ตอนที่ 211: เข้าใจผิด
นี่เป็นเรื่องของครอบครัวใหญ่ ไม่อาจให้เหอจิ่วเหนียงออกหน้าแทนได้
นางหยูเองก็เข้าใจในเหตุผลนี้จึงพยักหน้าแล้วกล่าว “น้องสะใภ้สาม ขอบใจเจ้ามาก หากไม่ได้เจ้า พี่สะใภ้โจวอาจทำสำเร็จไปแล้วก็ได้”
“เราครอบครัวเดียวกันจะมาขอบจงขอบใจอะไรล่ะเจ้าคะ อีกอย่าง ร้านอาหารก็เป็นการค้าของข้าเหมือนกัน พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต้องคิดมากนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงตบไหล่นางหยูเบาๆอย่างเป็นกันเอง ก่อนเดินไปหาโก่วเอ๋อร์ด้วยท่าทางสุขใจ
เมื่อถึงเวลามื้อเย็น คนในบ้านก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของนางโจว ลู่กุ้ยหลานถามขึ้นด้วยความสงสัย นางหยูจึงถือโอกาสนี้อธิบายกับทุกคน “นางจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วละ หลายวันมานี้ญาติฝั่งครอบครัวพ่อแม่ข้าคนนี้ทำให้ทุกคนต้องวุ่นวายเสียแล้ว ช่างเป็น…”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพูดอะไรเช่นนี้ ไม่ใช่ความผิดของท่านเลยนะเจ้าคะ ท่านจะขอโทษทำไมกัน”
ลู่กุ้ยหลานรีบตัดบทนางหยู ไม่ให้นางเอ่ยคำขอโทษออกมา
“ใช่เจ้าค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ แล้วนี่ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ บอกพวกเราหน่อยได้หรือไม่”
นางฉินเองก็สงสัย พวกนางทำงานอยู่ที่โรงงานทั้งวัน ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
นางหยูเล่าเรื่องที่นางโจวเอาห่อเครื่องเทศไปให้หอสุราแล้วโดนพวกตนจับได้จึงตัดความสัมพันธ์กันให้ทุกคนฟัง สมาชิกครอบครัวลู่ที่เหลือได้ฟังแล้วก็เงียบกันไป
ทุกคนรับรู้มาโดยตลอดว่านางโจวคนนี้ทำงานอะไรก็ไม่ได้เรื่อง แต่นึกไม่ถึงว่านางจะมาที่นี่ด้วยเจตนาร้าย มิน่าล่ะ เหตุใดนางถึงสร้างเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวัน เสียแรงที่ครอบครัวให้นางอาศัยอยู่ด้วย
“เอาเถอะสะใภ้ใหญ่ เรื่องมันผ่านไปแล้ว เจ้าเองก็ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อครอบครัวล่ะ เจ้าทำดีที่สุดแล้ว ญาติพี่น้องตกทุกข์ได้ยากย่อมต้องช่วยเหลือ แต่พอเห็นว่าไม่ชอบมาพากลก็จัดการได้อย่างเด็ดขาด เรื่องนี้เจ้าทำได้ดีมาก นี่แหละ วิธีของตระกูลลู่เรา!”
เห็นสีหน้าท่าทางสำนึกผิดของนางหยูเช่นนี้ นางซุนก็อดที่จะให้กำลังใจไม่ได้
แม้นางซุนมักจะให้ท้ายครอบครัวบุตรชายคนเล็กเป็นพิเศษเพราะเขาไม่อยู่ แต่นางก็รักลูกหลานทุกคนเท่ากัน สะใภ้ของครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองเองก็ประพฤติตัวดี หญิงชราก็ต้องชื่นชม.ยกย่อง อย่างไรเสียเท่าที่นางสังเกตในช่วงนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นสะใภ้ใหญ่ก็แก้ปัญหาได้ดีมากจริงๆ
“ใช่เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่อย่าโทษตัวเองเลยนะเจ้าคะ”
ทุกคนต่างปลอบใจนางหยู และบอกให้นางรู้ว่าต่อให้นางไม่มีครอบครัวพ่อแม่ตัวเองแล้วก็ไม่เป็นไร ทุกคนในบ้านหลังนี้จะดีกับนางไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นทุกคนจึงเริ่มกินข้าวกันอย่างมีความสุข
ต้องบอกเลยว่าเมื่อไม่มีนางโจวตัวสร้างปัญหาแล้ว บรรยากาศภายในครอบครัวก็ดีขึ้นมากเลยทีเดียว
กลางคืนเวลาพักผ่อน
โก่วเอ๋อร์ไม่ยอมหลับ นอนทอดมองเพดาน ดวงตา.กลมโตแจ่มแจ้ง เหอจิ่วเหนียงจึง.อดถามไม่ได้ “บอกมาซิว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
“ท่านแม่ขอรับ ท่านเคยบอกว่าหลังปีใหม่ข้าก็เข้าเรียนที่สำนักศึกษาได้แล้วไม่ใช่หรือขอรับ?”
ของเล่นทั้งหลายที่ท่านแม่ให้เขา เขาเล่นจนเบื่อแล้ว วรยุทธ์การต่อสู้เขาก็ฝึกทุกวัน แต่พอเขาฝึกฝนได้สักพัก ท่านแม่ก็บอกว่าฝึกเยอะไปไม่ดี
เวลาที่เหลือเขาจึงรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่รู้จะทำอะไรดี
พี่ชายทั้งสามไปสำนักศึกษาทุกวัน ได้เรียนได้ความรู้ใหม่ๆมากมาย ทำให้เขารู้สึกอิจฉา
“เจ้าอยากไปหรือ?”
“ขอรับ”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าด้วยความหนักแน่น แววตาทอประกายคาดหวัง
“ได้ เช่นนั้นพรุ่งนี้แม่จะพาเจ้าไปสำนักศึกษา ถามอาจารย์คังว่าเจ้าสามารถเข้าเรียนได้แล้วหรือยัง อ้อ หลังจากเข้าเรียนสำนักศึกษาแล้ว เจ้าต้องนอนคนเดียวแล้วนะ ห้องของพวกหูจื่อเต็มแล้ว เจ้าต้องอยู่ห้องคนเดียว กล้าหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงคิดจะให้โก่วเอ๋อร์แยกห้องนอนคนเดียวมานานแล้ว แต่ไม่รู้ควรพูดเช่นไร ตอนนี้จึงถือโอกาสนี้บอกกับเขาไป
โก่วเอ๋อร์เอ่ยด้วยความลังเล “กล้า…กล้ากระมังขอรับ”
*พรืด!*
เหอจิ่วเหนียงกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ “กล้ากระมังอะไรของเจ้า ก่อนหน้านี้เจ้ายังบอกว่าอยากนอนคนเดียวอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ใช่ขอรับ คือว่า…”
โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้า ทันใดนั้นก็ไม่รู้ควรพูดเช่นไร
ตอนนั้นที่เขาอยากนอนแยกกับท่านแม่เพราะเห็นว่าผู้ชายแยกไปนอนกระท่อมอีกหลัง เขาเองก็เป็นผู้ชาย แต่กลับต้องนอนกับท่านแม่ที่เป็นผู้หญิง จึงรู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย
แต่ตอนนี้พอเอาเข้าจริง เขากลับรู้สึกไม่อยากทำแล้ว กลางคืนมืดสนิทเพียงนั้น เข้าจะกล้านอนคนเดียวหรือ
ทว่าเขาต้องการเป็นวีรบุรุษเหมือนท่านพ่อ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่จะหวาดกลัวความมืดได้อย่างไรกัน!
หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่ง ในที่สุดเจ้าตัวเล็กก็ตัดสินใจได้ “ท่านแม่ ข้ากล้าขอรับ!”
แม้แรกๆอาจจะกลัว แต่ต่อไปก็คงไม่กลัวแล้ว เขาเชื่อว่าตัวเองทำได้
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ตกลง เช่นนั้นพรุ่งนี้เราไปจัดการกัน”
เช้าวันต่อมา
เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์ไปหาอาจารย์คังที่สำนักศึกษาซงเฮ่อ สำนักศึกษาจะเปิดเรียนวันที่แปดซึ่งก็คือวันพรุ่งนี้ วันนี้เหอจิ่วเหนียงจึงมาถามก่อน หากอาจารย์รับเขา เช้าวันพรุ่งนี้ก็จะได้มาพร้อมกับเด็กๆอีกสามคน
ในช่วงปีใหม่ ที่บ้านคังซิ่วไฉซึ่งอยู่ภายในสำนักศึกษาค่อนข้างครึกครื้น พ่อแม่พี่น้องของเขาเดินทางจากบ้านเกิดมาหาเขาถึงที่นี่ ได้ยินว่าช่วงนี้สุขภาพของเขาดีขึ้นมาก จึงอยากเป็นแม่สื่อหาคู่ครองให้เขา
หลายปีที่ผ่านมาคังซิ่วไฉป่วยออดแอดมาโดยตลอด ต่อให้ที่บ้านอยากหาคู่ครองให้ เขาก็เป็นกังวลว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน จะเป็นการทำร้ายฝ่ายหญิงเสียเปล่าๆ
ตอนนี้ได้รับการรักษาจากเหอจิ่วเหนียง เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอาการของตนเองนับวันยิ่งดีขึ้น ดังนั้นเขาจึงยอมให้ท่านพ่อท่านแม่หาคู่ครองให้
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์มาถึง แม่สามีกับลูกสะใภ้คนโตของบ้านตระกูลคังกำลังทำความสะอาดลานสำนักศึกษาอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเรียนในวันพรุ่งนี้
คนที่เปิดประตูยังคงเป็นเด็กรับใช้นามว่าเสี่ยวหาวคนเดิม เมื่อเห็นผู้มาเยือนเขาก็ต้อนรับและเชิญเข้ามาด้านในอย่างกระตือรือร้น
มารดาของคังซิ่วไฉ–นางเฉิน เห็นว่าจู่ๆมีสตรี.งดงาม ผิวพรรณขาวผ่องเช่นนี้มาที่บ้านก็ตื่นตัวทันที
บุตรของตนก็เป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาก็ใช้ได้ แม้จะป่วยอยู่แต่ก็เปิดสำนักศึกษาเลี้ยงดูตัวเองได้ มีผู้หญิงมากมายที่ยินดีจะแต่งงานกับเขา แต่หลายปีที่ผ่านมาลูกชายคนนี้กลับไม่ต้องตาผู้หญิงคนไหนเลย
เมื่อเห็นสาวงามคนนี้เข้ามา อีกทั้งเด็กรับใช้ยังออกไปต้อนรับอย่างดีเช่นนี้…
หรือว่า…
ผู้หญิงทั่วไปไม่กล้าเข้ามาในสำนักศึกษาคนเดียวง่ายๆเช่นนี้แน่ เพราะปกติแล้วจะให้ผู้ชายในบ้านเป็นคนพามา ผู้หญิงคนนี้มาเอง คงเป็นเพราะนางไม่มีสามีแล้ว
บุตรชายของนางเสียเวลามานานหลายปีก็เพราะอาการป่วย นางก็ไม่ได้จู้จี้จุกจิกอะไรมาก ขอเพียงเป็นคนที่บุตรชายนางชอบ นางไม่สนไม่ว่าจะเป็นสาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่ออกเรือนหรือว่าจะเป็นม่ายก็ตาม
แต่นางเฉินไม่ใช่คนบุ่มบ่าม จึงลากลูกสะใภ้ไปข้างๆ แล้วลอบสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ
เด็กรับใช้พาเหอจิ่วเหนียงไปหาคังซิ่วไฉทันที คัวซิ่วไฉออกมาต้อนรับ “ท่านหมอเหอมาหรือ เสี่ยวหาว เจ้าไปเตรียมชามา”
เหอจิ่วเหนียงมาหาเขาต้องมีเรื่องอยากจะพูดกับเขาเป็นแน่ คังซิ่วไฉจึงพานางไปที่ห้องตำรา…แต่นางเฉินกับนางหวัง–ลูกสะใภ้ใหญ่เห็นดังนั้นก็รู้สึกว่า…ไม่ปกติ!
ในเมื่อเกิดความสงสัยก็ยากจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้
ดังนั้น สองแม่สามีลูกสะใภ้จึงย่องเข้าไปใกล้ห้องตำรา
เหอจิ่วเหนียงนำของขวัญที่เตรียมมาวางบนโต๊ะ แล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ “อาจารย์คัง ช่วงนี้อาการท่านเป็นเช่นบ้าง?”
“ได้รับความกรุณาจากท่านหมอเหอช่วยรักษาให้ ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้วละ”
ใบหน้าคังซิ่วไฉเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เขาสามารถยืนสอนได้ทั้งช่วงเช้า เวลาพูดก็ไม่รู้สึกเหนื่อยหอบแล้ว แค่ไอบ้างเป็นบางครั้ง หากเป็นเมื่อก่อนละก็ไม่ต้องพูดเลย
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่ออยากถามอาจารย์คังว่ายังรับนักเรียนอีกหรือไม่ ลูกชายข้าเห็นพี่ๆทั้งสามเรียนหนังสือแล้วรู้สึกอิจฉามาก อยากจะมาเรียนด้วย”
เหอจิ่วเหนียงบอกความต้องการในการมาครั้งนี้อย่างชัดเจน และจูงมือโก่วเอ๋อร์มาข้างกายอาจารย์คัง
ตอนที่ 212: นี่ถือว่าจับมือถือแขนหรือไม่
โก่วเอ๋อร์ถูกเหอจิ่วเหนียงเลี้ยงดูจนตัวอ้วนผิวขาวผ่อง ใครเห็นก็เอ็นดู
คังซิ่วไฉยิ้มพลางถาม “เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไรหรือ ปีนี้อายุกี่ขวบแล้วล่ะ?”
“ท่านอาจารย์ ข้าชื่อลู่จื่ออวี้ขอรับ ปีนี้อายุสี่ขวบแล้วขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มชัดฉะฉาน อันที่จริงเขาเกิดวันที่สิบแปดเดือนสี่ ตอนนี้ยังไม่ถึงวันเกิด แต่เพื่อให้ได้เข้าเรียน เขาจึงไม่สนอีกสองเดือนที่ยังมาไม่ถึง
คังซิ่วไฉพยักหน้า สี่ขวบเป็นเกณฑ์ที่สามารถเข้าเรียนที่นี่ได้ แต่ตอนนี้นักเรียนในสำนักศึกษามีจำนวนมากพอแล้ว เขากังวลว่าตนเองจะดูแลไม่ทั่วถึง ปีนี้จึงไม่เปิดรับนักเรียนเพิ่ม
แต่เหอจิ่วเหนียงนับว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อเขา ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะปฏิเสธ
ขณะที่เขากำลังจะรับปาก โก่วเอ๋อร์ก็พูดขึ้นมาก่อน “ท่านอาจารย์ขอรับ ข้าอาจจะยังเด็ก แต่ข้าก็ทำอะไรเป็นหลายอย่างนะขอรับ ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์สามอักษร ตำราพันอักษร หรือจะเป็นวินัยศิษย์ข้าก็รู้นะขอรับ พวกพี่เหลยจื่อกลับไปก็สอนให้ข้า ข้าตามทันแน่นอนขอรับ!”
คังซิ่วไฉค่อนข้างประหลาดใจ เด็กอายุยังน้อยเช่นนี้อยู่ในวัยที่เพิ่งเริ่มเรียนพื้นฐาน เหตุใดถึงได้เข้าใจหลักการมากมายถึงเพียงนี้แล้ว
เขายิ้มพลางกล่าว “เช่นนั้นเจ้าลองท่องให้ข้าฟังสักสองสามประโยคซิ”
เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ประสานมือเล็กๆ และเริ่มส่ายศีรษะไปมาท่องคัมภีร์สามอักษร ไม่เพียงแค่ท่องออกมาเท่านั้น แต่ยังอธิบายความหมายด้วย บางส่วนก็เหมือนกับที่เขาสอน น่าจะเป็นพวกพี่ชายเขาสอนมา บางส่วนก็เป็นความคิดที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร แต่กลับทำให้เขาหาข้อที่ผิดไม่เจอเลย
คังซิ่วไฉคิดว่าน่าจะเป็นคนในครอบครัวคนอื่นสอนเขา จึงยิ่งรู้สึกพึงพอใจมาก แววตาที่มองโก่วเอ๋อร์เป็นประกาย
นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เจอเด็กฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ สมกับที่เป็นลูกของหมอเหอจริงๆ เป็นมังกรหงส์ในหมู่มวลมนุษย์!
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพริ้มเพรา มองบุตรชายตนเองด้วยแววตาภาคภูมิใจ นางพูดกับเขามาตลอดทางว่าถ้าอยากให้อาจารย์รับเป็นศิษย์ก็ต้องแสดงออกให้ดี โก่วเอ๋อร์จดจำคำพูดมารดาเอาไว้ในใจ เมื่อมาถึงก็แสดงความสามารถต่างๆออกมาได้เป็นอย่างดี
ดูท่าแล้วคงอยากเข้าเรียนในสำนักศึกษามากจริงๆ
“ดี ดีมาก! ทำได้ไม่เลวเลย ที่เจ้าพูดถูกทุกอย่าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้เช้าก็มาเรียนได้เลย!”
