single mom ep21-30

ตอนที่ 21: ราชสำนัก


คณะของเจียงรั่วหย่าจากไปแล้ว


ด้านเหอจิ่วเหนียงนำเรื่องค่าผ่านด่านเข้าเมืองกลับมาบอกผู้สูงวัยทั้งสองของบ้าน


“นี่ราชสำนักจะบีบให้ราษฎรตายเลยหรืออย่างไร!”


นางซุนสบถด้วยความโมโห ขณะที่นางกำลังจะสาดคำหยาบคายออกมาต่อ ชายชราผู้รู้จักภรรยาตัวเองดีก็ยกมือปิดปากห้ามเอาไว้ได้ทันกาล


“คนเยอะขนาดนี้ เจ้าอย่าพูดไม่คิดเด็ดขาด!”


นางซุนดึงมือผู้เฒ่าลู่ออกด้วยความไม่พอใจ แต่นางยังคง.อดไม่ได้ที่จะพร่ำด่าออกมา จึงลดเสียงต่ำลง “ก็ข้าพูดเรื่องจริงนี่! ทุกปีฝนฟ้าเป็นใจ ยามได้ผลผลิตมาพวกเราก็จ่ายภาษีให้ราชสำนักตลอด ของดีๆล้วนมอบให้ราชสำนักไม่ขาดตกบกพร่อง แล้วตอนนี้ราษฎรกำลังลำบาก เหตุใดราชสำนักถึงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยบ้าง! นี่พวกเรากำลังจะตายกันหมดแล้วนะ!”


เหอจิ่วเหนียงฟังโดยไม่พูดอะไร นางเห็นด้วยกับวาจาของนางซุน ผู้ครองอำนาจในยุคสมัยนี้น้อยนักที่จะเห็นอกเห็นใจราษฎร


หรืออีกกรณีก็คือ เบื้องบนเห็น.อกเห็นใจเหล่าราษฎรและพร้อมให้ความช่วยเหลือ แต่ถูกขุนนางใต้บัญชาทัดทาน เรื่องเช่นนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้


“เอาละ พอได้แล้ว เจ้าอย่าโมโหไปเลย ไม่ว่าอย่างไรครอบครัวเราก็เข้าเมืองได้อยู่แล้วน่า รอพวกเจ้าใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


ชายชราเอาน้ำเย็นเข้าลูบนางซุนด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก หากแต่สีหน้าของเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรเลย


ค่าผ่านด่านผู้ใหญ่คนละสามตำลึง เด็กคนละสองตำลึง หากเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ครอบครัวของพวกเขาระหกระเหินมาถึงตรงนี้ได้ก็เท่านั้น ไหนเลยจะมีปัญญาจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมือง สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นความ.อดตาย


โชคดียิ่งนักที่หลังจากสะใภ้สามผ่านความตายมาได้ ครอบครัวก็พลิกผันโชคหล่นทับแบบไม่ทันตั้งตัว รวมถึงเรื่องราวน่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางทำให้พวกเขาเก็บทรัพย์สินมาได้ไม่น้อย ดังนั้นในตอนนี้การจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองจึงไม่ได้เป็นปัญหา โชคดีจริงๆ


แต่ปัญหาก็คือ…


เข้าเมืองเล็กๆอย่างเฉียนโจวยังต้องจ่ายค่าผ่านด่านถึงจำนวนนี้ แล้วที่อันโจวล่ะ?


ที่อันโจวจะเก็บค่าผ่านด่านเข้าเมืองหรือไม่ แล้วหากเก็บจะเก็บคนละเท่าไร?


หากที่อันโจวต้องจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมือง แล้วการที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตอพยพไปถึงที่นั่นจะได้ประโยชน์อะไรกัน?


ราชสำนักรีดเลือดกับปูเช่นนี้ ช่างทำให้ราษฎรผิดหวังมากจริงๆ!

......


ณ ตำหนักหลวงในพระราชวัง


ฮ่องเต้ปาสาส์นในพระหัตถ์ลงบนพื้นด้วยความโกรธเกรี้ยว ทอดพระเนตรเหล่าขุนนางที่คุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยความเดือดดาล


“ฝ่าบาทโปรดทรงระงับโทสะ อย่าให้โทสะทำร้ายพระวรกายเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”


จ้าวกงกง—ขันทีประจำพระองค์รีบเข้ามาประคอง ช่วยลูบพระอุระให้นายเหนือหัวหายใจสะดวกขึ้นเพื่อระงับโทสะลง


“พวกหนานไท่ข่มเหงกันเกินไปแล้ว!”


ฮ่องเต้หอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น แทบอยากจะกวาดล้างหนานไท่ให้ราบเป็นหน้ากลองเสียเดี๋ยวนี้


เขาเพิ่งได้รับสาส์นเกี่ยวกับหนานไท่มา ด้านในระบุว่า เรื่องภัยแล้งในเป่ยเหยียนรั่วไหลออกไปแล้ว พวกหนานไท่จึงจะสบโอกาสนี้ลอบโจมตี


สิ่งที่น่าโมโหที่สุดนั่นก็คือ ขุนนางใต้อาณัติเหล่านี้กลับยังตีมึนทำตัวโง่เง่า ไม่มีใครร้อนใจจะทำอะไรเลยสักอย่าง!


“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า ที่พวกหนานไท่ทำเช่นนี้ก็เพื่อต้องการหยั่งเชิงพวกเราพ่ะย่ะค่ะ หากเราตีตนก่อนไข้พวกมันก็จะฉวยโอกาสนั้นลงมือทันที ตอนนี้สิ่งแรกที่เราต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือการตั้งถิ่นฐานให้ผู้ลี้ภัยพ่ะย่ะค่ะ ส่วนพวกหนานไท่ ตราบใดที่เราไม่แสดงท่าที พวกนั้นก็ไม่กล้าผลีผลามแน่พ่ะย่ะค่ะ!”


ขุนนางระดับสูงท่านหนึ่งก้าวออกมาแสดงความเห็น เพื่อไม่ให้เป็นการออกนอกหน้าจนเกินไปเขาจึงก้มศีรษะจนแทบจะแตะพื้น


“กราบทูลเสด็จพ่อ ลูกคิดว่าที่ใต้เท้าหลิ่วว่ามาก็มีเหตุผลนะพ่ะย่ะค่ะ”


องค์ชายสาม—เฉินอ๋องออกปากสำทับเช่นกัน เพราะขุนนางแซ่หลิ่วผู้นี้คือคนของเขาเอง


เขามองพระพักตร์พระบิดา ก่อนจะกราบทูลต่อ “หากเราตื่นตระหนกกันตอนนี้ พวกหนานไท่ต้องรู้แน่ว่าเป่ยเหยียนกำลังทุกข์ยากเพราะภัยแล้งจริงๆ แต่หากเรารั้งทัพรอจังหวะบุกโจมตี จัดการเรื่องผู้ลี้ภัยให้เรียบร้อยก่อน พวกหนานไท่ก็ไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ที่แน่ชัดได้ อาจทำให้เราช่วงชิงโอกาสมาได้พ่ะย่ะค่ะ!”


ตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ในเป่ยเหยียนกำลังประสบภัยแล้ง ท้องพระคลังก็ร่อยหรอ หากเกิดสงครามในยามนี้ ผลลัพธ์คงเลวร้ายอย่างไม่อาจจินตนาการ


อีกทั้งรอบแคว้นไม่ได้มีแค่หนานไท่เท่านั้น หากเกิดสงครามขึ้นจริง แคว้นอื่นก็คงฉกฉวยโอกาสเข้ามาก่อความวุ่นวายอย่างไม่อาจเลี่ยง


“เช่นนั้นเจ้าว่ามาซิว่าเราควรจัดการกับพวกผู้ลี้ภัยเช่นไร?”


ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันครองบัลลังก์มานานมากแล้ว แต่กลับไม่ได้ทำผลงานต่อราษฎรเท่าไร เพราะเอาแต่รับมือกับเหล่าโอรสทั้งหลาย ไม่ได้ใส่ใจเรื่องราชกิจมากนัก


“ทูลเสด็จพ่อ ตอนนี้ราชสำนักมีทั้งศึกภายในและภายนอก พวกผู้ลี้ภัยยังมาสร้างความวุ่นวายอีก พวกเขามาจากที่ไหนก็ให้กลับไปที่นั่นเถอะพ่ะย่ะค่ะ! ประกาศออกไปก็ดี หรือจะใช้กำลังทหารปราบปรามก็ช่าง ลูกไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะไม่ฟัง!”


เฉินอ๋องยังไม่ทันอ้าปาก องค์ชายหก—จิ้งอ๋องก็ชิงออกความเห็นตัดหน้าเสียก่อน องค์ชายหกมีนิสัยหยาบกระด้างและอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น ด้วยเหตุนี้ไหนเลยเขาจะรู้ว่าราษฎรลำบากยากเข็ญแค่ไหน จึงพูดออกไปเช่นนั้นโดยไม่รู้สึกอะไร


“เจ้าหก ความลำบากของราษฎรไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเอามาพูดเล่นได้นะ!”


เฉินอ๋องเดือดดาลทันควัน จากนั้นหันไปประสานมือกล่าวกับพระบิดา “เสด็จพ่อ คำพูดของน้องหกเหลวไหลยิ่งนัก! หากที่อยู่อาศัยเดิมของพวกเขาไม่ประสบภัยจนอยู่ต่อไม่ได้ ใครจะอยากร่อนเร่เช่นนี้กันพ่ะย่ะค่ะ ต้องอยู่อย่าง.อดๆอยากๆ มองไม่เห็นทางข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไร ทั้งยังถูกพวกโจรคอยทำร้ายอีก! ลูกขอวิงวอน โปรดเสด็จพ่อเปิดท้องพระคลังช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ! คลายความทุกข์ยากให้ราษฎรถือเป็นความมั่นคงต่อบ้านเมืองในระยะยาวนะพ่ะย่ะค่ะ!”


“ข้าพูดจาเหลวไหลตรงไหน ไม่จริงหรืออย่างไร! หากคนไร้ยางอายพวกนั้นกล้ามาเมืองหลวงละก็ คอยดูแล้วกันว่าข้าจะจัดการพวกมันอย่างไร!”


จิ้งอ๋องจับจ้องเฉินอ๋องเขม็ง กำลังจะสาดวาจากราดเกรี้ยวต่อ แต่เสียงกระแอมของฮ่องเต้ดังขัดขึ้นเสียก่อน จึงกลืนผรุสวาทที่เหลือ.ลงไป


เขารู้ดีว่าการเบ่งอำนาจต้องทำแค่พอเหมาะ หาไม่เสด็จพ่อจะไม่พอพระทัยเอาได้


องค์ชายห้า—หลินอ๋องถือโอกาสนี้ออกความเห็น “ทูลเสด็จพ่อ สิ่งที่พี่สามกล่าวทั้งหมดถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ท้องพระคลังของเราก็ใช่ว่าจะมีกำลังช่วยเหลือมากพอ หากจัดสรรเงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเพียงอย่างเดียว เกรงว่าต่อให้ช่วยจนเงินหมดคลังก็ไม่เกิดประโยชน์


กองทัพกำลังเปิดรับสมัครทหารอยู่ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ เราให้ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไปเติมเต็มกองทัพดีหรือไม่ วิธีนี้ไม่เพียงจะจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยได้ ยังเป็นการขยายกองกำลังให้ราชสำนักด้วย! ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”


องค์รัชทายาทก็คิดว่าวิธีขององค์ชายห้าไม่เลวเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เสด็จพ่อตรัสถามความเห็น เขาจึงรีบสำทับหลินอ๋อง “ทูลเสด็จพ่อ ที่น้องห้าว่ามามีเหตุผลพ่ะย่ะค่ะ!”


“กองทัพ…”


เฉินอ๋องจะทัดทาน แต่ขุนนางหลิ่วแอบส่งสัญญาณส่ายหน้าห้ามไว้


คนถูกห้ามรู้สึกโมโหอยู่ในใจ แต่ไม่นานก็ฉุกคิดขึ้นได้


ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะออกหน้าออกตา ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลเสียต่อตัวเขาเอง


ฮ่องเต้เองก็รู้สึกว่าวิธีของโอรสลำดับที่ห้าเป็นวิธีที่ดี ช่วยประหยัดเงิน อีกทั้งยังสามารถขยายกองกำลังได้ ดังนั้นจึงโบกพระหัตถ์เป็นอันเห็นด้วยและออกพระราชโองการทันที จากนั้นรับสั่งเลิกประชุมอย่างสำราญพระทัย


จิ้งอ๋องเหลือบมองเฉินอ๋องด้วยสายตายั่วยุ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป


หลินอ๋องเดินเข้ามาหาเฉินอ๋องด้วยความเข้าใจ “พี่สามอย่าโมโหไปเลย ตอนนี้ท้องพระคลังก็ลำบาก ใช้วิธีนี้รับมือไปก่อนก็ไม่เลวนะพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องกับหลินอ๋องมีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีต่อกัน ได้ฟังวาจาของน้องชายเขาก็ทำได้เพียงทอดถอนใจ “ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ากองทัพได้”


หากเข้าร่วมกองทัพ นั่นหมายความว่าจะต้องลงสนามรบ และผู้ที่ลงสนามรบย่อมต้องเป็นชายวัยหนุ่มร่างกายแข็งแรง แต่กลุ่มผู้ลี้ภัยจะมีบุรุษที่ตรงตามคุณสมบัติสักกี่คนกัน?


หลินอ๋องเองก็ไม่รู้ว่าควรปลอบใจพระเชษฐาเช่นไร จึงทำเพียงตบบ่าเบาๆก่อนเดินจากไป

......


ทันทีที่เฉินอ๋องกลับมาถึงตำหนักส่วนพระองค์ก็ไปหาที่ปรึกษากองทัพทันที และบ่นวิธีการจัดการแก้ปัญหาของฮ่องเต้ให้เขาฟัง


“องค์ชาย คำพูดเหล่านี้อย่าพูดอีกนะพ่ะย่ะค่ะ! ที่ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้ก็เพราะคิดถึงท้องพระคลัง ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การเพิ่มกองกำลังทหารก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร อย่างน้อยก็เป็นการช่วยให้พวกเขามีที่อยู่ที่กินชั่วคราว”


กว่านชง—ที่ปรึกษากองทัพเอ่ยปลอบใจคู่สนทนา ทว่าในใจเขาเองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้เช่นกัน ในบรรดาองค์ชาย มีเพียงเฉินอ๋องที่ใส่ใจใต้หล้าโดยแท้จริง


ส่วนองค์ชายองค์อื่น รวมถึงองค์รัชทายาท ล้วนแต่…เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย!


“แต่วิธีนี้ก็มีเพียงพวกผู้ชายที่ได้รับผลประโยชน์ แล้วผู้หญิงกับเด็กล่ะจะทำเช่นไร?”


เฉินอ๋องรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า เหตุใดเสด็จพ่อถึงไม่รอให้เหล่าขุนนางคิดหาวิธีอีกสักหน่อยนะ!


ตอนที่ 22: ยืมเงินได้ แต่ไม่ง่ายขนาดนั้น


กว่านชงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสนอความคิดของตัวเองออกมา “ถ้าเราเปิดเมืองจิงโจวรับผู้ลี้ภัยที่เป็นเด็ก ผู้หญิง และผู้ชายที่ไร้ความสามารถเข้ามา องค์ชายจะทรงเห็นควรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ การให้โอกาสราษฎรได้ตั้งหลักปักฐาน พวกเขาต้องซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของ.องค์ชายเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”


จิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง แม้จะพำนักอยู่ในวัง แต่เนื่องจากระยะทางระหว่างสองเมืองที่ใกล้กันมาก เฉินอ๋องจึงมักไปดูแลจิงโจวด้วยตัวเองบ่อยๆ ด้วยเหตุนี้ นอกจากเมืองหลวงอย่างจิ้นโจวแล้ว จิงโจวก็นับเป็นอีกหนึ่งเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่สุดในแคว้นเป่ยเหยียน


ด้วยพระปรีชาสามารถอันล้ำเลิศ เฉินอ๋องจึงตกเป็นเป้าริษยาขององค์ชายหลายๆองค์ แม้กระทั่งฮ่องเต้ก็ยังรู้สึกเสียดายที่มอบจิงโจวให้โอรสองค์นี้


“แต่ว่า…”


เฉินอ๋องรู้สึกลังเล ไม่ใช่ว่าเขาไม่เต็มใจ แต่จิงโจวมีประชากรท้องถิ่นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ที่ดินที่เหมาะกับการทำกินกลับมีน้อยจนน่าเห็นใจ หากรับผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไว้ก็ใช่ว่าทุกคนจะจับจองที่ดินที่มีอยู่ได้ทัน เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าเป็นการทำลายความหวังของพวกเขาหรอกหรือ


“องค์ชาย…” กว่านชงรู้ว่าผู้เป็นนายกำลังกังวลเรื่องอะไร “...จิงโจวมีที่ดินที่ถูกพัฒนาแล้วอยู่น้อยก็จริง แต่เราให้ผู้ลี้ภัยหักร้างถางพงเองได้นี่พ่ะย่ะค่ะ ตราบใดที่พวกเขาดูแลเอาใจใส่อย่างดี อีกสามถึงห้าปีที่ที่เคยรกร้างก็จะกลายเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ได้ ช่วงแรกอาจต้องยกเว้นภาษี ให้ผู้ลี้ภัยได้ตั้งหลักเอาตัวรอดไปให้ได้ก่อน”


การส่งเสริมให้ผู้ลี้ภัยตั้งหลักได้ สิ่งนี้จะถือเป็นคุณงามความดีของเฉินอ๋องด้วย ต่อให้ฮ่องเต้คิดจะเมินเฉย แต่เหล่าขุนนางต้องทูลขอให้เขายกย่องคุณงามความดีของ.องค์ชายสามอย่างแน่.นอน


แต่ตอนนี้ปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญคือ เฉินอ๋องโดดเด่นจนขวางหูขวางตาทุกคน หาก.องค์ชายสามช่วยเหลือผู้อพยพด้วยวิธีนี้สำเร็จละก็ ต้องมีคนไม่พอใจเป็นแน่


ทว่านี่มันใช่เวลาที่ต้องใส่ใจเรื่องนั้นหรือ! หากยังไม่รีบจัดการหาถิ่นฐานให้ผู้ลี้ภัยอีกละก็ คงได้เห็นการจลาจลครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเป่ยเหยียนแน่!


