ตอนที่ 201: สะใภ้สามกำลังเล่นอะไร
อันที่จริงนางโจวสังเกตความเคลื่อนไหวภายในโรงครัวอยู่ตลอด เมื่อไม่ได้ยินเสียงนางหยูสักพักจึงรู้ว่านางหยูไปแล้ว นางจึงฉวยโอกาสนี้วิ่งไปแอบดูในครัว
เดิมทีคิดว่าแค่ไม่มีนางหยูอยู่ตนก็ทำอะไรได้สะดวกแล้ว ไม่คิดว่าขี้ข้าพวกนี้จะมาขวางนางไว้
คนพวกนี้ก็แค่ขี้ข้า ไม่อยู่ในสายตานางอยู่แล้ว นางง้างมือตบสาวใช้ตรงหน้านามว่าเยว่เสวี่ยไปฉาดหนึ่ง
หลังจากตบตีแล้วนางยังไม่สาแก่ใจ ตะคอกดุด่าไปอีก “นางสารเลว! เจ้าก็แค่ขี้ข้าคนหนึ่ง กล้าดีอย่างไรมาขวางข้า วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ในความคิดของนางโจว นางก็มีสถานะเจ้านายเหมือนคนครอบครัวลู่ สาวใช้พวกนี้กล้าขัดนาง เช่นนั้นก็ต้องสั่งสอนพวกนางสักหน่อย
นางหยูเข้ามาก็เห็นพี่สะใภ้กำลังตบตีเยว่เสวี่ยอยู่ ส่วนสาวใช้ที่เหลือพยายามดึงนางโจวเอาไว้ สถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! นี่พวกเจ้าทำอะไรกัน?”
นางหยูความดันขึ้นเมื่อเห็นฉากนี้ รีบพุ่งตัวเข้าไปห้ามด้วยดวงตาแดงก่ำ
“น้องหญิง เจ้ามาพอดี นางขี้ข้าพวกนี้มัน…”
*เพียะ!*
นางโจวเห็นนางหยูก็รีบฟ้องทันที แต่ใครจะคิดว่านางยังพูดไม่ทันจบก็ถูกนางหยูตบหน้าอย่างแรง
ทันใดนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็หยุดชะงัก
“นี่…นี่เจ้าตบข้าหรือ?”
ผ่านไปครู่ใหญ่นางโจวที่อึ้งไปก็ได้สติกลับมา มองหน้านางหยูอย่างไม่อยากเชื่อ
“ใช่ ข้าตบเจ้า!”
นางหยูอดทนจนถึงขีดสุดแล้ว ไม่สนใจความสัมพันธ์อะไรอีกต่อไป ตอนนี้นางอยากหักกับนางโจวอย่างไม่ปิดบัง
“ข้าให้เจ้าก่อไฟอยู่ข้างนอก ตั้งใจทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีๆ แต่เจ้าไม่ทำ กลับมาตบตีพวกนางอยู่ในนี้ รังแกพวกนางด้วยเหตุอะไร พวกนางทำงานอย่างเชื่อฟัง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยทำผิดอะไร แต่เจ้านี่ตัวดีเลย เพิ่งมาก็ตบตีคนอื่นแล้ว ทำไม เจ้าคิดว่าที่นี่คือบ้านเจ้าจริงๆไปแล้วอย่างนั้นหรือ หากท่านพ่อท่านแม่ข้ารู้เรื่องนี้เข้าต้องไล่มารผจญอย่างเจ้าออกไปแน่ และถึงตอนนั้นแม้แต่ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้!”
นางหยูเข้าไปยืนปกป้องด้านหน้าเหล่าสาวใช้ และต่อว่านางโจวอย่างรุนแรง
“นี่เจ้าว่าข้าเป็นมารผจญอย่างนั้นหรือ?”
นางโจวไม่อยากจะเชื่อว่าหยูเสี่ยวเอ๋อร์จะกล้าพูดจาเช่นนี้กับนางจริงๆ
“หรือไม่จริง? โจวหลานเฉ่า ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วว่าถ้าเจ้าก่อเรื่องอีกก็ไสหัวออกไปซะ!”
นางหยูชี้นิ้วไปทางประตูบ่งบอกให้นางโจวรีบออกไป
“ฮือๆๆ…”
เมื่อเห็นว่าตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบนางโจวก็ร้องไห้ออกมาทันที “ดูเอาเถอะ ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว! ข้าลำบากยิ่งนักกว่าจะตามหาญาติเจอ นี่ไม่กี่วันก็ขับไสไล่ส่งข้าแล้ว ใช่สิ ก็เจ้ามีชีวิตสุขสบายแล้วนี่ แม้แต่กับญาติอย่างข้าก็ดูถูกแล้ว!”
นางทรุดนั่งลงบนพื้นเริ่มส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาโดยไม่สนใจสิ่งใด นางหยูรู้สึกปวดหัวกับคนผู้นี้มาก
เยว่เสวี่ยเห็นเช่นนี้ก็รีบกล่าวขึ้น “ท่านอาสะใภ้หยูเจ้าคะ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านอย่าทำเช่นนี้เพราะข้าเลยนะเจ้าคะ…”
นางเป็นเพียงสาวใช้ ถูกเจ้านายตบตีไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่หากเจ้านายต้องมาขัดแย้งกันเพราะนาง เช่นนั้นความผิดของนางก็จะใหญ่ขึ้นแล้ว ไม่แน่อาจถูกส่งตัวไปขายซ้ำสองอีก
นางชอบชีวิตและสภาพแวดล้อมในตอนนี้มาก และชอบครอบครัวลู่มากด้วย นางไม่อยากถูกส่งตัวไปขายซ้ำสอง ทันใดนั้นเด็กสาวก็ทั้งรู้สึกกังวลและหวาดกลัวจึงร้องไห้ออกมา
“นางตบตีเจ้านะ เจ้ายังจะพูดแทนนางอีกหรือ?”
นางหยูมองท่าทางของเยว่เสวี่ยแล้วก็รู้สึกเจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้กลายเป็นเหล็กกล้าได้ เห็นนางร้องไห้น่าสงสารเพียงนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก เด็กคนนี้คงกลัวจริงๆ
ขณะนั้นเอง นางซุนกับเหอจิ่วเหนียงที่ได้ยินเสียงก็รีบมาดู นางซุนไม่ชอบนางโจวมาตั้งนานแล้ว อยากไล่นางออกไปซะตั้งแต่ตอนนี้ แต่ก็กลัวว่าลูกสะใภ้ใหญ่จะไม่สบายใจจึงทำได้แค่แสดงสีหน้าเย็นชาและนิ่งเงียบ
แต่เหอจิ่วเหนียงเห็นเช่นนี้ก็เอ่ยขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้น เวลาแค่ไม่นานเหตุใดถึงเกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ขึ้นได้…ไอ้หยา! พี่สะใภ้โจว อากาศหนาวขนาดนี้ไปนั่งบนพื้นไม่เย็นหรือเจ้าคะ รีบลุกขึ้นเร็วเข้า ดูซิ เสื้อผ้าสกปรกหมดแล้ว ข้าจะไปสั่งให้คนงานที่โรงงานตัดเย็บชุดใหม่ให้ท่านอีกชุด หยุดร้องไห้ได้แล้วเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงทำท่าเป็นห่วงนางโจวมาก ช่วยพยุงขึ้นมาทั้งกล่าวปลอบใจทั้งเป็นห่วงนาง ราวกับว่านางโจวเป็นสะใภ้ของครอบครัวพ่อแม่นางก็มิปาน ทำเอานางหยูกับนางซุนนิ่งอึ้ง
นี่สะใภ้สามกำลังเล่นอะไรอยู่
เดิมทีนางโจวคิดจะโวยวายให้เรื่องใหญ่โต ให้บรรดาเพื่อนบ้านกับพวกคนงานในโรงงานได้ยินจะดีที่สุด หากกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาครอบครัวลู่ก็จะเห็นแก่หน้าตัวเองและไม่ไล่นางออกไป
แต่ไม่คิดว่าเหอจิ่วเหนียงมาถึงก็มีท่าทีเป็นห่วงนางมากถึงเพียงนี้ ทำเอานางไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว
จะว่าไปแล้วสะใภ้สามของครอบครัวลู่คนนี้ดีต่อนางยิ่งกว่านางหยูซะอีก ยิ้มให้นางทุกครั้ง เป็นห่วงนางตลอด ในคืนฉลองวันขึ้นปีใหม่ยังคีบคอเป็ดในเป็ดดำลู่ให้นางเต็มชาม แม้ไม่ชอบกิน แต่ความประทับใจที่นางโจวมีต่อเหอจิ่วเหนียงไม่เลวเลย
และครั้งนี้ ทันทีที่เข้ามาก็เป็นห่วงเป็นใยนาง ทั้งยังบอกว่าจะตัดเย็บชุดใหม่ให้นางอีก เหอจิ่วเหนียงดีต่อนางมากกว่าที่น้องสาวบ้านเดียวกันดีต่อนางมาก
ดูแล้วครอบครัวลู่ไม่ได้รังเกียจนางอย่างที่นางหยูพูดมาเลย คำพูดเหล่านั้นล้วนเป็นคำพูดของนางหยูเพียงคนเดียว
ใช่… ทั้งหมดเป็นเพราะหยูเสี่ยวเอ๋อร์สารเลวที่เป็นคนยุให้รำตำให้รั่ว!
ทันใดนั้นนางก็เลิกโวยวาย แล้วหันไปฟ้องเหอจิ่วเหนียงด้วยท่าทางน่าสงสาร “ข้าก็แค่หวังดี ก่อไฟเสร็จไม่มีอะไรทำก็เลยจะมาช่วยงานข้างใน สาวใช้พวกนี้กลับกีดกันข้าราวกับศัตรู ข้าเห็นว่าพวกนางมีใจคิดไม่ซื่อก็เลยจะช่วยสั่งสอน แต่ไม่นึกเลยว่าน้องสาวข้าจะเห็นความหวังดีของข้าเป็นเจตนาร้าย เข้ามาก็ตบข้าโดยไม่ถามสักคำ ใจข้าแหลกสลายเป็นชิ้นๆไปแล้ว! นี่ เจ้าดูหน้าข้าสิ บวมแล้วเห็นหรือไม่ นางกะจะเอาชีวิตข้าชัดๆ!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าคงเข้าใจพี่สะใภ้โจวผิดไปแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่ข้าเลี้ยงลูกสาวสองคนด้วยจิตใจที่เมตตามาโดยตลอด จึงรักและเอ็นดูเด็กๆเหล่านี้เหมือนลูกสาวตัวเอง เห็นท่านลงไม้ลงมือกับพวกนางก็เลยคิดว่าท่านผิด แต่สำหรับข้าพวกท่านสองคนไม่มีใครผิดเลยเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าทำไปเพราะรักและเอ็นดูพวกเด็กๆ ส่วนพี่สะใภ้โจวก็ทำไปเพื่อครอบครัวของเรา ก็แค่เรื่องเข้าใจผิดกัน อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะ ท่านร้องไห้เช่นนี้ในใจข้าก็ยิ่งเป็นกังวล”
เหอจิ่วเหนียงควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายด้วยความตั้งใจ ท่าทางไม่ต้องพูดเลยว่าสนิทสนมมากเพียงใด
ทันใดนั้นนางซุนก็เข้าใจแผนการของเหอจิ่วเหนียง และรีบแสดงละครตามเหอจิ่วเหนียงทันที “ก็แค่เรื่องเข้าใจผิดกัน หลานสาวรีบลุกขึ้นเถอะ เจ็บตรงไหนหรือไม่ ไปๆๆ ป้าจะพาเจ้าไปเปลี่ยนชุดเองนะ!”
นางซุนลากนางโจวเดินออกไป ทางด้านโรงครัวก็เหลือเพียงแค่นางหยู เหอจิ่วเหนียง และสาวใช้ทั้งหก
ท่าทางเมื่อครู่ของเหอจิ่วเหนียง เหล่าสาวใช้ไม่รู้ว่านางหมายความเช่นไร ทันใดนั้นก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
นางหยูเองก็ไม่เข้าใจ ทันทีที่นางโจวออกไปก็รีบถามทันที “น้องสะใภ้สาม นี่เจ้าทำอะไร นางตบตีเยว่เสวี่ยจนสภาพเป็นเช่นนี้ ข้าอยากจะใช้โอกาสนี้ไล่นางออกไปจากบ้านเรา!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “พี่สะใภ้ใหญ่ ใจร้อนจะทำให้เสียการใหญ่นะเจ้าคะ ครอบครัวเราทำการค้า จะเสียชื่อเสียงไม่ได้เจ้าค่ะ”
ขณะที่กล่าวนางก็หันไปมองเหล่าสาวใช้ เยว่เสวี่ยกลัวเหอจิ่วเหนียงกล่าวโทษมากจริงๆ จึงเอาแต่ก้มหน้าไม่กล้ามองหน้านาง
เหอจิ่วเหนียงไม่คิดว่าการที่ตนเล่นละครตบตานางโจวจะทำให้พวกนางตกใจจนเป็นเช่นนี้ จึงรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย
“พวกเจ้าทำได้ดีมาก ข้าไม่โทษพวกเจ้าหรอก แยกย้ายกันไปทำงานเถอะ”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็โล่ง.อก จะรีบแยกย้ายกันไป ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับพูดขึ้น
“เยว่เสวี่ย เจ้าอยู่ก่อน”
เยว่เสวี่ยได้ยินชื่อตัวเองก็ตัวแข็งทื่อ และเริ่มตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ตอนที่ 202: นางเดินหมากช้า ข้าจะสนองให้นางเอง
เด็กสาวคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะต่อว่า อย่างไรเสียเมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงก็เป็นห่วงนางโจวมาก
เยว่เสวี่ยค่อยๆหันกลับมา และยังคงไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย
“กลัวอะไรของเจ้า กลัวข้าจะกินเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจเบาๆ แล้วค่อยๆเดินมาตรงหน้าเยว่เสวี่ย ยื่นยาขวดหนึ่งให้ “บวมขนาดนี้เจ้าไปทายาก่อนเถอะ สาวน้อยหน้าตางดงามเช่นนี้จะปล่อยให้เสียโฉมไม่ได้เด็ดขาด”
เยว่เสวี่ยแทบไม่อยากจะเชื่อ ในที่สุดนางก็กล้าเงยหน้ามองเหอจิ่วเหนียง แล้วเอ่ยถาม “อาสะใภ้ไม่โทษข้าหรือเจ้าคะ?”
“ก็ข้าบอกว่าพวกเจ้าทำถูกแล้ว เหตุใดข้าต้องโทษพวกเจ้าด้วย?”
เหอจิ่วเหนียงย้อนถาม ทันใดนั้นเยว่เสวี่ยก็ไม่รู้จะตอบเช่นไร นางคงพูดไม่ได้หรอกกระมังว่าก็เพราะเหอจิ่วเหนียงกับนางโจวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
“เอาละ รีบทายาเถอะ ต่อไปถ้าเจอเรื่องเช่นนี้อีกจำเอาไว้ว่าให้ไปตามคนที่บ้าน อย่ารับมือกันเองเช่นนี้ โดนตบตีแล้วยังต้องมาทุกข์ใจอีก”
“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านอาสะใภ้เจ้าค่ะ!”
เยว่เสวี่ยเชื่ออย่างเต็มอกว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้จะทำให้นางลำบากใจ นางจึงยิ้มออก และรับยามาก่อนจะไป
นางหยูเอ่ย “น้องสะใภ้สาม เจ้าแสดงท่าทางเป็นห่วงเป็นใยพี่สะใภ้ใหญ่ข้าเช่นนี้ ต่อไปนางต้องเกาะแกะหลบอยู่หลังเจ้าเป็นแน่ คนอย่างนางหากไว้หน้าต่อไปก็จะยิ่งเอาใหญ่”
“นี่แหละเจ้าค่ะผลลัพธ์ที่ข้าต้องการ พี่สะใภ้ใหญ่ เดิมทีข้าก็อยากจะเล่นไปตามแผนของนางช้าๆนะเจ้าคะ แต่นางถึงขั้นใช้กำลังกับคนของเราเช่นนี้ ครอบครัวปล่อยนางไว้ไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ นางเดินหมากช้าเกินไป ข้าจะช่วยสนองให้นางเอง พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเตรียมใจเอาไว้ให้พร้อมนะเจ้าคะ”
นี่เป็นการบอกนางหยูว่าไม่อาจให้นางโจวอาศัยอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไปแล้ว หากนางหยูรู้สึกเสียใจ ทางที่ดีที่สุดก็ต้องเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า
“ตกลง น้องสะใภ้สาม เจ้าคิดจะทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องห่วงข้า ข้าเมตตาและรักษาสัจจะต่อนางจนถึงที่สุดแล้ว นางรนหาที่เอง ข้าก็ช่วยนางไม่ได้!”
นางหยูรู้สึกสบายใจมาก หากเหอจิ่วเหนียงไม่ห้ามเอาไว้ นางอยากจะไล่นางโจวออกไปตั้งแต่ตอนนี้ด้วยซ้ำ
นางหยูอยู่ที่โรงครัวต่อ ส่วนเหอจิ่วเหนียงกลับไปหานางโจวที่บ้าน นางโจวเปลี่ยนชุดใหม่ของนางซุนที่ยังไม่เคยสวมใส่มาก่อน แม้จะเล็กไปหน่อย แต่นางโจวก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย เนื่องจากเสื้อผ้าของนางซุนเป็นเสื้อผ้าที่ทำจากเนื้อผ้าที่ดีที่สุด นางรู้สึกมีภูมิฐานมาก
“ไอ้หยา น้องสาว เจ้ากลับมาสักที เจ้าดูสิข้าใส่ชุดนี้ดูดีหรือไม่?”
