ตอนที่ 11: ปลอดภัยแล้ว
“ไม่ต้องกลัว พวกข้าจะช่วยทุกคนออกไป แต่ต้องหากุญแจไขโซ่นี่ให้เจอ ข้าจะไปหากุญแจก่อน”
พูดจบลู่จิ้งซวนก็ยื่นคบเพลิงให้เหอจิ่วเหนียง และเตรียมออกไปหากุญแจ
“พี่ใหญ่ ข้าไขโซ่นี่ได้”
เสี่ยวจวี๋จื่อไข้สูงมาก เหอจิ่วเหนียงไม่อาจประวิงเวลาได้ รีบเอาลวดสองเส้นออกมาจากห่อผ้า แล้วใช้ต่างลูกกุญแจไขออกได้อย่างง่ายดาย
แม่กุญแจในยุคสมัยนี้ไม่ได้ซับซ้อน การใช้เหล็กแข็งแรงและเรียวแหลมไขออกได้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
แม้ลู่จิ้งซวนจะตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา …หลังจากน้องสะใภ้สามรอดตายมาได้นางก็เก่งกาจขึ้น… เรื่องอัศจรรย์เช่นนี้เขาเห็นจนชินแล้ว
หลังจากปลดโซ่ให้ทุกคน ลู่จิ้งซวนก็เอ่ยขึ้น “โจรพวกนั้นถูกพวกข้าฆ่าตายหมดแล้ว พวกเราออกไปจากถ้ำนี่เถอะ!”
หญิงสาวที่อุ้มลูกนางนั้นลุกขึ้น แต่ทันทีที่ยืนขาของนางกลับอ่อนแรงจนเกือบล้ม เพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว ตอนนี้ร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรง แม้แต่จะยืนก็ยังลำบาก ไหนจะต้องอุ้มลูกอีก
เหอจิ่วเหนียงรับเด็กมาอุ้มและลอบตรวจชีพจรให้ ก่อนบอกกับผู้เป็นแม่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย “เขาจะต้องปลอดภัย วางใจเถอะ”
......
หลังออกจากถ้ำ ลู่จิ้งซวนก็กลับไปรับครอบครัวจากในป่า ส่วนเหอจิ่วเหนียงอยู่ดูแลคนในหมู่บ้านหุบเขา
“ตรงนั้นเป็นห้องครัวของพวกโจร ในหม้อมีหมั่นโถวกับข้าวกำลังนึ่งอยู่ ข้างๆเตาไฟมีน้ำอยู่หนึ่งถัง พวกเจ้าไปกินกันให้อิ่มท้องก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อได้ยินว่ามีของกิน ดวงตาทุกคนพลันเปล่งประกายด้วยความดีใจ
ซุ่ยเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก มองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความลำบากใจ
นางอยากกินข้าว แต่ในใจก็นึกพะวงบุตรชาย
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจดี “เจ้าไปเถอะ ข้าช่วยเจ้าดูลูกเอง”
เด็กน้อยยังอยู่ในอาการหลับใหล ซุ่ยเอ๋อร์จับแขนเหอจิ่วเหนียงด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะรีบไปกินข้าว
เหอจิ่วเหนียงอุ้มเด็กน้อยเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นกระท่อมที่โจรสาวสองคนนั้นอยู่อาศัย เพราะภายในค่อนข้างสะอาดและไร้กลิ่นไม่พึงประสงค์
นางใช้โอกาสตอนที่ไม่มีใครเอาเข็มยาลดไข้ออกมาฉีดให้เด็กน้อย อยู่ต่อหน้าทุกคนนางไม่อาจเปิดเผยได้ว่าตนรู้วิชาแพทย์ จึงทำได้เพียงใช้วิธีหลบๆซ่อนๆแบบนี้
เสี่ยวจวี๋จื่อถูกความเจ็บแปลบปลุกให้ออกจากห้วงนิทรา เขารู้สึกว่ามีคนกำลังเอาเข็มแทงก้นอยู่ เด็กน้อยตื่นมาทั้งน้ำตา และเมื่อพบว่าภาพตรงหน้าที่เห็นเป็นอย่างแรกกลับไม่ใช่มารดาจึงเตรียมจะร้องไห้ แต่เหอจิ่วเหนียงรีบยกมือทำท่าบอกให้เขาเงียบ
“เสี่ยวจวี๋จื่อ ไม่ร้องนะ พวกเราปลอดภัยแล้ว”
“ท่านแม่ ข้าจะไปหาท่านแม่…”
แม้ไม่ได้ร้องไห้แต่ในน้ำเสียงก็เจือความสะอึกสะอื้นอยู่ ปากเล็กๆเม้มเป็นเส้นตรง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อย “แม่ของเจ้าออกไปกินอะไรรองท้องอยู่ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เจ้าต้องเชื่อฟังนะ”
เสี่ยวจวี๋จื่อมองสตรีตรงหน้าด้วยความงุนงง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าเขาจะจำนางได้ จึงถามด้วยความไม่แน่ใจ “ท่านคือท่านแม่ของโก่วเอ๋อร์ใช่หรือไม่ ท่านคือท่านอาจิ่วเหนียงใช่หรือไม่ขอรับ?”
ครอบครัวลู่มีเด็กหลายคน เด็กในหมู่บ้านมักจะไปเล่นด้วย เสี่ยวจวี๋จื่อในวัยห้าขวบก็เทียวไปหาเพื่อนเล่นที่บ้านครอบครัวลู่บ่อยๆ เคยเห็นโก่วเอ๋อร์ผู้ที่เจ็บป่วยออดแอด และเคยเห็นอาสะใภ้สามผู้ที่งดงามกว่าท่านแม่ของตนท่านนี้เช่นกัน
เพียงแต่ในความทรงจำของเด็กน้อย ท่านอาจิ่วเหนียงเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ส่วนใหญ่แค่ยิ้มให้พวกเขาเท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้นางกำลังอุ้มเขา และปลอบเขาเหมือนที่ท่านแม่ทำ
“ใช่แล้ว เสี่ยวจวี๋จื่อของเราฉลาดจริงๆ”
เพื่อไม่ให้เด็กน้อยหวาดกลัว เหอจิ่วเหนียงจึงคลี่ยิ้มกว้าง
ใบหน้างดงามเมื่อมีรอยยิ้มประดับก็ยิ่งขับให้ดูเป็นมิตรและอ่อนโยน เสี่ยวจวี๋จื่อจึงวางใจในที่สุด
เนื่องจากเด็กน้อยยังป่วยจึงหมดแรงขัดขืน เพียงขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเหอจิ่วเหนียงอย่างเชื่อฟัง รอผู้เป็นมารดากลับมา
อาจเป็นเพราะช่วงนี้ได้ดูแลโก่วเอ๋อร์ เหอจิ่วเหนียงจึงเริ่มซึมซับสัญชาตญาณความเป็นแม่ เมื่อเห็นเด็กน้อยร่างกายซูบผอม หัวโตร่างเล็กลีบเช่นนี้จึงรู้สึกปวดใจยิ่งนัก คุณแม่จำเป็นหยิบนมอุ่นๆออกมาจากห้วงมิติ เทใส่กระบอกไม้ไผ่ให้เด็กน้อยดื่ม ดูแลเขาเหมือนที่ดูแลโก่วเอ๋อร์
เนื่องจากร่างกายขาดน้ำทำให้ริมฝีปากของเสี่ยวจวี๋จื่อแห้งผาก เด็กน้อยที่กระหายน้ำอยู่แล้วจึงกอดกระบอกไม้ไผ่เอาไว้แล้วจิบของเหลวภายในอย่างไม่อิดออด ด้วยรสชาติอันกลมกล่อมและกลิ่นหอมกรุ่นทำให้เด็กน้อยชะงักไปด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็กระดกดื่มอย่างตะกละตะกลาม
“อร่อยหรือไม่?” เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางถาม
“อื้อๆ!” เสี่ยวจวี๋จื่อไม่มีแก่ใจจะตอบแล้ว ทำเพียงส่งเสียงงึมงำออกมาจากลำคอ
เด็กน้อยหิวโหยมานาน เพียงดื่มนมไม่อาจทำให้อิ่มท้องได้ เหอจิ่วเหนียงจึงหยิบวอโถวออกมาให้เขาครึ่งลูก
ด้วยกลัวอาหารจะไม่ย่อย นางจึงให้เขากินวอโถวคำหนึ่ง ดื่มน้ำตามอึกหนึ่ง สลับกันไปเช่นนี้
หลังจากซุ่ยเอ๋อร์กินจนอิ่มท้องนางก็แอบหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งมาด้วย ตั้งใจว่าจะให้บุตรชายได้กินหลังจากที่เขาตื่น
แต่เมื่อกลับมาดูบุตรชายก็พบว่าเจ้าตัวเล็กกินจนอิ่มแล้ว และกำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมกอดของเหอจิ่วเหนียง
“ท่านแม่!”
เมื่อตื่นขึ้นมาเจอมารดา เสี่ยวจวี๋จื่อก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันควัน
“เสี่ยวจวี๋จื่อ เจ้าฟื้นแล้ว! ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที ลูกแม่! ฮือๆๆ…”
ซุ่ยเอ๋อร์รับบุตรชายมาจากอ้อมแขนเหอจิ่วเหนียงด้วยความประหลาดใจ เอาหลังมือแตะหน้าผากเด็กน้อย พบว่าอุณหภูมิลดลงมากแล้ว คนเป็นแม่จึงกอดลูกน้อยและร้องไห้โฮด้วยความดีใจ
“จิ่วเหนียง ขอบใจเจ้ามาก เจ้ากับพี่จิ้งซวนคือผู้ที่ช่วยชีวิตพวกข้าสองแม่ลูกไว้จริงๆ!”
ซุ่ยเอ๋อร์หวนนึกถึงช่วงหลายวันที่ใช้ชีวิตอยู่ในรังโจรบ้าๆนี่ นางสุดจะทนจนแทบไม่ไหวอยู่แล้ว!
มีเพียงความหวังเดียวที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ยังมีชีวิตอยู่ได้นั่นก็คือ โจรเร่ร่อนประกาศว่าพวกเขาจะนิรโทษให้พวกนาง นอกจากนี้ตลอดมาพวกเขาก็ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเลย นับว่าโชคดีอยู่บ้าง มิเช่นนั้นไม่รู้ว่าเด็กและสตรีกลุ่มนี้จะต้องถูกปฏิบัติเช่นไร
“พวกข้าเองก็บังเอิญรู้มาว่าพวกเจ้าถูกจับตัวก็เลยลองเสี่ยงดู โชคดีที่โจรพวกนั้นมีกันไม่เยอะ ไม่อย่างนั้นพวกข้าเองก็คงหมดปัญญาเหมือนกัน”
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากถือตนว่ามีความดีความชอบ คนเหล่านี้ทุกข์ทรมานกันมากพอแล้ว นางไม่อยากเพิ่มความลำบากใจให้พวกเขาอีก
นางปล่อยให้ซุ่ยเอ๋อร์สองแม่ลูกพักผ่อนอยู่ด้านใน จากนั้นก็ออกไปดูคนอื่นๆ
นอกจากซูบผอมลงเล็กน้อยแต่ละคนก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก ตอนนี้กินกันจนอิ่มท้อง ร่างกายก็เริ่มมีเรี่ยวแรง
“โจรพวกนั้นตายกันหมดแล้ว คืนนี้พวกเราพักผ่อนกันที่นี่ก่อน ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดเถอะ”
แม้รู้ว่าที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ที่ดีนัก แต่ก็ยังดีกว่าต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ท่ามกลางผืนป่าอันเคว้งคว้างไม่ใช่หรือ
ตอนนี้ทุกคนเทิดทูนเหอจิ่วเหนียงว่าคือคนที่ช่วยชีวิตพวกตน ดังนั้นทุกคนจึงเชื่อฟังคำสั่งของนางโดยไม่คัดค้าน
ในหมู่บ้านหุบเขาแห่งนี้มีศพของพวกโจรเร่ร่อนอยู่ หนุ่มน้อยผู้กล้าหาญหลายคนช่วยกันออกแรงลากศพออกไป ส่วนบรรดาสตรีรับผิดชอบเก็บกวาดของอัปมงคล
หลังจากทำความสะอาดเสร็จครอบครัวลู่ก็เดินทางมาถึงพอดี กลุ่มคนที่ถูกช่วยเหลือจึงวิ่งเข้าไปต้อนรับ โดยเฉพาะคนที่สนิทสนมกับนางหยูและนางฉิน โผเข้ากอดกันทั้งยังต่างคนต่างร้องไห้
“ปลอดภัยก็ดีแล้ว ปลอดภัยก็ดีแล้ว พวกข้าตามหลังห่างกับพวกเจ้าไม่ไกลนัก ตอนตามมาเห็นศพกองพะเนิน นึกว่าพวกเจ้าจะโชคร้ายเสียแล้ว เฮ้อ!”
นางซุนเห็นภาพนี้แล้วก็น้ำตาคลอ ภัยแล้งหนักหนาพอแล้ว แต่ละคนยังต้องมาประสบพบเจอกับเหตุการณ์หดหู่เช่นนี้อีก เคราะซ้ำกรรมซัดจริงๆ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วทำเวรทำกรรมอะไรไว้
สดับวาจาของนางซุน ทุกคนจึงหวนนึกถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในวันนั้น… ยากเหลือเกินที่จะทำใจยอมรับได้ พวกเขาต่างจมลงสู่ความเศร้าโศกอีกครั้ง เสียงร้องไห้ค่อยๆดังขึ้น
หลังจากระบายความเสียใจออกมาแล้วทุกคนก็พากันเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ครอบครัวลู่ฟัง
วันนั้นพวกเขาตั้งใจจะเดินทางไปรอครอบครัวลู่ที่เมืองหลิวเจีย ใครจะคิดว่าระหว่างทางจะถูกพวกโจรพเนจรเข้ามาขวาง พวกมันชักมีดฆ่าฟันโดยไม่พูดอะไรสักคำ เหล่าบุรุษผู้นำครอบครัวบ้างก็ถูกพรากชีวิต บ้างก็บาดเจ็บและถูกคนในหมู่บ้านช่วยไปได้ ส่วนเด็กๆและสตรีอย่างพวกนางพยายามหาที่ซ่อนตัว แต่สุดท้ายก็มิอาจรอดพ้นเงื้อมมือของพวกคนชั่ว…
ตอนที่ 12: ครอบครัวลู่ช่างประเสริฐ
ซุ่ยเอ๋อร์สะอื้นไห้พลางบอกเล่า “สามีข้าถูกพวกมันใช้มีดฟันสองแผล ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ ฮือๆๆ…”
ครอบครัวของซุ่ยเอ๋อร์เป็นครอบครัวเล็กๆ สามีของนางเป็นบุตรชายคนเดียว บุพการีของเขาจากไปตั้งแต่สองปีก่อน ทั้งครอบครัวจึงมีกันแค่สามคนพ่อแม่ลูก การลี้ภัยครั้งนี้กลับต้องเผชิญกับความสูญเสียระหว่างทาง หลังจากนี้นางและลูกจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร…
“ซุ่ยเอ๋อร์ ทำใจให้สบายก่อนเถอะ วันนั้นพวกเราไม่เห็นศพสามีเจ้านะ ไม่แน่อาจมีคนช่วยเขาไปแล้วก็ได้! เราจะเดินทางไปเมืองเฉียนโจวด้วยกัน เขาอาจจะรอเจ้าสองแม่ลูกที่นั่นก็ได้นะ!”
ปกติแล้วนางซุนเป็นคนขวานผ่าซาก มักพูดจาโผงผางไม่ค่อยน่าฟัง แต่นางไม่ใช่คนจิตใจหยาบกระด้าง ในสถานการณ์อ่อนไหวเช่นนี้หญิงชราผู้ผ่านโลกมามากย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี อย่างไรเสียก็เกี่ยวข้องกับชีวิตคน
“เจ้าค่ะท่านอา ชีวิตของพวกเราทุกคนได้พี่จิ้งซวนกับจิ่วเหนียงช่วยเอาไว้ หากมีชีวิตรอดไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ใหม่ได้ ครอบครัวเราสัญญาว่าจะตอบแทนบุญคุณพวกท่านอย่างสุดความสามารถ!”
สดับวาจาของซุ่ยเอ๋อร์ นางซุนก็หันไปจ้องหน้าเหอจิ่วเหนียงทันที แววตาแฝงการคาดโทษเอาไว้
ไหนตกลงกันแล้วว่าแค่จะมาสังเกตการณ์ก่อน นางกลับผิดคำพูดบุกเข้ามาในรังโจร จัดการกับผู้ร้ายโดยไม่กลัวอะไรเลยเนี่ยนะ!
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าใหญ่เล่าว่า สะใภ้สามบุกเข้ามาเพียงลำพัง!
แค่ฟังหญิงชราก็รู้สึกหวาดหวั่น เหอจิ่วเหนียงเปลี่ยนไปมากจริงๆ นับวันนางก็ยิ่งกล้าหาญขึ้นเรื่อยๆ!
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะแห้งๆเล็กน้อยกลบเกลื่อน ขณะที่ไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไร นางก็พบว่าโก่วเอ๋อร์กำลังกอดขาของตนแน่นแล้วร้องตะโกน “ท่านแม่จัดการกับคนชั่วได้ ท่านแม่ยอดเยี่ยมที่สุดเลย!”
