single mom ep111-120

ตอนที่ 111: สร้างความสุขให้หมู่บ้าน


การออกเรือนสำหรับสตรีนั้นเปรียบเสมือนการเกิดใหม่ นางฉินรู้สึกว่าตนเองช่างโชคดียิ่งนักที่ชีวิตหลังแต่งงานเป็นไปด้วยความสุข แม้แม่สามีจะเป็นคนดูแลเรื่องในบ้านแต่ก็ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวอย่างเท่าเทียม ทั้งยังคิดถึงทุกคนในทุกเรื่อง ตอนนี้ครอบครัวเพิ่งเริ่มทำการค้า วันข้างหน้าจะต้องมีชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไปแน่นอน


ทว่าเหลียนฮวากลับไม่แน่นอน แม่สามีอย่างนางซุนใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ หากเจอแม่สามีที่สร้างความลำบากใจให้ลูกสะใภ้ ดังนั้นนางต้องมีเงินถึงจะเอาตัวรอดได้


นอกจากนี้ นางฉินเป็นอาเล็กของเหลียนฮวา นางจะเอาเงินหลานได้อย่างไร


“ท่านอาเล็ก แม้ข้าจะพูดว่าท่านย่าลู่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ แต่ในวันนั้นหากไม่ใช่เพราะท่านกับอาเขยไปเจอข้าและเป็นคนเอ่ยปากขอให้ท่านย่าลู่ช่วย ข้าก็คงไม่มีวันนี้หรอกเจ้าค่ะ บุญคุณในครั้งนั้นข้าจดจำมาโดยตลอด ข้ารู้ว่าตอนนี้ท่านอาเล็กนำเงินไปลงทุนหมดแล้ว เงินนี่ถือเสียว่าเป็นความตั้งใจของข้านะเจ้าคะ ท่านรับไว้เถอะเจ้าค่ะ”


เหลียนฮวากล่าวออกมาด้วยความจริงใจ หากตอนนั้นท่านอาเล็กปกป้องตัวเอง ไม่บอกเรื่องนี้กับทุกคนในครอบครัว นางคงถูกขายเข้าไปอยู่ในหอคณิกาเป็นแน่แท้


นอกจากนั้น ตอนที่เมืองเฉียนโจวเกิดเหตุจลาจล ได้ยินมาว่าหอคณิกาถูกเผาจนมอดไหม้ หากนางอยู่ในนั้น เกรงว่าแม้แต่ศพก็คงไม่เหลือซาก


“เด็กโง่ เจ้าเป็นหลานเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของข้านะ ไม่ปกป้องเจ้าแล้วข้าจะปกป้องใครกัน ตอนที่พ่อแม่ของเจ้ามีชีวิตอยู่พวกเขาก็ดีกับข้ามาก อาเล็กดีกับเจ้าก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว แม้เจ้าจะรู้ความ แต่ก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งอยู่ดี ไม่ต้องทุ่มเทสุดชีวิตถึงเพียงนี้หรอก ที่ทำได้ตอนนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว อาเล็กภูมิใจในตัวเจ้ามาก”


นางฉินยิ้มพลางลูบแก้มเด็กสาว แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ


จะไม่ภูมิใจได้อย่างไร หลานสาวของนางเจรจาการค้าทำรายได้ให้กับครอบครัวมากโขเช่นนี้ ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัวลู่ วันข้างหน้าก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


เหลียนฮวากอดอาเล็ก และกล่าวน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ท่านอาเล็ก…”


อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นเด็กสาววัยสิบสี่ปีคนหนึ่ง เมื่อนึกถึงเรื่องท่านปู่ท่านย่า พ่อแม่พี่น้องของตัวเองตายไปทีละคน นางก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ


สุดท้ายเงินสองตำลึงนั่นเหลียนฮวาก็เก็บเอาไว้เอง นางฉินให้นางเก็บเงินเอาไว้ให้ดี นั่นคือเงินส่วนตัวของนาง


เหลียนฮวาพยักหน้าตอบตกลง คิดว่าการที่ตนมีโอกาสได้เข้าไปในอำเภอบ่อยขึ้นหลังจากนี้ หากมีเงินนางจะซื้อของดีๆกลับมาให้พวกน้องๆ เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจและตอบแทนทางผู้ใหญ่

......


อีกด้านหนึ่ง นางซุนและผู้เฒ่าลู่เคาะประตูหน้าบ้านผู้นำหมู่บ้าน


ผู้ที่ออกมาเปิดประตูคือนางจ้าว ลูกสะใภ้คนโตของผู้นำหมู่บ้าน สามีของนางเคยสร้างบ้านให้กับครอบครัวลู่ นางย่อมรู้จักสองสามีภรรยาชราตรงหน้า จึงไม่ไถ่ถามอะไรและเชิญเข้าไปในบ้านทันที


“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านลุงกับท่านป้าลู่มาหาเจ้าค่ะ!”


นางจ้าวตะโกนเรียกเข้าไปด้านใน จากนั้นเชิญทั้งสองนั่ง และเดินเข้าไปในครัวหยิบชามาสองจอก


“ที่บ้านไม่ได้มีชาดีอะไร หวังว่าท่านลุงท่านป้าทั้งสองจะไม่รังเกียจนะเจ้าคะ”


นางจ้าวสุภาพมาก ดูแลแขกได้เป็นอย่างดี นางซุนรับมาด้วยรอยยิ้มและอารมณ์ดีมาก


ผู้นำหมู่บ้านและภรรยาที่ถูกนางจ้าวเรียกก็เดินออกมา เด็กๆที่อยู่ในห้องยื่นคอออกมาแอบดูก็ถูกนางจ้าวพากลับเข้าห้องไป


“น้องลู่ มีเรื่องอะไรหรือ?”


ผู้นำหมู่บ้านยิ้มพลางถาม ผู้เฒ่าลู่จึงบอกจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้


“เจ้าจะซื้อที่ดินสร้างบ้านอีกแล้วหรือ?”


ผู้นำหมู่บ้านตกใจจนเบิกตากว้าง บ้านพวกเขาเพิ่งสร้างเสร็จไปไม่นานไม่ใช่หรือ?


ทั้งกว้างทั้งใหญ่ทั้งยังสูงปานนั้น ยังอยู่ไม่พออีกหรือ


“ฮ่าๆๆ ทำให้พี่ชายขำขันเสียแล้ว ช่วงนี้ที่บ้านเราทำการค้า พี่ชายคงได้ยินเรื่องราวมาบ้างแล้วกระมัง ก็ตัดเย็บเสื้อผ้าเอาไปขายนั่นแหละ ที่บ้านแค่ครอบครัวข้าอยู่อาศัยก็แน่นแล้ว ใช้ทำงานไม่ได้จริงๆ ก็เลยอยากสร้างโรงผลิตโดยเฉพาะน่ะ”


ผู้เฒ่าลู่อธิบายด้วยรอยยิ้มและความถ่อมตน แต่น้ำเสียงนั้นอดกลั้นความภาคภูมิใจเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ นี่เป็นหนึ่งเดียวในหมู่บ้านเชียวนะ ชายชราอย่างเขาเป็นชายชราที่มีสง่าราศีที่สุด!


ผู้นำหมู่บ้านและภรรยาได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง คนครอบครัวลู่กำลังทำกิจการขายเสื้อผ้า เรื่องนี้พวกเขารู้อยู่แล้ว ชาวบ้านเองก็วิพากษ์วิจารณ์กันทั่ว แต่การยัดขนเป็ดขนไก่ขนห่านเข้าไปในเสื้อผ้าก็เหม็นมากอยู่แล้ว เดิมทีคิดว่าพวกเขาทำเอาไว้ใช้กันเอง นึกไม่ถึงว่าจะทำเป็นการค้าได้ ดูท่าการค้านี้จะเป็นไปได้ด้วยดี


เมื่อครู่ผู้เฒ่าลู่บอกว่า จะซื้อที่ดินเพิ่มอีกหกหมู่ นั่นก็หมายความว่า จะสร้างโรงผลิตสินค้าในพื้นที่หกหมู่ การค้าของครอบครัวลู่เติบโตถึงเพียงนี้แล้วหรือ?


หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ ผู้นำหมู่บ้านก็ยิ้มพลางกล่าว “ซื้อที่ดินนั้นไม่ใช่ปัญหา อย่างไรเสียที่ดินข้างบ้านพวกเจ้าก็ยังไม่มีเจ้าของ ไปทำรังวัดออกมาก็ได้แล้ว ส่วนเรื่องสร้างโรงผลิตสินค้า…”


ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้นทันที “ต้องรบกวนผู้นำหมู่บ้านช่วยจัดการให้แล้ว เหล่าคนงานในครั้งก่อนทำงานได้ดีมาก ก็เลยอยากใช้คนเหล่านั้นเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้พวกเราเร่งใช้งาน จะต้องเสร็จภายในสิบวัน จึงอยากให้ผู้นำหมู่บ้านช่วยหาคนงานเพิ่มสักหน่อย ค่าแรงให้คนละเท่าเดิม หากคนในหมู่บ้านไม่พอก็หาแรงงานหมู่บ้านอื่นมาเพิ่มได้”


ความรู้สึกนี้ช่างดีจริง!


ผู้นำหมู่บ้านหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ เช่นนี้ครอบครัวพ่อแม่ของภรรยา และครอบครัวพ่อแม่ของลูกสะใภ้ก็มีงานทำแล้ว!


“น้องลู่วางแผนเอาไว้ว่าจะใช้พื้นที่ทั้งหมดหกหมู่สร้างโรงผลิตสินค้าเลยหรือ?”


“พื้นที่สร้างโรงผลิตสินค้าเอาแค่สองหมู่ก็พอ ส่วนพื้นที่ที่เหลือยังไม่ต้องทำอะไร”


ผู้เฒ่าลู่ลูบหนวดเคราเบาๆ พื้นที่สร้างโรงผลิตสินค้าใช้แค่สองหมู่ก็เพียงพอแล้ว สาเหตุที่ซื้อเยอะก็เพราะเผื่อในวันหน้าสะใภ้สามคิดอะไรออก จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาซื้อที่ดินเพิ่ม


พื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ตอนนี้ก็เอาไว้เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ไปก่อน อย่างไรเสียที่บ้านก็ต้องใช้ขนสัตว์จำนวนมากอยู่แล้ว เลี้ยงเองใช้เองก็ดีเหมือนกัน


ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยถามต่อ “ครั้งนี้ใช้อิฐสร้างเหมือนเดิมใช่หรือไม่?”


“แค่โรงผลิตสินค้า ใช้อิฐสร้างสิ้นเปลืองเกินไป ขุดดินมาเผาสร้างก็พอแล้ว เรื่องนี้ต้องรบกวนผู้นำหมู่บ้านแล้ว”


“รบกวนอะไรกัน นับว่าน้องลู่สร้างความสุขให้กับหมู่บ้านเราด้วยซ้ำ!”


ผู้นำหมู่บ้านยิ้มหัวเราะอย่างเบิกบานใจ อีกครึ่งเดือนก็จะถึงช่วงเวลาที่หมู่บ้านเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละครอบครัวก็ไม่อาจรับจ้างก่อสร้างได้ ครอบครัวลู่มาได้เวลาเหมาะสมพอดี ต้องทำให้เสร็จภายในสิบวัน หลังจากรับเงินค่าจ้างก็เริ่มทำไร่นาของตัวเองต่อ เช่นนี้แต่ละครอบครัวก็จะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข


ชายชราทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนทางด้านนางซุนก็ยื่นตะกร้าไข่ที่นำมาจากบ้านให้กับนางหลิว ภรรยาผู้นำหมู่บ้าน


บนตะกร้าถูกคลุมด้วยผ้าสีน้ำเงินผืนหนึ่ง ทันทีที่นางหลิวเปิดผ้าดูก็ตกใจกับไข่ไก่เต็มตระกร้า ดูด้วยตาอย่างน้อยก็สามสิบถึงสี่สิบใบ


“พี่สะใภ้ ช่วงนี้ครอบครัวเรามารบกวนผู้นำหมู่บ้านบ่อยๆ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆต้องรับไว้นะเจ้าคะ!”


นางซุนยิ้มกว้างพลางกล่าว อยู่ที่บ้านไม่ว่าจะดุอย่างไร แต่เมื่อออกมาข้างนอกนางซุนก็เป็นคนที่อ่อนโยนมาก ทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เอาอกเอาใจผู้อื่น


ส่วนนางหลิวปากบอกว่าเกรงใจ เป็นเรื่องที่สมควรช่วยอยู่แล้ว แต่ก็ยังรับไข่ไก่ตะกร้านี้ไว้ ช่วงนี้ไข่ไก่หายาก สามารถนำมาบำรุงร่างกายให้กับเด็กๆได้


“เช่นนั้นก็ต้องขอบใจน้องสาวแล้ว”


นางหลิวยื่นตะกร้าไข่ไก่ให้ลูกสะใภ้นำไปเก็บ ส่วนตนก็พูดคุยกับนางซุนอย่างสนิทสนม ท่าทางราวกับเป็นพี่น้องกันก็มิปาน


ทำความรู้จักมักคุ้นกับครอบครัวผู้นำหมู่บ้านไว้นับเป็นผลดีต่อครอบครัวตนเอง นางซุนจึงเอ่ย “พี่สะใภ้อย่าพูดเช่นนี้เลย อย่างไรครอบครัวข้าก็อยู่ในหมู่บ้านนี้ วันหน้ายังมีเรื่องมากมายต้องรบกวนผู้นำหมู่บ้าน ครอบครัวข้ากำลังตัดเย็บเสื้อผ้าขาย คนตัดเย็บไม่พอ ต้องหาผู้หญิงในหมู่บ้านที่เก่งเรื่องเย็บปักถักร้อยมาช่วย พี่สะใภ้ช่วยข้าดูๆให้หน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ เราต้องการคนที่กระฉับกระเฉง ไม่เอาพวกปลิ้นปล้อนไร้ความรับผิดชอบ!”


ตอนที่ 112: ออกตรวจคนไข้


ได้ยินคำพูดของนางซุน แววตาของนางหลิวเปล่งประกายขึ้นทันที


จะรับแรงงานผู้หญิง!


ในยุคสมัยนี้ บุรุษเป็นเสาหลักของครอบครัว ทุกคนในครอบครัวล้วนต้องพึ่งพาผู้ชายในบ้าน


น้อยมากที่สตรีจะมีงานทำ โดยเฉพาะผู้หญิงในครอบครัวชาวนา


ผู้หญิงที่ขยันส่วนมากสามารถไปเป็นคนรับใช้ให้ตระกูลร่ำรวยได้ หรือคนที่มีทักษะในด้านงานฝีมือก็สามารถปักผ้าเช็ดหน้าขายได้ แต่เงินที่ได้มาแทบจะงอนิ้วนับได้เลย


ด้วยเหตุนี้ ผู้ชายส่วนใหญ่จึงมีอำนาจภายในบ้าน ผู้หญิงก็ทำได้แค่เชื่อฟังเท่านั้น


“น้องสะใภ้ งานนี้สามารถทำไปได้นานเพียงใดกัน?”


นางหลิวถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น นางต้องถามให้ชัดเจนตั้งแต่แรก จึงจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเหล่าสตรีในครอบครัวตนเอง


นางซุนยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าว “ครั้งนี้ครอบครัวเราได้รับงานมาไม่เลวเลย ต้องใช้เวลาหลายวันอยู่เจ้าค่ะ รอให้สร้างโรงผลิตสินค้าเสร็จก็จะเริ่มรับคน พี่สะใภ้ต้องช่วยข้าหาคนนะเจ้าคะ พวกที่แอบอู้งานข้าไม่เอานะเจ้าคะ!”


“น้องสาววางใจเถอะ เรื่องนี้มอบหมายให้เป็นหน้าที่ข้าได้เลย!”


นางหลิวยิ้มไม่หุบ คล้องแขนนางซุน จะไปเป็นเพื่อนสองสามีภรรยาลู่วัดรางวัดซื้อที่ดิน


ก่อนออกจากบ้าน ผู้นำหมู่บ้านยังสั่งให้บุตรชายคนโตไปแจ้งชาวบ้านที่ช่วยสร้างบ้านครอบครัวลู่ก่อนหน้านี้ พรุ่งนี้ให้เริ่มงานต่อ


นอกจากนี้ยังต้องหาคนงานที่เอาการเอางานและไว้ใจได้เพิ่มอีก หากไม่พอก็ไปหาแรงงานเพิ่มจากหมู่บ้านรอบๆ


เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องครอบครัวลู่ต้องการซื้อที่ดินสร้างบ้านเพิ่มก็แพร่สะพัดไปทั่วอีกครั้ง


คนที่เคยดูถูกครอบครัวลู่ว่ายากจนเหล่านั้น ในตอนนี้ไม่กล้าพูดมากอีก เพราะกลัวเรื่องนี้จะทำให้เหล่าผู้ชายในบ้านของตนไม่ได้รับคัดเลือกให้ไปรับจ้าง


อีกทั้งบางคนก็ได้ข่าวมาจากภรรยาผู้นำหมู่บ้านแล้วว่า ครอบครัวลู่สร้างโรงผลิตสินค้าเสร็จก็จะรับแรงงานผู้หญิง และยังเป็นงานที่ทำหลายวัน หากสามารถทำต่อไปได้ตลอด คนหนึ่งก็สามารถช่วยประหยัดค่าอาหารในครอบครัวได้ไม่น้อย


โรงผลิตสินค้ายังสร้างไม่ทันเสร็จ เหล่าสตรีในหมู่บ้านก็นั่งกันไม่ติดแล้ว แต่ละวันเดินผ่านไปผ่านมาแถวบ้านครอบครัวลู่เจ็ดแปดรอบเพื่อหวังจะได้เจอพวกเขา จากนั้นแสร้งทำเป็นบังเอิญเจอแล้วทักทายสักประโยคสองประโยค


ครอบครัวลู่ชวนสตรีแซ่ลู่มาทำด้วย ช่วงนี้พวกนางเห็นคนครอบครัวลู่พาพวกซุ่ยเอ๋อร์มาตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยกันจึงรู้อิจฉาไม่น้อย ก็แค่ตัดผ้ามาเย็บติดกันเหมือนชุดผ้าฝ้ายนั่นไม่ใช่หรือ พวกนางก็ทำได้!


ตอนนี้โอกาสมาแล้วย่อมไม่พลาดไปง่ายๆแน่ หากได้รับการคัดเลือก สถานะทางครอบครัวก็จะสูงขึ้นบ้างแล้ว!


วันต่อมา โรงผลิตสินค้าของครอบครัวลู่ก็เริ่มสร้าง ทุกคนทำงานด้วยบรรยากาศคึกคักเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น 


รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาในหมู่บ้านด้วยความรีบร้อน ถามหาบ้านครอบครัวลู่ คนบังคับม้าตีแส้ กีบม้าพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หากคนบังคับม้าไม่รีบดึงเชือกบังเหียนอาจพุ่งเลยบ้านไปแล้ว


“ขอถามหน่อยขอรับ แม่นางเหออยู่หรือไม่?”


คนบังคับม้าหยุดม้า และกระโดดลงรถม้าไปเคาะประตูบ้าน


บ้านที่ถูกเคาะประตูก็คือบ้านครอบครัวลู่นั่นเอง ผู้ที่ออกมาเปิดประตูก็คือนางซุน เห็นคนมาถามถึงสะใภ้สามด้วยความรีบร้อนเช่นนี้หญิงชราผู้เป็นเจ้าบ้านก็ขมวดคิ้วฉับด้วยความสงสัย “เจ้าเป็นใคร?”


คนขับรถม้าจึงนึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้แนะนำตัว “ข้าน้อยเป็นคนของโรงหมออวี้หยวนขอรับ ท่านผู้ดูแลเหรินให้ข้าน้อยมาเชิญแม่นางเหอติดตามท่านผู้ดูแลไปออกตรวจคนไข้ขอรับ”


ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง


นางซุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่ามีเรื่องอะไรเสียอีก


นางพยักหน้า “อยู่ๆ รบกวนเจ้ารอเดี๋ยวนะ”


กล่าวจบหญิงชราก็ไปตามเหอจิ่วเหนียงในห้อง ปรากฏว่าเห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังนอนอยู่อีกแล้ว เพียงแต่บนโต๊ะมีภาพวาดออกแบบหลายแผ่นวางกระจัดกระจาย เห็นได้ชัดว่านางวาดภาพมาค่อนคืนจนเหนื่อยและหลับไป


เมื่อเห็นเช่นนี้ นางซุนก็ไม่อยากรบกวนการพักผ่อนของนาง แต่การได้ไปออกตรวจคนไข้กับท่านอาจารย์นั้นเป็นโอกาสที่หาได้ยาก ดังนั้นจึงจำใจต้องปลุก


“สะใภ้สาม คนจากโรงหมออวี้หยวนมาตามเจ้า บอกว่าอาจารย์ของเจ้าจะพาไปออกตรวจคนไข้”


เหอจิ่วเหนียงรู้ตั้งแต่นางซุนเข้าห้องมาแล้วว่าต้องมีเรื่องสำคัญ จึงไม่อืดอาด รีบลุกขึ้นจากเตียง และอ้าปากหาวด้วยความขี้เกียจ ก่อนจะเอ่ยถาม “บอกหรือไม่เจ้าคะว่าไปไหน ไกลหรือไม่ หากไกลข้าจะได้พาโก่วเอ๋อร์ไปด้วย ก่อนหน้านี้ข้ารับปากเขาเอาไว้แล้ว”


“เขาไม่ได้บอก แต่เจ้าไปทำเรื่องสำคัญจะพาโก่วเอ๋อร์ไปทำไม ข้าดูลูกให้เจ้าได้ไม่ทิ้งหรอก”


นางซุนกลอกตามองบนด้วยความไม่พอใจ อย่างไรโก่วเอ๋อร์ก็เป็นหลานชาย นางไม่มีทางปฏิบัติไม่ดีต่อเขาอยู่แล้ว


“ท่านแม่ ท่านไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าผ่านพ้นความตายในครั้งนั้นมาได้โก่วเอ๋อร์ก็ตัวติดข้าเป็นพิเศษ เวลานอนก็มักฝันร้ายในยามดึก ข้าทนเห็นเขาเจ็บปวดเสียใจไม่ได้เจ้าค่ะ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ข้าก็ถามท่านอาจารย์แล้ว ท่านอาจารย์ยินดีให้ข้าพาลูกไปด้วยเจ้าค่ะ”


วาจาของเหอจิ่วเหนียงนับว่าจริงครึ่งไม่จริงครึ่ง ทำให้นางซุนไม่อาจคาดเดาได้


ก่อนหน้านี้ทุกคนนอนด้วยกันมาเป็นเวลานานมาก นางซุนไม่เคยได้ยินโก่วเอ๋อร์ฝันร้ายเลยสักครั้ง แต่ก็ไม่ได้สงสัย นางเพียงแปลกใจ…การนอนหลับของตนคงดีขึ้นกว่าเดิมกระมังถึงไม่ได้ยินเสียงอะไร


“เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปเก็บของเถอะ ข้าจะไปถามให้ก่อน”


นางซุนกล่าวจบก็ออกไปอย่างรวดเร็ว เหอจิ่วเหนียงยกยิ้ม หญิงชราผู้นี้ช่างคล่องแคล่วว่องไวยิ่งนัก


ไม่นานนางซุนก็กลับมาบอกว่าไปแค่ในอำเภอ เหอจิ่วเหนียงจึงรีบไปขึ้นรถม้าและออกไปโดยไม่ได้นำสิ่งใดไปเลย


นางซุนจูงมือโก่วเอ๋อร์ยืนส่งพวกเขาที่หน้าบ้านด้วยสีหน้าเป็นกังวล อธิบายความรู้สึกในใจไม่ถูก เป็นความรู้สึกที่เป็นห่วง ไม่วางใจ


เหอจิ่วเหนียงกลับมีท่าทีสบายๆ ทันทีที่ขึ้นรถนางก็นอนต่อ นางอยากใช้โอกาสในช่วงหลายวันนี้วาดภาพออกแบบให้เยอะๆ รอหลังจากสร้างโรงผลิตสินค้าเสร็จจะได้ทำการตัดเย็บออกมาได้จำนวนมาก เช่นนี้จะช่วยย่นระยะเวลาลงได้ ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ด้วยเหตุนี้ เมื่อคืนนางจึงไม่ได้นอน ทำงานจนกระทั่งเมื่อครู่เพิ่งได้งีบหลับ ทว่าเพียงไม่นานก็ถูกปลุกให้ตื่นแล้ว


“แม่นางเหอ ถึงแล้วขอรับ”


คนขับรถม้ากล่าวขึ้น เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาวอีกครั้งก่อนจะลงจากรถม้า และพบว่าตรงหน้าเป็นประตูด้านข้างของคฤหาสน์หลังหนึ่ง ผู้ดูแลเหรินกับเด็กติดตามคนหนึ่งรออยู่นานแล้ว


“แม่นางเหอ…เอ่อ ไม่ใช่สิ ท่านหมอเหอ ในที่สุดก็มาแล้ว วันนี้เรามาตรวจอาการป่วยของคุณหนูจวนท่านนายอำเภอ ชักช้าไม่ได้!”


เหอจิ่วเหนียงตระหนักได้ทันที ที่แท้ก็เป็นจวนของท่านนายอำเภอนี่เอง


ในขณะที่เดินเข้าไปด้านในกับผู้ดูแลเหริน ผู้ดูแลเหรินก็อธิบายอาการป่วยของคุณหนูแห่งจวนท่านนายอำเภอให้นางฟัง


“นางบอกว่าเป็นฝีบนใบหน้า รักษาอย่างไรก็ไม่หาย คุณหนูผู้นั้นร้องขอความตายมาสักพักแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยมาหาหมอที่โรงหมอของเรา แต่ผลลัพธ์ไม่ค่อยชัดเจน ตอนแรกอาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่พอผ่านไปไม่กี่วันอาการก็กลับมาหนักขึ้น”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ


ผู้ดูแลเหรินกับเด็กติดตามเป็นผู้ชาย ไม่อาจเข้าไปเรือนหลังได้ จึงทำได้เพียงให้บุตรสาวนายอำเภอมาตรวจอาการที่เรือนด้านหน้า


ใบหน้าของบุตรสาวนายอำเภอถูกคลุมด้วยผ้าพันแผล นั่งอยู่ในศาลาสวนบุปผาด้วยสีหน้าโศกเศร้าราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา


“ท่านผู้ดูแลเหรินมาด้วยตัวเองเลยหรือ รีบมาตรวจอาการให้หลานเอ๋อร์เถอะ หลายวันมานี้อาการหนักมาก ไม่รู้จะทำเช่นไรแล้วจริงๆ”


ผู้ที่กล่าวเป็นสตรีอายุประมาณยี่สิบถึงสามสิบปี คาดว่าเป็นฮูหยินของท่านนายอำเภอ


ตอนที่บุตรสาวนายอำเภอเห็นผู้ดูแลเหรินก็ไม่ได้มีการปฏิกิริยาใด อย่างไรก็เป็นคนรู้จักกัน ทว่าเมื่อนางเห็นเหอจิ่วเหนียง เมื่อเผชิญกับใบหน้างดงามน่ารักนั่น นางก็ฉุนเฉียวขึ้นมาทันที


หญิงสาวตะโกนขึ้น “นางเป็นใคร! ที่นี่คือจวนนายอำเภอ ไม่ใช่สถานที่ที่หมาแมวที่ไหนจะเข้ามาก็ได้!”


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้เลยว่าเจตนาความเป็นศัตรูของอีกฝ่ายมาจากไหน ดังนั้นจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้ากลับละ”


ตอนที่ 113: ยุให้รำ ตำให้รั่ว


ฮูหยินนายอำเภอได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจทันที จึงรีบหันไปเอ็ดบุตรสาว “หลานเอ๋อร์ อย่าพูดจาเหลวไหล! นี่คือท่านหมอเหอ เป็นหมอคนใหม่ของโรงหมออวี้หยวน”


ผู้ดูแลจะพาใครเข้ามาด้วยย่อมต้องเรียนฮูหยินนายอำเภอให้ทราบก่อนทุกครั้ง ดังนั้นนางจึงรู้ถึงสถานะของเหอจิ่วเหนียง


“นางเนี่ยน่ะ? ผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะ?”


จางหลานเซียงเหลือบมองอีกฝ่ายด้วยความรังเกียจและสายตาไม่เป็นมิตร เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขันยิ่งนัก แม่นางน้อยผู้นี้ดูถูกผู้หญิงอย่างนั้นหรือ


“ท่านผู้ดูแล คุณหนูจางดูถูกวิชาแพทย์ของข้า เช่นนั้นก็อย่าฝืนเลย กลับเถอะ”


นางยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันหลังเตรียมเดินจากไป


“บังอาจ! ชาวบ้านอย่างเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำตัวไร้มารยาทกับข้า!”


จางหลานเซียงเห็นใบหน้าอีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านก็รู้สึกโกรธเกรี้ยว ด้วยเหตุนี้นางยิ่งไม่เชื่อว่าหญิงสาวผู้นี้จะมีความสามารถรักษานางให้หายได้


ก็แค่หน้าตาดีนิดหน่อย วิชาแพทย์จะเก่งกาจสักเพียงใดกันเชียว!


ผู้ดูแลเหรินไม่รอบคอบเกินไปแล้ว!


“ไม่ทราบว่าคุณหนูดูจากอะไรถึงมองว่าข้าไร้มารยาท?”


เหอจิ่วเหนียงหันกลับไปเผชิญหน้าจางหลานเซียง บุตรสาวนายอำเภอเห็นอีกฝ่ายจ้องหน้าตนเช่นนี้ก็รู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูกจนน้ำตาไหลพรากลงมา


เหอจิ่วเหนียงถึงกับงุนงง


ฮูหยินเห็นท่าทางบุตรสาวก็รู้สึกสงสารจับใจ จึงเข้าไปปลอบพลางหันไปกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง “ขายหน้าทุกท่านแล้ว ตั้งแต่ลูกสาวข้าป่วยเป็นโรคนี้นางก็อารมณ์แปรปรวนง่าย นางไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก”


อ๋อ อารมณ์แปรปรวนก็เลยบันดาลโทสะกับคนอื่นได้ตามใจอย่างนั้นหรือ


สมกับเป็นครอบครัวขุนนางจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย ก่อนหันหลังจะเดินจากไป


ผู้ดูแลเหรินไม่กล้าล่วงเกินครอบครัวท่านนายอำเภอ จึงรีบคว้าแขนเสื้อคนที่มาด้วยกันไว้แล้วกล่าวด้วยสีหน้าร้อนใจ “ท่านหมอเหอ ใจเย็นๆนะ ใจเย็นๆ”


“ยังมีอะไรต้องใจเย็นอีก ในเมื่อนางไม่อยากรักษา อยากปล่อยให้ตัวเองอัปลักษณ์ต่อไป ใช้ผ้าปิดหน้าทุกวันเช่นนี้ ข้าจะทำอะไรได้?”


น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงแฝงความขบขันและความยั่วยุ ฮูหยินนายอำเภอได้ยินแล้วถึงกับขมวดคิ้ว นึกไม่ถึงว่าหมอหญิงผู้นี้จะกล้าว่าบุตรสาวของนางอัปลักษณ์


ผู้ดูแลเหรินร้อนรนจนเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มแผ่นหลัง เหตุใดแม่นางผู้นี้ถึงกล้ากระทั่งเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมานะ!


“เจ้าว่าใครอัปลักษณ์ฮะ! เจ้าคิดว่าตัวเองหน้าตาดีแล้วจะแน่นักหรือ ใครก็ได้เข้ามานี่หน่อย จับตัวนางนี่ไว้ วันนี้ข้าจะสั่งสอนนางเอง!”


จางหลานเซียงโวยวายและชี้นิ้วสั่ง แม้แต่ฮูหยินนายอำเภอเองก็สำทับ “ลูกสาวข้าจะเป็นเช่นไรก็ไม่ใช่เรื่องที่หมอเหอจะมาพูดจาเช่นนี้ได้!”


เหอจิ่วเหนียงปลงตก พลางเยาะเย้ยในใจ เป็นดั่งคำโบราณกล่าวไว้จริงๆ …ดูนางต้องดูแม่


ในตอนแรกฮูหยินนายอำเภอผู้นี้ยังวางท่าสุภาพใจดีอยู่เลย แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็เผยตัวตนที่แท้จริงออกมาแล้ว


“เกิดเรื่องอะไรขึ้น เหตุใดถึงวุ่นวายกันเพียงนี้?”


ในขณะที่กำลังมีปากเสียงกันอยู่นั้นเอง น้ำเสียงอันเข้มงวดเด็ดขาดของชายผู้หนึ่งก็ดังขึ้น แม้แต่จางหลานเซียงก็ถึงกับเงียบไป


“เจ้าเองหรือ?”


นายอำเภอจางเดินเข้ามาในศาลาสวนบุปผาก็เห็นเหอจิ่วเหนียง


เขาจำหญิงสาวผู้นี้ได้ เพราะนางคือคนที่จับตัวโจรที่ลอบปล้นข้างทางสองคนนั้นมาส่งทางการก่อนหน้านี้


“คารวะใต้เท้า”


นึกถึงเรื่องที่จางซงบอกเอาไว้ว่านายอำเภอผู้นี้เป็นขุนนางที่ดี ก่อนหน้านี้ตัดสินคดีของเฉียนต้าหนิวด้วยความเป็นธรรม เหอจิ่วเหนียงจึงเคารพเขา


จางหลานเซียงเห็นบิดาของตนรู้จักกับหญิงผู้นี้ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ผู้หญิงคนนี้หน้าตางดงามถึงเพียงนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะสนใจท่านพ่อของนาง!


มิน่าล่ะ เหตุใดผู้ดูแลเหรินถึงพาหญิงผู้นี้มาด้วย!


จางหลานเซียงเพิ่งอายุเพียงสิบสองปี แต่ควรทราบว่าคนในยุคสมัยนี้อายุสิบต้นๆ ก็นับว่าเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว การคิดเรื่องเช่นนี้จึงไม่เป็นเรื่องที่เกินวัยเลย


“ท่านพ่อ ท่านต้องตัดสินความเป็นธรรมให้ลูกนะเจ้าคะ ผู้หญิงคนนี้นาง…นางดูถูกเหยียดหยามลูก!”