นางหมุนตัวให้เหอจิ่วเหนียงดูด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงปกป้องนาง นางรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของตนกับสะใภ้สามลู่ดีกว่ากับนางหยูมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำตัวสนิทสนมกับเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น
ตอนนี้นางดูสถานการณ์ของบ้านหลังนี้ออกบ้างแล้ว สะใภ้สามลู่นี่ต่างหากที่เป็นคนมีอิทธิพลในบ้านอย่างแท้จริง หลายเรื่องในครอบครัวขึ้นอยู่กับนาง ตราบใดที่ตนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนางได้ อยากได้สูตรอาหารนิดๆหน่อยๆก็ง่ายดายไม่ใช่หรือ
“จะว่าดูดีมันก็ดูดีนะเจ้าคะ แต่พี่สะใภ้โจวใส่แล้วดูคับไปหน่อย รอให้ทางโรงงานของเราตัดเย็บเสร็จข้าจะรีบเอามาให้พี่สะใภ้โจวเปลี่ยนทันทีเลยเจ้าค่ะ”
“อ๋อดี เช่นนั้นก็ดี! ก็มีน้องสาวนี่แหละที่ยังดีกับข้า ไม่เหมือนหยูเสี่ยวเอ๋อร์ วันๆเอาแต่ทำให้ข้าลำบากใจ ไม่เหลือความเป็นญาติอยู่แล้วด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะข้าไม่มีที่ไป ข้าไม่มีทางมาทนดูสีหน้านางเช่นนี้หรอก เฮ้อ…ชีวิตข้าช่างอดสูยิ่งนัก!”
นางโจวหารู้ไม่ว่าตอนนี้โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้ามีจักรเย็บผ้าอยู่ หากจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้นางจริงๆ เพียงเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว
เหอจิ่วเหนียงบอกนางว่าอีกสองสามวันจึงจะตัดเย็บเสร็จ นางก็ไม่ได้คิดอะไร ปกติการตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยมือต้องใช้เวลาสองถึงสามวันจริงๆ
“พี่สะใภ้โจว นี่ท่านพูดอะไรเจ้าคะ ทุกคนต่างก็ลี้ภัยมาจากชางโจว คนบ้านเดียวกันทั้งนั้น ต่อให้ไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่ในฐานะคนบ้านเดียวกันก็ต้องช่วยกันอยู่แล้วเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าเป็นคนปากแข็งแต่ใจอ่อน อยู่ต่อหน้าข้านางพูดแต่เรื่องดีๆแทนท่านตลอด เพื่อให้ท่านได้ทำงานที่สบายๆไม่ต้องเหนื่อย!”
เหอจิ่วเหนียงชื่นชมนางหยูต่อหน้านางโจว ในใจนางโจวรู้สึกหงุดหงิด แต่ภายนอกต้องแสดงท่าทีเห็นด้วยออกมา “ข้าก็ไม่ได้คิดว่านางไม่ดีจริงๆซะหน่อย แต่เจ้าดูท่าทางที่นางทำกับข้าสิ เมื่อครู่นางก็ตบข้าเพื่อสาวใช้พวกนั้น คนอื่นใครเขาทำอย่างนางบ้าง?”
ท่าทางของนางโจวไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจธรรมดา เหอจิ่วเหนียงแสร้งยิ้มปลอบ และเปลี่ยนเรื่องคุย “พี่สะใภ้ ข้าเห็นว่าท่านสนใจโรงครัวของครอบครัวเรามาโดยตลอด เดาว่าท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบการทำอาหารใช่หรือไม่เจ้าคะ เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปเยี่ยมชมโรงครัวสักหน่อย ถ้าท่านอยากเรียนรู้ ข้าจะเปลี่ยนหน้าที่ให้ท่านเอง”
คำพูดนี้ตรงตามความปรารถนาของนางโจว นาง.อดทนมานานก็เพื่อรอวันที่จะได้สำรวจห้องเหล่านั้นว่าใช้ทำอะไรไม่ใช่หรือ
หลายวันมานี้มัวแต่เสียเวลาไปกับนางหยู เทียบกับที่นางมาพูดคุยกับเหอจิ่วเหนียงเพียงไม่กี่ประโยคไม่ได้เลย
นางโจวรู้สึกว่าก่อนหน้านี้ตนเองพึ่งพาคนผิดแล้ว
“ดีเลย เช่นนั้นก็ดี! อันที่จริงข้าก็แปลกใจมาตั้งนานแล้วว่าเป็ดดำลู่นั่นทำเช่นไร น่าเสียดายที่หยูเสี่ยวเอ๋อร์ไม่ยอมบอกข้า”
ความสัมพันธ์ของทั้งสองดีมากทีเดียว คล้องแขนกันเดินออกไป นางซุนเห็นแล้วสีหน้าก็บิดเบี้ยวเกินจะบรรยาย
นางหยูเห็นเหอจิ่วเหนียงพานางโจวมา แม้จะไม่รู้ว่านางคิดจะทำอะไร แต่ก็ไม่อยากสนใจนางโจวจึงสะบัดหน้าเดินหนี
นางโจวคิดจะหันมาพึ่งพาเหอจิ่วเหนียงแล้วจึงไม่สนใจนางหยูอีก เชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่ง ไม่เห็นนางหยูอยู่ในสายตา
เหอจิ่วเหนียงพานางโจวเข้ามาเยี่ยมชมอย่างกระตือรือร้น นางหยูตกตะลึง แต่รู้ว่าเป็นแผนการของเหอจิ่วเหนียงจึงไม่พูดอะไร
“โรงครัวของเรามีสามห้องเจ้าค่ะ สองห้องจะเป็นห้องที่ใช้เก็บวัตถุดิบ ส่วนอีกห้องท่านคงรู้แล้วว่าเป็นห้องปรุงอาหาร เช่นนั้นข้าพาท่านไปดูห้องเก็บวัตถุดิบก็แล้วกัน
นี่เป็นห้องที่เอาไว้เก็บอาหารดิบ เพื่อรักษาความสดใหม่ของอาหาร พวกเรายังขุดห้องใต้ดินเอาไว้ด้วย บางครั้งอาหารที่ปรุงสุกแล้วก็เอามาเก็บไว้ที่นี่ แต่อาหารที่ปรุงสุกของพวกเราไม่เก็บไว้ค้างคืนเจ้าค่ะ ปรุงเสร็จก็บรรจุนำออกไปขายในอำเภอวันนั้นเลย”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างตั้งใจ นางโจวไม่สนใจเรื่องพวกนี้ และอดที่จะเค้นถามไม่ได้ “แล้วอีกห้องล่ะ อีกห้องเอาไว้ทำอะไรหรือ?”
“อีกห้องมันยอดเยี่ยมมากเจ้าค่ะ! ที่การค้าของเราอยู่ได้ ทุกอย่างก็เป็นเพราะของที่อยู่ในห้องนั้นแหละเจ้าค่ะ!”
แววตานางโจวพลันเป็นประกาย ลากเหอจิ่วเหนียงรีบไปดู
นางหยูที่ยืนดูอยู่ไม่ไกลแทบจะทนไม่ไหวแล้ว หากนางโจวเห็นห้องนั้นเข้าอาจก่อเรื่องขึ้นอีกก็ได้!
น้องสะใภ้สามประมาทเลินเล่อเกินไปแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงพานางโจวเข้าไปดูจริงๆ ทันทีที่เปิดประตูก็ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศโชยเข้าจมูก
“เครื่องเทศพวกนี้ข้าซื้อมาจากพ่อค้าต่างแดน ในห่อผ้าจะใส่เครื่องเทศไว้ชุดหนึ่ง ห่อผ้าเล็กๆหนึ่งห่อก็สามารถปรุงเนื้อหม้อใหญ่ออกมาได้หนึ่งหม้อเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงไม่รู้หยิบห่อผ้าจากไหนมาเล่นอยู่ในมือ
“หอมมากจริงๆ ให้ข้าลองดมดูหน่อยได้หรือไม่?”
อยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียงนางโจวไม่กล้าทำตัวอวดดี นางไม่ได้แย่งของไปจากมือทันที แต่จ้องห่อผ้าในมือเหอจิ่วเหนียงตาไม่กะพริบ
“ได้สิเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงยื่นห่อผ้าในมือให้โดยไม่ต้องคิด “พี่สะใภ้เป็นคนกันเอง พวกเราไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน หากท่านชอบ ห่อนี้ให้ท่านก็แล้วกันเจ้าค่ะ!”
นางโจวประหลาดใจมาก นี่เป็นเรื่องที่นางไม่คาดฝันเลย!
นางรับมาแล้วเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง “ดีๆๆ! น้องสาว เจ้าต่างหากที่เป็นน้องสาวแท้ๆของข้า!”
ต่อหน้านางหยูนางพูดขอไปต้องไม่ได้แน่ นึกไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะมอบให้นางง่ายๆเช่นนี้ ดูท่าสะใภ้สามผู้นี้เห็นนางเป็นคนกันเองแล้วจริงๆ
“พี่สะใภ้โจวเกรงใจเกินไปแล้ว เอาละ ตอนนี้ก็เยี่ยมชมเสร็จแล้ว เราออกไปกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวก็คงทำเสร็จหม้อหนึ่ง เราไปช่วยบรรจุ แล้วพวกเหลียนฮวาจะได้เอาไปขายในอำเภอ
เหอจิ่วเหนียงจูงมือนางโจวเดินออกมาจากห้อง ก่อนไปก็ไม่ลืมคล้องโซ่ใส่กุญแจ
ตอนที่ 203: นางไปบ้านครอบครัวลู่ก็เพราะมีจุดประสงค์บางอย่าง
นางโจวจับใจความสำคัญในคำพูดของอีกฝ่ายได้จึงรีบกล่าว “วันนี้ไปตลาดในอำเภอหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ เราขายอาหารสดใหม่ ปรุงเสร็จก็เอาไปขายเลย เช่นนี้รสชาติจึงยิ่งดี และดีต่อสุขภาพด้วย ช่วงนี้เพิ่งผ่านปีใหม่มา คนซื้อน่าจะยังไม่เยอะ วันนี้ขายแค่สามหม้อก็น่าจะพอแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีท่าทีระมัดระวังตัวเลย ทำให้นางโจวอารมณ์ดียิ่งนัก และยิ่งทำให้นางกล้ามากขึ้น “ข้าตามไปดูที่อำเภอด้วยได้หรือไม่ ข้าอยากไปดูความคึกคัก อีกอย่างจะได้ช่วยขายของด้วย เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบอยู่ว่างๆ ข้าหวังว่าตัวเองจะช่วยงานอะไรได้บ้าง”
“ได้สิเจ้าคะ เดี๋ยวท่านก็ไปกับพวกนางได้เลยเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงเดินคล้องแขนนางโจว มองไปยังนางหยูและยิ้มตาหยี “พี่สะใภ้ใหญ่เจ้าคะ เดี๋ยวพี่สะใภ้โจวจะไปตลาดในอำเภอกับพวกท่านด้วย พี่สะใภ้โจวเพิ่งมาอยู่ไม่นาน ท่านอย่าคิดเล็กคิดน้อยเลย อย่าวู่วามอีกนะเจ้าคะ”
นางหยูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่ได้มีหน้าที่ไปขายของแล้ว เรื่องนี้น้องสะใภ้สามลืมไปแล้วหรืออย่างไร
ทว่าความสงสัยก็ได้รับคำตอบ นางเห็นเหอจิ่วเหนียงส่งสายตาเลศนัย จึงรู้ว่านี่คือหมากที่น้องสะใภ้สามวางเอาไว้ “เข้าใจแล้ว!”
นางโจวคิดว่าเดี๋ยวจะได้ไปรายงานความคืบหน้าในอำเภอแล้วก็ดีใจจนไม่สนใจอะไรแล้ว แม้แต่ใบหน้าที่โดนนางหยูตบจนบวมนางก็ไม่คิดจะไปทายาแม้แต่น้อย
คนเราเมื่อประสบกับเรื่องปีติยินดีอารมณ์ก็จะเบิกบาน ทันใดนั้นนางโจวก็ขยันขึ้นมา ช่วยตักอาหารใส่บรรจุภัณฑ์ ทั้งยังช่วยยกขึ้นรถม้าอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงเรียกเหลียนฮวาไปด้านข้างและกระซิบกับนาง “เดี๋ยวไปถึงอำเภอ ไม่ว่านางจะร้องขออะไรเจ้าก็ตอบตกลงทุกอย่างเลยนะ โดยเฉพาะถ้านางหาข้ออ้างออกไปจากพวกเจ้า”
เหลียนฮวาพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “อาสะใภ้วางใจได้เจ้าค่ะ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก”
นางหยูเดินเข้ามาหา “น้องสะใภ้สาม เจ้าจะให้ข้าตามไปทำอะไรกัน?”
ไม่ใช่ว่านางไม่ยอมไป แต่นางไม่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงให้นางไปทำอะไร อย่างไรก็ต้องบอกหน้าที่ของนางให้ชัดเจนด้วยไม่ใช่หรือ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เห็นหน้านางแล้วหงุดหงิดต่อไปก็ได้ รอได้โอกาสเมื่อไรข้าจะส่งคนไปหาท่าน”
นางหยูยิ่งงุนงง นี่น้องสะใภ้สามคิดจะทำอะไรกันแน่
แต่เหอจิ่วเหนียงก็จงใจทำให้นางไม่เข้าใจ เพราะการที่นางเหมือนจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจเช่นนี้นี่แหละถึงจะตบตานางโจวได้ ทำให้นางโจวไม่ระวังตัว
ไม่นานนางโจวก็ยกของขึ้นรถม้าเสร็จ และเร่งให้ทุกคนรีบเดินทาง เหอจิ่วเหนียงไปตามลู่จิ้งซวนมาบังคับรถม้าพาพวกนางไป
ลู่จิ้งซวนไม่รู้แผนการของเหอจิ่วเหนียง คิดว่าเข้าอำเภอไปขายของตามปกติ จึงทำหน้าที่พาทั้งสามออกเดินทาง
เหอจิ่วเหนียงยืนส่งพวกเขา กระทั่งมุมปากเผยรอยยิ้มออกมา
นางซุนเดินออกมา “นี่เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
ตอนที่นางโจวมาวันแรก สะใภ้สามก็แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน แต่ตอนนี้กลับดีกับนาง ทั้งยังเรียกพี่สาวน้องสาวกันอย่างสนิทสนม ต้องมีแผนการบางอย่างเป็นแน่
“ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าคืนนี้ความจริงทุกอย่างจะเปิดเผยเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบไม่ตรงคำถาม และยังเอ่ยต่อ “ท่านแม่ ฝากโก่วเอ๋อร์หน่อยนะเจ้าคะ ข้าจะตามไปดูพวกนางสักหน่อย”
พูดจบก็จะจากไป นางซุนรั้งนางไว้แล้วกำชับ “ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร เจ้าต้องระวังตัวด้วย อย่าทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงรับปาก และเดินไปจูงหงหมู่ตันออกมาจากคอก กระโดดขึ้นหลังม้า ตวัดแส้ตามไปทันที
นางซุนเห็นท่าทางห้าวหาญของนางก็อดบ่นไม่ได้ “ไม่มีจริตจะก้านของสตรีหลงเหลืออยู่เลย เช่นนี้แล้วจะออกเรือนได้อย่างไรกัน!”
ช่วงนี้นางซุนคอยๆมองหาชายหนุ่มในหมู่บ้านที่เหมาะสม แต่ถึงแม้นางจะหาได้ เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้กระตือรือร้นอยากแต่งงานใหม่เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นคนเฒ่าคนแก่อย่างนางก็ทำได้แค่กังวลแทน
นางมองหามานานแล้วแต่ไม่มีใครที่เหมาะสมเลย ไม่ใช่ว่าไม่ชอบรูปร่างหน้าตาภายนอก แต่ไม่ชอบที่ครอบครัวมีสมาชิกเยอะเกินไป กลัวว่าหากเหอจิ่วเหนียงแต่งงานไปจะได้รับความกล้ำกลืนใจ
ดูไปดูมาบุรุษในหมู่บ้านอันผิงแห่งนี้ไม่มีใครที่เหมาะสมและคู่ควรกับสะใภ้สามเลย
นางซุนไม่ได้กลัดกลุ้มใจธรรมดา เพราะเวลาเพียงแค่พริบตาก็ผ่านไปอีกปีแล้ว หากชักช้าต่อไป อายุเหอจิ่วเหนียงก็จะมากขึ้น
เฮ้อ!
หญิงชราคิดว่าช่างเป็นเวรกรรมของตนเองจริงๆ ตนเป็นแม่สามี เหตุใดต้องคิดกังวลราวกับเป็นครอบครัวพ่อแม่แท้ๆของนางด้วย
…...
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ความคิดของแม่สามี นางค่อยๆขี่ม้าตามหลังรถม้าไป โดยเว้นระยะไม่ไกลนัก และไม่คิดจะแอบซ่อนตัวด้วย หากพวกเขาเห็นก็บอกว่าตนมีธุระที่โรงหมอก็จบแล้ว
ทว่านางโจวกำลังจมอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ได้สังเกตเห็นเหอจิ่วเหนียงเลย
เมื่อมาถึงอำเภอทุกคนก็เร่งมือช่วยกันตั้งแผงขายของ
เพิ่งผ่านวันปีใหม่มา ผู้คนบนท้องถนนมีไม่เยอะมาก แต่เมื่อเห็นมีเป็ดดำลู่มาขาย ไม่นานผู้คนก็ต่างพากันเข้ามารุมล้อม
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนมาเฝ้ารอที่นี่ทุกวันเพื่อซื้อเป็ดดำลู่ ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากรสชาติของมันที่ชวนให้อยากลิ้มลองสักครั้ง!
