single mom ep191-200

ตอนที่ 191: ความทรงพลังของสุภาพสตรีซุน


นางโจวไม่ได้ข้อมูลใดมาจากร้านนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก อาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะดูน่าอร่อยมาก ความคิดของนางถูกเบี่ยงเบนไปที่อาหารแล้ว


ผู้เฒ่าลู่และนางซุนจับตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารกินเข้าไปคำหนึ่ง จากนั้นคนอื่นๆก็เริ่มคีบอาหารกิน


อาหารคำแรกที่นางโจวกินคือเป็ดดำลู่ ตอนนี้ครอบครัวลู่กินอาหารรสจัดจ้าน อาหารทุกอย่างล้วนใส่พริกลงไป นางโจวกินเข้าไปคำแรกก็ไอสำลักจนอาหารในปากแทบพุ่งออกมา


เหอจิ่วเหนียงมือตาไว รีบคว้าผ้ามาอุดปากนางไว้จึงทำให้อาหารไม่พุ่งออกมาปนเปื้อนอาหารบนโต๊ะ


นางซุนเหลือบมองด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย จะไอจะจามก็ไม่รู้จักหันหน้าหนี มารยาทไม่มีเลยหรืออย่างไร


นางหยูไม่สบอารมณ์เช่นกัน พี่สะใภ้คนนี้ยิ่งเสียมารยาทไปกันใหญ่แล้ว


ญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของครอบครัวพ่อแม่เช่นนี้ ไม่โผล่มาซะยังดีกว่า


นางโจวไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาของคนรอบตัวเลย นางไอสองสามครั้ง ทั้งยังบ่นออกมา “นี่ใส่สิ่งใดลงไป เหตุใดถึงฉุนเพียงนี้?”


เหอจิ่วเหนียงจงใจกล่าว “ก็ใส่ของดีลงไปอย่างไรล่ะเจ้าคะ ครอบครัวเราใช้สิ่งนี้นี่แหละหาเงิน!”


นางโจวได้ยินดังนั้นก็หูผึ่ง “ไอ้หยา มิน่าล่ะ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาเลย! น้องสาว เจ้ารีบบอกข้ามาเร็วเข้าว่ามันคือสิ่งใด?”


“บอกไปท่านก็ไม่รู้หรอก รีบกินเถอะ อย่าถามมากเลยเจ้าค่ะ!”


นางหยูเหลือบมองด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด นางโจวยังไม่ยอมแพ้ “ข้าก็แค่ถามเพราะสงสัย เจ้าไม่บอกอะไรข้าสักอย่าง นี่เห็นข้าเป็นคนนอกใช่หรือไม่?”


หากไม่ใช่เพราะวันนี้เป็นวันปีใหม่หรือตอนนี้ยังอยู่ที่โต๊ะอาหารละก็ นางหยูอยากจะต่อว่าไปสักฉาดจริงๆ สุดท้ายก็ต้อง.อดทน อดทนต่อความโกรธนั้นและกล่าว “ก็บอกแล้วว่าหลังปีใหม่จะเปิดร้าน เมื่อถึงตอนนั้นถ้าท่านสนใจก็ไปทำงานที่ร้านได้ ตอนนี้เป็นเวลากินข้าว ท่านจะถามอะไรให้มากความเจ้าคะ?”


นางโจวได้ยินเช่นนี้ก็กระตือรือร้นขึ้น รีบยิ้มกล่าว “อ้อๆๆ ข้ารู้สึกว่าเป็ดนี่อร่อยมากจริงๆ ก็เลยสนใจเป็นพิเศษ วิธีการกินเช่นนี้ใครคิดหรือ ไม่เลวเลยจริงๆ!”


“ข้าเอง!”


เหอจิ่วเหนียงตอบด้วยรอยยิ้มหวาน และคีบคอเป็ดเพิ่มให้นางอีกหลายชิ้น “หากพี่สะใภ้โจวชอบก็กินเยอะๆนะเจ้าคะ อาหารอย่างอื่นน่ะครอบครัวเรามีไม่มาก แต่คอเป็ดนี่มีเยอะกินจนอิ่มได้เลยเจ้าค่ะ!”


นางโจวฝืนยิ้มออกมา คอเป็ดไม่มีเนื้อเลยสักนิด นางไม่ชอบกิน นางอยากกินอย่างอื่นมากกว่า แต่ในชามนางตอนนี้เต็มไปด้วยคอเป็ด กองราวกับภูเขาลูกเล็กๆ หากคืนนี้นางกินไม่หมดคงดูไม่ดีเป็นแน่


“พอแล้ว พอแล้ว น้องสาวเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าคีบเองได้!”


นางเอามือป้องชามข้าวตัวเองแน่นหนา ไม่อย่างนั้นหากมีโอกาส เหอจิ่วเหนียงต้องคีบเพิ่มให้นางอีกแน่


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าก็แค่เห็นว่าพี่สะใภ้โจวชอบกิน ตอนแรกทุกคนในบ้านก็กินคอเป็ดกันไม่เป็นเหมือนกันเจ้าค่ะ คิดว่าตรงคอเนื้อน้อย ข้าก็เลยรู้สึกว่าพวกนางน่ะไม่รู้ข้อดีของคอเป็ดซะแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้โจวกับข้าจะชอบคอเป็ดเหมือนกัน เช่นนั้นก็กินเยอะๆเถอะเจ้าค่ะ!”


ขณะที่นางโจวมึนงง เหอจิ่วเหนียงอาศัยโอกาสคีบเพิ่มให้นางอีก


หึ หลังนางกัดคอเป็ดนี่เสร็จ คนอื่นก็คงกินเนื้อกันไปจะหมดแล้ว สะใจ สะใจ!


นางหยูลอบยิ้ม พี่สะใภ้ใหญ่ของนางคนนี้เห็นทีคงจะมีแต่สะใภ้สามเท่านั้นแล้วที่จัดการได้


นางโจวน้ำตาตกใน เมื่อครู่เหตุใดมือไม่รักดีข้างนี้ของนางถึงต้องไปคีบคอเป็ดบ้านี่ด้วย!


คนถูกคีบคอเป็ดให้รีบกัดคอเป็ดอย่างเอาเป็นเอาตาย อยากกินให้หมดเร็วๆ จะได้กินอย่างอื่น นางจึงก้มหน้าก้มตากินไม่สนใจใคร


คนอื่นๆจึงมีโอกาสกินไปพูดคุยเรื่องตลกกันไป มีความสุขยิ่งนัก


“ผลการเรียนของพวกเหลยจื่อปีนี้ทำได้ไม่เลวเลย ทั้งยังได้รับคำชมจากอาจารย์ด้วยนะเจ้าคะ ชมว่าพวกเขาตั้งใจ ขยันหมั่นเพียร ทั้งยังเรียนดีอีกด้วย ท่านแม่ พรุ่งนี้แจกอั่งเปาต้องแจกพวกเขาหนักๆนะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงผู้ชอบสร้างบรรยากาศก็เริ่มทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้น


คังซิ่วไฉจะต้องให้เหอจิ่วเหนียงตรวจอาการทุกๆเจ็ดวัน เขาจะพูดถึงการเรียนของเด็กๆเสมอ ทุกครั้งที่พูดถึง สีหน้าก็มักจะยิ้มร่ามีความสุข น้อยนักที่เขาจะเจอเด็กๆ ครอบครัวที่มีความคิดบวกเช่นนี้


หลานๆเรียนดีมีอนาคตเช่นนี้ นางซุนย่อมสุขใจ ตีหน้าขาด้วยความพึงพอใจไปครั้งหนึ่งแล้วกล่าว “ขอเพียงพวกเขาตั้งใจเรียน มีอนาคตที่สดใส ค้ำชูวงศ์ตระกูล อั่งเปาไม่ใช่ปัญหา!”


“ฮ่าๆๆ ท่านแม่ใจกว้างเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อแล้ว! ว่าแต่ มีอั่งเปาของพวกเราด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงเย้าแหย่ นางซุนยังไม่ทันได้พูดอะไร นางโจวก็เอ่ยแทรกขึ้น “น้องสาว เหตุใดเจ้าถึงพูดจากับผู้อาวุโสเช่นนี้ล่ะ ทำเช่นนี้่ไม่ได้นะ หากไม่ใช่เพราะท่านป้าเป็นคนจิตใจดีเจ้าคงโดนไปแล้ว!”


บรรกาศคึกคักอยู่ดีๆ ก็พลันเงียบลง


นางหยูกำลังจะเอ่ย แต่เหอจิ่วเหนียงแตะมือนางเบาๆเพื่อห้ามไว้ “พี่สะใภ้โจวพูดถูก ท่านแม่ข้าเป็นคนจิตใจดี ข้าก็เลยกล้าพูดเช่นนี้ ส่วนท่านแม่จะให้อั่งเปาข้าหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่ความสมัครใจของท่านแม่”


นางโจวไม่เข้าใจความหมายที่เหอจิ่วเหนียงสื่อ ทั้งยังคิดว่าที่ตนเองพูดนั้นมีเหตุผล นางจึงกล่าวต่อ “ตอนนี้คือเวลาที่พวกเจ้าควรเคารพพ่อแม่สามี จะให้พ่อแม่สามีมาให้เงินเจ้าอีกได้อย่างไร ความคิดของเจ้าใช้ไม่ได้เลยนะ!”


น่าขำยิ่งนัก หากนางซุนมีเงินก็คงต้องให้เงินทั้งหมดกับครอบครัวลูกชายคนโตเป็นคนจัดการสิ เช่นนั้นนางก็จะหลอกเอาเงินมาไว้ที่ตัวเอง ไม่ให้สะใภ้เล็กคนนี้เด็ดขาด!


เหอจิ่วเหนียงฟังอย่างนอบน้อม และตอบกลับไป “นั่นสินะเจ้าคะ ข้าจดจำเอาไว้แล้ว เช่นนั้นท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะให้อั่งเปาท่านและท่านพ่อหนักๆเลยเจ้าค่ะ!”


นางซุนคร้านจะสนใจนางโจว จึงหันไปกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง “ใครอยากได้ของเจ้ากัน เจ้าเก็บของเจ้าเอาไว้เถอะ!”


นางโจวคิดจะพูดอีก แต่นางหยูกล่าวแทรกขึ้น “ท่านแม่เจ้าคะ หลังปีใหม่พวกเราคิดว่าจะส่งถิงยาโถวไปเรียนเย็บปักถักร้อยที่ร้านเย็บปักในอำเภอเจ้าค่ะ ถึงแม้บ้านเราจะเชิญช่างปักฝีมือมาแล้ว แต่พวกนางก็มีหน้าที่มีงานของตัวเองที่ต้องทำ ไม่มีเวลาสอน ยากนักที่เด็กคนหนึ่งจะรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ข้าจึงคิดว่าส่งนางไปเรียน จะได้มีวิชาติดตัวเอาไว้เลี้ยงชีพก็ไม่เลวเจ้าค่ะ”


นางฉินกล่าว “ความคิดของพี่สะใภ้ใหญ่เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าส่งโยวยาโถวไปเรียนด้วยกันเลย สองคนจะได้มีเพื่อน”


ตอนแรกทุกคนคิดว่าพูดคุยเรื่องนี้แล้วนางโจวจะไม่มีโอกาสแทรกปากเข้ามาได้อีก ไม่น่าเชื่อว่าจู่ๆนางจะส่งเสียงตกใจกล่าวออกมา “ยังเป็นเด็กกันอยู่เลย โตไปก็ต้องแต่งงานไปอยู่บ้านสามี จะทุ่มเงินมากมายไปด้วยเหตุใดกัน มันเปลืองมากนะ! ตอนนี้ครอบครัวเจ้ากินอยู่สบาย แต่ใครจะรู้ล่ะว่าอนาคตยังจะเป็นเช่นนี้อยู่หรือไม่ เหลยจื่ออายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว อีกสองปีก็แต่งงานได้แล้ว เอาเงินที่จะทุ่มเสียเปล่านั่นเก็บเอาไว้เป็นสินสอดให้เหลยจื่อไม่ดีกว่าหรือ!”


นางโจวยังคิดจะพูดต่ออีก ทว่านางซุนวางตะเกียบ.ลงบนโต๊ะอย่างแรงเสียงดังปัง มาพูดว่าจ่ายเงินเพื่อลูกสาวเป็นเรื่องสิ้นเปลืองช่างเป็นการดูถูกกันจริงๆ นางโจวถึงกับสะดุ้งและชะงักไป


“หึ!”


นางซุนแค่นเสียงอย่างเย็นชา มองนางโจวด้วยแววตาไม่เป็นมิตร


นางหยูรีบจับมือหญิงชรา “ท่านแม่ ใจเย็นๆเจ้าค่ะ โกรธจะเสียสุขภาพไม่คุ้มนะเจ้าคะ!”


ตอนนี้นางเสียใจขึ้นมาแล้วจริงๆที่ให้นางโจวอยู่ด้วย มาแล้วเป็นเช่นนี้สู้ไม่มาเสียยังดีกว่า!


นางซุนไม่สนใจคำพูดนางหยู ทั้งยังกล่าว “เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของสะใภ้ใหญ่ครอบครัวข้า พวกข้าเห็นเจ้าเป็นแขก เจ้าก็ควรทำตัวให้สมกับเป็นแขกหน่อย ลูกหลานบ้านข้าพวกข้าจะเลี้ยงดูอย่างไรก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวข้าไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ต่อไปถ้าเจ้ายังยุ่งเรื่องของคนอื่นเช่นนี้อีกข้าจะไล่เจ้าออกจากบ้านหลังนี้ ไม่สนหน้าตาของสะใภ้ใหญ่เลยคอยดู!”


เดิมทีเห็นแก่หน้านางหยู นางซุนไม่อยากใช้ถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ แต่นางโจวกลับต่อว่าลูกหลานผู้หญิงของครอบครัวนางว่าไร้ค่า วาจาสถุนเช่นนี้พูดออกมาได้อย่างไรกัน


ตัวนางเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงด้วยกันหรอกหรือ


เหอจิ่วเหนียงแอบยกนิ้วโป้งชื่นชม ท่านสุภาพสตรีซุนช่างทรงพลังยิ่งนัก!


ตอนที่ 192: การเลือกของโยวยาโถว


ยามที่พูดวาจาเหล่านั้นนางโจวก็กำลังพยายามจัดการกับคอเป็ดไปด้วย รสชาติดีแต่ไม่มีเนื้อเท่าไร ไม่รู้จริงๆว่าคนพวกนี้บ้าไปแล้วหรืออย่างไรที่ชอบกินของพวกนี้


ถูกนางซุนฉะไปเช่นนี้ ท่าทางการกินคอเป็ดของนางโจวจึงน่าขันเล็กน้อย


นางซุนกล่าวต่อ “เจ้ากินกับข้าอยู่กับข้าใช้ของของข้า ข้าไม่ได้เรียกร้องให้เจ้าตอบแทนอะไร แค่หวังให้เจ้าทำตัวดีๆหน่อย ถ้าเรื่องแค่นี้เจ้ายังทำไม่ได้ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่ปรานีเจ้าก็แล้วกัน!”


นางหยูประดักประเดิด ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเหตุใดตนต้องมีญาติพี่น้องนิสัยเช่นนี้ด้วย


หลานสาวของครอบครัวพ่อแม่นางฉินประพฤติตัวดี ทั้งยังช่วยครอบครัวหาเงินได้ไม่น้อย และยังทำให้ทุกคนรักและเอ็นดูนางได้อีก


แต่พี่สะใภ้ใหญ่ของนางผู้นี้เพิ่งมาเพียงวันแรกก็ทำให้ทุกคนเกลียดได้ถึงเพียงนี้แล้ว ตอนนี้นางนึกเสียใจจริงๆ ที่ตอนนั้นให้น้องสะใภ้สามวาดภาพครอบครัวของนางติดประกาศไว้ในเมือง!


วันนี้ถ้าไม่มีนางโจว ครอบครัวพวกเขาต้องเลี้ยงฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุขมากเป็นแน่ จากนั้นก็ใช้ชีวิตในปีหน้ากันอย่างสงบสุข ทว่าตอนนี้ช่วงเวลาดีๆกลับถูกนางโจวทำลายจนสิ้นแล้ว


นางโจวกลับไม่เข้าใจการตอบโต้ของนางซุน นางพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?


