single mom ep141-150

ตอนที่ 141: เขาต้องการสิ่งใด


ซ่งฉือดูออกว่าเหอจิ่วเหนียงไม่สบอารมณ์ จึงเอ่ยตอบแทน “ข้าจะพาท่านหมอเหอไปดูบ้านน่ะ”


“อ๋อ ท่านหมอเหอจะซื้อบ้านอย่างนั้นหรือ…เท่าที่ข้ารู้ บ้านในเมืองจิงโจวไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะซื้อได้นะ แสดงว่าครอบครัวของหมอเหอต้องไม่ธรรมดาแน่ๆเลย”


หากตาไม่บอด ใครๆก็ต้องดูออกว่าเหอจิ่วเหนียงไม่สบอารมณ์ แต่หลินอี้ผิงหาได้สนใจไม่ สิ่งที่เขาต้องการทำในตอนนี้คือเข้าใกล้เหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากเสวนากับเขา จึงหันไปกล่าวกับซ่งฉือ “ท่านหมอซ่งน้อย เรารีบไปกันเถอะ”


โก่วเอ๋อร์ที่ถูกมารดาจูงมือเอาไว้ก็ไม่ค่อยชอบท่านอาสวมหน้ากากผู้นี้เลย เขามักรู้สึกว่า คนผู้นี้มีเจตนาร้าย อยากแย่งท่านแม่ไปจากเขา เขาจึงเป็นฝ่ายจับมือเหอจิ่วเหนียงแล้วเดินไป


เหอจิ่วเหนียงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา แล้วเอ่ย “เด็กน้อย เราจะนั่งรถม้าไปกันนะ”


สองแม่ลูกขึ้นรถม้า เพื่อเลี่ยงคำครหา ซ่งฉือจึงนั่งด้านนอกกับคนบังคับรถม้า


หลินอี้ผิงยังคงท่าทีผ่อนคลาย ให้องครักษ์ไปจูงม้ามา แล้วควบอาชาตามพวกเขาไปอย่างไม่เร่งรีบ


องครักษ์ไม่เข้าใจจริงๆ “นายท่าน นางคู่ควรให้นายท่านลงมาจัดการเองเช่นนี้หรือขอรับ?”


หลินอี้ผิงมองเขาด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ “แล้วเจ้าจัดการได้อย่างนั้นหรือ?”


องครักษ์ก้มหน้าเงียบทันที นายท่านพูดถูก


โก่วเอ๋อร์เปิดม่านรถม้าเหลียวมองด้านหลัง แล้วกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ท่านแม่ คนเลวสองคนนั่นยังตามหลังเรามาอยู่เลยขอรับ”


“เจ้าก็คิดว่าพวกเขาเป็นคนเลวเหมือนกันหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน สมกับที่เป็นแม่ลูกกันจริงๆ คิดเหมือนกันไม่มีผิด 


“ขอรับ พวกเขาดูไม่เหมือนคนดีเลยขอรับ!”


เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ทำแก้มป่อง ใบหน้ากลมดิ๊กดูแล้วน่ารักมาก เหอจิ่วเหนียงจับเขากอดไว้ในอ้อมแขน


แม้นางควรสอนบุตรชายว่าอย่าตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่ตอนนี้นางเองก็รู้สึกว่าสองคนนั้นดูไม่เหมือนคนดีจริงๆ ดังนั้นสำหรับครั้งนี้นางจะปล่อยให้บุตรชายคิดไปตามที่เขารู้สึก


หลินอี้ผิงเข้าหานางแปลกๆ เช่นนี้ต้องมีเจตนาไม่ดีแน่ แต่นางไม่รู้ว่าเรื่องอะไร อย่างไรเสียที่ทั้งคู่ได้รู้จักกันก็เพราะเรื่องในคืนนั้น


หรือเป็นเพราะนางให้เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารไปให้เขา จึงทำให้เขาเข้าใจผิด?


นางก้มหน้ามองบุตรชายตนเอง สถานะนางในตอนนี้ก็คือหญิงม่าย… หากผู้ชายคนนั้นไม่ชอบนาง แล้วเขาต้องการสิ่งใด?


วิชาแพทย์ของนางหรือ? แต่นางก็รักษาให้เขาแล้วนี่


หรือวรยุทธ์ของนาง? แต่ในคืนนั้นนางก็ไม่ได้แสดงท่าทางน่าทึ่งอะไรนี่!


นางส่ายศีรษะไปมา ปัญหากวนใจเช่นนี้ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!


เมื่อมาถึงจุดหมาย เหอจิ่วเหนียงก็พบว่านายหน้ารออยู่แล้ว เมื่อเห็นลูกค้ามาถึง พ่อค้าคนกลางก็เข้ามาทักทายด้วยความเคารพ


“ฮูหยินท่านนี้ใช่หรือไม่ที่ต้องการซื้อบ้าน ตามข้าน้อยเข้าไปดูบ้านก่อนเถอะขอรับ”


นายหน้าท่าทางสุภาพมาก คนที่สามารถซื้อบ้านในเมืองจิงโจวได้คือคนมีเงิน หากครั้งนี้ขายได้ เขาก็จะได้ส่วนแบ่งไม่น้อยเลย ดังนั้นย่อมต้องดูแลอย่างดีที่สุดอยู่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า และเดินตามเขาเข้าไป


บ้านหลังนี้มีพื้นที่ส่วนตัวสามส่วน พื้นที่กว้างขวาง การตกแต่งเป็นระเบียบเรียบร้อยในแบบบ้านทั่วไป


เพียงแต่ไม่ได้ดูแลมานานหลายปี บัดนี้สภาพทรุดโทรมไม่น้อย


นายหน้าสังเกตสีหน้าของลูกค้าอยู่ตลอด เห็นนางมองไปทางจุดที่พังทั้งหลาย ก็รีบเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากฮูหยินมั่นใจว่าจะซื้อ ข้าจะหาคนมาซ่อมแซมให้เรียบร้อยขอรับ”


เหอจิ่วเหนียงเพียงพยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร เห็นได้ชัดว่านางยังไม่ถูกใจบ้านหลังนี้


ซื้อบ้านก็ต้องดูความชอบ ซ่อมแซมได้ก็จริง แต่บ้านหลังนี้โดยรวมแล้วทรุดโทรมเกินไป


คาดว่าซ่งฉือคงจะคิดแทนว่านางมีเงินไม่พอ จึงพยายามหาบ้านที่พอใช้ได้ แต่นี่…ไม่ถูกใจนางเลยจริงๆ


ยังไม่มีใครได้กล่าวอะไร หลินอี้ผิงก็ส่งเสียงหัวเราะมาจากด้านหลัง “บ้านสภาพซอมซ่อถึงเพียงนี้แล้วจะซ่อมได้อย่างไรอีก คงไม่ใช่เพราะขายไม่ออกก็เลยเอามาหลอกขายคนอื่นกระมัง”


‘คนที่ควรพูดไม่พูด’ เหอจิ่วเหนียงอยากโพล่งประโยคนี้ออกไปจริงๆ แต่นางเห็นแก่หน้าซ่งฉือจึงไม่พูดออกไป


สีหน้าของนายหน้าพลันเปลี่ยนไป “คุณชายท่านนี้พูดเกินไปแล้ว บ้านในเมืองจิงโจวทุกตารางชุ่นล้วนมีมูลค่า จะขายไม่ได้ได้อย่างไร?”


ซ่งฉือที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกอับอายเล็กน้อย เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าบ้านหลังนี้จะทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อย ก่อนกล่าว “เป็นความผิดพลาดของข้าเอง ข้าบอกนายหน้าไม่ชัดเอง ทำให้นายหน้าเข้าใจผิดแล้ว”


นายหน้าอยากจะบอกว่าตนเองไม่ได้เข้าใจผิด ตอนที่ซ่งฉือมาหาตนเขาบอกว่าอยากหาบ้านหลังใหญ่ราคาถูก เก่าสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ตนจึงพาพวกเขามาที่นี่


แต่คนทำมาค้าขายย่อมเป็นคนมีไหวพริบ นายหน้าดูออกว่าซ่งฉือรู้สึกกระอักกระอ่วน จึงช่วยพูด “ข้าน้อยเข้าใจผิดเองขอรับ หากฮูหยินไม่ชอบ ข้าน้อยยังมีบ้านอีกหลายหลัง สามารถพาทุกท่านไปดูได้ขอรับ”


ตอนนี้ดูเหมือนว่าทำได้เพียงเท่านี้แล้ว ดังนั้นทุกคนจึงตามนายหน้าไปดูบ้านหลังอื่น


ยังไม่ทันได้ลงจากรถม้า เหอจิ่วเหนียงก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าดังมาจากด้านนอก เมื่อโผล่หน้าออกไปดูก็เห็นชายผู้หนึ่งกำลังข่มเหงภรรยาตนเองต่อหน้าผู้คนมากมาย รอบๆมีฝูงชนมุงดู แต่ไม่มีใครเข้าไปห้ามแม้แต่คนเดียว


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ …กลัวสิ่งใดมักเจอสิ่งนั้นจริงๆ


นายหน้าเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย บ้านที่เขาจะแนะนำก็คือ…บ้านที่อยู่ข้างๆ บ้านของสองสามีภรรยาที่กำลังทะเลาะกันนั่นเอง


เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายโดยที่ยังไม่ได้ลงจากรถม้า “ช่างเถอะ วันนี้พอเท่านี้ก็แล้วกัน เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาดูใหม่”


ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน ท่าทางการทุบตีภรรยาของชายผู้นั้นเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ครั้งแรก นี่คงจะสามวันดีสี่วันร้าย หากอยู่ที่นี่ วันหน้าจะน่ารำคาญมากเพียงใด…ไม่อยากจะคิด


“ฮูหยิน ข้ายังมีบ้านหลังอื่นอีก หลังอื่น…”


นายหน้ารีบบอกอย่างร้อนใจ สตรีผู้นี้ดูท่าทางไม่ธรรมดา ไม่เหมือนคนที่ไม่มีปัญญาซื้อ เขาไม่อยากเสียลูกค้าคนนี้ไปจริงๆ!


“ไม่ต้องแล้ว อย่างไรเสียข้าก็ไม่รีบ ค่อยๆหาดูก็แล้วกัน”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางกล่าว กลับเข้าไปในรถม้า และรู้สึกง่วงเล็กน้อย ช่วงกลางวันเช่นนี้เหมาะสำหรับการงีบหลับมาก


คนบังคับรถม้าดึงบังเหียนจะเดินทางกลับ ไม่สนใจว่านายหน้ากล่าวสิ่งใด ซ่งฉือเอ่ยด้วยความกระอักกระอ่วน “ท่านหมอเหอ เรื่องในวันนี้…”


“เรื่องวันนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับท่านหมอซ่งน้อย ท่านช่วยข้าข้าก็รู้สึกซาบซึ้งมากแล้ว กลับเป็นข้าเองที่ไม่ชอบบ้านหลังนี้ ทำให้หมอซ่งน้อยเหนื่อยเปล่าแล้ว”


เขาช่วยหาให้ เหอจิ่วเหนียงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะตำหนิ อีกอย่าง ที่เขาทำไปก็เพราะหวังดี


ด้วยความกลัวว่าซ่งฉือจะคิดมาก เหอจิ่วเหนียงจึงหยิบเทียบยาออกมาจากห้วงมิติแผ่นหนึ่ง แล้วส่งให้เขา “นี่เป็นเทียบยาสำหรับรักษาอาการไข้สูงของเด็ก ถือว่าเป็นของขวัญขอบคุณท่านหมอซ่งน้อยก็แล้วกัน”


เรื่องนี้เขาจัดการไม่เรียบร้อย ซ่งฉือรู้สึกไม่ดีที่จะรับมา แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังยืนกรานจะให้ “รับไว้เถอะ เรื่องหาบ้านยังต้องรบกวนท่านให้ช่วยอีก”


ซ่งฉือจึงยอมรับมา ในใจตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าะต้องช่วยหาบ้านดีๆให้เหอจิ่วเหนียงให้ได้


เหอจิ่วเหนียงกับโก่วเอ๋อร์กลับมาที่โรงเตี๊ยม เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เห็นคู่เจ้านายลูกน้องไร้ยางอายยังคงตามมาอยู่ เดิมทีเหอจิ่วเหนียงอยากทำเป็นมองไม่เห็น แต่นึกไม่ถึงว่าหลินอี้ผิงจะยื่นมือมาขวางทางนาง


ตอนที่ 142: ไม่ยอมจำนนง่ายๆ


“ดูเหมือนว่าท่านหมอเหอจะมีปัญหากับข้านะ”


แม้จะกล่าวค่อนแคะ แต่มุมปากของหลินอี้ผิงกลับมีรอยยิ้ม ราวกับว่าผลลัพธ์นี้สมความปรารถนาของเขาก็มิปาน


“คุณชายหลินมีอะไรก็พูดกันตรงๆได้ ข้าเป็นหญิงม่ายมีลูก ข้าไม่ใช่เป้าหมายที่คุณชายหลินต้องมาเสียเวลาด้วยหรอก”


เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ นางอยากจะพูดให้ชัดเจน มิเช่นนั้นคนผู้นี้ก็จะตามนางทั้งวันไม่เลิกแน่


“ฮ่าๆๆ!” หลินอี้ผิงหัวเราะ “ท่านหมอเหอเข้าใจผิดแล้ว ข้าแค่อยากขอบคุณที่ช่วยรักษาอาการป่วยให้ข้า ข้าได้ยินมาว่าท่านหมอเหอไม่เพียงต้องการซื้อบ้านเท่านั้น แต่ยังต้องการทำการค้าที่เมืองจิงโจวด้วย…ข้าช่วยได้นะ”


แววตาของเหอจิ่วเหนียงดุดันขึ้นทันที …คนผู้นี้กำลังสืบประวัตินาง


“คุณชายหลินเกรงใจเกินไปแล้ว การรักษาโรคมันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว อีกอย่าง คุณชายหลินก็จ่ายค่ารักษา ดังนั้นเราไม่มีสิ่งใดติดค้างกัน ต่อไปอย่าได้รบกวนพวกเราอีก ลูกชายข้าง่วงแล้ว ขอตัว”


กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็ผลักมือที่ขวางของหลินอี้ผิงออก และจูงมือโก่วเอ๋อร์เข้าไปในห้อง


แม้ชีวิตของเจ้าของร่างเดิมจะไม่มีอะไรน่าตรวจสอบ ต่อให้อีกฝ่ายจะรู้สึกสงสัยนางก็ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้ แต่ถึงอย่างนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ยังรู้สึกโมโหเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครชอบโดนตรวจสอบตัวตน


และด้วยเหตุนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงยิ่งรู้สึกแย่ต่อหลินอี้ผิง


เหตุใดคืนนั้นตนถึงปากพล่อยขอให้เขาช่วยแจ้งทางการด้วยนะ ต่อมายังปากพล่อยไปบอกให้เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารไปให้เขาอีก


หลังจากเข้าห้องไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงยังคงรู้สึกหงุดหงิด นางจึงนั่งจิบชาที่โต๊ะ


โก่วเอ๋อร์ค่อนข้างรู้ความ เขาถอดรองเท้า และปีนขึ้นเตียงไปนอน เขาเป็นคนคุ้นชินกับการนอนกลางวัน หากไม่ได้นอนก็รู้สึกเสมือนไร้จิตวิญญาณ


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงก็อยากนอนกับเขา แต่เมื่อนึกถึงหลินอี้ผิงชายผู้มีเจตนาร้าย นางจึงตัดสินใจไปหาเขาอีกครั้ง และพูดทุกอย่างให้กระจ่างในคราเดียว


ไม่นานนักโก่วเอ๋อร์ก็นอนหลับไป เหอจิ่วเหนียงออกไปอย่างเงียบๆ และเห็นองครักษ์ของหลินอี้ผิงรอนางอยู่ด้านนอก ราวกับอีกฝ่ายเดาไว้แล้วว่านางจะออกมาก็มิปาน


องครักษ์เคาะประตูห้องหลินอี้ผิง หลังได้ยินเสียงตอบรับจากข้างในเขาก็เปิดประตู และผายมือเชิญเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงเข้าไป เห็นหลินอี้ผิงกำลังดื่มสุราอยู่ที่โต๊ะ


เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามา หลินอี้ผิงก็ยกไหสุราขึ้น พลางถาม “ท่านหมอเหออยากดื่มสักจอกหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจคำพูดเขา และกล่าวถามตรงๆ “บอกมาเถอะ ตกลงเจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”


“จุดประสงค์ของข้าง่ายมาก ข้าถูกใจความสามารถของท่านหมอเหอ ขอเพียงท่านหมอเหอพยักหน้าตอบตกลง โฉนดที่ดินบ้านและร้านค้าที่ดีที่สุดในจิงโจวจะเป็นของเจ้าทันที”


ขณะกล่าว องครักษ์ที่อยู่ข้างกายก็หยิบโฉนดที่ดินจำนวนหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะด้วยท่าทางเคารพ


เหอจิ่วเหนียงมองดูโฉนดที่ดินบนโต๊ะแล้วหัวเราะอย่างเย็นชา ของเหล่านี้คิดว่าหายากสำหรับนางอย่างนั้นหรือ?