หน้าร้านอื่นลูกค้าเงียบ แต่หน้าร้านเป็ดดำลู่ลูกค้าแน่น
นี่เป็นครั้งแรกที่นางโจวเห็นว่าการค้าของครอบครัวลู่ขายดิบขายดีถึงเพียงนี้ หัวเป็ดหัวเดียวนึกไม่ถึงเลยว่าจะขายราคาสูงถึงห้าอีแปะ อีกทั้งคนเหล่านั้นยังแย่งชิงกัน บ้าไปแล้วกระมัง!
นางตกใจมาก แต่ก็ยังช่วยขายต่อไป กระทั่งครู่ใหญ่นางก็หาข้ออ้างปลีกตัวดังคาด โดยบอกเหลียนฮวาว่าจะไปห้องน้ำ
เหลียนฮวาตกใจ ถึงกับอุทานในใจว่าเหอจิ่วเหนียงคาดเดาแม่นยำยิ่งนัก ทว่าภายนอกนางยังคงยิ้มกว้างพลางกล่าว “อาสะใภ้ไปเถอะเจ้าค่ะ ตรงนี้มีพวกข้าอยู่!”
นางหยูกลอกตามองบน กล่าวเย้ยหยัน “ขี้เกียจสันหลังยาวก็เลยหาข้ออ้างน่ะสิไม่ว่า!”
นางโจวไม่อยากสนใจนาง ในใจคิดแค่ว่าขอเพียงนางนำห่อเครื่องเทศในอกเสื้อไปให้เถ้าแก่ได้ เถ้าแก่ต้องปรุงรสชาติออกมาได้อร่อยยิ่งกว่าแน่นอน จะได้เหยียบครอบครัวลู่เอาไว้ใต้ฝ่าเท้า เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาก็ต้องเป็นฝ่ายมาขอร้องอ้อนวอนนางบ้างแล้ว
ถูกต้อง ความจริงแล้วที่นางโจวโผล่ไปบ้านครอบครัวลู่ก็เพราะมีจุดประสงค์ นั่นก็คือ… เอาสูตรเป็ดดำลู่มาให้ได้
ระหว่างทางลี้ภัยนางทรยศคนครอบครัวหยูที่กำลังได้รับบาดเจ็บปางตาย อ้อนวอนขอพึ่งพิงพวกโจรพเนจรที่ปล้นพวกเขา ยอมเสียศักดิ์ศรีเอาตัวเข้าแลกทำเรื่องไร้ศีลธรรมจึงเอาชีวิตรอดมาได้ กว่าจะมาถึงจิงโจวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อเห็นป้ายประกาศตามหานางก็นึกดูถูก คิดว่าครอบครัวลู่ก็คงมีสภาพอับจนไม่ต่างกันจึงไม่คิดจะไปหานางหยู
นางรับเงินเยียวยาสามตำลึง และได้งานทำความสะอาดที่หอสุราแห่งหนึ่งในเมืองหลัก
เถ้าแก่หอสุราแห่งนั้นเป็นคนรวยจริงๆ มีหอสุราอยู่ในเมืองหลักถึงสามแห่ง และมีหอสุราอยู่ทุกอำเภออีกด้วย
ช่วงก่อนปีใหม่ผู้ดูแลหอสุราในอำเภอต้าหลิ่งไปรายงานที่เมืองหลักว่าจู่ๆ ในอำเภอก็มีอาหารชนิดหนึ่งโผล่มา เรียกว่าเป็ดดำลู่ เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนจำนวนมาก หากสามารถซื้อสูตรมาได้จะเป็นเรื่องดี
ทั้งยังบอกอีกว่า แม้ครอบครัวลู่นี้จะเป็นครอบครัวที่ลี้ภัยมา แต่ทุกคนล้วนมีความสามารถ เหตุการณ์ของเศรษฐีต่งทุกคนต่างก็รู้กันทั่ว คนธรรมดาไม่กล้าล่วงเกินง่ายๆ เรื่องสูตรอาหารนี้ก็คงจัดการยากแน่
แต่ตอนที่ผู้ดูแลหอสุราของอำเภอต้าหลิ่งรายงานเรื่องนี้กับเถ้าแก่ นางโจวกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ข้างๆพอดี คิดว่าครอบครัวที่ผู้ดูแลหอสุราอำเภอต้าหลิ่งพูดถึงน่าจะเป็นตระกูลลู่ ตอนแรกที่ฟังก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่ นางจึงเอ่ยถามสองสามประโยค และเสนอตัวไปว่า หากเป็นคนแซ่ลู่ที่นางรู้จักจริงๆ นางสามารถช่วยเถ้าแก่เอาสูตรอาหารนั้นมาได้
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมา รีบส่งคนไปตรวจสอบจนแน่ใจว่าเป็นครอบครัวลู่จริงๆ เถ้าแก่จึงส่งนางมาที่นี่ ทั้งยังบอกอีกว่าหากนางทำเรื่องนี้สำเร็จ จะมอบตำแหน่งผู้ดูแลหอสุราให้นาง
นางโจวตื่นเต้นกับข้อเสนอนี้มากจึงกลับมากับผู้ดูแลหอสุราอำเภอต้าหลิ่ง และเขายังเป็นคนมาส่งนางที่หมู่บ้านอันผิงครึ่งทางอีกด้วย
ภารกิจครั้งนี้ของนางต้องสำเร็จแน่นอน!
ตอนที่ 204: นางโจวเล่นตัว
นางโจวกวาดมองรอบตัวอย่างระแวดระวังเพื่อดูว่าพวกนางหยูจับตาดูอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้สนใจตน นางจึงก้มหน้าก้มตาเดินมุ่งไปที่หอสุราเป้าหมาย
หอสุรานี้มีชื่อว่า ‘หอสุราหอมสิบลี้’ เป็นหอสุราที่มีสาขาแรกตั้งอยู่ในเมืองหลัก และขยายสาขาไปในอำเภอโดยรอบ เป็นหอสุราที่มีชื่อเสียงในจิงโจว
ก่อนหน้านี้ผู้ดูแลของหอสุราเคยพานางโจวทำความรู้จักกับเส้นทางในอำเภอแล้ว นางโจวความจำดีทีเดียว ไม่นานก็หาจุดหมายเจอ
“ข้ามาหาท่านผู้ดูแลจาง รีบพาข้าไปพบเขาเร็วเข้า!”
ทันทีที่เข้าประตูไปนางโจวก็ดึงเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งมา ท่าทางนางทั้งตื่นเต้นทั้งเคร่งเครียด
เนื่องจากนางรีบเร่งมาที่อำเภอจึงไม่ทันได้จัดการทายาบนใบหน้าบวมเป่งที่ตอนนี้มันยิ่งบวมอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวเอ้อร์คนนี้ไม่รู้จักนางโจว แต่จากร่องรอยบาดแผลที่ถูกตบตีมา เขาจึงฟันธงว่าฝ่ายที่ลงมือต้องเป็นสตรีแน่ เรื่องที่ทำให้สตรีกับสตรีทะเลาะกันได้มีเพียงไม่กี่เรื่อง เขานึกสงสัยถึงเรื่องร้ายแรงว่า นางโจวผู้นี้คือหนี้รักจากความเจ้าชู้ของท่านผู้ดูแลหรือไม่
“เจ้ามาหาท่านผู้ดูแลมีเรื่องอะไร?”
อย่างไรเสียก็เป็นสตรีที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าพานางเข้าไปง่ายๆ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นในหอสุรา ไม่ใช่แค่ทำให้ชื่อเสียงของท่านผู้ดูแลเสียหายเท่านั้น ยังเดือดร้อนไปถึงการค้าของหอสุราด้วย
“ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับเขา เจ้ารีบให้ข้าเข้าไปเถอะ!”
นางโจวนึกหงุดหงิดกับเสี่ยวเอ้อร์คนนี้ เหตุใดถึงขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของนางอยู่ได้
“เจ้าบอกข้ามาก่อนว่ามีเรื่องอะไร เจ้าชื่ออะไร ข้าถึงจะเข้าไปรายงานท่านผู้ดูแลได้”
อันที่จริงในสถานการณ์ปกติ การเข้าพบผู้ดูแลหอสุราไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนยุ่งยากเช่นนี้ หากแต่เสี่ยวเอ้อร์รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ชอบมาพากล จึงต้องเข้มงวดกับนาง
“เจ้าไปบอกเขาว่าข้าแซ่โจว คนที่มากับเขาจากเมืองหลัก ข้าทำหน้าที่ตัวเองสำเร็จแล้ว แค่นี้เขาก็ให้ข้าเจอเขาแล้ว!”
นางโจวรำคาญอย่างมาก ทดความโกรธเกลียดกับบ่าวรับใช้คนนี้เอาไว้ในใจ และคิดว่ารอให้ตนได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ดูแลหอสุราเมื่อไร จะขับไล่ขี้ข้านี่ออกไปแน่นอน
แม้ว่าเสี่ยวเอ้อร์จะไม่รู้จักหน้าตาสตรีใบหน้าปูดตรงหน้า แต่ก็เคยได้ยินชื่อของนางมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ผู้ดูแลจางได้กำชับเอาไว้แล้ว
หลังจากรู้ตัวตนของผู้มาเยือน อากัปกิริยาของเสี่ยวเอ้อร์เปลี่ยนไปทันที เขายิ้มกว้างแล้วเอ่ยต้อนรับอย่างเป็นมิตร “ที่แท้ก็อาสะใภ้โจวนี่เอง! นี่แค่ไม่กี่วันก็ทำสำเร็จแล้ว ช่างเป็นคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมจริงๆ เชิญๆๆขอรับ ท่านผู้ดูแลอยู่ข้างใน ข้าน้อยจะพาท่านไปหาเขา!”
เสี่ยวเอ้อร์คนนี้ทำงานอยู่กับผู้ดูแลจางมานานหลายปีแล้ว เขาจึงรู้เรื่องราวมากมายของผู้เป็นนาย และรู้ว่าเรื่องที่นางโจวบอกว่า ‘ทำสำเร็จแล้ว’ นั้น คือสิ่งใด
ชื่อเสียงของเป็ดดำลู่นั้นโด่งดังมาก บรรดาลูกค้าที่มาใช้บริการหอสุรามักซื้อมาคนละชุดนั่งกินเป็นกับแกล้ม บางทีก็ขอให้พวกเสี่ยวเอ้อร์ในหอสุราช่วยไปซื้อให้ เขาเองก็โชคดีมีโอกาสได้ลิ้มรสมาแล้วครั้งหนึ่ง ต้องยอมรับว่ารสชาติยอดเยี่ยมสุดๆ ยามที่รสชาตินั้นอยู่ในปากราวกับบรรลุนิพพานเลยทีเดียว
ผู้ดูแลของพวกเขาเคยไปคุยกับครอบครัวลู่เพื่อขอร่วมทำการค้าด้วย แต่อีกฝ่ายรู้สึกว่าความจริงใจของพวกเขายังมีไม่พอจึงปฏิเสธ ไม่ให้โอกาสได้หารือกันเลย
ตอนที่ผู้ดูแลจางไปรายงานผลประกอบการในเมืองหลักจึงบอกเรื่องนี้กับเถ้าแก่ด้วย อยากให้เถ้าแก่คิดหาทาง นึกไม่ถึงว่าระหว่างปรึกษากันอยู่ จะมีสตรีคนหนึ่งเข้ามาบอกว่า ตนเป็นญาติสนิทกับครอบครัวลู่ อีกทั้งยังเสนอตัวว่าจะเอาสูตรอาหารนั้นมาให้ได้
สตรีผู้นั้นก็คือนางโจวที่ขณะนั้นกำลังทำความสะอาดร้านอยู่ใกล้ๆนั่นเอง
เสี่ยวเอ้อร์รับรู้เพียงผ่านๆ ว่าตอนนั้นผู้ดูแลจางพานางโจวมาที่หอสุราแห่งนี้ด้วย แต่วันนั้นเขามีธุระต้องรีบกลับ จึงไม่ได้เห็นหน้าค่าตานาง เป็นเหตุให้เมื่อครู่เขาทำกิริยาเช่นนั้นกับอีกฝ่าย
นางโจวเห็นท่าทางคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจึงเผยความทะนงตนออกมา นางเดินเชิดหน้าเข้าไปด้านในด้วยความเย่อหยิ่ง
รอเจอผู้ดูแลจางก่อนเถอะ!
เสร็จสิ้นภารกิจแล้วนางก็จะได้กลับเมืองหลักเสียที หลังจากนั้นก็จะได้เป็นผู้คุมงานหรือไม่ก็ผู้ดูแลหอสุรา ได้อยู่ดีกินดี ชีวิตดีๆเช่นนั้น คนพวกนี้ไม่มีทางเทียบได้แน่นอน
“ท่านผู้ดูแล อาสะใภ้โจวมาขอพบขอรับ!”
ทันทีที่มาถึงหน้าห้องของผู้ดูแล เสี่ยวเอ้อร์ส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะรายงานด้วยท่าทางลิงโลด
มีสูตรเป็ดดำลู่นี่ พวกเขาก็ไม่ต้องทนดูสีหน้าเปี่ยมสุขของพวกคนแซ่ลู่แล้ว ในที่สุดก็ฮุบการค้าของพวกเขามาได้สำเร็จ!
อวดดีนักใช่หรือไม่!
ต้องทราบก่อนว่า รายได้ของหอสุราเป็นตัวกำหนดเงินค่าจ้างของเสี่ยวเอ้อร์ด้วย หากขายดิบขายดีเป็นพิเศษ พวกเขาก็จะมีรายได้เพิ่มหลายอีแปะต่อเดือน
เมื่อนึกถึงขั้นนี้ บ่าวรับใช้ใกล้ชิดผู้ดูแลจางก็แสดงท่าทางเคารพนางโจวมากขึ้นหลายเท่า
ผู้ดูแลจางออกมาต้อนรับทันที ตายิ้มหยิบหยีแล้วเอ่ยด้วยความปรีดา “น้องหญิงใหญ่มาแล้ว ขึ้นไปคุยกันในห้องเซียงฝางเถอะ! เจ้าไปชงชาร้อนๆมาให้อาสะใภ้โจวเร็วเข้า นี่เป็นผลประโยชน์อันใหญ่หลวงของหอสุราหอมสิบลี้เลยนะ!”
ประโยคหลังเขาบอกกับเสี่ยวเอ้อร์ คนถูกสั่งขานรับและไปจัดการทันที ผู้ดูแลจางพาบ่อเงินบ่อทองเดินขึ้นไปบนชั้นสองด้วยตัวเอง
บัดนี้นางโจวรู้สึกว่า ความกล้ำกลืนที่ตนได้รับจากครอบครัวลู่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาช่างคุ้มค่ายิ่งนัก มันทำให้จากนี้ไปนางจะได้เพลิดเพลินกับการปรนนิบัติที่ดีเช่นนี้
ได้เป็นเจ้านายคน!
นางยกมือตบหน้าอกเสื้อเบาๆ ของที่อยู่ในนี้สามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของนางไปได้ตลอดกาล ต้องทะนุถนอมให้ดี
ทันทีที่เข้ามาในห้องเซียงฝาง ผู้ดูแลจางก็แทบ.อดใจรอไม่ไหว “น้องหญิงใหญ่ สูตรโดยรวมมีอะไรบ้าง เจ้าจำมาได้หมดหรือไม่?”
“จำได้เจ้าค่ะ ง่ายมาก!”
นางโจวมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เหอจิ่วเหนียงพานางไปรู้จักห้องทั้งสามห้อง ห้องที่สำคัญที่สุดก็คือห้องเก็บเครื่องเทศ เพียงแค่มีเครื่องเทศครบตามห่อผ้าที่นางได้มาแล้วนำลงไปต้มก็เรียบร้อย ไม่มีขั้นตอนอะไรซับซ้อน
ผู้ดูแลจางเห็นทางท่างเปี่ยมความมั่นใจของอีกฝ่ายก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น “ต้องการวัตถุดิบอะไรบ้างรีบบอกมาได้เลย ข้าจะให้คนไปเตรียมให้ หรือไม่น้องหญิงใหญ่ลงมือทำให้พวกเราดูสักครั้งเป็นอย่างไร?”
นางโจวสะกดกลั้นความสุขที่เอ่อล้นอยู่ในใจ แล้วกล่าวน้ำเสียงสบายๆ “ไม่ต้องรีบเจ้าค่ะ ให้ข้าได้ดื่มน้ำดื่มท่าก่อน แล้วเดี๋ยวข้าจะบอกรายละเอียดให้ท่านฟัง!”
ขณะนั้นเองเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกน้ำชาเข้ามา ผู้ดูแลจางกระตือรือร้นรินน้ำชาให้นางด้วยตัวเอง ขอเพียงได้สูตรเป็ดดำลู่มา จะให้เขาทำสิ่งใดก็ยอม!
นางโจวทำเป็นจิบชาอึกหนึ่ง ก่อนจะกระแอมแล้วเอ่ยขึ้น “เดิมทีข้าคิดว่าขั้นตอนการทำเป็ดดำลู่นี่จะยุ่งยากมากซะอีก ที่แท้แค่เอาเครื่องเทศทั้งหมดใส่ลงไปต้มในหม้อเพียงเท่านี้ก็ได้แล้ว เครื่องเทศเหล่านี้พวกเขาซื้อมาจากพ่อค้าต่างแดน ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไรบ้าง ใส่เครื่องเทศลงไปในผ้า มัดเป็นห่อ ห่อหนึ่งต้มได้หนึ่งหม้อใหญ่เจ้าค่ะ!”
