single mom ep171-180

ตอนที่ 171: กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ


เช้าวันรุ่งขึ้น เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ไปโรงหมอ แต่ขอให้ลู่จิ้งซวนฆ่าไก่และเป็ดให้


เมื่อวานคุยเขื่องออกไปแล้ว วันนี้ต้องแสดงฝีมือให้เห็นสักหน่อย


ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ลงมือทำเองเพราะกลัวว่ารสชาติจะไม่ได้เรื่อง ดังนั้นจึงให้นางหยูเป็นคนทำ ส่วนนางก็คอยบอกอยู่ข้างๆ


แต่ก็ใช่ว่านางจะไม่ทำอะไรเลย นางช่วยนางหยูหั่นเนื้อ และนำไปล้างจนสะอาด


 “หัวเป็ด คอเป็ด ตีนเป็ด เครื่องในเป็ด ตีนไก่ ปีกไก่ กึ๋นไก่ และส่วนต่างๆล้วนเป็นของดี โดยเฉพาะเครื่องในเป็ด ทิ้งไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงอธิบาย แต่นางหยูและนางฉินกลับรู้สึกงุนงง ปีกกับตีนไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างไรมันก็มีเนื้อ แต่ส่วนหัว คอ และเครื่องในเหล่านี้มันขายได้ด้วยหรือ


โดยเฉพาะไส้ที่มีของเสีย เศรษฐีมีเงินไม่ยินดีที่จะกินแน่นอน


เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาอยู่บ้านเกิด ครอบครัวยากจนไร้หนทางจำต้องกินของเหล่านั้นอย่างไม่อาจเลี่ยง ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว จะเอาของเหล่านี้มาทำการค้าหรือ


หรือว่าน้องสะใภ้สามจะพุ่งเป้าไปที่คนยากจน?


“น้องสะใภ้สาม ของพวกนี้จะขายได้จริงๆหรือ?”


นางหยูมองเครื่องในเหล่านั้นด้วยความรังเกียจเล็กน้อย คิดถึงเมื่อก่อนตอนที่ล้างของสกปรก.สกปรกพวกนี้แล้วก็รู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมา


“ขายได้แน่นอนเจ้าค่ะ! และขายได้ราคาสูงด้วยนะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวด้วยท่าทางมั่นใจมาก ทำให้อีกสองคนไม่อาจคัดค้านได้


สิ่งที่เหอจิ่วเหนียงจะทำนั่นก็คือ อาหารว่างที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคสมัยใหม่อย่าง ‘คอเป็ดตุ๋น’ นั่นเอง 


เนื่องจากข้อจำกัดในตอนนี้ จึงทำได้แค่สองรสชาติเท่านั้น คือรสพะโล้กับรสเผ็ด


ที่เหอจิ่วเหนียงรอคอยที่สุดก็คือรสเผ็ดจัดจ้าน เพราะสิ่งนี้หากได้ลองแล้วถูกใจละก็ ไม่ได้กินสามวันก็จะรู้สึกเปรี้ยวปากอยากกินจนแทบทนไม่ไหวเลยแหละ ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะขายไม่ได้


นางหยูและนางฉินรู้ว่าเหตุผลของตัวเองสู้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ และยินดีที่จะเชื่อนาง พวกนางจึงไม่พูดมาก ทำออกมาก่อนเดี๋ยวก็รู้เอง


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกับนางฉินกำลังเตรียมวัตถุดิบ นางหยูก็ปรุงเครื่องพะโล้เสร็จแล้ว เครื่องปรุงหลายอย่างนางไม่เคยเห็นมาก่อน เหอจิ่วเหนียงเป็นคนเตรียมให้ บอกว่าของเหล่านี้เป็นสมุนไพร นำมาเป็นเครื่องปรุงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก


นางเป็นแค่สาวชาวนาจะไปเข้าใจอะไรมาก อย่างไรก็ทำตามที่น้องสะใภ้สามบอกก็แล้วกัน


ตอนแรกนางมองน้ำแกงสีดำที่อยู่ในหม้อ ในใจทั้งรู้สึกสงสัยและกังวล


แต่กลิ่นยิ่งหอมขึ้นเรื่อยๆ จนชวนให้น้ำลายสอ นางจึงได้รู้ว่าที่น้องสะใภ้สามพูดมานั้นเป็นเรื่องจริง!


“น้ำแกงเริ่มได้ที่แล้ว เอาใส่ลงไปเลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงชี้นิ้วสั่ง ไม่เพียงใส่เนื้อลงไปเท่านั้น ยังใส่ไข่ไก่ที่ต้มไว้ก่อนแล้วลงไปด้วย


เมื่อมองไข่ไก่ในหม้อที่ค่อยๆเปลี่ยนสี เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะเลียริมฝีปากไม่ได้ ไม่ได้กินไข่พะโล้มานานแล้ว


นำวัตถุดิบใส่ลงไป หรี่ไฟอ่อนๆตุ๋นไปสักพักก็เป็นอันเสร็จ ระหว่างนี้ยังไม่จำเป็นต้องทำอะไร นางหยูกับนางฉินจึงออกไปข้างนอก กลิ่นนี่ช่างหอมชวนน้ำลายสอซะจริง หากอยู่ในห้องครัวต่อคงทนไม่ไหวเป็นแน่


ทว่า ทันทีที่พวกนางเดินออกไปก็เผชิญกับสายตาของพวกผู้ชายที่กำลังประกอบจักรเย็บผ้าอยู่ที่ลานบ้าน สิ่งที่แสดงออกมาจากแววตาพวกนางต่างเข้าใจดี มันคือความปรารถนาอันแรงกล้า!


“พี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านทำอะไรกันหรือ เหตุใดถึงได้หอมเช่นนี้!”


จางซงกลืนน้ำลายไปอึกใหญ่ เขาไม่มีกะจิตกะใจทำงานต่อได้เลย กลิ่นหอมนี่ชวนน้ำลายไหลกว่าน้ำมันพริกเมื่อวานเสียอีก!


“ก็ทำพวกเป็ดไก่อย่างไรล่ะ น้องสะใภ้สามบอกว่าต่อไปจะเรียกมันว่า ‘เป็ดดำลู่’ เราสองคนก็ทนกลิ่นหอมนั่นไม่ไหวเหมือนกันก็เลยออกมา ให้ตายเถอะ หอมขึ้นหัวข้าแล้วเนี่ย!”


นางหยูเม้มปาก อันที่จริงนางฉวยโอกาสนี้ลอบกลืนน้ำลายต่างหาก ความจริงแล้วอาหารการกินที่บ้านก็ไม่เลว ได้กินเนื้อสัตว์อยู่บ่อยๆ แต่วันนี้ได้กลิ่นอันหอมหวนเช่นนี้ก็ยังทนไม่ไหวอยู่ดี 


ตอนแรกที่น้องสะใภ้สามบอกว่าจะต้มพวกเครื่องใน พวกนางยังไม่เห็นด้วยเลย ทว่าตอนนี้กลิ่นหอมโชยออกมาเช่นนี้ พวกนางไม่มีความคิดที่จะคัดค้านอีกต่อไปแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของพวกเขาก็อดยิ้มไม่ได้ “ยังไม่เสร็จเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวสุกแล้วไปเรียกท่านแม่และพวกน้องๆมา พวกเรากินกันก่อน!”


โก่วเอ๋อร์เงยหน้าพลางกล่าว “ท่านแม่ ไม่รอพี่เหลยจื่อกับพี่เหลียนฮวากลับมาก่อนหรือขอรับ?”


“รอไม่ไหวแล้ว เราตักแบ่งไว้ให้พวกเขาก็ได้!”


เหอจิ่วเหนียงหยิกแก้มบุตรชาย มองโก่วเอ๋อร์ที่หลายเดือนก่อนยังเป็นเด็กหัวโตขาดสารอาหารจนตอนนี้เป็นเด็กน้อยอวบอ้วนขาวน่ารัก คนเป็นแม่รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จอย่างมาก นี่คือผลลัพธ์ที่นางพยายามป้อนทีละนิดๆเชียวนะ!


“นั่นน่ะสิ ถูกแล้ว พวกเด็กๆจะกินหรือไม่ก็แล้วแต่ พวกเรามากินกันก่อน!”


ผู้เฒ่าลู่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขานั่งไม่ติดแล้วจริงๆ ลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปในห้องครัว อยากดูว่าอาหารที่เรียกว่าเป็ดดำลู่นี่ตกลงมันทำเช่นไรกันแน่


ทว่าเขาก็ไม่ใช่คนที่ทำอาหารเป็น เข้าไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เขาเห็นเพียงแค่น้ำหม้อหนึ่งกำลังต้มเครื่องในที่ปกติเป็นส่วนที่คนรังเกียจ


คนเฒ่าคนแก่อย่างเขาไม่ค่อยเข้าใจ ของเหล่านี้ดูไปแล้วก็ไม่ได้น่าสนใจเท่าไร ทว่ากลิ่นหอมของมันช่างยั่วยวนชวนน้ำลายสอยิ่งนัก 


โชคดีที่ของเหล่านี้ไม่ได้ใช้เวลาต้มนาน ไม่นานก็สุกแล้ว เหอจิ่วเหนียงตักทุกอย่างขึ้นมา จากนั้นนำมันฝรั่ง รากบัวฝาน และเห็ดหอมใส่ลงไปต้มต่อ


เหอจิ่วเหนียงให้โก่วเอ๋อร์ไปเรียกพวกนางซุนที่โรงงาน ความหอมของกลิ่นนี้ลอยไปไกลถึงโรงงานนานแล้ว ทันทีที่พวกเขากลับมาต่างก็พูดคุยกันไม่หยุด 


โดยเฉพาะนางซุน ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาก็บ่นทันที “ห้องครัวต้องสร้างให้ไกลโรงงานสักหน่อย ไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบทางฝั่งโรงงาน แต่ละคนนั่งน้ำลายไหลไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานกันแล้ว!”


ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นเข้าใจดี จึงพยักหน้าหงึกหงัก พวกนางต่างน้ำลายท่วมปากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแรงงานหญิงในโรงงานเหล่านั้นเลย ปกติก็ไม่ค่อยได้กินเนื้อสัตว์กันอยู่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงแบ่งอาหารออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกใส่น้ำมันพริกลงไป คนให้เข้ากันเล็กน้อย อีกส่วนไม่ใส่อะไรเพิ่ม


จากนั้นหยิบชามอีกใบตักแบ่งไว้ให้พวกเหลยจื่อ และยกที่เหลือทั้งหมดไปที่ลานบ้านให้ทุกคนได้กินกัน


เมื่อเห็นพวกหัวและตีน ทุกคนต่างก็ไม่รู้ว่าจะกินเช่นไร ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ได้มีเนื้อ เด็กๆกินไปก็ไม่ได้อะไร พวกผู้หญิงก็ไม่อยากกิน จึงให้สามีตนเองกิน


นางซุนหยิบหัวเป็ดขึ้นมาหมุนมองซ้ายขวา ไม่รู้ควรทาบปากลงตรงไหน


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เห็นถึงปัญหานี้เลย นางตักไข่พะโล้ลูกหนึ่งให้โก่วเอ๋อร์ จู่ๆก็พบว่าทุกคนกำลังมองมาที่นาง


“มองอะไรกันเจ้าคะ อยากกินตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังไม่กินอีกล่ะเจ้าคะ?”


นางมองทุกคนด้วยความแปลกใจ หรือทุกคนจะรอนางอย่างนั้นหรือ?


คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง


“ก็…ข้าไม่รู้ว่ามันต้องกินเช่นไรนี่”


นางหยูยิ้มแห้ง ส่วนที่ต้องกัดแทะก็ไม่รู้จะกัดแทะเช่นไร ส่วนที่ไม่จำเป็นต้องกัดแทะอย่างเช่นพวกไส้และกึ๋นนางก็ไม่ค่อยกล้ากิน


“เอาเข้าปากก็กินได้แล้วเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวพร้อมคีบไส้เป็ดขึ้นมายัดเข้าปากทันที


ตอนที่ 172: ครอบครัวลู่ผู้มั่งคั่ง


ทันใดนั้นทุกคนก็เบะปากแสดงสีหน้าหมดคำพูดออกมา ไม่อยากจะคิดเลยว่ารสชาติในปากจะเป็นเช่นไร


ทว่าเหอจิ่วเหนียงเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งยังเป่าลมออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจมากอีกด้วย


“หอมจริงๆ! ถ้าพวกท่านไม่กินเช่นนั้นข้ากินเองนะ!”


ขณะพูดนางคีบไส้เป็ดอีกคำเข้าปาก จากนั้นหยิบหัวเป็ดขึ้นมาแล้วทำท่าทางอวดทุกคน


ท่าทางการกินของนางทำให้ทุกคนน้ำลายสอได้สำเร็จ นางหยูเป็นคนแรกที่คีบไส้เป็ดมากิน ตอนแรกปิดตาแน่นพยายามฝืนเคี้ยว ทว่าต่อมาสีหน้าก็ยิ่งผ่อนคลายมากขึ้น ยิ่งเพลิดเพลินมากขึ้นเรื่อยๆ ชั่วขณะนั้นนางก็ได้เปิดโลกใหม่ทันที


“เป็นเช่นไรบ้าง?”


ทุกคนมองอย่างรอคอย แม้จะเดาบางอย่างได้จากสีหน้าของนาง แต่พวกเขาก็ยังอยากได้ยินจากปากนาง


“อร่อยเจ้าค่ะ!”


นางหยูกลืนไส้เป็ดในปากลงไป แล้วคีบกึ๋นไก่มากิน “ข้าไม่เคยกินเครื่องในที่หอมเช่นนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!”


ชามที่นางกินเมื่อครู่ไม่ได้ใส่น้ำมันพริก ต่อมานางจึงลองชามน้ำมันพริกดู พบว่ามันทั้งเผ็ดและสดชื่นจริงๆ!


“อร่อย อร่อยมากเจ้าค่ะ อร่อยมากจริงๆเจ้าค่ะ!”


นางหยูพยักหน้ารัวๆ ทุกคนทนไม่ไหวอีกต่อไป


คนที่กัดหัวเป็ดไม่เป็นก็กินไส้ กินปีก หรือตีนมันก่อน แต่ดูเหมือนว่าเหอจิ่วเหนียงชอบกินหัวเป็ดเป็นพิเศษ ทั้งหมดมีเพียงสามหัวเท่านั้น แล้วหั่นครึ่งเป็นหกซีก เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงกินไปแล้วสามซีก นางซุนก็ตาเร็วมือไวรีบหยิบมากินซีกหนึ่ง 


โชคดีที่พวกเขาอายุไม่ได้มากนัก ฟันยังแข็งแรงอยู่ กัดของเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา


ตอนแรกนางซุนคิดว่าหัวเป็ดมีหนังเพียงเล็กน้อย คงไม่อร่อย แต่ยิ่งแทะเข้าไปก็ยิ่งติดใจ รสชาตินี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!


ชิ้นที่นางหยิบนี้ใส่น้ำมันพริกไปด้วย กินไปก็สูดปากด้วยความเผ็ดไป ไม่ต้องบอกเลยว่าเอร็ดอร่อยมากเพียงใด


นอกจากนี้ยังมีพวกตีนเป็ดตีนไก่ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก ครอบครัวลู่ที่ได้เปิดโลกใหม่จึงแย่งชิงกันทันที


ส่วนที่แปลกประหลาดเหล่านี้กลับถูกแย่งชิง และส่วนอื่นๆที่เป็นเนื้อกลับเหลือเต็มชาม


ตามหลักแล้วนอกจากส่วนเนื้อติดกระดูก ส่วนอื่นๆน้อยมากที่คนจะชอบ ทว่าในยุคสมัยใหม่กลับกินกันทุกส่วน ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงนำลงหม้อต้มทั้งหมด


เมื่อกินใกล้เสร็จแล้วและผักที่ตุ๋นไว้ในหม้อก่อนหน้านี้ก็สุกแล้ว เหอจิ่วเหนียงตักมันขึ้นมาใส่หม้อเล็กๆจนเต็ม แล้ววางไว้ต่อหน้าทุกคน


เมื่อครู่มีประสบการณ์มาแล้ว ทุกคนจึงไม่สงสัยอีกต่อไป ทันทีที่หม้อใบเล็กถูกวางลงตรงหน้าทุกคนก็ลงมือทันที และแล้วทุกคนก็ได้ประจักษ์ว่า แม้แต่ผักก็มีรสชาติที่ต่างไปจากเดิม อร่อยมาก!


ตอนนี้ในใจครอบครัวลู่มีเพียงความคิดเดียวนั่นก็คือ สิ่งนี้สามารถสร้างรายได้ได้!