ชายผู้นี้ดื่มไปแค่ไม่กี่จอกก็พูดจาไร้สติราวกับคนเมาได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ!


“หากข้าไม่ตกลงล่ะ?”


นางจับจ้องหลินอี้ผิงไม่ละสายตา


“เหอะๆ ข้ารู้ว่าหมอเหอเป็นคนฉลาด”


หลินอี้ผิงดูเหมือนมีท่าทีสบายๆ แต่ความจริงแล้วเขากำลังจับสังเกตปฏิกิริยาของเหอจิ่วเหนียงอยู่


“แต่เท่าที่ข้ารู้ ครอบครัวของท่านหมอเหอเป็นชาวบ้านธรรมดา โดยเฉพาะลูกชายที่อายุไม่ถึงสามขวบ ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีเด็กคนนี้เป็นแก้วตาดวงใจแค่คนเดียว เจ้าว่า ถ้าหาก…”


เขาเอ่ยยังไม่จบ เหอจิ่วเหนียงก็พุ่งเข้าไปใช้มือข้างหนึ่งจับศีรษะเขา และใช้มืออีกข้างกดจุดลมปราณที่คอเขาด้วยสองนิ้ว การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นรวดเร็วและฉับพลัน ไม่ว่าจะเป็นหลินอี้ผิงหรือองครักษ์ก็ยังไม่ทันตั้งตัว


หลินอี้ผิงตกใจมาก …นางไม่ธรรมดาจริงๆ!


เขาเองก็นับว่ามีความสามารถไม่ยิ่งหย่อน แต่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง เขาราวกับคนอ่อนแอไร้ความสามารถที่จะต้านทาน นี่แสดงให้เห็นว่าสตรีผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเขามาก!


“คุณชายหลิน รู้เอาไว้ด้วยว่าข้าไม่ชอบถูกใครข่มขู่ หากเจ้ากล้าแตะต้องครอบครัวข้าแม้แต่น้อย ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ลองดู”


นางเตรียมแสดงฝีมือให้เขาได้เห็นต่อหน้า ให้เขาได้รู้และล้มเลิกความคิดไป เพราะหากเมื่อครู่นางตอบตกลง นางก็สามารถฆ่าเขาได้เลยในทันที


หลินอี้ผิงตื่นจากความตกใจมาอีกที ก็พบว่าเหงื่อเย็นเริ่มผุดพรายเต็มแผ่นหลังแล้ว แต่เขายังแสร้งวางท่าสงบ และกล่าวถาม “เจ้าไม่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเจ้าจริงๆหรือ?”


“ข้ากลัวอยู่แล้ว แต่หากเจ้ากล้าแตะต้องพวกเขาเพียงครั้งเดียว ข้าจะเอาคืนเจ้าสิบเท่า ข้าก็อยากรู้นักว่าคุณชายหลินจะดวงแข็งเพียงใด”


เหอจิ่วเหนียงราวกับจะสื่อว่า ไม่อยากทำให้สถานการณ์แย่ไปกว่านี้ องครักษ์ข้างกายรีบเข้ามาขวางนาง แต่กลับถูกสตรีร่างบางตบจะกระเด็นลอยไป


หลินอี้ผิงตกตะลึง เห็นๆกันอยู่ว่าสตรีผู้นี้ไม่มีกำลังภายใน แต่เหตุใดถึงแรงเยอะเช่นนี้!


“เจ้าก็เห็นแล้วว่าข้ามีความสามารถนั้น” เหอจิ่วเหนียงขู่เสียงต่ำ “อีกอย่าง เจ้าคิดว่าข้าแค่รักษาโรคช่วยชีวิตคนได้อย่างเดียวอย่างนั้นหรือ ข้าลืมบอกเจ้าไปว่าข้าปรุงพิษได้เหมือนกัน…ข้ารักษาโรคของเจ้าได้ ข้าก็ทำให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานได้เหมือนกัน เจ้าอยากลองหรือไม่ล่ะ?”


ขณะที่กล่าว นางก็ปล่อยมือจากหลินอี้ผิง และปัดมือด้วยความรังเกียจเล็กน้อย เมื่อครู่อีกฝ่ายตกใจจนเหงื่อผุด และเหงื่อก็เปื้อนมือนาง


ภายนอกดูเหมือนเก่งกาจ แต่จริงๆก็เป็นคนกลัวตายคนหนึ่ง


ภายในเวลาชั่วพริบตา หลินอี้ผิงรู้สึกราวกับกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง แม้เขาจะมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาตั้งรับ แต่ในใจก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย


เมื่อครู่นางบอกว่านางไม่เพียงมีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังสามารถปรุงยาพิษได้! แถมยังมีวรยุทธ์ติดตัวด้วย!


ในใจคนมีแผนการรู้สึกลิงโลดจนแทบคลั่ง หากได้คนเช่นนี้มาเป็นคนของตนเอง ความสำเร็จในการใหญ่ของเขาก็อยู่ไม่ไกลแล้ว!


“หมอเหอเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ เช่นนั้นเจ้าบอกข้าหน่อยว่าต้องทำเช่นไร เจ้าถึงจะยินดีร่วมมือกับข้า ขอเพียงเจ้าตกลง ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือของล้ำค่า ข้าให้เจ้าได้จนใช้ไม่หมด หรือแม้แต่ตำแหน่งขุนนางให้คนในครอบครัวเจ้า ให้เจ้าหลุดพ้นสถานะชาวนายากจน ไม่ต้องทำการค้าเล็กๆนั่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำอีก”


“เกรงว่าจะทำให้คุณชายหลินผิดหวังแล้ว ข้าไม่ได้ขาดเงิน และครอบครัวข้าก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานอยากเป็นขุนนาง แค่อยากมีชีวิตที่คนธรรมดาควรมี อีกอย่าง คุณชายหลินสวมหน้ากากอำพรางใบหน้าหลายชั้นเช่นนี้ คงไม่กล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นรู้ ร่วมมือกับคนเช่นนี้ ไม่รู้จุดจบจะเป็นเช่นไร ข้าไม่ใช่คนโง่ คุณชายหลินเองก็เป็นคนฉลาด ทางที่ดี เราสองคนอย่าได้ข้องเกี่ยวกันเลย ไม่อย่างนั้น…ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนหน้ากากสักกี่ชั้น ข้าก็มีวิธีกระชากหน้ากากเจ้าได้”


“ฮ่าๆๆ!”


คุณชายหลินหัวเราะลั่น แล้วเอ่ยชมเชย “หมอเหอสมกับเป็นวีรสตรีอย่างแท้จริง!”


เหอจิ่วเหนียงอดทนไม่ผลีผลามไปตบศีรษะเขา “ข้าพูดเท่านี้ ที่เหลือคุณชายหลินก็ไปคิดเอาเอง”


กล่าวจบนางก็หันหลังเดินออกไป เงาร่างของนางอ่อนช้อยเหมือนกับตอนที่มาถึงครั้งแรก


ในที่สุดองครักษ์ก็กล้าขยับตัว เขายกมือจับหน้าอกแล้วเอ่ยเสียงเบา “นายท่าน นางไม่ยอมจำนนง่ายๆ เช่นนั้นก็ปล่อยนางไปเถอะขอรับ!”


ตอนที่ 143: คุณชายหลินชอบเจ้าใช่หรือไม่


องครักษ์คิดว่าใต้หล้านี้ผู้มีความสามารถถมเถไป เจ้านายเขาไม่จำเป็นต้องพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่สตรีผู้นี้คนเดียว ทั้งยังเป็นคนที่พวกเขาไม่อาจล่วงเกินได้ด้วย


ฝ่ามือที่ตบเขาเมื่อครู่ ชายร่างกำยำรับรู้ได้ว่าเหอจิ่วเหนียงยังยับยั้งแรงไว้ มิเช่นนั้นชีวิตของเขาคงหาไม่ไปแล้ว


เขาสามารถรับใช้ข้างกายนายท่านได้เช่นนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสตรีผู้นั้น…เขากลับไร้ความสามารถที่จะตอบโต้ ผู้พิทักษ์คุณชายหลินยอมรับว่าในใจเขารู้สึกหวาดกลัวสตรีผู้นี้เข้าแล้ว


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร ยิ่งนางแข็งข้อไม่ยอมใครง่ายๆเช่นนี้ หากทำให้นางยอมศิโรราบได้สำเร็จ นางจะกลายเป็นอาวุธทรงอานุภาพของข้าอย่างแท้จริง!”


หลินอี้ผิงกล่าวน้ำเสียงเย็นชา “หึ ข้าอยากจะดูเหมือนกัน นางไม่มีคนคอยคุ้มกะลาหัวอยู่เบื้องหลัง จะสู้กับคนอย่างข้าได้อย่างไร!”


องครักษ์ก้มหน้าเงียบ เจ้านายเขาคนนี้…ไม่เจอของจริงก็ไม่สำนึก


หากไม่รู้ว่าเจ้านายกำลังมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อภารกิจนั้นละก็ เขาคงจะสงสัยว่าเจ้านายของตนชอบม่ายสาวผู้นี้เข้าแล้วจริงๆ


อย่างไรเสียม่ายสาวผู้นั้นก็งดงามมาก…


“เจ้าไปหาเกาถิง บอกให้เขาหาทางขัดขวางเหอจิ่วเหนียง อย่าให้นางซื้อบ้านกับร้านค้าได้ ด้วยอำนาจของตระกูลเกาในเมืองจิงโจว คงจัดการได้ไม่มีปัญหา”


ชายเจ้าเล่ห์เริ่มแผนการขั้นต่อไป เขายืมมือคนอื่นเข้ามากดดันแล้ว แม้ตอนนี้ยังไม่กล้าแตะต้องคนในครอบครัวของนาง แต่เขาสามารถทำให้นางอยู่ในเมืองจิงโจวอย่างลำบากได้


“ขอรับ”


องครักษ์เอามือกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวดแล้วเดินออกไป แม้คิดว่าการที่เจ้านายตนยืนหยัดทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดี แต่เขาเป็นเพียงลูกน้อง ทำได้เพียงต้องทำตามคำสั่งเจ้านาย


เรื่องบังเอิญก็คือ ตอนที่องครักษ์ไปหาเกาถิงที่จวนตระกูลเกา ฮูหยินเกาก็อยู่ด้วยพอดี เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะสั่งสอนท่านหมอเหอ นางก็ตกใจจนนิ่งอึ้งไป


ท่านหมอเหอเป็นแค่สตรีตัวคนเดียว จะไปล่วงเกินผู้มีอำนาจใหญ่โตอย่างคนของจิ้งอ๋องได้อย่างไร


หลังจากองครักษ์กลับไป ฮูหยินเกาก็เอ่ยถาม “ท่านพี่ ท่านหมอเหอไปล่วงเกินคุณชายหลินได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”


เกาถิงส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน หลายวันก่อน คุณชายหลินเจอท่านหมอเหอที่หน้าจวนตอนที่ท่านหมอเหอกำลังจะกลับพอดี ยังถามข้าอยู่เลยว่านางเป็นใคร มาที่นี่ด้วยเหตุใด”


เรื่องนี้เกาถิงคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเช่นกัน ถึงอย่างไรวันนั้นก็ดูเหมือนว่าคุณชายหลินไม่เคยรู้จักท่านหมอเหอมาก่อน นี่เพิ่งจะผ่านไปสามสี่วัน เหตุใดทั้งสองถึงได้กลายเป็นศัตรูกันไปได้?


“ในความคิดของข้า คุณชายหลินน่าจะชอบท่านหมอเหอเข้าแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่าสามีท่านหมอเหอตายไปแล้ว เวลาออกตรวจโรคก็ต้องพาลูกไปด้วย น่าสงสารยิ่งนัก เฮ้อ… คุณชายหลินยังทำให้นางลำบากอีก เวรกรรมจริงๆ! ข้าว่าคุณชายหลินผู้นี้ไม่ใช่คนดี ท่านพี่ต้องระวังตัวเอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ!”


ในช่วงนี้ท่านหมอเหอจะมาฝังเข็มให้บุตรสาวของนางในทุกเช้า อีกอย่าง บุตรสาวของนางทำตามที่แพทย์หญิงแนะนำทุกอย่าง ช่วงนี้มือเท้าของนางไม่ค่อยเย็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บริเวณหน้าท้องก็อุ่นขึ้นมาก ประจักษ์ชัดว่าทักษะวิชาแพทย์ของท่านหมอเหอยอดเยี่ยมจริงๆ


นอกจากนี้ บุตรชายวัยสามขวบของท่านหมอเหอก็มาด้วยทุกครั้ง อันที่จริงตอนแรกนางก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไร ทว่าเด็กคนนั้นเชื่อฟังมาก อายุยังน้อยแต่รู้ความเกินวัย นางเองก็เป็นแม่คนเหมือนกัน เห็นดังนั้นจึงเกิดความรู้สึกเอ็นดู เป็นหญิงม่ายเลี้ยงลูกคนเดียวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ดังนั้นในทุกวัน ฮูหยินเกาจะให้สาวใช้เตรียมของกินดีๆ สำหรับเด็กเอาไว้ รอเด็กคนนั้นมาก็จะเอาให้เขา


ไปมาหาสู่กันเช่นนี้ ฮูหยินเกาย่อมอยู่ข้างเหอจิ่วเหนียงอยู่แล้ว และเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อหลินอี้ผิงขึ้นมาในบัดดล


“เจ้าเป็นสตรี อย่ายุ่งกับเรื่องพวกนี้เลย!”


เกาถิงตำหนิภรรยาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย แต่ฮูหยินเกาไม่กลัวแต่อย่างใด “ท่านพี่ ข้าพูดเพราะหวังดีต่อครอบครัวเรา ตอนนี้เราอาศัยอยู่ในที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง หากท่านไปภักดีต่อจิ้งอ๋อง เช่นนั้นเราจะไม่กลายเป็นคนทรยศหรอกหรือเจ้าคะ?”


“นี่เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน!?”


เกาถิงไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้ว เขากลายเป็นคนทรยศไปตั้งแต่เมื่อใดกัน?


“ข้าก็แค่อยากให้จิ้งอ๋องมอบตำแหน่งดีๆให้กับต้าหลางสักตำแหน่ง ข้าไม่จงรักภักดีตรงไหน ข้าไม่ได้ทำเรื่องผิดต่อเฉินอ๋องเสียหน่อย!”


“ถึงจะพูดเช่นนี้ก็เถอะเจ้าค่ะ แต่ถ้าครอบครัวเราลงเรือลำเดียวกับจิ้งอ๋องแล้วก็ยากจะถอนตัวออกมาแล้วนะเจ้าคะ…ท่านพี่เป็นคนฉลาด ตั้งสติหน่อยสิเจ้าคะ เราล้วนได้ยินเรื่องราวของบรรดาอ๋องกันมานาน มีเพียงเฉินอ๋องเท่านั้นที่ทำเพื่อราษฎรจริงๆ คุณชายหลินเป็นคนของจิ้งอ๋อง มาเมืองจิงโจวครั้งนี้ก็หาเรื่องบีบบังคับหญิงสาวชาวบ้านแล้ว เช่นนี้จะหวังให้เขามอบตำแหน่งดีๆอะไรให้ต้าหลางอีกล่ะเจ้าคะ?”