ผู้ดูแลจางถามต่อ “เครื่องเทศนั้นคือ…”
“ท่านผู้ดูแลจางวางใจเถอะ ระดับข้าแล้วจะมีปัญหาได้อย่างไร ข้าเป็นญาติสนิทของพวกเขา พวกเขาไม่ระวังข้าหรอก พวกเขาพาข้าเข้าไปดูห้องเก็บวัตถุดิบ แล้วให้ห่อเครื่องเทศมาห่อหนึ่ง เราเปิดดูว่าข้างในมีอะไรบ้างและซื้อมาตามนี้ก็ได้แล้ว!”
กล่าวจบสตรีมากเล่ห์ก็ล้วงเอาห่อผ้าออกมาจาก.อกเสื้อ ขณะที่ควักออกมา กลิ่นหอมของเครื่องเทศในห่อผ้าก็โชยออกมาด้วย
ผู้ดูแลหอสุรารีบยื่นมือหมายจะคว้ามา แต่นางโจวดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว
“น้องหญิงใหญ่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เขาตั้งใจจะเอาห่อผ้ามา แต่นางโจวกลับทำเช่นนี้ ทำให้เขาอดที่จะไม่พอใจไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก!
“ผู้ดูแลจาง ท่านอย่าใจร้อนสิ! ท่านเองก็รู้ว่าเถ้าแก่เป็นคนส่งข้ามาทำงานนี้ ตอนนี้ข้าก็เอาห่อเครื่องเทศนี่มาได้แล้ว รบกวนท่านผู้ดูแลช่วยเป็นพยานให้ข้าด้วย ไม่อย่างนั้นข้าคงทำงานเหนื่อยเปล่า”
ต้องยอมรับว่าในบางเรื่องนางโจวมีความฉลาดแยบยลมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องถึงผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเช่นตอนนี้ นางต้องตั้งรับและต่อรองให้ดี
ผู้ดูแลจางเข้าใจความหมายของนางทันที ในใจนึกเหยียดหยาม ผู้หญิงคนนี้คงไม่รู้ตัวสินะว่าตัวเองกลายเป็นหมากตัวหนึ่งที่เถ้าแก่ทิ้งไปแล้ว!
ตอนที่ 205: พูดแค่นี้ผู้ดูแลจางก็เชื่อแล้ว
คนที่ทรยศได้แม้กระทั่งญาติพี่น้องของตัวเอง ใครจะกล้าตั้งความหวังกับคนแบบนี้ว่าจะทำงานให้ด้วยความจริงใจกัน
ความตั้งใจของเถ้าแก่หอสุราหอมสิบลี้ก็คือ รอให้ได้สูตรอาหารมาเมื่อไรก็จะขับไล่นางออกไปเมื่อนั้น ผู้หญิงคนนี้เพิ่งจะหักหลังญาติตัวเองคงไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวาย และหอสุราของพวกเขาต่างหากคือผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผู้ดูแลหอสุราหอมสิบลี้แห่งอำเภอต้าหลิ่งก็มอบรอยยิ้มสุดแสนจะจริงใจให้อีกฝ่าย พร้อมยกมือตบหน้าอกรับประกัน “น้องหญิงใหญ่ นี่เป็นความดีความชอบของเจ้า กลับไปเถ้าแก่ต้องตกรางวัลใหญ่ให้เจ้าแน่นอน! อีกอย่าง ที่นี่นอกจากน้องหญิงใหญ่แล้ว จะมีใครมีความสามารถเอาสูตรอาหารนั่นมาได้ในเวลาไม่นานอีกล่ะ”
วาจาประจบประแจงเหล่านี้ถูกใจนางโจวมากจริงๆ สตรีหมาป่าตาขาวยิ้มร่าราวกับบุปผาแย้มบานทันที และส่งห่อผ้าให้คนปากหวานด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
ผู้ดูแลจางรับมา และยกจ่อปลายจมูกสูดดมกลิ่นอย่างระมัดระวัง
เครื่องเทศพวกนี้มีกลิ่นหอมมากจริงๆ
รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งแจ่มชัดมากขึ้น
“ไปเอากรรไกรมาให้ข้า!”
เขาจะตัดออกมาดูซิ ว่าตกลงแล้วข้างในมันคือสิ่งใดกันแน่
เสี่ยวเอ้อร์ขานรับแล้วไปหยิบกรรไกรมาให้
ผู้ดูแลตัดห่อผ้าออก
*ฉับ*
ทั้งสามมุงดูด้วยความร้อนใจ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้…
ผู้ดูแลจางเบิกตากว้างด้วยความตกละลึง มือใหญ่พลันวางของในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงจนเกิดเสียงดังปัง สูดลมหายใจลึกครู่หนึ่งระงับความโกรธเอาไว้ แล้วถามเสียงกดลึก “เจ้าบอกข้ามาว่านี่มันของบ้าอะไร?”
นางโจวยังดูไม่ออกจึงได้แต่ถามกลับ “นี่ไม่ใช่เครื่องเทศหรือเจ้าคะ?”
นางหยิบสิ่งที่คล้ายกับกิ่งไม้เล็กๆ ขึ้นมาจ่อปลายจมูกแล้วสูดดม “มีกลิ่นจริงๆ มันคือเครื่องเทศหอม!”
สตรีเจ้าของผลงานตอบอย่างมั่นใจ ไม่มีทางผิดแน่ ของสิ่งนี้เอาออกมาจากห้องเก็บวัตถุดิบ มีห่อเครื่องเทศมากมายอยู่ในห้องนั้น เหอจิ่วเหนียงสุ่มหยิบให้นางเชียวนะ
ที่สำคัญ ของสิ่งนี้มีกลิ่นหอมจริงๆ!
“แล้วก้อนหินพวกนี้เจ้าจะอธิบายอย่างไร เจ้าอย่าบอกนะว่านี่ไม่ใช่ก้อนหินธรรมดา หึ ข้ายังไม่เคยเห็นใครที่ไหนเอาก้อนหินมาทำอาหาร!”
ผู้ดูแลจางมองไปที่กองกิ่งไม้ง่ามเล็กๆ ปนก้อนหินและดินเหนียวบนโต๊ะด้วยความโกรธจนไม่รู้จะโกรธเช่นไร
นึกดีใจว่าจะได้สูตรอาหารมาแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะถูกผู้หญิงจิตใจสกปรกนี่หลอกเอาได้!
ดูเหมือนว่านางทุ่มเทไม่น้อยในการหลอกเขา ท่าทางการแสดงที่ทำไปทั้งหมดนางไม่เหนื่อยหรืออย่างไร
กล้าดีจริงๆ!
“แต่กลิ่นหอมพวกนี้ไม่ใช่เรื่องโกหกนะเจ้าคะ! นี่อาจเป็นเครื่องเทศของพ่อค้าต่างแดนก็ได้”
นางโจวร้อนรน นางไม่ได้โกหก และมั่นใจว่าตนได้มาไม่ผิดแน่นอน สาวใช้ในโรงครัวเหล่านั้นก็ใช้ห่อเครื่องเทศจากห้องเก็บวัตถุดิบนั่นประกอบอาหารจริงๆ!
“หรือเรามัดห่อผ้านี่กลับเป็นเหมือนเดิมแล้วลองเอาไปทำอาหารดู ไม่แน่อาจเห็นผลชัดเจนขึ้น ของพวกนี้อาจเป็นของพื้นเมืองต่างแดนก็ได้?”
นางโจวยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้อาจจะเป็นไปได้ พวกเขาล้วนไม่รู้ว่าต่างแดนเป็นเช่นไร ใครจะรู้ บางทีกิ่งไม้ก้อนหินพวกนี้สามารถนำมาเป็นเครื่องเทศได้ก็ได้
เหอจิ่วเหนียงดีกับนางถึงเพียงนั้น ไม่มีทางหลอกนางแน่!
ทว่าเหลือเชื่อ ผู้ดูแลจางกลับเห็นด้วยกับคำพูดของนาง
พูดแค่นี้ผู้ดูแลจางก็เชื่อแล้ว
แม้ดูแล้วจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันมีกลิ่นหอมจริงๆ เช่นนั้นก็ลองดูสักหน่อยจะเป็นไรไป
คนโมโหเงยหน้าขึ้น สบกับสายตารอคอยของนางโจว แล้วบอกกับเสี่ยวเอ้อร์ “เจ้าไปต้มน้ำแกงในห้องครัวหม้อหนึ่ง”
เสี่ยวเอ้อร์ลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอหนึ่งที แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ท่านผู้ดูแลสั่งมาเช่นนี้ เขาก็แค่มีหน้าที่ทำตามอย่างเชื่อฟัง
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
นางโจวในสภาพสะบักสะบอมถูกโยนออกมาจากหอสุราหอมสิบลี้
หลังจากทดลองต้มห่อผ้าเจ้าปัญหาแล้วผลปรากฏว่า ของเหล่านั้นเป็นก้อนหิน ดินเหนียว และเศษกิ่งไม้ธรรมดาจริงๆ!
ไม่เพียงต้มอะไรออกมาไม่ได้เท่านั้น ยังเปลืองน้ำแกงไปหม้อหนึ่งด้วย!
ผู้ดูแลจางโกรธมาก จึงสั่งให้คนทุบตีนางโจวไม่ยั้ง
“คนอย่างเจ้าน่ะหรือจะเป็นผู้ดูแล ถุย! ฝันไปเถอะ! ไสหัวไปให้พ้น! อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก!”
ชายแซ่จางยืนหน้าประตูหอสุรา ก้มมองสตรีน่าตายที่คืบคลานอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
สู้อุตส่าห์คิดว่าผู้หญิงคนนี้มีประโยชน์มหาศาลต่อหอสุราหอมสิบลี้ของพวกเขา นางพูดออกมาได้อย่างเต็มปากว่าครอบครัวแซ่ลู่เชื่อใจไว้ใจนาง เหอะ! เชื่อใจประสาอะไรกัน สุดท้ายก็โดนพวกเขาหลอกจนได้ นางโจวผู้นี้ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเลยจริงๆ
นึกย้อนถึงเรื่องที่เศรษฐีต่งโดนหมอหญิงคนนั้นสั่งสอน แค่นี้ก็รู้แล้วว่าครอบครัวลู่เป็นบุคคลที่ไม่ควรต่อกรด้วย…แม้แต่ตระกูลต่งยังสยบครอบครัวนี้ไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนางโจวหญิงโง่คนนี้เลย!
“ไม่นะ! ผู้ดูแลจาง ท่านให้โอกาสข้าอีกครั้งเถอะนะ ข้าต้องจัดการเรื่องนี้สำเร็จแน่นอน!”
นางโจวถูกทำร้ายจนใบหน้าฟกช้ำดำเขียว วาจาและอากัปกิริยาที่แสนเย่อหยิ่งก่อนหน้านี้อันตรธานหายไปหมดแล้ว
นางถึงขั้นไม่สนใจว่าจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนโดนรอบหรือไม่ พยายามตะเกียกตะกายเข้าไปกอดขาอ้อนวอนผู้ดูแลจาง แม้จะไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดที่ใด แต่ตอนนี้นางรู้แค่ว่าต้องขอร้องผู้ดูแลจางให้ได้ มิเช่นนั้นทางด้านเถ้าแก่…นางก็คงไม่มีโอกาสได้เข้าถึงตัวเขาแล้ว
ก่อนหน้านี้เถ้าแก่บอกเอาไว้ว่า หากทำงานสำเร็จแล้วให้ไปหาผู้ดูแลจาง ผู้ดูแลจางจะเป็นคนติดต่อกับเถ้าแก่เอง ไม่อนุญาตให้นางไปที่สาขาเมืองหลักโดยพลการ ดังนั้นทันทีที่นางได้ห่อผ้ามาจึงรีบร้อนเอามาให้ผู้ดูแลจางเป็นคนแรก
นางพยายามขอร้องให้ผู้ดูแลจางช่วยพูดกับเถ้าแก่แทนนางสักหน่อย จะปล่อยให้ทุกอย่างพังเช่นนี้ไม่ได้
“ขอโอกาสอย่างนั้นหรือ? หึ! เจ้ามันโง่! อย่าว่าแต่ขอโอกาสครั้งเดียวเลย ต่อให้เป็นสิบๆครั้งเจ้าก็ไม่มีทางทำสำเร็จหรอก! ไสหัวไปให้พ้น!”
สาดวาจากราดเกรี้ยวจบผู้ดูแลจางก็สะบัดหน้าหนีเดินกลับเข้าไปในหอสุรา เสี่ยวเอ้อร์คนเดิมฉวยโอกาสนี้เตะหน้าท้องนางไปหนึ่งทีด้วยความโมโห และสบถต่อว่า “เปลืองน้ำชาข้าไปตั้งกาหนึ่ง ซวยจริงๆ!”
เหล่าคนมุงย่อมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แค่ว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะทำอะไรผิดมา คนที่ทำความผิดแล้วถูกทำร้ายอย่างอุกอาจเช่นนี้มีให้เห็นดาษดื่น ไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนี้แต่อย่างใด พวกเขาแค่มาดูละครฉากหนึ่ง ดูเสร็จก็พากันแยกย้ายเท่านั้น
ฟังดูโหดร้าย ทว่านี่เป็นเรื่องจริงของสังคม
นางโจวนั่งบนพื้นอย่างเหม่อลอย ตั้งแต่ต้นจนจบนางยังไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดผลลัพธ์ของภารกิจนางถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
ตามหลักแล้วตอนนี้นางควรจะนั่งอยู่ในหอสุรา เพลิดเพลินกับการสรรเสริญเยินยอที่คนเหล่านั้นมอบให้ จากนั้นก็รอกลับเมืองหลัก รับตำแหน่งผู้ดูแลจากเถ้าแก่ ได้เงินเดือนเดือนละหลายตำลึง ถึงเวลาหนึ่งก็หาบุรุษที่ชอบสักคนแต่งงานกับเขา มีชีวิตที่สุขสบายไปทั้งชาติ
…แต่ทุกอย่างกลับกลับตาลปัตรเพียงพริบตา
เรื่องราวพลิกผันอย่างรวดเร็วจนนางไม่ทันแม้แต่ได้ไตร่ตรองต้นสายปลายเหตุ ก็ถูกทำร้ายจนอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว
สตรีร่างกายบอบช้ำนั่งเหม่ออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะได้สติว่าตนไม่ควรนั่งรอความตายอยู่เฉยๆเช่นนี้ จึงพยุงร่างลุกขึ้นเตรียมพุ่งตัวเข้าไปในหอสุรา นางอยากเจรจากับผู้ดูแลจางให้ชัดเจน ให้โอกาสนางอีกครั้ง ครั้งนี้นางจะแอบขโมยห่อผ้าออกมาหลายๆห่อ!
ทว่าหน้าประตูมีเสี่ยวเอ้อร์สองคนยืนเฝ้าอยู่ นางยังไม่ทันก้าวถึงหน้าธรณีประตูก็ถูกถีบร่างกระเด็นออกมาแล้ว แรงถีบทำให้ร่างที่ปวดร้าวอยู่แล้วทรงตัวไม่อยู่ จึงกลิ้งตกลงมาจากบันไดหิน
แรงกระแทกอย่างหนักหน่วงทำให้นางโจวรู้สึกปวดศีรษะ ภาพตรงหน้าพร่ามัว ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่ได้สติ
“นางผู้หญิงหน้าด้าน! ท่านผู้ดูแลของเราบอกแล้วว่าถ้าหากเจ้ายังกล้ามาเหยียบที่นี่อีกจะให้พวกข้าตีเจ้าให้ตาย รีบไสหัวไปให้พ้น! อย่ามารบกวนเวลาค้าขายอันมีค่าของพวกเรา!”
เสี่ยวเอ้อร์เห็นผู้หญิงคนนี้แล้วรู้สึกขัดหูขัดตา หากไม่ใช่เพราะโดยรอบมีคนสัญจรไปมา ถ้าทำอะไรมากไปกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อหอสุราละก็ พวกเขาคงพุ่งเข้าไปทุบตีอีกรอบแล้ว
นางโจวกัดฟันลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ผู้ดูแลจางไม่เชื่อนางก็ไม่เป็นไร นางจะกลับไปตั้งหลักที่บ้านครอบครัวลู่ก่อน รอได้ของมาเมื่อไรนางจะไปหาเถ้าแก่ที่เมืองหลักด้วยตัวเอง ถึงตอนนั้นนางจะร้องทุกข์ต่อเถ้าแก่ด้วย ให้เถ้าแก่สั่งสอนผู้ดูแลชั่วช้าคนนี้!
เถ้าแก่ไม่ให้นางไปหาเขาโดยพลการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางโดนรังแกแล้วจะต้องให้นางอยู่เฉยๆนี่!
คนที่เคยรังแกนาง นางจดจำเอาไว้ในใจหมดแล้ว นางต้องหาโอกาสแก้แค้นให้ตัวเองให้ได้!