สองสามวันที่ผ่านมาเหอจิ่วเหนียงแอบป้อนยาให้โก่วเอ๋อร์ อีกทั้งเด็กน้อยได้กินนมจากกระบอกไม้ไผ่วันละสามกระบอก ร่างกายที่อ่อนแอจึงดูมีชีวิตชีวาขึ้น ตอนนี้สามารถส่งเสียงเจื้อยแจ้วได้ ชี้ให้เห็นว่าเด็กน้อยมีพละกำลังขึ้นมาก เห็นเช่นนี้มารดาจำเป็นก็ยิ่งชื่นใจ
คนโดยรอบที่กำลังอยู่ในอาการโศกเศร้าเห็นความน่ารักของโก่วเอ๋อร์ก็พลอยอารมณ์ดี ยิ้มหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู เหอจิ่วเหนียงอุ้มลูกน้อยขึ้นมาหอม ก่อนจะหันไปมองทุกคน
“ที่พวกข้าหาที่นี่เจอเป็นความบังเอิญเจ้าค่ะ อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าการลี้ภัยก็ต้องกินต้องใช้ ดังนั้นข้าจึงลองเข้ามาสำรวจดูเผื่อจะมีเสบียงหรือทรัพย์สินอะไร ก็เลยได้เจอทุกคนเข้า
เอาละ เมื่อครู่ข้าเจอยุ้งฉางของพวกมันแล้ว ข้างในมีทั้งเสบียงและของมีค่า พวกเราไปเอาของพวกนั้นมาแบ่งกันเถอะ ตราบใดที่ไม่ถูกปล้นระหว่างทาง และกินแบบประหยัดหน่อย พวกเราก็น่าจะอยู่ได้จนถึงอันโจว”
ข้อมูลจากเหอจิ่วเหนียงเป็นเรื่องที่ทุกคนคาดไม่ถึงแม้แต่น้อย เดิมทีคิดว่าต่อให้ออกไปจากที่นี่ได้ก็อาจหิวตายระหว่างทาง นึกไม่ถึงว่านางจะไปเจอคลังทรัพย์สินของพวกโจร!
พลันนั้นแววตาของทุกคนฉายแววแห่งความหวังชัดขึ้น ขอเพียงมีเสบียงอาหาร พวกเขาก็จะฟันฝ่าไปถึงอันโจวได้อย่างแน่นอน! หากไปถึงแล้วได้เจอครอบครัวคงสุขใจไม่น้อย แต่หากไม่เจอก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าชีวิตนี้ได้รอดพ้นความตายหนหนึ่งและได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ตราบใดที่ขยันอดทนละก็ ไม่มีทางอดตายแน่นอน
คนกลุ่มหนึ่งจึงพากันเดินไปที่อุโมงค์ใต้ดิน แม้จะกว้างขวางแต่อุโมงค์นี้ก็ไม่ได้ใหญ่พอที่คนทั้งกลุ่มจะเข้าไปได้
“ท่านพ่อ ให้พวกข้าลงไปขนของขึ้นมาดีกว่า ท่านกับท่านอาทั้งหลายยังได้รับบาดเจ็บอยู่ พักผ่อนก่อนเถอะขอรับ”
เหลยจื่อเสนอตัว ลู่จิ้งซวนปลาบปลื้มใจยิ่งนัก เอามือตบไหล่บุตรชายเบาๆแทนคำชื่นชม
เหลยจื่อเรียกเถี่ยต้านกับเด็กคนอื่นอีกสองคนไปด้วยกัน เมื่อเห็นข้าวของด้านในเหล่าเด็กน้อยก็.อดประหลาดไม่ได้ “โอ้โฮ! ท่านพ่อขอรับ มีเสบียงอาหารดีๆเต็มไปหมดเลย น้ำก็มี เนื้อก็มีขอรับ!”
เสียงตะโกนของเด็กๆด้านล่างทำให้คนที่รออยู่ด้านนอกตื่นเต้นตาม ทว่านางฉินกลับมีสีหน้าคล้ายกลืนยาขม ถามออกมาหนึ่งประโยคด้วยเสียงสั่น “นะ เนื้อที่ว่าเป็นเนื้ออะไร?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าทุกคนแข็งทื่อไปทันที
จริงด้วย…
กะโหลกที่อยู่ในกระท่อมของโจรพวกนั้นทุกคนล้วนเห็นกันแล้ว และบุตรหลานของพวกเขายังเกือบจะถูกเอาไปทำอาหารตอนที่ถูกจับมาแรกๆ!
“ก่อนหน้านี้ข้าเข้าไปดูแล้ว เป็นพวกเนื้อหมู เนื้อวัว แล้วก็เนื้อปลา”
เหอจิ่วเหนียงรีบไขข้อสงสัย ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก เด็กๆส่งเสียงโห่ร้องไชโยอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อเห็นบรรยากาศแห่งความสุขเช่นนี้อยู่รอบตัวดวงตาของนางจึงทอประกาย
…นางรู้สึกว่า การที่ตนทะลุมิติมาอยู่ในโลกแห่งนี้ต้องมีเหตุผลซ่อนอยู่แน่นอน
หากนางไม่ได้ข้ามผ่านกาลเวลามาพร้อมห้วงมิติอันไร้ขีดจำกัดในช่วงเวลาเหมาะเจาะแบบนี้ ครอบครัวลู่ไม่มีทางมีชีวิตรอดถึงตอนนี้แน่นอน
.......
กว่าผู้กล้าตัวน้อยจะขนของออกจากอุโมงค์ใต้ดินเสร็จก็ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม สิ่งของถูกกองไว้บนพื้นราบเพื่อรอจัดแบ่ง
นางซุนในฐานะสตรีอาวุโสสูงสุดรับหน้าที่แบ่งสันปันส่วน ไม่ว่าจะเป็นเสบียงอาหารหรือเงินก็ดี ล้วนแจกจ่ายเท่าๆกันตามจำนวนสมาชิก
หลังจากนับแล้วสรุปได้ว่ามีคนทั้งหมดสามสิบสองคน ทุกคนจะได้เสบียงอาหารคนละครึ่งกระสอบ และเงินคนละสามตำลึง
ส่วนน้ำเป็นของที่แบ่งยาก ดังนั้นจึงใส่ไว้ในถังและใช้ร่วมกัน ในทุกวัน ทุกคนจะได้รับน้ำวันละหนึ่งกระบอกไม้ไผ่
เนื้อปลาแห้งกับเนื้อกระต่ายแห้งมีไม่มากนัก แต่เนื้อหมูและเนื้อวัวกลับมีไม่น้อย สามารถแบ่งได้คนละสองชั่ง
หลังแบ่งกันเสร็จแล้วยังมีเงินเหลืออีกสี่ตำลึง ซุ่ยเอ๋อร์และทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าจะยกให้ครอบครัวลู่ อย่างไรเสียครอบครัวลู่ก็เป็นคนที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งของเหล่านี้ครอบครัวลู่ก็เป็นคนพบ หากอีกฝ่ายจะไม่แบ่งใครเลยก็ย่อมได้ แต่ครอบครัวลู่กลับไม่เก็บไว้เองคนเดียว ทั้งหมดนี้เหล่าผู้รอดชีวิตจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
มู่จวงกับเอ้อหนิวเองก็ได้ส่วนแบ่งเช่นกัน สองโจรกลับใจมองข้าวของในมือพานรู้สึกจุกในลำคอ คนแซ่ลู่มีจิตใจประเสริฐยิ่งนัก ทั้งๆที่พวกเขาหวังทำร้ายอีกฝ่ายในตอนแรก แต่อีกฝ่ายก็ไม่ถือโทษ ทั้งยังปันส่วนแบ่งให้ด้วย!
กระท่อมหลายหลังถูกทำความสะอาดเรียบร้อย ทุกคนต่างจับจองที่หลับที่นอนของตนเอง ครอบครัวลู่อยู่รวมกันในกระท่อมหลังเดียว อย่างไรเสียตลอดหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาก็อยู่ด้วยกันจนคุ้นชินแล้ว และเพื่อให้เป็นไปตามประณิธานที่ว่า ‘ครอบครัวของพวกเขาจะอยู่ก็ต้องอยู่กันหมด จะไปก็ต้องไปกันหมด จะไม่มีใครแยกตัวไปไหนทั้งนั้น’
ทันทีที่ปิดประตู นางซุนก็เก็บอารมณ์ปวดใจเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป สาดวาจาดุด่าเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา “เจ้าช่างเป็นคนหน้าใหญ่ใจโตจริงๆ! เจอของพวกนั้นก่อนเหตุใดถึงไม่เก็บเอาไว้เองสักส่วนล่ะ! การที่ช่วยชีวิตพวกเขาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว ยังจะเอาของมากมายไปประเคนให้อีก เจ้าไม่ใช่คนดูแลบ้านเจ้าไม่รู้หรอกว่าของเหล่านั้นมีค่ามากเพียงใด! นั่นมันเงินเป็นร้อยตำลึงเชียวนะ! เพียงพอให้พวกเราลืมตาอ้าปากในอันโจวได้เลย!”
คนอื่นๆต่างก้มหน้าไม่คัดค้านหญิงชรา มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น
ใช่ นั่นมันเงินตั้งร้อยตำลึงเชียวนะ ต่อให้พวกเขาเก็บหอมรอมริบทั้งชีวิตก็ไม่อาจมีเงินได้มากถึงเพียงนั้น หากมีเงินก้อนนั้น ต่อให้ทั้งครอบครัวไม่ต้องทำงานก็สามารถใช้ชีวิตอย่างอู้ฟู่ได้เป็นสิบๆปี
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือสาแม่สามี ทั้งยังเผยรอยยิ้มบาง และพูดเน้นทุกถ้อยคำอย่างไม่จริงจังนัก “แต่เงินเหล่านั้นท่านแม่เป็นคนแจกจ่ายเองกับมือนะเจ้าคะ”
นางซุนถลึงตา บีบแขนสะใภ้สร้างเรื่องหนึ่งที แล้วตะคอกสวนกลับด้วยความโกรธ “ก็พวกเขาเห็นกันหมดแล้วจะให้ซ่อนอย่างไร! คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ข้าวหนึ่งเซิงเป็นบุญคุณ ข้าวหนึ่งโต่วคือความแค้น คนทำอะไรไม่คิดอย่างเจ้าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร!”
[1] ข้าวหนึ่งเซิงเป็นบุญคุณ ข้าวหนึ่งโต่วคือความแค้น หมายถึง เมื่อยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อน แม้เป็นแค่การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยก็ทำให้อีกฝ่ายซาบซึ้งในบุญคุณ แต่หากช่วยมากครั้งจนวันหนึ่งช่วยไม่ไหว อีกฝ่ายจะถือโทษโกรธเคืองถึงขั้นคับแค้นใจทันที
พูดจบก็ง้างฝ่ามือหมายจะฟาดแขนสะใภ้ไม่เข้าท่าคนนี้ให้หายคับแค้น แต่สุดท้ายก็ยั้งมือเอาไว้ได้ อันที่จริงนางซุนไม่ได้อยากใช้กำลัง แค่อยากหาที่ระบายอารมณ์ก็เท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน หญิงชราผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ ปากต่อว่าดุด่าสารพัด แต่มือกลับชะงักไม่อยากตี
หวนกระหวัดถึงภพก่อนก็พานรู้สึกวูบโหวงในใจ …หลานจิ่วใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้ญาติขาดมิตร ไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกที่มีครอบครัวอยู่ด้วยกันมันเป็นเช่นไร
แต่ชาตินี้ได้มีครอบครัวใหญ่ นางเข้าใจแล้วว่าความสุขในแบบที่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเช่นนี้เป็นที่น่าพึงพอใจอย่างมาก
นางฉินเอ่ยบ้าง “นั่นน่ะสิน้องสะใภ้สาม แล้วหลายคนไม่ใช่คนตระกูลลู่ ใครจะไปรู้ว่าในใจพวกเขาคิดอะไร คราวหน้าเจ้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะ”
“ฮ่าๆๆ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่เก็บเอาไว้ส่วนหนึ่ง?”
เหอจิ่วเหนียงไม่อาจทนแกล้งให้พวกเขาโมโหได้อีกต่อไป มือบางล้วงเอาห่อผ้าเล็กๆออกมาจาก.อกเสื้อ จากนั้นแผ่ออกเผยให้เห็นตั๋วเงินสองใบและของมีค่ากำใหญ่
นางซุนแย่งไปดู เด็กๆก็รีบมาล้อมวงด้วยความสนใจ
“ท่านอาสะใภ้สามช่างเก่งยิ่งนัก!”
โยวยาโถวอุทานด้วยความประหลาดใจ ระหว่างทางมาที่นี่ได้ยินท่านลุงใหญ่เล่าว่าอาสะใภ้สามบุกเข้ารังโจรเพียงลำพัง ตอนนั้นนางก็ตกตะลึงมากแล้ว ตอนนี้มาเห็นผลงานของอาสะใภ้สามอีก ดวงตาของเด็กหญิงก็เริ่มเผยความศรัทธาอันแรงกล้า
อาสะใภ้สามช่างมีความสามารถเหนือมนุษย์จริงๆ!
นับจากนี้ อาสะใภ้สามคือแบบอย่างของนาง!
ตอนที่ 13: คนโง่
เด็กๆที่เหลือพยักหน้าหงึกหงัก อย่างไรเสียหลายวันมานี้ล้วนเป็นสะใภ้สามที่เป็นคนหาเสบียงและทรัพย์สินเข้ามา อีกทั้งเด็กและสตรีที่ถูกจับตัวก็เป็นสะใภ้สามที่ช่วยชีวิตเอาไว้
นางซุนพินิจสิ่งที่อยู่ในมืออย่างถ้วนถี่ จนมั่นใจว่านี่คือตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบจริง …ยามนี้หญิงชรารู้สึกกระดากกระเดื่องยิ่งนัก เมื่อครู่เพิ่งจะตำหนิสะใภ้สามไป
แต่พอคิดอีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ผิดเสียหน่อย ใครใช้ให้อีกฝ่ายไม่พูดตั้งแต่แรกกันเล่า!
“ได้เงินมาแล้วก็เก็บไว้ดีๆล่ะ วันหน้ายังมีค่าใช้จ่ายอีกมาก”
นางซุนคืนตั๋วเงินให้เหอจิ่วเหนียง นางไม่คิดจะเก็บเอาไว้เอง
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านแม่ เงินเหล่านี้เก็บเอาไว้ที่ท่านเถอะเจ้าค่ะ ให้ท่านแม่เก็บแปดส่วนเหมือนเดิม”
“เจ้าเก็บเอาไว้เองเถอะ เงินกองกลางยังมีอยู่อีกเยอะ”
หญิงชรายัดตั๋วเงินกลับไปไว้ในมือลูกสะใภ้พร้อมตั้งท่าปฏิเสธหนักแน่น กลัวว่าสะใภ้มือเติบจะเอาเงินให้กองกลางหมดจนไม่คิดถึงตัวเอง
แม้นางซุนจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวไปสักหน่อย แต่นางนับว่ามีความยุติธรรมต่อลูกๆ เพียงแต่ในใจมนุษย์นั้นล้วนมีความลำเอียง ในบุตรชายทั้งสามนางยอมรับว่าเป็นห่วงครอบครัวของเจ้าสามที่สุด จากนี้ไปเหอจิ่วเหนียงต้องดูแลโก่วเอ๋อร์เพียงลำพัง นางซุนกังวลข้อนี้มาก กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่มีเงินจนส่งผลให้ตัวเองกับลูกต้องลำบากในอนาคต
อย่างไรเสียครอบครัวของเจ้าใหญ่และเจ้ารองก็มีพวกเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ จะให้สะใภ้สามเอาเงินที่นางหาได้มาเลี้ยงดูพวกเขาได้อย่างไรกัน
ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับไม่ยอม “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เงินนี้ควรเก็บเอาไว้เป็นกองกลางถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะเก็บไว้เองสองส่วนเหมือนเดิม ท่านแม่ ท่านเอาให้ข้าแค่สี่สิบตำลึงก็พอเจ้าค่ะ”
นางซุนคิดว่าตนแสดงท่าทีเข้าข้างสะใภ้คนนี้อย่างเห็นได้ชัดแล้ว และคิดว่าสะใภ้สามจะฉลาดกว่านี้สักหน่อย แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะสมองทึบได้ขนาดนี้!
สายตาหลายคู่กำลังมองอยู่ คนนั้นก็ลูก คนนี้ก็ลูก หญิงชราไม่สามารถลำเอียงมากไปกว่านี้ได้แล้ว สุดท้ายจึงพยักหน้ายินยอม เก็บตั๋วเงินสองใบนั้นไป แล้วนำก้อนเงินจำนวนหกสิบตำลึงมอบให้เหอจิ่วเหนียง
ก่อนหน้านี้ฉินเจียนให้มาสี่สิบตำลึง และเมื่อครู่ได้ส่วนแบ่งอีกคนละสามตำลึง ซึ่งก้อนเงินเหล่านั้นอยู่ที่นางซุน ดังนั้นการที่หญิงชราผู้เป็นกระเป๋าเงินของบ้านจะมีก้อนเงินอยู่ในมือถึงหกสิบตำลึงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ปฏิเสธ แต่ทันทีที่รับเงินมานางก็แบ่งให้กับครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองครอบครัวละยี่สิบตำลึง
ทุกคนเห็นดังนั้นก็ตกตะลึง
“ครั้งนี้พี่ใหญ่กับพี่รองก็มีส่วนช่วยด้วย นี่เป็นสิ่งที่พวกท่านควรได้รับอยู่แล้ว พวกท่านเก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัวนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี
ทว่าในสายตาของคนในครอบครัว ยามนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ต่างอะไรกับคนโง่คนหนึ่งเลย เงินมากมายเช่นนี้คิดจะให้ก็ให้ง่ายๆ ช่างไม่ฉลาดเอาเสียเลย!
“น้องสะใภ้สาม ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่เงินนี่พวกข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
คนที่เอ่ยปากคือนางฉิน ชีวิตนี้นางไม่เคยได้รับเงินจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน ตอนนี้กลับมีเงินยี่สิบตำลึงอยู่ในมือ นางรู้สึกร้อนมือเล็กน้อย
ความหมายที่นางฉินต้องการจะสื่อคือ ‘เจ้ากับพี่ใหญ่เป็นคนบุกเข้ามาในหมู่บ้านโจรเร่ร่อน พี่รองของเจ้าก็แค่รอพวกเจ้าอยู่ในป่าโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ดังนั้นพวกข้าจะรับเงินส่วนนี้เอาไว้ไม่ได้!’