“น้องสะใภ้สาม เป็ดไก่กินเช่นนี้ได้ แล้วห่านล่ะ สามารถกินเช่นนี้ได้หรือไม่?”


นางหยูมีพรสวรรค์ในการทำอาหาร นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดน้องสะใภ้สามถึงให้ทำแค่เป็ดกับไก่ ไม่ทำห่านด้วย


“ความจริงมันก็ได้เจ้าค่ะ แต่เนื้อห่านมันมันเลี่ยน ถ้าหากเอามาทำรสชาติจะไม่ค่อยดีนัก ข้าเลยคิดว่าจะทำอีกแบบเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่อีกวิธีที่ว่าต้องใช้เวลา ดังนั้นนางจึงจัดการกับเป็ดและไก่ก่อน


นางหยูได้ยินดังนั้นจึงกล่าวทันที “น้องสะใภ้สาม เจ้าอยากให้ทำเช่นไรก็บอกมาได้เลย พวกเราจะทำตามที่เจ้าบอก!”


แม้เรื่องอื่นจะทำไม่ค่อยได้ แต่เรื่องทำอาหารนับว่านางมีฝีมือ และเป็นสิ่งที่นางชอบทำด้วย


“ตกลงเจ้าค่ะ เรามาทำการค้าเป็ดไก่นี้ให้มั่นคงก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีเจ้าค่ะ เพียงแต่พี่สะใภ้ใหญ่ ถ้าการขายอาหารเริ่มขึ้น ท่านกับพี่สะใภ้รองจะไม่สามารถทำงานที่โรงงานได้อีกนะเจ้าคะ ตำแหน่งของพวกท่านต้องมีคนเข้ามาแทน”


งานของทั้งสองนั้นเรียบง่าย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้


“ข้าคิดว่าซุ่ยเอ๋อร์กับพี่สะใภ้ฉีก็ไม่เลวนะ พวกนางเป็นคนตระกูลลู่เหมือนกัน ปกติก็ขยันทำงานกันมาก ความสามารถก็ไม่เลวเลย”


เมื่อพูดถึงคนที่รับผิดชอบ ความคิดแรกของนางหยูก็คือญาติตระกูลเดียวกัน อย่างไรเสียพวกนางก็มีมิตรภาพกันมาอย่างยาวนาน และเชื่อใจได้


“ใช่ ข้าก็ว่าซุ่ยเอ๋อร์กับพี่สะใภ้ฉีเหมาะสม ปกติในยามที่เกิดเรื่องขึ้นกับครอบครัวเรา ซุ่ยเอ๋อร์กับพี่สะใภ้ฉีจะเป็นคนแรกที่ออกหน้าช่วยพวกเรา!”


นางฉินก็ช่วยพูดด้วยว่าซุ่ยเอ๋อร์กับพี่สะใภ้ฉีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาตั้งแต่อยู่ที่บ้านเกิดแล้ว ตลอดทางลี้ภัยก็ช่วยเหลือกันมาตลอด พวกนางเหมาะสมที่จะเป็นผู้ถูกเลือกมากที่สุด


“ตกลงเจ้าค่ะ เช่นนั้นก็ให้ซุ่ยเอ๋อร์กับพี่สะใภ้ฉีลองทำดู โรงครัวยังไม่ได้สร้าง ช่วงนี้พี่สะใภ้ทั้งสองก็สอนงานให้พวกนาง สิ่งใดที่พวกนางทำไม่เป็นก็รีบสอนให้เป็น อย่างน้อยให้ฝึกให้พวกนางคิดเลขเป็น”


เหอจิ่วเหนียงมอบหมายงานโดยที่ไม่มีผู้ใดคัดค้าน 


เพียงแต่ต้องลำบากนางหยูกับนางฉินเสียแล้ว เดิมทีคิดว่าแค่ออกจากตำแหน่ง ไม่นึกว่าต้องรับหน้าที่สอนด้วย นี่ไม่เป็นการทรมานพวกนางหรอกหรือ 


สีหน้าของทั้งสองขมขื่น และจู่ๆ ตีนเป็ดในมือก็ไม่หอมอีกต่อไป

…...


มีแผนการแล้ว เงินก็มีไม่ขาดมือ ไม่นานนักโรงครัวของครอบครัวลู่ก็เริ่มดำเนินการสร้าง ส่วนเรื่องการซื้อที่นาก็จัดการไปได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน สองพี่น้องลู่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ไม่นานนักก็ได้ลงนามสัญญาที่ดิน ซื้อมาทั้งหมดสองร้อยหมู่ ซึ่งประกอบด้วยที่ดินอุดมสมบูรณ์คุณภาพสูงเก้าสิบสองหมู่ ที่ดินคุณภาพปานกลางแปดสิบเจ็ดหมู่ และที่ดินแห้งแล้งคุณภาพต่ำจำนวนยี่สิบเอ็ดหมู่


จ่ายไปทั้งหมดแปดร้อยห้าสิบตำลึง ซึ่งเงินทั้งหมดเป็นกำไรที่ได้มาจากโรงงานเสื้อผ้าในช่วงนี้นั่นเอง


ทั้งนี้ครอบครัวลู่ยังมีเงินเพื่อสร้างโรงครัว และโรงเรือนอุ่นสำหรับเลี้ยงสัตว์ปีก แสดงให้เห็นว่าร่ำรวยมากแล้วจริงๆ


ถูกต้อง สร้างโรงเรือนอุ่นสำหรับเลี้ยงสัตว์ปีกก็สร้างด้วยมือ ซื้อที่ดินคุณภาพต่ำในหมู่บ้านมาหกหมู่พอดี และเป็นที่ดินติดกันอีกด้วย จะปลูกธัญพืชใดก็ยาก ครอบครัวลู่คำนวณดูแล้วจึงตัดสินใจล้อมไว้เลี้ยงสัตว์ปีก


จากคำแนะนำของเหอจิ่วเหนียง จึงขุดบ่อน้ำเล็กๆขึ้นมาให้สัตว์เหล่านี้โดยเฉพาะ


คนที่อยากรู้อยากเห็นต่างก็พากันไปดูโรงเรือนอุ่นนี้ เห็นแล้วต่างก็อุทาน สร้างดีกว่าที่อยู่อาศัยของคนซะอีก!


ทางด้านเฉียนเถี่ยซู่แทบใช้ชีวิตต่อไปไม่ไหวแล้ว ครอบครัวลู่ไม่ยอมซื้อที่นาของพวกเขา เขาก็วิ่งเต้นไปในอำเภอ ในอำเภอมีครอบครัวคนร่ำรวยเยอะ เมื่อรู้ว่าเขาต้องการขายที่ก็อยากซื้อ แต่ได้ยินมาว่าเขาขายแค่สิบหมู่ รู้สึกว่าน้อยเกินไป อีกทั้งที่นาก็ไม่ได้อยู่ติดกัน จึงไม่พอใจเท่าไร เสนอราคาซื้อเพียงแค่หนึ่งถึงสองตำลึงเท่านั้น


เฉียนเถี่ยซู่เสียดายที่นาของตนเอง จำใจขายไม่ได้จึงกลับมามือเปล่า


และในตอนนี้ซุ่ยเอ๋อร์กับนางฉีแอบย่องไปหาเหอจิ่วเหนียงที่บ้านครอบครัวลู่ 


“พวกเจ้าจะซื้อที่ของครอบครัวเฉียนอย่างนั้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงมองพวกนางด้วยความประหลาดใจ รู้สึกว่าความคิดของสองคนนี้ไม่เลวเลย ฉลาด ทั้งยังกล้าหาญมาก


“ใช่ ข้าได้ยินมาว่าเขาเข้าไปขายที่อำเภอมา คนที่อำเภอให้ราคาต่ำมาก พวกเรามาคิดๆดูแล้ว พวกเขากำลังขาดเงินอยู่ไม่ใช่หรือ ให้แค่สามตำลึงก็น่าจะซื้อมาได้ จิ่วเหนียง เจ้าเป็นคนมีหัวการค้า เจ้าคิดว่าสิ่งที่พวกข้าคิดจะทำได้หรือไม่?”


ซุ่ยเอ๋อร์และนางฉีทำงานกับครอบครัวลู่มาตั้งแต่แรก ระหว่างทางลี้ภัยก็ได้แบ่งเงินให้พวกนาง มาถึงที่นี่ก็เก็บสมุนไพรกับครอบครัวลู่อยู่ช่วงหนึ่ง ต่อมาก็เข้ามาทำงานที่โรงงาน โดยเฉพาะซุ่ยเอ๋อร์ สามีของนางก็ช่วยครอบครัวลู่สร้างบ้านมาโดยตลอด เก็บเงินได้ไม่น้อย หลังจากคืนเงินที่ยืมมาจากครอบครัวลู่แล้วก็ยังมีเงินเก็บ แม้จะซื้อที่ดินได้ไม่มากนัก แต่การได้ครอบครองที่ดินไม่กี่หมู่ สำหรับพวกเขานับว่าก้าวหน้าขึ้นแล้ว


ตอนที่ 173: ในอันโจวไม่มีร่องรอยของสามคนนี้


“ได้สิ ซื้อที่ดินในหมู่บ้านราคานี้ได้นับว่าคุ้มมาก ที่ครอบครัวข้าไม่ซื้อที่นาของครอบครัวเฉียนเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาก็เท่านั้น แต่พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มและมองไปที่นางหยูและนางฉิน


นางหยูก็กล่าวขึ้น “ใช่ ได้มาในราคาถูก ใครไม่เอาก็โง่แล้ว! โอกาสดีเช่นนี้จะพลาดไม่ได้เชียว นี่พวกเจ้าสองครอบครัวคิดจะแบ่งกันใช่หรือไม่?”


“เปล่าหรอก พวกเราไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น ข้าอยากซื้อแค่สองหมู่ ส่วนพี่สะใภ้ฉีซื้อแค่หมู่เดียว รอได้เงินปีใหม่มาค่อยซื้อเพิ่ม”


ซุ่ยเอ๋อร์โบกมือพลางกล่าว แม้พวกเขาไม่ได้มีเงินมากนัก แต่ขณะที่พูดนั้นก็ยังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ มาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานพวกเขาก็เก็บเงินได้ไม่น้อยแล้ว กระทั่งยังมีเงินซื้อที่นาอีก นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าวาดฝันมาก่อนเลย ไม่มีสิ่งใดต้องอับอาย และเป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจด้วยซ้ำ


เงินเหล่านี้ เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเกิด ทั้งปีก็หามาไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ข้าว่าพวกเจ้าซื้อน้อยเกินไป ครอบครัวเฉียนคงไม่ยอมขาย พวกเจ้าไปลองถามพวกพี่ใหญ่ฟู่กุ้ยดูด้วยดีหรือไม่ ครอบครัวละนิดละหน่อย ซื้อทั้งสิบหมู่ทีเดียว จำนวนคนเยอะก็มีกำลังซื้อได้เยอะ วันข้างหน้าต่อให้ครอบครัวเฉียนมาเสียดายทีหลังก็จะไม่กล้ามาหาเรื่องพวกเจ้า”


“ข้าว่าที่เจ้าพูดมาก็ถูก! ตกลง ข้าเชื่อเจ้า เช่นนั้นพวกข้าจะไปถามพวกพี่ใหญ่ฟู่กุ้ยดู!”


พวกเขาเป็นครอบครัวที่ลี้ภัยมาด้วยกัน เก็บเงินทีละนิดทีละหน่อยจนตอนนี้สามารถซื้อที่นาได้แล้ว


อันที่จริงนางฉีกับบุตรสาวสามารถซื้อได้สองถึงสามหมู่ แต่พวกนางสองแม่ลูกทำงานในโรงงาน ปกติแล้วไม่มีเวลาดูแลที่นา จึงอยากซื้อแค่หมู่เดียวเพื่อเอาไว้ใช้ปลูกธัญญาหารไว้กิน


ทั้งสองกล่าวขอบคุณเหอจิ่วเหนียงก่อนจะเดินกลับไป


นางหยูกล่าวขึ้น “ญาติๆของพวกเราอยู่ดีกินดีขึ้นแล้ว ที่พวกเรามีวันนี้ได้นับว่าเป็นความโชคดีมากจริงๆ”


“นั่นน่ะสิ ทั้งหมดนี้ต้องขอบใจน้องสะใภ้สาม! น้องสะใภ้สาม เจ้าคือดาวนำโชคของพวกเรา!”


พูดถึงตรงนี้นางฉินก็อดที่จะปาดน้ำตาไม่ได้ หากครอบครัวของท่านแม่นางยังมีชีวิตอยู่ และได้เจอกับนาง ทุกคนก็คงได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นได้แน่นอน ทว่าตอนนี้…


เมื่อเห็นท่าทางนางฉิน ในใจนางหยูก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย อย่างน้อยนางฉินก็ยังมีหลานสาวอยู่ข้างกาย แต่นางกลับไม่ได้ข่าวคราวของครอบครัวท่านแม่ตัวเองเลย ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงได้วาดภาพนำไปให้ทางการช่วยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าไร้ความคืบหน้า


อันที่จริงนางก็ไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว แค่บางครั้งพอนึกถึงก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาก็เท่านั้น


เหอจิ่วเหนียงเห็นเช่นนี้จึงแอบถอยออกมา บรรยากาศหดหู่เกินไป นางไม่เข้าร่วมดีที่สุด

…...


หลังจากผ่านความพยายามมาในช่วงหนึ่ง ในที่สุดจักรเย็บผ้าทั้งหมดก็ได้นำมาใช้งาน คนงานหญิงได้ใช้คนละเครื่อง สินค้าที่ผลิตออกมาได้แต่ละวันเพิ่มปริมาณขึ้นจำนวนมาก


เสื้อผ้าของครอบครัวลู่ไม่จำเป็นต้องวัดขนาด เหอจิ่วเหนียงยึดขนาดตามคนยุคใหม่ แบ่งออกเป็นสามขนาดใหญ่ ได้แก่ขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก อย่างไรในแต่ละวันก็ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่ามีคำสั่งซื้อเท่าไรก็พร้อมขาย


คำสั่งซื้อที่ไม่เร่งรีบก็มี สินค้าเหล่านั้นล้วนแต่เป็นการสั่งตัดพิเศษ ต้องให้ช่างปักฝีมือปัก และต้องใช้เวลาหลายวัน โชคดีที่สินค้าจำพวกนี้ราคาสูง แม้เสียเวลาไปหลายวันแต่ทำออกมาแล้วนับว่าคุ้มค่ากับเงินที่ได้ ดังนั้นค่าแรงของช่างปักฝีมือจึงสูงกว่าค่าแรงคนงานหญิงทั่วไป


และแน่นอนว่าพวกคนงานหญิงไม่มีใครเอ่ยปากบ่น ตอนนี้พวกนางใช้จักรเย็บผ้าซึ่งสบายกว่าเมื่อก่อนมาก รายได้ก็เพิ่มมากขึ้น ยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีกกัน


กลับกันเมื่อเห็นคนงานหญิงทำงานกันสบายเช่นนี้ ช่างปักฝีมือก็กลายเป็นฝ่ายบ่นแทน พวกนางมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อครอบครัวลู่จึงกล้าพูด เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียง ทุกคนต่างก็เข้าไปถามว่าเมื่อไรจะทำจักรเย็บผ้าที่สามารถปักลายให้พวกนางบ้าง


เหอจิ่วเหนียงโบกมือไปมา แม้ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ของเช่นนั้นมันซับซ้อนเกินไป และต้องใช้ไฟฟ้าเป็นตัวช่วย ในยุคสมัยนี้จึงไม่อาจทำได้


เคราะห์ดีที่ช่างปักฝีมือเหล่านี้รู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ ก็แค่ลองคิดเล่นๆเท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้มาจริงๆ

…...


ด้านครอบครัวเฉียน บัดนี้พวกเขายากจนเงินขาดมือจริงๆ เศรษฐีในอำเภอให้ราคาต่ำเกินไป เมื่อได้ยินพวกซุ่ยเอ๋อร์เสนอราคาสามตำลึงให้ก็รู้สึกปวดใจ แต่เพียงไม่นานในที่สุดก็ตกลงขาย ดังนั้นภายในชั่วพริบตาก็ได้รับเงินสามสิบตำลึง มีเงินใช้ในวันปีใหม่แล้ว 


หลายวันที่ผ่านมานางหลี่ได้แต่นั่งด่าครอบครัวลู่ทั้งวัน พร่ำโทษว่าหากไม่ใช่เพราะครอบครัวลู่จงใจกลั่นแกล้ง ที่นาของนางก็คงไม่ต้องขายในราคาสามตำลึงเช่นนี้


ทว่าคำพูดเหล่านี้ชาวบ้านในหมู่บ้านได้ยินแล้วก็ทำเป็นฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้ช่วยครอบครัวนี้วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวลู่แต่อย่างใด


ทุกคนล้วนรู้กันดีว่าครอบครัวลู่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวเฉียน และเพื่อเอาใจครอบครัวลู่ เมื่อได้ยินนางหลี่ให้ร้ายครอบครัวลู่ พวกเขาจึงช่วยด่านางหลี่แทน


เรื่องเช่นนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นพิเศษ


ครอบครัวลู่กำลังยุ่งอยู่กับการทำการค้า…

.......