“เช่นนั้นก็จัดการตามนี้เถอะ หวังว่าเสด็จพ่อจะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้สักวัน”


กล่าวจบเฉินอ๋องก็ถอนหายใจด้วยความกังวล ตอนนี้มีทั้งศึกนอกและศึกใน หากยังปล่อยปละละเลยอีก เกรงว่าความพินาศคงอยู่ไม่ไกล


“พ่ะย่ะค่ะ”


ก่อนที่ปรึกษากองทัพจะหันหลังเดินออกไป เฉินอ๋องก็สั่งการเขาอีกครั้ง “เรียกฉินเจียนมาหาข้าด้วย”


ฉินเจียนคือผู้ที่นำข่าวในวันนี้กลับมาจากหนานไท่ จนเป็นเหตุให้เขาถูกมือสังหารของหนานไท่ตามล่า ตลอดการเดินทางของเขาไม่ง่ายเลย


ขณะที่ฉินเจียนมาถึง เฉินอ๋องกำลังเขียนจดหมายอยู่ เมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใครองค์ชายสามก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง


ผ่านไปครู่หนึ่งจดหมายก็ถูกเขียนเสร็จ ระหว่างรอให้หมึกแห้ง เฉินอ๋องก็เอ่ยถามผู้ใต้บัญชาที่เพิ่งเข้ามา “หากนักฆ่าพวกนั้นเป็นคนของหนานไท่จริง เช่นนั้นการเคลื่อนไหวของเจ้าในหนานไท่ก็คงยากขึ้น กลับไปครั้งนี้เจ้าต้องระวังตัวให้มากล่ะ อย่าให้พวกมันทำลายแผนการใหญ่ที่ข้าวางมานานหลายปีได้”


“องค์ชายวางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะ”


“อืม นำจดหมายนี่ไปส่งที่หนานไท่ บอกคนที่นั่นว่าเราจะเริ่มทำตามแผนแล้ว ช่วงนี้เมืองเล็กเมืองน้อยของหนานไท่เหิมเกริมยิ่งนัก ถึงเวลาที่พวกมันต้องลิ้่มรสของหายนะเสียที”


“พ่ะย่ะค่ะ!”


ฉินเจียนรับจดหมายแล้วออกจากห้องไป เขารู้ดีว่าจดหมายฉบับนี้สำคัญมากจึงไม่อาจล่าช้า

.....


ทางด้านเมืองเฉียนโจว


ครอบครัวแซ่ลู่ตามหาครอบครัวของลู่กุ้ยหลานอยู่หน้าเมืองมาหลายวันแล้วก็ยังไม่พบ ทว่าชาวบ้านคนอื่นๆ กลับเจอญาติพี่น้องของตนเองกันหมดแล้ว รวมถึงบิดาของเสี่ยวจวี๋จื่อ


ลู่ต้าผิง บิดาของเสี่ยวจวี๋จื่อได้รับบาดเจ็บบริเวณขา อาการบาดเจ็บที่ลากมาหลายวันทำให้แผลเน่าจนเป็นหนอง ดูเช่นนี้เหมือนพิการไปแล้วด้วยซ้ำ ขาอีกข้างก็บวมเป่ง เจ็บปวดจนไม่อาจเดินเหินได้


เดิมทีเขาคิดว่าคงต้องรอความตายอยู่หน้าประตูเมืองเป็นแน่แท้ แต่โชคดียิ่งนักที่ได้เจอกับคนตระกูลลู่ ภรรยา และบุตรชายตนเองอีกครั้ง ชายผู้หมดหวังดีใจจนน้ำตาไหลอาบหน้า


นางฉียังตามหาสามีตนเองไม่เจอ เมื่อเห็นครอบครัวของเสี่ยวจวี๋จื่อสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันร้องไห้ ตนกับบุตรสาวก็แอบปาดน้ำตาตามเช่นกัน


ส่วนนางซุนก็ไม่ต่างกันนัก เดิมทีคิดว่าเมืองเฉียนโจวคือความหวังของนาง นางมั่นใจว่าต้องได้เจอกับบุตรสาวที่นี่แน่.นอน


แต่ใครจะคิดว่าจะไม่เห็นแม้แต่เงา


“ท่านอาสาม โชคดียิ่งนักที่ได้เจอพวกท่าน หลายวันมานี้พวกเรา…พวกเราลำบากมากจริงๆ!”


เจ้าของวาจาตื้นตันคือบุตรชายของพี่ชายผู้เฒ่าลู่ ชื่อลู่ฟู่กุ้ย อายุมากกว่าลู่จิ้งซวนสองปี…หากแต่หลังจากเผชิญมหันตภัยที่เกือบพรากชีวิตไปในครั้งนี้ สภาพของลู่ฟู่กุ้ยดูราวกับแก่ขึ้นเป็นสิบปีก็มิปาน


ข้างกายลู่ฟู่กุ้ยมีเพียงบุตรชายคนเดียว ภรรยาและบุตรสาวสุขภาพไม่แข็งแรงจึงพ่ายแพ้ต่อความหิวสิ้นใจไปแล้วระหว่างทาง เขาจึงปกป้องบุตรชายคนเล็กอย่างสุดชีวิต โชคดีที่เด็กน้อยเข้มแข็งรอดมาได้ถึงตอนนี้


สรุปตัวเลขของจำนวนชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลลู่ที่เหลือรอดในตอนนี้มีไม่ถึงสามสิบคน ที่เหลือบ้างถูกพวกโจรเร่ร่อนปลิดชีพที่นอกเมืองหลิวเจีย บางคนหิวจนขาดใจระหว่างทาง


ผู้เฒ่าลู่ได้ฟังดังนั้นก็พูดอะไรไม่ออก น้ำตาไหลออกมาโดยไม่อาจห้าม จับมือลู่ฟู่กุ้ยตบเบาๆเพื่อปลอบใจ


หลังจากทุกคนได้พบกันแล้ว ครอบครัวลู่ซึ่งยังไม่เจอคนที่ตามหาตัดสินใจว่าจะรั้งรออยู่หน้าเมืองเฉียนโจวอีกหนึ่งคืน เผื่อว่าจะมีข่าวของครอบครัวลู่กุ้ยหลาน หากผ่านคืนนี้ไปยังไร้ซึ่งข่าวคราว พวกเขาจะตัดใจจากที่นี่ และเข้าเมืองมุ่งหน้าไปอันโจว

.......


ด้วยบริเวณโดยรอบมีแต่กลุ่มผู้ลี้ภัย ครอบครัวลู่จึงไม่กล้าให้นางหยูตั้งหม้อทำอาหาร หาไม่คงได้เกิดความโกลาหลขึ้นเป็นแน่ มื้อเย็นมื้อนี้ทั้งครอบครัวจึงนำอาหารแห้งออกมากิน ส่วนลู่ฟู่กุ้ยสองพ่อลูกเห็นชัดว่าร่างกายไม่ได้รับอาหารมานาน เขายัดข้าวปั้นเข้าปากด้วยความตะกละตะกลามจนเกือบสำลักอยู่หลายหน


หลังจากกินอิ่มท้อง เหอจิ่วเหนียงก็ไปตรวจดูขาของลู่ต้าผิง


…หากรักษาตามการแพทย์ปัจจุบัน คงทำได้เพียงต้องตัดขา


แต่หากเป็นวิธีการรักษาของนางจะยังมีโอกาสรักษาขาเอาไว้ได้


ทว่าปัญหาก็คือ…


ตอนนี้นางไม่อาจเปิดเผยให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ได้ว่านางมีทักษะวิชาแพทย์!


“จิ่วเหนียง ขาของสามีข้าจะพิการหรือไม่?”


ซุ่ยเอ๋อร์ปาดน้ำตาพลางถามด้วยความร้อนใจ


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ผู้หญิงคนนี้นี่จริงๆเลย ตอนที่พลัดพรากจากสามีก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ ตอนนี้เจอสามีแล้วก็ยังร้องไห้อีก ผู้หญิงนี่ช่างเจ้าน้ำตาจริงๆ


“...ตามหลักแล้วก็เป็นเช่นนั้น” เหอจิ่วเหนียงเอามือลูบคางพลางพยักหน้าเบาๆ


ซุ่ยเอ๋อร์ร้องไห้หนักขึ้น


“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายเลย เดี๋ยวเข้าเมืองแล้วหาซื้อยาจินฉวงตามร้านยารักษาก่อน หากไปถึงอันโจวเมื่อไรค่อยเชิญท่านหมอมารักษา ไม่แน่อาจจะหายเป็นปกติก็ได้ อีกอย่าง แค่เขายังมีชีวิตอยู่ก็ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ”


ขณะบอกกล่างเหอจิ่วเหนียงก็พยักพเยิดไปทางนางฉีที่นั่งเหม่ออยู่ไม่ไกลเป็นสัญญาณให้ซุ่ยเอ๋อร์ ทันใดนั้นสตรีที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายก็ตระหนักได้ว่า นางฉียังตามหาสามีไม่เจอเลย จึงทำให้นางสงบสติอารมณ์ลงได้


เมื่อเทียบกับนางฉี ซุ่ยเอ๋อร์ถือว่าโชคดีกว่ามากจริงๆ


นางพูดกับเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา “เข้าเมืองก็ต้องจ่ายค่าผ่านด่าน พวกเรายังพอมีเงินเข้าเมืองได้ แต่คนอื่นล่ะจะทำอย่างไร?”


คนอื่นที่ซุ่ยเอ๋อร์หมายถึงก็คือญาติๆที่เพิ่งตามหาเจอ พวกเขาอยู่กันอย่างอัตคัดแร้นแค้น ไหนเลยจะมีเงินค่าผ่านด่านเข้าเมืองคนละสามตำลึง


“ขอข้าคิดก่อนก็แล้วกัน ถึงอย่างไรเราก็ไม่อาจทิ้งใครไว้ข้างหลังได้”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่างไรเสียครอบครัวนางก็มีเงินให้พวกญาติๆยืมก่อนได้


แต่ก็ต้องดูด้วยว่าผู้อาวุโสทั้งสองของบ้านจะว่าอย่างไร แม้จะไม่ได้ให้เปล่าๆ แต่ก็ต้องเจรจาให้รัดกุม หาไม่เงินจำนวนมากขนาดนั้น.คงสูญหายแน่


ซุ่ยเอ๋อร์รู้สึกซาบซึ้งใจ และพรั่งพรูคำสรรเสริญครอบครัวแซ่ลู่ไม่ขาดปาก


เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับแห้งๆ จากนั้นเดินกลับไปหาครอบครัว แล้วปรึกษาเรื่องนี้กับนางซุน


หญิงชราผู้เป็นกระเป๋าเงินของบ้านทำเสียงฮึดฮัดคล้ายจะสื่อว่า ‘ข้ารู้แล้วน่า!’


“เจ้าไม่ต้องบอกข้าหรอก ข้ากับพ่อของเจ้าปรึกษาเรื่องนี้กันแล้ว ยืมเงินน่ะยืมได้ แต่เราไม่ได้จะให้ยืมง่ายๆขนาดนั้น! เจ้าไม่ต้องทำอะไรแล้ว รอดูพ่อเจ้าจัดการก็พอ”


เหอจิ่วเหนียง.สงบปากสงบคำในทันใด


และแล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด… ลู่ฟู่กุ้ยเดินมาหาแล้ว


“ท่านอาสาม ข้าได้ยินมาว่าเช้าวันพรุ่งนี้พวกท่านจะเข้าเมืองแล้ว คือพวกเรา…พวกเราไม่มีเงินติดตัวเลยขอรับ!”


ลู่ฟู่กุ้ยเครียดไม่น้อย หากมีเงินเขาคงไม่รอความตายอยู่หน้าประตูเมืองแบบนี้แน่


“ท่านอาสาม ข้ารู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงกลียุค ครอบครัวท่านก็มีกันหลายคน มันไม่ง่ายเลย แต่ความหวังเดียวที่พวกข้ามีตอนนี้ก็คือครอบครัวท่าน!”


ขณะรำพัน บุรุษผู้อับจนหนทางก็คุกเข่าลงตรงหน้าผู้เป็นความหวัง


ตอนที่ 23: เข้าเมือง


ผู้เฒ่าลู่ย่อมไม่คิดปฏิเสธ อย่างไรเสียทุกคนตรงนี้ล้วนเป็นเครือญาติแซ่เดียวกัน การที่พวกเขาเอาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ก็ทุกข์ตรมมากพอแล้ว หากช่วยเหลืออะไรได้ก็ช่วยเหลือกันไป


แต่เรื่องนี้เขามองว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องเป็นฝ่ายออกปากเสนอความช่วยเหลือ หากแต่ต้องเตรียมพร้อมรอให้ความช่วยเหลืออีกฝ่ายเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือแล้ว ชายชราจึงสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้


เขาปาดน้ำตาแห่งความ.หดหู่ แล้วประคองหลานชายให้ลุกขึ้น “เอาละฟู่กุ้ย พวกเราเป็นญาติกันทั้งนั้น ต่อให้เจ้าไม่เอ่ยปากขอ อาสามก็คิดหาทางช่วยเจ้าอยู่แล้ว ระหว่างทางพวกเราได้ม้ามาสี่ตัว ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นมาก ข้าจะให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองเข้าเมืองเอาม้าไปขายสักสองตัวแล้วเอาเงินตรงนั้นมาช่วยพวกเจ้าทุกคนจ่ายค่าผ่านด่านก็แล้วกัน”


“ท่านอาสาม ขอบคุณมากขอรับ! ท่านช่างจิตใจประเสริฐเหลือเกิน!”


ลู่ฟู่กุ้ยหลั่งน้ำตาจนใบหน้าเปียกปอน ชาวบ้านตระกูลลู่คนอื่นๆ ก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้าชายชราเพื่อขอบคุณ ดังคำที่ว่า ‘ยามลำบากจึงได้เห็นน้ำใจไมตรี’ ในสถานการณ์เช่นนี้ท่านอาสามยังนึกถึงพวกเขา น้ำใจนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก!


“ท่านอาสามวางใจได้ ถึงอันโจวเมื่อไรพวกเราจะหาทางเก็บเงินมาคืนท่านให้เร็วที่สุด!”


ฝ่ายได้รับน้ำใจก็หาใช่คนไร้มโนธรรม รู้ดีว่านี่คือการยืม ไม่ใช่ของที่ได้มาเปล่าๆ


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ทุกคนมาลงชื่อที่ข้า ข้าจะดูว่าต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไร ตอนที่พี่ใหญ่กับพี่รองไปขายม้าจะได้เรียกราคาได้ หลังจากนั้นก็มาเขียนสัญญาการกู้ยืมกัน ทั้งหมดก็เป็นอันเรียบร้อยเจ้าค่ะ”


‘สัญญาการกู้ยืม’?


วิธีการนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึง นางซุนเหลือบมองสะใภ้ปราดเปรื่องด้วยความพึงพอใจ อีกทั้งยังช่วยเสริม “ทุกคนไม่ต้องคิดมาก จำนวนคนมันเยอะ ลงบันทึกเอาไว้หน่อยก็ดี!”


“ใช่ๆๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว ท่านอาสามกับท่านอาสะใภ้ช่วยเหลือพวกเราถึงขนาดนี้ พวกเรายังต้องคิดเล็กคิดน้อยอีกทำไม เพียงแต่...เขียนสัญญาการกู้ยืมอะไรนี่ต้องเขียนอย่างไรล่ะ พวกเราไม่รู้หนังสือ”


ลู่ฟู่กุ้ยยกมือเกาศีรษะอย่างเก้ๆกังๆ พลางยิ้มขัดเขินเล็กน้อย


คนอื่นต่างพยักหน้าเห็นด้วย ชาวบ้านไกลปืนเที่ยงอย่างพวกเขาน้อยคนนักที่จะรู้หนังสือ


เหอจิ่วเหนียงอธิบาย “ตอนเด็กๆ ข้าเคยร่ำเรียนตัวหนังสือมานิดๆหน่อยๆ เขียนสัญญาแค่นี้ไม่มีปัญหา ทุกคนแค่ประทับลายนิ้วมือก็พอเจ้าค่ะ”


ทุกคนกระจ่างแจ้งในทันใด ตอบตกลงโดยไม่มีใครคัดค้าน จากนั้นพากันเข้ามาแจ้งจำนวนคนในครอบครัว เหอจิ่วเหนียงประมวลผลในหัว ก่อนบอกกับพี่ชายสามีทั้งสอง “พี่ใหญ่ พี่รอง มีผู้ใหญ่สิบเจ็ดคน เด็กห้าคน ต้องใช้เงินทั้งหมดหกสิบเอ็ดตำลึงเจ้าค่ะ ม้าสองตัวนี้เป็นม้าพันธุ์ดีทั้งคู่ ต่อให้สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ค่อยจะดีก็น่าจะขายได้มากกว่าเจ็ดสิบตำลึงแน่.นอน พี่ใหญ่กับพี่รองลองเรียกราคาตามนี้ดูนะเจ้าคะ”


มือสังหารเหล่านั้นขี่ม้ามาจากหนานไท่จนถึงที่นี่ระยะทางไม่น่าต่ำกว่าพันลี้แน่.นอน หากเจอคนใจดีดูม้าเป็นเข้าละก็ ราคาอาจสูงขึ้นได้มากกว่าเจ็ดสิบตำลึงด้วยซ้ำ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้หวังเรียกร้องราคาสูงลิ่วขนาดนั้น ขอเพียงสามารถแก้ไขปัญหาตรงหน้านี้ได้ก็พอแล้ว


“อืม พวกข้าทำได้แน่.นอน!”


ลู่จิ้งซวนตอบรับหนักแน่น เหอจิ่วเหนียงกำชับอีกครั้ง “อย่าลืมไปที่ร้านตำรา ซื้อกระดาษกับพู่กันมาด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะเอามาเขียนสัญญาการกู้ยืม”


ชายหนุ่มตอบรับอีกครั้ง จากนั้นเริ่มจัดเตรียมที่พัก คืนนี้พักผ่อนให้หายเหนื่อย เช้าวันรุ่งขึ้นจึงจะมีแรงไปจัดการเรื่องต่างๆ


“เสี่ยวจวี๋จื่อ! ลูกข้า! พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้! เอาลูกข้าคืนมานะ!”


ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมพักผ่อนก็ได้ยินเสียงกรีดร้องคร่ำครวญของซุ่ยเอ๋อร์ดังขึ้น


เหอจิ่วเหนียงหันไปมอง พบผู้ลี้ภัยกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสตอนที่พวกผู้ใหญ่เผลอ แอบอุ้มเสี่ยวจวี๋จื่อไป


“ช่วยลูกข้าด้วย! โปรดพวกท่านช่วยลูกข้าด้วย! ช่วยลูกข้าด้วย!!!”


ขาของลู่ต้าผิงบาดเจ็บไม่อาจวิ่งตามไปได้ ซุ่ยเอ๋อร์นึกขึ้นได้ว่าฮูหยินเจียงส่ง.องครักษ์สองคนมาคุ้มกัน จึงรีบวิ่งพรวดพราดเข้าไปเกาะขาขอความช่วยเหลือจากพวกเขา เฉิงเคอชักดาบวิ่งตามไป 


ผู้ลี้ภัยกลุ่มนั้นหิวโหยจนเสียสติไปแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาประเมินสถานการณ์และพบว่ามีบุคคลที่ไม่อาจล่วงเกินได้อยู่จึงยังไม่กล้าลงมือ กระทั่งรอจนฟ้ามืด และครอบครัวสามีขาพิการก็เป็นเป้าหมายของพวกเขา


คนหิวโหยมาหลายวันร่างบอบบางไร้เรี่ยวแรงจะสู้แรงขององครักษ์ร่างกำยำได้อย่างไร เพียงพริบตาผู้ลี้ภัยเหล่านั้นก็ถูกเฉิงเคอขวางเอาไว้ได้


“อย่าเข้ามานะ! หากเข้ามาข้าจะบีบคอเด็กนี่ให้ตายซะ!” ผู้ลี้ภัยเห็นคนตรงหน้าถือดาบอยู่ในมือก็หวาดกลัวมากเช่นกัน แต่ยังกัดฟันข่มขู่ออกไป


เฉิงเคอแค่นเสียงเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าจะเร็วสู้ข้าได้อย่างนั้นหรือ?”


สิ้นเสียง ผู้ลี้ภัยคนนั้นก็ถูกปาดคอทันที ตายโดยที่ไม่ทันตั้งตัว


เสี่ยวจวี๋จื่อหวาดกลัวอย่างมาก เฉิงเคออุ้มเด็กน้อยน่าสงสารไว้ในอ้อมแขน ซุ่ยเอ๋อร์รีบวิ่งเข้ามารับตัวบุตรชายด้วยความตื่นตระหนก ร้องไห้พลางปลอบโยนแม้ว่าตัวเองก็เสียขวัญไม่น้อยก็ตาม “ไม่ต้องกลัวนะลูก ไม่ต้องกลัว…”


ผู้สมคบคิดที่เหลือเห็นสหายร่วมกลุ่มตายอย่างอนาถก็เกิดใจเสียอย่างมาก ไม่นึกเลยว่าชายพกดาบสองคนนี้จะเก่งกาจถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นก็ไม่มีใครกล้าลองดีอีก วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว


ผู้ลี้ภัยคนอื่นๆที่เป็นคนดีแต่อยู่ด้วยความหวาดระแวงมาตลอดเห็นดังนั้นต่างก็แอบย้ายตัวเองเข้าไปใกล้ชาวบ้านตระกูลลู่ ด้วยหวังว่าหากอยู่ใกล้พวกเขาจะต้องปลอดภัยแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงให้เหลยจื่อนำกระบอกน้ำไม้ไผ่สองกระบอกไปให้พวกเฉิงเคอ เพื่อเป็นการขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ


เฉิงเคอกระหายน้ำอยู่พอดีจึงยกดื่มทันทีหนึ่งอึกใหญ่ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงรสหวาน จึงเหลือบมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความประหลาดใจ แต่กลับเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังกล่อมลูกน้อยนอน


เฉิงเคอขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้แตกต่างจากคนอื่นมาก

......


เมื่อมีเหตุการณ์เชือดไก่ให้ลิงดูเกิดขึ้น ในค่ำคืนนี้คนสกุลลู่จึงนอนหลับได้อย่างวางใจ 


เช้าวันต่อมา ทันทีที่ประตูเมืองเปิดสองพี่น้องลู่ก็มุ่งหน้าเข้าเมืองทันที หลังจากสำรวจราคาตลาดแล้วก็ตัดสินใจได้ว่า จะพาม้าไปหานายหน้าที่ทางใต้ของเมือง


นายหน้าผู้นี้ไม่เพียงซื้อขายแรงงานคนเท่านั้น ยังซื้อขายแรงงานสัตว์อีกด้วย


ผ่านไปหนึ่งชั่วยามชายหนุ่มทั้งสองก็ออกมาจากประตูเมือง หน้าประตูมีลู่ฟู่กุ้ยและพรรคพวกมารอรับ ทันทีที่เห็นคนที่เฝ้ารอออกมาแล้วพวกเขาจึงหันไปตะโกนบอกครอบครัวลู่ที่นั่งอยู่ไม่ไกล


“ข้าไปเจอนายน้อยมีเงินคนหนึ่ง ขายม้าให้เขาได้เงินมาถึงหนึ่งร้อยตำลึงเชียว!”


คนเป็นพี่ใหญ่แอบกระซิบบอกคนในครอบครัวทันทีที่มาถึง พร้อมส่งก้อนเงินห้าสิบตำลึงสองก้อนให้กับมารดาด้วยมือสั่นเทา


สวรรค์! ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยจับก้อนเงินที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน! วันนี้นับเป็นบุญของสองมือนี้แล้ว!!


นางซุนเองก็ตกตะลึงอย่างมาก นึกไม่ถึงเลยว่าจะขายม้าได้ราคาสูงถึงเพียงนี้ แต่เป็นเพราะหลายวันที่ผ่านมาได้รับเงินมาไม่น้อย หญิงชราจึงปรับอารมณ์ให้เรียบนิ่งได้ นางเก็บก้อนเงินมูลค่าห้าสิบตำลึงไว้หนึ่งก้อน แล้วควักเหรียญออกมาหลายสิบตำลึง เมื่อรวมกับก้อนเงินห้าสิบตำลึงอีกหนึ่งก้อนที่เหลือก็เท่ากับค่าผ่านด่านของทุกคนพอดี จากนั้นเดินไปจ่ายเงินให้กับทหารเฝ้าเวรยามที่ประตูเมือง


เหอจิ่วเหนียงเข้าประตูเมืองเป็นคนสุดท้ายเพราะต้องตรวจสอบว่าทุกคนประทับลายนิ้วมือที่นางจนครบแล้วจึงจะเข้าไปได้


ไม่บ่อยนักที่ทหารเฝ้าประตูเมืองจะได้เห็นผ้าขี้ริ้วห่อทองเช่นนี้ ตัวเองได้เข้าเมืองไม่พอยังช่วยเหลือเครือญาติอีก ช่างเป็นเรื่องที่หาได้ยากจริงๆ


หลังจากจัดการเรื่องจ่ายค่าผ่านด่านเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงครอบครัวของลู่กุ้ยหลาน จึงลองถามทหารเฝ้าประตูเมือง “พวกท่านพี่ทหาร ข้าขอถามหน่อยสิ พวกท่านเคยเห็นครอบครัวคนขายเนื้อหรือไม่ ผู้ชายสวมเสื้อหม่ากว้า รูปร่างกำยำ เนื้อตัวมีกลิ่นสาบหมูนิดหน่อย เคยเจอบ้างหรือไม่?”


[1] หม่ากว้า เป็นเสื้อคลุมที่นิยมสวมใส่เมื่อต้องขี่ม้า มีความยาวถึงระดับเอว แขนยาวแต่ไม่ยาวมาก และปลายแขนกว้าง


ตระกูลลู่จ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียวเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของทหารเฝ้าประตูเมืองจึงเป็นมิตรและจริงใจมาก พวกเขานึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง


อืม ก็รู้สึกคุ้นๆอยู่


“ก็พอจะมีนะ ครอบครัวนั่นมีกันประมาณเก้าคน มีเด็กสามคน เข้าเมืองไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้วละ”


ข้อมูลนี้เติมเต็มความหวังให้ครอบครัวลู่อีกครั้ง เดิมทีนางซุนรู้สึกหมดหวังแล้ว แต่เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงชราก็ราวกับเห็นแสงสว่างรออยู่ตรงหน้า


แม้ไม่อาจยืนยันได้ว่าครอบครัวที่เห็นจะใช่ครอบครัวเดียวกันกับที่ครอบครัวนี้ตามหาหรือไม่ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเผยความดีใจเช่นนี้ เหล่าทหารก็ไม่อยากเอ่ยคำใดให้เสียบรรยากาศ


“ท่านแม่ ได้ยินแล้วใช่ไหม บางทีครอบครัวของน้องหญิงอาจคิดว่าอยู่นอกเมืองอันตรายจึงล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวพวกเราลองเข้าไปหาในเมือง หรือไม่ก็เร่งเดินทางไปอันโจว ระหว่างทางอาจจะตามทันก็ได้ พวกเขามาถึงเร็วกว่าพวกเราแค่สองวัน เราต้องตามทันแน่เจ้าค่ะ”


นางซุนกลั้นน้ำตาพลางพยักหน้ารัวเร็ว นางแทบทนไม่ไหว อยากตามไปเสียแต่ตอนนี้!


ตอนที่ 24: กลิ่นตัวแรงมาก


หลังจากกล่าวขอบคุณทหารที่เฝ้าประตูชาวบ้านตระกูลลู่ก็เดินเข้าเมือง ด้วยความกังวลว่าลู่กุ้ยหลานจะออกจากเฉียนโจวหรือยัง ประกอบกับอาการบาดเจ็บที่ขาของลู่ต้าผิงต้องให้หมอตรวจดูโดยเร็ว ดังนั้นทั้งคณะจึงตัดสินใจพักค้างอ้างแรมในเฉียนโจวหนึ่งคืน


ส่วนเฉิงเคอและเฉิงหยาง เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าพวกเขาเพียงทำตามคำสั่งผู้เป็นนายให้คุ้มกันครอบครัวนางเข้าเมือง ในเมื่อตอนนี้ภารกิจลุล่วงแล้ว การอยู่ต่ออาจทำให้องครักษ์ทั้งสองเสียเวลา หลังจากปรึกษากับครอบครัว เหอจิ่วเหนียงจึงเป็นตัวแทนกล่าวลาสองผู้คุ้มกันของเจียงรั่วหย่า


ครอบครัวลู่เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง และนางซุนรู้สึกว่าช่วงนี้วุฒิภาวะของเหอจิ่วเหนียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นให้สะใภ้สามออกหน้าเหมาะสมแล้ว คนอื่นเองก็ไม่คัดค้าน


ค่าผ่านด่านเข้าเมืองขององครักษ์ทั้งสองครอบครัวลู่เป็นคนออกให้ แม้คนของฮูหยินเจียงจะไม่ขาดเงิน แต่ครอบครัวลู่มองว่าทั้งสองคอยปกป้องพวกตนอย่างดี ดังนั้นค่าผ่านด่านจำนวนนี้คือสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากพวกเขา


“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองมากที่ปกป้องพวกเรา ได้เข้าเมืองแบบนี้คงปลอดภัยแล้วละ พวกเราตัดสินใจว่าจะพักอยู่ที่นี่สักวัน คงไม่รบกวนพี่ชายทั้งสองแล้ว ฝากพวกท่านขอบคุณฮูหยินแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงแสดงความขอบคุณอย่างนอบน้อมด้วยใจจริง ทั้งยังเตรียมอาหารแห้งและน้ำดื่มให้พวกเขาคนละชุด ในน้ำนางเติมน้ำตาลลงไปด้วย อากาศร้อนๆเช่นนี้ได้ดื่มน้ำหวานเล็กน้อยถือเป็นการเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย


หลังจากเข้าเมืองมาครอบครัวลู่ก็ยังซื้ออาหารและเครื่องดื่มริมทางเล็กๆน้อยๆให้องครักษ์ทั้งสองเพิ่มเติม พวกเขาอยากแสดงน้ำใจเท่าที่ทำได้


“ฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว น้ำใจนี้พวกข้าสองพี่น้องรับไว้แล้ว”


เฉิงเคอเป็นคนออกหน้ารับ เหอจิ่วเหนียงยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ล้วงเอาขวดลายครามใบเล็กออกมาอีกหนึ่งขวด “นี่เป็นยาบำรุงเลือดที่ดีมาก ช่วยทำให้จิตใจสงบ พวกข้าเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ ข้าขอ.มอบให้ฮูหยินของพวกท่านแทนคำขอบคุณนะเจ้าคะ”


เฉิงเคอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็รับไว้ เขาเคยได้ยินหลิงเสวี่ยพูดถึงยาของเหอจิ่วเหนียงมาบ้าง ก่อนหน้านี้นางมอบยาอันเสินหวานและยาบรรเทาอาการลมแดดให้กับฮูหยิน เมื่อฮูหยินรับประทานก็เห็นผลชะงัด


หลังจากแยกย้ายกับองครักษ์ฮูหยินเจียงแล้วครอบครัวลู่จึงเริ่มแบ่งหน้าที่กัน ผู้เฒ่าลู่ออกปากจัดแจง “เจ้าใหญ่ ฟู่กุ้ย และพวกหนุ่มๆไปหาซื้อเสบียงอาหารกลับมา ส่วนสะใภ้ใหญ่พาครอบครัวต้าผิงไปตรวจขาที่โรงหมอ แล้วก็ซื้อพวกหยูกยาที่จำเป็นกลับมาด้วย ระหว่างเดินทางไปอันโจวไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง เตรียมพร้อมเอาไว้จึงจะดี ส่วนครอบครัวเจ้ารองและสะใภ้สามช่วยกันตามหาครอบครัวกุ้ยหลานให้ทั่ว หากเจออะไรอยากซื้อก็ซื้อมา ส่วนคนที่เหลือ อยากซื้อหาอะไรก็ตามอัธยาศัย เสร็จแล้วก็กลับมารวมตัวกันที่นี่ หากเถลไถลแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นพวกข้าไม่รับผิดชอบนะ!”


ประโยคสุดท้ายชายชราบอกกับคนนอกที่ไม่ใช่ชาวบ้านตระกูลลู่ ตลอดการเดินทางนอกจากสองพี่น้องแซ่หลิวที่ก่อเรื่องครั้งหนึ่งแล้วครอบครัวอื่นก็ไม่มีใครสร้างปัญหาอะไร สงบเสงี่ยมเคารพกฎกติกาเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรผู้เฒ่าลู่ต้องดักเอาไว้ก่อน หากเกิดเรื่องใดขึ้นจริงจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเขา


คนเหล่านั้นก็รู้ดีว่าชาวตระกูลลู่เป็นที่พึ่งเดียวในตอนนี้ จึงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ทุกคนพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง


เงินคนละสามตำลึงที่แบ่งให้ครั้นอยู่ในรังโจรก่อนหน้านี้ พวกผู้ใหญ่ใช้จ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองไปก็หมดตัวแล้ว ส่วนเด็กๆยังเหลือคนละหนึ่งตำลึง ครอบครัวที่มีเด็กนับว่ายังมีเงินส่วนนี้ช่วยจุนเจือ จึงไม่จำเป็นต้องหยิบยืมครอบครัวลู่หรือลำบากมากนัก


ส่วนครอบครัวที่ไม่มีเด็กก็คิดจะแบ่งเสบียงอาหารที่ตนเหลืออยู่ไปขายบางส่วน อย่างมากหลังจากนี้ก็กินวันละมื้อ เงินที่ได้จากการขายเสบียงก็นำไปซื้อของที่จำเป็น อย่างไรเสียก็มีวิธีนี้วิธีเดียวแล้ว


หลังจากจัดแจงหน้าที่ให้ทุกคน ตอนนี้ก็เหลือแค่ผู้เฒ่าลู่และภรรยาพากลุ่มเด็กๆไปนั่งรอที่ศาลาพักร้อนไม่ไกลจากประตูเมือง หากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้พวกเขาจะพักแรมกันที่นี่ เช้าวันรุ่งค่อยเดินทางออกจากเมือง


โก่วเอ๋อร์ยืนกรานจะไปกับเหอจิ่วเหนียงให้ได้ กว่าจะมีเวลาส่วนตัวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แน่.นอนว่าเหอจิ่วเหนียงไม่มีทางพาเขาไปด้วยเด็ดขาด จึงจับลูกน้อยยัดใส่อ้อมแขนนางซุนแล้วหันหลังรีบเดินหนีไป เด็กน้อยร้องไห้ปานจะขาดใจแต่นางก็ไม่หันมามองเลย


เสียงนางซุนกล่อมหลานตัวน้อยดังตามมา เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะวิ่งเร็วขึ้น


“พี่รอง พี่สะใภ้รอง พวกท่านไปตามหาทางทิศตะวันออกกับทางทิศเหนือ ข้าจะไปทางทิศตะวันตกกับทิศใต้เอง แยกกันตามหาจะได้เร็วหน่อย กลับไปช้าโก่วเอ๋อร์จะยิ่งงอแง”


บุตรชายคนรองของผู้เฒ่าลู่และนางฉินเห็นด้วยกับวิธีนี้ จึงแยกย้ายกันไปตามทิศทางที่ตกลงกัน


การตามหาใครสักคนในเมืองหนึ่งโดยที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลยเป็นเรื่องยากมาก เพราะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะออกจากเมืองไปแล้วหรือยัง หากยังอยู่ แล้วพวกเขาไปพักอยู่ที่ไหน


เมืองเฉียนโจวเคยประสบภัยแล้งมาก่อน แต่ไม่ร้ายแรงเท่าเมืองชางโจว อีกทั้งบัดนี้นอกเมืองเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย ตามถนนหนทางจึงเงียบเหงา นับว่าเป็นเมืองที่บรรยากาศซบเซาเมืองหนึ่ง


เหอจิ่วเหนียงเดินสำรวจหนึ่งรอบก็รู้สึกไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ


ของกินในเมืองล้วนราคาแพง ตัวอย่างเช่นหมั่นโถวลูกละสองอีแปะ โดยปกติแล้วสองอีแปะซื้อหมั่นโถวได้ถึงสามลูก


เงินสองอีแปะในยุคนี้เทียบเท่ากับหนึ่งหยวนในยุคปัจจุบัน หมั่นโถวลูกละหนึ่งหยวน แม้แต่คนในยุคปัจจุบันยังรู้สึกว่าแพง ไม่ต้องพูดถึงในยุคโบราณเช่นนี้เลย


แม้แต่บ่อน้ำธรรมชาติก็มีเจ้าหน้าที่ทางการเฝ้าเพื่อเก็บเงิน น้ำครึ่งถังเล็กมีราคาหนึ่งอีแปะ เทียบกับน้ำหนึ่งตันห้าเหมาในยุคปัจจุบันแล้วนับว่าราคาสูงลิ่วเลยทีเดียว


ถึงกระนั้นข้างบ่อน้ำก็ยังมีคนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อน้ำอยู่ดี


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงไม่คิดจะเข้าไปดู แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้…ครอบครัวลู่กุ้ยหลานน่าจะมาซื้อน้ำที่นี่ ดังนั้นนางจึงเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ทางการ


“ไปๆๆ ถ้าจะซื้อน้ำก็ไปต่อแถวข้างหลัง!”


เจ้าหน้าที่ทางการเห็นคนคนหนึ่งเบียดเสียดมาด้านหน้าจึงโมโห และยกแส้หมายจะตี


เหอจิ่วเหนียงคว้าแส้ตรงหน้าไว้ได้อย่างรวดเร็ว ใช้จังหวะที่กำลังวุ่นวายยัดเหรียญทองแดงใส่มืออีกฝ่าย แล้วกล่าวอย่างเอาอกเอาใจ “พี่ชาย อย่าเพิ่งโมโหเลย ข้าไม่ได้จะมาซื้อน้ำและไม่ได้แซงคนอื่น ข้าแค่อยากถามพี่ชายว่า เคยเห็นครอบครัวคนขายเนื้อที่มาจากชางโจวมาซื้อน้ำที่นี่บ้างหรือไม่ รูปร่างกำยำ ท่าทางดุดันนิดหน่อย เนื้อตัวมีกลิ่นสาบหมู เจอบ้างหรือไม่?”


เดิมทีเจ้าหน้าที่ทางการโมโหมาก แต่เมื่อได้รับค่าตอบแทนเช่นนี้จึงสงบสติอารมณ์ลง ก่อนครุ่นคิดอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง 


สุดท้ายเขาก็รู้สึกไม่คุ้นเลย


“แห้งแล้งมานานแบบนี้ แม้แต่น้ำดื่มก็ยังไม่มี จะเอาน้ำจากที่ไหนมาอาบล้างตัวกัน เจ้าลองดมดูสิว่าใครบ้างที่ไม่มีกลิ่นสาบติดตัวน่ะ”


พูดถึงตรงนี้สีหน้าของเจ้าหน้าก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ พวกเขายืนท่ามกลางแดดจ้าเฝ้าอยู่ตรงนี้ตลอดทั้งวัน กลิ่นตัวพวกเขาแรงยิ่งกว่าใครเสียอีก!


ผู้คนที่ยืนต่อแถวต่างส่งเสียงโห่ร้อง เหอจิ่วเหนียงนึกขึ้นได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้มีเพียงตนและพรรคพวกที่ได้อาบน้ำล้างตัวระหว่างเดินทาง ทันใดนั้นก็รู้สึกกระดากกระเดื่องเล็กน้อย


“ถึงอย่างไรกลิ่นสาบหมูกับกลิ่นตัวคนก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี พวกท่านเคยเจอคนที่กลิ่นตัวแรงเป็นพิเศษบ้างหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียวยังไม่ละความพยายาม คนที่ฆ่าหมูมานานหลายปีต้องมีกลิ่นตัวเป็นเอกลักษณ์ยากจะเลี่ยงได้ และคนในยุคสมัยนี้ก็ไม่ค่อยนิยมอาบน้ำ ต้องมีกลิ่นติดตัวแน่นอน


เจ้าหน้าที่ทางการนิ่งเงียบ พวกเขานึกไม่ออกจริงๆ 


แต่จู่ๆก็มีความเห็นจากคนที่ยืนต่อแถวอยู่ดังขึ้น “ตามที่บอกมาก็ดูเหมือนจะมีนะ!”


เหอจิ่วเหนียงจึงพุ่งตัวไปตรงหน้าคนผู้นั้นในทันใด และจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ


คนผู้นั้น “...”


“เมื่อวานมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินร้องไห้มาหาข้า กลิ่นตัวแรงมาก เหมือนจะเป็นกลิ่นตัวกับกลิ่นสาบหมูผสมกัน แถมยังมีแมลงวันตอมตามตัวอีกด้วยนะ…”


ได้ยินดังนั้นทุกคนก็.อดจินตนาการภาพตามไม่ได้ ทันใดนั้นหัวคิ้วของแต่ละคนก็ขมวดย่นด้วยความรู้สึกเดียวกัน


มันช่างน่า…จริงๆ


ตอนที่ 25: ตรอกผู้ลี้ภัยทางทิศตะวันตกของเมือง


“แล้วเห็นหรือไม่ว่าเขาไปทางไหน?”


เหอจิ่วเหนียงเค้นถาม ทหารเฝ้าประตูเมืองบอกว่ามีครอบครัวคนขายเนื้อเข้าเมืองมาเมื่อสองวันก่อน และคนผู้นี้ยังให้ข้อมูลว่าเจอเด็กที่มีกลิ่นสาบเนื้อเมื่อวาน


เช่นนั้นก็หมายความว่า ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานยังอยู่ในเมืองนี้!


ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ที่นี่ โอกาสในการตามหาเจอก็ยิ่งมากขึ้น!


“เหมือนจะไปแถวตรอกทางตะวันตกกระมัง ที่นั่นเป็นเขตที่อยู่ของผู้ลี้ภัย คนที่จ่ายเงินค่าผ่านด่านเข้าเมืองแล้วไม่มีเงินจะถูกทางการไล่ไปอยู่ตรอกนั้น”


ทางทิศตะวันตกของเฉียนโจวเป็นเขตของคนจนมาช้านาน คนที่สามารถเดินทางมาถึงที่นี่และมีกำลังจ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองคนละสามตำลึงได้นั้นมีไม่มากนัก พวกที่เพียงเข้ามาแล้วผ่านไปก็แล้วไป แต่คนที่คิดจะลงหลักปักฐานที่เมืองนี้แต่ไม่มีเงินตั้งตัว ทางการจะขับไล่ให้ไปอยู่ที่เขตทิศตะวันตก ปล่อยให้พวกเขาอยู่ตามยถากรรม


“ขอบใจมาก!”


เหอจิ่วเหนียงดีใจมากเมื่อได้รับเบาะแส รีบมุ่งหน้าไปทางตะวันตกของเมืองทันที หวังว่าจะเจอกับครอบครัวของลู่กุ้ยหลาน

......


แม้จะเรียกว่า ‘ตรอก’ แต่แท้จริงแล้วตรอกผู้ลี้ภัยทางทิศตะวันตกแห่งนี้ไม่ได้เล็กอย่างที่คิด จะเห็นได้ว่าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีตรอกย่อยเยอะมาก เหอจิ่วเหนียงเดินหามาสามตรอกแล้วก็ยังไม่เจอ พบเพียงว่าที่นี่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่หนาแน่น


สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาไม่ได้ดีไปกว่าผู้ลี้ภัยที่อยู่นอกเมืองเลย ต่างกันก็แค่ที่นี่มีเจ้าหน้าที่ทางการควบคุม จึงไม่มีใครกล้าลักพาตัวเด็กหรือสร้างความวุ่นวายเหมือนด้านนอก


ขุนนางของเมืองนี้นับว่ามีมนุษยธรรมอยู่บ้าง พวกเขาขอความอนุเคราะห์จากตระกูลร่ำรวยร่วมกันต้มโจ๊กแจกจ่ายให้ผู้ลี้ภัยในทุกเช้า เหล่าผู้ลี้ภัยจึงยังมีอาหารประทังชีวิตแม้จะไม่มีเงินแล้วสักแดง


“เอาหมั่นโถวข้าคืนมานะ! นั่นเป็นสินสมรสที่ท่านแม่ข้าแลกมานะ! อ๊ากๆ วันนี้ข้าจะสู้จนตัวตาย! ฮือๆ…”


ขณะที่เดินมาถึงทางเข้าตรอกหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็ได้ยินเสียงเด็กเอะอะโวยวาย นางรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนี้เล็กน้อยจึงเดินเข้าไปดู ทันใดนั้นก็เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังชกต่อยกัน ฝ่ายที่แย่งหมั่นโถวไปได้รีบยัดสิ่งที่อยู่ในมือเข้าปากตัวเองอย่างสุดชีวิต เพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งไป


คนที่น่าสงสารที่สุดคือเด็กผู้ชายที่ถูกชกต่อยจนล้มไปนอนร้องไห้กับพื้น 


เหอจิ่วเหนียงวิ่งฝ่าฝูงเด็กเข้าไปดู…


นี่มัน…


หู่จือ—บุตรชายคนโตของลู่กุ้ยหลานนี่!


หู่จืออายุแค่สี่ขวบกว่า ย่อมสู้เด็กโตเหล่านี้ไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ถูกชกต่อยจนเลือดอาบหน้า นอนหมดแรงต่อสู้อยู่บนพื้น


“พวกเจ้าโตๆกันแล้วมารังแกเด็กที่เล็กกว่าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”


เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็โมโหอย่างมาก แย่งของก็แย่งไปสิ เหตุใดต้องลงไม้ลงมือจนเลือดตกยางออกแบบนี้ด้วย!


เด็กกร่างเหล่านั้นเห็นว่ามีคนมาจึงรีบวิ่งหนีโดยไม่สนใจความเป็นความตายของหู่จือที่นอนเจ็บอยู่บนพื้น


“ป้าสะใภ้สาม! ฮือๆๆ ใช่ป้าสะใภ้สามหรือไม่ขอรับ ฮือๆๆ…พวกเขาแย่งหมั่นโถวข้าไปแล้ว ฮือๆๆ…”


เด็กน้อยบนพื้นเห็นคนที่มาก็คิดว่าตนเองตาฝาดไป ถึงกระนั้นเขาก็ยังพยายามหยัดตัวลุกขึ้นแล้วโผเข้ากอดนาง


เหอจิ่วเหนียงพูดไม่ออก…


เพราะว่า …กลิ่นตัวแรงมาก


แต่เขายังเด็ก จากเด็กอ้วนท้วนในวันวานบัดนี้ซูบผอมราวกับคนละคน ช่างน่าเวทนายิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน


“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว ป้าสะใภ้อยู่นี่แล้ว จะไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก”


หญิงสาวปลอบโยนเด็กเสียขวัญพลางนำผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเลือดให้ จากนั้นนำกระบอกน้ำที่ติดตัวมาให้เขาดื่ม


หู่จือรู้ว่าตอนนี้น้ำเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เดิมทีแค่อยากจิบพอให้ชุ่มคอ แต่เมื่อรับมาจิบหนึ่งอึกแล้วพบว่าน้ำมีรสหวานจึง.อดดื่มอีกอึกไม่ได้ ก่อนจะส่งคืนให้ป้าสะใภ้


เหอจิ่วเหนียงเห็นเด็กน้อยรู้ความเช่นนี้ก็ยิ่งปวดใจ “ไม่เป็นไร เจ้าดื่มเยอะๆเลย ป้าสะใภ้ยังมีอีก”


จากนั้นนางควักซาลาเปาไส้เนื้อร้อนๆออกมาจากห้วงมิติแล้วยื่นให้เขา “ป้าสะใภ้เพิ่งซื้อมาจากข้างทาง เจ้ารีบกินเถอะ”


หู่จือมองซาลาเปาลูกใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมในมือพลางลอบกลืนน้ำลาย แต่เขาจะไม่กินมัน เพราะอยากนำกลับไปให้ท่านพ่อและน้องสาวได้กิน


“ให้กินเจ้าก็กินสิ ป้าสะใภ้ซื้อมาเยอะ มีของพ่อกับแม่เจ้าด้วย เจ้าวางใจเถอะ”


หู่จือได้ยินดังนั้นจึงยอมอ้าปากกัดซาลาเปาไส้เนื้อเข้าปากคำโต


ซาลาเปาหอมนุ่ม อร่อยจนเด็กน้อยหลั่งน้ำตาออกมา


เขากินพลางเอ่ยด้วยความร้อนรน “ป้าสะใภ้สาม ช่วยท่านพ่อกับน้องสาวข้าด้วย ท่านพ่อบาดเจ็บ ส่วนน้องสาวก็ป่วย ฮือๆๆ…”


ขณะที่เล่าเด็กน้อยก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ซาลาเปาไส้เนื้อที่อยู่ในปากแทบจะร่วงออกมา มือน้อยๆรีบยกขึ้นปิดปากไว้ได้ทัน


ท่าทางของเขาทำให้เหอจิ่วเหนียงยิ้มทั้งน้ำตา


นางรู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยดีใจมากจนลนลานไปหมด นางเองก็ไม่คิดจะปลอบเขาให้ใจเย็นแต่อย่างใด เพียงบอกให้หูจื่อนำทางไปหาครอบครัว

......


สามีของลู่กุ้ยหลานชื่อจางซง เมื่อก่อนครอบครัวเขาขายเนื้อหมูอยู่ในเมือง ฐานะไม่ด้อยไปกว่าใคร จึงสามารถเลี้ยงดูหู่จือจนอ้วนพี


แต่ตอนนี้พวกเขากลับตกอยู่ในสถานะผู้อพยพ ครอบครัวจางใช้เงินเก็บที่มีอยู่หนีความตายจนมาถึงที่นี่ และเมื่อฟังจากคำบอกเล่าของหู่จือ ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกเขาในตอนนี้ไม่ง่ายเลย


ตรอกผู้ลี้ภัยเป็นดังคำเรียกขาน เป็นพื้นที่ที่แออัดไปด้วยผู้ลี้ภัย กลิ่นจึงแรงจนแทบทนไม่ไหว แมลงวันบินว่อน


เหอจิ่วเหนียงกลั้นหายใจเดินเข้าไปด้านใน ในที่สุดก็เจอสองพ่อลูก จางซง และชิ่วยาบุตรสาววัยสองขวบ อยู่ที่มุมตรอกด้านในสุด


ทั้งสองกำลังนอนหมดสติ เด็กหญิงวัยสองขวบนอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของบิดา ร่างกายซูบผอมไม่ต่างจากหู่จือเลย


ข้างกันนั้นมีชายคนหนึ่ง หน้าตาเหมือนกับจางซงถึงห้าส่วนนอนไร้เรี่ยวแรงทว่ายังคงมีสติครบถ้วน สีหน้าซีดเผือดเพราะได้รับบาดเจ็บ หากเดาไม่ผิด คนผู้นี้ก็คือจางหย่งน้องชายของจางซง ในอ้อมแขนของเขากอดเด็กผู้ชายที่กำลังหมดสติไว้คนหนึ่ง


“ท่านอา ท่านอา ป้าสะใภ้สามของข้ามาแล้ว พวกเราปลอดภัยแล้วขอรับ!”


หลังจากได้กินซาลาเปาไส้เนื้อไปเมื่อครู่หูจื่อก็รู้สึกมีพลัง เสียงตะโกนของเขาเรียกให้คนที่นอนอยู่บนพื้นตื่นขึ้น จางหย่งลืมตามองคนที่มากับเด็กน้อย เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงหญิงสาวร่างบางมาแค่คนเดียวจึงละความสนใจ ก่อนจะเปลี่ยนท่านอนต่อ


อืม นอนไปจะได้ไม่หิว เช้าวันพรุ่งนี้ก็มีคนมาต้มโจ๊กให้กินแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเข้าไปปลุกจางหย่ง จากนั้นยื่นกระบอกน้ำที่หู่จือดื่มเมื่อครู่ให้เขาดื่ม ก่อนจะไปดูจางซงกับชิ่วยาที่นอนหมดสติอยู่


ทันทีที่ตรวจอาการก็พบว่า ทั้งสองตัวร้อนมาก บอกชัดว่ามีไข้สูง


“ป้าสะใภ้ ช่วยท่านพ่อกับน้องสาวข้าด้วย ฮือ…”


หู่จือเว้าวอนเสียงสะอื้นคล้ายจะร้องไห้อีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกปวดหัวทันที รีบห้ามเด็กน้อยแล้วกล่าว “เจ้าบอกว่าแม่ของเจ้ากับอาสะใภ้เจ้าไปรับจ้างทำความสะอาดไม่ใช่หรือ ไปตามหาพวกนางก่อนเถอะ แล้วเราค่อยออกไปโรงหมอพร้อมกัน”


“อื้มๆ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”


เด็กน้อยรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป เหอจิ่วเหนียงนำยาลดไข้ออกมาจากอกเสื้อป้อนให้สองพ่อลูก


จางหย่งเบิกตากว้าง มองหญิงสาวป้อนยาด้วยความตกใจ ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “นี่มัน…”


“ยานี่ข้าได้มาด้วยความบังเอิญ ได้ผลดีเชียวนะ ได้ยินเสี่ยวหู่จือบอกว่าเจ้าก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน เจ้าเองก็กินสักเม็ดเถอะ”


ขณะกล่าวนางก็เทยาออกมายื่นให้จางหย่งหนึ่งเม็ด ยานี้ช่วยลดไข้และลดการอักเสบได้ดียิ่งนัก จางหย่งก็ควรกินเช่นกัน


จางหย่งกลืนยาหน้าตาประหลาด.ลงไปทันทีโดยไม่ลังเล โชคดีที่อาการป่วยของเขาไม่ได้รุนแรงเหมือนพี่ใหญ่ อีกอย่างยังมีเด็กอยู่ตรงนี้ถึงสองคน หากเขาหลับไปด้วย เด็กทั้งสองอาจมีอันตรายได้


“ขอบคุณมาก”


หลังจากกินยาเข้าไปแล้วจางหย่งก็ปลุกบุตรชายของตนขึ้นมาดื่มน้ำ เด็กน้อยกอดกระบอกน้ำดื่มอย่างกระหาย


“ท่านพ่อ ข้าหิว”


ได้ดื่มน้ำรสหวานเข้าไปเด็กน้อยก็รู้สึกมีเรี่ยวแรง ทันใดนั้นท้องก็รู้สึกหิวขึ้นมา


เหอจิ่วเหนียงกระซิบบอก “ข้ามีของกินอยู่ แต่ตรงนี้คนเยอะมาก รอออกไปก่อน ข้าจะเอาของกินให้พวกเจ้า”


ตอนที่ 26: โรงหมอ


เมื่อได้มองเหอจิ่วเหนียงอย่างถี่ถ้วนแล้วจางหย่งก็ตกใจเล็กน้อย ตลอดทางที่ลี้ภัยพวกเขาได้รับความลำบากจนแทบเอาตัวไม่รอด ทั้งบาดเจ็บ ทั้งสูญเสียทรัพย์สิน และยังต้องมาอยู่ในตรอกผู้ลี้ภัยนี่อีก


แต่ครอบครัวสกุลลู่กลับมีเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน สีหน้าเอิบอิ่ม เห็นได้ชัดว่าการเดินทางของพวกเขาเป็นไปอย่างราบรื่น น้ำที่เอาให้พวกเขาดื่มยังเติมน้ำตาลลงไปด้วย


ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ


ที่ผ่านมาฐานะของครอบครัวลู่เทียบกับตระกูลจางไม่ได้ด้วยซ้ำ พวกเขาไปพบเจอเรื่องมหัศจรรย์อะไรมากันแน่?


ชายหนุ่มเพียงเม้มริมฝีปากโดยไม่พูดอะไร แต่เด็กน้อยในอ้อมแขนกลับพยักหน้าหงึกหงักอย่างรู้ความ


เหอจิ่วเหนียงอุ้มชิ่วยามาไว้ในอ้อมแขนแล้วป้อนน้ำให้


ลู่กุ้ยหลานกลับมาพอดี เสียงตะโกนเรียกด้วยความดีใจดังมาแต่ไกล “พี่สะใภ้สาม!”


ลู่กุ้ยหลานเป็นบุตรสาวคนสุดท้องของครอบครัวลู่ แต่งงานเข้าตระกูลจางประมาณห้าถึงหกปีแล้ว ครอบครัวนางอยู่ในตัวเมืองชางโจว ชีวิตไม่ลำบาก นางช่วยเหลือครอบครัวบิดามารดาเสมอมา ตอนนี้ถึงคราวตัวเองตกระกำลำบาก แต่นางก็รู้สึกอุ่นใจเพราะรู้ว่าครอบครัวเดิมต้องไม่ทิ้งนางแน่นอน


“น้องหญิง ในที่สุดก็เจ้าเจอแล้ว วิเศษจริงๆ ท่านพ่อท่านแม่เป็นห่วงเจ้ามาก!”


เหอจิ่วเหนียงอุ้มเด็กหญิงลุกยืนขึ้น ตอนนี้ชิ่วยาตื่นแล้ว แต่เนื่องจากป่วยจึงอยู่ในอาการสะลึมสะลือ


“ใช่ ได้เจอพวกท่านแล้ว วิเศษจริงๆ!”


ขณะที่กล่าวน้ำตาของลู่กุ้ยหลานก็ไหลออกมา


นางกังวลมาตลอดว่าครอบครัวของตนที่มีฐานะยังตกต่ำจนมาถึงจุดนี้ แล้วครอบครัวของบิดามารดาล่ะจะเป็นอย่างไร ตลอดทางไม่รู้ต้องพบเจอสิ่งใดบ้าง


ตอนนี้เห็นพี่สะใภ้ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยทุกประการ อีกทั้งสีหน้ายังเปล่งปลั่ง สตรีผู้กลัดกลุ้มจึงรู้สึกโล่งใจมากจริงๆ


“ท่านพ่อกับท่านแม่ปลอดภัยดีใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ปลอดภัยดี ทุกคนสบายดี พวกเราเจอคนมีเงินช่วยเหลือเอาไว้ระหว่างทางจึงไม่ได้ลำบากเท่าไร”


“เช่นนั้นก็ดีๆ”


ลู่กุ้ยหลานตื่นเต้นจนถูฝ่ามือไปมา อยากจะจับมือเหอจิ่วเหนียง แต่รู้ว่าตนเพิ่งไปรับจ้างทำความสะอาดมามืออาจสกปรก จึงพยายามยั้งมือเอาไว้


“สามีของเจ้ากับคุณชายจางบาดเจ็บ ชิ่วยาก็ป่วยอยู่ด้วย เราพาพวกเขาไปโรงหมอก่อนเถอะ อย่ามัวชักช้าเลย!”


เหอจิ่วเหนียงกับลู่กุ้ยหลานไม่ได้สนิทกันมากนัก จึงไม่ได้พูดคุยไถ่ถามอะไรกัน อย่างไรเสียตอนนี้ต้องจัดการเรื่องสำคัญก่อน


ลู่กุ้ยหลานเผยสีหน้าละอายใจ “พวกข้า…พวกข้าไม่มีเงินแล้ว…”


ระหว่างทางพวกเขาถูกโจรปล้น โชคดีที่ยังเหลือเงินพอให้จ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมือง ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว แม้แต่ปิ่นปักผมที่นางซุนมอบให้ก็จำนำไปแล้ว ไม่อย่างนั้นมีหรือนางจะปล่อยให้สามีและบุตรสาวทนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เช่นนี้


“ข้ามี อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น รักษาตัวให้หายก่อนเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงอุ้มชิ่วยาเดินออกไปจากตรงนี้ ที่นี่มลพิษทางกลิ่นรุนแรงมาก นางแทบทนไม่ไหวแล้ว


ลู่กุ้ยหลานขานตอบรับไปคำหนึ่ง ไม่ทันได้กล่าวขอบคุณ อีกฝ่ายก็เดินออกไปแล้ว นางจึงรีบประคองผู้เป็นสามีขึ้น และให้นางเสิ่น น้องสะใภ้ประคองจางหย่ง ก่อนจะเดินออกจากตรอกผู้ลี้ภัย


จางซงยังอยู่ในอาการสลบไสล ลู่กุ้ยหลานประคองเขาอย่างยากลำบาก กระทั่งหาโรงหมอที่ใกล้ที่สุดได้


ระหว่างทางเหอจิ่วเหนียงแจกจ่ายซาลาเปาให้ครอบครัวจางคนละลูกเพื่อให้พวกเขามีแรง


นานมากแล้วที่ครอบครัวจางไม่ได้กลิ่นหอมของเนื้อเช่นนี้ หากใช้คำว่ามูมมามมาบรรยายการกินของพวกเขาในตอนนี้ก็ไม่ถือว่าเกินจริงเลย


ในโรงหมอเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่คนมาซื้อยา เด็กในร้านเห็นคนเข้ามามากมายเช่นนี้ก็ยิ้มแย้มหน้าบานเป็นกระด้งทันที “เชิญเข้ามาข้างในก่อนขอรับ เชิญขอรับ ท่านหมออยู่ด้านหลัง ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปตามให้ขอรับ!”


เอ่ยยังไม่ทันจบเขาก็วิ่งไปหลังร้านแล้ว ปากพลางตะโกนก้องไปด้วยว่า ‘ได้เวลาทำงานแล้ว!’


ไม่นานนักก็มีบุรุษสองคนเดินออกมา คนหนึ่งเป็นชายชรา อีกคนเป็นชายวัยกลางคน คาดว่าน่าจะเป็นพ่อลูกกัน


“นี่ไปโดนอะไรมาหรือ?”


หมอหนุ่มกว่าเห็นคนที่ถูกประคองเข้ามาจึงรีบเข้าไปช่วย ส่วนหมอวัยชรานิ่งสงบกว่า และรีบให้เด็กในร้านจัดเตรียมพื้นที่เพื่อให้จางซงนั่งลง


“บาดแผลนี่น่าจะประมาณเจ็ดถึงแปดวันแล้วกระมัง เจ้าดูสิ มันเน่าจนหนอนจะอยู่ได้แล้ว! ขืนช้ากว่านี้เกรงว่าอยู่ไม่รอดถึงพรุ่งนี้แน่!”


อากาศร้อนจัด แถมกลิ่นตัวของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ก็รุนแรง จึงทำให้แมลงตอมโดยไม่อาจเลี่ยง โดยเฉพาะแมลงวันยิ่งชอบวางไข่ที่เน่าเปื่อยเช่นนี้


ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงตรวจดูแผลที่ขาจางซงมาแล้ว แต่บริเวณหน้าอกนางยังไม่ได้ตรวจดู อย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ก็ให้ความสำคัญต่อการวางตัวระหว่างชายและหญิงมาก หากนางกระชากเสื้อผ้าสามีของน้องสาวต่อหน้าผู้คนละก็มิวายต้องถูกประณามเป็นแน่


ลู่กุ้ยหลานได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ “ท่านหมอ ท่านช่วยสามีข้าด้วยนะเจ้าคะ ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากพาเขามาหาหมอ แต่ข้าหมดหนทางแล้ว!”


หญิงสาวคร่ำครวญพลางปาดน้ำตา หากไม่ใช่เพราะต้องพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อมาซื้อยา นางไม่มีทางทิ้งบุตรสาวที่กำลังป่วยหนักไปรับจ้างเช็ดอึเช็ดฉี่ให้คนอื่นเป็นแน่ นางกับนางเสิ่นรับจ้างมาทั้งวันได้เงินมาแค่สิบอีแปะ แม้แต่ยาราคาถูกที่สุดก็ยังซื้อไม่ได้ นางพยายามมากแล้วจริงๆ


“อาการหนักถึงเพียงนี้แล้ว ข้าจะพยายามทำอย่างสุดความสามารถ”


ท่านหมอถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา


ลู่กุ้ยหลานมองว่าสภาพของสามีน่าจะไม่สามารถช่วยได้แล้ว พลันนั้นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดจึงไหลอาบหน้าอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป


เหอจิ่วเหนียงทนดูไม่ไหวจึงอดกล่าวออกมาไม่ได้ “ท่านหมอ แผลหนองแบบนี้ควรตัดส่วนที่เน่าเปื่อยออกให้หมดใช่หรือไม่ เช่นนั้นจะช้าต่อไปไม่ได้แล้ว!”


ขืนมัวแต่พูดอยู่นี่แล้วเมื่อไรจะลงมือเสียที!


“อ๋อ ใช่ๆ เพียงแต่แผลนี่กว้างมาก ต่อให้ตัดส่วนที่เน่าเปื่อยออกหมดก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าแผลจะไม่เน่าเพิ่มอีกนะ”


หมอชรากล่าวพลางส่ายหน้า จากนั้นให้เด็กผู้ช่วยเตรียมกริชกับเชิงเทียนเพื่อเตรียมตัดแต่งแผล


“ท่านหมอ ข้าได้ยินมาว่าน้ำเกลือและเหล้าช่วยฆ่าเชื้อได้ หลังจากตัดส่วนที่เน่าออกหมดแล้วสามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งล้างแผลได้ใช่หรือไม่?”


ใช่ว่าเหอจิ่วเหนียงอยากยุ่มย่าม แต่เพราะนางเห็นว่าหมอสูงวัยผู้นี้ไม่มีทีท่าจะล้างแผลให้จางซงเลย นางจึงจำต้องเอ่ยปากเป็นการเตือน


“จริงอย่างที่เจ้าว่า!” หมอชราหันมองคนพูดและกล่าวชื่นชม “แม่นางผู้นี้มีความรู้ไม่น้อยเลย เพียงแต่ของสองอย่างที่เจ้าว่ามาหากนำมาล้างแผลคนไข้จะเจ็บปวดมาก สภาพเขาเป็นถึงขั้นนี้แล้ว ขืนกระตุ้นให้เจ็บปวดอีก เกรงว่าเขาจะทนไม่ไหว…”


การรักษาในยุคนี้ทำได้เพียงแบบง่ายที่สุด หมอในยุคนี้ก็มีความตระหนักรู้น้อยนัก เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้จึงทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา


แต่อาการของคนทั้งสามไม่เหมือนกัน เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะให้พวกเขากินยาเข้าไป ขอเพียงทำแผลให้เรียบร้อยก็ไม่เป็นอะไรแล้ว ดังนั้นนางจึงเอ่ยอีกครั้ง “ท่านหมอ เขาสลบเช่นนี้ต่อให้เจ็บก็คงไม่รู้สึกมากนักหรอก ถึงอย่างไรก็ต้องทำแผลให้สะอาด ไม่อย่างนั้นอากาศร้อนจัดแบบนี้ ปัญหาตามมาภายหลังไม่รู้จบแน่!”


หมอชรารู้สึกว่าที่หญิงสาวกล่าวมามีเหตุผล จึงให้เด็กผู้ช่วยไปเตรียมเหล้ามา


อาการของจางซงสาหัสมากจึงต้องรักษาเขาก่อน เมื่อเห็นเนื้อเน่าเปื่อยที่ส่งกลิ่นเหม็นถูกคมกริชเฉือนออกทีละนิด จางหย่งที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็หวาดกลัวจนขาอ่อน เมื่อนึกว่าอีกเดี๋ยวก็จะถึงคราวของตน สีหน้าที่ซีดอยู่แล้วก็ซีดเซียวหนักกว่าเดิม


หลังจากตัดแต่งแผลจนสะอาดแล้วหมอสูงวัยก็ล้างแผลให้จางซง เนื่องจากกลัวว่าเขาจะทนไม่ไหว จึงหันไปเอ่ยกับผู้เป็นบุตรชาย “เจ้าเอาผ้ายัดปากเขาไว้ ป้องกันไม่ให้เขากัดลิ้นตัวเอง”


เมื่อได้ยินดังนั้นน้ำตาของลู่กุ้ยหลานก็ยิ่งไหลพราก เพราะนางไร้ความสามารถ ถึงทำให้สามีต้องทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้


เหอจิ่วเหนียงรู้ดีว่าสถานการณ์ของน้องเขยในยามนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงแต่นางไม่อาจพูดอะไรได้ จึงทำเพียงจับมือปลอบใจลู่กุ้ยหลาน


ทันทีที่เหล้ากระทบบาดแผล จางซงที่สลบไสลมาตลอดก็ขยับตัว แต่เขายังไม่ฟื้นคืนสติ มีเพียงเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากและฟันที่กัดแน่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาเจ็บปวดขนาดไหน


ตอนที่ 27: ลงมือเอง


เป็นครั้งแรกที่ผู้ดำรงวิชาชีพแพทย์มาค่อนชีวิตรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการเช่นนี้ บนหน้าผากหมอชรามีเม็ดเหงื่อผุดพรายบ่งบอกถึงความตึงเครียด ที่สำคัญคือมือยังสั่นเล็กน้อย


“ท่านหมอ ท่านเบามือหน่อย เบาๆหน่อย!”


ลู่กุ้ยหลานร้อนใจอยู่แล้ว เมื่อเห็นท่าทางของท่านหมอก็ยิ่งสงสารสามีจับใจ นางกัดมือตัวเองแน่นบอกชัดถึงความกังวล


“เจ้าอย่าพูดสิ!”


หมอชราบริภาษด้วยความไม่พอใจ สถานการณ์กดดันเช่นนี้ยังจะทำให้เสียสมาธิอีก


เหอจิ่วเหนียงจับมือลู่กุ้ยหลานพลางปลอบ “ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องกังวล”


ในใจของสตรีสองภพนึกกระหวัดถึงห้องผ่าตัดในยุคที่ตนจากมา คิดแล้วก็รู้สึกทึ่งกับวิวัฒนาการของมันที่สามารถป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เสียงรบกวนจากญาติผู้ป่วยเข้ามารบกวนการทำงานของแพทย์ได้อีกด้วย


กว่าจะล้างแผลเสร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ในที่สุดก็ถึงขั้นตอนทายาจินฉวงและพันแผลให้จางซง ขณะที่หมอชรากำลังทายาลงบนแผล เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยออกมา “ท่านหมอ แผลใหญ่ขนาดนี้กว่าจะหายสนิทคงใช้เวลาใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


หมอสูงวัยมีความประทับใจในความฉลาดเฉลียวของสตรีผู้นี้ จึงตอบกลับด้วยความใส่ใจ “ใช่ จะหายดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาแล้ว แต่เขาดวงแข็งเหมือนกันนะ สามารถอดทนมาได้ถึงตอนนี้นับว่าไม่เลวเลย”


ลู่กุ้ยหลานได้ยินวาจาท่านหมอก็จะร้องไห้อีกครั้ง


เหอจิ่วเหนียงเข้าประเด็น “ท่านช่วยเย็บแผลเหมือนกับเย็บเสื้อผ้าได้หรือไม่เจ้าคะ รอให้แผลสมานกันแล้วค่อยเอาด้ายออก”


“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร!” ผู้เป็นหมอมาเกินครึ่งชีวิตมีสีหน้าถมึงทึงทันควัน “แม่นาง ถ้าไม่รู้อะไรก็อย่าพูดจาเลอะเทอะดีกว่า!”


สตรีคนนี้ตอนแรกยังฉลาดอยู่แท้ๆ ตอนนี้เหตุใดถึงสมองกลับเสียแล้ว เสื้อผ้ากับผิวคนจะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร!


“ไม่ลองจะรู้ได้อย่างไรกัน?”


เหอจิ่วเหนียงไม่ละความตั้งใจ แต่หากออกจากโรงหมอแห่งนี้แล้วนางคงไม่มีโอกาสช่วยพี่เขยอีก อย่างไรเสียจางซงก็เป็นสามีของน้องสาว นางเองก็มีสถานะม่าย หากทำอะไรต่อหน้าธารกำนัลต้องตกเป็นขี้ปากแน่ ดังนั้นต้องพึ่งท่านหมอให้ช่วยจัดการ


“หากเจ้ามีความสามารถก็ทำเองสิ ข้าไม่ทำเด็ดขาด!”


หมอชราขุ่นเคืองมาก ชี้นิ้วสั่งทุกคนหลีกทางให้สตรีอวดเก่งทันที


เขาเดิมพันในใจว่านางไม่กล้าทำแน่.นอน ก็แค่ชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง จะไปมีทักษะสูงส่งอย่างการแพทย์ได้อย่างไร!


เพ้อเจ้อ!


แต่ใครเลยจะคิดว่าหลังจากทุกคนถอยหากออกไป เหอจิ่วเหนียงจะนั่งลงข้างจางซงทันทีโดยไม่ถ่อมตัว


ช่างเถอะ มีประจักษ์พยานเยอะแยะขนาดนี้ บวกกับสถานการณ์บีบบังคับ นางคงไม่ตกเป็นที่ครหาว่ายุ่งกับสามีคนอื่นหรอกกระมัง


หมอเฒ่านี่ไม่อยากทำ เช่นนั้นนางจะลงมือเอง!


สตรีหัวก้าวหน้าหันไปบอกกับเด็กผู้ช่วย “รบกวนพี่ชายช่วยเตรียมเข็ม ด้าย และกรรไกรให้ข้าที ทางที่ดีใช้น้ำร้อนจัดลวกทำความสะอาดก่อน”


เด็กผู้ช่วยสับสนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรทำตามหรือไม่


หมอชรากำลังโกรธ จึงกระฟัดกระเฟียดไม่สนใจอะไรนั้งนั้น ทว่าหมอวัยกลางคนกลับอยากพิสูจน์วิธีการรักษาของหญิงสาว จึงพยักหน้ากับเด็กผู้ช่วย “เจ้ารีบไปเตรียมเถอะ”


เด็กผู้ช่วยจึงรีบไปจัดการ ลู่กุ้ยหลานดึงแขนเสื้อเหอจิ่วเหนียงด้วยความไม่สบายใจ นี่ก็มาถึงโรงหมอแล้ว เหตุใดกลับกลายเป็นว่าพี่สะใภ้สามต้องลงมือเองด้วยล่ะ


“น้องหญิง เชื่อใจข้าเถอะ สามีเจ้าปลอดภัยแน่.นอน”


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากพูดอะไรมากกว่านี้ อธิบายไปก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี รอดูผลลัพธ์เอาเองก็แล้วกัน


ไม่รู้เพราะเหตุใด ลู่กุ้ยหลานรู้สึกว่าพี่สะใภ้สามแปลกไปจากเดิมมาก เมื่อก่อนเป็นคนขี้อาย บัดนี้กลับกลายเป็นคนกล้าแสดงความคิดของตัวเอง ถึงกระนั้นนางก็รู้สึกวางใจและพยักหน้าให้อีกฝ่าย


อย่างไรเสียก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน!


เหอจิ่วเหนียงเทยาจินฉวงลงบนแผลฉกรรจ์ด้วยท่าทางเงอะงะ แน่นอนว่านางแสร้งทำ นางเท.ลงไปบางๆชั้นหนึ่ง จากนั้นเด็กผู้ช่วยก็กลับมาพร้อมอุปกรณ์ที่ต้องการ


เมื่อมีสิ่งของพร้อมสรรพ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่อาจนำอุปกรณ์ผ่าตัดจากห้วงมิติออกมาใช้ ทำได้เพียงหยิบเข็มยาวเล่มบางเฉียบขึ้นมา สอดปลาเรียวแหลมลงบนผิวหนังบริเวณขอบแผลของจางซง ท่าทางราวกับเย็บผ้าก็มิปาน


ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นไม่อาจทนมองได้ พวกนางกอดบุตรของตนหันหน้าไปทางอื่น ส่วนหมอหนุ่มกลับตั้งตาดูด้วยความรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก


หมอชรายืนหันหลังให้พวกเขา ยังคงนึกค่อนแคะวิธีการของหญิงสาวชาวนา แต่เมื่อสังเกตได้ว่าพฤติกรรมของบุตรชายยังคงนิ่งเงียบ คล้ายว่ากำลังจดจ่ออยู่ก็อดประหลาดใจไม่ได้ จึงตัดสินใจหันกลับไปมอง…


“เหตุใดถึงเย็บเข็มเดียวแล้วตัดด้ายออกล่ะ?”


หมอชราไม่เข้าใจ การเย็บผ้าต้องเย็บให้เสร็จถึงจะตัดด้ายไม่ใช่หรือ? แต่นางกลับเย็บจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งแล้วตัดด้าย จากนั้นก็เริ่มเย็บใหม่เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ


“ง่ายต่อการตัดด้ายออกหลังจากแผลสมานกันแล้วเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงบอกเหตุผลง่ายๆ พลันนั้นหางตาก็เหลือบเห็นจางซงได้สติแล้ว สีหน้าของเขาค่อนข้างดุร้าย ขณะที่คนได้สติกำลังจะขัดขืน เสียง *ตุบ!* ก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง…


เหอจิ่วเหนียงง้างมือทุบชายหนุ่มจนสลบไป…


ทุกคนตกตะลึงกับภาพที่เห็น!


“ขั้นตอนนี้ทรมานมาก ข้ากลัวเขาขัดขืนจึงต้องทำรุนแรงแบบนี้”


แม้ลู่กุ้ยหลานจะสงสารสามีปานใด แต่เมื่อไตร่ตรองก็รู้สึกว่าที่พี่สะใภ้กล่าวมามีเหตุผล ไม่รับรู้ก็ไม่เจ็บปวด…


เพียงแต่...


เหตุใดฝ่ามือของพี่สะใภ้สามถึงทำให้คนหมดสติง่ายดายเพียงนี้ ราวกับเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็มิปาน


เนื่องจากต้องแสร้งว่าไม่ถนัด เหอจิ่วเหนียงจึงทำทุกกระบวนการเป็นไปอย่างเชื่องช้า กลุ่มคนที่ดูอยู่เมื่อเห็นท่าทางไม่มั่นใจของนางก็เริ่มมีเหงื่อเย็นผุดพรายด้วยความกังวล


ทันใดนั้นจางหย่งก็เอ่ยถามเสียงเบา “แล้วแผลของข้าต้องเย็บเช่นนี้ด้วยหรือไม่?”


“อืม” เหอจิ่วเหนียงตอบกลับ “ถึงแผลของเจ้าจะไม่ใหญ่เท่าน้องเขย แต่ก็ต้องเย็บสักหน่อยถึงจะหายสนิท อากาศร้อนเช่นนี้ขืนปล่อยไว้จะยิ่งสาหัส”


จางหย่งนิ่งอึ้งในบัดดล เขาปรารถนาให้ความตายมาเยือนเสียตอนนี้เลยจริงๆ!


พี่ใหญ่หมดสติแต่เจ็บจนฟื้นขึ้นมา แต่กลับถูกตีให้สลบไปอีก แล้วเขาล่ะจะมียถากรรมอย่างไร?


พี่สะใภ้ช่างไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย!


แม้แต่นางเสิ่นผู้เป็นภรรยาได้ยินคำพูดของเหอจิ่วเหนียงก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที “พี่สะใภ้สามพูดถูก อากาศร้อนจัดแบบนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด ควรเย็บ!”


จางหย่ง “…”


เจ้าไม่ใช่คนถูกเย็บนี่ เจ้ายืนพูดอย่างมากก็แค่ปวดเอว!

......


หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดแผลฉกาจก็ถูกเย็บเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้น หลีกทางให้หมอชราช่วยเทยาลงบนแผลอีกครั้ง ก่อนจะปิดท้ายด้วยผ้าพันแผล


หมออาวุโสอยากจะเล่นตัวสักหน่อย แต่เมื่อเห็นแผลหลังผ่านการเย็บดูดีขึ้นกว่าเดิมมากเขาจึงยอมอ่อนข้อ นั่งลงและตั้งใจทำขั้นตอนต่อไปแต่โดยดี


“ป้าสะใภ้ ท่านพ่อจะไม่ตายแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”


หู่จือที่เงียบมาตลอดเห็นเหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นในที่สุดก็เอ่ยถามทันที ดวงตากลมโตที่ใช้จับจ้องเต็มไปด้วยความหวัง


“ใช่ พ่อเจ้าปลอดภัยแล้ว เจ้าวางใจได้”


เหอจิ่วเหนียงอยากลูบศีรษะเด็กน้อย แต่…ช่างเถอะ จึงเปลี่ยนเป็นหยิกแก้มเขาแทน และเอ่ยต่อ “ท่านตากับท่านยายรอเจ้าอยู่ที่ประตูเมืองทางทิศใต้ เจ้าไปถูกหรือไม่ ไปส่งข่าวให้พวกเขาก่อน พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”


หู่จือพยักหน้า “ข้าไปถูก ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!”


สิ้นเสียงร่างเล็กก็วิ่งปราดออกไปทันที


แม้ครอบครัวจางจะเพิ่งเข้าเมืองมาได้เพียงสองวัน แต่สองวันนี้หู่จือออกไปขอทานจากคนร่ำรวยมาทั่วทุกที่เพื่อซื้อข้าวกลับมาให้น้องสาว ดังนั้นเด็กน้อยสู้ชีวิตจึงคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี


ลู่กุ้ยหลานเสียใจยิ่งเมื่อตระหนักว่าบุตรสาวอย่างตนทำให้บิดามารดาต้องเป็นห่วง พลันนั้นอารมณ์ถูกบีบคั้นจนหลุดเสียงสะอื้นไห้ออกมา แต่เมื่อหันกลับไปเห็นพี่สะใภ้ยืนจ้องมองอยู่จึงได้สติและรีบปรับอารมณ์ให้สงบลง พลางส่งสายตาขอลุแก่โทษและรีบเอามือปาดน้ำตาแรงๆ “เอ่อ…เอ่อ…สามีข้าทำแผลเสร็จแล้ว ข้าจะไปดูเขาหน่อย!”


เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูดจริงๆ ลู่กุ้ยหลานเจ้าน้ำตายิ่งกว่าซุ่ยเอ๋อร์เสียอีก!


หลังจากจางซงได้รับการทำแผลเสร็จก็ถึงคราวของผู้เป็นน้องชาย ทันทีที่จางหย่งหย่อนก้นนั่งก็มองหน้าเหอจิ่วเหนียงตาปริบๆ “พี่สะใภ้ ตีข้าให้สลบที!”


เหอจิ่วเหนียง “...”


นางให้คำเตือนด้วยความหวังดี “ตอนนี้แค่ตัดเนื้อเน่าเปื่อยออกก็อยากให้ข้าตีสลบแล้วหรือ ตอนเย็บแผลเจ้าอาจเจ็บจนฟื้นได้ ถึงตอนนั้นก็ต้องตีเจ้าให้สลบอีกครั้ง เจ้าจะเจ็บตัวหลายต่อนะ”


ชายผู้กลัวความทรมานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างลังเล “แล้ว…แล้วแบบไหนมันเจ็บกว่าหรือ?”


ตอนที่ 28: พร้อมหน้า


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันตอบ หมอวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยออกมาเสียก่อน “ตัดแต่งแผลย่อมเจ็บกว่าอยู่แล้ว แล้วกว่าจะเสร็จก็คงใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยาม”


ขั้นตอนการทำแผลมีหลายขั้นตอน ทั้งตัดเนื้อเน่า ล้างแผลฆ่าเชื้อ แล้วไหนจะใส่ยาอีก ดังนั้นการเย็บแผลเพียงอย่างเดียวจึงใช้เวลาน้อยกว่า


พูดง่ายๆก็คือ เจ็บแต่จบดีกว่าทนเจ็บซ้ำๆ


จางหย่งกลัวมาก หลังจากตัดสินใจได้แล้วเขาจึงกลั้นใจหลับตาลง “เช่นนั้น…พี่สะใภ้สาม ทะ ทะ ท่าน ลงมือเถอะ!”


อย่างไรเสียเขาก็เป็นบุรุษ ไม่อาจแสดงท่าทางขลาดกลัวต่อหน้าครอบครัวได้ หาไม่เขาจะเป็นแบบอย่างให้บุตรชายได้อย่างไร


สลบไปเสียดีกว่า!


เพียงแต่…


เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่า เมื่อถูกตีแล้วตนจะสลบไปในทันทีเลยหรือไม่…


เวลาไม่คอยท่า ทันทีที่สิ้นวาจาสุดแสนจะเด็ดเดี่ยวของคนไข้ เหอจิ่วเหนียงก็มอบหัตถ์นิทราให้ทันที


*ปึก*


ร่างของจางหย่งโอนเอน


โชคดีที่หมอหนุ่มอยู่ใกล้ จึงประคองเขาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นศีรษะจางหย่งคงกระแทกจนเจ็บตัวซ้ำเจ็บตัวซ้อนเป็นแน่


คราวนี้คนที่ถูกทุบตีไม่ใช่สามีของตน ลู่กุ้ยหลานจึงทนดูได้ เพียงแต่นางเห็นไม่ชัดว่าเหอจิ่วเหนียงลงมือเช่นไรคนถึงสลบไปแบบนั้น คนสงสัยจึง.อดถามไม่ได้ “พี่สะใภ้สาม ท่านทำได้อย่างไรกัน ฝีมือเก่งกาจยิ่งนัก!”


นางเสิ่นเองก็พยักหน้าเห็นด้วย แม้ครั้งนี้คนที่โดนจะเป็นสามี แต่เมื่อครู่ก็เห็นแล้วว่าพี่ใหญ่ปลอดภัยดี สามีนางอาการไม่สาหัสเหมือนพี่ใหญ่ต้องปลอดภัยอย่างแน่.นอน ดังนั้นจึงอุ้มลูกพร้อมกับตั้งใจรอดูเรื่องตื่นเต้นอย่างใจจดใจจ่อ

......


อีกด้านหนึ่ง


สองสามีภรรยาเฒ่าแซ่ลู่เห็นหลานชายที่เฝ้าตามหามาตลอดหลายวันยืนอยู่ตรงหน้าก็เต็มตื้นจนพูดไม่ออก นางซุนคว้าหู่จือมา.กอดแน่นพร้อมไถ่ถามอย่างร้อนใจ “แล้วพ่อแม่เจ้าล่ะ เหตุใดเจ้าถึงมาคนเดียว แล้วเจ้าเห็นพวกลุงๆของเจ้าหรือไม่?”


หู่จือฉลาดหลักแหลม เมื่อเจอคำถามมากมายของผู้เป็นยายก็ประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบทีละข้อ “ท่านพ่อกับน้องป่วย ท่านป้าสะใภ้สามและท่านแม่พาพวกเขาไปส่งโรงหมอแล้วขอรับ ป้าสะใภ้สามให้ข้ามาส่งข่าวท่านตาท่านยาย พวกเราปลอดภัยดี ส่วนพวกท่านลุงหลานไม่เห็นขอรับ”


นางซุนได้ยินดังนั้นจึงกระจ่างแล้วว่าคนที่พบครอบครัวของบุตรสาวคนเล็กคือเหอจิ่วเหนียง นางจึงวางใจลง กอดหลานชายพลางร่ำไห้สะอึกสะอื้น “หลานยาย หิวมากเลยใช่หรือไม่ ดูสิ ผอมหมดแล้ว นี่พวกเจ้าต้องพบเจอเรื่องทุกข์ยากมามากเท่าไรกัน! แล้วปู่กับย่าเจ้าล่ะ ปลอดภัยดีหรือไม่?”


เสี่ยวหู่จือเม้มปาก ไม่อาจกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ “ท่านปู่ท่านย่าจากไปแล้วขอรับ ฮือๆๆ…”


ผู้เฒ่าลู่ได้รับฟังเรื่องราวของบุตรสาวแล้วปวดใจยิ่งนัก มองสองยายหลานกอดกันร้องไห้เขาเองก็แอบปาดน้ำตาเช่นกัน ก่อนจะเอามือลูบศีรษะหลานชายเบาๆ “ไป เราไปหาพ่อแม่เจ้ากัน”


ตอนนี้รู้แล้วว่าครอบครัวของบุตรสาวอยู่ที่ไหน ไม่มีเหตุผลที่ต้องรออยู่ที่เดิมอีกต่อไป ไปหาพวกเขาก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่รู้ว่าอาการป่วยจะหนักเบาอย่างไรบ้าง


ก่อนไปชายชราก็บอกกับสมาชิกในกลุ่มที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้ “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ หากลูกชายข้ากลับมาฝากบอกพวกเขาด้วยว่าเดี๋ยวพวกข้าจะกลับมา”


สองพี่น้องหลิวเดิมทีคิดจะตามไปด้วย แต่เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะกลับมาจึงพยักหน้าเชื่อฟัง ตอนนี้พวกนางไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายแล้ว ขอเพียงได้ร่วมทางไปกับคนตระกูลลู่จนถึงอันโจวอย่างปลอดภัยก็พอ


หลังจากจัดการเรียบร้อยสองสามีภรรยาเฒ่าก็เตรียมตัวพาครอบครัวไปที่โรงหมอ


เพิ่งจะเดินออกมาไม่ไกลนักสองผู้เฒ่าก็พบกับบุตรชายคนรองและภรรยาเดินกลับมา บุตรชายคนรองกำลังจะบอกผู้เป็นบิดาว่าพวกตนตามหาครอบครัวของน้องสาวไม่เจอ แต่เมื่อมองไปด้านหลังกลับเห็นนางซุนกำลังจูงมือหู่จือพอดี พลันนั้นดวงตาของเขาก็ทอประกายด้วยความดีใจ


“เสี่ยวหู่จือมาตามหาจนเจอเองหรือ?”


ชายหนุ่มรุดเข้าไปอุ้มหลานตัวน้อย ก่อนเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “เจ้าผอมลงไปเยอะเลย แต่เจ้าปลอดภัยก็ดีมากแล้ว วันหน้าลุงรองจะขุนเจ้าให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิมแน่นอน!”


นางฉินเพียงยิ้มบางๆโดยไม่พูดอะไร และเดินตามหลังสามีไปเงียบๆ …หากแต่แววตาของนางกลับวูบไหวคล้ายมีบางอย่างในใจ


ชายหนุ่มเหลือบมองภรรยาวูบหนึ่ง แต่ไม่รู้ควรพูดอย่างไร จึงหันกลับมาอุ้มหู่จือและออกเดินทาง


นางซุนและผู้เฒ่าลู่ใจจดจ่ออยู่กับครอบครัวบุตรสาว ไหนเลยจะสังเกตถึงความผิดปกติของสะใภ้รอง


เพราะพากันมาทั้งครอบครัวจึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างล่าช้า เมื่อมาถึงโรงหมอ จางหย่งก็ถูกทุบจนสลบเป็นครั้งสองแล้ว เหอจิ่วเหนียงกำลังช่วยเย็บแผลให้เขาอยู่


นางซุนรีบเข้าไปดู สภาพการรักษาที่มีเลือดไหลอาบทำให้หญิงชราต้องผินหน้าหนี ก่อนเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง โดยลืมไปเลยว่าต้องไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของบุตรสาวเป็นอย่างแรก “นี่เหตุใดสะใภ้สามถึงลงมือทำเอง แล้วเหตุใดต้องใช้เข็มกับด้ายด้วย?”


นางเสิ่นอยู่ใกล้ประตูที่สุดเห็นพวกเขาเป็นคนแรกจึงทักทาย จากนั้นก็อธิบายอย่างใจเย็น “พี่สะใภ้สามบอกว่าเย็บแผลเช่นนี้จะทำให้แผลหายเร็วขึ้นเจ้าค่ะ”


ลู่กุ้ยหลานได้ยินเสียงจึงหันไปมอง เมื่อเห็นผู้ให้กำเนิดทั้งสองน้ำตาก็ค่อยๆเอ่อออกมา ทันทีที่อ้าปากก็ร้องไห้ปล่อยโฮ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ในที่สุดพวกท่านก็มาแล้ว ฮือๆๆ…”


สองแม่ลูกโผเข้ากอดกัน ต่างฝ่ายต่างร้องไห้หนัก “ลูกแม่ เหตุใดถึงได้อาภัพเช่นนี้ ฮือๆๆ…”


กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งทั้งสองฝ่ายต้องผ่านความทุกข์ยากมากมายเพียงใด เหอจิ่วเหนียงเข้าใจความรู้สึกของพวกนางในตอนนี้ดี แม้จะรำคาญหู แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางอารมณ์เต็มตื้นของพวกนาง หลังจากเย็บแผลให้จางหย่งเสร็จ หมอหญิงจำเป็นก็หลีกทางให้หมอชราพันแผล นางหันไปมองสองแม่ลูกที่ยังคงร้องไห้ระงม “เลิกร้องได้แล้ว อากาศร้อนเช่นนี้ร่างกายก็ขาดน้ำอยู่แล้ว ขืนท่านแม่กับน้องหญิงยังร้องไห้จะยิ่งแย่นะเจ้าคะ”


สองสตรีต่างวัยได้ยินดังนั้นก็รีบเช็ดหน้าเช็ดตาทันที พยายามปรับอารมณ์ให้สงบ.ลง เหอจิ่วเหนียงพูดถูก ตอนนี้น้ำเป็นสิ่งล้ำค่า ต่อให้เป็นน้ำตาก็ถือว่าล้ำค่า!


นางซุนคนปากร้ายเช็ดน้ำตาเสร็จก็ตีมือสะใภ้ขี้ขัดใจ “เจ้ามันน่ารำคาญจริงๆ!”


คนเขาดีใจกันอยู่ เหตุใดต้องทำให้เสียบรรยากาศด้วย!


เหอจิ่วเหนียงรู้นิสัยของแม่สามีดีจึงไม่ถือสา นางยิ้มรับตาหยี จากนั้นเดินตามหมอไปรับยา และจ่ายเงินค่ารักษา


ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของพี่สะใภ้สามยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก!”


นางซุนเห็นเหอจิ่วเหนียงแสดงไมตรีเช่นนี้ก็รู้สึกสบายใจ จากนั้นหันไปปลอบใจบุตรสาว “ใช่แล้ว นางเป็นพี่สะใภ้เจ้า นางดีกับเจ้าเช่นนี้ก็ถูกแล้ว แต่เจ้าต้องจดจำน้ำใจของนางเอาไว้ด้วยล่ะ อย่าเนรคุณคน”


“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”


ลู่กุ้ยหลานพยักหน้า บุญคุณครั้งนี้นางจะจดจำเอาไว้

......


ครอบครัวแซ่ลู่ไม่ได้ไปจากโรงหมอในทันที รอสองพี่น้องจางซงและจางหย่งฟื้นก่อนแล้วค่อยพากันเดินทางกลับไปที่ศาลาใกล้ประตูเมือง


และแล้วจางซงก็ฟื้นขึ้นมา แน่นอนว่าเขาจำเรื่องราวบางส่วนไม่ได้ แต่เมื่อเห็นทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้เขาก็วางใจ ก่อนจะให้ภรรยาและพี่ชายคนรองของภรรยาประคองเดิน


อาการของจางหย่งดีกว่า จึงให้ภรรยาตนเองประคองเดินคนเดียวได้


แม้สถานการณ์ในตอนนี้จะน่าเวทนา แต่ใบหน้าของทุกคนในครอบครัวล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม ขอเพียงครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าปัญหาใหญ่เพียงใดก็ผ่านไปได้แน่.นอน

......


ลู่จิ้งซวนและกลุ่มที่ออกไปหาซื้อเสบียงกลับมานานแล้ว เมื่อเห็นครอบครัวเดินกลับมาแต่ไกลก็รีบวิ่งเข้าไปรับด้วยความดีใจ แต่เมื่อพบว่าสภาพของครอบครัวของน้องสาวลำบากถึงเพียงนี้ ในใจก็รู้สึกปวดหนึบยิ่งนัก


ด้วยนิสัยของลู่กุ้ยหลาน ทันทีที่พบพี่ชายนางก็แทบปล่อยโฮออกมา แต่ในหัวพลันมีคำพูดของพี่สะใภ้สามผุดขึ้น นางจึงรีบกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้และเพียงยิ้มออกมา หากแต่รอยยิ้มบิดเบี้ยวเพราะอยากจะร้องไห้แต่ไม่อาจร้องได้นั้นช่างน่าสงสารจับใจ


“อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีแล้ว อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีมากแล้ว พวกเราจะนอนพักกันที่นี่อีกคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางไปอันโจว!”


ลู่จิ้งซวนอารมณ์ดีมาก พาชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งออกไปหาฟืนมาให้เหล่าแม่บ้านก่อไฟทำอาหาร


ครั้งนี้ใช้เงินในการซื้อเสบียงอาหารไปไม่น้อย ลู่จิ้งซวนตัดสินใจให้สมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันหยิบยืมเสบียงอาหารบางส่วน ถือเป็นการช่วยเหลือต่อชีวิตให้พวกเขาหาหนทางทำมาหากินได้ต่อไปในวันหน้า


ทุกคนรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจมาก จึงเชื่อฟังครอบครัวลู่ทุกอย่าง


ขณะที่นางหยูและนางฉินทำอาหาร เหอจิ่วเหนียงก็จดบันทึกรายการเสบียงที่ให้คนหยิบยืมไปกับพี่ชายคนโต เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด


ได้เจอครอบครัวของบุตรสาวแล้วนางซุนก็สบายใจขึ้นมาก …และแล้วนางก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติของนางฉิน


ตอนที่ 29: หลานสาว


ตั้งแต่กลับมานางฉินดูไม่มีความสุขเลย ขณะทำอาหารกับนางหยูก็เอาแต่เหม่อลอย ท่าทางมีเรื่องกลัดกลุ้ม แม้กระทั่งตอนเติมฟืนนางหยูตะโกนบอกว่า ‘พอแล้ว’ ตั้งหลายหน แต่คนมีเรื่องในใจกลับไม่ได้ยินจนเปลวเพลิงลุกโชนเกินความต้องการ


แม้ปกตินางฉินจะเป็นคนเงียบๆ แต่ไม่มีทางเงียบถึงขนาดนี้แน่.นอน นางซุนหรี่ตาจับสังเกตสะใภ้คนรองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากในที่สุด “สะใภ้รอง เจ้ามานี่หน่อยซิ”


นางฉินคิดว่าแม่สามีจะเรียกไปดุเรื่องที่ทำผิดเมื่อครู่ แต่เมื่อเดินไปหากลับไม่เป็นเช่นนั้น


นางซุนเอ่ยถาม “สะใภ้รอง เจ้าบอกข้ามาตรงๆ เกิดอะไรขึ้น?”


ทันทีที่ได้ยินนางฉินก็คิดว่าตนเองหูฝาด แต่เมื่อประมวลผลได้ว่าแม่สามีถามเช่นนั้นจริงๆ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคือ… ลำบากใจจนพูดไม่ออก


“ท่านแม่…”


นางคุกเข่าลงตรงหน้านางซุน หญิงชราไม่ได้ประคองอีกฝ่ายลุกขึ้นแต่อย่างใด เพียงถามอย่างใจเย็นอีกครั้ง “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


นางฉินแม้จะอยากบอกเพียงใดแต่กลับมีเพียงรอยยยิ้มฝืดเฝื่อนที่ระบายออกมา สุดท้ายผู้เป็นสามีก็เป็นคนเข้ามาตอบแทน “ท่านแม่ ตอนที่ออกไปตามหาครอบครัวน้องหญิงเราเจอครอบครัวของถาวเอ๋อร์ขอรับ หลานสาวของนางลำบากมาก…”


บุตรชายคนรองถอนหายใจยาวออกมา นึกถึงภาพที่ตนได้เห็นก็ไม่รู้ว่าควรบรรยายเช่นไร


เมื่อสามีเป็นคนออกหน้า นางฉินก็มีความกล้ามากขึ้น “ท่านแม่ โปรดช่วยหลานสาวของข้าด้วยนะเจ้าคะ นางยังเด็กทั้งยังอยู่ในวัยปักปิ่น ข้าไม่อยากให้ชีวิตนางถูกทำลายในสถานที่เช่นนั้น!”


และนี่ก็เป็นเรื่องที่นางฉินลำบากใจจะเอ่ย นางตามหาครอบครัวของน้องสามีไม่เจอแต่กลับไปเจอหลานสาวตัวเอง นางเจอเพียงหลานสาววัยสิบสี่ปีคนเดียว คนที่เหลือในครอบครัวไม่มีเลย เด็กสาวผู้โชคร้ายถูกมัดมือมัดเท้าและลากลงมาจากรถม้า กำลังถูกขายเข้าหอคณิกา


สองสามีภรรยาเห็นดังนั้นย่อมต้องเข้าไปช่วยเหลือ แต่ฝ่ายตรงข้ามมีกันหลายคน พวกเขาแค่สองคนย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนพวกนั้น แต่สามีของนางฉินนับว่ามีไหวพริบ เขาจ่ายเงินให้คนพวกนั้นเล็กน้อย คนพวกนั้นจึงให้โอกาสพวกตนได้พูดคุยกับเด็กสาว


นางฉินจึงได้รู้ว่า ครอบครัวเดิมของนาง บิดามารดาถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตระหว่างทางหมดแล้ว มีเพียงหลานสาวคนนี้คนเดียวที่หนีรอดมาได้ ระหว่างทางหนีกลับโชคร้ายถูกจับตัว และถูกพามาที่เมืองเฉียนโจวเพื่อขายให้กับหอคณิกา


แม่เล้าจ่ายเงินยี่สิบตำลึงให้กับคนที่พาตัวเด็กสาวมาขาย และบอกสองสามีภรรยาด้วยความหวังดีว่า หากต้องการซื้อตัวกลับต้องจ่ายสามสิบตำลึง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน


สองสามีภรรยามีเงินแค่ยี่สิบตำลึงจากที่เหอจิ่วเหนียงให้ไว้ครั้นอยู่ที่รังโจร และมีเศษเหรียญอีกไม่เท่าไร รวมกันแล้วไม่ถึงสามสิบตำลึง ยิ่งไปกว่านั้นอีกปัญหาก็คือ หากช่วยหลานสาวออกมาได้ ต่อไปนางก็ต้องมาอยู่กินกับพวกตน


แม้ครอบครัวลู่จะได้โชคมาไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเหลียนฮวาไม่ใช่คนครอบครัวลู่ ไม่มีเหตุผลใดที่ครอบครัวลู่จะต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้นางฉินจึงกลัวว่าหากขอความช่วยเหลือจะถูกนางซุนดุด่า


แต่ในเมื่อสามีช่วยพูดแล้วนางก็ต้องไปให้สุด อย่างไรเสียนั่นก็เป็นญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของนาง


“ท่านแม่ เหลียนฮวาเป็นเด็กดีมีความสามารถ หากได้อยู่กับเรานางช่วยแบ่งเบาภาระได้แน่ อีกปีสองปีนางก็ออกเรือนแล้ว ไม่ทำให้ครอบครัวเราต้องเดือดร้อนแน่นอนเจ้าค่ะ โปรดท่านแม่ช่วยนางด้วยเถอะนะเจ้าคะ!”


เดิมทีนางซุนคิดว่าสะใภ้รองไปเจอเรื่องร้ายแรงอะไรมาเสียอีก แต่เมื่อได้ยินเรื่องราวก็กุมขมับทันที “สะใภ้รอง เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ!”


นางฉินได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่าอีกฝ่ายปฏิเสธแน่แล้ว แต่หารู้ไม่ว่านางซุนกลับเอ่ยต่อ “ในเมื่อเป็นหลานสาวของเจ้าก็ต้องคิดหาทางช่วยออกมาให้ได้ สถานการณ์ในตอนนี้อย่าว่าแต่หลานสาวเจ้าคนเดียวเลย ต่อให้เป็นทุกคนในครอบครัวเจ้าเราก็ต้องช่วยโดยไม่ลังเลอยู่แล้ว!”


นางซุนถอนหายใจยาวครั้งหนึ่ง ตอนนี้ทุกคนล้วนประสบความทุกข์ยาก หากครอบครัวนางไม่พบเจอเรื่องโชคดี ไหนเลยจะมีชีวิตรอดกันมาถึงตอนนี้ได้


หากไม่มีเงินก็คงไร้หนทางช่วย แต่ตอนนี้พวกเขามีเงิน ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะนิ่งดูดายดูเด็กคนหนึ่งต้องทุกข์ทรมาน


แม้แต่คนนอกกลุ่มนั้นยังช่วยมาจากรังโจร แถมปันเงินกับเสบียงอาหารให้ และยังให้พวกเขาร่วมทางมาด้วยได้เลย นับประสาอะไรกับเด็กสาวที่เป็นคนใกล้ตัว


สดับวาจาแม่สามี ความกลัดกลุ้มของนางฉินก็ถูกยกออกจากอกทันใด นางก้มตัวลงเตรียมโขกศีรษะขอบคุณ แต่นางซุนรีบพยุงขึ้นมาได้ทัน “ลุกขึ้น ลุกขึ้น ลุกขึ้น ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเป็นคนดี ปกติข้าเข้มงวดกับพวกเจ้ามากไปหน่อย แต่ที่ทำไปก็เพราะกลัวว่าพวกเจ้าจะทำเรื่องผิดพลาด แม่สามีอย่างข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผลนะ!”


“ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ ข้าขอบคุณท่านแม่แทนเหลียนฮวาด้วยเจ้าค่ะ!”


นางฉินไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อตระหนักได้ว่าครอบครัวฝ่ายท่านพ่อท่านแม่ของตนเหลือเพียงหลานสาวคนนี้คนเดียวแล้ว ก็ยิ่งสะเทือนใจจนไม่อาจพรรณนา


นางซุนตบหลังมือสะใภ้รองเบาๆเป็นการปลอบ จากนั้นนำเงินสามสิบตำลึงยื่นให้ แล้วเรียกบุตรชายคนโตและพวกลู่ฟู่กุ้ยให้ตามไปด้วย


“รีบไปรีบกลับล่ะ จะได้มาทันกินข้าวกัน”


นางซุนโบกมือพลางกล่าว ก่อนจะนั่งลงและถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง ในใจรู้สึกสับสน…


ตลอดการเดินทางหลายวันมานี้ประสบพบเจอความเป็นความตายมาจนหากจะบอกว่า ‘ชินชา’ ก็ไม่เกินจริงนัก แต่ครั้งนี้เมื่อได้รับรู้เรื่องนี้กลับรู้สึกสลดใจไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของหญิงชราจึงตั้งใจยิ้มหยอกเย้า “ท่านแม่ ท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมเมตตาเหมือนกันนะเจ้าคะ ข้าดูไปดูมา ใบหน้าของท่านยิ่งนานวันก็ยิ่งเห็นถึงความเมตตาและเห็นใจ”


“เจ้าไปไหนก็ไปเลย ช่างพูดช่างจาจริงๆ!”


นางซุนยกมือตีคนกวนประสาทไปหนึ่งทีพลางดุด่า ทว่าปากที่พรั่งพรูวาจาออกมานั้นกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม


“เห็นไหมเจ้าคะ ยิ้มแบบนี้น่าดูขึ้นมาหน่อย อย่าเอาแต่ถอนหายใจเลย การถอนหายใจจะทำให้โชคปลิวหายไปด้วยนะเจ้าคะ! ท่านแม่ดูหลานๆไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่”


นางฉินไปรับหลานสาว นางหยูจึงยุ่งอยู่กับงานครัวคนเดียว ทำอาหารให้คนมากมายเช่นนี้คนเดียวไม่ไหวแน่.นอน


อันที่จริงนางหยูเองก็มีเรื่องไม่สบายใจ นางฉินโชคดีที่ได้รู้ข่าวคราวของครอบครัวเดิมแล้ว แต่นาง… จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่รู้เลยว่าบุพการีและเครือญาติจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร


เมื่อความคิดนี้ปกคลุมหัวใจก็พานทำให้รู้สึกเศร้าโศกยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงมองเห็นความกังวลใจของพี่สะใภ้ใหญ่ จึงเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอย่าเพิ่งคิดมากเลยเจ้าค่ะ พวกเราสืบข่าวของครอบครัวท่านมาตลอดทาง หากพวกเขารู้ว่ามีคนตามหาอยู่จะต้องมาหาแน่ๆ”


นางหยูนึกไม่ถึงเลยว่าน้องสะใภ้สามจะเป็นคนช่างสังเกตและใส่ใจรายละเอียดเพียงนี้ ในใจพลอยรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก จึงพยักหน้าพลางยิ้ม “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า การที่เราไม่รู้ข่าวของพวกเขาก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป”


“ถูกต้องเจ้าค่ะ!” เหอจิ่วเหนียงเติมฟืนลงในกองไฟท่อนหนึ่ง “เชื่อข้าเถอะ วันข้างหน้าครอบครัวเราจะต้องอยู่ดีกินดีแน่.นอน!”


ครั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกเดิม ในทุกๆวันนอกจากการอบรมแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ออกไปพบปะใคร ในยามว่างนางมักจะอ่านนิยายคลายเครียด จำได้ว่าเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของเครือญาติ ในตอนนั้นนางรู้สึกโชคดีมากที่ตนไม่มีญาติพี่น้อง จึงไม่มีใครเอาปัญหามาให้นาง


แต่หลังจากทะลุมิติมาอยู่ในโลกนี้ ได้อยู่ในครอบครัวใหญ่เช่นนี้ เดิมทีนางก็นึกไม่พอใจเหมือนกัน กลัวว่าตนจะเจอกับความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมของเครือญาติแบบในนิยายพวกนั้น แต่หลังจากได้คลุกคลีอยู่กับพวกเขาจึงรู้ว่าตนโชคดียิ่งนัก ทุกคนที่นี่เป็นคนดี แม้อยู่ในสถานการณ์ยากลำบากก็ยังช่วยเหลือและประคับประคองซึ่งกันและกัน


นางรู้สึกว่ายิ่งอยู่ก็ยิ่งชอบที่นี่ ชอบทุกคนในที่แห่งนี้


นางหยูพยักหน้าหนักแน่น ยามนี้นางรู้สึกดีขึ้นมาก “อืม ข้าเชื่อ น้องสะใภ้สามเป็นคนวาสนาดี พวกเราทุกคนต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่.นอน!”


ขณะเดียวกันลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นก็เข้ามาช่วย ทั้งสี่คนแบ่งหน้าที่กันคนละไม้ละมือ ไม่นานนักอาหารก็พร้อมสรรพ


ตอนที่ 30: ปากร้ายใจดี


ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานเมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารก็แทบทนไม่ไหวอยากยื่นปากออกไปกินเสียเดี๋ยวนี้


แม้ระหว่างทางจะกินซาลาเปาที่เหอจิ่วเหนียงให้ แต่พวกเขาอดอยากกันมานานเพียงนั้น ซาลาเปาแค่ลูกเดียวไม่พอดับความหิวของพวกเขาได้แน่.นอน


ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงเล่าว่าระหว่างทางเจอโชคดี อีกทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวมีเงิน ลู่กุ้ยหลานคิดว่าความโชคดีที่ว่าก็แค่โอกาสที่ครอบครัวของพ่อแม่นางได้เข้ามาในเมืองก็เท่านั้น แต่แล้วนางก็ได้รู้ความจริง และนึกไม่ถึงเลยว่าพวกพี่ใหญ่ยังช่วยผู้คนมากมายออกมาจากรังโจรและยินดีให้ร่วมเดินทางมาด้วยกัน


คนเหล่านั้นปลอดภัยดี แต่นั่นไม่เท่าไร เพราะที่สำคัญก็คือพวกเขาได้กินอิ่มในทุกๆวัน ทั้งยังได้กินข้าวสวยกับเนื้อแห้งอีกด้วย!


สวรรค์!


หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ พวกนางคงเดินทางมาพร้อมครอบครัวท่านพ่อท่านแม่แล้ว!


เช่นนี้… พ่อแม่สามีของนางก็คงไม่ต้องเสียชีวิตระหว่างทาง


“ท่านแม่ หิว ข้าหิว! ข้าอยากกินเนื้อๆ!”


ชิ่วยาได้กินยาจึงมีอาการดีขึ้นแล้ว เมื่อได้กลิ่นอันหอมหวนของอาหารก็รู้สึกกระสับกระส่าย จึงดิ้นออกจากอ้อมแขนของผู้เป็นยายหมายจะไปหาแม่ของตน


“เจ้าแมวน้อยจอมตะกละ!” นางซุนยิ้มเอ็นดู ตีก้นน้อยๆของหลานสาวเบาๆหนึ่งที “ไปเถอะ ไปเถอะ!”


เด็กน้อยวิ่งดุกดิกไปหาผู้เป็นแม่ ลู่กุ้ยหลานรู้สึกขัดเขินกับพฤติกรรมของบุตรสาวเล็กน้อย อุ้มนางขึ้นมาแล้วเอ่ย “ชิ่วยา เป็นเด็กดีหน่อยสิ รอพวกท่านลุงใหญ่กลับมาก่อนแล้วค่อยกินนะ”


นางซุนได้ยินดังนั้นก็ร้องขัดทันที “ลูกเจ้าหิวมาหลายวันแล้วยังจะรออะไรอีก ผู้ใหญ่ค่อยกินก็ได้ ให้เด็กๆกินก่อนเถอะ!”


จากนั้นหญิงชราก็หันไปพยักพเยิดบอกกับนางเสิ่น “ไปอุ้มเสี่ยวเลี่ยงจื่อลูกเจ้ามาไป ให้พวกเขากินพร้อมกัน”


นางเสิ่นซาบซึ้งใจยิ่งนัก “ขอบคุณท่านอาสะใภ้เจ้าค่ะ!”


เลี่ยงจื่อรุ่นราวคราวเดียวกับโก่วเอ๋อร์ แต่กลับขี้กลัวกว่าโก่วเอ๋อร์มาก จึงเอาแต่ขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของจางหย่ง


และที่สำคัญ ระหว่างทางยังเจอเรื่องราวเสียขวัญมาไม่น้อย ส่งผลให้เด็กน้อยน่าสงสารมีพฤติกรรมเช่นนี้


หลังจากนางเสิ่นอุ้มบุตรชายมา เด็กน้อยก็ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนมารดาไม่ขยับเขยื้อน โก่วเอ๋อร์จึงตักข้าวพร้อมเนื้อป้อนให้เขา “น้องชาย กินเนื้อสิ!”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขันยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเลี่ยงจื่ออายุเท่าไรกันแน่ แต่เจ้าลูกชายของนางก็ชิงเป็นพี่เขาเสียแล้ว


โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีใครใส่ใจเรื่องนี้ เลี่ยงจื่อมองข้าวโปะเนื้อในช้อนพลางลอบกลืนน้ำลาย ก่อนหันมองมารดาของตนเพื่อขอความเห็น


“พี่โก่วเอ๋อร์ป้อนเจ้า เจ้าขอบคุณพี่เขาสิ” นางเสิ่นเองก็คิดว่าบุตรชายของตนอายุน้อยกว่าโก่วเอ๋อร์


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ครอบครัวจางทุกข์ยากลำบากมาตลอดทาง ส่งผลให้เลี่ยงจื่อซูบผอมจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก เมื่อเทียบกับโก่วเอ๋อร์ที่เหอจิ่วเหนียงเลี้ยงดูจนมีน้ำมีนวลแล้ว เลี่ยงจื่อจึงดูเด็กกว่าจริงๆ


“ขอบคุณพี่ชายขอรับ”


เลี่ยงจื่อกล่าวขอบคุณอย่างอ่อนน้อม ก่อนอ้าปากรับข้าวในช้อนเข้าไป


“อ๊า ฟู่ๆๆ!”


ข้าวเพิ่งออกมาจากหม้อจึงยังอุ่นๆร้อนๆ เด็กน้อยอ้าปากเป่าลมไล่ความร้อนออกมา แต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม


ทุกคนส่งเสียงหัวเราะ และบอกให้เด็กน้อยกินเยอะๆ


ขณะที่เด็กๆกำลังกินข้าวกันอยู่ ด้านพวกลู่จิ้งซวนกลับมาแล้ว ในตอนแรกพวกเขายังเดินกันอยู่ แต่เมื่อใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นออกวิ่ง


เหอจิ่วเหนียงเห็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปีเดินอยู่ข้างนางฉิน จับชายแขนเสื้อนางฉินด้วยความระแวง เดาได้ไม่ยากว่าเป็นเหลียนฮวา หลานสาวของนางฉินแน่.นอน


“โชคดีที่ท่านแม่ให้พวกข้าตามไปด้วย ไม่อย่างนั้นนางแม่เล้านั่นไม่มีทางยอมปล่อยคนของเรามาง่ายๆแน่!”


ลู่จิ้งซวนนั่งลงก็บ่นออกมาทันที คนอื่นๆต่างกลับไปหาครอบครัวตัวเองและกินข้าว พวกเขาไม่คิดจะมาเบียดเสียดกับฝั่งครอบครัวลู่ ครอบครัวนี้ช่วยพวกเขามามากแล้ว จะไปสร้างความวุ่นวายให้อีกได้อย่างไร


“เอาละ กินข้าวเถอะ กินไปเล่าไป”


อาหารทำเสร็จแล้ว ขืนมัวโอ้เอ้อาหารก็เย็นชืดหมด


ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าว ลู่จิ้งซวนกินไปพลางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด


…เดิมทีแม่เล้าของหอคณิกาคิดว่านางฉินและสามีคงไม่มีปัญญาไถ่ตัวเหลียนฮวาแน่.นอนจึงเรียกราคาแค่สามสิบตำลึง อย่างไรเสียสำหรับครอบครัวชาวนาแล้ว เงินสามสิบตำลึงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวไปได้หลายปีเลยทีเดียว และต่อให้มีเงินก็คงไม่มีทางเอามาแลกกับเด็กเพียงคนเดียวแน่


ใครเลยจะรู้ว่าสองสามีภรรยาจะกลับมาอีกครั้งพร้อมเงินจำนวนดังกล่าว พวกเขายอมจ่ายสามสิบตำลึงเพื่อแลกกับเด็กผู้หญิงคนเดียว ทันใดนั้นแม่เล้าจึงตระหนักได้ว่าตนเรียกราคาต่ำไป และรู้สึกขาดทุนอย่างหนัก


ครั้นคิดจะเล่นแง่ก็เห็นสองสามีภรรยาพาหนุ่มวัยฉกรรจ์มาด้วยกลุ่มหนึ่ง ด้วยกลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต นางจึงยอมปล่อยตัวเด็กสาวแต่โดยดี…


เหลียนฮวานั่งก้มหน้าถือถ้วยไว้ในมือ ในถ้วยมีข้าวหอมสีขาวผ่องกับเนื้อแห้ง ครอบครัวของท่านอาเล็กจ่ายเงินตั้งมากมายไถ่ตัวนาง ไม่พอยังทำอาหารอร่อยๆให้นางกินอีก เด็กสาวผู้อาภัพซาบซึ้งอย่างมาก น้ำตาเม็ดใหญ่พลันหยดลงในถ้วย


นางซุนหันมาเห็นอีกทีแม่นางน้อยก็ร้องไห้จนใบหน้าอาบน้ำตาแล้ว


“ข้าวสวยร้อนๆไม่กินหรืออย่างไร ช่างเสียของจริงๆ!”


นางซุนตำหนิเล็กน้อยด้วยสีหน้าดุดัน เหลียนฮวาตกใจจึงรีบยัดข้าวเข้าปาก กลัวท่านย่าลู่ไม่พอใจแล้วจะเอานางไปขาย


นางฉินเองก็เตือนหลานให้รีบกินข้าว อย่าทำให้ท่านย่าขุ่นเคือง


“ท่านแม่ ท่านทำความดีแล้วเหตุใดต้องทำตัวเป็นคนใจร้ายด้วยล่ะเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงอดไม่ได้จึงใช้ศอกสะกิด หญิงชราผู้นี้พูดจาให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีอยู่เรื่อย


นางซุนถลึงตา “ข้าว่านางไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”


“ว่าได้ ว่าได้เจ้าค่ะ แต่แม่นางน้อยเพิ่งจะมา ท่านก็อย่าทำให้นางตกใจสิเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงใช้น้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ในระหว่างนี้เหลียนฮวากินข้าวจนหมดแล้ว จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้านางซุนอย่างฉับพลัน


“ท่านย่าลู่ ขอบคุณมากเจ้าค่ะที่ช่วยชีวิตเหลียนฮวา นับจากนี้ไปเหลียนฮวาจะกตัญญูต่อท่านย่าลู่ จะเชื่อฟังและทำตามที่ท่านย่าลู่บอกทุกอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้เจ้าค่ะ!”


เหลียนฮวาเป็นเด็กรู้ความ นางรู้ว่าครอบครัวของท่านอาเล็กเป็นครอบครัวใหญ่เหมือนครอบครัวนางในเมื่อก่อน ท่านย่าลู่เป็นคนจัดการดูแลเรื่องในบ้าน วันนี้หากไม่ได้หญิงชราเป็นคนให้เงินท่านอาเล็กไปช่วย นางก็คงต้องอยู่ที่หอคณิกาแห่งนั้นไปตลอดชีวิต…


นางซุนที่ประชันฝีปากกับสะใภ้สามอยู่กำลังแสดงท่าทางเย่อหยิ่งออกมา แต่เมื่อเห็นสาวน้อยผู้น่าสงสารคุกเข่าก้มศีรษะอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหันนางก็ต้องผงะไป


“ลุกขึ้นมาคุยกันดีๆ พวกเราเป็นครอบครัวชาวนาธรรมดา เจ้าจะมาคุกเข่าเหมือนเราเป็นครอบครัวเศรษฐีได้อย่างไรกัน!”


ขณะที่ร้องบอกหญิงชราก็ยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปด้วย


เด็กสาวอมยิ้มในทันใด ที่แท้ก็เป็นอย่างที่ท่านอาเล็กบอกไว้จริงๆ …ท่านย่าลู่เป็นคนดุ แต่อันที่จริงแล้วนางจิตใจดีมาก


ทุกคนหันมองนางซุน อยากรู้ว่านางจะพูดอะไรต่อ นางซุนถูกจับจ้องเช่นนี้ก็ทำตัวไม่ถูก จึงปั้นหน้าดุทันที “พวกเจ้าเอาแต่มองหน้าข้าทำไมกัน บนหน้าข้ามีของกินหรืออย่างไร!”


สดับวาจาขึงขังทุกคนจึงก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อ มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่ยังมองอย่างตั้งใจ อย่างไรเสียนางก็ไม่กลัวนางซุนอยู่แล้ว


หญิงชราถลึงตามองสะใภ้อวดดีแต่ไม่ได้พูดอะไร และหันไปสั่งสอนเหลียนฮวาอย่างจริงใจ


“พวกเรารู้ว่าครอบครัวของเจ้าไม่เหลือใครแล้ว เจ้าเป็นเด็กที่น่าสงสาร ต่อไปนี้เจ้าต้องอยู่กับอาเล็กของเจ้า พวกเราแซ่ลู่มีกันหลายคนอยู่แล้ว มีเจ้าเพิ่มมาอีกคนไม่เป็นไรหรอก แค่เจ้ามีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ไม่ก่อเรื่องให้คนอื่นต้องเดือนร้อน ทุกคนในครอบครัวไม่มีใครกล้าว่าเจ้าแน่.นอน”


ดรุณีน้อยพยักหน้ารับทันที และเปลี่ยนคำเรียกขานหญิงชราด้วยความสุขใจ “เหลียนฮวาเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านย่าเจ้าค่ะ!”



จบตอน

Comments