นางหยูเองก็รีบออกปาก “น้องสะใภ้สามเป็นคนบุกเข้ามาในรังโจรคนเดียว อุโมงค์ใต้ดินน้องสะใภ้สามก็เป็นคนเจอ อีกอย่างเจ้าให้เงินกับกองกลางเยอะแล้ว พวกเราเองก็ได้รับผลประโยชน์ด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องเอาเงินส่วนนี้ให้พวกเราอีกหรอกนะ!”
“ใช่ๆ!”
พี่สะใภ้ทั้งสองพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน แสดงชัดเจนว่าพวกนางไม่สามารถรับเงินจำนวนนี้เอาไว้ได้
ตลอดหลายวันมานี้ ยามที่ประสบเหตุการณ์ต่างๆ น้องสะใภ้สามก็เป็นคนออกหน้าจัดการ เมื่อได้ประโยชน์มาก็ยังคิดแบ่งให้พวกเขา น้ำใจของน้องสะใภ้สามพวกเขารับเอาไว้แล้ว แต่เงินก้อนนี้ไม่อาจรับเอาไว้ได้จริงๆ มิเช่นนั้นก็เท่ากับว่า พวกเขาเอาเปรียบครอบครัวน้องสามทั้งๆที่ครอบครัวน้องสามขาดบุรุษผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว
นางซุนกับผู้เฒ่าลู่เพียงนั่งมองโดยไม่ออกความเห็น นี่เป็นเรื่องระหว่างลูกๆทั้งสองจะไม่แทรกมือเข้าไปยุ่ง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าทำให้สะใภ้อีกสองคนรู้สึกไม่สบายใจ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางอธิบาย “พี่สะใภ้ทั้งสอง เงินนี่พวกท่านต้องรับไว้ พี่สะใภ้รอง ท่านบอกว่าพี่รองไม่ได้บุกรังโจรกับพวกข้านั่นก็จริง แต่พี่รองก็อยู่ปกป้องทุกคนในป่า ข้ากับพี่ใหญ่ถึงบุกรังโจรได้อย่างหายห่วงไงล่ะ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
นางฉินได้ยินดังนั้นก็นิ่งงันไป “...”
สามีนางที่รออยู่กับพวกนางเฉยๆ เช่นนี้ก็นับว่ามีความชอบแล้วอย่างนั้นหรือ?
เหอจิ่วเหนียงหันไปกล่าวกับนางหยูต่อ “ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ ท่านบอกว่าพี่ใหญ่ไม่ได้บุกเข้ามาในรังโจรกับข้า แล้วโจรสองคนที่เฝ้าประตูนั่นใครเป็นคนจัดการล่ะเจ้าคะ? หากไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่ช่วยดูต้นทางให้ ข้าจะบุกเข้ามาอย่างง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร พี่ใหญ่ก็เป็นวีรบุรุษปราบโจรเหมือนกัน จะบอกว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าพูดถูกหรือไม่?”
สองสะใภ้ใหญ่รองไม่อาจสรรหาข้อแก้ต่างได้เลย ด้านพี่ใหญ่กับพี่รองถูกน้องสะใภ้สามชื่นชมจนหน้าแดง เห็นๆอยู่ว่าไม่ได้ทำอะไรเลยกลับได้เป็นวีรบุรุษ พวกเขาเก่งกาจถึงเพียงนั้นจริงๆหรือ
“ท่านอาสะใภ้สามพูดถูกเจ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านลุงเป็นวีรบุรุษ!”
ในฐานะผู้คลั่งไคล้ตัวยงของเหอจิ่วเหนียง โยวยาโถวออกความเห็นเป็นคนแรก จากนั้นเด็กคนอื่นๆก็ตะโกนคำว่า ‘วีรบุรุษ’ กันเจื้อยแจ้ว
โก่วเอ๋อร์ที่อายุยังไม่ถึงสามขวบไม่เข้าใจว่าทุกคนพูดอะไรกัน แต่เขาก็ตบมือด้วยความตื่นเต้น ตะโกนคำว่า ‘วีรบุรุษ’ ตามพวกพี่ๆ หัวเราะจนน้ำลายไหลย้อยลงมา
นางซุนยืนขึ้นในที่สุด “สะใภ้สามพูดถูก ครั้งนี้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็ออกแรงช่วยเหมือนกัน เงินนี่เป็นน้ำใจจากนาง พวกเจ้ารับไว้เถอะ พวกเจ้าทุกคนมีเงินติดตัวเอาไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน เจ้าสามไม่อยู่ พวกเจ้าในฐานะพี่ ต่อไปต้องช่วยดูแลพวกนางสองแม่ลูกด้วยนะ”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ พวกเราจะดูแลน้องสะใภ้สามและเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เป็นอย่างดี!”
ลู่จิ้งซวนเอามือตบหน้าอกพร้อมให้คำมั่น ส่วนคนน้องก็พยักหน้าสำทับ
สุดท้ายครอบครัวสองพี่น้องลู่ก็ยอมรับเงินส่วนนี้ ใบหน้าของทุกคนยิ้มแป้น บอกชัดว่ามีความสุขยิ่งกว่าครั้นฉลองเทศกาลปีใหม่เสียอีก
มามั่งมีเอาตอนลี้ภัยเช่นนี้ ช่างพิลึกจริงๆ!
…...
ในยามรัตติกาล ชายหนุ่มผลัดกันทำหน้าที่เฝ้าเวรยามป้องกันผู้บุกรุก เพราะไม่แน่ว่าอาจมีโจรเร่ร่อนจากที่อื่นบุกมาก็เป็นได้
ส่วนเด็กและสตรีก็นอนหลับอย่างสบาย
เข้าสู่เช้าวันใหม่ ทุกคนกินอาหารรองท้องเล็กน้อย นำสิ่งของที่รีดไถมาได้ทั้งหมดขนขึ้นเกวียน จากนั้นทั้งคณะก็ออกเดินทาง
จากตรงนี้ยังห่างไกลจากเฉียนโจวมาก แม้การเดินทางจะราบรื่น แต่อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลากว่าสิบวันหรือไม่ก็ประมาณครึ่งเดือน
เกวียนทั้งสองเล่มของครอบครัวลู่ถูกใช้บรรทุกสิ่งของ ส่วนคนก็เดินเท้ากันไป แต่ครั้งนี้ไม่ต้องกังวลปัญหาเสบียงอาหารและน้ำดื่มเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ใบหน้าของทุกคนล้วนมีรอยยิ้มแห่งความสุข
เพื่อปกป้องเสบียงที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใดในยามนี้ เกวียนทั้งสองจึงถูกจัดให้อยู่ตรงกลางขบวน
ในบรรดาคนที่ถูกช่วยชีวิต มีจำนวนเก้าคนที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านตระกูลลู่ ครอบครัวหนึ่งเป็นสามสาวพี่น้อง อีกครอบครัวเป็นพี่น้องผู้ชายสามคน เด็กหนุ่มที่มาตัวคนเดียว และอีกครอบครัวเป็นสองพี่น้องวัยสาว
พวกเขาถูกจับตัวมาก่อนคนหมู่บ้านตระกูลลู่สองวัน ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวของพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และพวกเขาก็ไม่กล้าแยกตัวออกไปเดินทางเพียงลำพัง ดังนั้นจึงขออาศัยร่วมทางกับชาวหมู่บ้านตระกูลลู่ ระหว่างทางจะได้คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
หลังออกเดินทางมาได้ไม่นานนัก เหอจิ่วเหนียงก็สังเกตได้ว่ามีเด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปีสองคนเดินอยู่ข้างๆคนในครอบครัวนาง เด็กสาวทั้งสองก็คือครอบครัวแซ่หลิวที่มีกันอยู่สองคนพี่น้องนั่นเอง
คนอื่นๆ ต่างรักษาระยะห่างในการเดินทางเล็กน้อย ให้พื้นที่ความเป็นส่วนตัวกับครอบครัวลู่ ดังนั้นจึงน่าประหลาดใจไม่น้อยที่เด็กสาวแซ่หลิวทั้งสองกล้าเข้ามาเดินใกล้ชิดกับพวกโยวยาโถว แต่อาจเป็นเพราะสองพี่น้องคู่นี้อายุยังน้อย ยังไม่รู้ความนักก็เป็นได้
เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงมองมาอย่างจดจ้อง สองพี่น้องจึงก้มหน้าอย่างหวาดกลัวไม่กล้ามองตอบ แต่ก็ยังไม่ตีตัวออกหากแต่อย่างใด
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสงสัย แต่นางจะยังไม่สร้างความแตกตื่นให้กับอีกฝ่ายในตอนนี้ เพียงเดินทางต่อโดยแบกโก่วเอ๋อร์ไว้บนหลัง
เมื่อมาถึงจุดนั่งพัก นางหยูกับนางฉินก็เตรียมทำอาหาร
ส่วนด้านสองพี่น้องแซ่หลิวก็ยังไม่ไปไหน สายตาจับจ้องหม้ออาหารของครอบครัวลู่ไม่กะพริบ
นางซุนสังเกตได้ถึงพฤติกรรมไม่ปกติของสองพี่น้องคู่นี้จึงจะออกปากไล่ แต่ขณะนั้นเอง จู่ๆเด็กสาวทั้งสองก็คุกเข่าลงตรงหน้าหญิงชรา
ตอนที่ 14: ใจกล้า
เหอจิ่วเหนียงแปลกใจ สองพี่น้องคู่นี้คิดจะทำอะไรกันแน่ จึงรีบเดินเข้ามาดู
นางซุนรีบจับแขนเด็กสาวทั้งสองให้ลุกขึ้น
“ลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ พวกเจ้าสองคนทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?…เหตุใดยังไม่ลุกขึ้นอีก!”
เด็กสาวทั้งสองขืนตัวไม่ยอมลุก แม้อายุยังน้อยแต่พวกนางกลับมีเรี่ยวแรงเกินวัย นางซุนถึงกับตกใจที่ไม่สามารถฉุดพวกนางให้ลุกขึ้นได้
“ท่านยายลู่ เราสองคนจะมอบเสบียงและเงินที่เป็นส่วนแบ่งของเราให้ท่านทั้งหมด แต่ขอให้พวกเรากินอยู่กับพวกท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เจ้าของคำพูดเป็นเด็กสาวคนที่อายุมากกว่าชื่อว่าต้ายา ขณะเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นเครือ ท่าทางหวาดกลัวยิ่งนัก แต่ก็ยังกัดฟันเอ่ยต่อ
“พวกเราลี้ภัยจากบ้านมาได้ไม่นานก็ถูกท่านพ่อท่านแม่ขาย ต่อมาถูกโจรพวกนั้นจับตัวไปขังไว้ในถ้ำ ครอบครัวของท่านยายลู่ช่วยชีวิตเราสองคนไว้ พวกเราสองพี่น้องขออุทิศตัวเป็นทาสรับใช้ครอบครัวท่านยายลู่ ไม่ว่างานอะไรพวกเราสองพี่น้องทำได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงมองดูเงียบๆไม่ออกความเห็นใด …สองพี่น้องคู่นี้ฉลาดยิ่งนักที่คิดวิธีเช่นนี้ได้
นางซุนได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจทันที “ชาวนาที่ไหนมีคนรับใช้กัน ข้าเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงดูครอบครัวรอดหรือไม่ แล้วจะให้เลี้ยงดูพวกเจ้าสองพี่น้องได้อย่างไรกัน เสบียงอาหารน้ำดื่มที่ได้มาก็แบ่งให้พวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าสองคนกินกันประหยัด.ประหยัด ต้องอยู่รอดจนไปถึงอันโจวได้แน่.นอน หากถึงอันโจวแล้วพวกเจ้าจะไปเป็นสาวใช้ตระกูลร่ำรวยไหนก็เลือกเอา เป็นผู้หญิงจะต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมีนะ!”
กล่าวจบหญิงชราก็จับจ้องสองพี่น้องเขม็ง ก่อนจะดึงโยวยาโถวออกให้ห่างจากพวกนาง
เด็กสาวสองคนหลั่งน้ำตาออกมา พลางคุกเข่าโขกศีรษะขอร้องหญิงชรา “ท่านยายลู่ โปรดรับพวกเราสองพี่น้องไว้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ โปรดรับพวกเราเอาไว้ด้วย!”
ในยุคนี้เด็กผู้หญิงไม่ได้มีค่าอะไรเลย ไร้ค่าถึงขั้นที่ว่าหากวันใดที่ชีวิตมนุษย์เผชิญกับความแร้นแค้นจนถึงที่สุด สิ่งที่จะถูกจับมากินเป็นอย่างแรกล้วนเป็นเด็กผู้หญิงทั้งสิ้น
สองพี่น้องหลิวเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกนางก็แค่อยากหาคนรับไปดูแลก็เท่านั้น
ตอนแรกพวกนางไม่ได้มีความคิดเช่นนี้ แต่หลังจากได้เห็นครอบครัวลู่ปฏิบัติต่อลูกหลานชายหญิงอย่างเท่าเทียมกัน เด็กผู้ชายได้กินเท่าไร เด็กผู้หญิงก็ได้กินเท่านั้น และเด็กเหล่านี้ก็ไม่ถูกขายเหมือนครอบครัวอื่นๆ
ด้วยเหตุนี้สองพี่น้องจึงเกิดความคิดเช่นนั้นขึ้น พวกนางคิดว่าแม้จะเป็นเพียงสาวใช้ แต่อย่างน้อยก็ไม่อดตายหากได้อยู่ใต้ร่มเงาของครอบครัวลู่
“นี่พวกเจ้าไม่เข้าใจที่ข้าพูดหรือ?”
นางซุนโมโหจนแทบกระทืบเท้า เหตุใดการช่วยคนในครั้งนี้ถึงนำภาระมาสู่ตัวเช่นนี้นะ!
เหอจิ่วเหนียงหรี่ตาพลางกล่าว “ข้ารับพวกเจ้าไว้ก็ได้”
ครอบครัวลู่หันขวับไปมองเจ้าของคำพูดทันที นางซุนสบถออกมา “สะใภ้สาม นี่สมองเจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร?”
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจแม่สามี นางเอ่ยกับสองพี่น้องสกุลหลิวต่อ “พวกเจ้าจะตามพวกข้าก็ได้ แต่ต้องดูแลตัวเอง ไม่แน่พวกเจ้าอาจไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัย แต่หากพวกเจ้าตัดสินใจจะเป็นสาวใช้ของบ้านข้าจริงๆ เช่นนั้นพวกเจ้าต้องมอบเสบียงครึ่งหนึ่งให้พวกข้า และระหว่างทางหากเจอกับพวกนายหน้า พวกข้ามีสิทธิ์ขาดในการขายตัวพวกเจ้าแลกเงิน พวกเจ้าต้องเข้าใจนะว่านี่เป็นช่วงกลียุค แม้แต่พ่อแม่แท้ๆของพวกเจ้ายังขายพวกเจ้าได้ นับประสาอะไรกับพวกข้าที่ไม่ได้เป็นอะไรกับพวกเจ้า”
หญิงสาวอธิบายด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่กลับทำให้สองพี่น้องหวาดกลัวจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
ถูกพ่อแม่แท้ๆขายก็เจ็บปวดมากแล้ว พวกนางก็แค่อยากหาคนดีๆไว้พึ่งพิงเพื่อให้มีชีวิตต่อไป นึกไม่ถึงเลยว่าความโหดร้ายจะบังเกิดขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง แม้ตอนนี้จะมีที่พึ่ง แต่อนาคตก็ไม่มีใครรับประกัน
นางซุนค่อยๆเหลือบมองเหอจิ่วเหนียง นับว่าสะใภ้สามยังรู้จักขอบเขตอยู่บ้าง หากคิดจะข้ามหัวนางรับเด็กสองคนนี้ไว้จริง นางจะขอสละตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวซะ! ใครอยากจะเป็นก็เป็นไป!
และในตอนนี้เอง นางฉี หนึ่งในเครือญาติสกุลลู่ก็กล่าวขึ้น “พวกเจ้าสองคนช่างไม่รู้จักดีชั่วเอาซะเลย! ครอบครัวของท่านอาช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้ก็นับว่าเป็นบุญคุณใหญ่หลวงแล้ว ยังจะขอให้พวกเขาเลี้ยงพวกเจ้าอีกรึ? พ่อแม่แท้ๆยังไม่เอาพวกเจ้าเลย กล้าดีอย่างไรถึงขอให้ครอบครัวคนอื่นเขาเลี้ยงดู? ครอบครัวท่านอาก็แบ่งเสบียงอาหารและเงินให้พวกเราทุกคนแล้ว แต่ต่อให้ไม่ให้ พวกเราก็ไม่มีสิทธิ์ว่าอะไรด้วยซ้ำ!”
นางหลี่ผู้เป็นแม่ของเถี่ยต้านก็เดือดดาลไม่แพ้กัน “นั่นน่ะสิ! อายุยังน้อยแต่ใจกล้าไม่เบา! แถมไม่ใช่ญาติแซ่เดียวกับพวกเรา ครอบครัวท่านอาดูแลพวกเจ้าก็นับว่าดีมากแล้ว ยังจะร้องขอเยอะแยะอีก หากพวกเจ้ายินยอมก็เดินร่วมทางไปอันโจวกับพวกข้า แต่หากพวกเจ้าคิดจะก่อเรื่องละก็ พวกข้าไม่เห็นใจพวกเจ้าสองพี่น้องแน่!”