นางหันมองทุกคนด้วยสีหน้างุนงง พบว่าทุกคนมีสีหน้าย่ำแย่ พวกผู้ชายต่างคิดว่าไม่เหมาะที่จะพูด ส่วนพวกผู้หญิงก็คิดว่านางเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของนางหยู พวกนางพูดอะไรมากไม่ได้


ตอนนี้ดูท่า คนที่เหมาะจะพูดที่สุดก็มีเพียงแค่นางซุนคนเดียวแล้ว


ยังดีที่นางโจวเกรงกลัวนางซุน ตอนที่อยู่บ้านเก่าก็เคยได้ยินมาว่าหญิงชราผู้นี้เป็นคนปากร้าย เมื่อก่อนก็ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไร เพราะเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดกัน


วันนี้ตอนที่เพิ่งเจอกัน กิริยาท่าทางของนางซุนก็นับว่าไม่แย่ ยังยิ้มอยู่เลย นางจึงคิดว่าจัดการได้ง่าย แต่นึกไม่ถึงว่านางจะคิดง่ายเกินไป


เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ที่นี่นานหน่อย นางจึงยิ้มพลางกล่าว “ท่านป้า ท่านเข้าใจผิดแล้วเจ้าคะ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าแค่…”


“ไม่ว่าเจ้าจะหมายความเช่นไร ข้าก็พูดกับเจ้าไปชัดเจนแล้ว เรื่องที่เจ้าไม่ควรยุ่งก็อย่ายุ่ง เจ้าจำเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน!”


นางซุนพูดจบก็จับตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง และบอกให้ทุกคนกินข้าวต่อ


นางโจวรู้สึกว่านางซุนทำให้ตนต้องอับอายกลางโต๊ะอาหารจึงรู้สึกคับแค้นในใจ รสชาติคอเป็ดในปากไม่อร่อยอีกต่อไป


พอมองคอเป็ดในมือนางก็นึกแค้นใจเหอจิ่วเหนียงอีกคน คีบคอเป็ดมากมายขนาดนี้ให้นางทำไมกัน ทำให้นางไม่สามารถคีบเนื้ออย่างอื่นมากินได้!


เมื่อถูกตำหนินางโจวก็เจียมตัวขึ้นมาก ทุกคนจึงพูดถึงเรื่องของถิงยาโถวและโยวยาโถวต่อว่าตกลงจะให้ไปเรียนเย็บปักถักร้อยที่ร้านปักผ้าหรือไม่


สำหรับถิงยาโถวไม่จำเป็นต้องพูดมาก เพราะเป็นความชอบของนางอยู่แล้ว ได้เรียนรู้เฉพาะทางเช่นนี้ย่อมดีต่อตัวนางอยู่แล้ว


ดังนั้นทุกคนจึงหันไปมองทางโยวยาโถว


โยวยาโถวไม่ได้ชอบการเย็บปักถักร้อย แต่ในช่วงนี้อยู่ในโรงงานก็สามารถทำงานนี้หาเงินให้ตัวเองได้ แต่คุณภาพงานของนางจะด้อยกว่าถิงยาโถวเล็กน้อย


“โยวยาโถว เจ้าอยากไปเรียนด้วยหรือไม่?”


นางฉินหันมองบุตรสาว นัยน์ตาเผยรอยยิ้ม


ด้วยการชี้แนะของเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้พวกนางเคารพการตัดสินใจของลูกๆมาก ขอแค่สิ่งที่พวกเขาเลือกเป็นเรื่องถูกต้องก็จะไม่มีสิ่งใดต้องเสียใจภายหลัง เช่นนี้พวกเขาก็จะสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง


โยวยาโถวตั้งใจครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย้อนถาม “ข้าไม่เรียนได้หรือไม่เจ้าคะ?”


บุตรสาวของตัวเอง ตนย่อมเข้าใจดี อันที่จริงนางฉินก็พอจะเดาได้แล้วว่านางไม่อยากไป แต่ก็ยังอยากถามสาเหตุ “เพราะเหตุใดหรือ?”


“ข้าไม่ชอบการเย็บปักถักร้อยเจ้าค่ะ ข้าอยากเรียนการทำการค้ากับพี่เหลียนฮวา อยากเรียนการทำบัญชี จะได้เป็นคนดูแลบัญชีที่เก่งเจ้าค่ะ!”


โยวยาโถรวบรวมความกล้าบอกออกมา นางไม่รู้ว่าความคิดของนางถูกหรือไม่ แต่นางรู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่เคารพการตัดสินใจของนางมาโดยตลอด หากได้รับอนุญาตก็ดี แต่หากไม่ได้รับอนุญาต นางไปเรียนเย็บปักถักร้อยกับถิงยาโถวก็ได้ อย่างไรก็เป็นวิชาชีพเหมือนกัน


เหอจิ่วเหนียงถาม “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าอยากเรียนหนังสือไม่ใช่หรือ?”


“ใช่เจ้าค่ะ แต่ไม่มีที่สำหรับผู้หญิงนี่นาเจ้าคะ ไว้เรียนกับพวกพี่ใหญ่ตอนค่ำก็ได้ แต่ตอนนี้ข้าชอบไปขายของกับพี่เหลียนฮวามากกว่า ได้ความรู้ ได้เปิดโลกกว้าง!”


จะว่าไป อันที่จริงนางได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานดีเด่นของเหลียนฮวา โดยเฉพาะในช่วงนี้เหลียนฮวาทำรายได้ให้ครอบครัวได้ไม่น้อย ท่านย่ามอบเงินรางวัลให้หลายครั้ง ทุกคนในครอบครัวต่างก็ชื่นชมเหลียนฮวา


นางหวังว่าตนเองจะเป็นอย่างพี่เหลียนฮวาให้ได้ เป็นคนที่สร้างความดีความชอบให้กับครอบครัว


ตอนนี้นางเองก็เรียนทำบัญชี สำหรับนางแล้วนางรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย อีกอย่าง นางมีความสนใจมากด้วย นางเชื่อว่าตัวเองจะทำได้เป็นอย่างดี


กล่าวจบเด็กหญิงก็หันไปมองมารดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “ท่านแม่ ได้หรือไม่เจ้าคะ?”


นางฉินรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย นางอยากให้บุตรสาวไปเรียนกับถิงยาโถว อย่างไรนางก็ไม่ใช่คนเฉียบแหลม ช่วยลูกๆได้ไม่มาก


เมื่อลูกมีความคิดเป็นของตัวเองเช่นนี้ นางก็ไม่รู้ว่ามันจะถูกหรือผิด


“แต่เจ้าอายุยังน้อย…”


หลังปีใหม่โยวยาโถวก็มีอายุเก้าปี อายุเพียงครึ่งหนึ่งของเด็กวัยสาว ยังเด็กกว่าเหลียนฮวามาก อายุน้อยเช่นนี้ไปทำการค้าจะไม่ถูกคนอื่นรังแกเอาหรอกหรือ


นางฉินเห็นเช่นนี้จึงไม่มั่นใจเล็กน้อย


ตัวนางเป็นคนขี้กังวล เคยไปตั้งแผงขายของอยู่หลายครั้งก็ไม่กล้าตะโกนเรียกลูกค้า  นางใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปรับตัวให้คุ้นชิน แต่หากมีลูกค้าถาม ทั้งๆที่นางรู้คำตอบแต่กลับไม่รู้ว่าจะพูดออกไปอย่างไร เป็นเช่นนี้หลายครั้งจนทำให้นางร้อนรนเอง


นางรู้ว่าบุตรสาวเก่งกว่านาง แต่ก็กลัวว่าหากบุตรสาวไปเจอสถานการณ์เช่นนั้นเหมือนนางจะสร้างความฝังใจให้กับบุตรสาวได้


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “พี่สะใภ้รองเจ้าคะ ในเมื่อโยวยาโถวอยากทำการค้า เช่นนั้นหลังปีใหม่ก็ให้นางไปลองดูสิเจ้าคะ แรกๆมันไม่ง่ายอยู่แล้ว แต่ถ้าคุ้นเคยแล้วก็ไม่ยากนะเจ้าคะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปเรียนเย็บปักถักร้อยกับถิงยาโถว แบบนี้เป็นอย่างไรโยวยาโถว?”


“ดีเจ้าค่ะ! ถ้าข้าทำการค้าไม่ไหวจริงๆ ข้าจะไปเรียนเย็บปักถักร้อยแต่โดยดีเจ้าค่ะ!”


โยวยาโถวก็คิดเช่นนี้ อย่างไรเสียงานเย็บปักถักร้อยนางก็สามารถทำได้ แค่ไม่ได้ชอบขนาดนั้น


ในที่สุดนางฉินก็วางใจ จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อลูกชอบ เช่นนั้นก็เอาตามนี้!”


ทุกคนต่างพูดถึงความชอบและสิ่งที่ตัวเองคิด โดยในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้นที่พูดในตอนที่ลี้ภัยเลย


ในครานั้นที่เหอจิ่วเหนียงถาม ทุกคนต่างคิดว่ามันเป็นความฝันอันยาวไกล ชีวิตนี้ยากจะทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อกลับมาถามในตอนนี้ ทุกคนล้วนมีปณิธานอันแรงกล้า คิดว่าตราบใดที่ตัวเองมีความพยายาม ความฝันก็จะกลายเป็นจริงได้


นางโจวไม่กล้าสอดปาก แต่ต่อว่าอยู่ในใจ คนครอบครัวนี้ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาซะเลย มีเงินแค่นิดๆหน่อยๆ ก็กล้าคิดฝันไปต่างๆนานาแล้ว


หลังกินข้าวเสร็จ พวกผู้หญิงก็เริ่มเก็บกวาดล้างถู นางโจวคิดว่าตัวเองเป็นแขก ไม่ต้องทำเรื่องเหล่านี้ แต่กลับถูกนางหยูบังคับไปล้างถ้วยชาม


“นี่ น้องหญิง ใจคอเจ้าจะไม่ให้ข้าอยู่ว่างได้เลยใช่หรือไม่ ทุกคนก็บอกแล้วว่าข้าเป็นแขก เหตุใดต้องให้ข้ามาทำงานพวกนี้ด้วย?”


นางโจวกลอกตามองบน สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ


ตอนที่ 193: ตั้งใจอย่างโจ่งแจ้ง


นางหยูอดทนกับความโกรธมาตลอดทั้งค่ำ ในที่สุดก็ระบายโทสะออกมา


*ตุบ!*


นางโยนผ้าล้างจานลงในกะละมังอย่างแรง ทำให้น้ำสกปรกสาดกระเซ็นโดนตัวนางโจว


“นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร ข้าก็ใช่ว่าจะไม่ล้างซะหน่อย เจ้าก็ล้างอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องโมโหใส่ข้าถึงเพียงนี้ด้วย…”


นางโจวหน้างอง้ำ ราวกับน้อยใจเหลือคณนา


ทว่าในใจกลับนึกเกลียดชังยิ่งนัก รอให้ถึงทีนางบ้างแล้วกัน จะต้องเอาคืนให้สาสมกับความคับแค้นใจในวันนี้เป็นเท่าตัวเลยคอยดู!


“ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าอยู่ที่นี่ให้ทำตัวดีๆอย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้ข้า อย่าทำให้ข้าต้องลำบากใจ”


นางหยูกดเสียงต่ำ น้ำเสียงไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ความโกรธกำลังปะทุถึงขั้นขีดสุด


“ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้ทำอะไรนี่!”


สีหน้านางโจวเหมือนคนไร้ความผิด และไม่ได้คิดว่าคำพูดของตัวเองบนโต๊ะอาหารจะมีอะไรผิด


“ท่านไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้นหรือ ท่านทำให้ท่านแม่ข้าโกรธถึงเพียงนั้นยังบอกว่าตัวเองไม่ผิดอีกหรือ ที่ท่านแม่พูดน่ะถูกแล้ว เรื่องของลูกหลานในครอบครัวลู่ท่านมีสิทธิ์มาแสดงความเห็นด้วยหรือ ถ้าท่านยังไม่รู้จักวางตัวอีก บ้านหลังนี้ก็คงให้ท่านอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว!”


นางหยูล้างถ้วยชามพลางเอ่ยสั่งสอน ไม่ได้มองอากัปกิริยาของนางโจวเลย


นางไม่ได้เจรจากับนางโจว แต่นี่เป็นคำเตือน


นางโจวได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนอึ้งไป “นี่เจ้าก็จะไล่ข้าออกจากบ้านด้วยหรือ เจ้าอย่าลืมสิว่าข้าคือญาติเพียงคนเดียวของครอบครัวพ่อแม่เจ้าที่เหลืออยู่นะ!”


น้ำเสียงของนางสูงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ เห็นได้ชัดว่าไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้แล้ว


นางฉินเห็นท่าไม่ดีจึงหันไปสบตากับเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าพลางกระซิบ “ให้พี่สะใภ้ใหญ่จัดการดีแล้วเจ้าค่ะ”


นางหยูยิ้มเยาะ และตอบกลับ “ถ้าจะพูดให้น่าฟังหน่อยก็คือ ท่านเป็นญาติของครอบครัวพ่อแม่ข้าเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ แต่ท่านและข้าต่างรู้ดีว่าเราสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด พ่อแม่พี่ชายของข้าต่างก็ตายกันไปหมดแล้ว ท่านมาอยู่ที่นี่ก็เป็นภาระข้า! ข้าให้ท่านมาอยู่ด้วยก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆที่เราเคยมีต่อกัน ไม่ให้ท่านต้องร่อนเร่อยู่ตัวคนเดียวข้างนอก หากข้าไม่ให้ท่านอยู่ด้วยท่านก็ทำอะไรข้าไม่ได้ อย่างไรข้าก็เป็นผู้หญิงที่ออกเรือนมาแล้ว ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับท่าน!”


นางหยูพูดความอึดอัดภายในใจออกมาทั้งหมด นางโจวสร้างความลำบากใจต่อทุกคนในครอบครัว เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ดีเลย!


นางโจวได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก


เพราะสิ่งที่นางหยูกล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง พวกนางสองคนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ในเรื่องนี้นางไม่อาจตอบโต้ได้


แต่ไม่ได้หมายความว่านางโจวจะยอมรับ เมื่อครู่นางอยากจะตอบโต้ แต่นึกขึ้นได้ว่าหากตนอยากอยู่ที่นี่ต่อก็ต้องจัดการอย่างเงียบๆ ดังนั้นจึงได้แต่กลืนความโกรธแค้นของตนเองลงไป


อดทนไว้ก่อน รอทำงานสำเร็จจะต้องเอาคืนนางหยูให้สาสมแน่นอน!


ดังนั้นนางแกล้งทำเป็นตกใจ เอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าก็แค่เห็นพวกเจ้าคุยกันก็เลยพูดไปแค่ประโยคสองประโยค ไม่ได้มีความคิดอย่างอื่นเลย ถ้าพวกเจ้าไม่พอใจต่อไปข้าจะไม่ทำแล้ว แต่จะว่าไป ข้าก็แค่คิดแทนเหลยจื่อเท่านั้นเอง เจ้ามีลูกชายแค่คนเดียว…”


“ยังจะพูดอีก!”


นางหยูตะคอกด้วยความโกรธ ครั้งนี้นางโจวตกใจของจริง อยู่ดีๆก็ทั้งด่าทั้งตะคอกถึงเพียงนี้เลยหรือ


“เอาละ เอาละ ไม่พูดแล้วก็ได้!”


นางโจวทำเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหุบปากก้มหน้าล้างถ้วยชามต่อไป


คืนนี้ต้องโต้รุ่งเพื่อต้อนรับวันปีใหม่ รอให้ถึงเที่ยงคืนยามจื่อถึงจะเข้านอนได้


ในลานบ้านค่อนข้างหนาว ทุกคนจึงนั่งผิงไฟกันในห้องโถง และพูดคุยสัพเพเหระ


แต่พูดคุยเรื่องสัพเพเหระมันไม่น่าสนใจ เหอจิ่วเหนียงจึงหากระดาษแข็งมาหลายๆแผ่น และวาดลวดลายง่ายๆกับเขียนตัวเลขลงไป จากนั้นเริ่มสอนวิธีการเล่นไพ่ให้กับทุกคน


ไพ่มีสำรับเดียว จำนวนคนเยอะเช่นนี้ต้องสลับกันเล่น ใครแพ้ก็เปลี่ยนคนเล่น


เช่นนี้ไม่เพียงสามารถเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจให้กับทุกคน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก


ทุกคนเพิ่งเริ่มฝึกจึงรู้สึกว่ามันค่อนข้างยาก คนที่เล่นเป็นคนแรกก็คือเหลียนฮวากับเหลยจื่อ เหอจิ่วเหนียงเล่นกับพวกเขาก่อนหนึ่งตา คนที่เหลือนั่งดูอยู่ข้างๆ ไม่เข้าใจก็ถาม เรียนรู้ไปพร้อมกัน


เมื่อเล่นไปก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวมาก ทุกคนรู้สึกว่ายังเล่นได้ไม่ถึงสองตาเลยก็ต้องไปนอนแล้ว


ช่วงเวลาเช่นนี้นางโจวไม่ได้เข้าร่วมด้วย นางหยูไม่ให้มา ให้นางกลับไปโต้รุ่งรอวันปีใหม่ในห้องตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้นางมาทำให้คนอื่นเสียบรรยากาศ


นางโจวซุกตัวนอนในผ้าห่มอุ่นๆ ง่วงมากอยากนอนแต่กลับนอนไม่หลับ เพราะเสียงหัวเราะเฮฮาในห้องโถงช่างระคายหูยิ่งนัก อย่าว่าแต่จะหลับตานอนเลย บางครั้งนางถึงขั้นตกใจด้วยซ้ำ 


“ชิ! ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะมีความสุขได้ถึงเมื่อไร!”