หญิงแซ่โจวผู้คั่งแค้นพยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล…และในขณะที่ตกอยู่ในสภาวะยากลำบาก จู่ๆ รองเท้าปักลายบุปผาสีชมพูคู่หนึ่งก็ปรากฏในคลองสายตา พร้อมเสียงเริงร่ากระทบโสตประสาทที่ดังมาจากเหนือศีรษะ
“พี่สะใภ้โจว ไม่เจอกันแค่ครู่เดียวเหตุใดสภาพถึงอนาถเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”
ตอนที่ 206: เรื่องถูกเปิดเผย
นางโจวตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะอยู่ที่นี่ สมองนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ ไม่รู้ควรทำเช่นไรต่อ
จากนั้นสมองอันน้อยนิดที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของนางก็นึกขึ้นได้ว่าต้องคิดหาคำอธิบายว่าเหตุใดตนถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…โดยหารู้ไม่ว่า พฤติกรรมของนางทั้งหมด รวมถึงเหตุการณ์ที่นางถูกทำร้ายร่างกายจากคนของหอสุราหอมสิบลี้ ล้วนอยู่ในการรับรู้ของครอบครัวลู่แล้ว
นางโจวก็โง่ที่มองทุกคนว่าเป็นคนโง่นั่นแหละ เผยจุดประสงค์ของตัวเองออกมาชัดเจนขนาดนั้นแต่กลับไม่รู้ตัวเลย ทั้งยังคิดว่าทุกคนล้วนกำลังถูกตนหลอกสำเร็จ
หากนางฉลาดสักหน่อย เหอจิ่วเหนียงคงไม่จัดการนางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้หรอก
“น้องสาว เจ้ารีบช่วยพยุงข้าขึ้นหน่อย คนที่หอสุรานี่ทำเกินไปแล้ว! ข้าก็แค่อยากเข้าไปดู พวกเขาถึงกับทุบตีข้า ไล่ข้าออกมาอย่างกับหมูกับหมา ข้าไม่เคยเจอใครที่ดูถูกคนถึงเพียงนี้มาก่อนจริงๆ!”
ดวงตานางโจวหลุกหลิก พยายามคิดหาเหตุผลที่ดูเข้ากับสภาพในตอนนี้ที่สุด
เหอจิ่วเหนียงกลับค่อนแคะ น้ำเสียงไร้ซึ่งความเป็นมิตร “อย่างนั้นหรือ แต่เหตุใดข้าถึงเห็นเสี่ยวเอ้อร์เชิญท่านเข้าไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แถมท่านยังดูสนิทสนมกับผู้ดูแลนั่นมากด้วย!”
นางโจวได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก …นางเห็นแล้วหรือ! นางเห็นอะไรบ้าง!
พลันนั้นสตรีบนพื้นก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ผู้ดูแลจางไม่ไว้หน้านางก็ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกครั้งโดยไปขอความเมตตาจากเถ้าแก่ได้ แต่หากเหอจิ่วเหนียงรู้เรื่องเข้าแล้ว… แผนการของนางย่อมจบสิ้น ต้องถูกคนแซ่ลู่ไล่ออกจากบ้านแน่นอน ไม่สามารถกลับไปขโมยห่อเครื่องเทศนั่นได้อีกแล้ว
“เปล่านะ! น้องสาว เจ้าตาฝาดไปแล้วแน่ๆ หรือไม่ก็คงจำคนผิดแล้ว ถ้าหากข้ารู้จักกับเขา ข้าจะถูกทุบตีแล้วโยนออกมาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
นางโจวฝืนยิ้ม พยายามกัดฟันลุกขึ้น ไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นั่นน่ะสิพี่สะใภ้ ท่านถูกเชิญเข้าไปดีๆ เหตุใดถึงกลับออกมาในสภาพเช่นนี้ได้ล่ะ… อืม ถ้าให้ข้าเดา คงเป็นเพราะพวกเขาไม่ชอบกิ่งไม้กับก้อนหินที่ข้าให้ท่านไปกระมัง สวรรค์! ท่านว่าคนพวกนี้โหดร้ายเกินไปแล้วหรือไม่ แค่เพราะก้อนหินกิ่งไม้ห่อเดียว ถึงกับต้องลงไม้ลงมือจนเลือดตกยางออกเลยหรือ… ทำได้ถึงเพียงนี้ ช่างเลวระยำเกินมนุษย์จริงๆ!” นางจงใจเน้นประโยคสุดท้ายเพื่อกระทบกระแทกคนบนพื้นด้วย
สดับวาจา คนถูกต่อว่าเงยหน้าขึ้นฉับ มองใบหน้าเหนือศีรษะ ดวงตาวูบไหวปนตกใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ในที่สุดสตรีจองหองก็รับรู้ถึงความผิดปกติ…แต่นางยังไม่อยากเชื่อ นางดำเนินแผนการด้วยความระมัดระวังมาโดยตลอด และนางก็เห็นเหอจิ่วเหนียงหยิบห่อผ้านั้นมาจากกองห่อเครื่องเทศกับตาตัวเอง…กระทั่งบัดนี้ ถูกทางหอสุราทำร้ายร่างกายจนอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว นางก็ยังไม่นึกสงสัยในตัวเหอจิ่วเหนียงเลย
นางคิดไม่ถึงแม้แต่น้อย… ผู้ดูแลจางพูดถูก นางโดนหลอกแล้ว
“ก็หมายความอย่างที่ท่านคิดนั่นแหละเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบด้วยท่าทางสบายๆ ราวกับพูดเรื่องทั่วไปก็มิปาน
“นี่ท่านยังคิดไม่ได้อีกหรือ ท่านคงไม่ได้คิดว่าเป็ดดำลู่ของครอบครัวข้าใช้กิ่งไม้กับก้อนหินพวกนั้นปรุงจริงๆกระมัง… ถ้าท่านคิดเช่นนั้นจริง โอ้! สมองท่านนี่เกินเยียวยาแล้วนะเจ้าคะพี่สะใภ้โจว!”
เหอจิ่วเหนียงใช้วาจาและน้ำเสียงยั่วยุ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกดลึก ทุกคำพูดของนางเปรียบดั่งคมมีดที่กรีดแทงใจนางโจว
“เพราะเหตุใด! เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้!”
ผ่านไปครู่หนึ่งกว่านางโจวจะตอบสนอง นางพึมพำออกมาเบาๆ
นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเหอจิ่วเหนียงรู้ได้อย่างไร
นับตั้งแต่นางถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลเตาไฟ…กระทั่งมีเรื่องตบตีกับสาวใช้พวกนั้น…และตอนที่เหอจิ่วเหนียงมาปกป้องนาง…ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีร่องรอยหรือหลักฐานใดที่บ่งบอกถึงเป้าประสงค์ของนางเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เหอจิ่วเหนียงพานางไปเยี่ยมชมห้องเหล่านั้น อีกฝ่ายก็หันไปหยิบห่อผ้าจากกองห่อเครื่องเทศมาห่อหนึ่งแบบส่งๆ ห่อผ้าก็เหมือนๆกันหมด เหอจิ่วเหนียงรู้ได้อย่างไรว่าห่อที่ตัวเองหยิบมาจะเป็นของปลอม
…หรือว่าของในกองนั้นล้วนเป็นของปลอม!? เพื่อตบตานาง พวกเขาจึงทำของปลอมขึ้นมาอย่างนั้นหรือ!
หลายเรื่องนางคิดแล้วก็ไม่เข้าใจ…และบางเรื่องนางก็ไม่ยินยอมที่จะเข้าใจ นางไม่เชื่อว่าตัวเองโดนเหอจิ่วเหนียงหลอกจนหัวหมุนเช่นนี้!
เดิมทียังคิดว่าสะใภ้สามคนนี้ไม่เลวเลย อย่างน้อยก็ช่วยเหลือนางไว้ วันข้างหน้าหากนางได้ดิบได้ดี เหอจิ่วเหนียงทุกข์ยากลำบาก นางก็ยินดีที่จะช่วยเหลือตอบแทน
แต่ตอนนี้ดูแล้ว… ในบ้านครอบครัวลู่ เหอจิ่วเหนียงต่างหากคือคนที่โหดร้ายที่สุด!
และแล้วในชั่วขณะนั้นนางโจวจึงได้เข้าใจแล้วว่า เหตุใดสมาชิกครอบครัวลู่ทุกคนถึงฟังเหอจิ่วเหนียง
“ก็ไม่ได้เพราะอะไรหรอกเจ้าค่ะพี่สะใภ้โจว ตอนแรกพวกเราก็อยากจะค่อยๆเล่นสนุกไปตามท่าน แต่ช่วงหลังๆ ท่านไม่เคลื่อนไหวอะไรเลย ข้าก็เลยช่วยน่ะ นึกไม่ถึงนะเจ้าคะว่าจะจบเร็วขนาดนี้ ก็ดูท่านสิ ได้ของไปปุ๊บก็รีบเอามาส่งโดยไม่เปิดดูข้างในเลย แต่ต้องขอบคุณในความโลภของท่านด้วยนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นพวกข้าคงไม่รู้ซะทีว่าคนที่อยู่เบื้องหลังท่านเป็นใคร!”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงอ่อนหวานไพเราะ หากแต่วาจาที่เอื้อนเอ่ยกลับเย็นเยือก…เยือกเย็นจนนางโจวตัวสั่นสะท้าน
“นี่เจ้า…เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เข้าใจ?”
ในเมื่อเถียงไม่ได้ นางก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเสียเลย
เหอจิ่วเหนียงผิดหวังกับการโต้ตอบของอีกฝ่ายมาก นางยกแขนทั้งสองข้างกอด.อก และตะโกนไปทางด้านหลัง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ ออกมาเถอะเจ้าค่ะ”
คนที่ตามเหอจิ่วเหนียงมาด้วยยังมีลู่จิ้งซวนและนางหยู ทันทีที่นางโจวปลีกตัวออกไปจากแผงขายของ เหอจิ่วเหนียงก็เข้าไปหาพวกเขาสองคน นางหยูสองสามีภรรยาจึงได้รู้สาเหตุที่สะใภ้สามให้พวกเขาเข้าอำเภอวันนี้
ตอนแรกนางหยูไม่เข้าใจว่านางโจวมาที่หอสุราด้วยเหตุใด แต่เมื่อครู่ได้ฟังวาจาค่อนแคะของสะใภ้สาม นางก็เข้าใจเรื่องราวแล้ว
…นางโจวเป็นคนที่หอสุราหอมสิบลี้ส่งไปแฝงตัวในบ้านพวกเขาเพื่อขโมยสูตรอาหาร!...
มิน่าล่ะ เหตุใดถึงอยากไปโรงครัวทุกวัน ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
นางหยูนับถือเหอจิ่วเหนียงจากใจจริง ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจการกระทำของเหอจิ่วเหนียงเลย แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นทำให้พวกนางได้รู้แจ้งทุกอย่างแล้ว
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงจงใจทำดีกับนางโจวเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากเหยื่อ นางจะได้ไม่ต้องตรวจสอบของที่อยู่ในห่อผ้าจนกระทั่งนำมาให้หอสุราหอมสิบลี้
สองสามีภรรยาเดินออกมาจากมุมกำแพงด้านข้าง มองนางโจวด้วยสีหน้าราบเรียบ
สิ่งที่ควรตกใจเมื่อครู่พวกเขาได้ตกใจกันไปแล้ว ต่อมาก็ถูกแทนที่ด้วยความเบาใจ
ในช่วงที่ผ่านมา นางโจวทำให้บ้านครอบครัวลู่อยู่ไม่เป็นสุข ในใจนางหยูทั้งรู้สึกรังเกียจพี่สะใภ้คนนี้อย่างสุดซึ้งและรู้สึกผิดต่อครอบครัวอย่างมาก แต่เพราะชื่อเสียงของกิจการ จึงไม่อาจขับไล่ไสส่งนางตรงๆได้
ตอนนี้รู้ว่านางมีเจตนาร้ายทั้งยังจับได้แล้ว นี่เป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการขับไล่นางออกไป
“น้องหญิง ข้าไม่รู้ว่านางพูดอะไร ข้าไม่ได้ทำเรื่องพวกนั้นนะ เจ้าช่วยพูดให้ข้าหน่อย ช่วยพูดให้นางฟังให้ชัดเจนหน่อย!”
นางโจวเห็นความหวังเข้ามาใกล้ก็รีบเข้าไปจับมือนางหยูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พร่ำขอร้องอ้อนวอน
นางหยูในตอนนี้เปรียบดั่งฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้ายของนางโจวแล้ว
อย่างไรเสียนางหยูก็เป็นสะใภ้ใหญ่แห่งบ้านสกุลลู่ วาจาของนางนับว่ามีน้ำหนักอยู่บ้าง ขอเพียงนางหยูออกหน้าขอให้นางอาศัยอยู่ด้วย บ้านครอบครัวลู่ก็ยังพอมีที่สำหรับนาง
เช่นนั้นนางก็ยังมีโอกาส!
ทว่า…
นางหยูสะบัดมือนางโจวออกอย่างไม่ไยดี มองด้วยสายตาที่มองคนโง่ แล้วเอ่ย “ท่านคิดว่าข้าโง่มากหรือ นับตั้งแต่ท่านเข้ามาอยู่ในบ้านจนกระทั่งออกมาท่านทำอะไรพูดอะไร พวกเราทุกคนรู้เห็นหมดแล้ว ท่านยังมีหน้ามาบอกว่าไม่เข้าใจที่น้องสะใภ้สามพูดอีกหรือ! ข้าใจดีให้ท่านมาอยู่ด้วยกัน แต่ท่านกลับคิดจะทำลายครอบครัวพวกข้า ข้าไม่เคยเจอใครที่เนรคุณได้เช่นนี้อย่างท่านมาก่อน!”
“ไม่ใช่นะ ข้าเปล่า! ข้าไม่ได้เป็นคนทำ! เจ้าต้องเชื่อข้านะ พวกมันใส่ร้ายข้า พวกมันเป็นคนใส่ร้ายข้า!”
นางโจวส่ายศีรษะรัวแรงพลางร้องไห้โวยวาย นางไม่สนใจว่าตรงนี้คือเส้นทางสัญจร และไม่สนว่าสาธารณชนจะเข้ามามุงมากเพียงใด นางเพียงต้องอ้อนวอนให้นางหยูเห็นใจให้ได้
น้องสามีคนนี้เป็นคนใจอ่อน นางรู้ดี ขอเพียงนางคร่ำครวญให้ดูน่าเวทนาหน่อย หยูเสี่ยวเอ๋อร์ต้องยอมใจอ่อนให้อาศัยอยู่ด้วยแน่นอน
ตอนที่ 207: สองทางเลือก
แต่นางโจวหารู้ไม่ว่าตอนนี้นางหยูแทบอดใจที่จะให้นางไสหัวไปให้พ้นไม่ไหวแล้ว ไหนเลยจะยังหลงเหลือความเมตตาคิดให้สตรีหมาป่าตาขาวผู้นี้อาศัยอยู่ด้วยอีก
“ทุกอย่างที่ท่านทำในบ้านทุกคนในบ้านรู้มาตลอด ถ้าท่านยังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้างก็ออกไปเองเถอะ ถือว่าข้าไว้หน้าท่านเป็นครั้งสุดท้าย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ตอนนี้นางหยูไม่อยากแม้แต่ใช้หางตามองหน้าอีกฝ่าย ในใจนึกกังขาในชีวิตอีกครั้ง เหตุใดเหลียนฮวาหลานสาวน้องสะใภ้รองถึงได้ฉลาด รู้ความ และมีความสามารถเพียงนั้น กลับกัน คนในครอบครัวพ่อแม่ตนเหตุใดถึงสร้างหายนะเช่นนี้
“พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร นี่เจ้ากำลังไล่ข้ารึ!?”
นางโจวไม่อยากจะเชื่อ นางอ้อนวอนถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดน้องสามีถึงยังตัดสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้อีก!
นางเป็นญาติเพียงคนเดียวที่นางหยูเหลืออยู่นะ! นางหยูไม่ต้องการคนในครอบครัวพ่อแม่ตัวเองแล้วหรือ!?
“ข้าพูดชัดเจนแล้ว ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
นางหยูหมดความอดทน ดึงมือสามีหันหลังเดินจากไปทันที
ลู่จิ้งซวนก็รู้สึกแย่มากเช่นกัน ตอนแรกที่ได้พบนางโจว เขายังนึกยินดีอย่างมากที่ภรรยาของตนยังเหลือคนในครอบครัวเดิมอยู่…ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายเรื่องทั้งหมดจะกลายเป็นเช่นนี้
“อย่าไปนะ! พวกเจ้าห้ามไป! พ่อแม่พี่น้องเข้ามาดูเร็วเข้า คนบ้านนี้มันใจร้ายจริงๆ! คนครอบครัวของพ่อแม่ตัวเองที่ลี้ภัยมาด้วยกันแท้ๆ พวกเขาคิดจะไล่ออกจากบ้านก็ไล่ ข้าเป็นหญิงแต่งงานแล้ว จะให้ข้ามีชีวิตต่อไปได้อย่างไร!”
นางโจวคว้าชายกระโปรงนางหยูเอาไว้จนถึงขั้นนอนราบไปกับพื้น แหกปากตะโกนร้องไห้ไม่หยุด
“คนพวกนี้ก็คือครอบครัวที่ขายเป็ดดำลู่! บ้านพวกเขาทำมาค้าขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ก็เลยไม่ต้องการญาติจนๆอย่างข้าแล้ว ทุกคนเข้ามาดูเร็วเข้า!”