สองพี่น้องสกุลหลิวถูกต่อว่าไปฉาดใหญ่จนหน้าแดงก่ำ พวกนางเพียงแค่ต้องการหาที่ปักหลัก อีกอย่างครอบครัวของท่านยายลู่ก็มีเด็กผู้ชายตั้งหลายคน จะเลี้ยงดูพวกนางเอาไว้เป็นสะใภ้ในอนาคตก็ย่อมได้ เหตุใดถึงไม่ยอมรับพวกนางเอาไว้…
“เป็นอย่างไร คิดได้หรือยัง?”
เหอจิ่วเหนียงมองเด็กหญิงทั้งสองเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม สองพี่น้องไม่กล้าเปล่งวาจา นางฉีจึงกล่าวต่อ “มัวอึ้งอะไร ยังไม่รีบลุกไปหุงหาอาหารอีก! กินเสร็จจะได้รีบเดินทาง ชิ สร้างความเดือดร้อนได้ทุกวันจริงๆ!”
นางฉีก็เป็นสะใภ้ในตระกูลลู่เช่นกัน ตอนนี้ข้างกายนางมีเพียงบุตรสาวคนเดียวเท่านั้น สามีถูกโจรเร่ร่อนปลิดชีพไปแล้ว ตอนนี้นางอยากไปให้ถึงเมืองเฉียนโจวโดยเร็วที่สุด หวังว่าจะเจอคนในครอบครัวที่เหลืออยู่ นางอยากรู้ว่าบุตรชายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นางไม่มีแก่ใจจะมาดูเด็กสองคนนี้ก่อเรื่อง!
สองพี่น้องถูกกระหน่ำต่อว่าก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ลุกขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วไปเกาะกลุ่มกินข้าวกับคนอื่น
คนกลุ่มนั้นไม่ใช่ญาติของตระกูลลู่ อีกทั้งในกลุ่มพวกเขาต่างก็ไม่ได้สนิทกัน ตอนนี้มีหม้อให้ใช้เพียงใบเดียวซึ่งได้มาจากรังโจร สองพี่น้องคู่นี้ก่อเรื่องอยู่นาน คนอื่นต่างซดโจ๊กกันไปหมดแล้ว พวกนางจึงต้องต้มใหม่
เหอจิ่วเหนียงมองนางฉีและนางหลี่พลางกล่าว “ขอบคุณพี่สะใภ้ทั้งสองมากเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก! ข้าเป็นม่ายไร้สามีแล้ว ไปถึงอันโจวก็ยังไม่รู้เลยว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อ ก็หวังว่าครอบครัวพวกเจ้าจะช่วยเหลือสักครั้ง เฮ้อ!”
นางฉีเป็นคนตรงไปตรงมา คิดเช่นไรก็พูดออกไปเช่นนั้น หากไม่พบคนในครอบครัวแล้วจริงๆ นางสองแม่ลูกคงต้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวลู่
นางหลี่ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับวาจาของนางฉิน
“พี่สะใภ้พูดเกินไปแล้ว เราล้วนเป็นญาติกัน มีอะไรก็ต้องช่วยกันอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
ครั้นเหอจิ่วเหนียงอยู่ในโลกก่อน นางไม่รู้เลยว่าการมีญาติพี่น้องมันเป็นเช่นไร เพิ่งจะได้สัมผัสด้วยตัวเองก็ตอนมาอยู่ที่นี่
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เครือญาติในหมู่บ้านตระกูลลู่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเล็กน้อย แต่หากมีปัญหากับคนนอกละก็ พวกเขาจะพร้อมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับญาติพี่น้องมาก ขอเพียงไม่ใช่เรื่องรุนแรง พวกเขาก็จะพยายามรักษาความสัมพันธ์ของญาติพี่น้องไว้
แม้นางซุนจะรู้สึกว่าการที่เหอจิ่วเหนียงตอบรับคำขอนางหลี่กับนางฉินโดยไม่ถามความเห็นจากคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม แต่นางก็ไม่ตำหนิแต่อย่างใด อย่างไรเสียชีวิตนี้ก็คงไม่มีอะไรหนักหนาไปกว่าการที่ต้องดูแลสตรีและเด็กเหล่านี้ไปจนถึงอันโจวแล้ว แต่แม้จะรู้ว่าเป็นภาระ ถึงอย่างไรวันนั้นครอบครัวลู่ก็ต้องเข้าไปช่วยคนเหล่านี้ออกมาให้ได้
......
ทุกคนยังคงง่วนอยู่กับเรื่องของตัวเอง โก่วเอ๋อร์ที่ยังไม่รู้ความนักชี้นิ้วไปยังสองพี่น้องแซ่หลิวที่นั่งอยู่ไม่ไกล พลางงึมงำ “ท่านแม่ คนเลว ท่านแม่ คนเลว!”
แม้เขาอายุยังน้อยแต่ก็เข้าใจในสิ่งที่ผู้ใหญ่พูดกันเมื่อครู่ คนในครอบครัวเขาไม่มีใครชอบสองพี่น้องคู่นั้น หมายความว่าพวกนางต้องเป็นคนเลวแน่นอน!
เหอจิ่วเหนียงอดยิ้มไม่ได้ “พวกนางไม่ใช่คนเลวหรอกลูก พวกนางแค่คิดหาทางลัดให้ตัวเองเท่านั้น”
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือโทษเด็กสาวทั้งสอง เพียงนึกตำหนิพวกนางที่มีความคิดไม่เข้าท่าเท่านั้นเอง
ตอนที่ 15: ความหวัง
นางซุนชักสีหน้าใส่ลูกสะใภ้คนที่สาม ก่อนรับโก่วเอ๋อร์ไปอุ้ม แล้วจงใจกล่าววาจาเหน็บแนม “ไม่ต้องสนใจแม่เจ้า แม่เจ้าเป็นผู้หญิงสิ้นเปลือง!”
เหอจิ่วเหนียงเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร
คนอื่นต่างขำขัน เพราะรู้สึกนิสัยใจคอของนางซุนดี นางหยูกล่าว “ท่าทางของน้องสะใภ้สามเมื่อครู่ข้าคิดว่าจะรับสองพี่น้องนั่นไว้จริงๆซะแล้ว ตกใจแทบแย่!”
นางฉินพยักหน้าหงึกหงัก “นั่นสิ!”
“เหอะ หากนางกล้ารับไว้จริง ข้านี่แหละจะไล่นางออกไปเอง ช่างสร้างเรื่องเก่งนัก!”
นางซุนทำเสียงฮึดฮัด ก่อนพาเด็กๆไปทำกิจส่วนตัว
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเล็กน้อย จากนั้นเอ่ย “ข้าจะจูงม้าออกไปเดินเล่น หาหญ้าให้มันกินสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”
ตั้งแต่ครอบครัวลู่มีม้า เหอจิ่วเหนียงก็รับหน้าที่เป็นคนจูงม้าออกไปผ่อนคลาย ดังนั้นจึงไม่มีใครทักท้วงอะไร
......
ที่นี่เป็นเส้นทางผ่านภูเขา เต็มไปด้วยหินและดิน แม้ม้าจะหากินเองได้แต่เหอจิ่วเหนียงก็มักจะหาสถานที่ลับตาคนแอบเอาอาหารม้าออกมาจากห้วงมิติให้พวกมันกิน กินเสร็จนางก็เอาน้ำสะอาดให้พวกมันดื่มอีกตัวละถัง ช่วงเวลามื้ออาหารของพวกมันเปรมปรีดิ์ยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก
“แม้แต่มนุษย์ก็ยังมีความสุขได้ไม่เท่าม้า เฮ้อ∼”
เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ ก่อนจะยกมือนวดศีรษะและไหล่ให้ผ่อนคลาย
ตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่จนถึงวันนี้นางยังไม่ได้อาบน้ำเลย ก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้อาบน้ำเช่นกัน หากนับรวมแล้วน่าจะถึงหนึ่งเดือนได้กระมัง ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดนางถึงรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนัก
หญิงสาวคิดว่าตนเป็นคนค่อนข้างรักสะอาดคนหนึ่ง ในทุกวันนางจะหาโอกาสตอนที่ทุกคนไม่สังเกตออกมาล้างหน้าล้างตา ส่วนคนอื่นไม่ต้องพูดถึง กลิ่นตัวโชยมาแต่ไกล
…หากที่นี่มีบ่อน้ำก็คงดี
หญิงสาวครุ่นคิดกับตัวเอง
ทันใดนั้นพื้นดินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็เกิดการยุบตัวเป็นบ่อขนาดใหญ่โดยไร้ซึ่งสุ้มเสียง จากนั้นก็ค่อยๆมีน้ำผุดออกมาจากก้นบึ้ง
ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ห้วงมิติมีความสามารถเช่นนี้ด้วยหรือ!
นางรีบเดินเข้าไปดู พบว่าหลุมขนาดมหึมาตรงหน้าคือบ่อน้ำจริงๆ! ที่สำคัญที่สุดคือ บ่อน้ำแห่งนี้ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเลย หากแต่ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาแห่งนี้มานานหลายล้านปีแล้ว
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวสตรีปราดเปรื่อง …หากให้ห้วงมิติช่วยเนรมิตผักป่าขึ้นตามริมบ่อจะได้หรือไม่นะ?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้น ผักกาดน้ำก็งอกออกมารอบบ่อทันตาเห็น!
ผืนดินแห้งแล้งสีน้ำตาลในรัศมีขนาดกว้างรอบบ่อน้ำพลันกลายเป็นสีเขียวชอุ่ม เป็นภาพที่พลอยทำให้รู้สึกว่าความหวังถูกเติมเต็มอีกครั้ง
“ขอบคุณมาก! ขอบคุณมาก!”
เหอจิ่วเหนียงแทบกลั้นเสียงกรีดร้องเอาไว้ไม่ไหว รีบนำกริชออกมาตัดผักใส่ถุงใบใหญ่อย่างขันแข็ง จากนั้นก็วิ่งปราดไปบอกทุกคน
“ท่านแม่! ข้าเจอบ่อน้ำเล็กๆอยู่ทางด้านโน้น มีน้ำเต็มบ่อเลย! น้ำสะอาดมาก สามารถใช้ดื่มได้ แถมริมบ่อยังมีผักป่าอีกด้วยเจ้าค่ะ!”
วาจาตื่นเต้นของสตรีมากฝีมือทำให้ทุกคนตะลึงพรึงเพริด และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือความดีใจอย่างถึงขีดสุด โดยปกติแล้วแหล่งน้ำมักจะพบได้ในหุบเขาลึก แต่สถานที่ที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่หุบเขาลึก เป็นเพียงเส้นทางตัดผ่านภูเขา และคาดว่าที่บ่อน้ำยังอยู่ยงมาจนถึงบัดนี้ได้คงเป็นเพราะมันอยู่ในที่ลับตาคน และเหอจิ่วเหนียงที่จูงม้าเดินเล่นไปเจอเข้าพอดี
“นี่มันผักกาดน้ำจริงๆด้วย!”
ดวงตาของนางซุนทอประกาย เด็ดผักกาดน้ำขึ้นมาดูอย่างละเอียด ทันใดนั้นน้ำตาแห่งความปีติก็หลั่งออกมาอย่างไม่อาจห้าม “นะ นี่มัน…นานแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ได้เห็นผักป่าต้นอวบใหญ่แบบนี้! ฮือๆๆ เจ้าดูสิ งามยิ่งนัก! หากพืชผลของพวกเราโตงามได้อย่างนี้ก็คงดี พวกเราคงไม่ต้องระหกระเหินหนีตายกันแบบนี้! ฮือๆๆ…”
คนอื่นต่างเข้ามามุงดู เมื่อได้ยินวาจาของนางซุนก็หวนนึกถึงสิ่งที่ตนประสบพบเจอตลอดช่วงที่ผ่านมา แต่ละคนน้ำตาพานคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว
เหอจิ่วเหนียงไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ผักกาดน้ำจะสามารถดึงอารมณ์ของทุกคนได้หลากหลายขนาดนี้ นางจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “ไปกันเถอะ พวกเราเอาถังไปใส่น้ำอาบกันดีกว่า เกือบเดือนแล้วที่ไม่ได้อาบน้ำ ตัวเหม็นไปหมดแล้ว!”
“อาบน้ำอะไรของเจ้า?”
ได้ยินดังนั้นนางซุนก็ปาดน้ำตาแรงๆ หยุดร้องไห้ทันที “เจ้าเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่ารอบบ่อมีผักป่าเต็มไปหมด ทุกคนรีบเก็บผักกันก่อนเถอะ กินอิ่มแล้วค่อยว่ากัน!”
“ท่านแม่พูดถูก เรื่องกินสำคัญที่สุด!”
ลู่จิ้งซวนพยักหน้าเห็นด้วย และให้นางหยูกับนางฉินตั้งเตาเตรียมทำอาหารอยู่ที่นี่ ส่วนสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัวไปช่วยกันเก็บผักป่า
ครอบครัวอื่นก็ให้ตัวแทนหนึ่งคนอยู่ทำอาหาร ส่วนคนที่เหลือก็ไปตักน้ำ เก็บผักป่าเช่นกัน
จะว่าไปก็นานมากแล้วที่ผู้อพยพอย่างพวกเขาไม่ได้กินผักใบเขียวต้นใหญ่เช่นนี้ ในสถานการณ์ความเป็นความตายได้กินอิ่มท้องก็นับว่าดีมากแล้ว แต่ตอนนี้โชคหล่นทับเจอผักสดใหม่ที่สามารถนำไปปรุงอาหารได้ ทุกคนจึงตื้นตันใจอย่างมาก
หลังจากแห้งแล้งมานานจู่ๆก็ได้เจอบ่อน้ำ อีกทั้งยังมีผักป่าเขียวขจีขึ้นอยู่รอบบ่อเต็มไปหมด แววตาของทุกคนทอประกายเต็มตื้น ต่างคนต่างตั้งใจทำงานของตนเองอย่างมุมานะ
แม้พวกเขาจะมีน้ำดื่มที่ได้มาจากรังโจรแต่ก็ไม่มีใครกล้าดื่มเยอะ โดยปกติแล้วเพียงแค่จิบเพื่อพอให้ริมฝีปากไม่แห้งเท่านั้น ทว่าตอนนี้กลับสามารถดื่มจนพุงกางได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถใช้ชำระร่างกายได้อีกด้วย!
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังขึ้นรอบบ่อ
หลังจากดื่มน้ำจนชื่นใจทุกคนก็เริ่มเก็บผักป่า ลู่จิ้งซวนยังคงประหลาดใจไม่หาย “นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะมีบ่อน้ำอยู่ตรงนี้ ไม่รู้ว่าน้ำผุดออกมาได้อย่างไร รอบๆนี้ก็ไม่มีแหล่งต้นน้ำ น้ำในบ่อนอกจากจะไม่แห้งเหือด ยังทำให้ดินโดยรอบชุ่มชื้นจนหล่อเลี้ยงผักเหล่านี้ได้!”
“นั่นน่ะสิ อัศจรรย์ยิ่งนัก!”
ใบหน้าของแต่ละคนประดับรอยยิ้มแห่งความสุข พวกเขารู้สึกว่าความหวังที่จะไปถึงอันโจวอย่างปลอดภัยแจ่มชัดขึ้นอีกขั้น
เหอจิ่วเหนียงนั่งยองๆ เก็บผักกับนางซุน “ท่านแม่ เดี๋ยวให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้มผักนี่เป็นน้ำแกงนะเจ้าคะ มีประโยชน์ต่อร่างกาย”
นางซุนคว่ำปากและหันมองคนข้างกาย “เอาไปต้มเป็นน้ำแกงก็ขมน่ะสิ ขมๆแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร?”
“ท่านแม่ ข้าเคยได้ยินมาว่าผักกาดน้ำนำมาใช้เป็นยาได้ โดยเฉพาะในสภาพอากาศแบบนี้ ดื่มเข้าไปจะช่วยป้องกันการเกิดลมแดด อีกอย่างมันต้องต้มจนสุกถึงจะกินได้ ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ต้องดื่มนะเจ้าคะ!”
หากเป็นเมื่อก่อน นางซุนไม่มีทางเชื่อสะใภ้คนนี้เป็นแน่ แต่หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกันมาหลายวัน ลึกๆในใจของหญิงชราก็เชื่อใจหญิงสาวไปโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกว่าบางสิ่งที่นางบอกไม่ถูกต้องแต่ก็ยังรับปาก
คนจำนวนเกือบสามสิบคนช่วยกันเก็บผักป่า ไม่นานพืชสีเขียวรอบบ่อน้ำก็ถูกเก็บจนเกลี้ยง เหอจิ่วเหนียงย้ำเรื่องดื่มน้ำแกงอีกครั้ง ให้ทุกคนต้มแล้วดื่มน้ำใบผักกาดน้ำลงไป
แน่นอนว่าทุกคนทำตามที่นางบอก อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็เป็นคนที่ช่วยชีวิตพวกเขาออกมาจากความตาย
เด็กๆที่นั่งอยู่ข้างๆขมวดคิ้วยู่ ถึงจะเด็กแต่พวกเขาก็รู้ว่าน้ำแกงที่ต้มมาจากผักกาดน้ำรสชาติแย่เพียงใด แต่ไม่มีใครกล้าขัดขืนอาสะใภ้สามผู้เก่งกาจ จึงทำได้เพียงกลั้นใจดื่มลงไป
......
หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหาร นางซุนลุกขึ้นยืน “เอาละ ทุกคนคงไม่ได้อาบน้ำล้างหน้าล้างตากันมาหลายวันแล้ว นานทีจะมีแอ่งน้ำเช่นนี้ ให้บรรดาแม่ๆอาบน้ำให้เด็กๆก่อน จากนั้นให้ผู้หญิงได้อาบ แล้วผู้ชายก็อาบทีหลัง”
การจัดระเบียบเช่นนี้สมเหตุสมผล ในขณะที่ผู้หญิงอาบ ให้ผู้ชายเป็นคนเฝ้ารอบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงผู้มีเจตนาร้าย
แต่อันที่จริงเส้นทางนี้นอกจากกลุ่มของพวกเขาก็ยังไม่พบคนกลุ่มอื่นเลย
ด้วยสภาพอากาศร้อนจัด ระหว่างที่ทุกคนกินข้าวกันแดดก็ส่องลงมาแผดเผาน้ำในบ่อจนอุ่นหมดแล้ว เด็กๆที่ผิวบอบบางจึงรู้สึกได้
เหอจิ่วเหนียงถอดเสื้อผ้าโก่วเอ๋อร์จนตัวเปลือย มือข้างหนึ่งจับตัวเขา มืออีกข้างใช้โคลนถูตัวให้เขาเพื่อเพิ่มความเย็น
แม้โก่วเอ๋อร์จะเดินยังไม่คล่องจึงไม่ค่อยได้ออกแรงแต่ก็เสียเหงื่อเช่นกัน ร่างกายสกปรกมอมแมมมาก เมื่อมารดาจำเป็นอาบน้ำให้เสร็จ เนื้อตัวของเด็กน้อยก็กลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง
ส่วนนางหยูและนางฉินก็ช่วยกันอาบน้ำให้ลูกๆของตนเอง
ครอบครัวของบุตรชายคนโตตระกูลลู่มีบุตรสามคน บุตรคนโตก็คือ เหลยจื่อ คนรองเป็นบุตรสาวชื่อ ถิงยาโถว ส่วนคนสุดท้องก็เป็นบุตรสาวเช่นกัน ทุกคนมักเรียกนางว่า ซานยาโถว โตกว่าโก่วเอ๋อร์เพียงครึ่งปี
ส่วนครอบครัวบุตรชายคนรองมีบุตรสองคน บุตรคนโตคือ โยวยาโถว คนสุดท้องเป็นบุตรชาย ชื่อเจี๋ยเอ๋อร์ เพิ่งจะอายุห้าขวบ
ร่างกายของเด็กทั้งสองแข็งแรงกว่าโก่วเอ๋อร์มาก เดินทางไกลกับผู้ใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย หากเดินเหนื่อยแล้วผู้ใหญ่ถึงจะอุ้ม ไม่เหมือนโก่วเอ๋อร์ที่เหอจิ่วเหนียงต้องแบกไว้บนหลังตลอดทาง
ตอนที่ 16: วันข้างหน้าอยากทำอะไร
หลังจากเด็กผู้ชายอาบน้ำเสร็จหมดแล้วก็ถึงคราวของเด็กผู้หญิงอย่างโยวยาโถว ถิงยาโถว บุตรสาวของนางฉี สองพี่น้องแซ่หลิว ตลอดจนน้องสาวของเถี่ยต้าน
และในที่สุดก็มาถึงกลุ่มสตรีวัยผู้ใหญ่
เหอจิ่วเหนียงผ่อนลมหายใจอย่างผ่อนคลายขณะนั่งแช่น้ำในบ่อ
นางหยูเอ่ยขึ้น “แปลกจริง สระน้ำก็เล็กเท่านี้ อาบน้ำให้เด็กไปแล้วตั้งหลายคนแต่น้ำกลับไม่ขุ่นเลยสักนิด!”
“นั่นน่ะสิ น้ำสะอาดมาก สะอาดเหมือนตอนที่พวกเราเห็นครั้งแรกเลย!”
เหอจิ่วเหนียงหลับตาแช่น้ำไม่พูดอะไร ในใจคิด ‘แหงสิ ก็ข้าแอบเปลี่ยนน้ำนี่!’
คนหลับตาอยากแช่น้ำเงียบๆ โดยหารู้ไม่ว่าสายตาของสตรีทั้งบ่อกำลังจับจ้องมาที่ตัวเอง
และคนแรกที่เอ่ยขึ้นก็คือนางหยู “น้องสะใภ้สาม ผิวของเจ้าขาวเนียนยิ่งนัก เหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งคลอดอย่างไรอย่างนั้น”
คำพูดนี้ไม่เกินจริง นางฉีจ้องมองหน้าอกอีกฝ่ายด้วยความอิจฉา “นั่นสิ แล้วเจ้าดูหน้าอกของนาง เหมือนอยู่ในวัยแม่กำลังให้นมลูกเลย ไม่เหมือนข้า เหลือแค่หนังที่กำลังหุ้มอะไรสักอย่างอยู่บนร่างกาย! จิ่วเหนียง นี่เจ้าทำได้อย่างไร?”
กล่าวจบ เหล่าสตรีที่ผ่านการออกเรือนทั้งหลายก็ยังจับจ้องโฉมสะคราญด้วยสายตาร้อนฉ่า รอให้เหอจิ่วเหนียงบอกวิธีดูแลตัวเอง แม้แต่นางซุนก็ยังมองมา
เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ “...”
นางจะไปรู้ได้อย่างไรกัน นางเองก็ไม่เคยมีความรักมาก่อน ในภพก่อนนางเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ เป็นดอกเบญจมาศที่ยังไม่เคยผ่านมือชาย แต่ตอนนี้ตื่นมาอีกทีก็มีบุตรชายจำเป็นซะแล้ว!
“ฮ่ะๆๆ ขะ ข้า…ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีอาจเป็นเพราะร่างกายข้ากำลังเข้าสู่วัยเจริญเติบโตอีกครั้งกระมัง!”
ทุกคน “...”
ร่างกายเจริญเติบโตอีกครั้งหมายความว่าอย่างไร?
นางซุนช่วยทำลายความเงียบ “นางดูดีแล้วจะมีประโยชน์อะไร ข้าจะบอกให้ ตอนที่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์เกิดมานางไม่มีน้ำนมด้วยซ้ำ ทำเอาหลานชายข้าร้องหิวทุกวัน!”
เหอจิ่วเหนียง “...”
จะช่วยก็ช่วยสิ เหตุใดต้องเหน็บแนมด้วย!
แต่จะว่าไปก็เป็นความจริง โก่วเอ๋อร์ในวัยทารกสุขภาพไม่แข็งแรง เจ้าของร่างเดิมก็ไม่มีน้ำนม ทำให้ทารกน้อยได้ดื่มแค่นมแกะ กระทั่งอายุยังไม่ถึงสามเดือนครอบครัวก็ไม่มีกำลังความสามารถที่จะหานมแกะมาให้เด็กน้อยดื่มได้อีก นางซุนจึงต้มน้ำซาวข้าวป้อนให้เขาดื่ม เลี้ยงดูหลานชายคนนี้จนเติบโตมาถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เมื่อทุกคนได้ฟัง ความรู้สึกอิจฉาก็มลายหายไปจนหมด แม้จะมีรูปลักษณ์เทียบเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ แต่อย่างน้อยลูกๆของพวกนางก็มีนมแม่ให้กินไม่ขาด
การอาบน้ำร่วมกันแบบนี้ความจริงแล้วเหล่าสตรีวัยออกเรือนก็ขัดเขินไม่น้อย แต่หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จทุกคนก็รู้สึกสบายตัวอย่างยิ่ง
......
ยามรัตติกาล
เหอจิ่วเหนียงมองบุตรชายที่ตัวหอมสะอาดก็อดหอมแก้มไม่ได้
ใบหน้าของโก่วเอ๋อร์มีน้ำมีนวลขึ้นกว่าหลายวันก่อน ยามใช้มือสัมผัสก็ให้ความรู้สึกดีไม่น้อย เวลาว่างๆ เหอจิ่วเหนียงมักจะเล่นแก้มน้อยๆของเขา
“ท่านแม่ เอาอีก หอมอีก!”
หญิงสาวหอมแก้มเล็กๆไปแล้วหนึ่งทีก็เตรียมจะนอน แต่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์กลับชอบให้แม่ของตนทำเช่นนี้กับเขามาก นิ้วเล็กๆชี้หน้าตนเอง พร้อมยื่นหน้าเข้าหามารดาและร้องขอให้หอมแก้มอีก
เหอจิ่วเหนียงไม่อาจปฏิเสธ ทั้งหอมทั้งจุ๊บแก้มนุ่มนิ่มไปหลายครั้ง
มั้วะๆๆ
อีกทั้งยังแกล้งจั๊กจี้ โก่วเอ๋อร์หัวเราะจนไม่อาจหยุดได้
สองแม่ลูกหยอกล้อกันอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
นางซุนและสามีนอนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง หญิงชราเอ่ยตำหนิ “ช่วงนี้สะใภ้สามยิ่งนานวันก็ยิ่งเอะอะเสียงดังเรื่อยๆ!”
ชายชราหัวเราะเบาๆ “ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกเองว่าสะใภ้สามพูดไม่เก่ง อีกอย่างเจ้าดูสิ ช่วงนี้เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ก็ดูแข็งแรงขึ้นมากด้วย”
เขาพลิกตัวหันมาหาภรรยา “ลูกๆหลานๆเขาก็มีทางรอดของตัวเอง รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางกันต่อ”
นางซุนไม่พูดอะไรอีก หันไปมองเหอจิ่วเหนียง นัยน์ตามีร่องรอยของรอยยิ้มปรากฏขึ้นจางๆ
…หากเจ้าสามมีชีวิตรอดกลับมาได้ก็คงจะดี
…...
ห้าวันต่อมา
คณะชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลลู่ไม่ได้ใช้เส้นทางภูเขาแล้ว แต่เปลี่ยนมาเดินเส้นทางสายหลักแทน
เมื่อเข้าสู่เส้นทางสายหลักก็เริ่มพบเห็นผู้คน แต่ละคนต่างมีสภาพท้อแท้เซื่องซึม เมื่อคนเหล่านั้นเห็นกลุ่มของพวกเขาที่มีชายหนุ่มจำนวนน้อย ส่วนมากเป็นผู้หญิงและเด็ก แววตาของพวกเขาก็ลุกโชนขึ้นทันที
มีบางคนต้องการเข้ามาหาเรื่อง แต่เมื่อเห็นบุตรชายคนโตของผู้เฒ่าลู่ชักดาบออกมาพวกเขาก็ตกใจกลัวจนถอยหนี ดังนั้นคณะตระกูลลู่จึงเดินทางอย่างสงบสุข
กระทั่งผ่านไปอีกสองวัน
ตลอดการเดินทางพวกเขาไม่พบเจอคนรู้จักเลย ทุกคนจึงยิ่งรู้สึกเคร่งเครียด
สภาพจิตใจของแต่ละคนไม่ค่อยดีนัก บัดนี้ต่างคนจึงต่างไม่ได้พูดคุยกัน
มีเพียงทางด้านครอบครัวลู่ที่บางครั้งจะมีเสียงหัวเราะของเด็กๆดังขึ้น เด็กที่อายุน้อยที่สุดสามคนขี้เกียจเดิน เหอจิ่วเหนียงจึงจัดการพื้นที่ตรงกลางเกวียนให้ว่าง แล้วใช้ผ้าปูให้เจ้าตัวน้อยทั้งสามนั่ง โดยมีสิ่งของตั้งอยู่รอบตัวเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาตกลงมา
เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าพวกเขาจะเบื่อ จึงดึงเศษผ้าออกมาเป็นเส้นหนึ่งเส้นให้พวกเขาเล่นพันด้าย การละเล่นนี้สำหรับผู้ใหญ่ย่อมไม่น่าสนใจ แต่สำหรับเด็กๆกลับสามารถเล่นได้ทั้งวัน และเสียงหัวเราะเป็นระยะก็มาจากพวกเขานั่นเอง
ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยเห็นแล้วก็อยากเล่นเช่นกัน ทว่าขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง จึงทำได้เพียงอดทน รอพลบค่ำยามพักผ่อนค่อยเล่นก็ยังไม่สาย
“ท่านอาสะใภ้สาม เชือกเส้นเดียวก็ทำให้สนุกได้ถึงเพียงนี้ อาสะใภ้สามฉลาดยิ่งนัก!”
โยวยาโถวเดินเข้าไปใกล้เหอจิ่วเหนียง มองนางด้วยแววตาชื่นชมและศรัทธา
เมื่อก่อนนางแค่รู้สึกว่าอาสะใภ้สามเป็นสาวงามคนหนึ่งที่มีนิสัยไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่านั้น แต่ตอนนี้อาสะใภ้สามไม่เพียงหน้าตา.งดงาม แต่ยังเป็นมิตร ช่างเจรจา และปราดเปรื่องอีกด้วย
นางอยากเก่งให้ได้อย่างอาสะใภ้สาม!
คำเยินยอของสาวน้อยทำให้เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ดีมาก นางจึงกล่าว “มันว่างไม่มีอะไรทำ เดินทางก็เบื่อ ข้าเลยคิดหาอะไรทำสนุกๆน่ะ ไม่ใช่แค่ข้านะ พวกเจ้าก็ควรคิดเหมือนกัน…อย่างเช่น หากไปถึงอันโจวแล้วเจ้าอยากทำอะไร มีสิ่งไหนที่อยากทำเป็นพิเศษหรือไม่”
“อยากทำอะไรอย่างนั้นหรือ?”
โยวยาโถวสับสนทันใด ปีนี้นางเพิ่งจะอายุแปดขวบ ที่ผ่านมาตอนอยู่บ้านนางมักจะช่วยท่านย่ากับท่านแม่ทำงานบ้าน ไปหาผักป่าตามตีนเขา ไม่เคยมีใครถามนางมาก่อนว่านางอยากทำอะไร
อีกอย่าง นางก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องอยู่กับเหย้ากับเรือนรอจนถึงวัยแต่งงานไม่ใช่หรือ อยากจะทำอะไรนั่นสำคัญด้วยหรือ?
สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆหันมามองสะใภ้สามเช่นกัน หัวใจถูกสะกิดด้วยคำถามที่ว่า ‘มีอะไรอยากทำหลังจากนี้’
อย่าว่าแต่เด็กๆเลย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาก็ไม่เคยถามตัวเองมาก่อนว่าตัวเองอยากทำอะไร
นางซุนตัดบท “เจ้าก็เอาแต่พูดเรื่องไร้สาระทั้งวัน ถึงตอนนั้นก็ต้องรอดูว่าทางการจะจัดให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน อีกอย่าง พวกเราเป็นครอบครัวชาวนาก็ต้องทำไร่ทำนาสิ! ทำให้ท้องอิ่มเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ถึงตอนนั้นแล้วใครจะสนใจเหมือนเจ้าล่ะว่าอยากทำหรือไม่อยากทำอะไร”
ทั้งครอบครัวพยักหน้าหงึกหงัก พวกเขาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าความคิดเช่นนี้ไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง นางจึงตั้งใจจะบ่มเพาะเรื่องนี้กับพวกเขาเสียหน่อย
หญิงสาวสองภพเอ่ยเสียงเบา “ท่านแม่ ท่านคิดเช่นนี้ไม่ผิดเจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ลองคิดดูนะเจ้าคะ ต่อให้พวกเราทุกคนช่วยกันปลูกพืชเกษตร ปีหนึ่งเราก็ได้เงินมาแค่เท่าไรเอง? ไหนจะภาษีท้องนา แล้วต้องใช้ชีวิตมัธยัสถ์แบบเดิมอย่างนั้นหรือเจ้าคะ? เมื่อก่อนเราไม่มีเงินก็เลยไม่กล้าคิดไปไกลกว่านั้น แต่ตอนนี้เรามีเงินแล้ว เราคิดหาวิธีเอาเงินมาต่อยอดดีกว่านะเจ้าคะ”
ครอบครัวลู่ไม่เคยได้ยินแนวความคิด ‘เอาเงินมาต่อยอด’ อะไรนี่มาก่อน บัดนี้จึงตั้งใจฟังเหอจิ่วเหนียงเป็นพิเศษ
“ชาวนาอย่างพวกเรามีรายได้น้อยที่สุดในสังคม หากอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม เราก็ต้องหาวิธีอื่น
ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว ลูกหลานในครอบครัวเมื่อถึงวัยก็ต้องส่งไปเรียนวิชาหาความรู้ที่สำนักศึกษา จะให้ดีกว่านั้นก็ต้องลองเข้าสนามสอบขุนนาง แต่หากไม่มีพรสวรรค์ การได้รู้จักตัวหนังสือมาบ้างก็นับว่าไม่เลวแล้ว อย่างไรเสียเวลาออกไปข้างนอก จะได้ไม่ถูกคนอื่นเอาเปรียบได้
พวกพี่ใหญ่ พี่รอง และพี่สะใภ้อยู่ที่บ้านทำการค้าเล็กๆน้อยๆ ก็ถือว่าเป็นการนำเงินมาต่อยอดแล้ว ทรัพย์สินเราค่อยๆเก็บสะสมกันไปทีละนิด เรื่องเช่นนี้จะใจร้อนไม่ได้ แต่อันดับแรก ทุกคนต้องมีความฝันก่อน! ลองคิดทบทวนดูว่าตัวเองอยากทำอะไร ชอบสิ่งไหน หากใช้ความสามารถของตัวเองมาทำเงินได้ก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ตอนที่ 17: บังเอิญได้เจอกันอีก
“แต่ว่า…น้องสะใภ้สาม พวกเราไม่มีความสามารถ จะทำการค้าได้อย่างไรกัน?”
