ตอนที่ 161: ชีวิตเขามันไร้ความหมายไปแล้ว
ผู้ดูแลเหรินแอบดึงชายเสื้อเหอจิ่วเหนียง แม้เท้าของเศรษฐีต่งจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จริง แต่จะแสดงท่าทางรังเกียจออกมาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ไม่ได้!
อย่างไรเขาก็คือลูกค้าที่นำเงินมาให้โรงหมอนะ!
เหอจิ่วเหนียงไม่สน นางปิดจมูกพลางกล่าว “เหม็นเน่าขนาดนี้ จะฆ่ากันหรืออย่างไร กลับไปล้างให้สะอาดก่อนแล้วค่อยมาใหม่!”
กล่าวจบนางก็วิ่งพรวดออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ด้านนอกอย่างรวดเร็ว
เศรษฐีต่งทั้งโกรธทั้งอับอาย ตีพ่อบ้านไปทีหนึ่ง พ่อบ้านจึงสั่งให้บ่าวรับใช้รีบไปหาน้ำใส่อ่างมาล้างเท้าให้เขา
กลิ่นนี้ไม่ได้หมักหมมมาแค่วันสองวัน แปดส่วนเป็นเพราะปกติแล้วเศรษฐีต่งไม่ชอบล้างเท้าด้วย เหอจิ่วเหนียงจินตนาการไม่ออกเลยว่าหมอที่รักษาเขาก่อนหน้านี้ทนเข้าไปได้อย่างไร
หลังจากล้างเท้ามาสามรอบแล้วก็ยังมีกลิ่นอยู่ เหอจิ่วเหนียงจึงเขียนเทียบยาชุดหนึ่งให้บ่าวรับใช้ไปหาสมุนไพรตามเทียบยามาบดเป็นผงละเอียด นำมาผสมน้ำให้เศรษฐีต่งแช่เท้าเป็นเวลาหนึ่งถ้วยชากว่าจะดับกลิ่นได้ชั่วคราว
เหตุการณ์นี้น่าอับอายมาก เศรษฐีต่งผู้ทะนงศักดิ์เดิมทีก็เจ็บปวดมากพอแล้ว ยังโดนทรมานนานถึงเพียงนี้อีก เขาไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้านแล้ว
แม้แต่เหอจิ่วเหนียงถึงขั้นสวมหน้ากากสวมถุงมือรักษาให้เขา สร้างบาดแผลในใจเขา เขาก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะสนใจแล้ว
ช่างเถอะ
ชีวิตเขามันไร้ความหมายไปแล้ว
อาการของเศรษฐีต่งสาหัสถึงขั้นอักเสบ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องบรรเทาอาการอักเสบและอาการปวด
เหอจิ่วเหนียงแทงเข็มยาบรรเทาอาการปวดให้เขาไปสองสามเข็ม และเขียนเทียบยาบรรเทาอาการอักเสบให้
หลังจากแทงเข็มยาไปสองสามเข็มเศรษฐีต่งก็รู้สึกสบายตัวขึ้น ไม่เจ็บปวดถึงเพียงนั้นแล้ว
ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าความอัปยศทั้งหมดก่อนหน้านี้ไม่เสียเปล่าเลย หากมาตั้งแต่เมื่อวานก็คงไม่ต้องทนเจ็บปวดทรมานมากถึงเพียงนี้!
ผู้หญิงคนนี้ช่างมีความสามารถมากจริงๆ!
จากนั้นยังห่อยาให้เขาด้วย และใช่ ตลอดการรักษาเหอจิ่วเหนียงสวมหน้ากากและถุงมือตลอด เสร็จแล้วยังตั้งใจล้างมืออยู่หลายรอบ
เศรษฐีต่งรู้สึกอับอายมาก…
ต่อไปเขาจะต้องขยันล้างเท้าให้ดีอย่างแน่นอน!
ผู้ดูแลเหรินเห็นว่ารักษาเสร็จแล้ว เศรษฐีต่งก็เตรียมตัวจะกลับ จึงเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มตาปิด “เศรษฐีต่ง ค่ารักษาในวันนี้ทั้งหมดสองร้อยตำลึงขอรับ”
“ว่าไงนะ!”
เศรษฐีต่งได้ยินก็แทบจะลุกพรวดขึ้นมา แพงถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ผู้ดูแลเหรินส่งเสียงหัวเราะเหอะๆ “นี่เป็นคำสั่งของท่านหมอเหอ นางบอกว่าเป็นเคล็ดลับทักษะการฝังเข็มของนางราคาก็เลยสูง แถมยัง…เอ่อ…กลิ่นเท้าของเศรษฐีต่งทำให้แขกบางส่วนของเราหนีออกไป ท่านต้องจ่ายค่าชดเชยด้วยนะ…”
ประโยคสุดท้ายเขาไม่ได้อยากพูดออกมาสักเท่าไร แต่เมื่อนึกถึงเงินสองร้อยตำลึงนั่นแล้ว โรงหมอพวกเขาได้ส่วนแบ่งถึงหนึ่งร้อยตำลึงเชียวนะ ไม่อาจปล่อยให้กำไรนี้สูญเปล่าไปได้!
เศรษฐีต่งถึงกับอึกอักพูดไม่ออก…
สุดท้ายเขาก็ฝืนใจกวักมือเรียกให้พ่อบ้านไปจัดการ
ตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบถูกยื่นให้กับผู้ดูแลเหริน เศรษฐีต่งกับพวกบ่าวรับใช้จึงจะสามารถย่างเท้าออกจากประตูโรงหมอได้
ผู้ดูแลเหรินยื่นตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงใบหนึ่งให้เหอจิ่วเหนียง และยกนิ้วโป้งชื่นชมนาง “ยอดเยี่ยมไปเลย ท่านหมอเหอ!”
เหอจิ่วเหนียงหาเงินได้หนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงตั้งแต่เช้า นางรับเงินมาด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ตื่นเต้นแต่อย่างใด ได้เงินสินสอดเก็บไว้ให้บุตรชายแล้ว!
…..
เศรษฐีต่งไม่ปวดเท้าแล้ว คราวนี้จึงมีอารมณ์คิดเรื่องตระกูลเกาที่พ่อบ้านพูดกับเขาเมื่อวานนี้
“เจ้ารีบส่งคนไปเยี่ยมตระกูลเกา สืบสถานการณ์ตระกูลเกามาให้แน่ชัด หากเชื่อถือได้ก็จัดการกับนางผู้หญิงตัวดีนั่นซะ!”
เขากัดฟันกรอดด้วยความโมโห ความอัปยศที่ได้รับจากโรงหมออวี้หยวนในวันนี้ จะต้องเอาคืนให้ได้!
“บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ กลับไปจะจัดการทันที!”
พ่อบ้านรับคำสั่ง จากนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกพวกเขามาจากด้านหลัง
เป็นคนของโรงหมออวี้หยวน เขามองไปที่เศรษฐีต่งที่ถูกบ่าวรับใช้แบกอยู่ แล้วกล่าวด้วยความเคารพ “ท่านเศรษฐีต่ง ท่านหมอเหอให้ข้าน้อยมาบอกว่าอาการปวดจากโรคโท่งเฟิงของท่านสาหัสมาก ต่อไปจะมีอาการปวดเดือนละครั้ง ท่านจะต้องมาตรวจอาการทุกเดือนขอรับ!”
ให้ตายเถอะ!
เศรษฐีต่งเกือบพ่นคำหยาบออกมา เดิมทีอาการของเขาจะกำเริบแค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น เหตุใดหลังจากรักษากับเหอจิ่วเหนียงอาการถึงกำเริบทุกเดือนได้เล่า!
เขารู้ว่าต้องเป็นฝีมือของผู้หญิงคนนั้นแน่ แต่แค่ไม่มีหลักฐาน!
ต้องกลับไปตรวจอาการทุกเดือนเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าจะต้องจ่ายเงินให้โรงหมอบ้านั่นเดือนละสองร้อยตำลึงอย่างนั้นหรือ!
พ่อบ้านกล่าวถามเสียงเบา “นายท่าน เช่นนั้นตระกูลเกา…นายท่าน! นายท่าน!”
เศรษฐีต่งโกรธจนเป็นลมหมดสติ พ่อบ้านรีบบีบนวดเขาครู่หนึ่งกว่าจะฟื้น พลันนั้นสภาพเขาดูแก่ขึ้นไปอีกสิบปี
เขาเป็นคนฉลาดมาทั้งชีวิต เหตุใดถึงตกม้าตายไปอยู่ในกำมือของหญิงบัดซบผู้นั้นได้!
ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าเขาจะกล่าวออกมาอย่างระโหยโรยแรง “เรื่องตระกูลเกา ช่างมันเถอะ…”
เขาไม่อยากตีฆ้องร้องป่าวทำพิธีขอโทษทุกเดือน ชดใช้ครั้งละหนึ่งพันสองร้อยตำลึง เขาแบกรับไม่ไหว!
พ่อบ้านรับคำสั่ง แม้จะรู้สึกเสียดายที่ต้องสูญเสียความสัมพันธ์ด้านการค้าครั้งใหญ่ไป แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ก็ไร้หนทางแล้ว
เหอจิ่วเหนียงกุมจุดอ่อนตระกูลต่งแน่นเช่นนี้ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรผลีผลามแน่นอน
และแล้วครอบครัวลู่ก็กลับมาตั้งแผงขายเสื้อผ้าได้อีกครั้ง เถ้าแก่หยูรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเหอจิ่วเหนียงและเศรษฐีต่ง จึงตั้งใจไปที่โรงหมออวี้หยวนเพื่อถามนางให้แน่ใจ
“แม่นางเหอ เจ้าล่วงเกินตระกูลต่งเช่นนี้ เจ้าไม่กลัวเขาจะกลับมาแก้แค้นหรือ?”
เนื่องจากช่วงนี้ตระกูลต่งก่อเรื่องอยู่บ่อยๆ เขาจึงไม่กล้านำเสื้อผ้าในร้านออกมาขายเพราะกลัวจะถูกคนตระกูลต่งมาหาเรื่องก่อกวน
แม้เขาจะมีทรัพย์สินเงินทอง แต่เมื่อเทียบกับตระกูลต่งแล้วไม่เพียงพอจะเทียบได้เลย และไม่กล้ามีเรื่องกับตระกูลบ้าอำนาจเช่นนี้ด้วย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านนำออกมาขายได้เลย เศรษฐีต่งเขียนสัญญาให้ข้าแล้ว”
นางย่อมไม่พูดอยู่แล้วว่านางใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรทำให้อาการป่วยของเศรษฐีต่งกำเริบเดือนละครั้ง อย่าให้นางต้องร้าย นางไม่กลัวหรอก
“แต่เท่าที่ข้ารู้มา แม้แต่นายอำเภอก็ต้องให้เกียรติตระกูลต่ง สัญญานั่นเกรงว่าจะใช้ไม่ได้ผลกระมัง!”
เถ้าแก่หยูร้อนใจแทนนางมากจริงๆ เมื่อเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงทำท่าทางลูกวัวเพิ่งคลอดไม่กลัวเสือเช่นนี้ อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้มีพระคุณของบุตรชายตน เขาจึงอยากเตือนนางสักหน่อย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เศรษฐีต่งป่วยหนักขนาดนั้น ข้ารับรองว่าเอาอยู่ ท่านไม่ต้องตื่นตระหนกไปหรอกนะ”
“ป่วยอย่างนั้นหรือ ป่วยอะไร?”
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองอีกฝ่าย คิดในใจว่าชายผู้นี้ก็เป็นคนสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านมากเหมือนกัน
“อะแฮ่ม ก็อย่างเช่น มีลูกชายไม่ได้เสียทีอย่างไรล่ะ”
เถ้าแก่หยูดวงตาลุกวาวขึ้นทันใด และรีบกล่าวอย่างตื่นเต้น “เรื่องนั้นเจ้าก็ทำได้หรือ?”
เรื่องนี้เขาสนใจเป็นอย่างยิ่งเลยละ!
ตอนนี้เขามีบุตรชายแค่คนเดียว อีกอย่าง ความสัมพันธ์ของเขากับฮูหยินก็ดีมากทีเดียว เขาไม่เคยมีความคิดจะมีบ้านเล็กบ้านน้อย ย่อมอยากมีบุตรกับฮูหยินตนเองหลายคนอยู่แล้ว
“ทำไม่ได้”
เหอจิ่วเหนียงตอบทันทีโดยไม่คิด “สำหรับท่านทำไม่ได้ แต่สำหรับเศรษฐีต่งละก็ทำได้แน่”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เถ้าแก่หยูยิ่งประหลาดใจ โรคเช่นนี้ต้องแบ่งแยกบุคคลด้วยหรือ?
“แม่นางเหอ อย่างไรข้ากับเจ้าก็รู้จักกันมานานแล้วนะ…”
เขายิ่งร้อนใจมากขึ้น ยุคสมัยนี้ มีใครบ้างที่ไม่อยากมีบุตรชาย!
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกจนใจ เดิมทีระหว่างนางและเขาก็แค่ร่วมมือกันทำการค้าเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะบานปลายมาถึงเรื่องนี้ได้…
“เถ้าแก่หยู ท่านพูดเองไม่ใช่หรือว่าเรารู้จักกันมานาน ข้าจะหลอกท่านได้อย่างไรกันเจ้าคะ ร่างกายท่านแข็งแรงทุกประการ น้ำมาคลองก็เกิด แต่เศรษฐีต่งร่างกายมีปัญหา ข้าก็เลยบอกไปว่ามีหนทาง ท่านเข้าใจหรือไม่?”
อันที่จริงเรื่องนี้นางก็เพิ่งรู้ตอนที่ตรวจโรคให้เศรษฐีต่ง ร่างกายของเขามีพิษ แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นพิษ แค่ควบคุมอัตราการรอดชีวิต ทำให้เขาไม่สามารถมีบุตรได้
คนอายุมากที่ยังไม่มีผู้สืบสกุลอย่างเศรษฐีต่ง ต่อให้มีบุตรได้จริงก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของเขา
ตระกูลต่งนี่ช่างน่าสนใจมากจริงๆ
ตอนที่ 162: เศรษฐีต่งรังแกเจ้าใช่หรือไม่
ครอบครัวลู่หวนกลับเข้าสู่วันวุ่นๆอีกครั้ง ยามดึกสงัด นางซุนแอบย่องเข้าไปในห้องเหอจิ่วเหนียง โก่วเอ๋อร์หลับไปแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงยังคงประกอบจักรเย็บผ้าอยู่
เห็นนางซุนแอบย่องเข้ามาเช่นนี้ นางก็สะดุ้งเล็กน้อย
“ท่านแม่ ทำอะไรเจ้าคะ แอบย่องเข้ามาข้าตกใจหมดเลย!”
เหอจิ่วเหนียงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ไม่รู้ว่าหญิงชราคิดจะทำอะไร
นางซุนจ้องเขม็งนางพลางเดินเข้ามา มือคว้าม้านั่งมาและนั่งลง มองนางจับชิ้นส่วนเหล่านั้นพลิกไปมาแล้วกล่าวถาม “เจ้าบอกข้ามาตามตรงว่าเจ้าจัดการเรื่องตระกูลต่งไปเช่นไร?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่กลับมาถึงบ้าน เหอจิ่วเหนียงบอกกับทุกคนว่าจัดการเรื่องตระกูลต่งเรียบร้อยแล้ว ทุกคนถามว่านางจัดการเช่นไร เหอจิ่วเหนียงเอาแต่ปิดปากเงียบ แค่บอกให้ทุกคนทำทุกอย่างอย่างสบายใจได้เลย
เห็นว่านางไม่อยากพูด ทุกคนจึงไม่ซักไซ้ ได้แต่จดจำน้ำใจนี้ไว้ในใจ ต่อไปจะดีต่อนางสองแม่ลูกให้มากขึ้น
นางซุนขบคิดมาหลายวันแล้วก็คิดไม่ออก นางเป็นเพียงผู้หญิงคนเดียวจะจัดการกับเจ้าถิ่นอย่างตระกูลต่งได้อย่างไร หญิงชราเป็นห่วงกลัวว่านางอยู่ข้างนอกจะถูกรังแก นอนพลิกไปมาก็นอนไม่หลับ จึงตัดสินใจมาถามให้กระจ่าง
“ข้าบอกแล้วอย่างไรล่ะเจ้าคะว่าเรื่องมันผ่านไปแล้ว เหตุใดถึงมาถามข้าอีกเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะอยากกลบเกลื่อนให้เรื่องมันผ่านพ้นไป แต่ถูกนางซุนตีไปหนึ่งที “อย่ามาทำเป็นเนียน! บอกข้ามาตามตรง! ข้าสืบมาแล้วว่าตระกูลต่งอะไรนั่นไม่ได้เจรจาด้วยได้ง่ายๆ เจ้าไปตกลงเงื่อนไขอะไรกับพวกเขามาใช่หรือไม่?”