คังซิ่วไฉพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคาดหวังต่อเด็กคนนี้
โก่วเอ๋อร์มองเหอจิ่วเหนียงด้วยความดีใจ “ท่านแม่ อาจารย์รับข้าเป็นศิษย์แล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าและหันไปถามคังซิ่วไฉ “อาจารย์คัง พรุ่งนี้ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแล้วใช่หรือไม่ ค่าเล่าเรียนขึ้นราคาหรือยัง?”
คังซิ่วไฉรีบส่ายหน้า “ไม่ขึ้น ไม่ขึ้น แต่ท่านหมอเหอเป็นผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ค่าเล่าเรียนของเด็กๆในครอบครัวท่านไม่ต้อง…”
“ควรเป็นเช่นไรก็ต้องทำตามนั้น” เหอจิ่วเหนียงรีบตัดบท “ที่ข้าช่วยรักษาอาจารย์คังเพราะอยากขอบคุณที่ท่านอบรมสั่งสอนหลานๆของข้า อีกอย่าง เงินค่ายาท่านก็จ่าย ไม่มีเรื่องอะไรให้ติดค้างเลย”
“แต่…”
คังซิ่วไฉอึกอักเล็กน้อย ทุกครั้งที่ไปหาหมอ เหอจิ่วเหนียงไม่คิดค่าตรวจโรคเขา แค่จ่ายค่ายาให้กับโรงหมอเท่านั้น เขาจึงอยากตอบแทนด้วยการไม่เก็บค่าเล่าเรียนของพวกเด็กๆด้วย นึกไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะใช้เหตุผลเช่นนี้
แล้วนี่เขาจะไม่กลายเป็นคนเอาเปรียบคนอื่นหรือ
“อาจารย์คัง ครอบครัวข้ามีเด็กเยอะ และพวกเขาก็ซนมาก วันข้างหน้าต้องลำบากท่านแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “อ้อจริงสิ ช่วงปีใหม่ข้าไม่ได้ไปโรงหมอ เลยไม่รู้ว่าอาการของท่านเป็นเช่นไรแล้วบ้าง ถ้าท่านสะดวก ขอข้าจับชีพจรตรวจดูอาการท่านสักหน่อยได้หรือไม่?”
คังซิ่วไฉยังคิดเรื่องค่าเล่าเรียนเมื่อครู่อยู่ ยังไม่รู้ว่าควรตอบไปเช่นไรอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปเรื่องอาการป่วยของเขาแล้ว เขาประมวลผลไม่ทันจึงตอบไปด้วยความมึนงง “อ๋อ เอ่อ ได้สิ ขอบใจท่านหมอมาก”
เขานั่งลง และยื่นมือออกมา เหอจิ่วเหนียงจับชีพจรอย่างตั้งใจ
สองแม่สามีลูกสะใภ้ที่แอบดูอยู่ด้านนอกเห็นภาพนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย นางเฉินกระซิบกับลูกสะใภ้ “นี่นับว่าจับมือถือแขนกันแล้วกระมัง?”
นางหวังพยักหน้าอย่างมั่นใจ “นับแน่นอนเจ้าค่ะ! พอผู้หญิงคนนี้มาข้าเห็นน้องเล็กยิ้มตลอดเลย ต้องมีใจให้นางเป็นแน่เจ้าค่ะ! ท่านแม่ ถ้าหากสองคนนี้ครองคู่กันจริงๆ จะต้องเป็นความรักที่ดีในวัยผู้ใหญ่ของเขาเลยละเจ้าค่ะ”
“ใช่ๆๆ ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน หลายปีที่ผ่านมาข้าหาแม่นางน้อยมาให้หลายคน แต่เขาไม่ชอบแม่นางคนไหนเลย เจอใครก็เอาแต่ตีหน้าเย็นชา มีแค่ผู้หญิงคนนี้นี่แหละที่ทำให้เขายิ้มปากไม่หุบเช่นนี้ ข้าว่านะ ครอบครัวเรากำลังจะมีข่าวดีแล้ว!”
แม่สามีกับลูกสะใภ้ทั้งสองค่อยๆถอยออกไป และกวาดลานต่อพลางสังเกตสถานการณ์ด้านใน
ภายในห้อง
เหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาใบใหม่ให้คังซิ่วไฉ และกำชับเขา “ครึ่งเดือนต่อจากนี้ให้กินยาตามเทียบยานี้ หลังจากผ่านครึ่งเดือนไปค่อยเปลี่ยนอีกที”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก”
คังซิ่วไฉรู้สึกเครียดเกร็งเล็กน้อย เขาทำได้แค่กล่าวคำขอบคุณโดยที่ทำอะไรไม่ได้ เขาอยากตอบแทนนางด้วยเงิน แต่ไม่ว่าจะพูดเช่นไรเหอจิ่วเหนียงก็ยืนกรานไม่รับ เขาจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูก
เหอจิ่วเหนียงเสร็จธุระก็ลุกขึ้นยืน จูงมือโก่วเอ๋อร์แล้วพูดขึ้น “เช่นนั้นพวกเราต้องขอตัวก่อน พรุ่งนี้ครอบครัวข้าต้องฝากเด็กๆกับท่านด้วย”
คังซิ่วไฉอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ขณะที่เหอจิ่วเหนียงเดินไปถึงประตู ในที่สุดเขาก็รีบพูดออกไป “นี่ก็ใกล้เวลากินข้าวพอดี หากท่านหมอเหอไม่รังเกียจ อยู่กินข้าวที่บ้านข้าก่อนสิ ฝีมือการทำอาหารของท่านแม่กับพี่สะใภ้ข้าไม่เลว…”
“ไม่เป็นไรดีกว่า รบกวนท่านมากแล้ว ขอบคุณท่านมาก”
เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วพาโก่วเอ๋อร์ออกไป เดินออกมาก็เห็นแม่สามีกับสะใภ้สองคนกวาดลานอยู่ นางจึงส่งยิ้มให้อย่างมีมารยาท
นางเฉินตื่นเต้นมาก ประทับใจในตัวเหอจิ่วเหนียงจนล้นใจ
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงออกไป นางเฉินก็ไปถามเรื่องราวต่างๆกับบุตรชายตนเอง
“ลูกแม่ แม่นางที่มาเมื่อครู่ เจ้าชอบนางหรือไม่?”
คังซิ่วไฉยังคงจมอยู่กับเรื่องค่าเล่าเรียนและค่าตรวจโรค ไหนเลยจะคิดว่าท่านแม่เข้ามาก็ถามคำถามเช่นนี้ สีหน้าจึงเผยความตกใจออกมา
ท่าทางของเขาในสายตานางเฉินก็คือ เขาตกใจที่นางมองออก ท่าทางเขาดูขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
นางเฉินเข้าใจ(ผิด)อย่างแจ่มแจ้ง จึงยิ้มอย่างเบิกบานพลางกล่าว “ลูกแม่ ในที่สุดเจ้าก็เปิดใจสักที! เมื่อครู่แม่เห็นแล้วว่าพวกเจ้าจับมือถือแขนกัน! เจ้าวางใจเถอะ ถึงนางเคยแต่งงานมาแล้วแม่ก็ไม่สนใจ ขอแค่มีคนคอยอยู่ข้างเจ้าคอยดูแลเจ้าก็พอ แล้วบ้านนางอยู่ที่ไหนล่ะ พรุ่งนี้แม่จะได้ไปหาพ่อแม่นางคุยเรื่องหมั้นหมาย!”
คังซิ่วไฉยิ่งสับสนงุนงง เบิกตากว้างมองแม่ตนเองพร้อมส่งเสียงตกใจ “ฮะ?”
“ฮะอะไรของเจ้า ไม่ใช่คนแก่สักหน่อย! เจ้าวางใจเถอะ เรื่องนี้แม่จัดการให้เจ้าได้แน่นอน! บ้านนางอยู่ที่ไหนเจ้ารีบบอกแม่มาเร็วเข้า!”
นางเฉินตีเขาด้วยความร้อนใจ ให้เขาดึงสติกลับมา ในใจคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้ดีใจจนทำตัวไม่ถูกแล้วหรืออย่างไร
หลังจากประมวลผลอยู่นานในที่สุดคังซิ่วไฉก็เข้าใจว่ามารดาหมายถึงเรื่องอะไร สีหน้าของเขาประดักประเดิดเล็กน้อย และรีบอธิบาย “ท่านแม่ ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ! หมอที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ก็คือหมอหญิงคนนี้เอง ที่นางมาวันนี้ก็เพื่อถามว่าข้ายังรับนักเรียนเพิ่มหรือไม่ นางก็เลยถือโอกาสนี้ตรวจอาการป่วยให้ข้าแล้วเขียนเทียบยาใหม่ให้”
เพื่อให้ท่านแม่ของเขาเชื่อ คังซิ่วไฉจึงหยิบเทียบยาที่หมึกยังไม่ทันแห้งเมื่อครู่ออกมาให้นางดู
“แม่นางคนนั้นก็คือหมอเทวดาที่รักษาอาการป่วยให้เจ้าอย่างนั้นหรือ!”
ดวงตาของนางเฉินพลันเปล่งประกาย นั่นก็คือผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตบุตรชายนางไว้เองหรือ นางอยากหาโอกาสไปขอบคุณอยู่ตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าคนอยู่ตรงหน้าแล้วแต่ตนกลับไม่รู้
“ใช่ขอรับ! ถ้าไม่มีนาง ลูกเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่พ้นวันปีใหม่ที่ผ่านมาหรือไม่”
คังซิ่วไฉถอนหายใจยาวออกมา รู้สึกว่าการที่เขาได้พบเจอกับหมอเทวดาคนนี้นับเป็นบุญเก่าที่เขาสร้างมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
เมื่อได้ยินเช่นนี้นางเฉินทั้งดีใจและหดหู่ใจในเวลาเดียวกัน นางกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ที่แท้นางก็มาตรวจอาการของเจ้านี่เอง นางไม่ใช่ม่ายสาวหรือ…”
ตอนที่ 213: นางก็รู้สึกไม่คู่ควร
คังซิ่วไฉไม่รู้ว่าเหตุใดมารดาถึงสนใจเรื่องที่ว่าหมอเหอเป็นม่ายหรือไม่ แต่เขาก็ตอบไปตามความจริง “เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นกับสามีนางขอรับ”
“จริงหรือ?”
แววตาของนางเฉินเปล่งประกายมากขึ้น รู้สึกว่าสายตาของตนเฉียบแหลมมาก มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นม่ายสาวที่เหมาะสมกับบุตรชายของนางมาก!
สบกับแววตาเปี่ยมความหวังของท่านแม่ตัวเองเช่นนี้ คังซิ่วไฉก็พยักหน้าด้วยความฉงน “น่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ”
หมอเหอเป็นม่ายตั้งแต่อายุยังน้อย นี่เป็นเรื่องที่น่าสงสาร แต่เหตุใดท่านแม่ของเขาถึงแสดงท่าทางดีอกดีใจเช่นนี้กัน
ไม่นานนักนางเฉินก็ไขความสงสัยให้แก่เขา “ลูกแม่ นางเป็นผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าเองก็ชอบนาง นี่เป็นคู่ที่ฟ้าประทานไม่ใช่หรือ แม่จะไปคุยเรื่องหมั้นหมายให้เจ้าเอง!”
กล่าวจบนางก็หันหลังจะจากไป มิน่าล่ะ เหตุใดถึงได้รู้สึกถูกชะตาแม่นางคนนั้นตั้งแต่แรกเห็น ที่แท้ก็เป็นผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตบุตรชายนางเอาไว้นี่เอง
แม่นางคนนี้เป็นถึงหมอเทวดา มีภรรยาที่มีความสามารถอยู่ข้างกายเช่นนี้ อาการป่วยของบุตรชายจะได้หายเป็นปกติ นางก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าคนหัวดำอย่างบุตรชายต้องจากโลกไปก่อนคนหัวหงอกอย่างนาง
คิดเช่นนี้ นางเฉินก็มีความสุขมาก
คังซิ่วไฉคว้าแขนรั้งมารดาเอาไว้ เขาอธิบายด้วยสีหน้าจนปัญญา “ท่านแม่ ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ ข้ากับท่านหมอเหอเราบริสุทธิ์ใจต่อกัน ไม่ได้ชอบกันในแบบชู้สาว ท่านอย่าวู่วามจนทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอึดอัดใจเลยขอรับ!”
นางเฉินกลับไม่คิดเช่นนั้น “เจ้าไม่ชอบนาง แล้วเหตุใดถึงได้ยิ้มปากไม่หุบเช่นนั้นล่ะ เอาละ ข้าเป็นคนคลอดเจ้ามา ข้าน่ะหรือจะไม่เข้าใจเจ้า”
คังซิ่วไฉคิดในใจ… คนเขาอุตส่าห์มาตรวจอาการป่วยให้ถึงบ้าน จะให้เขาทำสีหน้าโศกเศร้าเสียใจอย่างนั้นหรือ
“ท่านแม่ ลูกเข้าใจว่าท่านกังวลเรื่องความรักของลูก แต่จะทำตามใจไม่ได้นะขอรับ ท่านจะหาแม่นางตระกูลไหนให้ลูกก็ได้ แต่กับท่านหมอเหอ ท่านคิดเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาดขอรับ!”
คังซิ่วไฉคิดว่าตนเองต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน มิเช่นนั้นท่านแม่ต้องไปพูดคุยเรื่องหมั้นหมายเป็นแน่ ถึงตอนนั้นจะอึดอัดกันทั้งสองฝ่าย
ท่านหมอเหอนางเป็นคนดี แต่เขาก็รู้ตัวว่าตนเองไม่เหมาะสมกับนาง แล้วเหตุใดต้องก่อเรื่องให้ต่างฝ่ายต่างต้องอึดอัดใจด้วยล่ะ
นางเฉินไม่ค่อยเข้าใจ นางดูออกว่าบุตรชายมีใจให้แม่นางผู้นั้น แต่ก็ไม่ได้คัดค้านสตรีอื่น ตกลงเป็นเช่นไรกันแน่?
“เอาละ แม่รับปากเจ้า พอใจหรือยัง?”
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็รับปาก หลังจากคังซิ่วไฉเดินออกไปนางก็เรียกเสี่ยวหาวเข้ามาถามไถ่เกี่ยวกับครอบครัวของเหอจิ่วเหนียง
เมื่อได้รู้ว่าครอบครัวนางเป็นครอบครัวที่ลี้ภัยมาได้ไม่นานแต่สามารถสร้างกิจการขึ้นได้มากมายภายในระยะเวลาอันสั้น และทุกอย่างที่ทำออกมาล้วนเป็นความคิดของท่านหมอเหอ นางเฉินก็ล้มเลิกความคิดที่จะไปพูดเรื่องหมั้นหมาย
ทันใดนั้นนางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดบุตรชายถึงพูดเช่นนี้
บุตรชายของนางคิดว่าตนเองไม่เหมาะสมกับแม่นางเหอ
ใช่… นางเองก็คิดว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน
สตรีเช่นนี้เป็นสตรีที่แข็งแกร่งมาก ส่วนบุตรชายของนางป่วยออดแอดหลายปี ค่อนข้างเป็นคนอ่อนแอ หากอยู่ด้วยกันจริงๆ อาจจะไม่สบายใจก็ได้ อย่าทำให้อึดอัดกันเลยดีกว่า
สงสารก็แต่บุตรชาย กว่าจะชื่นชอบสตรีสักคนได้ไม่ง่ายเลย ทว่ากลับต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้
นางเฉินถอนหายใจอย่างแสนเสียดาย รู้สึกสงสารบุตรชายจับใจ
นางหวังสะใภ้ใหญ่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ตลอดก็รู้ว่าแม่สามีเสียใจ จึงเอ่ยปลอบ “ท่านแม่ น้องเล็กเป็นคนดีเช่นนี้ต้องมีผู้หญิงที่เหมาะสมคู่ควรกับเขาแน่นอนเจ้าค่ะ ท่านอย่าเพิ่งกลุ้มใจไปเลยนะเจ้าคะ”
นางเฉินพยักหน้า แต่ในใจยังรู้สึกขมขื่นอยู่
ผู้หญิงดีๆน่ะหาง่าย แต่จะหาคนที่ชอบจากหัวใจจริงๆนี่สิมันยาก
.......
เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์ไปร้านขายตำราเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนก่อนจะกลับไปยังหมู่บ้าน เดิมทีนางอยากเลือกของขวัญคารวะอาจารย์ให้อาจารย์คัง แต่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์บอกว่าอยากมอบบ้านหลังเล็กๆที่เขาต่อขึ้นเองให้อาจารย์ เหอจิ่วเหนียงเคารพในสิ่งที่เขาเลือกจึงไม่บังคับแต่อย่างใด
บ้านหลังเล็กที่โก่วเอ๋อร์ต่อขึ้นนั้นต่อมาจากตัวต่อเลโก้ของคนในยุคปัจจุบัน เหอจิ่วเหนียงเอาออกมาจากห้วงมิติให้เขา เป็นตัวต่อมีระดับความยากเกินวัยของเขาด้วย เขาต่อเป็นสิ่งต่างๆไม่น้อยเลย
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เด็กน้อยก็อดใจไม่ไหว โอ้อวดกับทุกคนในบ้านว่าพรุ่งนี้ตนเองจะได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว และคืนนี้จะแยกไปนอนคนเดียวในห้องส่วนตัวด้วย นับจากนี้ต่อไปเขาคือเด็กโตคนหนึ่งแล้ว!