คนจนตรอกไม่เหลือความอายตั้งนานแล้ว ย่อมไม่กลัวว่าจะตกเป็นที่โจษจันของผู้คน ตอนนี้นางไม่มีที่ไป หากได้อยู่บ้านครอบครัวลู่ อย่างน้อยก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ ไม่มีเรื่องให้กังวล
นางหยูนึกไม่ถึงว่าพี่สะใภ้จะหน้าทนถึงขั้นนี้ เดิมทีก็เพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของร้านจึงอดทนอดกลั้นมาตลอด แต่นางโจวก็ยังคิดก่อเรื่องไม่เลิกราจนถึงตอนนี้ ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก
นางพยายามดึงชายกระโปรงตนเองออกจากมือนางโจว แต่คนบนพื้นก็ออกแรงดึงรั้งเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ลู่จิ้งซวนเห็นดังนั้นก็หมดความอดทน ถีบนางโจวออกอย่างไม่ลังเล แล้วคว้านางหยูมาปกป้องไว้ในอ้อมแขน
เขาไม่ใช่คนที่ชอบใช้ความรุนแรง แต่ในกรณีนี้เขาก็ต้องปกป้องภรรยาตัวเอง
ที่ใดมีเรื่องสนุกที่นั่นล้วนดึงดูดผู้คนให้เข้ามา ตอนแรกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีแค่สตรีคนหนึ่งถูกโยนออกมาจากหอสุราด้วยสภาพสะบักสะบอม ต่อมาก็พัวพันไปถึงชื่อเสียงของร้านเป็ดดำลู่ เรื่องฉาวโฉ่ในครอบครัวเช่นนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก บัดนี้ฝูงชนจึงเข้ามามุงจนแน่นขนัด
“จิตใจทำด้วยอะไรกัน มีเงินก็ทิ้งญาติจนๆแล้ว เสียแรงที่ข้าชอบกินเป็ดดำลู่มาก นึกไม่ถึงเลยว่าเถ้าแก่จะเป็นคนเช่นนี้!”
“นั่นสิ! เป็ดดำลู่นั่นก็ขายตั้งแพง ครอบครัวนี้น่าจะมีรายได้ไม่น้อย แต่เหตุใดถึงใจไม้ไส้ระกำเช่นนี้! ได้ดีแล้วลืมหลังอย่างนั้นหรือ!”
“ต่อไปนี้ข้าคงต้องเลิกกินเป็ดดำลู่ซะแล้ว ครอบครัวเช่นนี้ไม่มีค่าให้พวกเราอุดหนุน!”
“จะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะ เป็ดดำลู่มีอยู่ร้านเดียว แค่ข้าไม่ได้กินหลายวันก็แทบทนไม่ได้แล้ว ข้าไม่มีทางหยุดกินหรอก ฮ่าๆๆ…”
ฝูงชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา โดยส่วนมากเข้าข้างทางฝั่งนางโจว เนื่องด้วยวาจาน่าสงสารรวมถึงสภาพชวนเวทนาในตอนนี้
หลังจากเงียบมานาน ฟังคำครหาสารพัดที่ไม่มีมูลความจริง ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็เปล่งวาจาออกมาอย่างเนิบนาบ “พี่สะใภ้โจว ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ท่านแอบขโมยสูตรอาหารของครอบครัวไปให้คนอื่น เห็นชัดๆว่านี่คือการขโมย พวกเราสามารถส่งตัวท่านไปให้ที่ว่าการอำเภอได้นะ ถ้าไปที่ว่าการ ท่านไม่เพียงแค่โดนโบยเท่านั้น ไม่แน่อาจโดนจับขังคุกด้วย ทุกคนในครอบครัวเห็นแก่ที่ท่านเป็นญาติของพี่สะใภ้ใหญ่จึงจะไม่เอาผิดกับท่าน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะกัดไม่ปล่อยเช่นนี้ เฮ้อ…น่าผิดหวังจริงๆ!”
เสียงของเหอจิ่วเหนียงไม่ดังไม่เบา แต่ทุกถ้อยคำแจ่มชัดในโสตประสาทของนางโจวรวมถึงฝูงชน ทันใดนั้นทุกคนก็เกิดความสับสน เรื่องนี้มีตื้นลึกหนาบางเช่นไรกันแน่
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเรื่องต้องถึงทางการด้วย รีบบอกมาให้ชัดเจนเร็วเข้า!”
“นั่นสิ ขโมยอะไรกัน ผู้หญิงคนนี้เพิ่งถูกทุบตีแล้วโยนออกมาจากหอสุราไม่ใช่หรือ?”
“จะอะไรซะอีก ก็เป็นคนประเภทคิดคดทรยศอย่างไรเล่า! มิน่าล่ะ ขนาดญาติของนางก็ไม่เอานางแล้ว!”
เพียงพริบตา คำบริภาษของทุกคนก็เปลี่ยนไป
ลู่จิ้งซวนตระหนักว่าตนเป็นบุรุษ อีกทั้งอันที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากคนของครอบครัวใหญ่ จะให้น้องสะใภ้สามช่วยรับหน้าทุกอย่างไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวแถลงด้วยเสียงดังฟังชัด
“ทุกท่านที่อยู่ตรงนี้ฟังข้า เรื่องเป็นเช่นนี้ ผู้หญิงที่นอนอยู่บนพื้นเป็นญาติของครอบครัวพ่อแม่เมียข้า พลัดหลงกับครอบครัวตัวเองระหว่างทางลี้ภัย คืนวันส่งท้ายปีนางมาหาพวกข้าที่บ้าน ครอบครัวเรายินดีต้อนรับนาง ให้นางอาศัยอยู่ด้วยอย่างไม่ลังเล
ทุกคนคงทราบดีว่าครอบครัวข้าขายเป็ดดำลู่ ค้าขายอาหารสิ่งสำคัญที่สุดก็คือสูตรอาหาร แต่ผู้หญิงคนนี้กลับมีใจคิดคด ขโมยเครื่องเทศเป็ดดำลู่มาให้หอสุรา นางตอบแทนบุญคุณบ้านพวกข้าด้วยความเนรคุณ!
โชคดีที่พวกข้ารู้ทัน เตรียมการป้องกันเอาไว้ก่อน ไม่ให้นางเอาเครื่องเทศของจริงออกมาได้ ไม่อย่างนั้นการค้าของครอบครัวเสียหายยับเยินแน่
ตามที่น้องสะใภ้สามของข้าพูด ความจริงเรื่องนี้ต้องแจ้งทางการ แต่เห็นแก่ที่นางเป็นญาติฝั่งครอบครัวพ่อแม่เมียข้า ครอบครัวลู่จึงจะไม่เอาความกับนาง แต่ไม่นึกเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะยังมีหน้าสร้างเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ได้อีก ทำให้ทุกคนสับสนไปหมด ต้องขอโทษทุกคนจริงๆ!”
ลู่จิ้งซวนชี้แจงแถลงไขต่อหน้าธารกำนัลอย่างฉะฉาน ภาพนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงและนางหยูตกตะลึง…ศักยภาพของคนเราไร้ขีดจำกัดจริงๆ เมื่อเกิดสถานการณ์คับขัน สัญชาตญาณก็จะสั่งให้จิตสำนึกกระตุ้นสิ่งเหล่านี้ออกมา
เช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับลู่จิ้งซวน ต่อไปเวลาเขาต้องเป็นตัวแทนกล่าวก็จะไม่ต้องตื่นเต้นอีกแล้ว
“ที่แท้ก็ขโมยเครื่องเทศนี่เอง ดีนะที่ได้ของปลอมไป มิน่าล่ะ เหตุใดถึงถูกคนในหอสุราทุบตีขับไล่ออกมา!”
“แต่จะว่าไป หอสุราหอมสิบลี้ก็ชั่วเกินไปแล้วกระมัง หน้าด้านถึงขั้นใช้วิธีขโมยสูตรอาหารคนอื่น!”
“ก็ปกติไม่ใช่หรือ เป็ดดำลู่อร่อยเพียงใดพวกเจ้าไม่รู้หรือ หากตอนนี้มีคนขโมยมาให้ข้าข้าก็เอา!”
“ก็จริง เฮ้อ…ครอบครัวลู่เคราะห์ร้ายจริงๆ!”
เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง
ด้านนางโจวตอนนี้ยังคงงงงวย สีหน้าราวกับคนโง่ นางแค่ขโมยเครื่องเทศปลอมมาห่อเดียว โทษถึงขั้นติดคุกเลยหรือ?
หลังจากถูกขับไล่ออกมาจากหอสุราหอมสิบลี้ นางยังเหลือความหวังว่าบ้านครอบครัวลู่นี่แหละคือที่พึ่งสุดท้ายของนาง ทว่าบัดนี้หนทางมืดดับ นางไม่มีวันได้อาศัยใต้ร่มเงาของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
…แล้วนางจะทำเช่นไรต่อไปดี
แผนการขโมยสูตรอาหารนี้นางเป็นคนเสนอตัวเอง สุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า ทั้งยังทำให้ชื่อเสียงของหอสุราหอมสิบลี้ฉาวโฉ่ หากเถ้าแก่รู้เรื่องนี้เข้าไม่มีทางปล่อยนางไปง่ายๆแน่
ไม่ว่าทางใด…ก็มีเพียงความสิ้นหวังและความตายรอนางอยู่
“ข้าผิดไปแล้ว น้องหญิง ให้โอกาสข้าอีกครั้งเถอะนะ ข้าไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ อย่าไล่ข้าเลยนะ ให้โอกาสข้าอีกครั้งเถอะนะ!”
เมื่อรู้ว่าแนวโน้มของสถานการณ์ไม่เข้าข้างตัวเองแล้ว นางโจวก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมทันที ร้องไห้คร่ำครวญราวกับครอบครัวลู่เข้าใจนางผิดก็มิปาน
นางหยูไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้อีกจึงเอ่ยอย่างเย็นชา “ให้เลือกสองทาง ไสหัวไปให้พ้นเอง หรือจะไปที่ว่าการอำเภอกับข้า!”
นางโจวได้ยินดังนั้นก็เงียบไปทันที …นางไม่อยากเลือกสักทาง แต่อย่างไรก็จำใจต้องเลือก
ฝูงชนต่างเริ่มชี้หน้าด่าทอตัวปัญหา ทั้งไร้ยางอาย ไร้จิตสำนึก ถึงขั้นด่าว่านางต้องไม่ตายดีแน่ บางคนถึงกับถ่มน้ำลายใส่
นางโจวเพิ่งจะตระหนักได้ในตอนนี้เองว่า… ตนไม่ควรล่วงเกินครอบครัวลู่
ตอนที่ 208: โรงงานที่มีมโนธรรม
…แต่คิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว ครอบครัวลู่ไม่มีทางให้โอกาสนางอีกแน่นอน
นางหยูยืนเหลือบมองคนบนพื้นอย่างเย็นชา รอให้อีกฝ่ายไปให้พ้นจากชีวิตเสียที
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางโจวค่อยๆยื่นฝ่ามือออกไปช้าๆ แล้วเอ่ยคำขอต่อนางหยู “เช่นนั้นเจ้า…เจ้าให้เงินข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าไม่มีเงินสักอีแปะ ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว”
นางหยูพลันโกรธขึ้งเมื่อได้ยินดังนั้น
นางโมโหจนอยากจะระเบิดหัวเราะออกมา ถึงขั้นนี้แล้วผู้หญิงคนนี้ยังกล้าขอความช่วยเหลือจากนางอีกหรือ ไร้ยางอายแบบเกินเยียวยา น่ารังเกียจที่สุด!
เหอจิ่วเหนียงที่ยืนดูความสนุกอยู่ข้างๆ รู้สึกนับถือนางโจวมากจริงๆ
อยู่ต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ยังกล้าถึงขั้นนี้ หากไม่มีใคร นางไม่ทุ่มสุดตัวอ้อนวอนนางหยูให้เลี้ยงดูไปจนตายถึงขั้นทำศพให้เลยหรือ
นางหยูไม่ทันได้อ้าปาก ฝูงชนก็ทำการสาปส่งสตรีไร้ยางอายอย่างเผ็ดร้อนทันที “ไอ้หยา! ตั้งแต่เกิดมาข้าเพิ่งจะเคยเห็นคนหน้าด้านหน้าทนเช่นนี้ครั้งแรกเลยนะเนี่ย ขโมยของของคนอื่นแล้วยังมีหน้าไปขอเงินเขาอีก!”
“นั่นสิ แถมยังปลุกปั่นให้พวกเราเข้าใจเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่ผิดด้วย ไม่น่าเลยจริงๆ! ถ้าหากคนในครอบครัวข้าทำสันดานเช่นนี้ข้าคงถลกหนังแล้วส่งตัวไปที่ว่าการนานแล้ว ไม่มายืนพูดด้วยดีๆแบบนี้แน่!”
“เฮ้อ เป็นคนดีนี่มันยากจริงๆ!”
“รีบไสหัวไปให้พ้นซะ คนอย่างเจ้ามันไร้ยางอายยิ่งนัก!”
“ไสหัวไปให้พ้นอำเภอต้าหลิ่งซะ อย่าให้พวกข้าเห็นหน้าเจ้าอีก นางตัวซวย!”
นอกจากวาจาด่าทอถูกสาดใส่นางโจวราวกับน้ำทะลัก ยังมีสตรีวัยกลางคนหลายคนถึงขั้นลงไม้ลงมือทุบตีนางด้วย
นางโจวถูกรุมทำร้ายจนนอนหมอบอยู่บนพื้น แขนขายกขึ้นห่อหุ้มร่างกาย ปากพร่ำส่งเสียงอ้อนวอน นางหยูรู้สึกสงสาร แต่สุดท้ายก็ใจแข็ง หันหลังเดินจากไป
เหอจิ่วเหนียงเดินตามไป “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าจะไปโรงหมอสักประเดี๋ยว พวกท่านกลับไปก่อนเถอะเจ้าค่ะ ไม่ต้องรอข้า”
นางหยูไม่มีอารมณ์จะสนใจอะไร จึงเพียงพยักหน้ารับโดยไม่ซักไซ้
เหอจิ่วเหนียงปลีกตัวออกไป ลู่จิ้งซวนหันมาปลอบใจภรรยา “อย่าเสียใจไปเลยนะ เจ้ายังมีข้าอยู่ทั้งคน”
“ก็จริง ข้ายังมีพวกท่านอยู่”
นางหยูฝืนยิ้มออกมา พยายามไม่คิดเรื่องนางโจว
นางสัมผัสได้และรับรู้อย่างดีมาตลอดว่าทุกคนในครอบครัวพ่อแม่สามีล้วนดีกับนางมาก เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้นางมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว นางไม่จำเป็นต้องยึดถือคนในครอบครัวพ่อแม่ตัวเองอีกต่อไปก็ได้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตา หาได้คิดถึงความรู้สึกของนางไม่ ยิ่งมาเจอญาตินิสัยอย่างนางโจว สู้ไม่มีเสียยังดีกว่า
ทั้งสองเดินประคองกันกลับไปหาเหลียนฮวา พวกเขาพากันมาจับนางโจรอยู่ที่นี่ ที่ร้านเหลือแค่เหลียนฮวาคนเดียว ตอนนี้น่าจะยุ่งจนทำอะไรไม่ทันแล้ว
เป็นดังคาด แม้พวกเขาจะปลีกตัวออกไปเพียงไม่นาน แต่เมื่อกลับมาก็พบว่าหน้าร้านยังมีคนรุมล้อมรอซื้อเป็ดดำลู่ไม่น้อย บางคนก็มาเพราะอยากรู้อยากเห็นว่าเป็ดดำลู่ที่เขาเลื่องลือกันนักหนานี่พิเศษอย่างไร
เหลียนฮวาทำหน้าที่แม่ค้าได้อย่างคล่องแคล่ว ขายไปก็คุยกับลูกค้าไปด้วย “โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของพวกเรากลับมาเปิดทำการหลังปีใหม่แล้วนะเจ้าคะ อีกไม่นานจะมีเสื้อผ้าแบบใหม่ๆออกมาให้ทุกท่านได้อุดหนุน อย่าพลาดเชียวนะเจ้าคะ! เสื้อผ้าแบบใหม่พวกนี้ก็ยังคงเป็นท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงของข้าเป็นคนออกแบบ เหมาะสำหรับอากาศในฤดูใบไม้ผลิมากเจ้าค่ะ ข้าเห็นแบบร่างแล้ว…ขอแอบกระซิบไว้ตรงนี้เลยเจ้าค่ะว่า งดงามยิ่งนัก!”
มีคนถามออกมาด้วยความประหลาดใจ “บ้านเจ้าไม่ได้ตัดเย็บแค่เสื้อผ้ายัดขนสัตว์หรอกหรือ เห็นว่าวันนี้เจ้าขายแค่อาหาร ข้าคิดว่าเพราะหมดหนาวแล้วพวกเจ้าก็เลยไม่ขายเสื้อผ้าแล้วซะอีก”
เหลียนฮวาอธิบายอย่างละเอียด “ที่บ้านมีโรงงานเต็มรูปแบบ ทั้งยังจ้างคนงานและช่างปักฝีมือหลายคน การค้านี้ต้องทำต่อไปอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงของข้าวางแผนไว้แล้วว่าต่อไปโรงงานของเราจะตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาทั้งสี่ฤดูเลยเจ้าค่ะ แถมแบบของเสื้อผ้าก็จะโดดเด่นมากขึ้น ร้านตัดเย็บที่อื่นไม่มีทางทำได้แน่นอนเจ้าค่ะ!”
ได้ฟังแม่ค้าตัวน้อยเอ่ยถึงแต่ ‘อาสะใภ้จิ่วเหนียง’ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกคุ้นชินกับสตรีนามว่าเหอจิ่วเหนียง ได้ยินว่าแม่นางเหอคนนี้เป็นสตรีที่น่าทึ่งมาก ทั้งการค้าเสื้อผ้าและเป็ดดำลู่ของครอบครัวก็ล้วนเป็นนางที่คิดออกมา นอกจากนี้ตัวนางก็เป็นหมอประจำการอยู่ที่โรงหมออวี้หยวนอีกด้วย แม้แต่เศรษฐีต่งที่วางก้ามเป็นอาจิณก็ยังต้องยอมวางอำนาจลงเพื่อขอให้นางทำการรักษา
ชื่อเสียงของเหอจิ่วเหนียงโด่งดังไปทั่วทั้งอำเภอต้าหลิ่ง
“เจ้านี่พูดจาคล่องแคล่วฉะฉานเสียจริง แค่ได้ฟังข้าก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วสิ แทบอยากจะไปดูโรงงานของพวกเจ้ากับตาว่าเป็นเช่นไร!”