ฮูหยินเกาตะคอก และยิ่งประณามการกระทำของหลินอี้ผิงมากขึ้น


เกาถิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าที่นางกล่าวมาก็มีเหตุผล…


“แต่เรื่องนี้ข้ารับปากไปแล้ว จะบ่ายเบี่ยงก็ไม่ได้แล้ว”


“ท่านพี่วางใจเถอะ ข้าจัดการเอง!”

…...


วันต่อมา เมื่อเหอจิ่วเหนียงมาฝังเข็มให้คุณหนูเกาที่จวน ฮูหยินเกาก็เรียกนางมาคุยเป็นการส่วนตัว บริเวณโดยรอบไม่มีสาวใช้แม้แต่คนเดียว เหอจิ่วเหนียงคิดว่าฮูหยินเกาจะกำชับเรื่องอะไรเสียอีก นึกไม่ถึงว่าจู่ๆจะเอ่ยถามว่า… 


“ท่านหมอเหอ คุณชายหลินคนที่สวมหน้ากากผู้นั้นชอบเจ้าใช่หรือไม่?”


“ฮะ?”


เหอจิ่วเหนียงอึ้งกับคำถามของอีกฝ่ายจนถึงกับพูดไม่ออก


อันที่จริงเขาชอบนางจริงๆ …เพียงแต่ ไม่ได้ ‘ชอบ’ แบบที่ฮูหยินเกาหมายถึง


ฮูหยินเกาถอนหายใจด้วยความละอาย ก่อนจะเอ่ยต่อ “จะว่าไป เรื่องนี้ต้องโทษครอบครัวข้า วันนั้นที่ท่านหมอเหอมาตรวจอาการของซีเอ๋อร์ คุณชายหลินมาจวนข้าแล้วเจอเจ้าเข้าพอดี เจ้าก็เลยตกเป็นเป้าของเขาเสียได้ คุณชายหลินนั่นมีคนคอยหนุนหลังอยู่ แม้แต่ครอบครัวข้าก็ไม่กล้าล่วงเกิน เขารู้ว่าเจ้าอยากซื้อบ้าน จึงให้สามีข้าคิดหาวิธีสร้างความลำบากให้เจ้า”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ตกใจ 


มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?


ฮูหยินเกา “ท่านหมอเหอช่วยรักษาซีเอ๋อร์ ครอบครัวข้าซาบซึ้งใจมาก แต่ก็ไม่กล้าล่วงเกินคนผู้นั้น ข้าก็เลยมาบอกเรื่องนี้กับเจ้าเป็นการส่วนตัว หากยังไม่จำเป็น ท่านหมอเหอก็อย่าเพิ่งซื้อบ้านเลยนะ ข้าดูแล้วคุณชายหลินก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอด รอเขากลับไปแล้ว ข้าจะเป็นคนเลือกหาบ้านให้เจ้าเอง ดีหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจแล้ว ที่แท้อีกฝ่ายก็อยากเตือนเรื่องนี้กับนางนี่เอง ทันใดนั้นหญิงสาวก็รู้สึกดีกับฮูหยินท่านนี้มากขึ้นอีกไม่น้อย


อย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้อำนาจบีบบังคับทำให้นางลำบากใจโดยไร้เหตุผล


“ขอบคุณฮูหยินที่เตือนเจ้าค่ะ จิ่วเหนียงจะจำเอาไว้เจ้าค่ะ”


หลังออกจากจวนตระกูลเกา เหอจิ่วเหนียงก็ไปหาซ่งฉือ บอกเขาว่าตอนนี้นางยังไม่จำเป็นต้องซื้อบ้าน ซ่งฉือคิดไปว่าเป็นเพราะตนชักช้า หาบ้านที่ถูกใจหมอเหอไม่ได้เสียทีจึงทำให้นางไม่พอใจ เขาจึงร้อนใจขึ้นมา


เหอจิ่วเหนียงอธิบาย “ท่านหมอซ่งน้อยเข้าใจผิดแล้ว เรื่องที่ข้าจะซื้อบ้านที่นี่ข้ายังไม่ได้ปรึกษาครอบครัวข้าก็เท่านั้น ข้าต้องกลับไปปรึกษากับครอบครัวก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที”


ซ่งฉือได้ฟังเหตุผลก็สบายใจ จึงระบายยิ้มแล้วเอ่ย “ที่หมอเหอพูดมาก็มีเหตุผล เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าดูไปก่อนก็แล้วกัน รอเจ้าตัดสินใจได้เมื่อไรค่อยพาเจ้าไปดูอีกที”


ไม่อย่างนั้นเขาคงรู้สึกผิดต่อเทียบยาพวกนั้นที่เหอจิ่วเหนียงให้มา


เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร ทั้งยังสามารถทำให้หลินอี้ผิงสับสนได้อีกด้วย เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เอาตามนี้แล้วกัน

......


หลินอี้ผิงยังรอข่าวดีจากตระกูลเกา สามวันต่อมา องครักษ์วิ่งมารายงานด้วยความร้อนใจ เขายังไม่ทันอ้าปากเปล่งเสียง หลินอี้ผิงก็ถามด้วยความตื่นเต้นทันทีที่เห็นหน้าลูกน้อง “สามวันแล้ว ผู้หญิงคนนั้นยอมอ่อนข้อแล้วใช่หรือไม่?”


ตอนที่ 144: กลับหมู่บ้านแล้ว


องครักษ์ชะงักกับท่าทีของเจ้านายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยรายงานอย่างลำบากใจ “นาง…ไปแล้วขอรับ”


“ว่าไงนะ!?”


หลินอี้ผิงคิดว่าตนเองหูฝาด หันขวับไปมองหน้าองครักษ์ด้วยความไม่อยากเชื่อ


องครักษ์อธิบายอย่างไม่มั่นใจ “ท่านหมอเหอมาในเมืองหลักก็แค่เพื่อรักษาโรคให้คุณหนูตระกูลเกาเท่านั้นขอรับ รักษาเสร็จก็กลับไปแล้ว ส่วนเรื่องซื้อบ้าน ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สำคัญอะไรขอรับ”


อันที่จริงเขาอยากจะพูดว่า ‘นางกลับไปแล้ว นายท่านอย่าดึงดันอีกเลย’


แต่เขารู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างที่นายท่านหมายตา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องคว้ามาให้ได้


หรือหากคว้ามาไม่ได้… ก็ต้องทำลาย!


เป็นอย่างที่คนรู้ใจนายท่านหลินคิดไว้ไม่มีผิด หลินอี้ผิงหัวเราะเสียงเย็นชา ก่อนจะกล่าว “นางคิดว่าจะหนีข้าพ้นอย่างนั้นหรือ ในเมื่อนางกลับไปแล้ว เช่นนั้นข้าจะตามนางกลับไปด้วย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหญิงม่ายอย่างนางจะแบกรับการซุบซิบนินทาของชาวบ้านได้”


จู่ๆ องครักษ์ก็รู้สึกว่า เจ้านายของตนเสียสติไปแล้ว ถึงกับหมายทำลายชื่อเสียงของม่ายสาวชาวบ้านให้ฉาวโฉ่ เช่นนี้ต่อให้นางยอมจำนน ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะภักดีต่อพวกเขา!


แต่คนเป็นลูกน้องก็ได้แต่กล้าคิด ไม่กล้าพูดออกไป


และในตอนนี้เอง องครักษ์อีกคนก็พรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่ง “นายท่านขอรับ มีจดหมายส่งมาจากเมืองหลวงขอรับ!”


หลินอี้ผิงรับจดหมายมาเปิดอ่าน พลันนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป


“เก็บของ รีบกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้!”


ในจดหมายแจ้งว่า ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนัก ไม่รู้ว่าจริงเท็จประการใด เขาต้องกลับไปดูให้เห็นกับตา


องครักษ์รู้สึกดีใจเล็กน้อย แต่ยังถามตามหน้าที่ “นายท่านขอรับ แล้วเรื่องของท่านหมอเหอ…”


“ก็แค่สตรีคนหนึ่ง รอจัดการเรื่องที่เมืองหลวงเสร็จแล้วค่อยว่ากันอีกที!”


หลินอี้ผิงกล่าวจบก็ลุกพรวดออกจากห้องไปทันที องครักษ์รีบช่วยกันเก็บข้าวของ และรีบตามขึ้นรถม้าออกเดินทาง

.......


ทางตระกูลเกาเมื่อรู้ข่าวนี้ ฮูหยินเกาก็โล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง ยกมือลูบอกตนเองเบาๆ แล้วเอ่ยกับผู้เป็นสามี “ดูเหมือนว่าที่ท่านหมอเหอตัดสินใจกลับไปก่อนจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว คุณชายหลินคนนี้ก็ไม่ใช่คนรักจริงอะไร”


จนกระทั่งตอนนี้นางยังคิดว่าหลินอี้ผิงหลงใหลชอบพอเหอจิ่วเหนียง คิดว่าพวกคุณชายที่มาจากเมืองหลวงล้วนแต่เป็นคนไม่เป็นโล้เป็นพาย แม้แต่สาวม่ายก็ไม่เว้น ช่างไร้ขอบเขตจริงๆ!


เกาถิงทอดถอนใจ ไม่รู้ควรพูดเช่นไรต่อเรื่องนี้ดี เดิมทีเขาอยากสร้างความสัมพันธ์กับจวนจิ้งอ๋อง แต่นึกถึงคำพูดของฮูหยินก่อนหน้านี้แล้ว ต่อให้จิ้งอ๋องช่วยมอบตำแหน่งขุนนางให้บุตรชายตน ต่อไปก็ต้องจงรักภักดีต่อจิ้งอ๋อง แต่ครอบครัวพวกเขาอาศัยอยู่ในที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง หากวันหนึ่งแผ่นดินผันเปลี่ยน เฉินอ๋องขึ้นครองบัลลังก์มังกร ครอบครัวแรกที่เขาต้องจัดการจะไม่ใช่ตระกูลเกาได้อย่างไร


หลังจากคิดได้เช่นนี้ เขาต้องระมัดระวังให้รอบคอบ ตอนนี้ฮ่องเต้ก็มีพระชนมายุมากแล้ว ไม่รู้จะมีชีวิตไปได้อีกนานเพียงใด รอหลังจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พวกเขาค่อยคิดวางแผนใหม่ก็แล้วกัน

........


อีกด้านหนึ่ง 


ในที่สุดในยามอู่ เหอจิ่วเหนียงก็กลับมาถึงหมู่บ้านอันผิง


จากบ้านไปเจ็ดแปดวัน นางเองก็คิดถึงครอบครัวเหมือนกัน


ยิ่งโก่วเอ๋อร์ไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่ออกจากเมืองจนมาถึงอำเภอก็หลับตลอดทาง พอมาถึงอำเภอก็มองนอกหน้าต่างด้วยความตื่นเต้น ปากพร่ำบ่นว่าคิดถึงท่านปู่กับท่านย่าแล้ว


ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ห้ามเขาแต่อย่างใด เพียงแค่ระมัดระวังความปลอดภัยไม่ให้เขาตกลงไปจากรถม้า


เมื่อมาถึงประตูบ้านครอบครัวลู่ โก่วเอ๋อร์กระโดดลงจากรถม้าโดยไม่รอเหอจิ่วเหนียงเลย พร้อมตะโกนเสียงดังลั่นขึ้นทันที “ท่านปู่! ท่านย่า! โก่วเอ๋อร์กลับมาแล้วขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงมองเขายิ้มร่าด้วยความรักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างมาก และให้คนขับรถม้าช่วยขนของที่นำมาจากเมืองลงจากรถม้า


ครอบครัวลู่ได้ยินเสียงตะโกนเรียกของเสี่ยวโก่วเอ๋อร์ก็รีบออกมาดูทันที โดยเฉพาะนางซุนกับผู้เฒ่าลู่ เมื่อเห็นหลานชายกลับมาแล้วก็แทบร้องไห้


นี่แค่ห่างกันเจ็ดแปดวัน เนิ่นนานราวกับจากกันไปเป็นปี


“ไอ้หยา! หลานรักของย่า นี่เจ้าผอมลงไม่น้อยเลยนะ!”


นางซุนพุ่งเข้าไปอุ้มโก่วเอ๋อร์ด้วยสีหน้าเปี่ยมรักและเอ็นดู ในหัวคิดว่าสองแม่ลูกออกไปข้างนอกคงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแน่ นางจึงพลอยรู้สึกปวดใจยิ่งนัก


ด้านเหอจิ่วเหนียงยืนส่งคนขับรถม้ากลับไป และเห็นลู่จิ้งซวนเดินมาพอดี จึงยิ้มพลางกล่าว “พี่ใหญ่ ข้ารบกวนท่านช่วยขนของพวกนี้เข้าบ้านหน่อยสิเจ้าคะ ของพวกนี้ล้วนเป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆซื้อมาฝากทุกคนเจ้าค่ะ”


“ห่างบ้านไปไกล ยังจะซื้อของขวัญอะไรมาอีก แค่พวกเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว!”


แม้เมืองหลักกับอำเภอต้าหลิ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก แต่สำหรับครอบครัวลู่นั้นนับว่าไกล ที่สำคัญ ครอบครัวลู่มีปมในใจอยู่… เจ้าสามออกจากบ้านไปนานยังไม่กลับมา หากสะใภ้สามกับเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เกิดเรื่องขึ้นข้างนอก พวกเขาก็ไม่รู้ต้องทำเช่นไร


ลู่จิ้งซวนกล่าวพลางขนของเข้าด้านใน ในลานบ้าน นางซุนและผู้เฒ่าลู่ยังคงทั้งอุ้มทั้งกอดโก่วเอ๋อร์ด้วยความเอ็นดูและสงสาร


เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามา นางซุนหันไปมองก็ดูออกทันทีว่านางผอมลง สีหน้าจึงไม่ค่อยดีนัก “เหตุใดพวกเจ้าถึงผอมลงถึงขั้นนี้ฮะ?”


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ตัวจริงๆ ว่าตนเองผอมลง หลายวันที่ผ่านมาก็กินอิ่มปกติ มีเพียงโก่วเอ๋อร์ที่คืนแรกตกใจจนเป็นไข้ และซูบผอมลงเล็กน้อย


“เปล่านี่เจ้าคะ นี่ก็กลับมาแล้วอย่างไรล่ะเจ้าคะ อีกสองวันเดี๋ยวก็อ้วนเหมือนเดิมแล้วเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าวแบบขอไปที แล้วเอ่ยถามต่อ “พวกพี่สะใภ้ล่ะเจ้าคะ ข้าซื้อของขวัญเล็กๆน้อยๆมาฝากทุกคน ให้ทุกคนมาแบ่งกันเถอะเจ้าค่ะ!”


นางซุนกลอกตามองบนเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก “กลับมาก็กลับมาสิ ยังจะซื้อของขวัญอะไรมาอีก ซื้อของเจ้าไม่ใช้เงินหรือไรฮะ?”


“ฮี่ๆ ท่านแม่ ข้าซื้อกำไลใหญ่ๆมาให้ท่านด้วย หากท่านไม่ชอบ เช่นนั้นข้าให้คนอื่นนะ!”


“เจ้าช่างเป็นผู้หญิงที่ใช้เงินเก่งจริงๆ!”