ส่วนทางด้านหนานไท่ โหลวชง คนสนิทที่ลู่ไป่ชวนส่งออกไปทำภารกิจบางอย่างเมื่อครึ่งเดือนก่อนก็กลับมาแล้ว และยื่นจดหมายในมือให้เขา


“นายท่านสาม แม่นางเว่ยไม่ได้ฝากคำพูดใดมาขอรับ ฝากมาแค่จดหมายฉบับนี้”


ได้ยินวาจาของโหลวชง ใจลู่ไป่ชวนตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม จดหมายฉบับนี้หนามาก เขาคาดเดาได้ว่าด้านในมีอะไร


“อืม เจ้ากลับไปพักเถอะ”


เขาฝืนยิ้มบอกให้ลูกน้องกลับไปพัก ก่อนจะค่อยๆเปิดจดหมายอย่างเงียบๆ 


เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด เป็นตั๋วเงินที่เขามอบให้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้นางคืนกลับมาให้ครึ่งหนึ่ง


ตามกฎ หากทำงานสำเร็จก็จะรับเงินทั้งหมดไป หากไม่สำเร็จจะคืนเงินให้ครึ่งหนึ่ง


นอกจากนี้ยังมีรายชื่อหนึ่งฉบับและจดหมายหนึ่งฉบับที่เขียนอักษรมาเพียงไม่กี่คำ


…‘ในอันโจวไม่มีร่องรอยของสามคนนี้ อาจประสบภัยระหว่างทางลี้ภัยไปแล้ว เสียใจด้วย’...


แม้เป็นเพียงข้อความสั้นๆ แต่ลู่ไป่ชวนกลับมองอยู่นานกว่าจะเรียกสติกลับมาได้


ญาติพี่น้องมากมายเพียงนั้น จะไม่มีใครรอดสักคนเลยอย่างนั้นหรือ


เขารีบหยิบรายชื่อฉบับนั้นมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ล้วนเป็นชื่อของคนแซ่ลู่ทั้งสิ้น ทว่าไม่มีชื่อที่เขาคุ้นเคยเลยสักชื่อ


เป็นไปไม่ได้!


ญาติพี่น้องสกุลลู่ตั้งหลายคน จะไม่มีใครรอดสักคนได้อย่างไร


หรือว่าพวกเขาไม่ได้ไปอันโจว?


หรือประสบพบเจอปัญหาระหว่างทางแล้วเปลี่ยนเส้นทางไป


ใช่ ไม่ผิดแน่ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!


เขาออกแรงบีบกระดาษในมือจนยับโดยไม่รู้ตัว


เขาไม่เชื่อว่าคนในครอบครัวจะถูกฆ่าตายหมด คงต้องกลับไปหาด้วยตัวเองแล้ว


เห็นทีต้องรีบปิดฉากเรื่องทางนี้ให้เร็วที่สุด


หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง เขาหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง และเรียกลูกน้องคนหนึ่งเข้ามา “หาทางเข้าไปในวัง นำจดหมายฉบับนี้ส่งถึงมือฮ่องเต้หนานไท่ให้ได้”


ช่วงนี้เขาเตรียมพร้อมมาโดยตลอด หากทุกอย่างราบรื่น หลังปีใหม่ก็น่าจะกลับเป่ยเหยียนได้แล้ว หลังจากนั้นเขาจะขอลาพักกับเฉินอ๋องสักช่วงหนึ่งออกตามหาครอบครัว

…...


ในคืนวันเดียวกัน ฮ่องเต้หนานไท่ได้รับจดหมายของลู่ไป่ชวนแล้ว ในจดหมายระบุว่ายินดีแก้ไขปัญหาในตอนนี้ให้ แต่ต้องจ่ายเงินเป็นการตอบแทน


ผู้ลงนามจดหมายคือโรงพนันซุ่นอวี่


ฮ่องเต้หนานไท่อ่านจดหมายแล้วจมอยู่กับความคิดไปครู่ใหญ่ 


ผู้ที่อยู่เบื้องหลังโรงพนันซุ่นอวี่เป็นใครกันแน่


เขาสงสัยมาตลอดว่าฝ่ายตรงข้ามน่าจะเป็นคนเป่ยเหยียน รวมถึงเรื่องการตายขององค์รัชทายาทก็ไม่อาจปัดความสงสัยจากตัวพวกเขาไปได้ เพียงแต่ไม่มีหลักฐานก็เท่านั้น


ตอนที่ 174: ร่วมมือกับศัตรู


สถานการณ์ในหนานไท่ตอนนี้ตึงเครียดมาก องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ไปแล้ว องค์ชายหกที่มีโอกาสได้เป็นองค์รัชทายาทมากที่สุดก็ถูกครหาว่าเป็นคนสติฟั่นเฟือน ขุนนางบู๊บุ๋นทั้งราชสำนักต่างก็มีความคิดแตกต่างกัน ไม่เข้าข้างเขามานานแล้ว


ในช่วงนี้ฮ่องเต้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก คล้ายกับว่ามีศัตรูรอบด้าน


คนที่เขาหวั่นกลัวที่สุดก็คือเหลียงอ๋อง--พระอนุชาแท้ๆของเขา เป็นคนที่เมื่อก่อนเขาไว้ใจที่สุด ถึงขั้นมอบอำนาจทางทหารไว้ในมือเขา ทว่าสุดท้าย คนที่สร้างปัญหาที่สุดในตอนนี้ก็คือเหลียงอ๋อง


ฮ่องเต้มีรัชทายาทเพียงไม่กี่คน ต่างกับเหลียงอ๋องที่มีโอรสที่โตแล้วถึงสามคน โอรสที่อายุน้อยลงมาหน่อยก็มีถึงห้าหกคน เมื่อเทียบกันแล้ว ฮ่องเต้ไม่มีความได้เปรียบเลย


ที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจในมือเขาเหลือไม่มากแล้ว


หากเหลียงอ๋องก่อกบฏขึ้นจริงๆ เขาไม่อาจต้านทานได้เลย


ตำแหน่งฮ่องเต้ของเขากว่าจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อไปก็ต้องมอบให้กับผู้เป็นโอรสของตนเอง เขาไม่มีวันหลีกทางให้คนอื่นเป็นอันขาด


ทว่า… จะให้เขาไปร่วมมือกับคนที่เขาคิดว่าเป็นคนสังหารบุตรชายของตน เขาเองก็ไม่วางใจ


แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้เผาจดหมายนี้ทิ้งแต่อย่างใด ทั้งยังเก็บเอาไว้ 


เช้าวันต่อมาในท้องพระโรง บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างสมบูรณ์


เหลียงอ๋องย่างเท้าไปด้านหน้า และกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “เสด็จพี่ สุขภาพเสด็จพี่เจ็บป่วยทั้งปี ต้องเลือกผู้สืบทอดบัลลังก์คนต่อไปให้ชัดเจนแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้น แคว้นของเราจะเป็นเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้ยังไม่ทันได้ตรัส บรรดาขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างพากันคุกเข่า และกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน “โปรดฝ่าบาททรงรีบตัดสินพระทัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”


“พวกเจ้า!”


ฮ่องเต้ตื่นตระหนก เขามองไปที่เหลียงอ๋อง นึกไม่ถึงว่าน้องชายที่ตนเองเคยไว้ใจที่สุด จะกลายมาเป็นคนที่บีบบังคับเขาได้อย่างโหดเหี้ยมที่สุดในวันนี้


เหล่าขุนนางต่างคุกเข่ากันทั้งท้องพระโรง มีเพียงแค่เหลียงอ๋องที่ยังคงยืนอยู่ ทั้งสีหน้ายังเผยรอยยิ้มราวกับว่ากำลังอยู่เหนือกว่าเขา


ฮ่องเต้ก้มมองเหล่าขุนนางที่อยู่เบื้องล่าง …ขุนนางบู๊บุ๋นทั้งท้องพระโรง นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีใครปกป้องฮ่องเต้อย่างเขาแม้แต่คนเดียว


นี่เหลียงอ๋องเริ่มชักจูงขุนนางเหล่านี้ไปเป็นพวกตัวเองลับหลังเขาตั้งแต่เมื่อใดกัน


เขาก็มีโอรสเหมือนกัน เพียงแต่นอกจากองค์ชายหกแล้ว โอรสองค์อื่นล้วนแต่ยังเด็ก ตอนนี้ยังยากที่จะแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงนี้ คนเหล่านี้ก็อดใจรอไม่ไหวให้เขารีบสละบัลลังก์แล้ว 


คนเหล่านี้คิดว่าคนอย่างเขาจะรังแกได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ


“เสด็จพี่ น้องเองก็คิดเผื่อเสด็จพี่นะพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้น้องอยู่ในวัยกระฉับกระเฉงอยู่ ย่อมสามารถช่วยเสด็จพี่ขจัดปัดเป่าความทุกข์ใจได้อยู่แล้ว”


เจตจำนงของเขาชัดเจนมากที่สุด เหลือก็แค่บีบบังคับให้ฮ่องเต้เขียนราชโองการสละตำแหน่งแล้ว


ฮ่องเต้กัดฟันแน่นอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตรัส “เรายังไม่ตาย! เลิกประชุม!”


ขันทีเฒ่าข้างกายรีบช่วยประคองนายเหนือหัวออกไป และตำแหน่งผู้สืบทอดก็ยังคงว่างเช่นเดิม


แต่เหลียงอ๋องกลับไม่ร้อนใจ เขามั่นใจว่าตนเองจะได้นั่งบนบัลลังก์นั้น


อ๋องคนอื่นๆย่อมอยากปันน้ำแกงข้นสักถ้วยเช่นกัน แต่มีแค่เหลียงอ๋องเท่านั้นที่เป็นน้องชายพ่อแม่เดียวกันกับฮ่องเต้ ตั้งแต่เล็กจนโต ฮ่องเต้ล้วนเชื่อใจเขาอย่างสนิทใจ มอบอำนาจให้เขา มอบความรุ่งโรจน์ให้เขา หลายปีมานี้เขาก็ทำหน้าที่น้องชายที่ดีจริงๆ ถึงขั้นคิดช่วยสนับสนุนตำแหน่งองค์รัชทายาทไว้ให้องค์รัชทายาทด้วย


ทว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต องค์รัชทายาทผู้มีความสามารถโดดเด่นกลับดวงกุด องค์ชายหกก็เกิดบ้าคลั่งสติฟั่นเฟือน องค์ชายองค์อื่นๆต่างก็อายุยังน้อย หากให้เขาสนับสนุนเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขึ้นเป็นฮ่องเต้ เขาทำไม่ได้ 


ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็เป็นโอรสคนรองของกษัตริย์พระองค์ก่อน เหตุใดตนจะนั่งในตำแหน่งนั้นไม่ได้ 


เขาเองก็รู้สึกว่าตนเองให้ความเมตตาและรักษาสัจจะต่อเสด็จพี่จนถึงที่สุดแล้ว


ตอนนี้ฮ่องเต้ไม่ยินดีที่จะอ่อนข้อก็ไม่เป็นไร อย่างไรเขาก็มีเวลาอยู่ติดตามไปเรื่อยๆ ต่อให้ฮ่องเต้ถึงขั้นสิ้นพระชนม์ไม่ยอมสละตำแหน่งให้เขา เขาก็สามารถขึ้นครองตำแหน่งเองได้ อ๋ององค์อื่นๆไม่มีทางตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาแน่


ฮ่องเต้รีบกลับมาที่ตำหนักตนเอง นั่งลงบนฟูกนุ่มด้วยความโกรธเกรี้ยว หายใจอย่างกระหืดกระหอบ


ขันทีเฒ่าข้างพระวรกายรีบยกน้ำชามาถวายอย่างกังวลใจ เขากลับโบกพระหัตถ์อย่างใจเย็นพลางตรัส “ออกไปให้หมดเถอะ”


สถานการณ์เดินทางมาถึงยามคับขันเช่นนี้แล้ว ฮ่องเต้กลับยิ่งใจเย็น ไม่โวยวายคว้าข้าวของข้างกายมาปาระบายโทสะเหมือนเมื่อก่อน เขารู้ตัวดีว่าร่างกายของตนเองไม่อาจทนต่อไฟโทสะเช่นนั้นไหว


เขาในตอนนี้จำเป็นต้องคิดแทนบุตรชายของตนเองให้มาก ตำแหน่งฮ่องเต้นี้ไม่อาจปล่อยให้หลุดไปอยู่ในมือเหลียงอ๋องได้เด็ดขาด


ทันใดนั้นเองเขาก็นึกถึงจดหมายฉบับเมื่อคืนขึ้นมาได้


โอรสสวรรค์ไปหยิบจดหมายฉบับนั้นด้วยตัวเอง อ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะถอนหายใจเย้ยหยันตนเอง แล้วพึมพำออกมา “ดูท่าคงต้องร่วมมือกับศัตรูแล้ว”


เขากำจดหมายในมือแน่น ก่อนจะนำไปเผากับเทียนไขจนไหม้มอด จากนั้นเดินไปที่โต๊ะทรงงาน หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง และสั่งให้คนสนิทนำจดหมายไปส่งที่โรงพนันซุ่นอวี่

…....


ฮ่องเต้ตกลงจะร่วมมือด้วย เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของลู่ไป่ชวนอยู่แล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในหนานไท่จะร้ายแรงกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก


ฮ่องเต้เป็นคนตรงไปตรงมาเช่นกัน ไม่ได้พยายามถามถึงตัวตนของพวกเขา ตอบไปเพียงแค่สองคำเท่านั้นว่า ‘เงื่อนไข’


ลู่ไป่ชวนก็ไม่อ้อมค้อม ตอบไปว่า ‘ทองคำหนึ่งล้านตำลึง ซื้อความมั่นคงในหนานไท่สิบปี’


ทรัพย์สินจำนวนนี้เพียงพอที่จะทำให้คลังของหนานไท่สูญสิ้นไปทั้งคลังได้เลย ถึงอย่างไรหนานไท่ก็ไม่ใช่แคว้นที่ร่ำรวย


เมื่อไม่มีเงิน ต่อให้หนานไท่อยากจะอวดดีมากเพียงใดก็ไม่อาจทำได้


เมื่อส่งจดหมายตอบกลับไปแล้วกลับไร้จดหมายตอบกลับมาอีกครั้ง ลู่ไป่ชวนจึงคิดว่าฮ่องเต้คงไม่ยอมสูญเสียเงินจำนวนมากถึงเพียงนั้น แต่ใครจะคิดว่าเจ็ดวันผ่านไป ในยามดึกสงัด โรงพนันซุ่นอวี่กลับมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเดินหามลังมาเป็นคู่ๆ


ลังถูกเปิดออกทีละลัง ทองคำเหลืองอร่ามเจิดจรัสปรากฏสู่สายตา ทุกคนเห็นเช่นนี้ต่างก็ตกตะลึง


โดยเฉพาะฉินเจียน เรื่องที่ลู่ไป่ชวนได้ตกลงกับฮ่องเต้หนานไท่นั้นเขาไม่รู้เรื่องเลย ตอนแรกก็คิดว่าเป็นนักฆ่าบุกเข้ามา แม้แต่องครักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในที่ลับก็ไม่ทันตั้งตัว ถึงขั้นคิดว่าถูกฆ่าตายไปหมดแล้วด้วยซ้ำ เขาตกใจมากจึงรีบออกมาดู ที่แท้ก็เอาเงินทองมาให้นี่เอง


“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”


ฉินเจียนมองลู่ไป่ชวนด้วยสีหน้าฉงน ไม่รู้ว่าเจ้านี่ทำอะไรลับหลังตนอีกแล้ว


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ตอบเขาในทันที แต่กลับรับจดหมายฉบับหนึ่งที่ผู้เป็นหัวหน้าของอีกฝ่ายยื่นมาให้ และเปิดดูต่อหน้าทุกคน


ฮ่องเต้หนานไท่ตอบตกลงเงื่อนไขของเขาแล้ว พร้อมทั้งบอกเงื่อนไขข้อหนึ่งมาด้วยว่า ‘ฆ่าเหลียงอ๋อง’


ลู่ไป่ชวนเลิกคิ้วพลางยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับผู้เป็นหัวหน้าคนนั้นด้วยภาษาหนานไท่ “กลับไปรายงานฮ่องเต้ของพวกเจ้าว่าจะได้ดั่งใจปรารถนาแน่นอน ยินดีที่ได้ร่วมงานกัน”


ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้กล่าวอะไร แค่พยักหน้าและจากไปในทันที


ฉินเจียนทนไม่ไหวแย่งจดหมายในมือสหายมาอ่าน ทันใดนั้นใบหน้าถึงกับเปลี่ยนสี


“นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไร!”