ชั่วครู่นั้นเหอจิ่วเหนียงไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไร อันที่จริงแล้วในสายตาตระกูลต่งต่างหากที่เห็นว่านางเจรจาด้วยได้ยาก
“ข้าเปล่าซะหน่อย ไม่มีเลยจริงๆเจ้าค่ะ ข้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียวจะไปตั้งเงื่อนไขอะไรกับพวกเขาได้ล่ะเจ้าคะ อย่างไรตอนนี้พวกเราก็ตั้งแผงขายเสื้อผ้าได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว จะต้องสนใจอะไรอีกล่ะเจ้าคะ”
ในสายตาของคนครอบครัวลู่ นางไม่มีความสามารถถึงขั้นทำให้ตระกูลต่งหวาดกลัวนางได้ เปิดเผยความสามารถตัวเองในตอนนี้ก็คงไม่ดี เหอจิ่วเหนียงเคยคิดอย่างจริงจังว่าคงต้องหาทางให้พวกเขาได้ปรับตัว
อีกอย่าง เรื่องที่เศรษฐีต่งขอขมานางต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนั้นมันเป็นเรื่องน่าอับอายมากจริงๆ หลังจากนั้นพวกเขาจึงไปเตือนทุกคนว่าห้ามพูดเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นอีก ดังนั้นคนครอบครัวลู่ที่รู้สึกแปลกใจจึงไปสืบเรื่องนี้แต่ก็สืบไม่ได้ความ เท่ากับเป็นการช่วยนางปกปิดด้วย
“เจ้านี่นะ! เหตุใดถึงได้แบกทุกอย่างไว้ที่ตัวเองเช่นนี้ เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเจ้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง เหตุใดถึงชอบออกหน้านัก! โก่วเอ๋อร์กำพร้าพ่อ ข้างกายเขาก็มีแค่เจ้าคนเดียวแล้ว หากเจ้าเป็นอะไรไปเจ้าจะให้เขาทำเช่นไรฮะ?”
นางซุนเห็นว่านางไม่ยอมปริปากจึงตีนางไปอีกหนึ่งที ต่อมาดวงตากลับแดงก่ำ น้ำตาคลอ
เป็นเพราะคนในครอบครัวไม่ได้เรื่อง เกิดเรื่องขึ้นก็ต้องให้ผู้หญิงคนเดียวอย่างเหอจิ่วเหนียงเป็นคนแก้ไข ไม่ว่าอย่างไรในใจนางก็รู้สึกเจ็บปวดมากอยู่ดี
เดิมทีนางคิดด้วยซ้ำว่าหากตระกูลต่งนั่นยืนกรานจะทำเช่นนั้น พวกเขายอมเลิกทำการค้านี้ก็ได้ ขอเพียงครอบครัวได้อยู่รอดปลอดภัยก็พอแล้ว
แต่ไม่รู้ว่าสะใภ้สามใช้วิธีใดถึงทำให้ตระกูลต่งเลิกแทรกแซงเรื่องนี้ ถึงขั้นได้ยินเหลียนฮวาเล่าว่า หลายวันที่ผ่านมาผู้คนบนท้องถนนเกรงอกเกรงใจพวกเขามาก และที่สำคัญ อันธพาลพวกนั้นยังมาขอโทษพวกเขาถึงหน้าร้าน ทั้งยังคืนเงินค่าเสื้อผ้าที่ชิงไปให้พวกเขาอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสะใภ้สามต้องใช้แผนการบางอย่างแน่นอน หญิงชราไม่ได้สนใจว่าจะใช้แผนอะไร สิ่งที่นางสนใจคือ สะใภ้สามใช้วิธีที่สุดโต่งเกินไปหรือไม่ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัว นางถึงขั้นทำเรื่องที่อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อตนเอง
เจ้าสามไม่อยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะปกป้องครอบครัวของเจ้าสามให้ถึงที่สุด
เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงว่าหญิงชราจะร้องไห้ออกมา นางกะพริบตาปริบๆ “ท่านแม่ หากท่านร้องไห้เสียงดังมากกว่านี้ โก่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาท่านก็ไปกล่อมเขานอนเองนะเจ้าคะ”
นางซุนชะงักกับคำพูดของนาง…
“เจ้าอย่าเปลี่ยนเรื่อง! เจ้าไม่ต้องบอกคนอื่นก็ได้ แต่ห้ามปิดบังข้า! เจ้าบอกมา ตกลงตระกูลต่งอะไรนั่น ระ รัง…รังแกเจ้าใช่หรือไม่?”
นางสืบมาแล้ว เศรษฐีต่งอะไรนั่นเป็นคนที่เห็นสาวงามแล้วอยากมีความสัมพันธ์ หลังบ้านมีสตรีน้อยใหญ่เป็นกลุ่มเป็นก้อน เขาไม่ใช่คนดี!
นางสนับสนุนให้เหอจิ่วเหนียงแต่งงานใหม่ก็จริง แต่ก็ต้องแต่งกับคนซื่อสัตย์มีความรับผิดชอบ หากยอมมอบกายถวายใจเป็นอนุของเศรษฐีต่งเพื่อครอบครัวลู่ นางไม่ยอมเป็นอันขาด!
พรืด~
เหอจิ่วเหนียง.อดหัวเราะไม่ได้ หญิงชราผู้นี้คิดมากเกินไปแล้ว!
“ขำอะไรของเจ้า ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังกับเจ้าอยู่นะ! เขารังแกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าใหญ่กับเจ้ารองไปทวงคืนความยุติธรรมให้เจ้าถึงที่เอง ไม่มีกฎบ้านกฎเมืองกันแล้วหรือไร!”
หญิงชรายิ่งคิดก็ยิ่งโมโห สะใภ้สามคนดีของนาง หากเกิดเรื่องอัปยศเช่นนั้นขึ้นจริง นางจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอเจ้าสามได้ล่ะ
“เปล่าเจ้าค่ะ ไม่มีจริงๆเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจยาวออกมา ดูท่าหากหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลไม่ได้ หญิงสูงวัยผู้นี้ไม่ยอมเลิกราเป็นแน่
ดังนั้นนางจึงกล่าว “ความจริงก็คือ ให้ท่านอาจารย์ของข้าเล่นละครตบตากับข้าไปฉากหนึ่งก็เท่านั้นเจ้าค่ะ!”
“เล่นละครตบตาอะไร?”
“จะว่าไปก็เป็นเรื่องบังเอิญเจ้าค่ะ เศรษฐีต่งโรคเก่ากำเริบไปขอให้หมอที่โรงหมอรักษา ข้าให้ท่านอาจารย์บอกเขาว่าโรคของเขามีเพียงข้าคนเดียวที่รักษาได้ หากไม่อยากป่วยตายก็อย่ามาหาเรื่องครอบครัวลู่อีก เขาไร้หนทางเลยทำได้เพียงตอบตกลง แถมยังตามไปขอโทษข้าถึงโรงหมอด้วย! เศรษฐีต่งผู้นั้นเป็นคนรักตัวกลัวตาย เพื่อชีวิตน้อยๆของตัวเองแล้ว ไม่กล้ามาล่วงเกินเราอีกแน่นอนเจ้าค่ะ”
นางผลักเรื่องนี้ให้กับผู้ดูแลเหริน สรุปเรื่องราวได้สั้นกระชับ
“เป็นจริงเช่นนั้นหรือ?”
นางซุนมองหน้านางด้วยสีหน้าสับสน
“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ โรคนั้นมีเพียงท่านอาจารย์ข้าคนเดียวเท่านั้นที่สามารถรักษาได้ ท่านอาจารย์สอนวิธีการรักษาให้ข้าอย่างละเอียดยิบ เราสองคนร่วมมือกันเล่นละครตบตาเศรษฐีต่งฉากใหญ่ เช่นนี้ก็แก้ไขปัญหาเรื่องครอบครัวของเราได้แล้ว หากท่านแม่ไม่เชื่อก็ไปถามท่านอาจารย์ข้าได้”
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ ถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่ก่อนจะกล่าวต่อ “เพราะการโกหกคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ท่านอาจารย์จึงสั่งห้ามไม่ให้ข้าปริปากบอกเรื่องนี้กับใคร ใครจะคิดล่ะเจ้าคะว่าท่านแม่จะแอบย่องเข้าห้องข้ากลางดึกแล้วบีบบังคับให้ข้าสารภาพออกมาเช่นนี้!”
นางซุนเห็นท่าทางอีกฝ่ายไม่เหมือนคนพูดโกหก ความกังวลภายในใจก็คลายลงในที่สุด
“ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าข้าเป็นห่วงเจ้า เศรษฐีต่งนั่นไม่ใช่คนดี อีกอย่าง รูปร่างหน้าตาเจ้าก็…ช่างเถอะ ถือซะว่าข้าไม่ได้พูดอะไรกับเจ้าก็แล้วกัน ในเมื่อไม่มีอะไรข้าก็จะกลับไปนอนแล้ว เจ้าเองก็รีบนอกพักซะล่ะ…”
นางซุนกล่าวจบก็ลุกขึ้นจะเดินกลับไป แต่เหอจิ่วเหนียงคว้ามือนางไว้ ขยิบตากล่าวถาม “ช้าก่อนเจ้าค่ะ ท่านแม่จะชมว่าข้ารูปร่างหน้าตาดีใช่หรือไม่ เช่นนั้นก็ชมสิเจ้าคะ พูดให้จบประโยคแล้วค่อยไป!”
“ปล่อยเลย! ใครจะชมว่าเจ้าหน้าตาดีกัน หน้าไม่อายจริงๆ! รีบนอนซะ เปลืองค่าน้ำมันตะเกียง!”
หญิงชราปากแข็งรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางส่ายหน้า รู้สึกอุ่นใจมาก
หญิงชราผู้นี้ช่างน่ารักจริงๆ!
…...
หลังจากผ่านความพยายามของเหอจิ่วเหนียงมาหลายคืน ในที่สุดจักรเย็บผ้าเครื่องแรกก็ประกอบเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นจักรธรรมดาแบบใช้เท้าเหยียบ ในยุคสมัยใหม่ไม่เป็นที่นิยมแล้ว แต่ในยุคสมัยนี้นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สุดยอดมากเพียงหนึ่งเดียว!
หลังมื้อเย็น เหอจิ่วเหนียงย้ายจักรเย็บผ้ามาไว้ที่ลานบ้าน ให้ทุกคนได้ชื่นชมสิ่งประดิษฐ์อันมหัศจรรย์นี้พร้อมกัน
เนื่องจากเป็นเพียงการทดลอง ดังนั้นจึงไปหาเศษผ้าที่เหลือใช้จากในโรงงานมาทดลอง
เหอจิ่วเหนียงนั่งลง ร้อยด้ายสอดเข้าไป ใช้เท้าเหยียบแท่นเหยียบด้านล่าง และกล่าวด้วยมาดใหญ่โต “มันสามารถเย็บปิดได้เสร็จภายในพริบตา ทุกคนตั้งใจดูให้ดี อย่ากะพริบตาเชียว!”
ตอนที่ 163: ตัวตลกคือข้าเองหรือนี่
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกใจเบิกตากว้างรีบจ้องทันที กลัวตัวเองเผลอกะพริบตาแล้วจะพลาดฉากที่น่าตื่นเต้นที่สุดไป
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเหยียบแท่นเหยียบเครื่องจักรก็เริ่มหมุน แท่งเข็มเย็บลงมาแน่นหนาและรวดเร็ว ขณะที่เหอจิ่วเหนียงลากแถบผ้า รูวงกลมนั้นก็ถูกเย็บปิดได้อย่างสมบูรณ์
“สวรรค์! รวดเร็วเกินไปแล้ว!”
นางหยูอุทานออกมาทันที กำมือแน่นยกขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจจนแทบจะถลนออกมา
คนอื่นก็ตกใจมากไม่แพ้กัน พวกเขาจับจ้องไปที่จักรเย็บผ้าด้วยความนิ่งอึ้งอยู่นาน
“สิ่งนี้มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้วจริงๆ!”
ลู่กุ้ยหลานเดินเขาไปดูอย่างละเอียด นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเครื่องจักรนี่ทำงานอย่างไร เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นเข็มในแนวตั้ง มันจะด้นด้ายได้อย่างละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร
ที่สำคัญ ขนาดความเล็กใหญ่ของรอยเย็บล้วนเท่ากันทั้งหมด ไม่เหมือนกับการเย็บด้วยมือที่บางครั้งมีความคลาดเคลื่อน
“เป็นอย่างไร มันสุดยอดเหมือนที่ข้าบอกใช่หรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงมองทุกคนด้วยความลำพองใจ
แม้แต่นางซุนที่เย่อหยิ่งมาโดยตลอดก็ยังพยักหน้าเห็นด้วย มีสิ่งนี้อยู่ คนหนึ่งสามารถเย็บเสื้อผ้าออกมาได้วันละสิบตัวก็ไม่ใช่ปัญหา!
“พี่สะใภ้สาม สมองท่านเป็นเช่นไรกัน เหตุใดถึงฉลาดหลักแหลมได้ถึงเพียงนี้เจ้าคะ!”
ลู่กุ้ยหลานเดินเข้าไปจับศีรษะเหอจิ่วเหนียงสำรวจอย่างตั้งใจ
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้หรอกกระมัง!
ส่วนโยวยาโถวยิ่งไม่ต้องพูดถึง นางชื่นชมและศรัทธาเหอจิ่วเหนียงมาโดยตลอด เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ยกนิ้วโป้งชื่นชมพร้อมตะโกน “ท่านอาสะใภ้สาม ท่าน ท่านคือเทพสำหรับข้าเลยเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ เด็กน้อยคนนี้ก็อินเทรนด์เหมือนกันนะเนี่ย!
หลังจากได้รับการยกยอปอปั้นไปยกใหญ่ ในที่สุดก็ถึงคราวนางซุนออกมาพูดบ้างแล้ว
“พวกเจ้าทุกคนคงรู้ดีว่าเรื่องตระกูลต่งก่อนหน้านี้ สะใภ้สามเป็นคนจัดการไปแล้ว ตอนนี้นางก็ทำของสิ่งนี้ขึ้นมาอีก ครอบครัวเราเป็นครอบครัวเดียวที่มีของสิ่งนี้! ทางที่ดีพวกเจ้าทุกคนควรคิดได้บ้าง อย่าคิดว่าสะใภ้สามจะต้องเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่าง พวกเจ้าแต่ละคนก็ควรรู้จักเรียนรู้ที่จะเติบโต สะใภ้สามช่วยพวกเจ้าได้เพียงแค่ครั้งคราวเท่านั้น ไม่อาจช่วยพวกเจ้าไปได้ตลอดชีวิต หากใครกล้าพูดจาตำหนิข้าจะเป็นคนตีหัวมันแล้วไล่ออกจากบ้านเอง!”
เมื่อก่อนนางซุนแอบแสดงความลำเอียง แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนมาลำเอียงอย่างโจ่งแจ้งแล้ว อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็สร้างประโยชน์มากมายให้ทุกคนในครอบครัว และทุกคนล้วนประจักษ์ดีอยู่แล้ว
“ท่านแม่ ดูสิ ท่านพูดอะไรออกมา เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พวกเราสมควรทำกันอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ท่านเลยที่ควรดีต่อน้องสะใภ้สามกับโก่วเอ๋อร์ พวกเราทุกคนเองก็ควรดีต่อสะใภ้สามและโก่วเอ๋อร์ด้วยอยู่แล้ว นางก็คือน้องสาวแท้ๆของข้า!”
