ตอนที่ 151: มีเพียงชีวิตเดียว
แม้เขาเคยทำผิดมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองนี่
ความตั้งใจของเด็กคนนี้ในช่วงนี้ทำให้คนอื่นนับถือจริงๆ เขาหาเงินได้ และยังซื้อของให้บุตรชายของลู่ฟู่กุ้ยด้วย อย่างน้อยเขาก็อยากชดเชยให้บ้าง
เรื่องเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงไม่เคยเจอมากับตัว นางไม่มีความเห็นใด
สิ่งที่นางดูก็คือในตอนนี้ ตอนนี้ลู่เสี่ยวหยางนับว่าเคยผ่านความเป็นความตายมากับจางซงแล้ว หากเขาเป็นเช่นนี้ไปได้ตลอด เหอจิ่วเหนียงก็ไม่รังเกียจที่จะพัฒนาให้เขา
เพิ่งทำแผลให้พวกเขาเสร็จ ลู่กุ้ยหลานก็ยกน้ำอุ่นเข้ามาพอดี เหอจิ่วเหนียงหลีกทางให้ แล้วกล่าวเสียงเบา “เจ้าเข้ามาพอดี ร่างกายพวกเขายังมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ เจ้าช่วยเช็ดหน่อยนะ”
ลู่กุ้ยหลานพยักหน้าด้วยน้ำตาคลอ เอ่ยถาม “พี่สะใภ้สาม พ่อเจ้าหูจื่อเขา…”
“ไม่เป็นไรหรอก วางใจเถอะ รักษาอาการไม่กี่วันก็หายแล้ว”
เมื่อได้ยินนางยืนยันเช่นนี้ดวงตาของลู่กุ้ยหลานก็ยิ่งแดงก่ำ สิ่งที่เหอจิ่วเหนียงกลัวที่สุดคือการเห็นพวกนางร้องไห้ ดังนั้นจึงกล่าว “เอาละ เอาละ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เจ้าช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พวกเขาเถอะ เรื่องอื่นข้าจะจัดการเอง ข้าไม่ให้พวกเขาถูกทุบตีเปล่าๆแน่”
เหอจิ่วเหนียงตบไหล่ปลอบใจลู่กุ้ยหลาน มีความเป็นพี่สาวคนโตมาก
ลู่กุ้ยหลานจึงรู้สึกวางใจทันที นางเชื่อพี่สะใภ้สาม!
เมื่อเหอจิ่วเหนียงออกไป ลู่กุ้ยหลานก็ช่วยเช็ดรอยเลือดตามเนื้อตัวให้สามีและลู่เสี่ยวหยาง จะว่าไป ลู่เสี่ยวหยางก็นับว่าเป็นหลานชายของนาง อีกอย่าง บาดแผลของเขาก็ไม่ได้อยู่ในที่ลับอะไร นางช่วยเช็ดให้เขาก็ไม่มีอะไรเสียหาย
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงออกไปก็เผชิญกับสีหน้าท่าทางอันเป็นกังวลของทุกคนที่รออยู่ด้านนอก
“เป็นเช่นไรบ้าง?”
นางซุนกล่าวถามด้วยความร้อนใจ หากบาดเจ็บจนร่างกายพิกลพิการต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่
บุตรสาวนางยังสาวอยู่เลย บุตรชายทั้งสองของนางก็ยังเล็กอยู่ หากจางซงเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ บุตรสาวของนางจะใช้ชีวิตเช่นไร
“ไม่เป็นไรมากเจ้าค่ะ พักรักษาตัวสักระยะก็หายแล้ว น้องเขยกระดูกซี่โครงหักสองซี่เจ้าค่ะ”
ทุกคนได้ยินประโยคก่อนหน้านี้ก็โล่ง.อก แต่เมื่อได้ยินนางบอกว่ากระดูกซี่โครงหักสองซี่ สีหน้าของทุกคนจึงเคร่งเครียดขึ้น
ถึงขั้นกระดูกซี่โครงหัก เหตุใดถึงยังบอกว่าไม่เป็นไรมากอีกล่ะ!
“สัตว์เดรัจฉานพวกนั้น อยู่ดีๆ เหตุใดถึงมาหาเรื่องทุบตีคนอื่นจนสภาพเป็นเช่นนี้กันนะ!”
นางซุนกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ อยากสาปแช่งคนพวกนั้นเจ็ดแปดชั่วโคตรจริงๆ!
“เรื่องนี้ข้าจะตรวจสอบให้ชัดเจนเองเจ้าค่ะ หากไม่จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย การค้าของเราไม่ราบรื่นแน่”
ไม่ใช่ว่ากลัวทำการค้าไม่ได้ แค่กังวลว่าคนพวกนั้นจะมาระรานคนในครอบครัวยิ่งกว่าเดิม
สีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดยิ่งขึ้น กล้าลงมือทุบตีคนอื่นกลางตลาดเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ธรรมดา เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ครอบครัวลู่เป็นเพียงครอบครัวชาวนา ไม่ได้มีเบื้องหลังอะไร แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไรกันล่ะ
ชีวิตความเป็นอยู่ของที่บ้านเพิ่งจะดีขึ้นมาหน่อยก็มีคนมาหาเรื่อง ใครบ้างจะไม่ทุกข์ใจ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางซุนตบต้นขาแล้วพูดขึ้น “หรือว่าต่อไปเราไม่ต้องไปตั้งแผงขายแล้ว ตัดเย็บตามคำสั่งซื้อที่รับมาให้เสร็จ แล้วค่อยร่วมมือทำกับเถ้าแก่หยู แค่นี้ก็ทำรายได้ได้ไม่น้อยแล้ว”
คนอื่นต่างก็มีนิสัยขลาดกลัว เมื่อได้ฟังความเห็นของหญิงชราก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ขอเพียงพวกเขาไม่ออกไปตั้งแผงขาย คนเหล่านั้นก็คงไม่มายุ่งกับพวกเขา
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “พวกท่านคิดง่ายเกินไปแล้วเจ้าค่ะ คนเช่นนั้นหากไม่ได้ตามที่พวกมันต้องการมันไม่ยอมเลิกราง่ายๆแน่ ยิ่งพวกท่านหลบ พวกมันก็ยิ่งเหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ”
นางมีลางสังหรณ์ว่าหากไม่จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ปีนี้ก็อย่าหวังว่าครอบครัวจะได้อยู่อย่างสงบสุข
ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกสิ้นหวัง ฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถและมีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แล้วพวกเขาจะเอาอะไรไปสู้กัน
ครอบครัวลู่เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่อยากหาเรื่องลำบากใส่ตัว และไม่กล้ายั่วยุคนอื่น แค่อยากใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขแค่นั้น
ตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น อย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ ชาวบ้านธรรดา.ธรรดา ไม่อาจสู้กับผู้ที่มีคนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังได้
ทุกคนตื่นตระหนกเล็กน้อย นางหยูกล่าวถาม “แล้วเราจะทำเช่นไร หรือว่าการค้านี้ของเราจะทำต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ? จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้นะ พวกเราจะโดนรังแกเปล่าๆไม่ได้นะ!”
ช่วงนี้นางหยูมีความกล้ามากขึ้นแล้ว นางเป็นหัวหน้า ต้องดูแลเหล่าคนงานหญิง นางจึงได้รับการฝึกฝนเรื่องเหล่านี้
เหอจิ่วเหนียงมองด้วยความชื่นชม แล้วเอ่ย “พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูก เราจะโดนรังแกฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ก็วู่วามไปแก้แค้นไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้เห็นทีต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน”
กล่าวจบนางหันไปกวักมือเรียกเหลียนฮวามาถาม “เหลียนฮวา พวกมันเรียกแทนตัวเองว่าอย่างไร?”
ตอนนี้เหลียนฮวาตั้งสติได้แล้ว นางครุ่นคิดอย่างละเอียดก่อนบอกเล่า “เหมือนได้ยินพวกเขาบอกว่าตระกูลต่งเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะว่าตระกูลต่งไหน”
บนโลกนี้มีคนแซ่ต่งอยู่มากมาย แต่สกุลต่งที่สามารถทุบตีคนในที่สาธารณะอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้กลับมีไม่มาก
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ และให้ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วนตนจับเหลียนฮวานั่งลงและประกอบจักรเย็บผ้าต่อ แล้วให้เหลียนฮวาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างละเอียดอีกรอบตั้งแต่ต้นจนจบ
นางซุนก็นั่งฟังอยู่ข้างๆ อย่างไรเสียตอนนี้คนแก่อย่างนางก็ไม่อะไรต้องทำอยู่แล้ว
เรื่องมีอยู่ว่า คนเหล่านั้นก็คือคนที่ไปแย่งซื้อขนสัตว์ในราคาสูงจากหอสุราก่อนหน้านี้ เดิมทีเห็นว่าครอบครัวลู่ตัดเย็บเสื้อขนสัตว์ขายแล้วขายดี พวกเขาจึงอยากทำการค้านี้ด้วย
แต่พวกเขานึกไม่ถึงว่าขนสัตว์ที่กว้านซื้อกลับไปนั้น ไม่ว่าจะล้าง จะตากแห้งอย่างไร หรือจะซื้อผงหอมนานาชนิดมาใช้อย่างไรก็ไม่สามารถขจัดกลิ่นเหม็นสาบของขนสัตว์ออกไปได้เลย
เมื่อไม่สามารถกำจัดกลิ่นเหม็นสาบได้ เสื้อผ้าที่ทำออกมาจึงไม่สามารถขายราคาสูงได้ ทำให้พวกเขาเกิดการขาดทุน
ดังนั้นพวกเขาถึงได้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ผงหอม จึงมาถามจากพวกจางซงว่าซื้อผงหอมมาจากที่ไหน
เรื่องความหอม เหอจิ่วเหนียงเป็นคนจัดการมาโดยตลอด พวกเขาย่อมไม่รู้อยู่แล้ว แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับคิดว่าพวกเขาหมกเม็ดไม่ยอมบอก จึงลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย ทั้งยังชิงเอาเสื้อผ้าที่เหลือไปด้วย
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ เหลียนฮวาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเงินที่ขายของได้วันนี้ยังไม่ได้นำลงมา นางรีบวิ่งออกไปหาทันที ก่อนจะวิ่งกอดถุงเงินกลับมาอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ถุงเงินนั้นกลับเปื้อนไปด้วย…อาหารม้า
ช่วงนี้แม้แต่ม้าเองก็ยุ่งเหมือนกัน ต้องใช้งานออกไปข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง ครอบครัวลู่จึงนำหญ้าใส่ถุงกระสอบไว้ ในยามที่พาม้าออกไปข้างนอกก็จะแขวนไว้ที่คอม้า หากมันอยากกินก็สามารถก้มหน้าลงไปกินได้
ตอนที่เหลียนฮวาเห็นคนเหล่านั้นเข้ามาหาเรื่อง นางกลัวว่าคนเหล่านั้นจะชิงเงินไป จึงเอาถุงเงินใส่ไว้ในกระสอบอาหารม้า
เหลียนฮวาอธิบายเหตุผล นางซุนก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบเด็กคนนี้มากขึ้น เหตุใดนางถึงฉลาดมากถึงเพียงนี้กันนะ!
เหอจิ่วเหนียงอมยิ้มเมื่อเห็นเหลียนฮวาและนางซุนนับเงินด้วยความตื่นตระหนก
กระทั่งเหลียนฮวากล่าวอย่างทอดถอนใจ “น่าเสียดายเสื้อผ้าที่เหลือห้าหกตัว ถูกคนพวกนั้นเอาไปเสียได้ ไม่อย่างนั้นคงขายได้เงินมามากกว่านี้เจ้าค่ะ!”
“เจ้านะเจ้า!” นางซุนมองเด็กสาวด้วยสายตาดุดัน “ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้นความปลอดภัยต้องมาก่อน คราวหน้าหากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอื่นจนไม่สนใจชีวิตตัวเองเชียวล่ะ ของเหล่านั้นเป็นของนอกกาย ไม่ตายเราก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตเรามีเพียงชีวิตเดียวนะ!”
ตอนที่ 152: พี่เสี่ยวหยาง เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่หนี
เหลียนฮวาอึ้งไปกับวาจาของนางซุน แต่สิ่งที่นางปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน นางเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิตจริงๆ…
แต่ท่านย่ากลับบอกว่า เงินไม่มีก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตคนเรามีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น
ไม่รู้เหตุใด จู่ๆ นางก็น้ำตาคลอขึ้นมา นางคิดมาโดยตลอดว่าเงินสำคัญที่สุด ในตอนนั้นหากไม่มีเงิน ครอบครัวของท่านย่าก็คงไม่มีทางช่วยนางให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของแม่เล้าผู้นั้น
ตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา หากไม่มีเงิน ชีวิตของคนในครอบครัวก็คงราวกับตายทั้งเป็น
นางถึงขั้นรู้สึกว่านางต้องมีความสามารถในการหาเงิน ถึงจะทำให้คนในครอบครัวชอบนางได้มากขึ้น
ที่แท้เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิดของนางเองอย่างนั้นหรือ
“แต่ว่าท่านย่า มีเงินไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
นางมองนางซุนอย่างเหม่อลอย ราวกับว่าตกลงไปอยู่ในวังวนก็มิปาน
ตอนนี้เองนางซุนถึงนึกขึ้นได้ว่านางเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสามปี ไม่มีพ่อแม่อยู่ข้างกาย นางฉินก็ไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยเรื่องหลักการเหล่านี้กับนาง
และตอนนี้ทุกคนในบ้านต่างก็พยายามหาเงินกันอย่างสุดชีวิต มีโอกาสนำพาให้แม่นางน้อยผู้นี้เข้าสู่วังวนที่ไม่สมเหตุสมผล
อย่างไรนางก็เป็นคนชราที่อาบน้ำร้อนมาก่อน แม่นางน้อยแสดงท่าทางสับสนออกมาเช่นนี้ นางก็เข้าใจได้ทันทีว่าในใจแม่นางน้อยผู้นี้คิดสิ่งใดอยู่ ดังนั้นจึงทอดถอนใจออกมา วางเรื่องพวกจางซงเอาไว้ และเตรียมสอนนางก่อน
“เงินมันย่อมดีแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าจะดีที่สุด”
นางซุนจับเหลียนฮวานั่งลงให้นางตั้งใจฟังคำอบรมสั่งสอนให้ดี
โก่วเอ๋อร์ที่เดิมทีกำลังประกอบชิ้นส่วนจักรเย็บผ้าอยู่ ได้ยินนางซุนกล่าวเช่นนี้ก็เงยหน้ามองย่าของตนด้วยความใคร่รู้
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เอ่ยคำใด ตั้งใจประกอบจักรเย็บผ้าของตนเองต่อไป
“ช่วงนี้เจ้าทำหน้าที่ได้ดีมาก ช่วยครอบครัวหาเงินได้ไม่น้อย ย่าดีใจมาก ทุกคนในครอบครัวก็ดีใจเหมือนกัน แต่ที่ทุกคนดีใจไม่ใช่เพราะแค่เจ้าหาเงินได้ เจ้าก็เป็นคนในครอบครัว เป็นญาติของพวกเรา เจ้าน่ะมีความสำคัญต่อพวกเราทุกคนกว่าเงินมาก ไม่อย่างนั้นในตอนนั้นย่าคงไม่ทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อช่วยเจ้ามาหรอก ใช่หรือไม่?”
นางซุนกล่าวกับเด็กสาวด้วยเหตุผลอย่างอ่อนโยน ไร้ซึ่งท่าทางดุดันเหมือนในยามปกติ
เหลียนฮวาพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง รู้สึกดีใจที่ท่านย่าบอกว่านางสำคัญกว่าเงิน
“เหตุผลเดียวกัน เจ้าสามารถนำเงินกลับมาได้ ช่วยลดความเสียหายให้ครอบครัวไม่น้อย พวกเราก็ดีใจมาก แต่ต่อให้เจ้าเอากลับมาไม่ได้ ครอบครัวเสียหายอย่างหนัก นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้า และพวกเราก็ไม่กล่าวโทษเจ้าเหมือนกัน แค่เจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัยก็พอแล้ว
สรุปง่ายๆก็คือ เงินสำคัญไม่เท่าชีวิต ยามใดที่เจออันตราย เจ้าต้องนึกถึงความปลอดภัยของตัวเองกับคนรอบข้างก่อนเป็นอันดับแรก เข้าใจหรือไม่?”
เหลียนฮวาตั้งใจฟังพลางพยักหน้าด้วยความเข้าใจ
เหตุผลที่นางโยนถุงเงินไว้ในกระสอบอาหารม้าทันทีที่เกิดเรื่อง ความจริงแล้วนางคิดว่าต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของนาง นางจะไม่ยอมให้คนเลวพวกนั้นเอาเงินไปได้เด็ดขาด
เงินเหล่านี้ทุกคนในครอบครัวต่างทำงานกันหามรุ่งหามค่ำกว่าจะได้มา หากนางเป็นคนทำหาย ครอบครัวจะต้องโทษนางแน่ และนางก็ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เหมือนกัน
แต่ตอนนี้ท่านย่าอบรมสั่งสอนนางมากมาย นี่เกินความคาดหมายของนางจริงๆ นางรู้สึกตื่นเต้นมาก ท่านย่าดีกับนางจริงๆ!
“ท่านย่า ข้าจดจำเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ!”
นางยิ้ม แล้วกำหมัดเล็กๆแน่น แสดงออกถึงความมุ่งมั่น
เหอจิ่วเหนียงกล่าวเสริม “เหลียนฮวา ท่านย่าของเจ้าพูดถูก เอาตัวรอดอย่างไรก็ดีกว่าตาย ขอเพียงมีชีวิตอยู่ก็ย่อมมีความหวัง ยอมเสียเงินเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ และอย่าได้เห็นแก่เงินจนถึงขั้นแลกชีวิตกับคนพวกนั้น เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านย่ากับท่านอาสะใภ้นะเจ้าคะ!”
หลังจากอบรมสั่งสอนเรื่องเหล่านี้เสร็จ นางซุนก็เอ่ยถามเหอจิ่วเหนียง “ตกลงการค้านี้ของเราจะเอาอย่างไรดี เจ้าว่าเราสามารถแจ้งทางการได้หรือไม่?”
“ไม่ต้องร้อนใจไปหรอกเจ้าค่ะ ข้าจะไปสืบข่าวก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที”
มองดูชิ้นส่วนที่กองตรงหน้า เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกไม่มีกะจิตกะใจจะทำต่อ จึงเก็บของกลับเข้าไปในห้อง รอจัดการเรื่องนี้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน
…...
ตอนกลางคืนหลังจากพวกผู้ชายกลับมาถึงบ้าน เหอจิ่วเหนียงก็พูดถึงเรื่องนี้อีกรอบ ให้พวกเขาระมัดระวังตัวเวลาออกไปข้างนอก พยายามไปในที่ที่มีคนพลุกพล่าน ทางที่ดีออกจากบ้านต้องพากันไปสองคน
สีหน้าของทุกคนไม่ค่อยดีนัก ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ในช่วงนี้ทุกคนเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับความสุขในการหาเงิน ไหนเลยจะนึกคิดว่ามีคนคอยจ้องเล่นงานอยู่
“น้องสะใภ้สาม แล้วเถ้าแก่ที่ขายผงหอมคนนั้นจะปลอดภัยหรือไม่ หากคนพวกนั้นเจอเขาจะทำเช่นไร?”
สิ่งที่นางหยูกังวลที่สุดก็คือเรื่องผงหอม กิจการเสื้อผ้าของครอบครัวมีจุดขายอยู่สองอย่าง หนึ่งคือผงหอม สองคือการออกแบบของเหอจิ่วเหนียง
กล่าวจบ ทุกคนจึงตระหนักได้ถึงอันตรายข้อนี้ และหันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความร้อนใจ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มสบายๆ “เรื่องผงหอมไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ นอกจากไม่ต้องออกไปขายเสื้อผ้าแล้ว ทุกคนมีหน้าที่ทำสิ่งใดก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีก็พอแล้วเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องที่น้องเขยกับเสี่ยวหยางบาดเจ็บห้ามบอกให้คนนอกรู้เด็ดขาด และหากคนงานหญิงในโรงงานถามก็ช่วยกันเตือนสักหน่อย”
ตอนกลางวันที่เหลียนฮวากลับมา เสียงร้องไห้ของนางดังมาก โรงงานอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล ทุกคนล้วนได้ยินเสียงแน่นอน
“อืม เรื่องนี้ข้าเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปเตือนพวกนางเอง”
นางหยูรับปาก แต่ก็ยังนึกสงสัยว่าเหอจิ่วเหนียงจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร
ทุกคนถามหลายรอบแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ไร้ท่าทีที่จะบอก นางซุนจึงบอกให้ทุกคนกินข้าว กินเสร็จก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
จางซงกับลู่เสี่ยวหยางฟื้นขึ้นมาห่างกันแค่ครึ่งชั่วยาม จางซงมีลู่กุ้ยหลานคอยดูแล ส่วนอาหารของลู่เสี่ยวหยาง กลับเป็นเหลยจื่อที่ยกไปให้
ลู่เสี่ยวหยางบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ตอนนี้ศีรษะเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผล เมื่อเห็นเหลยจื่อยกถ้วยโจ๊กเนื้อมา ก็อดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้
นานมากแล้วที่เขาไม่ได้กินอาหารอร่อยๆเช่นนี้!
“พี่เสี่ยวหยาง ท่านอาสะใภ้สามให้ข้าเอาโจ๊กมาป้อนให้ท่าน ไม่ต้องรีบขอรับ ค่อยๆซด”
ลู่เสี่ยวหยางยื่นมือจะไปรับ เหลยจื่อกลับปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี
ลู่กุ้ยหลานที่อยู่ข้างๆ ยิ้มพลางกล่าว “เสี่ยวหยาง เชื่ออาสะใภ้สามของเจ้าเถอะ”
ในช่วงนี้คนในครอบครัวดีกับลู่เสี่ยวหยางไม่น้อย กลางคืนยามที่คนในบ้านเรียนหนังสือก็ให้ลู่เสี่ยวหยางมาเรียนด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์จึงดีมาก
ลู่เสี่ยวหยางรู้ว่าตอนนี้ทุกๆการตัดสินใจของครอบครัวลู่ล้วนขึ้นอยู่กับอาสะใภ้สาม ต่อให้หิวเพียงใดก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง นั่งอย่างเชื่อฟัง รอให้เหลยจื่อป้อนให้ทีละคำ
“พี่เสี่ยวหยาง เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่หนีล่ะขอรับ?”
เหลยจื่อป้อนพลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เด็กน้อยถามด้วยความไร้เดียงสาไม่ได้มีเจตนาประชดประชัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ยินเรื่องสมัยลี้ภัยจากท่านลุงฟู่กุ้ย ดูเหมือนว่าพี่เสี่ยวหยางคือคนที่หนีเป็นคนแรก
สีหน้าของลู่เสี่ยวหยางแข็งทื่อเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนี้ และไม่รู้ควรตอบอย่างไร
ลู่กุ้ยหลานส่งสายตาเตือนเหลยจื่อ “เจ้าเด็กคนนี้ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยเหตุใดกัน?”
เหลยจื่อตระหนักได้ทันทีว่าตนพูดผิดไปแล้ว จึงรีบขอโทษ “พี่เสี่ยวหยาง ข้า…”
ลู่เสี่ยวหยางส่ายหน้าพลางหัวเราะเยาะตัวเอง ก่อนจะกล่าวด้วยความเศร้าใจ “ไม่โทษเจ้าหรอก ความจริงตอนนั้นมันเป็นความผิดของข้าเอง”
แม้ที่ผ่านมาเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับ แต่การที่ญาติพี่น้องล้มตายมากมายขนาดนั้นก็เป็นความผิดที่ไม่อาจหลีกหนีได้ในชีวิตของเขา
ตอนที่ 153: ยอมรับผิดและขอโทษนาง
ตอนนั้นเขาแค่อยากออกไปหาอาหาร คาดไม่ถึงว่าจะเป็นชนวนนำพาพวกโจรพเนจรมา และเมื่อเผชิญอันตรายเขาก็วิ่งหนีตามสัญชาตญาณ กระทั่งนึกขึ้นได้ว่าพวกชาวบ้านไม่ได้หนี ตอนนั้นเขายังคิดด้วยซ้ำว่าพวกเขาโง่ หากหนีมากับตน เรื่องเลวร้ายก็คงไม่เกิดขึ้น
แต่ช่วงที่ผ่านมานี้เขาได้ผ่านเรื่องราวต่างๆมากมาย เขารู้แล้วว่าตอนนั้นตนผิดอย่างไร วัยรุ่นที่มีพละกำลังและตัวคนเดียวอย่างเขาสามารถหนีได้ แต่คนที่มีครอบครัวล่ะ คนแก่ที่ไร้พละกำลัง คนป่วย และคนพิการล่ะ
เท่ากับว่าเขาหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว แต่กลับทิ้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่แก่ชรา และพี่ๆน้องๆคนอื่นๆเอาไว้ข้างหลัง
หากในตอนนั้นเขาอยู่ และร่วมมือกับญาติพี่น้องต่อสู้กับพวกโจรพเนจร โอกาสที่ญาติพี่น้องจะรอดชีวิตก็คงมีเยอะกว่านี้
ในช่วงนี้เขาได้ทบทวนตัวเองมาโดยตลอด และพยายามชดเชยให้กับท่านลุงใหญ่ และลูกพี่ลูกน้องของเขา เมื่อเวลาล่วงเลย แม้ท่านลุงใหญ่จะไม่สบอารมณ์ในทุกครั้งที่เห็นหน้าเขา แต่ก็ไม่ขัดขวางเขาให้ไปมาหาสู่กับพวกน้องๆแล้ว เท่านี้เขาก็ดีใจมากแล้ว
ดังนั้นตอนที่คนตระกูลต่งเข้ามาหาเรื่อง เขาอยากใช้โอกาสนี้ชดเชยความรู้สึกผิดในครั้งที่ลี้ภัยครานั้น ไม่ว่าตนจะสามารถรับมือคนเหล่านั้นได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยเขาก็จะไม่ทิ้งท่านอาเขย และน้องเหลียนฮวาไว้ข้างหลัง
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างจริงจัง “บางทีอาจเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมาพวกเจ้าสอนหนังสือให้ข้าเข้าใจในหลักเหตุผลมากขึ้น ทำให้ข้าเข้าใจว่าสิ่งใดที่เรียกว่า หนึ่งร่วงล้วนร่วง หนึ่งโรจน์ล้วนโรจน์ ข้าไม่ใช่ลู่เสี่ยวหยางคนเดิมที่เห็นแก่ตัวคนนั้นอีกแล้ว”
เมื่อนึกย้อนกลับไปในตอนนั้นว่าเขามาถึงจิงโจวได้อย่างไร ในช่วงเวลานั้นลำบากเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้เสียอีก ตอนที่ร่วมเดินทางมากับญาติพี่น้อง ภายใต้การดูแลของท่านพ่อท่านแม่เขายังมีของกิน แต่หลังจากเกิดเรื่องขึ้น เขาต้องเดินทางลี้ภัยคนเดียว ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เขาก็เคยดื่มแม้กระทั่งฉี่ของตัวเอง
ระหว่างทางก็พบเจอคนลี้ภัยเหมือนกับตน เขาไม่กล้าผลีผลามเข้าไปหาเรื่อง ทำได้แค่ฉวยโอกาสตอนที่พวกเขาไม่ทันสังเกตแอบขโมยของกินเล็กๆน้อยๆ โชคดีก็หนีเอาตัวรอดไปได้ โชคร้ายก็ถูกทุบตีไปฉาดใหญ่
หลายครั้งที่เขามานึกเสียใจทีหลังที่ตนหนีเอาตัวรอดมาคนเดียว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมรับมัน
เขาได้แต่บอกกับตัวเองมาตลอดว่าเขาไม่ผิด หากไม่หนีออกมาก็คงตายอยู่ตรงนั้นเหมือนกับญาติพี่น้องคนอื่นๆไปแล้ว
แต่ต่อมาเมื่อได้เจอกับครอบครัวของท่านปู่สาม และยังได้เจอญาติพี่น้องที่รอดชีวิตมาจากเหตุการณ์ในครานั้น เขาถึงจะตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าการมีญาติพี่น้องอยู่ด้วยกันก็สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้
มิเช่นนั้นเขาคงไม่ไปแก้แค้นให้ครอบครัวลู่โดยการไปหลอกพ่อแม่ของเฉียนต้าหนิว
เหลยจื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ รู้สึกว่าอาสะใภ้สามพูดถูก พี่เสี่ยวหยางรู้ว่าตัวเองผิดจึงรู้จักแก้ไข พวกเขาก็ควรจะให้โอกาส
ลู่กุ้ยหลานก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ อย่างไรเสียก็เป็นลูกหลานแซ่เดียวกัน และนางเองก็ไม่อยากเห็นลู่เสี่ยวหยางทำผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า
ลู่เสี่ยวหยางกินโจ๊กเนื้ออย่างช้าๆจนเสร็จ และลุกขึ้นเตรียมจะกลับไป เหลยจื่อรีบเอ่ยขึ้น “อาสะใภ้สามบอกว่าหัวของท่านบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง ให้พักอยู่ที่นี่ไปก่อน ท่านกับอาเขยจะได้มีคนคอยดูแล”
ห้องนี้เป็นห้องว่าง ตอนสร้างบ้านตั้งใจสร้างเผื่อไว้สองสามห้องเพื่อต้อนรับแขก และตอนนี้ก็กลายเป็นห้องผู้ป่วยชั่วคราวของพวกเขา
ลู่กุ้ยหลานกล่าวเสริม “นั่นสิ ท่านอาซงของเจ้าก็บาดเจ็บสาหัส ตอนค่ำข้ายังต้องดูแลเด็กๆอีก เจ้าอยู่ที่นี่ยังสามารถช่วยดูแลกันได้”
อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็รู้ความขึ้นไม่น้อย นางในฐานะผู้เป็นอาก็รู้สึกปลื้มใจมาก
“ได้ขอรับ ข้าจะช่วยดูแลท่านอาเขยเอง!”
ลู่เสี่ยวหยางรู้ว่านี่คือการแสดงการยอมรับจากครอบครัวลู่ เขารู้สึกดีใจมาก เมื่อนึกถึงตระกูลต่งที่เข้ามาหาเรื่องแล้วจึงอดถามขึ้นไม่ได้ “ท่านอาเล็ก แล้ววันพรุ่งนี้พวกเรายังไปตั้งแผงขายของหรือไม่ขอรับ?”
“ช่วงนี้หยุดก่อน พวกเจ้ารักษาตัวให้หายดีก่อนเถอะ”
…...
เช้าวันรุ่งขึ้น
เหอจิ่วเหนียงยังคงตื่นไปโรงหมอตั้งแต่เช้า ตามข้อตกลงที่คุยกันแต่แรกนั้นนางบอกว่าจะไม่ขออยู่ประจำที่โรงหมอ แต่ไปๆมาๆ ตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าแบบนี้เหน็ดเหนื่อยกว่าการนั่งตรวจประจำโรงหมอเสียอีก
วันนี้นางมีภารกิจอีกเรื่องนั่นคือ นางจะไปสืบเรื่องตระกูลต่ง ดังนั้นแม้จะง่วงจนลืมตาแทบไม่ขึ้นอย่างไรก็จำต้องออกไปอยู่ดี
“ท่านหมอเหอ มาได้เวลาพอดี เมื่อคืนโรคเก่าของเศรษฐีต่งกำเริบ หมอท่านอื่นไปตรวจอาการมาแล้ว แต่ก็ช่วยให้หายเจ็บปวดไม่ได้ ข้าก็เลยตัดสินใจไปว่าเช้าวันนี้จะพาเจ้าไปตรวจดูอาการเขา”
ทันทีที่เห็นเหอจิ่วเหนียง ผู้ดูแลเหรินก็รีบหยิบกล่องยาขึ้นมาเตรียมพานางออกไป ทั้งยังกล่าวด้วยความตื่นเต้นอีก “ตระกูลต่งนี่นะ เป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่ของอำเภอเราเลย แม้แต่นายอำเภอก็ยังต้องเกรงใจ หากเจ้ารักษาเศรษฐีต่งให้หายได้ละก็ ต้องได้ค่ารักษามาไม่น้อยแน่นอน!”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไร้ท่าทีที่จะรีบตามไป แค่เอ่ยถาม “ตระกูลต่งไหนหรือ?”
“จะตระกูลต่งไหนอีก ก็ครอบครัวของเศรษฐีต่งอย่างไรล่ะ ในอำเภอเรา ตระกูลที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือตระกูลต่งนี่แหละ!”
ผู้ดูแลเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเหอจิ่วเหนียงเพิ่งมาอยู่ใหม่ ย่อมไม่รู้จักครอบครัวเศรษฐีของที่นี่ ในขณะที่เขาจะอธิบายให้นางฟัง เหอจิ่วเหนียงก็หัวเราะเยาะออกมา ก่อนกล่าวว่า “ไม่ไป”
“ฮะ?”
ผู้ดูแลเหรินตกตะลึง “นี่ๆๆ แต่ข้ารับปากอีกฝ่ายไว้แล้วนะ ท่านหมอเหอ เห็นแก่หน้าข้าเถอะนะ ไปเถอะ ตระกูลต่งนี่นะ ทางที่ดีโรงหมอของเราอย่าทำให้เขาขุ่นเคืองเลยดีกว่า!”
แม้เถ้าแก่ของพวกเขาจะเป็นหมอหลวงที่มาจากวังหลวง แต่อย่างไรก็เป็นแค่หมอคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจใดในราชสำนัก หากไปล่วงเกินตระกูลต่งเพราะเรื่องนี้ เกรงว่าต่อไปคงอยู่ไม่เป็นสุข
อย่างไรเสียนั่นก็เป็นถึงตระกูลที่แม้แต่นายอำเภอก็ต้องเกรงใจเชียวนะ!
“ข้าขอบอกผู้ดูแลเหรินตามตรง ข้ากับตระกูลต่งเรามีความแค้นต่อกัน ข้าไม่มีทางไปเด็ดขาด ท่านปฏิเสธกลับไปเถอะ”
“มีความแค้นหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วมันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?”
“เมื่อวาน”
ผู้ดูแลเหริน “…”
.......
ขณะเดียวกัน
ณ คฤหาสน์ตระกูลต่ง
เสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของเศรษฐีต่งดังลั่น ข้าวของถูกขว้างระเนระนาดลงพื้น เห็นได้ชัดว่าโรคเก่าเขากำลังกำเริบ และทำให้เขาโกรธเกรี้ยวมาก
“นี่มันกี่ยามแล้วฮะ! เหตุใดหมอของโรงหมออวี้หยวนถึงยังไม่มาอีก!?”
เศรษฐีต่งตะคอกถามบ่าวรับใช้ด้วยความโมโห บ่าวรับใช้รีบตอบ “บ่าวจะไปตามเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
“ก็รีบไสหัวไปตามสิ! สวะไร้ประโยชน์ พวกเจ้าล้วนไร้ประโยชน์กันทั้งนั้น! โอ๊ย ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว โอ๊ย!!”
เศรษฐีต่งยังคงตะคอกระบายความโกรธ จนภรรยาและสาวใช้ข้างกายไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ กลัวว่าหากเข้าไปตอนนี้จะเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเอาได้
ทว่า บ่าวรับใช้ที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่กลับวิ่งกลับมาแจ้งว่า “นายท่านขอรับนายท่าน! เมื่อครู่เด็กของโรงหมออวี้หยวนมาแจ้ง เอ่อ แจ้งว่า…”
“ว่าอะไร!”
เศรษฐีต่งหันขวับมาจ้องด้วยสายตาไร้ความปรานี เวลาเช่นนี้ยังจะมาแจ้งอะไรอีก โรงหมออวี้หยวนช่างอวดดียิ่งนัก!
ทันใดนั้นบ่าวรับใช้รีบคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะพร้อมรายงาน “แจ้งว่า หมอหญิงท่านนั้นบอกว่านางมี…มีความแค้นกับตระกูลต่งขอรับ เว้นแต่…เว้นแต่ว่านายท่านจะไปขอโทษนางด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้น…เอ่อ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่รักษาให้นายท่านขอรับ!”
หลังจากพูดประโยคสั้นๆนี้จบ หน้าผากของบ่าวรับใช้ก็เปียกโชก เหงื่อเย็นไหลหยด.ลงมาด้วยความหวาดกลัว
“สวะไร้ประโยชน์! หมอหญิงอะไรกัน มีความแค้นกับตระกูลต่งของข้าอย่างนั้นหรือ นางแพศยา!”
เศรษฐีต่งโกรธมาก คว้ากาน้ำชาขว้างลงพื้น บ่าวรับใช้รีบหลับตาด้วยความหวาดกลัว เศษกาน้ำชาที่แตกกระเด็นมาโดนหน้าเขาจนได้เลือด
เขาหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ในใจก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยก็โชคดีที่หลับตาทัน ไม่อย่างนั้นตาคงบอดเป็นแน่แท้!
ตอนที่ 154: ยังไม่จบใช่หรือไม่
“ไปตรวจสอบ! ไปตรวจสอบมาให้ชัดเจน ข้าอยากรู้นักว่าข้ากับนางมีความแค้นอะไรกัน! ก็แค่หมอตัวเล็กๆคนหนึ่ง กลับกล้าอวดดีกับข้าถึงเพียงนี้!”
เศรษฐีต่งเดือดดาลจนพ่นวาจาหยาบคายออกมา คนสนิทข้างกายรีบไปตรวจสอบต้นสายปลายเหตุเรื่องนี้ทันที หลังจากที่เขาขว้างปาข้าวไปไม่น้อยเพื่อระบายความโกรธ ไม่นานคนสนิทผู้นั้นก็กลับมา และรายงานด้วยความเคารพ
“นายท่านขอรับ หมอหญิงท่านนี้เป็นคนครอบครัวเดียวกันกับพวกที่ตั้งแผงขายเสื้อผ้าขนสัตว์ข้างถนนขอรับ เมื่อวานคนของเราไปหาเรื่องพวกเขา หมอหญิงท่านนั้นก็เลยโกรธมากขอรับ”
จะว่าไปก็เป็นเรื่องบังเอิญยิ่งนัก เรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เมื่อคืนอาการป่วยของนายท่านเขาก็กำเริบพอดี เจ็บปวดทรมานจนใครก็ไม่อาจช่วยได้ จนต้องรอรักษากับหมอหญิงท่านนี้ ช่างประหลาดยิ่งนัก
“เป็นพวกเดียวกันอย่างนั้นหรือ?”
เศรษฐีต่งจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเขาสั่งให้คนไปก่อความวุ่นวายที่แผงขายเสื้อผ้าของพวกเขาจริงๆ แต่หากคนพวกนั้นยอมเชื่อฟังกันดีๆ มีหรือที่คนของเขาจะลงมือ
จะว่าไปแล้ว เสื้อผ้าขนสัตว์ที่เอากลับมาด้วยเมื่อวานเหล่านั้น หลังจากที่ฉีกออกมาตรวจสอบก็ไม่เจอสิ่งผิดปกติอะไร อย่างไรก็ตามปัญหาก็อยู่ที่ผงหอม ขอเพียงเขาได้ผงหอมมา การค้านี้เขาก็ทำได้เหมือนกัน!
อำเภอต้าหลิ่งก็เป็นเหมือนถิ่นของเขา ครอบครัวนี้ทำการค้าในถิ่นของเขา จะไม่มอบประโยชน์อะไรแก่เขาบ้างเลยหรือ
โดนสั่งสอนไปครั้งหนึ่งแล้ว พวกเขายังจะกล้าอวดดีอีกอย่างนั้นหรือ!
เขาเป็นถึงคนที่แม้แต่นายอำเภอก็ต้องเกรงใจเชียวนะ!
“ช่างไม่รู้จักชั่วดีเอาซะเลย! ถูกข้าจับจ้องก็นับว่าพวกมันโชคดีมากแล้ว ยังกล้ามาพูดว่ามีความแค้นกับตระกูลต่งของข้าอีก ช่างกล้าจริงๆ!”
“นั่นน่ะสิขอรับ ครอบครัวนี้ช่างไม่รู้จักชั่วดีเอาซะเลย! พวกมันล่วงเกินนายท่าน คราวนี้เรายิ่งมีเหตุผลที่จะจัดการกับพวกมันแล้วขอรับ!”
พ่อบ้านข้างกายรีบประจบประแจงทันที เศรษฐีต่งอยากยกเท้าถีบเขา แต่นึกขึ้นได้ว่าตนเองเจ็บเท้าอยู่ จึงได้แต่ถลึงตาจ้องเขม็งเขาแทน แล้วกล่าว “เช่นนั้นขาข้าก็ไม่ต้องรักษาแล้วอย่างนั้นสิ?”
ฮูหยินต่งร่ำไห้ “ท่านพี่ สุขภาพสำคัญที่สุดเจ้าค่ะ รักษาร่างกายก่อน รออาการดีขึ้นแล้วค่อยจัดการกับคนสารเลวพวกนั้นก็ได้นะเจ้าคะ! ท่านเป็นถึงเสาหลักของบ้านนะเจ้าคะ!”
ฮูหยินต่งเป็นห่วงเขาจริงๆ สภาพเท้าที่บวมเป่งนั่น เปลี่ยนหมอรักษามาก็หลายคนแล้วแต่ยังไร้ประโยชน์ นางกังวลมากจริงๆ
“ไม่ได้! หากไปขอโทษผู้หญิงคนนั้นแล้วข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ข้าจะเดินในอำเภอต้าหลิ่งแห่งนี้เช่นไร!”
เศรษฐีต่งหันหนีไปอีกทาง มั่นใจว่าจะไม่มีทางก้มหัวให้เด็ดขาด
พ่อบ้านยังคงประจบ “นายท่าน ฮูหยินขอรับ ในใต้หล้าไม่ได้มีหมอแค่คนเดียว บ่าวไปเสาะหาหมอท่านอื่นแล้ว เมื่อคืนได้ส่งคนไปเชิญหมอมาจากในเมืองแล้ว นับเวลาดูก็น่าจะถึงแล้วขอรับ หมอในเมืองย่อมเก่งกว่าหมอในอำเภอแน่นอนขอรับ!”
ได้ยินเช่นนี้ เศรษฐีต่งก็มองเขาอย่างพึงพอใจ พ่อบ้านผู้นี้ทำงานรับใช้ตระกูลต่งมานานหลายปีแล้ว สาเหตุที่อายุมากแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนตัวเขาก็เป็นเพราะเขาจัดการเรื่องต่างๆได้อย่างรอบคอบ เรื่องไปเชิญหมอมาจากในเมือง เป็นเรื่องที่เขาคิดไม่ถึงเลย
ตอนนี้ก็แค่รอหมอผู้นั้นมาถึง ขอเพียงรักษาเขาหาย เขาจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นเสียใจที่พูดแบบนั้นในวันนี้!
ไม่นาน หมอที่มีชื่อเสียงในอำเภอหลายคนต่างก็มาถึง ทำการตรวจและเขียนเทียบยาให้เขาด้วยความเคารพ แต่เทียบยาที่เขียนให้นั้นไม่ต่างกับเทียบยาที่หมอคนก่อนหน้านี้เขียนให้เขาเลย และมันก็ใช่ไม่ได้ผล!
เศรษฐีต่งดูเทียบยาเหล่านั้นและปามันลงกับพื้น สบถด่าด้วยความโกรธ “ข้าบอกแล้วไงว่าเทียบยาเหล่านี้ใช้กับข้าไม่ได้ ใช้ไม่ได้! พวกเจ้าไม่เข้าใจที่ข้าพูดหรือไรฮะ! หมออย่างพวกเจ้ากินมูลแทนข้าวหรืออย่างไร!”
หมอแต่ละคนต่างก้มหน้าลงไม่กล้ามองเขา หลังจากหันมองตากันไปมา จู่ๆก็มีคนกล้าหาญพูดขึ้น “นายท่านต่ง เทียบยารักษาโท่งเฟิง*ก็มีเพียงเท่านี้แล้วขอรับ ต้องรักษาอาการบวมก่อน เรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้ขอรับ!”
[*โท่งเฟิง แปลว่า โรคเกาต์]
พวกเขาแทบจะร้องไห้แบบไร้น้ำตา เทียบยาก็เป็นแบบนี้แล้วจะเอาแบบไหนอีก พวกเขาหมดปัญญาแล้ว!
“ตอนนี้สิ่งที่สามีข้าต้องการไม่ใช่ลดอาการบวม แต่เป็นการคลายความเจ็บปวด พวกท่านเขียนเทียบยาคลายปวดให้ไม่ได้หรือ?”
ฮูหยินต่งถามอย่างร้อนใจ ในเมื่อการลดอาการบวมมันยากเย็นนัก ก็ช่วยคลายความเจ็บปวดให้ก่อนเถอะ
บรรดาหมอต่างพากันเช็ดเหงื่อ “เทียบยาคลายปวดย่อมมีแน่นอนขอรับ แต่พวกเราไม่กล้ารับประกันว่ามันจะสามารถยับยั้งความเจ็บปวดที่เท้าได้หรือไม่ และเทียบยาคลายปวดนี่ก็อันตรายต่อร่างกายด้วย หากไม่จำเป็นจริงๆ พวกเราก็ไม่กล้าลองขอรับ!”
ยาคลายปวดภายในในยุคสมัยนี้ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น คนส่วนมากเมื่อเจอกับอาการเช่นนี้ล้วนแต่อดทนกัน แต่คนที่เอาแต่ใจตัวเอง และอดทนต่อความเจ็บปวดเช่นนี้ไม่ไหวอย่างเศรษฐีต่ง พวกเขาก็ไร้หนทางแล้วเหมือนกัน!
“ไม่ว่าจะยาคลายปวดใด เขียนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าต้องการหายจากความปวดบ้าๆนี่ซะ!”
เศรษฐีต่งไม่สนใจแล้วว่าจะอันตรายต่อร่างกายเพียงใด ตอนนี้เขาเจ็บปวดจนชาไปครึ่งตัวแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาไม่ตายเอาหรอกหรือ
หมอเหล่านั้นต่างหันมองหน้ากัน สุดท้ายก็เขียนเทียบยาคลายปวดของตัวเองออกมา จากนั้นทุกคนก็ปรึกษากันว่าเทียบยาแผ่นใดดีที่สุดถึงจะเลือกให้เศรษฐีต่งใช้
หลังจากเจ็บปวดทรมานอยู่นานชั่วยามกว่า ในที่สุดยาคลายปวดก็ปรุงเสร็จ เศรษฐีต่งกลั้นหายใจดื่มยารสขมลงไป จากนั้นก็รอให้ยาออกฤทธิ์
ทว่า…
ไม่เพียงไม่คลายความเจ็บปวดเท่านั้น แต่กลับยิ่งปวดกว่าเดิม!
“สวะไร้ประโยชน์! พวกเจ้าล้วนไร้ประโยชน์! วันนี้หากรักษาขาข้าให้หายไม่ได้ พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะอยู่เป็นสุข!”