ในกลุ่มคนมุงหน้าร้าน สตรีสวมอาภรณ์งดงามนางหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง อาภรณ์งดงามที่นางสวมใส่อยู่นั้นก็เป็นสินค้าจากร้านของครอบครัวลู่ด้วย คนที่อาศัยอยู่ในอำเภอนี้ที่สามารถซื้อเสื้อผ้าขนสัตว์และเสื้อผ้าขนสัตว์อ่อนจากร้านครอบครัวลู่สวมใส่ในหน้าหนาวได้ หมายความว่าต้องเป็นคนมีเงินแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น การที่นางเลือกซื้อเสื้อผ้าจากครอบครัวลู่ บอกชัดว่านางเชื่อใจในสินค้าของครอบครัวลู่มาก
สตรีอีกคนกล่าวเสริม “จริง เจ้ากลับไปบอกคนที่บ้านเลยนะว่ารีบตัดเย็บแบบใหม่ออกมา พวกเราทุกคนรออุดหนุนอยู่!”
“จะว่าไปก็แปลกยิ่งนัก ได้ยินมาว่าเมื่อปีก่อนครอบครัวพวกเจ้ารับคำสั่งซื้อไปเยอะเลย ตามหลักแล้วตอนนี้น่าจะยังทำไม่เสร็จ ไม่น่าเชื่อว่าพวกเจ้าจะทำเสร็จทัน แถมคุณภาพก็ออกมาดีมากด้วย การตัดเย็บละเอียดประณีตเหมือนไม่ได้รีบเร่งทำเลย พวกเจ้ามีเคล็ดลับอะไรหรือ?”
คนที่ปะปนอยู่ในฝูงชนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่กลับเผยจุดประสงค์ชัดเจน เหลียนฮวามองไปที่คนผู้นั้น ก่อนจะยิ้มตาหยีแล้วตอบกลับ “อ๋อ เคล็ดลับน่ะหรือเจ้าคะ โรงงานเรายึดหลักที่ว่า ใครทำได้จำนวนเยอะก็จะยิ่งได้ค่าจ้างเยอะ พวกคนงานกับช่างปักฝีมืออยากได้เงินเยอะๆ ก็เลยตั้งใจเร่งมือทำงานกันอย่างขันแข็งน่ะเจ้าค่ะ”
วิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่ดีมาก ไม่จ่ายเป็นเงินรายเดือน แต่จ่ายตามผลงานที่ทำได้ ช่วยแก้ปัญหาการอู้งานของคนงานได้อย่างดี
แต่แม้สายการผลิตจะถูกกระตุ้นให้ทำงานด้วยแรงจูงใจเช่นนี้ เสื้อผ้าที่โรงงานครอบครัวลู่ตัดเย็บออกมาด้วยความเร่งรีบกลับไม่มีปัญหาในเรื่องคุณภาพเลยแม้แต่น้อย
ที่สำคัญที่สุดคือ ฝีการเดินเข็มประณีตมาก! เหมือนไม่ใช่คนงานจำนวนมากตัดเย็บออกมา แต่เป็นฝีมือจากคนคนเดียว ทว่าถึงจะมาจากคนคนเดียวก็คงไม่มีใครที่จะเย็บออกมาอย่างแม่นยำและเท่ากันทุกอันเช่นนี้ได้
น่าฉงนยิ่งนัก!
คนที่ถามเมื่อครู่นิ่งเงียบไป คำถามนั้นวนเวียนอยู่ในหัวเขามาตลอด เขาคิดแล้วคิดอีกก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ วันนี้จึงแฝงตัวเข้ามาในฝูงชนเพื่อถามอย่างแนบเนียน แต่แม่นางน้อยกลับมีไหวพริบ ฉลาดตอบเลี่ยงจุดสำคัญ และปิดจบคำถามของเขาได้อย่างง่ายดาย
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ดูท่าคงจะเข้ากับคำโบราณที่ว่า ‘อยากจับหมาป่าต้องเดินข้ามภูผาหลายลูก’ โรงงานของพวกเจ้านับว่าเป็นโรงงานที่มีมโนธรรมจริงๆ!”
มีคนกล่าวคำชมเช่นนี้ ทุกคนจึงหันไปตระหนักเรื่อง ‘มโนธรรม’ เหลียนฮวาจึงได้ทีบอกเล่าถึงการบริหารจัดการและสวัสดิการของกิจการครอบครัวตัวเองเท่าที่บอกได้เสียเลย อย่างไรเสียก็มีแผนการจะรับคนงานเพิ่มอยู่แล้ว ทำเอาเหล่าคนมุงต่างตื่นเต้นไม่น้อย ถึงขั้นรบเร้าขอสมัครเป็นคนงานของโรงงานครอบครัวลู่
นางหยูสองสามีภรรยากลับมาก็เห็นภาพเหลียนฮวากำลังรับมือกับกลุ่มลูกค้า นางหยูที่ลืมเรื่องนางโจวไปแล้วเอ่ยขึ้น “เหลียนฮวานี่ช่างพูดช่างจาจริงๆ มิน่าล่ะ เหตุใดการค้าเราถึงได้ขายดิบขายดีเพียงนี้ ผู้ใหญ่อย่างเรายังสู้นางไม่ได้ นางเป็นเด็กดีจริงๆ หากลูกสาวสองคนของเรามีความสามารถได้สักครึ่งของเหลียนฮวา คนเป็นแม่อย่างข้าคงยิ้มปากไม่หุบเป็นแน่”
ลู่จิ้งซวนคลี่ยิ้ม “ลูกสาวของเราก็มีข้อดีของตัวเองเหมือนกัน ดูอย่างถิงยาโถวสิ นางมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร และจะพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนซานยาโถวนางยังเล็ก ค่อยๆเรียนรู้กันไปก่อนเถอะ”
ได้รับคำปลอบใจจากสามีเช่นนี้ นางหยูรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย สิ่งที่ปลอบประโลมหัวใจนางได้ดีที่สุดก็คือ ทัศนคติของครอบครัวลู่ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขาเห็นชายหญิงเท่าเทียมกัน พ่อแม่เห็นบุตรสาวและบุตรชายสำคัญเท่าๆกัน ไม่เหมือนตอนที่นางยังเด็ก เพราะนางเป็นบุตรสาวจึงไม่เคยมีชีวิตที่ดีเลย
ทั้งสองปรับอารมณ์ได้แล้วจึงเข้าไปช่วยเหลียนฮวา
......
ด้านเหอจิ่วเหนียง นางไม่ได้ไปที่โรงหมออวี้หยวนตามที่บอก… แต่ไปที่หลังร้านของหอสุราหอมสิบลี้…
ตอนที่ 209: กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนอง
กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง
ใครก่อหนี้ไว้คนนั้นก็ต้องชดใช้
หอสุราหอมสิบลี้กล้าล้วงคอนาง เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปง่ายๆเด็ดขาด
ต้องเก็บดอกเบี้ยกลับมาสักหน่อยแล้ว
อันที่จริงก่อนหน้านี้ หอสุราหอมสิบลี้เคยมาเจรจาขอร่วมมือทำการค้ากับครอบครัวลู่แล้วครั้งหนึ่ง แต่ครอบครัวลู่ปฏิเสธไป
หากเป็นการร่วมทำการค้าด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ ครอบครัวลู่ย่อมยินดีต้อนรับอยู่แล้ว แต่ผู้ดูแลจางคนนี้คงเป็นผู้ดูแลมานานจนเหลิงในอำนาจ ทันทีที่มาถึงก็เอ่ยขอซื้อสูตรอาหารด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง และวางตัวราวกับว่าหอสุราหอมสิบลี้สูงส่งกว่าครอบครัวลู่นักหนา
เงินที่เสนอซื้อสูตรอาหารก็น้อยจนน่าเกลียด แค่หนึ่งร้อยตำลึง ในสายตาครอบครัวลู่ เงินจำนวนนั้นไม่ต่างอะไรกับเศษเงินเลย
รายได้ที่ได้จากการขายเป็ดดำลู่เดือนหนึ่งไม่ใช่แค่หนึ่งร้อยตำลึง ผู้ดูแลจางคนนี้ฝันหวานเกินไปแล้ว
สุดท้ายผู้ดูแลจางก็ถูกครอบครัวลู่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ทั้งยังประกาศกร้าวว่า ชาตินี้ทั้งชาติไม่ขอร่วมทำการค้ากับหอสุราหอมสิบลี้เด็ดขาด
หากเป็นคนอื่น ผู้ดูแลจางคงกล้าแก้แค้นโต้งๆไปแล้ว แต่นี่คู่กรณีคือครอบครัวลู่ เรื่องที่เศรษฐีต่งต้องขอขมาเหอจิ่วเหนียงกลางถนนนั่นสร้างความพรั่นพรึงให้กับผู้คนจนไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับครอบครัวลู่ ผู้ดูแลจางจึงไม่สามารถทำอะไรได้ และต้องยอมรับความอัปยศนั้นเอาไว้
ปลายปีที่แล้วเขาไปรายงานผลประกอบการที่เมืองหลักดังเช่นทุกปี วันนั้นเขาจึงบอกเล่าเรื่องนี้กับเถ้าแก่ไปด้วย โดยหวังว่าเถ้าแก่จะมีวิธีจัดการกับครอบครัวลู่ ทว่าระหว่างพูดคุยกัน สตรีที่ยืนเช็ดโต๊ะอยู่ข้างๆ ก็เข้ามาเสนอตัว โดยบอกว่าตนเป็นญาติกับครอบครัวลู่ ตนสามารถบรรลุแผนการของพวกเขาได้ พวกเขาไม่นึกเลยว่าจู่ๆจะได้รับเครื่องมือที่ใช้จัดการเรื่องนี้อย่างง่ายดาย แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ไว้สูง คนอย่างนางโจวดูก็รู้ว่าปลิ้นปล้อน หากทำงานไม่สำเร็จก็ไม่น่าแปลกใจ อย่างตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว ผู้ดูแลจางจึงไม่ได้ประหลาดใจมากนัก
เมื่อครู่เขาเขียน.จดหมายให้ม้าเร็วเอาไปส่งที่เมืองหลักแล้ว เขาเชื่อว่าเถ้าแก่ต้องมีแผนการอื่นสำรองไว้รองรับหากนางโจวทำงานพลาด เพราะผู้ดูแลจางคิดว่า ตราบใดที่เถ้าแก่พึงใจสูตรอาหารใดเข้าแล้วก็จะต้องเอามาได้ ดังนั้นตอนนี้เขาแค่รอรับคำสั่งจากเถ้าแก่ก็พอ
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ตอนนี้คู่กรณีของเขาได้แอบเข้ามาในเรือนด้านหลังของหอสุราหอมสิบลี้แล้วโดยที่ไม่มีใครรู้เห็น และไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้นางกำลังนั่งยองๆอยู่บนคานใต้หลังคา แอบฟังเขาคุยกับเสี่ยวเอ้อร์คนสนิท
“ท่านผู้ดูแล โชคดีนะที่พวกเราไล่นางโจวนั่นออกไปจากร้านได้ทัน เพราะหลังจากนั้นครู่เดียวก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่หน้าหอสุราเลยขอรับ เราเกือบซวยแล้ว!”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ครอบครัวลู่ตามมาหรือ?”
ผู้ดูแลจางเงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ เพราะเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง
“ท่านผู้ดูแล ท่านช่างคาดการณ์เอาไว้ได้แม่นยำจริงๆ! ครอบครัวลู่รู้จริงๆด้วยว่านางโจวจะขโมยสูตรอาหาร ก็เลยเอาห่อเครื่องเทศของปลอมมาหลอกนาง นางโจวนั่นโง่จริงๆ โดนหลอกก็ยังไม่รู้ตัวอีก!”
เสี่ยวเอ้อร์ด่าทอเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ต่อไปนางโจวต้องลำบากแน่ ตอนนี้ครอบครัวลู่ตัดหางปล่อยนางแล้ว แถมเมื่อครู่ยังโดนชาวบ้านรุมประณามอีกด้วย นางไร้ที่ไปแล้วจริงๆ”
“สมน้ำหน้า! อยู่ในเมืองหลักก็ดีอยู่แล้วริอ่านอยากจะเป็นผู้ดูแลหอสุรา ตอนนี้เรื่องมาถึงขั้นนี้เถ้าแก่คงต้องเขี่ยนางทิ้ง หากนางมีชีวิตที่ดีได้หลังจากนี้ก็แปลกแล้ว!”
ผู้ดูแลเจ้าเล่ห์ยกยิ้มมุมปากพลางคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้โง่เง่าราวกับหมูอย่างไรอย่างนั้น
“แต่ท่านผู้ดูแลขอรับ…เรื่องที่นางโจวทำไม่เพียงทำลายชื่อเสียงของหอสุราของเราเท่านั้น แต่ยังภาพลักษณ์ของคนในครอบครัวลู่ดูไม่ดีด้วย เช่นนี้พวกเขาจะแค้นพวกเราด้วยหรือไม่ขอรับ?”
“เจ้าจะร้อนใจไปทำไมกัน ไม่ต้องห่วง เมื่อครู่ข้าเขียนจดหมายส่งไปให้เถ้าแก่แล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานเถ้าแก่จะต้องมีวิธี ครอบครัวลู่นั่นก็แค่ชาวไร่ชาวนา จะมีปัญญาสู้กับเถ้าแก่อย่างข้าได้อย่างไร สูตรเป็ดดำลู่นั่น ต้องเป็นของหอสุราหอมสิบลี้ของเราเท่านั้น!”
ยามประกาศศึกริมฝีปากผู้ดูแลจางก็ยกยิ้มอย่างลำพองใจไปด้วย เรื่องเป็ดดำลู่เขาเป็นคนรายงานต่อเถ้าแก่ ต่อไปหากทำเงินได้มาก เถ้าแก่ก็ต้องนึกถึงความดีความชอบของเขาบ้าง เช่นนี้การขอเพิ่มเงินเดือนก็เป็นเรื่องง่ายแล้วไม่ใช่หรือ
“ท่านผู้ดูแลปราดเปรื่องยิ่งนัก! รอได้สูตรอาหารนั่นมาเมื่อไร ข้าจะซื้อจากหอสุรากลับไปให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าได้ชิม บอกว่าเป็นรายการอาหารใหม่ของหอสุราเรา ให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าช่วยบอกต่อด้วย!”
เสี่ยวเอ้อร์ป้อยออยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย ราวกับสุนัขรับใช้ก็มิปาน ผู้ดูแลจางถูกใจคำพูดของเขามากจึงส่งเสียง ‘อืม’ สบายๆออกมาคำหนึ่ง จากนั้นก็หาวออกมาเพราะรู้สึกง่วงเล็กน้อย
เสี่ยวเอ้อร์เห็นเจ้านายต้องการพักผ่อนจึงออกไปทำงานของตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงลงมาจากคานไม้ เดินมาหยุดยืนตรงหน้าผู้ดูแลจางที่เพิ่งนอนหลับไป มองดูใบหน้าของเขา จากนั้นง้างมือขึ้น…ตบหน้าอ้วนกลมนั่นอย่างแรงจนแก้มสั่น
*เพียะ!*
ผู้ดูแลจางที่กำลังฝันหวานไปไกลว่าหากตนได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำแล้วจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอย่างไรดี ถูกแรงตบหน้าฉาดใหญ่ก็สะดุ้งจนดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันทีอย่างขวัญผวา
“ใคร ใครตบข้า!?”
ชายร่างท้วมถูกปลุกจากความฝันอย่างฉับพลันพร้อมกับยกมือจับใบหน้า ทันทีที่สายตาสะดุดกับร่างที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า เขาก็ตกใจจนหน้าถอดสี
คนถูกตบหน้าคิดจะตะโกนเรียกคนเข้ามา แต่กำลังเผยอปากได้นิดเดียว เหอจิ่วเหนียงก็ข่มขู่ทันที “ถ้าเจ้ากล้าเรียกก็ลองดู ข้าสามารถทำให้เจ้าตายก่อนที่คนพวกนั้นเข้ามาได้นะ”
ขณะเดียวกันนางก็ควงเข็มยาวในมือไปมาด้วย
เป็นไปตามที่นางพูด หากนางอยากปลิดชีพผู้ดูแลจางนั่นไม่ใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องใช้เข็มยาวในมือเลยด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อสถานะของนางในตอนนี้คือหมอ ก็ต้องใช้วิธีที่เกี่ยวข้องกับความเป็นหมอสักหน่อย เช่นนี้ถึงจะดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
ผู้ดูแลจางเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดเจน ทันใดนั้นก็ไม่กล้าแม้แต่ส่งเสียงออกมา
เคยได้ยินมาว่า เหอจิ่วเหนียงสามารถทำเรื่องเท็จให้เป็นเรื่องจริงได้ โรคของเศรษฐีต่งอันที่จริงแค่ควบคุมอาการไม่ให้กำเริบก็สามารถทำได้ แต่สตรีผู้นี้กลับสามารถทำให้โรคกำเริบเดือนละครั้ง และมีเพียงแค่นางคนเดียวที่สามารถรักษาได้ ตระกูลต่งล้วนถูกนางกำราบจนอยู่หมัด
และด้วยเหตุนี้ ผู้ดูแลจางจึงหวาดหวั่นมาโดยตลอด ไม่กล้าลองดีกับนางซึ่งๆหน้า
“ท่านหมอเหอ ทุกอย่างเป็นเพราะนางโจวคนเดียว เรื่องที่นางไปขโมยสูตรอาหารของท่านข้าไม่เกี่ยวด้วยเลยนะ!”