นางหยูแสดงความจงรักภักดีออกมาทันที นางชื่นชมศรัทธาเหอจิ่วเหนียงมาตั้งนานแล้ว คำพูดที่นางซุนพูดมานั้นล้วนเป็นสิ่งที่นางจดจำเอาไว้ในใจและมักพูดอยู่เสมออยู่แล้ว
นางฉินเป็นคนเรียบง่ายและไร้เดียงสา นางพยักหน้าเห็นด้วยแล้วกล่าว “แต่ท่านแม่ก็ทำไม่ดีกับน้องสะใภ้สามนะเจ้าคะ ท่านยังตีนางอยู่เลย! น้องสะใภ้สามเก่งกาจถึงเพียงนั้น ทำเรื่องดีๆมากมายเพื่อครอบครัว ท่านก็อย่าได้ลงไม้ลงมือกับนางอีกเลยนะเจ้าคะ พวกเราเห็นแล้วรู้สึกไม่ดีเลยเจ้าค่ะ!”
นางซุนคิดในใจ นี่ตัวตลกกลับเป็นข้าเองหรือนี่!
“ฮ่าๆๆ!” เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเสียงดังออกมาทันที มองไปที่นางซุนอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มยียวน “ท่านสุภาพสตรีซุน ได้ยินหรือยังเจ้าคะ คราวหน้าก็เลิกลงไม้ลงมือกับข้าได้แล้วเจ้าค่ะ!”
“ชมเจ้าไปเพียงประโยคสองประโยคเจ้าก็ได้ใจใหญ่เชียวนะ!”
นางซุนยื่นมือจะตีนางอีก แต่เหอจิ่วเหนียงวิ่งหนีไปแล้ว
และแล้วจักรเย็บผ้าเครื่องแรกก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เช้าวันต่อมา เหอจิ่วเหนียงเอาแต่ใจไม่ไปโรงหมอ แต่อยู่สอนให้พวกผู้หญิงในบ้านใช้จักรเย็บผ้า อย่างไรนี่ก็คือเครื่องจักร หากไม่ระวังอาจทำให้บาดเจ็บได้ ส่วนคนงานคงต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนถึงจะใช้งานได้
โชคดีที่หญิงสาวในยุคสมัยนี้มีฝีมือในทางปฏิบัติมาก พวกนางดูเหอจิ่วเหนียงทำเพียงแค่ไม่กี่ครั้งก็สามารถสรุปจากเรื่องหนึ่งและอนุมานไปทำอย่างอื่นได้แล้ว โดยเฉพาะนางหยู ความสามารถในการเรียนรู้นั้นเยี่ยมสุดๆ แค่เวลาช่วงเช้าฝึกฝนซ้ำๆอยู่หลายครั้งก็เริ่มชำนาญแล้ว
ในช่วงบ่าย พวกผู้หญิงในบ้านก็ไปสอนคนงานหญิงที่โรงงาน การเรียนรู้ต้องใช้เวลา ส่งผลให้การตัดเย็บเสื้อผ้าของแต่ละวันล่าช้าไปด้วย และระหว่างการฝึกอบรมจะไม่มีการจ่ายเงินค่าแรงเพิ่ม เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกลังเล รู้สึกว่าหากทำเช่นนี้จะทำให้การสร้างรายได้ของพวกเขาล่าช้าลง
ผู้ที่ยังคงให้ความร่วมมือมากที่สุดก็ยังคงเป็นซุ่ยเอ๋อร์กับนางฉี พวกนางเป็นสองคนแรกที่ก้าวออกมา
จักรเย็บผ้าถูกย้ายมาไว้ในโรงงานแล้ว อยู่ตรงจุดแรกของประตูทางเข้า ทุกคนสามารถมองเห็นได้ เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการตัดเย็บเสื้อผ้าจึงไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจ
นางหยูทดลองให้ซุ่ยเอ๋อร์กับนางฉีดูก่อน จากนั้นได้ยินทั้งสองอุทานออกมา “รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ใช่แล้ว แต่เจ้าสิ่งนี้ก็อันตรายมากเหมือนกัน ต้องระวังความปลอดภัยให้มาก”
นางหยูทดลองทำให้ดูสองครั้ง อธิบายรายละเอียดต่างๆให้พวกนางฟังก่อนจะให้พวกนางทดลองด้วยตัวเอง และสิ่งที่ได้รับกลับมานั้นสร้างความประหลาดใจอย่างมาก
“ด้วยความเร็วเช่นนี้ ข้าสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าได้หลายตัวภายในวันเดียวเลยละ! สะดวกมาก แถมไม่ต้องเมื่อยมืออีกด้วย!”
เสื้อนวมขนสัตว์ล้วนเป็นเสื้อผ้าที่ใช้ในฤดูหนาว การตัดเย็บจึงค่อนข้างหนา บางจุดก็เย็บยาก ทำทั้งวันมือทั้งล้าทั้งปวด แต่มีเครื่องจักรนี่ เพียงแค่เลื่อนผ้าไปมาเล็กน้อยและใช้มือกดไว้สองข้าง ควบคุมความเร็วและแนวเย็บให้ดีก็ได้แล้ว!
ได้ยินทั้งสองอุทานออกมาคนอื่นก็เริ่มนั่งไม่ติด ดังนั้นจึงวางงานในมือลงและพากันมามุงดู เมื่อเห็นผลงานก็ตกใจจนอ้าปากค้าง
“นี่มัน…นี่มันมีสิ่งที่ยอดเยี่ยมเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?”
“รวดเร็วยิ่งนัก เร็วจนตาข้าลายไปหมดแล้ว ข้ายังไม่ทันตั้งตัวก็เย็บเสร็จแล้วหรือนี่!”
“ขอข้าลองหน่อยๆ!”
จากที่ตอนแรกทุกคนบ่น ตอนนี้ต่างเรียกร้องขอลอง หากไม่ใช่เพราะเหอจิ่วเหนียงอยู่ตรงนี้ด้วยละก็ พวกนางคงเข้าไปแย่งชิงกันแล้ว
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองนางหยูเพื่อให้นางเป็นคนพูดในฐานะตัวแทน
นางหยูได้รับกำลังใจจึงพยักหน้า “พลังของเครื่องจักรนี่ทุกคนล้วนได้เห็นกันแล้ว ต่อไปโรงงานของเราจะใช้ของล้ำค่านี้ ทุกคนตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาวันละสิบตัวก็ไม่ใช่ปัญหา กฎเดิม เรื่องนี้ห้ามบอกคนนอกเด็ดขาด พรุ่งนี้ข้าจะนำสัญญาอีกฉบับมาให้ทุกคนลงนาม หากใครเปิดเผยให้เรื่องนี้รั่วไหล จะถูกชดใช้ด้วยเงิน และถูกไล่ออกทันที และจะไม่มีทางได้ทำงานที่นี่อีก
อีกเรื่อง ในเมื่อมีเครื่องจักรนี้แล้ว ความเร็วในการตัดเย็บก็จะรวดเร็วขึ้น ค่าแรงก็จะไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว เสื้อผ้าแต่ละตัวจะลดค่าแรงตัวละสองอีแปะ หากตัดเย็บได้เยอะก็จะได้เงินเยอะ ตัดเย็บได้สิบตัว ก็จะได้ค่าแรงยี่สิบอีแปะ สามารถทำรายได้ได้มากกว่าก่อนหน้ามากเลยทีเดียว!
ตอนนี้มีเครื่องจักรแค่เครื่องเดียว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปแบ่งกลุ่มกลุ่มละห้าคนเพื่อเรียน ทุกคนต้องเรียน หากใครเรียนแล้วทำไม่ได้จริงๆ พวกข้าจะสอนเป็นรายบุคคล มันไม่ยากหรอก ตราบใดที่พวกเจ้าตั้งใจ จะต้องทำได้แน่นอน!”
กล่าวจบ นางหยูก็โบกมือ ซุ่ยเอ๋อร์และนางฉีเลือกคนงานอีกสามคนมาเข้ากลุ่ม และกลุ่มนี้ก็คือกลุ่มแรกที่จะได้ฝึกอบรมในวันนี้
เหอจิ่วเหนียงเห็นเรื่องในโรงงานถูกจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบเช่นนี้ก็ไม่ได้แทรกมือเข้าไปยุ่ง นางจึงหันหลังเดินกลับไป
กลุ่มช่างปักฝีมือที่เชิญมาอาศัยอยู่ในที่พักข้างๆโรงงาน เมื่อรู้ว่าครอบครัวลู่มีของดี พวกนางจึงยอมใช้เวลาในตอนกลางคืนเรียนรู้มัน
ช่วงที่อยู่กับครอบครัวลู่ พวกนางหาเงินได้มากกว่าตอนที่อยู่ร้านปักในอำเภอหลายเท่า สิ่งที่สำคัญคือพวกนางเข้ากับคนครอบครัวลู่ได้ดี และไม่ทำให้พวกนางลำบากใจ พวกนางยินดีที่จะเรียนรู้ อย่างไรเสีย ไม่ว่าใครก็อยากเก็บเงินให้มากๆ เพื่อฉลองวันปีใหม่กันทั้งนั้น
ตอนที่ 164: มีคนสุขย่อมมีคนทุกข์
นางหยูพูดถูก ตราบใดที่ยอมเรียนรู้ฝึกฝน ก็ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้
ที่สำคัญ ของสิ่งนี้ไม่ได้ยากมาก ทุกคนผลัดกันเรียนรู้ หลังจากเรียนรู้วิธีการใช้งานได้แล้วก็เริ่มเย็บแบบง่ายๆ แน่นอนว่าการฝึกนี้นำเศษผ้าที่เหลือมาใช้
ไม่เกินเจ็ดถึงแปดวัน ดูเหมือนว่าทุกคนใช้งานเป็นแล้ว เพียงแต่มีบางคนที่ทำได้เร็ว และบางคนที่ทำได้ช้า
เมื่อความต่างนี้เกิดขึ้น ทุกคนก็มีใจที่จะแข่งกันกัน ไม่มีใครอยากเป็นคนที่แย่ที่สุดคนนั้น ผู้ที่ทำค่อนข้างช้ายินดีเลิกงานช้ากว่าคนอื่นเพื่ออยู่ฝึกฝนต่อ เช่นนี้ก็สามารถเพิ่มความชำนาญให้ตัวเองมากขึ้น
หลังจากที่ได้ใช้เครื่องจักรนี้ ทุกคนก็เริ่มขยาดการเย็บด้วยมืออันเชื่องช้า แต่ละวันเอาแต่ถามว่า เมื่อไรจะถึงคราวใช้เครื่องจักรของตนเอง
ดังนั้นจึงเป็นผลที่ทำให้กดดันไปถึงช่างตีเหล็ก
อันที่จริงหลังจากทำเครื่องแรกสำเร็จ เครื่องต่อมาก็ทำได้ง่ายแล้ว ประเด็นสำคัญนั่นก็คือ ลู่เหอหรงทำตามคำสั่งของเหอจิ่วเหนียงโดยหาช่างตีเหล็กคนอื่นๆสร้างมันขึ้นมาด้วย ความเร็วช้าของแต่ละคนไม่เท่ากัน ชิ้นส่วนไม่ครบครัน ดังนั้นจึงไร้หนทางที่จะประกอบได้
ลู่เหอหรงจึงทำได้เพียงไปหาช่างตีเหล็กทุกวันเพื่อนำชิ้นส่วนที่สร้างเสร็จบางส่วนกลับมา และให้พวกผู้ชายที่บ้านประกอบ
อาการบาดเจ็บของจางซงดีขึ้นมากแล้ว อย่างน้อยก็นั่งประกอบชิ้นส่วนได้ไม่มีปัญหา ส่วนลู่เสี่ยวหยางอย่างไรเขาก็ยังหนุ่มยังแน่น เขาออกไปขายเสื้อผ้ากับเหลียนฮวาตั้งแต่เช้าแล้ว
พวกผู้ชายในบ้านยุ่งกับงานทุกวัน ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่จัดการขนสัตว์เรียบร้อย จากนั้นก็มาเรียนรู้การประกอบจักรเย็บผ้าจากโก่วเอ๋อร์ต่อ
ถูกต้อง เรียนรู้จากโก่วเอ๋อร์!
เหอจิ่วเหนียงจะไปโรงหมอ ไม่มีเวลาสอน โก่วเอ๋อร์เป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับการรับรองว่าสามารถประกอบจักรเย็บผ้าได้ ดังนั้นเขาจึงรับภาระหน้าที่อันสำคัญนี้
เขาชอบประกอบชิ้นส่วนเล็กๆชิ้นส่วนใหญ่ๆขึ้นมาหน่อยมันหนักเขาหยิบขึ้นมาไม่ไหว จึงสอนให้ท่านอากับท่านลุงเป็นคนประกอบ
นางซุนให้เงินค่าแรงเขาด้วย วันละสามสิบอีแปะ หลายวันผ่านไปโก่วเอ๋อร์จึงได้เงินไม่น้อยเลย
โชคดีที่บรรดาเด็กๆในครอบครัวลู่ไม่เพียงแค่โก่วเอ๋อร์เท่านั้นที่มีเงินเก็บส่วนตัว เหลียนฮวา โยวยาโถว ซานยาโถวเด็กผู้หญิงสามคนนี้ก็มีเช่นกัน เหลียนฮวามีหน้าที่ออกไปขายเสื้อผ้า ส่วนโยวยาโถวกับซานยาโถวมีหน้าที่เรียนการเย็บปักถักร้อยกับช่างปักฝีมือที่โรงงาน
การปักลวดลายเป็นงานฝีมือ เสื้อผ้าที่สั่งตัดพิเศษบางชิ้นจำเป็นต้องปักลวดลายต่างๆลงไป และนี่ก็เป็นค่าแรงเพิ่มเติม
เนื่องจากซานยาโถวมีความสนใจด้านนี้อยู่แล้ว จึงเรียนรู้ค่อนข้างเร็ว ภายในระยะเวลาสั้นๆสองถึงสามเดือนนางก็สามารถปักลวดลายบุปผาได้แล้ว ส่วนโยวยาโถว แม้นางไม่ได้สนใจมากนักแต่อย่างไรนางก็โตกว่าซานยาโถว การเรียนรู้นับว่ารวดเร็วมาก โดยเฉพาะตราบใดที่ทั้งสองตั้งใจเรียนและปักลวดลายได้ ท่านย่าก็จะให้เงินพวกนางด้วย เช่นนี้ก็ยิ่งกระตุ้นให้พวกนางทั้งสองมีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น
ส่วนนักเรียนสามคน นับตั้งแต่ที่บ้านให้เงินค่าขนม ขอเพียงแค่พวกเขาตั้งใจสอนอ่านเขียนตัวหนังสือและตัวเลขให้คนในครอบครัวทุกคืน ทุกคนก็จะได้รับเงินค่าขนมคนละสามอีแปะ แม้จะไม่ได้เป็นเงินที่มาก แต่ก็ช่วยเป็นกำลังใจให้พวกเขาได้
โดยเฉพาะหูจื่อ ช่วงนี้เขายังไปรับจ้างคัดลอกตำราที่ร้านขายตำราอีกด้วย
การคัดลอกตำราเป็นงานสร้างรายได้ที่นักเรียนหลายคนทำกัน การคัดลอกตำราหนึ่งเล่มสามารถประมวลความรู้ที่ได้เรียนมา และยังสามารถสร้างรายได้ได้อีกด้วย จึงเป็นงานที่นิยมกันมากในหมู่นักเรียน
คัดตำราหนึ่งเล่มทำเงินได้หกสิบถึงสองร้อยอีแปะ โดยราคาขึ้นอยู่กับความสวยของตัวหนังสือ สวยมากราคาก็สูง ตำราที่คัดออกมาธรรมดาก็จะราคาต่ำ และหากคัดออกมาลายมือแย่มากจริงๆ ก็อาจทำเงินไม่ได้เลย
นักเรียนทั้งสามอายุยังน้อย อีกอย่างก็เพิ่งเข้าศึกษาได้ไม่นาน แม้ว่าพวกเขาจะตั้งใจเรียนมาก แต่งานเขียนของพวกเขายังไม่ถึงกับเป็นที่น่าพอใจ แม้แต่พี่คนโตสุดอย่างเหลยจื่อในตอนนี้ ระดับงานเขียนก็อยู่ที่ราคาหกสิบอีแปะเท่านั้น
แต่นี่ก็นับว่าไม่เลวแล้ว พวกเขาทั้งสามจึงทำข้อตกลงกันขึ้นมา
หากเหลยจื่อรับงานคัดลอก กลับบ้านมาตอนค่ำก็คัดลอกตำราไป เจี๋ยจื่อกับหูจื่อจะรับหน้าที่สอนหนังสือให้คนในบ้านเอง จากนั้นนำเงินที่ทั้งสามคนหามาได้รวมกัน และสุดท้ายนำมาแบ่งเท่าๆกัน
ทุกคนในครอบครัวล้วนกำลังหาเงิน ความสนใจและความกระตือรือร้นสูงมากจริงๆ
โรงงานของครอบครัวลู่ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านร่ำรวยขึ้น ชาวบ้านหลายครอบครัวล้วนมีความสุขมาก วันปีใหม่ปีนี้ครอบครัวจะได้เลี้ยงฉลองกันอย่างอิ่มหนำสำราญ แต่ก็มีบางครอบครัว ที่แม้แต่ข้าวก็ยังไม่มีจะกิน
อย่างเช่นครอบครัวของเฉียนต้าหนิว
เดิมทีครอบครัวของเฉียนต้าหนิวก็ไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยอยู่แล้ว นอกจากนี้คนในครอบครัวมีกันแค่ไม่กี่คน อีกอย่าง คนในครอบครัวก็ค่อนข้างขี้เกียจสันหลังยาว
โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดเรื่องของลู่เสี่ยวหยาง นางหลี่โกรธเฉียนเถี่ยซู่หนักมาก นับตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่ช่วยงานในเรือกสวนนาไร่อีกเลย
เฉียนเถี่ยซู่จิตใจว้าวุ่น รู้สึกว่าการดูแลอยู่คนเดียวเช่นนี้มันน่าเบื่อ เขาจึงเริ่มปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ดังนั้นพืชผลในที่นาจึงถูกปล่อยทิ้งร้างไปจำนวนมาก พืชผลที่ทำได้ก่อนหน้านี้ก็ไม่เก็บเกี่ยวจนสูญเปล่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ จากครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้วก็ยิ่งตกอับ
ขาของเฉียนต้าหนิวบาดเจ็บ เขาจึงอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว คนในครอบครัวยังมีปากเสียงกันทุกวี่ทุกวันอีก บ้านแทบจะแตกอยู่แล้ว
“ไร่นาพวกนั้น ถ้าไม่คิดจะทำอะไรก็ขายไปให้หมดเถอะ ข้ายังหนุ่ม หากขาพิการไป ต่อไปจะแต่งงานได้อย่างไร?”
