงเชื้อเจ้าสูงส่ง ไม่อยากเชื่อเลยว่าต้องตายโดยที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่ก็น่าสะใจจริงๆ! เช่นนี้เป่ยเหยียนของเราก็จะสงบสุขอีกหลายปี ส่วนสาเหตุการตายของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ ทุกท่านตั้งใจฟังข้าเล่าก็แล้วกันนะ…”
เหอจิ่วเหนียงมาเยือนโรงน้ำชาได้อย่างเหมาะเจาะจริงๆ การเล่าเรื่องรอบสองของวันนี้เพิ่งจะเริ่มขึ้น แต่รอบนี้ไม่ได้เล่านิทาน หากแต่เป็นเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ของ.องค์รัชทายาทแห่งหนานไท่ นักเล่าเรื่องไม่อาจพลาดประเด็นร้อนนี้ไปแน่นอน
ส่วนสาเหตุการตายที่เขาเล่ามานั้นจะเป็นความจริงหรือไม่ไม่มีใครรู้! อย่างไรเสียแค่ทุกคนรู้ว่าองค์รัชทายาทหนานไท่สิ้นพระชนม์แล้ว หนานไท่ไม่อาจลุกขึ้นได้ระยะหนึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงสั่งชาหนึ่งกากับเมล็ดแตงโมหนึ่งจาน นั่งฟังอย่างเพลิดเพลินใจ
ทุกคนล้วนส่งเสียงโห่ร้องยินดีกับเรื่องนี้ ในขณะเดียวกันก็ประหลาดใจมากว่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ลอบเข้าไปปลิดชีพ.องค์รัชทายาทถึงในจวนผู้นั้นเป็นใคร และที่สำคัญ เขาหลบหลีกการคุ้มกันอย่างเข้มงวดนั่นได้อย่างไร
“แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร เขาก็คือผู้ที่สังหารองค์รัชทายาทหนานไท่ และเขาก็คือวีรบุรุษของพวกเรา!”
“ใช่ๆ! พวกสารเลวหนานไท่กล้าคิดชั่วต่อเป่ยเหยียน ผู้สังหารคนนั้นต้องเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเป่ยเหยียนของพวกเราแน่นอน!”
“เฉินอ๋องมีพรสวรรค์ล้ำเลิศในด้านการทหาร ไม่แน่อาจเป็นแม่ทัพที่อยู่ใต้บัญชาของเฉินอ๋องก็ได้!”
“เจ้าพูดถูก มีเหตุผล มีเหตุผล!”
จิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง ราษฎรสรรเสริญเฉินอ๋องจึงถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่จิงโจวอยู่ห่างจากเมืองหลวงจิ้นโจวไม่มากนัก การที่เหล่าราษฎรสรรเสริญเฉินอ๋องถึงเพียงนี้ จะไม่เป็นการสร้างปัญหาให้กับเขาหรอกหรือ
จุๆๆ~
ตอนที่ 104: ต่างคนต่างความคิด
ขณะเดียวกัน
ณ วังหลวงแห่งเมืองจิ้นโจว
ฮ่องเต้กำลังระบายโทสะอยู่ในตำหนักจิ่นเฉิน ตำหนักของหลิวกุ้ยเฟย
จอกสุราถูกขว้างลงพื้นจอกแล้วจอกเล่า เหล่านางกำนัลคุกเข่ากันเป็นแถวด้วยความตกใจจนไม่กล้าขยับตัว
ทว่าหลิวกุ้ยเฟยที่อยู่ข้างกายยังคงแนบซบอกฮ่องเต้ด้วยท่วงท่าชดช้อยดั่งสตรีผู้เป็นที่โปรดปราน
“ฝ่าบาทอย่าทรงกริ้วอีกเลยนะเพ.คะ เดี๋ยวจะส่งผลกระทบต่อพระวรกายได้นะเพ.คะ”
หลิวกุ้ยเฟยเอ่ยคำหวานหยาดเยิ้ม มือบางอันนุ่มนวลข้างหนึ่งลูบอกเขาเบาๆ เพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น
มืออีกข้างยื่นไปหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาจากลิ้นชักด้านข้าง ค่อยๆเปิดอย่างระมัดระวัง หยิบยาอายุวัฒนะในกล่องออกมาป้อนให้พระสวามี ฮ่องเต้กลืนเข้าไปอย่างไม่ลังเล
“หึ หากลูกๆของเราคิดใส่ใจเหมือนเจ้าได้ก็ดี เราคงไม่ต้องมีเรื่องปวดหัวเช่นนี้ น่าเสียดายที่เจ้าช่วยขจัดความกังวลใจของเราไม่ได้”
ฮ่องเต้จับมือเล็กของหลิวกุ้ยเฟยมาบรรจงจูบเบาๆ แม้จะโกรธเกรี้ยวเพียงใดแต่ก็ยังอ่อนโยนกับสนมอันเป็นที่รักผู้นี้มาก เห็นได้ชัดว่าสนมผู้นี้มีความสามารถมากทีเดียว
“ฝ่าบาทไม่บอกหม่อมฉันด้วยซ้ำว่ากังวลพระทัยเรื่องใดอยู่ ต่อให้หม่อมฉันอยากช่วยคลายความกังวลให้พระองค์ หม่อมฉันใจสู้แต่ก็ไร้กำลังอยู่ดีเพ.คะ”
หลิวกุ้ยเฟยเม้มปากด้วยความน้อยใจ น้ำตาเอ่อคลอทันที
ท่วงท่าดั่งดอกท้อต้องฝนทำให้ฮ่องเต้รู้สึกสงสารจนใจอ่อนยวบ “กุ้ยเฟยอย่าน้อยใจไปเลย เราพูดผิดไปเอง ความจริงเราบอกเรื่องนี้กับเจ้าก็ไม่ได้เสียหาย”
ฮ่องเต้สูดลมหายใจลึกๆ ก่อนจะตรัสด้วยความกลัดกลุ้มพระทัย “เรื่องที่องค์รัชทายาทหนานไท่ถูกลอบสังหาร ทุกคนล้วนรู้กันแล้ว กุ้ยเฟยเองก็ได้ยินเรื่องนี้แล้วใช่หรือไม่?”
หลิวกุ้ยเฟยพยักหน้าช้าๆ และกล่าวถาม “เรื่องนี้ก็เป็นผลดีกับเราไม่ใช่หรือเพ.คะ?”
“เป็นเรื่องดี แต่ความดีความชอบมันตกไปเป็นของเจ้าสามน่ะสิ!”
ฮ่องเต้ทรงกริ้วก็เพราะเรื่องนี้ เดิมทีตอนที่ทรงทราบข่าวของหนานไท่ ฮ่องเต้ยังดีใจมากอยู่เลย ถึงอย่างไรจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงของ.องค์รัชทายาทหนานไท่ก็ใช่ว่าเพิ่งจะมีแค่ปีสองปี ก่อนหน้านี้เขาใช้โอกาสตอนที่เป่ยเหยียนเกิดภัยแล้งยกทัพไปหนานไท่เพื่อลองเชิง.องค์รัชทยาทหนานไท่
สุดท้ายไม่กี่วันทิศทางลมพลันเปลี่ยนไป เหล่าราษฎรต่างยกความดีความชอบนี้ให้กับเฉินอ๋องโดยไม่สนสิ่งใด เห็นฮ่องเต้อย่างเขาเป็นอะไรไปแล้ว!
องค์ชายคนหนึ่งเป็นที่เคารพรักมากกว่าผู้ปกครองแผ่นดิน นี่คือความอัปยศที่สุดของราชวงศ์
“ยังไม่ทันตรวจสอบความจริงว่าเป็นเช่นไรก็คิดกันไปเองแล้ว เหตุใดเจ้าสามถึงได้รีบชิงความดีความชอบไปเช่นนี้”
ตอนนี้คำพูดดีๆอะไรฮ่องเต้ไม่ได้ยินแล้ว เขารู้สึกอึดอัดใจ รู้สึกว่าบุตรชายคนนี้คิดมักใหญ่ใฝ่สูง เขายังไม่ทันตายก็วางแผนแย่งชิงบัลลังก์มังกรแล้ว
หลิวกุ้ยเฟยได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจว่าฮ่องเต้หมายความเช่นไร
โถ ตนเองไร้ความสามารถเอง แต่ไม่ยอมให้ผู้อื่นมีความสามารถนั้นด้วย
นางยิ้มพลางกล่าว “ที่แท้ฝ่าบาทก็ทรงกริ้วเฉินอ๋องนี่เอง เรื่องนี้จัดการไม่ยาก หม่อมฉันมีวิธีตัดความกล้าของเขาเพ.คะ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าฝ่าบาทจะตัดพระทัยทำได้หรือไม่”
ขณะบอกกล่าวนางก็ใช้เล็บสีแดงไล้วนตรงตำแหน่งอกข้างซ้ายของฮ่องเต้อย่างมีเลศนัย
วาจาบังอาจเช่นนี้ไม่ควรออกมาจากปากของสนมเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะฮ่องเต้โปรดปรานนางมาก ไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น ยังตื่นเต้นมากอีกด้วย
“เจ้ารีบพูดมาเถอะ!”
“ฟังจากที่ฝ่าบาทตรัสมาแล้ว ช่วงนี้เฉินอ๋องกำลังเป็นที่สนใจไม่น้อย ทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัย เช่นนั้นก็ให้เขาได้รับความลำบากสักหน่อยสิเพ.คะ ทางชางโจวยังไม่มีคนดูแลไม่ใช่หรือเพ.คะ เหตุใดฝ่าบาทไม่ให้เฉินอ๋องลองดูล่ะเพ.คะ”
ทันทีที่หลิวกุ้ยเฟยเปล่งวาจานี้ออกมา ดวงเนตรของฮ่องเต้พลันเปล่งประกาย
ทางด้านชางโจวฝนไม่ตกมาเป็นเวลานานแล้ว ตอนนี้จะให้ใครไปก็ไม่มีใครยินยอม เฉินอ๋องอวดดีนักก็โยนเรื่องนี้ให้เขาแล้วกัน ประการแรก สามารถสยบผู้ลี้ภัยได้ ประการที่สอง เฉินอ๋องไปชางโจวจะได้ไม่ต้องมีคนขวางหูขวางตาเขา เขาจะได้ไม่ต้องรำคาญใจ
“กุ้ยเฟยช่างหลักแหลมยิ่งนัก!”
โอรสสวรรค์กอดสตรีในอ้อมแขนแน่นและบรรจงจูบครั้งหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นและรีบเดินออกไป
กระทั่งร่างของเขาอันตรธานไปจากสายตา หลิวกุ้ยเฟยจึงรีบเช็ดใบหน้าด้วยความขยะแขยง
นางถูตรงที่ฮ่องเต้จูบเมื่อครู่อย่างแรง
“เอาละ พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ เก็บข้าวของที่ระเนระนาดนี่ให้เรียบร้อยแล้วเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าอาบด้วย”
นางกำนัลประคองหลิวกุ้ยเฟยลุกขึ้น และค่อยๆพานางเดินเข้าตำหนักด้านในอย่างช้าๆ
…...
ทันทีที่ฮ่องเต้กลับถึงตำหนักก็รับสั่งให้บ่าวรับใช้ไปตามเฉินอ๋องมาเข้าเฝ้า จากนั้นรับสั่งอย่างกระชับเรียบง่ายมอบหมายปัญหาในชางโจวให้กับบุตรชายคนที่สาม
“เสด็จพ่อ ลูกยินดีไปชางโจวพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่สถานการณ์ภัยแล้งที่ชางโจววิกฤตนัก ต้องเปิดคลังนำเสบียงและเงินออกมาพ่ะย่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นยากจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์จลาจลเหมือนอย่างเมืองเฉียนโจวได้พ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องไม่คัดค้านแต่อย่างใด เดิมทีเขาก็อยากหาโอกาสออกไปเพื่อหลบหลีกไม่ให้ตนเป็นจุดเด่นอยู่แล้ว การเป็นจุดสนใจไม่ส่งผลดีต่อเขา
ตอนแรกตั้งใจว่าจะรอซุนฉีกลับมาแล้วเขาจะขอให้เสด็จพ่อประทานรางวัลให้ ทว่าดูท่าทางของเสด็จพ่อในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอพระทัย เรื่องนี้เห็นทีต้องเลื่อนไปก่อนเสียแล้ว
ได้ยินลูกชังออกปากขอเงินกับเสบียงเช่นนี้ ฮ่องเต้ย่อมรู้สึกไม่เห็นด้วยแน่นอน แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองเฉียนโจวครานั้นร้ายแรงมากเพียงใด หากเกิดเรื่องลามมาถึงเมืองหลวงละก็ต้องแย่แน่ สุดท้ายจึงจำใจตอบตกลงคำร้องขอของเฉินอ๋อง
เฉินอ๋องรับพระบัญชาแล้วออกจากวังหลวงทันที เฉิงเหมิงคนสนิทรู้เรื่องนี้เข้าก็อดบ่นไม่ได้ “ไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงคิดอะไรอยู่ สิ่งที่องค์ชายทำก็เพื่อบ้านเมืองเพื่อราษฎร ควรให้รางวัลจึงจะถูก เหตุใดกลับสร้างความลำบากให้เช่นนี้ด้วย!”
หากไม่ใช่เพราะเฉินอ๋องหน้าตาละม้ายคลายคลึงกับฮ่องเต้ เขาก็คงคิดว่าผู้เป็นนายของตนไม่ใช่โอรสในไส้ของฮ่องเต้ไปแล้ว!
เฉินอ๋องหัวเราะแห้งๆออกมาหนึ่งที นับตั้งแต่โบราณกาล การอยู่ใกล้กษัตริย์ก็เปรียบเสมือนอยู่ใกล้เสือ ต่อให้เป็นลูกแล้วอย่างไร หากทำให้รู้สึกได้ถึงอันตรายผู้เป็นพ่อก็สามารถหาทางกำจัดลูกคนนั้นได้อย่างง่ายดาย
อันที่จริงจะว่าไปก็นับว่าฮ่องเต้พระทัยกว้างมากแล้ว หลายปีที่ผ่านมามีคนคอยสุมไฟอยู่เบื้องหลังมากมาย ใส่สีตีไข่ถึงเขาสารพัด บอกว่าเขาได้ใจปวงชนอย่างล้นหลามจนฮ่องเต้ก็ไม่อาจเทียบได้
ผู้ครองบัลลังก์มังกรพระองค์ใดได้ยินเช่นนี้ก็ย่อมไม่พอพระทัยกันทั้งนั้น แม้จะส่งคนไปตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็ไม่ได้ความอะไร จึงทำได้เพียงจัดการอย่างเงียบๆเช่นนี้
ทว่าเรื่อง.องค์รัชทายาทหนานไท่กลับทำให้ฮ่องเต้ฉุกหวาดกลัวบุตรชายคนนี้ขึ้นมา
“อย่ามัวพูดจาไร้สาระเลย ไปเตรียมตัวเถอะ อีกสามวันข้าจะเดินทางไปชางโจว”
เฉิงเหมิงรับคำสั่ง และไม่พูดอะไรอีก
ตอนนี้เจ้านายเขามีทั้งหมาป่าและเสือล้อมหน้าล้อมหลัง หวังว่าพวกซุนฉีจะจัดการทุกอย่างได้อย่างราบรื่น สามารถจับตัวหนอนบ่อนไส้ของพวกหนานไท่ที่แฝงอยู่ออกมาได้ และกลับมาอย่างปลอดภัย
ข้างกายผู้เป็นนายจะได้มีแต่คนที่มีความสามารถ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยยากลำบากเช่นนี้อีก
.......
ในขณะเดียวกัน ด้านจิ้งอ๋องก็รู้เรื่องนี้แล้ว และรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง คิดว่านี่คือโอกาสของตนแล้ว
แต่เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นคนบุ่มบ่าม ครั้งนี้เขาจะไม่วู่วาม ดังนั้นจึงส่งคนไปที่จวนตระกูลหลินเพื่อเชิญหลินอี้ผิงมาปรึกษา
บ่าวรับใช้ไปจวนตระกูลหลินกลับมารายงานว่า หลินอี้ผิงออกไปท่องเที่ยวแล้วตั้งแต่เช้าของวันนี้
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน
“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ คุณชายหลินยังฝากคำพูดมาให้องค์ชายด้วย บอกว่าหาก.องค์ชายคิดจะทำสิ่งใดก็ลงมืออย่างวางใจได้เลย แต่ต้องรอบคอบสักหน่อย อย่าทิ้งร่องรอยไว้ข้างหลังพ่ะย่ะค่ะ”
ประโยคนี้ทำให้จิ้งอ๋องพึงพอใจมาก เขาหัวเราะชอบใจก่อนจะกล่าว “สมกับเป็นสหายอี้ผิงจริงๆ รู้ใจข้าถึงเพียงนี้! ข้าไม่โง่ลงมือเองหรอก เจ้าส่งคนไปบอกเรื่องเสด็จพี่สามกับเสด็จพี่รัชทายาท ข้าไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเสด็จพี่รัชทายาทจะพลาดโอกาสดีๆนี้ไป!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ตอนที่ 105: ขึ้นบ้านใหม่
แปดวันต่อมา
ในที่สุดบ้านของครอบครัวลู่ก็สร้างเสร็จ และมาถึงขั้นตอนสุดท้ายและขั้นตอนที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ ‘พิธียกคาน’
พิธียกคานเป็นเรื่องสำคัญ ต้องหาฤกษ์งามยามดี
สองวันก่อนลู่จิ้งซวนไปซื้อประทัดกลับมาจากในอำเภอเตรียมไว้แล้ว ในยุคสมัยนี้ประทัดเป็นของค่อนข้างหายากและมีราคาสูง แต่การขึ้นบ้านใหม่เป็นเรื่องสำคัญมาก จึงกัดฟันซื้อกลับมาไม่น้อย
ลู่เหอหรงหาเหรียญทองแดงบางส่วนมาเพื่อใช้ในการทำพิธี วันนี้จางซงและจางหย่งไม่ไปรับขนสัตว์ เพราะอยู่ช่วยงานที่บ้าน
เหล่าสตรีต่างยุ่งกันตั้งแต่เช้าตรู่ นางหยูและเหลียนฮวาช่วยกันจัดเตรียมอาหารเช้า นางฉินบดข้าวสารเป็นผงเพื่อใช้ทำขนมถ้วยฟูน้ำตาลแดงในตอนกลางวัน ส่วนเหอจิ่วเหนียง ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นช่วยกันขัดล้างข้าวของต่างๆ สิ่งของที่สามารถล้างได้ก็นำมาขัดล้างทั้งหมด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก
นางซุนอบรมสั่งสอนเด็กๆอยู่อีกมุมหนึ่ง “วันนี้เป็นวันดี ทุกคนต้องยิ้มเข้าไว้นะ เข้าใจหรือไม่ ห้ามก่อเรื่อง ห้ามร้องไห้ และห้ามพูดจาหยาบคายไม่เป็นมงคล หากข้าได้ยินเข้าละก็ พวกเจ้าจะโดนตีปาก!”
เด็กๆยืนเรียงแถวหน้ากระดาน พยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง
เมื่อคืนท่านพ่อท่านแม่พวกเขาอบรมสั่งสอนและกำชับเอาไว้แล้ว บอกว่าวันนี้พวกเขาต้องมีความสุข วันข้างหน้าเข้าอาศัยอยู่บ้านใหม่ชีวิตจะได้เปี่ยมด้วยความสุข
เห็นเด็กๆเชื่อฟังเช่นนี้ นางซุนก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะไปเตรียมของเซ่นไหว้และโต๊ะบูชาเพื่อไหวเทพเจ้า
บ้านของครอบครัวลู่งดงามยิ่งนัก หลังจากที่พวกเขากินมื้อเช้ากันเสร็จก็มีชาวบ้านพากันมาดูความครื้นเครง
เหล่าบุรุษในหมู่บ้านที่ถูกเชิญมาช่วยยกคานบ้านก็มาถึงกันแล้ว เหอจิ่วเหนียงรินน้ำชาเพื่อต้อนรับพวกเขา
เมื่อฤกษ์มงคลมาถึงก็เข้าสู่พิธียกคานบ้าน
คานที่คลุมด้วยผ้ามงคลสีแดงมีคำอวยพรอันเป็นมงคลว่า ‘โชคดีมีสุข ดวงเฮงเฮงเฮง’ ถูกเหล่าบุรุษยกขึ้นบนโครงหลังคา พร้อมกับขับขานบทเพลงขึ้นบ้านใหม่
เสียงประทัดดังก้อง พวกเด็กๆยกมือปิดหู แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาแย้มกว้างด้วยความสนุกสนาน
หลังจากเหล่าบุรุษที่ยกคานลงกันมาแล้ว ช่างกระเบื้องก็ยกถาดที่มีเหรียญทองแดงและหมั่นโถวมงคลขึ้นไปบนหลังคา จากนั้นอวยพรเสียงดังก้อง “เงินทองไหลมาเทมา ต้นงาออกดอกสูงยิ่ง ครอบครัวร่ำรวยพันๆปี ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข!”
กล่าวจบก็โยนหมั่นโถวกับเหรียญในถาดลงมา เรียกว่า ‘พิธีเทคาน’
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างวิ่งเข้ามาเก็บของมงคล เพราะเชื่อว่าของเหล่านี้ทำให้โชคดี
หลังจากเสร็จพิธีกรรมทุกอย่าง นางหยูนำขนมถ้วยฟูน้ำตาลแดงที่เซ่นไหว้แล้วมาแจกให้กับเด็กๆ จากนั้นผู้ใหญ่และเด็กดื่มน้ำเชื่อมคนละถ้วย
วันนี้เชิญคนมางานเลี้ยงไม่น้อย ทั้งชาวตระกูลลู่ ผู้นำหมู่บ้าน รวมถึงทุกคนที่มีส่วนช่วยในการสร้างบ้านหลังนี้
ด้วยจำนวนคนที่มาร่วมงานนั้นเยอะมาก สองพี่น้องลู่จึงซื้อเนื้อสัตว์และผักสดมาจากในอำเภอ ส่วนจางซงและจางหย่งอยู่ดื่มชาและพูดคุยกับแขกเหรื่อ สองพี่น้องจางพูดจามีคารมคมคายมากกว่าสองพี่น้องแซ่ลู่ มอบหมายหน้าที่ตามนี้ให้พวกเขาจึงสมเหตุสมผล
ดังนั้นในวันนี้ทุกคนจึงได้กินอาหารที่หลากหลายและหรูหรายิ่งกว่าวันปีใหม่เสียอีก
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เจ้าของบ้านเต็มใจจัดเตรียมอย่างไม่ตระหนี่ มีทั้งเนื้อ ผัก และสุรา ทุกคนดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
เมื่อมีบ้านแล้วก็มีห้องหับเป็นสัดเป็นส่วน เตียงนอนผ้าห่ม สิ่งของใดๆล้วนเตรียมพร้อม สามีภรรยาแต่ละคู่มีห้องนอนส่วนตัวเป็นของตัวเอง ส่วนเด็กๆนอนด้วยกันห้องละสามคน
เด็กผู้ชายอย่างเหลยจื่อ เจี๋ยจื่อ หูจื่อนอนห้องเดียวกัน พวกเขาเรียนหนังสือ อยู่ด้วยกันจะได้ช่วยกัน
ส่วนเด็กผู้หญิง เหลียนฮวา โยวยาโถว และถิงยาโถวอยู่ห้องเดียวกัน มีแค่โก่วเอ๋อร์ ซานยาโถว ชิ่วยา และเสี่ยวเลี่ยงจื่อที่อายุยังน้อยจึงต้องนอนกับบิดามารดา
และในที่สุดช่างปักฝีมือทั้งสองก็พักอยู่ที่บ้านครอบครัวลู่ได้ ไม่ต้องเดินทางไปเช้าเย็นกลับเหมือนทุกวันให้เหนื่อยแล้ว
ตั้งแต่เริ่มลี้ภัยกระทั่งทุกวันนี้ สามีภรรยาในครอลครัวลู่ก็ไม่ได้นอนร่วมเตียงกันเลย พวกเขาล้วนยังเป็นหนุ่มสาว ตอนนี้มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว บ้านใหม่ก็สร้างเสร็จแล้ว เรียกว่าความห่างยิ่งทำให้รักกันมากขึ้นก็ว่าได้
ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไร ห้องนอนแต่ละห้องก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้น
เหอจิ่วเหนียงมีบุตรชายอยู่เป็นเพื่อนจึงไม่รู้สึกเหงา หลังจากกล่อมลูกน้อยหลับแล้ว นางจึงมานั่งที่โต๊ะเพื่อเริ่มออกแบบภาพบางอย่าง หลายวันก่อนนางคิดออกแล้วเพียงแค่ยังไม่ได้วาดออกมา เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนนอนด้วยกัน ทำให้นางไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่
หลังจากนั่งทำงานมาครึ่งค่อนคืนก็รู้สึกกระหาย สตรีข้ามภพจึงแอบนำเครื่องดื่มอัดลมโคลาออกมาจากห้วงมิติหนึ่งขวด “อ่า∼ สดชื่นจริงๆ!”
ตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่นางก็ใช้ชีวิตอยู่กับทุกคนแทบตลอดเวลา ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเท่าไร มีสิ่งของหลายอย่างที่นางไม่กล้านำออกมา ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว มีอิสระและมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองแล้ว
หญิงสาววาดแบบออกมาไม่น้อยก็เปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจ แต่นางยังไม่รู้สึกง่วงและไม่อยากทำต่อแล้ว จึงเปิดประตูออกไปสูดอากาศด้านนอก
แต่บรรยากาศข้างนอกนั้น…
เสียงกระเส่าของชายหญิงดังระงมผสมกับเสียงกระแทก เหอจิ่วเหนียงรีบวิ่งกลับเข้ามาในห้องด้วยความขัดเขินแล้วปิดประตู จากนั้นล้มตัวลงนอนและหลับตาปี๋โดยไม่สนแล้วว่าจะง่วงหรือไม่
เห็นได้ชัดว่าเช้าวันพรุ่งนี้นางอาจต้องเป็นคนทำอาหารเช้าแล้ว พวกพี่สะใภ้กับน้องหญิงคงลุกไม่ไหว…
เป็นอย่างที่เหอจิ่วเหนียงคิดเอาไว้จริงๆ วันต่อมากว่าทุกคนจะตื่นก็ยามสายแล้ว นางซุนและชายชราลู่อารมณ์ดีตั้งแต่ตื่นนอน ความสัมพันธ์ของบุตรชายและสะใภ้ดีเช่นนี้ คนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเขาก็ปลาบปลื้มใจ เป็นเช่นนี้ต่อไปก็จะมีหลานเต็มบ้าน คิดแล้วช่างเป็นเรื่องน่ายินดีมากจริงๆ
ทว่าจากที่อารมณ์ดีอยู่ เมื่อออกมาเห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังยุ่งอยู่ในครัว นางซุนถึงกับอธิบายความรู้สึกที่อยู่ในใจไม่ออก
ในครอบครัว ทุกคนมีคู่ครองกันหมด มีเพียงเหอจิ่วเหนียงนี่แหละ
คนที่กลัวการทำอาหารมากที่สุด แต่กลับเข้าใจพวกพี่สะใภ้และน้องๆที่สุด ถึงขั้นลุกมาทำอาหารเอง
หญิงชราเม้มปากด้วยความเห็นใจ คิดถึงเรื่องสองวันก่อนที่บุตรสาวแอบมาบอกกับนางว่า บอกเรื่องเหล่านั้นกับสะใภ้สามไปแล้ว จู่ๆนางก็เกิดความกลัดกลุ้มใจขึ้น
มนุษย์ทุกคนย่อมมีความเห็นแก่ตัว ใจจริงนางก็ทำใจให้เหอจิ่วเหนียงแต่งงานใหม่ไม่ได้
แต่หัวใจมนุษย์มีเลือดเนื้อ ทุกคนมีความรู้สึก นางเห็นเหอจิ่วเหนียงเป็นบุตรสาวแท้ๆของตัวเองไปแล้ว ย่อมหวังให้นางมีชีวิตที่ดี
ส่วนบุตรชายคนเล็กของตน… ชาตินี้อาจไม่ได้พบกันอีกแล้ว
หญิงชราเก็บความทุกข์เอาไว้ในใจ และเดินเข้าไปช่วยงานในครัว
“ท่านแม่ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นนางซุนจึงยิ้มและทักทาย จากนั้นก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้าต่อ
เมื่อนึกถึงแบบเสื้อขนสัตว์ที่ตนวาดออกมาเมื่อคืนได้หญิงสาวจึงเอ่ยขึ้น “เมื่อคืนข้าออกแบบเสื้อผ้าไว้หลายแผ่น เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะให้ทุกคนดูนะเจ้าคะ หากไม่มีปัญหาก็เริ่มทำได้เลย”
เหอจิ่วเหนียงมั่นใจในการออกแบบของตัวเองมาก ที่พูดเช่นนี้ก็แค่แสดงความถ่อมตัว
นางซุนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งทุกข์ใจ ในขณะที่คนอื่นกำลังเสพสุข สะใภ้สามกลับกลัดกลุ้มเรื่องการค้าของครอบครัวอยู่…
“ในเมื่อเจ้านอนดึก แล้วเหตุใดถึงตื่นเช้าเช่นนี้ล่ะ?”
หญิงชราใช้น้ำเสียงเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว และนั่งลงหน้าเตาช่วยเติมฟืน
“นอนไม่หลับเจ้าค่ะ ก็เลยลุกขึ้นมาวาดแบบ คนเราก็แปลกเหมือนกันนะเจ้าคะ ก่อนหน้านี้นอนกลางดิน ตากน้ำค้างมานานกลับหลับได้ลง พอมานอนเตียงในห้องเช่นนี้กลับนอนไม่หลับ”
วาจานี้ย่อมไม่ใช่ความจริงแน่นอน เหอจิ่วเหนียงเพียงบอกออกมาโดยไม่คิดอะไร และไม่ทำให้คนอื่นสงสัย
นางซุนเงยหน้าขึ้น “เจ้าก็เป็นเหมือนกันหรือ?”
ได้ยินคำพูดของสะใภ้สามแล้วหญิงชราก็อึ้งไปเล็กน้อย ความจริงแล้วเมื่อคืนนางเองก็นอนไม่หลับ
เหอจิ่วเหนียงตอบกลับ “เจ้าค่ะ อาจต้องใช้เวลาปรับตัวสักสองสามวันกระมังเจ้าคะ”
“นั่นน่ะสิ” นางซุนทอดถอนใจ “บ้านหลังนี้ดีกว่าบ้านหลังเก่าของพวกเรามาก ข้ายังรู้สึกราวกับตัวเองกำลังฝันอยู่อย่างไรอย่างนั้น…”
ขณะที่แม่สามีลูกสะใภ้ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ทุกคนต่างทยอยเปิดประตูห้องออกมา สีหน้าของหญิงสาวแต่ละคนแดงก่ำด้วยความเขินอาย
ส่วนเหล่าชายฉกรรจ์กลับมีท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงมองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเมื่อคืนดุเดือดมากเพียงใด
เฮ้อ เป็นหนุ่มเป็นสาวต้องรู้จักดูแลสุขภาพบ้างสิ!
เป็นผลให้สมาชิกครอบครัวลู่พบว่า วันนี้ในน้ำชาที่บ้านใส่โก่วฉีจื่อลงไปมากกว่าปกติ
แม้ไม่รู้ว่าโก่วฉีจื่อมีประโยชน์อะไร แต่เห็นว่าช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงเรียนวิชาแพทย์มา ของเหล่านี้ต้องเป็นของดีแน่นอน ดังนั้นทุกคนจึงดื่มทั้งชาทั้งโก่วฉีจื่อลงไปทั้งหมด
ตอนที่ 106: ชีวิตคนเรายังมีเวลาอีกนานเพียงใด
หลังจากมื้อเช้า เหอจิ่วเหนียงก็นำแบบร่างที่ตนวาดมากมายออกมา เมื่อเห็นภาพวาดที่เสมือนจริงมากเช่นนี้ อย่าว่าแต่ครอบครัวลู่เลย แม้แต่ช่างปักฝีมือทั้งสองคนก็ตกตะลึงจนตาค้าง
นี่คือสิ่งที่หญิงสาวชาวนาคนหนึ่งสามารถวาดออกมาได้จริงๆหรือ!?
ยังดีที่ครอบครัวลู่เคยเห็นทักษะการวาดของเหอจิ่วเหนียงมาก่อนแล้วจึงไม่ได้ตกใจนานนัก ทว่าช่างปักฝีมือทั้งสองต่างหยิบภาพวาดเหล่านั้นมาพิจารณาด้วยความอึ้ง
ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงออกแบบเสื้อผ้ามาหลากหลายแบบ มีทั้งผ้าคลุม เสื้อคลุมตัวยาว และเสื้อนอกทั้งแบบสั้นและยาว ส่วนใหญ่เป็นแบบที่เหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลร่ำรวยนิยมสวมใส่
สิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านั้นก็คือ บนชุดเหล่านั้นยังมีลวดลายบุปผาอันประณีตอีกด้วย ช่างปักหลัวเห็นจึงเอ่ยถาม “ลายดอกไม้พวกนี้ก็ต้องปักด้วยใช่หรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางกล่าว “ใช่เจ้าค่ะ สินค้าชุดนี้เน้นขายให้กับบรรดาฮูหยินและคุณหนูตระกูลร่ำรวย ต้องทำออกมาให้งดงามและประณีตหน่อย”
สีหน้าของหญิงสาวครอบครัวลู่แต่ละคนดูกลัดกลุ้มเล็กน้อย พวกนางปักลายดอกไม้ไม่เป็น!
โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงรู้ถึงขอบเขตความสามารถของพวกนาง จึงเอ่ยต่อ “งานปักลายเช่นนี้เป็นงานละเอียด มอบหมายให้เป็นหน้าที่ช่างปักทั้งสองก็แล้วกัน เลือกแบบที่คิดว่าสวยที่สุดทำออกมาก่อนสักสองชุด หากเอาไปขายแล้วการตอบรับดี ข้าจะเชิญช่างปักมาเพิ่ม ทำหน้าที่ปักลายโดยเฉพาะ”
การปักลายเป็นงานฝีมือ ต้องเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ และสั่งสมประสบการณ์ สำหรับพวกนางหยูที่เพิ่งมาเริ่มเรียนรู้ในตอนนี้ หากไม่มีความเพียรพยายามมากพอก็ไม่สามารถทำเสื้อผ้าให้ออกมาสมบูรณ์ได้
หญิงสาวครอบครัวลู่ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ขอเพียงไม่ให้พวกนางปักลาย จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
หลังจากหารือกันเรียบร้อยแล้ว กลุ่มสตรีก็พากันไปที่ห้องตัดเย็บ ตอนนี้ครอบครัวลู่มีบ้านหลังใหญ่โตแล้ว ห้องว่างก็มีมากมาย พวกเขาจึงจัดห้องหนึ่งไว้สำหรับการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยเฉพาะ
จางซงและน้องชายออกไปรับขนสัตว์ ลู่จิ้งซวนและลู่เหอหรงอยู่ว่างๆ จึงเอ่ยเสนอ “ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นผู้หญิงที่ไปเก็บสมุนไพร ตอนนี้พวกเราว่างแล้ว เรื่องการค้าสมุนไพรให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถอะขอรับ อย่างไรห้องแปรรูปสมุนไพรเราก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว”
“อืม ทางที่ดีขุดรากกลับมาด้วย และถ้าเจอเมล็ดพันธุ์ของมันก็อย่าลืมเก็บมาด้วยล่ะ”
ผู้เฒ่าลู่ออกคำสั่งเพิ่มเติมให้บุตรชายทั้งสอง เหล่าสตรีต่างมีงานยุ่งทั้งวัน บุรุษอย่างพวกเขาจะน้อยหน้าไม่ได้!
เมื่อเห็นว่าตนมอบหมายหน้าที่ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมอู้ ช่วงนี้นางใช้การอ่านตำราแพทย์มาเป็นข้ออ้าง คนในบ้านจึงไม่ให้นางทำอะไร ทำให้นางได้มีเวลาแอบทำตัวขี้เกียจบ้าง
นางซุนคว้ามือนางไว้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้านั่งลงก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในทันใด ท่านสุภาพสตรีซุนทำตัวผิดปกติยิ่งนัก
“ท่านแม่ มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มและนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
นางซุนสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ในฐานะแม่สามี ทุกวาจาที่จะกล่าวต่อไปนี้อาจดูไม่เหมาะสม แต่หากไม่พูด นางต้องทุกข์ใจอยู่ไม่เป็นสุขแน่
“ก่อนหน้านี้ข้าให้กุ้ยหลานไปคุยกับเจ้า เจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่?”
เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด!
เหอจิ่วเหนียงแสดงสีหน้ากระดากกระเดื่อง “ท่านแม่ อยู่ดีๆเหตุใดถึงพูดเรื่องนี้ล่ะเจ้าคะ?”
“เฮ้อ∼!”
นางซุนจับมือลูกสะใภ้ด้วยความอ่อนโยน ฝ่ามือที่ทั้งแตกและหยาบกร้านนั้น เหอจิ่วเหนียงกลับสัมผัสได้ถึงความ.อบอุ่บ
“เรื่องเจ้าสาม เป็นเรื่องที่ครอบครัวเราทำผิดต่อเจ้า เขาไม่อยู่ตั้งหลายปีแล้วอีกทั้งยังไร้ข่าวคราว ต่อให้ข้าไม่อยากยอมรับมากเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับความจริงอยู่ดีว่าเขาไม่อาจกลับมาแล้ว เจ้ายังสาว ครอบครัวลู่ไม่ควรเป็นตัวถ่วงชีวิตของเจ้า”
เดิมทีหญิงชราคิดว่า หากลู่กุ้ยหลานบอกเรื่องนี้กับเหอจิ่วเหนียงแล้วนางจะมาหาตนเพื่อพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง นึกไม่ถึงว่ากลับกลายเป็นตนที่ทนไม่ไหวเสียเอง ต้องเป็นฝ่ายมาพูดกับนางเช่นนี้
ช่างเป็นคนโง่เขลายิ่งนัก!
“ท่านแม่ ตอนนี้ข้ามีชีวิตที่ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแต่งงานใหม่เลย อีกอย่าง โก่วเอ๋อร์ก็ยังเด็กมาก เขายังหวังให้พ่อของเขากลับมาหา หากข้าแต่งงานใหม่ โก่วเอ๋อร์จะเสียใจมากเพียงใดเจ้าคะ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ข้าต้องแต่งงานใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนนี่เจ้าคะ ตอนนี้ข้ายังไม่เจอใครที่ถูกใจและเหมาะสมกับข้าด้วย”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขันเล็กน้อย ทะลุมิติมาก็กลายเป็นแม่ม่ายลูกติด เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เลือกไม่ได้
ทว่าหากจะแต่งงานใหม่ อย่างน้อยนางก็ขอเลือกคนที่ตนเองชอบหน่อยเถอะ! เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อน
“มันใช่เรื่องยากที่ไหนกัน!”
นางซุนตบต้นขาพลางกล่าวขึ้นทันที “ขอเพียงเจ้าต้องการ ข้าจะไปถามไถ่ชาวบ้านให้ว่ายังมีชายใดที่ไร้คู่และเหมาะสมกับเจ้า ลูกสะใภ้ของข้าเลิศเลอเช่นนี้ ต่อให้แต่งงานครั้งที่สองก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เรื่องสินเดิมเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะเตรียมให้เจ้าเอง รับรองว่าเจ้าจะได้ออกเรือนอย่างมีศักดิ์ศรีแน่นอน วันข้างหน้าครอบครัวเราก็เป็นครอบครัวฝ่ายแม่ของเจ้า ไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าได้ง่ายๆเด็ดขาด!”
นี่เป็นครั้งแรกที่นางซุนพูดความในใจกับนางด้วยความจริงใจ ทุกคำล้วนเต็มไปด้วยความห่วงใย ดวงตายังมีน้ำตาคลออีกด้วย
นางเสียดาย แต่ก็ไม่อาจถ่วงชีวิตของเหอจิ่วเหนียงไว้
ชีวิตคนเรายังมีเวลาอีกนานเพียงใดกัน
แม้เหอจิ่วเหนียงจะเห็นว่านางซุนพูดแบบสบายๆ แต่คนโบราณยามพูดเรื่องแต่งงานก็เป็นเช่นนี้ มักมองหาคนใกล้ตัวไว้ก่อนเป็นอย่างแรก อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ต้องดูว่าอีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร จากนั้นต้องดูภูมิหลังของเขาว่าขาวสะอาดหรือไม่ หากไม่มีปัญหาร้ายแรงใดก็แต่งได้
ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนยุคสมัยนี้ แม้นางไม่ได้เห็นเรื่องความรักและการแต่งงานสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แต่อย่างน้อยหากจะเลือกก็ต้องเลือกคนที่ตนเองชอบจริงๆ
สรุปก็คือ นางไม่อยากรีบร้อนแต่งงานใหม่
หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อย แสดงสีหน้าท่าทางลำบากใจออกมา “ท่านแม่รังเกียจ ไม่อยากให้ข้าอยู่ด้วยแล้วหรือเจ้าคะ?”
นางซุนได้ยินดังนั้นก็พลันตกใจ คิดขึ้นได้ว่าครอบครัวเพิ่งสร้างบ้านเสร็จแค่วันเดียวก็พูดเรื่องที่จะให้สะใภ้สามแต่งงานใหม่แล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับการได้ผลประโยชน์แล้วถีบหัวส่งเลย เมื่อนึกได้เช่นนี้นางก็ร้อนใจ
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าแค่อยากบอกเอาไว้ว่าหากเจ้าอยากแต่งงานใหม่ หรืออยากหาสามีใหม่เจ้าก็ทำได้! ข้าสงสารเจ้า เหตุใดเจ้าถึงเข้าใจข้าผิดเช่นนี้ล่ะ!”
นางซุนร้อนใจจนน้ำตาที่คลออยู่ไหลลงมาอย่างไม่อาจห้าม หญิงชราร้องไห้โฮทันที
เหอจิ่วเหนียงนึกไม่ถึงว่าการที่ตนเพียงหยอกเล่นจะทำให้นางซุนร้องไห้เช่นนี้ จึงตกใจรีบเช็ดน้ำตาให้นาง และปลอบพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านหวังดีกับข้า แต่ข้าก็ยังยืนยันคำเดิมเจ้าค่ะ โก่วเอ๋อร์ยังเด็กมาก ข้าไม่อยากทำให้เขาเสียใจ ส่วนเรื่องจะเป็นอย่างไรอนาคตค่อยว่ากันอีกทีเถอะเจ้าค่ะ หากเจอคนที่เหมาะสมเข้ากันได้ ข้าร้อนใจกว่าท่านแม่รีบแต่งแน่นอนเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงอบอุ่นใจมาก ย้อนนึกถึงความคิดทั้งหลายแหล่ก่อนหน้าของตนแล้วก็ตระหนักได้ว่าไม่จำเป็นต้องกังวลใจอีก เพราะแม่สามีผู้นี้ปรารถนาจะให้นางมีชีวิตที่ดียิ่งกว่าใคร
ให้ผู้เป็นแม่คนหนึ่งยอมรับว่าบุตรชายของตนได้ตายจากไปแล้ว ทั้งยังอนุญาตให้ลูกสะใภ้แต่งงานใหม่ได้ ไม่ว่าจะมองจากมุมใด นางซุนก็เป็นคนที่มีคุณธรรมมาก
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเหอจิ่วเหนียงนางซุนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงกำชับอีกครั้ง “ถ้าเจ้าคิดได้เมื่อไรก็บอกข้าได้ ข้าจะไปหาแม่สื่อช่วยเจ้าหาคู่ เจ้าเองก็อายุไม่น้อยแล้ว จะเสียเวลานานไม่ได้”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่นางซุนก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว ในฐานะที่เป็นแม่สามี มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ไม่นานนักเหอจิ่วเหนียงก็ปลอบหญิงชราให้สงบลงได้ นางจงใจกล่าววาจาไม่เข้าหูยั่วให้นางซุนโมโห จนอีกฝ่ายตีนางไปสองทีอย่าง.อดไม่ได้ เหอจิ่วเหนียงจึงวิ่งกลับเข้าห้องไปอ่านตำรา
ยามนี้เป็นยามบ่าย เหอจิ่วเหนียงอ่านตำราไปได้ไม่นานก็กอดบุตรชายนอนหลับไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด เหอจิ่วเหนียงถูกปลุกด้วยเสียงดังจากด้านนอก สองพี่น้องจางกลับมาแล้ว และเตรียมนำขนสัตว์ไปทำความสะอาด
หญิงสาวอ้าปากหาวพลางเดินออกมา แล้วเอ่ยขึ้น “น้องเขย ใช้น้ำร้อนล้างเถอะ ข้าได้ยินมาว่าใช้น้ำร้อนล้างจะสะอาดกว่า”
นางซุนโบกมือพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ใช้น้ำร้อนล้าง วันหลังให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองตัดฟืนกลับมาเพิ่มด้วย”
ตอนที่ 107: แผนการของเหลียนฮวา
ครั้งล่าสุดที่ไปขายเสื้อผ้าในอำเภอจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปเก้าวันแล้ว ช่วงที่ผ่านมาตัดเย็บเสื้อผ้าได้ไม่น้อย วัสดุตลอดจนฝีมือในการตัดเย็บคุณภาพดี แน่นอนว่าราคาต้องสูงขึ้น
ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงจะไม่ไปด้วย และมอบหมายให้จางซง ลู่กุ้ยหลาน และเหลียนฮวาไป เพราะนางอยากฝึกฝนพวกเขา
แม้เหลียนฮวาจะค่อนข้างกังวล แต่นางก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน อาสะใภ้จิ่วเหนียงบอกว่านางมีพรสวรรค์ทางด้านการค้า นางจะไม่ทำให้อาสะใภ้จิ่วเหนียงผิดหวังเป็นอันขาด!
เช้ารุ่งขึ้น ทั้งสามคนก็ออกเดินทาง และคนที่ไปรับขนสัตว์ในวันนี้ก็คือลู่จิ้งซวนและจางหย่ง
ส่วนสตรีในบ้านก็เร่งตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างขันแข็ง หากวันนี้ขายดี เห็นทีต้องจ้างคนมาช่วยเพิ่มแล้ว
เมื่อทั้งสามมาถึงอำเภอก็ทำตามขั้นตอนเดิม หาพื้นที่ว่างริมถนนสายหลักที่มีผู้คนเดินผ่านไปมาครึกครื้นที่สุดและเริ่มตั้งแผง จากนั้นหยิบชุดหนึ่งขึ้นมาสวมเป็นตัวอย่างในการขาย
คราวก่อนนำมาขายยี่สิบชุดก็ถูกแย่งซื้อจนหมดเพียงไม่นาน นอกจากนั้นยังมีหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอซื้อ วันนี้เมื่อบังเอิญผ่านมาเจอ ทั้งสามยังไม่ทันนำสินค้าออกมาแขวนเสร็จก็มีคนพากันเข้ามามุงแล้ว
“โอ้โฮ ครั้งนี้ปักลายออกมาหลากหลายเชียวนะ! ราคาเท่าไรล่ะ?”
คนที่เคยให้ความสนใจครั้งก่อนเอ่ยถามขึ้น
“พี่ชายพี่สาวลุงป้าน้าอาทุกท่าน ครั้งนี้เรามีเสื้อผ้าหลากหลายแบบเลยเจ้าค่ะ ทางซ้ายจะเป็นเสื้อผ้าเหมือนที่ขายครั้งก่อน เนื้อผ้าเป็นผ้าป่านละเอียด ราคาเท่าเดิม ซื้อสี่ตัวขึ้นไปจะได้รับส่วนลด ส่วนทางขวาเนื้อผ้าดีกว่า เป็นผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ผ้าต่วนปักลายบุปผา และเสื้อผ้าเนื้อดีแบบอื่นๆ ราคาตามป้ายที่ติดอยู่บนเสื้อผ้า ทุกท่านเชิญเลือกชมเลือกซื้อได้เลยเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นเหลียนฮวาเริ่มนำเสนอ จางซงและลู่กุ้ยหลานก็ช่วยทันที “เสื้อผ้าของเราทำจากวัสดุอย่างดี ขนสัตว์ที่ยัดข้างในก็คัดมาอย่างพิถีพิถัน ราคาจึงแพงกว่า ทุกท่านเลือกตามกำลังทรัพย์และความชอบได้เลยเจ้าค่ะ อีกไม่กี่วันพวกเรายังมีเสื้อผ้าแบบใหม่ๆออกมาด้วย ถึงตอนนั้นทุกท่านต้องมาอุดหนุนให้ได้นะเจ้าคะ!”
แม้จะประกาศออกไปดังนั้น แต่ลู่กุ้ยหลานรู้ดีว่าเสื้อผ้าที่ตัดเย็บรอบต่อไปไม่สามารถนำมาตั้งแผงขายเช่นนี้ได้ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถตั้งราคาสูงได้ ทั้งยังทำให้เหล่าผู้สูงศักดิ์ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าสินค้าไม่มีคุณค่า ไม่มีระดับอีกด้วย
“ไอ้หยา ผ้าป่านเนื้อหยาบชุดเดียวราคาสองร้อยยี่สิบเก้าอีแปะเลยหรือ นี่แพงกว่าเสื้อผ้าฝ้ายอีกนะ! แล้วผ้าป่านเนื้อละเอียดนี่อีก ราคาสองร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะ! ขายเช่นนี้เหตุใดพวกเจ้าไม่ปล้นกันไปซะเลยล่ะ ช่างหน้าเลือดจริงๆ!”
ในกลุ่มคนที่มุง มีคนหนึ่งบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจ คนอื่นๆจึงเหลือบมองราคาเสื้อผ้าชุดที่ตนเองชอบ พลันนั้นแต่ละคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าจะแพงถึงเพียงนี้!
เผชิญหน้ากับคำครหาเช่นนี้ เหลียนฮวาหาได้ตื่นตระหนกไม่ นางยังคงยิ้มและบอกกล่าว “เสื้อขนสัตว์ของพวกเราหากใครได้สวมใส่ก็จะรู้เองเจ้าค่ะว่าสบายกว่าผ้าฝ้ายมากเพียงใด อีกอย่างวัสดุเหล่านี้ล้วนมีราคา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังจ้างคนงานตัดเย็บเสื้อผ้าด้วย ต้นทุนสูง ราคาย่อมแพงอยู่แล้วเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “ราคาที่ถูกกว่านี้ก็มีเหมือนกันเจ้าค่ะ เสื้อผ้าด้านนี้แบบเหมือนครั้งก่อน ราคาเดิมไม่เปลี่ยน ทุกท่านสามารถเลือกตามความชอบได้เลยเจ้าค่ะ!”
จิตใจมนุษย์ย่อมมีความโลภ ก่อนหน้ามีเพียงเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าป่านเท่านั้นจึงไม่มีตัวเลือก แต่ตอนนี้มีวัสดุผ้าและลายใหม่ๆ เมื่อมองเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าป่านเหล่านั้นอีกครั้งจึงรู้สึกไม่สวยแล้ว
ชาวมุงส่วนใหญ่มีทั้งหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน และหญิงที่มีครอบครัวแล้ว ขึ้นชื่อว่าสตรีย่อมมีความคิดเปรียบเทียบความ.งดงามของเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่กับของคนอื่น หากตนเลือกซื้อชุดธรรมดาก็อดเทียบไม่ได้ว่าของคนอื่นดูสวยกว่า
ทุกคนก้มหน้าก้มตาเลือก ส่วนมากเลือกผ้าป่านเนื้อหยาบและผ้าป่านเนื้อละเอียด แม้ผ้าต่วนลายบุปผาจะงดงาม แต่ราคาก็สูงลิ่วถึงชุดละห้าร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะ
ทว่าคนที่ซื้อก็มีเช่นกัน ทั้งยังซื้อไปหลายชุดด้วย
เมื่อเห็นเช่นนี้ เหลียนฮวาก็ได้ข้อสรุปในใจว่ากลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนมีเงิน ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกซื้อจนมือเป็นระวิงเช่นนี้แน่ ดังนั้นนางจึงแนะนำข้อดีของเสื้อผ้าเหล่านี้ต่อด้วยรอยยิ้ม
การแนะนำก็อย่างเช่น เสื้อผ้าที่เข้ากับรูปร่าง เนื้อผ้านุ่ม ลวดลายเหมาะกับหญิงสาวที่กำลังเตรียมแต่งงาน ซื้อกลับไปสักชุดให้บุตรสาวเป็นสินเดิมจะได้ดูดีมีหน้ามีตา
ทั้งยังบอกอีกว่า กลิ่นหอมของเสื้อผ้านี้คงทนไม่จางหาย เดินไปที่ใดความหอมก็จะฟุ้งกระจาย และยังประหยัดไม่ต้องเสียเงินซื้อผงหอมได้อีกด้วย เมื่อเปรียบเทียบแล้วช่างคุ้มค่ายิ่งนัก
จางซงและลู่กุ้ยหลานตกตะลึง เหลียนฮวาเป็นเพียงดรุณีน้อยคนหนึ่ง เหตุใดถึงพูดจาฉะฉานถึงเพียงนี้
เพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบ สองสามีภรรยาจึงรีบช่วยกันโฆษณาสินค้าอย่างขันแข็ง กระทั่งผ่านไปสองชั่วยามครึ่ง ในที่สุดเสื้อผ้าที่นำมาทั้งหมดหนึ่งร้อยตัวก็ขายออกไปได้ถึงเก้าสิบเจ็ดตัว เช้าวันนี้ทำเงินได้มากว่าสามสิบตำลึง!
ไม่มีสาเหตุอื่นใด นอกจากชุดผ้าป่านที่แยกราคาเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายแล้ว ชุดผู้ใหญ่ล้วนราคาเดียวกันตามคุณภาพของสินค้า อีกอย่าง รอบนี้นำชุดที่ราคาสูงมาด้วยจำนวนมาก
ครั้งนี้จัดทำส่วนลดเฉพาะชุดผ้าป่าน ทว่าครั้งหน้าอาจจะไม่มีส่วนลดเช่นนี้อีกแล้ว
แม้ลูกค้าจะบ่นเล็กน้อย แต่คนที่ซื้อก็มีมากกว่า โดยที่คนกลุ่มนี้คิดว่าซื้อไปก็มีแต่คุ้มค่าจึงไม่คิดอะไรมาก
สามตัวที่เหลือใช่ว่าขายไม่ได้ แต่เป็นเพราะเหลียนฮวาเก็บเอาไว้ต่างหาก
เสื้อสามตัวนี้มีสีสันสวยสด.งดงามมาก หญิงสาวทั่วไปแม้จะซื้อไปก็คงไม่กล้านำออกมาใช้ เหลียนฮวาจึงจงใจเก็บเอาไว้…นางมีแผนการอยู่ในใจ
เนื้อผ้าของชุดทั้งสามประณีตอย่างมาก อาสะใภ้จิ่วเหนียงเป็นคนเลือกเอง นางจำที่อาสะใภ้จิ่วเหนียงเคยบอกเอาไว้ได้ว่า ทำการค้าเราต้องไม่เลือกว่าจะขายให้กับใคร ขอเพียงซื่อสัตย์ และสามารถขายได้ก็พอ
“เหลียนฮวา เสื้อสามตัวนี่เจ้าเก็บไว้ทำไมหรือ?”
จางซงไม่เข้าใจ เสื้อผ้าสามตัวนี้ก็มีคนถามซื้อ แต่เด็กสาวกลับเลือกที่จะเก็บเอาไว้
“ท่านอาซง ข้าอยากเก็บเสื้อผ้าวิจิตรงดงามเหล่านี้เอาไว้ขายให้กับหญิงในหอคณิกาเจ้าค่ะ”
นางพูดสิ่งที่ตนเองคิดออกมา จางซงและภรรยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
นี่นะ นะ นะ นาง…นางยังเป็นเด็กสาวอยู่เลย นางพูดจาอะไรออกมา!
“สถานที่เช่นนั้น…พวกเราเป็นคนบริสุทธิ์ไร้มลทิน อย่าเขาไปข้องแวะเลย!”
ลู่กุ้ยหลานขมวดคิ้วพลางบอกด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เหลียนฮวาเป็นสตรี หากไปในสถานที่เช่นนั้นแล้วถูกคนเห็นเข้า และป่าวประกาศไปทั่วจะทำเช่นไร?
นางรู้ว่าเหลียนฮวาแค่อยากทำการค้า แต่ก็ไม่ต้องทุ่มจนถึงขั้นเอาตัวเองเข้าไปในแหล่งอโคจรก็ได้
“ท่านอากุ้ยหลานเจ้าคะ คราวก่อนตอนที่ไปซื้อผ้า ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงบอกเอาไว้ว่า การทำการค้าไม่แบ่งแยกว่าจะขายให้กับใคร เหล่าสตรีในหอคณิกาก็ต้องใช้เสื้อกันหนาวเหมือนกัน แทนที่จะให้พวกนางไปซื้อร้านอื่น ไม่สู้เราคว้าโอกาสนี้ไว้ล่ะเจ้าคะ อีกอย่าง ผ้าเหล่านี้ก็เป็นวัสดุดีด้วยนะเจ้าคะ”
สตรีในหอคณิกานิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสวยงามอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีกำลังซื้ออีกด้วย นางจึงคิดจะเอาอกเอาใจคนเหล่านั้นตามความสนใจก็เท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่กุ้ยหลานจึงเกิดความลังเล อันที่จริงก็ไม่เคยเห็นว่าชื่อเสียงของหญิงคณิกาเหล่านั้นจะเสียหายสักหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือโอกาสทำเงินได้มากจริงๆ!
ในอำเภอแห่งนี้มีหอคณิกาอยู่สามแห่ง สตรีในหอคณิกาย่อมมีนับร้อยคนแน่นอน ขายเสื้อผ้าให้สตรีเหล่านี้คนละตัวสองตัวคงได้เงินมาไม่น้อย
“ถึงอย่างไรก็ให้เจ้าเข้าไปไม่ได้ เจ้าเป็นหญิงยังไม่ได้แต่งงาน พวกเราไม่อาจทำให้เจ้าเสียหายได้ ข้ากับอาซงจะไปเอง”
ลู่กุ้ยหลานยืดอกอาสา แม้นางจะไม่ชอบสถานที่เช่นนั้น แต่เพื่อเงินแล้วไม่อาจเกี่ยงได้!
ตอนที่ 108: เหลียนฮวาผู้มีคารมคมคาย
เหลียนฮวากลับปฏิเสธ “ท่านอากุ้ยหลานเจ้าคะ ข้าจำเป็นต้องไปเจ้าค่ะ ข้าอยากไปดูว่าสตรีเหล่านั้นชอบเสื้อผ้าแบบไหน จะได้เอากลับไปบอกอาสะใภ้จิ่วเหนียงเจ้าค่ะ”
นี่เป็นความคิดของนางเอง แต่ลู่กุ้ยหลานคิดว่าเป็นหน้าที่ที่เหอจิ่วเหนียงมอบหมายให้ ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าควรเอ่ยเช่นไร
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถอะ”
จางซงเอ่ยขึ้น มีเขาอยู่ เขาจะดูแลพวกนางเป็นอย่างดีแน่นอน
สุดท้ายทั้งสามก็ไปด้วยกัน เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ ลู่กุ้ยหลานกล่าวเตือนเสียงเบา “ท่านห้ามดูมั่วซั่วเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าเอาตายแน่!”
จางซงยิ้มพลางพยักหน้า “วางใจเถอะ เรามาที่นี่เพื่อทำการค้า จริงจริงจังจัง!”
ลู่กุ้ยหลานจึงวางใจ เหลียนฮวายกมือป้องปากอมยิ้ม ที่ท่านอากุ้ยหลานยืนกรานจะมาด้วยให้ได้ต้องเป็นเพราะเหตุผลนี้แน่
รถม้าค่อยๆเคลื่อนเข้าไปในตรอกหนึ่ง ในตรอกนี้ก็คือที่ตั้งของหอคณิกาทั้งสามแห่งนั่นเอง
ประตูด้านหน้าตกแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด ดูเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ใช่สถานที่ที่ถูกต้องเหมาะสม
ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน หอคณิกาไม่ยังไม่เปิดทำการ แม้ประตูด้านหน้าจะเปิด แต่ก็มีเพียงสาวรับใช้ไม่กี่คนที่กำลังทำความสะอาดอยู่ ไม่เห็นหญิงคณิกาสักคนเลย
แม่เล้ากำลังยืนคุมสาวรับใช้ทำความสะอาด เมื่อเห็นทั้งสามก็เหลือบมองอย่างพิจารณา ก่อนจะยิ้มถามจางซง “นายท่านผู้นี้ พาภรรยากับน้องสาวมาขายที่นี่หรือ?”
ขณะกล่าวก็หันมองลู่กุ้ยหลานกับเหลียนฮวาด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างมาก รูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก อีกอย่าง ตั้งแต่ทำอาชีพนี้มา นี่เป็นครั้งแรกที่นางเจอสตรีที่เชื่อฟังไม่เอะอะโวยวายเช่นนี้
ทั้งสามนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ “…”
“นายหญิงท่านนี้ เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ พวกเราแค่อยากมาทำการซื้อขายกับเหล่าแม่นางก็เท่านั้น”
แม้จะรู้สึกว่ากลิ่นหอมบนร่างกายของแม่เล้าจะฉุนมาก แต่เหลียนฮวาก็ยังยิ้มตาหยีและบอกจุดประสงค์ออกไปคล้ายไม่รู้สึกอะไร
“อ๋อ”
แม่เล้ามองนางอย่างพินิจใคร่ครวญ สาวน้อยผู้นี้รูปร่างหน้าตาไม่เลวเลยทีเดียว แวบแรกที่เห็นนางยังตั้งใจจะให้ราคาสูง แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้มาเพื่อเอาตัวมาขาย…
จางซงและลู่กุ้ยหลานนำชุดขนสัตว์สีสันสวยงามลวดลายวิจิตรทั้งสามชุดอกมา แล้วเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่านายหญิงเคยได้ยินเสื้อขนสัตว์มาบ้างหรือไม่ เบาสบาย อบอุ่น ทั้งยังหอมอีกด้วย ต่อให้ใช้ไปนานๆ กลิ่นหอมก็ยังคงทนเจ้าค่ะ!”
แม่เล้าได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย เสื้อขนสัตว์อย่างนั้นหรือ เหมือนจะเคยได้ยินมาบ้าง!
หลายวันก่อนบุรุษผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าเวรยามหน้าร้านคนหนึ่งก็สวม บอกว่าลูกสะใภ้ซื้อมาให้ สวมใส่อบอุ่น สัมผัสสบายตัว แม้เฝ้าเวรยามยามดึกก็ไม่กลัวหนาว
ตอนนั้นนางดูแล้ว อันที่จริงก็ไม่เลวเลย เพียงแต่แบบและสีสันไม่เหมาะกับผู้ที่มีรสนิยมอย่างพวกนาง จึงไม่ได้สนใจเท่าไร
“พวกเจ้าก็คือคนขายเสื้อขนสัตว์ที่ถนนสายหลักอย่างนั้นหรือ?”
แม่เล้าถามพร้อมกับหยิบเสื้อตัวหนึ่งขึ้นมาลูบไล้ สูดดมกลิ่นเล็กน้อย มีกลิ่นหอมเหมือนกับเสื้อของยามเฝ้าหน้าร้าน ทว่าชุดของยามผู้นั้นแค่หอมธรรมดา แต่ชุดที่ตนถืออยู่นี้กลับรู้สึกสดชื่นซาบซ่านไปในหัวใจเลยทีเดียว
นี่เป็นฝีมือของเหอจิ่วเหนียง แน่นอนว่านางจงใจเลือกกลิ่นของผงหอมที่ใช้บนเสื้อผ้าบุรุษกับเสื้อผ้าของสตรีให้ต่างกัน
อีกอย่าง วัสดุผ้าด้านนอกยังเป็นผ้าต่วนลายบุปผา เนื้อผ้าดี สีสันตระการตา เหมาะกับความต้องการของสตรีอาชีพนี้
เพียงแต่…
แม่เล้าเอ่ย “ความจริงเสื้อผ้าพวกนี้ก็ไม่เลวเลยนะ แต่พวกเจ้าก็รู้ว่าที่นี่เป็นสถานที่แบบไหน เสื้อผ้าพวกนี้เรียบร้อยเกินไป หากเด็กของข้าใส่ลูกค้าอาจไม่ชอบได้”
วาจานี้ลู่กุ้ยหลานไม่ค่อยเข้าใจนัก เสื้อกันหนาวก็ต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว เหตุใดต้องแบ่งแยกเรียบร้อยไม่เรียบร้อยด้วยล่ะ…
แต่ไม่นานนางก็ตระหนักได้
แม่เล้าตะโกนเรียกบรรดาหญิงคณิกาด้านบนลงมาดูเสื้อผ้าเหล่านี้ ว่ามีที่อยากได้หรือไม่
เมื่อสตรีเหล่านั้นเดินลงมา หญิงสาวครอบครัวลู่ทั้งสองก็ตกตะลึง
เสื้อผ้าดีๆกลับถูกดัดแปลงจนแปลกประหลาด โผล่วับๆแวมๆ ขาดรุ่งริ่งราวกับผ้าขี้ริ้ว
ตามความเห็นของลู่กุ้ยหลาน ต่อให้เป็นเสื้อผ้าที่ขอทานข้างถนนใส่ก็ไม่ถึงกับขาดรุ่งริ่งขนาดนี้…
เสื้อผ้าที่สตรีเหล่านี้สวมใส่ลู่กุ้ยหลานไม่อาจทนมองได้
จางซงเห็นวูบเดียวก็รีบเบือนหน้าไปทางอื่น หลังจากเห็นลู่กุ้ยหลานส่งสายตาตักเตือน เขาจึงรีบกล่าวขึ้น “ข้าไปรอพวกเจ้าข้างนอกนะ!”
กล่าวจบก็รีบวิ่งพรวดออกไป ทำเอาหญิงคณิกาเหล่านั้นหัวเราะออกมา
โชคดีที่ยังไม่ลืมว่ามาที่นี่ด้วยเหตุใด เหลียนฮวาเรียกสติกลับมาได้เป็นคนแรก จึงนำเสนอสินค้าให้กลุ่มเป้าหมายฟังอย่างตั้งใจ เหล่าหญิงคณิกาให้ความสนใจมากทีเดียว ทว่าก็เกิดข้อลังเลขึ้นในใจเหมือนที่แม่เล้าลังเล
เหลียนฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “พวกเราสามารถตัดเย็บตามความต้องการของแม่นางได้เจ้าค่ะ แต่การสั่งตัดเย็บราคาจะสูงขึ้น ถึงอย่างไรสินค้าก็เป็นเสื้อกันหนาว ยึดความ.อบอุ่นเป็นหลัก ข้าจะกลับไปปรึกษาคนที่บ้าน แล้วร่างแบบมาให้แม่นางดูก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
แม่เล้าพิจารณาเหลียนฮวาอีกครั้ง อายุน้อยแต่พูดจามีคารมคมคายเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หากมาอยู่กับนางที่นี่จะต้องทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอน!
เหล่าสตรีคณิการู้สึกตื่นเต้นมาก หนึ่งในนั้นพูดออกมา “ตกลง หากพวกเจ้าทำออกมาดี ข้าจะซื้อชุดธรรมดาตัวหนึ่ง และสั่งตัดเย็บตัวหนึ่ง ส่วนราคาไม่ใช่ปัญหา!”
สตรีที่ดำรงอาชีพหญิงคณิกาเช่นนี้ล้วนมีกำลังทรัพย์ ซื้อเสื้อผ้าแค่ตัวสองตัวย่อมไม่ใช่ปัญหา
มีคนออกปากนำเช่นนี้ คนอื่นต่างก็พากันตาม
ช่วงนี้เหลียนฮวาอยู่กับพวกเหลยจื่อจึงพอรู้ตัวหนังสือมาบ้าง นางใช้พู่กันจดบันทึกลงในกระดาษ และเตรียมกลับไปบอกเรื่องนี้กับเหอจิ่วเหนียง
ลู่กุ้ยหลานที่อยู่ข้างๆ เห็นการสั่งซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นก็รู้สึกทึ่ง ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหลียนฮวาถึงยืนกรานจะมาให้ได้ หากนางไม่มา ก็คงไม่เกิดการค้าครั้งใหญ่นี่ขึ้นแน่นอน
“แม่นางทุกท่าน อีกเจ็ดวันข้าจะเอาสินค้าตัวอย่างมาให้ดู ถึงตอนนั้นทุกท่านจำเป็นต้องจ่ายเงินค่ามัดจำเอาไว้ส่วนหนึ่งก่อน ไม่ทราบว่า…”
เหลียนฮวากำลังจะถามว่าแม่นางเหล่านี้ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากการตัดเย็บเสื้อผ้าตัวอย่างออกมาก็เป็นความเสี่ยงเช่นกัน หากขายเสื้อผ้าเหล่านั้นไม่ได้ละก็ เสียเปล่าแน่
“วางใจได้ พวกเจ้าทำให้เต็มที่เถอะ”
แม่เล้ากลับเอ่ยขัดวาจาของเด็กสาวเสียก่อน นางเข้าใจดี อาชีพของพวกนางก็ต้องจ่ายเงินก่อนล่วงหน้าเหมือนกัน
เมื่อเจรจาสำเร็จแล้ว เหลียนฮวาและลู่กุ้ยหลานจึงขอตัว จากนั้นไปที่หอคณิกาอีกสองแห่ง
ครั้งนี้เพื่อความปลอดภัยแก่สายตา จางซงจึงรออยู่ด้านนอกไม่เข้าไปด้วย ส่วนเหลียนฮวามีประสบการณ์จากเมื่อครู่แล้ว ทันทีที่เข้าไปก็พูดคุยอย่างฉะฉาน พูดเพียงประโยคสองประโยคก็ตกลงกับหอคณิกาสองแห่งได้เรียบร้อย
“พระเจ้าช่วย เหลียนฮวาพูดเก่งเกินไปแล้ว ข้ายังไม่รู้เลยว่าต้องพูดอะไร นางก็จัดการตกลงได้เรียบร้อยแล้ว!”
ลู่กุ้ยหลานชื่นชมด้วยความประหลาดใจ มิน่าล่ะ เหตุใดพี่สะใภ้สามถึงให้เหลียนฮวามาด้วย ที่แท้ก็รู้อยู่แล้วว่าเหลียนฮวาคือเมล็ดพันธุ์ที่ดีนี่เอง
เหลียนฮวายิ้มเคอะเขิน “ข้าก็เรียนรู้มาจากอาสะใภ้จิ่วเหนียงน่ะเจ้าค่ะ คนที่ทำการค้าก็ต้องอาศัยปากพูดนี่แหละเจ้าค่ะ”
แม้เหอจิ่วเหนียงจะพานางมาด้วยเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งนางก็ตั้งใจเรียนรู้มาก นึกถึงเรื่องที่ครอบครัวลู่รับนางมาอยู่ด้วยแล้ว ไม่ว่าอย่างไรบุญคุณนี้นางก็ต้องตอบแทน
“ที่เจ้าพูดก็ถูก แต่หอคณิกาสองแห่งเมื่อครู่เจ้าทำได้อย่างไรกันถึงให้พวกนางเกิดการเปรียบเทียบเช่นนั้นได้?”
ตอนที่ 109: รางวัล
ลู่กุ้ยหลานไม่อยากจะเชื่อเลย สิ่งต้องห้ามในการทำการค้าก็คือ การนำลูกค้ามาเปรียบเทียบกันไม่ใช่หรือ แต่เหลียนฮวาเข้าไปก็เริ่มเปรียบเทียบทันที ลู่กุ้ยหลานคิดว่าพวกตนต้องโดนขับไล่ออกมาเป็นแน่ สุดท้ายคนเหล่านั้นไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น ยังสั่งซื้อเป็นจำนวนมากอีกด้วย!
วิธีที่เหลียนฮวาใช้ก็คือ บอกข้อดีของเสื้อขนสัตว์ให้คนเหล่านั้นฟังรอบหนึ่ง และในขณะที่อีกฝ่ายกำลังลังเล นางก็บอกไปว่าหญิงคณิกาที่หอคณิกาแห่งแรกสั่งคนละสองชุด ชุดธรรมดาชุดหนึ่ง และสั่งตัดพิเศษอีกชุดหนึ่ง เมื่อฝ่ายตรงข้ามได้ยินเช่นนี้จึงเกิดความคิดว่า คนเหล่านั้นมี ตนก็ต้องมี ดังนั้นจึงตอบตกลงสั่งคนละสองชุดทันที
และกลุ่มที่เจรจาง่ายที่สุดก็คือหอคณิกาแห่งที่สาม นึกไม่ถึงเลยว่าพวกนางจะสั่งถึงคนละสามชุด ชุดธรรมดาชุดหนึ่ง และสั่งตัดพิเศษอีกสองชุด เห็นได้ชัดว่าต้องการเอาชนะหอคณิกาสองแห่งแรกนั่นเอง!
นี่นับเป็นงานผลิตครั้งใหญ่ของครอบครัวลู่ นอกจาากนี้ ราคาชุดธรรมดาก็นับว่าแพงมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชุดที่สั่งตัดพิเศษเหล่านั้นเลย!
ลู่กุ้ยหลานลองคำนวณในใจคร่าวๆ แต่ยังไม่ทันคำนวณครบทุกคำสั่งซื้อ นางก็ดีใจจนแทบจะเป็นลมแล้ว!
เหลียนฮวาหัวเราะ “ฮี่ๆ อันที่จริงง่ายมากเจ้าค่ะ อำเภอนี้มีหอคณิกาแค่สามแห่ง พวกนางมีความสัมพันธ์แบบแข่งขันกัน หญิงคณิกาเหล่านั้นย่อมมีการเปรียบเทียบระหว่างกันอยู่แล้วเจ้าค่ะ อีกอย่าง ตอนที่เข้าไปหอแห่งที่สอง ข้าเห็นหญิงคณิกาหลายคนสวมเสื้อผ้าคล้ายๆกับหญิงคณิกาหอแรก ข้าก็เลยคิดวิธีนี้ได้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้ผลจริงๆ!”
ลู่กุ้ยหลานและจางซงสูดปากชื่นชม เมื่อก่อนพวกเขามีอาชีพขายเนื้อหมู ตามหลักแล้วพวกเขามีประสบการณ์มากกว่าเหลียนฮวา แต่เหตุใดถึงคิดวิธีเช่นนี้ไม่ได้กันนะ
เมื่อกลับถึงบ้าน ทันทีที่เดินเข้าประตูบ้านไป จางซงสองสามีภรรยาก็เอ่ยปากชื่นชมเหลียนฮวายกใหญ่ สาวน้อยยิ้มเขินด้วยความสุขใจ
นางใช้ความสามารถของตัวเองพิสูจน์แล้วว่าตนอยู่ในบ้านก็ทำตัวมีประโยชน์ได้ นางจะไม่เป็นภาระของครอบครัวท่านอาเล็ก เพียงเท่านี้นางก็พอใจมากแล้ว
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะเหลียนฮวาเบาๆ “ทำได้ดีมาก อาสะใภ้มองเจ้าไม่ผิดจริงๆ!”
เหลียนฮวารู้สึกเบิกบานใจมาก และตอบอย่างถ่อมตน “ขอเพียงท่านอาสะใภ้ไม่กล่าวโทษที่ข้าตัดสินใจทำการค้ากับหอคณิกาก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงมีความคิดก้าวหน้า นางเอ่ยขึ้นทันที “ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน หญิงคณิกาก็เป็นคนเหมือนกัน อีกอย่าง หากมีเส้นทางที่ดีกว่านี้ให้ไปพวกนางก็คงไม่เลือกใช้ชีวิตเช่นนี้หรอก ทุกคนล้วนทุกข์ยากลำบากกันทั้งนั้น พวกเราจะไปถือสาเรื่องเหล่านั้นอีกทำไมกัน”
ทุกคนได้ยินวาจาของเหอจิ่วเหนียงในใจก็คิดว่า ที่นางพูดมาถูกต้องแล้ว ยิ่งเมื่อนึกย้อนถึงครั้นที่เหลียนฮวาเกือบถูกขายไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้นก็รู้สึกใจหายเล็กน้อย
นางซุนไม่ได้พูดอะไร ก่อนล้วงถุงเงินออกมาแล้วนำเงินออกมาหนึ่งตำลึงยื่นให้เด็กสาว “เจ้าเก็บเอาไว้เถอะ”
เหลียนฮวาเห็นเงินในมือก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงสวมกอดนางซุนจากทางด้านข้าง ยิ้มตาหยีให้เหลียนฮวาแล้วเอ่ย “ท่านย่าลู่ของเจ้าเห็นว่าเจ้าทำได้ดี ก็เลยอยากให้รางวัลเจ้าน่ะ! ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านแม่?”
นางซุนจ้องเขม็งนางด้วยความเย่อหยิ่ง และกล่าวกับเหลียนฮวา “เจ้าเองก็เป็นสาวแล้ว มีเงินเก็บติดตัวไว้เป็นเรื่องดี วันข้างหน้าหากอยากซื้ออะไรจะได้เอาไปซื้อ”
ที่แท้ก็หมายความเช่นนี้นี่เอง หัวใจเหลียนฮวาตกลงไปตาตุ่ม เดิมทีคิดว่าท่านย่าลู่จะขับไล่นางออกจากบ้านเพราะนางตัดสินใจทำลงไปโดยไม่ปรึกษาใคร
นางส่งเงินคืนให้นางซุน “ท่านย่าลู่ เหลียนฮวารับเงินนี่ไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ชีวิตของเหลียนฮวาก็ได้ครอบครัวของท่านย่าช่วยเอาไว้ ครอบครัวให้ข้าวให้น้ำให้ที่อยู่ ไม่ให้เหลียนฮวาต้องร่อนเร่อยู่ข้างนอก เพียงเท่านี้ก็ซาบซึ้งน้ำใจมากแล้วเจ้าค่ะ ทุกคนดีกับเหลียนฮวาถึงเพียงนี้ เรื่องเหล่านี้เหลียนฮวาสมควรทำอยู่แล้ว ไม่เคยกล้าคิดจะเอารางวัลอะไรอีกเจ้าค่ะ!”
นางฉินสำทับ “ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ นางยังเด็กเก็บเงินติดตัวไว้มากเช่นนี้ไม่ดีกระมังเจ้าคะ ท่านแม่รีบเก็บกลับไปเถอะเจ้าค่ะ!”
ก่อนหน้านี้เงินที่ไถ่ตัวเหลียนฮวามายังไม่ได้ใช้คืนเลย จะรับเงินอีกได้อย่างไรกัน
นางซุนเขม็งมองสะใภ้รองด้วยความไม่สบอารมณ์ “ข้าไม่ได้ให้เจ้าเสียหน่อย เจ้าจะร้อนตัวไปทำไมกัน?”
นางฉิน “…”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ เพียงแต่คิดว่าบ้านเรามีเด็กๆตั้งหลายคน…”
นางฉินยังคงดึงดัน นางซุนจึงตัดบทอย่างหมดความอดทน ยัดเงินใส่มือเหลียนฮวา แล้วยืนกรานเสียงแข็ง “เอาละ พอได้แล้ว! ข้าให้เจ้าเจ้าก็เก็บเอาไว้ วันข้างหน้าก็ตั้งใจทำงานแล้วกัน!”
เหลียนฮวาเด็กคนนี้มีหัวการค้าสูง ด้วยวิธีการของนางก็สามารถหาคำสั่งซื้อให้กับครอบครัวได้เป็นจำนวนมาก กำไรก้อนโตทีเดียว ย่อมต้องให้รางวัลนางอยู่แล้ว
หญิงชรายังคิดว่าเงินที่ตนให้นั้นน้อยไปด้วยซ้ำ!
ลู่กุ้ยหลานกล่าว “ใช่ เหลียนฮวา เจ้าสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงเชียวนะ รับไว้เถอะ!”
เหลียนฮวาหันมองนางฉินด้วยความรู้สึกผิด เห็นท่านอาเล็กยิ้มพลางพยักหน้าเบาๆตอบกลับ นางจึงรับเงินนี้ไว้ แล้วให้คำมั่นจากใจจริง “ต่อไปเหลียนฮวาจะพยายามให้มากขึ้น ทำให้ดีกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวน้ำตาคลอเล็กน้อย เดิมระหว่างทางกลับบ้านนางยังแอบคิดว่าครอบครัวลู่ต้องตำหนินางเป็นแน่ที่ไปทำการค้าในสถานที่เช่นนั้น นึกไม่ถึงว่าไม่เพียงไม่กล่าวโทษนางเท่านั้น ยังให้รางวัลนางอีกด้วย
ฮือๆๆ อยากร้องไห้จริงๆ!
เรื่องการออกแบบชุดที่สั่งตัดพิเศษต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของเหอจิ่วเหนียง เหลียนฮวาเห็นภาพเหล่านั้นที่เหอจิ่วเหนียงออกแบบ จึงกล้ารับงานสั่งตัดเช่นนี้
ทว่าสำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วนับว่าไม่ใช่เรื่องยาก อย่างไรเสียก็ใช้ผ้าและวัสดุในการตัดเย็บน้อยลงกว่าเดิม
ในคืนนี้เหอจิ่วเหนียงออกแบบทั้งหมดห้าแบบ และนำไปให้สตรีในบ้านดู
ใช่ว่าไม่อยากให้พวกผู้ชายดู เพียงแต่…
เอ่อ… ชุดมันเปิดเผยเนื้อหนังมังสาเกินไปหน่อย คนที่เข้าใจก็พอเข้าใจได้
อย่าว่าแต่คนหนุ่มเลย แม้แต่คนชราอย่างนางซุนเมื่อเห็นภาพที่ออกแบบมาเหล่านี้ก็ยังหน้าร้อนผ่าวด้วยความกระดากกระเดื่อง ทั้งยังดุด่าอย่างอดไม่ได้ “โป๊ถึงเพียงนี้มันจะอุ่นได้อย่างไรกัน!”
ความจริงแล้วในมุมมองของเหอจิ่วเหนียง นางคิดว่าตนออกแบบได้ค่อนข้างปกติแล้ว นำการแต่งตัวยุคสมัยใหม่มาประยุกต์ เสื้อเปิดอก ด้านหลังปิดด้วยผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนจุดที่สำคัญสำคัญนั้นปิดมิดชิดแน่นอน เช่นนี้จึงจะคว้าใจชายได้
แม้ในชาติก่อนเหอจิ่วเหนียงจะหมกมุ่นอยู่กับการงาน กระทั่งตอนเสียชีวิตก็ยังเป็นโสด ทว่าเรื่องที่ว่าเพศชายจะมีสัญชาตญาณในเรื่องอย่างว่านั้นทุกคนย่อมรู้อยู่แล้ว การคว้ามาไม่ได้ และการที่มองไม่เห็นเป็นสิ่งที่ยั่วยวนให้บุรุษเกิดความร้อนรุ่ม
นางนำจุดอ่อนนี้มาใช้ในการออกแบบ
“ท่านแม่ ท่านไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ หญิงคณิกาชอบเช่นนี้กันทั้งนั้น!”
เหลียนฮวาและลู่กุ้ยหลานพยักหน้าทันที พวกนางเป็นพยานได้!
นางซุนเหลือบมองพวกหญิงสาว นางย่อมไม่เข้าใจอยู่แล้ว ก็นางไม่เคยไปสถานที่เช่นนั้นนี่!
แล้วสะใภ้สามไปเรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาจากไหนกัน?
และสิ่งที่ทำให้เหลียนฮวาประหลาดใจมากนั่นก็คือ นางเห็นว่าตอนนี้ดึกแล้ว พรุ่งนี้ค่อยอธิบายลักษณะเสื้อผ้าที่หญิงคณิกาเหล่านั้นสวมใส่กับท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียง แต่นึกไม่ถึงว่านางยังไม่ได้เล่า ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงก็ออกแบบได้แล้ว ทั้งยังดูดีกว่าชุดที่หญิงคณิกาเหล่านั้นสวมใส่เสียอีก!
เหอจิ่วเหนียงถามด้วยความร่าเริง “พวกท่านคิดเช่นไรเจ้าคะ?”
“เอ่อ… เห็นแล้วทำให้รู้สึกอายน่ะ…”
สีหน้านางหยูแดงก่ำด้วยความเขินอาย แม้นางจะมีบุตรสามคนแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่า เสื้อผ้าในแบบเหล่านี้เผยเนื้อหนังมังสาเกินไป!
“นั่นน่ะสิ พวกเราก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก…”
นางฉินเอ่ยเสียงเบา เขินอายจนหูแดงไปหมด
เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงจุปากสองสามครั้งด้วยความพอใจ แล้วยื่นภาพวาดเหล่านี้ให้เหลียนฮวาเก็บไว้ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้เช้าตอนที่ท่านอาจิ้งชวนของเจ้าไปส่งเด็กๆที่สำนักศึกษาเจ้าก็ติดรถม้าไปด้วย นำภาพวาดเหล่านี้ไปให้พวกนางดูว่าพอใจหรือไม่”
ตอนที่ 110: ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง
เหลียนฮวาเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงมอบหมายหน้าที่นี้ให้นางเป็นคนจัดการจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก
นึกไม่ถึงเลยว่าการเจรจาการค้าครั้งแรกของนางจะทำให้คนในครอบครัวเชื่อใจนางถึงเพียงนี้ ความรู้สึกนี้ช่างวิเศษจริงๆ!
หลังจากเหลียนฮวาเก็บภาพเหล่านั้นไว้เรียบร้อย นางหยูจึงเปิดประตูเรียกผู้ชายเข้ามา และปรึกษาเรื่องอื่นกันต่อ
นางซุนเป็นผู้เอ่ยขึ้นคนแรก “หากเรื่องนี้ตกลงกันสำเร็จ พวกเราคงต้องหาคนมาช่วยตัดเย็บเพิ่มแล้ว การสั่งซื้อครั้งนี้จำนวนมากโข ไม่ต้องพูดถึงสินค้าอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นคนช่วยตัดเย็บหรือจะเป็นช่างปักฝีมือที่ทำหน้าที่ปักลายโดยเฉพาะก็ต้องหาเพิ่ม พวกเราที่มีอยู่ทำกันเองไม่ไหวแน่นอน”
ทุกคนตั้งใจฟัง และพยักหน้าตกลง นี่เป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครเอ่ยแทรก
นางซุนจึงกล่าวต่อ “ตอนแรกที่สร้างบ้านพวกเรายังไม่ได้เริ่มทำการค้านี้ ต่อไปต้องมีคนงานมากขึ้น เราไม่อาจให้พวกเขามาปะปนอยู่ในบ้านเราได้ตลอด อย่างไรเสียที่อยู่อาศัยกับที่ตัดเย็บเสื้อผ้าก็ต้องแยกกัน ไม่อย่างนั้นจะวุ่นวาย
ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจแล้วว่า หากพรุ่งนี้เหลียนฮวาตกลงการค้าสำเร็จ เราจะใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านสร้างบ้านอีกหลังสำหรับผลิตเสื้อผ้าโดยเฉพาะ พวกเจ้าคิดเช่นไร?”
เรื่องนี้นางซุนครุ่นคิดถี่ถ้วนแล้ว ในช่วงนี้คนที่ตัดเย็บเสื้อผ้ารวมถึงพวกนางหยูทั้งหมดมีกันสิบสี่คน นอกจากครอบครัวลู่และช่างปักฝีมือสองคนแล้ว ที่เหลือก็เป็นญาติพี่น้องที่ช่วยออกมาจากรังโจร อย่างไรก็ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน มีมิตรภาพกันมาอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นครอบครัวลู่ทำสิ่งใดก็ยินดีนำพาพวกเขามาทำด้วยกัน
ตอนนี้สตรีสิบสี่คนนั่งตัดเย็บอยู่ในห้องเดียวกัน ค่อนข้างเบียดเสียด หากรับคนเพิ่มต้องอยู่ไม่พอแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงจะผลิตงานให้ออกมาดีได้เลย
ดังนั้นการขยายพื้นที่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
“เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะ อย่างไรเสียที่ดินรอบๆ ก็ว่างอยู่ หากซื้อที่ดินเพิ่มอีกสักสองหมู่ สร้างเป็นโรงผลิตสินค้าขนาดใหญ่ก็จะมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขึ้น”
เหอจิ่วเหนียงยกมือเสนอความเห็นเป็นคนแรก ในเมื่อตั้งใจจะทำการค้านี้แล้วก็ใช่ว่าทำเพียงเสื้อขนสัตว์อย่างเดียว หากการค้าขยายตัว ก็สามารถตัดเย็บเสื้อผ้าประเภทต่างๆออกมาขายด้วยก็ได้ไม่ใช่หรือ
ในช่วงฤดูหนาวตัดเย็บชุดกันหนาวและถักทอเสื้อผ้าขนสัตว์แบบต่างๆ ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ก็ตัดเย็บชุดกระโปรงโปร่งบางและชุดนอนที่ระบายอากาศได้ดี และยังมีชุดนอนสำหรับคู่รักด้วย
ในเมื่อทำการค้ากับหอคณิกาแล้ว ชุดนอนเหล่านั้นจะขายไม่หมดได้อย่างไรกัน
อย่างไรเสียมันก็เป็นของใช้สิ้นเปลืองอยู่แล้ว
ผู้เฒ่าลู่รู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลวเลย จึงพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ ถ้าจะสร้างก็สร้างให้ใหญ่ไปเลย ทำครั้งเดียวให้จบทีเดียว แต่ก็กลัวว่าเงินจะไม่พอน่ะสิ”
เหลียนฮวากล่าว “ท่านปู่ลู่วางใจได้ หากตกลงทำการค้ากับหอคณิกาได้เราจะได้เงินมัดจำมาเจ้าค่ะ เงินส่วนนี้เราจะได้มาไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวเสริม “ถูกต้อง หากเงินไม่พอ ข้ายังพอมีอยู่เจ้าค่ะ เอาไปใช้ก่อน หากวันหน้าได้กำไรมาค่อยคืนให้ข้า”
ลู่กุ้ยหลานหันขวับไปมองนางอย่างฉับไว ที่แท้พี่สะใภ้สามก็เป็นคนมีเงินจริงๆ! นึกว่าเงินยี่สิบตำลึงที่ให้พวกนางสองครอบครัวหยิบยืมคงจะถึงขีดจำกัดของนางแล้ว
เดิมคิดว่าเหอจิ่วเหนียงคิดแทนแค่ครอบครัวของพวกนางสองคน นึกไม่ถึงว่าจะคิดแทนทุกคนในครอบครัวเช่นนี้ ช่างน่านับถือจากใจจริงๆ
นางซุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าขาและกล่าว “ตกลง! เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ดูพรุ่งนี้ก่อนว่าทางนั้นจะตอบกลับเช่นไร”
หากทำการค้านี้สำเร็จได้จริง ไม่เพียงครอบครัวพวกเขาเท่านั้น แม้แต่ครอบครัวของบรรดาญาติๆ ก็สามารถอาศัยเงินค่าแรงในการทำงานนี้ดำรงชีวิตต่อไปได้ ทั้งยังสามารถเก็บสะสมเงินไว้ซื้อที่นาได้อีกด้วย ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากทีเดียว!
“ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ”
ทันใดนั้นลู่จิ้งชวนก็เอ่ยขึ้น ทุกคนหันไปมองเขา เขาจึงกล่าวต่อ “สองสามวันมานี้ข้ากับเจ้ารองกำลังคิดเรื่องปลูกสมุนไพรบนที่ดินที่เราถางไว้ พวกฟู่กุ้ยรู้เรื่องเข้าก็เลยถามว่า ให้พวกเขาทำด้วยได้หรือไม่ พื้นที่บนป่าเขาเหล่านั้นมีไม่มากนัก ปลูกธัญพืชได้ไม่เยอะ ข้าไม่ได้ตอบตกลงทันที อย่างไรเสียนี่ก็เป็นกิจการของครอบครัว ข้าก็เลยมาถามความเห็นจากท่านพ่อกับท่านแม่ก่อน”
สำหรับเรื่องสมุนไพร ผู้เฒ่าลู่และนางซุนไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียงพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ได้น่ะได้เจ้าค่ะ แต่ไม่ใช่ตอนนี้”
นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย “ตอนนี้พวกเรายังไม่มีทักษะมากพอ ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทดลอง ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะปลูกออกมาและทำเงินได้จริง เราจะตอบตกลงด้วยน้ำใจแบบส่งๆไม่ได้ จากที่ข้าดูแล้ว เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องปลูกมันฝรั่งเจ้าค่ะ พวกเราปลูกออกมารอบหนึ่งก่อน แล้วค่อยชวนพวกเขามาร่วมด้วย อย่างไรพวกเราก็ทำหน้าที่แปรรูปสมุนไพร เราสามารถยึดตามราคาตลาดซื้อสมุนไพรสดจากพวกเขาได้ พวกเรานำมาแปรรูปแล้วค่อยเอาไปขายเราจะได้กำไรจากตรงนั้น และแน่นอนว่าเรื่องดีๆเช่นนี้ให้ได้แค่ญาติๆสกุลลู่เท่านั้น หากชาวบ้านของที่นี่อยากปลูกสมุนไพรขายด้วย ราคารับซื้อจะต้องน้อยกว่าญาติๆสองสามอีแปะ”
“นับว่าเป็นวิธีที่ดี!” ชายชรายิ้ม “ช่วยได้ แต่ก็ไม่ใช่ช่วยทุกอย่าง ครอบครัวเราใช่ว่าร่ำรวย เรื่องใดที่พอจะช่วยได้ก็ช่วยนิดๆหน่อยๆพอแล้ว ส่วนพวกเขาจะมีชีวิตต่อไปเช่นไรก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา”
นางซุนเห็นสามีกล่าววาจาอย่างที่ปุถุชนกล่าวกันก็พยักหน้าชื่นชม เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้!
“ขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะบอกพวกเขาเช่นนี้!”
ปรึกษาหารือเรื่องสำคัญเสร็จ ทุกคนต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง
เช้าวันต่อมา เหลียนฮวาก็กลับมาพร้อมข่าวดี
“ไม่เพียงแค่ชอบเท่านั้นนะเจ้าคะ! พวกนางแย่งแบบไปดูกันจนเกือบเสียหายแล้วเจ้าค่ะ!”
เหลียนฮวาบอกเล่าด้วยความตื่นเต้น “แม่นางเหล่านั้นบอกว่าเป็นเสื้อผ้าที่สวยที่สุดเท่าที่พวกนางเคยเห็นมา บอกให้พวกเราตัดเย็บได้เลย ไม่ต้องเอาตัวอย่างชุดไปให้ดูแล้ว ตัดเย็บเสร็จค่อยเอาไปส่งให้ทีเดียวเจ้าค่ะ! นอกจากนี้พวกนางยังให้เงินมัดจำมาคนละหนึ่งตำลึงด้วยนะเจ้าคะ!”
หญิงคณิกาทั้งสามแห่งบวกกับแม่เล้ารวมกันทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบแปดคน ทุกคนจ่ายเงินค่ามัดจำคนละหนึ่งตำลึง ตอนเช้าเด็กสาวจึงรับเงินมาทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบแปดตำลึง และราคาชุดที่ต้องจ่ายหลังรับสินค้าพวกนางก็ไม่มีปัญหาด้วย!
นางกอดเงินจำนวนมากด้วยความหวาดระแวงมาตลอดทาง รีบกลับบ้านอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า เส้นทางขรุขระมากเพียงใดก็ไม่สน กระทั่งผมเผ้ากระเซอะกระเซิง สภาพนางในตอนนี้น่าอับอายมาก
แต่ก็ไม่อาจยับยั้งความดีใจของเด็กสาวได้!
ไม่ใช่แค่เหลียนฮวาเท่านั้นที่ดีใจ ทุกคนในครอบครัวลู่ล้วนสุขใจอย่างยิ่ง นางซุนตกรางวัลให้ผู้ทำผลงานยอดเยี่ยมอีกครั้งหนึ่งตำลึง ทั้งยังสัญญาว่าต่อไปนี้จะให้เงินเดือนนางทุกเดือน
คำปฏิเสธต่างๆนานาเมื่อวานนางได้พูดไปเพียงพอแล้ว ครั้งนี้เหลียนฮวาจึงไม่ปฏิเสธ คิดเพียงแค่ว่า ต่อไปจะต้องขยันให้มากยิ่งขึ้น ตั้งใจทำการค้าให้ดีเพื่อตอบแทนบุญคุณทุกคนในครอบครัว
ผู้เฒ่าลู่และนางซุนไปที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซื้อที่ดิน เรื่องสร้างบ้าน หรือจะเป็นเรื่องรับคนงานผู้หญิง ล้วนหนีไม่พ้นขอความช่วยเหลือจากผู้นำชุมชน ด้วยเหตุนี้ ก่อนออกจากบ้านนางซุนจึงถือตะกร้าไข่ไก่ใบหนึ่งมาด้วย
ที่บ้านยังไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ไข่เหล่านี้ซื้อมาจากอำเภอทั้งสิ้น
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ เหลียนฮวาลากนางฉินเข้ามาในห้อง และนำเงินที่นางซุนให้มอบให้อีกฝ่าย
“ท่านอาเล็ก ท่านเก็บเงินนี่ไว้เถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่เอา”
“เจ้าเด็กคนนี้! นี่คือรางวัลที่ท่านย่าให้เจ้า เจ้าก็เก็บเอาไว้เองสิ อีกปีสองปีก็ถึงเวลาที่เจ้าต้องคิดเรื่องแต่งงานแล้ว เจ้ามีเงินเป็นของตัวเอง เวลาอยู่ในครอบครัวพ่อแม่สามีจะได้มีความมั่นใจหน่อย เข้าใจหรือไม่?”
นางฉินปฏิเสธและจับมือหลานสาวแน่น ไม่ให้โอกาสเหลียนฮวายัดเงินให้นางเลย
จบตอน
Comments
Post a Comment