เขาคิดว่าเหอจิ่วเหนียงมาแก้แค้นเรื่องที่นางโจวก่อเอาไว้จึงโยนความผิดทั้งหมดให้กับนางโจว อย่างไรเสียตอนนี้นางโจวก็ไม่อยู่ที่นี่ เขาจะพูดเช่นไรก็ได้
“ผู้ดูแลจาง ดูท่าก่อนหน้านี้ข้าประเมินเจ้าต่ำไป”
เหอจิ่วเหนียงตบหน้าเขาอีกครั้ง รัวเร็วราวกับกำลังเลือกเนื้อหมูชิ้นดีอยู่ก็มิปาน
ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงมาเพราะเรื่องของนางโจวจริงๆ แต่หลังจากได้ฟังบทสนทนาของสองนายบ่าวเมื่อครู่นี้ นางก็เปลี่ยนใจทันที
บัดนี้ในใจของผู้ดูแลจางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนแทบทะลักออกมาทางสีหน้าท่าทาง แต่เขาก็ยังฝืนยิ้ม ใจดีสู้เสือ “ท่านหมอเหอพูดเกินไปแล้ว ข้าก็เป็นแค่คนธรรมดา…”
“ผู้ดูแลจางกำลังจะบอกข้าว่า ทุกอย่างที่ข้าได้ยินเมื่อครู่นั่นท่านแค่พูดล้อเล่นอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงฉายแววอ่อนโยน ทว่าผู้ดูแลจางกลับรู้สึกเย็นเยียบจนตัวสั่นสะท้าน …นางมาตั้งแต่เมื่อไรกัน แถมยังได้ยินเรื่องที่เขาคุยกับเสี่ยวเอ้อร์ด้วย! แล้วนางได้ยินอะไรไปบ้าง?!
ตอนนี้ในใจเขามีเพียงคำคำเดียว
ซวยแล้ว
ซวยแน่
ซวยๆๆ!!!
“นางโจวเป็นคนใจกล้าหน้าด้านคนหนึ่งก็จริง แต่นางเป็นแค่ผู้ลี้ภัยอยู่ในเมืองหลัก ไม่มีทางรู้ได้แน่ว่าเป็ดดำลู่เกี่ยวข้องกับครอบครัวข้า หอสุราหอมสิบลี้ช่างกล้าดีจริงๆ เมื่อครู่เจ้ายังหมายมั่นอยากจะได้สูตรเป็ดดำลู่อยู่เลยไม่ใช่หรือ ทำไม ตอนนี้ลืมแล้วหรือว่าตัวเองพูดอะไรไปบ้าง หรือจะให้ข้าช่วยทบทวนความจำให้?”
เหอจิ่วเหนียงนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ข้างๆ ท่าทางเหมือนหัวหน้ากลุ่มนักเลง
“เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดไปหมดแล้ว เป็นเพราะนางโจวจริงๆ ที่ชี้ทางผิดให้พวกเรา นางโจวอยากเป็นผู้ดูแลหอสุราก็เลยคิดจะเอาสูตรอาหารไปต่อรองตำแหน่ง นี่เป็นความคิดของนางคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเลยจริงๆ!”
ผู้ดูแลจางพยายามแก้ตัว เหอจิ่วเหนียงลอบเข้ามาเรือนด้านหลังโดยที่ไม่มีใครรู้เห็นเช่นนี้ได้นับว่านางมีความสามารถมาก ชาติชายไม่ยอมกลืนความเสียเปรียบที่อยู่ตรงหน้า รักษาชีวิตให้รอดก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
ตอนที่ 210: อาจเป็นผู้สนับสนุนเงินรายต่อไป
“เหอะ เจ้าปัดความผิดให้ตัวเองใสสะอาดเก่งยิ่งนัก!”
เหอจิ่วเหนียงเย้ยหยัน ก่อนจะถีบหน้าอกผู้ดูแลจางไปหนึ่งที
ร่างท้วมล้มลงจากข้างเตียงไปกองกับพื้น หายใจหืดหอบ
เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้น และยกเท้าเหยียบหน้าเขา
“เจ้าว่า ถ้าข้าทำให้เจ้าตายตอนนี้ จะมีใครรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นคนทำ?”
เหอจิ่วเหนียงไม่กลัวว่าจะมีกี่ชีวิตที่คิดจองเวรจองกรรมกับนาง โดยเฉพาะพวกคนเลวจิตใจโฉดชั่วเช่นนี้
“โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
แม้อยากจะพยายามตอบโต้เพียงใด แต่สตรีผู้นี้ไม่ให้โอกาสเขาได้ทำอย่างนั้นเลย ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้เรียนรู้แล้วว่าเหตุใดเศรษฐีต่งถึงตกอยู่ในกำมือนางจนอยู่หมัด คาดว่าเศรษฐีต่งเองก็เจ็บปวดอย่างยากที่จะบรรยายได้เช่นกัน
เป็นบุรุษแต่กลับร้องไห้น้ำตานองหน้า เหอจิ่วเหนียงกังวลว่าน้ำมูกน้ำตาของเจ้าสุนัขนี่จะแปดเปื้อนรองเท้าของนาง จึงชักเท้ากลับด้วยความรังเกียจ
“อยากมีชีวิตรอดก็ใช่ว่าจะไม่ได้ บอกเบื้องลึกเบื้องหลังของเถ้าแก่เจ้ามา”
เหอจิ่วเหนียงกลับไปนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง รินน้ำชาดื่มด้วยท่าทางผ่อนคลาย
จุจุจุ เจ้าสุนัขนี่ปรนเปรอความสุขให้ตัวเองใช้ได้เลย แม้แต่ชาก็เป็นชาดีถึงขั้นนี้ อืม ช่างหอมยิ่งนัก
ผู้ดูแลจางนิ่งไปครู่หนึ่ง ผู้หญิงคนนี้จะให้เขาหักหลังเจ้านายของตัวเองอย่างนั้นหรือ เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามีชีวิตที่ดีเช่นนี้ได้ล้วนเป็นเพราะเถ้าแก่ปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี ที่สำคัญ หากเถ้าแก่รู้ว่าเขาหักหลัง เขาก็ต้องตายเป็นแน่
อีกอย่าง หากผู้หญิงคนนี้ไปเอาเรื่องกับเถ้าแก่ ไม่เพียงเถ้าแก่ที่ซวย เขาเองก็ต้องซวยไปด้วย
สรุปคือ ไม่มีทางไหนดีสำหรับเขาเลย
“ท่านหมอเหอ เรื่องนี้ข้ากับเถ้าแก่ไม่มีส่วนรู้เห็นเลยจริงๆ ทั้งหมดเป็นฝีมือของนางโจวคนเดียว เถ้าแก่ของพวกเราทำการค้ามานานหลายปี มีเงินทองมากมาย ไม่สนใจการค้าเล็กๆนั่นหรอก หมอเหอ ท่านเชื่อข้าเถอะนะ!”
จุดประสงค์ในวาจาของผู้ดูแลจางก็คือ ต้องการปัดเรื่องให้พ้นตัวเถ้าแก่และตนเอง แสดงจุดยืนว่าพวกตนไม่เคยคิดอยากได้สูตรอาหารของครอบครัวลู่เลย ทว่าเหอจิ่วเหนียงได้ฟังแล้วกลับสนใจเพียงแค่คำว่า ‘การค้าเล็กๆ’
นี่เขากำลังดูถูกว่าการค้าของนางเป็นการค้าเล็กๆอย่างนั้นหรือ?
ก็คือดูถูก แต่ก็อยากได้ อย่างนั้นหรือ?
มือเรียวบางหยิบจอกชาเปล่าใบหนึ่งขึ้นมาแล้วปาเข้าที่หน้าอีกฝ่ายทันที ความเร็วของนางทำให้ผู้ดูแลจางไม่ทันตั้งรับ เลือดสีแดงสดพลันปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา
ความเจ็บปวดทั้งกายใจถาโถมเข้าใส่ผู้ดูแลวัยกลางคน เขาอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว ไม่เคยรู้สึกแย่เช่นนี้มาก่อน
“จะบอกหรือไม่?”
คนขู่จ่อเศษแก้วที่แตกไว้ที่คอตัวประกัน คนถูกจี้คอหวาดกลัวจนกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ยอมบอกเรื่องที่ตนเองรู้ทั้งหมดให้นางฟัง
เถ้าแก่ของหอสุราหอมสิบลี้มีนามว่า ‘หลิวเยี่ยนไฉ’ บรรพบุรุษของเขาร่ำรวยมาก ประกอบกิจการหอสุรามาจากรุ่นสู่รุ่น ชื่อเสียงโด่งดังมาก นับว่าเป็นครอบครัวเศรษฐีแห่งเมืองจิงโจวครอบครัวหนึ่ง
หลังจากนั้นก็เป็นเนื้อหาที่ผู้ดูแลจางยกยอปอปั้นหลิวเยี่ยนไฉต่างๆนานา เหอจิ่วเหนียงคร้านจะฟังจึงสั่งให้เขาหุบปาก
“แม่นาง เถ้าแก่ของข้าไม่ใช่คนธรรมดา ครอบครัวร่ำรวยเช่นนั้นเบื้องหลังย่อมมีคนคอยสนับสนุน ไม่ใช่คนที่ท่านจะล่วงเกินได้ อีกอย่าง พวกข้าก็ขโมยสูตรไม่สำเร็จเสียหน่อย ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ ต่อไปพวกเราจะไม่ยุ่งกับร้านอาหารของท่านแล้ว ท่านว่า…”
ยังพรั่งพรูไม่ทันจบ เสียง *พัวะ!* ก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง
พร้อมกับผู้ดูแลจางหมดสติไป
เหอจิ่วเหนียงยังไม่หายแค้นจึงเตะร่างเขาไปอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้น “ข้าบอกให้เจ้าหุบปากอย่างไรเล่า!”
ผู้ดูแลจางสลบไสลย่อมไม่ได้ยินคำพูดของนางอยู่แล้ว เหอจิ่วเหนียงเดินนวยนาดจากไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสี่ยวเอ้อร์คนสนิทที่เพิ่งเสร็จจากงานเดินกลับมาดูว่าเจ้านายตื่นหรือยัง ปรากฏว่าเห็นร่างของเขานอนหมดสติกองอยู่บนพื้นในสภาพที่ยากจะบรรยายได้จริงๆ
ร่างกายท่อนล่างของผู้ดูแลจางเปียกชุ่มไปด้วยน้ำสีเหลืองใส ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ดูไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าเดินเข้าไป และรีบตะโกนเรียกคนมาช่วย
หลังเหอจิ่วเหนียงออกจากหอสุราก็ไปที่โรงหมออวี้หยวน
ปีที่แล้วเหอจิ่วเหนียงแจ้งเอาไว้แล้วว่า หลังปีใหม่นางมีธุระต้องจัดการ อาจจะเป็นวันที่สิบห้าถึงจะมาโรงหมอได้ แม้ผู้ดูแลเหรินจะรู้สึกไม่ยินยอมแต่ก็ต้องยอม อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็เป็นบ่อเงินบ่อทองของโรงหมอ นางว่าอย่างไรก็อย่างนั้น
แต่วันนี้เพิ่งวันที่หกนางก็มาแล้ว หรือว่านางจะคิดได้แล้ว
ผู้ดูแลเหรินรีบออกมาต้อนรับ ทักทายด้วยความดีใจและกระตือรือร้นมาก “หมอเหอ สวัสดีปีใหม่ สวัสดีปีใหม่! นี่เพิ่งจะวันที่หกก็มาแล้วหรือ หรือว่า…”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าผู้ดูแลเหรินอยากให้นางหาเงินเข้าโรงหมอ นางจึงมีข้อเสนอในใจ “ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากถามผู้ดูแลหน่อย สะดวกบอกหรือไม่?”
ผู้ดูแลเหรินคิดว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงหมอ จึงเชิญนางเข้าไปในห้องเซียงฝางอย่างไม่รีรอ ทั้งยังยกน้ำชาเข้าไปกาหนึ่งด้วย
“หมอเหอมีเรื่องอะไรว่ามาได้เลย ขอเพียงโรงหมอของเราทำได้ จะเติมเต็มความปรารถนาให้เจ้าแน่นอน!”
ผู้ดูแลโรงหมอยิ้มกว้างจนตาปิด เหอจิ่วเหนียงเข้าเรื่อง “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ข้าแค่อยากรู้เกี่ยวกับเจ้าของหอสุราหอมสิบลี้ที่ชื่อหลิวเยี่ยนไฉสักหน่อย ผู้ดูแลเหรินไปเมืองหลักบ่อยๆ น่าจะเคยได้ยินมาบ้างกระมัง”
“เจ้าของหอสุราหอมสิบลี้ นี่หมอเหอ…”
“อ๋อ ข้ามีความแค้นส่วนตัวนิดหน่อยน่ะ”
ผู้ดูแลเหรินได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจทันที คราวก่อนเศรษฐีต่งก็มีความแค้นส่วนตัวกับนางเล็กน้อย ตอนนี้ถูกกำหนดชะตาชีวิตให้เอาเงินมาให้โรงหมอเดือนละครั้ง!
เช่นนั้นความแค้นส่วนตัวเล็กน้อยของเหอจิ่วเหนียงครั้งนี้จะต้องสร้างรายได้ให้โรงหมออีกเป็นแน่ เขาจึงรีบบอกอย่างกระตือรือร้น “ชื่อนี้ข้ารู้จัก ได้ยินว่าครอบครัวทำการค้าหอสุรามาตั้งแต่บรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น กิจการใหญ่มาก ส่วนรายละเอียดข้าก็ไม่ค่อยรู้ชัดนัก แต่ข้าให้คนไปสืบให้ได้”
ไม่แน่ว่าเถ้าแก่ผู้นั้นอาจเป็นผู้สนับสนุนเงินรายต่อไปของโรงหมอก็ได้ ผู้ดูแลเหรินจึงใส่ใจเป็นพิเศษ
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่รบกวนท่านดีกว่าเจ้าค่ะ ถ้าข้ามีโอกาสไปเมืองหลักค่อยไปสืบเอง แต่รบกวนท่านเขียนจดหมายส่งไปบอกเถ้าแก่ซ่งหน่อยว่าถ้าตระกูลของหลิวเยี่ยนไฉมาด้วยโรคที่รักษายากให้รับไว้ ข้ารักษาได้”
วาจาทะนงเช่นนี้มีเพียงเหอจิ่วเหนียงเท่านั้นที่กล้าเปล่งออกมา แต่เพราะรู้จักกันมานาน ผู้ดูแลเหรินจึงมีความเชื่อมั่นต่อสตรีผู้นี้อย่างเต็มเปี่ยม อย่างไรเสียนางก็ไม่เคยพูดโอ้อวดอยู่แล้ว
แค่หมอเหอลงมือ ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้!
“ดีๆๆ ข้าจะเขียนจดหมายส่งไปให้เถ้าแก่เดี๋ยวนี้เลย! ว่าแต่หมอเหอสะดวกไปรักษาตอนไหนล่ะ?”
“สะดวกทุกเมื่อ”
เหอจิ่วเหนียงสะบัดมือบอกอย่างเรียบเฉย ก่อนหน้านี้ต้องสั่งสอนนางโจวจึงไม่สะดวก ตอนนี้เรื่องของนางโจวจัดการเรียบร้อยแล้ว ต่อไปหากต้องการกำจัดสุนัขจนตรอกอย่างหอสุราหอมสิบลี้ ก็ต้องสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของหลิวเยี่ยนไฉก่อน
หากไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องใช้ไม้แข็ง
เหอจิ่วเหนียงรับประกันเช่นนี้ ผู้ดูแลเหรินก็รีบเขียนจดหมายส่งไปที่เมืองหลักทันที นี่เพิ่งจะผ่านวันปีใหม่ก็จะมีเงินก้อนโตเข้ามาแล้ว ดีจริงๆ!
ขณะเดียวกัน ด้านหอสุราหอมสิบลี้
ผู้ดูแลจางฟื้นแล้ว ทันทีที่ได้สติก็รีบเขียนจดหมายส่งไปให้เถ้าแก่ เตือนเถ้าแก่ให้ระวังตัว อย่าพลาดตกไปอยู่ในกำมือของเหอจิ่วเหนียงง่ายๆ ผู้หญิงคนนั้นน่ากลัวเกินไป!
เหอจิ่วเหนียงจัดการเรื่องราวทั้งหมดเสร็จ พวกลู่จิ้งซวนก็กลับบ้านไปก่อนแล้ว เหอจิ่วเหนียงรีบควบม้าตามกลับไปจนเห็นพวกเขากำลังเข้าประตูบ้านพอดี
“น้องสะใภ้สาม เหตุใดเจ้าถึงกลับมาเร็วเช่นนี้ล่ะ?”
นางหยูเบิกตากว้างมองคนเพิ่งมาด้วยความตกใจ ตลอดทางกลับมานางไม่เห็นใครตามหลังมาเลย!
“จงใจจะตามให้ทันพวกท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ ฮี่ๆๆ! อ้อจริงสิพี่สะใภ้ใหญ่ เรื่องพี่สะใภ้โจวท่านต้องเป็นคนบอกทุกคนเองนะเจ้าคะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment