single mom ep121-130

ตอนที่ 121: ลู่เสี่ยวหยางผู้เกินความคาดหมาย


เหอจิ่วเหนียงจึงค่อยๆอ่านให้อีกฝ่ายฟัง


ขณะที่ฟัง ใบหน้าของนางซุนก็ดำคล้ำขึ้นเรื่อยๆ


สะใภ้คนนี้ขยันคิดไม่เข้าเรื่องจริงๆ! เอาสวัสดิการมากมายเช่นนี้มาจากไหนกัน!


หญิงชรารู้สึกตกตะลึงกับสิทธิประโยชน์เหล่านี้


เรื่องค่ารักษาการบาดเจ็บจากการทำงานนั่นช่างเถอะ แต่การคลอดบุตรต้องให้เงินด้วยหรือ? 


สะใภ้สามบ้าไปแล้วหรืออย่างไร!


“ครอบครัวเรายังหากำไรไม่ได้เลย ทำเช่นนี้ได้อย่างไร! นี่เป็นแค่คนงานธรรมดา เหตุใดเจ้าไม่จ้างช่างปักฝีมือมาปล้นครอบครัวซะเลยล่ะ ถ้าพวกเขากลับบ้านไปมีลูก ครอบครัวเราจะไม่ขาดทุนยับเยินหรือ ครอบครัวเปิดโรงงานใหญ่เช่นนี้ไม่ได้เพื่อจะเลี้ยงลูกให้คนอื่นนะ!”


นางซุนดุด่าจนเหอจิ่วเหนียงต้องถอยหนีอย่างเงียบๆ


เมื่อเห็นท่าทีหลบเลี่ยงของอีกฝ่าย นางซุนก็ยิ่งโกรธมากขึ้น


“ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านแม่ โปรดฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ ที่ทำเช่นนี้ข้ามีเหตุผล ให้กำลังใจพวกเขาด้วยผลประโยชน์ดีๆ พวกเขาจะได้ช่วยเหลือครอบครัวเราได้อย่างเต็มใจ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเลวร้ายไม่ให้เกิดขึ้น ข้ากำลังป้องกันเอาไว้ก่อนอย่างรอบคอบอย่างไรล่ะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายพลางวิ่งหนี ขณะที่นางซุนไล่ตามพลางดุด่า “แล้วที่จ่ายตามจำนวนเสื้อผ้าล่ะ ถ้าคนงานพวกนั้นแอบโกงปริมาณ เจ้าจะต้องถอดกางเกงเจ้ามาชดใช้!"


“เช่นนั้นต้องหาคนมาทำหน้าที่บันทึกเจ้าค่ะ ต้องทำบันทึกก่อนเลิกงานทุกวัน ถ้าใครโกงก็ให้ทำงานใหม่ หากทำผิดสามครั้งจะถูกไล่ออกทันที! ใช่แล้ว เราไม่สามารถทำการค้าที่ขาดทุนได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”


ผลประโยชน์การคลอดบุตรฟังดูเหมือนเป็นจำนวนเงินที่มาก แต่จริงๆแล้วแค่ร้อยอีแปะเท่านั้น ถ้าไม่มีบุตรและขยันทำงาน จะสามารถมีรายได้วันละสิบสามถึงสิบห้าอีแปะ และหากทำงานว่องไว ยังสามารถทำเงินได้เกือบสี่ร้อยอีแปะต่อเดือนเลยทีเดียว นี่ดีกว่าการคลอดบุตรอีกไม่ใช่หรือ


อย่างไรก็ไม่เสียเปรียบแน่นอน


หลังจากไล่ตามคนน่าโมโหไปหลายรอบ นางซุนก็หยุดลง หายใจกระหืดกระหอบ


เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “ท่านแม่ เชื่อข้าสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ ครอบครัวของเราเคยสูญเสียเงินเมื่อไหร่กันล่ะเจ้าคะ”


นางซุนย่อมเชื่อนางอยู่แล้ว แต่ยิ่งนึกโกรธมากขึ้นเมื่อคิดว่าข้าวของเครื่องใช้ในบ้านมีราคาแพงมากเพียงใด และอีกฝ่ายใช้เงินอย่างไร


เวลาโกรธก็อยากจะตีใครสักคน!


ทว่าตอนนี้นางตามไม่ทันจึงต้องลืมมันไป ทำให้นางกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ


แม้ว่าการรับสมัครคนงานหญิงจะยังไม่เรียบร้อย แต่ผู้หญิงชาวตระกูลลู่ที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ต้นก็ย้ายไปตัดเย็บกันที่โรงงานที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อวานนี้แล้ว


นางหยูเพิ่งกลับมาจากโรงงานเพื่อทำอาหาร เมื่อเห็นแม่สามีและน้องสะใภ้ส่งเสียงดัง นางก็.อดไม่ได้ที่จะยิ้มและส่ายหน้า


น้องสะใภ้สามกล้าสร้างปัญหากับแม่สามีเช่นนี้ ถ้าเป็นพวกนาง หากแม่สามีอยากทุบตีก็คงไม่กล้าวิ่งหนี


นางยิ้มพลางกล่าว “ท่านแม่ ระวังพื้นต่างระดับนะเจ้าคะ”


นางซุนพยักหน้าตอบ ก่อนจะยกสองมือเท้าเอวแล้วมองเหอจิ่วเหนียงที่อยู่ไม่ไกล “เจ้ามานี่ มาคุยกับข้าให้รู้เรื่อง!”


“เช่นนั้นท่านแม่ต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่ตีข้า!”


นางซุนโกรธมาก แต่ยังตอบตกลง


เหอจิ่วเหนียงจึงเดินเข้าไป แต่ถูกตีทันทีที่มาถึง


เหอจิ่วเหนียง “...”


ในที่สุดนางซุนก็คลายความโกรธ และโบกมือให้สะใภ้สามพูดต่อ


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาแรงๆ หญิงชราผู้นี้ช่างไร้จรรยาบรรณในการต่อสู้จริงๆ


หลังจากอธิบายให้นางซุนฟังหลายครั้ง เหลียนฮวาและจางซงก็กลับมาจากการขายเสื้อผ้า ทว่าจางซงกลับไม่ได้นั่งข้างนอกเพื่อบังคับรถม้าคนเดียว แต่มีลู่เสี่ยวหยางด้วย


นางซุนโมโหอีกครั้งทันควันเมื่อเห็นคนที่มาด้วย


“ลู่เสี่ยวหยาง เจ้าเด็กเวร! ข้าอนุญาตให้เจ้านั่งรถม้าของข้าตั้งแต่เมื่อไร เจ้าตายซะเถอะ!”


นับตั้งแต่ครอบครัวเฉียนเข้ามาสร้างปัญหา ครอบครัวลู่ก็ช่วยจัดการให้ลู่เสี่ยวหยางอยู่อย่างสงบสุขเช่นกัน ครอบครัวลู่ทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างโรงงาน คาดไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากโรงงานสร้างเสร็จ เด็กคนนี้จะกลับมาสร้างความรำคาญอีกครั้ง จู่ๆนางซุนก็รู้สึกคันไม่คันมืออยากตีคนขึ้นมา


“ท่านย่าสาม โปรดฟังข้าอธิบายก่อนขอรับ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสร้างปัญหา ข้ามาเพื่อช่วยทำงานขอรับ!”


เมื่อเห็นนางซุนรีบวิ่งลงมา ลู่เสี่ยวหยางก็กระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งหนีโดยที่ขายังกะเผลก ดูแล้วน่าขบขันยิ่งนัก


เมื่อเหลียนฮวาได้ยินเสียงดังก็เปิดม่านรถม้าแล้วกระโดดลงจากรถ นางเข้าไปช่วยประคองนางซุนและช่วยพูดแทนลู่เสี่ยวหยาง “ท่านย่า ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ วันนี้พี่เสี่ยวหยางช่วยพวกเราไว้มากเลยเจ้าค่ะ!”


จางซงพยักหน้าสำทับ ในที่สุดนางซุนก็สงบลง จากนั้นทุกคนก็เข้าไปคุยกันข้างในบ้าน


หลังจากเข้าประตูแล้ว ลู่เสี่ยวหยางก็ซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้องและไม่กล้าพูดอะไร เขากลัวว่านางซุนจะทุบตีถ้าเขาปริปาก ตอนนี้เขาไม่มีแรงสู้ หากถูกทุบตีจริงๆ เขาคงหนีไม่พ้น


“บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้น”


นางซุนน้ำเสียงเย็นชา จ้องมองลู่เสี่ยวหยางอย่างดุดัน นางไม่ชอบหลานชายไร้ยางอายผู้นี้เลย


จางซงเหลือบมองเหลียนฮวา “เหลียนฮวา เจ้าพูดเถอะ”


เขาเป็นคนงุ่มง่าม กลัวว่าจะอธิบายไม่ชัดเจน


เหลียนฮวาบอกเล่าด้วยความรู้สึกราวกับกำลังรับผิดชอบเรื่องใหญ่หลวง “เรื่องเป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ เมื่อเช้าตอนเราออกไปได้เจอพี่เสี่ยวหยาง เขาบอกว่าอยากช่วยเราขายเสื้อผ้า ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองว่าเขาหาเงินได้ ลุงซงกับข้าปฏิเสธแล้ว แต่พี่เสี่ยวหยางยังคงเดินตามรถม้าไปถึงอำเภอ วันนี้มีลูกค้าเยอะมาก ข้ากับลุงซงจึงยุ่งสุดๆ ตอนคิดเงินข้าเกือบคิดผิด ดีที่ได้พี่เสี่ยวหยางช่วย เขาทำบัญชีได้ดีมากเจ้าค่ะ!”


ยามบอกเล่าแววตาของเหลียนฮวาก็แฝงความชื่นชมไว้ด้วย พวกเขาไม่เคยเรียนรู้การจัดการบัญชีอย่างจริงจังมาก่อน แต่วันนี้มีลูกค้าจำนวนมาก และนางก็เกือบทำพลาดตอนที่กำลังยุ่ง หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากลู่เสี่ยวหยาง นางคงคำนวณผิดไปแล้ว ต่อให้นางต้องขายตัวก็ไม่อาจชดใช้ได้


เมื่อได้ยินเด็กสาวเรียกอีกฝ่ายว่า ‘พี่เสี่ยวหยาง’ เหอจิ่วเหนียงก็สัมผัสได้ว่าเหตุการณ์ในวันนี้ต้องมีความพิเศษบางอย่าง แต่การทำบัญชีไม่ใช่เรื่องเล็กและเรื่องง่าย หากไม่ดูแลอย่างจริงจัง อาจเกิดปัญหาขึ้นอีกแน่นอนในอนาคต


นางซุนไม่รู้จะพูดอะไรจึงเงียบไป แต่นางคิดไม่ถึงว่าลู่เสี่ยวหยางจะมีความสามารถเช่นนั้น


เหอจิ่วเหนียงมองไปที่ลู่เสี่ยวหยาง อีกฝ่ายนั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมห้องดูน่าสงสารยิ่งนัก “หากเจ้าสัญญาว่าจะทำงานอย่างซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบ ข้าจะจ้างเจ้า จ่ายค่าจ้างและให้เงินพิเศษสิ้นปีเจ้าอย่างยุติธรรม และหากเจ้าทำตัวดีๆ ข้าก็อาจช่วยรักษาขาของเจ้าด้วย”


แน่นอนว่านางมีความสามารถ แค่ขึ้นอยู่กับว่านางเต็มใจจะทำหรือไม่


นางเคยคิดว่าลู่เสี่ยวหยางเป็นเพียงเด็กไม่ได้เรื่องคนหนึ่ง และเขาอาจพอใจกับขาง่อยๆของตัวเอง แต่ถ้าเขาเต็มใจที่จะเรียนรู้ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ และช่วยเหลือการค้าของครอบครัว การรักษาขาของเขาก็ใช่ว่าจะทำให้ไม่ได้


“ขอรับ ขอรับ ท่านอาสะใภ้สาม ข้ายินดี!”


ลู่เสี่ยวหยางเกือบจะกระโดดเพราะความดีใจ ไม่ต้องพูดถึงการให้เงินและการรักษาขาเขาเลย แค่ให้หมั่นโถววันละสองสามลูกเหมือนเมื่อก่อนเขาก็ดีใจมากแล้ว


หลังจากไม่ได้ช่วยงานก่อสร้างกับครอบครัวลู่เขาไม่ได้รับหมั่นโถวอีกเลย เมื่อไม่มีหมั่นโถวไปให้คนในบ้านเช่าก็ทำให้เขาเกือบถูกไล่ออกจากบ้าน เมื่อนั้นเขาจึงตระหนักได้ว่า การใช้ชีวิตตอนนี้ของตนยากเย็นเพียงใด ในวันนี้เขาจึงตั้งใจเดินทางเข้าอำเภอเพื่อลองเสี่ยง


ตอนที่ 122: ลู่เสี่ยวหยางรับการทดสอบ


เมื่อได้ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เหอจิ่วเหนียงก็หันไปมองนางซุนที่ทำเพียงกลอกตาไม่พูดอะไร


ตอนนี้เป็นเช่นนี้แล้วนางจะพูดอะไรได้อีก?


แต่ดูสภาพน่าสมเพชของลู่เสี่ยวหยางแล้วก็.อดโมโหไม่ได้จริงๆ ดังนั้นหญิงชราจึงดุด่าไปหนึ่งที “ถ้าเจ้าอยากทำก็ตั้งใจทำให้ดี ถ้าเจ้ากล้าโกงละก็ ข้าเอาเจ้าตายแน่!”


ลู่เสี่ยวหยางพยักหน้ารัวๆ ไม่ปฏิเสธอะไรทั้งนั้น


ลู่เสี่ยวหยางไม่ได้เริ่มงานทันที เหอจิ่วเหนียงช่วยเหลียนฮวานับเงินที่ได้มาวันนี้อีกครั้ง จากนั้นนางต้องการทดสอบความสามารถในการทำบัญชีของลู่เสี่ยวหยางสักหน่อย


ลู่เสี่ยวหยางรู้ดีว่าตอนนี้เขาต้องทำตัวให้ดี แม้ขาจะใช้การได้เพียงข้างเดียว แต่เขาก็ยังยืดอกและหลังให้ตรง


เหอจิ่วเหนียงถามคำถามง่ายๆเพียงไม่กี่ข้อ เมื่อเห็นว่าลู่เสี่ยวหยางสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้เกือบจะในทันที นางจึงถามคำถามยากขึ้น


ในการคำนวณบัญชีจำเป็นต้องเชี่ยวชาญทักษะการคิดเลขตั้งแต่เด็ก เหอจิ่วเหนียงบอกตัวเลขที่จำนวนค่อนข้างมากติดต่อกัน และถามว่าหากลดราคาเท่านี้จะเหลือเท่าไร แล้วคำนวณราคาทั้งหมด


เพื่อเพิ่มความยาก ผู้ทดสอบจงใจบอกตัวเลขหลายหลัก แต่ผู้รับการทดสอบก็สามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็ว


แววตาของเหอจิ่วเหนียงทอประกาย เด็กคนนี้ไม่เลวจริงๆ!


เหลียนฮวามองด้วยความอิจฉา หากนางสามารถคำนวณเลขได้เร็วเช่นนี้ เมื่อเช้าก็คงไม่ต้องตื่นตระหนกแบบนั้น


“พี่เสี่ยวหยาง ท่านทำได้อย่างไร? ช่วยสอนข้าหน่อยได้หรือไม่?”


ใบหน้าของเหลียนฮวาเต็มไปด้วยความใคร่รู้ ในฐานะแม่ค้า นางเองก็อยากเชี่ยวชาญเรื่องนี้เพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเอง


ดรุณีน้อยที่งดงามปานบุปผามองมาด้วยดวงตากระจ่างใส


ลู่เสี่ยวหยางมองภาพต้องมนตร์ตรงหน้าก็เสียอาการไปเล็กน้อย เขาเกาศีรษะด้วยความขัดเขิน “ข้า…ข้าไม่รู้ว่าทำไม ข้าแค่รู้ว่า…”


เขาขี้เกียจมาตั้งแต่เด็ก ตอนอยู่บ้านเขาไม่เคยทำอะไรเลย แค่ออกไปเที่ยวกับสหาย และถ้ามีเงินก็เข้าโรงพนันเพื่อหาความมีชีวิตชีวา


มีหลายครั้งที่โรงพนันมักจะคำนวณเงินรางวัลของเขาแบบส่งเดช เพราะอยากหลอกลวงเด็กอย่างพวกเขา แต่ลู่เสี่ยวหยางก็สามารถชี้แจงบัญชีออกไปได้อย่างมั่นใจ


แต่จำนวนเงินเหล่านั้นไม่ได้มากนัก แม้พวกเขาจะได้เงินมาถูกต้องตามจำนวนแต่ก็เพียงไม่กี่อีแปะ และคนของโรงพนันก็ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงกับพวกเขา


เมื่อลู่เสี่ยวหยางตอบกลับเช่นนี้ เหลียนฮวาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางยังอยากเรียนรู้จากเขา แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้


ตอนนี้ยังไม่มีอะไรให้ลู่เสี่ยวหยางทำ เหอจิ่วเหนียงจึงให้เขาไปหานางหยูในครัว เพื่อเอาซาลาเปาสองสามลูกแล้วกลับไปก่อน ในห้องโถงตอนนี้เหลือแต่นางและเหลียนฮวา


“ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียง วันนี้…ข้าเกือบทำพลาดแล้ว…”


เหลียนฮวาคิดว่าเหอจิ่วเหนียงรั้งเอาไว้เพราะอยากพูดกับตนเรื่องบัญชี ดังนั้นจึงรีบก้มหน้ายอมรับความผิด


เช้านี้ได้เงินมาไม่น้อย หากเกิดความผิดพลาดใดขึ้น นางไม่รู้เลยว่าควรชดใช้เช่นไร


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะนางเบาๆ แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เรื่องวันนี้จริงจังมาก แต่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าพยายามเรียนรู้อย่างหนัก ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ฝึกฝนให้ดี ไม่นานเจ้าจะเก่งเหมือนลู่เสี่ยวหยางได้ เริ่มตั้งแต่คืนนี้ ข้าจะสอนโจทย์เลขให้เจ้าทุกคืน จากนั้นจะให้เจ้าทำการบ้าน ถ้าเจ้าฝึกเช่นนี้สักสองสามเดือน ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ที่ข้ารั้งให้เจ้าอยู่ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ ข้ามีเรื่องอื่นจะคุยกับเจ้า”


เหลียนฮวายืดอกหลังตรงทันที ราวกับว่าสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงบอกให้นางทำเป็นสิ่งวิเศษมากก็มิปาน


“ไม่ต้องกังวล ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขันเล็กน้อย เด็กคนนี้เป็นคนเรียบง่ายมาก “ข้าคิดว่าเจ้าเองก็รู้ว่านิสัยของลู่เสี่ยวหยางเมื่อก่อนเป็นเช่นไร ถึงแม้เขาจะจัดการบัญชีได้เร็วมาก แต่เรายังเชื่อใจเขาไม่ได้ขนาดนั้น ดังนั้นต่อไปเขาไปขายเสื้อผ้ากับเรา เจ้ามีหน้าที่เก็บเงิน และเขาแค่รับผิดชอบเรื่องการคิดบัญชี จำไว้ว่า เงินจะต้องไม่ผ่านมือของลู่เสี่ยวหยางเด็ดขาด”


แม้วันนี้ลู่เสี่ยวหยางจะทำได้ดี แต่ก็ต้องเฝ้าระวังดูก่อน ใครจะรู้ว่าเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ หรือแค่ปั่นหัวทุกคน


“เจ้าค่ะ อาสะใภ้ไม่ต้องกังวล ข้าจะจับตาดูเขาให้ดีแน่นอนเจ้าค่ะ!”


เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเหลียนฮวา วันนี้นางเองก็ไม่ได้ให้ลู่เสี่ยวหยางแตะต้องเงิน เพราะนางก็กังวลว่าลู่เสี่ยวหยางจะขโมยเงินแล้ววิ่งหนีไป

…...


เช้าวันรุ่งขึ้น 


สินค้าคงคลังทั้งหมดที่มีในบ้านขายหมดชั่วคราว เหลียนฮวาติดตามนางหยูและคนอื่นๆไปโรงงานเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้าในช่วงเช้า การสัมภาษณ์คนงานใหม่เป็นหน้าที่ของนางซุน เหอจิ่วเหนียง และช่างปักฝีมือสองคน


มีม้านั่งเล็กๆหลายสิบตัวที่หยิบยืมมาจากเพื่อนบ้านวางไว้ในสวน และมีคนกลุ่มใหญ่อยู่ทั้งในและรอบๆสนามหญ้า


เหอจิ่วเหนียงหยิบรายชื่อที่จดไว้เมื่อวานนี้ออกมาและขานชื่อครั้งละสามสิบคนต่อการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง


การตัดเย็บเสื้อผ้าใช้เวลานานจึงไม่สามารถทำเป็นชุดแบบสมบูรณ์ได้ ดังนั้นกฎคือครึ่งชั่วยาม ได้แค่ไหนแค่นั้น


ในช่วงการทดสอบ เหอจิ่วเหนียงและช่างอีกสองคนจะคอยสอดส่ายสายตาตลอดเวลา หากเห็นว่าคนไหนมีแววดี พวกนางก็จะหันมาหารือกันและหมายตาไว้ แล้วมอบผ้าที่โรงงานให้ตัดเย็บส่วนที่เหลือให้เสร็จ


หากคนใดเงอะงะหรือช้ามากเป็นพิเศษก็จะเข้าไปตรวจสอบ เพื่อดูว่าใช้ผ้าอย่างไร จงใจสร้างความเสียหายหรือไม่ หากใช่ก็ให้จ่ายเงิน หากไม่เสียหายก็เอากลับไปที่โรงงาน


การสัมภาษณ์มีทั้งหมดสามรอบ ทุกอย่างสิ้นสุดในเวลาไม่ถึงสองชั่วยาม สถานการณ์ดีกว่าที่เหอจิ่วเหนียงคาดไว้มาก


สตรีในยุคนี้เก่งงานเย็บปักถักร้อยทุกคนไม่มากก็น้อย จากหนึ่งร้อยสองคนที่มาสัมภาษณ์ สุดท้ายเหลือเก้าสิบห้าคน แทบไม่มีใครตัดผ้าเหลือทิ้ง ทำงานเชื่องช้า หรือยอมแพ้กลางคันเพราะจิตใจไม่มั่นคง


การสัมภาษณ์เสร็จสิ้นในช่วงเช้า จากนั้นเหอจิ่วเหนียงและนางซุนไปที่โรงงาน มองคนงานทั้งเก่าและใหม่ที่กำลังตั้งใจทำงาน ก่อนจะตบมือและกล่าว “ทุกคน หยุดฟังสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดสักหน่อย!”


ครอบครัวลู่เพิ่งคัดเลือกคนงานใหม่พร้อมกับเพิ่งตั้งสวัสดิการแรงงานขึ้นมา ดังนั้นจึงยังไม่ได้แจ้งสิ่งเหล่านี้ให้เหล่าคนงานรู้


ทุกคนวางงานในมือลง ตั้งใจฟังคำพูดของเหอจิ่วเหนียง 


“ในเมื่อทางเราจ้างทุกคนมาทำงานที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของครอบครัว ข้าจะบอกข้อกำหนดเฉพาะให้ทราบก่อนนะ


ก่อนอื่นพวกเราเป็นกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นผลประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนเสมอ ไม่อนุญาตให้มีการแข่งขันกันในโรงงาน หากเกิดขึ้นจะถูกไล่ออก นอกจากนี้ โรงงานของเรามีฐานลูกค้าเป็นคนในอำเภอ ขุนนางตระกูลผู้ดี ดังนั้นไม่ว่าจะทำเสื้อผ้าแบบไหนหรือตัดเย็บเช่นไร เรื่องเหล่านี้ไม่อนุญาตให้บอกกับบุคคลภายนอก รวมถึงคนในครอบครัวด้วยเด็ดขาด หากมีข้อมูลรั่วไหลออกไป ไม่เพียงจะโดนไล่ออกเท่านั้น ยังต้องชดเชยให้พวกเราด้วยเพราะเป็นการละเมิดสัญญา และก็…”


วาจายาวเหยียดที่ได้ฟังทำให้ชาวบ้านรู้สึกเหลือเชื่อ ก็แค่ตัดเย็บเสื้อผ้าไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมีเงื่อนไขร้อยแปดพันเก้าขนาดนี้


นอกจากนั้นยังมีบทลงโทษคนที่ขโมยเศษผ้าด้วย เหล่าคนงานเกิดความสับสน เหตุใดถึงถูกปรับทุกอย่างเช่นนี้ล่ะ


นี่ยังไม่ได้รายได้เลย ก็พูดถึงเรื่องหักเงินแล้ว


เมื่อทุกคนเริ่มไม่พอใจและจะโต้แย้ง เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มพูดถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆที่เขียนไว้เมื่อวานนี้


ตอนที่ 123: การปกป้องของนางซุน


“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มีเงินอุดหนุนค่ามีลูกเดือนละหนึ่งร้อยอีแปะด้วย”


“นึกไม่ถึงว่าจะได้ค่าแรงตามจำนวนเสื้อผ้าที่ตัดเย็บ สวรรค์! ข้าทำงานไวมาก หากคำนวณเช่นนี้ไม่หมายความว่าข้าหาเงินได้มากกว่าสามีอีกหรือ!”


“บาดเจ็บล้มป่วยไม่เสียเงิน แถมจ่ายเงินค่ายาเพียงครึ่งเดียว! สวรรค์ ข้าดีใจจริงๆ ดีใจจนแทบจะเป็นลมแล้ว!”


"เป็นเรื่องดีจริงๆ ที่มีวันหยุดสี่วันต่อเดือนเช่นนี้!"


แม้แต่ซุ่ยเอ๋อร์กลุ่มคนงานเก่าก็ไม่คาดคิดว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีเช่นนี้ ตอนนี้ค่าจ้างของพวกนางอยู่ที่สิบอีแปะต่อวัน ดูเหมือนว่าหลังจากนี้รายได้จะเพิ่มขึ้นแล้ว


นางหยู นางฉิน และลู่กุ้ยหลานก็ดีใจจนแทบคลั่ง…เพียงแต่


เมื่อคิดได้ว่าพวกตนคือหุ้นส่วน นี่เป็นกิจการของพวกนางเช่นกัน และเงินของคนงานเหล่านั้นจะต้องถูกหักออกจากส่วนแบ่งของรายได้ จึง.อดรู้สึกปวดใจไม่ได้


รู้แล้วว่าเหตุใดท่านแม่ถึงไล่ตีน้องสะใภ้สามเมื่อวานนี้!


แต่พวกนางก็กังวลได้เพียงไม่นาน อย่างไรเสียพวกนางก็เชื่อว่าน้องสะใภ้สามสามารถนำพาทุกคนสร้างรายได้ได้มากมายอยู่แล้ว


เมื่อเห็นใบหน้าตกตะลึงของสตรีครอบครัวลู่ ซุ่ยเอ๋อร์จึงถามลู่กุ้ยหลานเสียงกระซิบ “ท่าทางเจ้าเช่นนี้ เจ้าก็เพิ่งรู้เรื่องนี้หรือ?”


ลู่กุ้ยหลานพลันมีไหวพริบ หากบอกไปว่า ‘เพิ่งรู้’ จะต้องถูกมองว่ามีช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงตอบไป “ท่านแม่ข้าบอกเมื่อคืนตอนกินข้าวแล้ว แต่ข้าเหนื่อยกับการตัดเย็บเสื้อผ้ามาทั้งวันก็เลยเอาแต่กิน ไม่ได้ตั้งใจฟังว่ามีประโยชน์มากมายเช่นนี้”


นางหยูช่วยพูด “ใช่ พวกเราไม่ค่อยเข้าใจสิ่งเหล่านี้ น้องสะใภ้สามเป็นคนฉลาด ดังนั้นข้าเลยฝากทุกอย่างไว้กับนางและท่านแม่น่ะ"


ซุ่ยเอ๋อร์เพียงถามโดยไม่มีเจตนาอะไร เมื่อได้รับคำตอบแล้วจึงไม่ถามอีก และตั้งใจฟังว่ามีประโยชน์อื่นใดอีกหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงอ่านสวัสดิการต่างๆเสร็จแล้ว และเมื่อถึงตอนที่ต้องพูดคุยเกี่ยวกับข้อสำคัญ นางก็กระแอมเล็กน้อย “เพียงแต่…


โรงงานของเราเป็นเจ้าแรกที่นำเสนอสวัสดิการเช่นนี้ ดังนั้นกฎเกณฑ์จึงเข้มงวดกว่าที่อื่น แม้ค่าจ้างจะคำนวณตามปริมาณ แต่ทำเร็วก็ใช่ว่างานจะดีเสมอไป ก่อนเลิกงานทุกวันเราจะส่งคนมาตรวจสอบสินค้าของทุกคน จะนับก็ต่อเมื่อได้มาตรฐานเท่านั้น ถ้าไม่ผ่านจะถูกส่งกลับไปทำใหม่ แต่ละคนมีโอกาสพลาดเพียงสามครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นจะหักเงินและไล่ออก ตลอดชีวิตไม่สามารถร่วมงานกับโรงงานเราได้อีก!


หากทุกคนเห็นด้วยก็เข้ามาลงชื่อและวางมัดจำ เมื่อลงชื่อแล้วกฎทุกข้อจะมีผลทันที เสื้อผ้าทั้งหมดที่ทุกคนตัดเย็บวันนี้จะนับรวมอยู่ในค่าจ้าง และเราจะจ่ายค่าจ้างทุกวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป”


ทุกคนมองหน้ากันอย่างสับสน นั่นหมายความว่า งานที่พวกนางทำในเดือนนี้จะไม่ได้เงินทันทีจนกว่าจะถึงวันที่สิบห้าของเดือนหน้าใช่หรือไม่


ปกติแล้วการจ้างงานจะจ่ายเงินทันทีหลังเลิกงาน มีใครได้เงินช่วงกลางเดือนแบบนี้ที่ไหนกัน


แต่สวัสดิการที่กล่าวมาก็ยั่วยวนยิ่งนัก โดยเฉพาะข้อดีของการมีลูก เหล่าสตรีคิดๆไปแล้วทุกอย่างช่างดีจริงๆ!


ฝูงชนบางคนเริ่มกระซิบหารือ จะลงนามสัญญาพิสดารนี่ดีหรือไม่ ถ้าทำผิดสัญญา ไม่หมายความว่าต้องเสียเงินเปล่าหรอกหรือ


ในขณะที่ทุกคนกำลังลังเล ซุ่ยเอ๋อร์ก็เป็นคนแรกที่ยกมือขึ้น “ข้ายินดีลงนาม ข้าเต็มใจลงนาม! นี่มากกว่าเงินสิบอีแปะต่อวันที่ข้าได้รับตอนนี้เสียอีก ข้าเป็นผู้หญิงสามารถทำเงินได้มาก สถานะที่บ้านจะสูงขึ้นแน่ จิ่วเหนียง ข้าจะลงนามสัญญา!”


ขณะที่ป่าวร้องนางก็เบียดตัวออกมาจากฝูงชน นางฉีและคนอื่นๆก็เริ่มมีปฏิกิริยา จึงจูงมือบุตรสาวไปข้างหน้า


ในตอนนี้ ถึงเวลาที่สตรีครอบครัวลู่แสดงตัวแล้ว!


ลูกสะใภ้คนโตของผู้ใหญ่บ้านก็นึกถึงสิ่งที่แม่สามีบอกก่อนที่นางออกมาตอนเช้า เมื่อพิจารณาแล้วว่านี่เป็นงานที่ดีจริงๆ จึงออกไปร่วมลงชื่อกับบรรดาน้องสะใภ้ด้วย


เมื่อมีคนนำ เรื่องที่เหลือก็จัดการได้ง่ายแล้ว หญิงออกเรือนมากมายและเด็กสาวจำนวนมากต่างเบียดเสียดกันเข้ามา


นางซุนโมโหเมื่อเห็นผู้หญิงเหล่านี้เริ่มวุ่นวาย นางตะโกนเสียงดัง “เงียบๆจะเบียดกันทำไม…ยังเบียดข้าอีก ขยับไปเดี๋ยวนี้!”


ได้ผล ทุกคนเงียบลงทันที เหอจิ่วเหนียงกล่าว “เริ่มจากคนทางซ้ายสุด ลุกขึ้นมาทีละสามคน”


เมื่อพิจารณาว่ามีคนจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวหนังสือ เหอจิ่วเหนียงจึงเขียนชื่อของพวกนางก่อน จากนั้นจึงขอให้พวกนางประทับลายนิ้วมือบนชื่อของตัวเอง หลังจากที่ทุกคนประทับลายนิ้วมือแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็กล่าว “วันนี้ข้ารีบมาก เลยไม่มีเวลาเตรียมสัญญาส่วนตัว อีกไม่กี่วันข้าจะคัดสำเนาให้ แล้วแต่ละครอบครัวก็จะมีสัญญาเป็นของตัวเอง”


ทุกคนรู้สึกสบายใจทันทีที่มีสัญญาอยู่ในมือ หากลืมเงื่อนไขข้อไหนก็สามารถขอให้ใครสักคนช่วยดูได้ตลอดเวลา เพื่อเตือนตัวเองว่าอย่าทำผิด


หลังจากประกาศเรื่องสำคัญ ทุกคนก็กลับไปกินข้าวเที่ยงอย่างมีความสุข เมื่อกลับมาอีกครั้งก็เริ่มอาชีพหาเงิน


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาก่อนกล่าว “พูดมาทั้งเช้า คอข้าแห้งหมดแล้ว!"


นางซุนไม่ได้พูดอะไรทั้งที่ควรจะดุด่ากลับมาบ้าง หญิงสาวจึงกลอกตาไปมาเล็กน้อย รู้สึกเสียใจเมื่อเห็นความกลัดกลุ้มครั้งใหญ่ของอีกฝ่ายเช่นนี้


ระหว่างกินข้าวกลางวัน นางซุนเอาแต่นั่งซึม


“ข้าจะทำอะไรได้อีก ข้าจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างไรเมื่อคิดว่าโรงงานนี่จ่ายเงินก้อนโตไปแล้วทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำเงินด้วยซ้ำ”


ขณะกล่าวดวงตาหญิงชราก็ชำเลืองมองลู่กุ้ยหลานอย่างมีนัย หญิงสาวผู้ถูกมองเข้าใจทันทีว่ามารดาต้องการสิ่งใด จึงเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ อย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ พี่สะใภ้สามก็คิดวิธีเหล่านี้เพื่อสร้างรายได้มากขึ้น ใช่เจ้าค่ะ เราไม่เคยทำการค้าแบบนี้มาก่อนและไม่รู้อะไรเลย พี่สะใภ้สามคงมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้ ช่วยให้กิจการของเรามั่นคงในอนาคต และข้าก็จะสามารถคืนเงินทั้งหมดที่ยืมมาได้ด้วย”


นางหยูและนางฉินไม่ได้คิดอะไรจึงกล่าวปลอบ “นั่นสิเจ้าคะท่านแม่ พวกเราไม่เข้าใจเรื่องนั้น น้องสะใภ้สามเชื่อถือได้และเราทุกคนเชื่อในตัวนางมาตลอด อย่ากังวลเลยเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงตระหนักว่านางซุนและลู่กุ้ยหลานกำลังช่วยพูดแทนนาง เพื่อไม่ให้คนอื่นในบ้านเกิดข้อครหากับนาง


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงรู้สึกผิดต่อพี่สะใภ้และน้องสามีจริงๆ


เมื่อวานนี้นางบอกนางซุนแค่คนเดียว เมื่อถูกเรื่องของลู่เสี่ยวหยางแทรก นางจึงลืมบอกคนอื่นๆในครอบครัว


อย่างไรเสียนางหยูและนางฉินก็ลงทุนเท่ากับนาง แต่นางกลับลืมแจ้งเรื่องสำคัญกับหุ้นส่วน และประกาศออกไปทีเดียว นี่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมจริงๆ


นางวางชามและตะเกียบลง มองทุกคนแล้วเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้ข้าผิดเองเจ้าค่ะ เมื่อคืนข้าลืมบอกเรื่องนี้กับทุกคน…”


“น้องสะใภ้สามอย่าพูดเช่นนั้นเลย น้องหญิงพูดถูก ถึงเจ้าจะบอกเรื่องเหล่านี้กับพวกเราพวกเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เจ้าเป็นคนคิดวางแผนเตรียมการทุกอย่างเพื่อทุกคน พวกเรารอเงินปันผลปลายปีแบบสบายๆ ก็เห็นแก่ตัวมากพอแล้ว น้องสะใภ้รอง เจ้าว่าจริงหรือไม่?”


นางหยูมองไปที่นางฉิน สะใภ้รองรีบพยักหน้ารับด้วยความจริงใจ นางไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่อะไร


ตอนที่ 124: ความสัมพันธ์อันดีของสะใภ้


สองพี่น้องลู่จางต่างงุนงง พวกเขาไม่เข้าใจว่านางซุนพูดเรื่องอะไร


“หึ!”


นางซุนส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย็นชา “จำสิ่งที่เจ้าพูดตอนนี้ไว้ด้วยล่ะ เจ้าไม่มีข้อโต้แย้ง หากมีเรื่องผิดพลาด อย่าโทษคนอื่นเชียวล่ะ!”


การแสดงออกของนางซุนเพียงอยากรู้ความเห็นจากแต่ละครอบครัว เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในการตั้งสวัสดิการ


“ท่านแม่อย่ากังวลเลยขอรับ พวกเราทุกคนเข้าใจกันแล้วขอรับ”


ลู่จิ้งซวนเป็นคนแรกในกลุ่มบุรุษที่พูดขึ้น และทุกคนก็เห็นด้วย “ตอนนี้ครอบครัวเรามีชีวิตดีได้อย่างที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน ดังนั้นพวกเราไม่มีความคิดเห็นต่างเลยขอรับ!”


ดวงตาของหญิงชรากวาดมองทุกคน และนางรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ของพวกเขา


“เอาละ กินข้าวเถอะ!”


นางซุนโบกมือพลางกล่าว ทุกคนจึงเริ่มกินมื้อกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อย


หลังจากกินข้าวเสร็จและพักผ่อนสักพัก ทุกคนก็เริ่มทำงานของตัวเองอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงเห็นนางซุนเข้าไปในบ้าน จึงเดินตามเข้าไป


“ท่านแม่ ขอบคุณสำหรับเรื่องเมื่อครู่นะเจ้าคะ!”


รอยยิ้มใสซื่อปรากฏบนใบหน้าหญิงสาว นางซุนกลอกตามองบนก่อนกล่าว “มาขอบคุณข้าทำไม เจ้ามีความสุขนักหรือที่โดนต่อว่ากลางโต๊ะอาหารเช่นนั้น เจ้านี่มันจริงๆเลย!”


“ฮี่ๆๆ…” เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคักและจับมือเหี่ยวย่นไว้ “ข้ารู้ว่าสิ่งที่ท่านแม่ทำก็เพื่อข้า เมื่อวานข้าลืมบอกพี่ชายและพี่สะใภ้ หากท่านแม่ไม่พูดแบบนั้น หลังจากแบ่งเงินปันผลพวกเขาอาจมีข้อครหาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นเพราะข้าเองที่คิดไม่รอบคอบ”


“พวกเขากล้าหรือ!” นางซุนพูดขึ้นทันควันด้วยสีหน้าดุดัน “ข้าจะเป็นคนแรกที่หักขาพวกเขา!”


“หึ!”


เหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะไม่ได้ หญิงชราบอกว่าไม่ได้ปกป้องนางเลย ทว่าเมื่อดูท่าทางตอนนี้แล้ว ยังจะไม่เข้าใจอะไรอีก


เมื่อเห็นอากัปกิริยาหยอกล้อของอีกฝ่าย นางซุนก็รู้สึกหงุดหงิดและตีไหล่นางไปสองที “ออกไป ๆ อย่ามากวนข้า!”


“เจ้าค่ะ! เช่นนั้นก็พักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงออกไป นางต้องไปเกลี้ยกล่อมให้พวกเด็กๆนอนพักในยามบ่าย


หลังจากกล่อมพวกลิงน้อยเข้านอนแล้ว หญิงสาวก็เริ่มคิดถึงการจัดเตรียมงานสำหรับคนในครอบครัว ซึ่งจะต้องค่อยๆตั้งกฎเกณฑ์มาตรฐานเอาไว้

…...


อีกด้านหนึ่ง 


นางหยูและนางฉินไหนเลยจะไม่รู้ว่าเหตุการณ์บนโต๊ะอาหารกลางวัน นางซุนมีเจตนาอะไร พวกนางจึงอดยิ้มไม่ได้


“ท่านแม่ประเมินเราต่ำไปจริงๆ เราต้องพึ่งพาน้องสะใภ้สามให้มีชีวิตที่ดี เราจะคิดเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”


“ที่ท่านแม่ทำไปก็เพื่อให้น้องสะใภ้สามสบายใจด้วย น้องสามไม่อยู่ ท่านแม่ก็ต้องปกป้องนางบ้าง นี่คือสิ่งที่ควรทำ”


“อันที่จริงเมื่อวานตอนบ่ายข้าทำอาหารอยู่ก็ได้ยินน้องสะใภ้สามคุยเรื่องนี้กับท่านแม่แล้ว แต่ฟังไม่ชัด และถึงอย่างไรข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ก็เลยไม่ได้ถามอะไรพวกนาง ข้าเชื่อในตัวน้องสะใภ้สาม แต่ท่านแม่นี่วิ่งตีนางไปทั่วบ้านเลย”


“ใช่ น้องสะใภ้สามพยายามหาทางออกให้ครอบครัวทุกวัน เรากำลังทำงานเบื้องหน้า แต่น้องสะใภ้สามทำงานอยู่เบื้องหลัง ดูสัญญาและการออกแบบเหล่านั้นสิ นั่นเป็นสิ่งที่ต่อให้เอามีดจ่อที่คอข้า ข้าก็ทำไม่ได้แน่ น้องสะใภ้สามยังคิดถึงความรู้สึกของพวกเราอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ!”


“นั่นสิเจ้าค่ะ จะว่าไป ที่พวกเรามีเงินยี่สิบตำลึงนั่นได้ก็เพราะน้องสะใภ้สามเป็นคนให้นะ ตอนนั้นถ้านางจะไม่แบ่งให้เรา เราก็ไม่มีเหตุผลใดจะเอาได้”


“พอมาคิดเช่นนี้ ข้ารู้สึกผิดกับน้องสะใภ้สามจริงๆ…ไม่ได้! ข้าต้องไปหานางแล้วคุยกันให้รู้เรื่อง!”


“ข้าไปด้วย!”


สองสะใภ้ใหญ่รองโยนผ้าในมือลง แล้วลุกขึ้นเดินกลับบ้าน พวกนางไม่สนว่าวันนี้จะได้รับค่าจ้างเท่าไหร่ อย่างไรเสียก็ไม่สำคัญไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างสะใภ้ของพวกนางได้


ลู่กุ้ยหลานเฝ้ามองพี่สะใภ้ทั้งสองจากไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ โชคดีที่พี่สะใภ้เข้ากันได้ง่ายเช่นกัน พวกนางเข้าใจซึ่งกันและกันและมีน้ำใจ ความรักใคร่ปรองดองจะทำให้ครอบครัวรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ


เหอจิ่วเหนียงกำลังเขียนแผนบางอย่าง เมื่อได้ยินเสียงเรียกเบาๆทางประตูจึงหันไปมอง เห็นนางหยูและนางฉินกวักมือเรียกนางออกไปหา


นางวางพู่กันในมือลง เหลือบมองโก่วเอ๋อร์ที่กำลังหลับอยู่ แล้วออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ


“พี่สะใภ้ทั้งสองมีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”


เพื่อไม่ให้เด็กๆในห้องตื่น พวกนางจึงออกไปคุยกันที่ลานบ้าน


นางหยูจับมือเหอจิ่วเหนียงแล้วเอ่ย “น้องสะใภ้สาม พวกเราสองคนคิดอยู่นานกว่าจะเข้าใจความหมายที่ท่านแม่ต้องการสื่อ ก็เหมือนที่ข้าเพิ่งพูดไปนั่นแหละ พวกเราเชื่อเจ้า และเจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใดก็ลงมือทำให้เต็มที่ พวกเราไม่มีความเห็นต่าง พวกเราเชื่อเจ้า!”


นางฉินสนับสนุน “ใช่แล้ว น้องสะใภ้สาม พวกเราโง่และช่วยอะไรไม่ได้มาก หากเจ้าอยากให้พวกเราทำอะไรก็บอกได้เลย เราจะฟังเจ้าทุกอย่าง ไม่ต้องมาปรึกษาพวกเราหรอก พวกเราไม่เข้าใจ และเจ้าก็อย่าคิดมากด้วย!”


“เมื่อวานข้าได้ยินเจ้ากับท่านแม่คุยกันเรื่องสวัสดิการตอนที่กลับมาทำอาหาร ข้าไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรจริงๆ ก็เลยไม่ได้ถาม เอาเป็นว่าข้าเชื่อเจ้านะ อย่าคิดมาก เจ้าทำการค้าให้ครอบครัว ทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเราขอบใจเจ้ายังน้อยไปเลย แล้วจะถือโทษโกรธเคืองเจ้าได้อย่างไร


เมื่อได้ฟังความในใจของพี่สะใภ้ทั้งสอง เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง เป็นเพราะคนในครอบครัวเข้าใจและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ยอมให้ทำสิ่งต่างๆด้วยความเต็มใจ


“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ขอบคุณพวกท่านมากเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงขอบคุณทั้งสองจากใจจริง นางไม่คิดมาก่อนว่าสองคนนี้จะอธิบายกับนางอย่างชัดเจนเช่นนี้ นางรู้สึกประทับใจมาก


“เราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน จะขอบคุณอะไรล่ะ ถ้าจะขอบคุณจริงๆ ก็ต้องขอบคุณเจ้า ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า พวกเราคงตายระหว่างทางลี้ภัยไปแล้ว หรือหากไม่ตายก็คงเป็นขอทานข้างถนน ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ดีมีสุข กินอิ่มนอนอุ่นเหมือนทุกวันนี้”


นางหยูตบหลังมือสะใภ้สามเบาๆ รอยยิ้มบนใบหน้าจริงใจมาก


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับ “เช่นนั้นเราเรียกน้องหญิงกับน้องเสิ่นมาด้วยดีกว่า ข้ามีเรื่องจะบอกพวกท่านด้วยพอดี”


“เยี่ยมเลย ข้าไปตามพวกนางเอง!”


นางฉินวิ่งออกไป เหอจิ่วเหนียงก็กลับไปที่ห้องและแบ่งแผนงานที่นางเพิ่งเขียน สตรีครอบครัวลู่นั่งคุยกันใต้ชายคาที่เย็นสบาย


“วันนี้โรงงานของเราเปิดอย่างเป็นทางการแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองแต่เช้าเพื่อหาช่างปักลายฝีมือเพิ่ม คำสั่งซื้อจากหอคณิกาจะช้าไม่ได้แล้ว พี่สะใภ้กับน้องๆ จะได้ไม่ต้องง่วนกับการตัดเย็บเสื้อผ้าทุกวัน มีหลายอย่างรอให้พวกท่านจัดการ”


ตอนนี้พวกนางหยูถือว่าเป็นคนงานคนหนึ่ง พวกนางคิดว่าตัวเองไม่มีทักษะใด จึงทำเสื้อผ้าวันละสองสามชุดเพื่อทำให้ตัวเองมีคุณค่า แต่เหอจิ่วเหนียงมองเห็นศักยภาพในตัวพวกนางมากกว่านั้น


เมื่อมีการก่อตั้งโรงงาน สิ่งที่ขาดไม่ใช่คนงาน แต่เป็นคนบริหารจัดการ


เช่น นายทะเบียนบันทึกเวลาเข้าออกงานของคนงาน ใครเข้างานช้า ออกก่อนเวลา หรือขอลา  ผู้ตรวจตราคนงานขณะทำงาน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพที่รับผิดชอบในการตรวจสอบคุณภาพเสื้อผ้า หัวหน้าด้านการขนส่งที่รับผิดชอบเรื่องการจัดส่งสินค้า และยังต้องมีห้องบัญชีสำหรับจัดการและจัดเก็บบัญชีอีกด้วย


ตอนที่ 125: แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ


“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ท่านสองคนมีความเฉียบขาดในการทำงาน เช่นนั้นรับผิดชอบการตรวจสอบคุณภาพสินค้าหลังเลิกงานทุกวัน ระหว่างวันพวกท่านสามารถไปทำอะไรก็ได้ จะตัดเย็บเสื้อผ้าก็ได้เจ้าค่ะ


น้องหญิงมีหน้าที่บันทึกเวลาเข้าออกงานของคนงานทุกวัน ใครที่มาสาย ออกก่อนเวลา นอกจากนี้ต้องบันทึกด้วยว่าแต่ละคนตัดเย็บเสื้อผ้าได้กี่ชิ้นในแต่ละวัน และจะได้รับเงินเดือนเท่าไร เรื่องนี้ยากหน่อย และงานหนักกว่า เจ้าต้องเรียนตัวหนังสือกับพวกเหลยจื่อสักสองสามวัน ระหว่างนั้นข้าจะเป็นคนทำก่อน และเจ้าก็คอยเรียนรู้งานกับข้า


น้องเสิ่นรับผิดชอบเรื่องการจัดส่งสินค้า ข้าจะหาคนมารับผิดชอบเรื่องทำความสะอาดแทนเจ้าอีกสองสามคน หน้าที่ของเจ้าคือจัดการดูแลพวกเขาให้ดี ให้พวกเขาทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่เกิดความวุ่นวาย นอกจากนี้เจ้ามีหน้าที่ตรวจสอบแต่ละอย่าง ทั้งงานจัดส่งสินค้า ความสะอาด คนงาน ตรวจสอบจำนวนผ้า วัสดุต่างๆหายไปหรือไม่ ข้าจะให้กุญแจโรงงานไว้กับเจ้า เจ้าต้องติดตามจำนวนผ้าและเสื้อผ้าที่นำเข้าออกทุกวัน


ส่วนของการควบคุมดูแลค่อนข้างง่าย ข้าจะให้ท่านแม่ดูแลด้วย ท่านแม่ใช้เวลาว่างนิดหน่อยเดินเล่นในโรงงานคงจะดี”


เหอจิ่วเหนียงมอบหมายงานตามที่ตนบันทึกลงในสมุดเล่มเล็กแก่ทุกคน


“ตอนนี้เราขาดคนทำบัญชี งานบัญชีเป็นเรื่องใหญ่ ช่วงนี้ยังหาใครที่ไว้ใจทำไม่ได้ จะให้ท่านแม่จัดการไปก่อน จะคำนวณด้วยกันทุกคืนแล้วส่งให้น้องหญิงเก็บบันทึก แบ่งกันเช่นนี้ดีหรือไม่?”


หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองสตรีสี่คนตรงหน้า


สีหน้าของพวกนางยากจะอธิบาย อยากหัวเราะแต่ก็เปล่งไม่ออก


หน้าที่เหล่านี้พวกนางยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าขณะเดียวกันก็รู้สึกกังวลว่าจะทำได้ไม่ดี


นางหยูเอ่ยขึ้น “น้องสะใภ้สาม เสื้อผ้าที่เราตัดเย็บเองยังไม่ดีพอเลย แล้วเราจะตรวจสอบเสื้อผ้าที่คนอื่นตัดเย็บได้อย่างไรกัน แล้วถ้าการตรวจสอบไม่ดีล่ะ?”


นางฉินได้รับมอบหมายหน้าที่เดียวกันกับนางหยู จึงพยักหน้าเห็นด้วย


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่ใช่เรื่องใหญ่เจ้าค่ะ สิ่งสำคัญคือการดูรายละเอียด ข้อมือ คอเสื้อ และจุดที่ต้องเย็บริมต่างๆ ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตะเข็บและคมผ้า และดูรูปแบบว่าสมบูรณ์แบบหรือไม่


แน่นอนว่าน้องหญิงก็ต้องบันทึกด้วยว่าใครทำผิด หากใครทำผิดครบสามครั้งจะถูกไล่ออกทันที”


ขณะอธิบายขอบเขตการทำงานกับนางหยูและนางฉิน เหอจิ่วเหนียงก็ใคร่ครวญไปด้วยว่ามีช่องโหว่ใดที่หลงลืมหรือไม่ และเสริมสิ่งใดเพิ่มเติม


ลู่กุ้ยหลานพยักหน้าหงึกหงัก ในใจเกิดความกลัดกลุ้ม นางมีหน้าที่ต้องทำหลายอย่างเลย สวรรค์ ใครจะช่วยนางได้บ้าง!


“พี่สะใภ้สาม คือว่า…ตอนนี้ใจข้าว้าวุ่นมาก ข้ารู้สึกว่ามีหลายอย่างที่ต้องทำ และข้าคิดว่ามันยากมากเลย! ข้าอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ข้าควรทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานกังวล นางไม่รู้หนังสือ แล้วจะบันทึกข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างไร


“ไม่ต้องกลัว ข้าจะสอนเจ้าเป็นการส่วนตัวเอง”


เหอจิ่วเหนียงปลอบใจน้องสามี จากนั้นเลื่อนสายตาไปที่นางเสิ่น ปกติแล้วนางเสิ่นจะไม่ค่อยพูด แม้จะเข้ากับครอบครัวลู่ได้ง่าย แต่นางก็ยังรู้สึกว่าการพูดให้น้อยเป็นสิ่งที่ดีกว่า จะได้ไม่ทำให้ครอบครัวต้องหนักใจ


เหอจิ่วเหนียงขอให้นางเป็นผู้ดูแล จริงๆแล้วนางค่อนข้างไม่มั่นใจ จึงบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาหวิว “พี่สะใภ้ เหตุใดไม่ให้ข้าทำความสะอาดบ้านล่ะ ข้ากลัวว่าจะทำได้ไม่ดี ทั้งยังให้ข้าจดบันทึกสินค้า ข้าไม่รู้หนังสือเจ้าค่ะ…”


ทหารที่ไม่อยากเป็นนายพลไม่ใช่ทหารที่ดี นางเสิ่นย่อมอยากเป็นอยู่แล้ว แต่นางยังไม่เคยเป็นทหารชั้นผู้น้อยด้วยซ้ำ แล้วจะขึ้นไปเป็นนายพลได้อย่างไร นางกลัวทำงานได้ไม่ดี แล้วจะสร้างความเสียหายให้ครอบครัว


“น้องเสิ่นไม่ต้องกลัว นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนจะทำสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติที่จะไม่คุ้นเคย ข้าจะค่อยๆสอน การฝึกฝนทำให้เราเก่งขึ้น ใช้เวลาระยะหนึ่งก็สามารถทำได้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตอนนี้เราเป็นครอบครัวเดียวกัน และทุกคนเป็นหุ้นส่วนของกิจการ หากเราทุกคนทำงานร่วมกัน กิจการของเราก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ”


อันที่จริงเรื่องการจัดส่งสินค้าควรมอบหมายให้พี่สะใภ้ใหญ่ทำ แต่นางหยูทำอาหารอร่อย จึงมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องอาหารการกินของที่บ้าน คงยุ่งเกินกว่าจะจัดการโรงงานได้ ดังนั้นนางจึงฝากไว้กับนางเสิ่น


เหอจิ่วเหนียงลอบสังเกตนางเสิ่นมานานแล้ว และเห็นว่านางเป็นคนฉลาด และนางไม่ใช่คนประเภทคดในข้องอในกระดูก นางฉลาดเมื่อถึงเวลาที่ควรฉลาด และนางก็แสร้งโง่เมื่อถึงคราวที่ควรโง่ นี่คือข้อได้เปรียบใหญ่ของนาง


“ใช่แล้ว น้องเสิ่น เจ้าฉลาดถึงเพียงนี้ เจ้าทำได้ดีแน่นอน!”


นางหยูยิ้มและให้กำลังใจ แต่จริงๆแล้วนางเองก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก โชคดีที่งานจุกจิกแบบนี้ไม่ตกอยู่กับนาง ไม่เช่นนั้นนางคงเครียดจนหลั่งน้ำตาเป็นแน่


“ข้า…ข้าจะลองดู ขอบคุณพี่สะใภ้ที่ไว้วางใจข้าเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “เมื่อทำการค้าที่บ้าน แน่นอนว่าเราต้องใช้คนในครอบครัวก่อน แต่ก็ต้องพิจารณามองหาผู้ช่วยที่เหมาะสมรอบตัวด้วย เพื่อจะได้มีคนทำแทนตอนที่เราไม่อยู่ แต่ครอบครัวลู่ของเราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ พี่สะใภ้และน้องหญิงต้องทำงานนี้ด้วยตัวเอง และทำให้ได้โดยเร็วที่สุด”


ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกไปทุกคนก็ตกตะลึง พวกนางคิดว่าถ้าทำได้ดีก็คงได้พัก แต่กลับได้ยินว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น พวกนางต้องทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่สามารถหาใครมาแทนได้


“แล้วผู้ชายที่บ้านทำอะไรล่ะ ในเมื่อเราทำหน้าที่มากมายเช่นนี้?”


นางฉินอดกล่าวออกมาไม่ได้ นางรู้สึกเสมอว่าพวกนางทำแทบทุกอย่างในขณะที่ผู้ชายไม่ได้ช่วยงานอะไร นางเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมอยู่ในใจ


คนอื่นๆก็คิดถึงปัญหานี้ และมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความอยากรู้


นับตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงรอดพ้นจากความตาย นางก็กลายเป็นคนตัดสินทุกเรื่องในครอบครัว และค่อยๆกลายเป็นผู้นำของเหล่าสตรี ส่วนผู้ชายก็ตามรอยแบบอย่างของผู้เฒ่าลู่ คือไม่มีความเป็นผู้นำ


เมื่อเห็นพวกนางชี้โทษไปที่สามีของตนเอง เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกขบขันเล็กน้อย แต่นางยังคงกล่าวอย่างจริงจัง “ผู้ชายก็มีงานต้องทำไม่น้อยเช่นกัน เช่นการดูแลสมุนไพรและมันฝรั่ง พวกน้องเขยก็มีหน้าที่ไปรับขนเป็ดขนไก่ แล้วผู้หญิงอย่างเราขับเกวียนไปขายของเองคงไม่ไหว ยังต้องอาศัยผู้ชายโดยปริยาย ข้าคิดแล้วว่าให้ผู้ชายจัดการการค้าที่จะมีขึ้นในอนาคต ดังนั้นนับจากนี้ไปพวกพี่ใหญ่จะต้องผลัดกันติดตามเหลียนฮวาไปขายเสื้อผ้า”


ยิ่งออกไปข้างนอกมากเท่าไร ก็จะยิ่งได้ติดต่อกับผู้คนมากขึ้นเท่านั้น และยังได้ฝึกฝนทักษะความสามารถในการจัดการกับผู้อื่นได้อีกด้วย


ในยุคนี้ผู้ชายนิยมดูแลเรื่องภายนอก ผู้หญิงดูแลงานบ้าน แม้ครอบครัวลู่จะไม่ทำตามค่านิยมนี้ แต่จะให้ผู้ชายในครอบครัวกลายเป็นคนขี้อาย ตัดสินใจอะไรเองไม่เป็นก็คงไม่ใช่เรื่องดี


“เป็นความคิดที่ดี!” นางหยูเป็นคนแรกที่ตบมือเห็นด้วย “ต้องฝึกฝน ตอนเหลียนฮวาเข้ามาครั้งแรกนางก็ขี้อาย หลังจากออกไปข้างนอกสองสามครั้งนางก็กลายเป็นคนกล้าหาญมากขึ้น นางพูดและทำสิ่งต่างๆอย่างคล่องแคล่ว ข้าชอบมาก มันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถก้าวหน้าได้ยิ่งๆขึ้นถ้าออกไปดูโลกภายนอกมากกว่านี้!”


"ถูกต้อง ข้าเห็นด้วยกับคำพูดนี้!”


ลู่กุ้ยหลานพยักหน้า แม้หลังจากนี้นางจะไม่ได้ออกไปขายเสื้อผ้าแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าการได้ออกไปสองสามครั้งที่ผ่านมาเป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ


“ไม่ใช่แค่พวกผู้ชาย พี่สะใภ้ ถ้าท่านอยากไปก็ไปได้นะเจ้าคะ ตราบใดที่ท่านจัดการงานของตัวเองได้”


เหอจิ่วเหนียงชะงักครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่เพียงเด็กๆที่บ้านเท่านั้นที่ต้องเรียนตัวอักษร ผู้ใหญ่อย่างเราก็ต้องทำด้วย งานที่ข้ามอบหมายให้พวกท่านครั้งนี้ ทุกคนกังวลว่าจะทำได้ไม่ดีเพราะไม่รู้หนังสือ เห็นได้ชัดแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะว่าการอ่านออกเขียนได้นั้นมีความสำคัญมาก”


ตอนที่ 126: ทุกคนได้ร่ำเรียน


“ฮะ?”


ทุกคนตกตะลึง โดยเฉพาะนางหยูและนางฉิน พวกนางเพิ่งจะดีใจที่ไม่ได้รับมอบหมายงานที่ต้องเขียน แต่ตอนนี้กลับได้ยินว่าพวกนางต้องเรียนตัวอักษรด้วย


นี่ไม่ได้จะฆ่ากันใช่หรือไม่


“น้องสะใภ้สาม พวกเราแก่แล้ว ความจำก็ไม่ค่อยดี พวกเราคงเรียนได้ไม่ดีหรอกกระมัง?”


นางหยูกล่าวด้วยท่าทางประดักประเดิด นางฉินรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆๆ ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่อายุเยอะแล้ว ความจำของเราแย่มาก พวกเราเรียนไปก็ลืมเสียเปล่า น้องหญิงกับน้องเสิ่นยังเด็กอยู่ ให้พวกนางเรียนรู้เถอะ!”


ในเวลานี้ไม่จำเป็นต้องต้องคิดถึงการรักษาน้ำใจใดๆแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการพาตัวเองออกจากนรกแห่งการศึกษาให้ได้


เหอจิ่วเหนียงอดไม่ได้ที่จะกลอกตาแล้วกล่าวอย่างจนปัญญา “พี่สะใภ้ใหญ่พี่สะใภ้รองอายุเพิ่งยี่สิบปี บอกว่าตัวเองแก่แล้วอย่างนั้นหรือ ท่านพ่อกับท่านแม่ที่อายุมากที่สุดในบ้านก็ยังอายุไม่เยอะเลย และข้าก็ตั้งใจจะให้พวกเขาเรียนด้วยเช่นกัน”


สดับวาจาน้องสะใภ้สาม นางหยูก็ไม่สามารถหาคำใดมาอ้างเพื่อหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองได้อีก ไม่ว่านางจะอายุเท่าไร ก็ไม่อาจเทียบท่านพ่อท่านแม่ได้


เมื่อพูดคุยกันเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน เหอจิ่วเหนียงพาลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นทำความคุ้นเคยกับงานที่ต้องทำ จากนั้นจึงสาธิตวิธีบันทึกแบบตัวต่อตัว


ตอนนี้พวกนางไม่รู้หนังสือ เหอจิ่วเหนียงจึงให้พวกนางใช้สัญลักษณ์พิเศษบางอย่างในการจดบันทึกไปก่อนชั่วคราว ตอนแรกพวกนางคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่หลังจากได้เรียนรู้วิธีของเหอจิ่วเนียง พวกนางก็เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว


“พี่สะใภ้สาม พวกเราจำวิธีนี้ได้แล้ว พวกเราหยุดเรียนกันเลยได้หรือไม่เจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานถามด้วยเสียงกระซิบ จงใจไม่ให้นางหยูและคนอื่นๆได้ยิน


“ไม่ได้” 


เหอจิ่วเหนียงทำลายความฝันอย่างไร้ปรานี “แม้วิธีนี้จะง่าย แต่ก็ใช้ได้กับข้อมูลจำนวนน้อยๆเท่านั้น ในอนาคตเมื่อรายละเอียดมากขึ้น โอกาสที่เกิดข้อผิดพลาดก็จะยิ่งมาก ยิ่งไปกว่านั้น ข้าขอบอกเอาไว้เลยว่า เจ้าจะไม่ได้ทำแค่งานนี้ ถ้าเจ้าทำงานนี้ได้แล้ว ต่อไปยังมีงานอื่นรออยู่อีก”


ลู่กุ้ยหลานถอนหายใจยาวออกมา และก้มหน้ายอมรับด้วยความท้อใจ


…เห็นทีพวกนางต้องใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีก่อนจะเริ่มเรียนให้คุ้มค่าที่สุดแล้ว เพราะหลังจากนี้เห็นได้ชัดว่าพวกนางจะมีแต่ความเครียดแน่นอน!

…...


การทำงานในวันแรกของเหล่าคนงานที่รับมาใหม่นั้นดีมาก คนงานหญิงทำผลงานออกมาได้ยอดเยี่ยม และไม่มีสินค้าชำรุดเลย ลู่กุ้ยหลานจดจำนวนเสื้อผ้าที่ทำเสร็จของแต่ละคนแล้วก็เป็นเวลามื้อเย็นพอดี


ระหว่างกินข้าว เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าเกี่ยวกับแผนงานในอนาคต นางซุนที่พักผ่อนมาตลอดทั้งวันได้ฟังแผนการอันยืดยาวเหล่านี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังมอบหมายหน้าที่เดินตรวจตราให้นางอีก หญิงชราแทบอยากปาชามข้าว!


พวกผู้ชายเองก็ผงะจนพูดไม่ออก พวกเขารู้สึกว่าเนื้อในชามไม่น่ากินอีกต่อไป


โดยเฉพาะสองพี่น้องลู่ พวกเขาไม่เพียงต้องเรียนรู้งานเท่านั้น ยังต้องผลัดกันออกไปขายเสื้อผ้าด้วย น้องสะใภ้สามยังฝากการเจรจาการค้าในอนาคตไว้ที่พวกเขาอีก


คนทั้งโต๊ะถึงกับไม่สามารถกินข้าวลงได้อีกแม้จะหิวแค่ไหน เห็นชัดว่าในใจแต่ละคนรู้สึกขมขื่นเพียงใด


“สะใภ้สาม การเรียนรู้เรื่องแบบนี้เหมาะกับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเจ้ามากกว่ากระมัง ข้ากับท่านแม่พวกเจ้าเรียนไปก็คงไม่ได้ใช้ พวกข้าแก่แล้ว จะอยู่ถึงวันไหนก็ไม่รู้”


ผู้เฒ่าลู่มีสีหน้าราวกับถูกบังคับให้กินยาพิษ


คำไม่กี่คำที่เขาเคยเรียนรู้ครั้นยังเยาว์ล้วนถูกบังคับโดยหน่วยคุ้มกันภัย พวกเขาบอกว่าถ้าไม่รู้หนังสือจะไม่ยอมปล่อยให้ไปข้างนอก ครานั้นคือภาระหน้าที่ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นทหารแล้ว เหตุใดสะใภ้สามต้องรบกวนเขาด้วยเล่า


นางซุนพยักหน้าหงึกหงัก ปกตินางไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของสามี แต่ตอนนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง


หญิงชราถึงขั้นรู้สึกว่า สะใภ้สามกำลังพุ่งเป้ามาที่ตน เพราะเรื่องที่นางพูดกับตนในเช้าวันนั้น!


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ถ้าไม่อยากเรียนข้าก็ไม่บังคับเจ้าค่ะ แค่อยากให้ทั้งครอบครัวได้เรียนรู้ไว้ มาเรียนด้วยกัน ยิ่งเรารู้เยอะเท่าไร ก็จะโดนรังแกน้อยลงเท่านั้นนะเจ้าคะ เวลาทะเลาะกับใคร สาปแช่งกันไปมา รู้หนังสือไว้ก็ดีกว่าไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”


เดิมทีนางซุนไม่อยากทำ แต่เมื่อได้ยินว่าเวลาทะเลาะกันถ้านางรู้หนังสือจะคิดคำออกมากขึ้น พลันนั้นนางก็รู้สึกสะเทือนใจ


ทุกครั้งที่ทะเลาะกับใครก็ตาม หญิงชรามักจะรู้สึกพ่ายแพ้เพราะนึกคำไม่ออกจนพานโมโหหลังจากเหตุการณ์ผ่านไป ดังนั้นถ้านางรู้อีกสองสามคำ นางก็จะสามารถต่อปากต่อคำกับทุกคนในหมู่บ้านได้ไม่น้อยหน้าใคร!


“ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”


หญิงชรามีสีหน้าตื่นเต้น แต่ก็ยังไม่เชื่อสะใภ้สาม นางรู้สึกเสมอว่าสตรีมากเล่ห์ตรงหน้ากำลังหลอกลวงนาง


“หากท่านแม่ได้ลองก็จะรู้เองเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเลศนัย จงใจเบี่ยงเบนคำตอบเพื่อกระตุ้นความอยากของอีกฝ่าย


“เรียน! ข้าจะเรียน!”


นางซุนตบโต๊ะทันควัน ในฐานะสตรีบ้านนอก เรื่องอื่นนางอาจสู้ไม่ไหว แต่หากเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทละก็ นางต้องไม่แพ้ใคร!


ครั้นที่อยู่หมู่บ้านตระกูลลู่ นางซุนมักเข้มงวดเรื่องการวางตัวของบุตรหลานเพราะนางไม่มีปากเสียงสู้ใครได้ นอกจากนี้ตอนนั้นนางยังสาว หากเกิดอะไรขึ้นนางยังมีพละกำลังเข้าไปจัดการ แต่ตอนนี้นางอายุมากแล้ว สิ่งเดียวที่นางมีดีก็คงจะเป็นฝีปากนี่แหละ!


ผู้เฒ่าลู่คิดในใจ เรียนเพื่อใช้ทะเลาะกันอย่างนั้นหรือ แต่เขาไม่ได้อยากทะเลาะด้วยนี่!


แต่ว่า…


ไม่มีคำว่าแต่!


ตราบใดที่นางซุนตัดสินใจอะไรแล้ว ก็ไม่มีใครในครอบครัวกล้าปฏิเสธ


ชายชราทอดถอนใจ เขาจะทำอะไรได้อีก 


เรียนก็เรียน!


ภรรยาของตน ตนก็ต้องเป็นคนตามใจสิถึงจะถูก!


แม่สามีลูกสะใภ้ทั้งสองบรรลุข้อตกลงแล้ว คนอื่นๆก็ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก เพียงแต่ข้าวที่พวกเขากินเข้าไปแต่ละคำนั้นรู้สึกราวกับกำลังเคี้ยวดินก็มิปาน พวกเขาไม่เคยรู้สึกลำคอแห้งผากขนาดนี้มาก่อน


หลังอาหารเย็น ทั้งครอบครัวนั่งเป็นแถวกันในลานบ้าน ได้รับการสอนการอ่านเขียนโดยเหลยจื่อและเจี๋ยจื่อที่กำลังศึกษาอยู่


พวกผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องสอบเพื่อชื่อเสียง ทุกคนจึงเรียนแค่การอ่านเขียนแบบง่ายๆ


ถึงอย่างนั้นนี่เป็นเรื่องยากสำหรับคนวัยนี้ เด็กทั้งสองจำเป็นต้องสอนคำเดียวหลายครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นบิดามารดาและผู้ใหญ่ พวกเขาจึงไม่กล้าบ่น


ในกลุ่มพวกเขา โก่วเอ๋อร์คือคนที่เรียนรู้ได้เร็วที่สุด


โก่วเอ๋อร์นั่งกับนางซุน หลังจากที่เขาเรียนรู้แล้วก็สอนนางซุนอย่างจริงจัง เขายังมีวิธีการของตัวเอง ซึ่งทำให้หญิงชราเรียนรู้ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ที่เหลือ


“โก่วเอ๋อร์ยอดเยี่ยมมาก!”


“เด็กคนนี้ฉลาดมากตั้งแต่เด็ก!”


ทุกคนต่างชมเชยสองสามคำแล้วเรียนต่อ


เมื่อฟ้ามืด ทุกคนต่างคิดว่าจะสามารถพักผ่อนได้แล้ว ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับจุดตะเกียงหลายดวง ลานบ้านสว่างขึ้นในทันใด…นี่เป็นการบอกว่า ทุกคนต้องเรียนต่อ


ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก…


ช่างปักฝีมือทั้งสองพักอาศัยอยู่ในบ้านครอบครัวลู่ ขณะที่กลับจากโรงงานแล้วเห็นเหตุการณ์เช่นนี้พวกนางก็ส่ายหน้าอย่างเหลือเชื่อ


แม้แต่ครอบครัวเศรษฐีในเมืองก็ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้


เมื่อเห็นครอบครัวลู่กำลังตั้งใจเรียนอย่างขะมักเขม้น ช่างปักทั้งสองก็เข้าไปนั่งเรียนด้วยอย่างเงียบๆ การใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมเป็นสิ่งที่ดีเสมอ!

…...


วันรุ่งขึ้น เหอจิ่วเหนียงเข้าอำเภอไปหาหยูเทาเพื่อให้เขาช่วยหาช่างปักฝีมือเพิ่มอีกยี่สิบคน ทุกคนลงนามในข้อตกลงการรักษาความลับ อย่างไรเสียกิจการของเหอจิ่วเหนียงก็มีการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว


“ถ้าถามข้า ข้ายังคงแนะนำให้ซื้อคนเหล่านี้ไปแล้วทำสัญญาทาสระหว่างท่านกับพวกเขา เช่นนี้จะรัดกุมยิ่งกว่า ชีวิตของพวกเขาอยู่ในมือท่าน ย่อมไม่กล้าทำเรื่องเดือดร้อนต่อท่านแน่นอน”


หยูเทาให้คำแนะนำ ในยุคนี้การซื้อขายมนุษย์เป็นเรื่องถูกกฎหมายตราบใดที่อีกฝ่ายเต็มใจขายตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่ละ รอโรงงานขยายตัวกว่านี้อีกหน่อยแล้วกัน ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น หากข้าซื้อคนไปไม่รู้ว่าจะถูกสั่งสอนกี่ยก”


อย่างน้อยก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของนางซุนแน่นอน!


ตอนที่ 127: ขยายการค้า


“ฮ่าๆๆ ข้าก็ว่าอย่างนั้น”


หยูเทาหัวเราะ แล้วกล่าวต่อ “ข้าได้ยินมาว่าการค้าเสื้อผ้าของครอบครัวท่านบนถนนสายหลักกำลังไปได้ดี แต่อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ หากไม่รังเกียจ ท่านสามารถเอาเสื้อผ้ามาขายที่ร้านเฟิงเฉินของข้าได้นะ ข้าไม่คิดค่าเช่า”


หยูเทาอยากช่วยจริงๆ ตอนนี้อากาศหนาวลงเรื่อยๆ และการตั้งแผงขายบนถนนทุกเช้าก็ไม่ใช่เรื่องสบาย


เมื่อได้ยินข้อเสนอนี้ ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงก็เปล่งประกาย


“เถ้าแก่หยู ท่านอยากร่วมมือกับข้า…แล้วสร้างโชคลาภไปด้วยกันหรือไม่?”


นางไม่ใช่คนเอาเปรียบผู้อื่น อย่างไรเสียการช่วยหาช่างปักในช่วงเวลานี้คงเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย


ทั้งสองคนเป็นนักการค้า เมื่อพูดถึงเรื่องการทำเงิน หยูเทาเกิดความสนใจทันที “วิธีการร่วมมือเช่นไร?”


"ข้าสามารถขายให้ท่านได้ในราคาส่งหกส่วนของราคาเดิม ท่านก็เอาไปตั้งราคาขายเองในร้าน”


นี่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ โรงงานของครอบครัวลู่เป็นผู้ผลิต และหยูเทาก็รับสินค้ามาขาย


“ตกลง!”


เถ้าแก่หยูตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด อย่างไรเสียนี่เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ อันที่จริงเขาเคยคิดอยากทำเสื้อผ้ากันหนาวขายเช่นกัน แต่แม่นางเหอเป็นผู้มีพระคุณของบุตรชายเขา เขาไม่สามารถขัดขาผู้มีพระคุณได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงพับความคิดเก็บ.ลงไป


ตอนนี้นางออกปากชวนแล้ว ตนจะปฏิเสธได้อย่างไร!


“ข้ามีร้านค้าในเมืองหลัก ข้าสามารถส่งไปขายที่นั่นได้ คนในเมืองหลักเยอะมาก หากขายดีจริงๆ ปริมาณที่ต้องการก็จะมากขึ้น ท่านต้องเตรียมใจให้พร้อมล่ะ!”


ครอบครัวของหยูเทาดำเนินกิจการขายผ้าและเสื้อผ้าสำเร็จรูปโดยสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ด้วยเหตุนี้ร้านของเขาจึงมีชื่อเสียงอยู่บ้าง เมื่อเสื้อผ้าเหล่านี้ถูกขายผ่านร้านเฟิงเฉิน การประชาสัมพันธ์ย่อมดีกว่าการขายในแบบปัจจุบันของครอบครัวลู่มาก


“ของหายากย่อมมีค่า ตอนนี้เรามีคนงานไม่มาก ดังนั้นจึงสามารถผลิตได้จำนวนจำกัด เถ้าแก่หยูวางแผนที่จะรับกี่ชิ้น?”


เหอจิ่วเหนียงหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาเตรียมจด


หยูเทาคิดสักพักแล้วตอบ “ข้าจะหยุดขายพวกเสื้อผ้าฝ้ายของที่ร้านไปก่อน ส่วนสินค้าของท่านที่จะส่งขายให้ทางเราทั้งหมดจะต้องทำจากวัสดุที่ดี ข้าขอแบบละสามร้อยตัวเป็นอย่างไร ข้าจะขายก่อน ถ้าขายดีก็เพิ่มจำนวน”


“ตกลง!”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลง หลังจากเจรจาลุล่วงแล้ว หญิงสาวก็พาช่างปักทั้งยี่สิบคนขึ้นรถม้าสองคัน โดยที่นางและลู่จิ้งซวนเป็นคนขับ


ลู่จิ้งซวนเองก็ได้ฟังข้อตกลงระหว่างเหอจิ่วเหนียงกับหยูเทาเช่นกัน เขารู้สึกเป็นทุกข์เล็กน้อย หลังออกจากร้านเฟิงเฉินไปไกลแล้วจึงพูดขึ้นอย่างคับข้อง “น้องสะใภ้สาม ถ้าเราขายราคาหกส่วนของราคาเดิม ครอบครัวเราจะขาดทุนหรือไม่?”


“ไม่เจ้าค่ะ ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะพี่ใหญ่ จากนี้ไปเราจะได้ราคาผ้าจากเถ้าแก่หยูถูกลง”


อุตสาหกรรมเสื้อผ้าค่อนข้างทำกำไรได้สวย ตราบใดที่เจ้าดำเนินการค้าได้ดีจะทำเงินได้แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนอย่างเถ้าแก่หยูต้องการปริมาณมาก ครอบครัวลู่ก็สามารถทำเงินได้มาก แม้พวกเขาจะได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่เงินจะไหลเข้าอย่างรวดเร็ว


อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ต้องขยายตลาดแล้ว เกรงว่าโรงงานที่บ้านคงมีกำลังการผลิตไม่พอ…


ครอบครัวลู่ได้เตรียมที่พักไว้ล่วงหน้าสำหรับช่างปักฝีมือแล้ว


พวกช่างปักหลัวก็ย้ายเข้ามาแล้วเช่นกัน ห้องพักมีขนาดใหญ่ สามารถรองรับคนยี่สิบสองคนได้สบายๆ นอกจากนี้ครอบครัวลู่ยังจ้างคนจากหมู่บ้านมาทำอาหารให้พวกนางด้วย


แม่ครัวของงานนี้ก็คือภรรยาของผู้นำหมู่บ้านนั่นเอง


ลูกสะใภ้และบุตรสาวของนางต่างก็ทำงานในโรงงานครอบครัวลู่ นางเองก็ไม่อยากอยู่ว่างๆ เมื่อได้ยินนางซุนบอกว่าต้องการจ้างคนทำอาหาร นางก็เสนอตัวทันที


เดิมทีนางซุนพยายามปฏิเสธ เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงภรรยาผู้นำหมู่บ้าน จะให้มาทำอาหารเลี้ยงคนงานได้อย่างไร อีกทั้งครอบครัวนางก็รบกวนครอบครัวผู้นำหมู่บ้านหลายเรื่องแล้ว ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจปฏิเสธได้ จึงต้องตอบตกลง


ในช่วงเวลานี้ ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านอันผิงต่างก็ยุ่งมาก ผู้ชายง่วนกับการเก็บเกี่ยว สตรีจำนวนมากก็ทำงานที่โรงงาน งานในไร่นาทั้งหมดจึงตกเป็นหน้าที่ของผู้ชาย แน่นอนว่าเหล่าบุรุษก็เหนื่อยไม่น้อย ทว่าเมื่อลองคิดดูแล้ว หากสามารถผ่านไปได้ เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่า


ครอบครัวลู่ไม่ใช่คนประเภทแสวงประโยชน์จากแรงงาน ในช่วงเก็บเกี่ยวเช่นนี้ คนงานหญิงแต่ละครอบครัวจะได้เวลาพิเศษครึ่งชั่วยามเพื่อกลับไปเตรียมอาหารให้ผู้ชายในบ้าน


ทันทีที่ช่างปักฝีมือมาถึง พวกนางก็เริ่มทำเสื้อผ้าสำหรับหญิงคณิกาตามคำสั่ง เมื่อได้หยิบจับผ้าเนื้อเนียนและเห็นการออกแบบที่ชวนให้รู้สึกวาบหวิว ในที่สุดช่างปักเหล่านี้ก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดถึงให้พวกนางลงนามในข้อตกลงการรักษาความลับ


ครอบครัวลู่เป็นครอบครัวใสซื่อ หากมีคนจงใจปล่อยข่าวว่าพวกเขาติดต่อกับหญิงคณิกา ย่อมนำชื่อเสียงที่ไม่ดีมาสู่พวกเขา


โชคดีที่ช่างปักฝีมือเหล่านี้ผ่านประสบการณ์มานักต่อนัก พวกนางทำเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งกว่านั้น ครอบครัวลู่ยังจ้างพวกนางด้วยเงินจำนวนไม่น้อย เพื่อให้ทำงานได้อย่างสบายใจ

…...


หลังจากทำงานหนักมาเจ็ดถึงแปดวัน เหอจิ่วเหนียงยังคงรู้สึกว่ามีกำลังคนไม่เพียงพอ ในยุคนี้ เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยมือทำออกมาได้จำนวนน้อยจริงๆ สวนทางกับความต้องการที่มีมากขึ้น


สตรีสองภพครุ่นคิด …ถ้ามีจักรเย็บผ้าคงดีไม่น้อย!


ว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว การทำงานของจักรเย็บผ้านั้นไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่หากศึกษาอย่างละเอียด…ก็ดูเหมือนว่า การสร้างมันขึ้นมานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย


เหอจิ่วเหนียงทดสิ่งนี้ไว้ในใจ และทำงานตรงหน้าต่อ


เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น นางซุนจึงจ้างคนงานเพิ่มอีกประมาณยี่สิบคน ซึ่งทั้งหมดเป็นสตรีผู้เชี่ยวชาญจากหมู่บ้านโดยรอบ


เมื่อปริมาณงานและทรัพยากรในโรงงานมากขึ้น ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นก็ประสบปัญหาในการทำงานของตนเองแล้ว เหอจิ่วเหนียงพูดถูก วิธีการบันทึกด้วยสัญลักษณ์พิเศษนั้นเหมาะสำหรับจดบันทึกจำนวนน้อยๆเท่านั้น


ในเวลานี้พวกนางตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนแล้ว พวกนางเป็นสองคนที่เรียนหนักที่สุดทุกคืน นางหยูและนางฉินเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเห็นใจ แต่เพื่อประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว พวกนางจึงต้องเรียนหนัก


ในระหว่างวันเหอจิ่วเหนียงช่วยลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นบันทึกและตรวจสอบ ในตอนกลางคืน หญิงสาวข้ามภพนำจักรเย็บผ้าออกมาจากห้วงมิติเพื่อรื้อและศึกษากลไก


“ท่านแม่ นี่อะไรหรือขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์ลืมตาขึ้นด้วยความง่วงงุน และเห็นว่าตะเกียงในห้องยังสว่างอยู่ จึงลุกขึ้นนั่งบนเตียงและมองไปรอบๆอย่างสงสัย


เหอจิ่วเหนียงไม่คิดว่าบุตรชายจะตื่นขึ้นมาเวลาเช่นนี้ นางจึงไม่สามารถซ่อนสิ่งของประหลาดได้ทัน หญิงสาวครุ่นคิดสักพัก สุดท้ายก็ตอบอย่างไม่ปิดบัง “แม่กำลังศึกษาของดีอยู่น่ะ”


“ของดีอะไรหรือขอรับ แล้วมันมีประโยชน์อย่างไรหรือ?”


ทันทีที่โก่วเอ๋อร์ได้ยินก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เขาเลิกผ้าห่มแล้วกระโดดลงจากเตียง เดินดุกดิกเข้าไปดูด้วยความสนใจ


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วด้วยท่าทางตักเตือน โก่วเอ๋อร์มองลงไปที่เท้าขาวนุ่มที่เปลือยเปล่าของตนเองแล้วลูบเบาๆ “ฮี่ๆๆ ข้าจะไปใส่รองเท้าเดี๋ยวนี้ขอรับ!”


หลังจากสวมรองเท้าแล้วก็วิ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมนำเก้าอี้ตัวเล็กๆมานั่งข้างๆมารดา ดวงตา.กลมโตมองชิ้นส่วนต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นด้วยความตื่นเต้น


เขาเบื่อที่จะเล่นตัวต่อและของเล่นอื่นๆที่ท่านแม่มอบให้แล้ว ตอนนี้เมื่อมองดูสิ่งของที่ถูกรื้อตรงหน้า เด็กน้อยก็อยากจะลองประกอบมันกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง


“ท่านแม่ นี่เป็นของเล่นใหม่ของข้าใช่หรือไม่ขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์ถามอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงกำลังศึกษาโครงสร้างต่างๆ จึงไม่ได้ตอบกลับคำถามของบุตรชายในทันที ก่อนนางจะได้สติแล้วพูดด้วยความสับสน “หืม?”


ตอนที่ 128: บุตรชายอัจฉริยะ


โก่วเอ๋อร์ไม่ตอบในทันที แต่หยิบชิ้นส่วนบางส่วนบนพื้นและเริ่มประกอบเข้าด้วยกัน


เหอจิ่วเหนียงมองเขาด้วยแววตาว่างเปล่า ราวกับว่าเป็นวันแรกที่นางได้พบกับบุตรชายของตนเอง


โก่วเอ๋อร์ประกอบชิ้นส่วนทั้งหลายตรงหน้าอย่างขันแข็ง จากนั้นจึงแสดงให้เหอจิ่วเหนียงดูด้วยความตื่นเต้น “ท่านแม่ ข้าชอบของเล่นนี่มากขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียง “…”


เหอจิ่วเหนียงเอาจักรเย็บผ้าอีกตัวหนึ่งออกมาจากห้วงมิติแล้วถอดชิ้นส่วนอีกครั้ง และแล้วนางก็ประจักษ์ชัดว่า โก่วเอ๋อร์สามารถประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ที่วางกระจัดกระจายเหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่เขาไม่เคยเห็นจักรเย็บผ้าในรูปแบบสมบูรณ์มาก่อน 


นี่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!


"เจ้า…"


เหอจิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออก นางรู้สึกราวกับมีบุตรชายอัจฉริยะ!


สำหรับโก่วเอ๋อร์ ตัวต่อที่มารดาเอาให้เขาเล่นนั้นเรียบง่ายมาก และไม่ท้าทายเลย เหตุผลที่เขายังเล่นพวกมันอยู่ก็เพราะท่านแม่บอกว่า การเล่นสิ่งเหล่านี้มากๆ จะทำให้เขาฉลาดขึ้น ดังนั้นเขาจึงเล่นพวกมันต่อไป โดยเปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้หลากหลายเพื่อจะได้ไม่เบื่อ


แต่เมื่อเห็นชิ้นส่วนเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า เขาก็พบว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ท้าทายมาก!


เขานั่งอยู่หน้าชิ้นส่วนเหล่านี้แล้วใช้สายตาพิจารณา จากนั้นเริ่มจากหยิบชิ้นเล็กก่อน หลังจากประกอบชิ้นเล็กแล้ว เขาก็จะเริ่มประกอบชิ้นส่วนชิ้นใหญ่


เหอจิ่วเหนียงตกตะลึง


สุดยอดจริงๆลูกคนนี้!


“โก่วเอ๋อร์ เจ้าทำได้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างมองสิ่งของที่ประกอบใกล้สำเร็จจากฝีมือของบุตรชาย หากนางไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง นางคงไม่มีวันเชื่อ!


โก่วเอ๋อร์อายุเพียงสามขวบเท่านั้น สวรรค์!


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่า นางได้พบสมบัติแล้ว!


โก่วเอ๋อร์ไม่รู้ว่านางถามทำไม แต่เขายังคงตอบอย่างจริงจัง "ข้าคิดว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้ ข้าทำผิดหรือไม่ขอรับท่านแม่?”


“ไม่ ถูกต้องแล้ว…”


เหอจิ่วเหนียงไม่อาจระงับความปีติยินดีในใจได้ นางกอดบุตรชายไว้ในอ้อมแขนแน่น “เจ้าคือสมบัติชิ้นใหญ่ของข้าจริงๆ!”


โก่วเอ๋อร์รู้สึกสับสนเล็กน้อยกับความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นกะทันหันของมารดา แต่เมื่อเห็นท่านแม่มีความสุขมาก เขาก็มีความสุขมากเช่นกัน


“ท่านแม่ ปล่อยข้าก่อนขอรับ มือข้าสกปรก!”


เด็กน้อยเพิ่งสัมผัสชิ้นส่วนเหล่านั้นมา ซึ่งแต่ละชิ้นเคลือบด้วยน้ำมันหล่อลื่น


เหอจิ่วเหนียงจึงนึกได้ว่ามือของตนก็สกปรกเช่นกัน เมื่อตระหนักได้ นางก็พบว่าเสื้อผ้าของโก่วเอ๋อร์เปื้อนไปหมดแล้ว


เหอจิ่วเหนียง “…”


หญิงสาวไม่มีทางเลือกนอกจากต้องล้างมือและเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดก่อนเข้านอน


“ท่านแม่ขอรับ พรุ่งนี้ข้าเล่นอีกได้หรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์มองมารดาด้วยดวงตากลมโตสดใส ความตื่นเต้นในแววตาไม่อาจซ่อนเร้นได้


เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ “ตอนนี้ยังไม่ได้ แม่จะหาคนมาทำชิ้นส่วนเหล่านี้ก่อน แล้วแม่จะปล่อยให้เจ้าเล่น”


ขณะที่พูดนางก็หอมแก้มกลมๆของเขา ในใจลอบคิด …ยุคสมัยนี้คงไม่มีกฎหมายห้ามใช้แรงงานเด็กกระมัง


ตอนที่รื้อจักรเย็บผ้าครั้งแรก นางคิดว่ามันถอดง่ายแต่ดูเหมือนจะประกอบยาก นางรู้ว่าตัวเองไม่มีความ.อดทนแน่ๆ แต่ใครจะรู้ว่าโก่วเอ๋อร์จะทำให้นางประหลาดใจได้เพียงนี้ 


ในเมื่อเขาชอบ เช่นนั้นก็ให้เขามาประกอบเถอะ!


นี่ไม่ใช่การหลอกใช้แรงงานเด็กกระมัง?


ดวงตาของโก่วเอ๋อร์เป็นประกายมากขึ้นหลังจากได้ยินว่าตนสามารถเล่นได้ เขาหวังว่าหลังจากนี้จะได้เล่นเจ้าสิ่งนี้เยอะๆ!


เหอจิ่วเหนียงกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนแล้วกล่อม “นอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าเจ้าจะต้องขี่ม้ากับท่านปู่ หากเจ้าไม่ตื่นจะถูกตีก้นเอานะ”


“ขอรับ!”


หลังจากตื่นเต้นมาเป็นเวลานาน เด็กชายร่างเล็กก็ง่วงนอนเช่นกัน เขาหาวอย่างน่าเอ็นดูแล้วหลับไปในอ้อมแขนของเหอจิ่วเหนียง


แต่เหอจิ่วเหนียงรู้สึกตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับ เพราะการค้นพบด้านที่โดดเด่นของบุตรชาย


จากความสามารถของโก่วเอ๋อร์ หากนางต้องการสร้างเครื่องจักรขนาดเล็กในอนาคต นางก็แค่นำเครื่องสำเร็จรูปออกมาแล้วแยกชิ้นส่วน จากนั้นให้ช่างฝีมือในยุคนี้ทำชิ้นส่วนเหล่านั้น แล้วให้โก่วเอ๋อร์ประกอบ


ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงสามารถฝึกฝนความคิดและความสามารถในการลงมือทำของโก่วเอ๋อร์เท่านั้น ยังได้เครื่องจักรที่มีประโยชน์สำหรับใช้ในบ้านมากมายอีกด้วย!


วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้น จุดตะเกียง และเริ่มวาดแผนภาพชิ้นส่วน


ชิ้นส่วนเหล่านี้ล้วนละเอียดอ่อนจนยากจะวาด ยังไม่ต้องพูดถึงว่าของจริงจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร เหอจิ่วเหนียงยังสงสัยว่าช่างตีเหล็กในยุคนี้จะสามารถสร้างมันขึ้นได้หรือไม่


ยามตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าแบบร่างก็ถูกวาดเสร็จเพียงครึ่งเดียว แต่ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด เหอจิ่วเหนียงยืดตัวคลายความเมื่อยล้า และคิดว่าถ้านางวาดสิ่งเหล่านี้ได้ ส่วนที่เหลือก็วาดไม่ยากแล้ว


ขณะเดียวกันโก่วเอ๋อร์ก็ตื่นขึ้น


เมื่อคืนนอนดึก เด็กน้อยจึงยังคงง่วงนิดหน่อย แต่เพราะต้องไปขี่ม้า เขาจึงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย


เด็กชายไม่เปิดปากเรียกหาแม่ เขาหยิบเสื้อผ้าออกมาชุดหนึ่งด้วยตัวเอง ขณะกำลังแต่งตัว เด็กน้อยก็วิ่งไปหาเหอจิ่วเหนียงพร้อมกับกางเกงหลวมๆ และขอให้นางช่วยผูกสายรัดเอว


“ท่านแม่ ท่านไม่ง่วงหรือ?”


เขายืนเขย่งเท้า จึงเห็นกระดาษจำนวนมากอยู่บนโต๊ะ บนกระดาษมีของเล่นที่เขาเล่นเมื่อคืนนี้วาดอยู่


ท่านแม่ตื่นแต่เช้าเพื่อวาดของเล่นให้เขา…


โก่วเอ๋อร์จ้องมอง จู่ๆก็รู้สึกผิดกับมารดา ถ้าเมื่อคืนเขาไม่งอแงอยากเล่น ท่านแม่ก็คงไม่ต้องทำงานหนักถึงเพียงนี้


“ท่านแม่ขอรับ ข้าไม่อยากเล่นแล้ว…”


ปากเล็กๆคว่ำลงคล้ายจะร้องไห้ เหอจิ่วเหนียงเข้าใจทันทีว่าลูกน้อยหมายถึงอะไร จึงกอดปลอบเขา “แม่ทำสิ่งนี้เพราะการค้าของครอบครัวเรา นี่ไม่ใช่แค่ของเล่น เมื่อเจ้าประกอบมันเสร็จแล้ว เจ้าจะช่วยให้ครอบครัวของเราทำเงินได้มากมายเลยละ!”


ดูเหมือนว่าโก่วเอ๋อร์จะเข้าใจ แต่เขาสามารถช่วยครอบครัวทำเงินได้มากมายอย่างนั้นหรือ?


“อย่าทำงานหนักนะขอรับท่านแม่!”


เขาซุกตัวในอ้อมแขนของเหอจิ่วเหนียงและกอดคอนางไว้แน่น


แม่ของเขาอดนอนทั้งคืนเพราะงานของครอบครัว เขาอยากบอกเรื่องนี้กับท่านย่า


“ท่านแม่ อย่าทำงานหนักอีกเลยขอรับ ต่อไปนี้เรามานอนหลับฝันดีกันดีกว่า ดีหรือไม่ขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสบายใจ บุตรชายจำเป็นยังคงเป็นเกราะคุ้มกันตัวเล็กๆของนางเสมอ


สองแม่ลูกคุยกันสักพัก จากนั้นโก่วเอ๋อร์ก็วิ่งออกไป เมื่อเห็นนางซุน เด็กน้อยก็เรียกทันทีด้วยดวงตาแดงเรื่อ “ท่านย่า!”


เมื่อเห็นตาแดงๆของหลานชายที่รักแต่เช้า นางซุนก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย เด็กคนนี้ฉลาดเฉลียวอยู่เสมอ เขาไปทำอะไรผิดมากัน


“เป็นอะไรไป?”


นางซุนก้มลงอุ้มเขาขึ้นมา หลังจากทำงานใช้พละกำลังมาทั้งชีวิต หญิงชราจึงร่างกายแข็งแรงมาก


“ท่านแม่ไม่ได้นอนทั้งคืน เอาแต่วาดรูปขอรับ...”


ขณะที่พูด ปากเล็กๆเม้มแน่น น้ำตาไหลลงมา


เขาไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง แค่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเท่านั้น


“เอาละ เอาละ ไม่ต้องร้องไห้ ย่าจะไปคุยกับแม่เจ้าเดี๋ยวนี้ บอกให้นางนอนหลับสบายๆ จะได้ไม่เหนื่อย”


นางซุนรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงทำงานหนัก แต่ไม่คิดว่าจะต้อง.อดหลับ.อดนอนเช่นนี้ ถ้านางหักโหมจนเป็นอะไรไป ตนจะอธิบายให้เจ้าสามฟังอย่างไร


ขณะที่ย่าหลานกำลังคุยกัน นางหยูและคนอื่นๆก็ออกมาจากห้อง ทุกคนได้ยินบทสนทนาระหว่างโก่วเอ๋อร์กับนางซุนแล้ว ความรู้สึกผิดฉายชัดบนใบหน้าของพวกเขา


พวกเขานอนหลับอย่างสบาย แต่น้องสะใภ้สามกลับไม่ได้นอน


เนื่องจากพวกเขาไม่มีทักษะทางการค้า เหอจิ่วเหนียงจึงต้องสอนวิธีจัดการงานต่างๆกับพวกเขาในตอนกลางวัน ทำให้ไม่มีเวลาทำงานของตัวเอง ดังนั้นจึงต้องทำในตอนกลางคืน


ทุกคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าสำนึกผิด


พวกเขาจะต้องพัฒนาตัวเองให้เร็วที่สุด จะไม่เป็นภาระให้น้องสะใภ้สามอีกต่อไป!


ตอนที่ 129: การตักเตือนของนางซุน


นางซุนรู้สึกผิดเล็กน้อยในใจ เมื่อเห็นพวกลูกๆออกมาจากห้องจึงหันไปถลึงตามองหนึ่งที แล้วอุ้มโก่วเอ๋อร์ไปที่ห้องของเหอจิ่วเหนียง


พวกลู่จิ้งซวนมีท่าทีประดักประเดิด ก่อนจะรีบไปทำงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว หัวสมองของพวกเขาไม่ปราดเปรื่อง การนอนดึกก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาได้การได้งานอะไรเพิ่มขึ้น จึงทำได้เพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อทดแทน


ตอนที่นางซุนเข้ามา เหอจิ่วเหนียงเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ


หญิงสาวเห็นใบหน้าของเด็กชายอาบน้ำตาก็ตกใจเล็กน้อย “โก่วเอ๋อร์ เป็นอะไรลูก?”


“เป็นอะไรหรือ เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ?”


นางซุนจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง นางไม่เคยเห็นใครโง่เช่นนี้มาก่อน นึกไม่ถึงเลยว่าจะทำการค้าเพื่อคนมากมายจนต้อง.อดหลับ.อดนอนเช่นนี้!


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะเข้าใจ “ข้าไม่รู้จริงๆเจ้าค่ะ”


ลูกชายคงไม่ได้ไปฟ้องแม่สามีเรื่องของนางกระมัง เมื่อครู่ยังกอดกันและคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่เลยไม่ใช่หรือ


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองบุตรชายด้วยความสงสัย เด็กคนนี้เปลี่ยนไปเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ


เห็นท่าทางฉงนของสะใภ้สามนางซุนก็ยิ่งโมโห ปกตินางเป็นคนฉลาดมาก นี่อดหลับ.อดนอนจนกลายเป็นคนโง่ไปแล้วหรืออย่างไร!


“โก่วเอ๋อร์บอกข้าว่าเจ้าไม่นอนทั้งคืนเพราะมัวแต่วาดรูปอะไรนี่ เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหน ชีวิตนี้ข้าไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนโง่เท่าเจ้ามาก่อน!”


นางซุนอุ้มโก่วเอ๋อร์ไว้ในแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือชี้ศีรษะของเหอจิ่วเหนียงแล้วดุด่า


ได้ยินเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงถึงได้เข้าใจ คนถูกด่าตอบกลับกลั้วหัวเราะ “เฮ้อ ข้าก็คิดว่าเรื่องอะไร ท่านแม่เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้านอนไปแล้ว เพิ่งตื่นตอนเช้ามืดนี่เองเจ้าค่ะ”


“จริงหรือ?”


เห็นได้ชัดว่าหญิงชราไม่เชื่อ ถ้านางนอนแล้วจริง หลานรักของนางจะร่องห่มร้องไห้ได้อย่างไร


“จริงสิเจ้าคะ!” เหอจิ่วเหนียงยิ้มแล้วรับโก่วเอ๋อร์มาอุ้ม “แค่ตอนที่เขาเข้านอนข้ายังไม่นอน พอเขาตื่นมาก็เห็นข้าตื่นแล้ว ก็เลยคิดว่าข้าไม่ได้นอนทั้งคืนก็เท่านั้นเจ้าค่ะ”


หญิงสาวหยิกแก้วกลมๆของบุตรชายเบาๆ นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะรู้จักไปฟ้องนางซุนให้มาสั่งสอนนางเช่นนี้


ถึงกระนั้นนางก็รู้สึกสุขใจ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบุตรชายของนางห่วงใยนางมาก


“นั่นเจ้าเรียกว่านอนแล้วหรือ!”


จู่ๆ นางซุนก็ยิ่งตะคอกเสียงดังขึ้น


เหอจิ่วเหนียงสะดุ้ง นี่นับว่านอนไม่ได้หรอกหรือ


นิ้วเหี่ยวย่นจิ้มศีรษะของสะใภ้อวดดีพร้อมคำก่นด่า “ไหนบอกข้ามาซิว่าเหตุใดเจ้าถึงโง่เพียงนี้! ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเจ้าเองเสียหน่อย เจ้าทุ่มเทมากถึงเพียงนี้ เหตุใดคนอื่นถึงไม่ทุ่มเทเหมือนเจ้าบ้าง คิดเลขก็ไม่เป็น ตัวหนังสือก็ไม่รู้ เขียนก็เขียนไม่เป็น เหตุใดถึงไม่อดหลับ.อดนอนเรียนรู้เหมือนที่เจ้าทำบ้าง! อะไรอะไรก็ให้เจ้าทำ เจ้าอยากเป็นพระโพธิสัตว์ช่วยทุกคนอย่างนั้นหรือ!”


เจ้านี่มันจริงๆเลย!


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดมากถึงขั้นนั้นจริงๆ นางแค่คิดว่าการแยกชิ้นส่วนจักรเย็บผ้านี้ต้องทำในเวลากลางคืนถึงจะหลบหลีกสายตาผู้คนได้ และสาเหตุที่นางตื่นมาทำตั้งแต่เช้าก็เพราะนางตื่นเต้นกับมันสมองอันอัจฉริยะของโก่วเอ๋อร์ นางแทบ.อดใจรอไม่ไหว อยากรีบทำชิ้นส่วนเหล่านั้นออกมาเร็วๆ ให้โก่วเอ๋อร์ประกอบจักรเย็บผ้าออกมาสักเครื่อง เมื่อนำไปใช้ในโรงงาน ทุกคนก็สามารถตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาได้วันละสิบถึงยี่สิบชุดอย่างสบายๆ!


เมื่อเห็นหญิงสาวไม่พูด นางซุนจึงดุต่อ “ครอบครัวนี้ไม่ได้มีแค่เจ้าคนเดียวนะ เจ้าไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างคนเดียว คนอื่นก็ใช่ว่าจะตายไปแล้วเสียหน่อย ถึงเวลานอนเจ้าก็ต้องนอนพักผ่อนให้ดี สุขภาพสำคัญที่สุด ได้ยินหรือไม่!”


“ได้ยินแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก นางรู้ว่าทุกวันนี้พวกนางหยูเองก็เหนื่อยมาก ทุกคนก็ใช่ว่าจะว่างเสียหน่อย ตนทำเรื่องเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ ดังนั้นแม้นางซุนจะพูดเช่นไร นางก็จะไม่ใช้ศีลธรรมมาบังคับให้พวกนางหยูอดหลับ.อดนอนเหมือนตนเอง


“ท่านแม่เจ้าคะ ข้าคิดเรื่องดีๆเรื่องหนึ่งได้ ถ้าทำออกมาได้จริงๆ จะสามารถช่วยคนงานหญิงในโรงงานของเราตัดเย็บเสื้อผ้าได้วันละสิบยี่สิบตัวเลยเจ้าค่ะ!”


นางรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เมื่อนางซุนได้ยินตัวเลขของจำนวนเสื้อผ้าที่จะสามารถผลิตได้ก็คล้อยตามไปกับนาง ดวงตาเบิกกว้าง “เยอะถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”


“ใช่เจ้าค่ะ! เรื่องนี้ต้องขอบใจโก่วเอ๋อร์ที่ทำให้ข้าคิดขึ้นได้  เมื่อถึงเวลานั้นต้องรบกวนให้โก่วเอ๋อร์ช่วยด้วย หากใช้ได้ผลจริงๆ การค้าของพวกเราต้องโตขึ้นได้แน่นอนเจ้าค่ะ!”


นางซุนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “โก่วเอ๋อร์เก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”


“ใช่เจ้าค่ะ เขาเล่นเป็นของเล่น แต่มันทำให้ข้าตื่นเต้นมากเลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าว พลางดึงหญิงชรามาดูภาพวาดชิ้นส่วนที่ตนวาดไว้


นางซุนขมวดคิ้ว ดูอย่างไรก็ดูไม่ออกว่าเป็นสิ่งใด


แต่คนเฒ่าคนแก่อย่างนางก็เป็นคนรักษาหน้าตา จึงพยายามไม่แสดงออกให้สะใภ้สามเห็น และแสร้งทำเป็นเข้าใจโดยการพยักหน้ากล่าว “อืม” อย่างเห็นด้วยออกมา แล้วกล่าวต่อ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ทำเลย แต่ข้ายังคงพูดคำเดิม ต้องรักษาสุขภาพ ห้ามละเลยการพักผ่อน โก่วเอ๋อร์ยังเด็ก!...”


“ข้ารู้เจ้าค่ะ ข้ารู้”


เหอจิ่วเหนียงรับปาก พลางคล้องแขนหญิงชราเดินออกไปล้างหน้าหน้าตา เวลานี้นางหยูและนางฉินก็ทำอาหารเช้าง่ายๆเสร็จแล้ว


ตอนนี้ครอบครัวไม่ได้ลำบากเหมือนเมื่อก่อน ครอบครัวลู่กินข้าววันละสามมื้อ มื้อเช้าค่อนข้างเรียบง่าย แต่ก็อุดมไปด้วยสารอาหาร มีหมั่นโถวคนละหนึ่งลูกกับไข่ต้มหนึ่งฟอง นับว่าเป็นมื้ออาหารที่สุดยอดทีเดียว


นางซุนคิดอยากตักเตือนทุกคนกลางโต๊ะอาหาร แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก นางหยูก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “น้องสะใภ้สาม ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนเจ้าไม่ได้นอนทั้งคืน ข้ารู้สึกไม่สบายใจมากจริงๆ ไข่ต้มของข้าในวันนี้ข้าให้เจ้ากิน บำรุงร่างกายนะ”


“ใช่ ข้าให้ด้วย! วันนี้ข้าจะตั้งใจเรียนแน่นอน ท่านจะได้ไม่ต้องทำงานหนักถึงเพียงนี้ ตอนกลางวันก็นอนพักผ่อนด้วยนะเจ้าคะ!”


ลู่กุ้ยหลานและคนอื่นๆก็ทำตาม เหอจิ่วเหนียงถูกปฏิบัติเช่นนี้ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย ไข่ต้มหลายฟองเช่นนี้นางจะกินหมดได้อย่างไรกัน!


“เอาละ พอได้แล้ว!”


นางซุนวางตะเกียบลงเสียงดังจนทุกคนต่างตกใจ จากนั้นกล่าว “เอาไข่กลับไปให้หมด ทำราวกับไม่เห็นค่า! ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ แสร้งทำเป็นซื่อให้น้อยๆหน่อย อย่าเอาแต่พูดดี ถึงเวลาทำเรื่องของตัวเองไม่เสร็จละก็ อย่าได้รบกวนคนอื่นเชียวล่ะ!”


คำพูดนี้ค่อนข้างรุนแรง แต่ทุกคำล้วนมีเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้น คนแรกที่ริเริ่มคิดทำการค้านี้ก็คือเหอจิ่วเหนียง ช่วงที่ผ่านมาก็จับทางทำการค้าได้ไม่เลว เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ ความจริงพวกนางก็เอาเปรียบมากเกินไปจริงๆ


ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ที่เหอจิ่วเหนียงขอให้พวกนางเรียนรู้การอ่านเขียน แต่พวกนางแต่ละคนกลับยังปฏิเสธ…


คิดได้เช่นนี้ พวกนางจึงรู้สึกผิดมาก รู้สึกผิดต่อเหอจิ่วเหนียง


“ท่านแม่ พวกเราเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปพวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ไม่เป็นตัวถ่วงน้องสะใภ้สามเจ้าค่ะ!”


นางหยูเป็นคนแรกที่แสดงเจตนารมณ์ คนอื่นๆต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกผู้ชายก็แสดงความจริงใจออกให้เห็นว่าต่อไปจะตั้งใจทำงานให้ดีเช่นกัน นางซุนจึงคลายความโกรธลง


หลังกินข้าวเสร็จ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นต้องไปเร็วกว่าคนอื่นหน่อย เพราะต้องไปตรวจสอบและลงทะเบียนคนเข้างาน นางหยูและนางฉินรอยามค่ำตอนเลิกงานจึงจะไปตรวจสอบจำนวนเสื้อผ้า ตอนกลางวันไม่ได้ทำอะไร พวกนางไม่ต้องตัดเย็บเสื้อผ้าแล้ว จึงไปทบทวนการเรียน หาไม้มาฝึกเขียนบนทรายเพื่อทบทวน


พวกลู่กุ้ยหลานทำงานเสร็จก็ตามมาเรียนกับพวกพี่สะใภ้ บรรยากาศครึกครื้นเป็นอย่างมาก พวกนางแค่อยากเรียนรู้และเติบโตให้เร็ว จะได้ทำงานของตนเองได้เต็มที่ เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นแล้ว


ด้านเหอจิ่วเหนียงก็นำภาพวาดชิ้นส่วนที่ตนวาดเหล่านั้นให้กับลู่เหอหรง


ตอนที่ 130: เป็นมนุษย์ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ


“พี่รอง รบกวนท่านช่วยถามช่างตีเหล็กให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าสามารถทำของเหล่านี้ได้หรือเปล่า ราคาสูงหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ต้องให้เหมือนกับในภาพทุกอย่าง”


เหอจิ่วเหนียงระบุขนาดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอย่างชัดเจน แค่ดูก็น่าจะเข้าใจได้ทันที


ลู่เหอหรงรับกระดาษเหล่านั้นมาดูอย่างละเอียด ก่อนที่หัวคิ้วจะค่อยๆย่นเข้าหากัน “ของพวกนี้รูปร่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เกรงว่าจะทำได้ยากนะ แต่ไม่เป็นไร ข้าจะไปถามหาดู ต้องหาช่างตีเหล็กฝีมือดีทำงานละเอียดได้แน่นอน!”


เขาไม่ได้ถามเหอจิ่วเหนียงว่าของสิ่งนี้นำไปทำอะไร ในใจรู้เพียงว่าทุกสิ่งที่น้องสะใภ้สามทำต้องมีเหตุผลแน่นอน ตนเองโง่เขลาเบาปัญญา แค่ทำตามที่นางบอกก็พอ


“เจ้าค่ะ ต้องรบกวนพี่รองแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม และเตรียมจะกลับเข้าห้องไปนอนพัก เมื่อคืนนางนอนไม่พอจริงๆ


ในยามเว่ย รถม้าจากโรงหมออวี้หยวนก็มาเยือนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับสิ่งของที่นำมาให้เหอจิ่วเหนียง


“คุณหนูจวนนายอำเภออาการดีขึ้นแล้วขอรับ นายอำเภอดีใจมาก จึงตกรางวัลให้ยี่สิบตำลึง พร้อมทั้งส่งเสื้อผ้าและพริกมาให้ขอรับ ท่านผู้ดูแลแจ้งว่าเงินแบ่งคนละครึ่ง ส่วนเสื้อผ้ากับพริกดูแล้วคงตั้งใจมอบให้ท่านหมอเหอ ท่านผู้ดูแลจึงให้ท่านทั้งหมดขอรับ”


คนขับรถม้ากระซิบรายงานเหอจิ่วเหนียง หญิงสาวพยักหน้ารับรู้ และรับของทั้งหมดมาอย่างไม่เกรงใจ


เสื้อผ้าเหล่านี้ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของสตรี ผู้ดูแลเหรินไม่รับก็สมเหตุสมผลแล้ว ส่วนพริกยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากินเช่นไร


หลังจากขนของทุกอย่างเข้าบ้านเรียบร้อยแล้ว คนขับรถม้าก็บอกธุระสำคัญ “พรุ่งนี้จะต้องเดินทางไปตรวจโรคให้ตระกูลหนึ่งในเมืองหลัก ท่านหมอเหอเตรียมตัวให้พร้อมนะขอรับ พรุ่งนี้เช้าข้าน้อยจะมารับ”


“ตกลง”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงด้วยท่าทางสบายๆ หลังจากคนขับรถม้ากลับไป นางจึงนำเงินสิบตำลึงนี้มอบให้นางซุนเหมือนเช่นทุกครั้ง


ครั้งนี้นางซุนไม่รับ


“คราวก่อนข้าบอกไปแล้ว ตอนนี้ครอบครัวเรามีรายได้จากการค้าแล้ว เจ้าเองก็ออกแรงทำงานหลายอย่าง เงินที่เจ้าได้มาจากวิชาแพทย์เจ้าก็ควรเก็บเอาไว้เอง คืนนี้ข้าจะพูดเรื่องนี้กับทุกคน ใครกล้าออกความเห็น ข้านี่แหละจะเป็นคนไล่ออกจากบ้านเอง!”


จะว่าไปนางซุนก็ยังคงเข้าข้างเหอจิ่วเหนียง หากพูดให้ไม่ค่อยน่าฟังสักหน่อย ตอนนี้ทั้งครอบครัวก็นับว่าพึ่งพาอาศัยให้เหอจิ่วเหนียงเลี้ยงดู ส่วนคนที่ใช้งานและแก้ปัญหาได้ก็มีแค่เหลียนฮวา คนอื่นก็แค่รอรับคำสั่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้ครอบครัวมากนัก


หากครอบครัวลำบากเหมือนเมื่อก่อนก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้มีชีวิตที่ดีแล้ว ทุกคนในครอบครัวยังพึ่งพาอาศัยเหอจิ่วเหนียง…มันใช่หรือ?


ครั้งนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ นางเก็บเงินไว้เองแต่โดยดี


ที่ผ่านมานางเต็มใจมอบให้เพราะครอบครัวลำบากมากจริงๆ แต่ตอนนี้นางนำพาครอบครัวไปสู่ชีวิตที่ดีได้แล้ว ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คาดว่าปีใหม่นี้ทุกคนคงมีเงินไม่น้อย เช่นนั้นนางก็ไม่จำเป็นต้องอุทิศตนเพียงนั้นอีกแล้ว


ส่วนงานที่บ้าน นางทั้งออกแบบจักรเย็บผ้า และช่วยออกแบบเสื้อผ้า นับว่าทำให้มากมายแล้ว


“ขอบคุณนะเจ้าคะท่านแม่ ต่อไปท่านแม่แก่เฒ่าข้าจะดูแลท่านเอง!”


นางคล้องแขนนางซุนพร้อมทำท่าประจบประแจง นางซุนจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “ใครอยากให้เจ้าดูแลกัน เงินปันผลนั่นก็มีของข้าส่วนหนึ่งด้วย!”


“มันไม่เหมือนกันนะเจ้าคะ อย่างไรเสียข้าก็พูดแล้วว่าข้าจะดูแลท่าน!”


ในใจหญิงชรารู้สึกอ่อนระทวย แต่ฝีปากยังคงขึงขัง “ข้ายังมีลูกชายอีกตั้งสองคน ไม่ต้องให้เจ้ามาดูแลหรอก! อีกปีสองปีเจ้าคงแต่งงานใหม่ ก็ใช้ชีวิตให้ดี…”


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ พูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว!


เพื่อไม่ให้นางซุนบ่นเรื่องนี้ต่อ หญิงสาวจึงยื่นมือปิดปากนางไม่ให้พูด จากนั้นจึงรีบวิ่งกลับไปจัดเตรียมข้าวของสำหรับออกไปรักษาผู้ป่วยในวันพรุ่งนี้ในห้องตัวเอง


หากนางไปคนเดียวก็ไม่จำเป็นต้องเตรียมอะไรมาก แต่ครั้งนี้นางตั้งใจจะพาโก่วเอ๋อร์ไปด้วย ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม


ในมื้อค่ำ นางซุนบอกกับทุกคนว่า ต่อไปนี้เงินที่เหอจิ่วเหนียงได้มาจากการรักษาผู้ป่วยนั้นไม่จำเป็นต้องนำมาให้กองกลางแล้ว ครอบครัวใหญ่มีกันหลายคนเช่นนี้ ไม่ควรให้หญิงสาวคนเดียวต้องมารับผิดชอบ


ลู่จิ้งซวนเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก “ท่านแม่พูดถูก ตอนนี้ครอบครัวเรามีกินมีใช้ดีกว่าเมื่อก่อนแล้ว เหตุใดต้องให้น้องสะใภ้สามคอยช่วยเหลืออยู่อีก ตอนนี้การค้าทุกอย่างของครอบครัวเราก็เป็นน้องสะใภ้สามที่นำพามา นางยังต้องออกแบบนู่นนี่ทั้งวันทั้งคืน หากเรายังเอาเงินค่าตรวจโรคของนางอีก ก็ไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้ว!”


นางหยูกล่าวต่อทันที “ใช่แล้วเจ้าค่ะ น้องสะใภ้สามดูแลโก่วเอ๋อร์คนเดียว ควรคิดถึงตัวเองให้มาก ที่พวกเรามีชีวิตที่ดีในวันนี้ได้ก็เพราะน้องสะใภ้สาม พวกเราเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านแม่พูดเจ้าค่ะ”


ลู่เหอหรงออกไปข้างนอกยังไม่กลับมา ดังนั้นนางฉินจึงเป็นตัวแทนของครอบครัวบุตรชายคนรองพูดขึ้น เหล่าสะใภ้อย่างพวกนางรักใคร่ปรองดองกันมาโดยตลอด ย่อมไม่มีความเห็นอื่นใดอยู่แล้ว อีกอย่าง เมื่อคืนเหอจิ่วเหนียงออกแบบจน.อดหลับ.อดนอนทั้งคืน พวกนางก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว ตอนนี้กองกลางไม่รับเงินของเหอจิ่วเหนียง เช่นนี้จึงพอจะสามารถคลายความไม่สบายใจของพวกนางไปได้บ้าง


ส่วนลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นไม่มีสิทธิ์พูดอะไรอยู่แล้ว จึงกินข้าวไปเงียบๆ


เห็นท่าทางเช่นนี้ของพวกเขา นางซุนก็ค่อนข้างพอใจ แต่ยังทิ้งท้าย “อย่าให้ข้ารู้นะว่าพวกเจ้ากล้านินทาลับหลังข้า หากข้ารู้ ข้าไล่ออกจากบ้านแน่! และอย่าได้คิดว่าข้าเข้าข้างสะใภ้สามด้วยล่ะ เป็นมนุษย์ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ คิดดูว่าพวกเราทุกคนมาถึงที่นี่ได้อย่างไร หากไม่มีสะใภ้สาม จะมีใครรอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้ได้บ้าง การค้าพวกนี้ ถ้าไม่มีนางเป็นคนจัดการวางแผน จะมีเงินได้อย่างตอนนี้หรือไม่!”


ดวงตาคมปลาบของหญิงชรากวาดมองทุกคน ดูว่ามีใครแสดงสีหน้าไม่พอใจหรือไม่


โชคดีที่ครอบครัวลู่ไม่มีคนนิสัยเช่นนั้น สิ่งที่นางซุนพูดก็สมเหตุสมผล ทุกคนจึงไม่มีใครคัดค้าน


ผู้เฒ่าลู่กล่าวกับบุตรชายคนโต “แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ต่อไปพวกเจ้าก็ต้องคอยดูแลสะใภ้สามสองแม่ลูกด้วย แม้เจ้าสามจะไม่อยู่ แต่พวกเจ้าก็เป็นพี่ชายของเขาตลอดไป”


“ลูกเข้าใจแล้วขอรับ ท่านพ่อท่านแม่วางใจได้”


ลู่จิ้งซวนพยักหน้ารับ นางฉินเองก็รีบรับปากแทนผู้เป็นสามี


จากนั้นนางซุนก็กล่าว “เอาละ กินข้าวกันได้แล้ว”

…...


เช้าวันรุ่งขึ้น รถม้าของโรงหมออวี้หยวนก็มารับเหอจิ่วเหนียง นี่เป็นครั้งแรกที่นางออกไปตรวจโรคที่เมืองหลัก แม้เจ้าของโรงหมอจะอยู่ในเมืองหลัก แต่ผู้ดูแลเหรินก็ต้องไปด้วย ถือโอกาสนี้รายงานบัญชีการค้าของโรงหมอในอำเภอกับเถ้าแก่ และพาเหอจิ่วเหนียงไปแนะนำให้เถ้าแก่ของเขารู้จักด้วย


คนขับรถม้าพานางไปพบกับผู้ดูแลเหรินที่อำเภอก่อน จากนั้นพวกเขาก็ออกเดินทางไปเมืองหลักด้วยกัน


เพราะตื่นนอนแต่เช้าตรู่ โก่วเอ๋อร์ขึ้นรถม้าได้ก็ผล็อยหลับไปทันที เมื่อมาถึงอำเภอ ท่านผู้ดูแลเหรินก็ตั้งใจจะชี้แจงสถานการณ์คร่าวๆกับเหอจิ่วเหนียงก่อน แต่เมื่อเห็นว่าบุตรชายของนางนอนหลับอยู่ในอ้อม เขาจึงไม่พูดอะไรมาก และเดินไปขึ้นรถม้าอีกคัน


เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทาง ในที่สุดโก่วเอ๋อร์ก็ตื่น เขาลุกขึ้นนั่งเอง ไม่ต้องให้เหอจิ่วเหนียงประคอง


“ข้าโตแล้ว ข้าอยากนั่งเองขอรับ!”


เด็กน้อยทำท่าทาง.องอาจมาก เหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วก็รู้สึกขบขัน


อำเภอต้าหลิ่งนับว่าอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลัก ยามเซินก็เดินทางมาถึงแล้ว เสี่ยวโก่วเอ๋อร์กระโดดลงจากรถม้าด้วยความกระปรี้กระเปร่า


ผู้ดูแลเหรินที่ลงจากรถม้ามาก่อนแล้วเห็นเช่นนี้ก็กลัวเขาจะล้มจึงรีบเข้ามาจับ เห็นเด็กน้อยน่ารักจ้ำม่ำก็คิดถึงหลานชายตนเอง รู้สึกรักและเอ็นดู จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าชื่ออะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงที่ลงมาจากรถม้าได้ยินพอดี ขณะที่นางจะเอ่ยตอบแทนบุตรชาย เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ก็ตอบเสียก่อน


เด็กน้อยตอบเสียงดังฟังชัด “ข้าชื่อลู่จื่ออวี้ขอรับ!”


จบตอน

Comments