นางซุนตกใจจนดวงตาแทบถลนออกมา กำไลเป็นของที่มีราคาแพงมาก จะเหมาะกับหญิงชาวนาแก่ชราอย่างนางได้อย่างไร


แม้ปากจะกล่าวตำหนิ แต่ในใจก็ลอบดีใจไม่น้อย ในบรรดาสะใภ้ คนที่นางชอบตำหนิมากที่สุดก็คือสะใภ้สาม และคนที่กตัญญูที่สุดก็คือสะใภ้สามเช่นกัน


ส่วนสะใภ้อีกสองคนไม่ค่อยมีเงินเท่าไร แต่ต่อให้มีเงินก็ไม่ได้นึกถึงแม่สามีอย่างนางตลอดเวลา ทว่าอย่างไรเสียครอบครัวพวกนางก็มีบุตรที่ต้องรับภาระหลายคน


ตอนที่ 145: บิดาเมตตา บุตรกตัญญู


เมื่อทุกคนมาถึง เหอจิ่วเหนียงก็จัดสรรสิ่งของทั้งหมดที่นางนำกลับมา สิ่งที่นางมอบให้ผู้เฒ่าลู่ได้แก่ไม้เท้าสามขา และรองเท้าที่ผ่านการซ่อมมาแล้วคู่หนึ่งซึ่งนางนำออกมาจากห้วงมิติ พื้นรองเท้าทำมาจากวัสดุชั้นดีของยุคสมัยใหม่ เมื่อสวมแล้วให้ความรู้สึกนุ่มและสบายมาก


เท้าของผู้เฒ่าลู่ไม่ค่อยดี แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินก็ตาม เมื่อยืนนานๆ เท้าจะรู้สึกล้าจนถึงขั้นเจ็บ ของสองอย่างนี้นับว่ารู้ใจเขาเป็นที่สุด


ของสองพี่น้องลู่และสองพี่น้องจางเป็นรองเท้าที่ทำมาจากวัสดุชนิดเดียวกัน ปกติพวกเขาต้องเดินค่อนข้างเยอะ รองเท้าคุณภาพดีๆสักคู่นับว่าสำคัญมาก


ส่วนของขวัญสำหรับเหล่าสตรีก็ไม่พ้นพวกปิ่นบุปผา ปิ่นปักผม และยังมีพวกสบู่หอม น้ำมันระเหย และน้ำมันหอม


ที่ผ่านมาเหอจิ่วเหนียงไม่สามารถหาโอกาสนำสิ่งของเหล่านี้ออกมาให้พวกเขาใช้ ครั้งนี้ได้เข้าเมืองหลัก นางจึงใช้โอกาสนี้นำสิ่งของเหล่านี้ออกมา อย่างไรเสียทุกคนในครอบครัวล้วนแต่ฟังนาง ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยแน่นอน


ส่วนของเด็กๆล้วนเป็นพวกของเล่น เด็กที่เรียนหนังสือนางก็มอบตำราให้คนละสองสามเล่ม


โดยรวมแล้ว ทุกคนในครอบครัวล้วนดีใจและมีความสุขมาก


“น้องสะใภ้สาม นี่คงเสียเงินไม่น้อยเลยกระมัง ต่อไปไม่ต้องซื้อมาแล้วนะ! เจ้ามีเงินก็เก็บเงินเอาไว้บ้าง ไม่ต้องมาสิ้นเปลืองกับพวกเราหรอก”


แม้นางหยูจะชอบรับของขวัญ แต่ก็รู้สึกเสียดายเงินเมื่อนึกถึงมูลค่าของมัน สิ่งของที่ซื้อกลับมาเหล่านี้เป็นของดีมีราคาทั้งสิ้น ชาวบ้านอย่างพวกนางจะใช้เกินควรได้อย่างไรกัน อีกอย่าง พวกเขาเป็นถึงพี่ชายพี่สะใภ้ จะให้น้องสะใภ้สามคอยช่วยเหลือเจือจุนอยู่ตลอดได้อย่างไรกัน


“เจ้าค่ะ ข้าก็ซื้อครั้งเดียวนี่แหละเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงรับปากพอให้ผ่านๆไป อย่างไรของเหล่านี้ก็นำออกมาจากห้วงมิติไม่ได้เสียเงินซื้อแต่อย่างใด และพวกสบู่หอม น้ำมันหอมเหล่านี้ล้วนเป็นของใช้สิ้นเปลือง หลังจากพวกนางได้ใช้ก็จะได้รู้ถึงประโยชน์ของมัน ต่อไปจะต้องอยากได้อีกเป็นแน่


โก่วเอ๋อร์เห็นท่านแม่แจกจ่ายของเสร็จแล้ว จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านปู่ท่านย่า ข้าก็มีของขวัญให้ท่านปู่กับท่านย่าด้วยขอรับ!”


กล่าวจบก็วิ่งมาเอาของที่เหอจิ่วเหนียง จากนั้นวิ่งมาตรงหน้านางซุนด้วยท่าทางน่ารักน่าชัง


ของถูกห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า ทุกคนมองไม่ออกว่าด้านในเป็นสิ่งใด นางซุนและผู้เฒ่าลู่เข้ามาดูด้วยความตื่นเต้น อยากรู้ว่าหลานชายสุดที่รักให้ของขวัญใดกับพวกเขา


โก่วเอ๋อร์เปิดผ้าเช็ดหน้าออก เผยให้เห็นปิ่นปักผมสองอัน


หนึ่งในนี้ซื้อพร้อมปิ่นปักผมดอกเหมยฮวาของเหอจิ่วเหนียง ปิ่นอีกอันดูเรียบง่ายกว่า เป็นปิ่นปักผมของบุรุษลักษณะเป็นภุชงค์


เด็กชายชี้แล้วอธิบาย “ปิ่นที่มีหินสีแดงอันนี้เป็นของท่านย่า ส่วนปิ่นรูปงูน้อยอันนี้เป็นของท่านปู่ขอรับ!”


ก่อนหน้านี้โก่วเอ๋อร์ไม่รู้ว่าจะมอบอะไรเป็นของขวัญให้ท่านปู่ดี หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายวัน ก็นึกได้ว่าบุรุษก็ต้องมวยผมเช่นกัน ดังนั้นจึงไปหาซื้อปิ่นปักผมสำหรับบุรุษมาหนึ่งอัน


“ดีจริง นึกไม่ถึงเลยว่าคนแก่อย่างข้าจะได้รับความสุขเล็กๆน้อยๆจากหลานชายด้วย ฮ่าๆๆ!”


ชายชราดีใจมาก หยิบปิ่นปักผมมาดูด้วยความหลงใหลอย่างไม่อาจวางลงได้


ประเดี๋ยวเอาออกไปอวดสักหน่อยดีกว่า ไปถามพวกชาวบ้านคนเฒ่าคนแก่วัยเดียวกันว่าได้รับความสุขเล็กๆน้อยๆเช่นนี้จากหลานชายตนเองบ้างหรือไม่!


“ไอ้หยา หลานชายข้าช่างกตัญญูจริงๆ!”


นางซุนดีใจจนน้ำตาคลอ ได้รับของขวัญชิ้นนี้จากหลานชาย น่ายินดียิ่งกว่าได้รับของขวัญจากสะใภ้สามเสียอีก!


โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเป็นคนที่เลี้ยงดูโก่วเอ๋อร์มาเอง ความรู้สึกทั้งหมดที่มีต่อเจ้าสาม พวกเขามอบให้หลานชายคนนี้แล้ว


“ลุงใหญ่กับลุงรองของเจ้าไม่เคยซื้ออะไรให้คนเฒ่าคนแก่อย่างปู่กับย่าเลย นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะรู้ความถึงเพียงนี้…”


นางซุนน้ำตาคลอ คิดถึงเจ้าสามผู้เป็นบุตรชาย รู้สึกว่าหลานชายคนนี้กตัญญูรู้ความเหมือนพ่อของเขาไม่มีผิด


สีหน้าของครอบครัวลู่จิ้งซวนและลู่เหอหรงพลันประดักประเดิด…ในเรื่องนี้ พวกเขาทำได้ไม่ดีเท่าครอบครัวของน้องสามจริงๆ


เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเกิด ครอบครัวยากจนไม่มีเงิน ต่อมาเหอจิ่วเหนียงแบ่งเงินให้พวกเขายี่สิบตำลึง พวกเขาเก็บเงินก้อนนั้นไว้ตลอดด้วยความเสียดาย ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้นางซุนกล่าวออกมาเช่นนี้ ใบหน้าของแต่ละคนจึงเผยความรู้สึกผิดและละอายใจ


“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกอกตัญญูเองขอรับ รอสิ้นปีได้เงินส่วนแบ่ง พวกเราก็จะซื้อของดีๆให้ท่านทั้งสองขอรับ!”


“ใช่ขอรับ ที่ผ่านมาพวกเราดูแลท่านไม่ดี ต่อไปพวกเราจะปรนนิบัติกับท่านทั้งสองอย่างดีเหมือนที่น้องสะใภ้สามทำขอรับ!”


สองพี่น้องลู่รีบให้คำมั่นอย่างหนักแน่น ลู่กุ้ยหลานก็ถือโอกาสนี้กล่าวเช่นกัน “ท่านพ่อท่านแม่ ลูกก็จะกตัญญูต่อท่านทั้งสองเจ้าค่ะ!”


นางเสิ่นเองก็กล่าวขึ้นเช่นกัน “ท่านป้า พวกเราก็จะกตัญญูต่อท่านทั้งสองเสมือนพ่อแม่ขอตัวเองเจ้าค่ะ!”


นางซุนเพียงซาบซึ้งที่หลานชายตัวน้อยมอบของขวัญให้ตน ไม่ได้อยากฟังวาจาแสดงความกตัญญูเหล่านี้ นางส่งเสียงฮึดฮัดออกทางจมูกครั้งหนึ่ง ก่อนจะอุ้มโก่วเอ๋อร์ด้วยความรักแล้วเดินจากไป ทิ้งทุกคนให้ยืนอ้ำอึ้ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง

........


หลินอี้ผิงเดินทางด้วยรถม้าติดต่อกันหลายวัน จนในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองหลวง


ฮ่องเต้ประชวรมาหลายวันแล้ว อารมณ์ฉุนเฉียวอย่างยิ่ง เมื่อใดที่ไม่สบอารมณ์ก็จะเรียกบรรดาโอรสเข้าวังมารวมตัวกันเข้าเฝ้าและปรนนิบัติทันที


ในวังไม่ได้ขาดคนปรนนิบัติ เพียงแต่ฮ่องเต้รู้สึกว่า ในเมื่อตนอยู่ไม่เป็นสุข บรรดาโอรสของเขาก็ต้องอยู่ไม่เป็นสุขเช่นกัน


ต่อให้พวกเขาไม่ต้องทำอะไร แต่ก็ต้องคุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทมเพื่อแสดงความเคารพและความกตัญญู


เมื่อเรื่องออกสู่สาธารณชน เหล่าราษฎรจึงได้มองว่า ราชวงศ์ก็เป็นดั่งคำสุภาษิต ‘บิดาเมตตา บุตรกตัญญูและรักใคร่ปรองดองกันดี’


“เจ้าสามล่ะ เราป่วยมาหลายวันแล้ว เหตุใดเขาถึงยังไม่โผล่หัวมาอีก! ไม่เห็นพ่ออย่างเราอยู่ในสายตาแล้วอย่างนั้นหรือ?”


ฮ่องเต้กวาดสายพระเนตรไปที่เหล่าโอรสข้างแท่นบรรทมด้วยสีพระพักตร์โกรธเกรี้ยวรุนแรง


หลิวกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่บนแท่นบรรทมลูบพระอุระฮ่องเต้เบาๆ เพื่อให้เขาคลายโทสะลง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือเพ.คะ เฉินอ๋องไปบรรเทาภัยพิบัติที่ชางโจว คาดว่าคงยังไม่ได้รับข่าวการประชวรของพระองค์เพ.คะ”


ระยะทางระหว่างชางโจวกับเมืองหลวงค่อนข้างห่างไกลกัน ฮ่องเต้ยังคงไม่พอพระทัย “หึ ไปเป็นเดือนแล้วก็ไม่คิดจะส่งข่างกลับมา!”


จ้าวกงกงที่อยู่ข้างพระวรกายรีบกล่าวขึ้น “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ครึ่งเดือนหลังจากออกเดินทางองค์ชายสามก็ส่งข่าวกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ รายงานว่าที่ชางโจวฝนเริ่มตกแล้ว เรื่องภัยพิบัติตอนนี้กำลังจัดการอยู่พ่ะย่ะค่ะ…”


ไม่ใช่ว่าคนข้างกายเหล่านี้จะหักหน้าเขา แต่เขาไม่ได้สนใจเรื่องของเฉินอ๋องเลยแม้แต่น้อย


สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ไม่ค่อยดีนัก แสร้งทำเป็นไม่รู้แล้วตรัสขึ้น “อ๋อ ชางโจวแห้งแล้งมานานสามปี พอเขาไปฝนก็ตกลงมาเลยอย่างนั้นหรือ?”


ขณะตรัสเขาก็หัวเราะเยาะ คิดว่าบุตรชายคนนี้ต้องการแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้ของเขาจริงๆ และดูเหมือนว่าสวรรค์ก็เข้าข้างเขาเสียด้วย


เมื่อสังเกตเห็นฮ่องเต้ไม่พอพระทัย จ้าวกงกงก็ไม่กล้าเอ่ยคำใหอีก มีจิ้งอ๋องที่นับว่ากล้าหาญ เขาเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยัน “ชางโจวแห้งแล้งมาสามปี ก็ถึงเวลาที่ฝนควรตกบ้างแล้ว ส่วนเรื่องน้องสามก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น”


ได้ยินคำพูดนี้แล้วฮ่องเต้ก็อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงตรัสด้วยความไม่พอพระทัย “ในเมื่อเป็นเรื่องบังเอิญ แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ไปด้วยล่ะ?”


จิ้งอ๋องไม่แน่ใจว่าเสด็จพ่อหมายความเช่นไร เหตุใดถึงดูเหมือนเสียดสีและปกป้องในเวลาเดียวกัน


หลินอ๋องช่วยพูดแทน “เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ น้องสามกตัญญูรู้คุณมาโดยตลอด หากรู้ว่าเสด็จพ่อประชวร ต้องกลับมาเยี่ยมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากเสด็จพ่อทรงร้อนพระทัย ลูกจะรีบส่งคนไปรับน้องสามกลับมาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”


ไม่รู้ว่าคำพูดนี้พูดให้ใครฟัง ฮ่องเต้ส่งเสียงฮึดฮัดก่อนกล่าว “ช่างเถอะ ไม่เห็นหน้าเขา เราก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกสองปี!”


บรรดาองค์ชายต่างรีบโขกศีรษะขอรับโทษ “ลูกหวาดกลัวไปเองพ่ะย่ะค่ะ!”


ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์อย่างหมดความ.อดทน “องค์รัชทายาทอยู่ก่อน ส่วนพวกเจ้าออกไปคุกเข่าข้างนอกให้หมด”


หลินอ๋องกับจิ้งอ๋องหันสบตากัน ก่อนจะถอยออกไปด้วยท่าทางเคารพ


ตอนที่ 146: มีเลศนัย


“เสด็จพ่อเอาแต่เข้าข้างเสด็จพี่รัชทายาท คนอ่อนแอไร้ความสามารถเช่นนั้นมีอะไรดีนักหนา”


ทันทีที่เดินออกมาจากห้องบรรทมของฮ่องเต้ จิ้งอ๋องก็สบถออกมาอย่างไม่พอใจ


หลินอ๋องเหลือบมองเขา ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนกล่าว “เสด็จพี่รัชทายาทเป็นโอรสคนโตสายเลือดโดยตรงของเสด็จพ่อ เสด็จพ่อเข้าข้างเขาก็เป็นเรื่องปกติ”


เพราะในปีนั้นฮ่องเต้ก็เป็นโอรสคนโตเหมือนกัน แต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนกลับไม่เห็นความสำคัญของเขา ตำแหน่งฮ่องเต้ที่เขาได้มาจึงต้องใช้อุบายไปไม่น้อย


และด้วยเหตุนี้เอง ฮ่องเต้จึงปฏิบัติต่อองค์รัชทายาทดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่คลอดออกมาก็ทรงแต่งตั้งตำแหน่ง.องค์รัชทายาทให้ทันที ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยทำความดีความชอบอะไร กระทั่งตอนที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ ฮ่องเต้ก็ไม่เคยกล่าวโทษเขาเลย แถมยังให้กำลังใจเขาอีกด้วย


จิ้งอ๋องส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความเย้ยหยัน “ก็แค่โชคดีที่เกิดมาถูกแม่เท่านั้นแหละ!”


