single mom ep181-190

ตอนที่ 181: เหอจิ่วเหนียงจับหน้าอก


“หือ? บอกข้าซิว่าเจ้าคิดเช่นไร”


เหลียนฮวามีพรสวรรค์ในการทำการค้ามาก แม้เหอจิ่วเหนียงมีความคิดที่จะไปทำการค้าในเมืองอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แต่นางก็อยากฟังความคิดของเหลียนฮวา


คนหนุ่มสาวมักมีความคิดแปลกใหม่เสมอ


“ข้าแค่คิดว่าในเมืองมีคนเยอะ คนรวยก็เยอะ สินค้าของพวกเราคุณภาพดีเช่นนี้ ต้องสร้างรายได้ได้มากกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ!”


ค้าขายอยู่ในอำเภอเพียงเวลาครึ่งปียังมีรายได้เยอะขนาดนี้ คนจิงโจวล้วนแต่เป็นคนเงินกันทั้งนั้น ไปขายในเมืองจะไม่ขายดิบขายดีจนเทน้ำเทท่าหรอกหรือ


“ท่านอาสะใภ้ เราไปตั้งแผงขายในเมือง ต้องหาเงินได้เยอะกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ!”


“ฮ่าๆๆ!”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรวดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนมองอีกฝ่ายแล้วถาม “เจ้าเดินทางไปตั้งไกล แค่คิดจะ ‘ตั้งแผงขาย’ อย่างนั้นหรือ?”


“ในเมืองตั้งแผงขายไม่ได้หรือเจ้าคะ?”


เหลียนฮวาตกใจเล็กน้อย นางคิดว่าระยะทางที่นี่ห่างจากเมืองไม่ไกลมากนัก พวกเขาแบ่งกันเป็นสองกลุ่มผลัดกันเดินทางไปขาย ขายเสร็จก็กลับบ้าน ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก


“ได้มันก็ได้อยู่ แต่เดินทางไปกลับแล้วยังต้องตั้งแผงขายอีกมันยุ่งยากเกินไป ถึงจะหาเงินได้ แต่มันเหนื่อยเกินไป ไม่คุ้ม สู้เราไปซื้อร้านสักร้านอยู่ที่นั่นเลยดีกว่า”


นี่เป็นความคิดของเหอจิ่วเหนียงจริงๆ ไม่เพียงซื้อบ้านเท่านั้น แต่นางจะซื้อร้านค้าด้วย เช่นนี้ต่อไปจะได้ทำการค้าสะดวก


แต่ราคาข้าวของในเมืองแพงกว่าที่นี่มาก จากรายได้ของคนในครอบครัวตอนนี้รวมๆกันแล้วคงซื้อร้านได้หนึ่งร้าน แต่ไม่พอซื้อบ้านแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงก็อยากควักเงินของตัวเองซื้อ แต่หากตนออกหน้ามากไป อาจทำให้คนในครอบครัวรู้สึกเกิดความไม่เท่าเทียมขึ้นภายในใจได้


อีกอย่าง นางเองก็ไม่ได้เป็นแม่พระขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ที่นำพาพวกเขามาด้วยกันก็เป็นเพราะพวกเขาไม่มีเงินเลยจริงๆ ตอนนี้พวกเขามีเงินทุนแล้ว สามารถทำเรื่องที่ตัวเองอยากทำได้ ตนก็ไม่จำเป็นต้องช่วยโดยไร้สิ่งตอบแทนไปตลอด ไม่อาจคอยดูแลพวกเขาไปได้ทั้งชีวิต


ดังนั้นเรื่องขยายการค้าในเมืองยังต้องวางแผนอีกยาว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำการค้าในอำเภอให้มั่นคงก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที


ค่อยๆเป็นค่อยๆไปทีละก้าว จะฝืนวิ่งไปในขณะที่ยังยืนไม่มั่นคงไม่ได้เด็ดขาด


“ข้าวของเครื่องใช้ในเมืองแพงเช่นนั้น พวกเราคงจะซื้อร้านไม่ไหวกระมัง?”


เหลียนฮวากะพริบตาปริบๆ คิดว่าหากเป็นดั่งเหอจิ่วเหนียงพูด เช่นนั้นความหวังที่จะขยายร้านไปขายในเมืองก็คงจบแล้ว คงต้องเก็บเงินให้ได้เยอะๆก่อนถึงจะทำได้


“เรื่องนี้รอผ่านปีใหม่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน รีบเก็บของกลับเข้าไปนอนพักกันเถอะ”


ทั้งสองช่วยกันเก็บกวาด เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาวด้วยความง่วง นี่ก็ดึกมากแล้ว


เหลียนฮวาพยักหน้า นางเองก็รู้สึกว่าความคิดของตนเองตื้นเขินเกินไป ทั้งยังคิดเพ้อฝันมากเกินไปแล้ว


เช้าวันต่อมา โรงงานครอบครัวลู่ก็ปิดวันหยุดอย่างเป็นทางการ พวกผู้หญิงในบ้านต่างขนข้าวของในบ้านออกมาทำความสะอาด เตรียมสำหรับฉลองวันปีใหม่


ส่วนพวกผู้ชายก็ไปสำรวจตามไร่นา และไปดูสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้


โยวยาโถวกับเด็กผู้ชายรวมกลุ่มกันนั่งอ่านเขียนเรียนตำรา ถิงยาโถวก็กำลังฝึกเรียนเย็บปักถักร้อย


ตั้งแต่เช้ามาลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นก็เอาแต่กระซิบกระซาบกัน ดูเหมือนจะปรึกษาเรื่องบางอย่างกันอยู่ สีหน้าดูเคร่งเครียดมาก


หลังจากทำหน้าที่ในมือเสร็จ ทั้งสองก็ไปหานางซุนด้วยกัน


นางซุนกำลังยืนเท้าเอวสั่งสอนเหอจิ่วเหนียงอยู่


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ออกมาจากห้องเลยตั้งแต่เช้า ทุกคนต่างคิดว่าเมื่อคืนอยู่ดื่มกันจนดึก นอนพักสักหน่อยก็ไม่เป็นไร


นางซุนคิดว่าโก่วเอ๋อร์น่าจะตื่นแล้ว จึงอยากพาหลานชายออกมากินข้าวกินปลา แต่เมื่อผลักประตูเข้าไปก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังนั่งวาดเขียนอยู่


“กว่าจะได้พักผ่อนสักครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เจ้าก็อยู่เฉยๆสักหน่อยก็ไม่ได้ โรงงานไม่ได้จะรีบใช้เสียหน่อย!


เจ้าดูซิ นี่เจ้าวาดภาพอะไรกันฮะ?”


นางซุนไม่อยากจะวิจารณ์การวาดภาพของเหอจิ่วเหนียง เพราะอย่างไรครอบครัวก็ต้องอาศัยการออกแบบของนางในการหาเงิน 


แต่นางมองภาพวาดบนกระดาษนั้นแล้ว จะเสื้อผ้าก็ไม่ใช่ ผ้าขี้ริ้วก็ไม่เชิง จึงอดสงสัยไม่ได้จริงๆ


ที่สำคัญที่สุดคือ นางซุนรู้สึกทดท้อใจมาก


นางมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความสงสัย ในใจคิดว่าสะใภ้สามก็ยังสาวอยู่ เป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวไม่ใช่เรื่องดีเลย 


หากนางอยากแต่งงานใหม่ ทุกคนในครอบครัวก็ยินดีและเห็นด้วย แต่มาแอบนั่งวาดภาพอนาจารเช่นนี้ มัน…


นางหันไปมองโก่วเอ๋อร์ที่นั่งเล่นของเล่นอยู่บนพื้น เด็กน้อยคนนี้ฉลาดยิ่งนัก หากเขาเห็นภาพวาดเหล่านี้จะไม่เรียนรู้ไปในทางที่ผิดเอาหรือ


เหอจิ่วเหนียงก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนพรวดพราดเข้ามาแล้วมาเจอกับภาพวาดแปลกประหลาดเหล่านี้ ทันใดนั้นนางก็ไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไร


อันที่จริงนางไม่ได้วาดภาพอนาจารอะไรหรอก ก็แค่ชุดชั้นในเท่านั้น


“ท่านแม่ ท่านฟังข้าแก้ตัว เอ้ยไม่ใช่! ฟังข้าอธิบายก่อนนะเจ้าคะ! ภาพวาดพวกนี้ก็เหมือนกับเสื้อชั้นในนั่นแหละเจ้าค่ะ แต่แบบนี้มันจะมีประโยชน์ต่อร่างกายผู้หญิงเรามากกว่าเจ้าค่ะ”


นางอธิบายด้วยใบหน้าซีดเซียว ยิ่งทำให้นางซุนทวีความสงสัยเข้าไปใหญ่ ไม่เข้าใจจริงๆว่าผ้าขี้ริ้วที่มีสายรัดเหล่านี้จะส่งผลดีต่อร่างกายเช่นไร


“หลังปีใหม่ก็เป็นฤดูใบไม้ผลิแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ เสื้อผ้าขนสัตว์ก็จะขายยากแล้ว แต่เราสามารถขายเสื้อผ้าเบาบางเช่นนี้ได้ สร้างรายได้เหมือนกันเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ได้เอาภาพวาดชุดชั้นในวาบหวิวที่วาดเสร็จก่อนหน้านี้ออกมา มิเช่นนั้นนางซุนคงรับไม่ได้เป็นแน่


“แค่ผ้าสองชิ้นนี่จะขายได้ราคาเท่าไรกัน?”


นางซุนยังไม่คลายความสงสัย ซื้อชุดนี่ สู้เอาเงินไม่กี่ร้อยอีแปะไปซื้อเศษผ้ามาตัดเย็บเอง อยากได้เท่าไรก็ทำเท่านั้น


“ท่านแม่ไม่รู้อะไรแล้ว ยิ่งชิ้นผ้าน้อยเท่าไรก็ยิ่งทำเงินได้มาก!”


เหอจิ่วเหนียงมองหน้ายิ้มๆ นางซุนสบถด่าว่าไม่อยู่ในศีลในธรรมพร้อมยกมือตี


“เช่นนั้นเจ้าบอกมาว่าของพวกนี้มันดีต่อร่างกายอย่างไร”


นางซุนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด นางอยากดูว่าสะใภ้สามผู้นี้จะงัดอุบายใดออกมาใช้อีก!


เหอจิ่วเหนียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวถามอย่างลำบากใจ “ท่านอยากรู้จริงๆหรือเจ้าคะ?”


“ไร้สาระ ถ้าไม่อยากรู้แล้วข้าจะถามเจ้าไปทำไมฮะ?”


“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”


จากนั้น…


เหอจิ่วเหนียงยื่นมือออกไป!


ใช่ นางยื่นมือออกไป


สองมือประคองบริเวณหน้าอกที่ห้อยลงมาทั้งสองข้างของนางซุนอย่างรวดเร็ว จากนั้นเอามือออก และกล่าวอย่างไม่กลัวตาย “สวมสิ่งนี้ก็ไม่ต้องหย่อนยานเหมือนท่านในตอนนี้ แต่จะตั้งตรงเหมือนสาวน้อยวัยสะพรั่งเจ้าค่ะ!”


นางซุนตกตะลึง!


หญิงชราตกใจจนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ เหอจิ่วเหนียงจะยื่นมือออกมาจับเช่นนี้!


“ไอ้หยา! นี่เจ้า อยากตายหรืออย่างไร!”


นางซุนเรียกสติกลับมาได้ก็ไล่ตามจะทุบตี โก่วเอ๋อร์ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็หันมามอง เห็นทั้งสองกำลังทะเลาะกันก็หัวเราะคิกคัก


เมื่อลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นมาก็เห็นภาพความอลเวงของทั้งสองเข้าพอดี


“ท่านแม่ มีเรื่องอะไรกันเจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานเห็นภาพที่ทั้งสองตีกันจนชินแล้ว แต่นางเป็นห่วงว่าท่านแม่จะอารมณ์ฉุนเฉียวเกินไปจึงรีบเข้าไปห้าม


นางซุนเองก็ไม่กล้าบอกว่าตนเองโดนสะใภ้จับหน้าอก จึงได้แต่โบกมือกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำ “พวกเจ้าหาข้ามีเรื่องอะไร?”


เมื่อนึกได้ว่าตนเองมีเรื่องจะคุย ลู่กุ้ยหลานก็ไม่ถามสาเหตุการทะเลาะวิวาทของพวกนางทั้งสองอีก นางหันไปสบตากับนางเสิ่น ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง “ท่านแม่ ข้ากับครอบครัวน้องสะใภ้ปรึกษากันแล้ว ครั้งนี้ได้เงินส่วนแบ่งมา พวกเราก็มีเงินในมืออยู่บ้าง อยากย้ายออกไปอยู่กันเองเจ้าค่ะ”


ตอนที่ 182: ครอบครัวท่านแม่เมตตานางมาก


ขณะที่กล่าวลู่กุ้ยหลานก็รู้สึกกลัดกลุ้มในใจเล็กน้อย ช่วงที่อาศัยอยู่กับครอบครัวท่านพ่อท่านแม่ เป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุดแล้ว


แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว จางซงไม่ใช่เขยที่แต่งเข้าบ้าน หากอาศัยอยู่กับครอบครัวท่านพ่อท่านแม่ตลอดเช่นนี้จะดูไม่เหมาะสม


อีกอย่าง นางก็คิดถึงความรู้สึกของสามีตนเองด้วย


นางมองนางซุน ไม่รู้ว่ามารดาคิดเห็นเช่นไรกับเรื่องนี้


ใครจะคิดว่านางซุนจะตอบออกมาทันที “ควรย้ายออกไปอยู่กันเอง แต่ก็ไม่ต้องไกลนัก ก็ซื้อที่ดินสร้างบ้านอยู่ข้างๆกันนี่แหละ”


นางซุนเองก็ไม่ใช่คนที่หลับตาตามใจลูกไปซะทุกอย่าง บุตรสาวแต่งงานออกไปแล้ว ตอนนี้พาครอบครัวของสามีมาอาศัยอยู่กับครอบครัวพ่อแม่ตัวเองนางก็ไม่ได้มีความเห็นอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสะใภ้ทั้งสามจะไม่มีความเห็น


เมื่อก่อนไร้หนทาง แต่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว จะอาศัยอยู่กับครอบครัวพ่อแม่ตัวเองไปตลอดไม่ได้


แม้นางรู้ว่าตอนนี้สะใภ้ทั้งสามดีต่อกัน แต่การค้าในครอบครัวก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รายได้ที่เข้ามาก็เยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่อาจรับประกันได้ว่าแต่ละคนคิดอ่านเช่นไร


บางคนก็ยอมร่วมทุกข์ด้วยกันได้ แต่ไม่อาจร่วมสุขด้วยกันได้


ยิ่งเป็นคนใกล้ชิดกันเองด้วยแล้ว เรื่องกำไรก็ต้องแบ่งให้ชัดเจน เช่นนี้ความสัมพันธ์ที่ดีถึงจะยืนหยัดต่อไปได้


ตอนนี้ครอบครัวจางเป็นคนเอ่ยปากอยากย้ายออกไปเอง ดีกว่าวันหน้ามีเรื่องทะเลาะกันแล้วย้ายออกไป


เรื่องนี้นางซุนพึงพอใจกับการตัดสินใจของลู่กุ้ยหลานมาก


บุตรสาวของนางเป็นคนรู้ความและวางตัวเหมาะสมมาโดยตลอด


ส่วนเหอจิ่วเหนียงครั้งนี้ก็ไม่ได้รั้งแต่อย่างใด นางคิดว่านี่เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว เว้นระยะเล็กน้อยเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างยาวนาน


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ทุกคนก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน บ้านอยู่ใกล้กันมาก ทำงานก็มาทำด้วยกัน เพียงแค่ไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันก็เท่านั้น


แต่นางก็ยังกล่าวเตือนด้วยความหวังดี “น้องหญิง แม้ตอนนี้จะได้เงินปันผลไป แต่หลังปีใหม่ก็ยังต้องลงทุนอีกครั้ง เงินที่พวกเจ้ามีอยู่ตอนนี้ยังไม่มากพอ หากทั้งเอาไปสร้างบ้าน เอาไปลงทุน เกรงว่าเงินที่มีอยู่จะไม่พอ”


เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าพวกเขาจะเอาเงินไปสร้างบ้านหมด เมื่อถึงเวลาลงทุนจะไม่มีเงินมาลงทุน เช่นนี้ต่อไปจะไม่เดือดร้อนเอาหรือ