นายอำเภอจางหันมองเหอจิ่วเหนียงวูบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาถามภรรยาของตนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”


ฮูหยินนายอำเภอบอกเล่าข้ามคำพูดที่บุตรสาวต่อว่าคนอื่นไป “ท่านหมอเหอผู้นี้พูดว่าหลานเอ๋อร์ของเราอัปลักษณ์ คลุมหน้าคลุมตามานานหลายปี และคงทำได้เพียงคลุมหน้าต่อไปเจ้าค่ะ… ฮือๆๆ หลานเอ๋อร์ผู้น่าสงสาร นางเป็นเด็กดี มีใครบ้างอยากเป็นโรคนี้เจ้าคะ!”


นายอำเภอจางได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป ขณะที่จะหันมาตำหนิเหอจิ่วเหนียง ก็ได้ยินหญิงชาวบ้านยิ้มพลางเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าใต้เท้าทำหน้าที่ตรงนี้มากี่ปีแล้วเจ้าคะ?”


นายอำเภอจางนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย แต่ยังตอบกลับไป “เจ็ดปีแล้ว”


“เหอะๆ”


เหอจิ่วเหนียงยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ …นางได้ล่วงเกินครอบครัวนี้โดยสมบูรณ์แล้ว


โดยทั่วไป ตำแหน่งขุนนางมีโอกาสเลื่อนขั้นหนึ่งครั้งในทุกๆสามปี แต่นายอำเภอจางกลับเสียโอกาสไปถึงสองครั้ง นี่ชี้ให้เห็นถึงสิ่งใดกันล่ะ?


“ใต้เท้า โบราณว่าไว้ว่า การหาสตรีมาเป็นคู่ชีวิตต้องหาคนที่มีคุณธรรม มีภรรยาที่มีคุณธรรมอยู่เบื้องหลังจะช่วยสนับสนุนและขจัดปัญหาทุกข์ใจของสามีได้ เช่นนี้สามีจึงจะสามารถทำงานและดูแลครอบครัวได้อย่างสบายใจ แต่ตอนนี้ใต้เท้ารับตำแหน่งนายอำเภอติดต่อกันมาถึงเจ็ดปี เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าบางทีเป็นเพราะฮูหยินของใต้เท้าไม่มีคุณสมบัติในการเป็นภรรยาที่ดี?”


หมอหญิงกล่าววาจาเหล่านี้จบก็เห็นฮูหยินนายอำเภอสะกดกลั้นความโกรธใบหน้าแดงก่ำ แต่ไม่กล้าเอะอะโวยวายต่อหน้านายอำเภอ


ตามหลักเหตุผลแล้ว หากครอบครัวลู่อยากลงหลักปักฐานในอำเภอต้าหลิ่งก็ไม่ควรล่วงเกินขุนนางระดับนี้ แต่ทันทีที่มา ภรรยาและบุตรสาวของนายอำเภอก็ดูถูกผู้หญิงอย่างนางทันที ทั้งยังฟ้องร้องด้วยวาจาเหลวไหล ขืนให้นางยอมต่อไปก็บ้าแล้ว


นางไม่ใช่คนยอมในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และหากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ก็ย่อมมีวิธีปกป้องครอบครัวของตัวเองให้ปลอดภัยได้อยู่แล้ว


“เจ้ากำเริบเสิบสานยิ่งนัก! นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะกล้าว่าท่านแม่ข้าเช่นนี้!”


จางหลานเซียงดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ อยากสั่งสอนสตรีผู้นี้ให้เห็นดียิ่งนัก!


เหอจิ่วเหนียงกลับหันไปมองสาวใช้คนหนึ่งที่อยู่ข้างกายแล้วกล่าว “เจ้ากล้าพูดความจริงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดออกมาหรือไม่ หากเจ้ากล้าพูดโกหก ขอให้คุณหนูของเจ้าเป็นฝีทั้งตัว ชาตินี้ทั้งชาติรักษาไม่หาย”


“นางเหอ เจ้าหยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว!”


นายอำเภอจางโกรธจนมือไม้สั่น แต่ก็ไม่ได้สั่งให้คนเข้ามาจับตัวเหอจิ่วเหนียงแต่อย่างใด ตอนนี้ในสมองของเขาผุดภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในหลายปีที่ผ่านมา…รวมถึงสาเหตุที่ทำให้เขาไม่อาจเลื่อนขั้นได้


ฮูหยินนายอำเภอคุกเข่าลงแทบเท้า ร้องไห้ฟูมฟายและพร่ำวาจาอย่างสะอึกสะอื้น “ท่านพี่ ผู้หญิงคนนี้พูดจาเหลวไหล ข้าจะทำอย่างที่นางพูดได้อย่างไรเจ้าคะ นางคิดจะกล่าวหาคนอื่น ย่อมหาข้ออ้างมาใส่ร้ายได้ทั้งนั้น”


เหอจิ่วเหนียงกลับยิ้มอย่างเบิกบานใจ มองนายอำเภอจางแล้วพูดขึ้น “ใต้เท้าให้สาวใช้คนนั้นเล่าความจริงออกมาก็สิ้นเรื่องเจ้าค่ะ”


นายอำเภอจางไม่สนใจภรรยาที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญ แต่หันไปจ้องสาวใช้ผู้นั้นเขม็ง และตะคอกออกมา “พูด!”


สาวใช้ตกใจกลัวจนทรุดลงไปคุกเข่า เงยหน้ามองคุณหนูและฮูหยินวูบหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทั้งหมดออกมา


“นางหญิงโง่! นี่เจ้าสั่งสอนลูกเช่นนี้หรือ!”


ผู้เป็นขุนนาง ไม่ว่าตำแหน่งจะสูงต่ำเพียงใดก็มีสมองมีความคิด ชั่วพริบตานายอำเภอจางก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด


ที่แท้ก็เป็นเพราะจางหลานเซียงจองหองไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา เป็นฝ่ายหาเรื่องคนอื่นก่อน ต่อมาเหอจิ่วเหนียงจงใจกล่าววาจาเสียดแทงใจเข้า อยากให้จางหลานเซียงยอมให้ตรวจอาการป่วย แต่นางหลวี่กลับไร้สมอง ไม่เข้าใจความหมายของเหอจิ่วเหนียงไม่พอ ยังพานโกรธเกรี้ยวก่อเรื่องขึ้นอีก


มิน่าล่ะ เหตุใดคนอื่นถึงมาเยาะเย้ยว่าเหตุใดเขาถึงไม่ได้เลื่อนขั้นเสียที


ในใจย่อมมีความรู้สึกโกรธอยู่แล้ว โกรธที่เหอจิ่วเหนียงฉีกแผลในใจของตน และโกรธที่ภรรยากับบุตรสาวตนไม่เป็นโล้เป็นพายเช่นนี้


นายอำเภอจางเตะภรรยาที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าออก และขณะที่เขาจะระบายความโกรธ เหอจิ่วเหนียงก็พูดขึ้น “ในฐานะที่ใต้เท้าเป็นพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายย่อมต้องไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ฮูหยินกับคุณหนูล้วนเป็นผู้หญิงเหมือนกันแต่กลับดูถูกผู้หญิงกันเองเช่นนี้ หากขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาประเมินใต้เท้าแล้วเห็นเหตุการณ์นี้เข้าก็คงนำเรื่องไปรายงานเบื้องบน เช่นนั้นใต้เท้าจะยังมีโอกาสเลื่อนขั้นได้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้ม รอยยิ้มของนางทำเอาผู้ดูแลเหรินที่อยู่ข้างๆ ถึงกับขนลุก เหตุใดแม่นางเหอถึงยุให้รำตำให้รั่วเก่งเช่นนี้นะ!


หรือว่าเหมือนดั่งคำโบราณที่กล่าวเอาไว้ ‘มีเพียงสตรีและบ่าวไพร่ที่เลี้ยงยาก’


ตอนที่ 114: เปิดโลกกว้าง


คำพูดของเหอจิ่วเหนียงกลับทำให้นายอำเภอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ครั้นที่เขาไปรายงานผลงานเมื่อปีที่แล้ว


เขาปกครองอำเภอต้าหลิ่งได้เป็นอย่างดี หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดภัยพิบัติหรือเรื่องใหญ่อะไรเลย ด้านคดีความร้ายแรงก็แทบไม่มี


แม้แต่เหล่าขุนนางเองล้วนแต่ยกย่องสรรเสริญเขา ตามหลักแล้วเขามีโอกาสเลื่อนขั้นถึงเก้าในสิบส่วนเลยทีเดียว


แต่เนื่องจากครั้งนั้น บุตรสาวของเขาจะตามไปเที่ยวเล่นที่เมืองหลักด้วย เขาจึงพาครอบครัวเดินทางไปพร้อมกับขุนนางที่มาประเมิน


ระหว่างทาง ทั้งคณะหยุดพักผ่อน สาวใช้ไม่ทันระวังเผลอทำจานแตกไปใบหนึ่ง จางหลานเซียงจึงสั่งให้คนโบยสาวใช้คนนั้นทันที ส่วนนางหลวี่ภรรยาเขายืนดูอยู่ข้างๆ โดยไม่ห้ามปราม จนกระทั่งเขากับขุนนางผู้นั้นไปดูจึงจะหยุดลง


ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้คิดอะไร ทว่าพอมาคิดดูตอนนี้…หรือว่าตอนนั้นทำให้ขุนนางผู้ตรวจสอบเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อครอบครัวเขา นำเรื่องไปแจ้งเบื้องบน ทำให้การเลื่อนขั้นของเขาหยุดชะงักไปนับตั้งแต่นั้นอย่างนั้นหรือ?


เมื่อหันกลับมามองเหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง สายตาของนายอำเภอจางก็เบิกกว้างเล็กน้อย สตรีผู้นี้เฉลียวฉลาดจริงๆ หรือว่านางจะเป็นเทพ!


“แม่นางเหอโปรดชี้แนะด้วย”


ท่าทางของเขาดูเคารพและศรัทธามาก ทำเอาทุกคนต่างตกตะลึง


เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างเย็นชา “ไม่กล้าชี้แนะหรอกเจ้าค่ะ แต่ตราบใดที่ใต้เท้าใส่ใจภรรยากับลูกสาวให้มากก็คงจะรู้ได้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหน จากนี้ก็จะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว”


“ใช่ๆๆ ที่เจ้าพูดมามีเหตุผลมาก หลายปีที่ผ่านมาข้าใส่ใจลูกน้อยเกินไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ติดอยู่ในตำแหน่งนี้นานถึงเพียงนี้!”


ทันใดนั้นผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอมานานก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่กล่าวมีความขำขันเจือเล็กน้อย


จางหลานเซียงตกใจจนอึ้งเมื่อเห็นบิดาถูกหญิงสาวผู้นี้กล่าววาจาหว่านล้อมจนหลงเชื่อ นางยิ่งฉุนเฉียวมากขึ้น และในขณะที่จะพ่นผรุสวาทออกมา ก็ถูกนายอำเภอจางห้ามไว้


“ท่านพ่อ! ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านจะเข้าข้างคนนอกที่รังแกลูก! ลูกมีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีความหมายอะไร ให้ลูกตายไปซะยังดีกว่า! ฮือๆๆ…”


เด็กสาวร้องไห้ประท้วงไม่ยอมเลิกรา นายอำเภอจางไม่สนใจนางแต่อย่างใด เพียงยิ้มตาหยีเอ่ยกับเหอจิ่วเหนียง “ต่อไปข้าจะสั่งสอนลูกคนนี้อย่างเข้มงวดแน่นอน ตอนนี้ท่านหมอเหอตรวจอาการป่วยให้นางก่อนเป็นเช่นไร?”


นายอำเภอไว้หน้าถึงเพียงนี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงก็จะรักษามารยาท พยักหน้าเดินเข้าไปเพื่อจะตรวจอาการป่วยให้เด็กหญิง


“เจ้าไสหัวออกไปซะ! ข้าไม่ให้เจ้ารักษา! เจ้ามันเป็นคนเลว!”


คุณหนูจวนนายอำเภอร้องโวยวายไม่ต่างอะไรกับหญิงในตลาดเลย มือเท้ากวัดแกว่งอย่างว่องไว ตบตีสาวใช้ข้างกาย ส่วนผู้เป็นแม่ได้แต่ก้มหน้าร้องไห้ปาดน้ำตา


“หากเจ้ายังไม่หยุดโวยวาย ข้าจะสั่งให้คนจับตัวเจ้ามัดเดี๋ยวนี้!”


นายอำเภอจางโกรธมาก  บุตรสาวผู้เชื่อฟังของเขากลายเป็นคนไร้เหตุผลเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดแล้ว


ถูกผู้เป็นพ่อตะคอกใส่เช่นนี้ จางหลานเซียงจึงไม่กล้าอาละวาดอีกต่อไป ทำได้เพียงกัดฟันอดทนไม่ให้ตนร้องไห้ออกมา


นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดพ่อที่ฉลาดหลักแหลมมาโดยตลอดถึงได้ถูกหลอกจนเป็นแบบนี้ได้ หรือว่าจะเป็นเพราะหญิงผู้นั้นรูปร่างหน้าตา.งดงาม?


เมื่อคิดได้เช่นนี้เด็กหญิงก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นอีกครั้ง คิดว่าต้องเป็นเพราะใบหน้าของตนเป็นเช่นนี้แน่ๆ ท่านพ่อถึงไม่ชอบตน


ในขณะที่คุณหนูจางกำลังจมอยู่กับความคิดอยู่นั้นเหอจิ่วเหนียงก็เดินมาตรงหน้านางแล้ว ดึงผ้าปิดหน้านางออกอย่างไม่เกรงใจ ฝีเป็นหลุมเป็นบ่อบนใบหน้าก็เผยออกมา


เมื่อทุกคนได้เห็นใบหน้าอันอัปลักษณ์นี้ เด็กสาวก็รู้สึกอับอาย หน้าตาบิดเบี้ยวก่อนจะส่งเสียงร้องไห้ออกมา


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงแค่อยากแกล้งสาวน้อยปากร้าย แต่เมื่อเห็นนางเสียใจมากเช่นนี้จึงถอดความคิด และกล่าวอย่างจริงจัง “หยุดร้องไห้ได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรหรอก แค่เป็นสิวในวัยสาวไม่กี่เม็ดเท่านั้นเอง”


ฮะ!


จางหลานเซียงหยุดร้องไห้ในทันใด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความสดใสมองอีกฝ่าย “นี่เจ้าพูดจริงหรือ?”


“ข้าจะหลอกเจ้าทำไมกัน?”


เห็นนางยอมพูดจาดีๆ ท่าทางของเหอจิ่วเหนียงจึงอ่อนลงไม่น้อย


“ไม่ใช่แค่เจ้าสักหน่อยที่เป็น คนอื่นเขาก็เป็นกันทั้งนั้น เจ้าก็แค่เป็นหนักกว่าคนอื่นเล็กน้อยเท่านั้นเอง”


เหอจิ่วเหนียงตรวจรอบหนึ่ง และจับชีพจรให้นางอีกครั้งก็วินิจฉัยในใจได้


“เจ้าชอบกินเผ็ดใช่หรือไม่?”


ถามจบเหอจิ่วเหนียงก็ขมวดคิ้ว ไม่น่าใช่ นางมาอยู่ที่นี่ระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่เคยเห็นที่ไหนขายพริกเลย หรือบางทีอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมกันในช่วงนี้


หรืออาจยังไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนั้นกินได้


และด้วยเหตุนี้ ในช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ค่อยเจริญอาหารเลย คิดจะเข้าป่าขึ้นเขาไปหาที่ลับตาคนนำพริกออกมาจากห้วงมิติสักหน่อย แต่ช่วงนี้นางแค่ไม่มีเวลา


ส่วนอาการของจางหลานเซียงตอนนี้เห็นได้ชัดว่านางกินเผ็ดเยอะเกินไป ธาตุไฟกำเริบจึงทำให้เกิดสิวสาวขั้นรุนแรง


มิน่าล่ะ เหตุใดก่อนหน้านี้ผู้ดูแลเหรินถึงบอกว่านางเป็นฝีมานานรักษาไม่หาย แม้ตอนนั้นอาการจะดีขึ้นแล้วแต่ผ่านไปไม่กี่วันก็เริ่มกลับมากำเริบอีก


หากไม่เลี่ยงอาหารรสเผ็ด แล้วอาการจะดีขึ้นได้อย่างไรเล่า!


จางหลานเซียงกลับตกตะลึง กะพริบตาอย่างมีพิรุธและถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”


นี่ไม่ใช่ความลับอะไร นางเป็นคนชอบกินเผ็ดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนรู้สึกว่าอาหารรสชาติจืดชืดเกินไปทำให้ไม่อยากอาหาร ต่อมามีคนนำพริกหยวกหลายถังมามอบให้บิดา บอกว่าเป็นของมาจากทางตะวันตก นางลองชิมเล็กน้อย และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้เปิดโลกกว้าง หากวันใดอาหารไม่มีรสเผ็ดนางจะไม่พอใจทันที


น่าเสียดายที่ในจวนมีเพียงนางคนเดียวที่ชอบรสชาติเช่นนี้ ท่านพ่อท่านแม่ พวกน้องๆรวมทั้งบ่าวรับใช้ล้วนไม่มีใครชอบ นางจึงรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่บ้าง


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้ตอบ นายอำเภอจางก็ดุบุตรสาวทันที “เจ้ากินพริกหยวกนั่นเยอะเกินไปแล้วใช่หรือไม่ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าของเช่นนั้นกินเยอะไปมันไม่ดีเจ้าก็ไม่ฟัง! นั่นมันของจากทางตะวันตก ไม่รู้ว่ามีพิษหรือไม่ เจ้าดูสภาพเจ้าในตอนนี้สิ โดนพิษเข้าแล้วแน่ๆ!”