ชีวิตของเหลียงอ๋องใช่ว่าใครจะปลิดชีพได้ง่ายๆ เขาเคยผ่านสงครามมาแล้ว เขาเป็นคนมีความสามารถแท้จริง ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาก็ล้วนฉลาดปราดเปรื่อง เกรงว่าแม้แต่คนข้างกายเขาก็ยากจะปลิดชีพได้


หากพวกเขาทำเรื่องนี้จริง มีโอกาสสูญเสียสูงมาก


ฉินเจียนรู้สึกโกรธมาก เจ้านี่ตัดสินใจทำเรื่องนี้โดยไม่ปรึกษาเขาเลย!


“ไม่ได้บ้า ตอนนี้ข้ามีสติดีครบถ้วนทุกประการ อีกอย่าง นี่ก็เป็นโอกาสของเราแล้ว”


ลู่ไป่ชวนอธิบายด้วยความใจเย็นมาก เขารู้ตัวดีว่าการที่ตนเองตัดสินใจโดยพลการเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่หากบอกก่อน ฉินเจียนต้องขัดขวางเขาแน่ สู้ลงมือก่อนแล้วค่อยบอกทีหลังดีกว่า


เรื่องนี้ได้เจรจาตกลงเป็นที่เรียบร้อย ต่อให้ฉินเจียนจะคัดค้านก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความจริงนี้ได้


ฉินเจียนโกรธมากถึงขั้นหันไปเตะต้นไม้ข้างๆ เพื่อระบายโทสะ ก่อนจะกัดฟันกรอดแล้วถาม “อีกฝ่ายเป็นใคร?”


ตอนที่ 175: ถูกจับได้แล้วหรือ


“ฮ่องเต้หนานไท่”


มาถึงขั้นนี้แล้ว ลู่ไป่ชวนก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป


“ว่าไงนะ!”


ทันใดนั้นฉินเจียนก็โกรธจนไม่อาจสงบจิตใจได้อีก “เจ้าติดต่อกับฮ่องเต้หนานไท่โดยตรงอย่างนั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้ตัวตนของพวกเราอาจถูกเปิดเผยได้ง่ายๆเลยนะ!”


เขาร้อนใจมาก ยกมือทึ้งศีรษะอย่างรุนแรง การถูกเปิดเผยตัวตนไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย


เหตุผลหลักที่พวกเขาตั้งฐานที่มั่นที่นี่ก็เพื่อสามารถสืบข่าวของหนานไท่ได้เร็วที่สุด และรายงานกลับไปยังเป่ยเหยียนเพื่อให้คนทางด้านเป่ยเหยียนเตรียมป้องกัน ทว่าตอนนี้กลับถูกลู่ไป่ชวนเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว


จากที่พวกเขาเป็นกลุ่มข่าวกรอง ตอนนี้กลับกลายเป็นกลุ่มนักฆ่าไปภายในพริบตา


“เหลียงอ๋องผู้นั้นพวกเราบอกว่าจะฆ่าก็ฆ่าได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ เหตุใดเจ้าไม่คิดถึงพวกพี่น้องบ้าง?”


ตอนนี้ฉินเจียนโกรธมากจริงๆ รับภารกิจสังหารนี้มาแล้ว สำหรับเขาก็คือส่งให้เหล่าพี่น้องไปตาย จวนเหลียงอ๋องเป็นถึงผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์อันยากลำบากให้ฮ่องเต้หนานไท่ ทำเช่นนี้มันไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ!


ฉินเจียนกับลู่ไป่ชวนเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน หากที่นี่มีแค่พวกเขาสองคนอย่างมากก็แค่สองคนสองหัว แต่นี่พวกเขาเป็นถึงผู้นำของฐานที่มั่นแห่งนี้ ต้องคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมก่อนเป็นอันดับแรก อย่างน้อยก็อย่าให้เหล่าพี่น้องของพวกเขาพลอยเดือดร้อนไปด้วย


“เรื่องนี้เจ้าอยู่เฉยๆก่อน รอให้ข้าเขียนจดหมายไปยืมคนมาจากฐานที่มั่นอื่นก่อน เช่นนี้เราถึงมีโอกาสชนะได้มากขึ้น! เจ้าห้ามลงมือผลีผลามเด็ดขาด ได้ยินหรือไม่?”


ฉินเจียนไปเขียนจดหมายด้วยความโกรธ ลู่ไป่ชวนยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ไม่รีบหรอก ในเมื่อรับภารกิจมาแล้ว อย่างไรก็ต้องหาโอกาสที่เหมาะลงมือ เจ้าไปนอนก่อนเถอะ”


ตอนนี้ฉินเจียนไม่อยากคุยกับเขาจึงไม่สนใจ กลับไปเขียนจดหมายที่ห้องตัวเอง


ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ได้พูดอะไร สั่งให้ลูกน้องยกทองคำเหล่านี้ไปเก็บให้ดี ก่อนจะกลับห้องตัวเอง


ในสายตาของฉินเจียนมองว่าสหายคนนี้ไร้หนทางที่จะช่วยโน้มน้าวใจได้แล้ว หมูตายย่อมไม่กลัวน้ำร้อน เรื่องนี้เขาคิดง่ายเกินไปแล้ว!


ลู่ไป่ชวนกลับถึงห้องก็เริ่มเขียนจดหมายทันที เขียนจดหมายสองฉบับเสร็จภายในอึดใจเดียว แต่ไร้ท่าทีที่จะส่งจดหมายออกไป


สองวันต่อมา ฉินเจียนแอบจับตามองลู่ไป่ชวนมาโดยตลอดเพราะกลัวว่าเขาจะคิดทำเรื่องโง่ๆ ยังดีที่ดูแล้วไม่พบถึงความผิดปกติใด ยังคงทำตัวปกติเหมือนที่ผ่านมา ยามมีเรื่องก็ไปจัดการ ยามที่ไม่มีเรื่องอะไรก็ไปสืบข่าวที่โรงพนัน


หลายปีที่ผ่านมานี้ก็ใช้ชีวิตเช่นนี้


ในที่สุดความกังวลใจของฉินเจียนก็คลายลง เมื่อนับวันเวลาดูแล้ว คนของฐานที่มั่นอื่นก็น่าจะใกล้มาถึง เมื่อถึงตอนนั้นลองเสี่ยงสักตั้งก็คงไม่เป็นไร


ทว่า ในคืนเดียวกันกับวันที่ฉินเจียนวางใจนี้เอง ลู่ไป่ชวนได้วางยาคนจนสลบไปแล้ว


“นายท่านสาม!”


ลูกน้องหลายคนมองเขาด้วยสีหน้ากังวล ไม่เข้าใจเลยว่าเขาคิดจะทำอะไร


“วางใจเถอะ ก็แค่ยาสลบทั่วไป อย่างมากสองชั่วยามก็ตื่นแล้ว”


เขายิ้มพลางอธิบาย


โหลวชงส่ายหน้า “พวกเราไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้! นายท่านสาม อย่าทำเรื่องโง่เขลาเลยนะขอรับ!”


อยู่ข้างกายเขามานานหลายปี นับว่าโหลวชงพอจะรู้ใจเขาอยู่บ้าง การที่เขาวางยาสลบสหายเช่นนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่อยากให้ฉินเจียนมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้


“ข้าไม่ได้ทำเรื่องโง่เขลา ตอนนี้ข้าใจเย็นมาก ก็เหมือนตอนที่ข้าสังหารองค์รัชทายาทหนานไท่นั่นแหละ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปคนเดียว พวกเจ้าอยู่ที่นี่ รอเหล่าฉินตื่นแล้วมอบจดหมายฉบับนี้ให้เขาด้วย”


นี่เริ่มกล่าววาจาสั่งเสียแล้วหรือ โหลวชงขมวดคิ้วแน่น ไม่ยอมรับจดหมายฉบับนั้น


“นายท่านสาม! ข้าน้อยจะไปกับท่าน!”


ลูกน้องคนอื่นต่างก็สำทับ “ข้าน้อยจะไปกับนายท่านด้วย!”


ตอนนั้นที่เขาจะไปลอบสังหารองค์รัชทายาทก็เคยเกิดฉากเช่นนี้ขึ้นแล้ว เพียงแต่ครั้งนั้นไม่เหมือนกับครั้งนี้


เหลียงอ๋องแห่งหนานไท่ ข้างกายเขามีผู้มีความสามารถอยู่มากมาย!


ลู่ไป่ชวนทำมือจุ๊ให้พวกเขาเงียบ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไม่ได้คิดจะพาพวกเจ้าไปด้วยตั้งแต่แรก คนเยอะอาจทำให้เสียเรื่องได้ง่าย ในเมื่อข้ารับงานนี้มาแล้ว ข้าย่อมมั่นใจว่าจะทำสำเร็จ วางใจเถอะ!”


“นายท่านสาม!”


โหลวชงเป็นบุรุษผู้แข็งแกร่งแต่ก็ยังมีน้ำตา หากเป็นคนอื่นคงออกคำสั่งให้ลูกน้องไปจัดการ แต่กับพวกเขา ไม่ว่าเรื่องอันตรายใดล้วนเป็นผู้นำที่ชิงลงมือก่อน


คราวก่อนเป็นเช่นนี้ คราวนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนี้เหมือมเดิม


ครั้งนี้เขาไม่สนใจ เขาจะตามไปด้วย!


นายท่านสามเป็นคนมีความสามารถ วันข้างหน้ากลับแคว้นไปยังสามารถช่วยเฉินอ๋องทำภารกิจใหญ่ได้ นายท่านสามจะเป็นอะไรไปไม่ได้ แต่พวกเขาเป็นแค่ลูกน้อง ไม่ได้มีความสำคัญถึงเพียงนั้น


ลู่ไป่ชวนเห็นเขากัดฟันยืนกรานเช่นนี้ก็รู้ว่าเขาคิดจะทำสิ่งใด จึงกล่าว “โหลวชง ฟังคำสั่ง!”


“ขอรับ!”


โหลวชงนั่งคุกเข่าลงข้างหนึ่ง น้ำตาที่คลออยู่พลันไหลลงมา


เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง นายท่านสามชอบใช้คำสั่งทหารมายับยั้งเขา!


“กระจายคำสั่งข้าไป ให้ทุกคนรออยู่ที่นี่!”


โหลวชง “...ขอรับ”


ลู่ไป่ชวนเม้มปากพลางตบไหล่เขาเบาๆ และกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ “วางใจเถอะ ข้ารอดกลับมาแน่นอน”


กล่าวจบ ไม่รอให้ทุกคนลุกขึ้น ร่างของเขาก็อันตรธานหายไปทันที


สาเหตุที่เขายอมเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ก็เพื่ออยากไปจากที่นี่เร็วๆ จะได้กลับไปตามหาครอบครัวที่เป่ยเหยียน เขาย่อมไม่ให้ตนเองเป็นอะไรไปง่ายๆอยู่แล้ว


เขาต้องมีชีวิตรอดกลับไปเจอหน้าครอบครัวให้ได้


จวนเหลียงอ๋องเข้าไปไม่ง่ายเลย ทุกทิศล้วนมีคนเฝ้า แต่ลู่ไป่ชวนอยู่หนานไท่มานานหลายปี เขาสืบหาช่องโหว่ของจวนเหลียงอ๋องเจอมาก่อนแล้ว


โอรสคนสุดท้องของเหลียงอ๋องเป็นเด็กชอบเล่น เขาแอบขุดอุโมงค์เชื่อมทางด้านนอกไว้ที่เรือนร้างหลังหนึ่งภายในจวน เพื่อสะดวกในการแอบออกไปเที่ยวเล่น


บุตรชายของเขาแอบทำเรื่องนี้อย่างลับๆ ทางที่ขุดนั้นเล็กมาก เล็กเพียงพอสำหรับเด็กอย่างเขาเข้าออกได้ ผู้ใหญ่อย่างลู่ไป่ชวนจะเข้าออกทางนี้นับว่าเป็นเรื่องยากมาก


ทว่า หากไม่มั่นใจ เขาไม่มีทางมาแน่นอน


ตลอดหลายปีที่อาศัยอยู่ในหนานไท่ลู่ไป่ชวนไม่ได้ว่างแม้แต่วันเดียว เขาฝึกและพัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่ทุกวัน ปีก่อนโรงพนันได้รับเคล็ดวิชาหดกระดูกมาเล่มหนึ่ง ฉินเจียนไม่สนใจ เขาจึงเก็บมันมา เมื่อมีเวลาก็นำมาศึกษา จนตอนนี้เขาสำเร็จวิชาขั้นพื้นฐานแล้ว


การผ่านอุโมงค์นี้เข้าไปจึงไม่ใช่ปัญหา


ปัญหาก็คือ หลังจากเขาเข้าไปได้แล้ว จะทำเช่นไรไม่ให้ถูกจับได้


เรือนที่ถูกทิ้งร้างเงียบสงัด ตอนนี้ยังไม่เจอใคร


ลู่ไป่ชวนไม่กล้าประมาท พยายามซ่อนเงาของตัวเอง ภาพแผนที่ของจวนเหลียงอ๋องปรากฏขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว เขามุ่งไปที่เรือนที่เหลียงอ๋องอยู่ทันที


แม้จะเป็นยามรัตติกาล ภายในจวนก็ยังมีดวงไฟส่องสว่างอยู่ หากไม่ระวังจะถูกคนเห็นเอาได้ ดังนั้นในทุกๆย่างก้าว เขาระมัดระวังเป็นอย่างมาก ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย


โชคดีที่สามารถนำเคล็ดวิชาหดกระดูกมาใช้ได้ พยายามทำให้ตัวเองหดเล็กลงมากที่สุด ทำให้คนที่มีความสูงเจ็ดฉื่อกลายเป็นคนที่มีความสูงหกฉื่อได้ 


เคล็ดวิชานี้ยากมาก เส้นเลือดบนหน้าผากเขาถึงกับนูนออกมา เหงื่อไหลโซมกาย


ในเรือนมีคนเดินลาดตระเวนอยู่ และไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดียว เขาเดินเข้ามาในห้องคนรับใช้ พยายามไม่ให้คนในห้องจับได้


ทุกอย่างเงียบมาก…


ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังมาจากด้านนอก “มีนักฆ่า มีนักฆ่า!”


ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ ถูกจับได้แล้วอย่างนั้นหรือ?


เป็นไปไม่ได้!


เขากระโดดขึ้นบนคานไม้จะไปดูสถานการณ์


คนรับใช้ในห้องก็ได้ยินเสียง รีบคว้าชุดคลุมมาสวมด้วยความตื่นตระหนกแล้ววิ่งออกไปดู


“นักฆ่า ตรงนั้นมีนักฆ่า!”


“ในเรือนท่านอ๋อง! ต่อสู้กันแล้ว! รีบจับตัวมันเร็วเข้า!”


“คนพวกนี้อยากกตายนักหรืออย่างไร ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน!”


เมื่อเสียงของคนรับใช้ห่างไกลออกไป ลู่ไป่ชวนกระโดดลงมาจากคานไม้ คว้าเสื้อผ้าคนรับใช้ชุดหนึ่งมาสวม แล้วรีบเดินตามออกไป


นึกไม่ถึงว่าคืนนี้จวนเหลียงอ๋องจะครึกครื้นเช่นนี้ หากเขาไม่ฉวยโอกาสนี้ลงมือก็คงเสียดายแย่


ตอนที่ 176: เขาต้องมีชีวิตรอดกลับไป


ดูเหมือนว่าการเจอนักฆ่าในจวนเหลียงอ๋องจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว พวกคนรับใช้พูดถึงเรื่องนี้ก็ดูไม่ค่อยกลัว ทั้งยังก่นด่าด้วยความรำคาญอีกด้วย


ลู่ไป่ชวนหันมองซ้ายขวา เตรียมเติมเชื้อไฟในความวุ่นวายให้กับพวกเขา จึงแอบไปปลุกปั่นให้เกิดจลาจลทั่วทุกทิศ และจวนเหลียงอ๋องก็ตกอยู่ในความโกลาหล


หลังจากปลุกปั่นจนทุกอย่างวุ่นวายเสร็จ เขาก็ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ที่ไปจับตัวนักฆ่า


ในยามดึกเช่นนี้ ทั้งจวนตกอยู่ในความโกลาหล ลู่ไป่ชวนสวมหน้ากากมนุษย์ใบหน้าธรรมดา เมื่อเข้าไปปะปนกับกลุ่มคนเหล่านี้แล้วก็ยากที่จะถูกจับได้


“นี่เจ้า มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไม! ทางโน้นกำลังตามจับนักฆ่าอยู่ เจ้ายังไม่รีบตามข้ามาอีก!”


ลู่ไป่ชวนกำลังสังเกตสถานการณ์ในจวนอยู่ก็ถูกคนผู้หนึ่งเรียกเข้า และต่อว่าเขาอย่างตำหนิ


คนปลอมตัวทำท่าทางรีบร้อนน้อมรับคำสั่ง “ข้าน้อยกลัวว่านักฆ่าจะหนีมาทางนี้ก็เลยมาดูน่ะขอรับ”


“หึ จะหนีไปได้ง่ายๆได้อย่างไร ถูกล้อมเอาไว้หมดแล้ว คืนนี้พวกมันมาแล้วไม่มีทางรอดกลับไปได้แน่!”


คนผู้นั้นกล่าวอย่างเย็นชาพลางเดินนำหน้าไป


ลู่ไป่ชวนส่งเสียงตอบรับ และตามหลังเขาไปอย่างเชื่อฟัง

…...


ดึกดื่นเช่นนี้แต่เหลียงอ๋องยังไม่นอน เขากำลังพูดคุยเรื่องชิงบัลลังก์กับขุนนางที่ปรึกษาอยู่


เหลียงอ๋องมองว่าตำแหน่งนั้นเป็นของเขา ต่อให้ฮ่องเต้ไม่ยอมสุดท้ายก็ต้องยอมอยู่ดี เพียงแค่ต้องวางแผนอีกครั้ง และหาข้อกฎหมายที่เหมาะสม


ใครจะคิดว่าจะมีนักฆ่าบุกมา ทำลายการหารือของพวกเขา


หลังจากเรื่องขององค์ชายหกถูกเปิดเผยเขาก็ประสบพบเจอกับนักฆ่ามาหลายครั้ง ไม่มีเรื่องอื่นใด ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะตำแหน่งนั้น


ในตอนนี้อำนาจของเขาใหญ่ที่สุดในบรรดาอ๋อง หากสิ้นเขาไปคนหนึ่ง บรรดาอ๋องก็จะไร้คู่ต่อสู้ที่มีอำนาจแข็งแกร่ง คนอื่นๆก็มีโอกาสได้แย่งชิง


เมื่อนึกถึงตรงนี้เขาก็แค่นหัวเราะเย้ยหยัน อยากให้เขาตายมันไม่ง่ายขนาดนั้น สำหรับอ๋องทั้งหลาย รอให้เขาขึ้นครองบัลลังก์เมื่อไรค่อยจัดการ


เหลียงอ๋องมองลงมาจากที่สูงดูทหารในจวนกำลังรัดคอนักฆ่าเหล่านั้น มุมปากยกยิ้มเล็กน้อยพลางคิดในใจ ความสามารถของอ๋องเหล่านั้นก็แค่นี้ ส่งมาแต่พวกไก่อ่อนทั้งนั้น


ในขณะที่ดูสถานการณ์ จู่ๆ เหลียงอ๋องกลับถูกร่างเตี้ยร่างหนึ่งในกลุ่มทหารดึงดูดสายตาเข้า


คนผู้นั้นไม่ได้สวมชุดเกราะ สภาพเห็นได้ชัดว่าเพิ่งออกมาจากห้องนอน ยกหอกยาวจัดการกับนักฆ่า


รูปร่างของเขาไม่ได้สูงมากนัก แต่ลงมือได้อย่างคล่องแคล่ว ถือหอกยาวลงมือสองสามกระบวนท่าก็จัดการนักฆ่าตรงหน้าได้ราบคาบ


ดวงตาของเหลียงอ๋องเปล่งประกาย การขึ้นครองบัลลังก์ในอนาคตเขาต้องการคนที่มีความสามารถเช่นนี้พอดี แต่เพราะฟ้ามืดมากจึงมองเห็นหน้าตาของคนผู้นั้นไม่ชัด


เมื่อเห็นว่านักฆ่าเหล่านี้กำลังจะถูกกำจัดจนหมด ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้น “ไม่ต้องให้ถึงตาย!”


เหล่าทหารจึงยั้งมือควบคุมนักฆ่าในมือไว้ ขณะที่กำลังวิ่งไปรายงานสถานการณ์ จู่ๆ ก็มีคนอีกกลุ่มพุ่งมาจากบนหลังคา


จำนวนคนกลุ่มนี้มีไม่มากนัก ประมาณยี่สิบถึงสามสิบคนเท่ากับครั้งก่อน หลังจากบุกเข้ามาแล้วก็พุ่งเป้าไปที่เหลียงอ๋องทันที


ทุกคนล้วนตั้งตัวไม่ทัน กลับมีเพียงทหารที่เหลียงอ๋องสะดุดตาเมื่อครู่ที่ตอบสนองไวมาก พุ่งเข้ามาโจมตีนักฆ่าผู้นั้นจนสลบไป และคุ้มกันอยู่ด้านหน้าเหลียงอ๋อง หอกยาวในมือขวางการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามสองคน


แววตาเหลียงอ๋องเผยความประหลาดใจออกมา คนผู้นี้กำลังแขนดีจริงๆ รอผ่านคืนนี้ไปเขาจะตกรางวัลให้อย่างดีเลย


เขายังไม่ทันได้อ้าปาก ก็มีคนอีกสองกลุ่มพุ่งเข้ามาอีก ดูเหมือนว่าแผนของฝ่ายตรงข้ามคือ ทำให้ทหารในจวนรับมือจนหมดแรง


ลู่ไป่ชวนที่แต่งกายปลอมตัวเป็นทหารในจวนหันไปกล่าวกับเหลียงอ๋อง “ท่านอ๋อง ระวังพ่ะย่ะค่ะ!”


ขณะที่ออกปากเตือนเขาก็จัดการนักฆ่าไปอีกสองคน และลากเหลียงอ๋องให้ถอยหลังไป


“ท่านอ๋อง หลบไปก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”


กล่าวจบตนเองก็พุ่งตัวไปสังหาร


แขนข้างหนึ่งของเขาได้รับบาดเจ็บแล้ว เนื้อตัวเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เหลียงอ๋องขมวดคิ้วอย่างร้อนใจ เขารู้สึกว่าทหารผู้นี้ฝีมือไม่เลวเลย “เจ้ามาคุ้มกันข้าถอย!”


ลู่ไป่ชวนคิดในใจ เหลียงอ๋องผู้นี้ช่างหลอกง่ายเสียจริง และนี่ก็คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ


ภายนอกแสดงท่าทางห้าวหาญรับคำสั่ง และใช้หอกยาวในมือคุ้มกันเหลียงอ๋องถอยออกไป


ไม่รู้ว่าคืนนี้เทพเซียนใดที่มาช่วย นักฆ่าในคืนนี้ปรากฏตัวออกมาเป็นระลอก.ระลอก ทำให้ลู่ไป่ชวนมีโอกาสทำภารกิจสำเร็จมากขึ้น


คนมีภารกิจเองก็ไม่อยากเสียเวลา พาเหยื่อถอยไปหลบในห้อง และใช้โอกาสนี้ชักกริชออกมาปาดคอเหลียงอ๋อง


เหลียงอ๋องถูกพาเข้ามาในห้องจนกระทั่งถูกฆ่าปาดคอ ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาด้วยซ้ำ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง แม้แต่เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือก็พูดไม่ออก


เขาไม่เข้าใจ ตนเองเป็นคนฉลาดมาทั้งชีวิต เหตุใดถึงถูกนักฆ่าที่ปลอมตัวเป็นทหารหลอกง่ายๆเช่นนี้ได้ 


เสียแรงที่เขาคิดจะเลื่อนตำแหน่งให้ เขาคิดผิดไปจริงๆ


ส่วนคนอื่นเมื่อเห็นว่าเหลียงอ๋องมีคนคอยคุ้มกันแล้ว ต่างก็พากันไปจัดการกับเหล่านักฆ่าจนหมด ไม่ได้สนใจเลยว่าเจ้านายจะถูกคนนำตัวไปไหน


ทั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานที่ที่พวกเขาคิดว่าเหลียงอ๋องปลอดภัยแล้ว… กลับเป็นสถานที่ที่เหลียงอ๋องถูกปลิดชีพ


จัดการภารกิจเรียบร้อยแล้วลู่ไป่ชวนก็ไม่รั้งอยู่นาน อีกอย่างตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บด้วย เคล็ดวิชาหดกระดูกทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบรุนแรงจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว


เขารีบกลับไปในเรือนร้างนั่น พิงกำแพงและกระอักเลือดออกมา


โชคดีที่จัดการได้เร็ว ไม่อย่างนั้นคืนนี้อาจสิ้นชีพอยู่ที่นี่ก็เป็นได้


เคล็ดวิชาหดกระดูกส่งผลเสียต่อร่างกาย แม้ตอนนี้จะอดทนจนถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ก็ต้องอดทนผ่านเส้นทางนั้นไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่ทำมาก็สูญเปล่า


เขากัดฟันเดินเข้าไปในอุโมงค์นั้นอย่างช้าๆ


ระหว่างทางเขารู้สึกดวงตาพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ อุโมงค์นี่เหตุใดถึงเดินไม่ถึงปลายทางเสียที


เขาเริ่มมีอาการสะลึมสะลือ แต่เท้ายังคงก้าวต่อไปอย่างสุดกำลัง


เขาต้องมีชีวิตรอดออกไปให้ได้ ต้องมีชีวิตรอดกลับเป่ยเหยียนให้ได้


ยังหาครอบครัวไม่เจอ เขาจะตายไม่ได้เด็ดขาด!

.......


อีกด้านหนึ่ง 


ในที่สุดฉินเจียนก็ฟื้นแล้ว เขาพยายามลุกขึ้นด้วยอาการวิงเวียนศีรษะและความมึนงง กระทั่งนึกบางอย่างขึ้นได้จึงรีบไปที่ห้องลู่ไป่ชวน 


เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด ภายในห้องว่างเปล่า


“ซุนฉีล่ะ?”


โหลวชงตอบด้วยดวงตาแดงก่ำ “นายท่านสามไปที่จวนเหลียงอ๋องคนเดียวขอรับ!”


“พวกเจ้าก็ดูเขาไปหาที่ตายอยู่เช่นนี้น่ะหรือ! โหลวชง ซุนฉีเคยช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าทนดูเขาพาตัวเองไปตายโดยไม่ทำอะไรเลยเช่นนี้น่ะหรือ?”


ฉินเจียนดึงคอเสื้อโหลวชง ตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยว


ดวงตาของโหลวชงแดงก่ำ แต่เขากลับพูดไม่ออกสักคำ


คำสั่งทหารยิ่งใหญ่ดั่งภูผา เขาไม่อาจขัดคำสั่งได้


เรื่องนี้ฉินเจียนเองย่อมรู้ หากซุนฉีไม่ยอมให้ใครตามเขาไป นั่นหมายความว่าเขาย่อมมีวิธีของเขา โหลวชงก็ทำได้แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น


โหลวชงยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ฉินเจียน “นายท่านรอง นี่เป็นจดหมายที่นายท่านสามฝากไว้ให้ท่านขอรับ”


“จดหมายห่าเหวน่ะสิ!”


ฉินเจียนโกรธมาก เขารับจดหมายมาและทิ้งลงพื้นด้วยความเดือดดาล หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เก็บมันขึ้นมาอีกครั้ง เปิดอ่านด้วยความหงุดหงิด


เมื่ออ่านแล้วเขาก็ขยำทิ้งด้วยความโกรธอีกหน ทว่าความโกรธนี้ยังระบายไม่สาแก่ใจจึงเหยียบจดหมายฉบับนั้นขยี้ด้วยเท้าซ้ำอีก


ในจดหมายอธิบายเพียงสาเหตุที่เขาต้องรีบกลับเป่ยเหยียนเท่านั้น จากนั้นก็เป็นถ้อยคำสั่งเสีย …ถูกต้อง เป็นถ้อยคำสั่งเสีย และการจัดการเรื่องต่างๆของโรงพนันซุ่นอวี่


สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนท้ายของจดหมาย เขาบอกว่าหากเขาไม่อาจรอดกลับมา ใต้หมอนเขามีจดหมายอีกฉบับให้ฉินเจียนไปเปิดอ่าน และช่วยทำความปรารถนาของเขาให้เป็นจริงด้วย


ตอนที่ 177: เป็นสายลับจะถูกหลอกง่ายๆเช่นนี้หรือ


จดหมายเช่นนี้ใครบ้างที่อ่านแล้วจะไม่โมโห


ฉินเจียนกัดฟันกรอด เดินวนไปมาด้วยความร้อนใจ ก่อนจะถามขึ้น “เขาไปนานหรือยัง?”


“สองชั่วยามแล้วขอรับ”


โหลวชงหลับตาลง…นานเพียงนี้แล้ว ควรจะกลับมาได้แล้ว


ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในจวนเหลียงอ๋องคืนนี้ คนทั้งเมืองต่างรู้ข่าวแล้ว ได้ยินมาว่ามีนักฆ่าเข้าไปในจวนเป็นระลอก แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครออกมาได้เลย


เมื่อรู้ข่าวนี้แล้ว พวกเขาไม่รู้เลยว่าควรรู้สึกเช่นไร


“ยังยืนนิ่งกันอยู่ทำไม รีบไปเรียกกำลังคนแล้วตามข้าไปช่วยคนที่จวนเหลียงอ๋องเร็วเข้า!”


“ขอรับ!”


ทุกคนตื่นตัวทันที ที่พวกเขารอก็คือประโยคนี้นี่แหละ มีฉินเจียนเป็นผู้นำเช่นนี้ พวกเขาก็สามารถไปช่วยนายท่านสามได้อย่างเปิดเผยแล้ว


แม้การที่พวกเขาทำเช่นนี้จะง่ายต่อการถูกเปิดเผยตัวตน แต่ตอนนี้ยังจะคำนึงถึงสิ่งใดอีก พวกเขาต้องช่วยคนก่อนเท่านั้น


หากรอดก็ต้องหาให้เจอ หากตายก็ต้องเห็นศพ!


ตอนนี้โรงพนันซุ่นอวี่รวบรวมกำลังคนได้สามร้อยคน แบ่งกำลังคนส่วนหนึ่งให้เฝ้าอยู่ที่โรงพนัน ส่วนที่เหลือทั้งหมดออกไปสืบข่าวและเตรียมเข้าไปช่วยลู่ไป่ชวนที่จวนเหลียงอ๋อง


ตอนนี้เพิ่งจะรุ่งสาง พวกชาวบ้านออกมาทำงานกันแล้ว พวกเขาไม่อาจระดมกำลังอย่างเอิกเกริกได้จึงแต่งตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาออกไปปะปนอยู่กับกลุ่มคน


จวนเหลียงอ๋องได้รับการคุ้มกันอย่างเข้มงวด จะเข้าไปไม่ใช่เรื่องง่าย


ทันใดนั้นฉินเจียนก็นึกขึ้นได้ ซุนฉีเคยเล่าเรื่องโอรสคนสุดท้องผู้ดื้อรั้นของเหลียงอ๋องให้เขาฟัง เหมือนว่าเจ้าเด็กนั่นแอบขุดอุโมงค์หนึ่งไว้เพื่อใช้แอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก


ส่วนเพราะเหตุใดพวกเขาถึงรู้ นั่นก็เพราะว่าเป็นงานของโรงพนันซุ่นอวี่อย่างไรล่ะ


คนรับใช้ข้างกายของโอรสองค์เล็กของเหลียงอ๋องมาแพ้พนันจนหมดตัว ไม่มีเงินจ่ายถึงขั้นออกไปจากโรงพนันไม่ได้ จึงจำต้องทำตามกฎของโรงพนันซุ่นอวี่ นั่นก็คือบอกความลับอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการชดเชย ดังนั้นคนรับใช้จึงบอกความลับเรื่องอุโมงค์นี้ออกมา


ที่เขาเล่าเรื่องนี้เพราะคิดว่ามันเป็นเพียงอุโมงค์ที่องค์ชายขุดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน และไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเรื่องใด ใครจะคิดว่าความลับนี้จะฆ่านายของเขาได้


ฉินเจียนสั่งให้คนค้นหาอุโมงค์ทันที เขารู้ว่าซุนฉีฉลาดเพียงใด ไม่มีทางเข้าตามตรอกออกตามประตูพาตัวเองไปตายง่ายๆแน่นอน เขาย่อมเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุด


เพียงแต่ตอนนั้นฉินเจียนไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไร จึงจำไม่ได้ว่าอุโมงค์นั่นอยู่ที่ไหน ตอนนี้จะไปเปิดหาบันทึกก็คงไม่ทันแล้ว ทำได้แค่ส่งคนแยกย้ายกันไปตามหา


“นายท่านรอง เมื่อครู่มีข่าวมาจากจวนเหลียงอ๋อง บอกว่าเหลียงอ๋องถูกนักฆ่าสังหารแล้วขอรับ!”


