single mom ep131-140

ตอนที่ 131: เจอสหายเก่าที่เมืองหลัก


เหอจิ่วเหนียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะรู้จักรักษาหน้าตาด้วย


ผู้เฒ่าลู่ครั้นยังหนุ่มเคยออกไปท่องโลกกว้าง ดังนั้นจึงได้รับอิทธิพลในการตั้งชื่อบุตรหลาน ครอบครัวลู่ทุกคนจึงมีชื่อจริงที่ไพเราะ


สาเหตุที่ชื่อ ‘โก่วเอ๋อร์’ ไม่ไพเราะที่สุดในบ้าน เพราะเขาเกิดก่อนกำหนด ร่างกายเจ็บป่วยอ่อนแอ จึงตั้งชื่อเล่นนี้แก้เคล็ด แต่ก็ไม่คิดว่าจะใช้เรียกมาจนโตถึงตอนนี้


ปกติคนในบ้านเรียกกันจนชินแล้ว โก่วเอ๋อร์ก็ไม่ได้ถือสาแต่อย่างใด ทว่าเวลาอยู่ข้างนอก เขาให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มาก เขากลัวว่ามารดาจะบอกว่าเขาชื่อโก่วเอ๋อร์ ดังนั้นจึงรีบชิงตอบไปก่อน


“จื่ออวี้ เป็นชื่อที่ดี!”


ผู้ดูแลเหรินยิ้มพลางยกมือลูบเครา เขารู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้ช่างกล้าหาญ และเขาก็ชอบมากด้วย จึงจูงมือเล็กๆเดินเข้าโรงหมอไปด้วยกัน


หลังลงจากรถม้า เหอจิ่วเหนียงมองโรงหมอแห่งนี้แล้วรู้สึกคุ้นตายิ่งนัก 


ทันใดนั้นชายวัยหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมา


หญิงสาวจำอีกฝ่ายได้ทันที


“ท่านหมอซ่งน้อย ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งเจ้าค่ะ!”


นางกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มก่อน


ซ่งฉือเห็นผู้ดูแลเหรินมาถึงแล้วจึงรู้ทันทีว่าหมอหญิงท่านนั้นเองก็คงมาด้วย อย่างไรเสียก็เป็นสหายร่วมงานกัน เขาจึงอยากออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง 


นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้จักตนด้วย!


ซ่งฉือประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งใจพินิจอีกฝ่ายอย่างละเอียด ปรากฏว่าอีกฝ่ายก็คือหญิงสาวที่ช่วยรักษาแผลหนองให้เด็กน้อยในครั้งก่อน และเป็นคนที่ท่านพ่อของเขาหมายตาอยากรับมาเป็นศิษย์


ในครานั้น คนที่ช่วยกันแก้ปัญหากับเหอจิ่วเหนียงก็คือท่านหมอซ่ง ส่วนซ่งฉือยืนมองอยู่ข้างๆ แม้ตอนนั้นชายผู้นี้จะไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก แต่เนื่องจากรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายคล้ายกับท่านหมอซ่งถึงเจ็ดแปดส่วน เหอจิ่วเหนียงจึงจำได้ไม่ยาก


“ที่แท้แม่นางก็คือท่านหมอเหอที่ท่านผู้ดูแลเหรินเคยเล่าให้ฟังนี่เอง วาสนานำพาจริงๆ! รีบเข้ามาคุยกันข้างในเถอะ!”


ได้เจอกับเหอจิ่วเหนียงอีกครั้งในวันนี้ แววตาของซ่งฉือเต็มไปด้วยความประหลาดใจ คราก่อนที่เจอกัน สตรีผู้นี้ยังเป็นผู้ลี้ภัยแต่งตัวซอมซ่ออยู่เลย แต่ตอนนี้ราวกับคนละคน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็ทำมาจากผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดราคาแพง ผิวพรรณขาวผ่องกว่าเดิมมาก หน้าตาก็.งดงามมากกว่าเดิมอีกด้วย 


สตรีโฉมงามเพียงนี้ ทั้งยังมีทักษะการแพทย์ชั้นยอด ใครบ้างจะไม่ชอบ?


จะว่าไปเหอจิ่วเหนียงก็สะเพร่าเช่นกัน ตอนนั้นรีบร้อนจึงไม่ได้สังเกตว่าโรงหมอแห่งนี้ชื่ออะไร ครั้นเงยหน้ามองป้ายในตอนนี้แล้วนางจึงประจักษ์ ว่าตัวอักษรบนนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘โรงหมออวี้หยวน’


ตอนนี้หมอซ่งและผู้ดูแลเหรินรออยู่ด้านในแล้ว หมอสูงวัยได้พบโก่วเอ๋อร์ก็รู้สึกชอบเด็กคนนี้ยิ่งนัก ทั้งยังยื่นลูกกวาดให้เขาด้วยความเอ็นดู


โก่วเอ๋อร์ส่ายศีรษะอย่างรู้ความ “ท่านปู่ ข้ารับไว้ไม่ได้ขอรับ”


ท่านแม่เคยสอนเขาเอาไว้ว่า อยู่ข้างนอกจะกินของที่คนแปลกหน้ายื่นให้สุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เขาต้องเชื่อฟังที่ท่านแม่สอน!


อีกอย่าง ตอนนี้ครอบครัวก็อยู่ดีกินอิ่ม เหอจิ่วเหนียงมักซื้อขนมสารพัดกลับไปให้เด็กๆที่บ้านกินบ่อยๆ ดังนั้นโก่วเอ๋อร์จึงไม่ใช่เด็ก.อดอยากที่เห็นอะไรก็อยากกิน


เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยรู้ความมากถึงเพียงนี้ หมอซ่งก็ยิ่งชอบเขามากขึ้น และอดชมเชยไม่ได้ “ทุกวันนี้เด็กที่รู้ความอย่างเจ้าหาได้ยากนัก!”


อายุแค่นี้ก็สามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองได้แล้ว วันข้างหน้าต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน!


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ หมอซ่งก็เห็นบุตรชายของตนพาสตรีคนหนึ่งเข้ามา ผู้ดูแลเหรินกวักมือเรียก “ท่านหมอเหอ เข้ามานั่งตรงนี้สิ ข้าจะแนะนำให้รู้จักกับเจ้าของโรงหมอ!”


ทันทีที่เห็นหน้าคนมาใหม่หมอชราก็จำได้ ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ลุกพรวดขึ้นพร้อมกับอุทาน “สาวน้อย เป็นเจ้าจริงๆด้วย!”


ผู้ดูแลเหรินงุนงงกับเหตุการณ์ที่เห็น “เถ้าแก่ พวกท่านสองคนรู้จักกันหรือ?”


“รู้จักอยู่แล้ว นางยังบอกข้าด้วยนะว่า รอให้ตั้งตัวได้เมื่อไร จะมาคารวะข้าเป็นอาจารย์ นี่ข้าตั้งตารออยู่นาน!”


ผู้ดูแลเหรินคิดในใจ ‘แม่นางเหอบอกครอบครัวของนางว่า อาจารย์ของนางคือข้าไม่ใช่หรือ?’


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ‘ตอนนั้นข้าพูดไปเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรเสียหน่อย’


แต่โชคดีที่อดีตหมอหลวงเป็นคนมีไหวพริบ ไม่นานนักเขาก็เอ่ยต่อ “แต่ตอนนี้เกรงว่าข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น ทักษะการแพทย์ของท่านหมอเหอลึกมากจนยากจะหยั่งถึงได้!”


ตอนที่รักษาแผลหนองให้เด็กคนนั้น เขารู้สึกได้ว่าเหอจิ่วเหนียงต้องรู้วิชาแพทย์แน่นอน ตอนนั้นนางไม่ยอมรับ บอกว่าแค่เคยอ่านตำราแพทย์ผ่านตามาไม่กี่เล่ม ทว่าตอนนี้ เห็นได้ชัดแล้วว่าครั้งนั้นนางหลอกเขา


ทว่าหมอซ่งไม่ได้ขุ่นเคืองแต่อย่างใด ทุกคนย่อมมีความลับของตัวเองกันทั้งนั้น ในตอนนั้นไม่ได้รู้จักมักคุ้นกัน การไม่บอกเรื่องส่วนตัวให้คนแปลกหน้ารู้ย่อมเป็นเรื่องปกติ


สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้พวกเขาได้ร่วมงานกันแล้วไม่ใช่หรือ!


นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งกว่าเหอจิ่วเหนียงคารวะเขาเป็นอาจารย์เสียอีก เพราะทักษะวิชาแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงนั้นเหนือกว่าเขามาก!


“ท่านหมอซ่งกล่าวเกินไปแล้ว ท่านเป็นหมอหลวงอาวุโสเคยรับใช้ในวัง ความรู้กว้างขวาง ประสบการณ์มากมาย ข้ายังห่างชั้นกับท่านมากเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างสุภาพพลางกล่าวอย่างถ่อมตน หมอซ่งรู้ว่านางถ่อมตัว ทว่าในใจเขาก็ยังรู้สึกตื่นเต้นมาก


อย่างไรเสีย ที่ให้นางมาตรวจโรคในเมืองหลักครั้งนี้ ก็เพราะเป็นโรคที่เขารักษาอย่างไรก็ไม่หาย


หลังจากเหตุการณ์รักษาแผลหนองในครั้งนั้น ท่านหมอซ่งก็เชื่อมั่นในตัวเหอจิ่วเหนียงมาก


เขาเป็นคนเล่ารายละเอียดให้นางฟังด้วยตัวเอง “ผู้ป่วยครั้งนี้เป็นคุณหนูตระกูลเศรษฐีของเมืองหลักคนหนึ่ง ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ชี่และเลือดพร่องทั้งคู่ ทุกเดือนเวลามีระดูจะปวดท้องรุนแรงถึงขั้นเป็นลม กระทั่งกังวลว่าจะมีลูกยาก ข้าช่วยรักษามานานเป็นปี แต่อาการกลับไม่ดีขึ้นเลย…”


หมอซ่งเล่าจบก็ถอนหายใจอย่างทดท้อ เขาไม่เข้าใจเลย มันไม่ใช่โรคที่รักษายาก แต่เหตุใดเขาถึงยังรักษาให้หายไม่ได้


สมัยที่อยู่ในวัง ในหอตำรามีตำราแพทย์มากมายหลายแขนง ปกติในยามว่างเขาก็มักจะไปอ่านตำราที่นั่น เทียบยาที่ตนเขียนให้ก็ไม่ได้ผิดพลาดตรงไหน แต่กลับใช้ไม่ได้ผล เขากลุ้มใจมากจริงๆ ตนลาออกจากวังกลับมาบ้านเกิดพร้อมชื่อเสียงความเป็นหมอหลวง แต่กลับไร้หนทางรักษาโรคแค่นี้ให้หายได้ จึงรู้สึกอับจนหนทางมาก


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจฟัง และเข้าใจถึงอาการเบื้องต้นแล้ว จึงกล่าว “ขอข้าดูเทียบยาของท่านหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”


นี่เป็นการรักษาพื้นฐาน แต่เทียบยาของท่านหมอซ่งกลับใช้แล้วไม่เห็นผล?


หมออาวุโสไม่ลังเล รีบให้ซ่งฉือไปหยิบเทียบยามาทันที


เหอจิ่วเหนียงดูเทียบยาแล้วก็ไม่พบปัญหาตรงไหน เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นท่านหมอซ่งกำลังจับจ้องตนด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ


เหอจิ่วเหนียงสะดุ้งเล็กน้อย


ไม่จำเป็นต้องจ้องด้วยแววตาลุกโชนถึงเพียงนี้ก็ได้กระมัง


“อะแฮ่ม…” นางแสร้งทำเสียงกระแอมในลำคอเล็กน้อย ก่อนอธิบาย “เทียบยาของท่านไม่ได้มีปัญหาอะไรเจ้าค่ะ แต่รายละเอียดอย่างอื่นคงต้องรอข้าไปตรวจพรุ่งนี้ถึงจะรู้ได้ หากความเย็นในร่างกายมากเกินไป ก็คงต้องใช้วิธีอื่น”


ขณะที่หมอซ่งกำลังจะถามว่าควรใช้วิธีใด ผู้ดูแลเหรินก็ชิงถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ท่านหมอเหอหมายถึง ฝังเข็มอย่างนั้นหรือ?”


“อาจจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่อย่างไรก็ต้องไปตรวจอาการก่อน แล้วถึงจะว่ากันอีกที”


ได้ยินดังนั้น หมอซ่งก็นึกขึ้นได้ว่าผู้ดูแลเหรินเคยเขียน.จดหมายเล่าว่า ท่านหมอเหอมีทักษะการฝังเข็มที่ยอดเยี่ยม และเพราะเหตุนี้ ผู้ดูแลเหรินจึงเขียน.จดหมายยกยอปอปั้นนางไว้มากมาย ทำให้พวกเขาตอบตกลงเงื่อนไขแบ่งค่ารักษาคนละครึ่งของนางแต่โดยดี


การรักษาด้วยการฝังเข็ม หมอหลวงเก่าย่อมรู้จักอยู่แล้ว เขาเองก็มีความรู้ในการฝังเข็มอยู่บ้าง…และเขาใช้วิธีนี้รักษาให้คุณหนูผู้นั้นมาแล้ว แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ประจักษ์ ดังนั้นเขาจึงตั้งตารอดูเป็นอย่างยิ่ง ว่าเหอจิ่วเหนียงจะใช้วิธีการฝังเข็มแบบใด


หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ซ่งฉือก็รับหน้าที่จัดเตรียมที่พักให้ผู้มาเยือน หลังโรงหมอมีเรือนพักอยู่ ผู้ดูแลเหรินจึงพักที่นั่น ทว่าเหอจิ่วเหนียงพาบุตรชายมาด้วยจึงไม่สะดวก ดังนั้นจึงต้องไปพักที่โรงเตี๊ยม


ซ่งฉือพาสองแม่ลูกไปที่โรงเตี๊ยมมีระดับแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมที่เขาจองห้องเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว


“ท่านหมอซ่งน้อย ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยืนขอบคุณซ่งฉือที่หน้าประตู ก่อนจะจูงมือโก่วเอ๋อร์เข้าไปข้างใน


ซ่งฉือยืนมองประตูที่ถูกปิดลง…ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆในใจก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมา


ตอนที่ 132: พาโก่วเอ๋อร์เดินเที่ยว


ท่านหมอเหอเป็นคนที่จำเขาได้ก่อน ทั้งยังมีรอยยิ้มให้เขาเสมอ น้ำเสียงยามจรรจาก็น่าฟังยิ่งนัก


เพียงแต่ นางสุภาพกับเขามาก มากเสียจนในความสุภาพนั้นมีความเหินห่างอยู่


ซ่งฉือไม่รู้ว่าความรู้สึกหดหู่ที่เกิดขึ้นกับตนเองนั้นมาจากไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาเข้าใจได้ชัดเจน…สายตาของเขาถูกโฉมงามมากความสามารถผู้นี้ดึงดูดเข้าแล้ว…


เมื่อมองประตูที่ปิดสนิทตรงหน้า ซ่งฉือเม้มปากเล็กน้อย เขายืนมองอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะหันหลังเดินกลับไป

…...


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าซ่งฉือคิดอะไรอยู่ หลังจากเก็บข้าวของในโรงเตี๊ยมเสร็จก็รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย จึงถามโก่วเอ๋อร์ “อยากออกไปเดินเล่นหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์กำลังนั่งด้วยความเรียบร้อย อย่างไรเสียสำหรับเขา ที่นี่ก็เป็นสถานที่แปลกใหม่ อีกอย่างก่อนหน้านี้เขาสัญญากับท่านแม่ไว้แล้วว่าจะไม่ดื้อไม่ซน เขาจึงไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะได้ออกไปเดินเล่น


ทว่าตอนนี้มารดาเป็นคนถามเอง เขาจึงยิ้มออกมาในทันใด “ออกไปเดินเที่ยวได้หรือขอรับ ท่านแม่เสร็จงานแล้วหรือขอรับ?”


“ใช่แล้ว ไปกันเถอะ แม่จะพาเจ้าไปกินของอร่อยๆข้างนอก!”


เหอจิ่วเหนียงจูงมือโก่วเอ๋อร์เดินออกไป นางมีเงิน เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้เลย คราวนี้สองแม่ลูกได้ออกมาข้างนอกแล้ว ต้องใช้โอกาสนี้หาความสุขสักหน่อย!


“ท่านแม่ ที่นี่คนเยอะมากเลยขอรับ!”


เมืองจิงโจวเดิมทีก็เป็นเมืองที่รุ่งเรืองอยู่แล้ว อีกทั้งอำเภอที่พวกนางมาเยือนนี่ก็เป็นเมืองหลัก กอปรกับผู้ลี้ภัยเข้ามาตั้งหลักปักฐาน บรรยากาศและการใช้ชีวิตของผู้คนจึงครึกครื้นอีกครั้ง บนถนนหนทางก็คึกคักและดูเจริญมาก


โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กที่รู้ความมาก ในความทรงจำของเขา ครอบครัวไม่ได้มีเงินมาก ดังนั้นเมื่อเห็นของเล่นหรือของอร่อยๆเขาก็เพียงแค่มอง ไม่ได้ร้องขอให้เหอจิ่วเหนียงซื้อให้


พฤติกรรมของเด็กน้อยเหอจิ่วเหนียงเห็นทุกอย่าง นางจึงเอ่ยออกมา “นกแก้วดินเผาตัวนี้น่ารักเชียว แม่ว่าซื้อมาเล่นสักตัวเป็นอย่างไร!”


เบื้องหน้าทั้งสองเป็นพ่อค้าหาบเร่ขายสินค้าดินเผา วาดสีสันลวดลายสวยสดงดงาม รูปปั้นสัตว์ดินเผาแต่ละตัวสีสันสดใสราวกับมีชีวิตจริงๆ มีด้ายผูกติดกับลำตัว และใช้ก้านไผ่เล็กๆไว้ถือ


ขณะที่กล่าวนางก็ควักเงินออกมาจ่าย และยื่นสัตว์น้อยดินเผาให้โก่วเอ๋อร์ “เจ้าช่วยแม่ถือหน่อยสิ”


เสี่ยวโก่วเอ๋อร์รับมาด้วยความดีใจ เมื่อครู่เขาแค่คิดว่านกน้อยตัวนี้สวยดี แต่ไม่คิดว่าท่านแม่จะซื้อให้


“ขอบคุณขอรับท่านแม่!”


แม้อายุยังน้อยแต่ก็ฉลาดเกินวัย เขารู้ว่าท่านแม่ตั้งใจซื้อนกแก้วตัวนี้ให้เขา


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเล็กๆ “แม่พาเจ้าออกมาเดินเที่ยว หากเจ้าอยากได้อะไรก็บอกแม่นะ แม่จะซื้อให้เจ้าทุกอย่าง!”


ปกติเหอจิ่วเหนียงเข้าอำเภอบ่อยๆออกไปแต่ละทีก็กินเวลาทั้งวัน ต่อมามีงานรัดตัวมากมาย เวลาที่อยู่กับโก่วเอ๋อร์จึงมีน้อยนิด ในเมื่อตอนนี้มีเวลา เหอจิ่วเหนียงจึงแทบอยากเหมาของทั้งตลาดให้เขา


“ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้า แต่ดวงตาเอาแต่จับจ้องนกแก้วในมือ กลัวว่าหากไม่ระวังนกแก้วจะบินหนีไป


“ลูกแม่ เจ้าอยากกินถังหูลู่หรือไม่?”


พ่อค้าหาบเร่ขายผลไม้เคลือบน้ำตาลเดินมาพอดี เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันกล่าวจบ พ่อค้าคนนั้นก็เดินมาถึงตรงหน้าแล้ว โก่วเอ๋อร์ไม่ทันตอบ เหอจิ่วเหนียงก็ควักเงินซื้อมาสองไม้ ให้โก่วเอ๋อร์ไม้หนึ่ง และกินเองไม้หนึ่ง


เหอจิ่วเหนียงโปรดปรานรสชาติของผลไม้เคลือบน้ำตาลมาก น้ำตาลที่เคลือบด้านนอกทั้งกรอบทั้งหวาน ผลไม้ด้านในมีรสเปรี้ยว เมื่อกินรวมกันแล้วรสชาติไม่เลวเลย นานๆกินทีก็รู้สึกสุขใจมาก


“เซาปิ่ง! เซาปิ่งร้อนๆ! เซาปิ่งร้อนๆทางนี้เลย!”


“ขนมถั่วตัดสดๆใหม่ๆทางนี้เลย รีบมาซื้อกันได้เลย!”


“ขนมกุ้ยฮวาเจ้าเก่าทางนี้เลย…”


หลังจากเดินไปรอบหนึ่ง ในมือสองแม่ลูกก็เต็มไปด้วยถุงขนมมากมายหลายอย่าง


เหอจิ่วเหนียงซื้อขนมมาหลายชนิด แต่ละชนิดซื้อมาไม่เยอะ ปริมาณพอเหมาะสำหรับกินคนเดียว และให้โก่วเอ๋อร์ได้ชิมทุกอย่าง


โก่วเอ๋อร์สนุกกับการกินมาก ออกมาเดินเที่ยวกับท่านแม่ช่างมีความสุขมากจริงๆ!


เมื่อเดินผ่านแผงขายเครื่องประดับเล็กๆ โก่วเอ๋อร์ก็ชะงักฝีเท้า


“คุณชายน้อย สนใจปิ่นมุกปักผมหรือไม่ ร้านเราเพิ่งมีสินค้ามาใหม่ ลองดูก่อนได้ว่ามีอันที่ชอบบ้างหรือไม่”


แม่ค้าขายปิ่นเองก็เป็นคนมีไหวพริบคนหนึ่ง เห็นสองแม่ลูกถือของเต็มไม้เต็มมือเช่นนี้ ดูเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนมีอิสระในการใช้จ่าย จึงรีบแนะนำสินค้าให้เด็กน้อยอย่างกระตือรือร้นด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม


เหอจิ่วเหนียงคิดว่าบุตรชายแค่อยากดูเฉยๆ เพราะมันสวยดี จึงไม่ได้สนใจอะไร และยืนดูอยู่ข้างๆ


แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะเลือกปิ่นปักผมที่สตรีผู้นั้นแนะนำมาสองอัน ก่อนจะวางของในมือลงบนพื้น แล้วคลำหาถุงเงินของตัวเอง


ช่วงนี้โก่วเอ๋อร์ฝึกกังฟูพื้นฐานกับผู้เฒ่าลู่ทุกเช้า กลางคืนก็ตั้งใจเรียนหนังสือกับพวกพี่ๆ ทั้งยังสามารถสอนหนังสือให้นางซุนได้อีกด้วย เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าเขาเก่งมาก จึงให้ค่าขนมเขาเพิ่ม ก่อนหน้านี้ให้วันละหนึ่งเหรียญทองแดง ต่อมาจึงเริ่มให้เป็นเศษเหรียญเงิน


บอกว่าเป็นเศษเหรียญเงินก็คือเศษเหรียญเงินจริงๆ เศษเงินแค่หนึ่งเหรียญไม่ได้มีค่ามาก แต่หากค่อยๆสะสมไปนานเข้า ก็มีเงินเป็นกอบเป็นกำได้เลยทีเดียว


“ท่านป้า ปิ่นปักผมราคาเท่าไรหรือขอรับ?”


เขาเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะถาม


แม่ค้ารู้สึกว่าเขาน่ารักมาก จึงตอบด้วยรอยยิ้ม “คุณชายน้อย สองอันเจ็ดร้อยอีแปะนะ!”


ปิ่นปักผมนี้ไม่ได้ทำด้วยเงินทั้งหมด แต่ก็ชุบเงินชั้นหนึ่ง และทำออกมาได้อย่างประณีตมาก ในยุคสมัยนี้เครื่องประดับล้วนเป็นงานฝีมือ ราคาจึงค่อนข้างสูง


เหอจิ่วเหนียงที่ยืนข้างๆ ไม่ได้เปล่งคำใดออกมา นางอยากดูว่าบุตรชายจะจัดการเช่นไร


โก่วเอ๋อร์ก็ไม่รู้ว่าเจ็ดร้อยอีแปะเป็นเงินเท่าไร มือเล็กๆควักเงินออกมาจากถุงเงินกำหนึ่งแล้วยื่นให้


แม่ค้ารีบยื่นมือไปช่วยรับ เมื่อนับเงินก้อนโตเสร็จก็ยิ้มไม่หุบ “พอแล้ว พอแล้ว เอ้านี่ เงินที่ให้มาเกิน  คุณชายน้อยเก็บดีๆนะ!”


เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีเจตนาหลอกเด็ก คืนเงินที่เกินไปสองเหรียญให้โก่วเอ๋อร์ และยื่นปิ่นปักผมสองอันนั้นใส่ในมือเขา


โก่วเอ๋อร์เก็บเงินไว้ในถุงเงินอย่างระมัดระวัง จากนั้นยื่นปิ่นปักผมอันหนึ่งในมือให้เหอจิ่วเหนียง


“ท่านแม่ ปิ่นปักผมอันนี้ข้าให้ท่านขอรับ!”


ปิ่นปักผมที่โก่วเอ๋อร์มอบให้เหอจิ่วเหนียงเป็นปิ่นดอกเหมย ทำให้คนที่ใช้ประดับดูอ่อนเยาว์ลง และสง่างามยิ่งขึ้น


เหอจิ่วเหนียงรับมาดู นางรู้สึกชอบมาก รสนิยมในความงามของเด็กน้อยคนนี้ไม่เลวเลย


นางนั่งยองๆลง และยื่นปิ่นปักผมให้เขาพลางกล่าว “มา ปักให้แม่สิ!”


โก่วเอ๋อร์เหลือบมองแม่ค้าขายปิ่นเพื่อดูว่านางปักปิ่นบนศีรษะด้านไหน จากนั้นหันกลับมาปักให้มารดาตามแบบของท่านป้าผู้นั้น


“งามหรือไม่?” เหอจิ่วเหนียงกล่าวถาม


“งดงามมากขอรับ! ท่านแม่เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่ข้าเคยเจอมาแล้วขอรับ!”


เด็กน้อยปากหวานยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงคว้าเขามากอด และหอมแก้มเขาไปหนึ่งฟอด


แม่ค้าขายเครื่องประดับเห็นดังนั้นแววตาก็เต็มไปด้วยความอิจฉา “ฮูหยินท่านนี้ช่างวาสนาดีจริงๆ คุณชายน้อยอายุแค่นี้ก็รักแม่มากขนาดนี้ ช่างหายากจริงๆ!”


“ขอให้สมพรปากดังท่านว่านะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับ ในใจรู้สึกอบอุ่นมาก คราวก่อนที่โก่วเอ๋อร์ซื้อปิ่นบุปผาให้เหลียนฮวา นางก็แค่พูดไปเช่นนั้น ไม่นึกเลยว่าเด็กน้อยคนนี้จะเก็บไปใส่ใจจริงๆ หัวใจของผู้เป็นแม่อย่างนางแทบจะละลายอยู่แล้ว 


“อีกอันเป็นของท่านย่าเจ้าหรือ?”


“ขอรับ! อันนี้เหมาะกับท่านย่าขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างตื่นเต้น และยื่นปิ่นปักผมในมือให้เหอจิ่วเหนียงดู


ปิ่นปักผมอันนี้ดูเรียบง่ายกว่า ปลายปิ่นมีเพียงหินโมราแดงเม็ดหนึ่งประดับไว้เท่านั้น เรียบง่ายทว่าสง่า เหมาะกับสตรีสูงวัยอย่างนางซุนมาก


ตอนที่ 133: ท่านแม่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงเพียงคาดเดา คิดไม่ถึงว่าโก่วเอ๋อร์จะซื้อให้นางซุนจริงๆ ในใจคนเป็นแม่ยิ่งรู้สึกชื่นชมเขา บุตรชายคนนี้ช่างรู้ความยิ่งนัก ไม่เสียแรงที่นางซุนรักและเอ็นดูเขามากตลอดหลายปีที่ผ่านมา


“เก่งมากลูกแม่ ในเมื่อซื้อให้ท่านย่าแล้ว ของท่านปู่ไม่มีไม่ได้นะ เข้าใจหรือไม่?”


“เข้าใจขอรับ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้ท่านปู่ดีขอรับ”


เด็กชายกลุ้มใจเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาซื้อของขวัญให้ครอบครัว แท้จริงแล้วต้องบอกว่า เขาไม่เคยมีประสบการณ์การซื้อของขวัญให้ใครมาก่อน


“เช่นนั้นเดินดูอีกรอบก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงก็คิดไม่ออกว่าควรซื้ออะไรให้ผู้เฒ่าลู่ดี แต่อย่างไรเสียพวกนางก็ยังไม่กลับ ค่อยๆหาจนเจอของที่ถูกใจแล้วค่อยว่ากันก็ได้


ทั้งสองซื้อของกินเต็มไม้เต็มมือ ถือลำบากจริงๆ ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงพาโก่วเอ๋อร์ไปนั่งพัก ฟังเรื่องเล่าในหอน้ำชา และถือโอกาสนี้กินของกินที่ซื้อมาให้หมด


ตอนนี้เป็นเวลาที่นักเล่าเรื่องเล่าเรื่องในตำราที่กำลังเป็นที่นิยมพอดี ในยุคสมัยนี้ คนที่อ่านหนังสือออกมีน้อยมาก คนที่ซื้อตำราเรื่องเล่ามาอ่านก็ยิ่งมีน้อย แต่คนที่ยอมจ่ายเงินดื่มชาและฟังเรื่องเล่ากลับมีจำนวนมาก บรรยากาศในหอน้ำชาจึงครึกครื้นและเต็มไปด้วยผู้คน


เหอจิ่วเหนียงจ่ายเงินแล้ว เสี่ยวเอ้อร์พานางขึ้นมาชั้นบน ที่นั่งชั้นบนจะราคาแพงกว่า แต่ก็เห็นได้ชัดกว่า


สองแม่ลูกได้ที่นั่งริมหน้าต่าง นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ได้เห็นภาพบรรยากาศเช่นนี้ และเขาก็นั่งฟังเรื่องเล่าอย่างตั้งใจ


เรื่องเล่าในวันนี้เป็นเรื่องเล่าการสืบคดี เป็นคดีซับซ้อนอีนุงตุงนัง นักเล่าเรื่องบรรยายเก่งมาก ได้อรรถรส ดึงให้คนฟังมีอารมณ์ร่วมตาม


“ท่านแม่ ผู้หญิงคนนั้นช่างน่าสงสารยิ่งนักขอรับ!”


เมื่อฟังไปได้สักพัก เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ก็ทอดถอนใจ


เหอจิ่วเหนียงงุนงง “หืม?”


“ผู้หญิงคนนั้นถูกสามีของนางฆ่าขอรับ”


โก่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วแน่น ตั้งใจขบคิดคดีนี้อย่างละเอียด


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าบุตรชายตนเป็นคนฉลาด จึงช่วยเปิดทางให้เขา “หืม? บอกแม่ได้หรือไม่ว่าเจ้าคิดเช่นไร?”


“สามีของนางมีพิรุธขอรับ การกระทำของเขามีบางอย่างผิดปกติขอรับ”


“อืม จากนั้นล่ะ?”


“สภาพการตายของภรรยาเขาน่าเวทนามาก แต่ตอนเขาเห็นศพกลับไม่รู้สึกเสียใจ ทั้งยังย้ำอยู่ตลอดว่าเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เช่นนี้ไม่แปลกมากหรือขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์เงยหน้ามองมารดา แม้อายุเขายังน้อย แต่ก็รู้ว่าสตรีสวมเสื้อผ้าไม่มิดชิดเป็นเรื่องไม่เหมาะสม หากเป็นสามีทั่วไปก็คงต้องปกป้องร่างกายของภรรยาตนเอง อย่างน้อยก็หาอะไรมาคลุมให้สักหน่อย แต่ในเรื่องเล่าบอกว่า สามีมีท่าทางโศกเศร้าเสียใจมาก ทว่ากลับไร้ท่าทีจะปกป้องร่างของภรรยาตนอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเอาแต่ปัดเรื่องให้พ้นตัวด้วยซ้ำ


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม ไม่ได้ตอบคำถามเขา และย้อนถามกลับไป “แล้วเจ้าคิดเช่นไรล่ะ?”


“ผู้ชายคนนั้นเป็นคนฆ่าภรรยาตัวเอง แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แถมยังแสดงท่าทางเสียอกเสียใจตบตาคนอื่น คนผู้นี้เลวเกินไปแล้วขอรับ!”


เขากำหมัดเล็กๆแน่น ท่าทางโกรธมาก


เขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง แต่กลับจับพิรุธได้มากมายเช่นนี้นับว่าฉลาดมากจริงๆ ใจคนยากจะคาดเดา แม้เขาฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็ยืนยันว่าชายผู้นั้นเป็นมือสังหารที่ฆ่าภรรยาตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตัดสินความคิดบุตรชาย แม้ยังเด็ก แต่เขากลับมีความสามารถในการขบคิด นี่นับว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจ


นักเล่าเรื่องยังคงเล่าเรื่องต่อไป สองแม่ลูกตั้งใจฟังมาก…จนไม่ได้สังเกตเลยว่า…


ชายโต๊ะรอบข้างจับตาดูพวกนางสองแม่ลูกมาพักหนึ่งแล้ว


เหอจิ่วเหนียงผิวพรรณขาวผ่อง รูปร่างหน้าตางดงาม ใบหน้าไม่ได้ผัดแป้งทาชาดแต่กลับดูสดใสเปล่งปลั่ง หากนางไม่มวยผมบ่งบอกสถานะว่าแต่งงานแล้ว ก็ดูไม่ออกเลยว่านางออกเรือนแล้ว


เด็กน้อยข้างๆก็อีกคน ผิวขาวอมชมพูดูโดดเด่นยิ่ง อายุยังน้อยแต่กลับสามารถวิเคราะห์คดีเช่นนี้ได้อย่างถ้วนถี่ ยากที่จะไม่ดึงดูดให้คนรอบข้างสนใจได้


“เจ้าหนู เจ้าคิดว่ามือสังหารคือสามีของคนตายจริงๆหรือ?”


ชายคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้างๆโก่วเอ๋อร์โดยไม่สนใจสิ่งใด ปากกำลังพูดกับเด็กน้อยอยู่ก็จริง แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่เหอจิ่วเหนียงไม่กะพริบ ความตื่นเต้นและเจตนาแอบแฝงวูบไหวชัดเจนในแววตา


โก่วเอ๋อร์ที่กำลังฟังเรื่องเล่าอย่างตั้งใจเห็นชายแปลกหน้าพุ่งเข้ามานั่งด้วยก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่กลับไม่สนใจ ทั้งยังขยับตัวชิดเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น


เขาสัมผัสได้ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คนดี


เหอจิ่วเหนียงยื่นมือข้างหนึ่งโอบบุตรชายไว้ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าจะให้โอกาสเจ้าครั้งเดียว กลับไปนั่งที่ของตัวเองซะ”


“โอ้ แม่นางน้อย ช่างพูดจาน่าสนใจยิ่งนัก หอน้ำชาแห่งนี้ไม่ใช่ของเจ้าเสียหน่อย เหตุใดข้าจะนั่งตรงนี้ไม่ได้?”


เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้เก็บคำพูดของเหอจิ่วเหนียงมาใส่ใจเลย สตรีกับเด็กคนหนึ่ง จะทำอะไรเขาได้?


โก่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “พวกเราจ่ายเงินไปแล้ว!”


“ฮ่าๆๆ จ่ายเงินแล้วก็ใช่ว่าจะเป็นของพวกเจ้านี่ ข้า-อยาก-นั่ง-ตรงนี้!”


ขณะที่กล่าวเขาก็เหยียดขาทั้งสองออก คิดจะนั่งตรงนี้ไม่ลุก


และทันใดนั้น


เหอจิ่วเหนียงสาดชาที่เหลือในจอกใส่หน้าเขา กระชากผมของชายผู้นั้นในตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว และโขกศีรษะเขากับโต๊ะอย่างโหดเหี้ยม


ชายผู้นั้นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้มาก ในขณะที่เขาจะตะโกนเรียกคนมาช่วย ใบหน้ากลับถูกเท้าข้างหนึ่งเหยียบไว้


เหอจิ่วเหนียงถือกาน้ำชาร้อนๆราดให้เขาดูตรงหน้า พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าบอกเจ้าแล้ว ว่าเจ้ามีโอกาสเพียงครั้งเดียว”


กล่าวจบ น้ำชาร้อนๆก็ถูกราดลงบนปากของเขา เสียงโอดครวญราวกับหมูถูกเชือดดังลั่นขึ้น


“อ๊า! พวกเจ้ายังนิ่งอยู่ทำไม ยังไม่มาช่วยข้าอีก!”


“ปล่อยข้านะ! นางผู้หญิงบ้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร!”


“อ๊า อ๊า อ๊า! ร้อน ร้อน! ข้าไม่กล้าแล้ว ข้าไม่กล้าแล้ว!”


ภายในเวลาอันสั้น ชายผู้นี้ก็เปลี่ยนคำพูดทันที


โก่วเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ มองดูท่านแม่สั่งสอนคนเลวผู้นี้ด้วยแววตาระมัดระวัง


ท่านแม่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก เจ๋งจริงๆ!


รอกลับบ้านไป เขาจะขยันฝึกกังฟูขั้นพื้นฐานให้มากขึ้น จะได้แข็งแกร่งเหมือนท่านแม่เร็วๆ!


ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นชั้นบนเสียงดังรบกวนผู้คนที่กำลังตั้งใจฟังเรื่องเล่าอยู่ แม้กระทั่งนักเล่าเรื่องก็หยุดชะงักลงและมองขึ้นมาทางนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนก่อเรื่องในหอน้ำชา


ทุกคนพยายามมองไป กลับพบว่าเป็นสตรีรูปร่างหน้าตางดงามกำลังเหยียบหน้าชายคนหนึ่งอยู่ ใบหน้าชดช้อยเผยรอยยิ้มบางๆ แต่มือกลับถือกาน้ำชาร้อนๆราดปากชายผู้นั้นอย่างไม่ปรานี


ชายผู้นั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดปานจะขาดใจ พวกผู้ชายโดยรอบจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกสตรีนางนี้ถีบจนร่างกระเด็นออกไป ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนางดั่งเมฆลอยสายน้ำไหลชวนมอง ผู้คนเห็นแล้วก็อดปรบมือชื่นชมไม่ได้


*ปัง!*


กาน้ำชาถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแรง เหอจิ่วเหนียงปัดมือด้วยท่าทางรังเกียจ ก่อนจะจูงมือโก่วเอ๋อร์เดินลงชั้นล่าง


ชายเหล่านั้นไม่กล้าเข้าไปขวางนาง ทำได้เพียงมองนางเดินจากไป


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ออกจากหอน้ำชาแต่อย่างใด แต่พาโก่วเอ๋อร์ไปหานักเล่าเรื่อง และให้เงินหลายอีแปะเป็นรางวัลแก่เขา ก่อนถามด้วยเสียงต่ำ “ขอถามท่านนักเล่าเรื่องหน่อย มือสังหารคนนั้น ใช่สามีของผู้ตายหรือไม่?”


นักเล่าเรื่องยังตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หาย เดิมทีคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะเข้ามาหาเรื่องตน นึกไม่ถึงว่าจะมาถามคำถามนี้


เมื่อเห็นท่าทางงุนงงของนักเล่าเรื่อง เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าวต่อ “ต้องขออภัยด้วย ข้าแค่อยากพาลูกชายมานั่งฟังเรื่องเล่าเพลินๆ แต่กลับถูกคนพวกนั้นกวนใจ เมื่อครู่ลูกชายข้าเดาว่ามือสังหารอาจเป็นสามีของผู้ตาย เพื่อคลายความข้องใจให้ลูกข้า ข้าจึงถือวิสาสะเข้ามาถามน่ะเจ้าค่ะ”


ตอนที่ 134: เหตุใดพวกท่านถึงเพิ่งมา


นักเล่าเรื่องเข้าใจแล้ว มือใหญ่ยกลูบเคราพร้อมรอยยิ้ม มองโก่วเอ๋อร์ด้วยความชื่นชมเต็มเปี่ยม “คุณชายน้อยช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก มือสังหารเป็นสามีของผู้ตายจริงๆ ตอนที่ข้าอ่านตำราเรื่องเล่านี้ครั้งแรกข้ายังเดาไม่ออกเลย คุณชายน้อยต้องมีอนาคตไกลเป็นแน่!”


โก่วเอ๋อร์ได้ยินคำตอบก็หันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความดีใจ ใบหน้าเผยนัยขอคำชมอย่างเห็นได้ชัด


เหอจิ่วเหนียงให้เขาสมปรารถนา เอ่ยชมไปประโยคหนึ่ง ก่อนจูงมือเขาเดินออกจากหอน้ำชา


“ท่านแม่ คนเลวมีเยอะจังเลยขอรับ”


หลังออกมาจากหอน้ำชา จู่ๆ โก่วเอ๋อร์ก็กล่าวเช่นนี้ออกมาอย่างทอดถอนใจ ท่าทางกลัดกลุ้มอย่างมาก


เหอจิ่วเหนียงเป็นกังวลว่าเรื่องเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของบุตรชาย จึงกล่าว “ตอนนี้เจ้ายังเด็ก ไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนั้นหรอกนะ แม่จะปกป้องเจ้าจากทุกอย่างเอง”


ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็ตระหนักได้ว่าตนเองเด็กเกินไป ยามเห็นคนไม่หวังดีเข้ามาหาเรื่องกลับทำอะไรไม่ได้


เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคนเหล่านั้นถึงเข้ามาหาเรื่องพวกเขาสองคน ทั้งๆที่เขากับท่านแม่ก็แค่นั่งตั้งใจฟังเรื่องเล่าอยู่เฉยๆ


“บางคนเกิดมาก็นิสัยไม่ดี ไม่มีเหตุผลแล้ว หากเราเจอคนแบบนี้ก็ทำได้แค่ใจแข็ง ห้ามใจอ่อนอ่อนข้อให้เด็ดขาด หากจะทุบตีเขาก็ต้องทำจนพ่อแม่เขาจำเขาไม่ได้เลย เช่นนี้จึงจะเรียกได้ว่า ให้พวกเขาลิ้มรสของบทเรียนอย่างสาสม


“อื้ม! กลับไปข้าจะตั้งใจฝึกวรยุทธ์เป็นอย่างดี! จะเก่งกาจเหมือนท่านแม่ให้ได้ขอรับ!”


เขาเงยหน้ามองมารดา แววตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะน้อยๆของเขา ท่าทางอารมณ์ดีมาก


ส่วนเรื่องอื่น นางคร้านจะคิด หากคนผู้นั้นกล้ามาเอาคืน นางก็พร้อมจะสั่งสอนเขาอย่างเต็มใจอีกแน่นอน


สองแม่ลูกเข้าไปกินข้าวในหอสุรา กว่าจะกลับโรงเตี๊ยมฟ้าก็มืดแล้ว บนถนนยังคงครึกครื้น แต่โก่วเอ๋อร์กลับง่วงจนหลับไปแล้ว


เหอจิ่วเหนียงอุ้มเขาขึ้นไปห้องพักซึ่งต้องผ่านบริเวณห้องอาหารของโรงเตี๊ยม ลูกค้าที่นั่งกินข้าวอยู่เห็นสองแม่ลูกคู่นี้ก็สะดุดตาจน.อดมองไม่ได้ ช่างงดงามเพลินตาเสียจริง!


เดินทางมาทั้งวัน อีกทั้งยังออกไปเดินเที่ยวเล่นอยู่นาน เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อย จึงขอน้ำอุ่นจากเสี่ยวเอ้อร์มาล้างหน้าล้างตาก่อนจะเข้านอน


ตกดึกครึ่งคืน เวลาที่คนทั่วไปนอนหลับอย่างสบายไร้เรื่องรบกวน เหอจิ่วเหนียงกลับได้ยินเสียงคนแอบงัดประตูห้องตนเอง หญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืดโดยพลัน มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย 


ในที่สุดก็มาแล้ว


เสียงกรอบแกรบดังมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบกันเบาๆ “นางสารเลวนั่นทำให้ข้าต้องอับอายต่อหน้าคนมากมายเช่นนั้น ทั้งยังทำข้าเจ็บตัว คืนนี้ข้าไม่มีทางปล่อยมันไปเด็ดขาด!”


เจ้าของคำพูดดุดันนี้ก็คือชายที่ถูกเหอจิ่วเหนียงราดปากด้วยน้ำร้อนในหอน้ำชา ตอนนี้ปากเขาเป็นแผลพุพอง แต่จิตใจกลับยังไม่เลิกคิดชั่ว


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงไม่อยากทำให้เรื่องราวใหญ่โต หากนางตัวคนเดียวละก็ ชายคนนี้ไม่มีทางมีชีวิตรอดมาวางท่าอวดดีอยู่ตรงนี้แน่ แต่นางกังวลว่าจะทำให้ครอบครัวลู่ต้องเดือดร้อน จึงสั่งสอนอีกฝ่ายไปเบาๆ


แต่ในเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายรนหาที่ตายถึงที่เช่นนี้ นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะมอบความปรานีให้แล้ว


หญิงสาวยังไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด ทั้งยังหลับตาลงพักสายตาอีกด้วย จนกระทั่งกลุ่มคนโง่ด้านนอกแอบย่องเข้ามาอย่างช้าๆ ขณะกำลังจะลงมือ พวกเขากลับเห็นคนที่เดิมอยู่บนเตียง นั่งไขว่ห้างรอด้วยท่าทางเบื่อหน่ายอยู่ข้างโต๊ะแล้ว


“พวกเจ้าเร็วกว่านี้หน่อยได้หรือไม่ ช้าจริงๆ ข้ารอจนจะหลับอยู่แล้ว”


วาจานั้นทำให้เหล่าชายกักขฬะทั้งตกใจและรู้สึกว่าถูกเหยียดหยามอย่างแรง อย่างไรเสียพวกเขาก็มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าใคร การเคลื่อนไหวก็เบาที่สุดแล้ว


สตรีผู้นี้รู้ตัวได้อย่างไร!


ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหาคำตอบ ในเมื่อถูกจับได้แล้ว เช่นนั้นก็รีบลงมือซะ!


เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วชี้แนบปาก ส่งเสียง ‘ชู่~’ บอกพวกเขาอย่าส่งเสียงดัง ก่อนกล่าว “เบาเสียงหน่อยสิ หากรบกวนลูกข้าจนตื่น มันจะไม่เป็นผลดีต่อพวกเจ้านะ”


ชายเหล่านั้นรู้สึกว่าอำนาจของตนถูกเหยียบย่ำเกินไปแล้ว หนึ่งในนั้นง้างไม้กระบองในมือพร้อมพุ่งเข้ามา เหอจิ่วเหนียงเบี่ยงตัวหลบ พร้อมกับชิงไม้กระบองจากอีกฝ่ายมาได้อย่างง่ายดาย และตีจนชายผู้นั้นส่งเสียงร้องโอดโอย


ในห้องมืดเกินไป คนที่เหลือมองเห็นไม่ชัดว่าสตรีผู้นี้ลงมือเช่นไร ได้ยินเพียงเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของสหายเท่านั้น


ชายปากพุพองคนนั้นกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ เขาพุ่งตัวเข้าไปลุยเอง แต่ยังไม่ทันถึงตัวเหอจิ่วเหนียง ก็ถูกไม้กระบองฟาดปากพุพองนั่นจนร่างกระเด็นออกไปแล้ว พร้อมกับฟันร่วงไปหลายซี่


“อ๊า! ฟันของข้า! ฟันข้าร่วงหมดแล้ว!”


เสียงตะโกนดังลั่นของเขาทำให้โก่วเอ๋อร์ตกใจตื่น เหอจิ่วเหนียงโกรธมาก พุ่งเข้าไปคว้าร่างเขาแล้วฟาดกระบองใส่ไม่ยั้ง


ในเมื่อบุตรชายตื่นแล้วนางก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีก ดังนั้นจึงลงมือรุนแรงขึ้น จนร่างของพวกโจรชั่วกองกับพื้น


และแล้วเสียงครึกโครมจากห้องของเหอจิ่วเหนียงก็ทำให้แขกในโรงเตี๊ยมสะดุ้งตื่นและพากันออกมาดู เหอจิ่วเหนียงหันไปเหลือบมองก็เห็นชายชุดขาวคนหนึ่งอยู่ด้านหน้าสุดของฝูงชน


ดึกๆดื่นๆ ยังสวมหน้ากากประหลาดชวนตกใจเช่นนี้อีก


“รบกวนคุณชายแจ้งทางการให้ข้าด้วย โจรพวกนี้ทำชั่วโดยไม่สนกฎบ้านเมืองเลยจริงๆ!”


ชายปากพุพองได้ยินว่านางจะแจ้งทางการจึงร้องโวยวาย “นี่เจ้าจะแจ้งทางการอย่างนั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร! เจ้า…”


เขาเบ่งก้ามยังไม่ทันจบ เหอจิ่วเหนียงก็หยิบผ้าขี้ริ้วจากโต๊ะด้านข้างมายัดปากเขา เมื่อครู่ฟันเขาร่วงไปหลายซี่ เลือดจึงเต็มปาก เห็นแล้วน่าสะอิดสะเอียนมาก


หลินอี้ผิงไม่คาดคิดว่าตนแค่มาดูว่าเกิดอะไรขึ้น กลับถูกสตรีใช้งานเสียได้ เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย และสั่งให้ลูกน้องไปที่ศาลาว่าการ ส่วนตนยังคงจดจ้องเหอจิ่วเหนียงไม่วางตา


“คนอะไร แต่งตัวก็ดีแต่จิตใจชั่วช้า ดึกๆดื่นๆเช่นนี้ไม่นึกเลยว่าจะแอบย่องเข้าห้องผู้หญิงที่ออกเรือนแล้ว ช่างเลวทรามจริงๆ!”


“นั่นน่ะสิ โชคดีนะที่นางเก่งกาจ ไม่อย่างนั้นต้องเจอกับความอัปยศเป็นแน่!”


“ดึกแล้วเช่นนี้ ไม่รู้ว่าทางการจะรับเรื่องหรือไม่”


หลินอี้ผิงได้ยินคำวิจารณ์ของทุกคน เขายกมือกอดอกยืนมองเหอจิ่วเหนียง รู้สึกได้ว่าสตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา


ผู้ชายกลุ่มนี้มีอาวุธอยู่ในมือ แต่ก็ไม่อาจเข้าใกล้สตรีผู้นี้ได้เลย ทั้งยังถูกทำร้ายปางตายด้วย และคนพวกนี้นอกจากชายที่ถูกตีจนฟันร่วงแล้ว คนอื่นก็ล้วนมีฝีมือในการต่อสู้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายยังถูกทารุณอย่างโหดเหี้ยม


“เจ้าหน้าที่มาแล้ว!”


มีคนตะโกนขึ้น ทุกคนรีบเปิดทางให้ทันที ชายเหล่านั้นเห็นเจ้าหน้าที่มาก็รู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหล


ชายปากพุพองเข้าไปกอดขาเจ้าหน้าที่ ร้องไห้พรั่งพรูเสียงสะอึกสะอื้น  “เหตุใดพวกท่านถึงเพิ่งมาล่ะ ฮือๆ”


เจ้าหน้าที่ “…”


คนอื่นๆ “…”


ทว่าเพียงไม่นานเจ้าหน้าที่ก็ควบคุมตัวผู้ต้องหาไป โรงเตี๊ยมกลับสู่ความสงบอีกครั้ง


เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารและน้ำอุ่นขึ้นมาให้เหอจิ่วเหนียง พร้อมกล่าวอย่างขอลุแก่โทษ “ขออภัยจริงๆขอรับ ทำให้ฮูหยินและคุณชายน้อยตกใจแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นการชดเชยจากโรงเตี๊ยมของเรา หวังว่าแม่นางจะไม่รังเกียจ”


เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในระหว่างที่เหอจิ่วเหนียงเข้าพักในโรงเตี๊ยมพวกเขา ผู้ดูแลจึงกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อโรงเตี๊ยมได้ ดังนั้นจึงรีบจัดการอย่างดีที่สุด


“ยกไปให้คุณชายห้องข้างๆสักชุดด้วยเถอะ เก็บเงินกับข้า”


เหอจิ่วเหนียงนึกถึงชายสวมหน้ากากผู้นั้น ดูเหมือนว่าเมื่อครู่เขากลับเข้าไปในห้องที่อยู่ข้างๆ


อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนช่วยนางแจ้งเรื่องกับทางการ ส่งของไปขอบคุณสักหน่อยก็นับว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ


“ขอรับ”


เสี่ยวเอ้อร์รับคำด้วยความเคารพแล้วเดินออกไป จากนั้นโก่วเอ๋อร์จึงก้าวเท้าสั้นๆ โผเข้าอ้อมแขนของเหอจิ่วเหนียง และกล่าวอย่างแผ่วเบา “ท่านแม่!”


ตอนที่ตกใจตื่นขึ้นมาเขารู้สึกหวาดกลัวมาก แต่เมื่อเห็นท่านแม่กำลังจัดการกับคนเลว เขาจึงข่มความกลัวเอาไว้ไม่เพิ่มภาระให้ท่านแม่ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว เขาจึงกล้าเผยออกมา


ตอนที่ 135: โก่วเอ๋อร์ตกใจ


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของบุตรชายเช่นนี้ก็รู้สึกสงสารจับใจ “เอาละ ไม่มีอะไรแล้วนะลูก”


หากไม่คิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับครอบครัว นางไม่มีทางปล่อยคนพวกนั้นไปง่ายๆแน่


“คนพวกนั้นยังจะมาอีกหรือไม่ขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์เงยหน้าถามมารดา นัยน์ตาสั่นระริก


“ไม่มาแล้วละ พวกเขาถูกทางการจับตัวไปแล้ว นี่ เสี่ยวเอ้อร์ยกของกินขึ้นมาให้ เจ้าหิวหรือไม่?”


นางอุ้มบุตรชายขึ้นมานั่งบนตัก และให้เขาดูอาหารที่เสี่ยวเอ้อร์นำมา


โก่วเอ๋อร์ซุกตัวในอ้อมแขนนาง ส่ายหน้าช้าๆ “ไม่หิวขอรับ”


“เช่นนั้นก็นอนกันเถอะ พรุ่งนี้แม่ยังมีเรื่องต้องทำอีก”


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่หิวเช่นกัน นางดับไฟในตะเกียง แล้วอุ้มโก่วเอ๋อร์ไปนอน


อาจเป็นเพราะเผชิญกับเรื่องสะเทือนขวัญมาก คืนนี้โก่วเอ๋อร์ฝันร้ายทั้งคืน เขาฝันว่ามีคนมารังแกท่านแม่ และท่านแม่ก็ถูกคนเหล่านั้นพาตัวไป


“ไม่ ท่านแม่ ไม่!”


เด็กชายสะดุ้งตื่นพร้อมน้ำตา ทันทีที่ลืมตาก็เห็นเหอจิ่วเหนียงอยู่ข้างกายด้วยท่าทางกระวนกระวาย เด็กขวัญหายไม่รอช้า โผกอดคนที่ถูกลักพาตัวไปในความฝันแล้วร้องไห้อย่างหนัก “ฮือๆๆ ท่านแม่ อย่าจากข้าไปนะขอรับ… ฮือๆๆ”


เด็กไม่ว่าจะฉลาดหรือรู้ความเพียงใดแต่ตอนนี้เขาก็ยังเป็นแค่เด็กวัยสามขวบ อีกทั้งไม่ได้รับการฝึกฝนกายใจจากผู้เป็นพ่อ ยามเกิดเรื่องเช่นนี้โก่วเอ๋อร์จึงรู้สึกไม่ปลอดภัยและรับมือกับอารมณ์ไม่เป็น


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ทำให้เขาตกใจจนตัวสั่นขวัญหายมากจริงๆ จึงร้องไห้อย่างหนักถึงเพียงนี้


เด็กน้อยเครียดจนเริ่มมีไข้ในตอนกลางดึก ละเมอพูดพร้อมกับร้องไห้ตลอดเวลา คนที่เขาพูดถึงมากที่สุดก็คือท่านพ่อและท่านแม่ เหอจิ่วเหนียงทั้งเอ็นดูและสงสารจับใจ


หากไม่ใช่เพราะทิ้งบุตรชายไว้ที่โรงเตี๊ยมคนเดียวไม่ได้ละก็ นางต้องไปสั่งสอนคนพวกนั้นเพื่อระบายความโกรธในใจแน่นอน


โชคดีที่เวลาต่อมากระทั่งแสงตะวันส่องฟ้า ไข้ของโก่วเอ๋อร์ลดลง อาการทางจิตใจจึงดีขึ้นตามไปด้วย


“ลูกรักของแม่ ไม่ต้องกลัวนะ แม่อยู่นี่ แม่จะไม่ทิ้งเจ้าไปไหน”


เหอจิ่วเหนียงกอดปลอบบุตรชายอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้นก็นึกเสียใจขึ้นมาที่พาโก่วเอ๋อร์มาด้วย


โลกภายนอกซับซ้อนยิ่งนัก โก่วเอ๋อร์อายุเพียงเท่านี้ ต้องมาพบเจอเรื่องสะเทือนขวัญถึงสองครั้งสองคราติดต่อกัน เกรงว่าต้องกระทบกระเทือนจิตใจและส่งผลต่อร่างกายเขาไม่น้อยเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงปลอบลูกน้อยอยู่ครู่ใหญ่ อารมณ์ของโก่วเอ๋อร์จึงจะค่อยๆดีขึ้น สองแม่ลูกกินอาหารเช้าเสร็จ จากนั้นไปรวมตัวกับหมอซ่งที่โรงหมออวี้หยวน


โก่วเอ๋อร์ตัวติดเหอจิ่วเหนียงตลอด อยู่ในอ้อมกอดนางเงียบๆอย่างเชื่อฟัง ไม่ได้ร่าเริงเหมือนเมื่อวาน


ซ่งฉือมองแวบเดียวก็ดูออกถึงความผิดปกติ “ลูกชายเจ้าเป็นอะไรไปหรือ?”


“ไม่มีอะไร แค่ไม่สบายนิดหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเล็กน้อย อุ้มเด็กน้อยจะเดินผ่านไป


ซ่งฉือเดินตามแล้วกล่าว “ให้ข้าช่วยเจ้าอุ้มสักครู่ก็ได้”


ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็ซุกตัวเข้าอ้อมกอดเหอจิ่วเหนียงยิ่งขึ้น หมายความว่าไม่ยอมให้คนอื่นอุ้ม


เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าวปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ข้าอุ้มเอง”


ด้วยความสามารถของเหอจิ่วเหนียง การอุ้มโก่วเอ๋อร์ด้วยแขนข้างเดียวจึงไม่ใช่ปัญหา


เห็นอารมณ์ของเด็กน้อยไม่ค่อยดี หมอชราซ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอะไร อย่างไรเสีย ก่อนหน้านี้ก็ได้ทำสัญญากันแล้วว่าเหอจิ่วเหนียงสามารถพาบุตรชายไปออกตรวจด้วยได้ แต่หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นนางจะต้องรับผิดชอบเพียงผู้เดียว


อีกอย่าง อาการของเด็กน้อยในตอนนี้ หากฝืนใจบังคับเขา สถานการณ์คงจะยิ่งแย่กว่านี้


ดังนั้นพวกเขาจึงขึ้นรถม้าออกเดินทาง เหอจิ่วเหนียงสองแม่ลูกย่อมนั่งรถม้าคันเดียวกัน


เด็กชายเพิ่งมีอาการป่วยเมื่อคืน สภาพจิตใจของเขาก็ไม่ค่อยดีนัก จึงอิงกายแนบชิดเหอจิ่วเหนียงตลอดทาง


เมื่อถึงจุดหมาย เหอจิ่วเหนียงอุ้มบุตรลงจากรถม้า เมื่อเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่โตตรงหน้า เขาจึงคล้องคอเหอจิ่วเหนียงไว้แน่น


เขารู้สึกกลัวเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงรับรู้ถึงความกลัวของเขา จึงตบหลังเขาเบาๆเพื่อปลอบ “ไม่ต้องกลัวนะ แม่จะอุ้มเจ้าเอง”


“ขอรับ”


โก่วเอ๋อร์ตอบรับอย่างเชื่อฟัง ครู่หนึ่งก็ไม่รู้สึกกลัวถึงเพียงนั้นแล้ว


ผู้ดูแลที่ออกมาต้อนรับเห็นเหอจิ่วเหนียงพาบุตรชายมาด้วย สีหน้าก็เผยความไม่พอใจเล็กน้อย จึงกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จวนตระกูลเกาใช่ว่าใครจะเข้าออกก็ได้ตามใจ”


เหอจิ่วเหนียงไม่เอ่ยอะไร รอให้หมอซ่งเป็นคนจัดการ


อย่างไรเสียท่านหมอชราก็เคยเป็นหมอหลวงจากวัง และรักษาคุณหนูแซ่เกามานาน นับว่ารู้จักมักคุ้นกับผู้ดูแลคนนี้ หมอซ่งจึงเอ่ยแนะนำด้วยรอยยิ้ม “นี่คือท่านหมอเหอ เป็นหมอคนใหม่ของโรงหมออวี้หยวน ด้วยทักษะวิชาแพทย์ของนางที่เหนือกว่าข้า ต้องรักษาอาการป่วยของคุณหนูเกาได้แน่ เพียงแต่ทางครอบครัวของท่านหมอเหอไม่สะดวก นางจึงต้องดูแลลูกชายด้วยตัวเอง ท่านผู้ดูแลอะลุ่มอล่วยให้ได้หรือไม่?”


ผู้ดูแลได้ยินว่าสตรีมีลูกผู้นี้มีทักษะวิชาแพทย์เหนือกว่าท่านหมอซ่งไหนเลยจะเชื่อ สายตาเหลือบมองเหอจิ่วเหนียงอย่างพิจารณา แต่กลับพบเพียงสีหน้าท่าทางสงบนิ่งของอีกฝ่าย ไร้ท่าทีเกรงกลัว ยอมรับคำชมของท่านหมอซ่งด้วยท่าทีราบเรียบ ชั่วขณะนั้นเขาก็ยากจะตัดสินใจ


อย่างไรเสียหมอที่พาลูกมาออกตรวจโรคด้วยเช่นนี้ นางนี่แหละที่เป็นคนแรก


หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็กล่าวออกมา “มอบเด็กให้สาวรับใช้ในจวนช่วยดูแลก่อน…”


“ไม่ได้” เหอจิ่วเหนียงตัดบททันควัน “ลูกชายข้าป่วยตั้งแต่เมื่อคืน ข้าไม่วางใจ ท่านวางใจเถอะ เขาเป็นเด็กเชื่อฟัง ไม่มีทางรบกวนเจ้านายในจวนแน่นอน”


นี่เป็นเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงต้องยืนกราน อาการของโก่วเอ๋อร์ยังไม่คงที่ นางไม่วางใจฝากให้คนอื่นดูแลในตอนนี้… เพียงแต่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้นางตระหนักได้ว่า ครั้งหน้านางจะไม่พาโก่วเอ๋อร์ออกมาด้วยอีกแล้ว


ผู้ดูแลบ้านขมวดคิ้ว เขาเองก็ไม่กล้าตัดสินใจเอง จึงกล่าว “รอประเดี๋ยว ข้าจะไปถามฮูหยินก่อน”


กิริยาของผู้ดูแลนับว่าไม่แย่ เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางยิ้ม หลังจากผู้ดูแลเดินกลับไป โก่วเอ๋อร์ก็เอ่ยด้วยความน้อยใจเล็กน้อย “พวกเขาไม่ชอบข้า”


เด็กน้อยความคิดอ่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเป็นคนฉลาดมากแต่เดิมอยู่แล้วด้วย


เหอจิ่วเหนียงยิ่งรู้สึกเสียใจที่พาเขามาด้วย นางเอ่ยด้วยความปวดใจ “ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ชอบเจ้าหรอก เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าเจ้าเก่งและเชื่อฟังมากแค่ไหน หากพวกเขารู้ ต้องชอบเจ้ามากแน่นอน”


นางปลอบใจลูกน้อยเบาๆ…โดยไม่ได้รับรู้ถึงแววตาอัน.อบอุ่นของซ่งฉือที่อยู่ข้างๆเลย


…ที่แท้เวลาที่นางปลอบใจลูกก็เป็นเช่นนี้นี่เอง แม้แต่เสียงก็ไพเราะน่าฟังยิ่งนัก


ได้ยินมาว่าสามีของนางจากบ้านไปไกลนานหลายปีแล้วยังไม่กลับมา…นานเสียจนคงยากจะกลับมาแล้ว


เช่นนั้นตนก็…


ซ่งฉือเป็นบุตรชายคนสุดท้อง เรียนวิชาแพทย์ตามบิดาตั้งแต่เด็ก อายุก็เลยวัยแต่งงานมานานแล้ว แต่กลับยังไม่เจอคนถูกใจเสียที


ตลอดมาเขาคิดว่าตนเองไม่รีบ ทว่านับตั้งแต่ที่ได้พบเหอจิ่วเหนียงในวันนั้น เขาก็หลงใหลในตัวนางจนถึงขั้นเอาไปฝัน


เขาคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบเจอกันอีก นึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งนางจะกลายมาเป็นสหายร่วมงานเช่นนี้ได้


ซ่งฉือคิดว่า นี่คือพรหมลิขิตที่สวรรค์กำหนดเอาไว้


ไม่นานนักผู้ดูแลก็ออกมา “ฮูหยินมีใจเมตตา เข้าไปเถอะ”


ซ่งฉือยืนส่งพวกเขาเข้าไปด้านใน ส่วนตนกลับไปโรงหมอ


อาการป่วยของคุณหนูจวนเกานั้น วิชาแพทย์ของเขาไม่ถึงขั้นที่จะช่วยเหลือได้ ดังนั้นจึงไม่ตามเข้าไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้นายท่านของจวนไม่พอใจ


เหอจิ่วเหนียงและหมอซ่งเดินตามผู้ดูแลเข้าไป คฤหาสน์แห่งนี้ไม่ธรรมดาเลย มีลานกว้างแบ่งเป็นหลายชั้นจากข้างนอกเข้าไปข้างใน มีศาลาหลายหลัง ราวกับกำลังเดินอยู่ในสรวงสวรรค์ก็มิปาน


เมื่อมาถึงเรือนของคุณหนูเกา ฮูหยินเกอสองแม่ลูกได้รออยู่แล้ว หมอซ่งกล่าวแนะนำ “ฮูหยิน คุณหนู ท่านนี้คือท่านหมอเหอ เป็นหมอคนใหม่ของโรงหมออวี้หยวน”


เหอจิ่วเหนียงที่อุ้มบุตรชายอยู่โค้งคำนับอย่างมีมารยาท ฮูหยินเกาอดที่จะมองนางอย่างพิจารณาไม่ได้


รูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก เด็กในอ้อมแขนก็หน้าตาดีมากเช่นกัน…คนเช่นนี้ เหตุใดมองแล้วถึงไม่เหมือนกับคนที่รู้วิชาแพทย์เอาซะเลย


“หากท่านหมอเหอสามารถรักษาซีเอ๋อร์ให้หายได้จริง ตระกูลเกาของเราต้องตกรางวัลอย่างหนักแน่นอน”


ฮูหยินเกาพยักหน้าพลางกล่าว ในน้ำเสียงไม่บ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกใด เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเชื่อในฝีมือของเหอจิ่วเหนียง


ตอนที่ 136: คล่องแคล่วจนชำนาญ


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า วางโก่วเอ๋อร์ลงแล้วกล่าวเสียงเบา “รอแม่ก่อนนะ”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และไปยืนรออยู่ตรงมุมหนึ่ง ในมือถือนกแก้วน้อยที่เหอจิ่วเหนียงซื้อให้เมื่อวาน


ฮูหยินเกาแปลกใจเล็กน้อยที่เด็กน้อยเชื่อฟังมากถึงเพียงนี้ พลันนั้นก็ทำให้ความไม่สบอารมณ์ภายในใจนางคลายลงไป


เหอจิ่วเหนียงเริ่มจับชีพจรให้คุณหนูเกา จากนั้นตรวจลิ้นและดวงตาของนาง


“เลือดและชี่ของคุณหนูเกาพร่องทั้งคู่ ความเย็นแทรกซึมเข้าร่างกายมากเกินไป จึงทำให้รักษามานานก็ยังไม่หายเจ้าค่ะ”


อาการเช่นนี้รักษาค่อนข้างยากจริงๆ คนทั่วไปมักจะมีอาการเลือดกับชี่พร่อง หรือไม่ก็ความเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นเช่นนี้การรักษาจะไม่ยาก แต่คุณหนูเกากลับมีอาการทั้งสองอย่างพร้อมกัน ดังนั้นการรักษาจึงซับซ้อนมากกว่าปกติ


คุณหนูเกาได้ยินดังนั้นก็ถามขึ้นทันที “เช่นนั้นรักษาหายได้หรือไม่?”


นางทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วยนี้มานานมากแล้ว…อีกทั้งก่อนหน้านี้ท่านหมอเคยบอกเอาไว้ว่า หากรักษาไม่หาย จะส่งผลต่อภาวะการมีบุตรยาก


ตอนนี้ครอบครัวได้จัดการเรื่องการแต่งงานให้นางแล้ว ปีหน้านางต้องออกเรือน หากถึงตอนนั้นแล้วยังรักษาไม่หาย…นางก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรแล้ว


“รักษาได้เจ้าค่ะ แต่คุณหนูเกาต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่”


สดับวาจาของหมอหญิงหน้าใหม่ สองแม่ลูกตระกูลเกาก็หันมองหน้ากันทันทีพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้น หลายปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนตอบนางอย่างมั่นใจว่า ‘รักษาได้’


ต้องบอกก่อนว่า แม้แต่ท่านหมอซ่งที่รักษาให้มานานก็บอกว่าต้องลองรักษาดูก่อน กระทั่งเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นผลแม้แต่น้อย


“โปรดท่านหมอเหอเขียนเทียบยาให้ด้วย”


ฮูหยินเกาที่ท่าทีเรียบนิ่งเมื่อครู่เปลี่ยนไปในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าพลันสดใส เรียกสาวใช้ไปนำพู่กันและกระดาษมา


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “อาการของคุณหนูเกาค่อนข้างซับซ้อน ต้องใช้เทียบยาหลายชนิดในการรักษา ข้าจะเขียนเทียบยาให้ ทำตามที่ข้าแนะนำก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”


ขณะกล่าวนางก็เริ่มเขียนเทียบยาแผ่นแรก เป็นเทียบยารักษาภายใน ปรับระดูให้กลับมาอบอุ่นตามปกติ


เทียบยาใบที่สองใช้สำหรับทาภายนอก นำสมุนไพรมาบดให้เป็นผง จากนั้นผสมกับสุราเหลืองแล้วทาบนสะดือ


เทียบยาใบที่สามเป็นเทียบยาสำหรับแช่เท้า นำสมุนไพรมาห่อผ้าขาวตามสัดส่วนที่กำหนด แล้วนำไปต้มมาแช่เท้า


ส่วนเรื่องการฝังเข็ม นางรู้ก็พอแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาเหล่านี้เสร็จก็ยื่นให้สาวใช้ข้างๆ อธิบายให้พวกนางฟังทีละขั้นตอน พวกนางฟังแล้วรู้สึกเวียนหัวไปหมด


“ข้าปวดท้อง เหตุใดต้องแช่เท้าด้วยล่ะ?”


คุณหนูเการู้สึกงุนงงมาก จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าหมอหญิงผู้นี้เชื่อถือไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงอธิบาย “คุณหนูมือเท้าเย็น นั่นเป็นเพราะความเย็นเข้าแทรกร่างกาย ที่เท้ามีจุดลมปราณอยู่หลายจุด ซึ่งส่งผลเป็นอย่างมาก จำให้แม่นว่าน้ำสำหรับแช่เท้าต้องเป็นน้ำร้อน และทางที่ดีที่สุด ถังแช่เท้าควรสูงกว่าน่องคุณหนู”


เช่นนี้ต้องสั่งทำถังโดยเฉพาะ แต่เรื่องนี้สำหรับตระกูลเกาไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด


สองแม่ลูกหันมองท่านหมอซ่ง หมอชราพยักหน้า “ที่ท่านหมอเหอกล่าวมาสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง”


เขารู้ว่าบริเวณเท้ามีจุดลมปราณอยู่ แต่ไม่รู้ว่าการแช่เท้าจะสามารถรักษาโรคได้ เห็นท่าทางของเหอจิ่วเหนียงนิ่งสงบ ในใจเขาก็ลอบตื่นเต้น หากได้เห็นเทียบยานั่นสักหน่อยคงจะดีไม่น้อย


แต่ตอนนี้แม้แต่จะเหลือบมองเทียบยาเหล่านั้นเขาก็ยังไม่กล้า เพราะก่อนหน้านี้ผู้ดูแลเหรินเคยบอกเขาแล้วว่าจะขอซื้อเทียบยาจากนางในราคาต่ำ เรื่องนี้ทำให้หมอชรารู้สึกละอายใจจริงๆ


ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เหอจิ่วเหนียงไม่ขายเทียบยาให้ผู้ดูแลเหรินก็เพราะเขาขอซื้อในราคาต่ำก็จริง แต่สำหรับท่านหมอซ่ง ทั้งสองออกตรวจโรคด้วยกัน ดังนั้นการพูดคุยเรื่องการรักษานับเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพียงแค่เขาเอ่ยปากขอดูเทียบยา เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางขวางเขาแน่ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่พูดออกมา เหอจิ่วเหนียงเองก็ไม่เอ่ยปากเตือนเขาเช่นกัน


“เร็วเข้า เร็วเข้า รีบไปซื้อสมุนไพรมา แล้วจัดการตามที่ท่านหมอเหอบอก!”


ฮูหยินเกาโบกมือบอกสาวใช้ให้รีบไปเตรียม เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “เชิญคุณหนูเข้าไปถอดเสื้อผ้าในห้องเจ้าค่ะ ข้าจะฝังเข็มให้”


ทั้งหมอและคนไข้ล้วนเป็นสตรี คุณหนูเกาจึงไม่ได้กังวลอะไร นางลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องทันที 


เหอจิ่วเหนียงนำลูกกวาดออกมาจากห้วงมิติให้โก่วเอ๋อร์เม็ดหนึ่ง จากนั้นกล่าวกับหมอซ่ง “รบกวนท่านหมอซ่งช่วยดูลูกข้าสักครู่นะเจ้าคะ”


ตอนนี้เขาเข้าไปข้างในไม่ได้ จึงต้องรับหน้าที่ช่วยดูแลเด็กน้อย ทว่าหมอสูงวัยมีหรือจะไม่ยินดี แรกพบเขาก็ชื่นชอบเสี่ยวโก่วเอ๋อร์มากแล้ว


เหอจิ่วเหนียงหยิบเข็มเงินออกมาฝังเข็มให้ดรุณีน้อย ความเร็วในการลงเข็มของนางทำให้ฮูหยินเกาถึงกับตกตะลึง


ก่อนหน้านี้นางก็เคยเห็นการฝังเข็มมาก่อน แต่หมอมีอายุเหล่านั้นล้วนครุ่นคิดอย่างรอบคอบก่อนจึงจะฝังเข็มลงไปแต่ละครั้ง แต่ท่านหมอเหอกลับฝังเข็มราวกับดำนา ราวกับไม่ต้องดูก็หยิบเข็มออกมาฝังลงไปเลย 


ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!


“ทะ ท่าน…ท่านหมอเหอ นี่ท่าน…นี่ท่านจะไม่ดูสักหน่อยหรือ?”


ฮูหยินเกากังวลว่านางจะฝังเข็มให้บุตรสาวผิดจุด จึงรีบเตือนด้วยความหวาดวิตก


“ข้าคล่องแคล่วจนชำนาญแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงตอบเพียงหกคำสั้นๆ


คุณหนูเการาวกับเป็นวัตถุโปร่งใสที่อยู่ตรงหน้านาง ตำแหน่งฝังเข็มอยู่ที่ใด ต้องฝังเข็มนานแค่ไหน นางไม่ต้องคิดคำนวณเลย


ฮูหยินเกาไม่กล้าซักไซ้อะไรอีก ถึงกระนั้นสีหน้ายังคงเผยความกังวล นางไม่เคยพบเจอหมอเช่นนี้มาก่อน


หลังฝังเข็มเสร็จ เหอจิ่วเหนียงกล่าว “รออีกหนึ่งชั่วยาม คุณหนูนอนหลับไปก่อนก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปรอข้างนอก”


กล่าวจบนางก็หันหลังเดินออกไป


ฮูหยินเกาเห็นท่าทางเย่อหยิ่งเล็กน้อยของอีกฝ่ายแต่ไม่ได้พูดอะไร คนที่วางท่าหยิ่งผยองเช่นนี้โดยปกติมักจะเป็นคนมีฝีมือจริง เช่นนั้นก็รอดูอาการของบุตรสาวนางก่อนก็แล้วกันว่าจะดีขึ้นบ้างหรือไม่


“ท่านแม่”


เห็นมารดาเดินออกมา โก่วเอ๋อร์ก็คิดว่าเสร็จแล้วจึงวิ่งไปหา


“เจ้าหิวหรือง่วงแล้วล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงจูงมือเขามานั่ง โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้าพลางเอ่ยถาม “พวกเราจะกลับกันแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”


“ยังไม่เสร็จเลย เจ้าเบื่อแล้วหรือ?”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ เหอจิ่วเหนียงลองหยั่งเชิง “เช่นนั้นคราวหน้าแม่ไม่พาเจ้ามาแล้วดีกว่า ให้เจ้าอยู่บ้านกับท่านปู่ท่านย่า ดีหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้ตอบในทันที เขากำลังครุ่นคิด ตอนนี้เขารู้สึกเบื่อเล็กน้อยจริงๆ และเมื่อคืนเขาก็ตกใจมาก แต่การออกตรวจของท่านแม่แต่ละครั้งก็หลายวันกว่าจะกลับบ้าน เขาเองก็อยากอยู่กับท่านแม่


“ครั้งต่อไปข้าจะเอาตำราเล่มเล็กมาด้วยขอรับ”


คำตอบของเขาหมายความว่า เขาไม่อยากอยู่บ้าน


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างจนปัญญา ท้ายที่สุดแล้วเด็กน้อยคนนี้ก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดี เขากลัวว่ามารดาจะทิ้งเขาไป


หญิงสาวรู้สึกสงสารเขามาก เอามือคลำกระเป๋าหน้าอก แล้วล้วงเอาตำราเล่มเล็กออกมายื่นให้เขา “ดูนี่สิ ว่าอะไร”


แววตาโก่วเอ๋อร์เปล่งประกายขึ้นทันใด เขาร้องถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ซื้อมาตั้งแต่เมื่อไรหรือขอรับ?”


แน่นอนว่านางเอาออกมาจากห้วงมิติ แต่นั่นไม่สำคัญ อย่างไรเสียขอแค่สามารถปลอบประโลมบุตรชายของนางได้ก็พอแล้ว


เสี่ยวโก่วเอ๋อร์รับตำราเล่มเล็กมาเปิดดู และแล้วตำราเล่มใหม่ก็ทำให้เด็กชายไม่เบื่ออีกแล้ว


หมอซ่งเห็นเขาสนใจและเพลิดเพลินมากจึงเดินเข้ามาดูด้วย และแล้วเขาก็ต้องอุทานด้วยความตกใจ “นี่มันตำราวรยุทธ์ล้ำค่านี่!”


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก


“ก็แค่วรยุทธ์ง่ายๆ สำหรับเด็กน่ะเจ้าค่ะ เขาสนใจเรื่องนี้มาก”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเก้อๆ โชคดีที่ตำราเล่มนี้ไม่ได้มีสีสันฉูดฉาดเหมือนตำราที่บ้าน ไม่อย่างนั้นท่านหมอซ่งต้องสงสัยแน่


ฮูหยินเกาเดินออกมา เมื่อเห็นว่าสายมากแล้วจึงสั่งสาวใช้ข้างกาย “ใกล้ถึงมื้อเที่ยงแล้ว เจ้าไปเตรียมอาหารมาให้พวกท่านหมอซ่งหน่อยเถอะ”


“เจ้าค่ะ”


สาวใช้รับคำสั่งแล้วไปจัดการทันที ฮูหยินเกาเดินมาด้วยรอยยิ้ม และเอ่ยถามเหอจิ่วเหนียง “อาการป่วยของซีเอ๋อร์ ต้องระวังเรื่องอาหารการกินด้วยหรือไม่?”


ตอนที่ 137: นางมีจุดอ่อน


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ห้ามกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น และต้องรักษาร่างกายให้อบอุ่น เดี๋ยวข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงให้ สามารถกินพร้อมมื้ออาหารได้เจ้าค่ะ”


สิ่งที่ฮูหยินเกาต้องการคือเทียบยาบำรุงนั่นเอง นางคลี่ยิ้มกว้างทันที และให้สาวใช้พาพวกเขาไปกินข้าว


ในตอนนี้เองที่หมอซ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับเหอจิ่วเหนียง “อาการป่วยของคุณหนูเกา ท่านหมอเหอมั่นใจกี่ส่วน?”


“เก้าส่วนเจ้าค่ะ”


หมอซ่งผงะอยู่ในใจ ทว่าท่าทางภายนอกยังสงบนิ่ง “ท่านหมอเหอช่างมีฝีมือเลิศล้ำจริงๆ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างสุภาพ “ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ร่างกายของคุณหนูเกาอ่อนแอมาตั้งแต่ออกจากครรภ์แล้ว ร่างกายอ่อนแอมานาน การปรับสมดุลร่างกายจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ภายในชั่วยามเดียว อย่างน้อยต้องใช้เวลาไปอีกปีครึ่งเจ้าค่ะ”


หมอชราพยักหน้าเห็นด้วย การปรับสมดุลร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาจริงๆ


อาหารที่ตระกูลเกาจัดเตรียมให้หมอซ่งและคณะมีหลากหลายรายการ เหอจิ่วเหนียงตักแบ่งใส่ถ้วยเล็กๆให้โก่วเอ๋อร์ เด็กน้อยถือถ้วยตักกินเอง เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงไม่จำเป็นต้องกังวล


เหอจิ่วเหนียงและหมอซ่งกินไปพลางพูดคุยเรื่องอาการป่วยของคุณหนูเกา หญิงสาวบอกว่าเทียบยาที่ตนเขียนให้เหล่านั้นยอดเยี่ยมมาก อีกทั้งยังอธิบายหลักการทั่วไปอย่างอื่นด้วย


อดีตหมอหลวงทั้งตกตะลึงทั้งตื่นเต้น ไม่คิดเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะบอกเรื่องนี้กับเขาด้วย


“นึกไม่ถึงว่ามีหลักการเช่นนี้ด้วย ข้าละอายใจยิ่งนัก!”


หมอสูงวัยถอนหายใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียแรงที่ตนเคยอยู่ในวัง ทว่าความรู้ความสามารถกลับยังเทียบแม่นางน้อยผู้นี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ!


“ท่านหมอซ่งอย่าพูดเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ ข้าก็แค่เคยอ่านตำรามาเยอะ ซึมซับภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน ถึงได้รู้จักเทียบยาเหล่านี้ก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพูดความจริง นางทะลุมิติมาจากโลกยุคใหม่ สังคมก้าวหน้าทันสมัย ความรู้ วัฒนธรรมประเพณีก็ถูกพัฒนาเช่นกัน บรรพบุรุษหลงเหลือแกนหลักสำคัญไว้ให้ เมื่อมรดกทางภูมิปัญญาเหล่านั้นถูกนำมาประยุกต์ด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่กลุ่มของพวกนางศึกษาวิจัย ท่านหมอซ่งในฐานะที่เป็นคนยุคเก่าย่อมเทียบไม่ได้อยู่แล้ว


นางไม่มีทางดูถูกคนที่มีความสามารถในยุคนี้แน่นอน เพราะมีคนเหล่านี้ จึงมีความรู้ที่ถูกถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลัง


ที่นางมีวันนี้ได้ก็เพราะคนรุ่นเก่านั่นเอง


ท่านหมอซ่งข่มขื่นในใจแต่พูดออกมาไม่ได้ เขาเองก็เรียนรู้ทักษะการแพทย์จากคนรุ่นเก่ามาเหมือนกัน แต่เหตุใดถึงไม่เคยรู้วิธีเหล่านี้เลย?


เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังทุกข์ใจจริงๆ เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะเอ่ยไม่ได้ “หากท่านมีตรงไหนไม่เข้าใจก็ถามได้ หากข้ารู้ ข้าบอกแน่นอนเจ้าค่ะ”


“จริงหรือ?” ดวงตาหมอชราพลันลุกวาว “เอ่อ… ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าท่านไม่…”


“ท่านเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ” เหอจิ่วเหนียงเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะพูด “ตอนนั้นที่ท่านผู้ดูแลเหรินเจรจาเรื่องเทียบยากับข้า ราคาที่เขาเสนอให้ข้าต่ำเกินไป ข้าจึงไม่ตกลง แต่กรณีของข้ากับท่านไม่เหมือนกัน เราสองคนต้องทำงานร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนวิชาแพทย์กันเป็นเรื่องที่สมควรเจ้าค่ะ”


“เช่นนั้นก็วิเศษจริงๆ!”


หมอซ่งตบหน้าขาด้วยความดีใจ จะว่าไป เขาอายุปูนนี้แล้ว อีกทั้งดำรงอาชีพหมอมากว่าค่อนชีวิต แต่ยังอยากเรียนรู้วิชาแพทย์จากแม่นางน้อยคนหนึ่ง อันที่จริงก็เป็นเรื่องที่น่าอายเหมือนกัน แต่โอกาสที่ได้เรียนรู้วิชาเลิศล้ำเช่นนี้ จะน่าอายหรือไม่ก็ไม่สำคัญแล้ว!


หลังจากกินข้าวเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ไปถอนเข็มให้คุณหนูเกา จากนั้นก็เขียนเทียบยาบำรุงร่างกายเพิ่มให้ผู้ป่วย


“จะต้องฝังเข็มติดต่อกันเจ็ดแปดวัน ยามซื่อของทุกวันข้าจะมาฝังเข็มให้คุณหนูนะเจ้าคะ”


กล่าวจบหมอหญิงก็เตรียมจะเดินออกไป


ฮูหยินเการีบถามขึ้น “ท่านหมอเหอพักอยู่ที่ไหนหรือ หากไม่สะดวก เข้ามาพักที่จวนเราก็ได้”


“ขอบคุณน้ำใจของฮูหยินมากเจ้าค่ะ ข้าพาลูกมาด้วย เกรงว่าคงไม่สะดวก พักที่โรงเตี๊ยมสะดวกกว่าเจ้าค่ะ”


หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาในวันนี้ เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมจะพาโก่วเอ๋อร์กลับ ตอนนี้ยามอู่ เป็นเวลานอนกลางวันพอดี เสี่ยวโก่วเอ๋อร์หาวไปหลายครั้งแล้ว


ฮูหยินเกาให้สาวใช้ไปส่งพวกเขาที่หน้าประตู และมอบเงินค่ารักษาให้ยี่สิบตำลึง


จุจุจุ ตรวจโรคให้ตระกูลเศรษฐีได้ค่าตอบแทนเยอะขนาดนี้เชียว


“รบกวนท่านหมอเหอแล้วที่ช่วยรักษาคุณหนูของพวกเรา ฮูหยินบอกเอาไว้แล้วว่าหากอาการคุณหนูดีขึ้นจะมอบรางวัลให้อย่างหนักเจ้าค่ะ!”


เห็นหมอหญิงท่านนี้มีความสามารถจริง สาวใช้ก็ไม่กล้าเสียมารยาท ท่าทางเคารพอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก


“เป็นเรื่องที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว นางอุ้มลูกน้อยอยู่ไม่สะดวกรับเงิน หมอซ่งจึงรับมา กล่าวคำเกรงอกเกรงใจไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ขึ้นรถม้ากลับ


ประตูจวนที่คณะหมอซ่งใช้ผ่านเข้าออกเป็นประตูด้านข้าง พวกเขาจึงไม่ได้สังเกตเลยว่า…


มีบุรุษคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ที่ประตูหลัก และจ้องมองมาที่พวกเขา


“คุณชายหลิน เชิญทางนี้ขอรับ”


คนที่ยืนอยู่ข้างกายบุรุษผู้นั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้นำตระกูลเกา--เกาถิง ตระกูลเกาเป็นตระกูลที่มีอำนาจในจิงโจวตระกูลหนึ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชายหลินผู้นี้แล้ว พวกเขายังต้องปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง


หลินอี้ผิงละสายตากลับมาจากเหอจิ่วเหนียง นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอนางที่จวนตระกูลเกา จึงกล่าวถาม “ผู้หญิงคนเมื่อครู่นั่นมีความสัมพันธ์อะไรกับจวนเจ้าหรือ?”


เกาถิงงุนงงเล็กน้อย เขาสนใจแต่การดูแลหลินอี้ผิง จึงไม่ได้สังเกตสตรีผู้นั้นเลย


โชคดีที่คนข้างกายเขามีไหวพริบ จึงแอบกระซิบข้างหูเขาเบาๆ เขาจึงตอบกลับ “อ๋อ ผู้หญิงคนนั้นคือหมอหญิงที่ถูกเชิญมารักษาอาการป่วยของลูกสาวข้าขอรับ”


“ออกตรวจโรคยังต้องพาลูกมาด้วยหรือ”


หลินอี้ผิงยิ้มเล็กน้อย รู้สึกพูดไม่ถูก


เกาถิงอธิบาย “จากที่รู้มานางไม่มีสามี ลูกยังเล็ก ค่อนข้างติดแม่น่ะขอรับ”


ที่แท้ก็เป็นม่ายสาวนี่เอง


หลินอี้ผิงได้รู้จักเหอจิ่วเหนียงเพิ่มขึ้นอีกขั้น วรยุทธ์เก่งกาจ มีทักษะทางการแพทย์ ทั้งยังเป็นสาวม่ายอีกด้วย


คนเช่นนี้ หากเขาได้มาใช้งาน อาจกลายเป็นอาวุธทรงประสิทธิภาพมากทีเดียว


ที่สำคัญที่สุดก็คือ …นางมีจุดอ่อน


“คุณชายหลิน เรารีบเข้าไปคุยเรื่องที่จิ้งอ๋องสั่งมากันเถอะ!”


แม้จะเป็นวาจาเร่งเร้าแต่เกาถิงก็เอ่ยด้วยความเคารพ คุณชายท่านนี้เป็นคนข้างกายจิ้งอ๋องที่จิ้งอ๋องเชื่อใจที่สุด ยิ่งตอนนี้ได้รู้ว่าตระกูลเกาจะได้ร่วมมือกับจิ้งอ๋องแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากจริงๆ เขาแทบรอไม่ไหว!


ตระกูลเกาเป็นตระกูลที่ทำการค้า แม้ในยุคสมัยนี้จะไม่ค่อยมีข้อจำกัดเกี่ยวกับผู้ทำการค้า ครอบครัวที่ทำการค้ายังสามารถสอบรับตำแหน่งขุนนางได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับสถานะ แม้จะได้เป็นขุนนาง แต่ก็ไม่ใช่ขุนนางตำแหน่งใหญ่โต


ก่อนหน้านี้ตระกูลเกาได้สร้างความสัมพันธ์กับคนมากมายเพื่อติดต่อกับคุณชายหลิน คุณชายหลินบอกว่า ตราบใดที่ยอมรับเงื่อนไขของจิ้งอ๋องได้ ก็จะมอบตำแหน่งขุนนางระดับดีๆให้คนในตระกูลเกาหนึ่งตำแหน่ง


หลินอี้ผิงละสายตากลับมา และเดินตามเกาถิงเข้าไปข้างในจวน

.......


เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์กลับไปนอนพักที่โรงเตี๊ยมพักหนึ่ง จากนั้นก็ออกมาเดินเล่นข้างนอก


ดูเหมือนว่าจะน่าเบื่อเล็กน้อย แต่อันที่จริงนางกำลังตรวจสอบการค้าเสื้อผ้าในเมืองแห่งนี้อยู่


สินค้าที่เถ้าแก่หยูสั่งซื้อกับนางตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างการผลิตอย่างเร่งด่วน ดังนั้นในเมืองหลักจึงยังไม่มีเสื้อคลุมขนสัตว์ขาย นางเดินเข้าร้านขายเสื้อผ้าหลายร้าน พบว่าส่วนมากเป็นเสื้อใยฝ้าย และเนื่องจากเสื้อผ้าค่อนข้างมีน้ำหนัก แบบในการตัดเย็บจึงไม่ได้สวยงามเป็นพิเศษนัก รูปแบบของเสื้อผ้าแต่ละร้านก็ไม่ได้ต่างกันมาก


“ท่านแม่ วันข้างหน้าพวกเราจะมาขายของที่นี่หรือไม่ขอรับ?”


เดินเข้าออกร้านเสื้อผ้ากับมารดามาหลายร้านแล้ว แต่กลับไม่ซื้ออะไรเลย โก่วเอ๋อร์จึงพอจะคาดเดาได้


“ลูกรักของแม่ฉลาดจริงๆ! แม่กำลังคิดว่า เสื้อผ้าขนสัตว์ของพวกเราดีขนาดนั้น เหตุใดถึงไม่มาขายในเมืองหลักล่ะ”


“ต่อไปพวกเราจะมาอยู่ในเมืองหลักหรือขอรับ?”


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงไม่เคยคิดมาก่อน นางย้อนถามบุตรชายกลับ “เจ้าอยากอยู่ในเมืองหลักหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ตั้งใจขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมา “อยากขอรับ เวลาท่านแม่ออกตรวจโรคก็ไม่ต้องนั่งรถม้านานๆ แล้วพวกเราก็ไม่ต้องไปพักที่โรงเตี๊ยม จะได้ไม่เจอคนเลวพวกนั้นอีก”


ตอนที่ 138: มีเงินไม่เอาก็โง่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงใคร่ครวญตามคำพูดของบุตรชายอย่างถ้วนถี่ โก่วเอ๋อร์พูดถูก ต่อไปนางต้องมาตรวจโรครักษาคนที่เมืองหลักบ่อยๆ พักที่โรงเตี๊ยมตลอดคงไม่ใช่เรื่องดี สู้ซื้อบ้านไว้ที่นี่สักหลังดีกว่า วันข้างหน้าหากคนในครอบครัวมาทำการค้าที่เมืองหลักก็จะได้มีที่พักด้วย


อีกอย่าง มีบ้านเป็นของตัวเอง ต่อไปเวลานางออกไปตรวจโรคก็ไม่ต้องพาโก่วเอ๋อร์ไปด้วยแล้ว นางก็จะทำงานได้สะดวก โก่วเอ๋อร์ก็ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นแล้ว


“ตกลง เราจะซื้อบ้านในเมืองหลักกัน”


อย่างไรเสียนางก็ยังมีเงินอยู่ไม่น้อย ทรัพย์สินจากหอคณิกาที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ในเฉียนโจวครานั้นทั้งหมดอยู่ที่นาง อีกอย่าง หากเงินไม่พอจริงๆ นางก็สามารถนำของดีจากห้วงมิติออกมาขายได้ เพียงแค่ไม่อาจนำมาวางขายอย่างโจ่งแจ้งได้ก็เท่านั้น


หลังจากเดินเล่นไปรอบหนึ่งโก่วเอ๋อร์ก็รู้สึกเหนื่อย เหอจิ่วเหนียงอุ้มเขาขึ้นมา ไม่นานเด็กน้อยก็ผล็อยหลับไป เหอจิ่วเหนียงกลับไปที่โรงหมออวี้หยวนอีกครั้ง


ซ่งฉือเห็นคนที่มา รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่อาจปิดบังได้


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดอะไร ตอนนี้นางช่วยตระกูลซ่งหาเงิน ในสายตาของตระกูลซ่ง นางเปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทอง การที่ซ่งฉือเห็นนางแล้วยิ้มแย้มด้วยความดีใจเช่นนี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ


“เสี่ยวอวี้หลับแล้วหรือ พาเขาไปนอนพักในเรือนพักรับรองหลังโรงหมอเถอะ”


ซ่งฉือเชื้อเชิญ เมื่อเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงมีความลังเลเล็กน้อย เขาจึงรีบเอ่ยต่อ “เป็นเรือนของครอบครัวข้าเอง ปลอดภัยแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงอุ้มลูกอยู่ตลอดเช่นนี้คงไม่สะดวก ประเดี๋ยวยังต้องคุยธุระอีก ต้องรบกวนการนอนของโก่วเอ๋อร์แน่นอน ดังนั้นจึงตอบตกลง


เรือนด้านหลังโรงหมอส่วนมากเป็นที่พักอาศัยของหมอและคนในโรงหมอ เหลือห้องรับแขกเอาไว้สองห้อง ห้องหนึ่งเป็นห้องพักของผู้ดูแลเหริน อีกห้องยังว่างอยู่ สามารถให้โก่วเอ๋อร์นอนพักได้พอดี


ภายในห้องสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก แม้ผ้าปูกับผ้าห่มจะไม่ใช่ของใหม่แต่ก็ซักสะอาด เหอจิ่วเหนียงวางโก่วเอ๋อร์นอนลงบนเตียง และค่อยๆเดินออกไปกับซ่งฉืออย่างเงียบๆ


“ท่านหมอซ่งน้อย ขอบคุณมากจริงๆ ตอนนี้ท่านหมอซ่งว่างอยู่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างสุภาพและมีมารยาท…รอยยิ้มของหญิงม่ายทำเอาหัวใจของซ่งฉือเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุมได้


“ว่าง ว่าง ท่านหมอเหอตามข้ามาเถอะ”


ซ่งฉือกระตือรือร้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้เขาเป็นหมอที่สำเร็จวิชาแพทย์แล้วคนหนึ่ง เคยออกตรวจโรครักษาคนป่วยมาก็หลายครั้งหลายครา ทำให้เขามีความทะนงตนอยู่บ้าง คิดว่าการที่ตนสำเร็จวิชาแพทย์ตั้งแต่อายุเท่านี้นับว่าไม่เลวเลย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง ความสามารถของเขานั้นไม่อาจเทียบนางได้เลยแม้แต่น้อย


สตรีที่เขาชอบมีฝีมือและความสามารถเหนือกว่าเขามาก นี่ช่างเป็นความกดดันที่สูงมากทีเดียว


แต่ในเมื่อชอบไปแล้ว เช่นนั้นเขาก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิมให้ได้ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่คู่ควรกับนางให้ได้!


ทว่าเหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรับรู้ว่าในใจอีกฝ่ายตอนนี้คิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว ตอนนี้เองหมอซ่งก็เพิ่งเขียนเทียบยาให้คนไข้เสร็จ ดื่มชาไปอึกหนึ่ง จากนั้นก็เห็นบุตรชายของตนพาเหอจิ่วเหนียงเข้ามาหา เมื่อเห็นอีกฝ่าย คนอายุมากอย่างเขาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ


“ท่านหมอซ่งเกรงใจเกินไปแล้ว อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงรีบปราม จากนั้นนั่งลงบนม้านั่งข้างๆ แล้วเอ่ยขึ้น “สำหรับเรื่องติดตามอาการป่วยของคุณหนูเกา ข้ามีความคิดบางอย่าง ก็เลยอยากคุยกับท่านหมอซ่งสักหน่อยเจ้าค่ะ”


หมอซ่งได้ยินว่าจะคุยเรื่องอาการป่วยก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เขาคลุกคลีกับวิชาแพทย์มาทั้งชีวิต แม้ตอนนี้อายุจะมากแล้ว แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งจิตใจใฝ่รู้วิชาของเขาได้


“ท่านหมอเหอรีบพูดมาเถอะ ข้าจะจดจำไว้”


ตอนนี้ไม่มีใครอยู่พอดี หมอซ่งหยิบพู่กันและกระดาษออกมาและนั่งตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง ท่าทางตั้งใจเหมือนกับเด็กนักเรียนที่เพิ่งเริ่มเข้าเรียนไม่มีผิด


ซ่งฉือเองก็อยากถือโอกาสเรียนรู้ด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะออกไป และนั่งลงข้างๆผู้เป็นบิดา


เหอจิ่วเหนียงเข้าเรื่อง “คืออย่างนี้เจ้าค่ะ อาการป่วยของคุณหนูเกาจะต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลาปีครึ่ง ข้าจะทำหน้าที่ฝังเข็ม โดยจะมาฝังเข็มให้นางเดือนละครั้ง ส่วนที่เหลืออาจต้องรบกวนท่านหมอซ่งเป็นคนจัดการเจ้าค่ะ”


“ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง แค่ท่านหมอเหอบอกมา ข้าจัดการให้แน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงเห็นเขานั่งตัวตรง และตอบนางฉะฉานเป็นพิเศษ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าชายชราผู้นี้น่ารักมาก ดังนั้นจึงบอกเทียบยาส่วนหนึ่งกับเขา เพื่อให้เขาได้นำไปใช้กับอาการป่วยของคุณหนูเกา


เหอจิ่วเหนียงอธิบายได้อย่างละเอียดมาก แม้แต่ช่วงเวลาใดเหมาะใช้ยาชนิดใด ช่วงเวลาใดควรใช้เทียบยาชนิดใดต้มแช่เท้า นางบอกรายละเอียดอย่างชัดเจน หมอซ่งตั้งใจจดลงกระดาษ ทุกอย่างที่เหอจิ่วเหนียงฝากฝังล้วนจดลงไปทั้งหมด


เมื่อมองเทียบยาเป็นปึกในสองมือก็อดใจสั่นไม่ได้ “นะ…นี่ นี่มันเทียบยาล้ำค่าเช่นนี้ ทะ…ท่าน ท่านหมอเหอบอกข้าหมดเลยหรือ?”


“ข้าถูกชะตากับท่านก็เลยบอก แต่เทียบยาเหล่านี้ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนนะเจ้าคะ ต้องเพิ่มหรือลดปริมาณของยาตามอาการของผู้ป่วยด้วยเจ้าค่ะ”


ท่านหมอซ่งพยักหน้าหงึกหงัก “ข้อนี้ข้ารู้ดี ในเมื่อท่านยินดีให้เช่นนี้ ข้าก็ไม่อาจรับมาเปล่าๆได้ วันข้างหน้าหากมีผู้ป่วยที่ต้องใช้เทียบยาเหล่านี้ในการรักษา ข้าจะแบ่งเงินค่ารักษาให้ท่านครึ่งหนึ่ง ถือเป็นการร่วมมือการค้ากัน”


เหอจิ่วเหนียงยอมรับข้อเสนอนี้ด้วยความยินดี มีเงินไม่เอาก็โง่แล้ว


อันที่จริงนางไม่ได้อยากบอกเทียบยาเหล่านี้กับตระกูลซ่งในตอนนี้ เพียงแต่อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่อาจปิดบังได้อยู่แล้ว ตราบใดที่คนตระกูลซ่งต้องการ ก็สามารถเอาเทียบยาเหล่านี้จากสาวใช้ตระกูลเกาก็ได้แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้นางบอกไปเลยดีกว่า ทั้งยังสร้างความประทับใจที่ดีได้ด้วย


เหมือนอย่างตอนนี้ที่ได้ส่วนแบ่งจากค่ารักษามาครึ่งหนึ่งอย่างไรล่ะ


“อีกอย่าง ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านหมอซ่งช่วยด้วยเจ้าค่ะ”


ให้ประโยชน์ไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยความต้องการที่แท้จริงออกมา


หมอซ่งสองพ่อลูกวางท่าภูมิฐานพร้อมให้ความช่วยเหลือ “บอกมาได้เลย!”


ท่าทางเคร่งขรึมแบบกะทันหันของพวกเขาทำให้เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน แต่ก็กลั้นยิ้มเอาไว้ นางกล่าว “ท่านหมอซ่งอาศัยอยู่ในเมืองจิงโจวมานานหลายปี คงคุ้นเคยสถานที่มาก ข้าอยากจะซื้อบ้านในเมืองหลักสักหลัง วันหน้าเข้าเมืองมาจะได้มีที่พักอาศัย ท่านพอจะมีนายหน้าที่ไว้ใจได้แนะนำให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”


“ท่านหมอเหอจะซื้อบ้านอย่างนั้นหรือ แต่เมืองจิงโจวเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง พื้นที่ทุกตารางชุ่นล้วนแพงมากนะ…”


หมอซ่งลอบมองนางอย่างไม่แน่ใจ เขารู้ว่าครอบครัวของนางเป็นครอบครัวที่ลี้ภัยมา ครั้งแรกที่เจอกัน เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ราวกับขอทาน แม้ครั้งนี้จะสวมเสื้อผ้าดีกว่าตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นของมีราคาแพง ก็แค่ดูดีกว่าคนชนชั้นกลางเล็กน้อย หากอยากซื้อบ้านที่นี่ จะต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย


เขาคิดว่าตอนนี้เหอจิ่วเหนียงยังไม่มีความสามารถที่จะซื้อได้


“หากท่านหมอเหอยินดี จะพักที่บ้านข้าก็ได้ บ้านข้ามีห้องพักแขกอยู่ ต่อให้พาเสี่ยวอวี้มาด้วยก็สะดวกสบาย”


ได้ยินท่านพ่อตนกล่าวเช่นนี้ ซ่งฉือก็หันมองเขาด้วยความตื่นเต้น หากท่านหมอเหอยินดีไปพักที่บ้านเขาจริง เช่นนั้นโอกาสที่จะไปมาหาสู่กันก็มีมากกว่าเดิมน่ะสิ!


เขากำมือด้วยความตื่นเต้น แทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว


ทว่าเหอจิ่วเหนียงรู้ว่าท่านหมอซ่งคิดเช่นไร และรับรู้ได้ถึงน้ำใจของเขา นางจึงยิ้มพลางกล่าว “เรื่องเงินตกลงกันได้ แต่เรื่องบ้านอย่างไรก็ต้องซื้อเจ้าค่ะ อย่างน้อยต้องเป็นบ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัวสักสามสี่ส่วนจะดีที่สุดเจ้าค่ะ ครอบครัวข้ามีกันหลายคน เวลาเข้าเมืองมาจะได้มีที่พักอาศัยสะดวก.สะดวก


นางคิดว่าลำบากครั้งเดียวจะได้สบายตลอด ซื้อไปเลย วันหน้าจะได้ไม่ต้องลำบากเกินไป


ตอนที่ 139: เงินถึงก็ตกลงกันได้


หมอซ่งสองพ่อลูกเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่นางกำลังพูดอะไรอยู่!?


ไม่เพียงซื้อบ้านเท่านั้น แต่จะซื้อหลังใหญ่อีกด้วย!


ทั้งยังบอกว่าเงินไม่ใช่ปัญหา!


ขณะที่หมอชรากำลังลังเลว่าควรเตือนนางดีหรือไม่ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “ไกลจากถนนสายหลักสักหน่อยก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ขอแค่เงียบๆสงบๆก็พอ”


ที่อยู่อาศัย นางไม่อยากให้มีเสียงดังรบกวนมากเกินไป


หมอซ่งสองพ่อลูกได้ยินดังนั้นถึงกับพูดไม่ออก ต่อให้อยู่ห่างจากถนนสายหลักแต่ก็ยังแพงมากอยู่ดี!


บ้านของตระกูลซ่งในปัจจุบันเป็นบ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัวสามส่วน บ้านหลังนี้ต้องทำงานเป็นขุนนางในวังหลายปี รวมกับรายได้ที่บ้านเปิดโรงหมอกว่าจะซื้อมาได้ เหอจิ่วเหนียงเพิ่งมาถึงก็จะซื้อบ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัวสี่ส่วนแล้ว จึงทำให้เขาตกตะลึงมาก


ที่แท้เหนือฟ้ายังมีฟ้าก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ในเมื่อนางสามารถเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างมั่นใจ นั่นก็หมายความว่านางไม่ได้ขาดแคลนเงินแต่อย่างใด


หมอซ่งจึงไม่ได้พูดอะไรอีก


เขาโบกมือกับบุตรชายด้วยท่าทางเหนื่อยล้าเล็กน้อย พลางกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฉือเอ๋อร์ เจ้าก็ไปช่วยถามๆ และหาบ้านดีๆสักหลังให้ท่านหมอเหอหน่อยเถอะ”


แม้ซ่งฉือจะรู้สึกผิดหวังที่เหอจิ่วเหนียงไม่พักอาศัยอยู่ที่บ้านของตน แต่ก็ยินดีที่จะไปจัดการเรื่องนี้ให้ จึงตอบรับคำและไปจัดการทันที


เหอจิ่วเหนียงเอามือถูจมูกเล็กน้อย จริงๆเลย เดิมทีก็แค่อยากถามหานายหน้าที่เชื่อใจได้ก็เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะใช้ให้ซ่งฉือไปช่วยนางหาเช่นนี้


นี่นับว่าเป็นการติดหนี้บุญคุณตระกูลซ่งหรือไม่


แต่อย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ใช่คนคิดเรื่องหยุมหยิม อย่างมากวันข้างหน้าก็มอบเทียบยาให้พวกเขาเพิ่มสักสองสามรายการก็ได้แล้ว


ในโลกแห่งวิชาแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเทียบยาไม่ใช่หรือ


ในขณะที่กำลังคิดว่าจะไปดูโก่วเอ๋อร์ว่าเขาตื่นหรือยัง ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา


เขาคือบุรุษสวมหน้ากากที่พักอยู่ข้างห้องเหอจิ่วเหนียงที่โรงเตี๊ยมนั่นเอง


“ช่างบังเอิญจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะเจอกันที่นี่อีก”


หลินอี้ผิงเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายเหอจิ่วเหนียงก่อน แม้เขาจะสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า มองไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่เพราะหน้ากากเป็นแบบที่เว้นช่วงปากไว้จึงทำให้เห็นมุมปากที่ยกโค้งขึ้นของเขาได้ เสียงที่พูดค่อนข้างร่าเริง ท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย


ทว่า ไม่รู้เพราะเหตุใด… เหอจิ่วเหนียงถึงรู้สึกว่าเขามีเจตนาร้าย


แม้เมื่อคืนเขาจะเป็นคนช่วยนางแจ้งทางการ แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าเขาจะเป็นคนดี


นางมองไปที่หลินอี้ผิงอย่างสุภาพและพยักหน้าทักทายเล็กน้อย จากนั้นก็หมุนตัวจะเดินไปเรือนหลังโรงหมอ ทันใดนั้นหลินอี้ผิงก็กล่าวขึ้น “ข้ามาหาหมอตรวจโรคน่ะ”


เหอจิ่วเหนียงมองหน้าเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “อืม ไปหาหมอท่านนั้นก็ได้ ข้าตรวจแค่โรคที่รักษายาก”


นางแค่ไม่อยากข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้ คนปกติที่ไหนจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าตลอดเวลา อีกทั้งอากาศยังร้อนเช่นนี้ ใบหน้าไม่อบอ้าวหรืออย่างไร


“เช่นนั้นก็พอดีเลย โรคที่ข้าเป็นนี่แหละ รักษายาก”


หลินอี้ผิงจ้องมองเหอจิ่วเหนียง แม้จะสวมหน้ากาก แต่คนถูกมองก็รับรู้ถึงสายตาแผดเผาของเขาได้


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ …ดูเหมือนจะแอบชอบนางกระมัง


“เป็นอะไรไป หรือเจ้าไม่มั่นใจว่าจะรักษาได้?”


เห็นนางเงียบไป หลินอี้ผิงจึงใช้วิธีกดดัน เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะด้วยความเย็นชา และหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนใจ


วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับนางหรอก


หลินอี้ผิงเงียบไป ก่อนจะล้วงเอาตั๋วเงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงออกมาหนึ่งใบ หมอซ่งที่อยู่ด้านข้างถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ และกระซิบกับเหอจิ่วเหนียง “ก็แค่รักษาโรคเท่านั้นเอง เจ้าตรวจให้เขาเถอะ เจ้าจะซื้อบ้านไม่ใช่หรือ ต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ!”


เหอจิ่วเหนียงเงียบไป…


แม้นางจะไม่ได้ขาดแคลนเงิน แต่ที่หมอซ่งกล่าวมาก็มีเหตุผล อีกอย่าง เงินที่นางมีอยู่นางก็ไม่เคยบอกใคร จู่ๆ เอาเงินออกมามากมายเช่นนั้นก็ยากจะอธิบายแหล่งที่มาของมันให้คนเข้าใจได้


“นั่งลงเถอะ”


เห็นชัดว่าน้ำเสียงของนางไม่ค่อยพอใจเท่าไร แต่ก็ยังตกลงรักษาโรคให้เขา หลินอี้ผิงเองก็ไม่รู้ว่าตนไปล่วงเกินสตรีผู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด


ทั้งๆที่เมื่อคืนนางยังให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมยกอาหารไปให้เขาเพื่อแสดงความขอบคุณอยู่เลย


โชคดีที่เขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เริ่มจับชีพจรให้เขา


“รู้สึกไม่สบายตรงไหน?”


“ปวดหัว”


เหอจิ่วเหนียงตรวจชีพจรของเขาอย่างละเอียด ก่อนจะเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างมีนัย แล้วเอ่ยด้วยความจริงจัง “อาการของเจ้าค่อนข้างร้ายแรง!”


หลินอี้ผิงคิดว่านางจงใจจะเอาคืน แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “อาการปวดศีรษะของเจ้าค่อนข้างร้ายแรงจริงๆ นอกจากนี้ยังมีโรคร้ายแรงอื่นๆแฝงอยู่เช่นกัน อย่างเช่นโรคไตพร่อง”


“นี่เจ้า! นี่เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!?”


หลินอี้ผิงไม่ได้กล่าว แต่เป็นองครักษ์ข้างกายเขาตะคอกออกมา นางแช่งเจ้านายของตนว่าเป็นโรคไตพร่องอย่างนั้นหรือ กล้าดีอย่างไร! ช่างไม่รู้จักกลัวตายเอาซะเลย!


“ข้าไม่ได้พูดจาเหลวไหล ตัวเจ้าเองรู้ตัวดี”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจองครักษ์ผู้นั้น นางบอกกับหลินอี้ผิงตรงๆ


“ช่วงนี้เจ้านอนไม่ค่อยหลับ มักจะปวดหัวอยู่บ่อยๆ ทั้งยังรู้สึกหงุดหงิด และขี้ลืมง่าย ที่สำคัญ ไม่อาจเสร็จกิจเรื่องอย่างว่าได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอาการของโรคไตพร่อง”


โชคดีที่หลินอี้ผิงสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ไม่อย่างนั้นสีหน้าแดงก่ำราวกับตับหมูด้วยความโกรธคงเผยออกมาให้ทุกคนเห็นเป็นแน่


ที่เขามาในวันนี้ก็แค่อยากหาข้ออ้างเพื่อได้เข้าใกล้เหอจิ่วเหนียงเท่านั้น ใครจะคิดว่าสตรีผู้นี้จะตรวจเจอโรคบ้านี่ได้!


อย่างไรก็ตาม อาการที่นางกล่าวมาล้วนเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงนี้จริงๆ โดยเฉพาะอาการนอนไม่หลับ และหงุดหงิดบ่อย


แต่นางเป็นสตรี มาพูดเรื่องอย่างว่าของบุรุษต่อหน้าคนอื่นเช่นนี้ได้อย่างไร ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!


คนเสียหน้าสูดลมหายใจเขาออกลึกๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “รักษาได้หรือไม่?”


“รักษาได้ แต่โรคนี้รักษายากหน่อย…”


หมอหญิงยังไม่ทันกล่าวจบ หลินอี้ผิงก็ล้วงเอาตั๋วเงินออกมาหลายใบแล้วยื่นให้นาง เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองเล็กน้อย ทุกใบล้วนเป็นตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึง นางจึงรับมาด้วยท่าทางเปี่ยมมารยาท


“ตรงนี้คนเยอะ เข้าไปในห้องส่วนตัวเถอะ ข้าจะตรวจหัวให้เจ้า”


ตรงนี้เป็นโถงรับแขก คนเยอะจริงๆ คนป่วยที่รอรับยาส่วนใหญ่ก็ได้ยินที่เหอจิ่วเหนียงพูดเรื่องไตพร่องเมื่อครู่แล้ว


“มีห้องส่วนตัวแล้วเหตุใดไม่บอกตั้งแต่แรก! นำทางไป!”


หลินอี้ผิงมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความโมโห เขารู้สึกว่าสตรีผู้นี้จงใจทำเช่นนั้น!


เหอจิ่วเหนียงยักไหล่เล็กน้อย …ใช่ นางจงใจทำเช่นนั้นจริงๆ


เจ้าของโรงหมอนำคนไปที่ห้องตรวจส่วนตัว ก่อนหน้านี้ตอนที่เหอจิ่วเหนียงบอกเทียบยาที่ใช้รักษาคุณหนูเกา หมอซ่งก็ได้รับอนุญาตให้สามารถสังเกตการรักษาของนางอยู่ข้างๆได้ หมออาวุโสยินดีอย่างยิ่ง ไม่แน่อาจได้เรียนรู้ทักษะจากนางสักทักษะสองทักษะก็ได้


เหอจิ่วเหนียงเริ่มตรวจศีรษะให้หลินอี้ผิง ทว่าสายรัดหน้ากากที่รัดหลังศีรษะนั่นช่างเกะกะยิ่งนัก นางจึงบอกออกไป “ถอดหน้ากากออกได้หรือไม่?”


“ไม่ได้”


หลินอี้ผิงกัดฟันตอบทันควัน


เหอจิ่วเหนียงเอ่ย “หากใบหน้าเจ้าเสียโฉม ข้าสามารถรักษาได้นะ ตราบใดที่เงินถึง ทุกอย่างก็ตกลงกันได้”


“ไม่-จำ-เป็น!”


หลินอี้ผิงรู้สึกว่าความ.อดทนของตนถึงขีดจำกัดแล้ว


และในตอนนี้เอง เหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็นรอยต่อเล็กๆที่หลังหูเขา


หญิงสาวสังเกตอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่า… นี่คือหน้ากากหนังมนุษย์!


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วด้วยความเคลือบแคลง คนผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา ภายใต้หน้ากากโลหะนี่ยังมีหน้ากากหนังมนุษย์อยู่อีกชั้น คงจะกลัวคนเห็นใบหน้าที่แท้จริงมากจริงๆ


สรุปก็คือ เป็นอย่างที่คาดเอาไว้… เขาไม่ใช่คนดี


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากข้องแวะกับคนเช่นนี้ แค่อยากรักษาโรคให้เขาเท่านั้น ดังนั้นนางจึงจะถือเสียว่าตนไม่รับรู้อะไร


“ที่เจ้าปวดหัวอยู่บ่อยๆ เป็นเพราะหัวของเจ้าได้รับบาดเจ็บรุนแรงมาก่อน เลือดยังคั่งอยู่ ฝังเข็มคลายเลือดที่คั่งก็ได้แล้ว ส่วนเรื่องไตพร่องจะต้องดื่มยารักษา”


เหอจิ่วเหนียงสรุปการรักษา องครักษ์ข้างกายรู้สึกตกใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าหมอหญิงผู้นี้จะเก่งกาจถึงเพียงนี้


หลินอี้ผิงก็นึกไม่ถึงว่านางจะตรวจเจอ เขากล่าวถาม “ง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


ตอนที่ 140: สตรีผู้นี้เก่งกาจยิ่งนัก


อาการปวดศีรษะของหลินอี้ผิง ตลอดหลายปีมานี้เขาก็หาหมอมาแล้วไม่น้อย หมอหลวงในวังก็ตรวจมานับครั้งไม่ถ้วน หมอพเนจรตรวจให้ก็มากโข ทั้งฝังเข็มทั้งดื่มยา แต่ก็ไม่ได้ผลแม้แต่ครั้งเดียว อีกทั้งหมอเหล่านั้นยังทำท่าทางทุกข์ใจอย่างหนักจนทำให้เขาปลง ว่าโรคนี้ของตนอย่างไรก็ไม่มีทางรักษาหายได้


แต่เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของเหอจิ่วเหนียงในตอนนี้ เขาก็รู้สึกว่า ชีวิตเต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง


ความหวังที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ ทำให้เขาไม่ได้โกรธนางเรื่องที่นางพูดเรื่องไตพร่องก่อนหน้านี้อีกแล้ว


เมื่อได้ยินหมอหญิงบอกว่าจะฝังเข็ม คนที่ดีใจที่สุดย่อมเป็นหมอซ่ง ก่อนหน้านี้ที่นางฝังเข็มให้คุณหนูเกาเขาอยู่ด้านนอก ไม่สามารถเข้าไปดูได้ ตอนนี้เป็นโอกาสดีแล้ว จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด!


ดังนั้นนักเรียนสูงวัยจึงกระตือรือร้นที่จะช่วยผู้ถ่ายทอดความรู้เตรียมเข็มเงินมาก


เหอจิ่วเหนียงหยิบเข็มเงินขึ้นมา และเตือนด้วยความหวังดี “โรคของเจ้าค่อนข้างร้ายแรง วิธีการฝังเข็มจึงค่อนข้างรุนแรงเช่นกัน เพราะฉะนั้นประเดี๋ยวจะรู้สึกเจ็บมาก เจ้าต้อง.อดทนล่ะ อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของเจ้าได้”


การฝังเข็มบนศีรษะเดิมทีก็อันตรายมากอยู่แล้ว เมื่อเหอจิ่วเหนียงกล่าวเช่นนี้ หมอซ่งก็หันไปบอกกับองครักษ์ของหลินอี้ผิง “เจ้าไปหาอะไรมาให้คุณชายของเจ้ากัดซะ ในเมื่อท่านหมอเหอบอกว่าเจ็บมาก ก็จะเจ็บมากอย่างที่นางว่าแน่นอน”


หลินอี้ผิงรู้สึกว่าตนเหมือนโดนดูถูก จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่ต้อง ลงมือเลยเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียง.อดกลอกตามองบนไม่ได้ แต่ก็ไม่พูดให้มากความอีก ยกเข็มเงินขึ้น แล้วเริ่มฝังเข็มทันที


ศีรษะเป็นส่วนที่ค่อนข้างแข็ง การฝังเข็มจึงยากลำบากเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงค่อยๆทำอย่างช้าๆ แต่หมอซ่งกลับรู้สึกว่ารวดเร็วจนเขามองไม่ทัน


ใบหน้าภายใต้หน้ากากของหลินอี้ผิงแดงก่ำ เขากัดฟันแน่นอย่าง.อดทน เส้นเลือด.บนหน้าผากปูดโปน


เหตุใดถึงเจ็บปวดมากเพียงนี้!


สตรีผู้นี้ต้องจงใจกลั่นแกล้งเขาเป็นแน่!


องครักษ์ที่มองอยู่ข้างๆ ก็ทำได้เพียงมองอย่างกระวนกระวาย จนกระทั่งอดไม่ได้ต้องกระซิบถามผู้เป็นนายเสียงเบา “ให้ข้าน้อยไปหาผ้ามาให้กัดหรือไม่ขอรับ?”


อันที่จริงหลินอี้ผิงต้องการมาก แต่เมื่อครู่พ่นวาจาน่าเกรงขามออกไปแล้ว หากเอาผ้ามากัดตอนนี้จะเสียหน้าได้ ดังนั้นคนรักษาหน้าตาจึง.อดทน และพยายามเปล่งคำออกมาอย่างยากลำบาก “ไม่…ต้อง!”


เหอจิ่วเหนียงเห็นสภาพเขาแล้วก็ลอบ.ยกยิ้มมุมปาก มือของนางเพิ่มความเร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย


เม็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากหลินอี้ผิงไหลลงมาเข้าตาเขา องครักษ์รีบเข้าไปเช็ดให้ทันที พร้อมกับหันไปเอ็ดเหอจิ่วเหนียง “เจ้าเบามือหน่อยสิ!”


“เบามือก็ไม่เห็นผลน่ะสิ เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่าเจ็บมาก”


สวนกลับจบ เหอจิ่วเหนียงก็หยุดมือลง ในตอนนี้เองหมอซ่งจึงได้สติ และรับรู้ว่านางฝังเข็มเสร็จแล้ว


สวรรค์! ที่เขาตั้งใจดูมาทั้งหมดเหมือนกับว่าไม่ได้เห็นอะไรเลย ทั้งๆที่เขาจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวอย่างละเอียดแล้ว!


ตำแหน่งฝังเข็มบนศีรษะมีมากมาย เข็มเงินเนืองแน่นเต็มไปหมด เหอจิ่วเหนียงฝังเข็มลงตำแหน่งใดเขาก็ไม่รู้ ฝังกี่เฟินเขายิ่งไม่รู้ สิ่งที่ดูมาทั้งหมด…ราวกับว่างเปล่า!


“นะ…นี่ มันต้องใช้เวลานานเพียงใดหรือ?”


หลินอี้ผิงสูดหายใจลึก รู้สึกว่าศีรษะทั้งเจ็บและบวม ทรมานมาก แทบอยากจะดึงเข็มบนศีรษะออกให้หมด


“อาการของเจ้าค่อนข้างรุนแรง ต้องใช้เวลาสามชั่วยาม เจ้าค่อยๆรอไปนะ”


เหอจิ่วเหนียงปัดมือเบาๆพลางกล่าว และเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ จากนั้นเริ่มเขียนเทียบยารักษาไตพร่องให้เขา


นางเขียนพลางกำชับคนไข้ “นอนให้เร็วขึ้นหน่อย ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งทำเรื่องอย่างว่าล่ะ ไม่อย่างนั้นการรักษาที่ทำมาจะไร้ผล…”


“หุบปากซะ!”


หลินอี้ผิงระงับอารมณ์โกรธและตะคอกลอดไรฟัน ผู้หญิงคนนี้เหตุใดถึงปากพล่อยขนาดนี้!


เขียนเทียบยาก็เขียนไปสิ จะพูดพล่ามวาจาเหล่านี้ออกมาด้วยเหตุใดกัน!


เหอจิ่วเหนียงหุบปากตามที่อีกฝ่ายบอก เขียนเทียบยาเสร็จก็ยื่นให้องครักษ์ข้างกายเขา ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


องครักษ์ดูเทียบยา ก่อนรีบเรียกรั้งหมอหญิงไว้แล้วเอ่ยถาม “เทียบยานี่ใช้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองหลินอี้ผิง ก่อนจะเบะปากกล่าว “เจ้านายเจ้าไม่ให้ข้าพูด”


หลินอี้ผิง “...”


หากไม่เห็นว่าผู้หญิงคนนี้มีประโยชน์ละก็ เขาไม่มีทางกดข่มความโกรธนี้ไว้เป็นแน่!


โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงยังมีเมตตาอยู่บ้าง นางมองไปที่หมอซ่งแล้วกล่าว “ท่านหมอซ่งรู้เทียบยานี้ เจ้าก็ถามเขาดูแล้วกัน”


กล่าวจบนางก็เดินออกจากห้องไป นางยังต้องไปดูบุตรชายของนาง


และแล้วภาพที่สตรีม่ายได้เห็นก็คือ เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ยังไม่ตื่น ทั้งยังนอนหลับสบายมาก น้ำลายไหลอีกด้วย


เหอจิ่วเหนียงเช็ดน้ำลายให้ลูกน้อยด้วยความรักใคร่ ก่อนจะหาวออกมาหนึ่งที แล้วขึ้นไปนอนกับบุตรชาย


ถึงอย่างไรก็ต้องรออีกสามชั่วยามกว่าจะถึงเวลาถอนเข็มให้คนผู้นั้น ถึงตอนนั้นฟ้าก็คงมืดพอดี เช่นนั้นตอนนี้นางขอพักผ่อนสักหน่อยแล้วกัน

…...


อาการของหลินอี้ผิงดีขึ้นบ้างแล้ว จากอาการของเขา ใช้เวลาในการฝังเข็มแค่สามวันก็พอ


องครักษ์ถามด้วยความกังวล “รู้สึกผิดปกติตรงไหนบ้างหรือไม่ขอรับ?”


ตอนที่เห็นท่วงท่าการฝังเข็มของเหอจิ่วเหนียง เขาจะเข้าไปขวางหลายรอบแล้ว ผู้หญิงคนนั้นราวกับเสียสติก็มิปาน ท่วงท่าการฝังเข็มราวกับแทงไปส่งๆ เขาเห็นแล้วรู้สึกหวาดเสียวมาก


ทว่านายท่านกลับไม่พูดอะไร เขาจึงไม่อาจผลีผลาม และกลัวจะทำลายแผนการของนายท่านด้วย


“ไม่มี”


ไม่เพียงไม่รู้สึกผิดปกติเท่านั้น แต่ยังรู้สึกสบายขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยด้วย เขาผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แล้วเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ผู้หญิงคนนี้เก่งกาจจริงๆ”


เขารู้จักท่านหมอซ่ง ก่อนหน้านี้เคยเป็นหมอหลวงในวัง ทั้งยังมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ นึกไม่ถึงว่าหลังออกจากวังมา จะมาเป็นลูกมือให้สตรีผู้นี้เสียได้ บอกชัดแล้วว่าทักษะการแพทย์ของสตรีผู้นี้เหนือกว่าท่านหมอซ่ง


“ข้าให้เจ้าไปสืบประวัติของนาง ได้ความถึงไหนแล้ว?”


องครักษ์รีบพยักหน้า และรายงานสิ่งที่สืบมาได้ให้เจ้านายฟัง “ผู้หญิงคนนี้เป็นหญิงม่ายชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ครอบครัวสามีนางซื้อนางมา สามีนางออกไปเป็นหน่วยป้องกันภัยสามปีแล้วยังไม่กลับ แปดส่วนสิบมีโอกาสตายไปแล้วขอรับ ครอบครัวนางลี้ภัยมาจากชางโจว ตอนนี้ครอบครัวนางทำการค้าเล็กๆ นางถูกลักพาตัวไปขายตั้งแต่เด็ก จึงสืบหาไม่เจอว่านางมาจากตระกูลใด เพียงแต่ถูกขายต่อเป็นทอดๆ วิชาแพทย์และวรยุทธ์ที่ติดตัวนาง คาดว่าน่าจะเรียนรู้ตอนที่นางถูกขายขอรับ”


กล่าวได้ว่า เป็นครอบครัวที่ไร้มลทิน


หลินอี้ผิงพยักหน้าช้าๆ นิ้วมือเคาะบนโต๊ะเบาๆ พลางกล่าว “ถูกจับไปขาย แต่ยังสามารถมีทักษะแพทย์ยอดเยี่ยมเช่นนี้ได้ ไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย”


องครักษ์รีบกล่าว “จากที่รู้มา ตอนที่นางรู้หนังสือก็อ่านตำราวิชาแพทย์แล้ว ไม่ได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์โดยเฉพาะ แค่จดจำความรู้ทั้งหมดมาจากตำราที่ได้อ่านขอรับ”


“เช่นนี้ก็มีด้วยหรือ?”


หลินอี้ผิงยังคงรู้สึกเคลือบแคลง แต่ที่มาที่ไปของนางกลับไม่มีปัญหาตรงไหน…และสิ่งนี้นี่แหละคือปัญหา


“ไม่ว่านางจะเป็นใคร นางก็ต้องมาเป็นเครื่องมือของข้า ไม่อย่างนั้นปัญหาในอนาคตก็ยากจะจบได้”


ขณะที่กล่าว ความดุดันก็ฉายชัดขึ้นในดวงตาของเขา ผู้ที่จะสำเร็จการใหญ่ได้ จำเป็นต้องมีใจคอโหดเหี้ยม

.......


หลายวันต่อมา


เหอจิ่วเหนียงใช้ชีวิตแบบมีสาระ ทุกเช้านางจะไปฝังเข็มให้คุณหนูเกา จากนั้นก็กลับมาฝังเข็มให้หลินอี้ผิงต่อที่โรงหมอ


ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน อาการปวดศีรษะของหลินอี้ผิงก็ทุเลาลงไม่น้อย ประกอบกับดื่มยารักษาไปด้วย อาการไตพร่องก็รู้สึกดีขึ้นมาก


เหอจิ่วเหนียงแค่คิดจะรักษาอาการป่วยของเขาให้หาย เขาจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับนางอีก แต่นึกไม่ถึงว่านอกจากเวลาไปฝังเข็มให้เขาแล้ว ไม่ว่านางจะไปที่ใด ก็จะบังเอิญเจอเขาตลอด


อย่างเช่นวันนี้ เหอจิ่วเหนียงกำลังจะไปเลือกดูบ้านกับซ่งฉือ เดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นหลินอี้ผิงตามมาอย่างจงใจแล้ว


“ท่านหมอเหอกับท่านหมอซ่งน้อยจะไปเดินเล่นกันหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบนอย่างไม่เกรงใจ เจ้าน่ะสิที่ว่างไปเดินเล่น คนที่ว่างไปเดินเล่นทุกวันก็มีแค่เจ้านั่นแหละ!


จบตอน

Comments