ทุกคนในครอบครัวค่อนข้างเป็นห่วงเขา อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็ไม่มีพ่ออยู่ข้างกายตั้งแต่เด็ก ค่อนข้างขี้กลัว ทุกคนจึงกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา
แต่เสี่ยวโก่วเอ๋อร์กลับตื่นเต้นเป็นพิเศษ ถึงขั้นเป็นคนย้ายผ้าห่มกับหมอนใบเล็กๆของตัวเองไปไว้ในห้องใหม่เองด้วย
นางซุนเห็นแล้วก็ส่ายหน้าไปมา รีบเข้าไปเตือน “อย่าเพิ่งรีบ รอให้ย่าช่วยจัดเตียงให้เจ้าก่อน”
เรื่องเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงจะให้หญิงชราลงมือทำได้อย่างไรกัน สะใภ้สามจึงรีบคว้าข้าวของตามไปช่วยอย่างรวดเร็ว
เช้าวันต่อมา ลู่จิ้งซวนเป็นคนรับหน้าที่พาเด็กๆไปส่งที่สำนักศึกษา นับจากนี้เป็นต้นไปก็เป็นกลุ่มนักเรียนสี่คนแล้ว
ภายใต้การนำของเหลยจื่อ ทั้งสี่ไปเรือนด้านหลังด้วยกัน รอโก่วเอ๋อร์จ่ายค่าเล่าเรียน และดูโก่วเอ๋อร์มอบของขวัญคารวะอาจารย์
ส่วนคังซิ่วไฉก็เตรียมของขวัญเอาไว้รอแล้วเช่นกัน เมื่อวานเขาให้เด็กรับใช้ไปซื้อพู่กันด้ามหนึ่งมาจากร้านขายตำรา มอบให้โก่วเอ๋อร์ตามลำดับขั้นตอนก็เป็นอันเสร็จพิธี
มองดูเด็กๆทั้งสี่เดินออกไปด้วยท่าทางมีความสุข คังซิ่วไฉก็ส่ายหน้าพลางยิ้ม จากนั้นมองบ้านหลังเล็กที่โก่วเอ๋อร์มอบให้ด้วยความประหลาดใจ
ช่างน่าทึ่งจริงๆ แค่มองก็ดูออกว่าถูกสร้างขึ้นด้วยตัวต่อเล็กๆ ทั้งยังทำออกมาได้ดีเยี่ยม พลันนั้นในใจเขาก็ยิ่งคาดหวังกับโก่วเอ๋อร์มากขึ้น
เด็กคนนี้ในอนาคตต้องเป็นคนที่มีความสามารถเป็นเลิศแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงเพิ่งตื่นจากการนอนพักผ่อนยามบ่าย ลู่กุ้ยหลานกับนางฉินเห็นว่านางตื่นแล้วจึงเข้ามาปรึกษาเรื่องในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า
“พี่สะใภ้สามเจ้าคะ เสื้อผ้าระลอกใหม่ผลิตเสร็จแล้ว เรา…เราจะเอาเสื้อผ้าโป๊เปลือยพวกนี้ตั้งแผงขายในตลาดจริงๆหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “เสื้อผ้าพวกนี้เอาไปตั้งแผงขายมันก็ไม่เหมาะสมจริงๆ เอาไปให้เถ้าแก่หยูที่ร้านเฟิงเฉินขายก่อนเถอะ ส่วนพวกเราก็ลองใส่กันดูด้วย”
ตอนนี้ตัดเย็บออกมาแค่ชุดนอนง่ายๆ ความจริงก็ไม่ได้โป๊เปลือยขนาดนั้น
ส่วนชุดชั้นใน เหอจิ่วเหนียงกำลังปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมตามสภาพการณ์อยู่ ช้าสุดประมาณครึ่งเดือนก็สามารถนำไปขายได้แล้ว
เพียงแต่ระหว่างนี้ นางขอให้สตรีในครอบครัวทุกคนลองสวมใส่กันเองก่อน หากสวมแล้วรู้สึกมีส่วนใดไม่สบายตัวจะได้รีบปรับเปลี่ยนแก้ไข
ไม่เพียงแค่สตรีในครอบครัวเท่านั้นที่สวมใส่ คนงานสตรีก็ต้องสวมใส่ด้วยเพื่อให้ได้ความรู้สึกสบายที่สุด นี่นับว่าเป็นการพัฒนาสินค้าอย่างหนึ่ง
“ฮะ! หะ…ให้พวกเราใส่เนี่ยนะ…ไม่ดีกระมัง?”
นางฉินกับลู่กุ้ยหลานเผยสีหน้าตกใจสุดขีด ท่าทางราวกับรับไม่ได้
“มีอะไรไม่ดีกันเจ้าคะ เสื้อผ้ารัดรูปพวกนี้ใช้วัสดุชั้นดี ใส่นอนไม่ต้องพูดเลยเจ้าค่ะว่าสบายเพียงใด”
เมื่อเหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางลำบากใจของพวกนาง จึงจำต้องใช้ยาแรง “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการค้าของครอบครัวนะเจ้าคะ พวกท่านห้ามปฏิเสธ ถ้าหากขายดีละก็ เงินปันผลสามเดือนข้างหน้าพวกท่านไม่อาจจินตนาการได้เลยละเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้ยินว่าเสื้อผ้าวาบหวิวพวกนี้อาจทำเงินได้มากมาย ท่าทางของทั้งสองพลันเปลี่ยนไป พวกนางหันสบตากัน และเปล่งเสียงออกมาพร้อมกันหนักแน่น “ตกลง!”
และแล้วในค่ำคืนนี้ สะใภ้ทุกคนในบ้านครอบครัวลู่ก็สวมชุดนอนสายเดี่ยวเย็นสบายเข้านอน ตอนนี้อาการยังค่อนข้างหนาว แต่ละคนทนไม่ไหวจนไม่สนใจความเขินอายอีกแล้ว นอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของสามีตัวเองเพื่อความ.อบอุ่น
เหล่าบุรุษก็ยังหนุ่มยังแน่น จะอดทนต่อการยั่วยวนเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
ดังนั้นเช้าวันต่อมา นอกจากเหอจิ่วเหนียง ทุกคนก็ตื่นสายกันหมดแม้กระทั่งนางซุน…
เหอจิ่วเหนียง “...”
อืม…เมื่อคิดดูแล้ว ผลลัพธ์เช่นนี้นางก็เป็นคนสร้างขึ้นเอง เหอจิ่วเหนียงจึงยอมรับชะตากรรม ไปเตรียมอาหารเช้ากับเหลียนฮวา
ตอนที่ 214: ไม่กลัวคนอื่นหาว่าไร้ศีลธรรมหรือ
ผ่านไปพักใหญ่ กว่าแต่ละคนจะทยอยออกมาจากห้องของตัวเอง
เหล่าบุรุษสีหน้าสดชื่นยิ่งนัก สตรีแต่ละคนก็มีท่าทางกระมิดกระเมี้ยน
เหอจิ่วเหนียง.อดสูดปากไม่ได้
จุจุจุ ผลลัพธ์เห็นชัดถึงเพียงนี้เลยหรือ
เมื่อรู้สึกได้ว่านางซุนไม่ค่อยกล้ามองมาที่ตน เหอจิ่วเหนียงก็จงใจเดินยักคิ้วหลิ่วตาเข้าไปหา “ท่านแม่ ชุดนอนท่านคุณภาพเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ ใส่สบายหรือไม่?”
ดวงตานางซุนกลิ้งหลุกหลิกไปมา สตรีคนอื่นที่ได้ยินก็ยิ่งหน้าแดงด้วยความเขินอาย
สุดท้ายนางซุนก็เหลือบมองแล้วบ่ายเบี่ยง “หลบไปเลยเจ้าน่ะ วันๆไม่ทำการทำงาน เอาแต่กวนประสาทข้าอยู่ได้!”
เหอจิ่วเหนียงวางงานในมือลง แสร้งพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ข้าไม่ทำงานที่ไหนกันเจ้าคะ งานของข้าเมื่อคืนข้าก็ให้พวกท่านทดลองใช้แล้ว และเช้าวันนี้ข้าต้องขอ ‘คำติชม’ จากทุกคนด้วย ถ้าหากมีตรงไหนไม่ดีจะได้แก้ นี่ข้าทำเพื่อการค้าของครอบครัวนะเจ้าคะ จะบอกว่าข้าไม่ทำการทำงานได้อย่างไร”
ขณะสาธยายหญิงสาวก็แสร้งทำท่าปาดน้ำตาจระเข้ไปด้วย
นางซุนถึงกับพูดไม่ออก “…”
คนอื่นก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน “…”
เมื่อคิดหาคำติชมหลังจากได้ลองใส่ชุดนี้เมื่อคืนแล้ว นางซุนก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าในหัวของตนคิดแต่เรื่องบัดสี แต่เห็นท่าทางเล่นหน้าเล่นตาของเหอจิ่วเหนียงแล้ว…สะใภ้สามกำลังหมายถึงเรื่องอย่างว่าอยู่จริงๆ!
นางซุนโหโหมาก แต่กลับทำอะไรนางไม่ได้
นางหยูในฐานะสะใภ้คนโตรีบออกมารับบททูตสันติภาพ ยิ้มกล่าวด้วยสีหน้าแดงก่ำเพราะความเขิน “น้องสะใภ้สาม ชุดที่ข้าใส่นี่ไม่เลวเลย เนื้อผ้าอ่อนนุ่มสบายผิว เพียงแต่ใส่ตอนหน้านี้มันหนาวไปหน่อย สามารถเพิ่มแขนเสื้อได้หรือไม่?”
คนอื่นต่างพยักหน้า ตอนนอนมือโผล่ออกมาข้างนอก หนาวจนสะดุ้งตื่นมากลางดึก
“ได้สิเจ้าคะ แบบอื่นเพิ่มแขนขาก็ได้แล้ว ส่วนแบบกระโปรงนี่เอาไว้ใส่ตอนหน้าร้อน ไม่จำเป็นต้องแก้
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า ตอนนั้นเอาแต่คิดถึงเรื่องความน่ายั่วยวน ลืมเรื่องอุณหภูมิไปเลย
ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ ควรต้องมีเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว
ดังนั้นหลังกินอาหารเช้าเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็รีบกลับห้องมาออกแบบทันที
เมื่อทุกคนได้เห็นแบบร่างที่เหอจิ่วเหนียงเพิ่งวาดเสร็จ สตรีภายในห้องต่างหันมองหน้ากัน เห็นต่างฝ่ายต่างใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกขัดเขินอีกครั้ง
นั่น… ชุดกระโปรงนั่นมันช่าง…
ด้านกลุ่มบุรุษไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ ทว่าประกายระยิบระยับในแววตาของพวกเขาบอกชัดว่าสุขสมมาก
อืม… ผลงานการออกแบบชิ้นนี้ถูกประเมินไปในทางที่ชัดเจนแล้ว
สองวันต่อมา ชุดชั้นในระลอกแรกก็ผลิตเสร็จแล้ว ครั้งนี้ตัดเย็บออกมาแค่ยี่สิบตัว และต้องหาคนมาลองสวม
มีประสบการณ์ในการสวมชุดนอนมาแล้ว สะใภ้ครอบครัวลู่ก็ไม่กระบิดกระบวนอีก หยิบเสื้อผ้าสองชิ้นตรงหน้าขึ้นมาดู แต่ก็ไม่รู้ว่าควรสวมใส่เช่นไร
เหอจิ่วเหนียง.ลองสวมให้พวกนางดูพร้อมอธิบาย “หลังจากใส่แล้วก็ต้องปรับเล็กน้อย ก้มตัวลงดึงเต้าทั้งสองข้างปรับให้เข้าทรง ใส่เช่นนี้จะสบายตัวเจ้าค่ะ พวกท่านกลับไปเปลี่ยนที่ห้องตัวเองแล้วกลับมาให้ข้าดู จากนั้นก็บอกคำติชมกับข้า”
ครั้งนี้เหลียนฮวาก็เป็นส่วนหนึ่งในการ.ทดลองด้วย คนที่เขินอายที่สุดจึงเป็นเด็กสาววัยแรกรุ่นอย่างนาง
แต่เหอจิ่วเหนียงทำสีหน้าจริงจัง เพื่อการค้าของครอบครัว พวกนางจึงต้องเอาชนะความเขินอาย หยิบไปคนละชุดตามขนาดรูปร่างของตนเองและรีบวิ่งกลับไปลองที่ห้องตัวเอง
แม้แต่เหอจิ่วเหนียงก็ลองสวมด้วย เวลาหนึ่งกาน้ำชาผ่านไป เหอจิ่วเหนียงรอพวกนางกลับมา แต่ปรากฏว่าไม่เห็นใครออกมาสักคน
เป็นเช่นเดิม เหอจิ่วเหนียงต้องไปตาม โดยเริ่มจากห้องของนางซุนก่อน
บัดนี้นางซุนสีหน้าแดงก่ำ ดุด่าคนที่เข้ามาในห้อง “นี่มันเสื้อผ้าอะไรของเจ้า อกนูนออกมาแบบนี้ใครจะกล้าออกจากบ้านกัน!”
ขณะเดียวกันนางก็ยืดตัวตรงจงใจให้เหอจิ่วเหนียงเห็น
แววตาของเหอจิ่วเหนียงพราวระยับ นึกไม่ถึงเลยว่านางซุนก็มีของดีซ่อนอยู่เหมือนกัน
หญิงสาวดึงสติกลับมา และยืดตัวตรงอย่างภาคภูมิใจ “ใครๆก็มีเหมือนกันนั่นแหละเจ้าค่ะ! ท่านดูข้าสิ ข้ายังออกมาเช่นนี้ได้เลย”
นางพูดพร้อมกลอกตามองบนด้วยความมั่นใจปนน่าหมั่นไส้
นางซุนนิ่งเงียบ…
นางอยากบอกว่า เดินออกไปเช่นนี้มันรู้สึกกระดากใจ ในสมองของสะใภ้สามเอาแต่คิดเรื่องพวกนี้หรือ
แม้แต่นางซุนยังรู้สึกเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหญิงสาวคนอื่นที่เหลือเลย
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง นางนึกเป็นห่วงครอบครัวนี้จริงๆ
นางยืด.อกอย่างกล้าหาญเดินออกไปตามพวกนางแต่ละห้อง จนในที่สุดก็เรียกพวกนางทุกคนมารวมตัวกันได้ สีหน้าของแต่ละคนแดงก่ำด้วยความเขินอาย เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้ามองเหอจิ่วเหนียง
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกเหนื่อยใจมาก เห็นๆกันอยู่ว่าใส่ออกมาแล้วช่วยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดขึ้น ดูดีขนาดนี้ มีอะไรต้องอายกัน
“น้องสะใภ้สาม นะ นี่… แม้แต่พวกเราใส่กันเองยังรู้สึกอาย ถ้าหากใส่ออกไปข้างนอก ผู้คนจะไม่ด่าว่าพวกเราไร้ศีลธรรมหรือ”
นางหยูใบหน้าแดงก่ำ ทั้งยังพูดเสียงตะกุกตะกัก นางไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลยว่าตอนค่ำหากสามีกลับมาเห็นนางอกตู้มแบบนี้เขาจะคลุ้มคลั่งเพียงใด
เสื้อผ้าพวกนี้สวมให้สามีตัวเองดูก็ได้อยู่หรอก แต่หากให้ใส่ออกจากบ้านไปเจอผู้คนมันไม่ดีจริงๆ!
“จะไร้ศีลธรรมได้อย่างไรกันเจ้าคะ นี่เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง อีกอย่าง การใส่ชุดนี้ส่งผลดีต่อร่างกาย พวกท่านเชื่อข้าเถอะ ไม่อย่างนั้นข้าจะเป็นผู้นำเอง ข้าจะลองใส่ออกไปข้างนอกสักสองสามวันให้ทุกคนได้ปรับตัวสักหน่อย”
ในใจเหอจิ่วเหนียงไม่มีอะไรอยู่แล้ว แต่ภายนอกนางกำลังตีหน้าทำท่าห้าวหาญ ราวกับบอกว่า หากนางไม่เป็นคนลองแล้วใครจะทำ
นางซุนแย้ง “เจ้าเป็นผู้หญิงไม่มีสามี ออกไปเช่นนี้คนอื่นจะว่าเจ้าเอาได้ ไม่ได้ ข้าใส่เอง ข้าเป็นคนใส่ออกไปเอง…”
ถึงอย่างไรนางซุนก็ทำใจให้พวกลูกสะใภ้กับลูกสาวออกไปเสี่ยงอันตรายไม่ได้ นางแก่ปูนนี้แล้ว ควรเป็นนาง…
นางยังไม่ทันวางแผนในใจเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็กลอกตา.มองบนพลางกล่าว “ท่านอายุปูนนี้แล้ว ไม่กลัวคนอื่นหาว่าอายุมากแล้วแต่ยังไร้ศีลธรรมเอาหรือเจ้าคะ?”
นางซุนได้ยินนี้ก็นิ่งอึ้งไป…นางรู้สึกคันไม้คันมืออยากตีสะใภ้สามจริงๆ ตอนนี้! เดี๋ยวนี้!
“น้องสะใภ้ แล้วเจ้าว่าควรทำเช่นไรดี?”
นางฉินกลัวว่าแม่สามีกับน้องสะใภ้จะตีกันอีกจึงรีบคลี่คลายสถานการณ์
เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “เช่นนั้นก็เอาตามเดิมก็ได้เจ้าค่ะ ให้คนงานในโรงงานกับพวกช่างปักฝีมือใส่กันก่อน ให้พวกนางตัดเย็บออกมาตามขนาดรูปร่างของตัวเองตอนนี้เลย ตอนค่ำกลับไปจะได้ลอง พรุ่งนี้ใส่มาทำงานจะได้ให้คำติชมกับพวกเราได้”
“ข้าว่าวิธีนี้ก็ดีนะเจ้าคะ! เช่นนี้ก็ไม่ต้องใส่แค่พวกเรา ใครก็จะว่าอะไรไม่ได้!”
ลู่กุยหลานเห็นด้วย รู้สึกว่านี่เป็นวิธีที่ไม่เลวเลย
อย่างไรเสียก็ใช้วัสดุน้อยชิ้น หากคิดตามต้นทุนแล้วนับว่าไม่ได้แพงมาก
หากจะแพงก็อยู่ที่การทำงานและการออกแบบ
คนอื่นไม่ได้คัดค้าน มีคำพูดหนึ่งพูดเอาไว้ได้ดีเลย สนุกคนเดียวมิสู้มีสหายร่วมสนุกด้วย!
ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงยืด.อกเดินไปที่โรงงานแล้วสั่งเรื่องนี้ไป ทุกคนมองไปที่หน้าอกนูนของเหอจิ่วเหนียง และก้มกลับมามองของตัวเอง คิดว่าหากตนได้สวมใส่ก็คงจะเป็นเหมือนของเหอจิ่วเหนียง แม้จะรูัสึกขัดเขิน แต่ก็รู้สึกคาดหวังเช่นกัน
ยามค่ำเมื่อเลิกงาน ใบหน้าของคนงานหญิงแดงก่ำแปลกๆ แต่ละคนรีบกลับบ้านเร็วกว่าปกติ กลับไปถึงบ้านอันดับแรกก็รีบแอบเข้าไปในห้อง สวมสิ่งที่ได้มาตามที่เหอจิ่วเหนียงสอนทันที
เป็นดังคาด ภายในชั่วพริบตาหน้าอกก็นูนขึ้นไม่น้อยเลย!
ในคืนนั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ดับตะเกียงเข้านอนเร็วกว่าทุกวัน
โดยเฉพาะคนงานหญิงที่แต่งงานแล้ว เช้าวันต่อมาพวกนางขอบตาดำกันมาทำงาน
โชคดีที่พวกนางไม่ได้ลืมสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงกำชับ ทุกคนสวมชุดชั้นในมาทำงาน แต่ละคนมีแววตามิดเมี้ยนและตื่นเต้นมาก นึกไม่ถึงเลยว่าของสิ่งนี้จะมีประโยชน์มากเพียงนี้
ตอนที่ 215: ปัญหาต่อมาตามมาแล้ว
อันที่จริงเมื่อวานทุกคนคัดค้านอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อผ่านพ้นเมื่อคืนไปแล้ว ทุกคนก็รู้สึกว่ามันเป็น ‘ของดี’
ทั้งส่งผลดีต่อร่างกาย ทั้งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ของดีเช่นนี้เจ้านายให้พวกนางเปล่าๆ นี่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นจริงได้เลย
ทุกคนทำงานกันอย่างมีความสุขตลอดทั้งวัน ยามเลิกงานก็ไปให้คำติชมกับเหอจิ่วเหนียงว่าความรู้สึกที่สวมมาทั้งวันเป็นเช่นไรบ้าง รู้สึกสบายหรือไม่
อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการตัดเย็บระลอกแรก บางคนก็รู้สึกคับบริเวณหลังเล็กน้อย รู้สึกเจ็บผิวหนัง บางคนก็รู้สึกว่าสายรัดยาวไปหน่อย บ้างก็รู้สึกว่าสั้นไป ปัญหาย่อมมีอยู่แล้ว แต่ก็เป็นปัญหาเล็กๆ เหอจิ่วเหนียงปรับเปลี่ยนแก้ไขในทันที และเตรียมตัดเย็บระลอกที่สองที่ผ่านการแก้ไขแล้วออกมา
นี่ก็หมายความว่าช่วงนี้ทุกคนจะได้สวมเสื้อผ้าใหม่อยู่ตลอด พวกนางต่างก็ดีใจกันมาก
บางคนรู้สึกว่าสิ่งนี้มันดีจริงๆ รอให้แก้ไขออกมาในแบบที่สมบูรณ์แล้วจะซื้อกลับไปให้ท่านแม่และพี่ๆน้องๆที่บ้านได้ใส่กันคนละชุด
มีราคาสวัสดิการสำหรับคนงานที่จ่ายในราคาต้นทุน เสื้อขนสัตว์ก่อนหน้านี้ก็เช่นกัน อย่างไรครอบครัวของคนงานหญิงเหล่านี้ก็ไม่ขาดแคลนเสื้อผ้าแน่นอน
มีคนมีความสุขก็ย่อมมีคนอิจฉาริษยา คนกลุ่มหลังนี้ถึงขั้นพูดจาไม่น่าฟัง จู่ๆ เห็นสตรีครอบครัวลู่กับคนงานหญิงในโรงงานหน้าอกตั้งสวย สตรีที่อิจฉาริษยาในหมู่บ้านก็วิจารณ์คนอื่นในทางไม่ดี ด่าครอบครัวลู่ว่าตัวเองไร้ยางอายไม่พอ ยังพาคนอื่นให้ไร้ยางอายไปด้วย
สตรีในครอบครัวผู้ใหญ่บ้านทุกคนทำงานในโรงงาน เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้เข้าพวกนางก็ไปจัดการสั่งสอนถึงบ้าน
หลังเหตุการณ์ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงได้รู้ว่า เสื้อผ้าที่ตัดเย็บออกมาใหม่ของครอบครัวลู่นี้ไม่เพียงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อร่างกายด้วย เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนตั้งแต่วัยสาวขึ้นไปควรสวมใส่ ทำให้สตรีหลายคนที่ไม่ได้สวมต่างกระตือรือร้นอยากลองสวมบ้าง
คลื่นระลอกนี้สำหรับครอบครัวลู่แล้วถือเป็นการโฆษณาโดยไม่เสียเงินอย่างหนึ่ง
และหลังจากผ่านการแก้ไขปรับเปลี่ยนมาสามครั้งจนในที่สุดทุกคนมั่นใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว ก็ทำการตัดเย็บสินค้าออกมาจำนวนมาก ตราบใดที่มีสินค้าสำรองเพียงพอก็ย่อมขายได้แน่นอน
ทุกอย่างดูจะราบรื่น แต่แล้วปัญหาต่อมาก็ตามมา
หลังมื้อค่ำ สตรีในบ้านแอบมาซุบซิบกันในห้องเหอจิ่วเหนียง แต่ความจริงก็ไม่ใช่ความลับอะไร เกี่ยวกับการค้าของครอบครัวนั่นเอง
ทุกคนล้วนคิดว่าเสื้อผ้าสำหรับใส่ในที่ลับเช่นนี้ไม่เหมาะในการตั้งแผงขาย มันผิดจารีตจริงๆ จึงมาถามความคิดเห็นของเหอจิ่วเหนียง
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่มีอะไรต้องกังวลเจ้าค่ะ พวกเราก็หาซื้อร้านสักร้านในอำเภอ ขายในร้านก็สิ้นเรื่อง”
“ซื้อร้านมันจะแพงเกินไปหรือไม่ หรือจะลองเช่าก่อนเป็นอย่างไร?”
นางหยูเห็นว่าเงินที่มีในมือตอนนี้ไม่ค่อยมาก ซื้อร้านต้องมีค่าใช้จ่ายสูงแน่ ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าเสื้อผ้าเหล่านี้จะขายดีหรือไม่ จึงคิดว่ายังไม่ควรซื้อร้านตอนนี้
คนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วย แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่เห็นด้วย
“จะช้าหรือเร็วเราก็ต้องซื้อร้านอยู่แล้ว ซื้อมาก็เป็นทรัพย์สินของครอบครัว พวกเราคิดจะทำเช่นไรก็ย่อมได้ อย่างไรซะพวกเราก็ขายเสื้อผ้า ต้องมีการตกแต่งร้านอีก หากเราเช่า อาจเกิดปัญหากับเจ้าของร้านได้ นอกจากนี้เป็ดดำลู่ของพวกเราก็ควรมีหน้าร้าน ดังนั้นข้าแนะนำว่า เราควรซื้อร้านสองร้านติดกัน จะได้ง่ายต่อการดูแลและเพิ่มยอดขายได้ด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อสะใภ้สามพูดเช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกว่าที่นางพูดมามีเหตุผล หากไปเจอเจ้าของร้านที่ไร้เหตุผลเข้า การค้าขายอาจมีแต่เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น
แต่การซื้อร้านค้าใช่ว่าอยากจะซื้อก็ซื้อได้เลย การซื้อร้านค้ากับการตกแต่งร้านต้องใช้เงินจำนวนมาก ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกกลัดกลุ้ม
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “นี่คือเหตุผลที่ก่อนหน้านี้ข้าออกเงินเยอะ ข้าคิดจะซื้อร้านค้ามาตั้งนานแล้ว มีหน้าร้านดีๆ การค้าของพวกเราถึงจะดำเนินไปตามขั้นตอนที่ถูกเจ้าค่ะ”
อย่างไรเสียการขายอาหาร หากตั้งแผงขายไปตลอดก็ไม่ถูกหลักความสะอาด ยามลมโชยมาก็เปื้อนฝุ่นได้ง่าย หากต้องการทำการค้าต่อไปนานๆ ก็ต้องแสดงความจริงใจและใส่ใจ
“แต่เราซื้อร้านหนึ่งร้านมาขายแค่เป็ดดำลู่อย่างเดียวมันจะไม่สิ้นเปลืองไปหน่อยหรือ?”
“เช่นนั้นก็ขายอย่างอื่นด้วยสิเจ้าคะ อย่างเช่น น้ำมันพริก หรือจะเป็นพวกมันฝรั่ง ในร้านต้องเอาโต๊ะเก้าอี้เล็กๆมาวาง มีน้ำชา บางคนก็ชอบนั่งกินที่ร้าน หรือนั่งพักเหนื่อยเจ้าค่ะ”
ความหมายของเหอจิ่วเหนียงก็คือ จะสร้างร้านอาหารเล็กๆสำหรับผ่อนคลายเหมือนในยุคสมัยใหม่ การค้านี้จะต้องรุ่งเรืองอย่างแน่นอน!
และที่สำคัญมากที่สุดนั่นก็คือ เหอจิ่วเหนียงอยากขาย ‘ชานม’ มาตั้งนานแล้ว!
นางสามารถเอาออกมาจากห้วงมิติแอบดื่มได้ แต่วิธีนี้ก็อาจเกิดปัญหาขึ้นได้สักวัน และในเมื่อวัฒนธรรมการดื่มชานมยังไม่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ดังนั้นนางจะเป็นคนริเริ่มเอง
ได้ยินคำพูดแน่วแน่ของเหอจิ่วเหนียง ความไม่มั่นใจของทุกคนก็คลายลง อย่างไรเสียไม่ว่านางจะพูดอะไรก็มักจะทำตามที่พูดได้เสมอ เดินตามนางต้องรุ่งเรืองแน่นอน
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปหาดูร้านนะเจ้าคะ หากเจอร้านดีๆจะซื้อเลย”
นางหยูเสนอตัว จะให้น้องสะใภ้สามจัดการทุกอย่างคนเดียวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นน้องสะใภ้สามจะเหนื่อยเกินไป
“ดีเจ้าค่ะ” เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เช่นนั้นก็พยายามหาซื้อบนถนนสายหลัก แพงหน่อยก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แต่ต้องเป็นจุดที่ผู้คนเยอะหน่อย!”
“น้องสะใภ้สามวางใจได้ เรื่องเล็กแค่นี้ข้าทำได้อยู่แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงกำชับกับเหลียนฮวา “ระหว่างที่ร้านเรายังไม่เปิด เสื้อผ้าที่มีอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่ต้องรีบขาย ข้าจะเข้าเมืองหลักสักสองวัน รอข้ากลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที”
เหลียนฮวารีบพยักหน้า “เจ้าค่ะอาสะใภ้จิ่วเหนียง”
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงเสนอให้นำสินค้าเหล่านี้ไปวางขายที่ร้านเถ้าแก่หยูก่อน แต่หากทำเช่นนั้น จะทำให้ความแปลกใหม่ของสินค้าลดลง ที่สำคัญคือ กลัวว่าเถ้าแก่หยูจะไม่เข้าใจสินค้านี้ กลัวจะอธิบายแล้วเข้าใจผิด เช่นนั้นการค้าจะเสียเปล่าๆ
คิดไปคิดมา เหอจิ่วเหนียงจึงคิดว่า พวกนางเป็นคนขายคนแรกดีกว่า
ทางด้านโรงหมอก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีข่าวมา หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันออกไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงหยิบกระดาษและพู่กันมาเขียนของใช้ที่จำเป็นในการตกแต่งร้านค้า ในเมื่อจะขายเสื้อผ้า ก็ต้องมีกระจก
ในยุคสมัยนี้ยังคงใช้กระจกทองแดงอยู่ กระจกเช่นนั้นส่องไปใบหน้าก็ดูเหลือง แถมใบหน้ายังบิดเบี้ยวอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงส่องออกมาให้รูปร่างดูดีเลย เหอจิ่วเหนียงคิดว่ารอกลับมาจากเมืองหลักแล้วค่อยนำกระจกใสออกมาจากห้วงมิติสักสองสามบาน แล้วค่อยบอกว่าทุ่มเงินจำนวนมากซื้อมาจากพ่อค้าปัวซือ(เปอร์เซีย)
เช่นนี้ก็จะมีกระจกลองเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียวในอำเภอแล้ว
จะว่าไปก็บังเอิญมาก เมื่อวานเหอจิ่วเหนียงยังคิดว่าจะรออีกสามสี่วันค่อยออกเดินทางเข้าเมืองหลัก ไม่คิดว่าเช้าวันต่อมา รถม้าของโรงหมออวี้หยวนจะมาถึงหน้าบ้าน พร้อมบอกว่าจะรับนางไปในเมืองหลัก
เหอจิ่วเหนียงรีบนำกระดาษที่เขียนเมื่อคืนยื่นให้นางซุน ให้นางซุนใช้ให้บุรุษในบ้านไปจัดการ นางซุนพยักหน้าตอบตกลง
และในเวลานี้โก่วเอ๋อร์ก็กำลังจะไปสำนักศึกษาพอดี เมื่อรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงจะไปเมืองหลักจึงรีบวิ่งมากอดขา แล้วเอ่ยถามเสียงออดอ้อน “ท่านแม่ ครั้งนี้จะพาข้าไปด้วยหรือไม่ขอรับ?”
โก่วเอ๋อร์กระเง้ากระงอด แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นส่ายหน้า แล้วจากนั้นก็มองมารดาด้วยแววตาเว้าวอนอีกครั้ง อันที่จริงเขาไม่ได้อยากไปเท่าไร เพราะต้องเรียนหนังสือ แต่พอคิดว่าท่านแม่ไปคนเดียวเขาก็อยากไปเป็นเพื่อน ทันใดนั้นจึงรู้สึกลังเล
“เดี๋ยวก็พยักหน้า เดี๋ยวก็ส่ายหน้า เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ฮะ?”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน ลูบศีรษะเล็กๆของเขา
“ข้าอยากไป ข้าอยากไปเป็นเพื่อนท่านแม่ขอรับ!”
เขาตอบเสียงดังฟังชัดทันที แม้เขาชอบอ่านเขียนเรียนตำรามาก แต่ก็ไม่อยากให้ท่านแม่ไปเมืองหลักเพียงลำพัง
“เอาละ เอาละ รู้แล้วว่าเจ้าเป็นเด็กกตัญญู แต่การเรียนของเจ้าก็ไม่อาจละทิ้งได้นะ ไปกับแม่ แม่ก็ดูแลเจ้าได้ไม่เต็มที่ เจ้าอยู่บ้านเถอะนะ อยู่เล่นกับพวกพี่ๆของเจ้า”
มีประสบการณ์ในครั้งก่อนแล้ว ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงจึงไม่กล้าพาบุตรชายออกไปด้วย
ตอนที่ 216: ความรู้สึกเหมือนส่งนางออกเรือนใหม่
ได้ยินท่านแม่กล่าวเช่นนี้ โก่วเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ตอนที่ไปครั้งก่อน ไม่ว่าท่านแม่จะทำสิ่งใดก็ต้องพาเขาไปด้วย บางครั้งเขาก็ไม่อยากไป แต่ไม่ตามไปด้วยก็ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็รู้สึกไม่สนุก ท่านแม่เองก็ไม่สะดวก
ดังนั้นทางที่ดีที่สุดก็คือ เขาต้องอยู่ที่นี่
คิดได้ดังนั้น เด็กชายจึงตอบอย่างเด็ดขาด “ตกลงขอรับ! ท่านแม่วางใจได้เลย โก่วเอ๋อร์จะอยู่บ้านเป็นเด็กดี ท่านแม่ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเล็กๆ มองดูบุตรชายขึ้นรถม้าไปกับพี่ชายทั้งสาม จากนั้นนางก็กลับเข้าบ้านไปเก็บข้าวของต่อ
เดินทางเข้าเมืองหลักครั้งนี้ต้องใช้โอกาสให้คุ้มค่า หมอหญิงควบตำแหน่งแม่ค้าจึงเรียกพวกพี่สะใภ้มาช่วยขนลังชุดนอนและชุดชั้นในขึ้นรถม้าด้วย
ทุกคนเข้าใจนางทันที จึงกล่าวถาม “น้องสะใภ้สาม นี่เจ้าคิดอยากเปิดร้านในเมืองหลักด้วยใช่หรือไม่?”
ดวงตานางหยูเป็นประกาย ขายในต้าหลิ่งยังทำเงินได้มากมายขนาดนี้ หากไปขายในเมืองหลักต้องทำเงินได้มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าเป็นแน่!
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าจะไปลองดู เผลอๆ อาจมีเถ้าแก่ในเมืองสนใจสั่งซื้อจากเรา แล้วเราอาจจะได้คู่ค้ารายใหญ่จากที่นั่นก็ได้”
เสื้อผ้าเหล่านี้นอกจากวางขายในร้านของตัวเองแล้ว ถ้าอยากให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นก็ต้องขยายการเข้าถึงของสินค้า เช่นการส่งขายให้ร้านอื่นนำไปขายต่อ ยิ่งสินค้าเป็นที่รู้จักและบอกต่อมากเท่าไรก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้นเท่านั้น การโฆษณาแบบปากต่อปากยังคงได้ผลดีมากเสมออย่างปฏิเสธไม่ได้
“แต่เจ้าคนเดียวจะไหวหรือ ให้ข้าไปกับเจ้าด้วยดีหรือไม่… อ่า แต่ข้าพูดไม่ค่อยเก่ง เช่นนั้นพาเหลียนฮวาหรือไม่ก็เสี่ยวหยางไปด้วยเป็นอย่างไร สองคนนี้คงพอช่วยเจ้าได้”
นางหยูอยากช่วยจริงๆ เพียงแต่เรื่องการค้านางรู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีความสามารถ
เหลียนฮวาพลันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความตื่นเต้น เพราะนางเองก็อยากไป
เหอจิ่วเหนียงมองหน้าเด็กสาว แล้วกล่าวปฏิเสธนุ่มนวล “ข้าไปเมืองหลักครั้งนี้อาจจะอยู่นานหน่อย ถ้าหากพวกเจ้าไปด้วยแล้วการค้าที่บ้านจะทำอย่างไร ไม่ต้องห่วง ของพวกนี้ข้าขายคนเดียวได้สบายมาก”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเหลียนฮวาอยากเข้าเมืองเพื่อหาประสบการณ์พัฒนาตัวเอง ทว่าครั้งนี้นางไม่อยากพาใครไปด้วยจริงๆ
ประการแรก นางต้องการสืบข้อมูลเจ้าของหอสุราหอมสิบลี้ผู้นั้น เรื่องนี้ต้องรีบล้างแค้นให้จบให้เร็วที่สุดจึงจะสบายใจ และเรื่องนี้นางไม่อยากให้คนในบ้านรู้ เพราะรู้ไปก็ไม่เกิดประโยนช์อะไร ซ้ำร้ายยังทำให้พวกเขาเป็นห่วงอีก
ประการที่สอง นางต้องการเอากระจกเงาออกมาจากห้วงมิติแล้วนำกลับมาด้วย
ด้วยเหตุผลทั้งสองข้อนี้ การที่นางไปคนเดียวจึงสะดวกกว่า
เห็นแววตาเจือความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดของเหลียนฮวาหลุบลง เหอจิ่วเหนียงจึงปลอบใจ “เหลียนฮวา อารู้ว่าเจ้าอยากเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง การค้าของครอบครัวเราจะต้องไปเปิดในเมืองหลักสักวัน พอถึงตอนนั้นย่อมพาเจ้าไปด้วยแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้การค้าที่บ้านยังต้องให้เจ้าคอยดูแล เจ้าดูแลการค้าที่บ้านให้ดี เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ อาสะใภ้วางใจได้”
หลังจากได้รับกำลังใจจากเหอจิ่วเหนียง เหลียนฮวาก็รู้สึกดีขึ้นมาก แน่นอนว่านางอยากไปขายของในเมืองหลักมาก แต่นางเข้าใจสิ่งที่ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงบอก ตอนนี้การค้าในอำเภอต้าหลิ่งยังไม่มั่นคง หากขยายกิจการไปในเมืองจะสำเร็จจริงหรือไม่ก็ยังไม่รู้คำตอบ อีกอย่าง การเดินทางก็ไม่สะดวก รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมกว่านี้แล้วค่อยว่ากันอีกทีก็ยังไม่สาย
หลังจากเหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้าออกเดินทางจนลับสายตา เหล่าหญิงสาวครอบครัวลู่ต่างพากันทอดถอนใจ สะใภ้สามบอกว่าไปเมืองหลักครั้งนี้อาจอยู่ที่นั่นนานหน่อย…นานนี่นานแค่ไหนกัน เมื่อไรที่นางจะกลับมา
ครอบครัวลู่ต่างคุ้นเคยที่มีกันและกันพร้อมหน้า เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งหายไปจึงยากที่จะทำใจได้
ยิ่งเหอจิ่วเหนียงเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน การที่นางออกจากบ้านอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทั้งยังไม่รู้จะกลับมาเมื่อไร จึงชวนให้ทุกคนใจหายไม่น้อย
โดยเฉพาะนางซุน ยิ่งเห็นรถม้าเคลื่อนไกลออกไปเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจมากขึ้น
ความรู้สึกนี้ราวกับ…มองส่งบุตรสาวแก้วตาดวงใจออกเรือนก็มิปาน
หากวันใดที่สะใภ้สามออกเรือนใหม่ขึ้นมาจริงๆ นั่นหมายความว่านางจะกลายเป็นคนของครอบครัวอื่นแล้ว…แค่คิดก็ใจวูบโหวง ถึงวันนั้นนางจะรับไหวหรือไม่
พลันนั้นสตรีผู้เป็นใหญ่ในบ้านก็นึกเสียใจทีหลังขึ้นมา ที่ก่อนหน้านี้อนุญาตให้สะใภ้สามแต่งงานใหม่ได้…
.......
เหอจิ่วเหนียงมารวมตัวกับผู้ดูแลเหรินที่หน้าโรงหมออวี้หยวน จากนั้นรถม้าทั้งสองคันก็เคลื่อนตัวเดินทางไปยังเมืองหลัก และมาถึงโรงหมออวี้หยวนในเมืองก่อนยามอู่
คนที่ออกมายืนรอต้อนรับนั้นไม่ใช่เด็กผู้ช่วยในโรงหมอ แต่เป็นนายน้อยซ่งฉือ
“หมอเหอ!”
เมื่อซ่งฉือเห็นสตรีในดวงใจ แววตาก็เผยความดีใจออกมาอย่างชัดเจน ถึงขั้นเดินไปรับนางลงจากรถม้าเลยทีเดียว ทว่าไม่ทันกาล เหอจิ่วเหนียงกระโดดลงมาเองเสียก่อน ไม่ให้โอกาสสุภาพบุรุษทำหน้าที่เลย
ซ่งฉือคิดในใจ… ช่างเถอะ เห็นแก่ที่แม่นางเก่งกว่าเขา เขายอมรับได้!
“ท่านหมอซ่งน้อย เจอกันอีกแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงคลี่ยิ้มมีมารยาท จากนั้นหันไปบอกกับคนบังคับรถม้า “พี่คนขับรถม้า รบกวนท่านช่วยเอาข้าวของของข้าไปไว้ที่โรงเตี๊ยมทีนะเจ้าคะ”
นางไหว้วานพร้อมกับมอบเงินให้อีกฝ่าย
ซ่งฉือรีบเสนอ “หมอเหอ ครั้งนี้ข้าเปลี่ยนโรงเตี๊ยมใหม่ให้เจ้า คนขับรถม้าไม่รู้จักหรอก เอาเช่นนี้ เอารถม้าไปจอดหลังโรงหมอก่อน เดี๋ยวข้าจะพาไปเอง”
คราวก่อนเกิดเหตุร้ายขึ้นกับเหอจิ่วเหนียงที่โรงเตี๊ยม หากกลับไปอยู่ที่เดิมย่อมไม่ดีแน่ อีกอย่าง เหอจิ่วเหนียงมีความสำคัญกับโรงหมออวี้หยวนมาก เพื่อเป็นการดูแลคู่ค้าให้ปลอดภัยและสะดวกสบาย ครั้งนี้ทางโรงหมอจึงเปลี่ยนที่พักที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่าเดิมให้นาง
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ก็ได้ รบกวนท่านหมอซ่งน้อยแล้ว”
“สมควรทำอยู่แล้ว”
พวกเขาเดินเข้าไปข้างในโรงหมอและทักทายคนในร้านอย่างสุภาพและเป็นกันเอง หมอผู้เฒ่าซ่งบอกว่าได้จองโต๊ะที่หอสุราเอาไว้แล้ว ไปกินข้าวที่นั่นแล้วพูดคุยกันดีกว่า
ทั้งกลุ่มมีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่เป็นสตรี หมอซ่งรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม จึงชวนฮูหยินของตนเองไปด้วย
ภรรยาของหมอซ่งสวมอาภรณ์ผ้าไหม รูปร่างอรชร ผิวพรรณขาวผ่องมีน้ำมีนวล เวลายิ้มชวนให้คนรู้สึกเป็นกันเองมาก งามสง่ามีบรามีจับ
ทว่าสองสามีภรรยาคู่นี้มองผิวเผินราวกับอายุห่างกันลิบ หมอซ่งมีผมหงอกแล้ว ฮูหยินของเขากลับยังดูอ่อนเยาว์มาก แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก
“ท่านนี้คงจะเป็นหมอเหอกระมัง รูปร่างหน้าตา.งดงามยิ่งนัก!”
ฮูหยินซ่ง–นางโหวเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเหอจิ่วเหนียงมาบ้างและชื่นชมนางตลอด วันนี้เจอกันครั้งแรกก็ดึงหญิงสาวไปพูดคุยด้วยแล้ว
ซ่งฉือรีบห้ามมารดาของตน กระซิบเสียงเบา “ท่านแม่ อย่าทำให้หมอเหอตกใจสิขอรับ”
“ไอ้หยา ข้าเจอหมอเหอแล้วดีใจเกินไปหน่อย หมอเหออย่าได้ถือสาเลยนะ ข้าจะควบคุมอาการให้ดีกว่านี้”
ฮูหยินซ่งยิ้มจนตาหยี เหอจิ่วเหนียงตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เมื่ออาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะ ทุกคนก็กินไปพลางพูดคุยกันไปด้วย
“อาการป่วยของคนไข้รายนี้ค่อนข้างรักษายาก ไม่รู้ว่าหมอเหอจะรับมือไหวหรือไม่”
หมอซ่งเกริ่นเช่นนี้ เพื่อให้เหอจิ่วเหนียงเตรียมใจไว้
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านหมอซ่งเชิญบอกมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“อ้อ ได้ๆ…”
บนโต๊ะนี้ นอกจากภรรยาของหมอซ่งแล้ว ทุกคนล้วนเป็นคนในสายการแพทย์ แต่ถึงอย่างนั้นหมอซ่งก็ยังรู้สึกลำบากใจที่จะพูดออกมา
“เอ่อ… คะ คือว่า คือ… มันคือกามโรคน่ะ!”
อดีตหมอหลวงกัดฟันพูดออกไป
แม้แต่ซ่งฉือและผู้ดูแลเหรินที่รู้มาก่อนแล้วก็ยังมีสีหน้าย่ำแย่
โรคนี้หมอหลายคนไม่ยินดีทำการรักษา เนื่องจากหากไม่ระวังอาจติดโรคได้ อีกอย่าง โรคนี้เป็นโรคที่รักษายากมาก
อันที่จริงหมอซ่งไม่อยากรับผู้ป่วยรายนี้ แต่อีกฝ่ายเสนอค่ารักษามาสูงลิ่ว ทั้งยังมาด้วยความแน่วแน่ ตั้งใจอยากให้เหอจิ่วเหนียงรักษาให้โดยเฉพาะ
หมอซ่งและคนอื่นกังวลว่าแพทย์สาวจะไม่พอใจที่รับผู้ป่วยกามโรคมา ดังนั้นพวกเขาจึงมองเหอจิ่วเหนียงอย่างกล้าๆกลัวๆ เพื่อดูปฏิกิริยาของนาง
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้โดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าเรียบเฉย…เรียบเสียจนแม้แต่คิ้วก็ยังไม่ขยับ มีเพียงปากที่เคี้ยวตุ้ยๆ และมือที่เพิ่งคีบอาหารเข้าปาก หลังจากเคี้ยวจนละเอียดและกลืนแล้วก็เตรียมคีบอาหารอย่างอื่นต่อ ทว่าทันใดนั้นนางก็ต้องชะงัก สัมผัสได้ถึงความผิดปกติรอบโต๊ะ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองทุกคน สีหน้าเรียบเฉยของนางก็แสดงอารมณ์ออกมาในที่สุด…หากแต่เป็นความงุนงง
นางยกมือเช็ดหน้าตัวเองพร้อมกับถาม “บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?”
ตอนที่ 217: สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เทียบยา
หมอซ่งคิดว่าเหอจิ่วเหนียงคงได้ยินสิ่งที่เขาบอกไปไม่ชัด จึงพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจังชัดเจนขึ้น “หมอเหอ คนไข้รอบนี้คือพ่อค้าเศรษฐีที่รวยที่สุดในเมือง…เขาเป็นกามโรค”
“เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว” เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ “มีปัญหาอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ฮะ? อ๋อ เปล่าๆ…ข้าก็นึกว่าหมอเหอได้ยินไม่ชัดน่ะ”
อดีตหมอหลวงรู้สึกกระดากกระเดื่องเล็กน้อย ฮูหยินซ่งจึงรีบช่วยเขาคลายความรู้สึกอึดอัดทันที “อ๋า ท่านพี่ ท่านกลัวว่าหมอเหอจะลำบากใจที่คนไข้เป็นผู้ชายใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
หมอซ่งมองหน้าศรีภรรยาด้วยความขอบคุณ ในใจคิดว่าฮูหยินเขารู้ใจเขาที่สุดแล้ว
“ใช่ๆ ข้าหมายความเช่นนั้นนั่นแหละ อย่างไรเสียหมอเหอก็เป็นผู้หญิง ข้ากลัวว่านางจะไม่สะดวก”
เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าใจว่าพวกเขากำลังกังวลเรื่องนี้ นางอธิบาย “ท่านหมอซ่งวางใจได้เจ้าค่ะ คนเป็นหมอต้องรักษาโดยไม่แบ่งแยกเพศ ไม่มีอะไรไม่สะดวกเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายข้ารักษาหมด”
“ดีๆๆ เช่นนี้ข้าก็วางใจ”
ทุกคนสังเกตได้ว่านางพูดแค่เรื่องความเหมาะสมระหว่างบุรุษและสตรี ไม่ได้พูดถึงเรื่องกามโรคเลย
คนที่รู้จักและทำงานกับนางมาจะรู้ดีว่า หากนางมีท่าทางเช่นนี้ นั่นหมายความว่าเรื่องนั้นๆ จะไม่มีปัญหาแน่นอน
ก่อนหน้านี้ทุกคนลุ้นจนหัวใจแทบร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม โดยเฉพาะเถ้าแก่ซ่ง อดีตหมอหลวงลุ้นระทึกจนตะเกียบแทบหลุดมืออยู่แล้ว
“ท่านหมอซ่ง ครั้งนี้ข้าจะอยู่ในเมืองสักระยะเลย ช่วงนี้โรงหมอสามารถรับคนไข้ได้เต็มที่เลยนะเจ้าคะ”
เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงบอกผู้ดูแลเหรินแล้ว แต่นางกลัวผู้ดูแลเหรินจะลืม จึงบอกไว้ตรงนี้อีกครั้ง
“ดีๆๆ ตั้งแต่อาการป่วยของคุณหนูเกาดีขึ้น ก็มีคนมาถามที่โรงหมอทุกวันว่าเมื่อไรหมอเหอจะมาออกตรวจอีก ข้าบอกว่าหมอเหอต้องเดินทางไกลแล้วปฏิเสธไป ในเมื่อวันนี้หมอเหอบอกมาแล้ว เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะจัดการให้ก็แล้วกันนะ”
หมอซ่งยิ้มพริ้มพลางกล่าว ต้องรู้ก่อนว่า โรคที่เหอจิ่วเหนียงรักษานั้นล้วนแต่เป็นโรคที่โรงหมออื่นไม่สามารถรักษาให้หายได้ ดังนั้นค่ารักษาจึงค่อนข้างสูง ยิ่งได้รักษาหลายคน นอกจากรายได้มหาศาลแล้ว โรงหมอของเขาก็จะยิ่งมีชื่อเสียงเรืองรองด้วย
หลังจากกินกันอิ่มหนำแล้ว ซ่งฉือก็มาส่งเหอจิ่วเหนียงที่โรงเตี๊ยมด้วยตัวเอง บรรยากาศของพี่พักครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อนไม่น้อย ให้ความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายเป็นอย่างดี
“รบกวนท่านแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงค้อมศีรษะพลางกล่าวกับซ่งฉือ และเตรียมจะเดินเข้าห้อง
“หมอเหอ!”