แม้จะกล่าวเช่นนี้ ทั้งสองก็ยังคงคุกเข่าอยู่ด้านนอกตามคำสั่งแต่โดยดี แต่กลับทำคอยืดคอยาวแอบฟังความเคลื่อนไหวด้านใน


ภายในตำหนัก ฮ่องเต้ส่งเสียงกระแอมไอสองครั้ง องค์รัชทายาทเอ่ยถามด้วยความกล้าๆกลัวๆ “สะ เสด็จพ่อ มีสิ่งใดจะรับสั่งลูกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“จวิ้นเอ๋อร์ เจ้าก็รู้ว่าพ่อรักเจ้ามากที่สุด”


ฮ่องเต้ทอดพระเนตรโอรสคนโตที่คุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทม แววตาเจือความผิดหวังเล็กน้อย


เหตุใดลูกชายคนนี้ถึงไม่มีความกล้าหาญเหมือนเขาในตอนนั้นเลย เอาแต่ทำตามคำสั่งที่คนอื่นบอก ไร้ความคิด ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ


แต่ก็เพราะองค์รัชทายาทเป็นเช่นนี้ เขาจึงเชื่อว่าบุตรชายคนนี้จะไม่มีวันคุกคามเขา ดังนั้นจึงทุ่มเทความรักและเข้าข้างเขามาตลอด


“ลูกรู้พ่ะย่ะค่ะ”


องค์รัชทายาทคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะมองพระพักตร์พระบิดา ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกกลัวเสด็จพ่อมาก


“ช่วงนี้เจ้าสามเป็นจุดสนใจของผู้คนมาก เจ้าไม่กลัวเขาจะคุกคามเจ้าหรือ?”


ฮ่องเต้เจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้าได้ องค์รัชทายาทที่ตนเลี้ยงดูมากับมือกลับไม่อาจเทียบเจ้าสามได้เลย เมื่อนึกแล้วก็พลันรู้สึกโกรธขึ้นมา


“ลูก ลูกขี้ขลาดเองพ่ะย่ะค่ะ!”


องค์รัชทายาทก้มหน้าจนคางจรดหน้าอกด้วยความหวาดกลัว ท่าทางขี้ขลาดเช่นนี้กระตุ้นความโกรธของฮ่องเต้ให้ยิ่งทวีคูณ คว้ากาน้ำชาข้างกายปากระแทกศีรษะเขาทันที


“เอะอะก็ขี้ขลาด เอะอะก็กลัว วันๆเอาแต่กลัว เราอบรมสั่งสอนเจ้ามานานหลายปี เจ้าจะไร้ประโยชน์เช่นนี้หรือ?”


องค์รัชทายาทไม่กล้าหลบหลีก ปล่อยให้กาน้ำชาพุ่งมากระแทกศีรษะ เลือดสีแดงสดค่อยๆไหลลงมา


หลิวกุ้ยเฟยรีบห้ามไว้ “ฝ่าบาทเพ.คะ องค์รัชทายาทมีนิสัยเช่นนี้อยู่แล้ว เหตุใดพระองค์ต้องบีบบังคับอีกล่ะเพ.คะ อายุเขายังน้อย อีกสักปีสองปีอาจจะรู้ความกว่านี้ก็ได้นะเพคะ!”


ขณะที่กล่าว นางก็หยิบยาอายุวัฒนะออกมาจากลิ้นชักข้างๆหนึ่งเม็ดป้อนใส่ปากเขา และป้อนน้ำชาตามอย่างใส่ใจ


เมื่อได้ระบายโทสะ ฮ่องเต้รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย และตรัสกับ.องค์รัชทายาทอีก “เจ้าอยากใช้ชีวิตธรรมดาเช่นนี้ไปจนตายหรืออย่างไร เจ้าต้องจำเอาไว้นะว่าหากเจ้านั่งในตำแหน่งนี้ไม่ได้…เจ้าจะต้องเจอจุดจบเช่นไร! เจ้าสามไปชางโจวฝนก็ตกทันที เรื่องนี้จะให้ราษฎรคิดเช่นไร ถึงเวลาขึ้นมาใครจะสนับสนุนเจ้า?”


“โปรดเสด็จพ่อทรงชี้แนะลูกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


องค์รัชทายาทเอ่ยด้วยความสั่นเทา เขาก็อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เก่งขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบเจ้าสามได้ แล้วจะให้เขาทำเช่นไร?”


ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นความโกรธก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้งจนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอด ได้แต่โทษตัวเองในใจว่าเลี้ยงลูกชายคนนี้ออกมาให้โง่เง่าขนาดนี้ได้อย่างไรกัน


“ที่ชางโจวตอนนี้ ถึงเวลาต้องเรียกขวัญกำลังใจของราษฎรกลับมา เจ้าไม่อยากไปแบ่งเบาเรื่องนี้สักหน่อยหรือ เหตุใดเจ้าถึงโง่ได้ถึงเพียงนี้นะ!”


องค์รัชทายาทตระหนักรู้ได้ทันที “ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงชี้แนะลูกพ่ะย่ะค่ะ! ลูกจะเดินทางไปชางโจวเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”


ในที่สุดฮ่องเต้ก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย และโบกพระหัตถ์ให้เขาออกไป


หลังจากที่องค์รัชทายาทออกไปแล้ว หลินอ๋องและจิ้งอ๋องก็ถูกเรียกเข้ามาคุกเข่าด้านในต่อ จิ้งอ๋องรู้สึกไม่ค่อยดีจึงเอ่ยถาม “เสด็จพ่อ เหตุใดเสด็จพี่รัชทายาทถึงกลับไปแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อยังทรงประชวรอยู่เลย เหตุใดถึงไม่อยู่ปรนนิบัติพระองค์ล่ะพ่ะย่ะค่ะ!”


ฮ่องเต้เหลือบมองโอรสคนที่หกแวบหนึ่ง ย่อมรู้ดีว่าในใจเขาคิดสิ่งใดอยู่ โดยปกติแล้วก็ไม่อยากสนใจอะไรเขา… แต่ครั้งนี้ จู่ๆก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น จึงตรัสอย่างเนิบช้า “สถานการณ์ที่ชางโจวร้ายแรงนัก เราก็อยากให้เขาไปช่วยบรรเทาภัยพิบัติเหมือนกัน”


“บรรเทาภัยพิบัติหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ดวงตาของจิ้งอ๋องเปล่งประกาย “ลูกก็บรรเทาภัยพิบัติได้พ่ะย่ะค่ะ โปรดเสด็จพ่อทรงอนุญาตด้วย!”


“เจ้าอยากไปจริงๆหรือ?”


ฮ่องเต้เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เห็นชัดว่าบุตรชายคนนี้กระวนกระวายใจมาโดยตลอด นั่นยิ่งทำให้แผนการในใจของเขาเริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น


สมองของเจ้ารัชทายาท ถึงจะไปก็คงสู้เจ้าสามไม่ได้ หากเจ้าหกไปด้วยก็พอฟัดพอเหวี่ยงได้บ้าง องค์รัชทายาทก็จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย


“อยากไปพ่ะย่ะค่ะ ลูกในฐานะโอรสของเสด็จพ่อ ก็เป็นห่วงใต้หล้า สงสารราษฎรเหมือนกัน หากสามารถช่วยเหลือได้ ลูกถึงจะรู้สึกดีขึ้นบ้างพ่ะย่ะค่ะ”


ลมปากรื่นหูเช่นนี้ทำเอาฮ่องเต้ส่งเสียงฮึดฮัดเย็นชาอย่าง.อดไม่ได้ “ตอนที่สถานการณ์ร้ายแรง เหตุใดถึงไม่เห็นเจ้าเสนอตัวออกมา?”


จิ้งอ๋องให้เหตุผล “ตอนนั้นเสด็จพ่อส่งพี่สามไปแล้ว ลูกไม่กล้าแย่งชิงความดีความชอบพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้กระตุกมุมปากเล็กน้อย และละความสนใจจากเขา จากนั้นหันไปมองหลินอ๋องแล้วถาม “เจ้าห้า เจ้าล่ะ?”


“กราบทูลเสด็จพ่อ เสด็จพี่กับน้องๆไปช่วยบรรเทาภัยพิบัติกันหมด ข้างกายเสด็จพ่อจะขาดคนดูแลไม่ได้ ลูกยินดีอยู่ปรนนิบัติข้างกายเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้ชื่นชอบโอรสคนที่ห้าคนนี้มาก ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใครเลย นิสัยสุภาพอ่อนโยน มนุษยสัมพันธ์ก็ดี จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจเป็นอย่างมาก


“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องไป เจ้าหกอยากไปก็ไปเถอะ องค์รัชทายาทเป็นคนซื่อ เจ้าก็ช่วยดูแลเขาด้วย”


ตรัสจบก็โบกพระหัตถ์ และเรื่องราวก็ตกลงตามนี้ 


ทันใดนั้นจิ้งอ๋องก็รู้สึกประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าเสด็จพ่อจะยอมตอบตกลงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ จึงรีบโขกศีรษะ “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ ลูกน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”

.......


ในตอนนี้องค์รัชทายาทคิดว่า เจ้าสามโชคดีมาก แห้งแล้งมานานสามปี พอเขาไปถึงฝนก็ตกทันที ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้ด้วย


องค์รัชทายาทไม่เชื่อประโยคที่ว่า ‘โอรสสวรรค์ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว’ อะไรนั่น ไม่แน่ เจ้าสามอาจใช้ลัทธินอกรีตก็ได้ ดังนั้นจึงกลับไปทำแผลที่จวน สั่งให้คนเก็บของเตรียมเดินทางไปชางโจว และยังแอบนำกำลังคนไปอีกไม่น้อย 


ต้องหาหลักฐานลัทธินอกรีตของเจ้าสามให้ได้!


แม้เขาจะขี้ขลาด แต่ก็ไม่อยากให้ตำแหน่งฮ่องเต้ในอนาคตของตนเองหลุดมือไป เขาเกิดมาก็ได้ตำแหน่งองค์รัชทายาท ตำแหน่งนั้นเดิมทีมันก็สมควรเป็นของเขาอยู่แล้ว จะให้คนอื่นแย่งชิงไปไม่ได้เด็ดขาด

........


หลังจากที่จิ้งอ๋องออกจากวังก็รีบไปหาหลินอี้ผิงทันที อยากพาเขาไปชางโจวด้วยเพื่อจะได้ช่วยเขาอีกแรง แต่สุดท้ายกลับได้รับคำตอบว่า หลินอี้ผิงไม่ได้อยู่ที่จวน


“ทูลจิ้งอ๋อง เจ้านายของพวกเราเป็นคนลึกลับมาโดยตลอด ข้าน้อยก็ไม่รู้เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะว่าตอนนี้นายท่านอยู่ที่ไหน”


จิ้งอ๋องรู้สึกกลัดกลุ้มใจ เหตุใดสหายอี้ผิงมักไม่อยู่ตลอด


จะว่าไปแล้ว จนกระทั่งถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของหลินอี้ผิงคือใครกันแน่ แม้เคยส่งคนไปตรวจสอบแล้ว แต่ก็ไม่เจออะไรเลย ทั้งสองรู้จักกันมาหลายปีแล้ว แต่เขายังไม่รู้เลยว่าหน้าตาที่แท้จริงของหลินอี้ผิงเป็นเช่นไร


แต่เขาก็เชื่อใจหลินอี้ผิง เพราะหลายครั้งที่เขาเชื่อคำแนะนำของอีกฝ่าย เขาจะบรรลุภารกิจไปได้ไม่น้อย


“ช่างเถอะ หากสหายอี้ผิงกลับมาแล้วเจ้าก็บอกเขาด้วยแล้วกันว่าข้าไปชางโจว”


“พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะแจ้งนายท่าน”


ทันทีที่ผู้มาเยือนกลับไป พ่อบ้านก็ปิดประตู และเรียกบ่าวรับใช้มา “กลางคืนอย่าลืมไปรายงานนายท่านด้วยล่ะ”


“ขอรับ”

.......


หลิวกุ้ยเฟยถือโอกาสตอนที่ฮ่องเต้บรรทมอยู่กลับมายังตำหนักของตนเอง เขียนจดหมายด่วนฉบับหนึ่งมอบให้นางกำนัลคนสนิท แล้วสั่งการ “รีบให้คนเอาจดหมายนี่ไปส่ง ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี”


นางกำนัลรับคำสั่งและรีบไปทันที หลิวกุ้ยเฟยก้มลูบเล็บสีแดงฉูดฉาดเล่น มุมปากยกยิ้มเย็นชา


…สถานการณ์ในตอนนี้นับวันยิ่งน่าสนใจมากขึ้นจริงๆ


ตอนที่ 147: รวยด้วยการเลี้ยงสัตว์


หลังจากเหอจิ่วเหนียงกลับมา ลู่เหอหรงก็นำชิ้นส่วนที่ช่างตีเหล็กทำเสร็จกลับมาแล้ว


“จะว่าไปก็บังเอิญเหมือนกัน นี่เพิ่งทำเสร็จเมื่อวานแล้วเอากลับมาพอดีเลย”


ลู่เหอหรงบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม แบบร่างที่ดูซับซ้อนเหล่านั้น เดิมทียังคิดว่าช่างตีเหล็กไม่น่าจะทำออกมาได้ นึกไม่ถึงว่าจะทำออกมาได้จริงๆ


เหอจิ่วเหนียงหยิบมาพิจารณา เทียบขนาดตามภาพที่วาดออกมาก่อนหน้านี้ ปรากฏว่าทำออกมาได้ไม่เลวเลย


“เยี่ยมไปเลยพี่รอง พี่รองไปหาช่างตีเหล็กเหล่านั้น ให้ทำออกมาอีกหนึ่งร้อยชุด ข้าใช้ประโยชน์จากมันได้มากเลยล่ะเจ้าค่ะ!”


ลู่เหอหรงไม่ได้ถามนางว่าเอามาทำอะไรเยอะแยะขนาดนั้น เพียงพยักหน้ารับปาก “ตกลง ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้!”


“อย่าลืมไปเอาเงินจากท่านแม่นะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงตะโกนไล่หลัง เรื่องทำจักรเย็บผ้าจะต้องใช้เงินกองกลางอยู่แล้ว


“เข้าใจแล้ว!”


นางซุนรู้ตั้งนานแล้วว่าเหอจิ่วเหนียงต้องการทำสิ่งใด จึงไม่ถามให้มากความ เพราะถามไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แค่ควักเงินให้ก็พอแล้ว ในเรื่องทำการค้า พวกเขาล้วนฟังเหอจิ่วเหนียงอยู่แล้ว


เวลาไม่ถึงสองวัน เหอจิ่วเหนียงก็นำภาพวาดชิ้นส่วนที่เหลือส่งให้ลู่เหอหรง มอบหมายเรื่องชิ้นส่วนเหล่านี้ให้เขาเป็นคนจัดการ


ตามความหมายของเหอจิ่วเหนียง ให้ช่างตีเหล็กทำชิ้นส่วนเหล่านั้นออกมาอีกสักชุด หลังจากชิ้นส่วนครบแล้วจะนำมาประกอบเป็นจักรเย็บผ้าหนึ่งเครื่องเพื่อให้ทุกคนได้เห็นก่อน จากนั้นก็ต้องหาคนหนึ่งมาฝึกใช้ให้เป็น รอหลังจากผลิตออกมาได้เป็นจำนวนมาก ก็สามารถนำไปใช้งานที่โรงงานได้


หลังจากกลับมาจากเมืองหลัก เวลาที่ผู้ดูแลเหรินมีเรื่องอะไรก็มักจะมาหาเหอจิ่วเหนียงตลอด ก่อนหน้านี้จะตามนางก็เฉพาะยามที่เจอโรครักษายากเท่านั้น


ครอบครัวที่มีฐานะดีแม้มีเงินแต่ที่ผ่านมากลับไม่สามารถรักษาโรคที่เป็นอยู่ได้เลย ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าโรคนี้อาจรักษาได้ก็แทบรอไม่ไหว เหอจิ่วเหนียงจึงกลายเป็น ‘หมอผู้เชี่ยวชาญ’ แห่งโรงหมออวี้หยวน และพบตัวได้ยาก


เหอจิ่วเหนียงยุ่งกว่าเมื่อก่อนมาก ตื่นเช้ากลับดึกเดินทางไปกลับจากบ้านและอำเภอทุกวัน ตอนเช้าออกไปพร้อมกับเด็กทั้งสามที่ต้องไปเรียน ตอนค่ำก็กลับมาพร้อมกับพวกเขา


ผู้ดูแลเหรินเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆ จัดคนขับรถม้าให้รับส่งเหอจิ่วเหนียงโดยเฉพาะ ช่วยเบาแรงให้ลู่จิ้งซวนไม่น้อย


โชคดีที่ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะกลับดึกเพียงใด คนที่บ้านก็จะรอนางเพื่อกินข้าวพร้อมกันอยู่ตลอด แม้นางบอกไปแล้วหลายครั้งว่าไม่ต้องรอ แต่ทุกคนก็ยังยืนหยัดที่จะรออยู่เสมอ


โดยเฉพาะนางซุน คราใดที่เหอจิ่วเหนียงพูดเรื่องนี้ขึ้น นางจะตะคอกอย่างไม่เกรงใจทันที “เกี่ยวอะไรกับเจ้ากัน ข้ารอหลานๆของข้าต่างหากล่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ‘เอาเถอะ ใครใช้ให้เด็กทั้งสามรอกลับพร้อมนางกันเล่า’


เวลากินข้าว ครอบครัวลู่ไม่ได้พิถีพิถันเหมือนครอบครัวอื่น เช่นเวลากินข้าวห้ามพูด ครอบครัวลู่ล้วนยุ่งกับงานกันมาทั้งวัน มีเพียงเวลานั่งกินข้าวด้วยกันเท่านั้นที่สามารถพูดคุยกันได้ โดยปกติแล้วมีเรื่องอะไรก็มักจะมาพูดคุยกันในตอนที่ตั้งวงกินข้าวเสมอ


หลังจางซงกินข้าวคลายหิวไปสามสี่คำ เขาก็เอ่ยขึ้น “ช่วงนี้มีคนเริ่มรู้แล้วว่ากิจการเสื้อผ้าขนสัตว์ของเราทำเงินได้ดี เมื่อเช้าตอนที่พวกเราไปรับขนสัตว์ปรากฏว่ามีคนแย่งซื้อไปแล้ว ทั้งยังจ่ายราคาสูงกว่าเราด้วย เถ้าแก่หอสุราเห็นว่าขายดีจึงขึ้นราคาตามไปด้วยขอรับ”


นี่เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ตราบใดที่การค้าใดเริ่มสร้างกำไร ผู้คนก็อยากจะทำบ้างอยู่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร มีแค่ครอบครัวเราเท่านั้นที่ทำได้ ไม่ว่าใครก็ตัดหน้าการค้านี้ของเราไปไม่ได้”


ไม่ต้องพูดถึงว่ามีนางเป็นนักออกแบบที่ออกแบบเสื้อผ้าอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถรับประกันรูปแบบเสื้อผ้าที่หลากหลายได้ และเรื่องกำจัดกลิ่นเหม็นสาบของขนสัตว์ก็ใช่ว่าใครจะทำได้ เพราะต้องใช้น้ำยากำจัดกลิ่นที่นางเอาออกมาจากมิติ ในยุคนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำออกมาได้


“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่พวกเขาเริ่มรับซื้อขนสัตว์กันแล้ว อาจทำให้พวกเราไม่พอใช้ แล้วเราจะทำเช่นไรดีขอรับ?”


จางซงไม่ได้กังวลเรื่องการค้า แต่เขากังวลเรื่องปริมาณขนสัตว์ พวกเขารับคำสั่งซื้อมามากปานนั้น จำเป็นต้องใช้ขนสัตว์จำนวนมาก


ช่วงนี้ครอบครัวเริ่มเดินทางไปสู่จุดสูงสุดแล้ว แบบเสื้อผ้าที่ยกระดับขึ้นโดยมีเอกลักษณ์ก็ต้องใช้ขนที่อ่อนนุ่ม อีกทั้งยังเป็นงานละเอียดประณีตมาก ชุดนวมขนอ่อนหนึ่งชุดมีราคาสูงถึงยี่สิบถึงสามสิบตำลึง นี่แค่ขายในอำเภอ หากนำไปขายในเมืองหลักละก็ ยังสามารถเพิ่มราคาได้อีกมาก


ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องใช้ขนสัตว์ทั้งอ่อนมากอ่อนน้อยนับไม่ถ้วน


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ขอให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเลี้ยงไก่เป็ดห่านเยอะๆ พวกเราจะรับซื้อในราคาสูงกว่าท้องตลาดสองอีแปะ”


ก่อนหน้านี้ครอบครัวลู่ซื้อที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยผืนใหญ่ หลังจากสร้างโรงงานแล้วยังล้อมพื้นที่ว่างบางส่วนเอาไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ปีก ทว่าตอนนี้สัตว์เหล่านั้นยังเล็กอยู่ ยังไม่สามารถใช้ได้ และอาศัยเพียงแค่สัตว์ปีกที่พวกเขาเลี้ยงย่อมไม่เพียงพอ สู้ขอให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเลี้ยงด้วยกัน อาศัยการเลี้ยงสัตว์ก็สามารถรวยได้


“ความคิดนี้ดี! ประเดี๋ยวข้าจะไปคุยกับผู้นำหมู่บ้าน ให้เขาช่วยบอกออกไป”


ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้นเป็นคนแรก ช่วงนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้นำหมู่บ้านค่อนข้างสนิทสนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนหน้านี้เขาเอาของขวัญที่โก่วเอ๋อร์ซื้อให้ไปอวด ทำให้ผู้นำหมู่บ้านรู้สึกอิจฉาไม่น้อย


“ท่านพ่อ ข้าว่าไม่ต้องไปรบกวนผู้นำหมู่บ้านหรอกเจ้าค่ะ ตอนนี้คนในโรงงานของเราก็มีอยู่ไม่น้อย พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปบอกพวกนางเจ้าค่ะ ให้พวกนางไปบอกต่อเพื่อนบ้านก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”


นางหยูรู้สึกเกรงใจที่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไปรบกวนผู้นำหมู่บ้านตลอด อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่


“สะใภ้ใหญ่พูดถูก เราจะติดค้างน้ำใจเขามากไปไม่ได้ เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่สะใภ้ใหญ่จัดการก็แล้วกัน”


นางซุนเหลือบมองนางหยูด้วยความพอใจ รู้สึกว่าช่วงนี้สะใภ้ใหญ่ทำหน้าที่ได้ไม่เลวเลย ยามที่ครอบครัวมีเรื่องปรึกษาก็เริ่มรู้จักแสดงความคิดเห็นแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนนางคงเอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา


และคราวนี้ความกดดันก็ตกไปอยู่ที่นางฉิน ลู่กุ้ยหลานปกติก็พูดอยู่บ้าง มีแต่นางฉินนี่แหละที่ยังคงพูดน้อย หลังจากสัมผัสได้ถึงสายตาของสตรีผู้เป็นใหญ่ในบ้าน สะใภ้คนรองก็ลอบกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “แต่…แต่พวกเราใช้แค่ขนของมัน แล้วเนื้อที่เหลือจะทำเช่นไรเจ้าคะ?”


จะว่าไป นี่ก็นับเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน


“หรือพวกเราจะขายให้หอสุราเจ้าคะ?”


นางเสิ่นหาโอกาสเสนอความคิดเห็นอยู่พอดี ทุกคนได้ฟังก็คิดว่าเป็นวิธีที่ดี จึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียง อยากรู้ว่านางจะตัดสินใจอย่างไร


“ข้าว่าไม่ค่อยเหมาะ” 


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าแล้วเอ่ยต่อ “หอสุราเปิดมานานมากแล้ว จะต้องมีคนส่งของให้ประจำแน่นอน พวกเราทำไปก็เท่ากับไปแย่งถ้วยข้าวคนอื่น อีกอย่าง หอสุราก็ใช่ว่าจะยอมเปลี่ยนแหล่งสินค้าง่ายๆ นอกจากนี้ พวกเรารับซื้อสัตว์เหล่านั้นในราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสองอีแปะ หากขายต่อให้คนอื่นในราคาตลาดคงไม่คุ้ม”


“น้องสะใภ้สามมีวิธีอยู่แล้วหรือ?”


ลู่จิ้งซวนเห็นท่าทีเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ร้อนใจ จึงคาดว่านางต้องมีวิธีแล้วเป็นแน่


“ฮี่ๆ พอมีทางอยู่เจ้าค่ะ แต่ต้องทำให้ทุกคนเหนื่อยแล้ว”


“น้องสะใภ้สามรีบบอกมาได้เลย!”


ลู่เหอหรงรีบพูดขึ้นอย่างแข็งขัน ช่วงนี้พวกเขาสลับสับเปลี่ยนกันออกไปขายเสื้อผ้า นับว่าได้ประสบการณ์มาไม่น้อย เมื่อก่อนเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง ทว่าตอนนี้กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้นแล้ว


“คืออย่างนี้เจ้าค่ะ ข้าวางแผนจะทำอาหารขายโดยใช้ไก่ เป็ด และห่านเป็นส่วนประกอบหลัก แล้วเอาไปขายในอำเภอเหมือนที่เอาเสื้อผ้าไปขาย นอกจากนี้เรายังสามารถตั้งราคาได้สูงด้วยเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงคิดเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว ในยุคสมัยใหม่มีอาหารที่ปรุงขึ้นจากไก่ เป็ด และห่านสารพัดอย่าง ทั้งยังเป็นที่นิยมสำหรับคนทุกวัยอีกด้วย


ตอนที่ 148: นางหยูพัฒนาขึ้นแล้ว


“ทำของกินขาย…เกรงว่าจะยากไปกระมัง”


ลู่จิ้งซวนเอ่ยด้วยความลังเลเล็กน้อย ทุกคนจึงหันไปมองเขา รอให้เขาอธิบายเหตุผล


จู่ๆ ถูกทุกสายตาจับจ้องเช่นนี้ ลู่จิ้งซวนจึงรู้สึกเก้ๆกังๆ แต่ด้วยประสบการณ์การออกไปขายเสื้อผ้าที่ต้องตะโกนเรียกลูกค้ากับเหลียนฮวาและลู่เสี่ยวหยาง จึงทำให้เขาไม่ได้รู้สึกขัดเขินไม่มั่นใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นจึงพูดความกังวลของตนเองออกมา “คืออย่างนี้ขอรับ ตอนนี้ในแต่ละวันพวกเราต้องการขนสัตว์จำนวนมาก ซึ่งหมายความว่าพวกเราต้องฆ่าสัตว์เยอะมาก ถ้าเราแค่ไปตั้งแผงขาย เกรงว่าจะขายได้ไม่มากนัก อีกอย่าง…ตอนนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะตัดใจจ่ายเงินซื้อเนื้อกินได้ทุกวัน”


ตอนนี้ครอบครัวลู่กินเนื้อสัตว์ในมื้ออาหารแทบทุกมื้อ มีบางครั้งก็หยุดกินสักวันสองวันถึงจะกินอีกที สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะครอบครัวพวกเขาทำโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามีเงินทุกวัน นางซุนมั่นใจว่าการค้าเป็นไปได้ดี จึงกล้าใช้จ่ายในเรื่องการกิน


แต่สำหรับครอบครัวอื่นไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยเฉพาะพวกคนลี้ภัย แม้แต่กินให้อิ่มท้องก็ยากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงซื้อเนื้อสัตว์กินเลย


นางซุนเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ นางกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าใหญ่ เสียแรงที่ช่วงนี้เจ้าออกไปขายของ เหตุใดสายตาถึงไม่มีแววเอาซะเลย หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า เช่นนั้นพวกเสื้อผ้าที่เราตัดเย็บก็คงขายไม่ได้แล้ว แต่เจ้าดูสิว่าตอนนี้ขายดีเพียงใด!”


ช่วงนี้การค้าเป็นไปได้ด้วยดีมากจริงๆ หลายที่ก็เริ่มมาสั่งซื้อเสื้อผ้าถึงที่แล้ว โดยเฉพาะสินค้าชั้นดี เดิมทีคิดว่าคงจะมีคนซื้อไม่มาก แต่คนรวยเขาไม่สนใจเศษเงินเล็กน้อยๆเลยจริงๆ ขอเพียงทำให้พวกเขาพึงพอใจได้ ไม่ว่าเท่าไรพวกเขาก็ยอมจ่าย


นางซุนและผู้เฒ่าลู่ถึงขั้นรู้สึกว่าตอนนี้คนงานหญิงที่โรงงานมีไม่พอแล้วด้วยซ้ำ พวกเขามีความคิดอยากสร้างโรงงานเพิ่มขึ้นอีก และรับสมัครคนงานหญิงเข้ามาเพิ่ม มิเช่นนั้นคงตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เสร็จเป็นแน่


“ที่พูดมาก็ถูกเจ้าค่ะ คนจนมีเยอะ แต่คนรวยก็มีไม่น้อยนะเจ้าคะ คนรวยเหล่านั้นกินอิ่มหนำสำราญกันทุกวัน พวกเราก็แค่เอาสัตว์ที่เลี้ยงมาทำของกิน คงไม่ถึงขั้นขายไม่ได้หรอก และที่สำคัญที่สุดก็คือ เราทำอาหารปรุงสุก มีสูตรลับเฉพาะเป็นของตัวเอง ไม่ต้องกลัวหรอกว่าจะไม่มีคนซื้อ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างมีเลศนัย ทุกคนอึ้ง รู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างน่ากลัวเล็กน้อย


ทว่าทุกคนกลับไม่ได้รู้สึกสงสัย อย่างไรเสีย แม้เหอจิ่วเหนียงจะทำอาหารไม่อร่อย แต่นางสามารถบอกสูตรการทำอาหารได้ นางหยูก็สามารถทำอาหารรสชาติออกมาได้อย่างสมบูรณ์ สะใภ้ใหญ่ช่างเป็นสมบัติอันล้ำค่าจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงเห็นทุกคนมองมาที่ตนด้วยความแปลกใจ นางไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงกล่าว “เรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้แล้วกันเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องของกิน อีกสองวันข้าจะทดลองทำกับพี่สะใภ้ใหญ่ ทำให้ทุกคนได้ลองชิมกันก่อน”


สาเหตุที่บอกว่าอีกสองวันเพราะตอนนี้นางไม่มีเวลาจริงๆ นางยังมีคนไข้ที่ต้องรักษาอยู่หลายคน นางคิดว่าเมื่อถึงเวลาจะลางานสักหน่อย ทำงานโดยไม่หยุดเช่นนี้ใครจะทนไหวกัน


และเรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้ เช้าวันต่อมา นางหยูก็นำเรื่องเลี้ยงสัตว์ปีกมาแจ้งกับคนงานในโรงงาน ทั้งยังบอกให้คนงานกลับบ้านไปแจ้งกับพวกเพื่อนบ้านอีกด้วย


บรรดาลูกสะใภ้ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนซุ่ยเอ๋อร์ต่างก็ยกยอปอปั้นเป็นที่สุด เมื่อได้ยินว่าจะมีการเลี้ยงสัตว์เป็นวงกว้าง แถมครอบครัวลู่ยังรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดถึงสองอีแปะ ช่างเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ!


เลี้ยงสัตว์ปีกเอาไว้ ไม่ต้องกังวลว่าบ้านจะไม่มีไข่ไก่ให้กินแล้ว มีช่องทางการขายที่ชัดเจน ทั้งยังหาเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว!


“เรื่องดีเช่นนี้ ข้าแทบอดใจรอไม่ไหว อยากกลับไปบอกคนที่บ้านตอนนี้จริงๆเลย แล้วหากเลี้ยงเยอะก็หาเงินได้เยอะด้วย!”


ซุ่ยเอ๋อร์เอ่ยด้วยความดีใจ ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่เลยว่า ตอนนี้ครอบครัวนางยังหาซื้อที่นาไม่ได้ สามีนางทำได้เพียงไปถางที่รกร้างในป่า และยังหาเงินได้ไม่เยอะเท่านาง


โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของครอบครัวลู่ก็ไม่รับคนงานชาย สามีนางก็ไม่รู้จะทำมาหากินอะไร แต่ตอนนี้มีโอกาสแล้ว หากเลี้ยงดูดีๆ ย่อมทำกำไรได้อย่างแน่นอน


เช่นนี้สามียังสามารถอยู่ดูแลลูกๆที่บ้านในยามที่นางออกมาทำงานได้อีกด้วย และไม่ต้องออกไปทำงานกับคนรวยในอำเภอแล้ว ทำงานที่บ้านให้ดีก็นับว่าไม่เลวแล้ว


“แม้จะพูดเช่นนี้ก็เถอะ แต่อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เลี้ยงสัตว์ปีกตอนนี้เกรงว่ามีโอกาสรอดยากน่ะสิ!”


จู่ๆ คำพูดนี้ก็โพล่งออกมาจากกลุ่ม ทุกคนจึงตระหนักได้ว่า อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เลี้ยงลูกเป็ดลูกไก่ลูกห่านในตอนนี้รอดยากจริงๆ


โชคดีที่เมื่อคืนเหอจิ่วเหนียงได้กำชับเรื่องนี้กับนางหยูเป็นพิเศษ ดังนั้นนางจึงกล่าวด้วยท่าทางเรียบนิ่ง “ดังนั้นทุกคนจะต้องรักษาความอบอุ่นให้ลูกสัตว์ให้ดี ครอบครัวสามารถเลี้ยงได้เท่าไรก็เลี้ยงเท่านั้น ห้ามเลี้ยงเยอะเกินไปเด็ดขาด เลี้ยงแค่พอเหมาะก็พอแล้ว หากเกิดเรื่องขึ้นพวกเราไม่รับผิดชอบ”


ช่วงนี้ทุกคนในครอบครัวลู่เติบโตขึ้นไม่น้อย ที่สำคัญคือ ได้พบเจอเรื่องราวมามากมาย เรื่องที่ต้องครุ่นคิดก็มาก ดังนั้นขณะที่นางหยูกล่าวจึงไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย 


ครอบครัวต้องการสัตว์ปีก อันที่จริงพวกเขาสามารถไปหาซื้อจากที่อื่นได้ ที่ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้เลี้ยงสัตว์ปีกเหล่านี้ก็เพราะอยากนำพาให้ชาวบ้านในหมู่บ้านสร้างรายได้ไปด้วยกัน 


“ที่ข้าบอกเรื่องเหล่านี้ก็เพียงแค่แนะนำทุกคนเฉยๆ หากพวกเจ้ายินดีเลี้ยงก็เลี้ยง ครอบครัวพวกข้าไม่ได้บังคับ เอาละ ทุกคนเริ่มทำงานกันได้แล้ว หากใครมีปัญหาอะไรก็มาถามข้าเป็นการส่วนตัวได้”


นางหยูกล่าวจบก็นั่งลงทำงานของตัวเอง ช่วงนี้นางกับนางฉินกำลังตั้งใจอ่านเขียนอยู่ ตอนเย็นลูกกลับมาก็ยังต้องฝึกเขียน เรียกว่าตั้งใจอย่างมาก เป็นเพราะพวกนางไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้เหอจิ่วเหนียงไปตลอด


“พี่สะใภ้ใหญ่ เก่งมากๆ!”


นางฉินยกนิ้วโป้งชื่นชม คิดในใจว่าตนก็ต้องขยันหมั่นเพียรเช่นกัน พี่สะใภ้ใหญ่พัฒนาตัวเองจนเก่งเช่นนี้แล้ว นางก็ไม่อาจรั้งท้ายได้


นางหยูยิ้มอย่างถ่อมตน “ล้วนฝึกมาจากน้องสะใภ้สามทั้งนั้น น้องสะใภ้รองก็ต้องฝึกเหมือนกันนะ น้องสะใภ้สามพูดถูก ต่อไปพวกเราจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ได้!”


นางฉินพยักหน้าหงึกหงัก คนอื่นค่อยๆนั่งลง มีคนสงสัยคำพูดที่นางหยูเอ่ยขึ้นเมื่อครู่ เดิมทีอยากถามว่าหากการเลี้ยงสัตว์ปีกนี้เกิดปัญหาขึ้น ครอบครัวลู่จะชดเชยให้หรือไม่ ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถาม นางหยูก็กล่าวตัดบทเสียก่อน 


ทว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดมากเช่นนั้น อย่างไรในตอนนี้ก็ยังไม่หนาว ลูกสัตว์ปีกก็โตเร็ว เมื่อเข้าฤดูหนาวเอาไปเลี้ยงไว้ในห้องเก็บฟืนก็ได้แล้ว อย่างไรเสียเมื่อก่อนพวกเขาก็เลี้ยงเช่นนี้


เมื่อคิดได้เช่นนี้ ทุกคนก็ยินดีที่จะทำ

…...


หลายวันต่อมา หมู่บ้านอันผิงครึกครื้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านแต่ละบ้านต่างไปซื้อลูกสัตว์ปีกมาจากหมู่บ้านรอบๆ กลับมาเลี้ยง คนที่สนใจเข้ามาถามไถ่จึงได้รู้ว่า ครอบครัวลู่แห่งหมู่บ้านอันผิงจะรับซื้อสัตว์ปีก ทั้งยังให้ราคาสูงกว่าในอำเภออีกด้วย


คนที่มีญาติอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงก็มาสอบถามสถานการณ์ของครอบครัวลู่ เรื่องนี้ผู้ที่รับผิดชอบหลักๆก็คือนางหยู


นางหยูตอบทุกคนเหมือนกันหมดว่า “ขอเพียงสัตว์ไม่มีโรคก็จะรับซื้อ ไม่ว่าเท่าไรก็ได้ แต่ห้ามโกงกันเด็ดขาด หากตรวจเจอว่าสัตว์เป็นโรคละก็ วันข้างหน้าแม้แต่ญาติที่อยู่ในหมู่บ้านอันผิงด้วยกันข้าก็ไม่ขอทำการค้าด้วย และหากมีคนทำงานอยู่ในโรงงานครอบครัวลู่ก็จะถูกไล่ออก และจะไม่รับเข้าทำงานอีก”


ตอนที่ 149: หลานรักของย่าช่างเก่งกาจยิ่งนัก


นี่คือวาจาข่มขู่ ทุกวันนี้คนงานในโรงงานครอบครัวลู่ค่อนข้างสบาย วันๆนั่งตัดเย็บเสื้อผ้า ทั้งยังพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ หลังเลิกงานก็กลับบ้านไปกินข้าวกับครอบครัวพร้อมหน้า 


หากเป็นเมื่อก่อนละก็ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะคิด เนื่องจากพวกนางไร้หนทางหาเงินได้มากมายเช่นนี้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว พวกนางมีอำนาจในบ้านมากขึ้น หาเงินเข้าบ้านได้มากกว่าสามีด้วยซ้ำ ถึงขั้นเป็นเสาหลักเลี้ยงดูครอบครัวเลยทีเดียว กว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


การที่ครอบครัวลู่ให้พวกเขาเลี้ยงสัตว์ปีกสร้างรายได้นับเป็นโอกาสที่ดี แต่หากถูกญาติพี่น้องต่างหมู่บ้านสร้างความเสียหายจนทำให้ตนเองต้องลำบาก เรื่องนี้ก็ยากเกินกว่าจะแบกรับได้


ดังนั้นหลังจากถึงเวลาเลิกงาน ทุกคนล้วนกลับไปกำชับคนในครอบครัวว่า จะต้องเลี้ยงและดูแลสัตว์ปีกพวกนั้นให้ดี ห้ามให้ป่วยเป็นโรคเด็ดขาด ทั้งยังบอกกับญาติพี่น้องต่างหมู่บ้านของตนเองด้วยว่า อย่าทำให้พวกนางต้องเดือดร้อน หากทำให้พวกนางเดือดร้อนจนถึงขั้นทำให้ถูกไล่ออกจากโรงงาน จะขอตัดญาติกันทันที และจะเลิกข้องเกี่ยวกันตลอดชีวิต


จะว่าไปนี่ก็เป็นคำพูดที่รุนแรงเหมือนกัน ชาวบ้านในหมู่บ้านรอบๆ ไม่รู้ว่าตกลงแล้วครอบครัวลู่มีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เพื่อหารายได้จึงตอบตกลง พยายามเลี้ยงสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้ให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดโรค ไม่ทำร้ายญาติพี่น้องและทำร้ายตนเอง


และในที่สุดวันนี้เหอจิ่วเหนียงก็ได้วันหยุดหนึ่งวัน ปัจจัยทางการแพทย์ในยุคสมัยนี้ล้าหลัง เท่าที่นางเห็นมีตั้งแต่อาการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ จนไปถึงโรคที่รักษายาก แน่นอนว่าโรครักษายากล้วนเป็นหน้าที่นางรักษา จนนางต้องเหน็ดเหนื่อยมากถึงเพียงนี้


กว่าจะได้มีเวลาพักผ่อนสักวันไม่ใช่เรื่องง่าย แพทย์หญิงนอนหลับจนตะวันอยู่กลางฟ้า ทุกคนในบ้านไม่มีใครปลุกนาง ทั้งยังพูดคุยกันเสียงเบาเพื่อไม่รบกวนการพักผ่อนของนาง


หลังจากโก่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นเขาก็ไม่ส่งเสียงดัง รอกระทั่งเหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นมาก็เห็นดวงตา.กลมโตสดใสคู่หนึ่งกำลังมองนางอยู่แล้ว


“ท่านแม่ อรุณสวัสดิ์ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์ยิ้มตาหยีและเอ่ยทักทาย เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ คว้าบุตรชายเข้ามาหอมแก้มฟอดหนึ่ง จากนั้นก็รีบลุกไปล้างหน้าล้างตา


เมื่อคืนลู่เหอหรงนำชิ้นส่วนเหล็กที่ตีเสร็จแล้วชุดหนึ่งกลับมา พวกช่างตีเหล็กกำลังเร่งมือทำเพิ่มอีกหนึ่งร้อยชุด และวันนี้เหอจิ่วเหนียงจะประกอบจักรเย็บผ้าออกมาหนึ่งเครื่อง


หลังจากตื่นนอน สองแม่ลูกออกไปหาของกินง่ายๆกินรองท้อง จากนั้นหาที่ร่มๆใต้ชายคาเริ่มประกอบจักรเย็บผ้า เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ประกอบชิ้นส่วนเล็กๆ เหอจิ่วเหนียงประกอบชิ้นใหญ่ ระหว่างที่กำลังประกอบอยู่นั้น เหอจิ่วเหนียงแอบนำน้ำมันเครื่องออกมาจากห้วงมิติเพื่อเพิ่มความหล่อลื่น


โต๊ะไม้กระดานกับแท่นเหยียบเท้าก็เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแค่ประกอบและติดตั้ง ต่อสายรัดเชื่อมด้วยกันก็สามารถใช้งานได้


นางซุนไปเดินตรวจดูความเรียบร้อยในโรงงาน หลังจากมั่นใจว่าไม่มีคนงานแอบอู้และแอบยักยอกวัสดุจึงกลับบ้านมาจะดื่มน้ำนั่งพัก เห็นสองแม่ลูกกำลังสนุกสนานอยู่ใต้ร่มชายคา นางจึงเดินเข้าไปดู


“ท่านย่า ข้ากับท่านแม่กำลังเล่นของเล่นอยู่ขอรับ!”


นางซุนย่อมรู้อยู่แล้วว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้เล่น แต่นางยังคงยิ้มพลางลูบศีรษะโก่วเอ๋อร์ แล้วกล่าว “นี่มันของเล่นอะไรหรือ?”


โก่วเอ๋อร์บอกชื่อไม่ถูก แต่ยังตั้งใจอธิบายให้ผู้เป็นย่าฟังว่าของเล่นนี้เล่นอย่างไร


“เอาชิ้นนี้ต่อข้างบน แล้วเอาชิ้นนี้มาต่อข้างบนอีก…”


นางซุนฟังจนเวียนหัว ยิ้มให้หลานชายหนึ่งทีแล้วเอ่ย “หลานรักของย่าช่างเก่งกาจจริงๆ อนาคตต้องเก่งยิ่งกว่านี้แน่นอน!”


กล่าวจบก็หันไปเอ่ยกับเหอจิ่วเหนียง “ของเล่นนี่สามารถตัดเย็บเสื้อผ้าได้จริงหรือ?”


ทำมาถึงครึ่งทางแล้ว หากเหอจิ่วเหนียงไม่มั่นใจก็อย่าเรียกนางว่าเหอจิ่วเหนียง


นางตบหน้าอกตนเองราวกับบุรุษผู้แข็งแกร่ง กล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “วางใจเถอะเจ้าค่ะ หากประกอบของสิ่งนี้เสร็จ พวกคนงานหญิงตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาวันละสิบตัวได้สบายๆเลยเจ้าค่ะ!”


นางซุนรู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อย นึกถึงอีกเรื่องที่สำคัญมาก “แล้วกฎที่เราต้องจ่ายค้าจ้างตามจำนวนเสื้อผ้าที่ตัดเย็บได้ล่ะ จะต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือไม่ ไม่อย่างนั้นจะไม่ขาดทุนแย่หรือ?”


“ฮ่าๆๆ ท่านสุภาพสตรีซุนเจ้าคะ ท่านหมกมุ่นกับเงินมากไปแล้ว! แต่อันที่จริงก็ต้องปรับเปลี่ยนจริงๆเจ้าค่ะ ตัดเย็บเสื้อผ้าตัวละสองอีแปะ เช่นนี้หากตัดเย็บออกมาได้วันละสิบตัวก็เป็นยี่สิบอีแปะ ได้เงินมากกว่าที่ทำอยู่ในตอนนี้เสียอีก ทั้งยังประหยัดแรงไปไม่น้อย”


ตามข้อกำหนดที่ทำในตอนนี้ คนที่ทำงานได้ว่องไวโดยไม่หยุดพักตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ทำได้ถึงสิบเจ็ดสิบแปดอีแปะ แต่ค่าเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณสิบถึงสิบหกอีแปะ หากมีเครื่องจักรนี่ ทุกคนก็สามารถทำรายได้ยี่สิบอีแปะได้อย่างสบาย คนที่ว่องไวหน่อยก็ยิ่งได้มากขึ้น


นางซุนถลึงตามองเหอจิ่วเหนียง นี่มันเยอะเกินไปแล้ว!


ทว่าในใจของคนเฒ่าคนแก่อย่างนางก็รู้ดีว่าเมื่อก่อนแต่ละคนตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาไม่เสร็จภายในหนึ่งวัน ตอนนี้วันหนึ่งสามารถทำออกมาได้จำนวนมาก คำสั่งซื้อที่รับมาก็สามารถผลิตเสร็จได้เร็วขึ้น เช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตัดเย็บไม่เสร็จก่อนถึงปีใหม่


คำสั่งซื้อพวกนั้นอย่างไรก็ต้องรีบทำให้เสร็จก่อนปีใหม่ พวกเขาจะได้สวมเสื้อผ้าใหม่ๆในวันปีใหม่


“เจ้าว่า หากตัดเย็บได้รวดเร็วเช่นนั้น สิ้นปีพวกเราจะได้รายได้เท่าไร?”


นางซุนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ กลืนน้ำลายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เดิมทีคำสั่งซื้อเหล่านี้ไม่อาจเร่งมือให้เสร็จได้ก่อนปีใหม่แน่นอน ก่อนหน้านี้พวกนางคิดจะรับสมัครคนงานเพิ่ม แต่หากเจ้าสิ่งนี้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นละก็...


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของนางซุนก็รู้สึกขบขัน ท่าทางของหญิงชราเหมือนตัวละครในการ์ตูนที่นางเคยดูในชาติก่อนไม่มีผิด พูดถึงเงินดวงตาก็ลุกวาวขึ้นทันที


“มากกว่าที่คิดไว้ในตอนนี้มากเลยละเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงมั่นใจในของสิ่งนี้มาก ขอเพียงคนงานเรียนรู้การใช้งานจนคุ้นเคย ไม่เพียงสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าตามคำสั่งซื้อที่มีอยู่ในมือเสร็จทันเท่านั้น ยังรับคำสั่งซื้อเพิ่มได้อีกด้วย และไม่จำเป็นต้องรับคนงานเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงงานเพิ่ม


คิดๆดูแล้ว สามารถทำเงินได้มหาศาลทีเดียว!


นางซุนเก็บอาการตื่นเต้นดีใจเอาไว้ คว้าม้านั่งเล็กๆมานั่งดูเหอจิ่วเหนียงประกอบ


จากนั้นนางเห็นเหอจิ่วเหนียงรับสิ่งของที่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ประกอบเข้าด้วยกันมาวางบนส่วนที่นางประกอบ พลันนั้นหญิงชราก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง


“ของที่ลูกเล่นเหตุใดเจ้าไม่ตรวจสอบก่อนล่ะ อย่าให้โก่วเอ๋อร์ทำผิดสิ!”


นี่เป็นของล้ำค่าที่ทำเงินได้มากเชียวนะ! หากโดนหลานตนเองทำพัง นางต้องปวดใจและทำใจกล่าวโทษหลานรักไม่ได้แน่นอน ดังนั้นจึงต้องป้องกันเอาไว้ก่อนจะเกิดเรื่อง


“ท่านแม่ เมื่อครู่ยังชมหลานรักว่าเก่งอยู่เลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหยอกล้อ โก่วเอ๋อร์ก็มองท่านย่าด้วยท่าทางที่ไม่เข้าใจเหมือนกัน นี่ท่านย่าไม่เชื่อเขาอย่างนั้นหรือ?


เช่นนั้นเหตุใดเมื่อครู่ถึงเอ่ยชมเขาล่ะ?


“ปลอบใจเด็ก เจ้าคิดจริงด้วยหรือ?”


นางซุนไม่ได้รู้สึกว่าผิดตรงไหน โก่วเอ๋อร์ยังเด็กย่อมต้องพูดจาชื่นชมปลอบใจเขาอยู่แล้ว จะให้ดุด่าต่อว่าเหมือนอย่างที่ด่าเหอจิ่วเหนียงหรืออย่างไร


โก่วเอ๋อร์เบะปากด้วยความเสียใจ แต่กลับกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ท่านย่าขอรับ ท่านแม่บอกว่าข้าประกอบถูกต้องแล้วขอรับ!”


ตอนที่ 150: เกิดเรื่องที่แผงขายเสื้อผ้า


นางซุนรีบปลอบใจหลานชายทันที “ไอ้หยา เอาละ พอแล้ว พอแล้ว ย่าเข้าใจผิดไปแล้ว โก่วเอ๋อร์ของย่าเก่งที่สุด!”


ปากกล่าวปลอบ แต่ขณะที่โก่วเอ๋อร์ไม่สังเกต หญิงชราหันไปส่งสายตาให้เหอจิ่วเหนียงเพื่ออยากรู้ว่าจริงหรือไม่ หากจะบอกว่าโก่วเอ๋อร์สามารถประกอบเครื่องจักรนี่ได้ นางไม่อยากจะเชื่อจริงๆ!


เหอจิ่วเหนียงยิ้มหยอกล้อ พยักหน้าพลางตอบ “จริงเจ้าค่ะ”


จากนั้นนางรับชิ้นส่วนที่โก่วเอ๋อร์ประกอบเสร็จมาประกอบเข้าด้วยกันกับของตน ทันใดนั้นกลไกที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็ปรากฏสู่สายตา นางซุนเห็นดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ


“โก่วเอ๋อร์ นะ นี่…นี่เจ้าสอนเขาตั้งแต่เมื่อไรกัน?”


คำชมที่นางซุนมักชมหลานๆ ในตลอดเวลาที่ผ่านมาล้วนไม่ได้เป็นคำพูดจากใจจริง ทั้งหมดก็เพื่อปลอบใจและให้กำลังใจหลานๆเท่านั้น อีกอย่าง อย่างไรเสียโก่วเอ๋อร์ก็อายุเพียงแค่สามขวบ ใครจะคิดกันว่าเด็กคนนี้จะเก่งกาจถึงเพียงนี้จริงๆ


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าอย่างจริงจัง “ไม่ได้สอนเจ้าค่ะ เขาแค่ดูแล้วก็ทำเป็นเอง ดูเหมือนจะทำเป็นเองตามธรรมชาติของเขาเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มแย้ม บุตรชายมีความสามารถโดดเด่นถึงเพียงนี้ นางในฐานะแม่ย่อมภูมิใจสุดๆ


นางซุนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง มองเขาด้วยความตกใจตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเอ่ยชื่นชมยกใหญ่ “ไอ้หยา โก่วเอ๋อร์หลานย่า เหตุใดเจ้าถึงได้ฉลาดเพียงนี้กันนะ ชาติก่อนครอบครัวลู่ทำบุญด้วยอะไรกันเนี่ย!”


นางซุนดีใจแทบอยากตีฆ้องร้องป่าวไปทั่วหมู่บ้าน


นางถึงขั้นกำชับเหอจิ่วเหนียง “สะใภ้สาม เรื่องนี้รู้กันแค่ในครอบครัวนะ เจ้าห้ามไปบอกคนนอกเด็ดขาด! ช่างเถอะ คนเหล่านั้นต้องปิดปากไม่อยู่แน่ เอาเป็นว่าเจ้าบอกคนในบ้านว่าเจ้าเป็นคนสอนดีกว่า! เข้าใจหรือไม่?”


แม้นางซุนจะไม่เข้าใจในหลักการเหตุผล แต่อย่างไรนางก็อยู่บนโลกใบนี้มานานหลายปี รู้ว่าจิตใจมนุษย์ร้ายกาจมากเพียงใด หลายๆคนไม่ชอบเห็นคนดีคนเก่ง หากคนอื่นรู้ว่าโก่วเอ๋อร์เก่งกาจย่อมอาจคิดร้ายต่อเขา และอาจเป็นผลเสียต่อโก่วเอ๋อร์ได้


“เจ้าค่ะ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับคำ รู้ว่านางซุนกำลังปกป้องบุตรชายของนางอยู่ จึงกล่าวกับโก่วเอ๋อร์ “ได้ยินที่ท่านย่าบอกแล้วใช่หรือไม่ อย่าบอกเรื่องนี้กับใคร อย่าแสดงความสามารถของตัวเองให้คนอื่นเห็นง่ายๆนะ”


โก่วเอ๋อร์ทำท่าทางเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ เขารู้ว่าไม่อาจพูดเรื่องนี้ออกไป แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด


หลังจากนั้นนางซุนก็กอดโก่วเอ๋อร์ หอมแก้มซ้ายขวา นางรักหลานชายคนนี้เป็นที่สุด!


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ เสียงร้องไห้โฮของเหลียนฮวาก็ดังมาจากด้านนอก “ท่านย่า ท่านอาเล็ก อาสะใภ้จิ่วเหนียง มีใครอยู่หรือไม่ ฮือๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้น นางรีบวิ่งออกไปดูโดยไม่สนใจสองย่าหลาน


นึกไม่ถึงว่าจะเห็นภาพเหลียนฮวาเป็นคนบังคับรถม้ากลับมา!


เหลียนฮวาบังคับรถม้าไม่เป็นแน่นอน โชคดีที่เจ้าเฮยเฟิงแสนรู้ ตลอดทางไม่เกิดอุบัติเหตุเลย พาเด็กสาวกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย


“อาสะใภ้จิ่วเหนียง ฮือๆๆ…”


เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียง เหลียนฮวาแทบจะตกลงมาจากรถม้า ผมเผ้ายุ่งเหยิง ร้องไห้จนตาบวม มือไม้แข้งขาสั่นไปหมด


“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


เหอจิ่วเหนียงรีบรุดเข้าไปพยุงนาง ขณะที่กำลังจะถามถึงจางซงและลู่เสี่ยวหยาง นางก็เหลือบไปเห็นขาข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านในรถม้า


นางเปิดม่านรถม้าออกก็เห็นร่างของทั้งสองบาดเจ็บไปทั้งตัวจนหมดสติ


เหลียนฮวาร้องไห้พลางกล่าวอย่างสะอึกสะอื้น “พวกเราขายเสื้อผ้ากันอยู่ดีๆ กำลังจะเก็บของกลับแล้ว จู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาถามหาผงหอมว่าพวกเราซื้อมาจากที่ไหน พวกเราบอกว่าไม่รู้ พวกมันก็ลงมือทำร้ายท่านอาซงกับพี่เสี่ยวหยางจนสภาพกลายเป็นเช่นนี้ ทั้งยังปล้นเสื้อผ้าที่เหลือของเราไปหมดเลยเจ้าค่ะ ฮือๆ”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ไถ่ถามละเอียด ตอนนี้ช่วยชีวิตพวกเขาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด


พวกนางหยูได้ยินเสียงร้องไห้ของเหลียนฮวาก็รีบวิ่งมาดู ลู่กุ้ยหลานเห็นสามีตนนอนหมดสติก็ตะโกนออกมาด้วยความตกใจทันที “ท่านพี่!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “อย่าเพิ่งร้อนใจไป พาพวกเขาเข้าไปในบ้านก่อนเถอะ”


พ่อลูกแซ่ลู่ทั้งสามคนไปดูแลพืชผลที่ไร่นา จางหย่งไปรับซื้อขนสัตว์จากหอสุราที่ตำบลอื่น ตอนนี้ที่บ้านไม่มีผู้ชายอยู่ ได้แต่อาศัยกำลังของสตรีพาทั้งสองเข้าไปข้างใน


เหอจิ่วเหนียงยกมือลูบจมูกเล็กน้อย นางสามารถพาทั้งสองเข้าบ้านได้เอง แต่ยังไม่อาจเปิดเผยพลังความสามารถของตนเองในตอนนี้ เพราะอาจทำให้คนในบ้านตกใจเอาได้


“เอาละ เอาละ หยุดร้องไห้ได้แล้ว” เหอจิ่วเหนียงตบไหล่ลู่กุ้ยหลานเบาๆ แล้วกล่าวปลอบใจ “อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ลงมือกับเหลียนฮวา ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงร้ายแรงกว่านี้แน่”


เหลียนฮวาเป็นดรุณีน้อยรูปร่างหน้าตา.งดงาม หากถูกทำอะไรลงไปละก็ ผลที่ตามมาไม่อาจจินตนาการได้เลย


ทุกคนได้ยินดังนั้นจึงได้สติ หากเหลียนฮวาเป็นอะไรไปด้วยแล้วละก็ ไม่รู้เลยว่าทั้งสามจะกลับบ้านมาได้เช่นตอนนี้หรือไม่


“เหลียนฮวา เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”


นางฉินสำรวจร่างกายหลานสาวด้วยสีหน้าเป็นห่วง นี่เป็นสายเลือดในครอบครัวพ่อแม่นางเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่


เหลียนฮวาส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”


ในตอนแรกสถานการณ์คับขันมาก นางจึงคิดอะไรไม่ออก แต่เมื่อถูกคนในครอบครัวถามเช่นนี้ นางจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา


นางฉินเข้าไปปลอบหลานสาว ส่วนเหอจิ่วเหนียงเริ่มตรวจดูแผลของชายทั้งสองคน


นางซุนเห็นบุตรเขยบาดเจ็บจนสภาพย่ำแย่ก็โกรธเกรี้ยว “ชั่วจริงๆ! เหตุใดต้องมาเจอคนพวกนั้นด้วย กลางวันแสกๆ ยังลงไม้ลงมือทำได้ถึงเพียงนี้ นี่ยังเห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมายอยู่หรือไม่!”


ลู่กุ้ยหลานนั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ นางซุนเห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ แต่ปากกลับกล่าว “หยุดร้องไห้ได้แล้ว สะใภ้สามก็กำลังตรวจดูอยู่ไม่ใช่หรือ ไม่มีอะไรทำก็ไปต้มน้ำอุ่นมา ประเดี๋ยวเอาไว้เช็ดแผลให้สามีเจ้า”


ลู่กุ้ยหลานเองก็รู้ว่าตนร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงเข้าไปต้มน้ำในห้องครัว


จางซงศีรษะแตกเลือดไหล จมูกบวมใบหน้าฟกช้ำ รอยช้ำดำเขียวทั่วทั้งร่าง ถูกทุบตีจนกระดูกซี่โครงหักสองซี่ จึงเจ็บจนหมดสติไป


ส่วนลู่เสี่ยวหยางบาดแผลไม่เยอะมาก แต่ก็ไม่เบาเหมือนกัน เขาถูกตีศีรษะจนหมดสติ บาดแผลบริเวณศีรษะถือเป็นเรื่องใหญ่


เหอจิ่วเหนียงตรวจอาการอย่างละเอียดแล้ว 


ในระหว่างนี้ นางหยูไปหยิบกล่องยากล่องเล็กในห้องเหอจิ่วเหนียงมาให้


เหอจิ่วเหนียงมองนางด้วยความขอบคุณ แล้วกล่าว “ทุกคนออกไปก่อน อย่ามุงกันอยู่ตรงนี้เลย ช่วงนี้ข้าได้เรียนจากท่านอาจารย์มาไม่น้อย พวกเขาจะไม่เป็นอะไร”


ในสายตาของครอบครัวลู่ นางก็เป็นแค่ศิษย์ที่เพิ่งร่ำเรียนวิชาแพทย์เท่านั้น หากนางแสดงความชำนาญให้ทุกคนเห็นละก็ ทุกคนจะสงสัยเอาได้


ดังนั้นนางซุนจึงเรียกทุกคนออกไป ภายในห้องเหลือเพียงเหอจิ่วเหนียงคนเดียว


อาการของสองคนนี้ไม่อาจมองข้ามได้ เหอจิ่วเหนียงทำทุกอย่างอย่างเชี่ยวชาญและรวดเร็ว


ไม่นึกเลยจริงๆ กว่าจะได้หยุดพักสักวันมันไม่ง่ายเลย คนในครอบครัวยังมารับบาดเจ็บอีก ไม่ได้หยุดพักเอาซะเลย


การค้าโดนคนจับจ้อง นี่เป็นเรื่องที่นางเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าคนเหล่านั้นจะบังอาจได้ถึงเพียงนี้ ดูท่านางต้องตรวจสอบสักหน่อยแล้ว


กล้าหาเรื่องคนอย่างนางถึงที่เช่นนี้ ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ!


นางทำแผลอย่างรวดเร็ว และนำยาในยุคใหม่จากห้วงมิติออกมาใช้ หวังว่าพวกเขาทั้งสองจะฟื้นตัวโดยเร็ว


ความประพฤติของลู่เสี่ยวหยางในช่วงนี้ทุกคนล้วนเห็นแล้ว ไม่คดโกง ตั้งใจทำบัญชีอย่างดี เหอจิ่วเหนียงมองเขาเปลี่ยนไปมาก


ที่สำคัญคือ การที่เขาถูกทุบตีจนสภาพกลายเป็นเช่นนี้กลับมา แสดงให้เห็นว่าตอนที่เกิดเรื่องเขาไม่ได้หนี ทั้งยังอยู่คอยช่วยเหลืออีกด้วย


จบตอน

Comments