ในหัวนางมีแต่ความคิดที่จะแก้แค้นครอบครัวลู่ เพิ่งจะมาวันแรกก็ทำให้นางอับอายถึงเพียงนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าตั้งใจชัดๆ!


รุ่งเช้าวันต่อมา นางซุนเริ่มแจกอั่งเปาให้เด็กๆในบ้าน นอกจากนี้ยังให้พวกเหอจิ่วเหนียงด้วย


ในกลุ่มพวกผู้หญิง มีเพียงนางโจวเท่านั้นที่ไม่ได้อั่งเปา


เอาละ ตั้งใจเล่นงานนางอย่างโจ่งแจ้ง


นางซุนไม่ได้ให้เยอะ คนละหกสิบหกอีแปะ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่าเลขหกเป็นเลขมงคล


เงินจำนวนนี้สำหรับครอบครัวลู่ไม่นับว่าเยอะ แต่สำหรับนางโจวกลับรู้สึกว่านางซุนสติฟั่นเฟือนไปแล้ว นี่มันมากกว่าค่าแรงวันละสิบกว่าอีแปะของบุรุษหนุ่มที่ใช้แรงงานเสียอีก ไม่นึกเลยว่าครอบครัวลู่จะสุรุ่ยสุร่ายกันถึงเพียงนี้


ต่อมาก็เป็นเหอจิ่วเหนียงและผู้ใหญ่ในครอบครัวให้อั่งเปาแก่เด็กๆ และผู้อาวุโสทั้งสอง เด็กๆได้รับอั่งเปาคนละหกสิบหกอีแปะ ส่วนนางซุนและผู้เฒ่าลู่ได้รับอั่งเปาคนละหกตำลึง


แน่นอนว่าเงินนี้ใส่อยู่ในซองอั่งเปา คนนอกไม่รู้ว่าเงินในอั่งเปาจำนวนเท่าไร


ทว่าผู้เฒ่าลู่กับนางซุนไม่อยากรับ กล่าวปฏิเสธ “มีแต่ผู้อาวุโสให้อั่งเปาผู้น้อย มีที่ไหนผู้น้อยมาให้อั่งเปาผู้อาวุโสเช่นนี้ พวกเจ้ามีเงินก็เก็บเอาไว้เถอะ เก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายลูกๆของพวกเจ้า!”


ผู้สูงวัยทั้งสองมีเงินอยู่บ้างแล้ว ปกติก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร ไม่จำเป็นต้องให้พวกลูกๆสิ้นเปลืองเช่นนี้


และที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัวของบุตรสาวไม่ได้มีเงินมากนัก


บางเรื่องแม้จะไม่พูด แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจ โดยเฉพาะครอบครัวของลู่กุ้ยหลาน ในใจรู้สึกขมขื่น นางแต่งงานมาหลายปีแล้ว ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังคิดเป็นกังวลแทนนางอยู่ นางรู้สึกว่าตนเองช่างอกตัญญูจริงๆ


หลังปีนี้จะขยันหมั่นเพียรทำงานอย่างหนัก ปีใหม่ปีหน้าจะได้ควักเงินออกมาได้อย่างภาคภูมิใจเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบุพการีทั้งสอง


หลังกินอาหารเช้าเสร็จก็มีเด็กๆมาอวยพรปีใหม่ที่บ้าน นางซุนมอบอั่งเปาให้กับเด็กๆทุกคน


จำนวนเงินไม่ได้เยอะ แค่หนึ่งอีแปะเท่านั้น


เด็กๆที่มาอวยพรปีใหม่ที่บ้านล้วนเป็นคนสนิทชิดเชื้อกัน อย่างเช่นครอบครัวของซุ่ยเอ๋อร์ ครอบครัวของลู่ฟู่กุ้ย และครอบครัวของผู้นำหมู่บ้าน


จากนั้นเด็กๆครอบครัวลู่ก็ไปอวยพรปีใหม่บ้านอื่นๆ ไปมาหาสู่กันด้วยความปีติยินดี


วันแรกของปีปกติแล้วจะไม่ให้คนนอกมาที่บ้านของตัวเอง มีเพียงเด็กๆที่จะสามารถไปข้างนอกได้ ผู้ใหญ่ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นครอบครัวลู่จึงไม่ได้ไปไหน


ทุกคนนั่งผิงไฟกันในห้องโถง นั่งกินดื่ม เล่นไพ่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความผ่อนคลาย นี่เป็นวันที่อิสระที่สุดแห่งปี

......


ปีใหม่ของลู่ไป่ชวนฉลองที่เมืองจิ้นโจว เมืองหลวงของแคว้นเป่ยเหยียน เนื่องจากร่างกายได้รับบาดเจ็บ การเดินทางจึงล่าช้า แต่กลับมาถึงทันวันปีใหม่พอดี


ตลอดหลายปีที่อยู่หนานไท่ พวกเขาใช้ชีวิตภายใต้หน้ากากมากโดยตลอด ตอนนี้กลับมาบ้านเกิดแล้ว ต่อไปก็สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวตนที่แท้จริงได้แล้ว


เพียงแต่สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ ต่อให้ถอดหน้ากากออก ท่านพ่อท่านแม่ก็คงจะจำเขาไม่ได้


แม้หมอจะรักษาให้เขามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่ค่อยเห็นชัด ผิวหนังบนร่างกายเขายังคงเหี่ยวย่น ใบหน้าของเขาในตอนนี้ดูแล้วยังแก่กว่าผู้เฒ่าลู่เสียอีก


ตอนที่ 194: ครอบครัวของสหายก็เหมือนครอบครัวของตัวเอง


ลู่ไป่ชวนไม่ได้อาศัยอยู่ในจวนเฉินอ๋อง แต่พักอยู่ในคฤหาสน์ข้างนอก คฤหาสน์หลังนี้เป็นรางวัลที่เฉินอ๋องประทานให้จากการสร้างผลงานในครั้งก่อนๆ


ฉินเจียนก็มีคฤหาสน์ของตัวเองเช่นกัน แต่เขาไม่มีครอบครัว ต่อให้กลับไปก็เหงา ดังนั้นจึงมาอยู่กับลู่ไป่ชวน


ทว่าแม้พวกเขาจะกลับมาถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่ บรรยากาศในคฤหาสน์กลับเงียบเหงาเช่นเดิม


กลางดึก ฉินเจียนนอนไม่หลับจึงลุกมาฝึกวรยุทธ์ และพบว่ามีคนคนหนึ่งนั่งดื่มสุราอยู่บนหลังคา


หากไม่ใช่ลู่ไป่ชวนแล้วจะเป็นใครไปได้อีก


ฉินเจียนเห็นแล้วความโมโหก็บังเกิดทันที เขาพุ่งตัวไปบนหลังคา และดุอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือฮะ หมอบอกกี่ครั้งแล้วว่าเจ้าดื่มสุราไม่ได้ เหตุใดเจ้าถึงไม่จำบ้าง?”


ขณะเดียวกันเขาก็ยื่นมือไปแย่งสุราในมืออีกฝ่าย


เพื่อไม่ให้ลู่ไป่ชวนแย่งกลับ เขายังจงใจเอาสุราหลบไว้ด้านหลังตัวเอง


“ไม่ได้ดื่มเยอะซะหน่อย”


ลู่ไป่ชวนจนปัญญา เขายังรักและเสียดายชีวิตอยู่ รู้ว่าปริมาณที่ดื่มยังอยู่ในขอบเขตที่ร่างกายของเขารับได้


“ตกลงเจ้าเป็นอะไรฮะ ช่วงนี้ทำตัวแปลกๆพิกล แถมมีอะไรก็ไม่บอกข้าอีก!”


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฉินเจียนก็รู้สึกโกรธขึ้นอีก นับตั้งแต่ที่เขาไปชางโจวคนเดียวครั้งก่อน หลังจากนั้นกลับมาเขาก็เปลี่ยนไป


ปฏิบัติการโหดเหี้ยมกว่าเดิมมาก ทั้งยังกล้าหาญกว่าเมื่อก่อน และยังทำภารกิจที่เฉินอ๋องมอบหมายให้สำเร็จก่อนเวลาอีกด้วย


หากเป็นคนอื่น ฉินเจียนคงจะคิดว่าคนผู้นี้ต้องทำเพื่อตำแหน่งลาภยศจนไม่คิดเสียดายชีวิตแล้ว แต่เขารู้ดีว่าลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนเช่นนั้น


แม้พวกเขาก็ทำเพื่อมุ่งไปสู่ลาภยศ แต่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือทำเพื่อผลประโยชน์ของแคว้น การไปแฝงตัวอยู่ในหนานไท่นานขนาดนี้ได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์กลับมาไม่น้อย ต่อให้ไม่มีเรื่ององค์รัชทายาทหนานไท่กับเหลียงอ๋องพวกเขาก็ได้รับแต่งตั้งอยู่ดี ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเช่นนั้น


ลู่ไป่ชวนผิดปกติไปถึงเพียงนี้ ต้องมีเรื่องปิดบังเขาอยู่แน่นอน


เขาเองก็ไม่เข้าใจ ทั้งสองเป็นสหายที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ยังมีเรื่องอะไรที่พูดกันไม่ได้อีก พูดออกมาบางทีตนอาจช่วยได้ก็ได้ 


“ไม่มีอะไร”


ลู่ไป่ชวนยิ้ม แต่แววตาของเขาไม่ได้ยิ้มเลย


ไม่ใช่เขาไม่ไว้ใจฉินเจียน แต่เรื่องนี้หากพูดออกไปก็เท่ากับประกาศว่าเขาหลอกเฉินอ๋องมาตลอด หากเรื่องแดงออกมาอาจถูกลงโทษก็ได้ ไม่บอกให้เขารู้ เขาก็ไม่ต้องมารับโทษนี้ด้วย


“เจ้านี่!”


ฉินเจียนหัวเสียจนพ่นลมหายใจแรงๆ ระบายโทสะออกมา หากไม่เห็นแก่ที่หน้าตาของอีกฝ่ายเหี่ยวย่นจนน่าอนาถเช่นนี้ เขาคงชกหน้าสักหมัดแล้ว


“เป็นผู้ชายก็ตรงไปตรงมาหน่อยสิ! เร็วเข้า รีบบอกมา!”


ฉินเจียนอดโมโหไม่ได้จริงๆ หย่อนก้นนั่งลงข้างสหาย ยกสุราที่แย่งมาเมื่อครู่ซดไปอึกหนึ่งด้วยอารมณ์หงุดหงิด


ความรู้สึกอยากตายแต่ไม่ตายเช่นนี้ช่างน่าหงุดหงิดใจมากจริงๆ!


ลู่ไป่ชวนจนปัญญา “ไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่ง”


“พูดจาไร้สาระให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ สหายอย่างข้ากลัวซะที่ไหนกัน”


ฉินเจียนยกขาเตะเขาไปครั้งหนึ่ง ลู่ไป่ชวนหลบอย่างสบายๆ 


แต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยปากบอก “ตามหาครอบครัว”


“เจ้ามีครอบครัวด้วยหรือ?” ฉินเจียนดวงตาเบิกกว้าง “ตอนนั้นเจ้าบอกว่าเจ้าตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวไม่ใช่หรือ?”


“อยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนั้น ล่วงเกินคนนับไม่ถ้วน ไม่อยากลากพวกเขาเข้ามาพัวพันด้วย”


ลู่ไป่ชวนยิ้มเยาะตัวเอง ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเขาคิดเองเออเอง รีบติดต่อกับครอบครัวตั้งแต่แรก ตอนนี้ก็คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ข่าวคราวของพวกเขาเช่นนี้


“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า ภารกิจของพวกเรา อยู่ตัวคนเดียวอย่างข้าคงจะเหมาะกว่า…เอ๊ะ ว่าแต่บ้านเจ้าอยู่ชางโจวอย่างนั้นหรือ?”


จู่ๆ เขาก็นึกถึงเรื่องนี้ได้ จึงหันไปถามลู่ไป่ชวนด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย


“มิน่าล่ะ เหตุใดเจ้าถึงรีบไปชางโจวถึงเพียงนั้น! ชางโจววุ่นวายเช่นนั้น แล้วครอบครัวของเจ้า…”


ประโยคหลังเขาละไว้เพียงเท่านั้น ทว่าในใจตระหนักดี มิน่าล่ะ เหตุใดก่อนหน้านี้ซุนฉีถึงได้ทำเรื่องไม่คาดฝันมากมายเช่นนั้น ที่แท้ก็เป็นห่วงครอบครัวที่อยู่ชางโจวนี่เอง


“องค์ชายจัดการภัยพิบัติอยู่ที่ชางโจว ไม่แน่อาจมีข่าวของครอบครัวเจ้าก็ได้”


“มันไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอก องค์ชายไปจัดการภัยพิบัติ คนที่ติดต่อกับ.องค์ชายก็มีแต่เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการ และต่อให้มี ก็คงไม่ถามถึงชื่อแซ่หรอก”


ลู่ไป่ชวนส่ายหน้าช้าๆ ไม่คาดหวังข่าวจากทางด้านเฉินอ๋อง


ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ บิดาทิ้งข้อความเอาไว้ให้เขาแล้วว่าครอบครัวจะย้ายถิ่นฐานขึ้นไปทางเหนือ ไปที่อันโจว เขาจะลองไปตามหาที่อันโจวเอง และตามหาระหว่างทางไปด้วย


คราวก่อนกลับมาด้วยความรีบร้อน ไปให้เว่ยอวี่ช่วยตามหา ข้อมูลที่เขาให้ไปไม่ค่อยครบถ้วนเท่าไร เพราะยังต้องปกป้องข้อมูลของครอบครัวด้วย ดังนั้นการตรวจสอบจึงไม่ละเอียด เรื่องนี้ต้องพึ่งตัวเองแล้ว


“แล้วเจ้าจะเอาเช่นไรต่อ ข้าจะไปตามหากับเจ้าด้วย”


รู้ที่มาที่ไปของเรื่องแล้ว ฉินเจียนจึงรู้สึกว่าตนเองไม่อาจอยู่เฉยได้


ครอบครัวของสหายก็เหมือนครอบครัวของตัวเอง อย่างไรเขาก็ตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก เห็นพ่อแม่ของสหายเป็นครอบครัวของตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้


“หลังปีใหม่ข้าจะรายงานเรื่องนี้ต่อ.องค์ชาย แล้วจะขอลาสักช่วงหนึ่ง ข้าจะไปที่อันโจวก่อน และค่อยตามหาระหว่างทางอีกที”


ลู่ไป่ชวนบอกแผนการของตัวเองออกมา ฉินเจียนกล่าวด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “นี่มันไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทรเลยนะ สู้เจ้าบอก.องค์ชาย ให้องค์ชายส่งคนช่วยตามหาไม่ดีกว่าหรือ”


“ไม่ต้องวุ่นวายหรอก เรื่องนี้เจ้าอย่าเพิ่งรายงานองค์ชายนะ”


ฉินเจียนติดตามอยู่ข้างกายเฉินอ๋องมาตั้งแต่เด็ก มีเฉินอ๋องเป็นที่พึ่ง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มักจะนึกถึงเฉินอ๋องก่อนเสมอ


แต่ลู่ไป่ชวนไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาเพิ่งติดตามเฉินอ๋องเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีความผูกพันกับเฉินอ๋องลึกซึ้งเท่าฉินเจียน แค่เคารพและจงรักภักดีต่อเฉินอ๋องในฐานะเจ้านาย ไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวมากนัก…หรือดูเหมือนแทบจะไม่มีเลย


เรื่องของครอบครัวตนเอง ไม่มีเหตุผลใดต้องไปรบกวนเฉินอ๋อง ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นเรื่องที่ตนปกปิดเฉินอ๋องมาตลอดตั้งแต่แรกด้วย


ตอนนี้ไม่ว่าเฉินอ๋องจะทำอะไรก็มีคนคอยจับตาดู หากให้เฉินอ๋องช่วยตามหาครอบครัวเขา ศัตรูของเขาเหล่านั้นต้องรู้แน่ เมื่อถึงตอนนั้นก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งเปิดเผยตัวตนของครอบครัว จะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด


“แล้วเจ้าคนเดียวจะต้องตามหาอีกนานแค่ไหน ในยามที่องค์ชายขาดคนข้างกาย เจ้ามาลาโดยไม่รู้ถึงเมื่อไรเช่นนี้จะส่งผลต่อแผนการระยะยาวนะ”


ฉินเจียนรู้สึกว่ามันซับซ้อนเกินไป แต่เขาก็เข้าใจความต้องการของซุนฉีที่ต้องการปกป้องครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องที่เขามีครอบครัว หากปิดบังเรื่องนี้กับเฉินอ๋องไปได้ตลอดจะดีที่สุด


ไม่ใช่เพราะเหตุใด แต่เพื่อเหลือทางรอดให้ตัวเองก็เท่านั้น


คนที่ตัวคนเดียวอย่างเขา มอบชีวิตทั้งชีวิตให้เฉินอ๋องได้อยู่แล้ว แต่ซุนฉีมีครอบครัว นั่นเป็นจุดอ่อนของเขา ไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือจะเป็นเฉินอ๋อง ทุกคนสามารถนำครอบครัวของเขามาเป็นหมากในกระดานได้


ป้องกันเอาไว้ก่อนดีที่สุด


เนื่องจากรู้จักกับลู่ไป่ชวนมานาน เรื่องที่ฉินเจียนครุ่นคิดก็มากขึ้น ทันทีที่ลู่ไป่ชวนปฏิเสธ เขาก็เข้าใจเหตุผลทั้งหมดแล้ว


“ก็ได้ ข้าจะลากับเจ้าด้วย”


ฉินเจียนกล่าวโดยไม่คิด ลู่ไป่ชวนหันมองหน้าเขาอย่างเย็นชาพลางถาม “เจ้าก็รู้ว่าข้างกายองค์ชายไม่มีใคร หากเจ้ากับข้าลาพร้อมกันแล้วองค์ชายจะทำเช่นไร?”


ฉินเจียนนิ่งเงียบไป 


ปัญหานี้เขาไม่เคยคิดมาก่อน


พวกเขากลับมาในครั้งนี้ก็ต้องสับเปลี่ยนกับคนที่นี่ไปอยู่แทน ข้างกายเฉินอ๋องขาดผู้ที่มีความสามารถอยู่ด้วยจริงๆ


แต่หากให้ซุนฉีไปคนเดียว เขาก็ไม่วางใจ!


โดยเฉพาะตอนนี้ร่างกายของเขายังไม่หายดี ข้างกายเขาจะไม่มีใครไม่ได้


ตอนที่ 195: ออกเดินทางตามหาครอบครัว


ฉินเจียนไม่ทันได้เอ่ย ลู่ไป่ชวนก็กล่าวต่อ “เจ้าอยู่ข้างกาย.องค์ชายเถอะ ข้าพาโหลวชงไปก็พอแล้ว”


โหลวชงเป็นลูกน้องของเขา คอยรับใช้ข้างกายเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฝีมือไม่เลว ไม่มีทางเป็นอะไรแน่


เขาวางแผนเอาไว้หมดแล้ว ฉินเจียนจะพูดอะไรได้อีก


ฉินเจียนถอนหายใจยาวออกมา ก็คงต้องทำตามที่เขาว่าแล้วละ


มิน่า เหตุใดที่ผ่านมาซุนฉีไม่ยอมบอกเขา ที่แท้ต่อให้บอกเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี


“ก็ได้ ข้างกายองค์ชายยังมีเฉิงเหมิงอยู่ ข้าควรไปจิงโจว ที่นั่นเป็นเมืองศักดินาขององค์ชาย จะทำอะไรก็สะดวก ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไรก็เขียนจดหมายส่งไปหาข้าที่จิงโจวก็แล้วกัน”


“อืม”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ในใจคิดว่าคงไม่มีเรื่องด่วนอะไรต้องส่งจดหมายไปหาเขา นอกจากจัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วค่อยไปรวมตัวกับเขาที่จิงโจว


“เฮ้อ จะว่าไป กลับไปจิงโจวคราวนี้ข้ายังต้องไปเยี่ยมครอบครัวที่ช่วยชีวิตข้าก่อนหน้านี้ด้วย พวกเขาก็ไปตั้งหลักที่จิงโจว ไม่รู้ตอนนี้เป็นเช่นไรกันบ้าง อย่างไรพวกเขาก็ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าต้องไปเยี่ยมสักหน่อย หากพวกเขาลำบากข้าจะได้ช่วยพวกเขาได้”


“อืม ควรเป็นเช่นนั้น”


เรื่องที่ก่อนหน้านี้ฉินเจียนประสบอันตรายแล้วมีคนช่วยชีวิตเอาไว้ลู่ไป่ชวนก็รู้ การรำลึกถึงผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเอาไว้เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว


แต่คนตามหาครอบครัวไม่รู้เลยว่า… หากเขาใส่ใจเรื่องนี้แค่อีกนิด ไถ่ถามฉินเจียนอีกประโยคสองประโยค เขาก็จะได้รู้ว่าคนที่ช่วยชีวิตสหายเขาเอาไว้ก็คือภรรยาของเขาเอง


แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเขาไม่ได้สนใจเลย ในหัวชายหนุ่มตอนนี้แค่ต้องการตามหาครอบครัวเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจเรื่องอื่น

......


วันปีใหม่ผ่านไป สองนายทหารมากฝีมือไปที่จวนเฉินอ๋อง แน่นอนว่าต้องมีเรื่องการตกรางวัล


ฉินเจียนได้รางวัลก่อน ส่วนมากก็เป็นเงินทองของล้ำค่า ที่นาและคฤหาสน์ ได้เลื่อนขั้นเป็นองครักษ์ขั้นที่หนึ่ง นับเป็นขุนนางระดับสาม เงินประจำปีห้าสิบตำลึง ธัญญาหารสองร้อยแปดสิบต้าน ที่นาเจ็ดร้อยหมู่


รางวัลที่ลู่ไป่ชวนได้รับเยอะกว่าฉินเจียนหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นเงินทองของล้ำค่า ที่นา คฤหาสน์หลายหลัง คฤหาสน์ที่เมืองหลวงหนึ่งหลัง ที่จิงโจวสองหลัง มีบ่าวรับใช้คอยดูแลตลอดทั้งปี สามารถเข้าอยู่ได้ตลอดเวลา


นอกจากนี้ยังได้เลื่อนเป็น.องครักษ์ขั้นที่หนึ่งเช่นกัน เงินประจำปีหกสิบตำลึง ธัญญาหารสามร้อยเจ็ดสิบต้าน ที่นาเจ็ดร้อยหมู่


เฉินอ๋องกล่าว “ที่จริงอยากให้ตำแหน่งแม่ทัพกับเจ้า แต่ช่วงนี้เจ้าไม่ได้ไปอยู่ในกองทัพ อีกอย่าง อำนาจของข้าในตอนนี้ไม่สะดวกที่จะให้ตำแหน่งที่สูงเกินไปกับเจ้า คงต้องติดค้างเจ้าเอาไว้ก่อนแล้ว”


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เฉินอ๋องเองก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ซุนฉีทำให้เขาต้องมองอีกฝ่ายใหม่แล้วจริงๆ ทำภารกิจที่มอบหมายให้สำเร็จเร็วกว่าที่เขาคิดเอาไว้เสียอีก


คนเช่นนี้ควรเก็บเอาไว้ข้างกายยิ่งนัก


ตำแหน่งองครักษ์ขั้นที่หนึ่งเหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว


ลู่ไป่ชวนไม่มีความเห็น ยกมือคำนับ “ขอบพระทัยองค์ชาย เอาตามที่องค์ชายเห็นสมควรเถอะพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องพยักหน้าอย่างพอใจ และตรัสถาม “นอกจากเรื่องนี้แล้ว พวกเจ้ายังมีความต้องการอะไรอีกก็บอกมาได้ ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ ข้าจะเติมเต็มความปรารถนาให้”


ขณะที่กล่าวเขาหันไปมองหน้าลู่ไป่ชวนที่สวมหน้ากากอยู่ ในใจรู้สึกเสียดาย ใบหน้าอันหล่อเหลาต้องมากลายเป็นเช่นนี้ ไม่รู้หลังจากนี้จะรักษาให้หายเป็นปกติได้หรือไม่


หากสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้ ตนจะได้หาสตรีให้เขาสักคน อย่างไรเสียอายุเขาก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว


“กระหม่อมอยากขอลาสักระยะ โปรดองค์ชายทรงอนุญาตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องคิดว่าเขาต้องการลาพักรักษาตัวจึงไม่ได้ถามอะไร และกล่าวไปทันที “อืม เจ้าบาดเจ็บอยู่ก็ควรพักรักษาตัว ข้าให้เจ้าลาสามเดือน พักรักษาตัวให้ดีเถอะ”


เห็นชัดว่าเฉินอ๋องเข้าใจผิด แต่ลู่ไป่ชวนไม่คิดจะอธิบายแต่อย่างใด เข้าใจผิดเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน


“ฉินเจียนล่ะ อยู่ข้างนอกนานหลายปี คิดอยากมีครอบครัวบ้างหรือไม่?”


ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เฉินอ๋องถึงคิดอยากเป็นพ่อสื่อพ่อชักขึ้นมา


ฉินเจียนพลันสะดุ้ง และรีบส่ายหน้าไปมา “องค์ชายตรัสวาจาขบขันแล้ว กระหม่อมยังไม่อยากมีครอบครัวพ่ะย่ะค่ะ”


เขาลอบบ่นในใจ น่าขัน ตัวเขาเองยังเอาตัวแทบไม่รอดเลย จะไปดึงผู้หญิงมาลำบากด้วยได้อย่างไรกัน


“อย่างนั้นหรือ เจ้าจะอยู่เป็นโสดไปทั้งชีวิตหรืออย่างไร หรือจะให้ข้าส่งสาวงามไปสร้างความเริงใจให้เจ้าสักสองสามคนหรือไม่?”


“ไม่ๆๆ ไม่ต้องพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัย.องค์ชายที่มีน้ำพระทัย กระหม่อมแค่อยากทำงานให้องค์ชายเท่านั้น! อีกอย่าง ซุนฉีก็ยังไม่มีคู่ ตอนนี้เขากลายเป็นเช่นนี้อีก ในฐานะสหาย กระหม่อมจะเห็นแก่ตัวไปมีคู่ได้อย่างไรกันล่ะพ่ะย่ะค่ะ”


ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ ฉินเจียนจึงลากลู่ไป่ชวนมาเป็นกำบัง


ลู่ไป่ชวนเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา คิดในใจ… ควรบอกเขาดีหรือไม่ว่าตนเองแต่งงานตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว


เมื่อนึกถึงภรรยาพูดน้อยคนนั้นแล้ว คนห่างบ้านก็รู้สึกทอดถอนใจ เพิ่งแต่งงานได้วันเดียว วันต่อมาเขาก็ต้องจากมาไกลบ้านแล้ว ไม่รู้ตอนนี้นางจะเป็นเช่นไรบ้าง


ตนเองไม่เพียงเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ไม่ได้เท่านั้น ยังเป็นสามีที่ดีไม่ได้อีกด้วย ทุกครั้งที่นึกถึงก็รู้สึกผิดตลอด


เฉินอ๋องได้ฟังในใจก็คิดว่าเป็นจริงอย่างที่ฉินเจียนพูด จะให้ซุนฉีเป็นโสดคนเดียวได้อย่างไร เช่นนั้นก็รอให้เขาหายดีก่อนแล้วค่อยจัดการให้พร้อมกันทีเดียว


หลังเสร็จธุระ ฉินเจียนเดินทางไปจิงโจว ที่นั่นต่างหากที่เป็นฐานที่มั่นของเฉินอ๋อง หลายๆเรื่องจัดการที่นั่นสะดวกกว่า


ส่วนลู่ไป่ชวน การตามหาครอบครัวเป็นความตั้งใจเดียวของเขาในตอนนี้ จึงไม่คิดจะล่าช้า เช้าวันต่อมาหลังจากคารวะเฉินอ๋องแล้วเขาก็เดินทางไปอันโจวกับโหลวชงทันที


เขาคำนวณวันเวลามาแล้ว ครอบครัวลู่ลี้ภัยออกไปค่อนข้างเร็ว ตามหลักแล้ว ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็น่าจะไปถึงอันโจวกันแล้ว เขาต้องไปตรวจสอบให้ละเอียด


หาชื่อพ่อแม่และพี่ชายไม่เจอ เขาก็หาชื่อของสะใภ้ก็ได้ แม้โอกาสน้อยกว่าก็ไม่เป็นไร


ตอนที่อยู่หนานไท่ในใจทั้งคิดถึง ทั้งพะวง กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนในครอบครัว แต่หลังจากกลับมาเขาไม่ได้ร้อนรนเหมือนตอนนั้นแล้ว


ตั้งแต่วันนั้นที่ออกจากบ้านจนทุกวันนี้ เขาไม่เคยฝันเห็นคนในครอบครัวเลย ว่ากันว่าคนที่ตายไปแล้วจะมาเข้าฝัน แต่เขาไม่เคยฝันถึง นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี


ไม่เพียงเท่านั้น ในใจเขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าครอบครัวเขามีชีวิตที่ดี สุขสบายกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย


“นายท่านขอรับ ร่างกายนายท่านยังไม่หายดี จะไม่พาหมอไปสักคนจริงๆหรือขอรับ?”


โหลวชงเห็นรอยย่นบริเวณคอที่เผยออกมาในใจก็รู้สึกขมขื่นมาก รักษามานานแล้วอาการเจ้านายไม่ดีขึ้นเลย เขาจะไม่มีทางหายกลับมาเป็นปกติแล้วอย่างนั้นหรือ


ผิวหนังไม่หายกลับมาเป็นปกติก็ช่าง แต่สิ่งสำคัญคือกระดูก หากกระดูกไม่กลับมาเป็นปกติจะทำเช่นไร


“ไม่ต้อง ไปเถอะ”


ทั้งสองควบม้าออกเดินทาง เขามีวันหยุดเพียงสามเดือนเท่านั้น รวมกับเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางแล้ว เวลาในการตามหาก็ยิ่งน้อยลง เขาไม่อยากเสียเวลาแม้แต่อึดใจเดียว


เห็นผู้เป็นนายดึงบังเหียนเร่งเดินทางเช่นนี้ โหลวชงก็แอบโกรธเกลียดตัวเองที่ไม่รู้วิชาแพทย์จึงถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะดึงเชือกบังเหียนเร่งตามไป

......


ทั้งสองออกเดินทางได้ไม่นาน เฉิงเหมิงก็เข้าไปในห้องตำราเฉินอ๋อง พร้อมคำรายงาน “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ซุนฉีออกจากจิ้นโจวมุ่งหน้าไปทางอันโจวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“ปล่อยให้เขาไปเถอะ บอกคนที่เรียกมาก่อนหน้านี้ว่าไม่ต้องตามไปแล้ว”


เฉินอ๋องโบกมือพลางกล่าวด้วยท่าทางสบายๆ


เฉิงเหมิงกลับร้อนใจเล็กน้อย “องค์ชาย ซุนฉีรีบกลับมาเช่นนี้ ข่าวลือก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลเสียเลยนะพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายไม่กลัวว่าเขาจะ…”


“จะใช้คนก็ไม่ต้องสงสัยในตัวเขา ถ้าสงสัยก็ไม่ต้องใช้ ไม่ว่าเขาจะกลับมาด้วยจุดประสงค์ใด แค่ไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่มย่ามเรื่องของเขา อยู่ต่อหน้าข้า เขาก็คือขุนนางที่สร้างคุณูปการให้กับแคว้น


ตอนที่ 196: เช่าบ้าน


ในวันที่ห้าของปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ ครอบครัวลู่รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อลงทุนการค้าใหม่ของปีนี้


ครอบครัวลู่จิ้งซวนและลู่เหอหรงมีทรัพย์สินเท่ากันสามร้อยห้าสิบตำลึง หากไม่ได้แยกบ้านเหมือนเมื่อก่อน พวกเขาต้องเอาทรัพย์สินในครอบครัวทั้งหมดลงทุนแน่นอน แต่ตอนนี้แยกบ้านแล้ว แต่ละครอบครัวล้วนมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ


ทั้งค่าเล่าเรียนของลูกๆตลอดจนค่าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของสมาชิกในครอบครัว ในส่วนเหล่านี้นางหยูตัดสินใจเก็บไว้ใช้จ่ายสามสิบตำลึง ส่วนเงินที่เหลือนำไปลงทุนทั้งหมด


เมื่อเห็นนางหยูทำเช่นนี้ นางฉินก็ทำตามอย่างไม่ลังเล ครอบครัวนางเองก็มีภาระค่าใช้จ่ายแบบเดียวกัน ไม่มีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากนี้ อีกอย่างจำนวนคนในครอบครัวนางน้อยกว่าครอบครัวพี่ใหญ่หนึ่งคน สามสิบตำลึงก็เหลือเฟือแล้ว


ครอบครัวลู่กุ้ยหลานกับครอบครัวนางเสิ่นไม่ได้มีเงินเยอะ ตอนนี้มีทั้งหมดเจ็ดสิบตำลึงซึ่งยังไม่ถึงเศษเงินของพวกนางหยูเลย พอคิดว่ายังต้องออกไปสร้างบ้านอีกก็รู้สึกชักหน้าไม่ถึงหลัง


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าสถานการณ์ของสองครอบครัวจางตอนนี้ยังไม่ค่อยมั่นคง แม้ทุกคนจะมีเงินลงทุนทำการค้า แต่หากต้องแบ่งเงินไปสร้างบ้านอีก เงินที่เหลือลงทุนก็ยิ่งลดน้อยลง


ปัจจัยขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตของพวกเขาคงไม่มีปัญหา แต่ฐานะจะแตกต่างกับนางหยูและนางฉินมากเกินไป


หากเป็นเช่นนี้นานเข้า สภาพจิตใจต้องเปลี่ยนไปเป็นแน่


สายตาของทุกคนหันไปมองที่เหอจิ่วเหนียง ดูว่านางจะมีความคิดเห็นดีๆอะไรหรือไม่


“น้องหญิง ตอนนี้พวกเจ้ามีเงินอยู่ไม่มาก อย่าเพิ่งรีบสร้างบ้านเลย อยู่ที่บ้านใหญ่ก่อน อีกอย่างพวกเราก็แยกบ้านกันแล้ว ถึงแม้ยังกินด้วยกัน ทุกครอบครัวก็ต้องจ่ายค่ากับข้าวเอง แต่โดยรวมแล้วก็ยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน รอเก็บเงินพอแล้วค่อยสร้างบ้านก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงพูดความคิดของตัวเองออกไป


มีเงินจะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มีเงินก็อย่าเพิ่งคิดทำอะไรเลย


นางเข้าใจความคิดของลู่กุ้ยหลานที่อยากย้ายออกไป แต่ตอนนี้การค้าสำคัญกว่าไม่ใช่หรือ


“ถ้าพวกเจ้ายังรู้สึกไม่สบายใจ ก็ถือซะว่าพวกเราให้เจ้าเช่าห้องก็ได้ เจ้าจ่ายค่าเช่าให้พวกเรา และอยู่ไปจนกว่าพวกเจ้าจะย้ายออกนั่นแหละ”


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงสามารถให้พวกเขายืมเงินได้ แต่นางไม่อยากทำเช่นนั้น ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องให้ยืมตลอด จะปลูกฝังให้พวกเขามีความคิดเช่นนั้นไม่ได้


อีกอย่าง นางยังคิดจะซื้อบ้านที่จิงโจว นั่นหมายความว่าต้องใช้เงินจำนวนมาก จะทำตัวเป็นเซียนจ๋ายต่งจื้อไม่ได้


ลู่กุ้ยหลานยังไม่ทันพูดอะไร นางหยูก็เอ่ยขึ้น “จะเก็บค่าเช่าน้องหญิงได้อย่างไรกัน เราครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น”


นางฉินเสริม “นั่นสิ เงินไม่เท่าไร อย่าเอามาทำลายความรู้สึกกันเลย!”


เป็นครอบครัวเดียวกันเหตุใดต้องทำเช่นนี้ อีกอย่าง ตอนนี้ฐานะดีขึ้นแล้ว รายได้ก็เยอะขึ้น เหตุใดต้องสนใจเงินค่าเช่าไม่กี่อีแปะนั่นด้วย


ลู่จิ้งซวนกับลู่เหอหรงก็คิดเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรลู่กุ้ยหลานก็เป็นน้องสาวของพวกเขา มีเหตุผลใดต้องเก็บค่าเช่าน้องหญิงด้วย


ทว่าลู่กุ้ยหลานกลับคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดี แม้ค่าเช่าจะไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้อยู่เปล่าๆ เช่นนี้พวกเขาจึงจะสบายใจขึ้นมาหน่อย


นางจึงกล่าว “แต่ข้าคิดว่าที่พี่สะใภ้สามพูดมีเหตุผลเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเรายังสร้างบ้านไม่ได้จริงๆ ทำได้แค่อยู่ที่นี่ไปก่อน จ่ายค่าเช่า–วิธีนี้ไม่เลวเลยเจ้าค่ะ น้องสะใภ้ เจ้าคิดเช่นไร?”


ขณะที่กล่าวนางก็หันไปถามนางเสิ่น นางเสิ่นจะไม่เห็นด้วยได้อย่างไร นางพยักหน้าหงึกหงัก “ควรจ่ายค่าเช่าเจ้าค่ะ พวกเราอยู่รบกวนที่นี่มานานมากแล้ว ไม่สบายใจเลยจริงๆเจ้าค่ะ ถ้าไม่รับเงินค่าเช่า พวกเรารู้สึกไม่สบายใจจริงๆเจ้าค่ะ”


ผู้เฒ่าลู่ได้ยินลูกๆพูดคุยกันเช่นนี้ก็อดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เก็บค่าเช่าแล้วกัน ถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่เรื่องเงินๆทองๆต้องชัดเจน วันข้างหน้าจะได้ไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน”


ผู้อาวุโสพูด ทุกคนจึงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นอันตกลงตามนี้


นางหยูกล่าว “เช่นนั้นตอนนี้พี่สะใภ้ของข้าอยู่ที่นี่ด้วย ใช้ห้องส่วนตัวของที่บ้าน ข้าก็ต้องให้นางจ่ายค่าเช่าด้วย ถ้านางไม่มีเงินจ่ายก็ให้นางทำงานใช้หนี้”


เหลียนฮวาตอนนี้อยู่ห้องเดียวกับพวกโยวยาโถว และครอบครัวรองเลี้ยงดูเหลียนฮวาเป็นบุตรสาว ย่อมไม่ต้องให้นางจ่ายค่าเช่าอยู่แล้ว


“ข้าว่าเช่นนี้ก็ได้ พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าไม่ค่อยรู้จักวางตัว จะให้นางอยู่เปล่าๆไม่ได้”


ลู่จิ้งซวนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พฤติกรรมของนางโจวเข้ากับพวกเขาครอบครัวลู่ไม่ได้เลย ทั้งมักจะเอาเปรียบนางหยูด้วย ตอนนี้เวลาที่เขาเห็นหน้านางโจวแล้วจะรู้สึกโกรธทันที


วันนี้ประชุมครอบครัว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่อยู่กันครบทุกคน เหลียนฮวาก็อยู่ด้วย มีเพียงนางโจวคนเดียวที่เป็นคนนอก


ครอบครัวลู่ไม่อยากให้นางโจวรู้ว่าตอนนี้มีเงินอยู่เท่าไร ไม่อย่างนั้นต่อไปจะทำเรื่องอะไร หากนางมีเจตนาไม่ดีก็อาจเกิดเรื่องแย่ขึ้นได้


“เช่นนั้น…ถ้าต้องเช่าจริงๆ แล้วค่าเช่าจะคิดเช่นไรหรือเจ้าคะ?”


นางฉินถาม ให้คนกันเองเช่าบ้านเป็นเรื่องที่จัดการยากจริงๆ จะมากหรือจะน้อยก็ทำร้ายความรู้สึกได้ง่ายๆ


“ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกพี่ฟู่กุ้ยเช่าบ้าน หลังใหญ่หน่อยก็เดือนละยี่สิบห้าอีแปะ หลังเล็กก็สิบห้าอีแปะ พวกน้องๆเช่าแค่ห้อง พวกเราเก็บห้าอีแปะก็พอแล้ว ทุกคนคิดเช่นไรเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงถามความเห็นจากทุกคน ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย แต่ลู่กุ้ยหลานกลับเอ่ยขึ้น “ห้าอีแปะน้อยเกินไปเจ้าค่ะ สิบห้าอีแปะเถอะเจ้าค่ะ บ้านที่พวกพี่ฟู่กุ้ยเช่าเป็นบ้านร้าง ทั้งเก่าทั้งโทรม วันดีคืนดีหลังคารั่ว นี่พวกเราเช่าบ้านที่สร้างด้วยอิฐ ดีกว่าของพวกเขามาก ให้เช่าราคานี้พวกเราถึงจะอยู่อย่างสบายใจเจ้าค่ะ”


“ได้ เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้!”


นางซุนตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ เดือนละสิบห้าอีแปะจริงๆก็ไม่ได้แพง


“เช่นนั้นพวกเรายังไม่สร้างบ้านก่อนเจ้าค่ะ จะได้มีเงินในมือเยอะหน่อย ข้าจะเก็บเอาไว้ใช้จ่ายยี่สิบตำลึง ที่เหลือห้าสิบตำลึงเอาลงทุนทั้งหมดเจ้าค่ะ”


หลังจากตัดสินใจเรื่องยากได้แล้ว ลู่กุ้ยหลานก็รู้สึกเบาใจไม่น้อย สีหน้าผ่อนคลายลงมาก


นางเสิ่นเองก็ทำตามพี่สะใภ้เช่นกัน เก็บเอาไว้ใช้จ่ายยี่สิบตำลึงจะได้วางใจ


“พี่สะใภ้สาม ท่านจะลงทุนเท่าไรเจ้าคะ?”


หลังจากตกลงเรื่องครอบครัวของลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นกันได้แล้ว คำถามก็วนกลับมาที่เหอจิ่วเหนียง คนถูกถามเอ่ยตอบ “ข้ายังมีเงินเหลืออยู่ ข้าลงห้าร้อยตำลึงก็แล้วกัน อีกไม่นานข้าจะไปหาซื้อร้านที่อำเภอสักร้าน ถึงตอนนั้นคงต้องใช้เงินอีกเยอะ แทนที่ถึงตอนนั้นเงินทุนไม่พอ สู้ลงทุนหาเงินเข้ามาตั้งแต่ตอนนี้เสียเลย”


ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงก็คิดจะลงทุนเท่าๆกับครอบครัวใหญ่และครอบครัวรอง แต่ลงแค่นั้นมันไม่พอจริงๆ อีกอย่าง ตอนนี้ก็แยกบ้านกันแล้ว ไม่ต้องกังวลมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


นางมีเงินลงทุนจำนวนมากเช่นนี้แต่คนในครอบครัวไม่สงสัย เพราะทุกคนรู้ว่าตอนนี้นางตรวจโรครักษาคนไข้ได้เงินไม่น้อย


สิ่งเหล่านี้ล้วนอาศัยความสามารถของตัวเองหาเงิน แม้พวกเขาจะรู้สึกอิจฉา แต่ก็ไม่ได้ริษยา


เพียงแต่วิชาแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงหาเงินได้มากมายเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้คนในครอบครัวกระตือรือร้นอยากเรียนรู้ทักษะในด้านที่ตัวเองชอบมากขึ้น นอกจากการค้าในครอบครัวแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับตัวเองอีกด้วย


หากจะพูดให้ไม่น่าฟังสักหน่อยก็คือ ตราบใดที่มีทักษะความรู้ติดตัว ต่อให้การค้าในครอบครัวจะขาดทุน แต่ตนเองก็ไม่ทางอดตายแน่นอน


นางหยูเปิดใจกว้างมาก นางยิ้มตาหยีพลางกล่าว “เช่นนั้นพวกเราก็คงอาศัยบารมีจากน้องสะใภ้สามต่อแล้ว!”


เป็นเช่นนั้นจริงๆ ยิ่งเหอจิ่วเหนียงลงเงินทุนเยอะเท่าไรทุกคนก็จะได้เงินปันผลมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากนางลงเงินทุนเยอะ การค้าของครอบครัวก็สามารถขยายได้ใหญ่กว่าเดิม รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้น ไม่มีอะไรต้องริษยา


จะโทษก็ต้องโทษที่พวกเขาเก่งไม่พอนี่แหละ


เมื่อรวมแล้ว เงินทุนทั้งหมดที่ได้สำหรับลงทุนการค้าใหม่ครั้งนี้มีจำนวนหนึ่งพันสองร้อยสี่สิบตำลึง เหอจิ่วเหนียงได้หุ้นสี่สิบจุดสามส่วน ครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองได้หุ้นครอบครัวละยี่สิบห้าจุดแปดส่วน ครอบครัวลู่กุ้ยหลานกับครอบครัวนางเสิ่นได้ครอบครัวละสี่ส่วน


ที่เหลือศูนย์จุดหนึ่งส่วนแบ่งกันยากจึงนับเป็นเงินยามชราของผู้เฒ่าลู่และนางซุน


ตอนที่ 197: ยุให้รำ ตำให้รั่ว


ทุกคนคิดว่าตกลงกันจบแล้ว ทว่าเหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้น “ต่อไปพวกเราจะเอาเงินทั้งหมดมาแบ่งกันแล้วค่อยลงทุนใหม่เช่นนี้ไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ ทำเช่นนี้มันยุ่งยากเกินไป”


“ข้าก็คิดว่ายุ่งยากจริงๆ น้องสะใภ้สาม เจ้ามีคำแนะนำที่ดีกว่านี้หรือไม่?”


นางหยูพร้อมจะกอดขาพึ่งพาเหอจิ่วเหนียงตลอดเวลา


นางฉินก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบหันไปมองเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงแทบจะยิ้มทั้งน้ำตา สังเกตเห็นตั้งนานแล้วว่าพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองแอบแข่งกัน แต่นึกไม่ถึงว่าจะโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้


แต่ความจริงเหอจิ่วเหนียงเข้าใจนางฉินผิดไปแล้ว อย่างนางไม่ได้เรียกว่าแข่งกัน แค่เรียนรู้ที่จะทำตามเฉยๆ นางรู้ดีว่าตัวเองไม่ฉลาด แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองขาดการเรียนรู้เด็ดขาด


นางหยูเองก็นับว่าเข้าใจนางฉินมาก ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นสะใภ้นั้นดีมากทีเดียว รู้นิสัยของนางฉิน ดังนั้นจึงไม่คิดมาก


เหอจิ่วเหนียงอยากเปลี่ยนวิธีการปันผลนานแล้ว เพียงแต่ยังหาโอกาสพูดไม่ได้ ตอนนี้มีโอกาสแล้วจึงต้องพูดออกไป


“คือเช่นนี้นะเจ้าคะ พวกเราไม่ต้องนำเงินทั้งหมดออกมาแบ่งกันทุกครั้ง เราเก็บเงินทุนสำหรับทำการค้าเอาไว้ให้พอ ส่วนเงินที่เหลือก็เอามาแบ่งกันเจ้าค่ะ แล้วก็ไม่ต้องแบ่งเงินปันผลกันปีละครั้ง มันนานเกินไป สามเดือนแบ่งครั้งหนึ่ง เช่นนี้เราจะได้สบายใจว่าจะมีเงินใช้ไม่ขาดมือเจ้าค่ะ”


แบ่งเงินตอนสิ้นปีนางไม่มีปัญหา แต่คนอื่นคงจะลำบาก เพราะพวกเขาไม่ได้มีรายได้เสริม


พูดถึงเรื่องนี้แล้วเหอจิ่วเหนียงก็กล่าวอีก “ยังมีอีกเรื่องเจ้าค่ะที่ข้าอยากจะบอกเอาไว้ก่อน ตอนนี้พวกเราแยกบ้านกันแล้ว หลายๆเรื่องก็ต้องคำนวณแยก ตอนนี้ทุกคนยังทำงานในโรงงานเพราะคิดว่าเป็นการค้าของครอบครัว แต่พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่วางแผนจะทำอย่างอื่นด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ พวกพี่ใหญ่ก็ไปทำเรื่องที่ตัวเองวานแผนเอาไว้ได้เลย ไม่ต้องสนใจงานในโรงงานแล้ว แค่รอเงินปันผลก็พอเจ้าค่ะ


และถ้าพี่รองกับพี่สะใภ้รองไม่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ อยากทำแค่การค้าของครอบครัว เช่นนั้นก็ต้องรับเงินค่าแรงเหมือนคนงาน จะให้พี่รองกับพี่สะใภ้รองทำงานให้พวกเราเปล่าๆไม่ได้เจ้าค่ะ พวกน้องหญิงกับน้องเขยก็เช่นกัน


แน่นอนว่ามีส่วนของข้าด้วย ถึงข้าจะไม่ได้ทำงานในโรงงาน แต่ข้าเป็นคนออกแบบเสื้อผ้า ดังนั้นข้าก็ควรได้เงินค่าแรง เช่นนี้ทุกคนเห็นด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็หันมองหน้าทุกคนอย่างจริงจัง รู้ว่าคำพูดนี้ค่อนข้างกระทบต่อพวกเขามาก


พวกเขาอาจจะคิดว่าการดูแลการค้าของครอบครัวตัวเองแล้วได้เงินค่าแรงด้วยมันเป็นเรื่องประหลาด


และสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงคิดก็ง่ายมาก ก่อนหน้าไม่ได้แยกบ้าน เรื่องจุกจิกเช่นนี้ปล่อยผ่านไปได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว พูดให้ชัดเจนไปเลย ต่อไปจะได้ไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น


เดิมทีคิดว่าพวกเขาจะไตร่ตรองสักพัก นึกไม่ถึงว่านางซุนจะเป็นคนแรกที่สนับสนุน “ข้าเห็นด้วยที่สะใภ้สามพูด แยกบ้านกันดูแลแล้วก็ต้องแบ่งแยกทุกอย่างกันให้ชัดเจน การค้านี้ไม่ได้เป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง พวกเจ้าทุกคนล้วนมีส่วนร่วม คนที่ทำงานกับคนที่ไม่ต้องทำงานก็ควรปฏิบัติต่างกัน”


นางฉินพยักหน้าเห็นด้วย นางกำลังกลัดกลุ้มใจเรื่องนี้อยู่พอดี น้องสะใภ้สามก็พูดออกมาแล้ว ช่างโดนใจนางจริงๆ


ครอบครัวพี่ใหญ่มีเป้าหมายของตัวเอง มีเรื่องที่อยากทำมากมาย แต่ครอบครัวรองไม่ได้มีปณิธานใด พวกเขาคิดว่าดูแลการค้าของครอบครัวให้ดีก็เก่งแล้ว นี่ก็น่าจะนับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งกระมัง


แต่เมื่อคิดว่าครอบครัวพี่ใหญ่กับครอบครัวน้องสะใภ้สามมีความชอบที่อยากทำและสามารถหาเงินได้สองทาง แต่พวกเขาครอบครัวรองแค่ดูแลการค้าของครอบครัวไม่มีรายได้เสริมทางอื่นเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกขาดความสมดุลขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร กลัวว่าทุกคนในครอบครัวจะหาว่านางเป็นคนเห็นแก่ตัว


แต่พอน้องสะใภ้สามพูดออกมา ทุกประโยคของนางล้วนตรงประเด็น พูดความคิดที่ตนไม่กล้าพูดออกมาหมดแล้วเช่นนี้ นางฉินก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก


ลู่กุ้ยหลานก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน ตอนนี้นางคิดไม่ออกเลยว่าจะมีที่ไหนดีไปกว่าที่นี่อีก ทำงานให้ครอบครัวแถมยังได้ค่าแรงอีก ไม่เลวเลยจริงๆ


นางหยูย่อมไม่มีทางไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว หลักการนี้ทุกคนล้วนเข้าใจดี ตั้งกฎเกณฑ์ชัดเจนเช่นนี้เป็นวิธีที่ดีมากจริงๆ ไม่มีใครเอาเปรียบใครทั้งสิ้น


“เรื่องเงินยังคงให้ท่านแม่เป็นคนจัดการ ช่วงนี้เหลียนฮวาเรียนรู้การคิดเลขเก่งเลย รู้จักตัวหนังสือก็หลายตัวแล้ว ต่อไปสามารถมอบอำนาจในการจัดการบัญชีให้นางดูแลได้ โยวยาโถวต้องเรียนรู้กับนางพอดี ต่อไปครอบครัวเราก็มีคนที่มีความสามารถเพิ่มขึ้นแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนสืบทอดแล้วเจ้าค่ะ”


เมื่อเห็นทุกคนไม่มีความเห็นใด เหอจิ่วเหนียงก็กำชับบางเรื่องอีกครั้ง เช่น เรื่องการคำนวณค่าข้าวปลาอาหาร เป็นต้น


ในหลายครั้งเหอจิ่วเหนียงก็เป็นคนตัดสินใจอยู่ฝ่ายเดียว คนในครอบครัวก็เห็นดีเห็นงามด้วยทุกอย่าง และทำตามที่นางวางแผนจัดการ


หลังจากประชุมเสร็จทุกคนก็ออกจากห้อง ทันทีที่เปิดประตูออกมา นางโจวที่แนบหูแอบฟังอยู่ที่ประตูก็เกือบล้มลงมาแทบเท้าทุกคน


“พี่สะใภ้ใหญ่ มาลับๆล่อๆทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ?”


รู้ทั้งรู้ว่านางโจวมาแอบฟัง แต่นางหยูก็ยังถามเช่นนั้น


นางโจวนึกไม่ถึงว่าจู่ๆ พวกเขาจะออกมาเช่นนี้ นางยิ้มประดักประเดิด “ขะ ข้า…เอ่อ ข้ากำลังกวาดขยะอยู่น่ะ เลยสะดุดล้ม!”


ขณะที่กล่าวนางยังยกไม้กวาดในมือขึ้นให้พวกเขาดูด้วย


ทุกคนย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่ไม่อยากสนใจนาง นับตั้งแต่วันสิ้นปีวันนั้นจนถึงวันนี้ คนครอบครัวลู่ทำใจชอบนางโจวไม่ได้จริงๆ


ไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากนางน่ารำคาญเกินไป


นางโจวเจอคนครอบครัวลู่ก็เอาแต่ถามว่าครอบครัวลู่ร่ำรวยได้อย่างไร ระหว่างทางลี้ภัยไปเจออะไรมา ได้ทำเรื่องไร้ศีลธรรมปล้นชิงคนอื่นมาหรือไม่ ต่างๆนานา


ในตอนแรกพวกลู่กุ้ยหลานก็ยังอดทนตอบพอผ่านไปที แต่นางโจวเริ่มสอบถามเรื่องร้านอาหาร เรื่องนี้เกินขอบเขตแล้ว จากนั้นก็ไม่มีใครสนใจนางอีก


นางหยูรู้สึกอับอายมากที่มีพี่สะใภ้คนนี้ นางดึงชายเสื้อนางโจวลากไปอีกทาง ยังไม่ทันได้พูด นางโจวก็ถามก่อน “พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกันในห้องหรือ เหตุใดถึงนานนัก แถมยังลงกลอนแน่นถึงเพียงนั้นอีก แม่สามีเจ้าจงใจจะกันข้าแน่ๆ ข้าเป็นญาติครอบครัวพ่อแม่เจ้านะ พวกเขากันข้าก็หมายความว่ากันเจ้าด้วย เจ้าคิดให้เยอะๆหน่อยเถอะ เจ้าดูครอบครัวน้องสาวของสามีเจ้า ทั้งยังพาครอบครัวน้องชายสามีมาอยู่ด้วย นั่นต่างหากที่เป็นคนนอกน่ะ!”


นางหยูฟังคนไร้มารยาทพูดโดยไม่ตอบโต้อะไร มุมปากยกยิ้มเย้ยหยันเล็กน้อย นี่จะเริ่มยุให้รำตำให้รั่วอย่างนั้นหรือ


“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ เจ้าเอาแต่เหม่ออะไร ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ถ้าเจ้ายังไม่…”


นางโจวเห็นท่าทางน้องสามีเช่นนี้ก็โกรธ เมื่อก่อนยังเชื่อฟังคำพูดนางอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงได้พูดยากพูดเย็นนักนะ


นางหยูไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ตัดบททันที “จะเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวกับท่าน…อ้อ ไม่สิ เกี่ยวกับท่าน พวกเราคุยกันเรื่องจะไม่ให้ท่านอยู่ที่นี่เปล่าๆน่ะ ท่านต้องจ่ายค่าเช่าเดือนละสิบห้าอีแปะ ถ้าไม่มีเงินจ่ายก็ทำงานใช้หนี้ ร้านอาหารที่บ้านก็ให้ค่าแรงท่านไม่น้อย ท่านตั้งใจทำงานวันสองวันก็ใช้หนี้ได้แล้ว”


“เจ้าว่าอะไรนะ?”


นางโจวตะโกน “มีที่ไหนกัน ญาติมาขอพึ่งแล้วจะเก็บค่าเช่า นี่ข้าเป็นพี่สะใภ้ของเจ้านะ!”


นางหยูคาดเอาไว้แล้วว่านางต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “อย่าคิดว่าทุกคนจะจงใจแกล้งท่าน ไม่ใช่แค่ท่านคนเดียว ครอบครัวของน้องหญิงทั้งสองครอบครัวก็ต้องจ่ายค่าเช่าสิบห้าอีแปะเหมือนกัน”


“ก็นั่นมันครอบครัวละสิบห้าอีแปะ แต่นี่มาเก็บข้าคนเดียวสิบห้าอีแปะ ยังมาพูดว่าไม่ได้จงใจแกล้งข้าอีกหรือ!”


นางโจวถลึงตาเบะปากท่าทางเอาเรื่อง ครอบครัวลู่รังแกกันเกินไปแล้ว!


ตอนที่ 198: เปิดร้าน


นางหยูกลอกตามองบน และตอกกลับอย่างไม่ปรานี “เขาอยู่กันเป็นครอบครัวห้องเดียว ท่านคนเดียวห้องเดียว สิบห้าอีแปะก็เป็นราคาต่อห้อง ท่านแม่ข้าบอกเอาไว้แล้วว่าถ้าท่านไม่จ่ายก็ไม่ให้อยู่!”


พูดถึงตรงนี้นางหยูก็ลอบขอโทษนางซุนในใจ นางไม่ได้ตั้งใจจะลากแม่สามีมาเป็นเกราะกำบัง


นางโจวแค่นเสียงเย็นชา ยิ้มเย้ยหยัน “ดูท่าทางของเจ้าสิ คำก็ท่านแม่ สองคำก็ท่านแม่ เจ้าโดนคนครอบครัวนี้สั่งสอนจนเสียคนไปแล้ว แม้แต่แม่แท้ๆ เจ้าก็ยังแยกไม่ออกแล้ว!”


ได้ยินคนสถุนพูดถึงบุคคลอันเป็นที่รักของตนเองเช่นนี้ แววตานางหยูพลันเย็นชา “ข้าจะแยกออกหรือไม่อย่างไรมันก็ไม่ใช่เรื่องของท่าน ถ้าท่านไม่ทำงานใช้หนี้ก็ออกไปจากที่นี่ตอนนี้ซะ! ตอนนี้ก็ผ่านปีใหม่มาแล้ว ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามาขออาศัยอยู่แค่ชั่วคราว หลังปีใหม่ก็จะออกไป”


สีหน้านางโจวเปลี่ยนไปทันที ชี้หน้าด่านางหยูด้วยความโกรธ “หยูเสี่ยวเอ๋อร์! ข้าเป็นพี่สะใภ้แท้ๆของเจ้านะ! ครอบครัวพ่อแม่เจ้าเหลือข้าแค่คนเดียวแล้ว ข้าลำบากเพียงใดกว่าจะตามหาเจ้าเจอ แต่เจ้ากลับทำกับข้าเช่นนี้หรือ!”


ด้วยรูปร่างที่เตี้ยกว่านางหยู ตอนที่นางโจวชี้หน้าด่าอีกฝ่ายจึงต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นนางหยูก้มมองตนที่อยู่เตี้ยกว่าก็ยิ่งโมโห


นางอยากจะแตกหักกันไปเสีย ออกไปจากที่นี่ก็ใช่ว่านางจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้ แต่เมื่อนึกถึง ‘ภารกิจ’ ที่ต้องทำ นางจึงต้องอดทนเอาไว้


นางหยูโดนชี้หน้าด่าก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ เพียงกล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือ ต่อให้ท่านเป็นพี่สะใภ้ข้า แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ที่ข้าให้ท่านอยู่ด้วยก็ถือว่าข้าทำหน้าที่ญาติถึงที่สุดแล้ว ถ้าท่านยอมก็ทำงานใช้หนี้ ถ้าไม่ยอมก็ออกไปจากบ้านหลังนี้ตอนนี้เลย”


ผ่านประสบการณ์และเรื่องราวมามากมาย นางหยูรู้ว่าตนเองควรปฏิบัติดีต่อคนเช่นไร สำหรับนางโจว เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่ไม่ชอบหน้านางมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นางคิดว่าตนเองให้ความเมตตาอย่างถึงที่สุดแล้ว


“อ๋อ อีกเรื่อง ข้าเกือบลืมบอกไป ตอนนี้ครอบครัวพวกเราได้แยกบ้านกันดูแลจัดการแล้ว ถึงแม้อาหารการกินจะกินด้วยกัน แต่ทุกคนต้องจ่ายค่าข้าวปลาอาหาร ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ทุกคนก็ต้องจ่ายคนละหนึ่งตำลึง จะกินก็จ่าย ถ้าท่านไม่มีจ่ายก็กฎเดิม ทำงานใช้หนี้”


กว่าเมื่อครู่นางโจวจะสงบสติอารมณ์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย บัดนี้ได้ยินคำพูดเหล่านี้อีก นางแทบจะกระทืบเท้า


นางลำบากอย่างแสนสาหัสกว่าจะเดินทางจากชางโจวมาถึงจิงโจวได้ เงินช่วยเหลือในการตั้งตัวที่ทางการมอบให้ก็แค่สามตำลึง


เงินหนึ่งตำลึงก็เพียงพอสำหรับนางที่จะใช้ชีวิตไปได้ทั้งปี แต่อยู่ที่บ้านหลังนี้ เงินหนึ่งตำลึงได้กินแค่ข้าวมื้อเดียว!


“ท่านอยู่ที่นี่ช่วงนี้ก็น่าจะรู้ดี ครอบครัวพวกเรากินอยู่ค่อนข้างดี สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยเงินทั้งสิ้น คนละหนึ่งตำลึงก็น่าจะพอสำหรับค่าอาหารสองสามเดือน ถ้าท่านอยากกินข้าวกับทุกคนก็ต้องขยันเก็บเงิน ไม่อย่างนั้นแม้แต่ค่าอาหารก็จะไม่มีจ่าย


ท่านอย่าคิดว่าจะไม่คุ้ม อย่างโก่วเอ๋อร์เป็นเด็กอายุแค่สามสี่ขวบก็ต้องจ่ายหนึ่งตำลึง ท่านก็คิดดูเองแล้วกันว่าจะเลือกเช่นไร ถ้าตกลงก็ไปกินกับพวกสาวๆที่โรงครัว”


นางหยูไม่ได้พูดถึงโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเลย จักรเย็บผ้าในโรงงานเหล่านั้นเป็นความลับใหญ่หลวง หากนางโจวรู้เข้าต้องแพร่งพรายเรื่องนี้แน่นอน เช่นนั้นจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ทุกคนในบ้านได้


นางโจวเบิกตากว้างพลางคิด นี่นางต้องขยันทำงานถึงจะร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยได้อย่างนั้นหรือ เงินที่ทำงานมาก็ไม่เห็น เพราะโดนหักไปกับค่าอาหารโดยตรงอย่างนั้นหรือ


แถมยังให้นางไปกินข้าวกับผู้หญิงในโรงครัวพวกนั้นอีก คนเหล่านั้นล้วนเป็นสาวใช้ของครอบครัวลู่ หากนางกินข้าวกับคนเหล่านั้น ก็หมายความว่านางเป็นสาวใช้ของครอบครัวลู่ด้วยน่ะสิ!


หึ รังแกกันเกินไปแล้ว!


ช่างเถอะ อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไป ต้องทำให้คนเหล่านี้ไว้วางใจก่อนแล้วค่อยว่ากัน


สตรีมีแผนการครุ่นคิดอย่างรอบคอบอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงยอมอ่อนข้อ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “น้องหญิง เจ้าเองก็รู้ว่าตอนนี้ข้าเหลือเจ้าเป็นญาติคนเดียวแล้ว ในเมื่อเจ้าแยกบ้านกันดูแลจัดการแล้ว เช่นนั้นในมือเจ้าคงมีเงินอยู่เป็นแน่ เงินหนึ่งตำลึงนั่นเจ้าก็จ่ายให้ข้าก่อนสิ วันหน้าข้าเก็บเงินได้แล้วข้าจะคืนเจ้า เช่นนี้ดีหรือไม่?”


“ไม่ดีเจ้าค่ะ!”


นางหยูกลอกตามองบน เมื่อครู่ยังตะคอกชื่อนางเต็มยศอยู่เลย ตอนนี้มาเรียกน้องหญิงซะแล้ว คนผู้นี้ช่างเปลี่ยนหน้าเร็วยิ่งกว่างิ้วเสียอีก!


“ครอบครัวต้องทำการค้า ปีใหม่ต้องใช้เงินเยอะ ข้าเผื่อเงินค่าอาหารเอาไว้ให้แค่คนในครอบครัวตัวเอง เงินที่เหลือข้าเอาไปลงทุนหมดแล้ว ท่านทำได้แค่ทำงานใช้หนี้แล้ว นี่เพราะเห็นว่าท่านเป็นพี่สะใภ้ข้าหรอกนะ ทุกคนก็เลยให้โอกาสนี้กับท่าน ท่านก็อย่าทำให้ข้าลำบากใจนักเลย”


นางโจวเห็นท่าทางนางหยูไร้ความปรานีเช่นนี้ก็ไม่คาดหวังอะไรแล้ว จึงจำใจต้องตอบตกลง

.......


วันที่หกของปี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เป็นวันดี และวันนี้ก็เป็นวันเปิดทำการกิจการของครอบครัวลู่


เพิ่งจะรุ่งสางก็มีคนกลุ่มใหญ่มารวมตัวกันที่หน้าประตูบ้านครอบครัวลู่แล้ว คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ทำงานให้กับครอบครัวลู่ รวมไปถึงคนงานในโรงงานและคนงานที่ทำงานระยะยาว


เนื่องจากครึ่งปีหลังในปีที่แล้วได้ทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของครอบครัวลู่ ทำให้ปีนี้แต่ละครอบครัวมีเงินเหลือเฟือในการฉลองปีใหม่ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลย


ทุกคนล้วนจดจำความเมตตาของครอบครัวลู่ ด้วยเหตุนี้ในวันการค้าเปิดทำการ ทุกคนต่างพากันมาตั้งแต่เช้าตรู่โดยมิได้นัดหมาย กระตือรือร้นในการทำงานหาเงินเพื่อปีหน้าจะได้มีเงินฉลองปีใหม่อีก


และตอนนี้เอง นางโจวจึงได้รู้ว่าครอบครัวลู่ทำการค้าใหญ่มาก คนมากมายเพียงนี้ เดือนหนึ่งต้องจ่ายค่าแรงไปเท่าไรกัน


เห็นอยู่ชัดๆว่านางหยูมีเงินตั้งเยอะ ยังจะให้นางจ่ายค่าเช่าห้องอีก ทั้งยังต้องจ่ายค่าอาหารเองด้วย จงใจแกล้งนางชัดๆ!


ฝากเอาไว้ก่อนเถอะคนพวกนี้!


นางต้องทำให้พวกเขาตกอับยิ่งกว่าตอนที่อยู่บ้านเกิดให้ได้ ดูซิว่าพวกเขายังจะกล้าอวดดีอยู่หรือไม่!


เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว ลู่จิ้งซวนก็เป็นตัวแทนกล่าวสุนทรพจน์เล็กๆน้อยๆ นี่เป็นภารกิจที่เหอจิ่วเหนียงมอบหมายให้เขาหลายวันก่อนหน้านี้


ต้องกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ลู่จิ้งซวนทั้งเครียดทั้งตื่นเต้น เขาเป็นพี่ใหญ่ของบ้าน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องเป็นผู้นำเสมอ


อีกอย่าง น้องสะใภ้สามก็บอกแล้วว่านี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้ฝึกฝน ต่อไปคนอื่นๆในครอบครัวก็ต้องหมุนเวียนเป็นตัวแทนในการกล่าว เพื่อฝึกความกล้าแสดงออก และแสดงความสามารถ


“ทุกคนก็ทำงานกับครอบครัวลู่ของพวกเรามาช่วงหนึ่งแล้ว รู้ว่าทุกคนทำงานกันอย่างแข็งขัน พวกเราครอบครัวลู่ก็จะไม่เอาเปรียบทุกคน ปีใหม่นี้พวกเรากำหนดกฎเกณฑ์ใหม่และสวัสดิการใหม่ ทุกคนมีโอกาสได้ขึ้นเงินเดือน พวกเราจะขยันไปด้วยกัน ทำให้การค้าครอบครัวลู่เติบโตยิ่งขึ้น ให้ทุกๆครอบครัวได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น!”


เขาไม่ได้พูดมากมายนัก และนี่ก็เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงสอนให้เขาพูด


แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังฝึกแล้วฝึกอีก เพื่อเวลาพูดจะได้ราบรื่นไม่ติดขัด พูดจบในครั้งเดียว


กล่าวจบเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกและเผยรอยยิ้มออกมา ไม่เสียแรงเลยที่สองวันมานี้พยายามฝึกพูดตลอด นับว่าทำได้ดีทีเดียว เขาพึงพอใจมาก


เหอจิ่วเหนียงเป็นผู้นำปรบมือให้ คนอื่นก็พากันปรบมือตาม จากนั้นทุกคนก็อยากรู้ว่ากฎเกณฑ์และสวัสดิการใหม่คืออะไร เรื่องนี้ส่วนมากจะเป็นของทางด้านโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และลู่กุ้ยหลานจะเป็นคนอธิบายรายละเอียดอีกครั้งที่โรงงาน


ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเกณฑ์การประเมินผลงานที่ดีขึ้น ตอนนี้ลู่กุ้ยหลานเป็นคนรับผิดชอบ ด้วยจำนวนคนงานที่เยอะ บางครั้งอาจเกิดความสะเพร่าขึ้นได้ ดังนั้นจึงต้องเริ่มจากการคัดเลือกหัวหน้ากลุ่ม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่เข้ามาช่วย และมอบหมายให้ลู่กุ้ยหลานเป็นคนจัดการทุกอย่าง


ตอนที่ 199: นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่นางต้องการ


ส่วนสวัสดิการใหม่นั้นลู่จิ้งซวนเป็นคนประกาศ “โรงงานตัดสินใจว่าต่อไปในทุกๆฤดูจะมอบชุดเครื่องแบบให้คนงานสองชุด เดี๋ยวทุกคนมาแจ้งขนาดเสื้อผ้าของตัวเองด้วย”


เหล่าคนงานได้ยินเช่นนี้ก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที จะได้รับเสื้อผ้าสองชุดในทุกๆฤดู ปีหนึ่งก็ได้แปดชุด! สวรรค์!


ก่อนปีใหม่มอบเสื้อคลุมขนสัตว์ให้ครั้งหนึ่ง แค่นั้นพวกเขาก็ดีใจมากแล้ว ตอนนั้นคิดว่าที่มอบให้เพราะฉลองเนื่องในโอกาสสร้างโรงครัวเปิดการค้าใหม่ นึกไม่ถึงว่าเปิดปีใหม่มาวันแรกก็จะได้เสื้อผ้าใหม่อีกแล้ว!


เมื่อก่อนแต่ละครอบครัวต้องใช้เวลาหนึ่งปีกว่าจะตัดเย็บชุดใหม่สักชุด ทั้งยังต้องใช้เสื้อผ้าเก่าๆ จนไม่อาจใส่ได้แล้วจริงๆ จึงจะตัดเย็บชุดใหม่ขึ้นมา โรงงานครอบครัวลู่ช่างจิตใจดีมีเมตตายิ่งนัก!


“เสื้อผ้าพวกนี้ให้ทุกคนใส่ขณะทำงาน ไม่อนุญาตให้เอาไปให้คนอื่นโดยพลการ! ทุกคนได้ใส่เหมือนๆกันดูแล้วก็รู้สึกสบายใจ อีกอย่าง เสื้อผ้าแต่ละฤดูกาลจะไม่เหมือนกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีเสื้อผ้าใหม่ๆใส่ตลอดทั้งปี!”


เมื่อก้าวผ่านความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่มาได้ ลู่จิ้งซวนก็เริ่มคุ้นเคยแล้ว ขณะที่พูดขาก็ไม่สั่น สามารถแสดงออกถึงความมั่นใจในตัวเอง


จากนั้นฝูงชนต่างก็แยกย้ายกันไปพร้อมเสียงโห่ร้องดีใจ ตอนนี้ยามสาย ต้องไปทำงานกันแล้ว


นางโจวส่งเสียงฮึดฮัด ยอมตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้คนอื่นแต่ไม่ตัดเย็บให้นาง ชุดที่นางใส่อยู่ตอนนี้ก็ใส่มาตั้งแต่วันสิ้นปีจนถึงตอนนี้ ไม่ได้เปลี่ยนเอาไปซักเลยสักครั้ง!


ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจนัก!


เมื่อเห็นพวกนางหยูหันหลังเดินไปนางก็รีบวิ่งตามทันที แล้วกล่าวถาม “น้องหญิง ในเมื่อเริ่มทำงานกันแล้ว เช่นนั้นข้าก็เข้าไปทำงานที่โรงครัวได้แล้วใช่หรือไม่ มีงานอะไรเจ้าก็รีบสั่งข้ามาได้เลย ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่าง!”


ใจนางมุ่งมั่นไปแค่ที่โรงครัว ไม่เคยคิดอยากไปโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเลย นางคิดว่าที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็เป็นแค่สถานที่ตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่มีของอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อนาง ไม่ว่าสิ่งใดก็เทียบสูตรอาหารที่โรงครัวไม่ได้ หากได้สูตรมา นางก็สามารถทำการค้านั้นได้เหมือนกัน!


นางหยูขานรับ แล้วกล่าว “อ้อ ขาดคนก่อไฟอยู่พอดี ท่านไปก่อไฟก็ได้ ตั้งใจก่อไฟให้ดีก็มีเงินจ่ายค่าเช่าหนึ่งเดือนแล้ว!”


ขณะที่กล่าวนางก็กังวลว่านางโจวจะไม่ไป จึงอธิบายเสริม “งานก่อไฟเป็นงานเบาๆสบายๆ น้องสะใภ้สามเห็นว่าท่านเป็นพี่สะใภ้ข้าก็เลยให้หน้าที่นี้ ท่านตั้งใจทำงานให้ดี ครอบครัวก็ไม่ทำกับท่านอย่างไม่เป็นธรรมหรอก”


แรกๆนางโจวรู้สึกไม่พอใจจริงๆ แต่เมื่อนึกได้ว่าการก่อไฟอยู่ใกล้กับห้องครัว ถึงตอนนั้นก็จะได้เห็นวิธีการทำเป็ดดำลู่ แล้วนางก็จะทำตามได้


คิดได้เช่นนี้ทันใดนั้นนางก็แสดงท่าทางดีใจและเต็มใจยกใหญ่ “ได้สิ! ข้ารับประกันเลยว่าข้าจะก่อไฟให้พวกเจ้าจนลุกโชนเลยละ!”


ทว่า…


เมื่อนางหยูพามาที่หน้าเตา นางโจวก็ต้องตกตะลึง


เหตุใดที่ก่อไฟถึงอยู่ข้างนอกล่ะ ทั้งยังอยู่หลังโรงครัวอีกด้วย!


ตรงหน้านางมีกำแพงกั้นอยู่ อีกด้านของกำแพงมีเตาไฟสามเตา นางเพียงแค่ใส่ฟืนเข้าไปในเตาผ่านช่องเติมฟืนของกำแพงเท่านั้น และจะไม่สามารถมองเห็นเตาที่อยู่อีกด้านได้


เป็นงานเบาๆสบายๆจริงๆ แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ!


ถูกกีดกันให้อยู่ด้านนอกเช่นนี้แล้วนางจะแอบขโมยสูตรได้อย่างไรเล่า!


สตรีมีแผนการร้อนใจขึ้นในทันใด กล่าวกับนางหยู “น้องหญิง ตรงนี้มีแค่ข้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ?”


“ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ นี่ไม่ใช่งานหนักอะไรซะหน่อย คนเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ ข้างๆเป็นห้องฟืน ถ้าฟืนไม่พอก็เดินไปเอาได้ ท่านตั้งใจทำล่ะ ข้าขอตัว”


นางหยูกล่าวจบก็จะเดินจากไป นางยังมีงานตัวเองที่ต้องทำอีก


“น้องหญิง!” นางโจวคว้าแขนน้องสามีเอาไว้ “ข้าเป็นคนชอบความครึกครื้น เจ้าเปลี่ยนที่ให้ข้าทำงานเถอะนะ! ข้าอยู่ตรงนี้คนเดียวแล้วจะพูดคุยกับใครได้เล่า ข้าคงเบื่อตายแน่!”


“งานดีๆเช่นนี้ถ้าท่านไม่อยากทำก็ต้องไปทำไร่ทำนาแล้วละ ไร่ร้างบนเขาต้องการคนดูแลอยู่พอดี”


นางหยูตอบกลับทันที นี่เป็นคำแนะนำที่นางถามเหอจิ่วเหนียงก่อนหน้านี้ เพราะกลัวว่านางโจวจะไม่ยอม


นางโจวไม่ได้ต้องการเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่พยายามต่อรองกับนางหรอก


เป็นดังคาด เมื่อได้ยินว่าต้องไปทำงานในไร่ นางโจวก็เชื่อฟังขึ้นมาทันที


หลังจากนางหยูเดินไปแล้ว นางโจวก็ถ่มน้ำลายออกมาอย่างไม่เกรงใจ “คอยดูเถอะ ข้าจะแอบเรียนมาให้ได้เลย!”


คนเหล่านี้กันนางเหมือนกีดกันศัตรูก็มิปาน ที่ก่อไฟอยู่ด้านนอกเช่นนี้ พวกเขาคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะขวางนางได้อย่างนั้นหรือ


หึ! ไม่มีทางซะหรอก!


ตราบใดที่นางอยากทำ ก็ไม่มีทางที่จะทำไม่ได้!


อย่างไรเสียเตาไฟก็ไม่จำเป็นต้องเฝ้าอยู่ตลอด รอให้นางจุดไฟเสร็จแล้วค่อยเข้าไปดูก็ได้ แอบเรียนรู้วันละนิดทุกๆวัน ไม่ช้าก็เร็วนางต้องทำได้แน่!


โรงครัวนี้มีอยู่สามห้อง ห้องเก็บเครื่องปรุงห้องหนึ่ง ห้องเก็บเป็ดไก่สดห้องหนึ่ง อีกห้องเป็นห้องครัวห้องใหญ่ที่มีเตาไฟสามเตา


เป็ดดำลู่ขายดีมาก วันหนึ่งขายออกไปได้หลายหม้อเลยทีเดียว หากมีเตาไม่มากพอเช่นนี้ไม่มีทางทำทันแน่นอน


เครื่องเทศชนิดแห้งหลากหลายชนิดถูกบรรจุลงในถุงผ้าเล็กๆ ตามปริมาณที่เหมาะสมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ถึงเวลาใช้งานเพียงโยนถุงผ้าเครื่องเทศลงไปในหม้อก็สามารถปรุงรสชาติออกมาได้เลย โดยที่เครื่องเทศต่างๆจะไม่ติดเนื้อ


หลังจากเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆแล้ว อันที่จริงแม่นางน้อยทั้งหกก็ทำได้เลยโดยนางหยูไม่จำเป็นต้องช่วย ถึงขั้นสามารถปล่อยให้พวกนางทำกันเองโดยไม่ต้องอยู่ด้วยก็ได้ แต่นางโจวอยู่ด้านนอก นางหยูจำเป็นต้องป้องกันเอาไว้ก่อน


“อาสะใภ้เจ้าคะ ตรงนี้มีพวกเราอยู่ ท่านไปทำธุระของตัวเองเถอะเจ้าค่ะ”


เรื่องพวกนี้พวกนางทำได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว ตอนนี้ผู้ช่วยก็มีเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้นางหยูทำงานหนักเช่นนี้


“ไม่เป็นไร ข้าต้องดูแลอยู่ที่นี่เองถึงจะวางใจ”


ขณะที่กล่าวนางก็ชะเง้อมองไปด้านนอก แล้วเอ่ยเสียงเบา “คนที่ก่อไฟเผาฟืนอยู่ข้างนอกนั่นเป็นพี่สะใภ้ข้า พวกเจ้าก็คงรู้กันแล้ว พวกเจ้าคอยจับตามองนาง และระวังกันให้มากล่ะ อย่าให้นางเข้ามาได้ และไม่ต้องพูดเรื่องในร้านให้นางฟังมาก แล้วถ้าเห็นว่านางทำตัวแปลกๆ พวกเจ้าต้องรีบมาบอกข้าทันที เข้าใจหรือไม่”


พี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้ทำเอานางหยูเป็นกังวลมากจริงๆ


“เจ้าค่ะ ท่านอาสะใภ้วางใจได้เจ้าค่ะ พวกเราจะระวังให้มาก”


บรรดาหญิงสาวตอบน้ำเสียงแจ่มชัด นางหยูพยักหน้าอย่างพึงพอใจ


เด็กๆเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กน่าสงสาร ไร้บิดามารดา ตอนนี้ได้ทำงานกับครอบครัวลู่ก็นับว่ามีครอบครัวไม่โดดเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


“อ๋อใช่ ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ ก่อนหน้านี้อาสะใภ้โจวขอกุญแจโรงครัวกับพวกเรา ข้าคิดว่านางจะต้องมาถามหากุญแจจากพวกเราอีกแน่ๆ ข้าว่าเก็บกุญแจนี่ไว้กับท่านสักสองสามวันก่อนเถอะเจ้าค่ะ”


เรื่องที่นางโจวขอกุญแจจากพวกนางเมื่อวันสิ้นปี หลายวันก่อนเยว่ถงก็บอกกับครอบครัวลู่แล้ว


“ไม่เป็นไร นางไม่กล้าทำให้พวกเจ้าลำบากใจมากนักหรอก พวกเจ้าทำตัวเหมือนเดิมตามปกติของพวกเจ้าไป ถ้ามีเรื่องอะไรก็มาบอกข้าได้ทุกเมื่อ”


นางหยูกำชับสองสามประโยคแล้วหันหลังเดินจากไปทันที


นางตัดสินใจว่าจะไปเรียนการทำอาหารที่หอสุราในอำเภอแล้ว ช่วงนี้นางต้องช่วยบุตรสาวคนรองหาร้านเย็บปักที่เหมาะสมก่อน แล้วยังต้องหาพ่อครัวที่หอสุราเพื่อถามว่าเขายินดีรับศิษย์หรือไม่


เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยๆจัดการ


ส่วนเรื่องอยากเป็นช่างตีทองของลู่จิ้งซวนนั้นไม่ได้รีบร้อน จัดการที่ดินรกร้างเหล่านั้นให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน อย่างไรทุกวันนี้ก็ยังได้ค่าแรง


เมื่อกลับมาถึงบ้าน นางหยูก็ไปหาเหอจิ่วเหนียงทันที และเล่าสถานการณ์ทางด้านโรงครัวให้ฟัง


“ดูออกเลยว่าพี่สะใภ้ใหญ่ของข้าผิดปกติจริงๆ น้องสะใภ้สาม เจ้าพูดถูก มาถึงจิงโจวตั้งนานแต่นางเพิ่งจะมาหาข้าเอาป่านนี้ อีกอย่าง มาถึงก็พรวดพราดไปที่โรงครัวเลย เป้าหมายของนางต้องเป็นสูตรเป็ดดำลู่ของพวกเราแน่ๆ ช่วงสองสามวันนี้ข้าจะจับตาดูนางให้ดี ไม่ให้นางสมหวังเด็ดขาด!”


ตอนที่ 200: ทำลายความรู้สึก


นางหยูกำหมัดแน่น ในใจรู้สึกผิดต่อทุกคนในครอบครัวลู่ เหตุใดญาติครอบครัวพ่อแม่นางถึงไม่ทำตัวดีๆ เหมือนญาติครอบครัวพ่อแม่นางฉินบ้าง แต่ละวันเอาแต่หาเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจให้นาง


“พี่สะใภ้ใหญ่อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลยเจ้าค่ะ เรื่องเช่นนี้ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางราวกับไม่สนใจ ในมือถือพู่กันวาดลวดลายเสื้อผ้าชวนวาบหวิวจนนางหยูไม่กล้ามอง


“นางเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของครอบครัวพ่อแม่ข้า เกิดเรื่องขึ้นก็เป็นข้าที่รู้สึกผิดต่อทุกคนในครอบครัวเรา จะให้ข้าไม่กังวลได้อย่างไรกัน ถ้านางรู้จักทำตัวดีๆหน่อย ข้าก็คงไม่ต้องมาทุกข์ใจเช่นนี้”


นางหยูถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ รู้สึกว่าตนช่างเคราะห์ร้ายยิ่งนัก นางโจวทำลายความรู้สึกดีๆอันน้อยนิดที่นางมีต่อครอบครัวพ่อแม่ไปจนสิ้นแล้ว


แม้ปากจะไม่พูด แต่ในใจนางหยูรู้ดีว่าพ่อแม่ของตนเองเป็นคนเช่นไร ในตอนนั้นที่ให้นางแต่งงานกับครอบครัวลู่ก็เพื่อหาเงินเป็นสินสอดแต่งงานให้น้องชายนาง ต่อมายังรังเกียจที่สามีนางไร้ความสามารถ ทุกครั้งที่กลับบ้านพ่อแม่ตัวเอง ขาไปก็ร่าเริงดี แต่ขากลับนางจะร้องไห้กลับมาทุกครั้ง


ช่วงที่ผ่านมา ความรู้สึกบางอย่างในใจนางเกิดขึ้นนับร้อยนับพันครั้ง เมื่อก่อนไม่อยากยอมรับ แต่พฤติกรรมของนางโจวตอนนี้กลับทำให้นางรู้สึกโชคดีเล็กน้อยที่คนที่มาหานางไม่ใช่พ่อแม่ของนาง


นางโจวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับนางแม้แต่น้อย นางสามารถข่มขู่ได้ แต่หากเป็นพ่อแม่นาง นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำเช่นไร


“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ พวกเราทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน พวกเราไม่โทษท่านเลยเจ้าค่ะ ทั้งครอบครัวเหลือแค่คนเดียวเช่นนี้ เป็นใครก็ต้องช่วยอยู่แล้ว ก็เหมือนตอนนั้นที่ท่านแม่จ่ายเงินช่วยไถ่ตัวเหลียนฮวา ถ้าตอนนั้นคนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นพี่สะใภ้โจว พวกเราก็คงหาทางช่วยจนถึงที่สุดเหมือนกัน แต่คนเราไม่ได้เหมือนกันทุกคน และไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักวางตัว รู้จักตอบแทนบุญคุณ และเชื่อฟังเหมือนเหลียนฮวา มาเจอคนอย่างพี่สะใภ้โจว พวกเรารู้ดีว่าท่านหนักใจมากเพียงใด


ตอนนี้พวกเราให้นางไปทำหน้าที่ก่อไฟก็เพื่อจะทดสอบนาง หากนางทำตัวดีตั้งใจทำงาน ครอบครัวเราก็ยินดีที่จะช่วยเหลือนางไปตลอด อย่างไรครอบครัวเราก็ยังขาดคนช่วยงาน และนางก็สามารถช่วยได้พอดี แต่ถ้าในใจนางคิดไม่ซื่อ พวกเราก็หาเหตุผลไล่นางออกไป อย่างไรก็ไม่ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องตกเป็นที่ครหาของผู้คนได้แน่นอนเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงกล่าว พลางตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆเพื่อปลอบใจ


นางหยูซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ ทุกคนในครอบครัวพ่อแม่สามีนางเป็นคนดีมาก นี่อาจเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของนางแล้ว


“เอาละ เอาละ ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจทั้งนั้นเจ้าค่ะ ตอนนี้ครอบครัวเราอยู่ดีกินดีถึงเพียงนี้ก็ต้องมีความสุขสิเจ้าคะ! ท่านดูเสื้อผ้าที่ข้าวาด เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ รอตัดเย็บออกมาเสร็จพวกเราก็จะได้ใส่กันแล้ว ฮี่ๆๆ ไม่แน่อีกไม่นานพี่สะใภ้ใหญ่อาจมีทายาทตัวน้อยๆเพิ่มมาอีกคนก็ได้นะเจ้าคะ…”


พูดคุยไปมาก็เริ่มหยอกล้อไปเรื่องอย่างว่าเสียแล้ว นางหยูที่ยังไม่หายจากความเศร้าใจถูกพาไปเรื่องอื่น เมื่อเข้าใจความหมายของเหอจิ่วเหนียงแก้มก็แดงก่ำ และกล่าวอย่างเขินอาย “น้องสะใภ้สาม เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลนะ ไม่รู้จักอายบ้างหรืออย่างไร!”


เหอจิ่วเหนียงไม่คิดเช่นนั้น “มีอะไรต้องอายกันเจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าจะบอกให้นะเจ้าคะ รอให้เสื้อผ้าเหล่านี้ตัดเย็บเสร็จเมื่อไร ต้องขายดีจนเทน้ำเทท่าแน่เจ้าค่ะ พวกเราต้องมุ่งเป้าไปที่พวกคนรวย เงินที่ขายได้ต้องเยอะกว่าขายเสื้อผ้าฤดูหนาวแน่นอนเจ้าค่ะ!”


นางหยูไม่อาจเข้าใจได้ แต่นางก็เชื่อคำพูดของน้องสะใภ้สาม น้องสะใภ้สามบอกว่าทำเงินได้ ก็ต้องทำเงินได้แน่นอน


เพียงแต่…


“น้องสะใภ้สาม นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ออกแบบสำหรับหญิงคณิกาหรอกหรือ?”


นางหยูเบิกตากว้าง เสื้อผ้าที่ออกแบบให้กับหญิงคณิกา พวกนางจะนำมาใส่เองได้อย่างไรกัน อีกอย่าง ยังจะขายให้พวกคนรวยอีกด้วย! จะไม่โดน…จะไม่โดนเศรษฐีเหล่านั้นด่าว่านอกรีตหรอกหรือ


“ไม่ใช่เจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงรีบปฏิเสธ “พี่สะใภ้ใหญ่ สิ่งนี้มีไว้ให้ผู้หญิงอย่างเราใส่เจ้าค่ะ ผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยเจริญเติบโตก็สามารถใส่ได้แล้ว โดยเฉพาะพวกเหลียนฮวา เป็นวัยที่ควรใส่เป็นอย่างยิ่ง มันมีประโยชน์ต่อหน้าอกของผู้หญิงอย่างเรามาก เป็นของดี จะบอกว่าใส่ได้แค่นางคณิกาอย่างเดียวไม่ถูกเจ้าค่ะ!”


นางหยูได้ยินเช่นนี้ถึงกับแปลกใจ ความคิดเขินอายหายไปหมดแล้ว ในหัวตอนนี้มีแต่ความฉงน ว่าสวมใส่สิ่งนี้แล้วมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร


นางมองไปที่ภาพวาดนั้นด้วยความงงงวย ชี้ไปที่ชุดกระโปรงสายเดี่ยวที่อยู่ข้างๆด้วยใบหน้าแดงก่ำแล้วถาม “สิ่งนี้ก็ด้วยหรือ?”


“ฮี่ๆๆ…” เหอจิ่วเหนียงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ “นี่ใช้ใส่เพื่อกระชับความสัมพันธ์สำหรับคู่สามีภรรยาเจ้าค่ะ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วถึงจะใส่ได้”


นางหยูประหลาดใจ “นี่ไม่ใช่ชุดที่นางคณิกาใส่กันหรอกหรือ?”


“พี่สะใภ้ใหญ่ ความคิดของท่านน่าเป็นห่วงเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนางคณิกาหรือจะเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็ใส่ได้ทั้งนั้นเจ้าค่ะ นางคณิกาใส่ก็จะหาเงินได้มากขึ้น หากเป็นผู้หญิงที่แต่งงานใส่ก็สามารถเพิ่มความรู้สึกรักใคร่ของสามีภรรยาได้ มีประโยชน์กับหลายคนเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างจริงจัง รอยยิ้มบนใบหน้านางหยูค่อนข้างฝืดเฝื่อนเล็กน้อย “นี่…คนปกติที่ไหนเขาใส่ชุดเช่นนี้กันล่ะ…”


“พี่สะใภ้ใหญ่หมายความว่า ที่ข้าออกแบบเสื้อผ้าเหล่านี้ข้าไม่ปกติหรือเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงหรี่ตามอง บอกเป็นนัยว่านางต้องคิดให้รอบคอบก่อนพูด


นางหยูรีบส่ายหน้า “เปล่าๆ ข้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าผิดปกติซะหน่อย ข้าแค่…”


แค่อะไรดีล่ะ นางคิดเหตุผลแก้ต่างไม่ได้


แต่เมื่อเผชิญกับสายตาคาดคั้นที่มองมาของเหอจิ่วเหนียงแล้วนางก็รู้สึกประดักประเดิด


“ฮ่าๆๆ! เอาละเจ้าค่ะ ไม่แกล้งท่านแล้ว สรุปคือพวกท่านห้ามดูถูกเสื้อผ้าเหล่านี้นะเจ้าคะ เห็นใช้วัสดุน้อยนิดเช่นนี้ แต่ความจริงมันทำยากนะเจ้าคะ โดยเฉพาะความสบายเวลาใส่ ยังต้องปรับเปลี่ยนอีกมากทีเดียวเจ้าค่ะ”


หากเป็นยุคปัจจุบัน เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเลย แต่ในยุคนี้เทคโนโลยีล้าสมัย ขาดแคลนวัสดุมากมายหลายอย่าง อยากตัดเย็บชุดชั้นในที่สวมใส่สบายออกมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นช่วงนี้นางจึงศึกษาเรื่องนี้อยู่ และยังบอกกับผู้ดูแลเหรินว่าช่วงนี้นางไม่ออกตรวจ


ประการแรก จะได้มีเวลาในการศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้วัสดุในยุคสมัยนี้ตัดเย็บชุดชั้นในที่สวมใส่สบายออกมาได้ ประการที่สอง จะได้จับตาดูความเคลื่อนไหวของนางโจวเพื่อจับพิรุธได้เร็วๆ จะได้กำจัดอันตรายออกไปจากบ้าน 


นางหยูเห็นท่าทางจริงจังของคนตรงหน้าก็พับเก็บความคิดที่จะหยอกล้อลงไป แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ข้ารู้แล้ว น้องสะใภ้สาม เจ้าทำงานของเจ้าต่อเถอะ ข้าไม่กวนแล้ว”


กล่าวจบนางก็จะเดินออกไป ต้องไปจับตาดูที่โรงครัวสักหน่อย กลัวว่านางโจวจะรังแกสาวใช้เหล่านั้น


“พี่สะใภ้ใหญ่”


เหอจิ่วเหนียงเรียกอีกฝ่ายไว้ “เรื่องเรียนเย็บปักถักร้อยของถิงยาโถวไม่ต้องรีบก็ได้เจ้าค่ะ ข้ารู้จักกับเถ้าแก่หยู รออีกสักสองสามวันข้าจะไปถามเขาให้ เขาทำการค้าเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ต้องรู้แน่ว่าร้านเย็บปักร้านไหนดี ถึงตอนนั้นก็ให้เขาแนะนำให้พวกเรา”


“อ๋อ ดีเลย ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าถามเถ้าแก่หยูแทนข้าด้วยก็แล้วกัน!”


นางหยูยิ้มแย้ม น้องสะใภ้สามช่างดีกับนางจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็เป็นธุระจัดการเรื่องการเรียนให้บุตรชายนาง ตอนนี้ยังช่วยหาร้านเย็บปักให้บุตรสาวนางไปเรียนอีก หนี้น้ำใจนี้ไม่รู้จะหาสิ่งใดมาตอบแทนได้


“ยินดีเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงตอบรับ นางหยูจึงไปที่โรงครัวด้วยความชื่นมื่น เมื่อมาถึงยังไม่ทันได้เปิดประตูก็ได้ยินเสียงโวยวายดังลั่นของนางโจว


ไม่เพียงเท่านั้น เสียงกรีดร้องของเหล่าสาวใช้ยังดังขึ้นตามมา


เวลาแค่ไม่นาน พี่สะใภ้ก่อเรื่องอะไรอีกเนี่ย!


นางหยูรู้สึกถึงลางสังหรณ์จึงรีบพุ่งตัวเข้าไป


จบตอน

Comments