นางหยูได้ฟังแนวคิดของเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกมีแรงบันดาลใจขึ้นมา แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีทักษะใดติดตัวเลยก็รู้สึกหมดกำลังใจเล็กน้อย
“พี่สะใภ้ใหญ่ทำอาหารอร่อยปานนั้น เหตุใดถึงพูดว่าตัวเองไร้ความสามารถล่ะเจ้าคะ? ท่านเคยคิดอยากเปิดร้านแผงลอยขายขนมเล็กๆในตลาดไหม หรือจะไปเป็นแม่ครัวในหอสุราใหญ่ๆสักแห่งก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยคำชม นางหยูมีฝีมือในการทำอาหารดีเยี่ยมจริงๆ ระหว่างการลี้ภัยพวกเขาไม่มีแม้แต่เครื่องปรุงรส แต่นางกลับสามารถรังสรรค์รสชาติต่างๆออกมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น การควบคุมไฟของนางก็แม่นยำมาก
นางหยูเบิกตากว้าง “ข้าก็ทำได้แค่อาหารพื้นบ้าน จะเป็นแม่ครัวในหอสุราได้อย่างไรกัน อีกอย่างข้าเป็นผู้หญิง จะให้ทำงานเจอคนเยอะๆอย่างแม่ค้าได้อย่างไรกัน?”
“พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าพูดแบบนั้นสิเจ้าคะ!” เหอจิ่วเหนียงก็เบิกตากว้างตอบกลับ “เป็นผู้หญิงแล้วอย่างไร ชายหญิงก็เท่าเทียมกันหมด เราไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครเสียหน่อย การใช้ความสามารถของตัวเองหาเงินเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจจะตาย อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด! ทำอาหารอย่างอื่นไม่เป็นเราก็เรียนรู้ได้ เริ่มจากการฝึกเป็นลูกมือในร้านอาหารก่อน เรื่องแบบนี้ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป รอไปถึงอันโจวเมื่อไรข้าจะช่วยท่านเอง!”
“เอ่อ…”
นางหยูจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เหอจิ่วเหนียงจึงหันไปถามนางฉิน “พี่สะใภ้รองล่ะเจ้าคะ ท่านอยากทำอะไร?”
“ข้าน่ะหรือ? ปกติข้าก็จะไปเก็บฟืน หาผักป่า เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่อยู่ที่บ้าน…”
นางฉินยิ้มกระดากกระเดื่อง ฝีมือการทำอาหารของนางไม่อาจเทียบพี่สะใภ้ใหญ่ได้ และนางก็ไม่มีทักษะในการทำอาหารด้วย อีกอย่างนางเป็นคนไม่กล้าแสดงออก จึงทำการใหญ่อะไรไม่ได้เลย
“เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย!”
ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงเปล่งประกาย “พี่สะใภ้รองถนัดสิ่งไหนก็ทำสิ่งนั้น! เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ได้ดีก็นับว่าเป็นความสามารถ! พวกหอสุราต้องการเป็ดไก่จำนวนมากในแต่ละวัน หากเราติดต่อและสร้างพันธมิตรได้ละก็ ไม่ยาก!”
“ทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือ?” นางฉินตะลึงเล็กน้อย ฟังดูแล้วก็ไม่เลวเลยแฮะ!
“ทำได้สิเจ้าคะ คนที่มีความสามารถไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงคิดออกแล้วว่าหากไปถึงอันโจว นางจะจัดการให้คนในครอบครัวทำอะไร!
จากนั้นนางหันไปมองฝ่ายพี่ชายสามี “พี่ใหญ่ ท่าน…”
“เอาละ พอได้แล้ว!”
ทันใดนั้นนางซุนกลับตะคอกตัดบท “ถ้าทุกคนออกไปทำงานนอกบ้านกันหมด แล้วงานในบ้านใครจะเป็นคนทำ? อีกอย่าง เรื่องพวกนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ เจ้าเลิกพูดจาเหลวไหลให้ทุกคนกังวลได้แล้ว น่ารำคาญ!”
หญิงชรามองหน้าสะใภ้อวดดีด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้สถานการณ์ที่อันโจวเป็นเช่นไรยังไม่รู้ก็ขายฝันแล้ว มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ หากสถานการณ์ไม่ดี ทุกคนรอนานเกินไป หรือหากสิ่งที่คิดไว้ไม่เป็นดั่งหวัง ครอบครัวเจ้าใหญ่และครอบครัวเจ้ารองอาจจะเกิดความคับแค้นใจได้ ถึงตอนนั้นครอบครัวจะปรองดองกันได้อย่างไร
เหอจิ่วเหนียงเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร
พอแล้วก็ได้ พูดเรื่องนี้ไปในตอนนี้พวกเขาก็มองไม่เห็นภาพ รอให้ถึงอันโจวก่อนค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน
อย่างไรเสีย อนาคตก็ยังอีกยาวไกล
โยวยาโถวที่อยู่ข้างกายดึงชายแขนเสื้อของเหอจิ่วเหนียง แล้วเอ่ยกระซิบ “ท่านอาสะใภ้สาม ข้าก็อยากเรียนหนังสือด้วย ข้าเรียนได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ!” ดวงตาเหอจิ่วเหนียงพลันเปล่งประกาย ในยุคสมัยนี้มีเด็กผู้หญิงไม่มากนักที่เอ่ยปากขอเรียนหนังสือด้วยตัวเอง
สตรีหัวก้าวหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “แต่เด็กผู้หญิงไปเรียนที่สำนักศึกษาไม่ได้นะ อีกอย่างตอนนี้ครอบครัวเราก็ยังเชิญอาจารย์มาสอนพวกเจ้าไม่ได้ แต่เราจะให้พวกเหลยจื่อไปเรียนที่สำนึกศึกษาก่อน จากนั้นให้กลับมาสอนพวกเจ้าเป็นอย่างไร รอให้ครอบครัวเราเก็บเงิน พอมีกำลังทรัพย์อีกสักหน่อยก็ค่อยเชิญอาจารย์มาสอนพวกเจ้าที่บ้าน เด็กผู้หญิงในครอบครัวของเราก็เหมือนกับเด็กผู้ชาย ล้วนเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ ไม่ได้มองว่าผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิงเลย ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านแม่?”
นี่เป็นเรื่องหนึ่งที่เหอจิ่วเหนียงค่อนข้างประทับใจ แม้บางครั้งแม่สามีจะปากคอเราะราย แต่นางก็ปฏิบัติต่อลูกหลานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้มองว่าเพศชายสำคัญกว่าเพศหญิง
นางซุนกลอกตามองบน “เจ้าก็พูดไปหมดแล้วนี่!”
ให้ลูกหลานในครอบครัวรู้หนังสือย่อมเป็นเรื่องดีแน่นอน นางซุนไม่มีความเห็นต่างในเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้เพราะครอบครัวยากจนจึงไม่อาจคิดฝัน ตอนนี้พอมีเงินแล้ว หากลูกหลานมีโอกาสเล่าเรียนหาวิชาความรู้ก็นับเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าวกับโยวยาโถว “ดูสิ ท่านย่าก็รับปากแล้ว”
ถิงยาโถวที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยถามขึ้นบ้างด้วยเสียงเบา “แล้วข้าล่ะ ข้าเรียนด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ถ้าโยวโยวเรียนได้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เจ้าจะเรียนด้วยไม่ได้ วางใจเถอะ!”
เด็กน้อยถิงถิงเอ่ยต่อ “แต่ข้าอยากเรียนเย็บปักถักร้อยมากกว่า…”
นางหยูยิ้มพลางบอกกับบุตรสาว “ครอบครัวของเราไม่มีใครทำงานละเอียดประณีตเช่นนั้นเป็น แล้วใครจะสอนเจ้าได้กันล่ะ”
สะใภ้อย่างพวกนางก็เย็บปักได้บ้าง แต่เป็นการซ่อมเสื้อผ้าหรือรองเท้าเล็กๆน้อยๆเท่านั้น งานเย็บปักถักร้อยละเอียดประณีตแบบนั้นไหนเลยจะทำเป็น อีกอย่างงานเช่นนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่หญิงชาวบ้านคิดอยากเรียนก็เรียนได้
เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ไปถึงอันโจวก่อนแล้วค่อยหาร้านเย็บปักเรียนก็ได้ มีงานอดิเรกที่ชอบนับเป็นเรื่องดี หากเรียนจนชำนาญแล้ว ไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนก็เอาตัวรอดได้แน่.นอน”
นางหยูไม่ได้พูดอะไรต่อ นางรู้สึกปลื้มใจมาก บุตรสาวมีความสามารถและขยันขวนขวายเช่นนี้ จะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายหน้าคนอื่นเขา
เพียงแต่ไปเรียนที่ร้านเย็บปักก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนน่ะสิ ด้วยความที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เด็กๆออกไปเรียนก็ต้องเอาเงินกองกลางจ่าย
ไม่รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะยินยอมหรือไม่
ตระหนักถึงตรงนี้ สะใภ้ใหญ่ก็เหลือบมองผู้เป็นกระเป๋าเงินของบ้านเล็กน้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่นางซุนไม่ดักคอเหอจิ่วเหนียง เพราะเห็นด้วยว่าสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงกล่าวมามีเหตุผล หากลูกหลานไม่ว่าหญิงหรือชายมีทักษะความรู้ก็เปรียบเสมือนพวกเขามีสมบัติล้ำค่าติดตัว
หญิงชราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “รอให้ไปถึงอันโจว ลงหลักปักฐานได้ก่อน แล้วค่อยเข้าเมืองไปดูก็แล้วกัน”
ถิงยาโถวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มตาหยีทันที เด็กน้อยคิดมาตลอดว่าความฝันของนางอยู่ไกลเกินคว้า นึกไม่ถึงเลยว่าท่านย่าจะตอบตกลงง่ายดายเช่นนี้ อาสะใภ้สามช่างเก่งกาจจริงๆ!
เด็กหญิงหันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาแบบเดียวกับที่โยวยาโถวมอง ในใจเต็มตื้นด้วยความ.อบอุ่น
เมื่อบรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะของเด็กๆก็ยิ่งดังขึ้น ทำให้ครอบครัวอื่นต่างหันมามองและคิดในใจว่า ครอบครัวลู่ช่างอารมณ์ดีเสียจริง กำลังลี้ภัยอยู่แท้ๆ แต่ยังหัวเราะออกมาได้
......
ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ระหว่างมองหาพื้นที่พักค้างอ้างแรมทั้งคณะก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ไม่ไกล เหอจิ่วเหนียงรู้สึกคุ้นตาจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
พบว่าเป็นกลุ่มผู้ที่เคยช่วยชีวิตพวกนางเมื่อหลายวันก่อน
เหตุใดถึงหยุดรถม้ากลางทางแบบนี้?
เหอจิ่วเหนียงคิดจะเดินไปถาม อย่างไรเสียรถม้าคันนี้ก็หรูหรา บ่งบอกว่าสถานะของผู้เป็นเจ้าของต้องไม่ธรรมดาแน่.นอน มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์แล้วก็ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ
แต่ใครเลยจะคิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นฝ่ายเดินมาหาเอง
คนที่เดินมาก็คือสาวใช้มัดมวยผมสองข้างคนเดิม ในมือถือกระบอกไม้ไผ่สำหรับเก็บน้ำไว้หนึ่งกระบอก
“แม่นาง ช่างบังเอิญยิ่งนักที่ได้พบกันอีกครั้ง” เหอจิ่วเหนียงทำทีเดินเข้าไปด้วยท่าทางสนิทสนม
หลิงเยว่ไม่ชอบการแสดงออกถึงความคุ้นเคยของอีกฝ่ายอย่างมาก…แต่ตอนนี้สุขภาพของฮูหยินไม่ค่อยดีนัก จำเป็นต้องสร้างไมตรีกับครอบครัวนี้ ดังนั้นนางต้อง.อดทน เก็บ.กดความไม่พอใจนี้ไว้
“ข้าอยากขอน้ำจากพวกเจ้าสักหน่อย…” หลิงเยว่เอ่ยปากขอ แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ว่าในสถานการณ์ตอนนี้น้ำมีค่ายิ่งกว่าเงินทองเสียอีก นางจึงรีบกล่าวเสริม “...ขอแค่กระบอกเดียวเท่านั้น เจ้าคิดเงินเท่าไรก็บอกข้าได้เลย”
พวกนางใช้น้ำจนหมดแล้ว และส่งคนไปซื้อน้ำที่เมืองเฉียนโจวแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่กลับมา
ผู้เฒ่าลู่เห็นว่าอีกฝ่ายคือคนที่เคยช่วยชีวิตพวกตนไว้ หากครานั้นไม่ได้แม่นางน้อยผู้นี้ ครอบครัวของตนคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงบอกออกไป
“แม่นางเกรงใจกันเกินไปแล้ว แม่นางคือผู้มีพระคุญต่อครอบครัวข้า ครั้งนั้นพวกข้ายังไม่ทันแม้แต่จะได้ขอบคุณ ครั้งนี้จะให้เอาเงินแม่นางได้อย่างไรกัน”
ตอนที่ 18: ถูกอาหารอันโอชะยั่วยวน
เหอจิ่วเหนียงเทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ของตัวเองให้อีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ
หลิงเยว่คิดไม่ถึงว่าครอบครัวนี้จะเป็นคนรู้จักตอบแทนบุญคุณคน แต่นางก็ไม่ใช่คนเอาเปรียบ จึงยัดถุงเงินใส่มือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็หันหลังรีบเดินกลับ
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เปิดดูว่าในถุงมีเงินเท่าไร นางส่งถุงให้นางซุน แล้วรีบเดินตามหลิงเยว่ไป
หลิงเยว่ไม่พอใจมาก จ้องเขม็งคนที่ตามมาอย่างระแวดระวัง “เจ้าตามข้ามาทำไม?”
เหอจิ่วเหนียงเห็นหญิงงามนางหนึ่งนั่งพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล ข้างกายมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าสตรีผู้นั้นกำลังไม่สบาย
เหอจิ่วเหนียงกดเสียงต่ำ “ฮูหยินของพวกเจ้าคงจะเป็นลมแดด บังเอิญข้ามียาน้ำที่สามารถบรรเทาอาการลมแดดได้ ข้าอาจช่วยได้นะ”
หลิงเยว่รู้สึกว่าสตรีผู้นี้ไม่ปลอดภัย ก่อนหน้านี้ฮูหยินมีอาการนอนไม่หลับ นางก็บังเอิญมียาลูกกลอนช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ตอนนี้ฮูหยินเป็นลมแดด นางก็บังเอิญมียาน้ำบรรเทาอาการลมแดดอีก
นี่มันกับดักชัดๆ!
สาวใช้มากฝีมือชักดาบทาบลำคอบุคคลอันตรายทันที
“เจ้าเป็นใครกันแน่ มีเจตนาอะไรต่อเจ้านายพวกข้า!?”
ครอบครัวลู่ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควรเห็นดังนั้นก็ตกใจ “!!!”
เกิดเรื่องอะไรขึ้น!?
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา “ข้าเป็นแค่หญิงชาวบ้าน ไม่มีเจตนาแฝงอะไรเลย ข้าแค่เห็นท่าทางของนายหญิงพวกเจ้าเหมือนเป็นลมแดด เจ้าเคยช่วยชีวิตครอบครัวของข้าไว้ ข้าก็แค่อยากตอบแทนเท่านั้นเอง”
ขณะเอื้อนเอ่ยนางก็นำขวดลายครามเล็กๆ ขวดหนึ่งออกมาจากห่อผ้าปอนๆ เป็นขวดลายครามที่เหมือนกับขวดยาจูซาอันเสินหวานในคราวก่อน
“เจ้าคงรู้ว่าการเดินทางในสถาการณ์แบบนี้ไม่ได้ราบรื่น พบเจอการแก่งแย่งปล้นชิงได้ตลอดทาง ของพวกนี้เป็นสิ่งที่ข้าเก็บมาได้ ทุกอย่างล้วนเป็นของดี เจ้าลองก็จะรู้เอง”
ในขวดลายครามมียาฮั่วเซียงเจิ้งชี่บรรจุอยู่ กลิ่นของมันแรงมาก ทันทีที่หลิงเยว่เปิดฝาขวดกลิ่นก็โชยเข้าจมูก คิ้วเรียวพลันขมวดมุ่น
[1] ฮั่วเซียงเจิ้งชี่ เป็นยาจีนที่ใช้รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการท้องอืด ช่วยในการย่อยอาหารและขับลม และมักใช้ในอาการที่เกิดจากอากาศร้อน เช่นลมแดด
“ทำไมข้าต้องเชื่อเจ้าด้วย?”
สาวใช้ประจำกายของเจียงรั่วหย่ายังคงระมัดระวังตัวอย่างรัดกุม ตลอดการเดินทางไม่ค่อยสงบจริงๆ พวกสิงสาราสัตว์นางเจอมาหมดแล้ว และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของฮูหยินนางจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ จึงชิงขวดยามาดื่มให้ดูอึกหนึ่ง “เช่นนี้จะเชื่อข้าหรือยัง?”
มือบางเช็ดปากลวกๆ จากนั้นสาดวาจาไม่พอใจ “ถ้าไม่เห็นแก่ที่เจ้าเคยช่วยชีวิตครอบครัวข้าเอาไว้ ข้าก็ไม่อยากยุ่งกับพวกเจ้าหรอก!”
หลิงเยว่ขมวดคิ้วพิจารณาอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร ก่อนเดินกลับไปที่กลุ่มรถม้า
นางจะลองเชื่อใจสตรีผู้นี้ก็แล้วกัน อย่างไรเสียระยะห่างระหว่าทั้งสองก็ไม่ไกลกันมาก หากเกิดอะไรขึ้นกับฮูหยินละก็ นางจะพุ่งเข้าไปฆ่านางสารเลวนั่นทันที!
เจียงรั่วหย่าเอนกายพิงต้นไม้ด้วยสติรางเลือน ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอนางคิดว่าคราวนี้คงไม่รอดพ้นประตูผีเป็นแน่ เรื่องที่นางกังวลมีเพียงสองเรื่อง คือเรื่องบุตรสาวที่ยังหาตัวไม่เจอ และสามีที่ต้องกลายเป็นม่ายชีวิตขาดความสมบูรณ์แบบ และสองเรื่องนี้ก็ทำให้ใจของนางรู้สึกผิดมหันต์
นางยังไม่อยากตาย…
หลิงเยว่เดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าผู้เป็นนาย ให้นางดื่มน้ำคลายความกระหาย จากนั้นหยิบขวดลายครามออกมาพลางกล่าว “ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าช่วยบรรเทาอาการลมแดดได้ ฮูหยินจะลองดื่มหรือไม่เจ้าคะ?”