เรื่องขายที่นา เฉียนต้าหนิวครุ่นคิดมานานมากแล้ว แต่นางหลี่กับเฉียนเถี่ยซู่ยืนกรานไม่ขาย และเรื่องก็ลากมาจนถึงทุกวันนี้
ครอบครัวในตอนนี้อย่าว่าแต่เงินเก็บเลย แม้แต่เสบียงอาหารก็ไม่มีแล้ว หากเอาแต่เฝ้าที่ดินไม่กี่แปลงนี้ เกรงว่าครอบครัวสามพ่อแม่ลูกคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงปีใหม่แน่
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรออกมา ที่นาเปรียบเสมือนชีวิตของครอบครัวเรา ข้าจะไปขอยืมเสบียงจากครอบครัวพี่สาวคนโตกับครอบครัวพี่รองของเจ้ามาบางส่วน อดทนผ่านฤดูหนาวนี้ไปให้ได้ เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิเราต้องมีชีวิตที่ดีได้อย่างแน่นอน”
นางหลี่ปฏิเสธออกมาทันที พืชผลส่วนใหญ่ในที่นาเสียหายไปก่อนหน้านี้นางก็ปวดใจจะแย่อยู่แล้ว หากก่อนหน้านี้ไม่ทะเลาะกับตาเฒ่าบ้านี่เรื่องก็คงไม่มาถึงขั้นนี้ หลังจากเกิดเรื่องขึ้นก็นึกเสียใจ เพียงแต่บนโลกใบนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจทีหลังให้กินก็เท่านั้น
“พวกท่านเอาแต่พูดว่าจะไปหาครอบครัวพี่ใหญ่ครอบครัวพี่รองทุกวัน พวกท่านเห็นพวกนางเคยกลับมาซะที่ไหนกัน เรื่องที่ข้าบาดเจ็บก็บอกพวกนางไปตั้งนานโขแล้ว อย่าว่าแต่จะยืมเงินเลย แม้แต่เงาก็ไม่เคยมาให้เห็น พวกท่านดูขาข้าสิ ดูสิว่ามันนานเพียงใดแล้วยังอยู่ในสภาพบ้านี่อยู่เลย! ต่อไปหากข้าแต่งงานไม่ได้จะทำเช่นไร พวกท่านไม่อยากมีหลานชายกันแล้วใช่หรือไม่?”
บุตรสาวสองคนของตระกูลเฉียนที่แต่งงานออกไปแล้วยังกตัญญูต่อพ่อแม่อยู่ ออกเรือนไปหลายปีแล้วก็ยังให้เงินช่วยเหลือครอบครัวพ่อแม่ตัวเองอยู่บ่อยครั้ง
แต่ในยุคสมัยนี้ หากบุตรสาวที่ออกเรือนไปแล้วเอาข้าวของเงินทองของพ่อแม่สามีมาเลี้ยงดูครอบครัวพ่อแม่ตัวเองตลอดจะถูกดุด่าและถูกนินทาลับหลัง ดังนั้นสองปีหลังมานี้ บุตรสาวทั้งสองของตระกูลเฉียนจึงไปมาหาสู่กับครอบครัวพ่อแม่น้อยลง
น้อยลงจนถึงขั้นที่เฉียนต้าหนิวบาดเจ็บมานานก็ยังไม่มาเยี่ยมเลยสักครั้ง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ในใจของนางหลี่ก็รู้สึกเจ็บปวด ที่เขาว่ากันว่าบุตรสาวที่ออกเรือนไปแล้วก็เหมือนน้ำที่ถูกสาดออกไป คำพูดนี้ไม่ผิดเลยจริงๆ เห็นได้ชัดว่าบุตรสาวทั้งสองไม่อยากไปมาหาสู่กับครอบครัวพ่อแม่ตัวเองแล้ว น้องชายเพียงคนเดียวของพวกนางบาดเจ็บจนสภาพเป็นเช่นนี้ก็ไม่เห็นพวกนางนำสิ่งของหรือเงินกลับมาเยี่ยมเลย
คิดได้เช่นนี้ก็รู้สึกว่าบุตรชายนี่แหละเป็นคนที่พึ่งพาได้ที่สุด พลันนั้นในใจก็เริ่มเกิดความลังเล หันไปมองเฉียนเถี่ยซู่ และกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงอยากปรึกษา
“ตาเฒ่า เพื่อลูกชายของเรา เจ้าว่า…”
ตอนที่ 165: เมียข้าคือผู้ดูแลจัดการเรื่องในบ้าน
เห็นได้ชัดว่าเฉียนเถี่ยซู่กำลังขบคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แม้เขาไม่ได้เป็นคนรักษาหน้าตาเท่าไรนัก แต่ก็ไม่อยากไปวุ่นวายที่บ้านบุตรสาวจนดูน่าเกลียด หากชีวิตของบุตรสาวย่ำแย่ก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อพวกเขาเลย
นึกถึงที่นารกร้างเหล่านั้นของครอบครัว แม้จะรู้สึกเสียดายมาก แต่มันก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องรักษาขาของบุตรชายให้หาย นี่ต่างหากเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
“จะขายก็ขายเถอะ แต่จะขายให้ใครล่ะ?”
เฉียนเถี่ยซู่ถอนหายใจออกมา แม้จะมีทางเลือกหนึ่งอยู่ในใจ แต่ก็ไม่อยากขายให้ครอบครัวนั้นเลย
เฉียนต้าหนิวโพล่งออกมา “ครอบครัวลู่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนั่นถามหาจะซื้อที่นาอยู่ไม่ใช่หรือ ขายให้พวกเขาไปก็สิ้นเรื่องแล้ว!”
เขาไม่สนใจคิดอะไรซับซ้อน อย่างไรเสียขอแค่ได้เงินมาก็พอแล้ว
“นั่นน่ะสิ คนในหมู่บ้านที่อยากซื้อที่นา อีกทั้งยังมีเงินพร้อมก็มีแค่ครอบครัวนั่น สู้ไปถามสักหน่อยดีหรือไม่?”
นางหลี่ถูกทรมานจนจนมุม นางจึงไม่อวดดีเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
สาเหตุหลักก็คือบุตรชายบาดเจ็บจนกลายเป็นคนพิการเช่นนี้แล้ว ยังถูกชาวบ้านในหมู่บ้านหัวเราะเยาะอีก และครอบครัวก็ลำบากยากแค้นมากจริงๆ ต่อให้ไม่ยอมก็ต้องยอมแล้ว
เฉียนเถี่ยซู่ยังไม่ยอมลดตัวให้ครอบครัวลู่ง่ายๆ “คืนนี้ข้าจะไปถามที่บ้านผู้นำหมู่บ้านดู”
…...
กลางคืน
ขณะที่ครอบครัวลู่กำลังรวมตัวกันเรียนหนังสือเฉกเช่นทุกวัน จู่ๆ แขกที่ไม่ได้รับเชิญก็มาหา ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นสองสามีภรรยาแซ่เฉียนนั่นเอง
พวกเขาไปบ้านผู้นำหมู่บ้านมาแล้ว แต่เมื่อผู้นำหมู่บ้านได้ยินว่าพวกเขาจะขายที่นาก็บอกให้มาที่บ้านครอบครัวลู่ทันที
ในหมู่บ้านมีที่นาน้อย ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนก็ครองที่นากันไม่มาก ดังนั้นชาวบ้านทุกครอบครัวล้วนแต่อยากได้ที่นากันทั้งนั้น เพียงแต่ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อได้
ดังนั้นหลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน เฉียนเถี่ยซู่จึงแบกหน้าหนาๆมาที่บ้านครอบครัวลู่
“พวกเจ้ามาทำอะไร?”
สมาชิกครอบครัวลู่กำลังนั่งเรียนหนังสือกันอยู่ในลานบ้าน บรรยากาศคึกคักและเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
นางซุนเป็นผู้นำของผู้หญิง ผู้เฒ่าลู่เป็นผู้นำของผู้ชายกำลังแข่งขันกันอย่างสุดกำลังด้วยความครึกครื้น จากการถูกบังคับให้เรียนในตอนแรก กลายเป็นความกระตือรือร้นเองในตอนนี้ ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ธรรมดาเลย
สาเหตุหลักก็คือ มันทำให้การค้าของครอบครัวดีขึ้นเรื่อยๆ ได้คบค้าสมาคมกับผู้คนมากขึ้น จากนิสัยที่พูดจาไม่ค่อยเป็นในเมื่อก่อนกลายเป็นพูดจาคล่องว่องไว
อีกอย่าง พวกเขาค้นพบว่า การเรียนรู้ที่มากขึ้น ทำให้ฝีปากของพวกเขาดีขึ้นด้วย เวลาขายเสื้อผ้าก็สามารถเกลี้ยกล่อมลูกค้าจนลูกค้าอึ้งไปได้เลย
การเรียนรู้สามารถสร้างรายได้ได้ ประโยคนี้ฝังลึกอยู่ในใจของคนครอบครัวลู่
และด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นสองสามีภรรยาตระกูลเฉียนมา สีหน้าของทุกคนจึงเผยความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้มาได้ผิดเวลามากที่มารบกวนเวลาเรียนของพวกเขาเช่นนี้!
สองสามีภรรยาเฉียนกลับคิดว่าคนในครอบครัวนี้สติฟั่นเฟือนกันไปหมดแล้ว เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นแค่ชาวนาบ้านนอกยังจะเรียนตำราเลียนแบบพวกนักปราชญ์ ช่างตลกสิ้นดี ครอบครัวพวกเขาจะสอบเคอจวี่เป็นขุนนางกันทั้งครอบครัวหรืออย่างไร
อีกอย่าง พวกผู้ชายเรียนก็ช่างเถอะ แต่ผู้หญิงเรียนไปจะมีประโยชน์อะไร ต่อให้เรียนดีเพียงใด สุดท้ายก็ต้องแต่งงานออกเรือนอยู่ดี
“เออะ เอ่อ นี่ๆ พี่ชายลู่ ข้าขอคุยด้วยหน่อยสิ”
นางซุนเห็นพวกเขาสองสามีภรรยาสีหน้าก็เย็นชาทันที ตอนนี้ยังคิดจะเรียกผู้เฒ่าลู่ไปคุยอีก นี่หมายความว่าไม่ได้เห็นนางอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“มีเรื่องอะไรก็พูดกับข้า!”
นางซุนเข้าไปขวางหน้าสามีทันที สองมือเท้าสะเอว ดวงตาจับจ้องแขกไม่ได้รับเชิญ
“นี่…”
เฉียนเถี่ยซู่จ้องหน้านางซุนด้วยความไม่พอใจ ผู้ชายกำลังพูดคุยกันอยู่ ผู้หญิงอย่างนางจะเข้ามาแทรกด้วยเหตุใดกัน
แต่เขาไม่กล้าพูดออกมา อย่างมากก็ทำได้แค่สบถด่าในใจ
ส่วนนางหลี่ไม่ได้คิดอะไร แค่กลอกตามองบนและกล่าว “หัวหน้าครอบครัวของข้าจะคุยธุระสำคัญกับหัวหน้าครอบครัวเจ้า พูดกับเจ้าจะได้เรื่องอะไรล่ะ?”
นางซุนง้างมือจะตบนางหลี่ แต่นางหยูเข้ามาห้ามไว้เสียก่อน เพราะกลัวแม่สามีจะโมโหจนเสียสุขภาพ
นางหลี่ตกใจรีบหลบไปอยู่ด้านหลังของเฉียนเถี่ยซู่ ภาพเหตุการณ์ที่นางถูกพวกผู้หญิงครอบครัวลู่รุมตบตียังฝังอยู่ในหัวนางอยู่เลย ดังนั้นนางจึงไม่กล้าพูดมากแล้ว
ผู้เฒ่าลู่กล่าวกับเฉียนเถี่ยซู่ “มีเรื่องอะไรเจ้าก็พูดมาเถอะ ครอบครัวข้า เมียข้าเป็นคนดูแลจัดการเรื่องทุกอย่างในบ้าน”
ท่าทางของอีกฝ่ายเหมือนไม่ได้มาหาเรื่องแต่อย่างใด ผู้เฒ่าลู่จึงค่อนข้างที่จะพูดดีกับพวกเขา
เฉียนเถี่ยซู่เหลือบมองเขาอย่างเคลือบแคลง ในฐานะผู้ชาย ชายชราผู้นี้ไม่อายบ้างเลยหรือ ให้ผู้หญิงดูแลจัดการเรื่องในครอบครัวก็ว่าขายหน้ามากพออยู่แล้ว ยังมีหน้าพูดออกมาเช่นนี้อีก
แต่เขาไม่ได้โง่จนถึงขั้นพูดความคิดเหล่านี้ออกมา เพียงแค่เอ่ยถาม “ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวของเจ้าหาซื้อที่นามาโดยตลอด พอดีครอบครัวข้ามีที่นาไม่กี่หมู่ที่ต้องการขาย ก็เลยมาถามว่าสนใจหรือไม่”
นับตั้งแต่ครอบครัวลู่เข้ามาลงหลักปักฐานในหมู่บ้านอันผิงก็อยากซื้อที่นามาโดยตลอด แต่ชาวบ้านแต่ละครอบครัวก็มีที่นาไม่พออยู่แล้วจึงไม่ยอมขาย ดังนั้นเรื่องซื้อที่นาจึงถูกพับเก็บไปชั่วคราว
ทว่าตอนนี้ตระกูลเฉียนเป็นฝ่ายมาเสนอขายให้ถึงที่ ทุกคนจึงตื่นเต้นกันมาก ตระกูลเฉียนเป็นคนในพื้นที่ ที่นาในหมู่บ้านแบ่งตามจำนวนผู้ชายที่มีในครอบครัวคนละสิบหมู่ ครอบครัวพวกเขามียี่สิบหมู่ ทั้งยังอยู่ที่ริมหมู่บ้าน ระยะทางใกล้มาก สะดวกและง่ายต่อการดูแล
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้อยู่ในกลุ่มเรียนตำรา ในเวลานี้ของทุกคืนยากนักที่นางจะมีเวลาว่าง นางบอกว่าต้องอ่านตำราแพทย์อยู่ในห้อง แต่ความจริงแล้วนางเอนกายพักผ่อนอยู่ ในแต่ละวันก็มีแค่เวลานี้แล้วที่เป็นเวลาส่วนตัวที่สุด
ได้ยินเสียงของสองสามีภรรยาตระกูลเฉียน ตอนแรกคิดว่าพวกเขามาหาเรื่องนางจึงออกมาดู ใครจะคิดว่าพวกเขามาขายที่นา นางจึงยืนดูอยู่เงียบๆข้างนางซุน
“พวกเจ้าจะขายเท่าไร หมู่หนึ่งขายราคาเท่าไร?”