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงมีความกังวลในการแบ่งเงินครั้งนี้เหมือนกัน นางคิดว่าไม่ควรนำเงินที่ได้มาทั้งหมดออกมาแบ่งกัน ควรจะเก็บเงินเอาไว้ส่วนหนึ่งเพื่อทำการค้าต่อ แต่คิดๆดูแล้วช่วงที่ผ่านมานี้ก็เหน็ดเหนื่อยกันมามาก หลังปีใหม่ค่อยควักเงินมาลงทุนกันอีกครั้งก็ได้ ดังนั้นนางจึงไม่เอ่ยออกมา


ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นเองก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ลู่กุ้ยหลานจึงกล่าว “พี่สะใภ้สามวางใจได้ พวกเราไม่ได้คิดจะสร้างบ้านให้ดีมากนัก อีกอย่างในครอบครัวก็ไม่ได้มีกันเยอะ แค่จะสร้างขึ้นมาก่อนสักหลังพออยู่ได้ไปก่อน เก็บเงินที่เหลือไว้ลงทุนปีหน้า รอต่อไปมีรายได้เพิ่มมากขึ้นค่อยต่อเติมทีหลังเจ้าค่ะ”


ก่อนหน้านี้คิดเอาไว้ว่ารอให้มีเงินมากกว่านี้ก่อนและค่อยออกมาสร้างบ้านดีๆหลังใหญ่ทีเดียว แต่ตอนนี้แผนการเปลี่ยน ลู่กุ้ยหลานไม่อยากรบกวนมากเกินไป


ครอบครัวท่านพ่อท่านแม่มีน้ำใจต่อนางมาก แต่นางไม่อาจรับมาโดยไม่คิดอะไรได้ ไม่อาจเอาน้ำใจของท่านพ่อท่านแม่พี่ชายและพี่สะใภ้มายึดว่าควรเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นครอบครัวอาจเกิดปัญหา


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “อืม พวกเจ้าวางแผนชีวิตเอาไว้ก็ดีแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนต่างก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมฉลองปีใหม่ เรื่องสร้างบ้านเอาไว้หลังปีใหม่แล้วค่อยว่ากันเถอะ”


“เจ้าค่ะ พวกเราก็คิดเช่นนี้เหมือนกันเจ้าค่ะ”


ลู่กุ้ยหลานคลี่ยิ้ม เดิมทีกังวลว่าหากพูดเรื่องนี้ไปทุกคนจะไม่สบายใจ อย่างไรเสียครอบครัวตนก็อาศัยอยู่กับครอบครัวท่านแม่มาโดยตลอด ตอนนี้พอได้เงินส่วนแบ่งแล้วกลับบอกจะย้ายออกไปอยู่กันเอง นางกลัวว่าครอบครัวท่านแม่จะเข้าใจผิดคิดว่านางเป็นสุนัขจิ้งจอกได้เงินแล้วลืมคุณคน


นางกับนางเสิ่นจึงปรึกษาเรื่องนี้กันมาตลอดทั้งเช้า


นางซุนกล่าว “เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ต้องบอกกับทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกที จะให้ข้ารู้แค่คนเดียวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองของเจ้าจะคิดมาก”


“ท่านแม่ ข้ารู้เจ้าค่ะ ข้าก็แค่มาบอกกับท่านก่อนเท่านั้น!”


เดิมทีลู่กุ้ยหลานอยากบอกแค่นางซุนคนเดียวก่อน แต่บังเอิญอยู่ในห้องเหอจิ่วเหนียงพอดีก็เลยถือโอกาสนี้บอกไปเลย


ในมื้อกลางวัน ลู่กุ้ยหลานก็บอกเรื่องนี้กับทุกคนบนโต๊ะอาหาร ลู่จิ้งซวนถามด้วยความสงสัยเล็กน้อย “นี่ก็อยู่กันดีแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงจะย้ายออกไปกะทันหันเช่นนี้ล่ะ?”


ที่จริงเขาอยากถามว่า อยู่ด้วยกันมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือไม่ แต่คิดดูแล้วช่วงนี้ทุกคนก็ยุ่งอยู่แต่กับทำงานหาเงิน คนในบ้านไม่ได้เรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีทางมีเรื่องไม่สบายใจได้


อีกอย่าง เมื่อคืนก็เพิ่งแบ่งเงินปันผลกัน


“ข้าแค่คิดว่าข้าเป็นลูกสาวที่แต่งงานแล้ว อยู่กินกับครอบครัวท่านพ่อแม่มันไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเราพอจะมีเงินอยู่บ้าง ก็เลยคิดอยากออกไปสร้างบ้านของตัวเองเจ้าค่ะ”


พูดตามตรง อันที่จริงลู่กุ้ยหลานก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่เหมือนกัน แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ถูกต้อง


ต้องยอมสละถึงจะได้มา


“ใช่ขอรับ ช่วงที่ผ่านมาก็มีพวกท่านพี่กับพี่สะใภ้คอยดูแลเอาใจใส่พวกเราเป็นอย่างดี ตอนนี้พวกเราพอจะลืมตาอ้าปากได้บ้างแล้วก็ควรออกไปสร้างรังของตัวเอง จะอยู่รบกวนตลอดไม่ได้ขอรับ”


จางหย่งกล่าวเสริม อาศัยอยู่ในครอบครัวนี้ พวกเขาสามคนต่างหากที่เป็นคนนอก แต่ครอบครัวลู่ปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ไม่เคยดูถูกเหยียดหยามพวกเขาเลย


“รบกงรบกวนอะไรกัน อยู่ด้วยกันหลายคนครึกครื้นดีออก!”


ลู่เหอหรงส่งเสียงถอนหายใจออกมา รู้สึกว่าพวกเขาคิดมากเกินไปแล้ว


นางหยูกับนางฉินก็แสดงสีหน้าอาลัยอาวรณ์ออกมาเช่นกัน 


ผู้เฒ่าลู่กลับไม่ได้พูดอะไรในทันที รอให้ทุกคนพูดเสร็จก่อนเขาถึงจะเอ่ยถาม “ในเมื่อตัดสินใจดีแล้วก็ลงมือทำ กินข้าวเสร็จก็ไปหาซื้อที่ดินสำหรับปลูกสร้างก่อน หาซื้อข้างๆบ้านเรานี่แหละ จะได้สะดวกหน่อย”


“ขอรับ! ขอบคุณท่านพ่อขอรับ!”


จางซงยิ้มพลางตอบรับ และคีบเนื้อให้พ่อตา


ได้เงินส่วนแบ่งมาเก้าสิบห้าตำลึง คืนให้เหอจิ่วเหนียงยี่สิบตำลึง ทั้งสองครอบครัวมีเงินอยู่ครอบครัวละเจ็ดสิบห้าตำลึง ต้องสร้างบ้าน ต้องเก็บเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในปีหน้า และต้องเก็บเอาไว้เป็นเงินลงทุนในปีหน้า พวกเขารู้ดีว่าย้ายออกไปแล้วความเป็นอยู่ก็ไม่จะสบายเหมือนตอนนี้ แต่พวกเขาก็ไม่เสียใจ


กินข้าวเสร็จ สองพี่น้องจางก็ไปหาผู้นำหมู่บ้านเรื่องซื้อที่ดินปลูกสร้าง ได้เป็นที่ดินสองผืนอยู่ข้างบ้านครอบครัวลู่ สองพี่น้องจางแยกกันซื้อคนละผืน


ถึงอย่างไรตอนนี้พ่อแม่ของพวกเขาก็สิ้นไปแล้ว จะช้าหรือเร็วสองพี่น้องก็ต้องแยกบ้านกันอยู่อยู่ดี สู้แยกกันตอนนี้เลย อนาคตจะได้ไม่มีปัญหา


นางหยูกับนางฉินไม่ได้แสดงท่าทางใดออกมา แค่รั้งไม่กี่ประโยค หลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย


ลู่กุ้ยหลานเป็นคนรู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ก่อนหน้ามาอยู่ด้วยกันเพราะไร้หนทางจริงๆ แต่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว เงินที่มีอยู่แม้ไม่ได้มากมาย แต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบครอบครัวของพ่อแม่ นางหยูกับนางฉินเข้าใจดีและไม่มีอะไรจะพูด


ในทางกลับกันพวกนางยิ่งชอบน้องหญิงมาก อย่างไรเสียใครๆก็ชอบอยู่กับคนที่รู้จักคิดรู้จักลำดับความสำคัญอยู่แล้ว


ครอบครัวสามัคคีกันอยู่ดีมีสุข เรื่องการย้ายบ้านของครอบครัวจางจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของครอบครัวลู่เลย พวกผู้หญิงไปซื้อของงานปีใหม่กันในตลาด พวกผู้ชายที่ว่างก็พากันขึ้นเขาไปตัดฟืน ไม่ว่าจะปีใหม่หรือหลังปีใหม่ก็ต้องใช้ฟืนจำนวนมากอยู่แล้ว


ตอนค่ำ นางซุนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเพียงลำพัง เงินกองหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า เงินนี้คือเงินกองกลาง และเป็นเงินเลี้ยงดูยามชราที่ได้มาจากส่วนแบ่ง


ผู้เฒ่าลู่เข้ามาก็เห็นภรรยากำลังกลัดกลุ้มกับเงินที่กองอยู่ตรงหน้า จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “กลุ้มใจอะไรอยู่หรือ?”


ตอนที่ 183: ความคิดของนางซุน


นางซุนมีหน้าที่ดูแลเงินของครอบครัวมาโดยตลอด ซึ่งมักจะซ่อนไว้ตามที่ต่างๆที่ผู้เฒ่าลู่คิดไม่ถึง ตอนนี้เห็นเงินกองพะเนินอยู่บนเตียง ชายชราถึงกับตกใจ


เขาเดินไปนั่งบนเตียง ทำท่าจะหยิบ แต่ถูกนางซุนตีมือไปหนึ่งที


“อย่ายุ่ง ข้ากำลังเครียดอยู่!”


หญิงชราจับจ้องสามีอย่างไม่สบอารมณ์ กวาดเงินเข้ามาใกล้ๆตัวเอง


“อยู่ดีๆ เหตุใดถึงกลุ้มใจไปได้ล่ะ เมื่อก่อนตอนไม่มีเงินก็กลุ้ม ตอนนี้มีเงินแล้วยังจะกลุ้มอีก เจ้าไปเอาความกลุ้มอกกลุ้มใจพวกนี้มาจากไหนนักหนา”


ผู้เฒ่าลู่ไม่ได้เป็นคนจัดการเรื่องในบ้าน ย่อมไม่รู้อยู่แล้วว่านางซุนกำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร คนจนก็มีความเครียดของคนจน คนรวยก็มีความเครียดของคนรวย ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้นับว่ารวยเสียหน่อย!”


กล่าวจบนางก็ถอนหายใจออกมา หากรวยจริงก็คงไม่ต้องไปตั้งแผงขายของแล้ว


“แล้วตกลงเจ้ากลุ้มใจอะไร?”


ผู้เฒ่าลู่จ้องนางด้วยความตั้งใจ


น้อยนักที่สองสามีภรรยาจะได้มีโอกาสนั่งจับเข่าคุยกันอย่างเงียบๆ เนื่องจากเรื่องภายในบ้านนางซุนเป็นคนตัดสินใจมาโดยตลอด เว้นเสียจากนางซุนคิดตัดสินใจไม่ได้ถึงเป็นเช่นนี้


ดังนั้นผู้เฒ่าลู่จึงจริงจัง “อาลัยอาวรณ์ลูกสาวหรือ?”


“ไม่ใช่” นางซุนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ข้ากำลังคิดว่าครอบครัวเราก็ควรจะแยกกันอยู่หรือไม่”


ผู้เฒ่าลู่ได้ยินคำว่าแยกกันอยู่ก็ขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้ตอบโต้กลับในทันที เพียงกล่าวถาม “เจ้าคิดเช่นไร?”


หลายเรื่องเขาก็เคารพการตัดสินใจของนางซุน อย่างไรนางก็เป็นคนจัดการเรื่องต่างๆในบ้านได้ดีมาโดยตลอด เขารู้ว่าทุกอย่างที่นางทำล้วนมีเหตุผล


“เมื่อก่อนครอบครัวไม่มีเงิน หากแยกบ้านกันจริงๆ เกรงว่าคงหิวตายกันหมดแน่ แต่ตอนนี้มีเงินแล้ว แยกบ้านกันอยู่ก็ไม่เดือดร้อน และที่สำคัญที่สุด ข้าไม่อยากให้พวกเขาเอาแต่พึ่งพาสะใภ้สามไปตลอด


สะใภ้สามเป็นคนมีความสามารถ ที่ครอบครัวเรากินดีอยู่ดีอย่างตอนนี้ได้ก็เพราะพึ่งพาโชคของสะใภ้สาม อีกอย่าง สิ่งที่นางจะทำไม่เพียงแค่การค้าเล็กๆนี้เท่านั้น นางเหมาะที่จะทำการใหญ่


หากทำสิ่งใดก็ต้องคอยนำพาเจ้าใหญ่กับเจ้ารองด้วย พวกเราดีใจ แต่นางจะคิดเช่นไรล่ะ ยามที่ครอบครัวทุกข์ยากลำบาก การช่วยเหลือซึ่งกันและกันมันเป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ไม่อาจพึ่งพานางเช่นนี้ตลอดไปได้ อีกอย่าง นางก็เป็นหญิงไร้สามีที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวอีก


ตอนนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดี เจ้าใหญ่กับเจ้ารองคงไม่ทำเรื่องชั่วร้ายไร้คุณธรรมอะไรหรอก แต่วันข้างหน้าใครจะรับประกันได้ล่ะ คนเราหากมีเงินแล้วก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นคนชั่วได้ง่าย


ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่เชื่อใจครอบครัวเจ้าใหญ่กับเจ้ารองนะ ก็แค่อยากเป็นการรับประกันให้กับสะใภ้สาม รับประกันให้นางได้อยู่ในครอบครัวเราอย่างสบายใจ นางไม่ใช่คนที่ยอมให้คนอื่นรังแกได้ง่ายๆแน่นอน แต่นางก็คือนาง เราก็คือเรา ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโส เรื่องที่พวกเราควรทำก็ไม่อาจปฏิเสธได้


ถึงก่อนหน้านี้ข้าบอกนางแล้วว่าต่อให้นางอยากแต่งงานใหม่พวกเราก็ไม่ขัด แต่ข้าดูจากนิสัยนางแล้วนางก็คงจะรอเจ้าสามไปตลอดนั่นแหละ เจ้าดูสิ เจ้าสามต้องทำบุญมากี่ชาติถึงวาสนาดีได้เมียดีเช่นนี้ น่าเสียดายที่อายุสั้นนัก ได้เป็นผัวเมียกันแค่คืนเดียว…”


เมื่อพูดถึงบุตรชายคนเล็ก นางซุนก็ควบคุมอารมณ์ด้วยเองไม่ได้ดวงตาพลันแดงก่ำ


ผู้เฒ่าลู่ก็เจ็บปวดใจไม่แพ้กัน แต่เมื่อเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้เขาก็รีบกล่าว “ดูเจ้าสิ จะพูดถึงก็พูดไป เหตุใดต้องร้องไห้ด้วย เราก็แก่ปูนนี้แล้ว การเป็นหน่วยคุ้มกันภัยเดิมทีก็อันตรายอยู่แล้ว ในตอนที่เขาเลือกเดินเส้นทางนั้น พวกเราก็เตรียมใจเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ และเพราะเหตุนี้ไม่ใช่หรือ เราถึงไม่กล้าหาเมียที่มาจากครอบครัวปกติให้เขาน่ะ…”


เป็นจริงดังนั้น ในตอนนั้นลู่ไป่ชวนตัดสินใจจะไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย ครอบครัวเป็นกังวลว่าเขาจะไปแล้วไม่หวนกลับ จึงซื้อตัวเหอจิ่วเหนียงมาจากนายหน้าค้าคน รูปร่างหน้าตางดงาม พูดน้อย ทำงานก็ขยันขันแข็ง


ที่สำคัญที่สุดคือ ต่อให้ลู่ไป่ชวนมีอันเป็นไป ก็ไม่มีครอบครัวพ่อแม่นางมาเอาเรื่อง


ทุกอย่างล้วนอยู่ในความควบคุมของครอบครัวลู่ ตนเองสะดวก แต่กลับขมขื่นสำหรับเหอจิ่วเหนียง


และด้วยสาเหตุนี้เอง นางซุนจึงรู้สึกผิดต่อเหอจิ่วเหนียงมาโดยตลอด


“เช่นนั้นตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วสินะว่าสะใภ้สามดีกว่าสตรีที่มีพ่อแม่ มีครอบครัวปกติมากเพียงใด”


นางซุนถลึงตาจ้องมองเขา ในใจคิดว่าสามีผู้นี้ปากไม่มีหูรูดจริงๆ พูดสิ่งที่ไม่สมควรพูดออกมา


“ใช่ ต้องใช่แน่ๆ นางดีมากจริงๆ เจ้าก็เลยอยากปกป้องนาง ข้ารู้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็แยกบ้านเถอะ!”


ผู้เฒ่าลู่พยักหน้าเห็นด้วย และไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด


สำหรับเหอจิ่วเหนียง ครอบครัวลู่เป็นฝ่ายผิดต่อนาง แยกออกไปก็ดีเหมือนกัน


อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องกังวลกับทุกคน ต่อไปนางอยากทำสิ่งใดก็อิสระมากขึ้น


ดังนั้นค่ำวันต่อมา นางซุนกับผู้เฒ่าลู่ก็บอกเรื่องแยกบ้านกับทุกคน ทุกคนต่างตกใจ


“ท่านพ่อท่านแม่! อยู่ดีๆ เหตุใดถึงต้องแยกกันอยู่ด้วยขอรับ หรือพวกเราทำผิดอะไรขอรับ?”


“นั่นสิขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ มีท่านทั้งสองอยู่ พวกเราพี่น้องจะแยกบ้านกันได้อย่างไรกันล่ะขอรับ?”


“ท่านพ่อท่านแม่ หรือสะใภ้อย่างลูกทำอะไรผิดไปหรือไม่เจ้าคะ พวกเราแก้ไขได้นะเจ้าคะ”


“นั่นสิเจ้าคะ เหตุใดจู่ๆถึงจะแยกกันล่ะเจ้าคะ?”


ครอบครัวสองพี่น้องลู่ต่างตื่นตระหนก เมื่อวานครอบครัวน้องหญิงเพิ่งจะขอย้ายออก วันนี้ก็จะแยกครอบครัวพวกเขา นี่พวกเขาทำอะไรผิดไปหรือ


ไม่น่าจะมีนะ!


สองพี่น้องจางที่อยู่ข้างๆ ไม่ได้กล่าวแทรกแต่อย่างใด นี่เป็นเรื่องของครอบครัวลู่ ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขา


ลู่กุ้ยหลานเองก็ไม่พูดแทรก ได้แต่ฟังอยู่ข้างๆ 


เหอจิ่วเหนียงเดาออกว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตน แต่ก็ยังไม่พูดอะไร อยากดูว่าพ่อแม่สามีคู่นี้คิดเช่นไร


ทุกคนตื่นตระหนก คิดไปต่างๆนานา พักหนึ่งผู้เฒ่าลู่ก็พูดขึ้น “เรื่องนี้ข้ากับแม่ของพวกเจ้าตัดสินใจกันแล้ว ก็แค่แบ่งเงินกัน การกินการอยู่ก็ยังคงกินอยู่ด้วยกัน เพียงแต่ต่อไปนี้เงินที่ใช้กินพวกเจ้าต้องเป็นคนออกเอง นับตามจำนวนคนในครอบครัว จำนวนคนเยอะก็จ่ายเยอะ จำนวนคนน้อยก็จ่ายน้อย


ครอบครัวเจ้าใหญ่และครอบครัวเจ้ารองมีลูกสามคน  มีเพียงครอบครัวเจ้าสามมีลูกคนเดียว หากออกเงินเท่ากันทุกครอบครัวจะไม่ยุติธรรมต่อครอบครัวเจ้าสาม


เงินปันผลก่อนหน้านี้ก็แบ่งให้พวกเจ้าแล้ว วันนี้ก็จะแบ่งเงินกองกลางให้พวกเจ้าแต่ละครอบครัว เงินกองกลางยังเหลือสี่ร้อยแปดสิบตำลึง จะแบ่งให้พวกเจ้าสามครอบครัว พวกข้าเป็นพ่อแม่ของพวกเจ้าจะไม่เข้าข้างใคร จะแบ่งเท่าๆกันครอบครัวละหนึ่งร้อยหกสิบตำลึงลงตัวพอดี วันข้างหน้าพวกเจ้าก็ต้องเป็นคนเก็บเงินเอง พวกเจ้าต้องการทำสิ่งใดก็ตัดสินใจเองได้เลย


ส่วนที่นาที่เพิ่งซื้อเหล่านั้นก็ยังคงแบ่งกันเหมือนที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก ครอบครัวเขยก็ได้ส่วนแบ่งด้วย นับเป็นการค้าของครอบครัว ภาษีที่ควรจ่ายก็ต้องจ่าย กำไรที่ควรแบ่งก็ต้องแบ่ง แค่วันนี้จะแบ่งส่วนกองกลางให้พวกเจ้าสามครอบครัวเท่าๆกันก็เท่านั้น


พวกเจ้าทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าการค้าเหล่านี้ล้วนเป็นสะใภ้สามที่ก่อตั้งขึ้น ก่อนหน้านี้เป็นเพราะความทุกข์ยากลำบากก็เลยต้องช่วยกัน ต่อไปนี้ก็แยกบ้านกันแล้ว อยากทำสิ่งใดพวกเจ้าก็ตัดสินใจเอาเอง อย่าคิดว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะพึ่งพาสะใภ้สามตลอด ต้องเรียนรู้วางแผนหาหนทางของตัวเองด้วย อย่างไรเสียการค้าของครอบครัวก็ไปได้ดี ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นหิวตาย พวกเจ้าก็ลองหาประสบการณ์อย่างอื่นได้โดยไม่ต้องกลัว”


ผู้เฒ่าลู่กล่าวครั้งเดียวเสียตั้งยาว กวาดสายตามองทุกคน และคิดว่าที่ตนพูดไปทั้งหมดชัดเจนแล้ว


ตอนที่ 184: แยกบ้าน


คนเราก็ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกัน แต่หากได้รับความช่วยเหลือเป็นเวลานานก็อาจเกิดนิสัยเกียจคร้านได้ เมื่อถึงตอนนั้นทุกคนคงเอาแต่หวังให้เหอจิ่วเหนียงช่วยเหลือ


หาบังเอิญมีครั้งใดที่ช่วยไม่ได้ พวกเขาอาจรู้สึกขุ่นเคืองใจและกลายเป็นความคับแค้นได้


สู้ถือโอกาสตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องเช่นนั้น ดับไฟเสียตั้งแต่ต้นลมก่อนดีกว่า


ครอบครัวสองพี่น้องลู่จมอยู่กับความคิดตัวเอง ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย


ตอนนี้พวกเขาพึ่งพาเหอจิ่วเหนียงจริงๆ คิดว่าจะติดตามเหอจิ่วเหนียงไปตลอด ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงคิดจะทำสิ่งใดพวกเขาก็จะช่วย จะลงขันร่วมด้วย จากนั้นก็รอสิ้นปีแบ่งเงินปันผล


พวกเขาคิดว่าเป็นเช่นนี้พวกเขาก็พอใจแล้ว กลับไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะกลายเป็นภาระของเหอจิ่วเหนียง


ตอนนี้เมื่อสดับวาจาผู้เฒ่าลู่ ทุกคนถึงจะตอบสนอง


นั่นสิ พวกเขาจะเอาแต่พึ่งพาเหอจิ่วเหนียงตลอดไปไม่ได้ ฝันหวานเกินไปแล้ว


“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกรู้ว่าท่านพ่อท่านแม่หมายความเช่นไรขอรับ เป็นพวกเราที่ไร้ความสามารถ บอกว่าจะดูแลน้องสะใภ้สาม แต่ความจริงน้องสะใภ้สามต่างหากที่ดูแลพวกเรา แต่ตอนนี้ลูกก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องใดที่สามารถทำได้ อีกอย่าง งานที่บ้านพวกนี้ก็ไม่มีคนรับช่วงต่อ วางไม่ลงจริงๆขอรับ!”


ลู่จิ้งซวนถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม เขาล้วนเข้าใจเหตุผลทุกอย่างดี เพียงแต่ตอนนี้คุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้ไปแล้ว จู่ๆ ให้เปลี่ยนกะทันหันคงเป็นไปไม่ได้


นางซุนกล่าว “ไม่ใช่จะให้พวกเจ้าเปลี่ยนตอนนี้เสียหน่อย แต่หลังจากแยกบ้านก็ต้องดูความสามารถของพวกเจ้าแต่ละคน การค้าในครอบครัวก็ต้องทำร่วมกันอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่การค้าอะไรก็ให้สะใภ้สามเป็นคนคิดทำ พวกเจ้าก็คิดทำการค้าของตัวเองได้ ขอเพียงน่าสนใจพวกเราก็สามารถลงทุนร่วมกันได้ ทุกคนก็แบ่งเงินปันผลกัน หรือพวกเจ้ามีความชอบอะไร อยากเรียนรู้วิชาชีพใดก็ไปเรียนรู้ เมื่อก่อนครอบครัวยากจน ทำได้แค่ให้พวกเจ้าขุดหาอาหารในที่นากิน ตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนแล้วก็ไม่ต้องลำบากตัวเองแล้ว”


ครอบครัวสองพี่น้องลู่ต่างมีสีหน้าสำนึกผิด พวกเขาช่างไร้ประโยชน์จริงๆ


เมื่อเห็นพวกเขาลำบากใจเช่นนี้ สองสามีภรรยาเฒ่าก็ไม่อยากพูดอะไรมากอีก การเติบโตย่อมมีขั้นตอนเสมอ ที่พูดเรื่องเหล่านี้กับพวกเขาในวันนี้แค่ให้พวกเขาเตรียมตัวเตรียมใจเท่านั้น วันข้างหน้าพวกเขาจะทำเช่นไร ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขา ต่อให้พวกเขาไม่ทำอะไรจริงๆ แค่ดูแลการค้าเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นก็ไม่มีปัญหา


นางซุนนำเงินออกมา แบ่งให้ทั้งสามครอบครัวเท่ากันอย่างยุติธรรม


สองครอบครัวจางที่ดูอยู่ข้างๆ จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้พวกเขามีเงินแค่เจ็ดสิบตำลึง น้อยกว่าเศษเงินของพวกพี่ชายพี่สะใภ้อีก


แต่ถามว่าริษยาหรือไม่ ไม่มีทางแน่นอน เพราะหากไม่ได้ครอบครัวลู่ช่วยเหลือเอาไว้ พวกเขาไม่มีทางมีชีวิตที่ดีเช่นนี้ได้แน่นอน


ดังนั้นตราบใดที่มีความคิดชั่วร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นในใจแม้แต่นิดเดียวก็ต้องรีบกำจัดให้เร็ว จะเป็นสุนัขจิ้งจอกลืมคุณคนไม่ได้เด็ดขาด


ในพวกเขาเหล่านี้ คนที่รู้สึกเสียใจที่สุดก็คงจะเป็นลู่จิ้งซวนกับลู่เหอหรง นางหยูกับนางฉินแม้ตอนแรกจะรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่เมื่อคิดว่าต่อไปจะสามารถตัดสินใจอะไรเองได้ ในใจก็ค่อนข้างตื่นเต้น


คำโบราณกล่าวว่า สะใภ้อดทนจนได้เป็นแม่สามี จะมีชีวิตที่ดี ความจริงแล้วก็คือต้อง.อดทนจนกว่าพ่อแม่สามีสิ้นชีพ ถึงจะสามารถตัดสินใจเรื่องในครอบครัวตัวเองได้


แต่ใครจะคิดว่าพ่อแม่สามีของพวกนางจะมีเหตุผลเช่นนี้ ขณะที่พวกนางตื่นเต้นในใจก็นึกขอบคุณความมีเหตุผลของนางซุนมากเช่นกัน ตั้งมั่นว่าต่อจากนี้ไปจะกตัญญูต่อพ่อแม่สามีมากขึ้นกว่าเดิม


เมื่อได้เงินมา นางหยูก็ถามเหอจิ่วเหนียงด้วยความกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย “น้องสะใภ้สาม เช่นนั้นต่อไปนี้เจ้าจะไม่นำพาพวกเราหาเงินแล้วใช่หรือไม่ พวกเราลงทุนแบ่งเงินปันผลด้วยกันอีกไม่ได้แล้วหรือ?”


นางเม้มปากเล็กน้อยด้วยความไม่สบายใจ เรื่องที่น้องสะใภ้สามสั่งให้พวกนางทำ พวกนางก็ตั้งใจทำกันมาก ความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้สำหรับนางแล้วกระทบกระเทือนจิตใจมาก


ไม่เพียงแค่นางหยูเท่านั้น นางฉินกับเหลียนฮวาต่างก็มองด้วยความร้อนใจ โดยเฉพาะเหลียนฮวา นางชอบทำการค้า ไม่ว่าจะขายเสื้อผ้าหรือขายอาหาร นางรู้สึกว่าตัวเองชอบทำงานเหล่านี้ เช่นนี้ต่อไปนางจะไม่ได้ทำแล้วอย่างนั้นหรือ


เหอจิ่วเหนียงตลกพวกนางมาก รู้สึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองน่ารัก แต่เห็นท่าทางของพวกนางเสียใจมากจริงๆ เหอจิ่วเหนียงจึงอธิบายอย่างจริงจัง “พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองอย่าร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ อาจเป็นเพราะพวกท่านยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพ่อท่านแม่หมายถึง เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้พวกท่านฟังชัดๆอีกครั้ง


พวกเราก็แค่แยกบ้านกัน แต่ก็ยังอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม การค้าทุกอย่างก็ทำด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแค่ต่อจากนี้หากข้าอยากทำการค้าอะไร ทุกคนในครอบครัวก็ไม่ต้องทำงานหนักไปกับข้า หากพวกท่านยินดีจะลงทุนก็ลงทุนได้ หากไม่อยากลงทุนก็ไปทำอย่างอื่นที่ตัวเองอยากทำ หากพวกท่านอยากทำการค้าใด ข้าอยากลงทุนด้วยก็ทำได้ หากไม่อยากก็ไม่ต้องลงทุน เช่นนี้ทุกคนก็มีอิสระมากขึ้นเจ้าค่ะ”


ตอนไม่แยกบ้าน ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงอยากทำสิ่งใดล้วนต้องกลับมาถามความเห็นของทุกคนในครอบครัวก่อน ทั้งยังต้องคิดถึงความรู้สึกของทุกคนด้วย เพราะเป็นเรื่องส่วนรวม หากมีคนใดไม่สบายใจ ครอบครัวก็ยากที่จะปรองดองกันต่อไปได้


แต่หลังจากแยกบ้านกันก็จะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว อยากทำสิ่งใดก็ทำได้ เงินทองของตัวเอง อยากใช้จ่ายเช่นไรก็แล้วแต่ตัวเอง


ดวงตานางหยูเปล่งประกายขึ้น แล้วเอ่ยถาม “เช่นนั้น น้องสะใภ้สาม เจ้ายังไม่ทอดทิ้งพวกเราใช่หรือไม่?”


“ฮ่าๆๆ ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอนเจ้าค่ะ! พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะเจ้าคะ!”


ครอบครัวสองพี่น้องลู่ได้ยินดังนั้นก็โล่ง.อก แม้ความจริงพวกเขาก็มีเรื่องที่อยากทำ แต่ทางด้านน้องสะใภ้สาม พวกเขาก็จะติดตามนางเช่นกัน


ติดตามถูกคน ก็จะมีความสุขไปตลอดชีวิต!


สิ่งสำคัญคือ พวกเขารู้ว่าไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงทำการค้าใดก็สามารถทำเงินได้ พวกเขาเคยลิ้มรสความหวานมาแล้ว ดังนั้นขอเพียงเหอจิ่วเหนียงยอมให้พวกเขาร่วมลงทุน พวกเขาก็จะลงทุนทันทีอย่างไม่รีรอ


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสำราญใจที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจเช่นนี้ คนในครอบครัวจริงใจกับนางมาก นางก็จะตอบแทนด้วยความจริงใจเช่นกัน นับตั้งแต่ทะลุมิติมาจนถึงตอนนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่นางไม่มีความสุข


การแยกบ้านในครั้งนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบนับว่าราบรื่นมาก แต่ละครอบครัวมีเงินเป็นของตัวเอง ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้าน


“เอาละ ดึกมากแล้ว ทุกคนกลับเข้าไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้ายังต้องตื่นมาเตรียมของฉลองปีใหม่อีก”


นางซุนยืนขึ้น กระชับเสื้อขนอ่อนบนร่างพลางถอนหายใจด้วยความผ่อนคลาย โชคดีที่มีสิ่งนี้ ฤดูหนาวปีนี้มีความสุขยิ่งนัก


จะว่าไป เสื้อขนอ่อนนี่อบอุ่นกว่าเสื้อขนสัตว์ปกติมาก ของแพงย่อมมีเหตุผลที่ต้องแพง


สองสามีภรรยาชราลุกเดินออกไป ทุกคนต่างก็ลุกแยกย้ายกันกลับห้องของตัวเอง


หลังกลับเข้ามาในห้อง เหอจิ่วเหนียงหอมแก้มโก่วเอ๋อร์ที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงฟอดหนึ่ง และเอนกายนอนหลับตาม


แต่ก่อนหลับไป นางนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นได้


หลังปีใหม่ โก่วเอ๋อร์ก็อายุครบสามขวบ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาติดนางมากเกินไป วันหน้าเติบใหญ่ลูกผู้ชายที่ติดแม่มากจะหาเมียยาก ต้องรีบแยกห้องนอนกับเขาแล้ว


โชคดีที่ในบ้านมีห้องนอนหลายห้อง 


นางหลับตาคิด ไม่นานก็ผล็อยหลับไป


ทว่าทางด้านครอบครัวลู่จิ้งซวนและลู่เหอหรงตอนนี้กลับยังไม่นอน


ตอนที่ 185: พูดคุยยามดึก


นางหยูนั่งนับเงินอยู่บนเตียง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ


“เมื่อก่อนอยากตัดสินใจเรื่องในบ้านเอง ตอนนี้มีเงินก็ทำแบบนั้นได้แล้ว แต่เหตุใดข้าถึงยังรู้สึกหดหู่อยู่ในใจอีกนะ”


ตอนที่ได้รับเงินมานางยังดีใจมากอยู่เลย แต่ดีใจได้ไม่นาน ความรู้สึกหดหู่ก็แทรกเข้ามาแทน


ลู่จิ้งซวนก็ถอนหายใจตาม “อาจเป็นเหมือนที่ท่านพ่อกับท่านแม่พูดก็ได้ พวกเราชินกับการพึ่งพาน้องสะใภ้สาม จู่ๆ มาแยกบ้านกันเช่นนี้ก็ตั้งตัวไม่ทันน่ะ”


นางหยูพยักหน้า แต่ไม่นานก็ส่ายหน้า “เป็นเพราะสาเหตุนี้ครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งอาจเป็นเพราะท่านแม่ หลายปีมานี้คนที่จัดการเรื่องภายในบ้านก็คือท่านแม่ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนเป็นท่านแม่ที่แบกรับ ตอนนี้เราเป็นคนจัดการเรื่องในบ้านของตัวเอง จะไม่สนใจอะไรเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว”


สรุปว่าที่ผ่านมาพวกเขาล้วนพึ่งพาอาศัยคนอื่น พึ่งพาเหอจิ่วเหนียง และยังพึ่งพานางซุนด้วย


“เรื่องมันถูกกำหนดให้เป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าหดหู่ใจเพียงใดก็ทำได้แค่ยอมรับ อีกอย่าง ก็แค่แบ่งทรัพย์สินกันเท่านั้นเอง ทุกคนยังอยู่บ้านหลังเดียวกันเหมือนเดิม ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่นานก็ปรับตัวได้”


ลู่จิ้งซวนกล่าวเช่นนี้ไม่เพียงเพื่อปลอบใจภรรยาเท่านั้น แต่ยังปลอบใจตัวเองด้วย


นางหยูพยักหน้า “แยกบ้านกัน ต่อไปเรื่องของลูกๆพวกเราก็ต้องดูแลจัดการกันเอง เงินค่าเล่าเรียนของเหลยจื่อจะให้น้องสะใภ้สามเป็นคนจ่ายไม่ได้แล้ว ท่านพ่อกับท่านแม่พูดถูก เราจะพึ่งพาน้องสะใภ้สามไปตลอดไม่ได้ อีกสองปีเหลยจื่อก็ถึงวัยหาคู่ เราต้องเก็บเงินไว้ให้ดีเอาไว้เป็นสินสอดแต่งงานให้ลูก


ถิงยาโถวชอบการเย็บปักถักร้อย แม้ตอนนี้บ้านเราจะมีช่างปักฝีมือแต่พวกนางก็มีงานของตัวเองต้องทำ ไม่มีเวลาสอนนางจริงๆจังๆ ข้ากำลังคิดว่าจะไปถามน้องสะใภ้สามสักหน่อยว่าในอำเภอมีร้านเย็บปักที่รับสอนการเย็บปักถักร้อยโดยเฉพาะหรือไม่ เราส่งถิงยาโถวไปเรียนสักปีสองปี อนาคตจะได้มีวิชาติดตัว ต่อไปแต่งงานไปอยู่กับครอบครัวสามีนางจะได้เอาตัวรอดได้


ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนข้านะเจ้าคะที่ได้เจอพ่อแม่สามีใจดีเช่นนี้”


นางซุนและผู้เฒ่าลู่ใจดีมากจริงๆ ไม่ว่าตอนที่อยู่บ้านเก่าเมื่อก่อนหรือว่าจะเป็นตอนนี้ นางหยูไม่รู้เลยว่าต่อไปหากตนเองได้เป็นแม่สามีแล้วจะทำได้เหมือนนางซุนหรือไม่


นางมีบุตรชายแค่คนเดียว ไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำเอียงต่อลูกสะใภ้แน่นอน


ทว่านางยังสาว ยังสามารถมีลูกได้อีกกระมัง เช่นนั้นจะทำการค้าหรือจะมีลูกก่อนดีล่ะ


ความคิดของนางล่องลอยไปไกล แต่ลู่จิ้งซวนยังหยุดอยู่กับคำพูดนั้นของนางอยู่เลย เขาตอบอย่างจริงจัง “ข้าว่าได้ ให้นางไปกับเหลยจื่อ ตอนเย็นก็กลับมาด้วยกัน รอซานซานโตกว่านี้หน่อย หากนางชอบก็ให้นางไปเรียนด้วย…”


ความคิดของนางหยูค่อยๆถูกดึงกลับมา นางกล่าวขึ้น “ลูกชายลูกสาวล้วนมีสิ่งที่อยากเรียน เมื่อก่อนท่านเคยบอกข้าว่าอยากเป็นช่างทองไม่ใช่หรือเจ้าคะ เช่นนั้นท่านก็ไปเรียนด้วยเป็นอย่างไรเจ้าคะ วันหน้าท่านจะได้ทำเครื่องประดับให้พวกเราสามแม่ลูกอย่างไรล่ะเจ้าคะ!”


นางหยูเบิกตากว้าง มองไปที่สามีแววตาเปล่งประกาย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการเรียนช่างฝีมือไม่เลวเลย


ลู่จิ้งซวนหน้าแดงเล็กน้อย “ตอนนั้นก็แค่พูดไปเช่นนั้นเอง…”


เขาพูดไปโดยไม่ใส่ใจจริงๆ เมื่อก่อนที่บ้านฐานะยากจน เขาคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีเงินหรอก แต่หากได้เป็นช่างทอง ต่อให้ทองนั้นไม่ใช่ของตัวเอง แต่ก็ได้หยิบจับกับเขาแล้วไม่ใช่หรือ


เรื่องนี้เขาลืมไปตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่านางหยูจะยังจำได้


“จะกลัวอะไรล่ะเจ้าคะ อยากเรียนก็เรียนเลยเจ้าค่ะ ข้าเองก็อยากไปเรียนทำอาหารที่หอสุราเหมือนกัน! ก่อนหน้านี้ตอนลี้ภัยน้องสะใภ้สามก็บอกแล้วว่าหากข้าชอบทำอาหารก็ไปเรียน เรียนได้วิชามาแล้ว ไม่แน่ครอบครัวเราอาจเปิดหอสุราได้ก็ได้นะเจ้าคะ เมื่อถึงตอนนั้นได้กำไรมาก็แบ่งเงินปันผลให้พวกน้องๆด้วย”


นางหยูเป็นคนมีความคิดมาโดยตลอด ช่วงนี้นางก็ทำงานในโรงงานและโรงครัวมาระยะหนึ่งแล้ว ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นไม่น้อย


ลู่จิ้งซวนไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่ในใจกลับครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

…...


ทางด้านครอบครัวลู่เหอหรง นางฉินกำลังนั่งนับเงินอยู่เช่นกัน นับครบแล้วก็นึกคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ครอบครัวมีความเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ทั้งยังบอกอีกว่าท่านพ่อท่านแม่และน้องสะใภ้สามเป็นคนดี 


และนางก็จมอยู่กับความสับสนเช่นเดียวกับนางหยู


ถึงขั้นสับสนมากกว่านางหยูด้วยซ้ำ


นางหยูเป็นคนมีความคิดเห็น ส่วนทางด้านนางฉินยังขาดเรื่องเหล่านี้ นางเป็นครอบครัวรอง ครอบครัวใหญ่มีนางหยู ครอบครัวเล็กมีเหอจิ่วเหนียง ไม่ว่าเรื่องใดก็มีคนคอยดูแล ปกตินางเป็นคนพูดน้อย ถึงขั้นทำตัวราวกับไม่มีตัวตนเลยด้วยซ้ำ จู่ๆ ได้รับหน้าที่อันใหญ่หลวงอย่างการจัดการดูแลครอบครัวเช่นนี้ นางจึงรู้สึกสับสนไปหมด


ลู่เหอหรงก็คิดเช่นกัน เมื่อเห็นท่าทางภรรยาจึงกล่าวปลอบใจ “ไม่เป็นไรนะ อย่าเพิ่งคิดมากเลยว่าจะทำอะไร รอดูบ้านพี่ใหญ่ก่อนว่าพวกเขาทำอะไรแล้วเราค่อยทำตามก็ได้ อย่างไรเราสองคนก็ไม่ได้ฉลาดนัก”


“เจ้าค่ะ!”


นางฉินพยักหน้าตอบ รู้สึกว่าที่สามีตนเองพูดมามีเหตุผล


“เราได้เงินส่วนแบ่งเหล่านี้มาแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านแม่เอาเงินไปช่วยไถ่ตัวเหลียนฮวา เมื่อครู่ข้าตื่นเต้นจนลืมไปเลย พรุ่งนี้ข้าจะเอาเงินไปคืนท่านแม่ ท่านจะโกรธข้าหรือไม่เจ้าคะ?”


นางมองผู้เป็นสามีอย่างกล้าๆกลัวๆ ลู่เหอหรงมองด้วยความสงสัย “ข้าจะโกรธเจ้าด้วยเหตุใดกัน?”


“ก็เหลียนฮวาเป็นหลานสาวของพ่อแม่ข้านี่เจ้าคะ”


นางฉินก้มหน้ากล่าวเสียงเบา นางกังวลมาตลอด กลัวว่าลู่เหอหรงจะโทษนางที่นางเอาหลานสาวมาเลี้ยง ปกติแล้วนางจึงไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้


“เป็นหลานสาวของครอบครัวพ่อแม่เจ้าแล้วอย่างไร ตอนลงทะเบียนเข้าเมืองก็ลงทะเบียนในนามของข้าไม่ใช่หรือ นั่นก็หมายความว่านางเป็นลูกสาวแท้ๆของข้าแล้ว!”


เป็นสามีภรรยากันมานานหลายปี นับว่าลู่เหอหรงเข้าอกเข้าใจนางฉินเป็นอย่างดี นางเป็นคนขี้กลัว ถึงขั้นมักเก็บเรื่องราวมากมายเอาไว้ในใจคนเดียวไม่กล้าบอกเขา ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้พูดกับนางให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้นางคิดมาก


ตอนที่นางฉินได้ยินสามีพูดว่าเหลียนฮวาคือลูกสาวแท้ๆของเขา ดวงตานางก็แดงก่ำด้วยความซาบซึ้งใจทันที


แม้เหลียนฮวาจะเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกันนานแล้ว ทุกคนในครอบครัวก็รักและเอ็นดูนางอย่างดี นางซุนก็ให้ความสำคัญต่อนางมาก ให้เงินเหลียนฮวาไม่น้อย แต่ในใจนางฉินก็ยังไม่สบายใจ กลัวลู่เหอหรงจะเกิดความคลางแคลงใจ


ตอนนี้เห็นเขาเป็นคนเอ่ยเช่นนี้ออกมาเอง นางทั้งดีใจทั้งซาบซึ้ง ในใจคิดว่าตนเองแต่งงานกับคนไม่ผิดจริงๆ


แม้ปกติลู่เหอหรงจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ที่ผ่านมาเขาก็ดีกับนางและลูกๆมาก นางตื้นตันจนน้ำตาไหลออกมา


“ดูเจ้าสิ จะพูดก็พูดสิ เหตุใดต้องร้องไห้ด้วยเล่า”


ลู่เหอหรงยื่นมือเช็ดน้ำตาให้นาง คว้านางเข้ามากอดแล้วกล่าวปลอบ “ครอบครัวรองของเรา เราสองสามีภรรยาก็ไม่ใช่คนเฉลียวฉลาด แต่ลูกของเราเป็นคนฉลาด โยวยาโถวเป็นคนเรียนรู้เร็ว เจี๋ยจื่อเรียนหนังสือก็เป็นไปได้ด้วยดี ที่ข้าภาคภูมิใจที่สุดก็คือเหลียนฮวา เหลียนฮวาโดนท่านแม่ชื่นชมอยู่บ่อยๆ ทำให้ข้าสามารถเชิดหน้าชูตาได้ ทำให้ข้าไม่ต้องขายหน้าต่อหน้าพี่ใหญ่ นั่นเป็นความภาคภูมิใจของข้า! ข้าไม่เพียงเห็นนางเป็นลูกสาวแท้ๆเท่านั้น แต่ยังอยากหาครอบครัวสามีที่ดีให้นาง ส่งนางออกเรือนอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เจ้าน่ะ อย่าคิดมากอีกเลยนะ!”


แม้ว่าลู่เหอหรงจะเป็นคนไม่ค่อยปราดเปรื่อง แต่ความรักภรรยาของบุรุษตระกูลลู่นั้นถ่ายทอดกันมาทางสายเลือด นับตั้งแต่สะใภ้ทั้งสามของครอบครัวลู่แต่งเข้าบ้านมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยมีใครต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจจากสามีตัวเองเลย


นางฉินพยักหน้าอยู่ในอ้อมกอดสามี และได้ยินเขากล่าว “ต่อไปนี้ครอบครัวของเราข้าให้เจ้าเป็นคนจัดการดูแลเรื่องภายในบ้าน เงินให้เจ้าเป็นคนเก็บ วันข้างหน้าหากเจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องถามข้า ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะโกรธ การตัดสินใจของเจ้าก็คือการตัดสินใจของข้า”


นับตั้งแต่พี่น้องลู่จำความได้ก็เห็นนางซุนเป็นคนดูแลเรื่องภายในบ้าน ตลอดหลายปีในบ้านก็ไม่เคยเรื่องวุ่นวายใดเลย ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่า เรื่องภายในบ้านควรให้ภรรยาเป็นคนจัดการ


นางฉินเงยหน้ามองเขาด้วยความตกใจเล็กน้อย ความซาบซึ้งภายในใจตอนนี้มากเกินว่าจะบรรยาย


หลังจากอ้ำอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็เอ่ยออกมา “เรา…มีลูกกันอีกสักคนเถอะเจ้าค่ะ!”


ตอนที่ 186: ข้ากับพี่เสี่ยวหยางไม่เป็นอะไรกัน


เช้าวันรุ่งขึ้น นางฉินตื่นสาย


ช่วงนี้ที่บ้านไม่ค่อยมีงานอะไร และที่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องเคร่งกฎตื่นเช้า อย่างไรเสียตอนนี้เหอจิ่วเหนียงก็ยังไม่ออกมา


ตอนที่นางฉินออกมา เหลียนฮวากำลังกวาดบ้านอยู่ เด็กๆกำลังรวมตัวกันนั่งอ่านตำราอยู่ริมหน้าต่างอย่างขันแข็ง ช่วยกันตั้งคำถาม ส่วนคนอื่นๆยังไม่เห็นแม้แต่เงา


“ท่านอาเล็ก อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ!”


เหลียนฮวายิ้มตาหยีกล่าวทักทาย


นางฉินทักทายกลับ และกล่าวถาม “เหลียนฮวา ท่านย่าของเจ้าและคนอื่นๆล่ะ?”


“ท่านย่าเอาของไปให้ผู้นำหมู่บ้าน ท่านปู่ไปทำความสะอาดโรงเรือนกับท่านอาจางทั้งสอง ท่านลุงใหญ่กับท่านอากุ้ยหลานไปซักเสื้อผ้าที่ริมแม่น้ำ ส่วนน้องๆกำลังอ่านหนังสืออยู่เจ้าค่ะ”


ขณะที่เหลียนฮวารายงานมือก็ยังคงกวาดไม่หยุด ทำงานอย่างตั้งใจ


นางฉินเห็นว่าไม่มีใคร จึงลากเหลียนฮวาไปอีกด้านหนึ่ง “อาเล็กมีเรื่องจะคุยกับเจ้า”


น้อยนักที่นางฉินจะมีท่าทีเคร่งขรึมเช่นนี้กับนาง เหลียนฮวาคิดว่ามีเรื่องใหญ่ จึงพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าตนกำลังตั้งใจฟัง


“หลังปีใหม่เจ้าก็อายุสิบสี่ อายุเจ้าถึงวัยแต่งงานแล้ว แซ่ฉินก็เหลือแค่เจ้ากับข้าสองคน เรื่องแต่งงานของเจ้า อาเล็กจะเป็นคนตัดสินใจแทนให้เจ้าเอง ตอนนี้ครอบครัวของเราก็มีชีวิตที่ดีแล้ว อาจะหาสามีที่ดี เอาใจใส่ และครอบครัวที่ดีให้กับเจ้า”


เหลียนฮวานึกไม่ถึงว่าท่านอาเล็กจะพูดเรื่องนี้ พลันนั้นพวงแก้มขาวใสก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย ดรุณีน้อยตอบอย่างไม่เป็นตัวเอง “ท่านอาเล็ก ข้ายังเด็กอยู่เลยเจ้าค่ะ ยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้”


“เจ้าเด็กคนนี้นี่ อยู่กับอามีอะไรต้องเขินกัน เป็นผู้หญิงถึงวัยแล้วก็ต้องออกเรือน เจ้าไม่ต้องกลัว พวกเราก็เป็นครอบครัวพ่อแม่ของเจ้า เมื่อคืนอาเขยของเจ้ายังบอกอาด้วยนะว่าเห็นเจ้าเป็นลูกสาวแท้ๆไปแล้ว!”


นางฉินรู้ว่าเหลียนฮวาเขินอายที่จะพูดคุยเรื่องเหล่านี้ ดังนั้นจึงกล่าวเช่นนี้เพื่อให้นางผ่อนคลาย


แต่นางเดาถูกเพียงครึ่งเดียว เหลียนฮวาเขินอายจริงๆ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ นางไม่อยากแต่งงานจริงๆ


“ท่านอาเล็ก การค้าของครอบครัวเพิ่งจะเริ่มไปได้ด้วยดี ข้าชอบทำการค้าเจ้าค่ะ ข้าอยากเรียนรู้สิ่งเหล่านี้เจ้าค่ะ”


นางมองผู้เป็นอาอย่างจริงจัง ปฏิเสธอย่างชัดเจน


ในยุคสมัยนี้ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่มีความคิดก้าวหน้าอย่างครอบครัวลู่ ยอมให้สตรีในบ้านออกไปตามสถานที่สาธารณะได้ เหลียนฮวาคิดว่าหากตนไม่เจอครอบครัวแบบครอบครัวลู่ หลังแต่งงานออกไปแล้วต้องเชื่อฟังสามี อยู่บ้านเลี้ยงลูก ออกจากบ้านยาก เช่นนั้นนางขอไม่แต่งงานดีกว่า


นางคิดว่า ตนเองไม่อยากใช้ชีวิตเช่นนั้น


นางอยากเป็นเหมือนท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียง ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง อยากทำสิ่งใดก็ทำ


พูดถึงเรื่องนี้ นางฉินก็เพิ่งนึกได้ว่าตอนนี้เหลียนฮวาเป็นตัวหลักในการทำการค้าของครอบครัว หากทางด้านครอบครัวสามีไม่อนุญาตให้นางทำแล้ว การค้าของครอบครัวลู่จะให้ใครมาทำแทน


นางฉินย่อมคาดหวังให้หลานสาวเป็นคนเก่งขึ้นอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีเหอจิ่วเหนียงเป็นตัวอย่าง นางเองก็คิดว่าหากเด็กๆในครอบครัวมีความสามารถ มีความรู้ติดตัวถึงจะเป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่อยากให้พวกนางต้องเสียโอกาสในการสร้างครอบครัวเพราะเรื่องนี้ ชั่วขณะนั้นนางฉินจึงคิดไม่ตก


เหลียนฮวาคิดว่าการที่นางพูดเช่นนี้ท่านอาเล็กจะปล่อยนางไป ใครจะคิดว่านางฉินจะเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนเปลี่ยนเรื่อง “ข้าเห็นช่วงนี้ลู่เสี่ยวหยางชอบเทียวไปเทียวมาหาเจ้าอยู่บ่อยๆ ดูเหมือนว่าเขารู้สึกดีต่อเจ้านะ เจ้าต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ให้ดี ลู่เสี่ยวหยางนิสัยเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่แน่วันดีคืนดีนิสัยอาจเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้ เจ้าชอบใครก็ได้ แต่ห้ามชอบลู่เสี่ยวหยางเด็ดขาด”


นางฉินมีอคติต่อลู่เสี่ยวหยาง เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเก่าก็เห็นว่าเขาเป็นเด็กไม่รักดีคนหนึ่ง ต่อมาระหว่างทางลี้ภัยก็ทำเรื่องให้ญาติพี่น้องต้องเดือดร้อน นางยอมรับได้ที่ครอบครัวให้ลู่เสี่ยวหยางทำงานด้วย แต่นางไม่ยอมรับเด็ดขาดหากเขาจะแต่งงานกับหลานสาวเพียงคนเดียวของนาง


นางคาดหวังอยากให้เหลียนฮวาเจอคนซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบ ได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุขไปตลอดชีวิต


เหลียนฮวานิ่งอึ้ง เบิกตากว้างมองนางฉินอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่านอาเล็ก ท่านพูดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ ข้ากับพี่เสี่ยวหยางเราไม่ได้เป็นอะไรกันเจ้าค่ะ!”


นางพูดอย่างจริงจังมาก หากไม่ใช่เพราะนางฉินพูดเช่นนี้ขึ้นมา นางก็ไม่มีทางคิดไปในทางนั้นแน่นอน


“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว อาก็แค่อยากเตือนเจ้าไว้ พวกเจ้าอายุยังน้อย อีกอย่างก็อยู่ด้วยกันบ่อยๆ อากลัวว่าเจ้าจะโดนหลอกเอา”


นางฉินตบหลังมือหลานสาวเบาๆ พลางถอนหายใจ เหลียนฮวาเป็นเด็กรูปร่างหน้าตาดี ไปตั้งแผงริมทางก็มักโดนถามอยู่เสมอว่ามีคู่หรือยัง นางแค่กังวลว่าเหลียนฮวากับลู่เสี่ยวหยางจะเป็นขี้ผึ้งลนไฟ


เหลียนฮวาแทบยิ้มทั้งน้ำตาจริงๆ นางไม่เคยคิดไปในทางนั้นเลย นางกับลู่เสี่ยวหยางก็แค่ทำงานร่วมกันได้ดี ไม่มีเรื่องส่วนตัวอื่นใด


ก็แค่เคยถามว่าเหตุใดเขาถึงคิดเลขเก่งเช่นนั้น ลู่เสี่ยวหยางตอบไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด และเรื่องนั้นก็ผ่านไปเช่นนั้น ในช่วงนี้นางมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็จะไปถามเหอจิ่วเหนียงโดยตรง


“ท่านอาเล็ก ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ”


เหลียนฮวาเอามือตบหน้าอกเพื่อเป็นการรับประกัน แรงตบนั้นทำเอานางฉินเป็นห่วงกลัวว่านางจะเจ็บจึงรีบกล่าว “เอาละ เอาละ อาเชื่อเจ้า”


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ออกมาจากห้อง ยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วกล่าวทักทายนางฉินและเหลียนฮวา แล้วเอ่ยถาม “คุยอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ?”


นางฉินไม่ได้เห็นเหอจิ่วเหนียงเป็นคนนอก “ข้าเห็นว่าอายุของเหลียนฮวาใกล้จะถึงวัยออกเรือนแล้ว แต่นางบอกว่านางไม่อยากแต่งงาน นางแค่อยากทำการค้า”


เหลียนฮวานึกไม่ถึงว่าจะวนกลับมาพูดเรื่องนี้อีก ใบหน้าเล็กแดงก่ำอีกครั้ง


เหอจิ่วเหนียงงุนงงเล็กน้อย เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ “แต่งงานกับทำการค้ามันขัดแย้งกันตรงไหนหรือเจ้าคะ?”


นางฉินรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่รู้ความคิดหัวโบราณของครอบครัวอื่น จึงอธิบายให้นางฟัง “ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่มีความคิดก้าวหน้าเหมือนท่านพ่อท่านแม่ มีหลายครอบครัวที่ไม่ยอมให้สตรีในบ้านออกไปอวดโฉมข้างนอก เพราะพวกเขาถือว่าเป็นการเสียเกียรติ เป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า


เหอะ~


เหอจิ่วเหนียง.อดหัวเราะฮึดฮัดไม่ได้ “จะไปแต่งงานกับครอบครัวเช่นนั้นทำไมกันเจ้าคะ เหลียนฮวามีความสามารถเก่งกาจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ต้องหาครอบครัวที่ดีให้กับนาง ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่มีความคิดก้าวหน้าเหมือนท่านพ่อท่านแม่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีนี่เจ้าคะ ค่อยๆหาก็ได้ ไม่ว่าอย่างไร จะให้เหลียนฮวาต้องกล้ำกลืนไม่ได้เด็ดขาด”


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงพูดออกมาท่าทางของนางดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ แต่คำพูดแต่ละประโยคของนางล้วนออกมาจากใจจริง เหตุใดต้องให้เหลียนฮวากล้ำกลืนฝืนใจด้วยล่ะ


นางฉินยังเป็นกังวล “แต่ครอบครัวแบบเราก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ข้ากลัวว่าหากหลายปีเข้าเหลียนฮวาจะอายุมากขึ้น”


“อายุมากแล้วอย่างไรเจ้าคะ พี่สะใภ้รอง ข้าจะบอกท่านให้นะเจ้าคะ เรื่องเหล่านี้ข้าก็เพิ่งได้เรียนรู้หลังจากที่เรียนวิชาแพทย์ อายุที่เหมาะสมกับการแต่งงานที่สุดของสตรีก็คือช่วงอายุสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นหากแต่งงานในขณะอายุยังน้อยเหมือนพวกเราจะเป็นการทำร้ายร่างกาย ต่อไปแก่เฒ่าโรคภัยไข้เจ็บก็จะรุมเร้าเจ้าค่ะ”


นางกล่าวท่าทางจริงจัง ทำเอานางฉินถึงกับตกใจ


“น้องสะใภ้สาม นี่เรื่องจริงหรือ! อายุสิบเจ็ดสิบแปด จะไม่กลายเป็นสาวเฒ่าไปแล้วหรือ?”


นางฉินกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก รู้สึกว่าตนเองได้รับความตกใจอย่างรุนแรง


ในยุคสมัยนี้ ปกติวัยสิบสามสิบสี่ปีสตรีก็สามารถหาคู่ครองได้แล้ว เมื่ออายุสิบห้าวัยปักปิ่นก็ออกเรือนได้พอดี อายุสิบเจ็ดสิบแปดก็เป็นแม่ลูกหนึ่งลูกสองแล้ว


สตรีอายุสิบเจ็ดสิบแปดที่ยังไม่แต่งงานก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่ส่วนมากเป็นเพราะมีเรื่องในใจที่พูดยาก หรือไม่ก็ครอบครัวพ่อแม่ตกลงกันยาก จนสุดท้ายก็หาคู่ครองไม่ได้


“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เรื่องนี้ข้าก็เพิ่งรู้หลังจากที่เรียนวิชาแพทย์เจ้าค่ะ เมื่อก่อนพวกเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ตอนนี้เข้าใจแล้ว จะให้ลูกๆหลานๆในครอบครัวเราฝืนใจเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้วเจ้าค่ะ พี่สะใภ้รอง ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวพลางแอบหันไปมองเหลียนฮวา เหลียนฮวาพยักหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย แสดงออกว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่นางพูด


นางรักอาสะใภ้จิ่วเหนียงที่สุด อาสะใภ้จิ่วเหนียงช่างเข้าใจนางจริงๆ!


วันข้างหน้าไม่ว่านางจะแต่งงานหรือไม่ อย่างน้อยตอนนี้นางก็ยังไม่อยากแต่ง อีกอย่าง นางก็เก็บเงินได้รวดเร็วมาก สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เหตุใดต้องไปทุกข์ทรมานอยู่ในครอบครัวอื่นด้วยล่ะ


ตอนที่ 187: ครอบครัวพ่อแม่นางหยู


นางฉินสับสนจนไม่รู้จะตอบเช่นไร


ความตั้งใจของนางคือ คาดหวังให้เหลียนฮวาพบเจอคนดีๆได้เร็วๆ ไม่อย่างนั้นคนดีๆจะถูกแย่งไปหมด เหลือก็แต่คนไม่ได้เรื่อง


แต่คำพูดของเหอจิ่วเหนียงก็ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว ตระกูลฉินเหลือแค่เหลียนฮวาคนเดียวแล้ว นางย่อมปรารถนาให้เหลียนฮวาสุขภาพร่างกายแข็งแรง


ดังนั้นนางจึงพูดความกลัดกลุ้มของตนเองออกมา “แต่ถ้ารอนานเกินไป คนดีๆ ครอบครัวดีๆ ก็จะถูกเลือกไปหมดน่ะสิ?”


“จะยากอะไรล่ะเจ้าคะ ถ้าเจอคนถูกใจก็พูดคุยตกลงกันเลย หมั้นหมายกันไว้ก่อน รออีกไม่กี่ปีค่อยแต่ง ถ้าอีกฝ่ายสนใจเหลียนฮวาจริงๆ รอแค่ไม่กี่ปีคงไม่ยากเย็นกระมังเจ้าคะ ในทางกลับกัน หากไม่ตกลง เราก็ไม่บังคับ เช่นนี้จะได้ช่วยเลือกคนที่ดีจริงๆ ให้เหลียนฮวาด้วยอย่างไรล่ะเจ้าคะ”


ทัศนคติในเรื่องแต่งงานของเหอจิ่วเหนียงทันสมัยมาก นางไม่สนับสนุนให้แต่งงานมีลูกเร็วเกินไป เจ้าของร่างเดิมไม่มีทางเลือก แต่ตอนนี้มีนางอยู่ นางสามารถให้คำแนะนำแก่ลูกหลานในบ้านได้


ทว่าก็แค่ให้คำแนะนำเท่านั้น อย่างไรนั่นก็ชีวิตของพวกนาง พวกนางจะตัดสินใจเช่นไรย่อมขึ้นอยู่กับตัวเอง


คำพูดนี้ไม่เพียงเหลียนฮวาเท่านั้นที่เก็บไปคิด แม้แต่นางฉินเองก็เก็บไปคิดเหมือนกัน


เมื่อคืนท่านพี่พูดถูก พวกเขาไม่ใช่คนเก่ง เดินตามคนฉลาดก็พอแล้ว น้องสะใภ้สามเป็นคนฉลาด นางพูดเช่นนี้ย่อมมีเหตุผลเป็นแน่


ดังนั้นนางฉินจึงกล่าวทันที “เช่นนั้นก็ไม่ต้องรีบ ค่อยๆดูไปก่อน เหลียนฮวาเป็นเด็กดี ต้องหาสามีและครอบครัวของสามีที่ไว้ใจได้ให้กับนาง”


อันที่จริงที่นางฉินพูดมามากมายทั้งเช้าก็แค่อยากถามเหลียนฮวาว่าคิดอย่างไรกับลู่เสี่ยวหยางก็เท่านั้น ตอนนี้มั่นใจแล้วว่านางไม่ชอบลู่เสี่ยวหยางจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ส่วนเรื่องหาคู่ครองก็คงต้องรอดูไปก่อน จะรีบร้อนไม่ได้

…...


ไม่นานก็ถึงวันสิ้นปีแล้ว วันนี้เป็นวันที่ยุ่งอย่างแท้จริง ทั้งชายหญิงทั้งคนแก่และเด็ก ไม่มีใครอยู่ว่างเลยสักคน ตัดฟืนต้มน้ำล้างผักทำอาหาร และฆ่าไก่ฆ่าปลาต่างๆนานา


เดิมทีครอบครัวลู่จะฆ่าหมู แต่ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงหมู จะซื้อมาฆ่าก็คงไม่คุ้ม จึงตัดสินใจว่าหลังปีใหม่นี้จะเลี้ยงหมูเอง


พวกเด็กๆคอยช่วยหยิบจับอยู่ข้างๆอย่างคึกคัก ต่อมาก็อดใจไม่ไหวออกไปจุดประทัดเล่นกันแล้ว


เปรียบเทียบกับเด็กในหมู่บ้าน เด็กๆครอบครัวลู่เหล่านี้นับว่ารู้ประสีประสามาก เด็กสามคนที่เรียนหนังสือต่อให้ปิดภาคเรียนก็ยังอ่านทบทวนตำราทุกวัน อ่านทบทวนกันเองไม่พอ ยังสอนให้คนในครอบครัวอีกด้วย เนื่องจากการทบทวนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ เด็กๆทั้งสามจึงเรียนได้ไม่เลวเลย และมักได้รับคำชื่นชมจากท่านอาจารย์เสมอ


ด้วยเหตุนี้ แม้ประทัดจะมีราคาแพง แต่ก็ยังซื้อมาให้เด็กๆผู้ชายได้เล่นกัน


เด็กผู้ชายจุดประทัดเล่น ส่วนเด็กผู้หญิงก็ปิดหูร่วมสนุกอย่างครึกครื้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังไปทั่วลานบ้าน


สิ่งที่เห็นได้ยากก็คือ เหลียนฮวาก็อยู่ในกลุ่มเด็กๆด้วย เหลียนฮวาตื่นมาช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่ เหอจิ่วเหนียงให้นางไปเล่นกับพวกเด็กๆ นางอายุมากกว่าเหลยจื่อเพียงหนึ่งปี ในสายตาของเหอจิ่วเหนียง นางก็เป็นแค่เด็กหญิงที่เพิ่งเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องตั้งกฎเกณฑ์ต่อนางสูงเกินไป


“พวกเจ้าระวังระวังกันหน่อย เล่นประหยัดหน่อย ประทัดนี่มันแพงนะ!”


นางซุนเป็นห่วงกลัวว่าหลานๆจะได้รับบาดเจ็บ นางเป็นห่วงมากจนแทบจะเดินเข้าไปดู แต่คำพูดที่ใช้กลับบอกว่าประทัดราคาแพงเสียอย่างนั้น


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะลั่นอย่างไม่ไว้หน้า นางซุนหันขวับไปจ้องอย่างรู้ตัว แต่คนหัวเราะไม่สนใจ ทั้งยังหันไปกระเซ้าเย้าแหย่กับลู่กุ้ยหลานที่อยู่ข้างๆ “ตอนสาวๆ ท่านสุภาพสตรีซุนก็เป็นคนปากไม่ตรงกับใจเช่นนี้น่ะหรือ เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นห่วง แต่คำพูดที่พูดออกมากลับไม่น่าฟังซะอย่างนั้น!”


ลู่กุ้ยหลานอยู่กับเหอจิ่วเหนียงมานานแล้วจึงกล้าหาญมากขึ้น บางครั้งยังกล้าพูดจาหยอกล้อนางซุนอีกด้วย นางยิ้มพลางรับหน้าที่ลูกคู่ “เป็นเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ ยิ่งอายุเยอะก็ยิ่งเป็นหนักกว่าเดิมอีกนะเจ้าคะ!”


ทั้งสองคุยไปหัวเราะไป ทำเอานางซุนเริ่มโมโห


“พวกเจ้าสองคนแอบซุบซิบอะไรกัน ไม่เคยเห็นคนเป็นแม่ที่ไหนทำเหมือนพวกเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ ลูกล้มไม่รู้กี่ครั้งแล้วก็ไม่สนใจ!”


หญิงชราเห็นพวกนางหัวเราะคิกคักก็รู้ว่าพวกนางกำลังซุบซิบเรื่องของตนอยู่ แต่เมื่อครู่ตนเดินไปดูหลานๆมาจึงไม่ได้ยินว่าพวกนางสองคนคุยอะไรกัน


สะใภ้สามไร้หัวใจจริงๆ เมื่อครู่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ล้มไปอยู่ในกองหิมะ และประทัดระเบิดจนหิมะฟุ้งกระจายไปกระทบใบหน้าโก่วเอ๋อร์นางก็ไม่สนใจ เช่นนี้เดี๋ยวโก่วเอ๋อร์ก็ป่วยอีก


สะใภ้สามไม่สนใจไม่พอ ยังหัวเราะนางอีก!


สวรรค์สงสารกันบ้างหรือไม่ ไม่ใช่เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ แต่เป็นเพราะช่วงนี้นางแอบให้โก่วเอ๋อร์กินยาบำรุงร่างกายที่ปรุงออกมาเอง สมรรถภาพร่างกายดีมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะเจ็บไข้ได้ป่วยเลย


อีกอย่าง โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย ควรออกกำลังกายให้หนักบ้าง ไม่อย่างนั้นการที่ไม่มีผู้เป็นพ่อคอยชี้แนะและเติบโตมากับหญิงเช่นนี้ ต่อไปเขากลายเป็นผู้ชายอ่อนแอจะทำอย่างไร


“ปีใหม่ทั้งทีก็ให้พวกเขาเล่นกันเถอะเจ้าค่ะ ที่บ้านมียา ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงชอบต่อปากต่อคำกับนางซุน จงใจใช้คำพูดเช่นนี้แกล้งนาง นางซุนพุ่งเข้ามาตีนางดังคาด


ขณะที่กำลังวุ่นวายกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงเหลือเชื่อของลู่จิ้งซวนดังมาจากด้านนอก “พี่สะใภ้!”


ลู่จิ้งซวนกำลังติดป้ายอวยพรปีใหม่อยู่ที่หน้าประตูบ้าน ตัวอักษรเหล่านี้เหลยจื่อเป็นคนเขียน แม้จะดูออกว่าเป็นลายมือเด็ก แต่เด็กที่เพิ่งเรียนได้ไม่ถึงครึ่งปีสามารถเขียนได้เช่นนี้นับว่าไม่เลวเลย ลู่จิ้งซวนภูมิใจในตัวบุตรชายของตัวเองมากจึงขอเป็นคนติดเอง


เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าติดเสร็จแล้วกำลังจะเข้าบ้าน จู่ๆกลับเห็นหญิงสาวร่างกายซูบผอม ใบหน้าดำคล้ำ สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งยืนอยู่ตรงหน้า เขาจึงตะโกนออกมาด้วยความตกใจและยืนอึ้ง


คนผู้นี้คือนางโจว เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของบ้านนางหยู ตอนลี้ภัยในคราวนั้น ครอบครัวพ่อแม่นางหยูไม่ส่งข่าวบอกนางหยูแม้แต่คำเดียว ระหว่างทางลี้ภัยก็ไม่ได้เจอกัน นางหยูคิดว่าครอบครัวของพ่อแม่ตัวเองเอาชีวิตไม่รอดแล้ว


นึกไม่ถึงว่าจู่ๆ นางโจวจะปรากฏตัวขึ้นในวันสิ้นปีเช่นนี้


“นะ น้อง น้องเขยหรือ?”


นางโจวมองชายแต่งตัวดูดีมีฐานะที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความไม่ค่อยแน่ใจ


นี่ใช่น้องเขยคนนั้นของนางจริงหรือ?


นางโจวคิดเช่นนี้ย่อมไม่ผิด ครอบครัวลู่ทุกคนไม่ใช่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่กลับอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โต ไม่ต่างอะไรกับคหบดีผู้ร่ำรวยเลย


แน่นอนว่าบ้านครอบครัวลู่ไม่ได้เป็นคฤหาสน์อย่างที่ว่า เพียงแต่ในสายตาของนางโจวมาเห็นเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามันสุดยอดมากแล้ว


เป็นผู้ลี้ภัยมาเหมือนกัน เหตุใดครอบครัวลู่ถึงร่ำรวยเพียงนี้ ตลอดทางที่ผ่านมาต้องปล้นชิงคนอื่นมากมายเพียงใดกัน


“ใช่ ข้าเอง พี่สะใภ้ใหญ่ เหตุใดมีแค่ท่านคนเดียวล่ะ ข้างนอกหนาวรีบเข้ามาก่อนเถอะขอรับ เข้ามาคุยกันในบ้าน!”


ลู่จิ้งซวนพานางโจวเข้าบ้านด้วยความตื่นเต้น ในใจคิดว่าหากภรรยารู้ว่าครอบครัวพ่อแม่นางมีเหลือคนรอดชีวิตนางต้องดีใจมากแน่ๆ


ช่วงนี้นางหยูพยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองพูดถึงครอบครัวพ่อแม่ แต่ในฐานะที่เป็นสามี เขารู้ว่านางหยูทุกข์ใจมากเพียงใด


แม้ครอบครัวพ่อแม่ของนางไม่เห็นความสำคัญของนาง แต่นางก็ทำเป็นไม่สนใจไม่ได้


ขณะที่ทั้งสองเข้ามาในบ้าน ทุกคนที่กำลังยุ่งกับงานในมือก็ได้ยินเสียงที่ดังมาจากด้านนอก โดยเฉพาะนางหยู ตอนที่นางได้ยินทั้งสองคุยกันด้านนอกก็ถึงกับนิ่งอึ้ง


นางโจวเข้ามานางหยูก็ยังไม่ขยับเขยื้อน สายตามองไปด้านนอกอยู่ตลอด คาดหวังว่ายังมีคนอื่นเดินตามมาอีก


…ทว่ากลับไม่มี


หลังจากลู่จิ้งซวนเข้ามาก็ปิดประตู


ตอนที่ 188: การกีดกันของเหอจิ่วเหนียง


“พี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านพ่อท่านแม่ข้าล่ะ?”


นางหยูจับมือนางโจวแน่นด้วยความตื่นเต้น กลัวว่าหากปล่อยมือคนตรงหน้าจะหายไป


นางโจวมองสตรีที่อยู่ตรงหน้า เวลาผ่านไปนานมากแล้วอีกฝ่ายเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อย เมื่อก่อนผิวหน้าดำคล้ำมือไม้หยาบกร้าน ตอนนี้ผิวขาวผ่องใส ดูรวมๆแล้วอ่อนเยาว์ลงมาก เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็นผ้าเนื้อดี ดูมีสง่าราศีกว่าคนในตำบลเหล่านั้นเสียอีก นี่มันใช่สิ่งที่ครอบครัวชาวนาธรรมดา.ธรรมดามีกันหรือ


เมื่อนางหยูมองสำรวจนางรอบหนึ่ง นางโจวจึงจะแสดงท่าทางโศกเศร้าเสียใจออกมา ก่อนตอบกลับ “ท่านพ่อท่านแม่จากโลกนี้ไประหว่างทางลี้ภัยแล้ว หลังจากนั้นระหว่างทางก็ไม่ค่อยราบรื่น ข้ากับพวกพี่ใหญ่ของเจ้าจึงพลัดหลงกัน พวกโจรเร่ร่อนโหดเหี้ยมมาก พวกพี่ใหญ่ของเจ้าล้วนได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้เกรงว่าไม่ค่อยสู้ดีแล้ว…”


เอ่ยถึงตรงนี้นางโจวยกมือปาดน้ำตา จากนั้นกล่าวต่อ “...หากรู้เช่นนี้ตั้งแต่แรกเดินทางมาพร้อมครอบครัวเจ้าก็คงดี จะได้ดูแลกันและกัน ท่านพ่อกับท่านแม่ก็คงไม่ต้องมีจุดจบเช่นนั้น”


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังก็อดเบะปากไม่ได้ อะไรคือหากรู้เช่นนี้ตั้งแต่แรกก็คงเดินทางมาพร้อมพวกเขากัน


จำได้ว่าก่อนหน้านี้นางหยูเคยบอกว่า ครอบครัวพ่อแม่นางเดินทางลี้ภัยไปตอนไหนไม่ได้ส่งจดหมายมาบอกนางสักคำ นางก็เพิ่งมารู้จากปากคนอื่นภายหลังเหมือนกัน


เห็นได้ชัดว่าคนครอบครัวหยูกลัวว่าคนครอบครัวลู่จะเป็นภาระให้พวกเขา


ต้องทราบก่อนว่าเมื่อก่อนบ้านตระกูลหยูฐานะดีกว่าครอบครัวลู่ ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ลู่จิ้งซวนกลับไปบ้านพ่อแม่ของนางหยูกับนางหยู มักจะถูกคนครอบครัวนางหยูเหล่านั้นเย้ยหยันอยู่บ่อยๆ


พูดตามตรง การที่พี่สะใภ้ใหญ่ของนางหยูผู้นี้มาที่นี่ เหอจิ่วเหนียงไม่ค่อยนึกอยากต้อนรับเท่าไร ทั้งยังคัดค้านอยู่ในใจ


ช่างบังเอิญจริงๆ เพราะนางซุนก็คิดเหมือนเหอจิ่วเหนียงเช่นกัน


นางโจวผู้นี้สร้างความประทับใจไม่ค่อยดีนัก เมื่อครู่เพิ่งจะเข้ามาก็เอาแต่กวาดตามองข้าวของต่างๆภายในบ้าน สายตาเช่นนั้นนางไม่ชอบมาก


แต่นี่ก็เป็นคนครอบครัวพ่อแม่ของลูกสะใภ้ใหญ่ จะไม่สนใจก็คงไม่ได้จริงๆ


นางหยูร้องไห้โฮออกมา ก่อนหน้านี้ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคงเกิดเรื่องร้าย แต่ในใจก็ยังกอดความหวังอันน้อยนิดอยู่ ตอนนี้ความหวังอันริบหรี่ที่นางมีกลับพังทลายลงไปจริงๆ


ต่อให้ครอบครัวพ่อแม่นางจะไม่ค่อยดีกับนาง แต่ก็เป็นสายเลือด แม้จะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่พอได้ยินกับหูตัวเองเช่นนี้ก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี


ลู่จิ้งซวนประคองนางพลางปลอบ “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร เจ้ายังมีข้าอยู่ทั้งคน ปีใหม่ทั้งที อย่าร้องไห้เลยนะ”


เหอจิ่วเหนียงมองนางโจวพลางกล่าวถาม “ตามหลักแล้วพี่สะใภ้ควรจะมาถึงจิงโจวตั้งนานแล้ว เหตุใดเพิ่งมาหาพวกเราตอนนี้ล่ะ?”


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ ครอบครัวพวกเขามาตั้งหลักอยู่ที่จิงโจวครึ่งปีแล้ว ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆที่ควรถึงก็มาถึงกันหมดแล้ว นางโจวเพิ่งมาเอาป่านนี้ ไม่มีทางเพิ่งมาถึงตอนนี้เป็นแน่ เช่นนั้นก่อนหน้านี้นางไปอยู่ไหนมา


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางโจวก็ก้มหน้าด้วยความละอายใจเล็กน้อย “อันที่จริงตอนที่ข้ามาถึงจิงโจวก็เห็นภาพวาดที่พวกเจ้าติดประกาศอยู่ที่กำแพงเมืองแล้ว แต่ข้าคิดว่าข้าตัวคนเดียว จะบุ่มบ่ามมารบกวนพวกเจ้าได้อย่างไร ข้าก็เลยใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวในเมือง หางานเล็กๆน้อยๆทำ แต่ใครจะคิดล่ะว่าคนที่รังแกข้าก็คือคนลี้ภัยที่มาจากชางโจวด้วยกัน ทำกับข้าอย่างโหดร้าย ข้าไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ ก็เลยมาขอพึ่งพาครอบครัวน้องหญิง”


นางโจวพูดอย่างน่าสงสาร แต่เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วก็เข้าใจเจตนา


คงวาดฝันเอาไว้ดิบดีเลยล่ะสิ คิดว่าไปอยู่กับครอบครัวคนมีเงินแล้วจะอยู่สบายก็เลยไม่คิดถึงคนจนอย่างพวกนาง ตอนนี้ถูกคนรวยพวกนั้นรังแกเข้าจึงมาคิดถึงญาติคนจนๆ แล้วมาขอพึ่งพา


ไม่ใช่ว่าเหอจิ่วเหนียงมีอคติต่อนางโจว แต่สตรีผู้นี้เผยพิรุธมากมายออกมาต่างหาก นางมาอย่างไม่เป็นมิตรจริงๆ


“ต่อให้ท่านไม่อยากมาอย่างน้อยก็ให้ใครเขียนจดหมายส่งมาให้ก็ได้ พี่สะใภ้ใหญ่ข้าคิดถึงครอบครัวพวกท่านมาโดยตลอด”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ นางโจวดูเหมือนจะตกใจเล็กน้อยจึงก้มหน้ากล่าว “เขียนจดหมายก็ต้องใช้เงิน ขะ ข้า…ข้าไม่มีเงิน”


เอาเถอะ นี่ก็เป็นเหตุผลจริงๆ


เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาครอบครัวคงผ่านอะไรมาไม่ง่ายเลย นางหยูหันมองนางซุนด้วยสายตาขอร้อง ไม่รู้ว่าสามารถให้นางโจวอยู่ด้วยได้หรือไม่


แม้ตกลงจะแยกบ้านกันแล้ว แต่ตอนนี้ทุกคนก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน นางหยูไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ


นางซุนเองก็ไม่ใช่แม่สามีที่จะทำให้ลูกสะใภ้ลำบากใจ จึงกล่าว “พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเดินทางไกลพันลี้มาเจอกับเจ้าได้ก็นับว่าสวรรค์ลิขิต เพียงแต่ตอนนี้แยกบ้านกันแล้ว ต่อไปเสื้อผ้าการกินการอยู่ของนางพวกเจ้าก็ต้องเป็นคนออกเงินเอง พวกเราเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ไม่ได้”


คำพูดนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ให้ครอบครัวเจ้าใหญ่เป็นคนออกค่าใช้จ่ายของนางโจวทั้งหมด


เรื่องนี้ก็ดูไม่มีอะไร แต่นางโจวฟังแล้วกลับรู้สึกว่านางซุนไม่ยินดีให้นางอยู่ด้วย ในใจจึงเกิดความเคียดแค้นนางซุนขึ้น


นางแก่นี่ แก่จนจะลงโลงอยู่แล้วยังชี้นิ้วสั่งคนอื่นทำนู่นทำนี่ เห็นทีต้องโน้มน้าวครอบครัวน้องหญิงให้รีบย้ายออกไปอยู่กันเองแล้ว


ตอนนี้ครอบครัวลู่หาเงินได้มากมาย นางก็อาศัยอยู่ด้วยกันกับครอบครัวลู่จิ้งซวน เมื่อก่อนนางหยูเชื่อฟังคำพูดนาง ตอนนี้ก็น่าจะยังเชื่อฟังอยู่ ต่อไปเงินในบ้านก็จะอยู่ในมือนางอย่างง่ายดาย


หากเป็นดังคาด นางก็จะได้มีชีวิตที่สุขสบายแล้ว


นางหยูไม่รู้เลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของนางเพิ่งมาถึงก็หวังจะเอาเงินของนางแล้ว แต่นางก็ยังคิดวางแผนแทนพี่สะใภ้ใหญ่ของนางอีก อย่างไรเสียหลังปีใหม่ก็ต้องรับคนงาน เมื่อถึงตอนนั้นให้พี่สะใภ้ใหญ่เข้าไปทำจะได้มีรายได้เลี้ยงดูตัวเอง ต่อไปก็ให้นางออกไปซื้อที่ดินสำหรับปลูกบ้านแล้วสร้างบ้านเป็นของตัวเองก็ได้แล้ว


“เจ้าค่ะท่านแม่ ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ!”


หยูหันมองทุกคนในครอบครัวด้วยสายตาขอบคุณ แต่นางโจวกลับไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย


นางหยูเห็นเช่นนี้ก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไร ส่งสายตาบอกนางเป็นนัยให้กล่าวขอบคุณคนในครอบครัว


หากจะพูดไม่รักษาน้ำใจสักเท่าไรก็คือ นางเป็นแค่พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ใช่พี่แท้ๆ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับนาง นางคิดว่าการที่นางให้ถึงขั้นนี้ก็นับว่าดีแล้ว


นางโจวคิดว่านางหยูจะเป็นคนหัวอ่อนจัดการได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน โดยที่ไม่รู้เลยว่าช่วงที่ผ่านมานางหยูได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นไม่น้อย ไม่ใช่คนเดิมที่จะหลอกง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


เมื่อเห็นสายตาบอกเป็นนัยของนางหยู นางโจวจึงแสดงปฏิกิริยาออกมา มองนางซุนและคนอื่นๆด้วยสายตาขอบคุณพลางกล่าว “ขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ ข้าจะไม่อยู่รบกวนนานเจ้าค่ะ หลังปีใหม่ข้าจะออกไปหางานทำเจ้าค่ะ!”


ทุกคนได้ยินวาจานี้แล้วก็รู้สึกว่าใช้ได้ นี่เป็นการบอกครอบครัวลู่ว่านางจะไม่อยู่รบกวนนาน หลังปีใหม่ก็จะออกไปแล้ว


นางซุนเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำ “ถ้าเจ้าอยากหางานทำ บ้านนี้ก็มีงาน เอาเถอะ เรื่องพวกนี้ไว้ค่อยคุยกันหลังปีใหม่ สะใภ้ใหญ่ รูปร่างของพี่สะใภ้ใหญ่เจ้าพอๆกับรูปร่างของเจ้า เจ้าไปหาเสื้อคลุมหนาๆมาให้นางใส่เถอะ อย่าให้นางทนหนาวจนตัวแข็งอยู่เช่นนี้เลย”


“เจ้าค่ะ ท่านแม่”


นางหยูตอบรับ และพานางโจวไปที่ห้องนอนของตัวเอง


เมื่อมาถึงที่ลับตาคน นางโจวก็ไม่ได้สำรวมกิริยามารยาทเหมือนเมื่อครู่แล้ว ทั้งยังเดินสำรวจภายในห้องแล้วกล่าวด้วยความตื่นเต้น “น้องหญิง ลี้ภัยมาเช่นนี้เจ้ายังอยู่สบายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ห้องของพวกเจ้าใหญ่มาก ถ้ารู้ว่าเจ้าอยู่กินสบายเช่นนี้ข้ามาพึ่งเจ้าตั้งนานแล้ว! แล้วนี่เสื้อผ้าที่เจ้าใส่อยู่ทำมาจากวัสดุใดหรือ ข้าลูบแล้วช่างสบายมือยิ่งนัก เจ้าหาให้ข้าแบบเดียวกันกับเจ้าสักชุดสิ!”


นางหยูรู้อยู่แล้วว่านิสัยของพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่คนซื่อสัตย์ แต่นึกไม่ถึงว่านางจะคิดถึงขั้นนี้ ทันใดนั้นสีหน้านางก็เคร่งขรึม “พี่สะใภ้ใหญ่ เราล้วนเป็นคนตกทุกข์ได้ยากเหมือนกัน ท่านมาพึ่งพาอาศัยข้า ข้าก็จะพยายามช่วยท่านอย่างสุดความสามารถ แต่ท่านเองก็ต้องรู้จักขอบเขต อย่าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด อย่าคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่อย่างนั้นครอบครัวแม่สามีข้าจะลำบากใจ”


ผ่านมาครู่ใหญ่แล้ว นางหยูทำใจเรื่องการจากไปของครอบครัวได้แล้ว และรับมือกับนางโจวอย่างมีสติ


ตอนที่ 189: ต่อไปก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว


นางโจวคิดไม่ถึงว่าตนเองเพิ่งจะมา นางหยูก็แสดงตัวข่มนางทันที


อีกอย่าง นางยังไม่ทันทำอะไรเลย ก็แค่ชมว่าห้องนางใหญ่เท่านั้นเอง


“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดว่าการที่ข้ามาหาเจ้าเป็นภาระเจ้าใช่หรือไม่?”


สายตานางโจวทั้งดุดันทั้งน้อยใจ ราวกับนางหยูรังแกนางก็มิปาน


นางหยูถอนหายใจออกมา ไม่อยากอธิบายเยอะ จึงได้แต่เอ่ย “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าก็แค่บอกท่านว่า อย่าทำให้ครอบครัวสามีข้าลำบากใจ ทุกคนต่างก็ดิ้นรนกัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”


“ข้ารู้ ครอบครัวเจ้ามีชีวิตสุขสบายแล้วก็เลยดูถูกดูแคลนญาติคนจนๆอย่างข้า! ข้าตายไปพร้อมกับท่านพ่อท่านแม่ระหว่างทางลี้ภัยก็ดี จะได้ไม่ต้องมาเป็นภาระเจ้าเช่นนี้!”


นางกล่าวสะอื้นไห้ นางหยูปวดหัวมาก โดยเฉพาะเมื่อได้ยินนางพูดถึงบิดามารดา ทันใดนั้นแววตาก็เย็นชาลง


นางหยูไม่สนใจอีกฝ่าย หันไปหาเสื้อผ้าชุดหนึ่งให้นางใส่ เสื้อคลุมด้านนอกเป็นเสื้อคลุมขนสัตว์ ลวดลายคล้ายกับเสื้อคลุมขนอ่อนที่นางสวมอยู่ แต่วัสดุที่ตัดเย็บต่างกัน


นางไม่สนว่านางโจวจะเอาหรือไม่ หากไม่เอาก็ทนหนาวจนแข็งไปเถอะ


นางโจวเห็นท่าทางน้องสามีเย็นชาเช่นนี้ก็ไม่กล้าวางท่าเหมือนเมื่อครู่อีก หากนางหยูไล่นางออกไป วันขึ้นปีใหม่เช่นนี้นางไร้ที่ไปจริงๆ


ด้านนอก


นางซุนและพวกเหอจิ่วเหนียงกำลังพูดคุยกัน นางฉินกล่าว “เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าพี่สะใภ้ของพี่สะใภ้ใหญ่มีลับลมคมในบางอย่าง”


เหอจิ่วเหนียงเบะปาก “มั่นใจหน่อยเจ้าค่ะ เชื่อความรู้สึกตัวเอง”


ทุกคนนิ่ง และมองไปที่เหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นพี่สะใภ้ของครอบครัวพ่อแม่พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราจะพูดอะไรมากไม่ได้ แต่การป้องกันเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะจักรเย็บผ้าที่อยู่ในโรงงานกับสูตรตำรับอาหาร ห้ามพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเด็ดขาด รอสังเกตพฤติกรรมนางไปสักระยะก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าเจ้าค่ะ”


“สะใภ้สามพูดถูก นางโจวผู้นี้มาถึงจิงโจวตั้งนานแล้วแต่ไม่มาหาพวกเรา จู่ๆ มาหาในวันปีใหม่เช่นนี้ ข้าว่าไม่ใช่เรื่องปกติ พวกเจ้าแต่ละคนก็จับตาดูให้ดีๆล่ะ”


นางซุนอยู่มานานเหตุใดจะตามเล่ห์กลคนไม่ทัน ดูแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่านางโจวผู้นี้ไม่ใช่คนดี


และแน่นอนว่าการที่พวกนางมีอคติต่อนางโจวมากถึงเพียงนี้ก็เป็นเพราะก่อนหน้านี้ที่อยู่บ้านเก่า พวกนางรู้ว่านิสัยนางโจวเป็นเช่นไร จึงไม่อาจปฏิบัติต่อสตรีผู้นี้เหมือนคนอื่นได้


นางฉินและคนอื่นๆ ต่างพยักหน้า พวกนางมีความคิดเดียวกัน


ไม่นานนางหยูก็พานางโจวออกมา นางโจวตอนนี้ร่างกายซูบผอม เสื้อผ้านางหยูจึงค่อนข้างตัวใหญ่ แต่ก็อบอุ่นเป็นพิเศษ


“เสื้อผ้าชุดนี้ไม่เลวเลย ข้างในยัดวัสดุใดหรือ ทั้งยังหอมมากอีกด้วย วันหน้าเจ้าทำให้ข้าสักชุดสิ!”


ขณะที่เดินออกมานางโจวกล่าว เหอจิ่วเหนียงและคนอื่นๆได้ยินพอดี


ทุกคนต่างเงียบกันราวกับรู้ใจ อยากดูว่านางหยูจะตอบเช่นไร


เป็นดังคาด นางหยูไม่ทำให้พวกนางผิดหวัง “หลังปีใหม่อากาศก็เริ่มร้อนแล้ว ชุดนี้ของข้าก็เพียงพอให้ท่านใส่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงกับคนอื่นๆ ต่างหันมองหน้ากัน พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ทำให้พวกนางผิดหวังจริงๆ


นางซุนเองก็วางใจ แม้ครอบครัวพ่อแม่ของนางหยูจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่สะใภ้ใหญ่เป็นคนรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ไม่ยอมให้นางโจวมาข่มตัวเอง


นางโจวไม่สบอารมณ์เล็กน้อย เห็นทุกคนกำลังยุ่งกันอยู่ในลานบ้าน นางก็ไม่รู้ต้องทำอะไร จึงเบะปากเดินไปทางด้านพวกเหอจิ่วเหนียง


ยังดีที่ตัวตนที่แท้จริงของนางเผยแค่ต่อหน้านางหยูเท่านั้น เมื่อเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ นางมีท่าทีกระตือรือร้นมาก นางนั่งยองลงตรงหน้าพวกเหอจิ่วเหนียง และกล่าว “ยังมีงานอะไรอีกเจ้าคะ ให้ข้าทำเถอะ อย่างอื่นข้าทำไม่เป็น แต่ถ้าเป็นเรื่องใช้แรงงานข้าทำได้ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ”


นางแค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น คิดว่าตนเองเป็นแขก ครอบครัวลู่คงเกรงใจตนสักหน่อย


ใครจะคิดว่าทันทีที่นางกล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็ยื่นผักที่กำลังล้างในมือให้ และกล่าวพร้อมยิ้มตาหยี “ได้สิเจ้าคะ เช่นนั้นก็รบกวนพี่สะใภ้โจวแล้ว ข้ากำลังจะไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ในห้องครัวพอดี”


ฤดูหนาวน้ำเย็นเฉียบ นางโจวเห็นงานตรงหน้าก็อึ้งไปครู่ใหญ่


นางซุนยิ้มจนตาปิดพลางกล่าว “ต่อไปก็เป็นคนครอบครัวเดียวกันแล้ว ป้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ ป้าเองอายุมากแล้ว นั่งยองนานๆก็ปวดหลังปวดเอว ป้าจะไปนั่งพักสักหน่อย”


นางโจวอยากจะพูดว่า หากนั่งยองไม่ไหวก็ไปเอาม้านั่งมานั่งทำด้วยกันสิ!


นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง นางฉินและลู่กุ้ยหลานต่างก็หาข้ออ้างลุกไปทำอย่างอื่นเช่นกัน ส่วนนางก็เผชิญกับน้ำเย็นในกะละมังและผักที่ยังล้างไม่เสร็จ


นางโจวกัดฟันกรอด คิดว่าคนครอบครัวนี้จงใจแกล้งนาง


นางเป็นคนเอ่ยปากเสนอตัวเอง นางไม่เพียงต้องล้างผักเหล่านี้ แต่ยังต้องทำอย่างขันแข็งอีกด้วย มิเช่นนั้นจะอยู่ในบ้านนี้ไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงไปในห้องครัว เห็นนางหยูกำลังทำอาหาร ดวงตานางยังแดงก่ำอีกด้วย คงเพิ่งแอบร้องไห้ไปเป็นแน่


นางเดินเข้าไปตีอีกฝ่ายเบาๆเพื่อปลอบใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าเสียใจเลยเจ้าค่ะ ต่อไปพวกเราจะเป็นครอบครัวพ่อแม่ของท่านเอง ท่านดูสิ ข้าเองก็ไม่มีพ่อแม่เหมือนกัน ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่าเจ้าค่ะ”


“อืม ข้าก็แค่ยังรับไม่ค่อยได้น่ะ ไม่เป็นไรหรอก เวลาผ่านไปก็คงทำใจได้เอง”


นางหยูพยักหน้า พยายามฝืนยิ้ม เหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วก็อดเสียใจกับนางไม่ได้จริงๆ


ขณะที่กำลังจะเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้นางหยูจมอยู่กับความเสียใจ ก็ได้ยินนางหยูกล่าว “น้องสะใภ้สาม ข้ารู้ว่าการที่พี่สะใภ้มาหาข้าอาจทำให้ครอบครัวเราวุ่นวายได้ แต่ในเมื่อนางมาหาถึงบ้านเช่นนี้ ข้าก็ไม่อาจเมินเฉยได้ พี่สะใภ้ใหญ่ข้าไม่ใช่คนดีอะไร พวกเจ้าไม่ต้องปฏิบัติกับนางเหมือนอย่างที่ปฏิบัติต่อน้องเสิ่นหรอก หากนางทำอะไรผิดพวกเจ้าก็รีบพูดกับนางได้เลย หากสั่งสอนหลายครั้งแล้วนางยังไม่เปลี่ยนตัวเอง ข้าก็จะตัดความสัมพันธ์กับนาง!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวด้วยความตกใจเล็กน้อย “พี่สะใภ้ใหญ่ นี่ท่านคิดเช่นนี้จริงๆหรือเจ้าคะ?”


นางคิดว่านางหยูจะเข้าข้างนางโจวเพราะเห็นแก่ที่นางโจวเป็นคนในครอบครัวพ่อแม่เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่เสียอีก


“ก็ใช่น่ะสิ พี่สะใภ้ใหญ่ข้าเป็นคนเช่นไรมีหรือข้าจะไม่รู้”


นางหยูยิ้มทั้งน้ำตา เมื่อก่อนทำเป็นมองไม่เห็นได้ ไม่ถือสาเพราะเห็นแก่หน้าพี่ใหญ่ แต่ตอนนี้นางจะเพิกเฉยเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ หากทำเช่นนั้นจะเท่ากับว่านางทำผิดต่อคนในครอบครัวนี้


“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดเช่นนี้ข้าก็วางใจแล้วเจ้าค่ะ พวกเราเข้าใจดีว่าท่านลำบากใจ ตราบใดที่พี่สะใภ้โจวไม่ทำเรื่องที่มันเกินไป ทุกคนในครอบครัวก็ยอมให้นางได้เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวเช่นนี้ไม่ได้มีความหมายพิเศษใด แค่แสดงให้นางเห็นว่าทุกคนมีจุดยืนเช่นไรก็เท่านั้น


นางหยูพยักหน้าเข้าใจ


หากพี่สะใภ้ใหญ่ของนางรู้ว่าอะไรควรไม่ควรเหมือนอย่างนางเสิ่น ทุกคนในครอบครัวย่อมไม่ว่าอะไรนางอยู่แล้ว


อาหารมื้อค่ำส่งท้ายปีนี้ทำกันมาทั้งวัน


นางโจวเห็นคนครอบครัวลู่แต่ละคนคีบเนื้อคีบผักเข้าปากเช่นนี้ก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ดวงตาจ้องมองอาหารบนโต๊ะ กลัวว่าหากเผลอกะพริบตาเนื้อตรงหน้าจะหายไป


นางมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้นางทำเรื่องไร้ศีลธรรมมาไม่น้อย ถึงขั้นโดนทุบตีเกือบตายก็เคยมาแล้ว แต่นั่นก็เพื่อหาอาหารให้มีชีวิตรอด


ตอนนี้เห็นครอบครัวลู่ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย แต่ละคนใบหน้าอวบอิ่มกินดีอยู่ดี นางจึงรู้สึกริษยาแทบคลั่ง


ในใจคิดไปต่างๆนานา จนกระทั่งเห็นนางหยูยกเป็ดดำลู่มา นางถึงได้สติ


“น้องหญิง เป็ดนี่ปรุงเช่นไรกัน ช่างหอมยิ่งนัก!”


ขณะกล่าวถามนางยังรู้สึกหงุดหงิดใจ หากรู้เช่นนี้คงไปช่วยงานในครัวตั้งแต่แรก จะได้แอบดูสูตรของนางหยูด้วย


ตอนที่ 190: ความคิดของนางโจว


อาหารชามนี้หอมมากจริงๆ นางหยูจึงไม่รับรู้ถึงความผิดปกติของนางโจว แต่สูตรอาหารนี้ใช่ว่าจะบอกคนอื่นได้ง่ายๆ นางจึงกล่าว “เป็นการค้าของครอบครัว จะประเดิมขายหลังปีใหม่ เมื่อถึงตอนนั้นท่านก็จะรู้เอง”


กล่าวจบนางหยูก็กลับเข้าไปในห้องครัวอีกครั้ง นางโจวเดินตามเข้าไปอย่างไม่รีรอ


“น้องหญิง เจ้าพูดอย่างกับว่าข้าเป็นคนนอก ในเมื่อเป็นการค้า เช่นนั้นข้าก็ต้องทำความเข้าใจเอาไว้สักหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นหลังปีใหม่จะช่วยพวกเจ้าได้อย่างไรกัน”


นางเดินเข้าไปด้านใน เหอจิ่วเหนียงที่อยู่ในครัวส่งจานอาหารให้นางจานหนึ่ง พร้อมยิ้มตาหยีกล่าว “พี่สะใภ้โจวช่วยยกอาหารออกไปให้หน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ในห้องครัวคนเยอะแล้ว เรื่องพวกนี้ไม่ต้องช่วยหรอกเจ้าค่ะ”


โดนยัดจานเนื้อใส่มือเช่นนี้นางโจวถึงกับกลืนน้ำลาย แต่ยังยืนหยัด “ข้าก็แค่เห็นพวกเจ้ายุ่งกันก็เลยจะเข้ามาช่วย”


“นี่อย่างไรล่ะเจ้าคะ พี่สะใภ้โจวช่วยพวกเรายกอาหารออกไปก็เท่ากับช่วยแล้วเจ้าค่ะ รีบไปเถอะเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างเป็นกันเอง ทำให้นางปฏิเสธไม่ได้


เดิมทีนางโจวคิดว่าจะเข้ามาในครัวเพื่อสอดแนมหาสูตรอาหารจากนางหยู


แต่ไม่คิดว่าทันทีที่เข้ามาก็โดนเหอจิ่วเหนียงยัดจานอาหารใส่มือ นางจึงรู้สึกโกรธ


แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้


เมื่อยกจานอาหารออกไปแล้วนางโจวก็เดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงกล่าว “เมื่อครู่พี่สะใภ้โจวช่วยแล้วก็ออกไปรอกินข้าวที่โต๊ะเถอะเจ้าค่ะ ท่านเป็นแขก จะให้แขกทำงานหนักได้อย่างไรกันเจ้าคะ”


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงกล่าวยังยิ้มด้วยความอ่อนโยนมาก ทำให้คนฟังรู้สึกเกรงใจและอบอุ่น ราวกับว่าคิดเพื่อนางก็มิปาน


แต่จุดประสงค์ของนางโจวไม่ได้อยู่ตรงนี้ นางจึงกล่าว “ข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ก็ถือเป็นการรบกวนพวกเจ้าแล้ว จะให้อยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรได้อย่างไร ในห้องครัวยังมีสิ่งใดที่ต้องทำอีกก็ให้ข้าทำเถอะ!”


“ไม่เป็นไรจริงๆเจ้าค่ะ ท่านล้างผักเยอะขนาดนั้นคงเหนื่อยมากแล้ว…”


เหอจิ่วเหนียงบอกพร้อมดันนางออกไป นางหยูก็ไม่อยากสนใจ ทั้งยังตะโกนออกไปด้านนอก “เหลยจื่อ มายกอาหารไปให้สาวๆที่พักอยู่ข้างโรงงานหน่อยไป”


หมายถึงหกคนที่ซื้อตัวมาทำงานในโรงครัวนั่นเอง ตามหลักแล้วพวกนางเป็นสาวใช้ ในเวลาเช่นนี้ควรมาช่วย แต่ครอบครัวลู่สะดวกลงมือทำอาหารเอง สาวน้อยเหล่านั้นจึงได้พักผ่อนและฉลองปีใหม่กันเอง


ครอบครัวลู่เป็นเจ้านายที่มีน้ำใจมาก แม้จะให้พวกนางเลี้ยงฉลองปีใหม่กันเองแต่ก็ยังทำอาหารส่งไปให้พวกนางด้วย


เหลยจื่อขานรับและเข้ามา นางโจวได้ยินว่าจะให้ไปเรือนข้างๆ ก็แย่งปิ่นโตจากมือนางหยู “ข้าไปให้เอง ข้าไป! ข้าว่างอยู่พอดี!”


นางหยูขมวดคิ้วแน่น โรงครัวใช่ว่าใครจะเข้าออกได้อย่างตามใจ


“ให้เหลยจื่อไปเถอะ แม่นางเหล่านั้นไม่รู้จักท่าน”


นางหยูปฏิเสธ จะแย่งปิ่นโตกลับ


เหอจิ่วเหนียงคว้ามือนางไว้ และกล่าว “พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ จะช้าหรือเร็วก็ต้องทำความรู้จักกันอยู่ดี ให้นางไปเถอะเจ้าค่ะ”


นางหยูหันมองหน้าเหอจิ่วเหนียง และเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร สุดท้ายจึงปล่อยให้นางโจวนำอาหารไปส่ง


เดินไปถึงโรงครัวนางโจวก็เคาะประตู สาวน้อยที่มาเปิดประตูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหลียนฮวา นามว่าเยว่หลาน


“ท่านคือใครเจ้าคะ?”


“ข้าเป็นพี่สะใภ้ของสะใภ้ใหญ่ลู่ เพิ่งมาวันนี้ ข้าเอาอาหารมาส่งให้พวกเจ้าน่ะ”


นางโจวยิ้มตาหยีพลางกล่าว กระแทกเยว่หลานและเดินตรงเข้าไปด้านใน


เยว่หลานตื่นตระหนกเล็กน้อย เอาของมาส่งเหตุใดต้องเข้าไปข้างในด้วย


“ขอบคุณพี่สะใภ้เจ้าค่ะ เอาปิ่นโตมาให้ข้าเถอะเจ้าค่ะ”


นางรีบตามไป แต่นางโจวกลับถือปิ่นโตเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งยังจะเดินเข้าไปด้านในอีก


แม่นางน้อยคนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่ในครัว เมื่อเห็นคนแปลกหน้าบุกเข้ามาก็เกิดความฉงน


นางโจวแนะนำตัวอีกครั้ง จากนั้นก็เดินสำรวจรอบๆโดยไม่สนใจอะไร


เหล่าแม่นางน้อยต่างหันมองหน้ากันด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่านางจะทำอะไร


นางโจวไม่สนใจสายตาเจ้าบ้าน เห็นหลายๆห้องมีกุญแจปิดอยู่ก็เดินไปดึงกุญแจดู แล้วเอ่ยถาม “ห้องเหล่านี้เอาไว้ทำอะไร เหตุใดต้องคล้องกุญแจด้วย?”


“เป็นห้องเก็บของของร้านเจ้าค่ะ ปีใหม่ไม่ได้ใช้งานก็เลยปิดเอาไว้เจ้าค่ะ”


เยว่หลานตอบอย่างนอบน้อม


“ก็แค่ห้องเก็บของ เหตุใดต้องปิดกุญแจด้วย พวกเจ้ามีกุญแจหรือไม่ เปิดให้ข้าดูเดี๋ยวนี้”


เยว่หลานกำลังจะเอ่ย แต่เยว่ถงที่อายุมากกว่าเล็กน้อยซึ่งยืนอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้นเสียก่อน “พี่สะใภ้พูดจาขบขันแล้ว พวกเราเป็นเพียงสาวใช้ จะมีกุญแจของเจ้านายได้อย่างไร กุญแจอยู่ที่นายหญิงผู้เฒ่านู่นเจ้าค่ะ”


“พวกเจ้าเป็นสาวใช้อย่างนั้นหรือ เป็นสาวใช้ของครอบครัวลู่อย่างนั้นหรือ?”


นางโจวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ครอบครัวลู่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ ซื้อได้แม้กระทั่งสาวใช้


“เจ้าค่ะ นายหญิงซื้อตัวพวกเราออกมาจากร้านนายหน้าขายทาส มีพระคุณต่อพวกเราดุจดั่งขุนเขา พวกเราซาบซึ้งในบุญคุณมาก”


เยว่ถงยิ้มพลางกล่าว นางกล่าวจากใจจริง


เมื่อรู้ว่าพวกนางเป็นสาวใช้ นางโจวก็วางท่าใหญ่โตขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่กล่าวเต็มไปด้วยความดูแคลน “ก็ควรซาบซึ้งน้ำใจ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าคนอย่างพวกเจ้าจะมีจุดจบเช่นไร!”


นางไม่ค่อยชอบใจแม่นางน้อยเหล่านี้ ทั้งๆที่เป็นเพียงสาวใช้ แต่เสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่กลับดีมากทีเดียว ล้วนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ พิถีพิถันยิ่งกว่านางเสียอีก


แม่นางน้อยต่างหันมองหน้ากันอย่างทำตัวไม่ถูก และไม่รู้ควรพูดเช่นไร


นางโจวมองลอดช่องประตูเข้าไปด้านในแต่กลับไม่เห็นอะไรเลย จึงหันกลับมาถาม “พวกเจ้าแน่ใจนะว่าไม่มีกุญแจ?”


“ไม่มีจริงๆเจ้าค่ะ หากพี่สะใภ้อยากเข้าไปก็ไปขอกุญแจจากนายหญิงผู้เฒ่าได้ นายหญิงผู้เฒ่าใจดีเจ้าค่ะ”


เยว่ถงตอบด้วยท่าทางเคารพและหนักแน่น


“ชิ ถ้านางให้ข้าได้ง่ายๆ ข้าต้องมาทำเช่นนี้อย่างนั้นหรือ!”


นางโจวไม่สบอารมณ์ ยัดปิ่นโตใส่มือเยว่หลานและหันหลังเดินนวยนาดกลับไป


เยว่หลานกระซิบถามเสียงเบา “พี่เยว่ถง กุญแจก็อยู่ที่ท่าน เหตุใดท่านถึงบอกว่าไม่มีล่ะเจ้าคะ? นางเป็นถึงญาติของเจ้านายพวกเราเชียวนะเจ้าคะ”


เยว่หลานอายุยังน้อย ยังอ่อนต่อโลก ความคิดค่อนข้างไร้เดียงสา คิดว่าญาติพี่น้องของครอบครัวลู่เป็นคนดีทุกคน


“หนูน้อย พี่สะใภ้โจวผู้นี้ข้าแค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านางคิดอะไร จะให้กุญแจนางได้อย่างไร อีกอย่าง พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้านายของพวกเราแซ่ลู่ ไม่ใช่แซ่โจว ต่อไปพวกเจ้าจำหลักการนี้เอาไว้ด้วย นายหญิงดีต่อพวกเรามาก พวกเราอย่าทำเรื่องเดือดร้อนให้นายหญิงเด็ดขาด”


เยว่หลานได้ยินเช่นนี้ก็เพิ่งเข้าใจ “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณพี่เยว่ถงที่เตือนข้า”


แม่นางน้อยคนอื่นต่างพากันพยักหน้า ต่อไปจะระวังให้มากกว่านี้


ไม่แปลกใจเลยที่คนจะไม่ชอบนางโจว เป้าหมายนางชัดเจนเกินไป ไม่ระมัดระวังที่จะปกปิดเอาซะเลย หากฉลาดกว่านี้สักหน่อย คนก็คงมองไม่ออก


ขณะที่นางโจวเดินกลับมาถึง ครอบครัวลู่ก็เตรียมนั่งกินข้าว ตอนนี้ตะวันลับขอบฟ้าแล้ว ถึงเวลากินดื่มฉลองเข้าวันปีใหม่ที่แท้จริง


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองนางโจว แสร้งถามด้วยความเป็นห่วง “พี่สะใภ้โจว เหตุใดถึงไปนานนักล่ะเจ้าคะ หรือว่ามัวแต่หาที่ไม่เจอ?”


“อ๋อเปล่า ไม่ใช่หรอก ไปแล้วเห็นแม่นางน้อยหลายคนไม่มีพ่อแม่แล้วรู้สึกสงสารน่ะ ก็เลยอยู่คุยกับพวกนางสองสามประโยค”


นางโจวรับมือได้อย่างง่ายดาย คิดว่าสิ่งที่ตนทำเมื่อครู่มีเพียงตนคนเดียวเท่านั้นที่รู้ โดยที่ไม่รู้เลยว่า เหอจิ่วเหนียงเห็นทั้งหมดแล้ว


จบตอน

Comments