เศรษฐีต่งเดือดดาล ทั่วทั้งห้องระเนระนาด ทุกคนต่างหวาดกลัวจนไม่กล้าหายใจแรง
ยังคงเป็นฮูหยินต่งที่เอ่ยถาม “ท่านหมอทุกท่านเป็นหมอมานานหลายปี ไม่เคยพบเจอหมอเทวดาฝีมือเก่งกาจบ้างเลยหรือ หากแนะนำหมอที่สามารถรักษาสามีข้าให้หายได้ ตระกูลต่งของเราจะจ่ายให้พวกท่านอย่างหนัก”
เหล่าหมอหันมองหน้ากันอีกครั้ง กลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด และก็เป็นผู้กล้าคนเดิมที่เป็นตัวแทนเอ่ยขึ้น “นายท่าน ฮูหยินขอรับ ได้ยินมาว่าที่โรงหมออวี้หยวนมีหมอหญิงอยู่ท่านหนึ่ง ฝีมือการฝังเข็มยอดเยี่ยมมาก หากเชิญหมอหญิงท่านนั้นมาจะต้องรักษาอาการเจ็บปวดให้นายท่านต่งได้แน่นอนขอรับ!”
คนตระกูลต่ง “…”
วนไปวนมาสุดท้ายก็เป็นหญิงผู้นั้นอยู่ดี!
ยังไม่จบใช่หรือไม่?
ขณะที่พูดคุยกันอยู่ หมอที่ไปเชิญมาจากในเมืองก็มาถึงแล้ว พ่อบ้านออกไปต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น ทว่าหลังจากตรวจอาการเสร็จ เทียบยารักษาและเทียบยาคลายปวดที่เขียนออกมานั้นล้วนเหมือนกับเทียบยาที่หมอท่านอื่นเขียนมาหมดแล้ว
ทุกคนนิ่งเงียบไปอีกครั้ง
“พวกเจ้าในที่นี้ ไม่มีใครฝังเข็มเป็นเลยหรือ?”
เศรษฐีต่งกวาดตามองแต่ละคนด้วยความดูถูกเหยียดหยาม เขาไม่เชื่อหรอกว่ามีเพียงแค่หมอหญิงผู้นั้นที่สามารถทำได้!
มีคนแอบกระซิบพึมพำ “เป็นน่ะเป็นอยู่หรอก แต่แค่ไม่เชี่ยวชาญก็เท่านั้น…”
เศรษฐีต่งฟังแค่ประโยคแรก ไม่สนใจประโยคหลัง สั่งให้หมอท่านนั้นฝังเข็มให้เขาทันที
จากนั้นก็…
“อ๊า!”
เสียงร้องดังสนั่นราวกับหมูโดนเชือด นกน้อยที่กำลังพลอดรักกันบนหลังคาต่างพากันบินหนีไปด้วยความตกใจ
......
เหอจิ่วเหนียงนั่งแทะเมล็ดทานตะวันในโรงหมออย่างสบายใจ นั่งไขว่ห้างฟังเรื่องราวของตระกูลต่งจากเด็กผู้ช่วยในโรงหมอ
“มีลูกชายไม่ได้อย่างนั้นหรือ น่าสนใจดีนี่ เล่าต่อสิ!”
ตอนที่ 155: คนหัวรั้น
เด็กผู้ช่วยเกาศีรษะ และเล่าต่อ “ไม่ใช่แค่มีลูกชายไม่ได้เท่านั้นนะขอรับ แม้แต่ลูกสาวที่เลี้ยงให้รอดถึงสิบขวบก็ไม่มี ว่ากันว่าอายุสั้น ชาวบ้านเล่ากันว่าเป็นเพราะร่างกายของเศรษฐีต่งมีปัญหา…”
เด็กผู้ช่วยเล่าไปก็หวาดระแวงไป เขารู้ว่าไม่ควรพูดเรื่องคนอื่นลับหลังเช่นนี้ แต่ท่านหมอเหอขอให้เขาเล่า แถมยังบอกว่าต่อไปจะพาเขาติดตามออกไปตรวจโรคด้วย นี่ไม่เท่ากับว่าต่อไปนางจะให้เขาเป็นศิษย์หรือ
เด็กผู้ช่วยรู้สึกตื่นเต้นมาก ช่างเถอะ อย่างไรเสียเรื่องราวเหล่านี้ของตระกูลต่งก็ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้น ชาวบ้านล้วนรู้กันดี เรื่องนี้เมื่อเทียบกับอนาคตแล้ว อนาคตย่อมสำคัญกว่า!
ในขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น เด็กผู้ช่วยอีกคนก็มาแจ้ง “ท่านหมอเหอ ฮูหยินตระกูลต่งมาขอพบขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว แต่ยังคงนิ่งเฉย ทั้งยังสั่งให้เด็กผู้ช่วยคนนั้นไปต้มชามาให้นางอีกกา
เมื่อผู้ดูแลเหรินเห็นฮูหยินต่งก็ร้อนรนเป็นอย่างมาก ฮูหยินต่งมาถึงที่เช่นนี้ ดูท่าสถานการณ์คงร้ายแรงมากเป็นแน่ โรงหมออวี้หยวนล่วงเกินตระกูลต่งเข้าแล้ว ซวยแล้วไง!
“ฮูหยินต่ง ช่างเป็นเกียรติจริงๆ!”
ต่อหน้าสามี ฮูหยินต่งเป็นภรรยาที่อ่อนโยน แต่ยามอยู่ข้างนอกกลับไม่ใช่คนที่ยั่วยุได้ง่ายๆ รอยยิ้มของนางดูบิดเบี้ยวน่าเกลียดกว่าร้องไห้เสียอีก ผู้ดูแลเหรินจึงยิ่งกังวลว่าจะจัดการกับปัญหานี้ไม่ได้ นางกล่าวถามอย่างเย็นชา “หมอหญิงคนนั้นล่ะ?”
“ท่านหมอเหอ พะ พัก…พักอยู่ด้านในขอรับ!”
ฮูหยินต่งหันไปจ้องหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ สามีนางร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอยู่ที่บ้านจนแทบขาดใจ แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับกำลังนั่งพักอยู่ข้างใน
“อย่างนั้นหรือ นึกไม่ถึงว่าโรงหมออวี้หยวนจะดูแลหมอได้ดีถึงเพียงนี้”
นางยิ้มอย่างน่ากลัว เหลือบมองหมอท่านอื่นที่กำลังยุ่งอยู่ด้วยสายตาท่าทางเย้ยหยัน
แต่ทุกคนไม่ใช่คนโง่ ไม่มีใครสนใจกิริยายั่วยุของฮูหยินต่ง ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงอยู่ในโรงหมอก็นับว่าเป็นเรื่องดี
หากมีอะไรที่หมอเหล่านี้ไม่เข้าใจก็ไปปรึกษานาง นางก็อธิบายอย่างมีน้ำใจ ท่านหมอเหล่านี้ล้วนรู้ดีว่านางเก่งกาจ นางเป็นต้นเงินต้นทองของโรงหมอ ด้วยความสามารถของนาง นางอยากทำสิ่งใดก็ทำได้ตามใจ
อีกอย่าง เมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงก็มีคนป่วย นางเพิ่งจะรักษาเสร็จจึงได้เรียกเด็กผู้ช่วยไปเล่าเรื่องของตระกูลต่งให้ฟัง
“ฮูหยินต่งอารมณ์ขันจริงๆ ข้าน้อยจะไปตามท่านหมอเหอออกมาเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ผู้ดูแลเหรินยิ้มกล่าว ขณะที่กำลังจะไปเรียกคน ฮูหยินต่งก็กล่าวขึ้น “ไม่ต้อง นำทางไปก็พอ ข้าไปหานางเอง ข้าเองก็อยากรู้นักว่าหมอหญิงคนนี้มีความสามารถสักเพียงใดกันเชียว”
ในช่วงนี้นางเองก็ได้ยินมาว่ามีคนตั้งแผงขายเสื้อผ้าขนสัตว์ ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่กลับเห็นฮูหยินและคุณหนูตระกูลร่ำรวยล้วนสวมใส่กัน เสื้อผ้าเหล่านั้นดูเบาสบาย อบอุ่น รูปแบบการตัดเย็บก็ดูดี ดีกว่าร้านในตลาดมาก ได้ยินมาว่าสั่งตัดเย็บพิเศษ นางเห็นแล้วก็รู้สึกชอบเหมือนกัน
นางกำลังคิดจะไปถามไถ่จากคนเหล่านั้นอยู่พอดี แต่เมื่อได้ยินว่าสามีของตนก็สนใจการค้านี้เหมือนกันจึงรู้สึกดีใจมาก หากสิ่งนี้กลายมาเป็นการค้าของครอบครัวได้ละก็ นางอยากสวมใส่ชุดใดก็สามารถทำได้ตามใจ! ดังนั้นนางจึงวางแผนให้สามี และคิดว่าครอบครัวของตนมีอำนาจในอำเภอต้าหลิ่ง ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าต่อกรกับครอบครัวนางแน่นอน
แต่ใครจะคิดล่ะว่าโรคเก่าของสามีนางจะกำเริบขึ้นในตอนนี้ ทั้งยังต้องมาเกี่ยวข้องกับหมอหญิงผู้นี้อีก นางรู้สึกเคราะห์ร้ายมาก
แต่คิดจะให้สามีนางเป็นฝ่ายขอโทษ? หึ ฝันไปเถอะ!
ขณะที่ฮูหยินต่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ ผู้ดูแลเหรินก็เดินนำนางเข้ามาในห้องที่เหอจิ่วเหนียงกำลังนั่งแทะเมล็ดทานตะวันอยู่ ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา ก็เห็นนางนั่งไขว่ห้างพูดคุยกับเด็กผู้ช่วย
“นี่มันหญิงสาวบ้านป่าที่ไหนกัน ช่างอวดดีจริงๆ!”
ผู้ดูแลเหรินยังไม่ทันเอ่ย บ่าวรับใช้วัยชราข้างกายฮูหยินต่งก็ดุด่าขึ้นทันที
ผู้ดูแลเหรินกลืนไม่เข้าคายไม่ออก รอยยิ้มเขาแข็งทื่อไป ก่อนจะเรียกหมอเหอด้วยเสียงเบา จากนั้นกล่าวแนะนำ “ท่านนี้คือฮูหยินของท่านเศรษฐีต่ง”
เหอจิ่วเหนียงหลับตางีบ ได้ยินทว่าไม่ลืมตามองแต่อย่างใด เพียงแค่ถามด้วยท่าทางเกียจคร้าน “อ้อ เศรษฐีต่งยอมรับผิดยอมมาขอโทษข้าแล้วหรือ?”
ฮูหยินต่งนึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้าเรียกสามีนางเช่นนี้ จึงถลึงตาด้วยความโกรธ “บังอาจ! ใครให้ความกล้ากับเจ้าถึงเพียงนี้กันฮะ!”
ผู้ดูแลโรงหมอกลัวว่าทั้งสองฝ่ายจะปะทะกันรุนแรง จึงรีบตัดบท “เปล่าๆ คนที่มาก็คือฮูหยินนี่แหละ”
“อย่างนั้นหรือ ท่านผู้ดูแลเหริน บอกให้พวกนางไสหัวไปเถอะ อย่ามารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า”
เหอจิ่วเหนียงไม่เห็นคนตระกูลต่งอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย กล่าวพลางถุยเปลือกเมล็ดทานตะวันออกมา และเกือบจะโดนฮูหยินต่ง
ผู้ดูแลเหรินแทบอยากร้องไห้ “หมอเหอ ฮูหยินกับท่านเศรษฐีต่งก็เป็นคนครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ ใครมาก็เหมือนกันนั่นแหละ เจ้าพอได้แล้วน่า อย่าก่อเรื่องเลยนะ!”
ผู้ดูแลเหรินทั้งรักทั้งเกลียดเหอจิ่วเหนียงในตอนนี้จริงๆ รักที่นางหาเงินให้โรงหมอได้ และเกลียดที่นางทำตัวมีปัญหา ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก!
“ท่านผู้ดูแลเหริน นี่เป็นความแค้นระหว่างข้ากับตระกูลต่ง ไม่ดึงโรงหมออวี้หยวนมาเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว หากกลัวว่าจะเดือดร้อนไปด้วย ข้าตัดความสัมพันธ์กับโรงหมออวี้หยวนตอนนี้เลยก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าอีกฝ่ายกลัวอะไร แต่เรื่องที่คนในครอบครัวนางถูกทำร้ายร่างกายเจียนตายนางไม่มีทางยอมปล่อยผ่านง่ายๆแน่ หากครั้งนี้ยอมปล่อยไปง่ายๆ ก็ต้องมีครั้งหน้าอีก
“ไม่นะ! ไม่ๆๆ!”
ผู้ดูแลเหรินเสียวสันหลังวาบจนยืนนิ่ง กว่าจะเชิญต้นเงินต้นทองอย่างนางเข้ามาในร้านได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะยอมตัดความสัมพันธ์ง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
เป็นอย่างคำกล่าวจริงๆ กุหลาบย่อมมีหนาม!
หากต้องการผลกำไรจากต้นเงินต้นทองต้นนี้ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงนั้นให้ได้!
หลังจากที่ผู้ดูแลเหรินตัดสินใจได้แล้วก็มายืนข้างเหอจิ่วเหนียงทันที “ฮูหยินต่ง ในเมื่อท่านหมอเหอกล่าวเช่นนี้แล้ว ท่านเชิญนายท่านต่งมาเถอะ อาการเขาสาหัสมาก ปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ ยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งทรมาน!”
ฮูหยินต่งก็ไม่ใช่คนโง่ หากเหอจิ่วเหนียงไม่มีความสามารถจริงๆ ผู้ดูแลเหรินก็คงไม่ปกป้องนางถึงเพียงนี้ แต่นางก็ไม่พอใจที่จะถูกอีกฝ่ายทำกิริยาเช่นนี้ใส่ ผ่านไปครู่หนึ่ง บรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายก็เริ่มคุกกรุ่นขึ้น
สาเหตุที่นางมาที่นี่ด้วยตัวเองก็เพราะบรรดาหมอที่เชิญไปที่บ้านนั้นไร้หนทางรักษา วันนี้นางต้องพาหมอหญิงผู้นี้กลับไปให้ได้
“เหอะๆๆ ท่านหมอเหอพูดอะไรกัน นี่ข้าก็มาที่นี่ด้วยตัวเองแล้ว ยังไม่เข้าใจหรือว่าสามีข้าหมายความเช่นไร เรื่องขอโทษก็เป็นเรื่องที่สมควร แต่เขาเจ็บขา เดินเหินไม่สะดวก ก็เลยให้ข้ามาเชิญท่านหมอเหอไปที่บ้านแล้วค่อยขอโทษอย่างไรล่ะ”
ฮูหยินผู้นี้ช่างมีความสามารถในการโน้มน้าวเสียจริง กิริยาท่าทางเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้สึกกระดากกระเดื่องแต่อย่างใด
ผู้ดูแลเหรินและเด็กผู้ช่วยทั้งสองไม่พูดอะไร เพียงปล่อยให้สตรีทั้งสองต่อปากต่อคำกันไปมาอยู่เช่นนั้น
เมื่อเห็นว่าท่าทางของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็ลืมตาขึ้น แววตาคู่นั้นมองฮูหยินต่งด้วยรอยยิ้ม “ไม่รู้ว่าหูของฮูหยินต่งไม่ดีหรือสมองเลอะเลือนไปแล้ว ถึงไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูด เช่นนั้นข้าจะพูดให้ฟังอีกรอบ สิ่งที่ข้าต้องการคือให้เศรษฐีต่งตีกลองฆ้องระฆังมาขอโทษข้าที่นี่ และเขียนสัญญาตกลงว่าต่อไปจะไม่ทำให้ครอบครัวลู่ของข้าลำบากใจอีก หากทำไม่ได้ ก็กลับไปเตรียมจัดงานศพให้เขาเถอะ”
ผู้ดูแลเหรินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื่นตระหนกจนเหงื่อตก ผู้หญิงคนนี้ช่างหัวรั้นจริงๆ!
ตอนที่ 156: หากของหายจะไปเอาเรื่อง
ฮูหยินต่งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ผู้หญิงคนนี้รู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรออกมา?
สามีนางเป็นโท่งเฟิง อย่างมากก็แค่เจ็บปวดอย่างทรมาน เหตุใดต้องถึงขั้นเตรียมจัดพิธีศพด้วย
หมอกำมะลอ!
ต้องเป็นหมอกำมะลอแน่ๆ!
“นี่เจ้า! จะ เจ้า…”
ฮูหยินต่งชี้นิ้วไปที่อีกฝ่ายแต่กลับพูดอะไรไม่ออก นางมีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ยังไม่เคยโกรธใครเท่านี้มาก่อน
แม้ผู้ดูแลเหรินตัดสินใจเข้าข้างเหอจิ่วเหนียง แต่เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงหัวแข็งถึงเพียงนี้ก็ยัง.อดปาดเหงื่อเย็นไม่ได้
ตระกูลต่งเป็นถึงเจ้าพ่อแห่งอำเภอต้าหลิ่ง ทำการค้ามากมาย จู่ๆ กลับมาโดนขัดขาเช่นนี้ เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะรายงานเรื่องนี้กับเถ้าแก่เช่นไร
แต่ต้นเงินต้นทองอย่างเหอจิ่วเหนียง เขาเองก็ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้เช่นกัน เหอจิ่วเหนียงรู้จักกับเถ้าแก่มานาน อีกอย่างตอนที่อยู่ในเมืองเพียงแค่ไม่กี่วันนั้น เขาก็ดูออกว่านายน้อยสนใจในตัวหมอเหอมาก เขาผ่านโลกมาก่อน ย่อมดูออกอยู่แล้ว ด้วยเรื่องพวกนี้ เขาเองก็ไม่ยอมเสียเหอจิ่วเหนียงไปง่ายๆ
ช่วยไม่ได้ ก็นางเป็นคนรักครอบครัว ไม่ยอมให้ใครมารังแกคนรอบกายนางง่ายๆนี่
ทำร้ายคนของนางแล้วจะไม่รับผิดชอบได้อย่างไร!
“เอาละ รีบกลับไปเตรียมเถอะ อย่างไรซะหลายๆคนก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว มีชีวิตอยู่ดีๆ แต่ตายไปด้วยความเจ็บปวดก็มีไม่น้อย”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือไล่ด้วยท่าทางเกียจคร้าน
จู่ๆ ผู้ดูแลเหรินก็นึกถึงเรื่องที่เขาเคยวางแผนจะเอาเทียบยาของเหอจิ่วเหนียงในเมื่อก่อนขึ้นมาได้
โชคดีที่ตอนนั้นเขายังพอฉลาดอยู่บ้าง เมื่อรู้ว่านางไม่ยอมให้ เขาก็รีบเปลี่ยนเรื่อง และไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก หากล่วงเกินนางเข้า เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องตายเช่นไร
ฮูหยินต่งเริ่มลังเล หากจะบอกว่าโรคโท่งเฟิงสามารถคร่าชีวิตคนได้ นางย่อมไม่เชื่อ แต่หากบอกว่าความเจ็บปวดทำให้คนตายได้ นั่นทำให้นางหวาดหวั่นจริงๆ สามีนางไม่ใช่คนกลัวเจ็บธรรมดา แค่เกาจนผิวถลอกนิดเดียวก็ร้องครวญครางจะเป็นจะตายแล้ว
แต่จะให้สามีนางมาขอโทษหญิงสาวผู้นี้ก็คงเป็นไปไม่ได้
ในเมื่อหญิงสาวผู้นี้ไม่ชอบไม้อ่อน ก็คงต้องใช้ไม้แข็งแล้ว!
ขณะที่ฮูหยินต่งกำลังครุ่นคิดบางอย่างโดยไม่ได้สนใจเหอจิ่วเหนียง จู่ๆ ก็มีเสียงคุยกันของเด็กๆดังมาจากด้านนอก จากนั้นก็วิ่งเข้ามาด้านใน
เมื่อเห็นมีคนยืนขวางประตูอยู่ เหลยจื่อก็กล่าวอย่างสุภาพ “ฮูหยินท่านนี้ ขอทางหน่อยขอรับ!”
ห้องนี้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัวของเหอจิ่วเหนียง ทั้งโรงหมอมีเพียงนางคนเดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ หลังจากเด็กๆทั้งสามเลิกเรียนก็มักจะมานั่งทำการบ้านอยู่ในห้องนี้ รอจนกว่าเหอจิ่วเหนียงเสร็จงานก็จะกลับบ้านพร้อมกัน ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นเคยกับที่นี่มาก
“ท่านอาสะใภ้สาม วันนี้พวกเราเลิกเรียนก่อนเวลาขอรับ”
ทั้งสามเข้าไปแล้วต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง นั่งขัดสมาธิล้อมโต๊ะ หยิบตำราออกมาเตรียมจะอ่าน
“เหตุใดถึงเลิกก่อนเวลาล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงเพิกเฉยต่อสองนายบ่าวที่ยืนอยู่ตรงประตู และกล่าวกับเด็กๆด้วยท่าทางสบายๆ
“ท่านอาจารย์คังป่วยอีกแล้วขอรับ เมื่อเช้าตอนที่สอนอยู่ก็อ้วกเป็นเลือด ตอนกลางวันก็ฝืนสอนต่อ แต่หลังจากนั้นฝืนไม่ไหวก็เลยให้พวกเรากลับก่อนขอรับ”
เจี๋ยจื่อถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม ท่านอาจารย์คังเป็นคนดีมาก นึกไม่ถึงเลยต้องมาเจ็บป่วยถึงเพียงนี้
แต่เมื่อเขาหันไปมองเหอจิ่วเหนียง ทันใดนั้นก็กล่าวถามขึ้น “อาสะใภ้สาม ท่านเป็นหมอ ช่วยรักษาให้ท่านอาจารย์คังได้หรือไม่ขอรับ?”
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นยังไม่อาจเปิดเผยฝีมือวิชาแพทย์ได้จึงทำอะไรไม่ได้ ทว่าตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว
แต่นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “อาจารย์คังป่วยหนักถึงเพียงนี้ ไม่ไปหาหมอหรือ?”
ทั้งสามส่ายหน้า เหลยจื่อกล่าว “ไม่ขอรับ ท่านอาจารย์บอกว่าโรคเก่ากำเริบ พักผ่อนประเดี๋ยวก็หายแล้ว ที่บ้านยังมียาอยู่ เด็กรับใช้จะคอยต้มยาให้ท่านอาจารย์ดื่มขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว คังซิ่วไฉคิดว่าโรคที่เป็นอยู่คงจะรักษาไม่หาย รักษาไปมาสุดท้ายก็ต้องต้มยาดื่มอยู่ดี ดังนั้นจึงคร้านจะไปหาหมอ เก็บเงินที่ไปหาหมอมาซื้อยาต้มดื่มแทน
“อืม อย่างไรซะตอนนี้ก็ว่างอยู่พอดี เช่นนั้นเราไปหาอาจารย์คังกันเถอะ เสร็จแล้วจะได้…กลับบ้านกัน”
เดิมทีอยากจะพูดว่า เสร็จแล้วจะเลิกงานก่อนเวลา แต่ช่างเถอะ
ส่วนฮูหยินต่งก็ได้แต่ยืนมองพวกเขาเมินใส่ และเดินผ่านตนเองไป
นางโกรธจนพูดไม่ออก ดวงตาเหลือกขึ้นคล้ายจะเป็นลม หญิงรับใช้วัยชรารีบเข้าไปประคอง และลูบหน้าอกให้นางหายใจผ่อนคลาย
“ฮูหยิน ใจเย็นๆเจ้าค่ะใจเย็นๆ ต้องมีหนทางแน่เจ้าค่ะ!”
หญิงรับใช้กล่าวปลอบใจ ทว่าในหัวกลับสับสนยุ่งเหยิงพยายามช่วยคิดหาหนทาง
“นางสารเลว นึกไม่ถึงว่าจะเหยียดหยามข้าถึงเพียงนี้!”
เมินสามีนาง แต่กลับไปรักษาอาจารย์สอนตำราผู้นั้น
นี่แสดงให้เห็นได้ชัดว่าจงใจเมินสามีนาง!
สิ่งที่ทำให้นางโกรธยิ่งกว่าคือ หลังจากที่พวกเหอจิ่วเหนียงออกไป ผู้ดูแลเหรินก็อ้างว่าต้องไปรักษาผู้ป่วยต่อ ปล่อยให้นางสองนายบ่าวยืนหน้าประตูห้องเช่นนั้น
แต่นี่ยังไม่เท่าไร เพราะสิ่งที่สำคัญมากถึงมากที่สุดนั่นก็คือ ก่อนเหอจิ่วเหนียงเดินจากไป ได้กล่าวกับนางประโยคหนึ่ง “ฮูหยินต่ง ยืนเกะกะขวางทางมันปิดประตูไม่สะดวก หากข้ากลับมาแล้วของในห้องหาย ข้าไปเอาเรื่องจากฮูหยินนะ”
นี่มันบ้าอะไรกัน!
ของโกโรโกโสในห้องนี้ไม่ได้อยู่ในสายตานางเลยแม้แต่น้อย!
หญิงรับใช้วัยชรากระซิบบางอย่างข้างหูเจ้านาย สีหน้าของฮูหยินต่งเปลี่ยนไปทันที นางเห็นด้วยกับสิ่งที่หญิงรับใช้ชรากล่าว!
“กลับจวน!”
พวกนางเดินตึงตังออกไป ส่วนเหอจิ่วเหนียงตามเด็กทั้งสามไปที่สำนักศึกษา
พวกนักเรียนต่างกลับกันไปหมดแล้ว แต่ประตูสำนักศึกษายังคงเปิดอยู่ พวกเหลยจื่อพาอาสะใภ้ไปที่เรือนด้านหลัง เด็กรับใช้สองคนกำลังยุ่งอยู่ในเรือน คนหนึ่งกำลังต้มยา อีกคนกำลังเก็บกวาดเรือน ทั้งสองร่วมมือกันทำงานได้ดีทีเดียว
“พี่เสี่ยวหาว ท่านอาจารย์พักผ่อนอยู่หรือขอรับ?”
เด็กรับใช้ชื่อเสี่ยวหาวเห็นพวกเด็กๆกลับมา พร้อมทั้งพาเหอจิ่วเหนียงมาด้วย จึงคิดว่ามีเรื่องอะไร “ท่านอาจารย์หลับไปแล้ว มีเรื่องอะไรหรือ?”
“คืออย่างนี้ขอรับ อาสะใภ้สามของข้ามีทักษะการแพทย์เยี่ยมยอดมาก ข้าก็เลยเชิญนางมาช่วยตรวจอาการของท่านอาจารย์ พี่เสี่ยวหาวช่วยแจ้งท่านอาจารย์ให้ข้าหน่อยสิ”
ในบรรดาเด็กทั้งสาม เหลยจื่ออายุมากที่สุด ปกติก็เป็นเด็กที่รู้ความมาก การที่เขาเป็นคนกล่าวเหมาะสมที่สุดแล้ว
เสี่ยวหาวมองไปที่เหอจิ่วเหนียงก็จำนางได้ ก่อนหน้านี้นางเป็นคนมาสมัครเรียนให้เด็กๆทั้งสาม
“รอประเดี๋ยวนะขอรับ”
เสี่ยวหาวกล่าวกับเหอจิ่วเหนียงอย่างสุภาพก่อนจะเข้าไปด้านใน ระหว่างรอเหอจิ่วเหนียงไม่มีอะไรทำจึงเดินไปดูยาต้ม นางสูดดมกลิ่นยา จากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าเทียบยานี้ไม่ดี เพียงแต่มันไม่ตรงกับโรค
ยาที่ต้มออกมาตอนนี้รักษาได้แค่อาการไอทั่วไป แต่อาการของคังซิ่วไฉรุนแรงกว่านั้นมาก
คังซิ่วไฉไออยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เขานอนไม่หลับ เมื่อได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงตั้งใจมาตรวจอาการป่วยให้โดยเฉพาะ เขาก็ให้เด็กรับใช้ประคองตนเองออกมา
นี่เป็นครั้งที่สามที่เหอจิ่วเหนียงเจอกับคังซิ่วไฉ ก่อนหน้านี้รู้ว่าเขาสุขภาพไม่ค่อยดี ป่วยออดๆแอดๆทั้งปีก็ยังดูปกติอยู่ แต่หลังจากที่ไม่ได้เจอกันสองสามเดือน เขาผอมลงจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก แทบจะดูไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว
ตอนที่ 157: ไม่เป็นไรได้อย่างไร
เมื่อรู้สาเหตุการมาอย่างชัดเจนแล้วก็ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์อะไรให้มากมาย เหอจิ่วเหนียงเริ่มจับชีพจรให้คังซิ่วไฉ และตรวจอาการเบื้องต้นของเขา
อาการของคังซิ่วไฉหนักกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก
สุขภาพของเขาไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิด บวกกับความเศร้าในใจจนทำให้ล้มป่วย คุณภาพการรักษาในยุคสมัยนี้มีขีดจำกัด ทั้งยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือ ร่างกายเขาอ่อนเพลียถึงขั้นนี้แล้ว แต่ยังฝืนสอนอยู่ สอนตำราเป็นงานที่เหนื่อยมากสำหรับสภาพร่างกายของเขา นานๆไปอาการจึงยิ่งทรุดลง
“อาสะใภ้สาม อาการของท่านอาจารย์หนักหรือไม่ขอรับ?”
เด็กทั้งสามมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“อืม หนักมาก”
หนักถึงขั้นที่ว่าหากวันนี้นางไม่มา คังซิ่วไฉคงมีชีวิตต่อได้ไม่ถึงสามเดือนแน่นอน
และดูเหมือนว่าคังซิ่วไฉจะหมดหวังกับอาการป่วยของตนเองไปแล้ว เพียงแค่ไม่อยากทำให้ลูกศิษย์ต้องเสียน้ำใจ จึงให้นางตรวจไปตามขั้นตอน
เมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “ไม่เป็นไรหรอก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชะตากรรมของข้า”
“ไม่เป็นไรได้อย่างไรกัน”
ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็จ้องเขม็งไปที่เขา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงดุเล็กน้อย “เด็กๆจ่ายค่าเล่าเรียนกันไปแล้ว มาสำนักศึกษาก็เพื่ออ่านเขียนเรียนตำรา ท่านในฐานะที่เป็นอาจารย์หากเจ็บไข้ได้ป่วยให้เด็กๆเลิกเรียนก่อนเวลาเช่นนี้ แล้วเด็กๆจะเรียนรู้อะไรจากท่านได้กัน?”
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ออกไป ทุกคนรวมทั้งเด็กทั้งสามต่างก็หันมองนางด้วยความอึ้ง
เหลยจื่อพูดจาตรงไปตรงมาที่สุด เขาเบิกตาโตกล่าวกับนางทันที “ท่านอาสะใภ้สาม พวกเราเชิญท่านมาช่วยรักษาอาการป่วยของท่านอาจารย์ ไม่ใช่ให้ท่านมาโกรธเคืองอาจารย์เพราะอาการป่วยนะขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียง “…”
คังซิ่วไฉ “…”
“ค่อกๆๆ…”
คังซิ่วไฉไอออกมา ก่อนจะกล่าว “ฮูหยินวางใจได้ แค่วันนี้วันเดียวเท่านั้นที่เลิกเรียนก่อนเวลา วันหน้าจะไม่เป็นเช่นนี้อีกแล้ว… ค่อกๆๆ…”
“อาจารย์คังเข้าใจผิดแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “ข้าหมายความว่า อาจารย์คังอย่าเพิ่งยอมแพ้ง่ายๆ อาการป่วยของท่านหนักมากจริงๆ แต่ข้ารักษาให้หายได้”
เด็กทั้งสามถอนหายใจด้วยความโล่งอก
พวกเขาต่างก็โล่งใจ หลังจากตั้งสติได้ก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาเป็นประกาย “ท่านอาสะใภ้สาม อาการป่วยของท่านอาจารย์รักษาหายได้จริงๆหรือขอรับ ท่านพูดจริงใช่หรือไม่?”
“จริงสิ ข้าเคยโกหกพวกเจ้าด้วยหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปลูบศีรษะเหลยจื่อ “ที่แท้เจ้าก็คิดว่าอาสะใภ้สามมีความคิดแย่ๆเช่นนั้นนี่เอง”
เหลยจื่อรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่นะขอรับ ข้าก็แค่ใจร้อนพูดผิดไป อาสะใภ้สามอย่าถือสาข้าเลยนะขอรับ!”
อย่างไรก็ไม่มีใครคาดคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะพูดจารุนแรงเช่นนั้น อีกทั้งวาจานั้นยังไม่ชัดเจน ทำให้พวกเขาเข้าใจผิดไป!
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือสาเขาอยู่แล้ว อย่างไรเมื่อครู่ตนก็จงใจกล่าวเช่นนั้น เพื่อทิ่มแทงใจคังซิ่วไฉ เรียกสติให้เขากลับมาคิดได้
และเมื่อคังซิ่วไฉได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่าโรคของเขาสามารถรักษาให้หายได้ เขาก็ตกตะลึงไป และไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร
หลายปีที่ผ่านมาหมอหลายท่านที่เคยรักษาให้เขาล้วนแต่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่อาจรักษาให้หายได้ เขาจึงไม่คาดหวังว่ามันจะหายแล้ว และในขณะที่เขาเลือกยอมรับชะตากรรมที่สวรรค์ลิขิต จู่ๆก็มีคนบอกเขาด้วยความมั่นใจว่า… สามารถรักษาให้หายได้
เขาเองก็อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่กล้า กลัวว่าหากตนจุดความหวังขึ้นมาสุดท้ายไม่เป็นดั่งหวัง กลัวตนเองจะไม่กล้าลองรักษาอีก
“อาจารย์คัง อาการของท่านค่อนข้างซับซ้อน แต่ยังไม่ถึงระยะสุดท้าย ประเดี๋ยวข้าจะเขียนเทียบยาให้ หาสมุนไพรตามเทียบยาที่ข้าเขียนมาต้มดื่ม อย่างมากก็ใช้เวลาแค่ปีสองปี ร่างกายของท่านก็ไม่แตกต่างจากบุรุษปกติทั่วไปแล้วละ”
กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็ให้เหลยจื่อไปหยิบกระดาษกับพู่กันมา และเริ่มเขียนเทียบยา ครู่ใหญ่กว่าคังซิ่วไฉจะเรียกสติกลับมาได้ เขากล่าวถามอย่างตะกุกตะกักไม่อยากเชื่อ “จะ จะรักษา ให้หายได้จริงๆหรือ?”
หากเป็นเช่นนี้ ต่อให้ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวเขาก็รักษา!
เขายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จ ยังไม่ได้แสดงความรู้ความสามารถ เดิมคิดว่าชีวิตจบเพียงเท่านี้แล้ว แต่หากสามารถรักษาให้หายได้ เช่นนั้นเขาต้องทำตามความมุมานะของตนเองให้สำเร็จได้แน่นอน
“ได้สิ ท่านทำตามเทียบยาเหล่านี้ อีกอย่าง ข้าอยู่ที่โรงหมออวี้หยวน ท่านต้องไปหาข้าเพื่อติดตามอาการในทุกๆครึ่งเดือน ข้าจะปรับเปลี่ยนเทียบยาให้ท่านตามอาการ”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงราบเรียบ สำหรับนางแล้วดูเหมือนว่าก็แค่โรคไข้หวัดทั่วไป ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้เอง จิตใจอันเหี่ยวเฉาของคังซิ่วไฉกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาเชื่อว่าทุกอย่างที่เหอจิ่วเหนียงพูดมาล้วนเป็นความจริง
“ขะ ขอบ…ขอบใจเจ้ามาก!”
คังซิ่วไฉกวักมือเรียกเด็กรับใช้ให้ไปหยิบเงินมาจ่ายค่ารักษา
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่ต้องจ่ายค่ารักษา อาจารย์คังเป็นคนมีความรู้กว้างขวาง หลานๆของข้าได้อ่านเขียนเรียนตำรากับท่านนับว่าเป็นความโชคดีของพวกเขามาก เช่นนั้นพวกเราขอตัวก่อน”
กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็เรียกเด็กๆกลับโดยไม่รอเด็กรับใช้ที่เข้าไปหยิบเงินแต่อย่างใด
ร่างกายคังซิ่วไฉไม่แข็งแรง เขาลุกขึ้นตามไปได้สองก้าวก็ตามไม่ทันเสียแล้ว และเกือบจะล้มลง แต่เด็กรับใช้เข้ามาประคองเขาได้ทัน
มองดูแผ่นหลังของพวกเขาไกลออกไป คังซิ่วไฉไอสองสามครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้ม
นี่เขา เจอผู้ทรงเกียรติเข้าแล้ว
…....
หลังออกมาจากสำนักศึกษา สี่อาหลานขึ้นรถม้าเตรียมจะกลับบ้าน ตอนนี้ยังไม่ค่ำ จึงกลายเป็นว่าเหอจิ่วเหนียงเลิกงานก่อนเวลา
อืม มีไพ่เหนือกว่าก็สามารถทำอะไรได้อย่างตามใจเช่นนี้
รถม้าแล่นไปบนถนนลูกรังที่ไม่กว้างเกินไปด้วยความเร็วไม่มากนัก ศีรษะของพวกเด็กๆโยกเป็นจังหวะพลางท่องตำรา เหอจิ่วเหนียงงีบหลับ อ่านตำรามันช่างทำให้ง่วงได้ดีจริงๆ นางชอบฟังมาก…
หยุด~
จู่ๆ คนบังคับรถม้าก็ดึงเชือกบังเหียนทำให้ม้าตกใจยกสองขาหน้าขึ้น เด็กๆในรถม้ากลิ้งไปมา ความง่วงของเหอจิ่วเหนียงอันตรธานหายไปในบัดดล
“ทะ ท่าน…ท่านหมอเหอ มีคนขวางทางเราขอรับ!”
คนขับรถม้ารายงานด้วยความหวาดกลัว น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
เด็กๆหันมองเหอจิ่วเหนียงโดยสัญชาตญาณด้วยสายตาหวาดหวั่น
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเหลยจื่อ “ดูแลน้องๆดีๆ อาจะออกไปดูเอง”
“ท่านอาสะใภ้สาม!”
เหลยจื่อคว้ามือนางมาจับไว้ “มันอันตรายนะขอรับ! ขะ ข้า ข้าเป็นผู้ชาย ข้าไปเอง!”
เขาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่พวกเขามีกันอยู่หลายคน มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่เป็นสตรีเพียงคนเดียว จะให้ท่านอาสะใภ้สามไปเผชิญหน้ากับคนเลวพวกนั้นไม่ได้
“คนในรถม้า ออกมาเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงดุดันดังมาจากด้านนอก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่อดทน
เหอจิ่วเหนียงไม่พูดพร่ำทำเพลง บอกกับพวกเด็กๆ “ฟังอา!”
กล่าวจบนางกระโดดลงจากรถม้า เหลยจื่อจะตามลงไปแต่ถูกหูจื่อคว้าแขนห้ามไว้ “พี่ใหญ่ ป้าสะใภ้สามบอกไม่ให้ท่านตามลงไปนะขอรับ!”
ท่านแม่เคยบอกเอาไว้ว่าต้องเชื่อฟังคำพูดของท่านป้าสะใภ้สาม แล้วจะไม่มีเรื่องอะไรผิดพลาดแน่นอน
เจี๋ยจื่อก็คว้าแขนอีกข้างห้ามเขาไว้เช่นกัน อืม จะให้พี่ใหญ่เพิ่มปัญหาให้อาสะใภ้สามไม่ได้เด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงลงจากรถม้า มองไปที่กลุ่มคนตรงหน้า ทุกคนล้วนแต่งตัวเป็นบ่าวรับใช้ ไม่ต้องใช้สมองหรอก ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้แล้วว่าเป็นพวกของตระกูลต่ง
สิ่งที่น่าขันที่สุดคือ พวกเขายกพวกมากันหลายคน เช่นนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาต้องการจะลงไม้ลงมือ
จุๆๆ~
ฝ่ายนางมีแค่คนขับรถม้าหนึ่งคน เด็กสามคน และสตรีร่างบางอย่างนางอีกคน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับพาพวกมาจัดการนางถึงสิบคนเลยหรือ
“เจ้าน่ะหรือเหอจิ่วเหนียง มีโอกาสได้รักษาเจ้านายของข้าก็นับว่าเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว หากเจ้ารู้จักเอาตัวรอดก็ไปกับพวกข้าแต่โดยดี ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ผู้เป็นหัวหน้าวางท่าโอหัง มั่นใจว่าตนสามารถเอาชนะได้
เหอจิ่วเหนียงก้าวไปข้างหน้าโดยทำท่าทางเลียนแบบเขา แล้วถามอย่างดุดัน “พวกเจ้าก็คือสุนัขที่ทำร้ายคนในครอบครัวข้าเมื่อวานน่ะหรือ?”
ตอนที่ 158: ขอโทษ ความคิดข้าตื้นเขินเอง
เรื่องคนตระกูลต่งทำร้ายร่างกายครอบครัวลู่เป็นสาเหตุที่ทำให้เหอจิ่วเหนียงไม่ไปรักษาเจ้านายของเขา เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี
คนเป็นหัวหน้ากลุ่มเป็นคนวางก้ามใหญ่โต เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ดังนั้นจึงตะคอกอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้ารู้ก็ดี! รีบกลับไปรักษาเจ้านายข้าแต่โดยดีซะ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะโดนอีกคน!”
พวกเขาล้วนเป็นนักเลงของตระกูลต่ง เรื่องเช่นนี้ทำมาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย หากไม่เชื่อฟังก็จะทุบตีทันที
เหอจิ่วเหนียงได้ยินก็หัวเราะ เยี่ยมมาก คนที่ไม่กลัวตายเช่นนี้ นางชอบยิ่งนัก!
“ข้าไม่ไป พวกเจ้าตีข้าสิ”
ขณะกล่าวนางก็เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนห่างจากรถม้าค่อนข้างไกล เพราะประเดี๋ยวหากลงมือจะได้ไม่ทำให้ม้าตกใจ
กลุ่มชายฉกรรจ์จะอดทนต่อการยั่วยุได้อย่างไรกัน เมื่อได้ยินดังนั้นก็พุ่งตัวออกไปทันที
ฮูหยินบอกเอาไว้แล้วว่าให้นางมีลมหายใจกลับไปรักษานายท่านได้ก็พอ ไม่ต้องสนใจอะไรเยอะ
อีกอย่าง ผู้หญิงคนนี้ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร กล้าวางท่าเย่อหยิ่ง ดูท่าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว
หากไม่สั่งสอนนางสักหน่อยก็คงรู้สึกผิดต่อความเย่อหยิ่งของนาง!
เมื่อเห็นคนพวกนั้นพุ่งเข้ามา คนบังคับรถม้าก็ตื่นตระหนกจับเชือกบังเหียนแน่น เมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงสั่งให้เขานั่งอยู่บนรถม้าอย่าขยับไปไหน บอกชัดว่าให้เขาคอยดูแลเด็กๆเอาไว้ให้ดี
แต่ไม่ว่าอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็เป็นเพียงสตรี ในฐานะที่เขาเป็นถึงบุรุษอายุเยอะจะนั่งมองนางถูกคนพวกนั้นรุมทุบตีเช่นนี้หรือ
เขาทำไม่ได้!
ขณะที่เขาจะกระโดดลงจากรถม้าวิ่งเข้าไปช่วย ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงยกเท้าเตะกวาดคู่ต่อสู้ไปรอบหนึ่ง
คนบังคับม้าเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงยืนอึ้งไป “…”
เขาค่อยๆย่องกลับมานั่งรอบนรถม้าอีกครั้ง ในใจคิดว่าตนเองกังวลเกินไปแล้ว
เด็กทั้งสามที่อยู่ในรถม้าเห็นฉากนั้นเช่นกัน ดวงตาแต่ละคู่เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ท่านอาสะใภ้สามเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ฝ่ายตรงข้ามถูกเตะกวาดจนร่างกระเด็นลอยออกไป พวกเขาตกตะลึงไปตามๆกัน พวกเขาพากันมาเยอะแยะเช่นนี้แต่กลับถูกนางเตะกระเด็นทีเดียวอย่างนั้นหรือ!
อีกทั้งกระบวนท่าของนางยังเตะโดนใบหน้าพวกเขาอย่างแม่นยำ รุนแรง จนหน้าพวกเขาเบี้ยวไปแล้ว!
“อ้าว นิ่งอยู่ทำไมเล่า เข้ามาสิ!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นศัตรูแต่ละคนต่างนิ่งอึ้งไป ร่างลงไปกองกับพื้นแน่นิ่ง จึงคิดว่าพวกเขาอยากจะเรียกร้องค่ารักษาอาการบาดเจ็บเป็นแน่
นางถึงขั้นคิดเอาไว้แล้วว่า หากพวกเขากล้าทำเช่นนั้นจริง นางจะอัดพวกเขาแต่ละคนให้หนักจนฉี่ราดเลย!
เมื่อได้ยินคำท้าทายคนพวกนั้นจึงเรียกสติกลับมาได้ สีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความอับอาย พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น กัดฟันกรอดพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้อีกครั้ง
ตอนแรกก็เพื่อทำงานให้นายท่านกับฮูหยิน ทว่าตอนนี้กลับกลายเป็นความแค้นส่วนตัวแล้ว พวกเขาไม่ยอมปล่อยผู้หญิงคนนี้ไปง่ายๆแน่นอน!
เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปคว้าไม้กระบองจากผู้เป็นหัวหน้าของคนเหล่านั้น แล้วฟาดใส่พวกเขา
ทั้งๆที่ชายฉกรรจ์สิบคนรุมผู้หญิงคนเดียว แต่ไม้กระบองในมือชายเหล่านี้กลับทุบตีไม่ถูกร่างของนางเลย ทั้งยังถูกนางทุบตีกลับอีกด้วย
คนบนรถม้าทั้งสี่เฝ้ามองการต่อสู้ตรงหน้าไม่ละสายตา สีหน้าที่แสดงออกมาเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ประเดี๋ยวตกใจ ประเดี๋ยวทำปากจุๆด้วยความตื่นเต้น ประเดี๋ยวก็ปิดตาไม่กล้าดู
ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายกลุ่มนั้นคืบคลานขึ้นมาไม่ไหวแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงโยนไม้กระบองในมือทิ้ง ยืนมองทุกคนที่นอนกองบนพื้น แล้วกล่าว “กลับไปบอกเจ้านายของพวกเจ้านะ ว่าถ้าอยากมีชีวิตรอดก็สุภาพกับข้าหน่อย”
กล่าวจบนางก็กลับไปขึ้นรถม้า ให้คนขับรถม้าเดินทางต่อ
คนขับรถม้ากล่าวอย่างลังเล “คะ คน คนพวกนี้ยัง…ยังขวางทางอยู่ รถม้าผ่านไปไม่ได้ขอรับ!
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองคนขับรถม้าด้วยสายตางุนงง “เจ้าเหยียบผ่านไปเลยไม่ได้หรืออย่างไร?”
คนขับรถม้าคิดในใจ… ขอโทษ ความคิดข้าตื้นเขินไปแล้ว!
หลังจากได้เห็นฝีไม้ลายมือของเหอจิ่วเหนียง คนขับรถม้าก็เทิดทูนนางเป็นพิเศษ
มิน่าล่ะ เหตุใดถึงได้ทะนงตนเพียงนี้ เพราะนางมีความสามารถนี่เอง!
คำพูดนี้พวกที่นอนกองอยู่บนพื้นก็ได้ยิน ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ พยายามตะเกียกตะกายหลบริมทางให้รถม้าผ่านไป
ซวยแล้ว ซวยแล้ว!
พวกเขาแต่ละคนต่างหันมองหน้ากันไปมา ข้ามองเจ้า เจ้ามองข้า ก่อนจะเบะปากตะโกนออกมา…
จะกลับไปรายงานนายท่านกับฮูหยินเช่นไรล่ะทีนี้!
…....
ภายในรถม้า เด็กทั้งสามนั่งจ้องหน้าเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาร้อนแรง
จ้องมองจนเหอจิ่วเหนียงทำตัวไม่ถูก นางจึงถามขึ้น “อิจฉาหรือ?”
“ขอรับ!”
เด็กทั้งสามพยักหน้าหงึกหงัก
“ฝึกเรียนรู้สิ! เจ้าดูโก่วเอ๋อร์สิ เขาลุกมาฝึกท่าหม่าปู้ทุกเช้าเลยนะ!”
เหอจิ่วเหนียงนึกถึงบุตรชายตนเอง ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมา
“ท่านอาสะใภ้สาม พวกเราต้องไปเรียนหนังสือด้วย ไม่มีเวลาฝึกหรอกขอรับ…”
เหลยจื่อสับสนเล็กน้อย หรือไม่ต้องอ่านเขียนเรียนตำราแล้ว?
“ง่ายมาก ตอนเช้าก็ตื่นเร็วกว่าเดิมหน่อย ใช้เวลาฝึกแค่ครึ่งชั่วยามแล้วค่อยออกไปเรียน หากอยากประสบความสำเร็จก็ต้องพยายามให้มาก ไม่อย่างนั้นวันใดพบเจอสถานการณ์เช่นนี้อีก พวกเจ้าก็ทำได้แค่หลบอยู่ข้างหลังให้สตรีบอบบางอย่างอาคอยปกป้อง”
เหอจิ่วเหนียงยิ่งพูดปลุกอารมณ์พวกเขา ทั้งยังกล่าวอย่างทอดถอนใจ “เฮ้อ∼ ในบ้านมีผู้ชายตั้งหลายคน เมื่อไรผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างอาจะได้รับการปกป้องจากพวกเจ้าบ้างน้า~”
เด็กทั้งสามคิดในใจ… อาสะใภ้สามน่ะหรือเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ?
เมื่อได้ยินว่าต้องตื่นเร็วกว่าเดิม เหลยจื่อและเจี๋ยจื่อก็แสดงท่าทีต่อต้าน แต่หูจื่อกลับครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู “ท่านป้าสะใภ้สาม กลุ่มคนเมื่อครู่เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำร้ายท่านพ่อเมื่อวานใช่หรือไม่ขอรับ?”
เมื่อครู่เขาได้ยินคนกลุ่มนั้นพูด
“อืม แต่เมื่อครู่ป้าแก้แค้นแทนพ่อเจ้าแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะเขาเบาๆ เด็กคนนี้โตกว่าโก่วเอ๋อร์หนึ่งปีกว่า เป็นเด็กที่เชื่อฟังและฉลาด นางชอบเขามาก
“ป้าสะใภ้สามขอรับ ข้าอยากฝึกวรยุทธ์! พรุ่งนี้เช้าข้าจะตื่นมาฝึกท่าหม่าปู้ ข้าจะเก่งเหมือนท่านให้ได้ เช่นนี้ข้าก็ปกป้องท่านพ่อได้แล้ว!”
หูจื่ออายุยังน้อย แต่เรื่องที่เข้าใจเขาก็เข้าใจได้อย่างดี เมื่อคืนเขานอนกับท่านแม่ เห็นท่านแม่แอบนอนร้องไห้ เขารู้ว่าที่ท่านแม่ร้องไห้เพราะเรื่องที่ท่านพ่อบาดเจ็บ
เขาจะต้องฝึกวรยุทธ์ ไม่เพียงเพื่อปกป้องท่านพ่อเท่านั้น ยังมีท่านแม่และน้องสาวอีก จะให้พวกเขาโดนรังแกง่ายๆไม่ได้!
แม้หูจื่ออายุยังน้อย แต่เรื่องประสบการณ์นั้นมีมากกว่าเหลยจื่อและเจี๋ยจื่อมาก ระหว่างทางจากชางโจวไปถึงเฉียนโจว ครอบครัวพวกเขาทุกข์ยากลำบากมาก ไม่ง่ายเลยกว่าจะถึงเมืองเฉียนโจว อาศัยอยู่ในตรอกผู้ลี้ภัยก็ถูกรังแกทุกวัน เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าตนเองจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้!
“ดีมาก!” เหอจิ่วเหนียงยิ้ม คิดเอาไว้ว่าอีกสองวันจะมอบตำราเล่มเล็กเหมือนของโก่วเอ๋อร์ให้เขาเล่มหนึ่ง เช่นนี้เขาจะได้เพิ่มพูนความรู้ขึ้นด้วย
เหลยจื่อและเจี๋ยจื่อเห็นน้องเล็กมีปณิธานอันแรงกล้าเช่นนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนเองจะช้าไม่ได้ ดังนั้นจึงตั้งมั่นว่าจะเรียนด้วย
ทุกคนกลับบ้านอย่างมีความสุข ก่อนเข้าบ้านเหอจิ่วเหนียงกำชับกับทุกคนว่าห้ามบอกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทางกับคนในครอบครัวเด็ดขาด เพื่อไม่ให้พวกเขาเป็นห่วง เด็กทั้งสามพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง
........
ตระกูลต่งในตอนนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล ลูกน้องถูกทุบตีกลับมาสภาพไม่เป็นผู้เป็นคนเช่นนี้ เศรษฐีต่งและภรรยาจึงโกรธอย่างหนัก และจำต้องยอมรับว่าตอนนี้พวกเขาหาวิธีจัดการกับเหอจิ่วเหนียงไม่ได้จริงๆ
“นายท่าน ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า…เอ่อ…บอกว่าหากนายท่านอยากมีชีวิตรอดก็ให้ กะ กะ เกรงใจนางสักหน่อยขอรับ…”
ผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยรายงานด้วยความกดดัน ในใจรู้สึกเสียใจ หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ เขาไม่มีทางเป็นหัวหน้าหรอก!
เศรษฐีต่งคว้าข้าวของปาลงพื้น ก่อนจะตะโกนออกมา “สุภาพอย่างนั้นหรือ นางจะให้ข้าสุภาพเช่นไร!”
ตอนที่ 159: ผู้สำเร็จการใหญ่ ไม่ใส่ใจกับเรื่องหยุมหยิม
หัวหน้ากลุ่มตอบอย่างขมขื่น “นะ นาง นางไม่ได้บอกขอรับ…”
เศรษฐีต่งได้ยินเช่นนี้ก็คว้าข้าวของปาลงพื้นอีกครั้ง ฮูหยินต่งที่อยู่ข้างๆ กล่าวด้วยสีหน้าย่ำแย่ “นางบอกข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินต่งจึงบอกเงื่อนไขที่เหอจิ่วเหนียงต้องการกับผู้เป็นสามี ทำให้สีหน้าของเศรษฐีต่งดำคล้ำราวกับก้นหม้อโดยสมบูรณ์
เขียนสัญญาอย่างนั้นหรือ!
เรียกร้องค่าชดเชยอย่างนั้นหรือ!
ยังต้องตีกลองฆ้องระฆังไปขอโทษนางถึงที่ด้วยหรือ!
เหอะ ฝันไปเถอะ!
“ข้าอยู่มาค่อนชีวิต นอกจากนางแล้ว ข้าไม่เคยเจอใครกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้มาก่อน!”
เศรษฐีต่งโกรธดั่งไฟเผา เดิมคิดว่าต่อให้ต้องขอโทษก็จะเรียกผู้หญิงคนนั้นมาขอโทษที่บ้านพอให้ผ่านไป รอรักษาขาหายแล้วค่อยมอบบทเรียนให้นางอย่างสาสมอีกครั้ง ใครจะนึกกันว่านางจะเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ นางจงใจทำให้ตระกูลต่งของเขาต้องอับอายขายหน้าชัดๆ!
เรื่องนี้เขาไม่มีทางยอมเป็นอันขาด!
เขาอยากพูดออกมาเต็มทีว่าไม่รักษาแล้ว แต่เขาทนความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่ขาไม่ไหวจริงๆ ดังนั้นจึงตะโกนให้ทุกคนคิดหาทางให้เขา ต้องระงับความเจ็บปวดนี้ให้ได้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน
พ่อบ้านเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ กระซิบข้างหูผู้เป็นนาย “นายท่าน ไปสืบข่าวใหม่มาได้แล้วขอรับ!”
เศรษฐีต่งมองพ่อบ้านอย่างมีเลศนัย สั่งให้ทุกคนออกไป ก่อนจะกล่าว “ว่ามา”
“นายท่าน บ่าวสืบข่าวมาได้ว่าหมอหญิงผู้นั้นได้ล่วงเกินตระกูลเกาที่อยู่ในเมือง ดูเหมือนว่าวันดีๆของเราใกล้จะมาถึงแล้วขอรับ!”
เศรษฐีต่งนึกไม่ออก “ตระกูลเกา? ตระกูลไหนกัน?”
“ก็ตระกูลเกาของเกาถิงที่อยู่ในเมืองอย่างไรล่ะขอรับ! นั่นเป็นตระกูลเศรษฐีใหญ่เชียวนะขอรับ!”
เมื่อได้ยินชื่อเกาถิงแห่งตระกูลเกา เศรษฐีต่งก็รู้ทันที จึงถามด้วยความตกใจ “ผู้หญิงคนนั้นไปทำอะไรให้ตระกูลเกา?”
“ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้นางไปรักษาอาการป่วยให้คุณหนูเกา แล้วไปล่วงเกินทำให้นายท่านเกาไม่พอใจ จึงสร้างความยากลำบากให้นาง ไม่กี่วันนางก็โดนไล่กลับมาขอรับ”
คำพูดนี้ทำให้เศรษฐีต่งรู้สึกดีขึ้นฉับพลัน เขาคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะเก่งมากซะอีก ตอนนี้ดูๆแล้วก็งั้นๆ
ต่อหน้าผู้มีอำนาจ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งจะเทียบอะไรได้
ขณะที่กำลังสะใจอยู่นั้น จู่ๆอาการเจ็บปวดก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกครั้ง เศรษฐีต่งกัดฟันแน่น ถามด้วยสีหน้าเย็นชา “แล้วมันอย่างไร มันเกี่ยวอะไรกับตระกูลต่งของข้าด้วย?”
“นายท่าน ยังไม่เข้าใจอีกหรือขอรับ?”
พ่อบ้านร้อนใจเล็กน้อย ประโยชน์ดีๆอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ นายท่านยังมองไม่ออกอีกหรือ
เศรษฐีต่งเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ ตาเฒ่านี่พูดจาหมายความเช่นไรกัน
พ่อบ้านเพิ่งจะนึกได้ว่าตนพูดผิดไปแล้ว จึงยกมือตบปากตัวเองไปหนึ่งที “บ่าวสมควรตบปากตัวเอง ต้องโทษที่บ่าวพูดจาไม่ชัดเจน! บ่าวหมายความว่า ตอนนี้ตระกูลต่งกับตระกูลเกามีศัตรูคนเดียวกัน เหตุใดเราไม่ถือโอกาสนี้พัฒนาความสัมพันธ์ล่ะขอรับ?”
เศรษฐีต่งไม่ได้กล่าวอะไร พ่อบ้านจึงกล่าวต่อ “ตอนนี้ครอบครัวของหมอหญิงผู้นั้นอาศัยอยู่ในอำเภอของเรา วันหน้าย่อมมีโอกาสสั่งสอนนางเป็นแน่ แต่ตระกูลเกาอยู่ในเมืองไกล ไม่สะดวกลงมือ หากเราช่วยเรื่องนี้ ตระกูลเกาก็จะติดหนี้น้ำใจพวกเราหนึ่งครั้ง วันข้างหน้าหากตระกูลต่งอยากก้าวหน้าในเมือง ก็จะสะดวกขึ้นมากไม่ใช่หรือขอรับ?”
เศรษฐีต่งฟังแล้วรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง ตระกูลต่งอยากมีอำนาจในเมืองมานานแล้ว แต่หลายปีที่ผ่านมากลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด สาเหตุหลักก็เพราะตระกูลต่งไม่มีความสามารถนั้น
รากฐานของตระกูลต่งล้วนสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เมื่อมาถึงรุ่นของเศรษฐีต่งสมบัติของตระกูลก็ร่อยหรอไปเยอะแล้ว ที่ตระกูลต่งสามารถเป็นเจ้าพ่อแห่งอำเภอได้ตลอดหลายปีมานี้ก็เพราะอาศัยการทวงบุญคุณ แม้นายอำเภอจะปวดหัวแต่ก็ไม่กล้าขัด ด้วยกลัวผลลัพธ์ที่ตามมาจะไม่เป็นอย่างที่หวังไว้
ด้วยเหตุนี้เอง เศรษฐีต่งจึงยิ่งกำเริบเสิบสาน เรื่องทำร้ายคนในที่สาธารณะกลางวันแสกๆ จึงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ
เศรษฐีต่งครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ยังคงกล่าวอย่างไม่พอใจ “เช่นนั้นเจ้าก็ไปจัดการสิ เหตุใดต้องมารบกวนให้ข้ารำคาญด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำให้นางหมอหญิงนั่นมารักษาข้า เจ้ารู้จักเรียงลำดับความสำคัญหรือไม่?”
ขณะกล่าวเขาถลึงตาจ้องหน้าพ่อบ้าน หากไม่ติดว่าขาปวดอยู่ เขาคงยกขาถีบอีกฝ่ายไปแล้ว
พ่อบ้านยิ้ม “นายท่านพูดถูกขอรับ ที่บ่าวพูดจามากความก็เพื่อจะบอกนายท่านว่า ผู้สำเร็จการใหญ่ไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิม ในเมื่อตอนนี้จะต้องจัดการหมอหญิงนั่นให้ได้ สู้เราวางแผนซ้อนแผนเป็นอย่างไรขอรับ?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“บ่าวหมายความว่ายอมทำตามความต้องการของหมอหญิงผู้นั้นไปก่อน ขอโทษและชดเชยให้นาง ให้นางรักษาให้ท่านหายดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน ส่วนเรื่องอื่น รอให้เราสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลเกาได้ ก็โยนความผิดไปให้ตระกูลเกาก็ได้แล้วขอรับ”
เศรษฐีต่งครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่ รู้สึกว่าสมเหตุสมผล
แม้การที่เศรษฐีอย่างเขาไปขอโทษหญิงสาวชาวนาจะเป็นเรื่องที่อับอายขายหน้า แต่ใครใช้ให้เขาเจ็บไข้ได้ป่วยกันเล่า
อีกอย่าง หากสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลเกาได้จริง การค้าของตระกูลต่งในวันข้างหน้าก็มีโอกาสขยับขยายได้อีกหลายเท่า และเขาก็จะได้กลายเป็นผู้สร้างคุณูปการให้แก่แว่นแคว้นของตระกูลต่งแล้ว
คิดได้เช่นนี้ เขาจึงกล่าว “เจ้าให้คนไปเตรียมการให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เช้าข้าจะทำตามคำขอของนางผู้หญิงนั่น
พ่อบ้านยิ้มตาหยีรับคำสั่ง คิดในใจว่า ในที่สุดตนเองก็แก้ไขปัญหานี้ได้แล้ว
เดิมทีเศรษฐีต่งไม่เต็มใจที่จะไปขอโทษเลย แต่กลางดึกคืนนี้ความเจ็บปวดเกือบทำให้เขาตาย และความเจ็บก็แทบทำให้เขาต้องไปหาเหอจิ่วเหนียงกลางดึก ทว่าพ่อบ้านกลับโน้มน้าวเขาไว้
หากไปรบกวนเวลาพักผ่อนของคนอื่นกลางดึกกลางดื่น อาจกลายเป็นว่าไปล่วงเกินคนเขาอีกครั้ง และต้องชดเชยค่าเสียหายอีก!
ดังนั้นเช้าวันต่อมา ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงมาถึงโรงหมอก็ถูกผู้ดูแลเหรินลากไปคุย
“หมอเหอ เศรษฐีต่งมาตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้รออยู่ลานหลังร้าน เจ้ารีบไปดูเถอะ!”
ผู้ดูแลเหรินรู้สึกรำคาญมาก มาเคาะประตูเสียงดังรบกวนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง พอเข้ามาเศรษฐีต่งก็ตะโกนเรียกผู้ดูแลอย่างเขาราวกับเป็นบ่าวรับใช้ก็มิปาน และที่สำคัญยังคว้าข้าวของในโรงหมอขว้างปาระเนระนาดเต็มพื้นไปหมด
เขาทำได้แค่โกรธในใจแต่ไม่กล้าเอ่ยคำใด เพียงยิ้มและคอยปรนนิบัติอย่างดี เขาเกือบทนไม่ไหวถึงขั้นคิดจะส่งคนไปรับเหอจิ่วเหนียงมาก่อนเวลา แต่เมื่อคิดถึงยามที่เหอจิ่วเหนียงโกรธแล้วเขาจึงไม่กล้าทำเช่นนั้น
“ท่านไปบอกเขาว่าถ้าจะขอโทษก็ให้มาขอโทษข้างหน้า จะไปแอบอยู่หลังร้านด้วยเหตุใดกัน”
เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะหนึ่งที คิดว่าทำเช่นนี้แล้วนางจะยอมรักษาให้อย่างนั้นหรือ
ผู้ดูแลเหรินถูกทรมานมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เขาเองก็โกรธมากเหมือนกัน ดังนั้นจึงตอบตกลงและไปแจ้งคนผู้นั้นที่ลานด้านหลังทันที
อาจเป็นเพราะมีเหอจิ่วเหนียงคอยสนับสนุน ผู้ดูแลเหรินจึงกล้าหาญขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย เขาใช้น้ำเสียงตะคอกเล็กน้อย “หมอเหอมาแล้ว บอกให้พวกเจ้าไปที่หน้าโรงหมอ!”
น้ำเสียงและท่าทางของผู้ดูแลเหรินทำให้เศรษฐีต่งไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ทำได้แค่ให้ลูกน้องแบกตนเองไปด้านหน้า
อย่างไรตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ คนในโรงหมอยังไม่ค่อยเยอะเท่าไร แค่เอ่ยปากขอโทษให้จบๆไปไม่ทำให้เขาตายหรอก รักษาโท่งเฟิงบ้านี่สิถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้รออยู่ในโรงหมอ หากแต่ยกม้านั่งไปนั่งไขว่ห้างรอพวกเขาที่หน้าประตูโรงหมอ
เด็กผู้ช่วยในโรงหมอคนหนึ่งยืนถือฆ้องอยู่ข้างๆนาง เมื่อเห็นเศรษฐีต่งออกมาแล้วก็เริ่มตีฆ้องทันที
ตุ๊งแช่ๆ แช่ๆแช่ ตุ๊งแช่ๆ~
ตอนที่ 160: คนชั่วย่อมได้รับกรรมชั่ว
“เร่เข้ามา เร่เข้ามา พี่ป้าน้าอาที่ผ่านไปผ่านมาอย่าได้พลาด! เร่เข้ามาดูกันเลยทุกคน!”
“เศรษฐีต่งจะทำพิธีขอขมาท่านหมอเหอ! รีบมาดูเร็วเข้า!”
เสียงฆ้องดังครึกโครมตั้งแต่เช้าตรู่ ร้านค้ารอบๆโรงหมอ และผู้คนที่สัญจรไปมาตามท้องถนนต่างก็มาร่วมชมความครึกครื้น
เรื่องพิธีขอขมาเช่นนี้ยากนักที่จะได้เห็น ยิ่งเป็นภาพเศรษฐีต่งขอขมาคนอื่นเช่นนี้ด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดเลย เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด และไม่อาจพลาดด้วยประการทั้งปวง!
ตระกูลต่งประพฤติตัวเช่นไรในอำเภอคนส่วนใหญ่ล้วนรู้ดี แต่ไหนแต่ไรมามีแต่พวกเขาที่รังแกคนอื่น ไม่นึกว่าจะมีวันที่พวกเขาโดนเองซะบ้าง
ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านหมอเหอจะสามารถทำให้เศรษฐีต่งมาขอขมาถึงหน้าโรงหมอได้ ช่างมีความสามารถจริงๆ ดังนั้นทุกคนจึงต่างมารุมล้อมมุงดูด้วยความตื่นเต้น
เศรษฐีต่งรู้สึกปวดหัวมาก
เดิมทีแค่คิดจะทำพอให้ผ่านไปที่ลานด้านหลัง ใครจะคิดว่าหญิงบัดซบนี่จะเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้ ทำในโรงหมอก็ไม่ทำ ดันมาทำกลางถนนหน้าโรงหมอเช่นนี้!
เขาโกรธจนหายใจกระหืดกระหอบ ทั้งปวดขาจนใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก
“นะ นี่ จะ จะ เจ้า! เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
เศรษฐีต่งพยายามอยู่นานกว่าจะพ่นประโยคนี้ออกมาได้ พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆ รีบเข้าไปลูบหน้าอกให้เขาใจเย็น แล้วกล่าวปลอบ “นายท่าน อดทนไว้ขอรับ อดทนไว้ วันหน้าค่อยจัดการนาง!”
ทว่าสองนายบ่าวหารู้ไม่ว่า ความสามารถในการได้ยินของเหอจิ่วเหนียงนั้นยอดเยี่ยมมาก นางได้ยินชัดเจนเต็มสองหู ดังนั้นจึงหรี่ตาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยวแล้วกล่าว “ยังไม่ทันได้ขอโทษก็คิดจะเล่นงานข้าครั้งต่อไปแล้วอย่างนั้นหรือ หากชดเชยให้ข้าไม่ถึงหนึ่งพันตำลึง ข้าไม่มีทางรักษาให้เจ้าเด็ดขาด”
เศรษฐีต่งตกตะลึง “!!!”
พ่อบ้านเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน “!!!”
เหตุใดนางถึงหูดีเพียงนี้!
ทุกคนต่างหันไปมองเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่อยากจะเชื่อ แค่เอ่ยปากก็เรียกถึงหนึ่งพันตำลึงเลยหรือ ช่างเรียกหนักจริงๆ!
แม้จิงโจวจะเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง แต่เงินหนึ่งพันตำลึงก็ใช่ว่าใครจะสามารถเก็บสะสมได้ อย่าว่าแต่คนธรรมดาทั่วไปเลย แม้แต่ตระกูลต่งหากจะเอาเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาก็นับว่ายากเช่นกัน
อย่างไรเสียหลายปีที่ผ่านมาก็อาศัยทรัพย์สมบัติเก่าที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้ การค้าก็ไม่ค่อยจะดีนัก ต้องยอมรับว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ตระกูลต่งตกต่ำลงมาก
ทว่าต่อหน้าคนจำนวนมากเช่นนี้ เศรษฐีต่งไม่อาจแสดงท่าทางเสียดายออกมาได้ เขากัดฟันฝืนยิ้ม “ได้ ขอเพียงหมอเหอเต็มใจยกโทษให้ตระกูลต่งของเรา และรักษาโรคให้ข้า เงินชดเชยหนึ่งพันตำลึงนับว่าสมควรแล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่าจะยอมเช่นนี้ ดูท่าว่าจะเจ็บขามากจริงๆ
นางยื่นมือเล็กๆออกไป “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังนิ่งอยู่ทำไมกัน เอาเงินมาหรือไม่?"
ไม่ได้เอามา!
เศรษฐีต่งส่งสายตาให้พ่อบ้าน พ่อบ้านให้บ่าวรับใช้ข้างกายกลับไปเอาเงินทันที ตอนออกมาเขาคิดไว้ว่ามากสุดก็แค่สี่สิบหรือห้าสิบตำลึง ใครเลยจะคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะกล้ามากถึงเพียงนี้!
หลังจากเห็นบ่าวรับใช้จากไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงที่นั่งไขว่ห้างอยู่ก็โยนกระดาษสามแผ่นให้กับเศรษฐีต่ง “ระหว่างรอ เจ้าก็เขียนสัญญาตกลงซะ เขียนเนื้อหาเหมือนกันสามชุด เจ้ากับข้าคนละชุด ส่วนอีกชุดส่งไปที่ศาลาว่าการอำเภอ วันหน้าหากกล้ากลับคำละก็ หึๆๆ…”
ประโยคหลังนางไม่ได้พูดออกไป เพียงหัวเราะหึๆ แต่แค่เสียงหัวเราะก็เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐีต่งตัวสั่นได้
อันที่จริงนางไม่ได้อยากเอาสัญญานี้ไปให้นายอำเภอเป็นพยานแต่อย่างใด ที่เล่นใหญ่เพียงนี้ก็แค่อยากให้ทุกคนได้ประจักษ์ วันข้างหน้าหากเศรษฐีต่งกระทำผิดสัญญา การแก้แค้นจากนางก็ไม่ใช่เรื่องผิด
เรื่องสั่งสอนคน แต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยพึ่งพาทางการเลย อย่างมากตนก็สั่งสอนจนพอใจ แล้วค่อยส่งตัวให้ทางการเพื่อรับรางวัล
อืม ตัวอย่างก่อนหน้านี้ก็คือคู่ตังเกอนั่นเอง
ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เศรษฐีต่งไม่อาจกล่าววาจาดุร้ายได้ แม้ว่าภายในใจจะแค้นมากเพียงใด แต่ภายนอกก็ต้องนุ่มนวล
ดังนั้นเขาจึงจำใจฝืนยิ้มรับกระดาษมา เด็กผู้ช่วยในโรงหมอยื่นพู่กันให้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเศรษฐีต่งต้องเขียนสัญญานี้ต่อหน้าทุกคน
ผู้ดูแลเหรินกระซิบถามเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา “ทำเช่นนี้มันจะไม่เกินไปหรือ?”
“เกินไปหรือ?”
ผู้ดูแลเหรินพยักหน้า
เหอจิ่วเหนียงเบะปาก “หรือท่านจะอาสาเขียนให้เขา?”
ผู้ดูแลเหริน “…”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวเตือน “ท่านอย่าลืมสิว่าเมื่อครู่เขารังแกท่านเช่นไร”
ผู้ดูแลเหรินคิดในใจ… ก็ได้ คนชั่วย่อมได้รับกรรมชั่วอยู่แล้ว
วันนี้นับว่าเขาได้เบิกเนตรแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงก็เหมือนได้เบิกเนตรเช่นกัน เห็นๆอยู่ว่านางอยู่ไกลมาก แต่นางสามารถเห็นอย่างชัดเจนว่าเนื้อหาที่เศรษฐีต่งเขียนเป็นเช่นไร หรือเขียนถูกต้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเนื้อหา เหอจิ่วเหนียงก็แก้ไขมาครึ่งชั่วยามแล้ว
“พวกเจ้ารังแกคนในครอบครั้งข้าเช่นไรเขียนลงไปให้ชัดเจน”
“เขียนให้สวยๆหน่อย รอยสุนัขคลานยังสวยกว่าลายมือเจ้าอีก!”
“เมื่อวานส่งคนไปดักทำร้ายผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างข้าระหว่างทาง ลืมไปแล้วหรือ หรือจะให้ข้าทบทวนความจำให้?”
“ต่อไปยังกล้ายุ่งกับการค้าของครอบครัวข้าอีกหรือไม่?”
“ต่อไปเจอคนในครอบครัวข้าควรทำตัวเช่นไร?”
“สุดท้ายเขียนลงไปให้ชัดเจน หากทำไม่ได้ตามที่ตกลงกันไว้ จุดจบเจ้าต้องเป็นเช่นไร”
“อย่าได้สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวข้าอีก สวรรค์ไม่ลงโทษเจ้า แต่ข้าลงโทษเจ้าแน่นอน”
เศรษฐีต่งตกตะลึง “!!!”
ทุกคนต่างก็ตกตะลึง “!!!”
เหมือนอาจารย์กำลังสั่งสอนศิษย์ไม่มีผิด!
แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
ผู้นำตระกูลต่งยังถูกปฏิบัติอย่างน่าอับอายเช่นนี้ พวกเขาคนธรรมดาจะเหมาะเป็นคู่ต่อสู้ของสตรีผู้นี้ได้อย่างไรกัน
ทว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ที่สุดก็คือโรงหมออวี้หยวน หลังจากที่เกิดเรื่องขึ้น ชื่อเสียงของโรงหมออวี้หยวนก็เป็นที่เลื่องลือ
โรงหมออวี้หยวนมีหมอเทวดาที่สามารถทำให้คนไร้หัวใจและหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างเศรษฐีต่งยอมขอขมาเขียนสัญญาตกลงได้ อีกอย่างเจ้าของโรงหมออวี้หยวนก็เคยเป็นหมอหลวงทำงานในวัง วันข้างหน้าหากผู้ใดเจ็บไข้ได้ป่วยก็มารักษาที่โรงหมอแห่งนี้!
หลังจากวุ่นวายมาทั้งเช้า ในที่สุดเศรษฐีต่งก็เขียนสัญญาเสร็จ เขาไม่อยากแม้แต่จะอ่านด้วยซ้ำ สั่งให้พ่อบ้านมอบตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงที่ลูกน้องไปนำมาให้กับเหอจิ่วเหนียง
“ท่านหมอเหอ ตอนนี้พอใจหรือยัง จะรักษาให้ข้าได้หรือยัง?”
เศรษฐีต่งแทบร้องไห้ เหตุใดถึงได้เคราะห์ร้ายเช่นนี้!
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ แต่ตั้งใจอ่านสัญญาอย่างละเอียด ทั้งสามฉบับเหมือนกันทุกประการ จากนั้นนางก็เก็บสำเนาของตัวเองไปด้วยความพึงพอใจ
อีกฉบับโยนให้เศรษฐีต่ง และอีกฉบับให้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอนำไปส่งที่ศาลาว่าการอำเภอเป็นพยาน
เมื่อนายอำเภอรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังสั่งสอนเศรษฐีต่ง เขาก็ตกตะลึงระคนดีใจจนกินข้าวเพิ่มสองชาม!
ยอดเยี่ยมไปเลย วิเศษจริงๆ!
เขาดำรงตำแหน่งมาหลายปีแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตระกูลต่ง ไม่ต้องพูดเลยว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด เพียงเพราะว่าตระกูลต่งเป็นเจ้าพ่อแห่งอำเภอต้าหลิ่ง หากอยากมีชีวิตที่สงบสุขเขาจะไปต่อกรกับตระกูลต่งไม่ได้ ความคับแค้นใจที่สะสมไว้ทำได้แค่เก็บกดไว้เท่านั้น
วันนี้ท่านหมอเหอทำให้เขาภูมิใจยิ่งนัก!
ณ โรงหมอ ในที่สุดผู้ชมก็แยกย้ายกันไป ส่วนคนป่วยก็กลับเข้าโรงหมอเตรียมรักษาต่อ
บ่าวรับใช้ตระกูลต่งช่วยผู้เป็นนายถอดรองเท้า พลันนั้นกลิ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ก็ฟาดจมูกทุกคนอย่างถ้วนทั่ว
เหอจิ่วเหนียงทนไม่ไหวแล้ว
อ้วก~
คนอื่นก็เช่นกัน
จบตอน
Comments
Post a Comment