ซ่งฉือรีบเรียกรั้งนางไว้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกตื่นเต้น
“หมอซ่งน้องมีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“เอ่อ…”
ซ่งฉือกระวนกระวาย เขามีเรื่องบางอย่างจริงๆ อันที่จริงเขาอยากหาโอกาสอยู่ต่ออีกสักหน่อย นึกไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะรีบขอตัวเช่นนี้
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านมีเรื่องอะไรก็พูดมาได้เลย”
ชายหนุ่มมีท่าทีอึกอัก เหอจิ่วเหนียงรู้สึกรำคาญเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงออกมา ทำเพียงยืนรอให้เขาพูดเงียบ ๆ
ถูกนางจับจ้องเช่นนี้ ซ่งฉือก็ยิ่งตื่นเต้น จึงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “เอ่อ…เออะ เอ่อ…คือว่า…คือ…เรื่องที่เจ้าเคยถามผู้ดูแลเหริน”
เขารู้สึกว่าอาการของตนเองตอนนี้น่าขายหน้ามาก จึงไม่พูดต่อ แต่กลับควักจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้นาง
เหอจิ่วเหนียงจำไม่ได้แล้วว่าตนเคยถามเรื่องอะไรกับผู้ดูแลเหริน จึงรับจดหมายฉบับนั้นมาเปิดดู
ในจดหมายระบุชื่อ ‘หลิวเยี่ยนไฉ’
นางกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างรวดเร็ว และแล้วจึงได้เข้าใจว่า ตระกูลซ่งช่วยนางสืบหาภูมิหลังของหลิวเยี่ยนไฉ–เจ้าของหอสุราหอมสิบลี้
วันนั้นที่นางไปหาผู้ดูแลเหริน เขาบอกว่าจะเขียนจดหมายมาให้คนในเมืองหลักช่วยสืบให้ นางจำได้ว่าตนปฏิเสธไปแล้ว ที่สำคัญ นางไม่อยากรบกวนสกุลซ่งเกินกว่าเรื่องงาน
นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะช่วยนางตรวจสอบแล้ว
“ขอบคุณท่านหมอซ่งน้อยมาก หากไม่รังเกียจ ข้ามอบเทียบยาบำรุงภายในสำหรับผู้ชายให้ท่านแทนคำขอบคุณ”
ซ่งฉือคิดในใจ …เหตุใดถึงไม่เป็นเทียบยาอื่น เหตุใดต้องเป็นเทียบยาบำรุงภายในสำหรับผู้ชายด้วย?
หรือว่าหมอเหออยากบอกเขาเป็นนัย ว่าเขาไม่ไหวเรื่องอย่างว่า?
หรือว่านางจะเข้าใจอะไรผิดไป?
ไม่สิ… เหตุใดต้องมอบเทียบยาเช่นนั้นให้เขาด้วยล่ะ!
“เออะ เอ่อ…”
ชายหนุ่มมองคนเสนอเทียบยาด้วยสีหน้าเก้ๆกังๆ แต่กลับปะทะเข้ากับแววตาอันสดใสของอีกฝ่าย
พลันนั้นหัวใจเจ้ากรรมก็ยิ่งเต้นระรัว เขาพยายามพูดออกมาให้เป็นธรรมชาติที่สุด “หมอเหอ คะ คืน…คืนพรุ่งนี้จะมีงานโคมไฟ ข้าจะพาเจ้าไป เอ่อ ไปเที่ยวดู ดีหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงอ้าปากค้าง คิ้วขมวดเล็กน้อย ลุ้นทุกจังหวะระหว่างที่ซ่งฉือพูด ประโยคแค่นี้เหตุใดถึงพูดออกมายากเย็นขนาดนั้น นางล่ะเหนื่อยแทนจริงๆ
หรือว่าหมอซ่งน้อยมีเรื่องอื่นที่ยากจะพูดออกมา?
“ได้สิ!”
นางตอบตกลงทันที จากนั้นมองซ่งฉืออย่างพิจารณา... ลำบากใจจะพูดเช่นนี้ เรื่องที่เขาอยากบอกคงเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกายสินะ หากเขาอยากให้นางช่วยรักษาโรคอะไร นางยินดีรักษาให้โดยไม่คิดเงิน อย่างไรเสียเขาก็เป็นนายน้อยของโรงหมอ
ซ่งฉือแอบดีใจที่เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงรวดเร็วเช่นนี้ ในใจลิงโลดมาก โดยที่ไม่รู้เลยว่า ในสายตาเหอจิ่วเหนียง นางกำลังคิดว่าเขาป่วยอยู่…
เรื่องนี้จะโทษเหอจิ่วเหนียงว่าไขสือก็ไม่ได้ อย่างไรเสียนางก็มีจุดยืนในชีวิตที่ชัดเจน ม่ายสาวคนหนึ่งที่ชีวิตกำลังเป็นไปได้ด้วยดี มีรายได้สูง มีครอบครัวอบอุ่น หัวใจของนางจึงถูกเติมเต็มโดยไม่รู้สึกโหยหาความรักระหว่างชายหญิงและคิดอยากแต่งงานใหม่เลย
ในยุคโบราณความคิดล้าหลัง พ่อแม่สามีอย่างผู้เฒ่าลู่และนางซุน รวมถึงพี่น้องสามีและเหล่าสะใภ้ที่รักใคร่ปรองดองกันเช่นนี้หาได้ยากนัก หากให้นางไปพบเจอคนใหม่ๆ แล้วเกิดอีกฝ่ายมีทัศนคติไม่ดี อีกทั้งต้องเผชิญหน้ากับญาติพี่น้องที่คอยอิจฉาริษยากัน เช่นนั้นนางคงปวดหัวเป็นแน่
และด้วยเหตุนี้เอง แม้นางซุนจะบอกว่านางสามารถออกเรือนใหม่ได้ แต่นางก็ไม่คิดอยากมีใครเลยสักนิด นางเป็นคนยุคใหม่ ไม่มีสามีก็สามารถใช้ชีวิตที่ดีได้
อีกอย่าง นางมีความสัมพันธ์ในเรื่องผลประโยชน์กับโรงหมออวี้หยวน ตอนนี้ทุกอย่างก็ปรองดองและเป็นได้ด้วยดี ตนเองหาเงินให้ตระกูลซ่งไม่น้อย ดังนั้นการที่ซ่งฉือดูแลนางอย่างดีเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะนางเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพวกเขาอย่างไรล่ะ
ดังนั้น การที่ซ่งฉือชวนนางออกไปเดินเล่นชมโคมไฟจึงไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไร นางคิดแค่ว่าซ่งฉือเป็นคนใสซื่อ บริสุทธิ์ใจ และนิสัยดีคนหนึ่ง ทั้งอาสาพานางเดินเล่น เป็นมัคคุเทศน์ให้นาง เป็นคุณชายที่มีน้ำใจผิดกับลูกหลานเศรษฐีที่ชอบดูถูกคนอื่นพวกนั้นมาก
เมื่อได้รับคำตอบ ชายหนุ่มแซ่ฉือก็กำชับอีกครั้งว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีรถม้ามารับ จากนั้นเขาจึงขอตัวกลับพร้อมอารมณ์สุขสม ถึงขั้นคิดไว้แล้วว่าพรุ่งนี้ต้องกลับไปอาบน้ำก่อน เปลี่ยนอาภรณ์ให้ดูดี จะเสื้อผ้าหน้าผมยุ่งเหยิงเหมือนตอนที่อยู่ในโรงหมอไม่ได้เด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงผู้ไม่คิดอะไรเหนื่อยล้าจากการนั่งรถม้ามาทั้งวัน ทันทีที่เข้าห้องก็เอนตัวนอนบนเตียงเพื่อพักผ่อน และอ่านจดหมายที่ซ่งฉือให้มาอย่างละเอียด
จะว่าเป็นเรื่องปกติก็ไม่ผิด จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ไม่เชิง หลิวเยี่ยนไฉเป็นพ่อค้ามาสามรุ่นแล้ว กิจการของเขามีเพียงหอสุรา ตลอดมาเขาสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลมากมาย รวมทั้งตระกูลเกาที่เขาเกาะแข้งเกาะขาแน่นเป็นพิเศษ
ตระกูลเกาที่ว่าก็คือ ตระกูลเกาที่เหอจิ่วเหนียงรักษาอาการป่วยให้นั่นเอง
หลิวเยี่ยนไฉต้องอาศัยเส้นสายจากหลายฝ่ายเพื่อเข้าถึงตระกูลเกา แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วตระกูลหลิวไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวย อย่างน้อยก็ไม่มีญาติที่เป็นขุนนางอยู่เบื้องหลังเลย
ตราบใดที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ลึกซึ้งเกินไป เหอจิ่วเหนียงก็ไม่กังวลว่าจะพัวพันมาถึงครอบครัวของนาง
นางคิดไปคิดมาก็ผล็อยหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
อืม หิวอีกแล้ว
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กินอาหารในโรงเตี๊ยม แต่นางเดินออกไปตามถนนเพื่อหาป้าย ‘หอสุราหอมสิบลี้’
ดังคำกล่าวที่ว่า ถ้าไม่เข้าไปในถ้ำเสือก็จับลูกเสือไม่ได้ นางอยากเห็นจริงๆ ว่าหอสุราหอมสิบลี้ในเมืองนี้จะเป็นมังกรอยู่ในถ้ำเสือหรือไม่
“ฮูหยิน ได้โปรด ขออาหารให้ข้ากินหน่อยเถอะเจ้าค่ะ!”
ขณะที่นางจมอยู่กับความคิด จู่ๆ เงาดำก็ปรากฏขึ้นมาจากตรอกหนึ่ง สตรีชุดขาดรุ่งริ่งคนหนึ่งวิ่งออกมา กอดขาเหอจิ่วเหนียงไม่ยอมปล่อย
ตอนที่ 218: จุดจบของนางโจว
เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันเห็นหน้าฝ่ายตรงข้ามชัดๆ ทว่าน้ำเสียงอันคุ้นเคยนั้นนางจำได้ดี เมื่อก้มลงดูคำตอบยิ่งชัดเจน
หากไม่ใช่นางโจวแล้วจะใครเสียอีก
“ไอ้หยา พี่สะใภ้โจว ช่างบังเอิญยิ่งนัก! ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันเหตุใดถึงสภาพกลายเป็นเช่นนี้แล้วล่ะ?”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับเย็นเยียบพานให้ใจสั่นสะท้านเสียเหลือเกิน
นางโจวตกตะลึงอย่างแรง ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าคนที่นางพุ่งพรวดเข้ามากอดขาจะเป็นเหอจิ่วเหนียง
นางอยู่อำเภอต้าหลิ่งไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้!?
หรือว่านางจะมาตามตนกลับไป?
“น้องสาว น้องสาวเจ้ามารับข้ากลับใช่หรือไม่? ข้าลำบากมากจริงๆ ฮือๆๆ เจ้ารีบพาข้ากลับไปเถอะ ข้าผิดไปแล้วจริงๆ ข้าจะไม่ขโมยของอีกแล้ว ฮือๆๆ…”
สตรีจนตรอกไม่สำนึกเลยสักนิดว่าก่อนหน้านี้ตนทำเรื่องน่ารังเกียจกับครอบครัวลู่ไว้อย่างไร นางรู้แค่ว่า ณ ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงคือฟางเส้นสุดท้ายที่สามารถช่วยชีวิตนางได้ ขอเพียงจับให้แน่น นางก็จะรอด
“เจ้าเรียกใครน้องสาว? ข้ากับเจ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดต่อกัน อย่ามานับญาติมั่วซั่ว ข้ารับไม่ได้!”
เหอจิ่วเหนียง.ยกขาถีบคนออก ทั้งยังเอามือปัดบริเวณที่ถูกแตะต้องตัวด้วยท่าทางรังเกียจมาก
แม้รู้ว่านางโจวเป็นคนไม่มียางอาย แต่เหอจิ่วเหนียงก็ไม่คิดว่าคนเราจะสุดยอดได้ขนาดนี้ นางประหลาดใจมาก หากเป็นคนปกติ เจอกันซึ่งหน้าอีกครั้งเช่นนี้ควรจะกลัวความผิดจนหนีเตลิดเปิดเปิงไปแล้ว ทว่านางโจวกลับยังกล้าขอความช่วยเหลือจากนางได้ ช่างเป็นคนที่มีจิตสำนึกทิ้งดิ่งไปถึงขุมอเวจีสวนทางกับความหน้าด้านที่สูงทะลุฟ้าจริงๆ
ขอให้พากลับด้วยเนี่ยนะ? โดนตบจนสมองฝ่อไปแล้วหรืออย่างไร!
“น้องสาว หลายวันมานี้ข้าสำนึกได้แล้ว การที่พวกเจ้ารับข้าอยู่ด้วยนับว่าเป็นบุญเก่าที่ข้าสะสมมาในชาติปางก่อน ข้าไม่ควรโลภ ข้าตอบแทนบุญคุณด้วยความเลว ข้าถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าได้รับผลกรรมแล้ว พวกเจ้าให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถอะนะ ข้าไม่ขอว่าต้องอยู่กับพวกเจ้า ให้ข้าอยู่กับสาวใช้เหล่านั้นก็ได้ จะให้ข้าทำอะไรข้ายอมทุกอย่าง เจ้าพาข้ากลับด้วยเถอะนะ นะ ข้าขอร้อง!”
นางโจวคุกเข่าบนพื้น โขกศีรษะขอร้องอ้อนวอน ไม่รู้ก่อนหน้านี้นางเจอเรื่องอะไรมา เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ว่านางหวาดกลัวชีวิตเช่นนี้แล้วจริงๆ ถึงได้ขอร้องขอกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบที่บ้านครอบครัวลู่
แต่ความจริงแล้วสิ่งที่นางโจวประสบพบเจอก็เป็นไปตามสัจธรรม นางก็แค่ได้เรียนรู้ว่า สังคมข้างนอกนั้นช่างโหดร้ายกับคนอับจนหนทางและอ่อนแอไร้ทางสู้ยิ่งนัก
หลังจากถูกผู้ดูแลจางและครอบครัวลู่ขับไล่นางก็ไม่มีที่ไป จึงตัดสินใจเดินทางกลับมาที่เมืองหลัก โชคดีที่เมืองหลักอยู่ไม่ไกลจากอำเภอต้าหลิ่งมากนัก เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนนางก็เดินเท้ามาถึง
กว่านางจะหาเถ้าแก่เจอไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นางอยากอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังสักครั้ง ขอให้เขาให้โอกาสนางอีกสักหน ครั้งนี้นางไม่ขอเงินทอง ขอเพียงที่ซุกหัวนอนก็พอแล้ว
แต่เถ้าแก่ที่ก่อนหน้านี้พูดจาดี ตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นคนละคน ทุบตีนางโดยไม่ถามอะไรแม้แต่คำเดียว ทั้งยังโทษว่าเป็นเพราะนางที่ทำให้ครอบครัวลู่โกรธแค้นหอสุราหอมสิบลี้
และนางเพิ่งจะรู้ตอนนี้เองว่าผู้ดูแลจางได้เขียนจดหมายมารายงานเรื่องของนางแล้ว
อาจเป็นเพราะเรื่องนี้พังไม่เป็นท่าแล้ว เถ้าแก่จึงไม่จำเป็นต้องแสดงละครแสร้งทำดีกับหมาป่าตาขาวอย่างนางอีกต่อไป เขาบอกความจริงกับนางว่า หากตอนนั้นนางเป็นเด็กรับใช้ในร้านตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปก็คงสบายไปแล้ว แต่นางกลับเสนอตัวทรยศญาติตัวเอง เถ้าแก่จึงเริ่มรังเกียจนางตั้งแต่ตอนนั้น สุดท้ายไม่ว่าเรื่องที่สั่งให้นางไปทำจะสำเร็จหรือไม่ เขาก็ตั้งใจจะไม่เก็บคนเช่นนี้เอาไว้อยู่แล้ว
นางเพิ่งจะคิดได้ว่าตัวเองโง่เขลาเพียงใด ที่ช่วยคนนอกทำร้ายญาติตัวเองขนาดนี้
นึกย้อนกลับไปในช่วงที่ตนอยู่บ้านครอบครัวลู่ แม้พวกเขาจะไม่ชอบนาง แต่ก็ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี ให้นางได้นอนห้องส่วนตัว ได้กินได้ใช้เหมือนทุกคนในครอบครัวทุกอย่าง
ตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่าครอบครัวลู่เป็นที่พักพิงที่มีความสุขมาก แต่นางกลับไม่รักษาเอาไว้
“สำนึกผิดแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงมองคนบนพื้นด้วยใบหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม นางโจวดูไม่ออกว่าสีหน้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร จึงพยักหน้าไปรัวเร็ว
“อืมๆ ข้าสำนึกผิดแล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาอย่างแสนเสียดาย “เฮ้อ ต่อให้เจ้าสำนึกผิดแล้วอย่างไรหรือ? ครอบครัวของข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว พี่สะใภ้โจว ตอนนี้เจ้ายังสามารถนั่งขอทานตรงนี้ได้โดยที่มีมือมีเท้าครบก็นับว่าครอบครัวลู่ให้เกียรติเจ้ามากแล้ว ถ้าหากเจ้ายังคิดได้ว่าอะไรควรไม่ควร ก็อย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีกเลย ไม่อย่างนั้น… ข้าจะทำให้เจ้าหายไปจากโลกนี้โดยที่เทพไม่รู้ผีไม่เห็นซะ”
ขณะกล่าวนั้นรอยยิ้มของนางก็พลันกลายเป็นใบหน้าดุร้าย นางโจวตกใจหวาดกลับจนตัวสั่น
แม้นางจะไม่รู้ที่มาที่ไปของสะใภ้สามสกุลลู่คนนี้ แต่จากการสังเกตของนางระหว่างอยู่ที่บ้านครอบครัวลู่ ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเลย อีกอย่าง คนแรกที่เห็นความผิดปกติของนางก็คือสะใภ้สามคนนี้
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้นางโจวอยากขอร้องอ้อนวอนหรืองัดเอาอุบายออกมาใช้เพียงใดก็ไม่กล้าผลีผลาม นางกลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะทำให้นางหายไปจากโลกนี้อย่างที่พูดจริงๆ
นางได้แต่ก้มหมอบไปกับพื้น …ความหวังสุดท้ายของนางได้พังทลายลงแล้ว
เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างอารมณ์ดี “เอาละ วางใจเถอะ เจ้าถูกหอสุราหอมสิบลี้นั่นหลอกมาไม่ใช่หรือ ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อมาหาเถ้าแก่หอสุรานั่น เห็นแก่พี่สะใภ้ใหญ่ของข้า ข้าจะเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าเอง แล้วนับตั้งแต่นี้ไป พวกเราทางใครทางมัน หากเจอกันตามทางก็ให้ทำเป็นไม่รู้จักกัน ข้าขอแค่นี้”
ทันใดนั้นนางโจวก็เงยหน้าขึ้นพร้อมเบิกตากว้างมองเหอจิ่วเหนียง “เจ้า… นี่เจ้าจะไปเอาเรื่องเถ้าแก่อย่างนั้นหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ใครก็ตามที่เข้ามาทำร้ายครอบครัวลู่ข้าไม่ปล่อยมันไว้แน่ ดังนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว เจ้าก็สำนึกซะว่าตัวเองโชคดีมากแค่ไหนแล้ว”
กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็เดินจากไปโดยไม่สนใจอีกเลย
นางโจวตกใจจนตัวแข็งค้าง นึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาก็.อดปาดน้ำตาไม่ได้ นางตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไรกัน
นางค่อยๆประคองตัวเองลุกขึ้นจากพื้น แล้วเดินกะโผลกกะเผลกเข้าไปในตรอก มีบ้านร้างอยู่ในตรอกลึกสุดหลังหนึ่ง หลายวันที่ผ่านมานางอาศัยหลับนอนอยู่ที่นั่น
ทว่าที่นี่ไม่ได้มีเพียงนางแค่คนเดียว แต่ยังมีผู้ชายอาศัยอยู่อีกหลายคน เพื่อให้มีที่ซุกหัวนอน นางจำต้องใช้ตัวเข้าแลก
แต่หากจะอยู่ที่นี่ ใช่ว่าแค่เอาตัวเข้าแลกอย่างเดียวก็ได้ หลังจากนางมาอยู่ หน้าที่ออกไปขอทานก็ตกเป็นของนาง นางต้องออกไปขอทานทุกวัน เอาเงินมาเลี้ยงผู้ชายพวกนี้ หากพวกมันไม่พอใจก็จะลงไม้ลงมือทุบตีนาง
“เหตุใดถึงกลับมาเร็วนักล่ะ วันนี้มีอะไรกินบ้าง?”
ชายคนหนึ่งเอามือลูบหน้าท้องเพื่อบอกว่าตนเองหิวแล้ว
นางโจวส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว “มะ ไม่ ไม่มี แถมยังโดนทุบตีมาด้วย…”
นางไม่กล้าพูดถึงครอบครัวลู่ กลัวว่าหากพวกเขารู้ว่าตนยังมีญาติอยู่ ทว่าแม้แต่ญาติก็กลับไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรนางมาเลย ชีวิตนางอาจจะแย่กว่านี้
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน จ้องมองนางด้วยสีหน้าดุร้าย ง้างมือตบหน้านางฉาดใหญ่ “ไร้ประโยชน์เช่นนี้ ข้าจะเก็บเจ้าไว้ด้วยเหตุใด!”
ชายอีกคนเดินเข้ามา ยกขาถีบนางไปครั้งหนึ่ง “ไม่มีก็ไสหัวไปหามาให้ได้ หาได้แล้วค่อยกลับมา! นางสารเลว!”
กลุ่มชายกักขฬะทำร้ายร่างกายนางโจวไปยกใหญ่ นางไหนเลยจะมีเรี่ยวแรงตอบโต้ กระทั่งพวกเขาทนหิวไม่ไหวแล้ว จึงปล่อยนางไปในสภาพสะบักสะบอมและออกไปหาของกินด้วยตัวเองโดยไม่สนใจอีก
นางโจวซุกตัวอยู่ในมุมหนึ่งพร้อมกับร้องไห้ เจ็บปวดไปทั้งตัว นางอยากหนีไปจากรังอันโหดร้ายนี้ แต่นางไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ
......
อีกด้านหนึ่ง
เหอจิ่วเหนียงมาถึงหอสุราหอมสิบลี้แล้ว และสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ
เนื่องจากรูปลักษณ์.งดงาม อีกทั้งยังมาคนเดียว และที่สำคัญดูมีฐานะ เหอจิ่วเหนียงจึงดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 219: ไปเรียกเถ้าแก่พวกเจ้ามาหาข้า
ทว่าไม่มีใครเข้ามาหานาง เพราะยังไม่ทันที่คนหัวงูทั้งหลายจะได้เดินมา เหอจิ่วเหนียงก็เอะอะโวยวายขึ้นเสียก่อน
“นี่มันอาหารอะไรกัน หอสุราหอมสิบลี้เอาอาหารหมูมาให้ข้ากินอย่างนั้นหรือ!?”
นางชิมเพียงเล็กน้อย และถุยออกมาด้วยความรังเกียจ พร้อมกับดื่มชาล้างปาก
แต่แล้วชาที่นางดื่มเข้าไปก็ถูกพ่นออกมา “นี่ใบชาขยะอะไรของพวกเจ้า ยกมาให้ดื่มได้อย่างไร!?”
พวกเสี่ยวเอ้อร์เห็นวาจาท่าทางของหญิงสาวสีหน้าก็คล้ำทะมึนขึ้นทันที ดูก็รู้ว่าสตรีผู้นี้มาหาเรื่องก่อกวนหอสุราของพวกเขาชัดๆ
แต่ถึงกระนั้น ผู้ดูแลก็ยังเดินเข้าไปหานางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แม่นางท่านนี้ ไม่ทราบว่าไม่พอใจอาหารของร้านเราตรงไหนหรือขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงถอยหลังเล็กน้อยแล้วนั่งลง ยกขาไขว่ห้างและกล่าว “ไม่พอใจทุกอย่าง ไปเรียกเถ้าแก่ของพวกเจ้ามาเดี๋ยวนี้!”
รอยยิ้มของผู้ดูแลแข็งค้างไปทันที ผู้คนได้ยินดังนั้นก็เข้ามารุมล้อมมากขึ้นด้วยความสนใจ คิดว่าผู้หญิงคนนี้คงเป็นคนที่เถ้าแก่หอสุราหอมสิบลี้ไปล่วงเกินมาแน่ๆ ถึงได้มาเอาเรื่องถึงที่เช่นนี้
ผู้ดูแลยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าแม่นางตรงหน้าต้องการสิ่งใด จึงใช้วิธีประนีประนอมอย่างใจเย็น “แม่นางท่านนี้ ทางเราให้บริการบกพร่องตรงไหนท่านสามารถรีบแจ้งมาได้เลยขอรับ หรือไม่ อาหารบนโต๊ะนี้หอสุราหอมสิบลี้ของเราขอเลี้ยงแม่นาง เพื่อเป็นการชดเชยให้…”
“ข้าบอกว่า ไปเรียกเถ้าแก่ของพวกเจ้ามาหาข้าเดี๋ยวนี้!”
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะนึกอยากกินอาหารของที่นี่ จุดประสงค์ที่นางมาก็คือ ต้องการพบหลิวเยี่ยนไฉ
“อย่าหาเรื่องเดือดร้อนอย่างไร้เหตุผลเลยจะดีกว่า!”
ผู้ดูแลเริ่มหมดความอดทน เสียงดังขึ้นพร้อมกับสีหน้าเย็นชา ผู้หญิงคนนี้ชอบไม้แข็งไม่ชอบไม้อ่อนสินะ!
เถ้าแก่ของพวกเขามีสตรีแก้เหงาอยู่นอกบ้านหลายคน แต่ละคนเขาล้วนรู้จัก มีเพียงสตรีผู้นี้ที่เขาไม่เคยเห็นหน้า นางต้องเป็นคนที่คู่แข่งทางการค้าส่งมาก่อกวนเป็นแน่
“จับตัวนางไว้!”
ผู้ดูแลสั่งเสี่ยวเอ้อร์ด้านหลัง แสดงออกชัดว่าไม่อยากต่อปากต่อคำกับนางให้มากความอีกต่อไป
เสี่ยวเอ้อร์หลายคนเข้ามาล้อมเหอจิ่วเหนียงไว้ทันที
กลุ่มคนที่เข้ามาดูเรื่องสนุกเห็นท่าไม่ค่อยดี อย่างไรเสียนางก็เป็นโฉมงามคนหนึ่ง ถูกผู้ชายเป็นกลุ่มล้อมไว้เช่นนี้นี่มันอะไรกัน!
“พวกเจ้าเป็นผู้ชายมีกันหลายคนแต่กลับรังแกแม่นางตัวคนเดียวเช่นนี้น่ะหรือ!”
ใครคนหนึ่งออกตัวด้วยความห้าวหาญ
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมอง พบว่าเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาปานกลาง เพียงแต่ใบหน้าผอมซูบ สีหน้าเหลืองซีด บุคลิกลักษณะเช่นนี้ดูก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นพวกเสเพลนิยมชมชอบความบันเทิงในยามราตรี
เสี่ยวเอ้อร์เหล่านี้ไม่ได้กลัวคำพูดของเขาเลยสักนิด ทั้งยังเดินเข้าไปใกล้เหอจิ่วเหนียงยิ่งขึ้นด้วยท่าทางดุดัน
ในใจคิดอกุศล …อืม ผู้หญิงคนนี้สะโอดสะองซะเหลือเกิน ซี้ด อ่า…ประเดี๋ยวข้าจะขอเชยชมนางสักหน่อยเถอะ
เหอจิ่วเหนียงง้างมือตบหน้าเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่ง แม้จะแค่การตบครั้งเดียว แต่มีเพียงคนที่โดนตบเท่านั้นที่รู้ว่า แรงตบนี้หนักมากเพียงใด เสี่ยวเอ้อร์ดวงซวยรู้สึกราวกับสมองได้รับความกระทบกระเทือน ใบหน้าพลันบิดเบี้ยว
เพราะพวกเขาไม่ทันตั้งตัว เสี่ยวเอ้อร์ผู้โชคร้ายล้มลงไปนอนแน่นิ่ง ไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีก
เหอจิ่วเหนียงขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ มองทุกคนด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “ข้าจะพูดอีกครั้ง ข้าต้องการพบเถ้าแก่ของพวกเจ้า”
ผู้ดูแลตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนกับผู้หญิงทั่วไป พวกเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลย ดูท่าคงต้องไปเรียกเถ้าแก่มาพบนางจริงๆ
“รอสักครู่ ข้าจะไปเชิญเขามาเดี๋ยวนี้!”
ผู้ดูแลไปตามหลิวเยี่ยนไฉด้วยตัวเอง ส่วนเหอจิ่วเหนียงหันไปกล่าวกับฝูงชน “จะดูเรื่องสนุกก็ต้องดูให้จบ ข้าจะทำให้ทุกท่านเห็นว่า เบื้องหลังหอสุราหอมสิบลี้นี่กำลังทำเรื่องเน่าเฟะอะไรอยู่!”
สดับวาจา เสมือนคลื่นระลอกใหญ่พัดกระหน่ำ เกิดความฮือฮาในฝูงชนทันที ทุกคนล้วนคาดเดากันไปต่างๆนานา ยิ่งเมื่อเห็นว่าคู่กรณีสาวมีรูปร่างชดช้อย โดยเฉพาะหน้าอกที่ตั้งชัดน่ายั่วยวน พวกเขาก็คิดเห็นไปในทางเดียวกันว่า ต้องเป็นเรื่องความเจ้าชู้ของหลิวเยี่ยนไฉแน่ๆ
ภรรยาของหลิวเยี่ยนไฉเป็นคนดุ เขาจึงไม่มีอนุภรรยา แต่เขาเลี้ยงดูบรรดาหญิงสาวไว้ข้างนอกไม่น้อย ทั้งยังระแวดระวังเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้ภรรยาที่บ้านรับรู้ นึกไม่ถึงเลยว่าแม่นางผู้นี้จะกล้ามาหาเรื่องถึงที่ ไม่แน่ว่าเบื้องหลังนางอาจมีอำนาจบางอย่างหนุนหลังอยู่
ไม่ใช่สิ…
เห็นนางเอาชนะคนกลุ่มนี้ได้อย่างง่ายดาย อาจเป็นอำนาจของนางเองนั่นแหละ
อีกทางด้านหนึ่ง
ผู้ดูแลไปถึงหลิวเยี่ยนไฉแก่อย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายไม่เจอเถ้าแก่ กลับเจอฮูหยินของเขาแทน
“ฮูหยิน สวัสดีขอรับ”
ผู้ดูแลรีบทำความเคารพ ฮูหยินหลิวเห็นคนที่มาอย่างกะทันหันท่าทางร้อนรนจึงถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“ตอบฮูหยิน ที่หอสุรามีคนมาอาละวาดแล้วบอกว่าต้องการขอพบเถ้าแก่ ข้าน้อยเลยมาเชิญเถ้าแก่ให้ไปดูหน่อยขอรับ”
ผู้ดูแลตอบอย่างสุภาพ เหตุการณ์นี้รุนแรงเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว
“ใครกันที่กล้ามาหาเรื่องถึงหอสุรา แล้วเหตุใดถึงไม่ไล่ออกไปล่ะ?”
ฮูหยินหลิวขมวดคิ้วถาม นางเริ่มไม่พอใจ
“คนผู้นั้นมีความสามารถ เสี่ยวเอ้อร์ในร้านก็สู้ไม่ได้ขอรับ”
ผู้ดูแลยังคงสงบนิ่ง ทว่าฮูหยินหลิวทนไม่ไหวแล้ว “พาข้าไปดูเดี๋ยวนี้!”
“เอ่อ ฮูหยิน คนผู้นั้นต้องการพบเถ้าแก่ให้ได้ ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปตามหาเถ้าแก่เองขอรับ!”
ผู้ดูแลตื่นตระหนก กลัวว่าสตรีผู้นั้นจะมีความสัมพันธ์กับเถ้าแก่จริงๆ หากฮูหยินจับได้ละก็ ต้องเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่
ฮูหยินหลิวไม่ใช่คนที่ทำให้คนอื่นหนักใจ จึงกล่าว “เช่นนั้นเจ้าก็ไปตามหาเขาเถอะ ข้าจะไปดูก่อน”
พูดจบนางก็พาสาวใช้คนสนิทเดินไป ทว่าผู้ดูแลรีบเข้าไปขวางเอาไว้ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฮะ ฮูหยิน อย่าไปเลยขอรับ…”
“เพราะเหตุใด? เหตุใดข้าถึงไปไม่ได้?”
ฮูหยินหลิวรู้สึกถึงความผิดปกติ หัวคิ้วยับย่นกว่าเดิม
“คะ คน คนผู้นั้นมีการใช้กำลังด้วย ขะ ข้าน้อย ข้าน้อยกลัวว่าฮูหยินจะได้รับบาดเจ็บขอรับ!”
เหงื่อเย็นเริ่มผุดพรายบนหน้าผากผู้ดูแล รู้สึกว่าการช่วยเถ้าแก่ปิดบังเรื่องพวกนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ
แต่เมื่อนึกถึงเงินเดือนที่มากกว่าเดิมแล้วก็รู้สึกว่าต้องทำให้เต็มที่
“หลิวฉาง ทางที่ดีเจ้าบอกความจริงกับข้ามาดีกว่า!”
ฮูหยินหลิวถีบเขาไปหนึ่งที นางสัมผัสได้ว่าเรื่องนี้มีลับลมคมใน
ผู้ดูแลรีบทรุดตัวลงคุกเข่าขอร้องแทบเท้านาง “ฮูหยินระงับโทสะด้วย มีคนมาก่อเรื่องแค่นั้นจริงๆขอรับ ข้าน้อยมาเชิญเถ้าแก่ไปแก้ไขสถานการณ์ โปรดฮูหยินอย่าได้ทำให้ข้าน้อยลำบากใจเลยนะขอรับ”
ฮูหยินหลิวโกรธมาก ผลักผู้ดูแลออก และรีบพาสาวใช้ออกไปอย่างรวดเร็ว
หลิวฉางตื่นตระหนก
…จบเห่แล้ว จบเห่เป็นแน่!
เขารีบล้มลุกคลุกคลานไปหาตัวผู้เป็นนายไม่รอช้า
เหอจิ่วเหนียงรออยู่ครึ่งวันก็ยังไม่เห็นหลิวเยี่ยนไฉโผล่หัวมา แต่คนที่มากลับเป็นสตรีร่างอวบผิวคล้ำคนหนึ่ง วางท่าเย่อหยิ่งมาก ดูจากท่าทางของเสี่ยวเอ้อร์แล้ว คงจะเป็นฮูหยินของหลิวเยี่ยนไฉเป็นแน่
“เจ้าเป็นใครถึงได้กล้ามาหาเรื่องในหอสุราหอมสิบลี้ข้า!”
ทันทีที่เห็นเหอจิ่วเหนียง ฮูหยินหลิวก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง มิน่าล่ะ เหตุใดหลิวฉางถึงไม่กล้าบอกความจริงกับนาง ไม่แน่อาจเป็นคู่ขาของสามีบัดซบของนางก็ได้
สามีสารเลวเลี้ยงสาวๆมากมายอยู่นอกบ้าน นางเองก็รู้ แต่ตราบใดที่ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มาให้เห็น ไม่หาเรื่องนาง ต่างคนต่างอยู่ นางก็ยังทนได้ แต่ตอนนี้ ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแสดงตัวต่อหน้านางเท่านั้น ยังก่อเรื่องวุ่นวายในหอสุราอีก ทำให้นางต้องอับอายขายหน้า นางต้องสั่งสอนให้คนผู้นี้เข็ดหลาบสักครั้ง!
รูปร่างของสตรีผู้นี้สัดส่วนที่ควรชูชันก็เห็นเด่น สัดส่วนที่ควรเพรียวบางก็เพรียวบาง หน้าตางดงามยิ่งนัก อย่าว่าแต่บุรุษเลย แม้แต่สตรีด้วยกันอย่างนางก็ไม่อาจละสายตาได้
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถาม “ท่านเป็นเถ้าแก่เนี้ยของหอสุราหอมสิบลี้อย่างนั้นหรือ?”
นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเรียกตนว่าเถ้าแก่เนี้ย เป็นอนุฯ ควรเรียกนางว่าฮูหยินไม่ใช่หรือ?
แต่ฮูหยินหลิวก็พยักหน้ารับโดยสัญชาตญาณ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “มาก็ดีแล้ว ข้ามีอะไรจะให้ดู”
ตอนที่ 220: ยังจำเป็ดดำลู่ของอำเภอต้าหลิ่งได้หรือไม่
พูดจบ เหอจิ่วเหนียงก็ล้วงเอากระดาษปึกหนึ่งออกมาให้ฮูหยินหลิว พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุข…ที่กำลังจะเห็นคนมีความทุกข์ “ดูเอาเองเถอะ ฮูหยินใหญ่อย่างท่านแทบจะโดนเบียดจนไม่มีที่ยืนแล้ว”
ฮูหยินหลิวได้ยินเช่นนั้น ไม่ต้องดูว่ากระดาษนั่นมีอะไรสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปแล้ว
ยิ่งเมื่อเปิดดูแล้วก็ปรากฏว่า เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้ไม่มีผิด ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานความเจ้าชู้ที่หลิวเยี่ยนไฉก่อขึ้นข้างนอก คนที่เขาเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมีถึงสี่บ้าน แล้วยังมีพวกหญิงคณิกาอีก
ฮูหยินหลิวไม่อาจทนดูได้หมด ปิดหน้ากระดาษลงทันที ถลึงตาจับจ้องคนตรงหน้าเขม็ง “นี่เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“ก็เป็นคนที่มาก่อเรื่องวุ่นวายน่ะสิ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มแล้วกล่าวปลอบใจนาง “แต่ท่านวางใจได้ ข้าไม่ได้มาแย่งสามีท่านแน่นอน ที่ข้ามาก็เพราะเรื่องการค้า หลิวเยี่ยนไฉคิดไม่ซื่อมาหาเรื่องข้าก่อน ข้าจึงอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าหน้าตาของมันเป็นเช่นไร แล้วไหนล่ะ มันอยู่ไหน คงไม่ใช่ว่ากลัวจนไม่กล้าโผล่หัวออกมากระมัง”
ฝูงชนต่างรู้สึกว่าเรื่องราวน่าสนใจยิ่งขึ้น ดูท่าจะสนุกกว่าเรื่องเล่าที่พวกเขาชอบฟังเหล่านั้นเสียแล้วสิ!
“การค้าอะไร? ครอบครัวเจ้าก็เปิดหอสุราด้วยหรือ?”
เมื่อฮูหยินหลิวรู้ว่าอีกฝ่ายมาเพราะเรื่องการค้าจึงใจเย็นลงเล็กน้อย รอดูก่อนแล้วกัน ขอเพียงไม่ทำให้นางสุดทนจริงๆ นางก็ยอมรับได้
“ไม่ใช่” เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ครอบครัวข้าแค่ขายอาหารกินเล่นเท่านั้น”
ทุกคนไม่เข้าใจ ขายของกินเล่นแล้วมันเกี่ยวข้องกับหอสุราของตระกูลหลิวอย่างไร
ท่ามกลางความโกลาหล ในที่สุดตัวต้นเรื่อง–หลิวเยี่ยนไฉก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรีบร้อน เดิมทีเขามาพร้อมความโกรธเกรี้ยวเต็มพิกัด แต่เมื่อเห็นร่างอรชรที่ยืนอยู่บนเก้าแล้ว ดวงตาชายหัวงูก็ลุกวาวทันที
สตรีโฉมงามมาจากไหนกัน เหตุใดถึง.งดงามขนาดนี้!
ไม่เพียงมีใบหน้ารูปไข่น่ามองเท่านั้น รูปร่างยังเพรียวบาง ส่วนเว้าส่วนโค้งอกเอวละโพกช่างเป็นสัดส่วนที่สะกดใจยิ่งนัก
นี่เรียกว่ามาหาเรื่องอะไรกัน เห็นชัดๆว่ามาสร้างความสุขให้กับเขาต่างหาก!
“หลิวเยี่ยนไฉ สายตาสุนัขของเจ้านั่นมองอะไรกัน? ฮะ!”
ฮูหยินหลิวเห็นสามีมาถึงก็เอาแต่จ้องมองสตรีผู้นี้ตาไม่กะพริบ น้ำลายแทบไหลลงมาอยู่รอมร่อ นางจึงโกรธจนพ่นคำด่าออกมา
หลิวเยี่ยนไฉพลันได้สติ จึงพบว่าฮูหยินของตนก็อยู่ที่นี่ด้วย เขาหันไปส่งสายตาดุผู้ดูแลที่ยืนข้างกายเขม็งสื่อว่า เหตุใดไม่เตือนเขาก่อน
หลิวฉางก้มหน้าด้วยความน้อยใจ เห็นได้ชัดว่าเป็นนายท่านเองที่เห็นความงามแล้วลืมสิ้นทุกสิ่ง ลืมแม้แต่เรื่องสำคัญไปอย่างฉับพลัน เหตุใดถึงมาโทษเขาได้ล่ะ
แม้รู้สึกน้อยใจแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้
“แหะๆๆ ฮูหยิน เจ้ามาได้อย่างไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ จะให้ฮูหยินเสียอารมณ์ได้อย่างไร เจ้ากลับบ้านไปพักผ่อนก่อนเถอะนะ”
หลิวเยี่ยนไฉใช้ไม้อ่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ส่งสายตาให้สาวใช้ข้างกายภรรยา “ยังไม่พาฮูหยินกลับไปอีก!”
“หลิวเยี่ยนไฉ เจ้าอย่าคิดล่อให้ข้าออกไปจากที่นี่นะ วันนี้ข้าจะอยู่ที่นี่ รอดูว่าพวกเจ้าจะจัดการเช่นไร!”
ฮูหยินหลิวสะบัดมือหลิวเยี่ยนไฉออก และซ่อนกระดาษปึกนั้นไว้ในแขนเสื้อ …อนุฯ พวกนั้น นางจะต้องจัดการทีละคนแน่นอน!
หลิวเยี่ยนไฉสามารถทำให้หอสุรายิ่งใหญ่ได้เพียงนี้ เพราะได้รับการช่วยเหลือจากหลายฝ่าย บรรพบุรุษของเขาทำการค้าหอสุราจนตกทอดมาสู่รุ่นเขาก็ไม่เคยมีอาหารโดดเด่นอะไรมาก่อน หากไม่ใช่เพราะอาศัยครอบครัวของภรรยาคอยช่วยเหลือ หอสุรานี้คงสิ้นชื่อไปนานแล้ว
และด้วยเหตุนี้เอง สถานะของฮูหยินหลิวในจวนจึงสูงมาก หลิวเยี่ยนไฉไม่กล้ารับอนุฯ เข้าไปอยู่ในจวน เพราะไม่อยากทำให้ภรรยาไม่พอใจ
ดังคำกล่าวที่ว่า เกาะภรรยากิน
หลิวเยี่ยนไฉโกรธอยู่ในใจ ไม่นึกเลยว่าภรรยาอัปลักษณ์นี่จะทำให้เขาอับอายต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ แต่ด้วยอำนาจของครอบครัวภรรยา เขาได้แต่กล้ำกลืนฝืนยิ้มแล้วกล่าว “ฮูหยินอยากดูก็อยู่ดูได้ เอ้า อยากดูก็ดู!”
เขาประคองภรรยาไปนั่งด้วยตัวเอง ก่อนจะหันมาสนใจเหอจิ่วเหนียง “แม่นางผู้นี้ วันนี้มาก่อเรื่องถึงหอสุราข้า ช่วยบอกทีว่าเรามีความแค้นอะไรต่อกัน มันคุ้มค่าหรือไม่ที่ก่อเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ข้าเป็นคนซื่อสัตย์ยุติธรรมอยู่แล้ว ไม่กลัวคนอย่างเจ้าหรอก!”
ขณะที่กล่าวเขาวางท่าเย่อหยิ่ง แต่สายตาเจ้าเล่ห์กลับกวาด.มองเรือนร่างของเหอจิ่วเหนียงอย่างหยาบโลน ใบหน้าของเขาสื่อความหมายแทบทุกอย่างออกมาแล้ว
เหอจิ่วเหนียง.ยกจอกน้ำชาสาดใส่ตาหลิวเยี่ยนไฉ ฝ่ายถูกน้ำร้อนสาดตกใจจนร้องตะโกนและรีบ.ยกมือปิดตาตัวเอง
หญิงสาวกล่าวอย่างเย็นชา “หากเจ้ายังมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้อีก จอกต่อไปที่จะสาดใส่หน้าเจ้ามันจะไม่ใช่แค่น้ำชาแน่”
ทุกคนยังไม่ทันพูดอะไร ฮูหยินหลิวที่อยู่ข้างๆ ตบหน้าขาด้วยความชอบใจพร้อมตะโกนขึ้น “สาดได้ดี!”
สาวใช้ข้างกายเห็นท่าทางของนายหญิงก็รีบเตือนนางให้รักษาภาพลักษณ์
เหอจิ่วเหนียงเห็นสถานการณ์ทุกอย่าง …ฮูหยินหลิวผู้นี้ชักเป็นคนที่น่าสนใจแล้วสิ
หลิวเยี่ยนไฉโดนสาดน้ำใส่เช่นนี้ก็ไม่กล้าทำพฤติกรรมเมื่อครู่อีก ยืนห่อไหล่ก้มหน้าอยู่ข้างๆด้วยสภาพจนตรอก รอเหอจิ่วเหนียงบัญชา
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างเนิบนาบ สบายๆ “ไม่ทราบว่าเถ้าแก่หลิวยังจำเป็ดดำลู่ของอำเภอต้าหลิ่งได้หรือไม่?”
หลิวเยี่ยนไฉตกใจ “เจ้าคือ…”
“บอกตามตรง สูตรเป็ดดำลู่นั่นข้าคือคนศึกษาคิดสูตรออกมาเอง เถ้าแก่หลิวต้องการสูตรของข้า เหตุใดถึงไม่รู้ล่ะว่าข้าเป็นใคร?”
เหอจิ่วเหนียงแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา ส่วนคนอื่นก็พยายามนึกชื่อเป็ดดำลู่ ช่างคุ้นหูยิ่งนัก เหมือนว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
หลิวเยี่ยนไฉจึงตระหนักขึ้นได้ “เจ้าก็คือสาวม่ายมากความสามารถคนนั้นน่ะหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ คำว่าสาวม่ายไม่จำเป็นต้องพูดออกมาก็ได้กระมัง!
จู่ๆ มีคนหนึ่งในฝูงชนโพล่งขึ้น “ข้านึกออกแล้ว! ข้ามีญาติอยู่ที่อำเภอต้าหลิ่ง วันก่อนพวกเขามาเยี่ยมข้าที่บ้านก็เอาของกินพวกหัวเป็ดตุ๋น คอเป็ดตุ๋นมาฝากข้าสองชุด ญาติข้าบอกว่าเป็นของกินขึ้นชื่อในต้าหลิ่ง เรียกว่าเป็ดดำลู่ ตอนแรกที่เห็นข้าก็รังเกียจนะ แต่พอได้กัดเข้าไปคำเดียว ถึงกับวางไม่ลงเชียวละ!”
“ข้าก็พอจะนึกออกแล้ว! ได้ยินว่าเจ้าของร้านเป็นคนแซ่ลู่ ของที่ตุ๋นออกมาเป็นสีดำ ก็เลยตั้งชื่อว่าเป็ดดำลู่ ชื่อไม่น่าฟังเท่าไร แต่รสชาติสุดยอดเลยละ บ้านข้ายังส่งคนไปที่นั่นให้ซื้อกลับมาโดยเฉพาะเลยนะ! นึกไม่ถึงว่าแม่นางผู้นี้จะเป็นเจ้าของร้านเป็ดดำลู่!”
“เช่นนั้นหมายความว่า เถ้าแก่หลิวก็อยากซื้อสูตรเป็ดดำลู่ใช่หรือไม่ คนอยากซื้อก็ขายสิ เหตุใดต้องก่อเรื่องใหญ่โตด้วย?”
“ยังต้องอธิบายอีกหรือ ต้องเป็นเพราะตกลงราคากันไม่ได้แน่ๆ หรือไม่ก็อาจจะว่าง เลยมาหาเรื่องคนอื่นกระมัง!”
“ไอ้หยา ในเมืองเราเมื่อไรจะมีเป็ดดำลู่ขายสักทีนะ แค่ฟังพวกเจ้าพูดข้าก็น้ำลายสอแล้ว!”
ได้ยินเสียงตอบรับเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มมุมปาก ไม่คิดเลยว่าเป็ดดำลู่จะมีชื่อเสียงมาถึงเมืองหลักแล้ว ดูท่า แผนทำการค้าในเมืองคงจะเป็นจริงได้แล้ว
หลิวเยี่ยนไฉไม่พอใจ “ข้าต้องการซื้อสูตรอาหารของเจ้า แต่พวกเจ้าเองไม่ใช่หรือที่ไม่ยอมขาย ตอนนี้มาหาเรื่องข้าด้วยเหตุใดกัน?”
อันที่จริงเขาพอจะเดาได้ว่ามาเพราะเรื่องนางโจวแน่ แต่เขาจะไม่ยอมรับ!
“เถ้าแก่หลิวช่างเป็นคนขี้ลืมเสียจริง ตัวเองทำอะไรไว้ลืมไปแล้วหรือ เอาเถอะ ในเมื่อข้ามาถึงที่นี่แล้ว ข้าจะช่วยทบทวนเรื่องราวให้ท่านฟังอีกครั้งก็แล้วกัน”
สิ้นเสียง สายตาสาวงามก็กวาดมองไปที่ผู้คน
จบตอน
Comments
Post a Comment