เห็นแก่ที่นา นางซุนจึงสงบศึกชั่วคราว
ไม่คิดว่านางหลี่จะพูดอย่างไม่คิด เมื่อได้ยินว่าครอบครัวลู่อยากซื้อ นางก็โพล่งออกมาทันที “สิบตำลึง!”
สีหน้าคนครอบครัวลู่เคร่งขรึมทันที ขายราคานี้เข้ามาปล้นเลยเถอะ!
นางซุนหัวเราะเยาะ “ห้าตำลึง!”
นางหลี่จ้องเขม็ง “เก้าตำลึง!”
“สี่ตำลึง!”
นางหลี่ร้อนใจทันที เหตุใดถึงได้ลดลงเรื่อยๆล่ะ!
เฉียนเถี่ยซู่ก็ร้อนใจเช่นกัน นางหลี่ยื่นนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ออกมาเป็นสัญลักษณ์เลขแปด “แปด แปดตำลึง ต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว!”
“สามตำลึง!”
สองสามีภรรยาเฉียน “…”
เหอจิ่วเหนียงยืนอยู่ด้านหลังนางซุน ลอบยกนิ้วโป้งชื่นชม
ท่านสุภาพสตรีซุน สมกับที่เป็นสุภาพสตรีซุนจริงๆ!
“ไม่สิ นี่พวกเจ้ายังมีความจริงใจหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่?”
เฉียนเถี่ยซู่จ้องเขม็งไปที่ผู้เฒ่าลู่ ชายชรายิ้มอย่างเย็นชา “คนที่ไม่จริงใจคือพวกเจ้าต่างหาก สามตำลึง จะขายหรือไม่ก็ตามใจ!”
แม้ผู้เฒ่าลู่จะเป็นคนพูดน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะหลอกเขาได้ง่ายๆ
ราคาที่ดินที่บ้านเกิดของเขา อย่างมากก็แค่หมู่ละหนึ่งตำลึง ในที่แห่งนี้เป็นสิ่งหายากและราคาแพง สามตำลึงนับว่าเป็นราคาที่สูงมากแล้ว
ไม่รู้คนตระกูลเฉียนเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้เรียกราคาสิบตำลึง เห็นพวกเขาเป็นคนโง่หรืออย่างไร
“นะ นี่ๆๆ…”
“ถ้าพวกเจ้าคิดว่าราคาไม่เหมาะสม เรามาต่อรองราคากันใหม่ได้…”
สองสามีภรรยาเฉียนตื่นตระหนกเล็กน้อย ในหมู่บ้านก็มีแค่ครอบครัวลู่เท่านั้นที่สามารถซื้อได้ หากพลาดไปคงหาคนซื้อไม่ได้แล้ว
“ไม่มีอะไรต้องต่อรองแล้ว พวกเราให้ได้แค่สามตำลึง หากพวกเจ้าไม่ตกลง ก็ไปขายคนอื่น”
ในขณะที่กล่าว ครอบครัวลู่ก็เตรียมปิดประตูส่งแขก พวกเขาไม่ปล่อยให้สามีภรรยาคู่นี้ทำอะไรได้ตามอำเภอใจแน่นอน
พูดไม่คิด ทั้งยังรบกวนเวลาเรียนของพวกเขาอีก!
“นี่พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าที่ดินในหมู่บ้านอันผิงมันมีน้อย ถึงได้แพงเช่นนี้อย่างไรเล่า!”
เฉียนเถี่ยซู่จับประตูไว้แน่น ไม่ยอมให้คนครอบครัวลู่ปิดประตูได้
ตอนที่ 166: คนรวยที่โง่ไม่ได้มีมากนัก
“ที่ดินมีน้อยจริง แต่คนซื้อก็น้อยเหมือนกัน ถ้าเจ้ามีคนซื้อที่ดีกว่าแล้วจะมาหาข้าด้วยเหตุใด?”
นางซุนหัวเราะเยาะ นางไม่อยากเสวนากับคนเช่นนี้แล้ว จึงให้บุตรชายทั้งสองปิดประตู พวกเขาจะได้เรียนกันต่อ
แน่นอนว่าแรงของเฉียนเถี่ยซู่ไม่อาจเทียบกับแรงของสองพี่น้องลู่ได้ ไม่ว่าเขาจะออกแรงเพียงใด ก็ถูกผลักออกไปและถูกปิดประตูใส่หน้าอยู่ดี
“จะทำอย่างไรดี?”
นางหลี่หันมองเฉียนเถี่ยซู่ด้วยความกังวล นางรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้วที่เมื่อครู่เรียกราคาสูงเกินไป เพราะคิดว่าตอนนี้ครอบครัวลู่ทำการค้ากำลังไปได้ดี คงไม่สนใจเศษเงินเล็กน้อยแค่นั้น
“จะทำอะไรได้อีกล่ะ กลับก่อนเถอะ!”
เฉียนเถี่ยซู่เขม็งตาใส่นาง รู้สึกโกรธคนครอบครัวลู่ด้วย แต่ที่น่าโกรธยิ่งกว่าก็คือภรรยาของตนเอง
หาแต่เรื่องไม่เว้นแต่ละวัน!
แต่เมื่อคิดว่าให้ขายที่นาหนึ่งหมู่เพียงสามตำลึง เขาก็รู้สึกปวดใจมากจริงๆ
“ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครคิดจะขายที่นา ครอบครัวลู่ก็หมดปัญญาจะหาซื้อ ตอนนี้รู้แล้วว่าพวกเราจะขาย พวกเขาต้องซื้อเป็นแน่ อีกวันสองวันพวกเขาต้องมาขอร้องพวกเราถึงบ้านแน่นอน!”
เฉียนเถี่ยซู่ยิ้มมั่นใจ ตอนนี้อีกฝ่ายอวดดีกับเขา ก็คงต้องปล่อยให้อวดดีไปก่อน มีที่นามาขายแล้วไม่ซื้อ นี่ไม่นับว่าเป็นคนโง่หรอกหรือ
“เจ้าพูดถูก!”
นางหลี่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มย่องลำพองใจ ถึงตอนนั้นครอบครัวลู่ต้องมาขอร้องถึงที่แน่ และจะต้องขายได้ราคาสูงแน่นอน!
รักษาขาของบุตรชายหายแล้วก็จะหาลูกสะใภ้มาแต่งงานกับบุตรชาย ผ่านไปอีกปีสองปีก็คงได้อุ้มหลานชายแล้ว ไม่อยากคิดเลยว่าจะมีความสุขขนาดไหน
…...
ในตอนนี้คนครอบครัวลู่บอกอยากเรียนต่อ แต่พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำแล้ว
การมาของครอบครัวเฉียนเป็นการเตือนพวกเขาว่า ถึงเวลาที่ต้องคุยเรื่องซื้อที่นาแล้ว
พื้นที่ที่ถางไว้บนเขาก็ปลูกพืชผลออกมาได้ไม่เลวเลย เพียงแต่มันค่อนข้างห่างไกล หากมีที่นาอยู่ในหมู่บ้านได้จะเป็นการดี
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องซื้อที่นาในหมู่บ้านเสมอไปขอรับ หมู่บ้านอันผิงจำนวนชาวบ้านเยอะ ที่นามีน้อย ราคาสูง ที่นาก็ใช่ว่าจะดี พวกเราไปถามหาแถวหมู่บ้านข้างๆก็ได้ อย่างไรเสียก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก ไม่ได้ไกลเหมือนกับที่บนเขา แถมดินก็ยังดีกว่าบนเขามากอีกด้วยขอรับ”
ลู่จิ้งซวนเสนอความเห็น แม้เขาเองก็อยากมีที่นาในหมู่บ้านเพื่อความสะดวก แต่นี่ก็ไม่ใช่ข้อจำกัด ขอเพียงมีที่นา ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนย่อมได้ทั้งนั้น
ตอนแรกครอบครัวอยากซื้อที่นาที่หมู่บ้าน ต่อมาก็ยุ่งกับเรื่องการค้ามาโดยตลอด เรื่องซื้อที่นาจึงล่าช้าไป
แต่ไม่ว่าอย่างไรครอบครัวพวกเขาก็เป็นครอบครัวชาวนา ที่นาต่างหากถึงจะเป็นรากเหง้า เรื่องซื้อที่นาจึงไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไปแล้ว
“พี่ใหญ่พูดมีเหตุผลนะขอรับ พวกเราไปถามหาจากชาวบ้านหมู่บ้านข้างๆ อาจมีคนอยากขายก็ได้ขอรับ”
ลู่เหอหรงเห็นด้วย ในช่วงนี้ครอบครัวยุ่งกันมาก แต่ละวันต้องใส่ใจกับภาระหน้าที่ของตนเอง
“สะใภ้สาม เจ้าคิดเช่นไร?”
ในใจนางซุนเองก็ไม่มีปัญหา แต่ก็ยังอยากถามความเห็นของเหอจิ่วเหนียง
ทุกคนจึงหันไปมองนาง
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงคิดจะอยู่เงียบๆ แต่ในเมื่อถูกถามแล้วก็ไม่ปฏิเสธที่จะตอบ นางพยักหน้า “ข้าเองก็คิดว่าที่พี่ใหญ่พูดมามีเหตุผลเจ้าค่ะ จำนวนชาวบ้านในหมู่บ้านค่อนข้างเยอะ ปกติแล้วถ้าไม่ไร้หนทางจริงๆ คงไม่มีทางขายที่ดินแน่นอน ส่วนเรื่องที่นาของครอบครัวเฉียน ครอบครัวนี้ไม่ใช่คนดี ถ้าเราซื้อ ไม่แน่ต่อไปอาจเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายตามมา ข้ายอมจ่ายสิบตำลึงหาซื้อที่นาข้างหมู่บ้านกับครอบครัวที่เชื่อถือได้ ดีกว่าจ่ายสามตำลึงซื้อกับคนแซ่เฉียนเจ้าค่ะ”
ประโยคแรกทุกคนฟังแล้วไม่ได้มีท่าทีตอบสนองแต่อย่างใด แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง ทุกคนต่างเห็นด้วยทันที คนสกุลเฉียนไม่ใช่คนดี ทำการค้ากับคนเช่นนี้ วันข้างหน้าอย่าหวังเลยว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นับตั้งแต่พรุ่งนี้ไป เจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็ไปดูหมู่บ้านรอบๆหน่อยเถอะ หากมีคนยินดีขายที่นาก็ซื้อไว้”
นางซุนพยักหน้าและตัดสิน
เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ พี่รอง เรื่องซื้อที่มีเท่าไรซื้อมาให้หมดเลยนะเจ้าคะ ตราบใดที่อีกฝ่ายยินดีขายเราก็ทำเรื่องซื้อตามขั้นตอนได้เลย”
“แต่ถ้าซื้อมากเกินไป เกรงว่าพวกเราจะดูแลกันไม่ทันน่ะสิ”
ผู้เฒ่าลู่รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย หากให้พวกเขาดูแลที่นาโดยเฉพาะก็แล้วไป แต่ช่วงนี้ครอบครัวยังทำการค้าอีก งานล้นมือขนาดนี้เกรงว่าจะไม่ไหวกระมัง
“เรื่องนี้ง่ายมากเจ้าค่ะ เราจ้างคนไปทำไร่ทำนาก็ได้แล้ว โดยเฉพาะครอบครัวที่ขายที่นาเหล่านั้น พวกเขาเลือกที่จะขายที่นา หมายความว่าชีวิตคงกำลังลำบาก ถ้าได้คนดีมาทำงาน ก็สามารถจ้างระยะยาวได้ ให้ดูแลที่นาโดยเฉพาะ ค่าจ้างก็ให้ตามผลผลิตที่ได้ เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าพวกเขาจะไม่ตั้งใจทำงานแล้ว”
หากเป็นเมื่อก่อน เหอจิ่วเหนียงพูดคำพูดเหล่านี้คาดว่าคงมีแค่ไม่กี่คนที่สามารถเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ครอบครัวทำการค้าแล้ว ทั้งยังเรียนหนังสือ เรียนการคำนวณ ย่อมมีความคิดก้าวหน้าแล้ว เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ทุกคนจึงเข้าใจว่านางหมายความเช่นไร
ลู่เหอหรงพึมพำเสียงเบา “เช่นนั้นก็กลายเป็นตี่จู๋เอี๊ยะ เป็นเจ้าที่ไปน่ะสิ?”
“จะเป็นตี่จู๋เอี๊ยะได้ก็ต้องมีความสามารถ อย่างไรเสียราชสำนักก็ไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องเหล่านี้ ตอนนี้ครอบครัวเรามีความสามารถที่จะซื้อที่นาได้อย่างเต็มที่”
เหอจิ่วเหนียงมีเงินอยู่ในมือ นางพูดได้อย่างมั่นใจ หากเงินกองกลางไม่พอ นางย่อมให้กองกลางยืมเงินได้อยู่แล้ว รอได้กำไรมาแล้วค่อยเอามาคืน
ไม่เพียงเท่านั้น วันข้างหน้านางยังคิดทำการค้าอีกมากมาย ไม่อาจสะดุดเพราะเพียงแค่เรื่องที่นาเล็กๆนี้ได้
ได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง หากไม่ได้เป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุด แล้วจะสมกับตำนานแห่งชีวิตได้อย่างไรกัน
“สะใภ้สามพูดถูก เมื่อก่อนครอบครัวเราไม่มีความสามารถนี้ ตอนนี้ครอบครัวเราทำงานมีเงินแล้ว ย่อมต้องจ้างคนงานระยะยาว อย่างไรเราก็จ่ายเงินค่าจ้างตามเวลาที่ตกลงกันได้ ไม่ได้เป็นเจ้านายใจไม้ไส้ระกำ ต้องใจกว้าง!”
ผู้เฒ่าลู่เอ่ยออกมา สองพี่น้องลู่ตอบรับ ทุกคนจึงไม่กล่าวอะไรอีก
เมื่อคิดว่าครอบครัวยิ่งมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนก็ตื่นเต้น และยิ่งรู้สึกขอบคุณเหอจิ่วเหนียง
…...
หลายวันต่อมา สองพี่น้องลู่ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านรอบๆหลายแห่ง เนื่องจากแต่ละหมู่บ้านได้จัดให้ผู้ลี้ภัยมาอยู่ ในหมู่บ้านก็ไม่มีการเปิดโรงงานเหมือนที่ครอบครัวลู่ทำ คนส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตกันด้วยความลำบาก
แต่ถึงกระนั้นก็มีชาวบ้านจำนวนน้อยมากที่ยอมขายที่นา
แม้ยินดีที่จะขายก็ล้วนเป็นที่นาที่ด้อยคุณภาพ ทำเลไม่ดี สภาพย่ำแย่ แม้แต่การรดน้ำก็มีปัญหา
สองพี่น้องลู่ปรึกษากันครู่หนึ่ง และตัดสินใจไปถามจากผู้นำหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน
คนครอบครัวลู่เสนอราคาที่ดินหมู่ละสี่ตำลึง และหลังจากขายที่ดินให้พวกเขา คนขยันและมีความสามารถยังจะถูกคัดเลือกให้เป็นคนงานระยะยาว ไม่จำเป็นต้องขายตัวทำสัญญาทาส ขอเพียงแค่ตั้งใจทำไร่นาปลูกพืชผลออกมาได้ก็พอ
ทุกคนจะได้รับเงินค่าแรงวันละสิบอีแปะ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จะไม่เกี่ยวข้องกับค่าแรง หากได้ผลผลิตดีและเยอะ ก็จะมอบเงินรางวัลและผลผลิตเพิ่มตามที่เก็บเกี่ยวได้
ในตอนแรกบรรดาผู้นำหมู่บ้านได้ยินว่าพวกเขามาขอซื้อที่ดินก็รู้สึกว่าไม่มีทางยอมเด็ดขาด แต่หลังจากได้ยินเรื่องรับแรงงานระยะยาวก็อดที่จะหวั่นไหวไม่ได้
ค่าแรงวันละสิบอีแปะ ต่อให้ไปรับจ้างทำงานหนักในอำเภอก็ได้เงินน้อยกว่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าปีใหม่จะมีเงินรางวัลกับพืชผลมอบให้เพิ่ม
“สหายน้อย ที่พวกเจ้าพูดมาเป็นเรื่องจริงหรือ?”