ตอนที่สายลับมารายงาน ฉินเจียนกำลังร้อนใจหาทางเข้าอุโมงค์อยู่ เจ้าเด็กบ้านั่นขุดอุโมงค์ไว้ตรงไหนกันนะ เหตุใดถึงได้หายากหาเย็นเช่นนี้


ได้ยินสายลับมารายงานข่าว เขาโบกมือแล้วกล่าว “จะตายไม่ตายข้าไม่สนใจหรอก ตอนนี้หาซุนฉีให้เจอเป็นเรื่องสำคัญที่สุด!...เดี๋ยวนะ! เจ้าว่าอย่างไรนะ เหลียงอ๋องตายแล้วอย่างนั้นหรือ?”


ด้วยความใจลอยเขาจึงความรู้สึกช้ามากกว่าจะได้สติ หันมองสายลับผู้นั้นด้วยความตกใจ “ตั้งแต่เมื่อใด?”


“ครึ่งชั่วยามก่อนขอรับ ได้ยินมาว่าจับตัวนักฆ่าผู้นั้นไม่ได้ เหมือนว่าจะหนีไปแล้ว ตอนนี้จวนเหลียงอ๋องวุ่นวายไม่เป็นท่า”


“หนีไปแล้วหรือ ฮ่าๆๆ เจ้าซุนฉีสุดยอดไปเลย!”


ฉินเจียนหัวเราะขึ้นทันใด เขามั่นใจว่าคนที่ลงมือสังหารเหลียงอ๋องคือซุนฉี ทั้งยังหนีออกไปได้สำเร็จ เช่นนี้ก็หมายความว่าซุนฉีปลอดภัยแล้ว


แต่ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน เหตุใดตอนนี้ซุนฉีถึงยังไม่ออกมาล่ะ?


เป็นเพราะได้รับบาดเจ็บหรือเพราะสิ่งใดที่ทำให้เขาล่าช้า?


“รีบหาทางเข้าอุโมงค์เร็วเข้า หาเขาให้เจอก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”


ตอนนี้ฉินเจียนยิ่งมั่นใจว่าซุนฉีไม่เป็นอะไร เขาเป็นถึงคนที่เคยปลิดชีพ.องค์รัชทายาทหนานไท่ จะมาเป็นอะไรในจวนเหลียงอ๋องง่ายๆได้อย่างไร


เขาต้องมีชีวิตรอดกลับมาได้แน่นอน!


“นายท่านรอง! มีคนขอรับ!”


ทันใดนั้นเสียงอุทานก็ดังขึ้นไม่ไกล ฉินเจียนยังไม่ทันเดินไปถึงก็ได้ยินเสียงโหลวชงกล่าว “เป็นนายท่านสามขอรับ!”


พวกเขาหาทางเข้าอุโมงค์เจอแล้ว ขณะที่กำลังกลัดกลุ้มใจก็หันไปเห็นมือที่เส้นเลือดผุดพรายขึ้นข้างหนึ่งยื่นออกมาจากพุ่มหญ้าข้างๆ ซึ่งทำทุกคนตกใจไม่น้อย


ลู่ไป่ชวนหมดแรง ต่อให้ออกมาได้ก็หมดปัญญาหลบภัยอันตราย จึงทำได้เพียงแอบอยู่ในพุ่มหญ้า เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยจึงเปิดเผยตัวตนออกมา


เป็นพวกโหลวชง


เมื่อมั่นใจแล้วเขาก็ไม่อาจทนไหว จึงเป็นลมหมดสติไป


ฉินเจียนพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นใบหน้าธรรมดา.ธรรมดานั้นแล้วเขามั่นใจในทันทีว่าเป็นสหายของเขาแน่นอน จึงรีบให้คนมาช่วยแบกเขากลับไปยังโรงพนัน


คนที่แบกเขาพบว่ากล้ามเนื้อและผิวหนังบนร่างกายของเขาดูเหมือนจะเหี่ยวย่นลง เขาเปลี่ยนไปมาก


ในโรงพนันมีหมอประจำของพวกเขา ทันทีที่กลับไปถึงก็เริ่มรักษา แผลภายนอกไม่ได้ร้ายแรงนัก แค่เนื้อหนังถลอกเล็กๆน้อยๆ บาดแผลที่สาหัสที่สุดอยู่บริเวณแขน แผลค่อนข้างลึกแต่ก็ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต


แต่ลู่ไป่ชวนอยู่ในอาการหมดสติทำเช่นไรก็ไม่ฟื้น กล้ามเนื้อและผิวหนังบนร่างกายที่เหี่ยวย่นจึงยากมากที่จะยืดตัวกลับมาเป็นปกติ


“นายท่านสามใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม ทำให้ร่างกายเสียหายอย่างรุนแรงก็เลยหมดสติไม่ฟื้นเช่นนี้”


หมอถอนหายใจออกมา เขาทุ่มเทมากเกินไปจริงๆ อันที่จริงไม่จำเป็นต้องเช่นนี้ก็ได้


ฉินเจียนยืนดูอยู่ข้างเตียง ปากพึมพำ “หรือว่าเขาฝึกเคล็ดวิชาหดกระดูก?”


หลังจากกล่าวคำนี้ออกมา เขาหันไปมองลู่ไป่ชวนด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ลูบหลังมือเขา เนื้อบนร่างกายหดตัวจนแข็ง เห็นได้ชัดว่าเลือดไหลเวียนไม่คล่อง


เขากัดฟันกรอดด้วยความโกรธ แทบอยากจะดึงสหายขึ้นมาต่อยระบายความโกรธสักหมัด


เรื่องที่ได้ตำราเคล็ดวิชาหดกระดูกนั้นมาเขาเองก็รู้ ตอนนั้นเขารู้สึกว่ามันแปลกๆ ทั้งยังไม่น่าเชื่อถือ ไม่แน่พวกแพ้พนันเหล่านั้นอาจสร้างเรื่องขึ้นมาหลอกคนอื่นก็ได้ นึกไม่ถึงว่าเจ้าโง่ซุนฉีจะคิดจริงจังถึงขั้นฝึกฝนมัน


เป็นสายลับมานานหลายปีกลับถูกหลอกง่ายๆเช่นนี้หรือ


แล้วการเป็นสายลับแค่ทำหน้าที่แจ้งข่าวกลับไปก็พอแล้ว แต่คนผู้นี้กลับยอดเยี่ยมซะจริง ก่อนหน้านี้ลงมือสังหารองค์รัชทายาท ตอนนี้ยังลงมือสังหารเหลียงอ๋องอีก กลับไปไม่รู้ได้รับคุณงามความดีใหญ่หลวงเท่าใด


เฮ้อ… นี่เขาโดนหลอกโดยไม่รู้ตัวเลย ตอนนี้ทั้งสองคนมีตำแหน่งอยู่ในระดับเดียวกัน แต่หลังจากกลับไป ซุนฉีได้รับความชอบถูกตกรางวัล นั่นก็หมายความว่าระดับตำแหน่งของพวกเขาจะไม่เท่ากันแล้วน่ะสิ 


ฮือๆๆ…


เขาทั้งเสียใจทั้งโมโห!


แต่เมื่อมองดูคนที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง ร่างกายได้รับความเสียหายจนสภาพกลายเป็นเช่นนี้ เขาจะโมโหลงได้อย่างไร


ในใจเขามีเรื่องอะไรอยู่กันแน่ ที่ทำให้เขารีบร้อนอยากกลับไปเช่นนี้


อันที่จริงถ้าอยากกลับไปก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็ได้ อย่างมากก็แค่เอ่ยปากบอกเฉินอ๋องสักคำ หาคนมาแทนที่พวกเขาก็ได้แล้ว เหตุใดถึงดื้อดึงทำเรื่องสุดโต่งเช่นนี้ด้วย


เขาดุด่าอยู่ในใจไม่หยุด แต่เมื่อได้ยินท่านหมอบอกว่ายังมีโอกาสรักษาให้หายได้ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้


หลังจากตั้งสติได้เขาก็ตบปากตัวเองไปทีหนึ่ง และดุด่าตัวเองอย่างประชดประชัน “เหอะ เขาตายไปเจ้าก็ได้เลื่อนขั้นแล้ว เจ้ายังจะสนใจความเป็นความตายเขาทำไมกัน หึ ซวยจริงๆ!”


กล่าวจบ เขาก็เดินออกไปด้วยท่าทางโมโห


โหลวชงและหมอหันสบตากันก่อนจะยิ้มอย่างจนปัญญา


โหลวชงกล่าวถาม “อาการของนายท่านสาม นานเพียงใดถึงจะรักษาหายขอรับ?”


“ยังบอกได้ไม่แน่ชัด นายท่านสามใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามนี่นานเกินไป เกินกว่าขอบเขตที่คนทั่วไปจะรับได้ เส้นลมปราณบางส่วนในร่างกายก็เหี่ยวไปแล้ว ต้องรอดูอาการเป็นระยะระยะ”


ขณะที่กล่าวท่านหมอชราก็ถอนหายใจออกมา นายท่านสามผู้นี้ถึงคราวที่ดื้อรั้นก็ไม่สนความเป็นความตายเลย ช่างน่ากลัวจริงๆ


ตอนที่ 178: เขาแก่แต่ไม่ได้โง่


เหลียงอ๋องสิ้นพระชนม์แล้ว ฮ่องเต้หนานไท่นึกไม่ถึงเลยว่าจะรวดเร็วเช่นนี้


นับตั้งแต่วันที่เขาตกลงร่วมมือกับโรงพนันซุ่นอวี่จนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาแค่สี่ห้าวันเท่านั้น นี่ถูกจัดการไปเรียบร้อยแล้วหรือ


จวนเหลียงอ๋องมีการคุ้มกันอย่างเข้มงวด เรียกได้ว่าเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เขาเองก็เคยส่งคนไปแล้วเช่นกัน แต่ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้


ดูท่าโรงพนันซุ่นอวี่นี่ ไม่อาจประมาทได้จริงๆ


ก่อนหน้านี้เขาถึงขั้นเคยมีความคิดอยากตรวจสอบโรงพนันซุ่นอวี่ หากยืนยันได้ว่าเป็นมือสังหารโหดที่ปลิดชีพองค์รัชทายาทจริง เขาต้องคิดหาทางแก้แค้นแน่นอน


ทว่าตอนนี้ความแข็งแกร่งห่างชั้นมากเกินไป และเขาไม่มีความสามารถที่จะสู้กับโรงพนันซุ่นอวี่ได้ 


ที่สำคัญที่สุดก็คือ การตายของเหลียงอ๋องเป็นเขาที่ใช้ทองคำหนึ่งล้านตำลึงแลกมา บัดนี้ท้องพระคลังว่างเปล่า เดิมทีก็ไม่ได้มีสมบัติที่จะนำมาชำระแค้นส่วนตัวเหล่านี้ หลังจากนี้หากไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องแว่นแคว้น ไม่นานคงต้องล่มสลายเป็นแน่


เมื่อเรียกประชุมขุนนาง ฮ่องเต้กวาดตามองขุนนางแต่ละคนด้วยสายตาขุ่นมัว เรื่องของเหลียงอ๋องที่แพร่สะพัดไปทั่วในเช้าวันนี้ทุกคนล้วนมีการคาดเดาไปต่างๆนานา คนส่วนใหญ่คิดว่าการสิ้นพระชนม์ของเหลียงอ๋องเป็นฝีมือของฮ่องเต้


และด้วยเหตุนี้เอง การประชุมเช้าวันนี้จึงไม่มีขุนนางคนไหนกล้าเอ่ยถึงเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาท


“เหลียงอ๋องเป็นน้องชายสายเลือดเดียวกันกับเรา บัดนี้ได้ประสบเหตุไม่คาดคิด ไต่สวนนักฆ่าที่จับมาได้ให้ละเอียด ลากตัวผู้อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้ เหลียงอ๋องจะได้ตายตาหลับ”


ฮ่องเต้ถอนใจหายออกมา ทั้งยังกล่าววาจาปลอบใจเหลียงอ๋องซื่อจื่อ เหลียงอ๋องซื่อจื่อกัดฟันกรอด มองฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น เสด็จพ่อต้องตายเพราะฝีมือของฮ่องเต้เป็นแน่ แต่กลับไร้ซึ่งหลักฐาน ตอนนี้ยังต้องมาฟังคำปลอบใจจอมปลอมของเขาอีก


คำพูดในตอนแรกที่เกี่ยวกับพิธีศพของเหลียงอ๋องเหล่านั้นล้วนไม่ได้สำคัญอะไร ขณะที่ทุกคนฟังจนรู้สึกง่วง จู่ๆ ฮ่องเต้ก็กล่าวถึงเรื่องอำนาจทหารจวนเหลียงอ๋องขึ้น


“เหลียงอ๋องสิ้นไปแล้ว ตามหลักแล้วกำลังทหารไม่อาจปล่อยไว้ข้างนอกได้ นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะเรียกกำลังทหารสี่แสนนายที่อยู่ในมือเหลียงอ๋องคืน”


เหล่าขุนนางได้ยินดังนั้น อาการสัปหงกพลันหายไปในชั่วพริบตา ที่แท้ก็รอสิ่งนี้อยู่นี่เอง!


เหลียงอ๋องซื่อจื่อร้อนใจมาก เหลือบมองเหล่าขุนนางที่พ่อของตนเองเชื่อใจที่สุดขณะยังมีชีวิตอยู่ เพื่อบอกเป็นนัยให้พวกเขาช่วยพูดแทนตนเอง


หลายคนหลบสายตา แต่ก็มีบางส่วนที่กล่าวแทน “ทูลฝ่าบาท ศพของเหลียงอ๋องยังไม่ทันเย็น เรื่องอำนาจทหาร สู้เอาไว้หารือกันตอนหลังเถอะพ่ะย่ะค่ะ”


“กราบทูลฝ่าบาท แม้เหลียงอ๋องจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่เหลียงอ๋องซื่อจื่อยังอยู่ กระหม่อมเห็นว่าอำนาจทหารมอบให้เหลียงอ๋องซื่อจื่อดูแลจะเหมาะสมกว่าพ่ะย่ะค่ะ”


“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”


ในเมื่อฮ่องเต้เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว นั่นหมายความว่าย่อมเตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ยกยิ้มมุมปากขึ้น และกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ที่พวกเจ้าพูดมาก็ใช่ว่าเราจะไม่เคยคิด เหลียงอ๋องเป็นน้องชายสายเลือดเดียวกันกับเรา ตอนนั้นที่มอบอำนาจทหารให้เขาดูแลเราย่อมเชื่อใจเขาอยู่แล้ว ที่สำคัญที่สุดก็คือเขาเคยออกรบ สร้างคุณูปการทางทหารมาก่อน เขาควบคุมอำนาจทหารนั่นก็เป็นเพราะได้รับความไว้วางใจจากทุกคนทุกฝ่าย


แต่ถิงเอ๋อร์ไม่เหมือนกัน เขาอายุยังน้อย ไม่เคยออกรบมาก่อน หากรับอำนาจทหารไปดูแลจะทำให้เหล่าทหารยอมเชื่อฟังเขาได้อย่างไร บัดนี้หนานไท่มีทั้งศึกภายนอกภายใน ไม่อาจประมาทได้อีกเด็ดขาด อำนาจทหารนี้ เราจะเรียกคืนกลับมาชั่วคราว รอให้วันหน้าถิงเอ๋อร์สร้างคุณูปการได้เมื่อไร อำนาจทหารนี้ก็ต้องมอบให้เขาดูแลอยู่ดี เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครมาครหาเขาได้


ถิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจถึงความตั้งใจของลุงหรือไม่?”


ฮ่องเต้ทำท่าตักเตือนด้วยความหวังดีราวกับว่าขบคิดเพื่อเหลียงอ๋องซื่อจื่อ ด้วยเหตุนี้เอง ต่อให้ทุกคนมีเหตุผลมากมายเพียงใดก็ไม่อาจโต้แย้งได้แล้ว


ทุกคนจึงตระหนักได้ว่าแม้ฮ่องเต้จะแก่แล้วแต่ก็ไม่ได้โง่ เขายังคงเป็นผู้นำที่เด็ดขาด จัดการเรื่องราวอย่างมีแผนการลึกซึ้งยากจะคาดเดา ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถอบรมสั่งสอนองค์รัชทายาทองค์ก่อนให้มีความสามารถยอดเยี่ยมเช่นนั้นได้


หากไม่ใช่เพราะองค์รัชทายาทองค์ก่อนถูกลอบสังหาร ตอนนี้หนานไท่ก็คงไม่ต้องมีสภาพเช่นนี้ แต่ที่สำคัญ พวกเขาไม่กล้าลองดีกับฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้


เหลียงอ๋องซื่อจื่อรู้ว่าหมากกระดานนี้ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ ตนเองไม่มีทางพลิกกระดานชนะได้แน่ อีกอย่าง ตอนนี้อำนาจทหารก็จะถูกเรียกคืน จวนเหลียงอ๋องตกอับไปภายในชั่วพริบตา


ที่ผ่านมา เหลียงอ๋องคิดว่าชัยชนะอยู่ในกำมือตนเองมาโดยตลอด จึงล่วงเกินบรรดาอ๋องไปไม่น้อย ตอนนี้มาตกอับกะทันหันเช่นนี้ คนอื่นๆในจวนเหลียงอ๋องก็ใช้ชีวิตลำบากแล้ว


เมื่อก่อนฮ่องเต้เข้าข้างจวนเหลียงอ๋องอย่างโจ่งแจ้ง แต่หลังจากที่ผ่านเหตุการณ์นี้ไป จวนเหลียงอ๋องได้กลายเป็นหมากในกำมือของเขา วันข้างหน้าก็ไม่มีใครคอยช่วยเหลือพวกเขาแล้ว


เหลียงอ๋องซื่อจื่อกัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไร้หนทางอื่น “พ่ะย่ะค่ะ ทุกอย่างแล้วแต่เสด็จลุงทรงพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”


และแล้วเรื่องของเหลียงอ๋องก็ผ่านไปเช่นนี้ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงตั้งสติได้ นึกถึงเรื่องที่ตนเองช่วยเหลียงอ๋องแย่งชิงบัลลังก์ก่อนหน้านี้ขึ้นแล้ว แต่ละคนก็รู้สึกหวาดกลัวจนเหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง ฮ่องเต้พระองค์นี้ไม่ใช่คนดีจิตใจเมตตาแต่อย่างใด บัดนี้ได้เรียกคืนอำนาจทหารแล้ว ต้องจัดการกับพวกเขาแน่นอน


โดยเฉพาะขุนนางที่ออกปากแทนเหลียงอ๋องซื่อจื่อเมื่อครู่ พวกเขาล้วนนึกเสียใจ


คนตายไปแล้วก็เปรียบดั่งภูผาที่พังทลาย ความรุ่งโรจน์ของจวนเหลียงอ๋องดับสิ้นไปภายในคืนเดียว


ฮ่องเต้มองเหล่าขุนนางที่ทำท่าทางรู้สึกผิดเหล่านั้นแล้วในใจก็หัวเราะเย้ยหยัน แต่ปากยังคงกล่าวอย่างกันเอง “แม้เหลียงอ๋องจะตายไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เคยพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งองค์รัชทายาท เราเองก็ควรไตร่ตรองเรื่องนี้แล้วจริงๆ เราอายุมากแล้ว มีโรคภัยไข้เจ็บไม่รู้จะจากไปวันไหน”


เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว “ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี!”


ก่อนหน้านี้ตอนที่เหลียงอ๋องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ฮ่องเต้ปิดปากเงียบไม่ยอมตอบ ตอนนี้สิ้นชื่อเหลียงอ๋องไปแล้ว ไม่มีคนพูดถึง ฮ่องเต้จึงพูดเสียเอง ทุกคนจึงรับรู้ถึงอันตราย ไม่รู้เลยว่าฮ่องเต้ผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่


ฮ่องเต้ได้ยินคำประจบประแจงเช่นนี้มามากจนชิน ทุกคนล้วนไม่อาจหลีกหนีความตายได้ อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วก็เท่านั้น


“บัดนี้เราก็มีโอรสแค่สามคน ทุกคนล้วนยังเด็กนัก วันข้างหน้าจะอบรมเลี้ยงดูฝึกฝนพวกเขาไปพร้อมๆกัน หากวันใดเราสิ้นบุญลง โอรสองค์ใดมีความสามารถยอดเยี่ยมที่สุดก็จะได้ตำแหน่งองค์รัชทายาท เรื่องนี้เราคิดไว้ในใจแล้ว ที่พูดออกมาก็แค่ให้พวกเจ้าทั้งหลายได้ยินเป็นพยาน และไม่ต้องรีบร้อนเร่งรัดให้เราแต่งตั้งองค์รัชทายาทอีก”


วาจานี้แสดงให้เห็นชัดว่าเขาจงใจพูดถึงเหตุผลเรื่องที่เหล่าขุนนางกดดันให้แต่งตั้งองค์รัชทายาทก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างหวดกลัวจนตัวสั่น และไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา


ฮ่องเต้พึงพอใจต่อการแสดงออกของพวกเขามาก หากเป็นเมื่อก่อนต้องถอดตำแหน่งขุนนางในราชสำนักครั้งใหญ่เป็นแน่ ทว่าตอนนี้อายุมากแล้ว เงินในมือก็มีไม่มาก จึงไม่อยากเอาเรื่องขุนนางเหล่านี้มากเกินไป


เพียงแต่บัดนี้ท้องพระคลังว่างเปล่า หากสามารถจับขุนนางฉ้อฉลมาลงโทษได้คงจะเติมเงินในคลังได้


ดังนั้นในช่วงเวลาต่อมา เป็นช่วงเวลาที่เหล่าขุนนางหนานไท่ตื่นตระหนกหวาดกลัวที่สุด ฮ่องเต้จับขุนนางชั้นผู้ใหญ่เจ็ดคนอย่างโหดเหี้ยม ยึดทรัพย์สินทั้งหมดเติมเข้าท้องพระคลัง สั่งประหารชีวิตขุนนางฉ้อฉล คนในครอบครัวขุนนางเหล่านั้นถูกเนรเทศ ทั้งเสียชีวิตทั้งได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นจำนวนมาก


จากนั้นเหล่าขุนนางก็ไม่กล้ายั่วยุอำนาจของฮ่องเต้ผู้นี้อีกเลย และในที่สุดราชสำนักที่วุ่นวายมานานก็สงบสุข


ส่วนบรรดาอ๋อง ตอนนี้ก็ยืนมองคนอื่นประสบหายนะไป อย่างน้อยในช่วงที่ฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่พวกเขาก็ไม่กล้าลงมือทำอะไร


ตอนที่ 179: ในที่สุดก็ได้กลับแคว้น


ทางด้านโรงพนันซุ่นอวี่ ลู่ไป่ชวนยังคงนอนหมดสติไม่ฟื้น


ฉินเจียนหลังจากความโกรธในวันนั้นหายไปแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มเป็นห่วงอาการของสหาย ผ่านมาเจ็ดแปดวันแล้วเขายังไม่ฟื้นขึ้นมาอีก ช่วงนี้ได้แต่พึ่งพาให้ท่านหมอดูแลจนไม่เป็นอันกินอันนอน คอยป้อนน้ำหวานให้เขาเพื่อประคองชีวิตให้รอด


ฉินเจียนกังวลว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเขาอาจตายได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจเขียนจดหมายถึงเฉินอ๋องกลางดึก รายงานสถานการณ์ทางนี้ให้เขารับรู้ ขณะเดียวกันก็ขออนุญาตกลับแคว้นด้วย


ตอนนี้หนานไท่กำลังวุ่นวายอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงภายในราชสำนัก อาจไม่ก่อเรื่องสักพัก พวกเขาไม่จำเป็นต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ตลอด


อีกอย่าง ที่ซุนฉีทุ่มเทอย่างสุดชีวิตเช่นนี้ก็แค่เพื่ออยากกลับแคว้นไม่ใช่หรือ


ตอนที่ได้รับจดหมาย เฉินอ๋องคลี่คลายสถานการณ์ที่ชางโจวค่อนข้างเรียบร้อยแล้ว แม้จะมีองค์รัชทายาทกับจิ้งอ๋องคอยป่วน แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตอะไร จึงเตรียมจะกลับราชสำนัก


เฉิงเหมิงที่อยู่ข้างกายรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงเอ่ยถาม “องค์ชาย ทางหนานไท่มีข่าวดีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“เจ้าพูดถูกแล้ว! เป็นข่าวดี เป็นข่าวดีมากๆเลยละ!”


เฉินอ๋องยื่นจดหมายในมือให้เขาดู ยกมือตบโต๊ะไปหนึ่งที อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ฮ่าๆๆ ซุนฉีนะซุนฉี ช่างทำให้ข้าประหลาดใจอยู่เรื่อยเลยจริงๆ! เรื่ององค์รัชทายาทหนานไท่ครั้งก่อนข้ายังไม่ทันตกรางวัลให้เขาเลย นี่ยังได้ความดีความชอบจากเรื่องเหลียงอ๋องอีก ถ้าไม่ให้ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่กับเขา ข้าต้องรู้สึกผิดต่อเขาเป็นแน่!”


เฉิงเหมิงอดเตือนเขาไม่ได้ “องค์ชาย ตอนนี้ฝ่าบาทยังหวาดกลัวองค์ชายมาก อีกอย่าง ถ้าทรงรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือของคนขององค์ชายละก็ เกรงว่าจะยิ่งหวาดกลัว คิดจะมอบตำแหน่งให้ซุนฉี เกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายพ่ะย่ะค่ะ”


อีกอย่าง ตำแหน่งแม่ทัพคือควบคุมอำนาจทหาร ฮ่องเต้จะตัดใจให้ได้หรือ


“ตำแหน่งแม่ทัพในทหารของข้ายังให้ได้ แค่ระดับยังต่ำไป แต่ข้าไม่ให้เขารอนานเกินไปหรอก”


เฉินอ๋องยิ้มอย่างไม่ยี่หระ เขาวางแผนมานานหลายปีเช่นนี้ก็เพื่อตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว มีเพียงแค่เขาได้นั่งตำแหน่งนั้นจริงๆ จึงจะสามารถทำให้ราษฎรมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้ และเขาก็ไม่ต้องเป็นเหมือนอย่างทุกวันนี้ จะทำสิ่งใดก็ต้องคอยระมัดระวัง ทั้งยังถูกก่อกวนจนวุ่นวายอีก 


ได้ยินดังนั้นเฉิงเหมิงก็ไม่พูดอะไรอีก องค์ชายมีแผนการอยู่ในใจก็ดีแล้ว


“ซุนฉีได้รับบาดเจ็บ ทั้งอาการยังสาหัสอีกด้วย พวกเขาแฝงตัวอยู่ในหนานไท่มานานหลายปีก็สมควรกลับมาได้แล้วจริงๆ เจ้าส่งคนไปเปลี่ยนประจำการกับพวกเขา ส่งหมอฝีมือดีไปด้วยสักสองสามคน สมุนไพรหยูกยาก็อย่าได้ตระหนี่ ซุนฉีเป็นขุนพลห้าวหาญคนหนึ่งของข้า ห้ามให้เขาเป็นอะไรไปเด็ดขาด”


เฉินอ๋องคิดในใจว่าสถานการณ์หนานไท่คงที่ ก็ควรให้ซุนฉีกับฉินเจียนกลับมาได้แล้วจริงๆ สองคนนี้เป็นแขนซ้ายแขนขวาของเขา สถานการณ์ในเป่ยเหยียนตอนนี้ยิ่งจำเป็นต้องให้พวกเขาช่วย


สำหรับคนมีความสามารถ เฉินอ๋องมีน้ำใจให้เสมอ


“พ่ะย่ะค่ะ!”


เฉิงเหมิงรับคำสั่งและจากไป ทั้งยังต้องระมัดระวังคนขององค์รัชทายาทกับจิ้งอ๋องด้วย หากถูกจับได้ เรื่องราวมากมายจะยิ่งยุ่งยาก จึงต้องทำทุกอย่างอย่างเงียบๆ


ขณะที่คนทางด้านเป่ยเหยียนรีบเร่งเดินทางไป ตอนนี้ลู่ไป่ชวนก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดี กล้ามเนื้อและผิวหนังที่หดตัวยังไม่คืนสภาพเดิม รูปร่างหน้าตาเหี่ยวย่นไปทั้งตัว


บรรดาหมอที่พามาจากเป่ยเหยียนล้วนไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงจนปัญญาที่จะรักษา


โชคดีที่ลู่ไป่ชวนเป็นคนจิตใจเข้มแข็ง แค่มีชีวิตรอดก็ดีแล้ว หมอก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดกับปัญหารูปลักษณ์ภายนอกเหล่านั้น


สำหรับเขา ไม่มีเรื่องใดสำคัญไปกว่าการตามหาครอบครัวแล้ว


หลังจากมอบหมายงานทางด้านหนานไท่เสร็จ พวกเขาก็เตรียมตัวเดินทางกลับ ลู่ไป่ชวนอยากกลับไปให้เร็วที่สุด ทว่าสภาพร่างกายไม่อำนวย ครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ยากที่จะหายกลับมาเป็นปกติภายในเวลาปีครึ่งได้

.......


เวลาผ่านไปเพียงพริบตาก็สิ้นปีแล้ว ครอบครัวลู่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันผิงเมืองจิงโจวมาได้ครึ่งปีแล้ว การค้าอาหารก็เริ่มแล้วเช่นกัน ผลตอบรับดีกว่าที่จินตนาการเอาไว้เสียอีก ตอนแรกซื้อตัวสาวใช้มาสามคนเพื่อมาช่วยนางหยูกับนางฉิน ต่อมายุ่งจนทำไม่ทันจึงซื้อตัวสาวใช้มาเพิ่มอีกสามคนรวมเป็นหกคน ทำงานยุ่งตัวเป็นเกลียวกันทั้งวัน


โรงเรือนสำหรับเลี้ยงสัตว์ก็ใช้งานได้แล้ว ไก่ เป็ด ห่านแยกเลี้ยง ทั้งยังจ้างคนมาดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย


เป็นเด็กสามคนที่ช่วยออกมาจากรังโจรพเนจรในครั้งนั้น และเป็นกลุ่มเดียวกับที่ให้ลู่เสี่ยวหยางไปอยู่ด้วย พวกเขามีหน้าที่เลี้ยงสัตว์ปีกและทำความสะอาด เก็บมูลสัตว์รวบรวมนำไปทำเป็นปุ๋ย


ทั้งสามผลัดกันเฝ้าเวรยามกลางคืน หลังจากทำไปได้ช่วงหนึ่งก็รู้สึกไม่เลวเลย ครอบครัวลู่พึงพอใจมาก


เหลืออีกเจ็ดวันก็จะถึงวันสิ้นปีแล้ว โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็เตรียมหยุดกันแล้ว ก่อนหยุดต้องแจกจ่ายสวัสดิการให้คนงานในโรงงาน เรื่องนี้ครอบครัวลู่ได้ปรึกษากันก่อนหน้านี้แล้ว


เหอจิ่วเหนียงไปซื้อลูกกวาดมาจากอำเภอจำนวนมาก ให้พวกเด็กๆที่บ้านช่วยบรรจุใส่เป็นถุงเล็กๆ เพื่อมอบให้คนงานในโรงงานคนละชุด


นอกจากนี้ยังมอบเสื้อขนสัตว์ให้คนละชุด เป็ดดำลู่คนละสองชั่ง ทั้งยังจ่ายค่าตอบแทนให้อีกด้วย


ทุกคนได้รับของขวัญมากมาย ในกระเป๋ามีเงิน ในมือมีลูกกวาด มีเนื้อ ทั้งยังมีเสื้อผ้าใหม่ ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทำให้คนที่ไม่ได้ทำงานในโรงงานต่างอิจฉา


ดังนั้นชาวบ้านหลายคนจึงพากันไปหาผู้นำหมู่บ้าน ให้เขาคิดหาวิธี เดิมทีชาวบ้านในหมู่บ้านก็มีจำนวนมาก เมื่อก่อนแต่ละครอบครัวล้วนมีสภาพคล้ายๆกัน การใช้ชีวิตไม่ได้แตกต่างกันมากนัก


แต่นับตั้งแต่หลายๆครอบครัวไปทำงานที่โรงงานครอบครัวลู่ คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งนี้ทำให้หลายคนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม


“การค้าของครอบครัวลู่โตเร็วมาก ไม่แน่หลังปีใหม่อาจจะรับสมัครคนเพิ่มก็ได้ ทุกคนยังมีโอกาส ขอเพียงทุกคนขยัน ทำงานว่องไว ปีหน้าต้องเข้าไปทำงานในโรงงานครอบครัวลู่ได้แน่!”


ภรรยาและบรรดาลูกสะใภ้ของผู้นำหมู่บ้านล้วนทำงานในโรงงานครอบครัวลู่ ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด เมื่อผู้นำหมู่บ้านกล่าวเช่นนี้ พวกชาวบ้านก็มุมปากกระตุก


“ท่านผู้นำหมู่บ้าน เช่นนั้นท่านก็ช่วยพูดให้พวกเราหน่อยสิ ปกติแล้วพวกเราก็ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กับครอบครัวลู่เท่าไร ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ดีนัก คงยากจะถูกเลือก!”


“นั่นสิ ก่อนหน้านี้ที่ครอบครัวลู่รับคนเข้าทำงานในโรงครัวนั่นก็ไม่ได้รับคนจากหมู่บ้านเรา แต่กลับไปหาซื้อจากนายหน้าในอำเภอ พวกเรามีกันเยอะขนาดนี้ไม่มีใครถูกตาต้องใจพวกเขาเลย เช่นนี้จะให้ว่าอย่างไรอีก?”


“สาวน้อยผอมแห้งเหล่านั้นจะทำงานอะไรได้ พวกเรามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมกลับไม่เรียกใช้งาน คนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ครอบครัวลู่จะทำเช่นนี้กับพวกเราไม่ได้นะ!”


พวกเขาต่างเรียกร้อง ผู้นำหมู่บ้านจนปัญญามากจริงๆ คนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกขี้เกียจที่คนในหมู่บ้านรู้กันทั้งนั้น ต่อให้ไม่ขี้เกียจแต่นิสัยส่วนตัวก็ไม่ได้เรื่อง คนเช่นนี้หากครอบครัวลู่รับเข้าทำงานก็แปลกแล้ว


เดิมทีผู้นำหมู่บ้านคิดว่าคนเหล่านี้จะปรับตัวเรียนรู้สิ่งดีๆ ทำงานอย่างขยันหมั่นเพียร ปีหน้าหากครอบครัวลู่รับคนเข้าทำงานจะช่วยแนะนำพวกเขา แต่พวกเขากลับพูดจาเช่นนี้ จนทำให้ผู้นำหมู่บ้านไม่อยากสนใจพวกเขาจริงๆ


“พวกเจ้าเป็นคนเช่นไรคงไม่ต้องให้ข้าพูดมากหรอกนะ ถ้าพวกเจ้าอยากทำงานในโรงงานครอบครัวลู่จริงๆ ก็แสดงความจริงใจออกมา ไปดูแลไร่นาของตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยมาพูดเรื่องพวกนี้กับข้า!”


ประหลาดจริง ครอบครัวลู่เขาเป็นเจ้าของ เขาอยากได้คนงานก็ไปซื้อตัวมา นั่นก็เป็นความต้องการของคนเขา คนเหล่านี้มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรกัน


คิดแล้วก็คันไม้คันมือจริงๆ!


ตอนที่ 180: เงินปันผลสิ้นปี


ทุกคนถูกผู้นำหมู่บ้านตำหนิเช่นนี้ถึงกับพูดไม่ออก


พวกเขามาหาผู้นำหมู่บ้านก็แค่อยากให้ผู้นำไปช่วยพูดกับครอบครัวลู่ให้หน่อย ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากเลย แค่ได้เข้าไปทำงานในโรงงานครอบครัวลู่แค่ครอบครัวละคนก็ดีมากแล้ว อย่างไรเสียโรงงานครอบครัวลู่ก็ขาดคนงานอยู่


แต่ใครจะคิดว่าพอผู้นำหมู่บ้านได้รับผลประโยชน์จากครอบครัวลู่ก็เอาแต่เข้าข้างครอบครัวลู่ถึงเพียงนี้ ไม่เห็นลูกบ้านอย่างพวกเขาอยู่ในสายตาเลย


“ท่านผู้นำหมู่บ้าน ท่านพูดจาเช่นนี้ไม่แรงไปหน่อยหรือ พวกเราไม่ตั้งใจดูแลไร่นาของตัวเองเมื่อไรกัน นี่ก็แค่เรื่องเข้าไปทำงานในโรงงาน งานก็ไม่ได้มากมายสักหน่อยเหตุใดจะทำไม่ได้ คนในครอบครัวท่านทำงานอยู่ในนั้นตั้งหลายคน คงได้ประโยชน์ไม่น้อยกระมัง ช่วยพูดแทนพวกข้าสักประโยคสองประโยคจะเป็นไรไป”


“นั่นน่ะสิ พวกเราเคารพที่ท่านเป็นผู้นำหมู่บ้าน หลายปีที่ผ่านมาพวกเราก็ทำตัวดีไม่สร้างปัญหา คนหมู่บ้านเดียวกันไม่จำเป็นต้องพูดจารุนแรงถึงเพียงนี้ก็ได้กระมัง”


“ตัวท่านเองก็ได้ประโยชน์จากครอบครัวลู่ ไม่ปันน้ำแกงข้นให้พวกข้าสักถ้วยแล้วยังพูดจาเช่นนี้ออกมา มันใช่หรือ?”


คนเหล่านี้เกิดอารมณ์ร้อนขึ้นแล้ว ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนเองพูดไปนั้นจะผิด เห็นผู้นำหมู่บ้านสีหน้าเคร่งขรึมพวกเขาก็ไม่กลัว อย่างไรผู้นำหมู่บ้านก็ได้รับประโยชน์จากครอบครัวลู่จริง ถูกพวกจี้ใจดำเช่นนี้คงไม่กล้าไม่แบ่งผลประโยชน์ให้พวกเขาแน่


ได้ยินคนเหล่านี้พูดเช่นนี้ ผู้นำหมู่บ้านทั้งโกรธทั้งขบขัน จึงโพล่งออกไป “ใช่ ข้าได้ประโยชน์จากพวกเขา พวกลูกชายข้าเคยช่วยงานพวกเขา เมียข้า ลูกสาวลูกสะใภ้ข้าล้วนทำงานในโรงงานของเขา สิ้นปีนี้ก็ได้ของดีมาไม่น้อย แล้วพวกเจ้าจะทำไม?”


เดิมทีก็อยากจะคุยกับคนเหล่านี้ด้วยเหตุผลดีๆให้พวกเขาตั้งใจทำงานกันจริงๆ ให้ครอบครัวลู่ได้เห็นถึงความจริงใจของพวกเขา ต่อไปเวลารับคนงานเพิ่ม เขาก็จะช่วยพูดสนับสนุนให้ เช่นนี้ก็จะได้ราบรื่นเป็นขั้นเป็นตอนไม่ดีหรอกหรือ


ไม่คิดว่าพูดไปแบบนั้น คนเหล่านี้กลับต่อปากต่อคำทำให้เขาไม่อยากช่วยแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดกับครอบครัวลู่แทนคนเช่นนี้ ไม่แน่ถึงเวลาอาจทำให้เขาขายหน้าอีก


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ และต่างรู้สึกว่าผู้นำหมู่บ้านช่างไร้ยางอายยิ่งนัก พอได้ประโยชน์แล้วก็กล้ายอมรับออกมาเช่นนี้ได้


ผู้นำหมู่บ้านไม่รอให้พวกเขาพูดอะไร เขาพูดต่อ “ที่คนในครอบครัวข้าเข้าไปทำงานในโรงงานครอบครัวลู่หลายคนได้ก็เพราะคนในครอบครัวข้าขยันขันแข็ง ไม่เชื่อพวกเจ้าก็ลองไปถามดูเองสิ คนในครอบครัวข้าทำงานในโรงงาน แม้รายได้ที่หามาจะไม่ได้มากที่สุด แต่จำนวนก็ไม่น้อยแน่นอน ทุกคนล้วนรู้ดีว่าครอบครัวลู่ให้ค่าแรงตามปริมาณของงานที่ทำ พวกเจ้าขี้เกียจสันหลังยาวเช่นนี้ ต่อให้เข้าไปทำก็ไม่มีทางทำเงินได้หรอก!”


ในเมื่อจะหาเรื่องจนไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ ผู้นำหมู่บ้านก็ไม่อยากไว้หน้าพวกเขาแล้วเหมือนกัน “ทางที่ดีพวกเจ้าก็หัดเจียมตัวซะบ้างนะ ถ้าก่อเรื่องเดือดร้อนในหมู่บ้าน ข้านี่แหละจะไปฟ้องนายอำเภอให้มาจับพวกเจ้าออกไปจากหมู่บ้าน ชาวบ้านในหมู่บ้านเยอะอยู่พอดี ข้าดูแลไปก็เสียแรงเปล่า!”


กล่าวจบก็ไล่พวกเขาออกไปทันที ไม่รอให้พวกเขาได้ตอบโต้แต่อย่างใด


ทุกคนก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราะพวกบุตรชายของผู้นำหมู่บ้านยืนจ้องพวกเขาอยู่ข้างๆราวกับเจ้าที่ หากก่อเรื่องก็สู้เจ้าที่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ดี


ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำหมู่บ้านก็เป็นคนดูแลหมู่บ้าน หากเกิดเรื่องขึ้น นายอำเภอย่อมฟังผู้นำหมู่บ้านอยู่แล้ว


ดังนั้นคนกลุ่มนี้ต่างพากันแยกย้ายกลับไป ทว่าปากยังคงสบถด่าไม่หยุด


นางหลิวภรรยาผู้นำหมู่บ้านยืนด่าตามหลังด้วยความโกรธ “พวกไร้ยางอาย ซวยจริงๆ ถุย!”

......


ทางด้านครอบครัวลู่ไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องเหนื่อยใจอะไรขึ้นกับครอบครัวผู้นำหมู่บ้าน หลังจากที่ยุ่งกันมาครึ่งปี ในที่สุดก็ได้หยุดพักเสียที


หลังแจกเงินสวัสดิการคนงานเสร็จ ตอนนี้ก็ถึงคราวแบ่งกำไรของคนในครอบครัวแล้ว


นางซุนนำเงินทั้งหมดที่หามาได้วางกองไว้ตรงหน้าทุกคน นับดูแล้วรวมทั้งหมดเป็นเงินหนึ่งพันสองร้อยเจ็ดสิบตำลึงถ้วน


แบ่งตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ กองกลางได้สี่ร้อยแปดสิบตำลึงหกร้อยอีแปะ ครอบครอบเจ้าใหญ่ ครอบครัวเจ้ารอง และครอบครัวเจ้าสามได้ครอบครัวละหนึ่งร้อยเก้าสิบตำลึงห้าร้อยอีแปะ ครอบครัวสองพี่น้องจางได้ครอบครัวละเก้าสิบห้าตำลึงสองร้อยห้าสิบอีแปะ


ที่เหลือยี่สิบห้าตำลึงสี่ร้อยอีแปะคิดเป็นเงินเลี้ยงดูยามชราของผู้เฒ่าลู่กับนางซุน


ก่อนหน้านี้ครอบครัวลู่จิ้งซวนกับครอบครัวลู่เหอหรงได้เงินครอบครัวละยี่สิบตำลึง ในตอนนั้นก็รู้สึกว่าเป็นเงินจำนวนมากแล้ว ทว่าตอนนี้ได้มาเกือบสองร้อยตำลึง ได้มาเป็นกอบเป็นกำเช่นนี้จึงรู้สึกดีใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้


ยิ่งครอบครัวสองพี่น้องจางยิ่งไม่ต้องพูดถึง เงินลงทุนล้วนเป็นเงินที่เหอจิ่วเหนียงให้ยืม ถ้าไม่ใช่เพราะเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้พวกเขาคงยังมีชีวิตอเนจอนาถอยู่เป็นแน่


ลู่กุ้ยหลานปรึกษากับนางเสิ่นด้วยความตื่นเต้น และลากเหอจิ่วเหนียงมาพูดคุย “พี่สะใภ้สาม เงินของพวกเราก่อนหน้านี้ท่านเป็นคนให้พวกเรายืม ตอนนี้พวกเราตัดสินใจว่าจะคืนให้ท่านคนละยี่สิบตำลึง แม้ไม่ได้มากมาย แต่ก็เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆของพวกเรา ท่านห้ามปฏิเสธเด็ดขาดนะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงไม่คิดปฏิเสธ รับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตนเองเป็นคนช่วยพวกนาง ดอกเบี้ยเล็กๆน้อยๆแค่นี้ไม่นับว่าเกินไป


แบ่งเงินปันผลเสร็จ ทุกคนต่างก็สุขใจมาก นั่งล้อมกองไฟ จินตนาการเรื่องราวในอนาคตไปต่างๆนานา คิดว่าปีหน้าต้องหาเงินมาได้เยอะกว่านี้แน่นอน


ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ได้ส่วนแบ่งมากมายเช่นนี้ก็เป็นเพราะครอบครัวซื้อที่นาเพิ่มไว้ไม่น้อย


และที่นาเหล่านั้น สองพี่น้องจางก็มีส่วนร่วมอยู่ในนั้นด้วย อย่างไรเสียพวกเขาก็ร่วมลงทุนไปแล้วในตอนแรก


ปีหน้าไม่เพียงแค่มีรายได้จากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าและร้านอาหารเท่านั้น ยังมีรายได้มาจากผลผลิตการเกษตรเพิ่มอีกด้วย


ในช่วงนี้ผู้เฒ่าลู่ก็ศึกษาวิธีการบางอย่างในการปลูกสมุนไพรออกมาได้ รอฤดูใบไม้ผลิก็สามารถเพาะปลูกได้แล้ว


เมื่อถึงตอนนั้น ทำร้านสมุนไพรขึ้นมาก็จะมีรายได้เพิ่มอีกทาง


อนาคตอันสดใส∼∼∼ 


ผู้เฒ่าลู่เป็นผู้นำกลุ่มผู้ชายดื่มจนเมามายไปแล้ว สุดท้ายภรรยาของแต่ละคนต่างหามสามีตนเองกลับเข้าห้อง


จากนั้น…


งานล้างจานเก็บโต๊ะก็ตกอยู่ในมือของเหอจิ่วเหนียง–ม่ายสาวไร้สามีผู้นี้นั่นเอง!


เฮ้อ! จริงๆเลย!


นางเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยอารมณ์ไร้คำพูด เหลียนฮวายิ้มร่าเดินเข้ามาหา “อาสะใภ้จิ่วเหนียง ให้ข้าล้างเถอะเจ้าค่ะ!”


ก่อนหน้านี้ตอนแจกเงินสวัสดิการ นางเองก็ได้รับเงินสวัสดิการไปไม่น้อย ตอนนี้ในหีบเก็บเงินของนางมีเงินสามสิบตำลึงแล้ว ล้วนเป็นเงินที่ได้มาจากค่าแรงในแต่ละเดือนที่นางซุนให้ และเงินสวัสดิการสิ้นปี


เดิมทีนางตั้งใจเอาเงินเหล่านั้นคืนให้กับนางซุน เป็นค่าไถ่ตัวก่อนหน้านี้ แต่นางซุนบอกว่าตอนนี้นางยังหาเงินได้ไม่มาก หากคืนเงินก็จะไม่มีเงินเก็บ จึงให้นางเก็บเงินให้ได้เยอะๆก่อนแล้วค่อยคืน


อันที่จริงก็เป็นการปฏิเสธอยู่เป็นนัย เหลียนฮวารู้ บุญคุณครอบครัวลู่ไม่มีสิ่งใดตอบแทนได้ ทำได้แค่ตอบแทนด้วยการขยันทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม


“ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าช่วยส่งจานให้ข้าก็แล้วกัน”


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ใช่คนที่ชอบใช้แรงงานเด็ก เหลียนฮวายินดียื่นมือมาช่วยนางก็นับว่าไม่เลวแล้ว


ตอนนี้เป็นยามดึก เด็กๆคนอื่นๆ ต่างก็หลับกับหมดแล้ว มีเพียงเหลียนฮวาที่โตขึ้นมาหน่อย รู้จักคิดมาช่วยเก็บกวาด


ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ เด็กๆในครอบครัวแต่ละคนล้วนรู้ความกันทั้งสิ้น ขยันกันสุดๆ


เด็กคนอื่นๆขยันเพราะได้เงิน แต่เหลียนฮวาเด็กคนนี้ทำเพราะต้องการขอบคุณ ต้องการตอบแทนบุญคุณครอบครัวลู่


“ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ หลังปีใหม่เราไปเปิดร้านในเมืองกันเถอะเจ้าค่ะ”


ขณะที่ใกล้ล้างจานเสร็จ จู่ๆ เหลียนฮวาก็พูดถึงเรื่องการค้าขึ้นมา


จบตอน

Comments