หลิงเสวี่ยไม่เห็นด้วยทันที “ในหมู่พวกเราไม่มีใครรู้วิชาแพทย์ อย่าทำร้ายฮูหยินเลย”
หลิงเยว่ก็ไม่อยากทำเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงท่าทางจริงจังของเหอจิ่วเหนียง นางจึงกัดฟันอธิบาย “ผู้หญิงคนนั้นดื่มยาขวดนี้ต่อหน้าข้าแล้ว ไม่เห็นว่านางเป็นอะไรนะ”
เจียงรั่วหย่าได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงที่อยู่ไม่ไกล พบว่าอีกฝ่ายเดินกลับไปแล้ว ครอบครัวของนางพักผ่อนอยู่ในจุดที่มีลมพัดเย็นสบาย จากนั้นก็เริ่มก่อไฟเตรียมทำอาหาร
ฮูหยินเจียงครุ่นคิด คงจะเป็นคนใจกว้างมากคนหนึ่ง
“ในเมื่อเป็นน้ำใจของนาง ก็อย่าทำลายน้ำใจคนเขาเลย”
นางรับขวดโอสถมา กลิ่นโอสถแรงยิ่งนัก แต่สำหรับคนที่ดื่มโอสถมานานหลายปีอย่างนางนับว่าไม่ได้ดื่มยากแต่อย่างใด นางกลั้นหายใจแล้วดื่มหมดในอึกเดียว
แม้โอสถจะขม แต่หลังจากดื่มแล้วกลับพาให้รู้สึกสบายไปทั้งตัว อาการปวดศีรษะก่อนหน้านี้บรรเทาลงอย่างรวดเร็ว
“ดูท่าพวกเราจะเข้าใจนางผิดไปแล้ว”
…...
เหอจิ่วเหนียงเดินกลับมาหาคนในครอบครัว นางซุนรีบสำรวจร่างกายลูกสะใภ้ด้วยความร้อนใจพลางนึกโมโห “คนพวกนั้นแยกแยะดีชั่วไม่เป็นหรืออย่างไร เห็นอยู่ว่าเราจะช่วย แต่ทำเหมือนเราเป็นคนชั่วเสียอย่างนั้น!”
หญิงชรารู้ว่าห่อผ้าที่เหอจิ่วเหนียงแบกอยู่คือยา ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าลู่เป็นลมแดดนางก็เป็นคนเอายาออกมาให้ ดังนั้นจึงไม่ได้ติดใจอะไร
เหอจิ่วเหนียงเห็นหญิงชราปกป้องคนของตัวเองเช่นนี้ก็รู้สึกอุ่นใจยิ่งนัก จึงพยักหน้าสำทับ “นั่นสิเจ้าคะ! ช่างไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วเอาซะเลย! หากไม่ใช่เพราะพวกเราสำนึกบุญคุณ ใครจะอยากยุ่งกับพวกนางกัน!”
นางซุนตกตะลึงเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าสะใภ้สามที่มักขี้อายจะปากคอเราะรายแบบนี้ เมื่อตั้งสติได้หญิงชราจึงยกมือตีแขนนางเบาๆไปหนึ่งที ก่อนจะหันกลับไปทำเรื่องของตนเองต่อ
อาหารที่นางหยูทำในค่ำคืนนี้คือข้าวอบเนื้อแห้ง ใช้มันหมูผัดให้น้ำมันหมูออกมาก่อน จากนั้นนำข้าวกับเนื้อแห้งเข้าไปอบจนสุก
ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ต้องใช้ทักษะอย่างสูงในการควบคุมความร้อน หากไม่ระวังอาจจะไหม้ได้
ในตอนที่สายลมพัดมา กลิ่นหอมกรุ่นก็ล่องลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ครอบครัวอื่นต่างพากันกลืนน้ำลาย เสบียงอาหารแห้งที่แจกจ่ายก็เหมือนกัน วัตถุดิบที่ครอบครัวลู่มีพวกเขาก็มีเหมือนกัน แต่พวกเขาทำอาหารให้ออกมาหอมเช่นนั้นไม่ได้ ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!
ช่างเถอะ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีข้าวมีน้ำให้ดื่มกิน!
…..
ต่างจากกลุ่มรถม้าอีกด้านที่ลำบากยิ่งกว่า พวกเขาไม่มีน้ำ โชคดีที่ยังมีอาหารแห้งให้กิน แต่กินลงไปก็ฝืดคอ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะไม่กินดีกว่า
เจียงรั่วหย่าได้กลิ่นข้าวอบเนื้อแห้งของฝั่งทางโน้นก็ลอบกลืนน้ำลาย มีชีวิตมาครึ่งค่อนอายุขัยไม่เคยรู้สึกหิวเช่นนี้มาก่อน หิวจะแย่อยู่แล้ว คนพวกนั้นยังมาตั้งหม้อทำข้าวอบเนื้อแห้งข้างๆอีก!
ช่างน่ารำคาญใจยิ่งนัก!
หลิงเสวี่ยก็ได้กลิ่นหอมอันยั่วยวนเช่นกัน เมื่อเห็นผู้เป็นนายกลืนน้ำลายจึงรีบเอ่ยปาก “ฮูหยิน พวกเฉิงอิ่งคงใกล้มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
ความหมายของคำพูดนี้ก็คือ ให้ฮูหยินอดทนอีกสักหน่อย หากน้ำมาถึงพวกนางจะทำอาหารให้ฮูหยินทันที
เจียงรั่วหย่าไม่เคยลำบากมาก่อน และไม่รู้เพราะเหตุใดวันนี้ตนถึงได้รู้สึกหิวแบบนี้ ปกตินางไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไรนี่นา
“ได้เวลากินข้าวแล้ว! หยุดเล่นกันได้แล้ว มากินข้าวเร็วเข้า!”
เสียงนางซุนเรียกเด็กในบ้านดังขึ้น นั่นหมายความว่าพวกเขาทำข้าวอบเนื้อแห้งเสร็จแล้ว
เจียงรั่วหย่าอดทนกับความหิวจนอยู่ไม่สุข หลิงเยว่เอ่ยขึ้นทันใด “บ่าวจะไปขอซื้ออาหารจากพวกเขาเองเจ้าค่ะ!”
โดยปกติแล้วเจียงรั่วหย่าไม่มีทางให้สาวใช้ทำเรื่องไร้มารยาทเช่นนี้เด็ดขาด แต่วันนี้…นางแทบจะไล่ให้สาวใช้รีบไปโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นข้าวจะหมดเสียก่อน!
ครอบครัวลู่กำลังล้อมวงกินข้าว หางตาเหลือบไปเห็นหลิงเยว่กำลังเดินเข้ามา
เหอจิ่วเหนียงกระซิบกับนางซุน “คงทนกลิ่นหอมของอาหารฝีมือพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ไหวถึงเดินมาซื้อโน่นแล้ว!”
“เจ้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วหรือ?” นางซุนมองคนข้างๆด้วยความสงสัย
มิน่า เหตุใดสะใภ้สามถึงบอกให้สะใภ้ใหญ่ทำอาหารให้มากหน่อย ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
“ใช่เจ้าค่ะ ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าพวกนางเป็นคนมีเงิน ไม่อย่างนั้นน้ำแค่กระบอกเดียวจะยอมจ่ายถึงสามสิบตำลึงหรือเจ้าคะ เงินอยู่ตรงหน้าไม่เก็บก็โง่แล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเฉียนโจว พวกเราจะเอาเงินที่ได้มาไปซื้อข้าวซื้อแป้งเพิ่ม!”
กล่าวจบหญิงสาวก็ขับน้ำลายออกจากลำคอ นางซุนขยับห่างจากนางพร้อมท่าทางรังเกียจ
ช่วงนี้สะใภ้สามชักจะสกปรกเกินไปแล้ว!
ขณะที่หลิงเยว่กำลังเดินมาก็เห็นสายตาของสมาชิกครอบครัวลู่แต่ละคู่จดจ้องมาที่ตน…นางรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นข้าว.อบเนื้อแห้งหอมๆหม้อนั้นก็มิปาน
ตอนที่ 19: ถึงเฉียนโจวแล้ว
ถูกจับจ้องเช่นนี้หลิงเยว่ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก และไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากเช่นไร
แต่โยวยาโถวกลับปราดเปรื่อง นางเอ่ยถามทันที “พี่สาวจะมาซื้ออาหารจากพวกข้าใช่หรือไม่?”
“อะ เอ่อ…ใช่!”
หลิงเยว่เรียกสติกลับมาได้ ควักก้อนเงินก้อนใหญ่ออกมาสองก้อน “ซื้อแค่ถ้วยเดียว”
ผู้เฒ่าลู่มองก้อนเงินจนตาลุกวาว ช่างเป็นคนใจใหญ่จริงๆ!
ชายชรากำลังจะแสร้งบอกไปว่า ‘ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ’ อย่างสุภาพ แต่เหอจิ่วเหนียงกลับรับเงินมาแล้วยื่นอาหารให้อีกฝ่ายเสร็จสรรพ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
ข้าวอบเนื้อแห้งชามโต เนื้อแห้งหั่นเต็มชามตัดกับสีเขียวของผัก กลิ่นช่างหอมเหลือเกิน
นอกจากนี้ยังมีน้ำแกงถ้วยเล็กๆอีกหนึ่งถ้วยจากผักป่าแห้งที่เก็บมาระหว่างทาง นำมาแช่น้ำให้พองตัวและต้มเป็นน้ำแกง
หลิงเยว่รู้สึกซาบซึ้ง ในสถานการณ์เช่นนี้ อาหารและน้ำมีค่ายิ่งกว่าเงิน ข้อพิสูจน์นี้ทำให้นางตระหนักแล้วว่า ครอบครัวนี้จริงใจโดยเนื้อแท้
“ขอบคุณมาก” สาวใช้ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะถืออาหารเดินกลับไป
เหอจิ่วเหนียงเก็บเงินไว้ แล้วกล่าวกับชายชรา “หากเราตามอยู่ข้างหลังพวกเขาได้ตลอดก็ยิ่งดีเจ้าค่ะ ไม่เพียงจะปลอดภัยเท่านั้น เรายังจะทำเงินได้อีกด้วย!”
โยวยาโถวพยักหน้าหงึกหงัก นางหยูและนางฉินไม่ได้กล่าวอะไร มีเพียงนางซุนที่เอ่ยออกมา “ก็ควรรอให้พวกเรากินกันอิ่มก่อนถึงจะทำแบบนั้น!”
หญิงชรายอมรับว่านางเองก็ชอบเงิน แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องให้ครอบครัวกินอิ่มก่อนสิ! ในยามนี้ท้องอิ่มสำคัญกว่าเงินทอง หากเหอจิ่วเหนียงคิดจะหาเงินอย่างเดียวโดยไม่สนว่าครอบครัวจะกินอิ่มหรือไม่ละก็ นางคงจะต้องสั่งสอนสะใภ้สามให้เข็ดหลาบ!
ช่วงนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เรื่องเหล่านั้นมักส่งผลให้ได้รับสิ่งของมาไม่น้อย ดังนั้นยิ่งใกล้ถึงเมืองเฉียนโจวนางซุนจึงยิ่งใจกว้าง ให้คนในครอบครัวกินอิ่มทุกมื้อเพื่อจะได้มีแรงเดินทางอย่างแข็งขัน
ไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัวยังได้กินเนื้อสัตว์สองวันต่อหนึ่งครั้ง แม้แต่ละคนจะได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็ได้รับไขมันบ้าง ตอนนี้ไม่เพียงเด็กๆเท่านั้น แม้แต่ใบหน้าของผู้ใหญ่ก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ซูบเซียวเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ครอบครัวอื่นเห็นครอบครัวลู่หาเงินได้ทุกวันอย่างสบายๆก็รู้สึกอิจฉา แต่เพียงรู้สึกอิจฉาเท่านั้น ไม่ได้ถึงขั้นมีความคิดริษยาแต่อย่างใด ต่อให้ครอบครัวลู่จะขายอะไรสิ่งของเหล่านั้นก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนอื่น
อีกอย่างทั้งเนื้อทั้งตัวพวกเขามีแค่เสบียงอาหารที่ได้มาจากครอบครัวลู่ ต้องประหยัดกินประหยัดใช้ ไหนเลยจะกล้าเอาไปแบ่งขายให้คนอื่น อย่างไรเสียยามนี้อาหารก็สำคัญกว่าเงินทอง
หากแต่ด้านสองพี่น้องสกุลหลิวซึ่งกำลังมองครอบครัวลู่ที่ส่งเสียงเฮฮากันอยู่นั้นในใจก็อดสงสัยไม่ได้ พวกเขาหาเงินได้มากมาย ชีวิตไม่ลำบาก แต่เหตุใดถึงเก็บพวกนางสองพี่น้องไว้ด้วยไม่ได้! พวกนางไม่ได้ขออยู่เปล่าๆ พวกนางก็ช่วยทำงานได้!
…...
อีกทางด้านหนึ่ง
ในที่สุดเจียงรั่วหย่าก็ได้กินข้าวอบเนื้อแห้งดั่งใจปรารถนา นางรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้อร่อยที่สุดในชีวิตแล้ว สตรีวัยกลางคนกินจนไม่วางช้อน และไม่เคยรู้สึกอยากอาหารเท่านี้มาก่อนในชีวิต
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยยังไม่ได้กินอะไรเลย จึงคิดจะเหลือให้พวกนางสักหน่อย
แต่ในขณะเดียวกัน เฉิงอิ่งและพรรคพวกที่ออกไปซื้อของก็กลับมาพอดี
หญิงชรารีบตั้งหม้อทำอาหารทันที เจียงรั่วหย่าจึงกินอาหารจนหมดโดยไม่ต้องรู้สึกผิด น้ำแกงถ้วยเล็กนั่นนางก็ซดจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
หลิงเยว่มองภาชนะสองใบที่สะอาดราวกับเพิ่งล้างเสร็จด้วยความตกตะลึง “...”
มันอร่อยถึงขั้นนั้นเชียวหรือ?
หญิงชราที่ติดตามมาด้วยเป็นแม่ครัวประจำบ้าน เชี่ยวชาญในการทำอาหาร ฝีมือของนางจึงไม่ต้องพูดถึง และนางมักจะทำอาหารแปลกใหม่ออกมาเสมอ
แต่แม่ครัวสูงวัยก็ไม่เคยเห็นฮูหยินโปรดปรานอาหารจานใดถึงเพียงนี้มาก่อน
เจียงรั่วหย่ารู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย ก่อนจะคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาแทน
จุดนี้อยู่ห่างกับเฉียนโจวโดยคิดเป็นเวลาประมาณสามถึงสี่วัน ตอนนี้สุขภาพนางไม่แข็งแรงนัก ไม่อาจเร่งการเดินทางได้แน่นอน หาไม่นางคงจะขอร่วมเดินทางไปกับครอบครัวลู่ เฮ้อ∼ นางเองก็ไม่อยากเป็นเช่นนี้
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งฮูหยินเจียงจึงจะกล่าว “หลิงเยว่ ให้เฉิงอิ่งนำข้าวสาร แป้ง เนื้อและผักครึ่งหนึ่งไปให้พวกเขา เอาเงินให้พวกเขาห้าสิบตำลึง แล้วถามว่าสามารถจัดเตรียมชุดอาหารให้ข้าสำหรับการเดินทางสามถึงสี่วันได้หรือไม่”
หลิงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง ในวันนี้ต้องจำใจใช้เงินซื้ออาหารจากพวกเขาก็เป็นเพราะวัตถุดิบหมด แต่ตอนนี้เฉิงอิ่งซื้อกลับมาตั้งมากมายแล้ว อาหารหลักข้าวปลาอาหารมีพร้อมทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้นแล้วกระมัง!
สาวใช้ผู้นี้อายุยังน้อย ยังจัดการอารมณ์ความรู้สึกไม่เป็น เจียงรั่วหย่าไม่ได้ถือสา พร้อมกับอธิบายอย่างอ่อนโยน “ข้ารู้สึกว่าครอบครัวนั้นทำอาหารถูกปากข้าก็เท่านั้นเอง นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้รู้สึกอยากอาหารแบบนี้”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้” คำอธิบายของฮูหยินทำให้ใบหน้าถมึงทึงของสาวใช้เลือดร้อนแปรเปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มผุดขึ้น
นับตั้งแต่นางจำความได้สุขภาพของฮูหยินก็ไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว อีกทั้งไม่เจริญอาหาร มีบางครั้งที่ไม่ว่าจะกินอะไรก็อาเจียนออกมา แต่วันนี้ฮูหยินบอกว่าเจออาหารที่ถูกปาก แถมยังบอกว่าอยากกินอีก เห็นฮูหยินรับประทานได้ดีเช่นนี้พวกนางในฐานะสาวใช้จะไม่สนับสนุนได้อย่างไรกัน
หากนายท่านรู้เรื่องนี้คงดีใจไม่น้อย!
…...
ครอบครัวลู่เผชิญกับการถูกนำวัตถุดิบประกอบอาหารมากมายมาส่งให้ถึงที่เช่นนี้มีหรือจะปฏิเสธ ทั้งครอบครัวรับปาก และบอกว่าจะตามหลังพวกเขาไปจนถึงเฉียนโจว อย่างไรเสียก็แค่ทำอาหารเพิ่มอีกชุดหนึ่งในแต่ละมื้อ ประโยชน์ที่ได้รับกลับมากมายเช่นนี้ มีแค่คนโง่เท่านั้นที่ปฏิเสธ!
ใกล้จะถึงเมืองเฉียนโจวแล้ว ถ้าสิ่งใดหมดระหว่างนี้ก็ค่อยหาซื้อเอาตอนนั้นแล้วกัน
ไม่เพียงเท่านั้น
อย่างที่รู้กันว่าปกติแล้วครอบครัวลู่จะได้กินเนื้อสองวันต่อหนึ่งครั้ง แต่เนื่องจากมีฮูหยินท่านนี้มาเพิ่ม เพื่อให้คุ้มค่ากับเงินที่อีกฝ่ายยอมเสีย นางซุนจึงตัดสินใจให้นางหยูใส่เนื้อลงไปในอาหารทุกมื้อ!
......
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทันทีที่ถึงเวลามื้ออาหาร กลิ่นอันหอมกรุ่นก็จะโชยมาจากกลุ่มของครอบครัวลู่เป็นอาจิณ ทำให้คนโดยรอบน้ำลายสอ
เจียงรั่วหย่านึกขอบคุณการตัดสินใจของตนเองในครั้งนี้มาก
แน่นอนว่าระหว่างการเดินทางมีกลุ่มคนมุ่งร้ายเข้ามาตลอด แต่เนื่องจากมีพวกเฉิงอิ่ง การต่อสู้ยังไม่ทันได้เริ่มก็สิ้นสุดลงแล้ว เห็นได้ชัดว่าชัยชนะเป็นของฝ่ายไหน
ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันไปเช่นนี้ ทั้งสองคณะจึงร่วมเดินทางมาถึงเมืองเฉียนโจวได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่มาถึงบริเวณหน้าประตูเมือง พวกเหอจิ่วเหนียงก็เห็นผู้อพยพที่ตกระกำลำบากจำนวนมากอยู่หน้าประตู เรียกได้ว่าล้นหลามมืดฟ้ามัวดิน ไม่ว่ากลุ่มของเหอจิ่วเหนียงจะเบียดเสียดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าไปได้
ผู้คนนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เสียงร้องห่มร้องไห้ของเด็กๆดังระงมไม่ขาดหู
เหล่าผู้ใหญ่ที่กำลังหิวโหยจำนวนหนึ่งกำลังขายเด็กในครอบครัวเพื่อแลกอาหาร ทว่าคนโดยรอบเห็นดังนั้นกลับแสดงอาการเมินเฉย ชี้ชัดว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ
“อย่าหันไปมองนะลูก”
เหอจิ่วเหนียงอุ้มโก่วเอ๋อร์ไว้ในอ้อมกอด นางหยูกับนางฉินก็กอดลูกๆของตนเองเอาไว้ พวกเขาอายุยังน้อย หากเห็นสถานการณ์เช่นนี้มากเกินไปกลัวว่าจะกลายเป็นเงาให้พวกเขาจดจำตลอดชีวิต
เมื่อเห็นกลุ่มคนมาใหม่ เหล่าผู้ลี้ภัยต่างพากันมาห้อมล้อมทันที ยิ่งเมื่อเห็นสิ่งของที่อยู่บนเกวียนในหัวก็เริ่มคิดหาทางช่วงชิง
และเมื่อเห็นเด็กๆที่อยู่ในกลุ่ม คนเหล่านั้นก็ลอบ.กลืนน้ำลายด้วยความหิวโหย
สีหน้าของเด็กน้อยบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง ทำได้เพียงขดตัวอยู่ในอ้อมแขนมารดาให้ตัวเล็กลีบที่สุด
เจียงรั่วหย่าออกเดินทางมานานหลายเดือน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ว่านางเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก แม้จะรู้สึกสงสารแต่นางก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ ผู้ลี้ภัยมีจำนวนมากเกินไป เกินขอบเขตความสามารถที่นางจะจัดการไหว
นางเรียกเฉิงอิ่งมาตรงหน้า “ตลอดการเดินทางหลายวันนี้ครอบครัวนั้นช่วยพวกเรามาไม่น้อย ส่งคนไปคุ้มกันพวกเขาสักสองคน อย่าให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ทำร้ายพวกเขาได้”
ตอนที่ 20: อำลา
“ขอรับ!”
เฉิงอิ่งน้อมรับคำสั่ง และรีบส่ง.องครักษ์หน่วยก้านดีสองคนไปทันที
ผู้รับหน้าที่มีนามว่าเฉิงเคอและเฉิงหยาง ทั้งสองวิ่งมาตรงหน้าครอบครัวลู่ “พวกเจ้าจะเข้าประตูเมืองหรือไม่ ฮูหยินให้ข้าสองคนมาคุ้มกันพวกเจ้าเข้าไป”
สำหรับครอบครัวลู่เรื่องนี้นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เกินความคาดหมายมาก คนครอบครัวอื่นเห็นดังนั้นก็พยายามเบียดเสียดเข้ามาอยู่ใกล้กับครอบครัวลู่ หมายพึ่งพิงร่มเงาให้แคล้วคลาดปลอดภัย
“ขอบคุณน้ำใจของฮูหยินพวกเจ้ามาก แต่พวกข้ายังไม่เข้าเมืองตอนนี้ พวกข้าเกิดพลัดหลงกับญาติระหว่างทางจึงจะตามหาพวกเขาอยู่ที่นี่ก่อน พวกเจ้าสองคนสะดวกรอหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงรับรู้ว่านางซุนเป็นกังวลเกี่ยวกับครอบครัวของบุตรสาวมาตลอดทาง หากไม่ตามหานางในตอนนี้…เกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้ตามหาอีกแล้ว
องครักษ์ทั้งสองลังเลเล็กน้อย พวกเขาไม่อาจตัดสินใจเองได้ จึงวิ่งกลับไปรายงานผู้เป็นนาย
เจียงรั่วหย่ากล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราก็คงต้องเดินทางไปก่อน พวกเจ้าสองคนอยู่ส่งพวกเขาเข้าเมืองเฉียนโจวให้ปลอดภัย แล้วค่อยตามข้ามาก็แล้วกัน”
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวลู่จึงได้ผู้คุ้มกันมาสองคนโดยไม่ต้องลงเงินลงแรง ช่วยสร้างความอุ่นใจให้ทุกคนได้ไม่น้อย การพักแรมอยู่หน้าประตูเมืองท่ามกลางผู้คนอดอยากแร้นแค้นในคืนนี้พวกเขาไม่ต้องรู้สึกหวั่นกลัวอีกแล้ว
ครอบครัวลู่หาที่ร่มใต้ต้นไม้สำหรับพักผ่อน ส่วนสองพี่น้องลู่รับหน้าที่ออกตามหาครอบครัวของน้องสาว
ครอบครัวอื่นก็ฝากเด็กๆไว้กับครอบครัวลู่ให้ช่วยดูแล แล้วพวกผู้ใหญ่ก็ออกไปตามหาญาติพี่น้องของตัวเอง
เมืองเฉียนโจวเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขาแล้ว หากยังตามหากันไม่เจอ ชีวิตนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้พบกันแล้วจริงๆ
พื้นที่พักแรมของชาวบ้านตระกูลลู่ในค่ำคืนนี้มีเฉิงเคอกับเฉิงหยางคอยคุ้มกัน ช่วยสร้างความปลอดภัยได้ไม่น้อย เหอจิ่วเหนียงจึงวางใจ และใช้โอกาสนี้ไปขอพบเจียงรั่วหย่า
จะว่าไปแล้วพวกนางก็รู้จักกันมาหลายวัน เหอจิ่วเหนียงยังไม่เคยได้พูดคุยกับสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้เลย แม้แต่โอกาสเข้าใกล้ก็ยังไม่มี
ขบวนรถม้าของเจียงรั่วหย่าเตรียมจะเดินทางผ่านประตูเมือง ขณะที่เหอจิ่วเหนียงไปถึงขบวนรถม้า หลิงเยว่กำลังจ่ายค่าผ่านด่านอยู่พอดี
ถูกต้อง เข้าเมืองก็ต้องจ่ายค่าผ่านด่าน ผู้ใหญ่สามตำลึง เด็กสองตำลึง ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนจำนวนมากอออยู่หน้าประตูเมืองเพราะไม่สามารถเข้าไปได้ ถึงขั้นมีการขายเด็กแลกเงินกันอย่างโจ่งแจ้ง
“แม่นางหลิงเยว่ ขอข้าพูดคุยกับฮูหยินของเจ้าสักครู่ได้หรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีพลางก้าวเข้าไป หลิงเยว่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอะไรจึงจะปฏิเสธ แต่เจียงรั่วหย่าที่ได้ยินกลับเอ่ยออกมาเสียก่อน “ให้นางเข้ามาเถอะ”
หลิงเยว่รู้สึกขัดใจ เพราะนางรู้สึกมาตลอดว่าสตรีผู้นี้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง แต่นางไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ จึงทำได้เพียงเข้าไปในรถม้าด้วยกันกับเหอจิ่วเหนียง
ทันทีที่เข้าไปในรถม้าคันหรู เหอจิ่วเหนียงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยอย่างชัดเจน
ภายในรถม้าคันนี้มีพื้นที่กว้างขวาง ตกแต่งวิจิตรงามตา ข้าวของเครื่องใช้ครบครัน คล้ายกับเป็นห้องขนาดย่อส่วนห้องหนึ่ง บนโต๊ะตรงกลางมีของว่างอันประณีตหลากหลายและชุดน้ำชา ควันจากกาน้ำชาลอยขึ้นสูงส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนให้ผ่อนคลาย ด้านข้างมีชั้นตำราเล็กๆวางอยู่ บนชั้นวางมีตำราหลายเล่มจัดวางอย่างเป็นระเบียบ
ถัดจากโต๊ะน้ำชาไปทางด้านหลังมีเบาะนุ่มสำหรับนอน บนเบาะถูกปูด้วยผ้าขนสัตว์สีขาวอีกชั้น เพียงพิศมองก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่ม
โดยรอบทั้งสี่ด้านของเบาะนุ่มใบใหญ่ล้อมด้วยม่านมุ้งบางๆ คาดว่ามีไว้เพื่อป้องกันยุงในยามค่ำคืน ยามนี้ม่านมุ้งถูกรวบขึ้นมัดไว้ เหอจิ่วเหนียงจึงเห็นทุกมุมของห้องย่อส่วนนี้อย่างชัดเจน
เจียงรั่วหย่าเอกเขนกอยู่บนเบาะนุ่ม โดยมีหลิงเสวี่ยนั่งคุกเข่าพัดวีให้อยู่ข้างๆ กิริยาชดช้อยสมกับเป็นสตรีสูงศักดิ์
สายตาเหอจิ่วเหนียงกวาดมองใบหน้าเจียงรั่วหย่า หญิงวัยกลางคนผู้นี้คาดว่าอายุน่าจะประมาณสามสิบปี ผิวนวลเนียนขาวผ่อง ใบหน้างดงามหมดจด ต่อให้ไม่ได้ผัดแป้งแต้มชาดก็ทำให้รู้สึกทึ่งในความงาม
“งามหรือไม่?”
เจียงรั่วหย่ายิ้มพลางเอ่ยทำลายความเงียบ เหอจิ่วเหนียงจึงได้สติกลับมา แม้ถูกจับได้ว่าแอบมองแต่นางหาได้สะทกสะเทิ้นไม่ อีกทั้งยังพยักหน้ารับตามตรง “ฮูหยินงดงามมากเจ้าค่ะ…เหมือนข้าน้อยเคยเห็นในความฝันมาก่อน”
นางรู้สึกคุ้นเคยกับสตรีตรงหน้ามากจริงๆ…
อาจเป็นเพราะเจ้าของร่างเดินเคยเห็นที่ไหนมาก่อนกระมัง
“ฮ่าๆๆ สาวน้อยคนนี้พูดจาน่าฟังยิ่งนัก ว่าแต่เจ้าขอพบข้ามีเรื่องอะไรหรือ?” เจียงรั่วหย่าระบายยิ้มเล็กน้อย ขับให้ใบหน้าผุดผาดยิ่งอ่อนโยน
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ หลายวันมานี้ได้กินอาหารฝีมือครอบครัวลู่ เจียงรั่วหย่ารู้สึกว่าสุขภาพของตนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายเริ่มมีเรี่ยวแรง ถือเป็นสัญญาณที่ดี จึงส่งผลให้นางอารมณ์ดีอย่างมาก
“ข้าน้อยไม่ได้มีเรื่องสำคัญอะไรเจ้าค่ะ เพียงคิดว่าฮูหยินดูแลครอบครัวของข้าน้อยมาตลอดทาง จึงอยากมาขอบคุณเท่านั้นเจ้าค่ะ”
เจียงรั่วหย่ายิ้มบางๆ “เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องเกรงใจหรอก”
“ถึงเป็นเช่นนั้นก็เถอะเจ้าค่ะ หากไม่มีฮูหยินและทุกท่านช่วยเหลือ ครอบครัวของข้าน้อยไม่มีทางมาถึงเฉียนโจวได้อย่างราบรื่น หากวันหน้าฟ้าใหม่มีวาสนาได้พบกันอีก ขอให้ข้าน้อยได้ตอบแทนบุญคุณท่านด้วยนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงยกมือคารวะให้คำมั่น หนักแน่นและจริงจังอย่างมาก ทว่าในสายตาของสตรีผู้ถูกคารวะกลับมองว่าท่าทางของนางน่ารักไม่น้อย จึงขำพรืดออกมา จากนั้นก็รู้สึกเสียดายเมื่อคิดว่าต่อจากนี้ไปจะไม่ได้กินอาหารของครอบครัวนางแล้ว ก่อนจะถามขึ้น “แล้วพวกเจ้าวางแผนเอาไว้ว่าจะไปปักหลักที่ไหนล่ะ?”
“หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงปักหลักที่อันโจวเจ้าค่ะ ได้ยินว่าที่นั่นรับผู้ลี้ภัย อีกอย่างที่นั่นก็ไม่มีภัยแล้ง ครอบครัวข้าน้อยเป็นชาวนา ได้ลงหลักปักฐานในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีเขาและน้ำล้อมรอบก็ดีเจ้าค่ะ”
มีภูเขา มีแหล่งน้ำ ไม่มีทาง.อดตาย
เหอจิ่วเหนียงคิดเช่นนี้
เจียงรั่วหย่าพยักหน้า รู้สึกว่าที่อีกฝ่ายกล่าวมามีเหตุผล จากนั้นถามอย่างอาลัยอาวรณ์อีกครั้ง “แล้วเจ้าเคยคิดจะไปจิงโจวหรือไม่ จิงโจวรุ่งเรืองกว่าอันโจวมาก และไม่มีภัยแล้งให้ต้องลำบาก ไม่แน่อาจจะมีโอกาสดีๆรออยู่ก็ได้นะ”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะที่แนะนำ ข้าน้อยเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ไม่อาจตัดสินใจแทนทุกคนในครอบครัวได้ แต่หากมีโอกาส ข้าน้อยต้องไปหาประสบการณ์ที่จิงโจวอย่างแน่.นอนเจ้าค่ะ”
เท่าที่เหอจิ่วเหนียงรู้มา จิงโจวและอันโจวอยู่ใกล้กับเมืองหลวงมากที่สุด แต่จิงโจวเจริญกว่า พ่อค้าส่วนมากล้วนนิยมไปทำการค้าที่นั่น หากลำพังแค่ตัวคนเดียวเหอจิ่วเหนียวก็อยากไปจิงโจวมากกว่า เพียงแต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้นต้องเคารพการตัดสินใจของผู้นำครอบครัว
และประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้มีเพียงอันโจวเท่านั้นที่เปิดรับผู้ลี้ภัย ส่วนจิงโจวนั้นไม่แน่.นอน
“เอาเถอะ หากเรามีวาสนาต่อกันก็คงได้พบกันอีก”
เจียงรั่วหย่าถอนหายใจด้วยความรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ก่อนจะปลดป้ายหยกออกจากเอว แล้วยื่นให้หญิงสาวชาวนา “หากพวกเจ้าไปจิงโจว ให้นำป้ายหยกนี่ไปหาข้าที่หอน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดในจิงโจว หอน้ำชาอันหลานฟาง”
“ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงรับป้ายหยกมาอย่างไม่เกรงใจ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การมีมิตรมากย่อมไม่ตกยากแน่.นอน
เจียงรั่วหย่ายิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องเกรงใจหรอก ครอบครัวเจ้าก็ดูแลข้าไม่น้อยเหมือนกัน…จะว่าไปแล้ว เจ้ากับลูกสาวที่หายตัวไปหลายปีแล้วของข้าก็มีความคล้ายกันนะ ชื่อนางก็มีคำว่าจิ่วเหมือนกัน…เฮ้อ ช่างเถอะ ไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว
เอาละ ข้าต้องไปก่อน เจ้าและครอบครัวดูแลตัวเองด้วย”
ทหารเฝ้าเวรยามประตูเมืองเร่งแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ทำให้เสียเวลา รีบกล่าวอำลาคำสุดท้าย “ฮูหยิน ทุกสิ่งย่อมมีวาสนาทั้งสิ้น ทำใจให้สบาย รักษาสุขภาพนะเจ้าคะ ลูกสาวของท่านก็คงภาวนาให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาวร้อยๆปีเช่นกัน ยาจูซาอันเสินหวานที่ข้าน้อยให้ไปครั้งก่อนแม้จะได้ผลดี แต่หากใช้ปริมาณมากเกินไปอาจกลายเป็นพิษได้ ใช้ในปริมาณน้อยๆจะดีกว่า
ฮูหยิน หวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกนะเจ้าคะ”
ส่งท้ายคำร่ำลา หญิงชาวนาก็กระโดดลงจากรถม้าและจากไปทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำใด
เจียงรั่วหย่านิ่งอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
สาวน้อยคนนี้ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก หากจิ่วเอ๋อร์ของนางยังมีชีวิตอยู่ ก็คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนี้
จบตอน
Comments
Post a Comment