ผู้นำหมู่บ้านชราเบิกตากว้างจ้องมองสองพี่น้องตรงหน้า กลัวว่าพวกเขาจะมาหลอกลวง
ยุคสมัยนี้คนรวยที่โง่ไม่ได้มีกันมากนัก!
ตอนที่ 167: เป็นผู้หญิงแล้วอย่างไร
สองพี่น้องลู่พยักหน้าอย่างจริงจัง “จริงแน่นอนขอรับ พวกเราเป็นคนหมู่บ้านอันผิง โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็เป็นของครอบครัวพวกเรา ทุกท่านไปสอบถามก็รู้แล้ว ครอบครัวเราลี้ภัยมา ไม่มีที่นามันไม่สะดวกจริงๆ ก็เลยอยากซื้อที่มาปลูกพืชผลขอรับ”
เพื่อให้พวกเขาเชื่อว่าไม่ได้โกหก ลู่จิ้งซวนจึงชี้แจงอย่างจริงจัง
ตอนนี้การค้าของครอบครัวกำลังไปได้ดี เมื่อพูดถึงโรงงานความภูมิใจก็ตีตื้นขึ้นในอก ใบหน้าของสองพี่น้องจึงยิ้มร่า
“ที่แท้ก็ตระกูลลู่นั่นเอง! มิน่าล่ะ!”
จะว่าไป บุตรสาวของผู้นำหมู่บ้านก็ทำงานในโรงงานของครอบครัวลู่ เรื่องนี้เขารู้ ทั้งยังได้ยินมาว่าโรงงานนี้ทำกำไรได้มากทีเดียว
ที่แท้คนรวยก็มีความมั่นใจเช่นนี้นี่เอง ปลูกพืชผลทั้งยังให้ราคาสูง ช่างหาได้ยากยิ่งนัก!
“พวกเจ้าต้องการที่ดินเท่าไร หากพวกเจ้าทำได้อย่างที่พูดจริงๆ ข้าขายให้ได้สิบหมู่!”
ผู้นำหมู่บ้านมองสองพี่น้องด้วยสายตาลุกวาว ไม่รู้ว่าพวกเขาต้องการมากถึงเพียงนี้หรือไม่
มีเรื่องดีเช่นนี้ เขาย่อมพิจารณาเผื่อครอบครัวตัวเองก่อนอยู่แล้ว แล้วค่อยไปถามไถ่พวกญาติสนิท
“ยิ่งมากยิ่งดีขอรับ!”
ลู่เหอหรงทำตามที่เหอจิ่วเหนียงสั่งมา “หนึ่งร้อยหมู่น้อยเกินไป ห้าร้อยหมู่ก็ไม่มากเกินไป!”
ในยุคนี้ชายที่บรรลุนิติภาวะแล้วจะได้รับการจัดสรรที่นาคนละสิบหมู่ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้ชายจำนวนมากสามารถได้รับที่นาเจ็ดสิบถึงแปดสิบหมู่เลยทีเดียว หมู่บ้านรอบๆเหล่านี้ขายให้ครอบครัวลู่ไม่กี่ร้อยหมู่ก็ไม่เป็นปัญหา
ผู้นำหมู่บ้านนึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะซื้อมากเพียงนี้ เมื่อคิดว่าบุตรสาวของตนยังสามารถทำงานในโรงงานของครอบครัวนี้ได้ จึงกล่าวเตือนด้วยความหวังดี “ผลผลิตที่ได้จากที่ดินเหล่านี้ไม่แน่นอน พวกเจ้าซื้อจำนวนมากในคราวเดียวเช่นนี้ หากการเก็บเกี่ยวปีหน้าไม่ดี เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่ได้กำไรด้วยซ้ำ!”
“เรื่องนี้พวกเรารู้ขอรับ แต่การซื้อที่นาเป็นการตัดสินใจของครอบครัว ท่านผู้นำหมู่บ้านแค่ช่วยพวกเราสอบถามชาวบ้านว่ามีใครอยากขายหรือไม่ก็พอแล้วขอรับ”
ดูท่าทางของพวกเขาแล้ว ผู้นำหมู่บ้านก็รู้ว่าไม่อาจโน้มน้าวได้ อย่างไรพวกเขาก็มีเงิน ตนไม่จำเป็นต้องกังวลแทนพวกเขา จึงพยักหน้าและออกไปเรียกชาวบ้านมารวมตัวกัน
หลังจากทำงานหนักในหมู่บ้านใกล้เคียงมาหลายวัน คนที่มีที่นาหลายผืนก็ยินดีที่จะขายบางส่วน รวมๆแล้วตอนนี้มีประมาณสามสี่ร้อยหมู่ แต่ยังเป็นเพียงการพูดคุยกันเท่านั้น ยังไม่ได้ตกลงซื้อขาย สองพี่น้องลู่จดข้อมูลและคำถามจากชาวบ้านกลับมาปรึกษากับครอบครัว
“คำถามแรกคือ ครอบครัวที่ขายที่นาให้ จะได้รับการจ้างงานระยะยาวทั้งครอบครัวใช่หรือไม่?”
ลู่จิ้งซวนอ่านข้อความในสมุดบันทึกของตนเอง ลายมือขี้เหร่มาก โดยรวมแล้วจดให้ตนเองเข้าใจได้คนเดียว
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร หากเจอคนขี้เกียจไม่ตั้งใจทำงาน คิดแค่อยากได้เงินวันละสิบอีแปะ พวกเราไม่ขาดทุนแย่หรือ?”
นางซุนจ้องมองบุตรชาย พวกผู้ชายในบ้านไร้สมองไปแล้วหรืออย่างไร คำถามเหล่านี้ก็ยังเอากลับมาถามอีก คิดตัดสินใจเองไม่เป็นหรือ
ลู่จิ้งซวนก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม แต่เขายังคงอธิบาย “มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่ยินดีขายที่นา ที่พวกเขายอมขายก็เพราะอยากเป็นคนงานระยะยาว หลายครอบครัวก็ขอแค่อย่างน้อยคนเดียวที่ได้รับสิทธิ์นั้นถึงจะยอมขายให้ขอรับ”
“ใช่ สองวันก่อนที่ข้ากับพี่ใหญ่ไปถามมา พวกเขาล้วนแต่ไม่พอใจกันหมด”
ลู่เหอหรงเป็นพยานว่าเรื่องนี้จัดการยากมาก ที่นาเป็นรากฐานของชาวนา พวกเขาจะขายก็เมื่อไร้หนทางแล้วจริงๆ
หากครอบครัวลู่ไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ ก็มีน้อยคนที่จะยอมขาย
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ!” นางหยูกล่าว “ไม่อย่างนั้นก็ถูกพวกเขาเอาเปรียบน่ะสิ เราซื้อที่ดินเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อพวกเขาเสียหน่อย!”
“พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูก ยอมไม่ซื้อเสียดีกว่า ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่างจากการซื้อที่ดินจากคนเห็นแก่ตัว ที่บอกว่าครอบครัวใดขายที่นา จะเลือกคนงานระยะยาวจากครอบครัวของพวกเขาก่อน”
เมื่อเหอจิ่วเหนียงเอ่ย ลู่จิ้งซวนสองพี่น้องก็รับฟังทันที “ตกลง เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกข้าจะไปบอก ยังมีอีกคำถาม คนที่ไม่ขายที่นาสามารถเป็นคนงานระยะยาวได้หรือไม่ ไม่เพียงชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น รวมถึงผู้ลี้ภัยด้วย เพียงแต่ว่าปัญหามันอยู่ที่ ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง…”
ประโยคหลังจากนี้ลู่จิ้งซวนไม่ได้พูดออกมา แต่ทุกคนรู้ว่าหมายความเช่นไร
งานทำไร่ทำนาเป็นงานใช้แรง แรงผู้หญิงไม่อาจเทียบเท่าผู้ชายได้
“เป็นผู้หญิงแล้วอย่างไร เจ้าใหญ่ นี่เจ้าดูถูกผู้หญิงหรือ เจ้าดูถูกข้าอย่างนั้นหรือ?”
นางซุนยกมือเท้าเอวหันมองบุตรชายด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ตอนที่ข้าอยู่ที่บ้านเกิด ข้ายังทำงานหนักทุกวัน แล้วก็ไม่ได้ทำน้อยกว่าพวกเจ้าด้วย!”
ลู่จิ้งซวนตื่นตระหนก ส่ายหน้าหวือแล้วรีบชี้แจง “ท่านแม่ ลูกไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ! ลูกแค่คิดว่าการทำงานออกแรงเช่นนั้นอันตรายต่อร่างกาย ให้ผู้ชายทำดีกว่าขอรับ!”
เขาไม่ได้ตั้งใจดูถูกผู้หญิงจริงๆ เพราะอย่างไรเสียครอบครัวของเขาก็มีผู้หญิงเป็นผู้นำ
“ผู้คนอดอยากแทบตายแล้ว ใครจะสนใจว่าจะอันตรายต่อร่างกาย เจ้านี่มันโง่จริงๆ!”
นางซุนโกรธมาก ครอบครัวพวกเขาต้องใช้เล่ห์อุบายเพื่อได้อยู่ในจิงโจวกันทั้งครอบครัว แต่คนอื่นๆไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นคนแก่ คนป่วย หรือไม่ก็พิการ
ตอนนี้ครอบครัวตนมีกำลัง หากสามารถช่วยได้เพียงเล็กน้อยก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่เจ้าใหญ่กลับเอาแต่คิดเรื่องเหล่านั้น โตแต่ตัวจริงๆ!
นางหยูรีบยกมือตีสามีตนเองทันที ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “การระมัดระวังเป็นเรื่องดีเจ้าค่ะ แต่ข้าคิดว่าผู้หญิงทำไร่ทำนาก็ไม่เห็นเป็นไร เมื่อก่อนพวกเราก็เคยทำไร่ทำนามาก่อน แถมผู้หญิงเอาใจใส่และดูแลพืชผลได้ละเอียดกว่า”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่านางซุนคิดสิ่งใด จึงกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พี่ใหญ่กับพี่รองไปบอกคนเหล่านั้นว่ายินดีรับทั้งชายและหญิง และผู้ชายในครอบครัวที่ขายที่นาจะได้รับเลือกก่อน ขอเพียงขยัน และรอบคอบก็พอ ส่วนคนที่ไม่ได้ขายที่นา จะคัดเลือกจากผู้ลี้ภัยก่อน สิ่งสำคัญในการเลือกคือผู้หญิงที่มีความสามารถ และไม่เสแสร้ง
ความสามารถของชายหญิงไม่เท่ากัน ดังนั้นผู้ชายหนึ่งคนต้องดูแลที่นาพื้นที่แปดหมู่ ส่วนผู้หญิงต้องดูแลที่นาพื้นที่เจ็ดหมู่
ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติ แต่ถ้าเกิดจากความไม่พยายามและความขี้เกียจ จะต้องชดเชยตามนั้น หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแค่หนึ่งครั้ง จะไล่ออกทันที และจะไม่จ้างอีกตลอดไป”
หากไม่ใช่เพราะเหอจิ่วเหนียง ครอบครัวลู่คงไม่สามารถยืนหยัดอยู่ที่นี่ได้ ตอนนี้พวกเขามีชีวิตที่ดีแล้ว การช่วยเหลือคนอื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ไม่ทำให้ตัวเองขาดทุน
“ตกลง”
ลู่จิ้งซวนพยักหน้าเห็นด้วย จดเรื่องสำคัญลงในสมุดบันทึก พรุ่งนี้จะไปบอกชาวบ้านเหล่านั้น
การประชุมครอบครัวสิ้นสุดลง ในขณะที่พวกเขากำลังจะกลับเข้าห้องก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตู เหลยจื่อเดินไปเปิดประตู เมื่อเห็นผู้มาเยือนก็ทักทายอย่างมีมารยาท
ผู้ที่มาก็คือหวังหยวน–ผู้นำหมู่บ้านอันผิง และนางหลิว ภรรยาของเขานั่นเอง
ครอบครัวลู่ได้ยินก็ออกมาต้อนรับ ผู้นำหมู่บ้านสองสามีภรรยามาหาถึงที่เช่นนี้ ต้องมีเรื่องสำคัญแน่
ตอนที่ 168: ครอบครัวลู่คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งหมู่บ้านอันผิง
ผู้เฒ่าลู่โบกมือบอกให้เด็กๆทำภารกิจส่วนตัวแล้วเข้านอน จากนั้นพวกผู้ใหญ่ก็พาผู้นำหมู่บ้านและภรรยาไปที่ห้องโถง
“ข้าได้ยินมาว่าลูกชายทั้งสองของพวกเจ้ากำลังหาซื้อที่ดิน ข้าก็แค่อยากถามว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
ผู้นำหมู่บ้านเป็นคนตรงไปตรงมา ทันทีที่นั่งลงก็เข้าเรื่อง
“ใช่ อยู่ที่นี่มาหลายเดือนแล้ว อยากซื้อที่นาไว้ปลูกพืชผลในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าสักหน่อย”
ผู้เฒ่าลู่ยิ้มตอบอย่างจริงใจ
อันที่จริงเรื่องที่ครอบครัวลู่จะซื้อที่ดิน ผู้นำหมู่บ้านเองก็รู้ ก่อนหน้านี้ก็เคยขอให้เขาช่วยหา แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่มีใครขายเลย เรื่องนี้ก็เลยเงียบไป
“ครอบครัวเฉียนกำลังขายอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไม่ซื้อล่ะ?”
ผู้นำหมู่บ้านสงสัย ซื้อที่นาในหมู่บ้านเดียวกันไม่ดีกว่าหรือ
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน ครอบครัวข้ากับครอบครัวเฉียนมีเรื่องกันหลายครั้ง อีกอย่าง ครอบครัวเฉียนก็ใช่ว่าจะตกลงกันได้ง่ายๆ หากตอนนี้ทำการซื้อขายกัน วันหน้าอาจมีปัญหาตามมาใครจะไปรู้ แล้วอีกอย่าง พวกเขาขายที่นาหมู่ละสิบตำลึง เช่นนี้ไม่ใช่การปล้นหรอกหรือ?”
นางซุนบ่นทันที แล้วกล่าวต่อ “อีกอย่าง พวกเขาก็มีที่ดินไม่เยอะ ซื้อมาก็ไม่พอ ก็เลยไปถามไถ่จากหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อเทียบดูแล้วหมู่บ้านรอบๆ มีที่ดินเยอะกว่าหมู่บ้านอันผิงเสียอีก”
ผู้นำหมู่บ้านพยักหน้า เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตนเองอยากถาม ทันใดนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากเช่นไร
ตอนนี้ภรรยาผู้นำหมู่บ้านทำอาหารให้ช่างปักฝีมือในโรงงานครอบครัวลู่อยู่ ค่อนข้างคุ้นเคยกับครอบครัวลู่ นางจึงกล่าว “คือพวกเราได้ยินเรื่องที่พวกเจ้าจะรับคนงานระยะยาว หากพวกเจ้าอยากซื้อที่ดินและจ้างคนงานระยะยาว ครอบครัวพวกเราก็ขายให้ได้สิบหมู่ยี่สิบหมู่ หากคิดเช่นนี้ คาดว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจำนวนมากก็คงจะยอมขายให้ อย่างไรที่นาในหมู่บ้านก็ไปมาสะดวกกว่าไม่ใช่หรือ?”
นางหลิวยิ้มตาหยี คิดในใจมือใครยาวสาวได้สาวเอา ครอบครัวลู่คงไม่คิดอะไรมากหรอก
พวกเขาเคยคิดว่าครอบครัวลู่ทำเช่นนี้แล้วจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่อย่างไรก็คุ้มค่าสำหรับตนเองก็พอแล้ว ตามเงินค่าแรงนี้ ทำงานให้คนครอบครัวลู่ยังได้เงินมากกว่าปลูกเองเสียอีก ใครไม่ขายก็ถือว่าโง่เต็มทีแล้ว!
เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ครอบครัวลู่ก็เข้าใจทันที ด้วยทัศนคติที่ไม่ขัดแย้งกับครอบครัวผู้นำหมู่บ้าน นางซุนจึงจับมือของนางหลิวอย่างจริงใจ เรียกนางว่าพี่สะใภ้ จากนั้นก็กล่าว
“พวกเราเข้าใจว่าท่านหมายถึงสิ่งใด อยากขายที่ดินมาบอกพวกเราก็ถูกต้องแล้ว หากท่านยินดีขาย เราก็ยินดีซื้อ แต่เรื่องจ้างคนงานระยะยาวก็ใช่ว่าจะคัดเลือกจากครอบครัวที่ขายที่นาให้อย่างเดียว เลือกคนมาทำงานย่อมต้องเลือกคนขยัน ข้าไม่ได้บอกว่าลูกท่านไม่ขยันนะ ข้าแค่อยากพูดให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดน่ะ”
“ใช่ๆๆ เรื่องนี้พวกเรารู้”
ผู้นำหมู่บ้านพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ แม้ว่าเมื่อครู่พวกเขาจะคิดเช่นนั้น แต่ได้ยินนางซุนกล่าวอย่างชัดเจนก็ไม่ต้องกลัวแล้ว บรรดาบุตรชายพวกเขาเป็นคนขยัน เลือกมาสักคนก็สามารถสู้กับคนในหมู่บ้านได้แล้ว ไม่อย่างนั้นตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านของเขาคงไม่มีทางอยู่ได้นานถึงเพียงนี้หรอก
เดิมทีครอบครัวลู่ล้มเลิกความคิดที่จะซื้อที่ดินในหมู่บ้านแล้ว เพราะไม่เห็นว่ามีใครขาย จึงออกไปถามซื้อในหมู่บ้านอื่นรอบๆ ทว่าตอนนี้ผู้นำหมู่บ้านมาหาพวกเขาถึงที่ เช่นนั้นจะปล่อยให้เสียประโยชน์ไปได้อย่างไร
ลู่จิ้งซวนจึงทำหน้าที่ชี้แจงเรื่องที่ครอบครัวปรึกษากันเมื่อครู่ให้ผู้นำหมู่บ้านได้รู้ และขอให้ผู้นำหมู่บ้านช่วยกระจายข่าวในหมู่บ้าน การซื้อขายเสรี ไม่มีเจตนาบังคับขู่เข็ญแน่นอน มีข้อกำหนดเพียงประการเดียวคือ ที่ดินที่ขายต้องเชื่อมติดกัน ที่นาดีระดับสูงหมู่ละห้าตำลึง ที่นาดีระดับกลางหมู่ละสี่ตำลึง และที่นาดีระดับต่ำหมู่ละสามตำลึง
เดิมทีกำหนดไว้หมู่ละสี่ตำลึง แต่หลังจากการตรวจสอบสองสามวันที่ผ่านมา พบว่าบางคนคิดไม่ซื่อ ที่นาคุณภาพต่ำเรียกราคาถึงสี่ตำลึง นี่ไม่ใช่เป็นการเอาเปรียบกันหรอกหรือ
ดังนั้นครอบครัวลู่จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ ที่นาดินอุดมสมบูรณ์และที่นาดีพวกเขาเต็มใจทุ่มเงินซื้อ แต่ที่นาคุณภาพต่ำพวกเขาก็ต้องกดราคาต่ำเช่นกัน
ผู้นำหมู่บ้านตั้งใจฟังมาก เพราะกลัวว่าจะพลาดจุดสำคัญไป
เมื่อทั้งสองจากไป นางซุนก็ให้ไข่แก่พวกเขาห้าฟอง โดยบอกว่าเป็นการรบกวนผู้นำหมู่บ้านที่ช่วยกระจายข่าว ทั้งคู่กล่าวลาก่อนจะกลับไป
วันรุ่งขึ้นมีข่าวว่าครอบครัวลู่ต้องการซื้อที่นา และรับสมัครคนงานระยะยาวแพร่กระจายในหมู่บ้าน อันที่จริงพวกเขาเคยได้ยินเรื่องนี้จากญาติหมู่บ้านใกล้เคียงมาแล้ว พวกเขารู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เมื่อนึกถึงเรื่องอำนาจของครอบครัวลู่ในหมู่บ้าน พวกเขาก็ไม่กล้าถามมาก อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ครอบครัวลู่ก็ประกาศรับซื้อที่นาในหมู่บ้านมาแล้ว แต่ก็ไม่มีใครยอมขาย
ตอนนี้รู้ว่าตนเองมีโอกาสนี้ ทุกคนก็ดีใจมาก ครอบครัวลู่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภแห่งหมู่บ้านอันผิงจริงๆ
ครอบครัวที่มีบุตรชายหลายคนก็มีที่ดินหลายหมู่ และสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่มีความสามารถในการทำไร่ทำนา ไม่ต้องกังวลเลยว่าตนเองจะไม่ถูกเลือก
ในทางกลับกัน หลายครอบครัวมีที่นา แต่คนในบ้านค่อนข้างเกียจคร้าน คนเหล่านี้จึงรู้สึกลังเล แต่ละครอบครัวรวมตัวกันเพื่อหารือกันว่าข้อตกลงนี้คุ้มค่าหรือไม่
หลังจากเกิดความวุ่นวายดังกล่าว ครอบครัวเฉียนที่กำลังรอครอบครัวลู่มาง้ออยู่ก็รู้เรื่อง
เฉียนเถี่ยซู่ไม่เข้าใจเลย ครอบครัวลู่บ้าไปแล้วหรืออย่างไร
“ตาเฒ่า เหตุใดครอบครัวลู่ถึงกว้านซื้อที่นามากมายเพียงนั้น ที่นาอุดมสมบูรณ์ที่สุดซื้อแค่ห้าตำลึง ใครจะยอมขายกัน?”
นางหลี่คว้าชายเสื้อของเฉียนเถี่ยซู่ รู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้นางกล้าเรียกราคาสิบตำลึงก็ใช่ว่าจะไร้เหตุผล หมู่บ้านของพวกเขาเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่อยู่ภายใต้การปกครองของศาลาว่าการอำเภอ ถนนหนทางดี ไปมาสะดวก ขายราคาเจ็ดหรือแปดตำลึงก็ไม่ใช่ปัญหา ครอบครัวลู่จะซื้อในราคาห้าตำลึง ทั้งยังรับสมัครคนงานระยะยาวอีก สติฟั่นเฟือนไปแล้วเป็นแน่
“เหอะ พูดเผินๆก็เป็นเช่นนั้น แล้วเจ้าเห็นครอบครัวเขาซื้อแล้วหรือ เล่นใหญ่เพียงนี้แต่ก็ยังซื้อไม่ได้แม้แต่แดงเดียว ข้าว่า พวกเขาแค่อยากซื้อที่นาของเราในราคาต่ำมากกว่า ก็เลยคิดอุบายเหล่านี้ขึ้นมา!”
เฉียนเถี่ยซู่ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล ตอนที่พวกเขาไม่ขายที่นา เหตุใดครอบครัวลู่ถึงคิดทำเรื่องเช่นนี้ ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่ออยากให้พวกเขาประนีประนอมเป็นแน่!
ไม่อาจประนีประนอมได้เด็ดขาด! ก็รอดูต่อไปเถอะว่าใครจะทนไม่ได้ก่อน!
เฉียนเถี่ยซู่คิด แต่เฉียนต้าหนิวกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขามองพ่อแม่ของตนเองเหมือนเป็นคนโง่ยิ่งนัก
“ผู้นำหมู่บ้านก็ยังตกใจ พวกท่านคิดว่านี่ยังเป็นเรื่องเล็กอยู่อีกหรือ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่ครอบครัวของผู้นำหมู่บ้านก็เตรียมที่นาสิบหมู่พร้อมขายให้ครอบครัวลู่แล้ว ครอบครัวลู่อยากมีชีวิตอยู่อย่างราบรื่นในหมู่บ้าน จะกล้าล่วงเกินผู้นำหมู่บ้านได้อย่างไร รีบไปสืบสถานการณ์เถอะ ไม่อย่างนั้นถึงเวลาครอบครัวอื่นได้อยู่ดีกินดี ก็มีแต่พวกเรานี่แหละ แม้แต่ปีใหม่ก็คงจะผ่านไปไม่ได้!”
กล่าวจบเฉียนต้าหนิวก็เตะม้านั่งบนพื้นด้วยความโกรธ เหตุใดพ่อแม่คนอื่นถึงฉลาดสามารถหาเงินได้ แต่พ่อแม่ของเขากลับรั้งท้ายคนอื่น ทั้งยังอวดดีคิดว่าตัวเองฉลาดมากเช่นนี้
สภาพเขาเป็นเช่นนี้ก็ล้วนเป็นเพราะพ่อแม่ของเขาเอง!
ตอนที่ 169: น้ำมันพริกสูตรพิเศษ
เฉียนเถี่ยซู่และนางหลี่นึกไม่ถึงว่าบุตรชายจะพูดจาเช่นนี้ เดิมทีก็ไม่คิดอะไร แต่พอครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
หรือว่าครอบครัวลู่ไม่อยากซื้อที่นาของพวกเขาจริงๆ
จะเป็นไปได้อย่างไร!
เฉียนเถี่ยซู่เงียบไป และลุกขึ้นเดินไปที่บ้านครอบครัวลู่ทันที
ตอนกลางวันเช่นนี้ครอบครัวลู่ล้วนยุ่งอยู่กับงานของตนเอง
สองพี่น้องลู่ไปคุยเรื่องการซื้อที่นา ผู้เฒ่าลู่และสองพี่น้องจางกำลังประกอบจักรเย็บผ้าอยู่ในลานบ้าน ส่วนนางซุน ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นกำลังยุ่งกับงานที่โรงงาน
นางหยูและนางฉินง่วนอยู่ในครัว ไม่ได้ทำอาหาร แต่กำลังทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเหอจิ่วเหนียง
ทางด้านโรงงาน ทั้งสองมีหน้าที่หลักในการตรวจสอบหลังเลิกงาน ตอนกลางวันจึงมีเวลาว่าง ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงมอบหมายงานให้พวกนาง นั่นคือศึกษาอาหารตามสูตรที่เขียนให้
วันนี้เป็นวันแรก และภารกิจที่เหอจิ่วเหนียงให้พวกนางทำก็คือ ‘น้ำมันพริกสูตรพิเศษ’
พวกนางรู้ว่าที่บ้านมีพริกหลายกระถาง แต่ไม่เคยแตะต้องพริกในกระถางเหล่านั้นเลย เหอจิ่วเหนียงนำพริกแห้งกลับมาเพิ่มอีกสองกระสอบ และบอกคนในครอบครัวว่าขอให้คนอื่นช่วยซื้อกลับมาจากต่างแดน นำมาทำน้ำมันพริกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการค้าต่อไป
ตอนนี้สะใภ้ทั้งสองเชื่อฟังและทำตามที่เหอจิ่วเหนียงบอกทุกอย่าง อีกอย่างมันเกี่ยวข้องกับเรื่องการค้าและการสร้างรายได้ ดังนั้นพวกนางจึงตั้งใจทำอย่างดี!
ช่วงนี้ครอบครัวมักใช้พริกมาปรุงอาหาร ทุกคนคิดว่ามันอร่อย ได้ยินที่เหอจิ่วเหนียงกล่าวมาก็คงจะหมายความว่าใช้น้ำมันพริกมาทำของกินสูตรพิเศษ อาจกลายเป็นหนึ่งเดียวในเป่ยเหยียน หากขายดี รายได้คงไม่น้อยกว่าขายเสื้อผ้าแน่นอน
เมื่อคิดว่าครอบครัวจะมีรายได้จำนวนมากเพิ่มเข้ามาอีก ทั้งสองจึงมีแรงบันดาลใจมากขึ้น
“ยอมรับเลยว่าพริกนี่หอมจริงๆ ทำเอาน้ำลายไหลทีเดียวเชียว!”
นางหยูอดสูดปากไม่ได้ เพียงแต่มันมันไปหน่อย
“ฮ่าๆ ใช่ ทั้งหอมทั้งเผ็ด ข้าเห็นช่วงนี้ท่านแม่ก็กล้าลองชิมบ้างแล้วนะ คาดว่าการค้านี้ของเราจะต้องไปได้สวยแน่นอน!”
นางฉินพยักหน้าหงึกหงัก ตั้งแต่หารายได้ได้นางก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่เพียงทัศนคติที่มีต่อคนรอบตัวเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางทั้งสองทำสิ่งนี้ พวกนางจึงระมัดระวังมาก อย่างไรเสียวัตถุดิบต่างๆล้วนมีค่า หากเสียหายคงปวดใจมาก พวกนางทำใส่ชามใบเล็กก่อน รอตอนเย็นเหอจิ่วเหนียงกลับมาตรวจผ่านแล้วค่อยทำออกมาเป็นชุดใหญ่อีกที
ขณะที่กำลังยุ่งอยู่นั้น เฉียนเถี่ยซู่ก็มาถึง ครั้งนี้เขามาคนเดียว ประตูลานบ้านไม่ได้ปิด เขาจึงไม่ได้เคาะประตู เขาผลักประตูและโผล่ศีรษะเข้ามาดู ก็ได้กลิ่นหอมชวนจาม
และเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าลู่และคนอื่นๆที่กำลังประกอบจักรเย็บผ้าอยู่ในลานบ้าน ชายทั้งสามกลัวว่าอีกฝ่ายจะเห็นความลับในการประกอบจักรเย็บผ้าจึงรีบใช้ตัวบังสิ่งของต่างๆไว้ก่อนจะกล่าวถาม “เจ้ามาทำอะไร?”
หากเป็นคนอื่นคงไม่เดินพรวดพราดเข้าบ้านคนอื่นโดยพลการเช่นนี้แน่นอน แต่เฉียนเถี่ยซู่นิสัยไม่เหมือนคนอื่น เขาไม่สังเกตเห็นถึงความไม่พอใจของคนครอบครัวลู่เลย และไม่รู้สึกอายแต่อย่างใดด้วย เดินเข้าไปทันที
“นี่เจ้า เจ้า เจ้า เจ้าออกไปยืนข้างนอกเลย มีอะไรก็ไปคุยกันข้างนอก!”
ผู้เฒ่าลู่เป็นกังวลจนพูดตะกุกตะกัก เขารีบเข้าไปขวางอีกฝ่ายไว้ และผลักให้อยู่นอกประตู
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
ผู้เฒ่าลู่รู้สึกเบื่อหน่ายมาก ทุกครั้งที่เจอกับครอบครัวเฉียนก็มักจะไม่ใช่เรื่องดี จึงทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์
“ฮี่ๆๆ ข้าก็มาคุยเรื่องที่นานั่นแหละ…”
เฉียนเถี่ยซู่ยิ้มประจบ
ตอนที่ได้ยินบุตรชายบอกว่าครอบครัวลู่จะไม่ซื้อที่นาของพวกเขา เขาก็ยังไม่เชื่อ แต่เมื่อดูปฏิกิริยาของผู้เฒ่าลู่ในตอนนี้ เขาเชื่อแล้วเก้าส่วน ดังนั้นจึงแสดงท่าทางประจบประแจงยิ่งขึ้น
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ซื้อที่นาของพวกเจ้า พวกเจ้าขายราคาแพงขนาดนั้น พวกข้าไม่ซื้อหรอก!”
ผู้เฒ่าลู่ตะคอก หันหลังจะเดินกลับเข้าบ้าน แต่ถูกเฉียนเถี่ยซู่รั้งเอาไว้ “พี่ลู่ ที่เมียข้าเรียกราคาเช่นนั้นไปก็ไม่ถูกจริงๆ ข้าจะชดใช้ให้ดีหรือไม่ เอาเช่นนี้ ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวพี่ลู่อยากซื้อที่นาในหมู่บ้าน ข้าจะขายให้ในราคาที่พี่ลู่เสนอ ดีหรือไม่?”
“ไม่ดี! ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเราไม่ลงรอยกันนานแล้ว พวกเรายังยืนยันคำเดิมว่าไม่ซื้อที่นาของพวกเจ้า เจ้าไปขายคนอื่นเถอะ!”