วาจานี้รุนแรงเกินไป เด็กหญิงอายุสิบสองได้ยินคำว่า ‘โดนพิษ’ จึงตกใจร้องไห้โฮอีกครั้ง “ฮือๆๆ ข้าโดนพิษแล้ว ข้าไม่อยากตาย ช่วยข้าด้วย ฮือๆๆ…”


นางหลวี่เองก็ไม่สนใจอะไรแล้ว ร้องไห้ฟูมฟายพร่ำขอร้องเหอจิ่วเหนียง “ท่านหมอเหอ ข้าต้องขอโทษเรื่องเมื่อครู่ด้วยจริงๆ พวกเราไร้มารยาทเสียแล้ว ข้าขอโทษท่านหมอจริงๆ ท่านหมอต้องช่วยหลานเอ๋อร์นะ!”


เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ ‘ครอบครัวนี้สมองเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไรกัน’


นางส่งเสียงกระแอมในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงขรึม “ไม่ได้โดนพิษหรอก ก็แค่กินเยอะเกินไปธาตุไฟในร่างกายจึงกำเริบ เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่าให้ต้มยาตามเทียบยาเหล่านี้ดื่ม อีกประมาณเจ็ดถึงแปดวันอาการก็จะดีขึ้น”


เมื่อกล่าวถึงตรงนี้นางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจงใจกล่าวต่อ “พูดถึงพริกหยวก ข้าเองก็ชอบมากเหมือนกัน เพียงแต่…ระหว่างทางลี้ภัยทำเมล็ดพันธุ์หล่นหายไปแล้ว เฮ้อ∼ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก!”


ในขณะบ่นนั้นหมอหญิงก็จงใจหันไปมองนายอำเภอจาง 


นายอำเภอจางทำหน้าตางุนงง


หรือว่านางจะต้องการ?


ของสิ่งนั้นรสชาติเผ็ดปานนั้น มีอะไรอร่อยกัน


แต่วันนี้แม่นางเหอได้เตือนสติเขาจนพบแสงสว่าง มอบให้นางสักหน่อยไม่เห็นเป็นไร


ดังนั้นจึงสั่งให้คนยกต้นพริกหยวกมาให้นางหลายกระถางด้วยความใจกว้าง


สองปีที่ผ่านมาเป็นเพราะบุตรสาวชื่นชอบ จึงปลูกไว้ในสวนหลายกระถาง


เห็นนายอำเภอจางมีน้ำใจถึงเพียงนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงเขียนเทียบยาให้อย่างอารมณ์ดี จากนั้นกำชับ “ช่วงนี้ต้องงดไปก่อน ต่อไปก็กินน้อยลงหน่อย ข้าจะกลับไปปรุงยารักษาสิวแบบทาให้ ใช้ทาบริเวณที่มีอาการ ช่วยลดรอยบวมและลดสิวได้ อีกสามวันให้คนไปรับที่โรงหมออวี้หยวนก็แล้วกัน”


ร่างเล็กๆของจางหลานเซียงพลันอ่อนยวบ


จบแล้ว ต่อไปนี้ไม่สามารถกินอาหารได้อย่างมีความสุขอีกแล้ว


นางไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะใช้ชีวิตต่อไปแล้ว…


ตอนที่ 115: เผ็ดหูฉี่


เมื่อออกมาจากจวนนายอำเภอ ผู้ดูแลเหรินยกนิ้วโป้งให้เหอจิ่วเหนียงทันที


“เก่งมาก!”


เขาเอ่ยชื่นชม ไม่นึกเลยสักนิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ แม้แต่บุตรสาวและภรรยาของนายอำเภอก็ยังโดนนางสยบได้


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเล็กน้อย “ใครไม่ล่วงเกินข้า ข้าก็ไม่ล่วงเกินเขา ข้าไม่กลัวหรอก”


นางขึ้นรถม้าคันหน้า บอกให้คนขับไปที่โรงหมออวี้หยวน


ส่วนผู้ดูแลเหรินกับเด็กผู้ช่วยขึ้นรถม้าอีกคันหนึ่ง ก่อนจะนั่งเช็ดเหงื่อเย็นด้วยความหวาดกลัวในเรื่องเมื่อครู่


เห็นท่าทางเหอจิ่วเหนียงประจันหน้ากับนายอำเภอจางอย่างไม่สะทกสะท้านแล้ว ดูท่าครอบครัวนางต้องมีผู้มีอิทธิพลสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่


แต่หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดยังต้องมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งด้วยล่ะ


ผู้ดูแลโรงหมอหันไปกำชับกับเด็กผู้ช่วย “ต่อไปอย่าพูดจาล่วงเกินแม่นางเหอตามใจเชียวนะ”


เด็กผู้ช่วยพยักหน้าอย่างเชื่อฟังโดยไม่ได้พูดอะไร เหตุการณ์เมื่อครู่เขาเองก็ใจหายใจคว่ำเช่นกัน กลัวว่านายอำเภอจะโกรธขึ้นมาแล้วจับพวกเขาลากออกไปโบยจนตาย


เมื่อมาถึงโรงหมออวี้หยวน เหอจิ่วเหนียงก็เดินเข้าร้านราวกับเป็นบ้านของตัวเอง ไปค้นหาสมุนไพรในตู้เก็บสมุนไพร กระทั่งเตรียมขี้ผึ้งและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทำยาทา


ผู้ดูแลเดินเข้ามาอย่างเป็นกันเอง ยิ้มพลางถามอย่างประจบประแจง “สมุนไพรพวกนี้นำมาต้มด้วยกันก็สามารถทำยาทารักษาสิวได้เลยหรือ?”


เมื่อครู่เขาสังเกตเหอจิ่วเหนียงหยิบสมุนไพร แม้จะไม่รู้ว่าใช้สมุนไพรปริมาณเท่าไร แต่อย่างน้อยก็รู้ชนิดของสมุนไพรนั้น


เหอจิ่วเหนียงหันมองเขาอย่างพิจารณาวูบหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “เหมือนว่าข้าไม่ได้รับปากนะเจ้าคะว่าจะรับท่านเป็นศิษย์”


นางใช่ว่าจะใจดีถึงขั้นบอกคู่ค้าทุกอย่าง ต่อไปหากเจอโรคคล้ายๆกัน โรงหมอแอบรักษาเอง เช่นนั้นนางก็ไม่ได้ส่วนแบ่งสักอีแปะน่ะสิ


ใช่ว่านางไร้น้ำใจ แต่นางแค่ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ผู้เมตตาก็เท่านั้น


ผู้ดูแลเหรินรู้สึกประดักประเดิด ยิ้มหน้าเหยเก “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย ก็แค่อยากแลกเปลี่ยนความรู้กับหมอเหอเท่านั้นเอง”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดความยาวสาวความยืดต่อ แค่แบมือไปที่เขาแล้วกล่าว “ค่ารักษาโรคที่พ่อบ้านให้มาเมื่อครู่ ผู้ดูแลไม่คิดจะแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งหรือ?”


เมื่อครู่ตอนออกมา พ่อบ้านจวนนายอำเภอให้ค่ารักษามาสิบตำลึง นี่นับว่าเป็นค่ารักษาที่สูงมาก เมื่อก่อนได้มาห้าตำลึงก็นับว่าเยอะมากแล้ว


และทั้งหมดนี้ก็เป็นคุณงามความดีของเหอจิ่วเหนียง


ผู้ดูแลเหรินเดินทางไปด้วยทว่ากลับได้แต่ยืนเหงื่อไหลรออยู่ข้างๆ ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย


“อะ อ๋อ แบ่งสิ ต้องแบ่งอยู่แล้ว! ข้าก็แค่หลงๆลืมๆน่ะ ท่านหมอเหออย่าอารมณ์เสียไปเลยนะ”


เขารีบควักเงินออกมา และยื่นก้อนเงินมูลค่าห้าตำลึงก้อนหนึ่งให้เหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงรับมาอย่างไม่เกรงใจ นำสมุนไพรและของที่จำเป็นบรรจุห่อแล้วเดินขึ้นรถม้า และให้คนขับส่งนางกลับ


นางรู้ดี ผู้ดูแลเหรินมีหัวการค้า จึงอยากแอบพักลักจำเทียบยาจากนาง


เดิมทีความประทับใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อเขานั้นไม่เลวเลย แต่นับจากครั้งก่อนที่เขาเอ่ยปากขอซื้อเทียบยาในราคาสิบตำลึง เหอจิ่วเหนียงจึงหมดความเคารพในตัวเขาไปจนสิ้น ราคาเช่นนั้นเขากล้าพูดออกมาได้อย่างไร!


เหอจิ่วเหนียงนำต้นพริกสามกระถางกลับบ้าน เด็กๆเห็นผลสีแดงก่ำห้อยตามกิ่งต่างก็พากันเข้ามามุงดูด้วยความรู้สึกแปลกใหม่


“ท่านอาสะใภ้สาม นี่คือผลอะไรหรือเจ้าคะ มันกินได้หรือไม่?”


สีหน้าของโยวยาโถวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ผลนี่สีแดงก่ำเหลือเกิน รูปลักษณ์ภายนอกก็ดูดีมาก แค่เห็นก็รู้สึกอยากกินแล้ว!


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางกล่าว “กินได้สิ แต่กินสดๆไม่ได้นะ”


คำพูดนี้ทำให้เด็กๆต่างงุนงง แล้วจะกินเช่นไรกันล่ะ?


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงคิดจะนำของเหล่านี้เข้าไปเก็บก่อนแล้วค่อยอธิบายให้พวกเขาฟัง ทว่าเด็กๆแต่ละคนกลับยืนกลืนน้ำลายราวกับภูตผีที่หิวโซก็มิปาน


หญิงสาวจึงเด็ดพริกมาเม็ดหนึ่งและแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะยัดเข้าปากเด็กๆทุกคน “พวกเจ้าลองเคี้ยวดูสิ”


บรรดาเด็กน้อยไร้เดียงสาเคี้ยวอย่างเชื่อฟัง พลันนั้นความเผ็ดร้อนก็แล่นขึ้นสมอง!


สีหน้าและการแสดงออกของเด็กๆเปลี่ยนไปอย่างมาก ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับผิวมะระก็มิปาน


“อ๊าๆๆ ซู้ด แสบ แสบลิ้นมาก!”


“ถุยๆ ไม่อร่อยเลย ฮือๆๆ…”


นอกจากโยวยาโถวแล้ว เด็กที่เหลือต่างส่งเสียงร้องไห้ออกมาดังลั่น


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของบุตรชายตนก็รู้สึกขบขัน ก่อนจะกล่าว “บอกพวกเจ้าแล้วว่ากินสดๆไม่ได้พวกเจ้าก็ไม่เชื่อ ตอนนี้เชื่อหรือยังล่ะ?”


นางหยิกแก้มโก่วเอ๋อร์พลางยิ้ม นางซุนได้ยินเสียงเด็กๆร้องไห้จึงเดินออกมาดู เห็นท่าทางของสะใภ้สามก็รู้ได้ทันทีว่านางเป็นคนทำ จึงยื่นมือไปตีอย่างไม่รีรอ


“เจ้ามีความเป็นผู้ใหญ่บ้างหรือไม่ ทำพวกเขาร้องไห้ทำไมกันฮะ?”


“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้านะเจ้าคะ พวกเขาอยากกินเองนี่!”


เหอจิ่วเหนียงปัดความผิด ความผิดนี้นางไม่แบกรับไว้!


นางซุนคร้านจะสนใจนาง ก่อนมองพริกเม็ดสีแดงก่ำตรงหน้า คิ้วพลันขมวดมุ่นแล้วถามด้วยความฉงน “นี่คืออะไร?”


เหอจิ่วเหนียงขยิบตาให้หญิงชรา “ของดีเจ้าค่ะ!”


ซานยาโถวที่ร้องไห้ด้วยความเผ็ดได้ยินเช่นนั้นก็ประท้วงทันทีน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “ไม่ใช่เจ้าค่ะ…มันไม่อร่อยเอาซะเลย ฮือๆๆ…”


นางซุนยิ่งแปลกใจมากขึ้น เหอจิ่วเหนียงไม่รีรอ ส่งพริกส่วนที่เหลือในมือเข้าปากอีกฝ่ายทันที 


นางซุนเคี้ยวโดยสัญชาตญาณ จากนั้น…


“ฮ่าๆๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะจนปวดท้อง


“ถุยๆๆ! เจ้าเด็กบ้า! กล้าแกล้งข้าหรือ!”


เด็กๆเห็นฉากต่อมาของผู้ใหญ่ทั้งสองจึงหยุดร้องไห้และหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน ท่านย่าวิ่งตีอาสะใภ้สามแล้ว!


แม้โก่วเอ๋อร์จะรู้สึกว่าท่านแม่แกล้งพวกเขาเช่นนี้ไม่ถูก แต่ก็ไม่อาจทนเห็นท่านแม่ถูกตีได้ ดังนั้นจึงรีบเข้าไปดึงท่านย่าเพื่อห้ามไว้ ให้พูดกับท่านแม่เขาดีๆ


และแล้วก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง


หลังจากเหตุการณ์สงบลงจึงนำกระถางต้นพริกเข้าไปในบ้าน นางซุนอดกลั้นอารมณ์โกรธไว้และถามขึ้น “ตกลงสิ่งนี้มันคืออะไรกันแน่?”


เหอจิ่วเหนียงเองก็เลิกไร้สาระ อธิบายด้วยความจริงจัง “นี่เป็นของดีจริงๆเจ้าค่ะ เป็นเครื่องปรุงรสชนิดหนึ่ง ก็เหมือนเกลือนั่นแหละเจ้าค่ะ หากกินเปล่าๆจะไม่อร่อย แต่หากนำไปเติมในอาหารละก็…” เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วโป้งและใช้น้ำเสียงตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย “...มันสุดยอดมากเลยเจ้าค่ะ!”


นางซุนฟังแล้วก็น้ำลายสอ เพียงแต่นางยังไม่อยากมองมัน เมื่อครู่มันทำนางร้อนไปหมด จะเป็นของดีได้อย่างไร!


แต่สะใภ้สามกลับบอกว่ามันคือเครื่องปรุงรสชนิดหนึ่งที่เหมือนกับเกลือ นั่นก็หมายความว่าต้องซื้อมาในราคาสูงลิ่วเหมือนเกลือเลยน่ะสิ?


ทันใดนั้นหญิงชราก็ชะงักไป หันมองหน้าเหอจิ่วเหนียง ฝ่ายถูกมองก็กล่าวออกมาทันที “หากเอาไปปลูกจนออกดอกออกผล ครอบครัวเราก็สามารถทำการค้าด้านอาหารได้ มีสิ่งนี้อยู่ เราต้องเป็นเจ้าเดียวในแคว้นเป่ยเหยียนแน่นอนเจ้าค่ะ!”


“แสบร้อนขนาดนี้จะมีคนชอบหรือ?”


นางซุนรู้สึกค่อนข้างรับไม่ได้ เผ็ดหูฉี่ขนาดนี้ กินแล้วอยากตัดปากทิ้งไปเสีย!


“มีคนชอบแน่นอนเจ้าค่ะ ของสิ่งนี้ข้าไปเจอตอนที่ไปตรวจอาการป่วยให้คุณหนูจวนนายอำเภอวันนี้ คุณหนูจวนนายอำเภอชอบรสชาตินี้มาก ถึงกับว่าต้องได้กินทุกมื้อเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดเกินจริง ที่คุณหนูจวนนายอำเภอป่วยก็เพราะกินรสเผ็ดนี่แหละ


นางซุนไม่อยากจะเชื่อ จึงกล่าวถามทันที “แล้วไอ้สิ่งนี้มันจะปลูกอย่างไรล่ะ?”


“ไม่รีบร้อนเจ้าค่ะ ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูของมัน อีกอย่างบ้านเราก็มีที่ดินไม่เยอะ เราปลูกสมุนไพรกับมันฝรั่งก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีเจ้าค่ะ”


ส่วนต้นพริกหลายกระถางนี้ก็เก็บเอาไว้เพื่อกระตุ้นความอยากของทุกคนในครอบครัวก่อนก็แล้วกัน!


ตอนที่ 116: ราวกับผีหิวโซกลับชาติมาเกิด


หากเป็นอย่างอื่นนางซุนอาจจะเชื่อ แต่พริกนี่นางเป็นคนชิมกับปากตัวเอง ในใจรู้สึกขัดแย้ง อันที่จริงก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร


เพียงแต่สะใภ้สามเป็นคนที่มีความคิดมาโดยตลอด นางจึงไม่พูดอะไรมาก อย่างไรเสียก็ไม่ได้รีบปลูกตอนนี้ รอสังเกตสักระยะไปก่อนก็แล้วกัน


ตอนค่ำในขณะที่นางหยูทำอาหาร เหอจิ่วเหนียงก็เดินเข้ามาในห้องครัว ภาพนี้ยากนักที่จะได้เห็น


“น้องสะใภ้สามหิวแล้วหรือ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว รอก่อนนะ!”


นางหยูเห็นคนที่เดินเข้ามาจึงยิ้มบอกอย่างอ่อนโยน นางรู้ดีว่าน้องสะใภ้สามไม่ชอบเข้าครัวเป็นที่สุด หากทนไม่ไหวจนเดินเข้ามาในห้องครัวเช่นนี้ แสดงว่านางหิวมากแล้ว


“เปล่าเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านดูสิข้าเอาอะไรมา”


เหอจิ่วเหนียงแบมือออก พริกกำหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้านางหยู


“สิ่งนี้คือสิ่งที่ทำให้เด็กๆร้องไห้วันนี้น่ะหรือ?”


ตอนกลางวันนางหยูยุ่งอยู่กับการตัดเย็บเสื้อผ้า พอได้เวลาทำอาหารก็มาทำอาหารที่ห้องครัวทันที ไม่ได้ไปดูสิ่งนี้กับตา


แต่เด็กๆวิ่งเล่นไปมาในบ้าน และพูดถึงสิ่งนี้หลายรอบแล้ว


“ถูกต้องเจ้าค่ะ นี่เป็นของดีจริงๆนะเจ้าคะ แต่ครั้งนี้แม้แต่ท่านแม่ก็ไม่เชื่อข้า ข้าก็เลยอยากนำสิ่งนี้มาผัดกับผักให้ทุกคนลองชิมเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง เดิมอยากจะลงมือด้วยตัวเอง แต่นึกถึงฝีมือการทำอาหารที่ไม่ได้เรื่อของตนเองแล้วก็ไม่อยากทำให้ยุ่งไปกันใหญ่ เพราะหากทำออกมาไม่อร่อยก็จะยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่า สิ่งนี้ไร้ประโยชน์


ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น นางหยูก็กล่าวออกมา “ตกลง น้องสะใภ้ เจ้าบอกข้ามาว่าทำเช่นไร ข้าจัดการเอง!”


ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงทำอาหารอยู่หลายวัน ฝีมือการทำอาหารของนางไม่ไหวจริงๆ นางหยูจึงไม่คิดให้นางทำอาหารเองอีก


ได้ยินเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มแฉ่ง “เช่นนั้นก็ผัดเนื้อง่ายๆแล้วกันเจ้าค่ะ!”


มื้อค่ำกินเนื้อพอดี นางหยูใส่เนื้อลงไปผัดให้สุกเล็กน้อยก่อน จากนั้นตักเนื้อขึ้นมาพักไว้ และใส่พริกสดลงไปผัดกับน้ำมันของเนื้อที่อยู่ในกระทะ กระตุ้นให้รสชาติเผ็ดออกมา และนำเนื้อที่พักไว้ใส่ลงไปผัดรวมกันในกระทะอีกครั้ง โรยเกลือลงไปเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จสิ้น


ตอนที่ผัดพริก นางหยูกับเหอจิ่วเหนียงได้กลิ่นฉุนจนสำลักกันยกใหญ่ นางหยูรู้สึกกลัวอยู่ในใจเล็กน้อย แค่กลิ่นยังขนาดนี้ เนื้อชามนี้จะกินได้หรือไม่นะ


แต่นางก็ไม่ได้ทำลายความตั้งใจของเหอจิ่วเหนียง เทเนื้อลงในชามวางไว้บนโต๊ะ และทำอาหารอย่างอื่นต่อ


เหอจิ่วเหนียงหยิบตะเกียบคีบเนื้อชิมคำหนึ่ง ก่อนหลับตาพริ้มแล้วกล่าวออกมา “สุดยอดไปเลย รสชาตินี้ถูกต้องที่สุดเจ้าค่ะ!”


พริกนี่ไม่เพียงฉุนอยู่แค่ในครัวเท่านั้น ยังฉุนแสบจมูกไปถึงด้านนอกด้วย แต่กลิ่นหอมจางๆของเนื้อผัดทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นห้ามความหิวไม่ได้จริงๆ


นางซุนส่งเสียงดุด่ามาจากด้านนอก “สะใภ้สาม เจ้าใส่พิษอะไรลงไปฮะ อย่าให้เสียของเชียวเจ้าน่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงหัวเราะดังลั่น เดี๋ยวถึงเวลากินทุกคนจะได้รู้เองว่านี่มันของดี! ดังนั้นนางจึงไม่ตอบอะไรกลับไป


ไม่นานนักนางหยูก็ทำอาหารอย่างอื่นเสร็จ ทุกคนจึงนั่งล้อมวงเตรียมกินข้าว


ช่วงนี้ครอบครัวลู่กินเนื้อบ่อยมาก ทุกคนเห็นอาหารจากเนื้อจนชินแล้ว แต่ในชามเนื้อมีพริกสีแดงแซมอยู่ด้วยเช่นนี้ ช่างสะดุดตาเป็นพิเศษ


เหล่าบุรุษก็ได้ยินเรื่องพริกกันมาแล้ว แต่ละคนก็อยากลองชิมมาก


ผู้เฒ่าลู่ยิ้มพลางกล่าว “นี่ดูแล้วไม่เลวเลยนะ ข้าขอลองชิมสักคำก็แล้วกัน!”


ขณะที่กล่าวเขาก็จะคีบพริกขึ้นมา แต่คล้ายนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงตัดสินใจเอียงตะเกียบไปคีบเนื้อเข้าปากแทน


“แค่กๆ”


ชายชราสำลักเล็กน้อยเมื่อเนื้อเข้าปาก ความรู้สึกอยากจามเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เมื่อลองลิ้มรสอย่างช้าๆ แล้วกลับสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แปลกใหม่


ในความหอมของเนื้อมีความเผ็ดอยู่เล็กน้อย และยังทำให้เนื้อมีความหอมกว่าเดิมอีกด้วย!


ในขณะที่กินนั้นผู้เฒ่าลู่ก็รู้สึกเผ็ด จึงยัดข้าวสวยคำโตเข้าปากสองคำ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา


“ไม่เลว ไม่เลว นี่มันของดีจริงๆ!”


นางซุนจ้องเขม็งสามีด้วยความไม่พอใจ ตาเฒ่านี่เผ็ดจนสมองฟั่นเฟือนไปแล้วหรืออย่างไร


เห็นๆอยู่ว่าหน้าแดงหมดแล้ว ยังบอกว่าอร่อยอีก!


แม้อยากจะไว้หน้าสะใภ้สาม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหลับหูหลับตาทำถึงขนาดนี้!


เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาเหยียดหยามของภรรยา ชายชราก็ไม่สบอารมณ์ทันที เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองพูดความจริง จึงคีบเนื้อขึ้นมากินอีกชิ้น


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจ หลังจากผู้เฒ่าลู่กินเข้าไปคำแรก นางก็คีบขึ้นมากินอย่างเงียบๆชิ้นหนึ่ง โก่วเอ๋อร์ทีนั่งอยู่ข้างๆ เห็นมารดากินข้าวได้เยอะเช่นนี้จึงแสดงสีหน้าที่ยากจะอธิบายออกมา


ท่านแม่ออกไปข้างนอกเมื่อตอนกลางวันไม่ได้กินข้าวหรือ เหตุใดถึงดูหิวถึงเพียงนี้


สองพี่น้องแซ่ลู่และแซ่จางเห็นดังนั้นจึงคีบขึ้นมาชิมคำหนึ่ง พลันนั้นปฏิกิริยาที่แสดงออกมาไม่ต่างกับผู้เฒ่าลู่เลย


“อร่อย อร่อยมากจริงๆ! หอมมากด้วย!”


กล่าวจบพวกเขาก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างขะมักเขม้น ชั่วพริบตาก็กินหมดจนเห็นก้นถ้วย


เหล่าสตรีก็ลองชิมเช่นกัน มันหอมมากจริงๆ เพียงแต่พวกนางทนเผ็ดเหมือนพวกผู้ชายไม่ได้ กินเพียงนิดเดียวก็ไม่กินแล้ว


เด็กๆเผ็ดจนร้องไห้มาแล้ว จึงไม่กล้าชิมอีก


นางซุนเห็นพวกผู้ชายต่างพากันเพิ่มข้าวอีกถ้วยจนข้าวหมดหม้อภายในพริบตาเช่นนี้จึงวางตะเกียบลง สีหน้าดำคล้ำด้วยความไม่พอใจ


“แต่ละคนอย่างกับผีเร่ร่อนกลับชาติมาเกิด ข้าปล่อยให้พวกเจ้าอดๆอยากๆอย่างนั้นหรือ!”


นางยังไม่ได้เริ่มกินเลย หม้อข้าวก็เห็นก้นหม้อแล้ว!


ข้าวปลาอาหารเหล่านี้เป็นอาหารสำหรับทุกคนในบ้าน แต่ตอนนี้พวกผู้ชายกินกันจนหมดแล้ว


สองพี่น้องจางวางตะเกียบลงด้วยความรู้สึกผิดทันที มื้อนี้พวกเขาห้ามตัวเองไม่อยู่จริงๆ จึงกินไปถึงคนละสามถ้วยใหญ่…


สามพ่อลูกแซ่ลู่ค่อยๆวางตะเกียบลงอย่างช้าๆ แต่ชายชรากลับใจกล้ามาก ก่อนวางตะเกียบลงเขารีบคีบเนื้อยัดเข้าปากอีกชิ้นหนึ่ง


อร่อยจริงๆเลย!


“กินๆๆ รู้จักแต่กิน! พวกเจ้ามันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย! สะใภ้สาม นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”


ในฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัว นางซุนย่อมรู้คุณค่าของเงินทองมากกว่าใคร ช่วงนี้ครอบครัวได้กินอาหารดีๆ และได้กินอิ่มกันทุกคน แต่คืนนี้เห็นได้ชัดว่ามีแต่พวกผู้ชายที่กินจนอิ่มแปล้


การกินจนอิ่มเกินไปสำหรับนางซุนนับว่าเป็นการสิ้นเปลือง การสิ้นเปลืองมันเป็นเรื่องใหญ่มาก!


เหอจิ่วเหนียงเองก็คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะไร้ขีดจำกัดเช่นนั้น นางจึงยิ้มพลางกล่าวติดตลก “ฮี่ๆๆ พริกนี่ทำให้เจริญอาหารไปหน่อยเจ้าค่ะ…”


ตอนนี้พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ปกติในเวลานี้ทุกคนจะอาบน้ำแปรงฟันมานั่งคุยกันและเตรียมเข้านอน ทว่าในคืนนี้…สุภาพสตรีซุนกลับออกคำสั่งให้พวกผู้ชายที่กินข้าวเยอะทั้งหลายไปทำงาน…รวมถึงผู้เฒ่าลู่ด้วย!


คนงานก่อสร้างโรงผลิตสินค้ากลับบ้านกันไปหมดแล้ว ชายทั้งห้าแห่งครอบครัวลู่กลับกำลังเดินขนอิฐ และไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียว


ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเห็นเช่นนี้ก็คิดว่าครอบครัวลู่ช่างทุ่มเทจริงๆ คนงานกลับไปกันหมดแล้ว พวกเขาก็ยังทำงานเองเช่นนี้อีก มิน่าล่ะ เหตุใดถึงมีเงินมากมายนัก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความพยายามและความขยันอย่างหนักนี่เอง


หลังจากที่นางซุนไล่พวกผู้ชายออกไปแล้วสตรีครอบครัวลู่จึงได้เริ่มกินข้าวอย่างเงียบๆ ข้าวสวยหมดแล้ว นางหยูจึงทำบะหมี่ให้ทุกคนกินแทน


“ต่อไปอย่าเล่นพิเรนทร์เช่นนี้อีก!”


นางซุนชักสายตาใส่เหอจิ่วเหนียง ความโกรธภายในใจยังไม่จางหาย


เหอจิ่วเหนียงทำปากจู๋ ขยับเข้าไปออดอ้อนหญิงชรา และยังควักเงินห้าตำลึงที่ได้มาในวันนี้ยื่นให้


“ท่านแม่ อย่าโกรธไปเลยนะเจ้าคะ วันนี้หาเงินมาได้ค่อนข้างเยอะ พอซื้อข้าวได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ!”


นางซุนมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย สงสัยว่านางควักเงินตัวเองออกมาเพื่อทำให้ตนสบายใจ


“อย่าทำเรื่องไร้สาระเช่นนั้นเชียวนะเจ้าน่ะ!”


สะใภ้สามไม่ใช่คนดูแลบ้านย่อมไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายในบ้านเป็นอย่างไร นางไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่พวกผู้ชายในบ้านกินเปลืองมันเป็นเรื่องใหญ่มากเพียงใด!


ตอนที่ 117: ยอมทิ้งทุกอย่างออกไปตามหาได้ มีเพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าวเอาอกเอาใจ “นี่เป็นเงินที่หามาได้ในวันนี้จริงๆเจ้าค่ะ วันนี้ไปตรวจโรคให้คุณหนูจวนนายอำเภอ นายอำเภอให้เป็นสินน้ำใจเจ้าค่ะ”


นายอำเภอใจกว้างถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?


นางซุนและคนอื่นหันไปมองเหอจิ่วเหนียงพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ายืนยัน “จริงๆเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นเขาจะเป็นถึงนายอำเภอหรือเจ้าคะ?”


ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่นางซุนก็ยอมรับเงินนั้นมา จากนั้นทอนเงินให้อีกฝ่ายหนึ่งตำลึงหรือก็คือสองส่วนของห้าตำลึง


ที่นางซุนรับเงินนี้ไว้เพราะกลัวว่าวันข้างหน้าลูกสะใภ้อีกสองคนอาจเกิดข้อครหาในใจได้ อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ตัดเย็บเสื้อผ้า รวมถึงไม่ทำงานบ้านและงานในครัวด้วย


แน่นอนว่านางมีหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าและคิดการค้าต่างๆ สิ่งนี้ทุกคนเห็นประจักษ์ เพียงแต่นี่เป็นการทำตามกฎที่พวกเขาเคยตกลงกันไว้ นั่นคือเมื่อได้เงินมาให้เก็บไว้ในกองกลางแปดส่วน หากอยากให้ครอบครัวรักใคร่ปรองดองกัน การปฏิบัติตามกฎอย่างไม่ประนีประนอมจึงเป็นเรื่องสำคัญ


เหอจิ่วเหนียงก็ซื่อสัตย์ต่อทุกคน นำเงินออกมาให้หญิงชราด้วยความเต็มใจ ด้วยเหตุนี้คนในครอบครัวลู่จึงนับถือนางมาก เพราะหากเป็นคนอื่น ไม่แน่อาจซุกเงินนี้ไว้กับตัวไปแล้ว


เช้าวันต่อมา เหอจิ่วเหนียงปรุงยาทาสิวให้บุตรสาวนายอำเภอ กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นจนอบอวลไปทั่วบ้าน ซุ่ยเอ๋อร์และคนอื่นๆที่นั่งตัดเย็บเสื้อผ้ากันอยู่ถึงกับเกิดความกังวล เพราะคิดไปว่าในครอบครัวลู่มีคนป่วย


ครอบครัวลู่ยังไม่อยากบอกเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงเรียนวิชาแพทย์ให้ใครรู้ อย่างไรเสียก็เพิ่งเริ่มต้น หากคนรู้เยอะเข้าจะต้องมาหานางถึงบ้านอย่างไม่อาจเลี่ยงได้แน่นอน


ไม่ใช่เพราะกลัวว่าฝีมือของเหอจิ่วเหนียงไม่ดี แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้ ครอบครัวลู่ไม่อยากให้ใครมารบกวนนาง


แต่ในเมื่อตอนนี้พวกซุ่ยเอ๋อร์ถาม อีกทั้งกลิ่นยายังโชยคลุ้งขนาดนี้ ดังนั้นก็คงไม่อาจปกปิดได้อีกจึงบอกไป


“สะใภ้สามของพวกเราเป็นคนมีความสามารถ ผู้ดูแลโรงหมอเห็นแบบนั้นจึงรับนางเป็นศิษย์ แต่ตอนนี้นางเพิ่งเริ่มเรียน พวกเจ้าอย่าบอกเรื่องนี้กับใครเชียวล่ะ!”


นางซุนเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าว “ท่านอาสะใภ้วางใจได้เจ้าค่ะ พวกเราไม่พูดซี้ซั้วแน่นอน! อ้อ จริงสิ ครอบครัวท่านอาสะใภ้กำลังทำการค้าสมุนไพรอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ จิ่วเหนียงมีความสัมพันธ์อันดีเช่นนี้ ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะขายสมุนไพรไม่ได้”


ซุ่ยเอ๋อร์เป็นคนฉลาดคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้นางเก็บสมุนไพรขายให้กับครอบครัวลู่ นางยังแอบกังวลว่าครอบครัวลู่จะขายไม่ได้ แต่ตอนนี้มีความสัมพันธ์ของเหอจิ่วเหนียงอยู่ นางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องต่อจากนี้แล้ว


สดับวาจา ดวงตาคนอื่นๆก็เปล่งประกาย หากต่อไปการค้าสมุนไพรสามารถทำต่อไปได้ พวกเขาก็จะได้รับส่วนแบ่งนี้ด้วย ผู้ชายในบ้านคอยดูแลเรื่องสมุนไพร ส่วนผู้หญิงก็รับจ้างทำงานที่โรงผลิตสินค้าของครอบครัวลู่ เก็บเงินสักสองปีพวกเขาก็สามารถส่งลูกๆไปเรียนที่สำนักศึกษาได้แล้ว


เมื่อคิดเช่นนี้ทุกคนก็รู้สึกมีความหวัง


นางซุนรู้ว่าซุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้มีจิตคิดร้าย อีกอย่าง ตรงนี้มีแต่เครือญาติแซ่ลู่ด้วยกันทั้งนั้น และเป็นคนที่ช่วยออกมาจากรังโจรก่อนหน้านี้ ทุกคนล้วนเป็นคนที่เชื่อใจได้ ดังนั้นหญิงชราจึงพยักหน้าพลางกล่าว “เพียงแต่เรื่องสมุนไพร เจ้าใหญ่น่าจะบอกกับสามีพวกเจ้าแล้ว ตอนนี้ยังไม่ชำนาญ หากพวกเจ้าอยากปลูกก็คงต้อรอปีหน้า แล้วค่อยมาว่ากันอีกที”


“พวกเราเข้าใจแล้ว ป้าสะใภ้วางใจ แม้ที่ดินตอนนี้ยังปลูกพืชอะไรไม่ได้ พวกเราก็ไปหาในป่าเขาก่อน ก่อนหน้านี้จิ่วเหนียงสอนพวกเราแล้ว”


ซุ่ยเอ๋อร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส ยิ้มตาหยี ตอนนี้ครอบครัวนางได้กินดีอยู่ดีที่สุดในตลอดชีวิตที่ผ่านมาแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปได้ ปีหน้าก็คงคืนเงินที่ติดค้างครอบครัวลู่ได้หมดแล้ว


ส่วนครอบครัวนางฉีแม้ในบ้านจะไม่มีผู้ชาย ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ถางที่ดิน แต่พวกนางสองแม่ลูกก็มารับจ้างทำงานเย็บปักถักร้อย วันหนึ่งมีรายได้ยี่สิบอีแปะ ไม่เพียงรับประกันว่าพวกนางมีเงินซื้อข้าว แต่ยังมีเหลือเก็บอีกด้วย เช่นนี้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลอะไรแล้ว

.......


ณ แคว้นหนานไท่


ม้าตัวหนึ่งห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบ มีคนออกมาต้อนรับทันที 


ซุนฉีกระโดดลงจากหลังม้า โยนเชือกบังเหียนให้ลูกน้อง และเดินเข้าไปในเคหสถานอย่างรวดเร็ว


“สหายข้า ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว!”


ฉินเจียนกำลังนั่งศึกษาสถานการณ์ภายในราชสำนักหนานไท่ในช่วงนี้อยู่ในห้องตำรา ได้ยินเสียงด้านนอกจึงรีบออกมาดูก็พบซุนฉี พลันนั้นน้ำตาแห่งความขมขื่นก็แทบจะเอ่อออกมา


ที่ผ่านมาเขาไม่เคยรู้เลย ว่าการจัดการเรื่องราวต่างๆ คนเดียวจะทำให้คนสติแตกได้เช่นนี้ ในช่วงที่ซุนฉีไม่อยู่ หัวเขาแทบจะล้านแล้ว


ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าซุนฉีปราดเปรื่องอย่างมาก แต่เชิญเก่งไปคนเดียวเถอะ ต่อไปเขาขอหางานสบายๆกว่านี้ทำแล้วกัน!


ซุนฉีพยักหน้าพลางรับน้ำจากลูกน้องยกดื่ม แต่ยังไม่หนำใจ “เอามาอีกถ้วย”


ตลอดทางเขากระหายน้ำแทบสิ้นใจ


“เป็นอย่างไรบ้าง หาครอบครัวเจอหรือไม่?”


แม้ซุนฉีจะไม่พูด แต่ฉินเจียนก็รู้สึกได้ว่า สิ่งที่ทำให้คนอย่างเขาเสียสติและยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อออกไปตามหาได้เช่นนี้ ก็มีเพียงครอบครัวเท่านั้น


“ไม่เจอ”


ซุนฉีบอกเพียงเท่านั้น ไม่ได้เล่าอะไร


ฉินเจียนถอนหายใจออกมาพลางตบไหล่ปลอบใจสหายเบาๆ “ไม่มีข่าวนับเป็นข่าวดีที่สุดแล้ว ไม่แน่พวกเขาอาจไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ได้ อีกปีครึ่ง สถานการณ์ในหนานไท่โกลาหลจนถึงที่สุดแล้วเราก็จะถึงเวลาถอย ถึงตอนนั้นข้าจะช่วยเจ้าตามหาด้วย”


หลายปีที่ผ่านมาทั้งสองทำผลงานได้ดีเยี่ยม ไม่เคยผิดพลาดเลย เพียงแต่ความคืบหน้ากลับค่อนข้างล่าช้าสักหน่อยเท่านั้น


หากซุนฉีไม่ลงมือปลิดชีพองค์รัชทายาทหนานไท่ พวกเขายังต้องอยู่ที่นี่อย่างน้อยอีกสามถึงห้าปีแน่นอน


ซุนฉีไม่ได้บอกฉินเจียนเรื่องที่เขาให้เว่ยอวี่ช่วยเขาตามหา สำหรับเรื่องครอบครัวของเขานั้น เขาไม่อยากให้คนรู้มากนัก เพราะสถานะของเขาในตอนนี้อันตรายเกินไป


ฉินเจียนเองย่อมเข้าใจได้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ถามอะไรอีก เช่นเดียวกับที่ซุนฉีไม่ถามความลับสุดยอดเหล่านั้นของเขา


ในขณะที่พูดคุยกันอยู่ ด้านนอกก็มีเสียงตะโกนขึ้นว่า ‘เรื่องด่วน’ 


ซุนฉีเปิดจดหมายดู เนื้อความในนั้นทำให้เขาตกตะลึง


เป็นเรื่องการลอบสังหารเฉินอ๋องในระหว่างทางที่ไปชางโจว


“องค์ชายถูกลอบสังหารอย่างนั้นหรือ?”


เมื่อเห็นตัวอักษรบนกระดาษ ฉินเจียนก็เกิดโทสะ


ซุนฉีไม่สนใจเขา ตั้งใจอ่านสารที่ได้รับอย่างละเอียดจนจบ ก่อนจะยื่นจดหมายให้สหาย “องค์ชายไม่เป็นอะไร ปลอดภัยดี”


กล่าวจบเขาก็นั่งลงอย่างเงียบๆ รอให้ฉินเจียนอ่านจดหมายนั้นจบ


“บนตัวคนเหล่านั้นมีรอยสักเขี้ยวหมาป่า เป็นพวกเดียวกับที่ตามไล่ฆ่าข้า!”


ฉินเจียนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ คนพวกนั้นเป็นใครกันแน่!


ก่อนหน้านี้คนกลุ่มนั้นตามไล่ฆ่าเขาตลอดทางตั้งแต่เขาออกจากหนานไท่ไปถึงชางโจว และครั้งนี้ที่ตามลอบสังหารเฉินอ๋อง คล้ายกับว่าตามมาจากเมืองหลวง…นั่นหมายความว่า คนกลุ่มนี้อยู่ทั่วทุกหนแห่ง และเป็นกลุ่มใหญ่มากเลยทีเดียว


ซุนฉีเองก็คิดเช่นนั้น คิ้วคมขมวดแน่น “น่าจะมีคนในราชสำนักจ้างสังหาร”


“รอยสักแบบนี้เป็นคนกลุ่มไหนกัน ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน”


ใบหน้าฉินเจียนเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ปกติแล้วกลุ่มคนเช่นนี้ล้วนถูกพวกเขาจับได้ไม่ยาก ทว่าพวกมันทำการลอบสังหารถึงสองครั้งติดต่อกันแต่กลับหาเบื้องหลังของพวกมันไม่เจอ


ซุนฉีกล่าว “ไม่ว่าพวกมันจะเป็นกลุ่มไหน พวกมันก็ต้องใช้เงินในการจัดการเรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาคนที่บงการอยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นการเดินทางไปชางโจวขององค์ชายไม่มีทางราบรื่นแน่”


เฉินอ๋องมีชื่อเสียงในทางที่ดีในหมู่ราษฎรและราชสำนัก ยิ่งทำให้ฮ่องเต้หวาดกลัวโอรสคนนี้มากขึ้น ในราชสำนักมีคนที่ต้องการเอาชีวิตเฉินอ๋องอยู่หลายฝ่ายจริงๆ


ฉินเจียนกล่าวด้วยความโกรธ “ให้ข้าเดา ต้องเป็นจิ้งอ๋องแน่ๆ!”


ตอนที่ 118: เทียบเชิญจากจวนอัครเสนาบดี


ซุนฉีไม่พูดอะไร เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายดายขนาดนั้น


แม้จิ้งอ๋องอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย แต่เขาคงไม่ใช่คนมุทะลุอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้น


บางที ผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่ได้มีแค่คนเดียว และคนที่มีรอยสักเขี้ยวหมาป่าเหล่านี้อาจไม่ใช่คนเป่ยเหยียน…หนานไท่อาจส่งหนอนบ่อนไส้เข้าไปอยู่ในเป่ยเหยียนก็เป็นได้


ตราบใดที่เรื่องยังไม่จบ ทุกข้อสงสัยมีโอกาสเป็นไปได้


“จะช้าต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เรื่องที่หนานไท่ต้องรีบจัดการให้เสร็จโดยเร็ว ข้างกายองค์ชายจำเป็นต้องมีพวกเรา”


ซุนฉีใคร่ครวญและพลันกล่าวออกมาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว


ฉินเจียนกลับไม่ค่อยเห็นด้วย “เรื่ององค์รัชทายาทหนานไท่ทำให้องค์ชายโดดเด่นจนมีศัตรูรุมล้อมมากขึ้น ความพรั่นพรึงที่ฮ่องเต้มีต่อ.องค์ชายก็ถึงขีดสุดแล้ว ต่อให้รู้ความจริงว่าคนที่ตัดหัว.องค์รัชทายาทหนานไท่เป็นเจ้า ก็ใช่ว่าจะได้รับความดีความชอบ พวกเรากลับไปตอนนี้ ไม่แน่เรืออาจล่มทันทีที่เทียบท่าก็ได้!”


ฉินเจียนยอมรับว่าตนเองไม่ใช่นักปราชญ์ ซ่อนตัวอยู่ข้างนอกมานานหลายปีก็เพื่อวันหนึ่งจะเป็นคนที่โดดเด่นเหนือกว่าคนอื่น ตอนนี้อำนาจอยู่ในมือฮ่องเต้สุนัขนั่น ทั้งเฉินอ๋องยังเป็นหนามยอกอกอีก หากพวกเขากลับไปละก็ ไม่เพียงจะไม่เป็นผลดี ยังอาจถูกฮ่องเต้สุนัขลอบเล่นงานอีกด้วย


ซุนฉีเองก็เฝ้าปรารถนาถึงวันที่เขาใส่เสื้อแพรหวนกลับบ้านเกิด แต่ตอนนี้ครอบครัวลี้ภัยไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ สถานการณ์ในแคว้นก็วิกฤตรอบด้าน โกลาหลยิ่งกว่าทางหนานไท่เสียอีก… เขาอยากกลับเป่ยเหยียนไปก่อน อยากตามหาครอบครัว และอยากสืบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มรอยสักเขี้ยวหมาป่าด้วย


ตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่ลับ เรื่องหลายเรื่องพวกเขาไม่อาจตัดสินใจกันเองได้


ซุนฉีตบไหล่ฉินเจียน “วางใจเถอะ องค์ชายไม่ปฏิบัติต่อพวกเราอย่างไม่ยุติธรรมหรอก”


เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องตัวเอง ชำระร่างกายที่เต็มไปด้วยฝุ่น ส่วนเรื่องต่อจากนี้ เขาจะต้องครุ่นคิดและวางแผนให้รอบคอบ


ในอ่างอาบน้ำ น้ำอุ่นสูงถึงลำคอ เขาแช่น้ำพลางหลับตาเพื่อพักผ่อนร่างกาย ระหว่างนั้นภาพเหตุการณ์ต่างๆมากมายวาบผ่านสมองของเขาอย่างรวดเร็ว ทั้งภาพเหตุการณ์การวางแผนทำงานอยู่ในหนานไท่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และภาพเหตุการณ์ของครอบครัวในหลายปีก่อน


ภาพเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เห็นในชางโจวทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกอย่างแรง ตนทำสิ่งต่างๆมากมายเพื่อบ้านเมือง และต้องซ่อนตัวมานานหลายปี แต่ครอบครัวของตัวเองกลับไม่สามารถปกป้องได้เลย แล้วทั้งหมดที่เขาทำไปจะมีความหมายอะไร


เขาถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะลืมตาคู่นั้นขึ้น ในใจบังเกิดความคิดอย่างหนึ่ง ต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด!


หลังจากสวมอาภรณ์เรียบร้อยได้เพียงไม่นาน เสียงของลูกน้องก็ดังมาจากด้านนอก “นายท่าน จวนอัครเสนาบดีส่งเทียบเชิญมาขอรับ”


“เข้ามา”


ประตูถูกผลักออก ลูกน้องส่งเทียบเชิญฉบับหนึ่งให้ ซุนฉีเปิดดู พบว่าเป็นเทียบเชิญงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดอายุครบสิบหกปีของบุตรสาวอัครเสนาบดี


ชายผู้มีแผนการยกยิ้มเล็กน้อย จะสัปหงกก็มีคนส่งหมอนมาให้ถึงที่ ช่างเป็นโอกาสดีจริงๆ!


“ไปบอกคนส่งเทียบเชิญว่าข้าไปแน่นอน”


“ขอรับ”


ซุนฉีถือเทียบเชิญเดินไปหาฉินเจียน ทั้งสองวางแผนกันอย่างลับๆอยู่ในห้องตำราตลอดทั้งบ่าย


แม้ฉินเจียนจะรู้สึกว่าแผนการของสหายอันตรายเกินไป หากประมาท ตัวตนที่แท้จริงอาจถูกเปิดเผยได้ แผนการทั้งหมดที่เพียรพยายามกันมาอย่างหนักตลอดหลายปีจะกลายเป็นการคว้าน้ำเหลวภายในพริบตา…แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเชื่อในความสามารถของซุนฉี


ตัวตนของซุนฉีและฉินเจียนในหนานไท่คือเจ้าของโรงพนันขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังพัวพันกับการค้าอีกมากมาย อิทธิพลของพวกเขาทำให้ขุนนางบางกลุ่มเกิดความเกลียดชัง ถึงขั้นใช้วิธีการปะทะซึ่งๆหน้าก็แล้วแต่กลับไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ ทุกคนจึงคิดว่าชายหนุ่มทั้งสองมีคนของราชวงศ์คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ด้วยเหตุนี้ เหล่าขุนนางจำนวนไม่น้อยจึงเกิดความคิดดึงพวกเขามาเป็นพวก


ดังนั้นจึงเป็นที่มาของเทียบเชิญงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดอายุครบสิบหกปีของบุตรสาวอัครเสนาบดีฉบับนี้ คาดว่าอีกฝ่ายคงจะใช้โอกาสนี้ดึงพวกเขาไปเป็นพวกเป็นแน่

…....


เจ็ดวันต่อมา ซุนฉีไปที่จวนอัครเสนาบดีตามเทียบเชิญพร้อมกับของขวัญ เป็นไข่มุกราตรีอันล้ำค่าเม็ดหนึ่ง คนข้างๆ ที่แอบเห็นเนื้อหาในใบรายงานของขวัญต่างคาดเดากันไปต่างๆนานาว่า ซุนฉีผู้นี้ปรารถนาจะเป็นบุตรเขยของอัครเสนาบดีหรือไม่


จวนอัครเสนาบดีมีอำนาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากผนึกกำลังกับซุนฉี หลานชายของอัครเสนาบดีหรือก็คือองค์ชายหกในตอนนี้ จะต้องได้ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน


เพียงแต่องค์ชายหกผู้นั้นเพิ่งอายุสิบเอ็ดขวบ ไม่รู้ว่าจะสามารถแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้ไหวหรือไม่


ซุนฉีไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขาเดินเข้าไปในจวนอัครเสนาบดีภายใต้การนำทางของบ่าวรับใช้ไปที่ห้องโถงหลัก


แขกในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของบุตรสาวอัครเสนาบดีล้วนเป็นเหล่าคุณชายคุณหนูวัยหนุ่มจากตระกูลขุนนางทั้งสิ้น ส่วนคนที่ไร้ซึ่งตำแหน่งขุนนาง และสืบหาไม่เจอว่ามีใครคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังอย่างซุนฉี ทั้งงานก็มีแค่เขาคนเดียว


ถึงกระนั้น ณ ที่นี้ก็ไม่มีใครกล้าใช้สถานะของตนเองเยาะเย้ยบุรุษไร้ศักดิ์คนเดียวในงาน กลับกันยังเข้ามาประจบประแจงเขาอีกด้วย


งานเลี้ยงเช่นนี้ซุนฉีเข้าร่วมมานับครั้งไม่ถ้วน แนวคิดของการจัดงานพวกนี้ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ใช้งานเลี้ยงเป็นข้ออ้างในการสร้างพันธมิตรของตัวเองเท่านั้น


ตรงนี้มีแต่บุรุษ ส่วนเหล่าสตรีกำลังนั่งดื่มชา ชื่นชมบุปผาอยู่ในศาลาทะเลสาบตรงข้าม บุรุษและสตรีไม่ได้นั่งด้วยกัน


ในศาลาทางด้านนั้นมีคุณหนูตระกูลขุนนางไม่น้อยที่แอบชายตามองมาทางนี้ เห็นเหล่าบุรุษรูปงามทั้งหลาย พวกนางต่างก็ไม่อาจเก็บสีหน้าแดงก่ำจากความเขินอายได้


“พวกเจ้าคิดว่าในกลุ่มผู้ชายเหล่านั้น คนไหนหน้าตาดีที่สุด?”


“ต้องเป็นคุณชายจ้าวอยู่แล้ว คุณชายจ้าวเป็นถึงชายรูปงามที่สุดในสี่บุรุษงามแห่งเมืองหลวงเชียวนะ!”


“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณชายจ้าวกลับป่วยกระเสาะกระแสะบ่อยๆ ต่อให้รูปงามขนาดไหนความเจ็บป่วยก็ทำให้ใบหน้าเขาไม่สดใสอยู่ดี”


“ข้าว่านายท่านสามของโรงพนันซุ่นอวี่รูปงามกว่า หน้าตาหล่อเหลา มีสง่าราศี…และที่สำคัญ ได้ยินมาว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเขาไม่ธรรมดาเลย!”


“ใช่ๆ ข้าเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน หากผู้หญิงคนไหนได้แต่งงานกับนายท่านสามผู้นี้ นับว่าเป็นบุญวาสนาที่สร้างมาแต่ชาติปางก่อนเลยเชียว!”


บรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางต่างซุบซิบกัน แม้แต่ดวงตาของเฮ่อจื่อหาน--บุตรสาวอัครเสนาบดีก็ไม่อาจละไปจากซุนฉีเช่นกัน


เมื่อคืนท่านพ่อบอกกับนางว่า หากทำให้นายท่านสามชอบพอ และแต่งงานกับเขาได้ สกุลเฮ่อก็จะมีอำนาจและกองกำลังเพิ่มขึ้น ตำแหน่งในวังของท่านน้าก็จะสูงขึ้น และนางก็จะกลายเป็นคนที่สตรีทั้งเมืองหลวงอิจฉามากที่สุด


และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ นางเองก็ชอบนายท่านสามผู้นี้


คิดได้ดังนั้น นางก็ขอตัวออกจากกลุ่มสตรีครู่หนึ่ง ไปกระซิบบางอย่างข้างหูสาวใช้ประจำกาย สาวใช้รับคำสั่งก่อนจะเดินออกไป


ซุนฉีกำลังนั่งดื่มชาอยู่ตรงที่นั่งของตนเอง ฟังการขับร้องร่ายรำด้วยสีหน้าเพลิดเพลิน…แต่ในใจเขากำลังรออยู่


อีกไม่ช้า การแสดงอันยอดเยี่ยมก็จะเริ่มขึ้นแล้ว


ทันใดนั้นสาวใช้คนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยความเคารพและกล่าว “นายท่านสาม คุณหนูของบ่าวอยากพบนายท่านเจ้าค่ะ”


ซุนฉีเลิกคิ้วเล็กน้อย สายตามองไปที่สาวใช้ สาวใช้ค้อมศีรษะรับเบาๆ


“คุณหนูเฮ่อมีเรื่องอะไรหรือ?”


“เชิญนายท่านสามไปกับบ่าวสักครู่เถอะเจ้าค่ะ”


สาวใช้ก้มหน้าพลางกล่าว ไม่กล้าเงยหน้ามองเขา


ซุนฉียกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ครอบครัวของอัครเสนาบดีช่างเป็นดาวนำโชคของเขาจริงๆ


ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ และเดินตามสาวใช้ผู้นั้นไป


เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ดูการแสดงอันยอดเยี่ยมแล้ว


เฮ่อจื่อหานนั่งรออยู่ในศาลาอีกหลังหนึ่ง เมื่อเห็นคนที่ต้องการพบกำลังเดินมาจากไกลๆ ก็ตื่นเต้นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ


“นายท่านสาม…”


ดรุณีน้อยขานเรียกด้วยท่าทางเหนียมอาย ซุนฉีโค้งคำนับอย่างสุภาพและเอ่ยถาม “คุณหนูเฮ่อมีเรื่องอะไรหรือ?”


“ข้า…ข้า…”


เฮ่อจื่อหานเป็นคุณหนูที่สืบสายเลือดโดยตรงของอัครเสนาบดี เชี่ยวชาญด้านดนตรี หมากรุก ตำราความรู้ และการวาดภาพ เพราะทักษะเหล่านี้คือหลักมาตรฐานการเลี้ยงดูสตรีชั้นสูงเพื่อส่งเข้าวัง นางถูกอบรมสั่งสอนตามแนวคิด ‘สี่คุณธรรมสามคล้อยตาม’ ของสตรีชั้นสูงมาเป็นอย่างดี เรื่องนัดบุรุษมาพบเป็นการส่วนตัว ทั้งยังเป็นการกระทำครั้งแรกเช่นนี้ ยากนักที่คุณหนูในห้องหอจะหลีกเลี่ยงความตื่นเต้นและเขินอายได้


นางแก้มแดงก่ำ ไม่รู้จริงๆว่าควรเอ่ยออกไปเช่นไร


ตอนที่ 119: การแสดงอันยอดเยี่ยม


ซุนฉีขมวดคิ้ว “หากคุณหนูเฮ่อไม่มีเรื่องอะไร เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”


คำนวณจากเวลา ตอนนี้ถึงเวลาของการแสดงอันยอดเยี่ยมแล้ว


“นายท่านสาม ช้าก่อนเจ้าค่ะ!”


เฮ่อจื่อหานรีบร้องห้ามพร้อมกับยื่นมือออกไปจะคว้ามือเขาตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อรู้ตัวก็รีบดึงมือกลับเพราะเขินอายมาก


นางไม่กระบิดกระบวนอีก รีบควักถุงหอมใบเล็กปักลายบุปผาใบหนึ่งออกมา ยื่นให้อีกฝ่ายและหลับตากล่าวโดยไม่เงยหน้า “นี่เป็นถุงหอมที่ข้าปักเองกับมือ ปะ โปรดนายท่านสามรับไว้ด้วยเจ้าค่ะ”


ในยุคสมัยนี้ การที่สตรีคนหนึ่งมอบถุงหอมให้กับบุรุษนั้นหมายถึง การสารภาพความในใจของตนเองที่มีต่ออีกฝ่าย


ซุนฉีมองถุงผ้าหูรูดปักลายบุปผาอันประณีตพร้อมกับคิดในใจ ‘อัครเสนาบดีผู้นี้คิดการใหญ่จริงๆ ถึงกับสามารถยอมยกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนให้คนที่มีสถานะเพียงพ่อค้าคนหนึ่งอย่างเขาได้


ชายหนุ่มผู้ถูกเล็งเป้ายิ้มบางๆ และไม่ได้รับไว้ “ขอบใจน้ำใจของคุณหนูเฮ่อมาก เพียงแต่ข้ามีคนในใจแล้ว ต้องขอโทษคุณหนูด้วย”


พูดจบเขาก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เฮ่อจื่อหานบัดนี้ยืนตัวแข็งค้าง สีหน้าซีดเผือด ซุนฉีไม่ชอบอยู่ใกล้สตรีไม่ใช่หรือ แล้วที่เขาบอกว่ามีคนในใจอยู่แล้วนั่นหมายความว่าอย่างไร?


ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน!


หญิงสาวผู้ถูกปฏิเสธยังไม่ทันได้รู้สึกเสียใจก็มีสาวใช้คนหนึ่งวิ่งมาหาด้วยความตื่นตระหนก “คุณหนูเจ้าคะ ข้างหน้าเกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ! องค์ชายหกเขา…”


“น้องข้าเป็นอะไร?”


เฮ่อจื่อหานรีบส่งถุงหอมในมือให้สาวใช้ข้างกาย มองซุนฉีด้วยสายตาขอลุแก่โทษปนความเสียใจวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งออกไป


ซุนฉีลอบแสยะยิ้ม ก่อนจะหันหลังเดินตามไป


ขณะนี้ในห้องโถงหลักกำลังเกิดความวุ่นวาย สีหน้าของแขกที่มาร่วมงานล้วนย่ำแย่ บางคนถึงขั้นเหงื่อไหลซึมเสื้อผ้า


เฮ่อจื่อหานที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงองค์ชายหกตะโกนลั่นจากด้านใน “พวกเจ้า พวกเจ้าล้วนเป็นคนเลว! ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไว้แน่! ข้าจะฆ่าพวกเจ้า! ข้าจะฆ่าพวกเจ้า!”


ทันทีที่ย่างผ่านประตูเข้ามา คุณหนูเฮ่อก็กรีดร้องด้วยความตกใจก่อนเป็นลมหมดสติไป เพราะจู่ๆ ศีรษะมนุษย์คนหนึ่งก็กลิ้งมากระแทกเท้าของนาง


ซุนฉีที่ตามหลังมาเห็นร่างไร้สติของเฮ่อจื่อหานกำลังเอนล้มมาทางตนจึงเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่าเป็นธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น


ต่อสายตาหลายคู่เช่นนี้ หากเขารับบทสุภาพบุรุษเข้าประคองนางละก็ คงได้เกิดข่าวโคมลอยที่ยากจะชี้แจงให้ชัดเจนแน่


“คุณหนู คุณหนู! เร็วเข้า! รีบมาช่วยคุณหนูเร็วเข้า!”


สาวใช้เห็นศีรษะไร้ร่างตรงหน้าก็รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อยเช่นกัน แต่ตอนนี้นางทำได้เพียงประคองคุณหนูของตนไว้และร้องไห้ งานฉลองวันคล้ายวันเกิดเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้


อัครเสนาบดีไม่ได้อยู่ในงาน เนื่องจากแขกที่ตั้งใจเชิญมาร่วมงานมีแต่คนหนุ่มสาว เขาอยากให้เด็กๆเหล่านี้ได้มีพื้นที่พบปะพูดคุยกัน แต่ในขณะที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องตำราสวนหลังจวน ผู้ใต้บังคับบัญชาก็มารายงานเรื่องราว เขาจึงรีบพุ่งตัวไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันที


จู่ๆ องค์ชายหกก็บุกเข้ามาอาละวาดในงานเลี้ยง ฟาดฟันกระบี่ใส่ผู้คนอย่างบ้าคลั่ง ศีรษะที่กลิ้งลงมาเมื่อครู่คือศีรษะของข้าหลวงฝ่ายใน บ่าวรับใช้คนใกล้ชิดของ.องค์ชายหก องค์ชายหกแย่งกระบี่มาจากคนผู้หนึ่ง เขาจึงเข้าไปห้าม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าเขาคือผู้เคราะห์ร้ายคนแรก


ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้คนคลุ้มคลั่งอีก


ตอนที่อัครเสนาบดีมาถึง องค์ชายหกยังคงไม่หยุดอาละวาด คนเป็นเจ้าบ้านจึงยิ่งเดือดดาล “พวกเจ้าเป็นสวะไร้ประโยชน์กันหรืออย่างไร ยังไม่รีบเข้าไปห้ามองค์ชายหกอีก!”


สดับวาจาอัครเสนาบดี ชายร่างกายแข็งแรงหลายคนจึงกรูเข้าไปช่วยกันจับตัว.องค์ชายหกไว้ได้ จากนั้นพาเขาไปที่สวนด้านหลัง


เผชิญกับข้าวของระเนระนาดและสีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจของแขกในงาน อัครเสนาบดีจึงกล่าวขอโทษ “วันนี้ทำเรื่องขายหน้าต่อหน้าทุกคนแล้ว เอาเป็นว่างานเลี้ยงในวันนี้จบเพียงเท่านี้แล้วกันนะ”


กล่าวจบก็ให้พ่อบ้านข้างกายจัดการส่งแขก


ในคืนนี้ จวนอัครเสนาบดีและในวังหลวงมีเมฆดำแห่งความปั่นป่วนปกคลุม


ปีนี้องค์ชายหกมีอายุสิบเอ็ดปี ตามหลักแล้วตำแหน่งองค์รัชทายาทไม่มีทางเวียนมาถึงเขาแน่นอน แต่ในเมื่อองค์รัชทายาทสิ้นชีพแล้ว จึงมีเพียงแค่เขาที่ลำดับอายุรองลงมา ทางญาติฝ่ายแม่ก็มีกองกำลังใหญ่โต เหมาะที่จะเป็นคนถูกเลือกที่สุด


ฮ่องเต้เองก็ฝากความหวังไว้ที่เขา ช่วงที่ผ่านมาจึงให้ความสำคัญกับการอบรมสั่งสอนเขามาก


แต่…องค์ชายหกกลับมีโรคประจำตัวโรคหนึ่งตั้งแต่เด็ก บ่อยครั้งเขาจะเกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้น โรคร้ายกำเริบเมื่อใด หากเห็นใครก็จะชักกระบี่ฟาดฟันให้พ้นหูพ้นตา อาการของเขารักษาอย่างไรก็ไม่หาย


โชคดีที่เสด็จแม่ของเขาเป็นน้องสาวแท้ๆของอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน เรื่องนี้จึงถูกจวนอัครเสนาบดีช่วยปกปิดเอาไว้…แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ไม่รู้ว่าโอรสของตนคนนี้มีปัญหานี้


…ตราบใดที่องค์ชายหกสามารถควบคุมอาการไม่ให้กำเริบต่อหน้าคนอื่น ก็สามารถขึ้นครองบัลลังก์ได้อย่างราบรื่น…


ทว่าตอนนี้…


เขาไม่เพียงคลุ้มคลั่งเท่านั้น ยังตัดหัวคนขาดสะบั้นต่อหน้าธารกำนัล อาการป่วยของเขาไม่สามารถปิดบังต่อไปได้อีกแล้ว


ในวังหลวง เฮ่อกุ้ยเฟยร้องไห้ปานจะขาดใจพลางพรั่งพรูอย่างสะอึกสะอื้น “ทั้งๆที่อาการป่วยของเทียนเอ๋อร์สามารถควบคุมได้แล้ว นานมากแล้วที่เขาไม่เป็นเช่นนี้ จู่ๆเหตุใดอาการถึงกำเริบได้?”


“ต้องมีคนอยากทำร้ายเขาเป็นแน่ ต้องมีคนอยากทำร้ายเขาเป็นแน่!”


“ฮ่องเต้รู้เรื่องนี้แล้ว ข้าจะทำเช่นไรดี ข้าควรทำเช่นไร ท่านพี่ ช่วยข้าด้วย!”


เฮ่อกุ้ยเฟยร้องไห้อย่างหนักจนลงไปคร่ำครวญบนพื้น ดึงชายเสื้อของอัครเสนาบดีไม่ยอมปล่อย


เรื่องนี้ปิดบังมานานหลายปี นับว่าเป็นความผิดฐานหลอกลวง.องค์จักรพรรดิ หากฮ่องเต้ตรวจสอบขึ้นมา ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีทางรอดไปได้แน่


อัครเสนาบดีจะไม่ปวดใจได้อย่างไร เขาทุ่มเทอย่างหนักมาหลายปี ไม่อยากเชื่อเลยว่าทุกอย่างจะพังในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดเล็กๆเช่นนี้


“น้องหญิงใจเย็นก่อนเถอะ ตอนนี้ตระกูลเฮ่อของเรานับว่ามีอำนาจเหนือคนทั้งปวง ถึงแม้ฮ่องเต้จะรู้เรื่องนี้ เขาก็คงยับยั้งชั่งใจไม่ระบายโทสะกับเจ้าหรอก เรื่องนี้ต้องคิดวางแผนในระยะยาวใหม่ให้ดี”


เขาคิดรอบคอบกว่าน้องสาว ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมแล้ว


“ตอนนี้เราก็กราบทูลไปว่าเทียนเอ๋อร์ถูกใครบางคนประสงค์ร้าย เขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน วันนี้คงเป็นเพราะถูกยั่วยุ ทำให้พวกไม่ประสงค์ดีได้ประโยชน์ไป”


“แต่…”


เฮ่อกุ้ยเฟยยังคงกังวลไม่คลาย อย่างไรเสียคนในตำหนัก.องค์ชายหกและหมอหลวงที่ติดสินบนก็รู้เรื่องนี้มาหลายปีแล้ว


“น้องสาวข้า เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”


ดวงตาของอัครเสนาบดีหม่นแสงลง หากไม่โหดเหี้ยมก็ไม่นับเป็นชายชาตรี ดังนั้นหากต้องการประสบความสำเร็จ เขาจะต้องโหดเหี้ยม!


เฮ่อกุ้ยเฟยหวาดกลัวจนตัวสั่น จู่ๆก็รู้สึกว่าพี่ชายผู้นี้แปลกไป


แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเขาสองแม่ลูก นางไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงพยักหน้าตกลงกับแผนการนี้

.......


คฤหาสน์หลังโรงพนันซุ่นอวี่


ซุนฉีอารมณ์ดีอย่างหาได้ยาก และขอให้คนของเขาเตรียมเตาปิ้งย่าง เขาและฉินเจียนกินเนื้อย่างพลางร่ำสุราไปด้วยกัน


“เยี่ยมไปเลย เสี่ยวลิ่วล่าถอยได้อย่างปลอดภัยในสถานการณ์เช่นนั้น เป็นเพราะความสามารถของเจ้าจริงๆ!”


ฉินเจียนคิดมาตลอดว่าวันนี้เสี่ยวลิ่วต้องถูกจับได้แน่นอน เพราะแผนการนี้ลูกน้องของเขาคนนี้มีแฝงตัวเข้าไปรับผิดชอบเรื่องเครื่องดื่มในงานเลี้ยง ใครจะรู้ว่าองค์ชายหกแค่เห็นการแสดงระบำก็สามารถฆ่าคนได้แล้ว เสี่ยวลิ่วจึงไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย และอัครเสนาบดีนั่นคิดว่าองค์ชายหกอาการกำเริบเอง


การแสดงระบำนั้นเป็นกลุ่มสตรีสวมหน้ากากร่ายรำดาบ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไร แต่องค์ชายหกต่างหากที่อาการบ้าคลั่งกำเริบ ชักกระบี่ฟาดฟันแขกในงาน ทุกคนต่างตื่นตระหนกจนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเลย


ซุนฉีหัวเราะเบาๆ “ ถ้าพูดตามหลักแล้วข้าควรเป็นคนถูกสงสัย แต่ตอนนั้นเฮ่อจื่อหานตามข้าไปเจอพอดี ข้าก็เลยมีพยานว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์”


ครอบครัวอัครเสนาบดีช่างเป็นดาวนำโชคของเขาจริงๆ


“เฮ้อ เจ้านะเจ้า ลูกสาวอัครเสนาบดีต้องตาเจ้า สนใจในตัวเจ้า แต่เจ้ากลับหลอกใช้นางซะงั้น เจ้านี่มันไร้หัวใจซะจริงเลย!”


ฉินเจียนทำท่าอ้อนแอ้นราวกับสตรี กัดผ้าเช็ดหน้าและต่อว่าเขาเป็นคนใจร้าย


ซุนฉีทำท่าทางรังเกียจ และอดเตะเขาไม่ได้ “น่าสะอิดสะเอียดจริงๆ”


ตอนที่ 120: สวัสดิการโรงงาน


“อะแฮ่ม…จริงจังกว่านี้หน่อยสิ จริงจังกว่านี้อีก! ฮ่าๆๆ!”


ฉินเจียนหัวเราะชอบใจ ก่อนจะกลับมาวางท่าจริงจังอีกครั้ง “คราวนี้เจ้าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกแล้ว สหาย เจ้าเก่งจริงๆ!”


เขาอดชื่นชมไม่ได้ หากเป็นเขาคงไม่กล้าทำเรื่องที่เสี่ยงเช่นนั้นแน่


ทว่าซุนฉีกลับตัดสินใจอย่างเฉียบขาด และผลที่ออกมาไม่เพียงประสบความสำเร็จเท่านั้น เจ้าของแผนการยังรอดพ้นจากอันตรายอีกด้วย


ตอนที่ได้เจอกับซุนฉีครั้งแรก ฉินเจียนรู้สึกว่าชายผู้นี้อ่อนแอกว่าเขา โดยเฉพาะศิลปะการต่อสู้ ในตอนนั้น ซุนฉีไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย


แต่นึกไม่ถึงว่าชายผู้นี้จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงครึ่งปี ตนกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอีกต่อไป ยิ่งกว่านั้น เขายังสามารถเป็นที่ปรึกษาให้แก่เฉินอ๋องได้ และทำสิ่งสำคัญหลายอย่างสำเร็จอีกด้วย


ต่อมาพวกเขาถูกส่งมายังหนานไท่ และบัดนั้นเป็นต้นมา ซุนฉีก็กลายเป็นเจ้านายของเขา


ในตอนแรกเขาไม่อยากยอมรับ อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่อยู่ข้างกายเฉินอ๋องตั้งแต่เด็ก คิดว่าตนต่างหากสมควรได้รับงานหน้าที่สำคัญ


แต่สุดท้าย จากการที่เฝ้าดูซุนฉีมาโดยตลอด ก็พูดได้อย่างเต็มปากว่าชายผู้นี้น่านับถือจากใจจริง


“เดิมทีราชวงศ์หนานไท่ก็มีทายาทเป็นผู้ชายน้อยมากอยู่แล้ว ตอนนี้องค์ชายหกคนที่ถูกคาดหวังมากที่สุดก็เผยความจริงว่าตัวเองเป็นคนบ้าต่อสายตาผู้คน นับแต่นี้เขาไร้วาสนาที่จะอยู่ในตำแหน่งนั้นแล้ว ฮ่องเต้มีโอรสเพียงไม่กี่คน อายุก็มากแล้ว หลังจากนี้เครือญาติเชื้อพระวงศ์จะเริ่มจับตามองกันเอง ดูแล้วอีกไม่นาน หนานไท่จะต้องโกลาหลแน่!


ฉินเจียนตบต้นขาอย่างตื่นเต้น เช่นนี้พวกเขาก็จะได้กลับก่อนกำหนด นับเป็นความสำเร็จอันใหญ่หลวงเลยทีเดียว!


ซุนฉีกลับส่ายหน้า ยกสุราซดจอกหนึ่งก่อนจะกล่าว “เจ้าคิดง่ายเกินไปแล้ว ไฟเพิ่งจะเริ่มไหม้ เราต้องยืมลมอีกแรงหนึ่งเพื่อสุมให้ไฟกองนี้ยิ่งลุกโชน!”


ตอนนี้พวกเขากำลังทำให้ตำแหน่งฮ่องเต้แห่งหนานไท่สั่นคลอนและอ่อนแอลงเพียงฝ่ายเดียว หากเชื้อพระวงศ์เหล่านั้นแข็งแกร่งขึ้น อีกไม่นานแคว้นแห่งนี้ก็จะเกิดการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน


เมื่อฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ ย่อมคิดจะขยายอาณาเขตต่อไปแน่ ดังนั้นเป่ยเหยียนจะยังคงถูกก่อกวนอยู่ดี


สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือปล่อยให้ฮ่องเต้แข่งขันกับญาติๆ และให้พวกเขาต่อสู้กันเอง ทางที่ดีที่สุดต้องทำให้เกิดสงครามกลางเมืองสักสองสามครั้ง เพื่อให้ราษฎรเป่ยเหยียนสามารถมีชีวิตที่สงบสุข


ด้วยช่องว่างนี้ เป่ยเหยียนสามารถใช้โอกาสในการพัฒนา เมื่อหนานไท่รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกทิ้งให้รั้งท้ายไปแล้ว


“เจ้าคิดจะทำอะไร?”


ฉินเจียนตกตะลึง ไม่รู้ว่าซุนฉีฉลาดถึงเพียงนี้ได้อย่างไร เขาคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบได้อย่างไร!


ซุนฉีเม้มริมฝีปาก แสงเย็นวาบพาดผ่านดวงตา มือใหญ่จับจอกสุราแน่น แต่น้ำเสียงกลับผ่อนคลาย กระทั่งมีรอยยิ้มเล็กน้อย “ย่อมต้องช่วยหนานไท่สักครั้งอย่างแน่นอน”

.......


ณ หมู่บ้านอันผิง แคว้นเป่ยเหยียน


ตอนนี้โรงตัดเย็บเสื้อผ้าถูกสร้างเสร็จแล้ว ในช่วงนี้ญาติผู้หญิงสกุลลู่ตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าแบบทั่วไป ดังนั้นจึงมอบหมายให้จางซงกับเหลียนฮวานำไปขาย


ลู่กุ้ยหลานรู้สึกว่าตนไปด้วยก็ไม่มีประโยชน์ สู้อยู่ช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่บ้านจะดีกว่า


ขั้นตอนต่อไปคือ การรับสมัครคนงานหญิง หลังจากอุ่นเครื่องเตรียมตัวมาเป็นเวลานาน ทุกคนในหมู่บ้านก็แทบรอไม่ไหว ราวกับว่าจะได้มีอาชีพที่มั่นคงแล้วก็มิปาน


ในวันแรกของการรับสมัคร เหอจิ่วเหนียงเพียงเขียนชื่อผู้สมัครลงในหนังสือ ทุกคนต่างคิดว่าตนถูกเลือกแล้ว ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับพูดขึ้น “ผู้ที่ลงชื่อสมัครไว้ ต้องมาสัมภาษณ์วันพรุ่งนี้นะ”


สัม…อะไรนะ สัมภาษณ์? คืออะไร?


ทุกคนมองหน้ากันไปมาด้วยความสงสัย


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างในเย็น “เป็นการแสดงความสามารถพิเศษ ทุกคนรู้ดีว่าบ้านของเราตัดเย็บเสื้อผ้า ดังนั้นคนที่มีทักษะดีเท่านั้นถึงจะสามารถเข้ามาทำงานได้ พรุ่งนี้ช่างปักฝีมือทั้งสองของเราจะประเมินและทดสอบการตัดเย็บทีละคน ทุกท่านไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญ แต่ต้องรู้ทักษะการตัดเย็บขั้นพื้นฐาน วัสดุและผ้าราคาแพงมาก จะตัดแบบทิ้งขว้างไม่ได้ ผ้าที่ใช้ในการทดสอบพรุ่งนี้เป็นผ้าเนื้อหยาบทั้งหมด หากทำเสียหายจะต้องชดใช้ด้วยเงิน และจะไม่ได้รับการว่าจ้าง แต่หากตัดเย็บออกมาไม่เสียหาย และทำสำเร็จจะถูกจ้างให้เป็นคนงานในโรงงาน ปกติเศษผ้าที่เหลือสามารถขายให้ทุกท่านได้ในราคาถูก เพื่อเอาไปทำเสื้อผ้าหรือรองเท้าใช้ส่วนตัว”


ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกไป ทุกคนก็เริ่มพูดคุยกัน


คนที่ไม่เก่งงานฝีมือบางคนก็ตั้งใจสมัครมาเพื่อใช้โอกาสนี้ฝึกฝีมือแล้วนำเศษผ้าเหลือใช้กลับบ้าน เพราะคิดว่าไม่ใช่วัสดุของตัวเอง จะใช้แบบไหนก็ได้ตามใจชอบ และยังสามารถใช้ได้ทุกวัน


แต่ไม่คิดว่าจะมีเงื่อนไขเช่นนี้ หากการตัดเย็บเสียหายต้องจ่ายเงิน และต้องเสียเงินซื้อเศษผ้าด้วย


ส่งผลให้หลายคนสละสิทธิ์ พวกเขาไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่ทำผิดพลาด คงจะแย่ถ้าพวกเขาทำแล้วไม่ได้เงิน ทั้งยังต้องสูญเสียเงินอีก


เหอจิ่วเหนียงสังเกตปฏิกิริยาของชาวบ้าน แล้วกล่าว “คนที่ไม่อยากเข้าร่วมการสัมภาษณ์สามารถแจ้งล่วงหน้าตอนนี้ได้เลย พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องมา”


บางคนลังเลอยู่พักหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจยอมถอยจริงๆ


หลังจากความวุ่นวาย คนสมัครทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสามคน สละสิทธิ์ยี่สิบเอ็ดคน เหลือเพียงหนึ่งร้อยสองคนเท่านั้น


การคัดเลือกในวันพรุ่งนี้คาดว่าจะได้คนงานสักเจ็ดสิบหรือแปดสิบคน ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


หลังจากที่ทุกคนแยกย้าย เหอจิ่วเหนียงและนางซุนก็ไปตัดแบ่งผ้าจำนวนหนึ่งร้อยสองผืนพอดีกับความต้องการสำหรับเสื้อผ้าเด็ก นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้บางคนแอบขโมยผ้าบางส่วนไป


อย่างไรเสียคนเหล่านี้เป็นชาวบ้านในพื้นที่ของหมู่บ้านอันผิง และพวกเขายังคงมีความไม่พอใจต่อชาวตระกูลลู่อยู่ในใจ หากพวกเขาต้องการสร้างความเดือดร้อน พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ได้


ควรป้องกันเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะส่งผลเสียหายตามหลังมาได้


“ท่านแม่ เราต้องตั้งกฎเกณฑ์ไว้ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้คนโกง ไม่เพียงปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของเราเท่านั้น ยังรับประกันสิทธิและผลประโยชน์ของคนงานด้วย เราต้องให้คนงานเห็นประโยชน์ เพื่อให้พวกเขารู้สึกสบายใจที่ต้องรับใช้ครอบครัวเรา”


นางซุนไม่ได้คัดค้าน นางไม่ได้รู้เรื่องนี้มากนัก ดังนั้นจึงมอบอำนาจทั้งหมดให้เหอจิ่วเหนียง


หลังจากแบ่งผ้าแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ใช้เวลาช่วงบ่ายอยู่ในห้องและเขียนสัญญาจ้างงานฉบับย่อ


ในสัญญามีข้อกำหนดระบุว่า คนงานต้องเก็บเรื่องทุกอย่างในโรงงานเป็นความลับ ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะต้องจ่ายค่าปรับ โดยเฉพาะการตัดเย็บเสื้อผ้าให้หอคณิกา หากเรื่องการค้าหลุดออกไป ชาวบ้านจะต้องเล่ากันปากต่อปาก หรืออาจถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลต่อชื่อเสียงของครอบครัวลู่ได้


ในยุคนี้ไม่มีสถาบันประกันภัย แต่เหอจิ่วเหนียงมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้ลูกจ้างด้วย ตัวอย่างเช่น ค่ารักษาเมื่อบาดเจ็บจากการทำงาน  วันหยุดสี่วันต่อเดือน จ่ายเงินพิเศษหากทำงานในวันหยุดช่วงปีใหม่ คนงานหญิงจะได้รับสิทธิลาคลอดบุตร 


คนงานหญิงสามารถลาคลอดบุตรได้สองเดือนโดยจะได้รับเงินอุดหนุนเดือนละหนึ่งร้อยอีแปะ ในยุคนี้ทุกครอบครัวมีลูกกี่คนก็ได้โดยไม่ต้องคิดอะไร ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้บางคนฉวยโอกาสเอาแต่ผลิตลูกเพื่อหวังเงินอุดหนุน เหอจิ่วเหนียงจึงกำหนดให้สวัสดิการดังกล่าวใช้ได้เพียงสองครั้งต่อคนเท่านั้น หากมีครั้งที่สามก็คงต้องให้ลาออก เว้นแต่แรงงานหญิงที่มีผลงานโดดเด่นจะสามารถกลับมาทำงานต่อได้ หรือหากต้องการลาออกก็เลือกรับค่าชดเชยสิบเท่า


ผลประโยชน์การบาดเจ็บจากการทำงาน จะแบ่งตามความรุนแรงของการบาดเจ็บ โดยสิบอีแปะสำหรับการบาดเจ็บเล็กน้อย ยี่สิบอีแปะสำหรับการบาดเจ็บปานกลาง และสามสิบอีแปะสำหรับการบาดเจ็บสาหัส และครอบครัวลู่มีหน้าที่ในการรักษา


สวัสดิการทางการแพทย์นั้นง่ายกว่า เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงมีทักษะทางการแพทย์อยู่แล้ว แรงงานหญิงจะไม่ถูกหักวงเงินค่ารักษา และยังสามารถรับยาได้ในราคาเพียงครึ่งเดียว นี่เป็นผลประโยชน์ที่มีเมตตาอย่างยิ่ง


วันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่จะได้รับค่าจ้างพิเศษเจ็ดวัน วันละสิบอีแปะ


เข้างานตอนเช้า เมื่อพักกลางวันสามารถกลับไปกินข้าวที่บ้านได้ และกลับมาทำงานตอนบ่าย เลิกงานตอนหัวค่ำ ทำงานวันละสิบเอ็ดชั่วโมง


ค่าจ้างรายวันไม่คงที่ จะคำนวณตามประเภทและจำนวนเสื้อผ้าที่แต่ละคนทำได้ สำหรับเสื้อผ้าผู้ชายวัยผู้ใหญ่ค่าจ้างชุดละยี่สิบห้าอีแปะ เสื้อผ้าทั่วไปสำหรับผู้หญิงยี่สิบอีแปะ และเสื้อผ้าสำหรับเด็กสิบห้าอีแปะ


การทำเสื้อผ้าเป็นงานละเอียดอ่อน แต่หากขยันมากพอ เช่นสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับเด็กได้สักสามตัวในสามวัน รายได้ก็มากกว่าค่าจ้างรายวันตามกฎหมายสามวันเท่ากันถึงสิบเท่าแล้ว สิ่งสำคัญคือ ความขยันก็เปรียบเสมือนได้รับรางวัลมากขึ้น รางวัลที่ว่าก็คือเงินค่าจ้างต่อชิ้น ซึ่งการจ่ายค่าแรงตามผลงานเช่นนี้ช่วยกระตุ้นศักยภาพในการแข่งขันของคนงานด้วย


สำหรับแบบเสื้อผ้าของขุนนาง และแบบที่สั่งตัดเฉพาะบุคคลของหญิงคณิกา สงวนไว้ให้ช่างมืออาชีพทำเท่านั้น เพราะต้นทุนทางด้านนี้สูงและขายราคาแพง ดังนั้นค่าจ้างสำหรับช่างตัดเย็บที่รับผิดชอบส่วนนี้จึงสูงตาม


เมื่อเหอจิ่วเหนียงส่งกระดาษสัญญาให้นางซุน หญิงชราก็รู้สึกเวียนหัวทันที…


นางอ่านไม่ออก!


จบตอน

Comments