กล่าวจบ ผู้เฒ่าลู่ก็สะบัดมือเขาออก รีบเข้าไปแล้วปิดประตูใส่หน้าเขาทันที จากนี้ไปคงต้องลงกลอนประตูบ้านให้ดีแล้ว
หลังจากผู้เฒ่าลู่ปิดประตูบ้านใส่ เฉียนเถี่ยซู่ก็รู้ตัวแล้วว่าครอบครัวลู่ไม่ซื้อที่นาของพวกเขาแล้วจริงๆ
จะทำเช่นไรดีทีนี้
“พี่ลู่ เปิดประตู! มีอะไรเรามาคุยกันก่อนเถอะ ต่อราคาก็ได้!”
เขาพยายามเคาะประตูอย่างแรงและตะโกนอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลย ทว่าเขากลับเห็นนางซุนออกมาจากโรงงานที่อยู่ใกล้ๆ พร้อมถือท่อนไม้ในมือ เห็นได้ชัดว่าจะจัดการเขา
เฉียนเถี่ยซู่ตกใจมากจึงวิ่งหนีไปทันที
นางซุนดุด่าสาปแช่งเขาครู่หนึ่งก่อนจะกลับเข้าไปในโรงงานอีกครั้ง
ตอนเย็นเหอจิ่วเหนียงกลับมา ทุกคนนั่งกินอาหารเย็นด้วยกัน จึงเล่าเรื่องที่เฉียนเถี่ยซู่มาที่บ้านวันนี้
ทว่าคนครอบครัวลู่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ สำหรับพวกเขาแล้วครอบครัวเฉียนเป็นเพียงตัวตลกเท่านั้น ครอบครัวเฉียนจะเป็นอยู่อย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา
นางหยูกล่าวอย่างกระตือรือร้น “น้องสะใภ้สาม น้ำมันพริกที่เจ้าให้พวกเราทำพวกเราทำเสร็จแล้วนะ แต่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเหมือนอย่างที่เจ้าต้องการหรือไม่ ข้าจะไปเอาให้เจ้าลองชิม!”
“เจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า หยิบชามใบเล็กออกมา เมื่อนางหยูนำของเข้ามานางก็อดใจไม่ไหวรีบจุ่มตะเกียบลงไปลิ้มรส
นางหยูและนางฉินมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น “เป็นเช่นไรบ้าง?”
เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วโป้ง “สุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ!”
นางรู้มาตลอดว่านางหยูมีพรสวรรค์ในการทำอาหาร เป็นอย่าที่คิดไว้ไม่มีผิด นางทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว!
“เยี่ยมไปเลย เช่นนั้นเราก็เริ่มขายอาหารได้เลยใช่หรือไม่ น้องสะใภ้สามอยากให้ทำอะไรหรือ?”
นางฉินมองเหอจิ่วเหนียงอย่างแทบรอไม่ไหว แม้ปกติแล้วนางจะไม่ค่อยพูด แต่เรื่องหาเงินนางสนใจเป็นอย่างมากเลยละ
คนอื่นก็อยากรู้เช่นกัน ลู่จิ้งซวนกล่าว “ข้าว่า อย่าว่าแต่ทำอาหารขายเลย แค่ขายน้ำมันพริกนี่ข้าว่าก็ทำเงินได้มากแล้ว!”
แม้ลู่จิ้งซวนจะไม่เคยชิมน้ำมันพริก แต่ได้รับการรับรองจากน้องสะใภ้สามเช่นนี้ นั่นหมายความว่าต้องสุดยอดแน่นอน!
คนอื่นก็คิดเช่นกัน ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
ลู่เหอหรงกล่าว “ครอบครัวเราซื้อที่ดินมากขนาดนั้น เรามาปลูกพริกเพิ่มดีหรือไม่! ข้าว่าทำเงินได้แน่นอน!"
นางซุนตบแผ่นหลังลู่เหอหรงหนึ่งที “ใครปลูกสิ่งประหลาดนั่นในทุ่งนากัน”
เหอจิ่วเหนียงรีบกล่าว “พี่รองพูดถูกเจ้าค่ะ ตอนข้าขอซื้อพริกเหล่านี้มาจากคนอื่นจ่ายเงินไปไม่น้อยเลย น้อยคนจะรู้จักสิ่งนี้ และมันก็แพงมากด้วย แพงกว่าธัญพืชอีกนะเจ้าคะ หากเราเพิ่มผลผลิตได้ ไม่ว่าจะขายพริกอย่างเดียวหรือทำเป็นเครื่องปรุงก็ทำเงินได้มากเลยละเจ้าค่ะ!”
นางซุนเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “สะใภ้สามพูดมีเหตุผล เช่นนั้นเราก็ปลูกพริกกัน!”
ลู่เหอหรงผู้เสนอความคิดคนแรก “…”
ทุกคน “…”
ที่แท้ สิ่งที่สะใภ้สามพูดล้วนถูกทุกอย่างนี่เอง
ตอนที่ 170: สุภาพสตรีซุนคิดการณ์ไกล
เมื่อเผชิญกับการเข้าข้างที่โจ่งแจ้งเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกภูมิใจมาก
นางยิ้มร่าแล้วกล่าวต่อ “เราซื้อที่ดินเพิ่มเยอะๆหน่อย เก็บไว้สำหรับปลูกพวกธัญญาหาร ที่เหลือก็ปลูกพริก สมุนไพร และมันฝรั่ง มันฝรั่งจะสร้างรายได้ได้มากในอนาคต เชื่อข้า ข้าแน่ใจว่าสร้างรายได้ได้และไม่ขาดทุนแน่นอนเจ้าค่ะ!”
แม้ในตอนนี้สิ่งเหล่านี้ยังไม่เป็นที่นิยม แต่เหอจิ่วเหนียงเชื่อว่าอนาคตจะขายได้แน่นอน
โดยเฉพาะพริกกับมันฝรั่ง สามารถเก็บไว้ได้นาน และยังเป็นที่ชื่นชอบของคนในยุคสมัยใหม่ แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่นิยมรับประทานสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นในยุคนี้ที่ของกินเล่นยังมีไม่หลากหลาย ของสองสิ่งนี้ก็เพียงพอที่ทำให้ครอบครัวลู่ทำเงินได้มหาศาลแล้ว!
“ตกลง พวกเราเชื่อน้องสะใภ้สาม!”
นางหยูเห็นด้วย นางไม่ใช่คนที่มีความคิดบรรเจิดเพียงนั้น นางยอมรับว่าการทำตามน้องสะใภ้สามอย่างไรก็ดีที่สุด
“เช่นนั้นพี่ใหญ่กับพี่รองก็รีบจัดการเรื่องซื้อที่ดินให้เร็วที่สุด ซื้อที่ดินมาได้ก็เริ่มใส่ปุ๋ยดูแลหน้าดิน รอฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็เริ่มเพาะปลูกได้เลย!”
ผู้เฒ่าลู่ตบโต๊ะเห็นด้วย ท่าทางเช่นนั้นทำให้เขาดูเด็กลงไปสิบปี
เขาไม่มีภาระต้องดูแลเรื่องอะไรมากมาย ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง จึงไม่ค่อยมีเรื่องให้พูด แต่เมื่อได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดเรื่องเหล่านี้ จู่ๆ เขาก็เหมือนเห็นภาพในอนาคต ครอบครัวทั้งทำการค้าเสื้อผ้า ขายสมุนไพร ขายอาหาร หลุดพ้นจากชาวนายากจนไปสู่ความร่ำรวย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อน
สองพี่น้องลู่พยักหน้าตอบรับ พวกเขารู้ว่าตนเองต้องเร่งจัดการให้เรียบร้อย เพราะการปรับสภาพดินจำเป็นต้องใช้เวลา
หลังจากทุกคนพูดจบ นางฉินจึงได้โอกาสถาม “แล้วตกลงน้องสะใภ้สามจะทำของกินอะไรล่ะ?”
นางสาบานได้ว่าตนเองไม่ได้ตะกละ แค่อยากรู้เท่านั้น!
ที่สำคัญ นี่เป็นเรื่องของการสร้างรายได้!
นั่นน่ะสิ!
ทุกคนนึกถึงเรื่องนี้ และหันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความอยากรู้
“อะแฮ่ม…”
เหอจิ่วเหนียงกระแอมเล็กน้อย แล้วขยิบตา “ที่บ้านมีสิ่งใดก็ขายสิ่งนั้นเจ้าค่ะ”
“ที่บ้านมีสิ่งใดอย่างนั้นหรือ…” เหลียนฮวากลอกตาคิด และแล้วก็นึกถึง ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ขึ้นได้ จึงถามด้วยความประหลาดใจ “อาสะใภ้จิ่วเหนียงหมายถึงเป็ด ไก่ และห่านใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
นางจำได้ว่าอาสะใภ้จิ่วเหนียงเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะรับซื้อสัตว์ปีก และเอาเนื้อของมันไปทำเป็นอาหารขาย
ในตอนนี้แต่ละครัวเรือนเพิ่งจะเริ่มเลี้ยง ดังนั้นในช่วงนี้สองพี่น้องจางจึงไปรับซื้อขนสัตว์มาจากหอสุราในตำบลอื่น ตอนนี้หากสามารถนำเนื้อมาเปิดทางขายก่อนได้ ต่อไปก็ไม่มีเรื่องต้องกังวลแล้ว
“เหลียนฮวาฉลาดจริงๆ ถูกต้อง ทำพวกไก่ เป็ด ห่าน! ต่อไปเราจะตั้งแผงขายข้างๆกัน การค้าทั้งสองทำร่วมกันได้ คนที่ไปขายจะได้ช่วยดูแลกันได้”
“ดี เช่นนี้ก็ดีเลย! ตอนนี้ร้านขายเสื้อผ้าของเราค่อนข้างมีชื่อเสียงในอำเภอบ้างแล้ว ถ้าเราขายอาหารข้างๆ การค้าต้องดีแน่นอน!”
ลู่กุ้ยหลานอดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้ ครอบครัวจะทำการค้าใหม่ นั่นหมายความว่าจะมีรายได้เพิ่มเข้ามาอีกทาง นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด
เมื่อเห็นทุกคนตื่นเต้นดีใจ เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าวให้เสียบรรยากาศ “เพียงแต่หากเราเริ่มขายอาหาร พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองจะทำงานที่โรงงานไม่ได้แล้ว อีกอย่าง การทำอาหารขายเราก็ควรทำให้ถูกวิธี อย่างน้อยก็ต้องรักษาความสะอาดในอาหารที่เราทำ คนกินเข้าไปจะได้ไม่เจ็บป่วย”
หากทำแค่จานเล็กๆก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก แต่หากครอบครัวลู่เริ่มรับซื้อไก่ เป็ด และห่าน นั่นหมายความว่าในทุกๆวันนอกจากขนสัตว์แล้ว ยังมีเนื้อสัตว์จำนวนมากที่ต้องจัดการเช่นกัน
ปริมาณค่อนข้างมาก ต้องสร้างโรงครัวที่เหมาะสมขึ้นมาสักหลัง
เมื่อได้ยินว่าจะสร้างโรงครัวขึ้นอีกหลังทุกคนก็เงียบไป เพราะคิดว่ามันเร็วเกินไป
เช่นนี้จะไม่สะดุดตาคนในหมู่บ้านเกินไปหรอกหรือ
นางซุนเงียบไป ก่อนจะถลึงตามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความขุ่นเคือง ผู้หญิงคนนี้ช่างผลาญเก่งซะจริง!
แต่อย่างไรการหาเงินก็เป็นเรื่องใหญ่ และไม่อาจทำลวกๆได้ ดังนั้นนางจึงแค่ลังเลเพียงครู่เดียว แล้วเอ่ยขึ้น “สร้าง! สร้างให้มันหลายๆห้อง เมื่อถึงตอนนั้นก็ซื้อคนสักสองสามคนมาทำงาน และต้องจัดการเรื่องที่อยู่ให้พวกนางด้วย”
นางซุนคิดว่าเรื่องทำอาหารต้องให้ผู้หญิงทำ และหญิงสาวในหมู่บ้านที่สามารถทำได้ส่วนมากก็ทำงานในโรงงานแล้ว ทางด้านนั้นงานยุ่งมาก ไม่อาจแบ่งคนออกมาทำอาหารได้ เมื่อใคร่ครวญอย่างละเอียดจึงทำได้แค่ต้องซื้อคนเพิ่ม
ที่สำคัญ สูตรอาหารที่จะใช้ขายก็หาได้ยากและแปลกใหม่ หากแพร่งพรายออกไปการค้าต้องแย่แน่ สูตรอาหารจะต้องเก็บไว้ในมือครอบครัวลู่ ด้วยเหตุนี้วิธีที่ดีที่สุดก็ทำได้เพียงซื้อคนเท่านั้นแล้ว
เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงว่านางซุนจะคิดได้อย่างรอบคอบถึงเพียงนี้ นางจึงตบไหล่หญิงชราเบาๆ แล้วกล่าวชมเชย “ยอดเยี่ยมไปเลย ท่านสุภาพสตรีซุนช่างคิดการณ์ไกลจริงๆเจ้าค่ะ!”
เดิมทีก่อนหน้านี้นางเองก็อยากซื้อช่างปักฝีมือกลับมา แต่คิดว่าครอบครัวอาจจะไม่เห็นด้วย ดังนั้นจึงไม่ได้ตัดสินใจทำไป
โชคดีที่ช่างปักฝีมือเหล่านั้นก็รู้ความ มาอยู่นานแล้วไม่เคยก่อเรื่องวุ่นวายเลย เรื่องหลักๆอย่างเช่นการออกแบบเสื้อผ้ากับผงหอมล้วนเป็นนางที่ควบคุมอยู่ ต่อให้มีคนใจชั่วคิดไม่ซื่ออยากได้เบาะแสเรื่องนี้ก็ไม่มีทางได้ไปแน่นอน
ทว่าเรื่องอาหารนั้นไม่เหมือนกัน แค่มีสูตรอาหาร ผู้ที่มีฝีมือในการทำอาหารล้วนสามารถทำได้ ดังนั้นผู้ที่จะให้มาทำงานนี้จำเป็นต้องควบคุมให้อยู่
ผู้เฒ่าลู่ถามอย่างสับสน “เช่นนั้นพรุ่งนี้จะให้ข้าไปขอซื้อที่ดินเพื่อสร้างจากผู้นำหมู่บ้านหรือไม่?”
“ตอนนี้ยังไม่จำเป็นเจ้าค่ะ” เหอจิ่วเหนียงเอ่ย “ก่อนหน้านี้พวกเราก็ซื้อที่ดินสำหรับปลูกสร้างไว้แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ ที่ดินที่เหลือส่วนนั้นล้วนถูกใช้เลี้ยงเป็ด ไก่ และห่านแล้ว ข้าคิดว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้เราเลี้ยงไว้ใกล้บ้านเห็นทีไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะมันจะส่งกลิ่นเหม็นได้เจ้าค่ะ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน อาจเกิดโรคติดต่อต่างๆได้ ข้าคิดว่าสู้เราเอาที่นาที่ซื้อมาที่เป็นดินจืดสักสี่ห้าหมู่ สร้างโรงเรือนล้อมสัตว์ปีกเหล่านี้ไว้ และสร้างห้องอุ่นๆไว้สักสามสี่ห้อง ไม่อย่างนั้นหน้าหนาวสัตว์เลี้ยงจะหนาวตายได้เจ้าค่ะ”
นั่นหมายความว่าต้องขยายพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็ปวดหัว ทั้งสร้างโรงเรือน ทั้งสร้างห้องอุ่นๆเช่นนี้ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากน่ะสิ
ที่สำคัญ การซื้อที่นาต้องใช้เงินหลายร้อยตำลึง ช่วงนี้ขายเสื้อผ้ากว่าจะเก็บเล็กผสมน้อยได้ไม่ใช้เรื่องง่ายเลย จะใช้จ่ายไปในพริบตาเช่นนี้หรือ
ทุกคนรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ที่เหอจิ่วเหนียงว่ามาก็มีเหตุผลจริง การเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ไว้ข้างบ้านก็ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนจริงๆ
อีกอย่าง เหอจิ่วเหนียงศึกษาวิชาแพทย์อยู่ นางบอกว่าอาจเกิดโรคติดต่อเช่นนั้นก็ต้องเชื่อนาง
ไม่อาจขี้เหนียวกับเงินเล็กๆน้อยๆ จนทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยได้
นางซุนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าขาแล้วกล่าว “ทำ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment