ตอนที่ 221: นี่เป็นการสูญเสียของข้า
“เป็ดดำลู่ขายดีมากจริงๆ ในอำเภอต้าหลิ่ง เรายินดีร่วมทำการค้ากับร้านค้าที่จริงใจและซื่อสัตย์อยู่แล้ว แต่หอสุราหอมสิบลี้ช่างทำให้ข้าเปิดโลกจริงๆ ต้องการซื้อสูตรเป็ดดำลู่ของพวกเราในราคาต่ำไม่พอ พอข้าไม่ยอมขายให้ก็ส่งสายลับเข้าไปในบ้านข้าเพื่อขโมยสูตรอาหาร ข้าเคยเห็นเล่ห์เหลี่ยมสกปรก.สกปรกจากการทำการค้ามาไม่น้อย แต่วิธีการไร้ยางอายอย่างที่เถ้าแก่หลิวทำข้าเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก”
ขณะที่เหอจิ่วเหนียงโพนทะนา หลิวเยี่ยนไฉก็ลอบทำท่าทางขอร้องวิงวอน แต่เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะแยแส เล่าทุกอย่างออกมาจบในรวดเดียว
ฝูงชนเริ่มวิจารณ์อีกครั้ง แม้แต่ฮูหยินหลิวก็มองสามีด้วยสายตาผิดแปลกไป
หลิวเยี่ยนไฉกัดฟันสู้ “นี่เจ้า นางหญิงม่าย เจ้าจะมาพูดจาเหลวไหลใส่ร้ายป้ายสีกันลอย ๆ เช่นนี้ไม่ได้นะ! ไหนล่ะหลักฐาน? ไม่อย่างนั้นข้าจะไปแจ้งทางการเอาเรื่องเจ้า!”
“โอ๊ย! คำก็ม่าย สองคำก็ม่าย ข้ารู้แล้วว่าข้าเป็นสาวม่าย ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าสอดปากเตือน ไปแจ้งทางการก็ยิ่งดี ข้าเองก็กำลังกลัวว่าเถ้าแก่หลิวจะรังแกชาวบ้านคนธรรมดาที่ทำการค้าเล็กๆหาเลี้ยงชีพอย่างพวกข้าอยู่พอดี จะได้ให้ทางการทวงคืนความยุติธรรมให้ข้าด้วย”
เดิมทีหลิวเยี่ยนไฉคิดว่านางจะไม่กล้าไปพบทางการกับเขา สตรีแซ่โจวผู้นั้นถูกเขาไล่ออกไปแล้ว คนแซ่ลู่ที่ถูกนางหักหลังก็คงไม่โง่เก็บนางไว้อีก ดังนั้นพวกนางไม่มีพยาน และมาเอาผิดกับเขาไม่ได้
แต่ไม่คิดว่าสตรีม่ายจะตอบสนองเช่นนี้ หรือว่าพวกนางเก็บนางโจวไว้?
หลิวเยี่ยนไฉคับแค้นใจ ตนประมาทเกินไปแล้ว ตอนนั้นเขาน่าจะจัดการนางสารเลวนั่นโดยไม่ลังเลเสีย
เมื่อเห็นท่าทางตกใจนิ่งอึ้งไปของเถ้าแก่หลิว จากเดิมทีทุกคนเชื่อเพียงครึ่ง ตอนนี้ก็เชื่อไปเก้าส่วนแล้ว
หากมั่นใจว่าตัวเองถูกใส่ความจริงๆ ก็ต้องไปยืนยันจะไปแจ้งทางการตั้งแต่แรกแล้ว แต่หลิวเยี่ยนไฉกลับมีท่าทีลังเลขาดความมั่นใจ
“เถ้าแก่หลิว ที่แม่นางผู้นี้พูดคงไม่ใช่เรื่องจริงกระมัง ท่านส่งคนไปขโมยสูตรอาหารของนางจริงหรือ ทำเช่นนั้นจริงหรือไม่!”
“ถึงแม้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาหอสุราหอมสิบลี้ของพวกเจ้าไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ แต่อย่างน้อยก็เป็นร้านเก่าแก่ พวกเรายังคงคิดถึงเสมอ ขอเพียงเจ้าทำการค้าให้ดีก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะอยู่ต่อไปไม่ได้ เหตุใดเจ้าต้องส่งคนไปขโมยสูตรอาหารของคนอื่นด้วย?”
“นั่นสิ!”
เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่ไปในทิศทางเดียวกัน หลิวเยี่ยนไฉยืนกระต่ายขาเดียว “ข้าไม่ได้ทำ! เจ้าใส่ร้ายข้า! เจ้าเอาหลักฐานออกมาสิ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี ล้วงเอากระดาษออกมาจาก.อกเสื้อ และกางให้ทุกคนดู “นี่เป็นพยานบุคคลที่เห็นนางโจว–หัวขโมยถูกขับไล่ออกมาจากหอสุราหอมสิบลี้อำเภอต้าหลิ่ง ทุกคนในเหตุการณ์นั้นประทับลายนิ้วมือเป็นพยาน นี่คือหลักฐาน ส่วนตัวบุคคลที่เป็นพยานเหล่านี้ หากต้องการ ข้าสามารถพาพวกเขามาที่นี่ได้วันนี้เลย ทุกคนพร้อมรอเป็นพยานต่อหน้าศาลอยู่แล้ว”
ความจริงแล้วไม่ได้มีการลงนามประทับลายนิ้วมือของพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์อย่างที่นางว่าเลย ทั้งหมดนี้เหอจิ่วเหนียงทำขึ้นเองเพื่อข่มขู่หลิวเยี่ยนไฉก็เท่านั้น
หลิวเยี่ยนไฉนึกไม่ถึงว่านางจะเตรียมตัวมาพร้อมเช่นนี้ ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรต่อ
คนอื่นพอเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นบ้างแล้ว ในใจพลันรู้สึกผิดหวังต่อหอสุราหอมสิบลี้มาก อย่างไรก็เป็นร้านเก่าแก่ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าของร้านจะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงถึงเพียงนี้ ต่อไปคงไม่ขออุดหนุนหอสุราไร้จริยธรรมชื่อนี้อีก
“แล้วจะ จะ เจ้า เจ้าจะเอาอย่างไร ต่อให้สิ่งที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง แต่ก็ไม่ได้ทำสำเร็จสักหน่อย!”
หลิวเยี่ยนไฉเจรจาเสียงเบา สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางใดก็ไม่ส่งผลดีต่อเขา ทำได้เพียงยอมอ่อนข้อไปก่อน
ทุกคนสูดลมหายใจลึกเข้าปอดด้วยความตะลึง นี่เขายอมรับแล้วใช่หรือไม่ แต่ยอมรับแล้วยังวางท่าอวดดีราวกับตัวเองไม่ผิดอีก คนเช่นนี้เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็น
“ไม่เอาอย่างไร ที่ข้ามาในวันนี้ก็แค่อยากจะบอกเจ้า หากอยากทำการค้าก็มาคุยกับข้าอย่างตรงไปตรงมา เงินต้องถึง แค่นี้เราก็ร่วมการค้ากันได้แล้ว แต่ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ทางที่ดีก็จงหยุดทำในสิ่งที่ไม่ควรทำซะ ผู้ดูแลจางคงบอกเจ้าเรื่องที่ข้าไปเอาเรื่องกับเขาแล้วกระมัง ถ้าหากเจ้าไม่เลิกรา จุดจบของเจ้าต้องน่าสังเวชกว่าเขาแน่”
กล่าวจบนางก็เตรียมจะจากไป แต่ขณะที่เดินผ่านฮูหยินหลิว นางชะงักฝีเท้าแล้วเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ถ้าหากฮูหยินอยากกำจัดจุดด่างดำบนใบหน้าก็รีบไปหาข้าที่โรงหมออวี้หยวน”
ฮูหยินหลิวรูปร่างอ้วนท้วน ผิวหมองคล้ำ คนทั่วไปดูไม่ออกว่าใบหน้านางมีจุดด่างดำ แค่คิดว่านางเป็นคนผิวดำคล้ำ หน้าตาอัปลักษณ์ แต่เหอจิ่วเหนียงกลับดูออกในพริบตา ทำเอาฮูหยินหลิวถึงกับอึ้งไป
เมื่อดึงสติกลับมาได้ เหอจิ่วเหนียงก็เดินจากไปไกลแล้ว
ฮูหยินร่างอวบรีบคว้ามือสาวใช้ข้างกายแล้วกล่าวถาม “เมื่อครู่นางบอกว่าให้ไปหานางที่ไหนนะ?”
“เอ่อ เหมือนว่าจะเป็นโรงหมออวี้หยวนนะเจ้าคะ เป็นโรงหมอของท่านหมอหลวงซ่งเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าจำเอาไว้ พรุ่งนี้เราจะไปหานางกัน!”
ฮูหยินหลิวรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา น่าเสียดายที่วันนี้นางมีเรื่องให้ต้องจัดการ ไม่อย่างนั้นนางคงตามไปตอนนี้แล้ว!”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางทุ่มเทไปไม่น้อยเกี่ยวกับใบหน้า แต่กลับไม่เห็นผลลัพธ์ใดเลย
ไม่ว่าจะไปที่ใดก็โดนเยาะเย้ยกลับมา แม้ครอบครัวนางจะร่ำรวย แต่กลุ่มของบรรดาฮูหยินมักจะไม่เชิญนางเข้าร่วมกลุ่มด้วยยกเว้นเสียแต่ตอนที่ต้องการผลประโยชน์จากนาง นางจึงอยากทำให้ตัวเองดูดีขึ้นมาตลอด
สาวใช้ตอบตกลง และช่วยประคองนายหญิงกลับบ้าน ฮูหยินหลิวโบกมือพลางกล่าว “ไม่ต้องรีบ ตอนนี้ยังมีเรื่องต้องจัดการ”
กล่าวจบนางก็ไม่สนใจว่าจะมีคนมองมากน้อยเพียงใด เดินเข้าไปดึงหูหลิวเยี่ยนไฉแล้วลากขึ้นไปบนห้องเซียงฝางด้านบน จากนั้นดุด่าสารพัด
“หลิวเยี่ยนไฉ เจ้าอธิบายข้ามาเดี๋ยวนี้ว่านี่มันเรื่องบ้าอะไร ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ข้าทุ่มเงินให้เจ้าทำการค้า มีอะไรเจ้าก็ต้องบอกข้า! แล้วเจ้าดูซิว่าเจ้าทำอะไรลงไป!”
หลังจากเข้ามาในห้องส่วนตัว ทั้งเสียงทุบตี เสียงดุด่าสารพัก และเสียงร้องขอชีวิตของหลิวเยี่ยนไฉก็ดังลั่นออกมา ทุกคนถอนหายใจอย่างหมดคำพูด ก่อนจะส่ายหน้าแล้วแยกย้ายกันออกไป
ฮูหยินหลิวสั่งสอนสามีไปหนึ่งยกเสร็จก็กลับบ้าน จากนั้นให้คนไปสืบเรื่องหมอหญิงแห่งโรงหมออวี้หยวน สุดท้ายจึงได้รู้ว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นหมอเทวดาจริงๆ และเป็นหมอที่ทำการรักษาอาการป่วยของคุณหนูตระกูลเกาจนหาย ในใจรู้สึกดีใจมาก ตัดสินใจแน่วแน่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะรีบไปหานาง
ส่วนหลิวเยี่ยนไฉตอนนี้ไม่กล้ากลับบ้านแล้ว เขาอาศัยอยู่ที่หอสุรา นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงให้หลิวฉางทำแผลให้
“เฉิงเสวี่ยเวยหญิงใจคอโหดเหี้ยม นึกไม่ถึงว่านางจะฉีกหน้าข้าต่อหน้าคนมากมายเช่นนั้น ไม่ช้าก็เร็ว วันหนึ่งข้าจะกำจัดนางแน่คอยดู!
โอ๊ยๆๆ เบาๆหน่อยสิ! ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้วนะ!
ม่ายสาวนั่นก็จริงๆเลย มีเรื่องก็ให้เจ้ามาบอกข้าไม่ได้หรืออย่างไร เหตุใดต้องก่อความวุ่นวายเช่นนี้ด้วย ไร้เหตุผลจริงๆ!”
หลิวเยี่ยนไฉปากพร่ำสาดคำด่าทอไม่หยุด หลิวฉางไม่ตอบอะไร ตอนแรกม่ายสาวให้เขาไปตามเถ้าแก่แล้ว แต่เขาตัดสินใจโดยพลการให้เด็กรับใช้ลงมือสั่งสอนนางเอง เรื่องถึงได้บานปลายเช่นนี้
หลิวเยี่ยนไฉพูดต่อ “แต่จะว่าไป สาวม่ายคนนี้ก็สะสวยชวนให้เร่าร้อนจริงๆ! เจ้าสุนัขเหล่าจางเขียนจดหมายมาบอกข้าก็บอกไม่หมด ผู้หญิงคนนี้งดงามเพริศพริ้งขนาดนี้ เราจะใช้วิธีต่ำช้าได้อย่างไรกัน ควรรักหยกถนอมบุปผาสิ! ตอนนี้ภาพลักษณ์ของข้าในใจนางพังทลายหมดแล้ว อา นี่เป็นการสูญเสียของข้าจริงๆ!”
หลิวฉางได้ยินเช่นนี้ถึงกับอึ้ง คิดในใจ …คนที่ทำให้ท่านต้องโดนฮูหยินทุบตีจนสภาพเป็นเช่นนี้ก็สาวม่ายคนนั้นไม่ใช่หรือ ท่านควรโกรธนางจึงจะถูก เหตุใดถึงยังรู้สึกเสียดายเช่นนี้ล่ะ!
ตอนที่ 222: ไม่เหมือนกับที่จินตนาการเอาไว้เลย
“นายท่าน ไม่ใช่ว่าท่านต้องตาสาวม่ายคนนั้นเข้าแล้วกระมัง?”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลิวฉางก็เอ่ยออกมาด้วยความใจกล้า
หลิวเยี่ยนไฉไม่ได้ปฏิเสธ “ผู้หญิงรูปร่างหน้าตางดงามขนาดนั้นใครบ้างจะไม่ชอบ อีกอย่างนางก็ไม่มีสามี ดังคำกล่าวที่ว่า สาวงามแสนดี ย่อมเป็นที่หมายปองของชายหนุ่ม ข้าว่า ข้ากับนางต้องเป็นคู่ที่สวรรค์ลิขิตให้พบกันเป็นแน่!”
ยามรำพึงรำพัน ในหัวของหลิวเยี่ยนไฉก็ฉายภาพรอยยิ้มอันงดงาม และร่างระหงของเหอจิ่วเหนียงไปด้วย จนเขาลืมความเจ็บปวดตามร่างกายไปชั่วขณะ
หลิวฉางอดเตือนไม่ได้ “นายท่าน แต่ฮูหยิน… แต่ทักษะการป้องกันตัวของหญิงม่ายคนนั้นไม่ธรรมดา ดูแล้วไม่ใช่คนที่เราจะรับมือได้ง่ายๆเลยนะขอรับ…”
เขาอยากเกลี้ยกล่อมไม่ให้หลิวเยี่ยนไฉไปยุ่งกับของที่ไม่ควรยุ่ง ทว่าหลิวเยี่ยนไฉกลับหลงคิดไปว่าเหอจิ่วเหนียงมาหาเขาถึงที่ก็เพราะอยากรู้จักเขา แต่ติดตรงที่สถานะม่ายของนางเป็นเรื่องยากจะเอ่ย นางจึงใช้วิธีการเข้าหาเช่นนี้
“จะกลัวอะไร ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงเช่นไรก็ขาดผู้ชายไม่ได้อยู่ดี! นางไม่มีสามีแล้วเช่นนี้ไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่ ตราบใดที่จับนางขึ้นเตียงได้ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับข้าแล้วไม่ใช่หรือ?”
หลิวเยี่ยนไฉจินตนาการถึงฉากอันเร่าร้อนก็อดยิ้มหยาบโลนไม่ได้
หลิวฉางลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังตัดสินใจขัดขวาง “นายท่าน เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ทำให้ฝ่ายเราดูไม่ดีเลย ตอนนี้อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเลยขอรับ”
“อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามบ้าบออะไร!”
หลิวเยี่ยนไฉถูกขัดใจจนไม่สบอารมณ์ทันที หันขวับไประบายโทสะโดยการตบหน้าเขาครั้งหนึ่ง “นางเป็นคนอำเภอต้าหลิ่ง ไม่รู้ว่าจะอยู่ในเมืองหลักกี่วัน ต้องชิงโอกาสนี้คว้านางมาให้ได้! ผู้หญิงคนนั้นมีความสามารถ สามารถศึกษาสูตรเป็ดดำลู่นั่นออกมาได้ หากได้นางมา สูตรเป็ดดำลู่นั่นก็จะกลายเป็นของข้าแล้วไม่ใช่หรือ”
หลิวฉางไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไร้สิทธิ์ไร้เสียงที่จะคัดค้าน
เมื่อเห็นลูกน้องคนสนิทไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับ เถ้าแก่หลิวก็ยิ่งโกรธจัดจนตะคอกออกไป “ยังยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ รีบไปเตรียมของให้ข้าสิ! อีกอย่าง ให้คนไปบอกสาวม่ายคนนั้นว่า คืนพรุ่งนี้ข้าอยากจะขอโทษนางโดยการเลี้ยงข้าวนางสักมื้อ”
“คืนพรุ่งนี้หรือขอรับ?”
หลิวฉางตกใจ มันจะไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ?
“ไม่ได้หรืออย่างไร?”
หลิวเยี่ยนไฉเขม็งตาใส่เขา รู้สึกว่าหลิวฉางนับวันยิ่งขัดใจเขามากขึ้นแล้ว รอจัดการเรื่องนี้เสร็จก่อนแล้วค่อยไล่ออกซะ
“ดะ ได้ๆขอรับ ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
หลิวฉางรับคำสั่งและรีบไปจัดการทันที
เขากำลังลังเลว่า จะบอกเรื่องนี้กับฮูหยินดีหรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงวิธีการเหล่านั้นของนายท่านเขาก็ไม่กล้าบอก
ทุกอย่างก็คงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาของม่ายสาวผู้นั้นแล้ว
.......
เหอจิ่วเหนียงนอนพักผ่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยม เช้าวันต่อมาก็เดินทางไปบ้านตระกูลหู–บ้านของหูเหวินไห่ผู้ป่วยกามโรค ครั้งนี้ก็เป็นเหมือนทุกครั้ง หมอซ่งมารอนางอยู่ที่หน้าบ้านหูเหวินไห่ก่อนแล้ว
“หมอเหอ เมื่อคืนนอนหลับพักผ่อนที่โรงเตี๊ยมสบายหรือไม่?”
ทุกครั้งที่หมอซ่งเจอเหอจิ่วเหนียงก็จะมีทีท่าเกรงใจอยู่เสมอ เพื่อแสดงความเคารพต่อนาง
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางค้อมศีรษะ “นอนหลับสบายเจ้าค่ะ”
หมอซ่งขานรับ ก่อนจะเอ่ยต่อ “นายท่านหูคนนี้หลังจากเป็นโรคนี้ก็มักจะอารมณ์เสียอยู่ตลอด ประเดี๋ยวเจ้าระวังตัวหน่อยนะ”
อย่างไรเสียก็ต้องแนะนำให้หมอเหอรู้จักคนไข้คร่าวๆก่อน โดยเฉพาะสิ่งที่ควรระวัง เพราะเขากลัวว่านางจะทำให้นายท่านหูโมโห
“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้ารับมือได้”
ครั้งนี้ซ่งฉือก็เข้าไปด้วย อย่างไรเสียโรคของนายท่านหูก็ไม่ใช่โรคทั่วไป หลายอย่างเหอจิ่วเหนียงที่เป็นสตรีไม่สะดวกทำ จำต้องมีคนคอยช่วย
อันที่จริงพาเด็กผู้ช่วยในโรงหมอมาคนเดียวก็ได้แล้ว แต่…ซ่งฉืออยากมาเอง
ด้วยรู้ว่าวันนี้หมอจะเข้ามา คนในจวนตระกูลหูจึงรอต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว นางเฟิง–ฮูหยินแห่งตระกูลหูรู้ว่าท่านหมอเป็นสตรีจึงได้เตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเหอจิ่วเหนียงก็ถึงกับตกตะลึง
งดงามเกินไปแล้ว!
ทุกวันนี้เมื่อนึกถึงวีรกรรมของสามีตนที่ชอบออกไปใช้ชีวิตเมามายในสถานที่โสมมจนติดโรคสกปรกกลับมาทีไรนางก็รู้สึกโมโหเขาทุกครั้ง
แต่แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นหลังจากได้เห็นเหอจิ่วเหนียง …หากสามีนางผู้โปรดปรานสาวงามในหอคณิกาได้เห็นสาวงามสะพรั่งในโลกแห่งความเป็นจริงมายืนอยู่ตรงหน้าเขา…ในสภาพที่เขาเป็นเช่นนั้น เขาจะรู้สึกปวดใจดั่งเข็มทิ่มแทงหรือไม่
คิดได้ดังนี้ฮูหยินหูก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย ควรทำให้ตาเฒ่านั่นจำให้ขึ้นใจ ให้เขาได้รู้ว่าสตรีงดงามไม่ได้มีแค่ในสถานที่อโคจรเท่านั้น!
“ท่านหมอเหอช่างงดงามยิ่งนัก มาๆ ข้าจะพาท่านไปดูอาการของสามีข้า”
ท่าทางฮูหยินหูกระตือรือร้นเป็นกันเองมาก เหอจิ่วเหนียงรู้สึกแปลกใจ แต่ทุกคนก็ยังเดินตามนายหญิงของบ้านเข้าไปในห้อง
อาการป่วยของนายท่านหูอยู่ในขั้นรุนแรง ตอนที่รู้ว่าตนเองติดโรคในตอนแรกเขาก็ยังออกไปทำตัวเจ้าชู้ข้างนอกต่อ แต่ในตอนนี้เขาต้องนอนติดเตียง ไม่สามารถลุกขึ้นได้แล้ว
“นายท่าน ท่านหมอที่จะรักษาให้ท่านมาถึงแล้ว!”
ฮูหยินหูเปิดม่านด้วยท่าทางมีความสุข จงใจให้หูเหวินไห่เห็นรูปลักษณ์ของเหอจิ่วเหนียงให้ชัดๆ
เป็นดังคาด ดวงตาที่เดิมล่องลอยไร้ชีวิตชีวาพลันเปล่งประกายเจิดจ้าเมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียง
“นี่คือหมอหรือ?”
“ใช่น่ะสิเจ้าคะ! ข้าไม่เคยเห็นใคร.งดงามถึงเพียงนี้มาก่อนเลย…ท่านพี่ ท่านว่าจริงหรือไม่เจ้าคะ?”
ฮูหยินหูยกยิ้มเลศนัย หูเหวินไห่พยักหน้าพลางจับจ้องเหอจิ่วเหนียงด้วยจิตใจตัณหา
ที่เขาป่วยเป็นโรคเช่นนี้ได้ย่อมมาจากการใช้ชีวิตสำส่อนมานานหลายปี ตอนนี้เห็นเหอจิ่วเหนียงเขาไม่อาจละสายตาได้เลย สันดานสุนัขชอบกินขี้เปลี่ยนไม่ได้จริงๆ
ซ่งฉือไม่รู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ทำกำลังอะไรกันอยู่ เขาจึงมายืนปกป้องเหอจิ่วเหนียงอยู่ด้านหน้าแล้วกล่าว “ตรวจดูอาการป่วยก่อนเถอะ”
“อ้อใช่ๆ ให้ท่านหมอเหอตรวจก่อนเถอะ! ท่านหมอเหอจะตรวจเช่นไรหรือ?”
ท่าทางกระตือรือร้นของฮูหยินหูทำให้เหอจิ่วเหนียงรู้สึกรังเกียจมาก “ถอดกางเกงออกก็พอแล้ว”
ฮูหยินหูจึงตอบตกลง “เช่นนั้นคนอื่นก็ออกไปก่อนเถอะ ให้ท่านหมอเหออยู่คนเดียวก็พอแล้ว”
สิ่งที่นางปรารถนาก็คือ ทำให้หูเหวินไห่รู้สึกว่าเห็นเนื้ออันโอชะลอยอยู่ตรงหน้าแต่คว้ามากินไม่ได้ ให้เขารู้สึกทุกข์ทรมาน แต่สิ่งนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงและสองพ่อลูกสกุลซ่งไม่พอใจ พวกเขาล้วนเป็นหมอเหมือนกัน เหตุใดต้องให้เหอจิ่วเหนียงอยู่ในนี้คนเดียว
“ฮูหยินเข้าใจวิชาแพทย์หรือเจ้าคะ?”
จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็กล่าวถามขึ้น
ฮูหยินหูส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ
เหอจิ่วเหนียง “เช่นนั้นท่านมีสิทธิ์อะไรมาก้าวก่ายงานของพวกข้า?”
ฮูหยินหูได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ราวกับมีสิ่งใดติดคออยู่ก็มิปาน จางนั้นนางก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร
เหอจิ่วเหนียงกล่าวอีก “ถ้าหากพวกท่านอยากรักษาจริงๆก็อยู่เฉยๆ อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลา”
วาจาโอหังเช่นนี้ทำให้ฮูหยินหูรู้สึกโกรธ ชี้หน้าเหอจิ่วเหนียงทันที แต่กลับพูดอะไรไม่ออก “นี่เจ้า เจ้า…”
เห็นภรรยาทำให้คนงามโกรธเช่นนี้ หูเหวินไห่ก็รีบเอ่ยขึ้น “ฟังที่ท่านหมอเหอพูด เจ้าออกไปได้แล้ว!”
ฮูหยินหูสู้กลับไม่ได้ จึงทำเสียงฮึดฮัดและเดินกระแทกเท้าออกจากห้องไป
บ่าวรับใช้ช่วยถอดกางเกงให้หูเหวินไห่ เมื่อสิ่งที่อยู่ภายใต้กางเกงเผยออกมา คนที่นอนอยู่บนเตียงรู้สึกขวยเขินเล็กน้อย…
…ของสงวนของเขาเกิดอาการตื่นตัวจนตั้งขึ้น ตั้งแต่ได้เห็นหน้าเหอจิ่วเหนียง
สีหน้าของสองพ่อลูกสกุลซ่งคล้ำทะมึน หูเหวินไห่ผู้นี้ ความตายกำลังมาเยือนตรงหน้าแล้วยังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีอีก!
ทว่าสตรีผู้ถูกคุกคามกลับสงบนิ่งอย่างมาก ยืนห่างออกไปสองหมี่ และตรวจดูด้วยสายตาโดยไม่เข้ามาใกล้เกินกว่านั้นอีก จากนั้นก็สรุปอาการ “แผลอยู่ในขั้นรุนแรง ต่อไปนี้ไม่ต้องใส่กางเกงแล้ว ปิดไว้อาการจะยิ่งแย่ ข้าจะเขียนเทียบยาให้ก่อน ต้มแล้วใช้ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นแผล”
กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็เดินไปนั่งที่โต๊ะด้านข้าง ให้บ่าวรับใช้ไปเตรียมกระดาษกับพู่กันมา
หูเหวินไห่เผยสีหน้าประหลาดใจ …เหตุใดถึงไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้เลย
ตอนที่ 223: ฮูหยินหลิวตรวจโรค
โดยปกติแล้วทุกครั้งที่หมอซ่งมาตรวจอาการให้เขา ก็ต้องเข้ามาดูใกล้ๆอย่างละเอียด ใช้เวลาตรวจนาน ทั้งยังเอามือมาจับต้องด้วย
ชายมักมากจึงคิดว่าหมอเหอก็ต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงใจจดจ่อรอคอยอย่างตื่นเต้น…แต่ผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?
“ท่านหมอเหอไม่เข้ามาดูใกล้ๆหน่อยหรือ?”
คนใจหยาบโลนโพล่งถามออกไปตามใจคิด แต่พอนึกได้ว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรจึงรีบอธิบายเสริม “ข้ากังวลว่าท่านอาจจะตรวจไม่ละเอียดแล้วเขียนเทียบยาไม่ตรงอาการน่ะ”
“วางใจเถอะ ข้าสายตาดี”
เหอจิ่วเหนียงตอบกลับสั้นๆ ขณะเขียนเทียบยาโดยไม่ได้หันมามองอีกฝ่าย
หูเหวินไห่ออกอาการหงุดหงิด สีหน้าเผยความผิดหวังออกมา
สองพ่อลูกแซ่ซ่งลำบากใจอย่างยิ่ง ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงต่างหากที่เป็นฝ่ายได้รับการคุกคาม แต่พวกเขาก็รู้สึกอึดอัดไปด้วย บวกกับรู้สึกผิดต่อเหอจิ่วเหนียงอย่างสุดซึ้ง ต่อไปนี้ถ้ามีผู้ป่วยโรคเช่นนี้มาที่โรงหมออีก ต่อให้ค่ารักษาจะสูงเพียงใดพวกเขาจะไม่มีทางรับรักษาอีกแล้ว
บ่าวรับใช้หยิบเทียบยามาและรีบไปหาสมุนไพรมาต้มทันที จากนั้นก็ใส่ถังน้ำยกเข้ามา
หูเหวินไห่คิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะช่วยล้างให้เขา ทว่าคนโลกสวยก็ต้องผิดหวังอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงไม่แม้แต่เหลือบมองเขา ทั้งยังกำชับกับบ่าวรับใช้ว่า “ล้างให้ดี”
บ่าวรับใช้เดินเข้าไปด้วยความฝืนใจ ขณะกำลังจะเริ่มลงมือ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เข้าไปอีกสองคน ไปจับนายท่านของพวกเจ้าเอาไว้อย่าให้เขาขยับ”
บ่าวรับใช้อีกสองสามคนรีบเข้าไปจับผู้เป็นนายยึดไว้บนเตียงตามคำสั่งของท่านหมอเหอ เสร็จเรียบร้อยแล้วบ่าวรับใช้ที่รับหน้าที่ทำความสะอาดก็เทยาต้มลงบนแผลเขา
“อ๊าก!!!”
เสียงกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือดดังลั่นขึ้น ทำเอาสองพ่อลูกซ่งถึงกับตื่นตระหนก
เหอจิ่วเหนียงมีท่าทีนิ่งสงบ มีเพียงมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มราวกับว่าเสียงกรีดร้องนี้ไพเราะมากก็มิปาน
ซ่งฉือบังเอิญเหลือบไปเห็นรอยยิ้มแฝงนัยของนางพอดี พลันนั้นก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจ …หรือว่านางจงใจ?
จากนั้นไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
ความกังวลของเขาเมื่อครู่นั้นคงไม่จำเป็นแล้ว
หลังจากบ่าวรับใช้จัดการล้างแผลเสร็จ หูเหวินไห่ก็เจ็บปวดจนตัวอ่อนปวกเปียก นอนหมดสภาพอยู่บนเตียงไม่ไหวติงแล้ว
เขาคิดว่าความทรมานสิ้นสุดแล้ว… แต่มันยังไม่จบเพียงเท่านี้!
เหอจิ่วเหนียงเอาผงยาห่อหนึ่งออกมา แล้วให้ซ่งฉือช่วยโรยยาลงไปบนแผล
จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หูเหวินไห่ข้องใจอย่างมาก ที่ผ่านมาท่านหมอซ่งก็รักษาให้เขาด้วยการใช้ยาภายนอกมาแล้ว แต่ไม่เจ็บปวดทรมานเช่นนี้เลย
หรือว่ายิ่งเจ็บ ผลลัพธ์ก็ยิ่งดี?
การทำความสะอาดแผลเมื่อครู่เจ็บปวดยิ่งกว่าเทเหล้าลงบนแผลซะอีก!
และการทายาในตอนนี้ก็ทรมานยิ่งกว่าการเอาเกลือโรยลงบนบาดแผลมาก!
หลังจากซ่งฉือโรยผงยาลงบนแผลเสร็จ ในที่สุดหูเหวินไห่ก็ทนต่อความเจ็บปวดไม่ได้จนหมดสติไป
“เอาละ ไปเรียกฮูหยินของพวกเจ้ามาจ่ายเงินเถอะ พรุ่งนี้พวกข้าจะมาอีกครั้ง”
การให้หมอรักษาย่อมมีค่ารักษา เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องบอกเพราะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงก็จงใจพูดออกมาตามตรง ในเมื่อฮูหยินหูเสียมารยาทกับพวกนางก่อน เหตุใดนางจะต้องรักษามารยาทกับคนเช่นนี้ด้วย ง่ายๆเพียงเท่านี้
เป็นดังคาด เมื่อได้ยินบ่าวรับใช้รายงานว่าเหอจิ่วเหนียงจงใจพูดถึงค่าออกตรวจ สีหน้าของฮูหยินหูก็ย่ำแย่ลงทันที นี่ทำราวกับว่าครอบครัวนางจะไม่จ่ายเงินค่ารักษาจนต้องมาเอ่ยเตือนอย่างไรอย่างนั้น
สุดท้ายฮูหยินหูสั่งให้สาวใช้ไปเตรียมเงินมาห้าสิบตำลึง จากนั้นนางก็มาที่ห้องผู้ป่วย จ่ายเงินพร้อมเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “รบกวนท่านหมอเหอแล้ว รอให้สามีข้าหายดี ข้าจะตอบแทนอย่างดีที่สุด”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี รับเงินมาแล้วเอ่ย “ฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว เพียงแต่ต้องขอบอกก่อนว่า ค่าออกตรวจของพวกเราคิดเป็นครั้ง อาการของนายท่านหูสาหัสมาก ช่วงแรกๆนี้จะต้องมาบ่อยหน่อย”
กล่าวจบนางก็เดินนำหน้าไป สองพ่อลูกซ่งรีบตามไปทันที ไม่ให้โอกาสตระกูลหูได้พูดอะไร
ฮูหยินหูกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น รีบหันกลับเข้าไปดูอาการของสามีที่นอนอยู่ในห้อง แต่เมื่อเห็นร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้น แววตานางก็เปล่งประกายขึ้นทันที
หมอพวกนั้นใช้วิธีใดกัน ถึงทำให้เจ้าคนต่ำช้านี่ทรมานจนสภาพเป็นเช่นนี้ได้
นางรู้สึกสะใจมาก ทันใดนั้นความขุ่นเคืองที่มีต่อพวกเหอจิ่วเหนียงก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ยิ่งนึกได้ว่าช่วงนี้พวกเขาจะมาทรมานเจ้าเฒ่าหัวงูนี่ทุกวัน นางก็อดลิงโลดไม่ได้จริงๆ
เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ขอแค่ทำให้สามีสันดานเห็นแก่ตัวของนางทรมาน นางก็พอใจแล้ว
ในใจกระหยิ่มยิ้มย่อง ทว่าภายนอก ฮูหยินหูพยายามบีบน้ำตา และรีบพุ่งตัวเข้าไปที่ข้างเตียงด้วยความร้อนใจ “ท่านพี่! ทำให้ท่านพี่ต้องลำบากแล้ว ข้าช่างเป็นภรรยาที่ไม่ได้เรื่อง หากเจ็บแทนท่านได้ ข้ายินดีที่จะรับไว้แทน ฮือๆๆ…”
หูเหวินไห่เพิ่งจะเป็นลมไปไม่นานก็ต้องฟื้นเพราะเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจนั้น เมื่อเห็นท่าทางปวดใจของนางเช่นนี้ หูเหวินไห่ก็ไม่คิดเอาความ
ยิ่งไปกว่านั้น หมอหญิงโฉมงามที่มาในวันนี้ ก็เป็นฮูหยินที่เชิญมา
เห็นแก่หน้าของหมอหญิงผู้นั้นแล้ว เขาจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับฮูหยิน
เหอจิ่วเหนียงและพวกกลับมาถึงโรงหมอ ทันทีที่มาถึงก็พบกับคนคุ้นเคยคนหนึ่ง
สตรีร่างท้วมคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่ง ใบหน้ามีผ้าคลุมหน้าปกปิดไว้ ข้างกายมีสาวใช้หนึ่งคน บนโต๊ะตรงหน้ามีกาน้ำชาวางอยู่ ดูแล้วน่าจะมาได้สักพักหนึ่งแล้ว
คนผู้นี้ก็คือฮูหยินหลิว เถ้าแก่เนี้ยแห่งหอสุราหอมสิบลี้ที่เจอเมื่อวานนั่นเอง
“ไอ้หยา หมอเหอ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้ามารอเจ้าตั้งนาน!”
ฮูหยินหลิวเห็นเหอจิ่วเหนียงก็รีบออกไปต้อนรับ แล้วพูดต่อ “ข้ามาแต่เช้าแล้วละ คิดว่ามาเช้าๆจะได้รีบรักษา บังเอิญว่าเจ้าไปออกตรวจซะก่อน ข้าไม่อยากกลับไปรอที่บ้านก็เลยนั่งรออยู่ที่นี่”
รอยยิ้มบนใบหน้าฮูหยินหลิวไร้ซึ่งความโกรธแค้น ราวกับว่าหอสุราที่เหอจิ่วเหนียงไปก่อเรื่องเมื่อวานไม่ใช่ของนาง
จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ของนางจริงๆ นั่นเป็นทรัพย์สินของตระกูลหลิว ไม่เกี่ยวอะไรกับนาง
นางมีสินเดิมล้นฟ้าอยู่แล้ว ทั้งร้านค้ามากมายหลายแห่ง ไม่จำเป็นต้องสนใจหอสุราเล็กๆนั่น
และที่สำคัญที่สุดก็คือ รายชื่อที่เหอจิ่วเหนียงให้นางฉบับนั้น เมื่อวานนางพาคนไปสืบมาแล้วว่ามีจริงๆ นางสั่งสอนไปยกหนึ่งแล้ว วันนี้จึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
เมื่อเจอเหอจิ่วเหนียงก็ดีใจราวกับเจอญาติพี่น้องก็มิปาน
ด้านเหอจิ่วเหนียง คนอย่างนางใครปฏิบัติตัวเช่นไรกับนาง นางก็ปฏิบัติตัวเช่นนั้นตอบ ฮูหยินหลิวเกรงใจถึงเพียงนี้ นางย่อมรับไว้อยู่แล้ว
“ลำบากฮูหยินหลิวแล้วที่ต้องให้รอ เข้าไปในห้องให้ข้าตรวจดูให้ละเอียดก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็หันไปส่งสายตาให้กับซ่งฉือ ซ่งฉือเข้าใจทันทีจึงเดินนำหน้าไปพลางกล่าว “เชิญทางนี้ขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงมาเมืองหลักไม่บ่อย ย่อมไม่ค่อยคุ้นเคยห้องในโรงหมออวี้หยวนที่นี่เท่าไหร่ ให้ซ่งฉือเป็นคนนำไปดีที่สุด จะได้ไม่เหลอหลา
หลังจากตรวจดูแล้ว เหอจิ่วเหนียงมีความคิดอยู่ในใจ อธิบายอาการของฮูหยินหลิวง่ายๆ จากนั้นก็นั่งลงและเริ่มเขียนเทียบยา
ฮูหยินหลิวถามด้วยความกลัดกลุ้ม “หมอเหอ อาการของข้าจะรักษาหายหรือไม่?”
“หายเจ้าค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าให้คำตอบ ไม่นานก็เขียนเทียบยาเสร็จ ยกขึ้นเป่าหมึกให้แห้งเล็กน้อยก่อนส่งให้คนไข้ “ซื้อสมุนไพรตามเทียบยานี้มาบดเป็นผงให้ละเอียด เติมนมวัวสดลงไปเล็กน้อย ใช้ทาบนใบหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณหนึ่งก้านธูปแล้วล้างออก ทุกๆเช้าเย็น ทำเช่นนี้ไปไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลชัดเจ้าค่ะ”
ฮูหยินหลิวได้ยินเช่นนี้ถึงกับอึ้ง “ไม่ต้องกินยาหรือ?”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ แค่ใช้ทาภายนอกก็พอแล้ว”
อันที่จริงนี่ก็คือการพอกหน้านั่นเอง ใช้รักษาจุดด่างดำได้ผลชะงัด
“ขอบใจหมอเหอมาก เยี่ยมไปเลย หน้าข้าจะหายแล้ว!”
ฮูหยินหลิวจับใบหน้าของตัวเองด้วยความดีใจจนน้ำตาแทบไหล
เพราะใบหน้านางเป็นเช่นนี้จึงถูกสามีตีตัวออกหาก ถูกคนอื่นรังเกียจจนไม่กล้าเงยหน้ามองใคร
หากไม่ใช่เพราะครอบครัวนางร่ำรวย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดนเหยียดหยามจนสภาพเป็นเช่นไร
ตอนที่ 224: คำเชิญของหลิวเยี่ยนไฉ
สาวใช้ข้างกายก็ดีใจแทนนางเช่นกัน “ฮูหยิน รอหน้าของฮูหยินหายดี คนพวกนั้นก็ไม่กล้าเยาะเย้ยท่านอีกแล้ว!”
ฮูหยินหลิวพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็จับเนื้อรอบเอวของตนเอง และถามอย่างคาดหวัง “หมอเหอ เจ้าดูหน่อยสิว่าไขมันบนตัวข้าสามารถรักษาหายได้หรือไม่?”
นางไม่เพียงน้อยเนื้อต่ำใจในจุดด่างดำบนใบหน้าเท่านั้น แต่ยังมีเนื้อรอบเอวนี่ด้วยที่ยังไร้วิธีจัดการ
นางเหมือนกับพ่อของนาง เพียงแค่จิบน้ำก็สามารถเพิ่มน้ำหนักได้
เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ได้เจ้าค่ะ แต่อาจจะต้องใช้ความ.อดทนและมีวินัยประมาณหนึ่ง ต้องดูว่าฮูหยินจะอดทนได้หรือไม่”
“จริงหรือ?”
ฮูหยินหลิวหวีดเสียงแหลมด้วยความดีใจ เหอจิ่วเหนียงยกมือกุมหูตามสัญชาตญาณ
ฮูหยินหลิวรู้สึกตัวว่าตนตื่นเต้นจนเกินไป “ขอโทษ ขอโทษ ข้าดีใจเกินไปหน่อย! หมอเหอ ถ้าหากเจ้ารักษาให้ข้าหายได้ ข้าจะจ่ายค่ารักษาให้เจ้าหนึ่งพันตำลึง…ไม่สิ สองพันตำลึง! จากนี้ไปเจ้าก็เป็นน้องสาวข้าแล้ว!”
เห็นชัดว่าฮูหยินหลิวกังวลกับเนื้อรอบเอวของตนเองมากจริงๆ ถึงขั้นทุ่มเงินมหาศาลและออกอาการดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กังวลว่าเงินจะมากหรือน้อย นางพยักหน้ารับ “เช่นนั้นข้าจะเขียนเทียบยาอีกใบให้ท่าน ท่านก็ทำตามที่ข้าเขียนได้เลยเจ้าค่ะ”
อันที่จริงสิ่งที่นางจะเขียนต่อไปนี้ไม่ใช่เทียบยา แต่เป็นแผนการลดน้ำหนัก โดยเปลี่ยนการออกกำลังกายทุกเจ็ดวัน และออกกำลังกายตามปริมาณอาหารที่กิน แม้แต่ตำรับอาหารก็เขียนอย่างชัดเจน
“ฮูหยินหลิว การลดน้ำหนักก็คือการห้ามปากตัวเองให้ได้ และต้องออกกำลังกาย ขอเพียงท่านสามารถทำตามที่ข้าเขียนเอาไว้ในนี้ได้ ก็จะเห็นผลภายในครึ่งปีแน่นอน ตอนนี้เริ่มจากทำตามเทียบยานี่หนึ่งเดือน เดือนหน้าข้าจะเปลี่ยนเทียบยาใหม่ให้ท่าน”
“ตกลง ตกลง!”
ฮูหยินหลิวรับเทียบยามาเก็บไว้อย่างดี ก่อนเอ่ยต่อ “หมอเหอ ข้าเจอเจ้าครั้งแรกก็รู้สึกเหมือนผูกพันกันมานาน เอาเช่นนี้ เจ้าอย่าเรียกข้าว่าฮูหยินหลิวอีกเลย เดิมทีข้าเป็นคนแซ่เฉิง ชื่อเสวี่ยเวย เจ้าจะเรียกชื่อข้าโดยตรงก็ได้ หรือจะเรียกว่าพี่สาวก็ได้ ต่อไปเราสองคนนับว่าเป็นพี่น้องกันเป็นเช่นไร?”
อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหอสุราหอมสิบลี้เมื่อวานนี้ เฉิงเสวี่ยเวยจึงไม่อยากให้เหอจิ่วเหนียงเรียกตนว่าฮูหยินหลิวไปตลอด นางรู้สึกว่าการที่ตนถูกเรียกด้วยแซ่หลิวทำให้ชีวิตบัดซบมาก
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “ก็ได้ เสวี่ยเวย”
นางไม่อยากยอมรับใครเป็นพี่น้องส่งเดช อีกอย่างตอนนี้นางก็ไม่ได้สนิทกับเฉิงเสวี่ยเวย ดังนั้นการเรียกชื่อคงจะเหมาะกว่า
เฉิงเสวี่ยเวยเองก็รู้สึกได้ว่าการที่จู่ๆ ตนรับน้องสาวมาคนหนึ่งเป็นเรื่องที่กะทันหันไปหน่อย จึงยิ้มด้วยความเข้าใจและไม่ได้พูดอะไร
ก่อนกลับ นางยื่นตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงให้เหอจิ่วเหนียงหนึ่งใบ
เหอจิ่วเหนียงส่งตั๋วเงินให้ซ่งฉือเก็บไว้ก่อน
“หมอเหอ เงินที่ได้ในวันนี้ควรให้เจ้าครึ่งหนึ่ง”
ซ่งฉือยื่นเงินจำนวนเจ็ดสิบห้าตำลึงให้นาง เหอจิ่วเหนียงกลับไม่รับไว้ “รอข้าจะกลับต้าหลิ่งแล้วค่อยคำนวณทีเดียวเถอะ อีกอย่างตอนนี้ก็เพิ่งจะเที่ยงอยู่เลย”
หากแบ่งตามวิธีของซ่งฉือ เช่นนั้นวันนี้คงต้องคำนวณหลายครั้ง สู้รอคำนวณรวมยอดทีเดียวดีกว่า
“ก็ได้”
ซ่งฉือก็คิดว่านี่เป็นวิธีที่ดี และเมื่อเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงยังไม่มีท่าทีที่จะกลับ ยามบ่ายนางยังจะอยู่รักษาคนไข้ที่โรงหมอต่อ เช่นนี้ก็หมายความว่า เขาจะได้มีเวลามองนางเพิ่มมากขึ้น
เขาแอบดีใจ และสั่งให้เด็กในโรงหมอไปเตรียมอาหารให้เหอจิ่วเหนียง
ขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าวกันอยู่นั้น แขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในโรงหมอ คนผู้นี้ก็คือหลิวฉาง ผู้ดูแลหอสุราหอมสิบลี้
เด็กผู้ช่วยเดินไปต้อนรับเป็นคนแรกและถามเขาว่าต้องการหาหมอตรวจโรคหรือว่ามาซื้อยา หลิวฉางส่ายหน้า แล้วกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า ตนมาหาท่านหมอเหอ
เหอจิ่วเหนียงเห็นเขาตั้งนานแล้วแต่ไม่สนใจ ทว่าตอนนี้เขาเอ่ยปากบอกว่าต้องการเจอนาง เช่นนั้นย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางจึงลุกเดินไปหา
“มาหาข้ามีธุระอะไร?”
“เอ่อ คือว่า คือเถ้าแก่ของพวกเราบอกว่าอยากเชิญท่านหมอเหอไปกินข้าวสักมื้อเพื่อขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน และอยากคุยเรื่องการค้ากับหมอเหออย่างจริงใจ จึงมาเชิญท่านเพื่อเป็นเกียรติขอรับ”
หลิวฉางกล่าวด้วยความระมัดระวัง ในใจคิดว่าเหอจิ่วเหนียงต้องปฏิเสธแน่ๆ อย่างไรเสียเมื่อวานก็เกิดเรื่องถึงขั้นนั้น นางย่อมดูออกว่าเถ้าแก่ของเขาไม่ใช่คนดี คนปกติดีๆคงไม่อยากพาตัวเองไปหาเรื่องเดือดร้อน
ทว่าเขาหารู้ไม่… เหอจิ่วเหนียงไม่เหมือนคนทั่วไปมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หลังจากที่ฟังหลิวฉางกล่าวจบ นางก็พยักหน้าตอบตกลง ‘ทันที’ ทั้งยังถามอีกว่าสถานที่นัดคือที่ใด
หลิวฉางตกตะลึง มีผู้หญิงใจกล้าเช่นนี้ด้วยหรือ!
อึดใจต่อมาเขาก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่างในใจ …เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่ากำลังมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลกันนะ
แต่เขาก็ตอบไปแต่โดยดี “เถ้าแก่บอกว่า ในเมื่อท่านหมอเหอไม่ชอบอาหารในหอสุราหอมสิบลี้ ก็ไปที่หอฉือชวี่–ร้านที่ดีที่สุดในเมืองก็ได้ขอรับ ยามโหย่วข้าน้อยจะส่งรถม้ามารับนะขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงนึกไม่ถึงว่าหลิวเยี่ยนไฉจะคิดไว้รอบคอบเช่นนี้ ทั้งยังไม่ต้องให้นางเสียแรงไปที่ร้านเองด้วย นางจึงตอบตกลงด้วยท่าทีผ่อนคลาย
ซ่งฉือที่ยืนอยู่ข้างๆ มีท่าทางร้อนใจ เหอจิ่วเหนียงหันไปถามเขา “ท่านหมอซ่งน้อย มีอะไรหรือ?”
“ขะ ข้า…”
เขาพูดจาตะกุกตะกัก เหอจิ่วเหนียงรู้สึกจนใจ จึงหันหลังเดินกลับไปกินข้าวต่อ ช่างเถอะ ไม่พูดก็ไม่ต้องพูด
ซ่งฉือรีบเดินตามไป แล้วกล่าวกับนางเสียงเบาหวิวขาดความมั่นใจ “หมอเหอ เจ้ารับปากข้าแล้วไม่ใช่หรือว่าคืนนี้จะไปดูโคมไฟกับข้า?”
เหอจิ่วเหนียงชะงักไปทันที ที่แท้ก็เหตุผลนี้นี่เอง
นางจึงยิ้มพลางกล่าว “ดูโคมไฟตอนกลางคืน กินข้าวตอนเย็น ใช้เวลาไม่นานหรอก”
ซ่งฉือไม่รู้ควรพูดอะไรต่อ เขารู้สึกว่าเรื่องพรรค์นี้ตนเองไม่มีความสามารถเอาเสียเลย มักจะตกม้าตายในช่วงเวลาสำคัญเสมอ
เป็นหมอซ่งที่พอจะคาดเดาออก จึงเอ่ยถามขึ้น “หมอเหอจะไปตามนัดของเถ้าแก่หอสุราหอมสิบลี้หรือ?”
“เจ้าค่ะ” เหอจิ่วเหนียงยอมรับอย่างสบายๆ
หมอซ่งจึงกล่าวเตือน “หลิวเยี่ยนไฉนั่นไม่ใช่คนดี หมอเหอพาฉือเอ๋อร์ไปด้วยเถอะ อย่างน้อยจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ”
ดวงตาของซ่งฉือทอประกาย ท่านพ่อรู้ใจเขาจริงๆ ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ก็สามารถช่วยเขาได้
แต่แล้วประกายแห่งความหวังในดวงตาของหมอซ่งน้อยก็ดับวูบ เหอจิ่วเหนียงกลับส่ายหน้า “ขอบคุณน้ำใจของท่านหมอซ่งมากเจ้าค่ะ แต่เรื่องนี้เป็นความแค้นระหว่างข้ากับหลิวเยี่ยนไฉ ข้าไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาเกี่ยวด้วย”
ความจริงนางกลัวว่าซ่งฉือจะเป็นตัวถ่วงนาง หากมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย หลายๆเรื่องจะจัดการไม่สะดวก
สองพ่อลูกซ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ตระหนักได้ว่าอันที่จริงระหว่างพวกเขาก็เป็นแค่คนร่วมมือกันทำการค้า ไม่ได้สนิทสนมถึงขั้นบอกเรื่องส่วนตัวทุกอย่าง แม้ตนจะหวังดี แต่นี่เรียกว่าการล้ำเส้น
หลังกินข้าวเสร็จ อดีตหมอหลวงก็เตรียมห้องตรวจส่วนตัวให้เหอจิ่วเหนียง ก่อนหน้านี้ปล่อยข่าวออกไปแล้ว ตอนนี้จึงมีคนจำนวนไม่น้อยมารอตรวจโรค
แต่ท่านหมอซ่งก็ยังคงทะนุถนอมเหอจิ่วเหนียงมาก ไม่ให้นางตรวจผู้ป่วยมากเกินไป ยามบ่ายรับผู้ป่วยแค่สิบคนเท่านั้น ทั้งยังเลือกเฉพาะผู้ป่วยที่อาการหนักที่สุด
เมื่อถึงยามโหย่ว รถม้าของหลิวฉางก็มาจอดหน้าโรงหมอตรงเวลา เหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้าด้วยสีหน้าราบเรียบ ส่วนซ่งฉือก็ยืนมองตามหลังรถม้าที่จากไปด้วยสีหน้าเป็นกังวล
ก่อนหน้านี้ที่ให้คนไปสืบเรื่องของหลิวเยี่ยนไฉมาเขาจึงพลอยได้รู้จักพฤติกรรมของคนผู้นี้บ้างแล้ว เขาเป็นห่วงกลัวจะเกิดเรื่องขึ้น แต่ตอนนี้เขากลับทำได้แค่มองเหอจิ่วเหนียงเดินเข้าถ้ำเสือ ความรู้สึกถึงลางสังหรณ์ของเขาก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
หมอซ่งเห็นท่าทางของบุตรชายแล้วก็ส่งเสียงกระแอมในลำคอสองครั้ง
ซ่งฉือสะดุ้งเล็กน้อย “ท่านพ่อ”
“เจ้าตามข้ามา”
หมอซ่งหันหลังเดินเข้าไปข้างใน แม้ซ่งฉือจะเป็นห่วงเหอจิ่วเหนียง แต่สุดท้ายก็เดินตามบิดาเข้าไปในห้อง
“เจ้ามีใจให้หมอเหอหรือ?”
ทันทีที่เข้ามาในห้อง หมอซ่งก็เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
ตอนที่ 225: ความจริงข้าก็ปล้นได้
ซ่งฉือคาดไม่ถึงว่าบิดาจะพูดตรงเช่นนี้ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกใจเต้นแรงจนหน้าแดงเรื่อ
หมอซ่งถอนหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ฉือเอ๋อร์ เจ้าเลอะเลือนไปแล้ว หมอเหอใช่คนที่เจ้าจะไปแหย่ได้อย่างนั้นหรือ?”
“เหตุใดจะไม่ได้ล่ะขอรับ?”
ซ่งฉือไม่ยอม บุรุษยังไม่แต่งเข้า สตรียังไม่แต่งออก เหตุใดเขาจะมีใจให้ไม่ได้
แม้เหอจิ่วเหนียงจะเคยแต่งงานมาก่อน แต่สามีนางก็ไม่อยู่แล้ว เขาไม่สนใจอดีตของนางแม้แต่น้อย
“เจ้าดูตอนกลางวันที่เจ้าบอกว่าขอไปด้วยสิ หมอเหออยากให้เจ้าไปหรือไม่? เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าเจ้าไปแล้วจะทำอะไรได้บ้าง กลับกัน ถ้าหากเจ้าไปเป็นตัวถ่วงนาง ไม่ใช่แค่เจ้าที่ต้องขายหน้า ข้าก็ต้องขายหน้ากับเจ้าด้วย!”
หมอสูงวัยสมกับที่เป็นคนผ่านประสบการณ์มามากมายจริงๆ วาจาของเขาช่างทิ่มแทงใจยิ่งนัก
ซ่งฉือได้ยินดังนั้นก็ถึงกับนิ่งเงียบไป แต่ยังไม่อยากยอมรับ “แล้วเหตุใดท่านพ่อถึงช่วยพูดแทนข้าล่ะ?”
“ข้าก็แค่อยากช่วยเจ้าพิสูจน์ว่าหมอเหอคิดเช่นไรกับเจ้า ถ้าหากนางยินดีให้เจ้าไปด้วยก็หมายความว่า ต่อให้นางรู้ว่าเจ้าจะเป็นภาระ นางก็ไม่ปฏิเสธเจ้า แต่เจ้าดูสิ หมอเหอปฏิเสธโดยไม่คิดเลย นั่นก็เห็นชัดแล้วว่านางรังเกียจเจ้า… ลูกพ่อ คนเราต้องรู้จักประมาณตนให้ชัดเจน อย่าพยายามให้ดูไร้ค่าเลย”
คนอายุมากตบไหล่คนอายุน้อยกว่าเบาๆ หวังให้บุตรชายล้มเลิกความคิดลมๆแล้งๆเสียตั้งแต่ตอนนี้
“ท่านพ่อ ข้าไม่รู้จักประมาณตนเมื่อไรกัน ท่านเป็นถึงหมอหลวงที่ออกมาจากวัง สถานะสูงส่ง ครอบครัวเราก็นับว่ามีบารมีในเมืองหลักแห่งนี้ ไม่ใช่ครอบครัวตาสีตาสาสักหน่อย ข้ากับนางก็เป็นหมอเหมือนกัน มีหัวข้อที่คุยเหมือนๆกัน ข้าไม่เหมาะสมกับนางตรงไหน หรือว่าท่านพ่อดูแคลนสถานะของนาง?”
ซ่งฉือโต้เถียงอย่างดื้อรั้น ทำให้หมอซ่งโกรธมาก
เจ้าลูกโง่นี่!
เดิมทีเขาไม่อยากใช้คำพูดรุนแรง แต่เจ้าลูกชายนี่เหตุใดถึงยังไม่เข้าใจอีก!
“เฮอะ! เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเหมาะสมกับนางอย่างนั้นหรือ? คนที่เคยเป็นหมอหลวงในวังคือข้า ไม่ใช่เจ้า ทักษะแพทย์ของนางยังเหนือกว่าข้ามากเพียงนั้น ส่วนเจ้าเพิ่งจะสามารถวินิจฉัยโรคเองได้ไม่นาน หลายๆครั้งยังต้องให้ข้าคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ หมอเหอกลับมองแค่แวบเดียวก็สามารถเขียนเทียบยาได้ เจ้าบอกว่าเจ้ากับนางมีหัวข้อคุยเหมือนกัน เช่นนั้นช่วงนี้เจ้ากับนางได้คุยกันกี่ประโยคล่ะ? ความสามารถของหมอเหอเก่งกาจ เก่งกว่าเจ้าหลายๆด้านไม่ใช่แค่เรื่องการแพทย์ ต่อให้ตอนนี้นางยังไม่เคยมีสามีนางก็ไม่มีทางสนใจเจ้าหรอก!”
หมอซ่งรู้ว่าคำพูดเหล่านี้ทำร้ายจิตใจมาก แต่ก็ไร้หนทางแล้ว จำเป็นต้องเตือนสติให้บุตรชายยอมรับความจริงให้ได้ ไม่อย่างนั้นต้องกลายเป็นเรื่องเศร้าแน่ๆ
เขาไม่อยากให้บุตรชายมีความสัมพันธ์ฉันชายหญิงกับเหอจิ่วเหนียงจริงๆ ประการแรก–ความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันมากเกินไป ทั้งสองต่างกันมาก ต่อให้อยู่ด้วยกัน คนที่ต้อง.อดทน.อดกลั้นมากก็คือบุตรชายของเขา
ประการที่สอง–ตอนนี้พวกเขามีความสัมพันธ์กันแบบร่วมมือกันทำการค้า ทั้งสองฝ่ายทำให้เต็มที่ก็พอแล้ว หากมีความสัมพันธ์ขั้นนั้นเกิดขึ้นจริง ความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ก็ไม่อาจละเลยได้ ถึงตอนนั้นคงยากจะวางตัวต่อกันเป็นแน่
หมอซ่งอยู่ในวังหลวงมานานหลายปี กลัวเรื่องวุ่นวายพวกนั้นเป็นที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่สละตำแหน่งกลับมาบ้านเกิดทันทีที่อายุถึงวัยเกษียณแล้วหรอก
เขากล่าวจบก็เดินออกไป ปล่อยให้ซ่งฉือยืนเหม่ออยู่ในห้องเพียงลำพัง…
ท่านพ่อบอกว่าหมอเหอรังเกียจเขา แต่เมื่อคืนก็เห็นอยู่ว่าหมอเหอ.ตอบตกลงไปดูโคมไฟกับเขา… หากนางรังเกียจจริงๆ ก็คงหาข้ออ้างปฏิเสธไปแล้ว
เขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนอ้อมค้อม
เช่นนั้นคืนนี้ค่อย.ทดสอบอีกทีก็แล้วกัน เขาไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆเช่นนี้แน่!
.......
อีกด้านหนึ่ง
ขณะนี้เหอจิ่วเหนียงมาถึงหอฉือชวี่แล้ว บ่าวรับใช้ของตระกูลหลิวพานางขึ้นไปบนห้องส่วนตัวชั้นสอง หลิวเยี่ยนไฉนั่งรออยู่ด้านในแล้ว
ทันทีที่เข้ามาก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปากวูบหนึ่ง และเดินเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจ
“แม่นางเหอมาแล้ว เชิญนั่ง เชิญนั่ง!”
ด้วยรู้ว่านางไม่ธรรมดา หลิวเยี่ยนไฉจึงไม่ผลีผลาม ดูแลจัดที่ให้นางนั่งอย่างกระตือรือร้น จากนั้นเสี่ยวเอ้อร์ของหอสุรามาแนะนำอาหารขึ้นชื่อ เขาให้เหอจิ่วเหนียงเลือกอาหาร
ทุกอย่างเป็นไปด้วยความใส่ใจและพีถีพิถัน หากเป็นคนอื่นต้องชอบมากแน่นอน
“ดูเหมือนว่าเถ้าแก่หลิวอยากทำการค้ากับข้ามากสินะ”
เหอจิ่วเหนียงจิบชา เบะปากอย่างไม่เกรงใจ
แต่ถึงกระนั้นหลิวเยี่ยนไฉก็ยังหลงใหลนาง
แม่นางเหอผู้นี้เหตุใดถึงได้งดงามเพียงนี้นะ พวกอนุของเขากับหญิงคณิกาเหล่านั้นเทียบนางไม่ได้แม้แต่คนเดียว
ได้มองเหอจิ่วเหนียงในระยะใกล้เช่นนี้ก็เพิ่งเห็นว่า ผิวนางเนียนละเอียดดูอ่อนนุ่มยิ่งนัก แม้แต่รูขุมขนก็มองไม่เห็นเลย
หลิวเยี่ยนไฉคิดในใจ ผิวเนียนละเอียดถึงเพียงนี้ หากได้ลูบไล้คงจะนุ่มมาก…
*ซ่า~*
ชาร้อนจอกหนึ่งถูกสาดใส่หน้าหลิวเยี่ยนไฉ เขาปวดแสบปวดร้อนจนอยากจะบันดาลโทสะ แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นสาวงาม เขาจึงอดกลั้นความโกรธเอาไว้
ฮึ่ม รอก่อนเถอะ! ประเดี๋ยวขึ้นเตียงข้าจะรอดูว่าเจ้าจะขอร้องอ้อนวอนข้าเช่นไร!
เมื่อคิดเช่นนี้ความโกรธก็บรรเทาลงหลายส่วน ทั้งยังยิ้มแย้มจนตาหยีให้อีกฝ่าย
“ข้าผิดเองที่ล่วงเกินแม่นางเหอ”
หากหลิวฉางอยู่ที่นี่ด้วยและเห็นเถ้าแก่ของตนถูกสตรีสาดน้ำชาใส่หน้าแล้วยังยิ้มออกเช่นนี้ คงตกตะลึงตาค้างเป็นแน่
เหอจิ่วเหนียงยังคงท่าทีเฉยเมย กล่าวถามน้ำเสียงราบเรียบ “เถ้าแก่หลิวนัดข้ามาไม่ใช่จะคุยเรื่องการค้าหรอกหรือ พูดกันตรงไปตรงมาเลยดีกว่า อยากได้สูตรเป็ดดำลู่ก็จ่ายมาสองหมื่นตำลึง ห้ามขาดแม้แต่อีแปะเดียว ไม่อย่างนั้นก็เลิกคุย”
กล่าวจบ นางก็รินชาในจอกตัวเองใหม่อีกครั้ง
หลิวเยี่ยนไฉไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง นี่เขาหูฝาดไปหรือไม่
“สองหมื่นตำลึง! แม่นางเหอไม่ได้ล้อข้าเล่นกระมัง”
เหอจิ่วเหนียงเม้มปากก่อนจะกล่าว “จะล้อเล่นได้อย่างไรกัน เรื่องการค้าข้าไม่ชอบล้อเล่นอยู่แล้ว ทำไมหรือ เถ้าแก่หลิวเปิดหอสุราหลายสาขา เงินสองหมื่นตำลึงคงไม่ถึงกับขนหน้าแข้งร่วงหรอกกระมัง?”
“ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงอยู่แล้ว! เพียงแต่สองหมื่นตำลึงมันเยอะเกินไป แม่นางเหอกำลังทำให้ข้าลำบากใจ ราคาสูงเช่นนี้ไม่ปล้นกันไปเลยล่ะ!”
ยามนี้หลิวเยี่ยนไฉไม่สามารถปกปิดอารมณ์ได้อีกต่อไป ความจริงแล้วในมือเขาไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น
หอสุราขาดทุนมาโดยตลอด เว้นเสียจากว่าจะไปขอเงินจากแม่เสือดุร้ายที่บ้าน
แต่เมื่อวานแม่เสือดุร้ายพาคนไปจัดการเหล่าอนุที่เขาเลี้ยงดูข้างนอก ตอนนี้นางกำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาไม่มีทางกลับไปเด็ดขาด…
…ถามว่า ‘ไม่อยากกลับ’ หรือ ‘ไม่กล้ากลับ’ นั้น คงมีแค่ตัวเขาเองที่รู้ดี
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “นั่นสินะ จริงๆข้าก็ปล้นได้ แต่ที่มาคุยการค้าอย่างจริงใจกับเจ้าเช่นนี้ก็เห็นแก่หน้าเจ้าไม่ใช่หรือ”
หลิวเยี่ยนไฉนิ่งเงียบไป…
บรรยากาศอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ หลิวเยี่ยนไฉไม่อยากพูดพล่ามแล้ว ขอแค่เอานางขึ้นเตียงได้ ทุกอย่างก็ต้องเป็นของเขา!
ขณะที่กำลังคิดหาเรื่องคุย เสี่ยวเอ้อร์ก็ยกอาหารเข้ามาพอดี หลิวเยี่ยนไฉกลับมาอารมณ์ดีได้อีกครั้ง และแนะนำอาหารต่างๆด้วยความกระตือรือร้น
อาหารที่เหอจิ่วเหนียงสั่งล้วนมีราคาแพง ทั้งยังสั่งมาเยอะจนโต๊ะวางไม่พอ
ถึงอย่างไรหลิวเยี่ยนไฉก็เป็นคนเลี้ยง ไม่กินก็เสียดาย
“เอาละ พอแล้ว เถ้าแก่หลิว เมื่อครู่เสี่ยวเอ้อร์ก็แนะนำไปแล้ว เจ้าพูดมากเช่นนี้ตกลงจะให้ข้ากินหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงตัดบทด้วยความรำคาญ และเริ่มลงมือกิน บอกเลยว่านั่งตรวจโรคมาทั้งวันนางหิวมากจริงๆ
หลิวเยี่ยนไฉเห็นนางกินอาหารดวงตาก็วาววับ …นางกินแล้ว นางกินแล้ว แถมยังกินเข้าไปไม่น้อยเลยด้วย!
บวกกับกำยานหอมที่เขาตั้งใจจุด ผลลัพธ์ต้องออกมาสวยงามแน่นอน!
ตอนที่ 226: ความคิดของซ่งฉือ
ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งเขากลับรู้สึกว่า ร่างกายตนเองเริ่มร้อนผ่าว
ที่ผ่านมาเขาชอบใช้ ‘ของสิ่งนั้น’ เพิ่มความสนุกสนานกับคู่ขา แต่ปริมาณที่ใช้ในทุกครั้งค่อนข้างน้อย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ถึงอย่างไรก็เป็นการสมยอมของทั้งสองฝ่าย ไม่จำเป็นต้องฝืนแต่อย่างใด
แต่เพราะครั้งนี้เขาต้องการคว้าเหอจิ่วเหนียงมาให้ได้ จึงสั่งให้คนใส่ของสิ่งนั้นลงไปในอาหารและน้ำชาไม่น้อย เขากินเข้าไปไม่มากก็รู้สึกไม่สบายตัวแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงกลับดูเหมือนไม่เป็นอะไรเลย
คนสั่งการเริ่มมีอาการ แต่เหยื่อกลับไม่มีอาการตอบสนองเลยสักนิด เขาทำได้แค่อดทนต่อไป…กระทั่งใบหน้าแดงก่ำ สีหน้าย่ำแย่
“เถ้าแก่หลิวเป็นอะไรไปหรือ เหตุใดใบหน้าถึงแดงเช่นนี้?”
เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นจึงรินชาให้เขาด้วยความร้อนใจ “หรือว่าร้อน เช่นนั้นดื่มชาสักหน่อยเถอะ”
ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศค่อนข้างหนาวเย็น เพียงแต่ที่หลิวเยี่ยนไฉร้อนก็เพราะใช้ของสิ่งนั้นก็เท่านั้น
เขารู้ว่าในชามีของสิ่งนั้นอยู่ ดื่มลงไปก็มีแต่จะทำให้เขาทรมานมากขึ้น แต่เห็นแก่ที่สาวงามเป็นคนรินให้กับมือเขาจึงฝืนดื่มลงไป
ในใจคิด ชาที่เหอจิ่วเหนียงให้เขาดื่มจอกนี้ ประเดี๋ยวเขาจะเอาคืนนางให้สาสม!
ทันทีที่ชาลงท้อง ดวงตาเขาก็เบิกกว้าง
ก่อนหน้านี้แค่ทำให้เขารู้สึกทรมานจนนั่งไม่ติด แต่ชาจอกนี้ทำให้เขาแทบฉีกกระชากเสื้อผ้าของตัวเองแล้วพุ่งเข้าไปขย้ำสตรีที่อยู่ตรงหน้า!
ในท้องร้อนผ่าวราวกับไฟสุม เขารู้สึกว่าหากตนไม่ระบายความร้อนนี้ออกไป อาจตายตรงนี้ได้เลย
หลิวเยี่ยนไฉตื่นตระหนกถึงขีดสุด เหตุใดยาในวันนี้ถึงรุนแรงยิ่งนัก ไม่เหมือนกับที่เขาใช้มาตลอดเลย!
เห็นใบหน้าอีกฝ่ายแดงก่ำ ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็วางตะเกียบในมือลง และถามอย่างใส่ใจ “เป็นอะไรไป เถ้าแก่หลิวทนไม่ได้แล้วหรือ?”
สดับวาจา หลิวเยี่ยนไฉจึงได้รู้ว่าตนเองโดนเล่นงานเข้าแล้ว
ทุกอย่างนี้เขาเป็นคนวางแผน ตามหลักแล้วคนที่ต้องตกหลุมพรางควรจะเป็นเหอจิ่วเหนียง แต่นี่เหยื่อกลับไม่เป็นอะไรเลย อีกทั้งคนที่โดนกลับเป็นตัวเขาเอง!
หลิวเยี่ยนไฉไม่อยากคิดอะไรอีกต่อไป ถึงอย่างไรเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว คืนนี้เขาจะคว้านางมาให้ได้ ทำให้เหอจิ่วเหนียงเป็นผู้หญิงของเขาให้ได้!
ทันใดนั้นเขาก็พุ่งพรวดเข้าหาเหอจิ่วเหนียงราวกับสุนัขบ้า
แต่อีกฝ่ายจะยอมให้เขาทำสำเร็จหรือ ร่างเขายังไม่ทันโดนตัวนางก็ถูกเหอจิ่วเหนียงถีบจนกระเด็นออกไปไกล
“นางสารเลว! กล้าลองดีกับข้าหรือ วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าร้องขอชีวิต!”
เขาไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดบนร่างกาย ลุกขึ้นมาแล้วโผเข้าหาเหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้ายังพอมีแรงอยู่ น่าจะได้สักยกนะ”
“หึ! วันนี้ข้าจะจัดให้เจ้าสักยก ให้เจ้าร้องขอชีวิตเลยละ!”
หลิวเยี่ยนไฉทำเสียงฮึดฮัด จากนั้นก็…
*เพียะ!*
ถูกเหอจิ่วเหนียงตบหน้าจนสลบไป…ในครั้งเดียว
เหอจิ่วเหนียงล้วงถุงเงินออกมาจากกระเป๋าเขา และเอาเงินหลายตำลึงวางบนโต๊ะ จากนั้นแบกหลิวเยี่ยนไฉด้วยแขนข้างเดียว แล้วกระโดดออกไปทางหน้าต่าง
นางพาเขาไปที่หอคณิกา และส่งตัวเขาพร้อมกับถุงเงินนั้นให้กับแม่เล้า
แม่เล้าเปิดถุงเงินดู รอยยิ้มหยิบหยีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
“แม่นางมีเรื่องอะไรให้ช่วยรีบบอกมาได้เลยเจ้าค่ะ ข้าน้อยจะทำให้ท่านพึงพอใจแน่นอน!”
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “หาสาวใหญ่อายุเยอะและเจ้าเล่ห์ทำให้นายท่านคนนี้ผ่อนคลายหน่อย”
แม่เล้าเห็นสภาพของหลิวเยี่ยนไฉก็รู้ได้ทันทีว่าใช้ยาปลุกกำหนัดมา จึงกล่าว “แม่นางวางใจได้ ข้าน้อยจะจัดการให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นหญิงมีอายุกลุ่มหนึ่งลากหลิวเยี่ยนไฉเข้าไปในห้องอย่างดุดัน จากนั้นเสียงหลากหลายแบบก็ดังออกมาจากด้านใน นางจึงออกไปด้วยความพึงพอใจ
นางยังต้องไปดูโคมไฟกับหมอซ่งน้อย!
ก่อนหน้านี้ไม่ได้นัดว่าจะเจอกันที่ไหน เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่ากลิ่นกำยานที่ติดตัวนั้นแรงมาก จึงอยากกลับไปเปลี่ยนชุดที่โรงเตี๊ยมก่อนแล้วค่อยว่ากัน
แต่ไม่คิดว่า กลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็เห็นซ่งฉือมารออยู่แล้ว
“หมอเหอกลับมาแล้ว หลิวเยี่ยนไฉทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่?”
“เปล่าหรอก หมอซ่งน้อยรอข้าประเดี๋ยว ข้าไปเปลี่ยนชุดก่อน”
กล่าวจบนางก็เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันที
ซ่งฉือเห็นว่านางจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แผลใจที่โดนบิดาแทงมานั้นก็เริ่มสมานตัวอีกครั้ง
หมอเหอคงจะคิดเหมือนเขา อยากเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วค่อยออกไป
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีแต่งตัวสวยก็เพื่อให้คนที่ชอบพึงพอใจ’
ดังนั้น ในใจหมอเหอคงมีเขาอยู่
เดิมทีคิดว่าสตรีจะแต่งตัวนาน นึกไม่ถึงเลย เวลาแค่ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาเหอจิ่วเหนียงก็ลงมาแล้ว
ใบหน้าไม่ได้ผัดแป้งแต้มชาด นางแค่เปลี่ยนชุดจริงๆ
อีกทั้งชุดที่นางสวมใส่ตอนนี้ไม่งดงามเท่าชุดเมื่อครู่เลย…
แต่ซ่งฉือก็ยังปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดมาก อาจเป็นเพราะสายตาเขากับสายตาผู้หญิงมองความสวยต่างกันก็ได้
อีกอย่าง ไม่ว่าหมอเหอจะสวมชุดไหนก็ดูดีทั้งนั้น
“ท่านหมอซ่งน้อย ขอบคุณท่านมากที่พาข้ามาชมโคมไฟ ไม่นึกเลยว่าในเมืองจะมีเทศกาลโคมไฟเช่นนี้ด้วย”
นี่เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงได้ชมโคมไฟในยุคโบราณเช่นนี้ เมื่อก่อนเคยเห็นแต่ในทีวี แต่ของเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ทำขึ้น จึงให้ความรู้สึกถึงความทันสมัยเจือปนอยู่
แต่ภาพตรงหน้าทั้งหมดนี้คือของจริง
โคมไฟบุปผา.งดงามหลากหลายชนิดจนดูไม่ไหว โคมไฟลอยอยู่บนท้องฟ้า เด็กๆถือโคมไฟในมือหน้าตายิ้มแย้ม ทั้งยังมีคณะกายกรรมต่างๆทำการแสดง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาที่ไม่ได้พาโก่วเอ๋อร์มาด้วย ตั้งแต่เกิดมาโก่วเอ๋อร์น่าจะยังไม่เคยเห็นโคมไฟบุปผาที่งดงามเหล่านี้
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าบุตรชายต้องอ่านเขียนเรียนตำรา นางจึงไม่นึกเสียใจอีก
“สะ สม สมควรทำอยู่แล้ว”
ซ่งฉือยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย คิดว่าตนเองยังมีความหวังอยู่มาก
ต่อมาซ่งฉือก็แนะนำสิ่งต่างๆให้เหอจิ่วเหนียงตลอดทาง บอกเล่าอย่างละเอียด เป็นมัคคุเทศก์ที่ทำหน้าที่ได้ดีมาก
ทั้งสองรักษาระยะห่างได้เป็นอย่างดี …ต้องบอกว่าเหอจิ่วเหนียงจงใจรักษาระยะห่าง ไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดโดยไม่จำเป็น
ซ่งฉือก็ไม่กล้าผลีผลามเข้าใกล้ ตลอดทางนับว่าเป็นไปอย่างราบรื่น
ขณะที่เดินผ่านร้านขายเครื่องประดับ พ่อค้าก็ตะโกนขายของ “นายท่าน ซื้อปิ่นมุกให้ฮูหยินสักอันสิขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงคิดว่าเขาบอกกับคนอื่นจึงไม่ได้ใส่ใจ และเดินไปข้างหน้าต่อ
แต่ซ่งฉือกลับมองไปที่เหอจิ่วเหนียง และหยุดอยู่หน้าร้านนี้
“นายท่าน นี่เป็นปิ่นมุกมาใหม่ล่าสุด งดงามยิ่งนัก ฮูหยินหน้าตา.งดงามอยู่แล้ว ถ้าได้ปักปิ่นมุกนี่เสริม ยิ่ง.งดงามกว่าเดิมเป็นแน่ขอรับ!”
พ่อค้าแนะนำอย่างกระตือรือร้น ซ่งฉือหยิบปิ่นโมราสีแดงอันหนึ่งขึ้นมาแล้วถาม “อันนี้ขายอย่างไร?”
“อันนี้สามร้อยอีแปะขอรับ”
ซ่งฉือควักเงินจ่าย และรีบตามเหอจิ่วเหนียงไป
เหอจิ่วเหนียงหันกลับมาพอดี เห็นเขากำลังรีบวิ่งตามหลังมาจึงถาม “มีอะไรหรือ?”
“หมอเหอ พอดีข้าเห็นว่าปิ่นมุกนี่เหมาะกับเจ้า ก็เลยซื้อมาหะ ให้…ให้เจ้าน่ะ”
ซ่งฉือแก้มแดงเรื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาซื้อของขวัญให้ผู้หญิงด้วยใจ ไม่รู้ว่านางจะชอบหรือไม่
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองปิ่นในมืออีกฝ่าย รู้สึกว่าปิ่นโมรานี้งดงามประณีตมากทีเดียว แต่บุรุษมอบปิ่นให้สตรีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แม้ความฉลาดทางอารมณ์ของนางจะต่ำ แต่สถานการณ์ตรงหน้านี้นางก็เข้าใจความคิดที่ซ่งฉือมีต่อนางแล้ว
ตอนที่ 227: รู้จักหลินอี้ผิงหรือไม่
“หมอซ่งน้อย บางทีข้าอาจต้องเตือนท่านสักหน่อย ข้าเป็นม่าย ไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์”
นางไม่รับปิ่นนั้นมา และมองซ่งฉือด้วยสีหน้าเมินเฉย
เหตุผลแรก นางมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มีความรู้สึกเชิงนั้นกับซ่งฉือเลย และมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกที่สงบเสงี่ยม กระทั่งนิสัยลังเลไม่มีความเด็ดขาด ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คนกล้าได้กล้าเสียอย่างนางไม่ชอบเลย
เหตุผลที่สองคือ ตอนนี้นางไม่มีกะจิตกะใจมองหาใครเลยจริงๆ โก่วเอ๋อร์ยังเด็กอยู่ นางทำใจเห็นเขาน้อยใจไม่ได้
ฉะนั้น นางจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้กับเขาให้ชัดเจน
มือที่ถือปิ่นมุกของซ่งฉือสั่นเทาเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่านางจะพูดตรงเช่นนี้
“ขะ ข้าไม่สนใจเรื่องพวกนั้น…”
เขาไม่สนใจอดีตของนางจริงๆ จะโทษก็ต้องโทษตัวเองที่เจอนางช้าไป แต่แค่ได้เจอนางเขาก็มีความสุขมากแล้ว
“ข้าปฏิบัติต่ออวี้เอ๋อร์เสมือนลูกแท้ๆได้…”
เขาร้อนรนเล็กน้อย ความจริงคำพูดเหล่านี้ไม่ควรพูดในตอนนี้ แต่เขาไม่อยากให้เหอจิ่วเหนียงเข้าใจเขาผิด
“แต่ข้าสน”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ตอนนี้ข้ายังไม่คิดจะมีใครใหม่ การมาดูโคมไฟคืนนี้เดิมทีข้าคิดว่าท่านแค่มีน้ำใจอยากพาข้าเที่ยวเล่นในเมือง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น นี่เป็นความผิดของข้าเองที่คิดเช่นนี้ ข้าต้องขอโทษท่านด้วย…โคมไฟบุปผางดงามมาก ตามถนนหนทางก็ครึกครื้นไม่น้อย ข้าเดินเองคนเดียวได้ ไม่รบกวนหมอซ่งน้อยแล้ว”
กล่าวจบนางก็ค้อมศีรษะให้ซ่งฉือเล็กน้อย และหันหลังเดินจากไปทันที
ซ่งฉือรีบตามไปตามสัญชาตญาณ อยากคว้ามือรั้งนางไว้แต่กลับไม่กล้าจึงได้แค่ถาม “ข้าไม่ดีตรงไหน ข้าเปลี่ยนตัวเองได้!”
เหอจิ่วเหนียงชะงักฝีเท้าแต่ไม่ได้หันกลับไปมอง “ท่านดีทุกอย่าง เพียงแต่ข้าไม่ได้คิดอะไรกับท่าน”
ครั้งนี้นางเดินไปโดยไม่หยุดอีกเลย
ซ่งฉือยืนนิ่งอยู่กับที่ มองปิ่นมุกในมือด้วยรอยยิ้มขมขื่น
หรือจะเหมือนอย่างที่ท่านพ่อพูด เขาไม่เหมาะสมกับนางจริง ๆ
เขายอมรับว่านางเก่งมาก แต่เขายินดีที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่เก่งขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับนาง เหตุใดนางถึงไม่ให้โอกาสเขาสักครั้ง…
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตกหลุมรักใครสักคน แต่ยังไม่ทันได้สารภาพความในใจอย่างเป็นทางการ… ยังไม่ทันแม้แต่เกริ่นคำใดเลยด้วยซ้ำ ก็ถูกปฏิเสธซะแล้ว
ทันใดนั้นเขาก็นึกเสียใจที่ซื้อปิ่นมุกอันนี้มา ไม่อย่างนั้นตอนนี้เขาก็ยังได้เดินชมโคมไฟอยู่เคียงข้างนางต่อไป
ทว่าตอนนี้ไม่ว่าจะอย่างไร…มันก็สายไปแล้ว
ร่างของเหอจิ่วเหนียงอันตรธานหายไปในฝูงชน ซ่งฉือมองตามทางที่นางเดินไป ในใจรู้สึกอึดอัดจนพูดไม่ออก
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นรุนแรงไปหน่อย นางตระหนักได้ว่านี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ซ่งฉือชอบใครสักคน ไม่ว่าทำอะไรเขาจะเขินอายไปหมด สาเหตุที่คืนนี้เขารวบรวมความกล้าซื้อปิ่นมุกให้นางเช่นนี้ คาดว่าเป็นเพราะนางตอบตกลงมาชมโคมไฟกับเขา ทำให้เขาเข้าใจผิด
นางยกมือตบหน้าผากตัวเองเบาๆหนึ่งครั้งพลางบ่นพึมพำ “โง่จริงๆ แค่นี้ก็ดูไม่ออก!”
แต่นั่นก็เพราะว่านางไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ และคิดว่าซ่งฉือเองก็บริสุทธิ์ใจกับนางเช่นกัน ถึงอย่างไรความสัมพันธ์ของนางกับโรงหมอของเขาก็ชัดเจนมาก นั่นคือผู้ร่วมมือทางการค้าเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นางทำเงินให้โรงหมอของพวกเขาไม่น้อย ดังนั้นการที่พวกเขาปฏิบัติกับนางอย่างเอาใจใส่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
ใครจะคิดล่ะว่าเขาจะมีความคิดเกินเลยเช่นนั้น
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจหนักๆออกมา เฮ้อ จนปัญญาจริงๆ ใครใช้ให้นางงดงามถึงเพียงนี้กันล่ะ ทั้งยังเก่งกาจอีกด้วย
หญิงสาวเดินชมงานต่อไป เจอของเล่นแปลกใหม่ก็ซื้อไปเล็กน้อย อยากนำกลับไปให้พวกเด็กๆที่บ้าน
จากนั้นนางก็เห็นคนคุ้นหน้าคนหนึ่ง…แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจำนางได้ และพยายามเดินเบียดเสียดฝูงชนมาทางนาง
“พี่สะใภ้! ใช่เจ้าหรือไม่? ช่างบังเอิญจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอเจ้าที่นี่!”
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นประดับรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ด้านหลังยังมีองครักษ์ตามมาอีกสองคน
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเจอเหอจิ่วเหนียงระหว่างทาง นางเป็นสตรีรูปร่างผอมแห้ง ผิวดำคล้ำ เพียงแต่ใบหน้างดงามกว่าคนอื่นเล็กน้อย แต่ก็ไม่นับว่าโดดเด่นเป็นพิเศษ
แต่ไม่เจอกันแค่ครึ่งปี ผิวของเหอจิ่วเหนียงกลับขาวผ่องขึ้นมาก หากไม่ใช่เพราะเขาจดจำมาตลอดว่าผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตเขาหน้าตาเป็นเช่นไร เขาไม่มีทางจำได้แน่
เหอจิ่วเหนียงพยายามนึกแล้วนึกอีก ในที่สุดก็นึกชื่อเขาได้
ฉินเจียน
“ใช่ ข้าเอง ช่างบังเอิญจริงๆ คุณชายฉินกลับมาตั้งแต่เมื่อไร?”
เหอจิ่วเหนียงทิ้งเรื่องซ่งฉือไปก่อน ยิ้มกล่าวทักทายฉินเจียน หากนางจำไม่ผิด ฉินเจียนน่าจะกลับมาจากหนานไท่
“ข้ากลับมาตอนปีใหม่ แต่ตอนนั้นยังอยู่ที่เมืองหลวง ข้าเพิ่งมาถึงจิงโจวเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง กะว่าอีกสักสองสามวันจะไปถามหาบ้านเจ้าที่ศาลาว่าการ อยากจะไปเยี่ยมสักหน่อย นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอเจ้าที่นี่! พี่สะใภ้ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
คนที่เขาคิดว่าอยู่ในหมู่บ้านใดสักแห่งตอนนี้กลับมาเดินชมโคมไฟอยู่ในเมือง หรือว่าครอบครัวพวกนางตั้งหลักปักฐานอยู่ในเมือง?
“ยินดีมากที่คุณชายคิดถึงครอบครัวของข้า บ้านข้าอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงอำเภอต้าหลิ่ง ข้ามาทำธุระในเมืองน่ะ พอดีเห็นว่ามีงานโคมไฟก็เลยมาเดินเล่น”
“เช่นนี้นี่เอง แล้วเจ้าทำธุระเสร็จหรือยัง มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่? อย่างอื่นข้าไม่กล้ารับปาก แต่ถ้าอยู่ในเมืองจิงโจวละก็ ไม่ว่าพี่สะใภ้เจอเรื่องอะไร สามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ! อ้อ เรียกเจ้าว่าพี่สะใภ้มาตั้งนาน ตามจริงแล้วเจ้าอ่อนกว่าข้าด้วยซ้ำ ฮ่ะๆ เช่นนั้นน้องสะใภ้ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายหรอก เรียกว่าพี่ใหญ่ก็ได้”
ฉินเจียนตบหน้าอกรับประกันอย่างมั่นใจ เขาเป็นถึงคนสนิทของเฉินอ๋อง อาจมีหลายอย่างที่เขาทำไม่ได้ในเมืองหลวง แต่หากเป็นจิงโจว–ฐานที่มั่นของเฉินอ๋องละก็ ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล
“เช่นนั้นหากเป็นไปได้ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากให้พี่ใหญ่ฉินช่วยสักหน่อย”
เหอจิ่วเหนียงก็ไม่เกรงใจ กล่าวคำขอออกไปตรงๆ
ฉินเจียนตอบอย่างสบายๆ “ได้เลย เช่นนั้นเราไปหาหอน้ำชานั่งคุยกันดีกว่า”
“ตกลง”
ฉินเจียนสั่งให้องครักษ์สองคนไม่ต้องตามมา ส่วนตนก็พาเหอจิ่วเหนียงไปหอน้ำชาใกล้ๆ เพื่อนั่งพูดคุยกัน
จะว่าไปก็เป็นเรื่องบังเอิญอีกแล้ว หอน้ำชาที่พวกเขามานั่งก็คือ ‘หอน้ำชาอันหลานฟาง’
เหอจิ่วเหนียงจำได้ นี่คือหอน้ำชาของตระกูลเจียง ย้อนกลับไปครั้นที่ยังลี้ภัยไร้ที่พักพิง พวกเขาได้เจอกับฮูหยินเจียง–เจียงรั่วหย่าระหว่างทาง ตอนนั้นครอบครัวลู่ช่วยทำอาหารให้นางตลอดหลายวัน ตอนที่แยกจากกัน ฮูหยินเจียงให้ป้ายหยกกับนางและบอกไว้ว่า หากมีอะไรก็ให้ไปหาที่หอน้ำชาอันหลานฟาง
พลันนั้นเหอจิ่วเหนียงตระหนักได้ว่า พวกตนมาถึงจิงโจวตั้งครึ่งปีแล้วแต่กลับลืมไปเยี่ยมฮูหยินเจียงเสียได้ ช่างสะเพร่าจริงๆ
หญิงสาวจึงตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะส่งเทียบมาถามก่อนว่าอีกฝ่ายมีเวลาว่างหรือไม่ ถ้าหากไปตอนนี้จะดูฉุกละหุกเกินไป
เมื่อมาถึง ทั้งสองเลือกนั่งในห้องเซียงฝาง เหอจิ่วเหนียงเป็นคนสั่งชาและของกินเล่นมา ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนขอความช่วยเหลือ มื้อนี้ก็ต้องเป็นนางที่ควรเลี้ยง
ฉินเจียนเห็นอากัปกิริยาของเหอจิ่วเหนียงไม่เหมือนสาวชาวนาธรรมดาทั่วไป ในใจก็รู้สึกทอดถอน… คนที่ลี้ภัยมาเหมือนกัน บางคนก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้…บางคนกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เขานึกถึงเรื่องของครอบครัวซุนฉี เจ้านั่นช่างใจแคบเสียจริง ไม่ยอมบอกเขาเลยว่าคนในครอบครัวชื่ออะไร ไม่อย่างนั้นตนยังพอจะช่วยตามหาได้อีกแรง ตอนนี้ก็มีแต่ซุนฉีต้องตามหาคนเดียว เช่นนี้ก็ไม่รู้เมื่อไรจะหาเจอ
ทั้งสองต่างขบคิดเรื่องของตัวเองอยู่ในใจ หลังจากนั่งลง ฉินเจียนก็เอ่ยขึ้น “หอน้ำชาแห่งนี้เป็นหอน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดในจิงโจวเชียวนะ ชาดี ขนมก็อร่อย น้องสะใภ้ ถ้าหากมีเวลาเราก็มานั่งดื่มด้วยกันบ่อยๆสิ”
“อืม ไม่เลวเลยจริงๆ” เหอจิ่วเหนียงจิบชาไปอึกหนึ่งก่อนกล่าวชม จากนั้นนางก็เข้าเรื่อง “พี่ใหญ่ฉินรู้จักคนที่ชื่อหลินอี้ผิงหรือไม่?”
“หลินอี้ผิงหรือ?”
ฉินเจียนได้ยินชื่อนี้ก็ขมวดคิ้วฉับพลัน เหตุใดถึงรู้สึกคุ้นนักนะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่นึกอย่างไรเขาก็นึกไม่ออก
“คนผู้นี้มีความแค้นกับเจ้าหรือ…เอ๊ะ หรือว่า…?”
ฉินเจียนเคาะโต๊ะด้วยนิ้วเบาๆอย่างพินิจ
ตอนที่ 228: น้องสะใภ้ ข้ามีสหายแสนดีอยู่คนหนึ่ง
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่านางสามารถไว้ใจฉินเจียนได้ จึงบอกเล่าออกไป “ข้ามีเหตุให้ได้รู้จักเขาตอนที่ข้าเข้าเมืองครั้งก่อน เหมือนว่าเขาจะมาจากเมืองหลวง ข้าไม่รู้ว่าใครทำงานให้ใคร รูปร่างหน้าตาเขาธรรมดา แต่เขาไม่ใช่คนดีแน่ เท่าที่ข้ารู้ เขาใส่หน้ากากอำพรางใบหน้าที่แท้จริงไว้สองชั้น ส่วนหน้าตาที่แท้จริงเป็นเช่นไรข้าไม่รู้
ที่ข้าขอให้ท่านช่วยตรวจสอบ เพราะเขาต้องการให้ข้าทำงานให้เขา ทั้งยังเอาชีวิตคนในครอบครัวข้ามาข่มขู่ ข้าอยากรู้ข้อมูลของเขาแล้วคิดหาทางจัดการ”
เหอจิ่วเหนียงสรุปสั้นๆแต่ได้ใจความ
“เขาเอาชีวิตของคนในครอบครัวเจ้ามาข่มขู่ด้วยหรือ แล้วตอนนี้ครอบครัวเจ้าปลอดภัยดีหรือไม่?”
ฉินเจียนพลันเกิดความกังวล ครอบครัวนี้เคยช่วยชีวิตเขาไว้ หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ตนคงรู้สึกแย่มาก
“ทุกคนปลอดภัยดี ที่ข้าทำเช่นนี้ ก็แค่อยากป้องกันปัญหาก่อนที่มันจะเกิดขึ้นก็เท่านั้น”
ได้ยินคำตอบจากอีกฝ่ายฉินเจียนก็โล่ง.อก ปลอดภัยก็ดีแล้ว
“ตกลง กลับไปข้าจะให้คนไปสืบดู หากน่าสงสัยจริงๆ ข้าจะช่วยเจ้าจับตาดูเอาไว้”
ฉินเจียนเข้าใจแล้ว…หากแต่เขาเข้าใจผิดไป ชายหนุ่มตีความคำว่า ‘ทำงาน’ ไปในทางอย่างว่า ถึงอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็มีรูปร่างหน้าตา.งดงาม หลินอี้ผิงอาจสนใจเรือนร่างของนางก็เท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรับรู้ว่าคนตรงหน้าเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องไปในทางไหน นางรู้สึกว่าตนควรจะเตือนเรื่องบางอย่างกับเขาสักหน่อย ดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ฉิน ท่านคงยังจำเรื่องที่ชางโจวในตอนนั้นได้ ตอนนั้นท่านโดนพิษร้ายแรง”
“จำได้ แต่พอข้าฟื้นขึ้นมาก็ไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าถามพวกเจ้า พวกเจ้าก็บอกว่าไม่รู้ ข้าแปลกใจมาตลอดเลยนะ”
เรื่องที่เขารอดตายจากพิษร้ายเป็นเรื่องที่คาใจฉินเจียนมาโดยตลอด แต่คนครอบครัวนี้ก็ไม่ยอมบอกเขา เขาจึงทำได้แค่เก็บไปคิดเอาเอง แต่สุดท้ายคิดเช่นไรก็ไม่เข้าใจ
“ไม่ต้องแปลกใจหรอก ข้าช่วยท่านเอาไว้เอง เพียงแต่ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน ไม่สะดวกบอกท่านก็เท่านั้น”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายต่ออย่างจริงจัง “ข้าพอจะเข้าใจตำราฉีหวงอยู่บ้างน่ะ ข้าเข้าเมืองมาครั้งนี้ก็เพราะมาตรวจโรคให้ผู้ป่วย สาเหตุที่โดนหลินอี้ผิงรังควานก็เพราะข้ารักษาโรคเรื้อรังของเขาหาย และที่สำคัญก็คือ ข้าปรุงยาพิษได้”
สีหน้าของฉินเจียนบัดนี้ไม่สามารถใช้คำว่าตกใจมาจำกัดความได้แล้ว เพราะตอนนี้ดวงตาของเขาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า ปากอ้าจนกรามแทบค้าง
เขาตระหนักได้มาตลอดว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนธรรมดา แต่ก็คาดไม่ถึงว่านางจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ ทักษะวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมไม่พอ ยังสามารถปรุงยาพิษได้อีกด้วย! มิน่าล่ะ เหตุใดถึงโดนคนจับจ้องอยู่เช่นนี้
เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “ให้ข้าเดา มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูกับเฉินอ๋อง อยากได้ตัวข้าไปก็เพื่อใช้จัดการเฉินอ๋อง ข้าก็เลยเลือกบอกเรื่องนี้กับท่าน หวังว่าพี่ใหญ่ฉินจะตรวจสอบให้ละเอียด”
“ตกลง เรื่องนี้ต้องเอาจริงเอาจังแล้ว แล้วตอนนี้พวกมันยังราวีคนในครอบครัวเจ้าอย่างไรอีกบ้างหรือไม่ ข้าจะส่งคนไปขวางพวกมัน”
ฉินเจียนมีท่าทางตึงเครียดทันที คนที่มาจากเมืองหลวงย่อมมีเบื้องหลังแข็งแกร่ง อีกทั้งอีกฝ่ายยังตั้งใจหาคนที่ปรุงยาพิษเป็น ต้องมีแผนการทำร้ายผู้อื่นเป็นแน่
ตอนนี้หากแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆแล้ว ศัตรูของเฉินอ๋องจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบรรดาองค์ชายทั้งหลายที่ต้องการชิงบัลลังก์มังกร คนเหล่านี้มีความคิดอยากโค่นล้มเฉินอ๋องอยู่ทุกเมื่ออย่างเห็นได้ชัด
ส่วนอีกกลุ่มก็คงหนีไม่พ้นพวกต่างแดน พวกหมาลอบกัดขี้ขลาดตาขาว หวั่นกลัวในความสามารถของเฉินอ๋อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเฉินอ๋องถูกคนเหล่านี้ลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน จำนวนของคนกลุ่มนี้พูดได้ว่ามีไม่น้อย
คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อเฉินอ๋อง เขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
และนี่ก็คือเรื่องที่เขาต้องทำหลังจากที่กลับมาเป่ยเหยียน
“เปล่า คราวก่อนหลังออกจากเมือง ข้าก็คิดนะว่าเขาจะต้องมาก่อกวนข้าต่อแน่ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ เขาไม่เพียงไม่ตามมาเท่านั้น กระทั่งช่วงนี้ก็ไม่มีความผิดปกติอีกด้วย จนข้าเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่มาเจอท่านวันนี้ก็เลยคิดได้ และคิดว่าต้องบอกท่านให้รู้เอาไว้ ครอบครัวข้ามาถึงจิงโจวได้อย่างปลอดภัยก็ต้องขอบคุณในความช่วยเหลือของท่านกับเฉินอ๋อง ในเมื่อพวกเราอาศัยอยู่ในที่ดินศักดินาของเฉินอ๋องก็ย่อมเป็นคนของเฉินอ๋อง เฉินอ๋องแข็งแกร่ง พวกเราก็พลอยได้อยู่อย่างสงบสุข”
เหอจิ่วเหนียงพูดความคิดในใจของตัวเองออกมา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นางก็ได้ยินเรื่องของเฉินอ๋องมาไม่น้อย เขามีความเป็นผู้นำที่ดีพร้อม คนเช่นนี้หากได้นั่งบัลลังก์มังกร จะนำพาประโยชน์สุขมาสู่ราษฎรอย่างแท้จริง ต่างชั้นกับพวกที่รู้จักแต่จะทำลายเหล่านั้นมาก
ฉินเจียนรู้สึกทึ่งเล็กน้อย หากจำไม่ผิดเขาไม่เคยเปิดเผยมาก่อนว่าเจ้านายของตนคือใคร แต่นางกลับคาดเดาได้อย่างชาญฉลาด
แต่เมื่อนึกถึงป้ายคำสั่งของจวนอ๋องที่ตนเองมอบให้นางในคราวนั้นแล้วก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้คงเดาไม่ยาก
“น้องสะใภ้พูดมีเหตุผล ข้ายังไม่ได้ขอบใจเจ้าเลยที่ครั้งก่อนบอกเบาะแสให้ข้า มือสังหารพวกนั้นเป็นคนของเป่ยเหยียนจริงๆ ข้าสะเพร่าทิ้งร่องรอยไว้เอง พวกมันก็เลยได้โอกาส”
แม้ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ยังไม่รู้แน่ชัด แต่ฉินเจียนมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของ.องค์ชายทั้งหลายแน่ แต่ละคนภายนอกเป็นพี่น้องดูรักใคร่กลมเกลียว แต่ความจริงไม่รู้ว่าโหดเหี้ยมเพียงใด
และด้วยเหตุนี้เอง ข้อมูลที่เหอจิ่วเหนียงให้เขามาในครั้งนี้ เขาจะตั้งใจตรวจสอบให้แน่ชัด
“กลับไปข้าจะเขียนจดหมายส่งไปรายงาน.องค์ชาย ให้เขาอยู่เมืองหลวงระมัดระวังตัวสักหน่อย ถ้าหากมีความคืบหน้าใดข้าจะบอกเจ้า เจ้าจะได้สบายใจ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ตกลง ถ้าไม่สะดวกก็ส่งจดหมายไปที่โรงหมออวี้หยวนได้ ข้าเป็นหมอประจำการอยู่ที่โรงหมออวี้หยวนของต้าหลิ่ง คนที่โรงหมอในเมืองหลักจะเอาจดหมายไปส่งให้ข้าเอง”
“โรงหมออวี้หยวน ใช่โรงหมอที่ท่านหมอหลวงซ่งเปิดหรือไม่?”
“ใช่แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางพยักหน้าตอบ ฉินเจียนตกใจอีกครั้ง “น้องสะใภ้ เจ้าช่างเก่งกาจยิ่งนัก!”
หมอหลวงซ่งเป็นหมอหลวงที่ออกมาจากวัง หมอฝีมือดีๆล้วนอยากทำงานในโรงหมอของเขา คนธรรมดาไม่อาจเข้าได้
เหอจิ่วเหนียงเป็นสตรีคนหนึ่ง สามารถประจำการตรวจโรคในอำเภอ และสามารถให้คนในเมืองหลักส่งจดหมายไปให้ได้เช่นนี้ แค่คิดเร็วๆก็รู้แล้วว่าทักษะการแพทย์ของนางเก่งกาจมากเพียงใด!
ทันใดนั้นฉินเจียนก็นึกถึงสหายใบหน้าเคร่งขรึมอย่างซุนฉีขึ้นมา
อาการผิวหนังเหี่ยวย่นทั้งร่างกายที่หนักหนายากจะพรรณนา หมอในจวนเฉินอ๋องก็ไร้หนทางรักษา เขาจึงหันความสนใจมาที่เหอจิ่วเหนียง
ระหว่างทางลี้ภัยนางก็สามารถช่วยถอนพิษรุนแรงให้เขาได้ ฉินเจียนจึงไม่กังขาในฝีมือแพทย์ของนาง ไม่แน่อาจเก่งกว่าหมอหลวงเหล่านั้นก็ได้ หากเป็นเช่นนี้จริง อาการของซุนฉีนางก็คงจะรักษาได้กระมัง
“น้องสะใภ้ ข้ามีสหายแสนดีอยู่คนหนึ่ง เขาใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามในขณะทำภารกิจก็เลยได้รับบาดเจ็บ กระดูกกับผิวหนังทั่วทั้งตัวเสียหายหนักมาก ตอนนี้อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ผิวหนังเหี่ยวย่น กระดูกหดตัว เช่นนี้จะรักษาได้หรือไม่?”
เขามองหน้าเหอจิ่วเหนียงอย่างคาดหวัง ตากะพริบปริบๆ ท่าทางตื่นเต้นมาก ราวกับว่าตนเป็นคนบาดเจ็บเองและอยากรีบรักษาให้หายโดยเร็วก็มิปาน
“เคล็ดวิชาต้องห้ามที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นได้? ใช่เคล็ดวิชาหดกระดูกหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงพูดผ่านๆ
ดวงตาของฉินเจียนเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง “น้องสะใภ้รู้จักเคล็ดวิชาหดกระดูกด้วยหรือ!?”
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ‘อ่อ ข้ารู้มากกว่านี้อีก’
หญิงสาวยังไม่ทันตอบ คนตกตะลึงก็เอ่ยถามต่อด้วยความตื่นเต้น “ถูกต้องแล้ว มันคือเคล็ดวิชาหดกระดูก! เขาใช้นานเกินไปร่างกายจึงได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นเช่นไร เจ้ารักษาให้หายได้หรือไม่?”
ตอนที่ 229: ผู้ตายที่ยิ่งใหญ่
เหอจิ่วเหนียงจิบชาด้วยท่าทางผ่อนคลาย สีหน้าเรียบนิ่ง แต่น้ำเสียงกลับหยิ่งยโส “พูดตามตรง มีแต่โรคที่ข้าไม่อยากรักษาให้เท่านั้นแหละที่รักษาไม่หาย ไม่มีโรคใดที่ข้ารักษาไม่ได้”
ฉินเจียนได้คำตอบแล้ว สรุปก็คือ สามารถรักษาให้หายได้!
หัวใจอันหนักอึ้งของเขาเบาสบายขึ้นทันที “สมกับที่เป็นน้องสะใภ้จริงๆ! ตกลง ตอนนี้สหายของข้าไปทำภารกิจนอกเมืองอยู่ รอเขากลับมาข้าจะพาเขาไปหาเจ้า หึ พูดแล้วก็โมโห อยู่ดีไม่ว่าดี ตอนนี้เป็นอย่างไร ผิวหนังเหี่ยวย่นราวกับคนแก่ ข้าทนดูไม่ได้จริงๆ!”
“จะพามาเมื่อไรก็ได้ หากข้าไม่อยู่ในเมืองหลักก็อยู่ในต้าหลิ่ง ท่านไปหาข้าที่โรงหมอโดยตรง หรือจะไปที่บ้านข้าก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกถูกชะตากับฉินเจียนจึงไว้วางใจเขา เจอกันมาสามครั้งแล้ว ทุกครั้งก็เจอกันเพราะความบังเอิญ นับว่าชะตาฟ้าลิขิตให้พวกเขาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
การที่ครอบครัวนางมีชีวิตที่ดีได้อย่างทุกวันนี้ ก็หนีไม่พ้นการช่วยเหลือของฉินเจียน ในใจนาง นางยอมรับชายผู้นี้แล้ว
“ดีเลย ข้าอยากไปเยี่ยมคนที่บ้านเจ้าพอดี แล้วเจ้าจะกลับเมื่อไรล่ะ ข้าจะได้ไปพร้อมเจ้าเลย”
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “น่าจะอีกประมาณครึ่งเดือน หากท่านรอไม่ไหวก็ไปก่อนได้เลย บ้านข้าอยู่ที่หมู่บ้านอันผิง”
ฉินเจียน “ไม่รีบ ไม่รีบ ข้ารอไปพร้อมเจ้าดีกว่า จะได้ดูไม่ฉุกละหุกเกินไป”
เหอจิ่วเหนียงไม่มีความเห็น เรื่องราวเป็นอันตกลงตามนี้ เมื่อเห็นว่าดึกแล้ว ทั้งสองก็ทำการแยกย้าย เหอจิ่วเหนียงชิงจ่ายเงินก่อน
“น้องสะใภ้จะเกรงใจข้าด้วยเหตุใดกัน เจ้าเป็นคนช่วยชีวิตข้าเอาไว้นะ ข้าเลี้ยงน้ำชาเจ้าไม่ได้แล้วหรือ?”
ฉินเจียนราวกับถูกขัดใจ แม้จะรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นหมอ ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินแล้ว แต่การที่นางเป็นสตรีตัวคนเดียวนั้นก็ลำบากไม่น้อย อีกอย่างตนเป็นบุรุษ มาดื่มชาจะให้สตรีออกเงินได้อย่างไร
ดังนั้นฉินเจียนจึงรู้สึกอึดอัดใจมาก
เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ใส่ใจ “เรื่องในคืนนี้ข้าเป็นคนขอร้องให้ท่านช่วย ค่าน้ำชาข้าควรเป็นคนเลี้ยงท่าน วางใจเถอะ ตอนนี้ข้าไม่เพียงเป็นหมอในโรงหมออวี้หยวนเท่านั้น ข้ายังทำการค้าอีกด้วย เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”
เหอจิ่วเหนียงคิดว่าฉินเจียนคงเกิดความกังวล เห็นว่าครอบครัวนางลี้ภัยมา ความเป็นอยู่ต้องลำบากไม่น้อย นางจึงอธิบายไปเช่นนี้
ฉินเจียนยิ้มอย่างจนใจ “ก็ได้ เช่นนั้นครั้งหน้าให้ข้าเลี้ยงเจ้านะ น้องสะใภ้พักอยู่ที่ไหนหรือ ข้าจะไปส่ง”
“ไม่เป็นไรพี่ใหญ่ฉิน ข้าพักในโรงเตี๊ยมน่ะ ตอนนี้บนถนนยังครึกครื้นอยู่เลย ข้าว่าจะเดินเล่นต่ออีกหน่อย”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือปฏิเสธ เมื่อครู่เพิ่งจะเผชิญและรับมือกับเจตนาแฝงของซ่งฉือมา นางไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย ทำอะไรให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดคิดไปเองอีกแล้ว
แม้นางรู้ว่าฉินเจียนไม่มีความคิดเช่นนั้นแน่นอน แต่ก็ป้องกันเอาไว้ก่อน
ฉินเจียนไม่ได้บังคับนาง บนถนนเส้นนี้ปลอดภัยดี อีกอย่าง นางมีความสามารถ ไม่เป็นอันตรายแน่
“เช่นนั้นข้าขอตัวลาก่อน”
เขาโบกมือลาเหอจิ่วเหนียง จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
ทว่าเพิ่งจะเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ลูกน้องสองคนที่ถูกเขาแยกออกไปก่อนหน้านี้ก็โผล่ออกมาจากตรอกใดไม่รู้ ท่าทางพวกเขาอยากรู้อยากเห็นมาก
“ใต้เท้า แม่นางเมื่อครู่เป็นอะไรกับท่านหรือ หน้าตาช่างงดงามยิ่งนัก!”
ทั้งสองถามพลางยักคิ้วหลิ่วตา คาดเดาว่าฉินเจียนกับเหอจิ่วเหนียงมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก
“หลบไป หลบไป นางคือผู้มีบุญคุณที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้! ก่อนหน้านี้ที่ข้าเคยเล่าว่าข้าโดนพิษร้ายแรงมีชีวิตได้อีกไม่นาน นางนี่แหละที่ช่วยชีวิตข้าไว้!”
ฉินเจียนเตะพวกเขาไปครั้งหนึ่ง แต่ก็เล่าให้ฟังอย่างชัดเจน
ทั้งสองจึงตระหนักได้ “เช่นนั้นคนที่ให้เบาะแสกับท่านว่านักฆ่าพวกนั้นไม่ใช่คนหนานไท่ ก็คือนางอย่างนั้นหรือขอรับ?”
ตลอดมาฉินเจียนมักพูดถึงครอบครัวนี้อยู่หลายครั้ง ทั้งยังสารภาพกับเฉินอ๋องไปตามตรงว่า ตนเองมอบป้ายคำสั่งของจวนอ๋องให้พวกเขาไปตั้งหลักปักฐานที่จิงโจว เฉินอ๋องได้ฟังก็อนุญาตและไม่โกรธเคือง
สายตาหยอกล้อของทั้งสองพลันอันตรธานหายไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ในเมื่อเป็นผู้มีบุญคุณของใต้เท้า เช่นนั้นก็ย่อมเป็นผู้มีบุญคุณของข้าน้อยด้วย หากแม่นางท่านนี้มีเรื่องลำบากอะไร ใต้เท้ารีบสั่งให้พวกเราไปจัดการได้เลยขอรับ!”
“หึ นับว่าพวกเจ้าสายตาเฉียบแหลม น้องสะใภ้ข้าคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา!”
ไม่รู้ว่าความรู้สึกภาคภูมิใจนี้เกิดขึ้นมาจากตรงไหน ฉินเจียนรู้สึกว่า การที่ตนได้พบเจอกับครอบครัวลู่นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตของเขา
“ใต้เท้า เหตุใดถึงไม่เรียกแม่นาง เรียกน้องสะใภ้เช่นนี้ไม่รู้สึกแปลกๆไปหน่อยหรือขอรับ? พวกเราฟังแล้วยังรู้สึกแปลกเลย”
องครักษ์หนึ่งเกาศีรษะพลางถามด้วยความไม่เข้าใจ ฉินเจียนอธิบายอย่างใจเย็น “แปลกอย่างไร ดูก็รู้แล้วว่านางอายุน้อยกว่าข้า หากแต่สามีที่ตายไปแล้วของนางไม่รู้ว่าอายุเท่าไร แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ตายที่ยิ่งใหญ่ ข้าก็อยากให้เกียรติเรียกนางว่าน้องสะใภ้ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่”
“แม่นางใบหน้าอ่อนเยาว์เพียงนี้ ดูไม่รู้เลยว่าจะมีสามีแล้ว แต่สามีกลับลาลับไปก่อนเสียอย่างนั้น ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เช่นนั้นต่อไปพวกเราก็เรียกนางว่าน้องสะใภ้เหมือนใต้เท้าเถอะ!”
องครักษ์สอง “ย่อมได้!”
เช้าวันต่อมา เหอจิ่วเหนียงไปตรวจอาการป่วยของหูเหวินไห่ตามนัด หลังจากขึ้นรถม้า คนบังคับรถม้าเอ่ยด้วยสีหน้าขอลุแก่โทษ “ท่านหมอเหอ ท่านหมอซ่งให้ข้าน้อยแจ้งท่านว่า วันนี้ไปจวนตระกูลหูกับท่านไม่ได้แล้วขอรับ ในโรงหมอมีผู้ป่วยที่รับมือยากคนหนึ่ง ท่านหมอกับนายน้อยปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้และเข้าใจ นางไปคนเดียวได้ไม่มีปัญหา แต่นางก็ยังถามต่อ “ที่โรงหมอเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“ก็เถ้าแก่หอสุราหอมสิบลี้น่ะสิขอรับ เมื่อคืนไปสำมะเลเทเมาทำเรื่องอย่างว่าในหอคณิกา รุ่งเช้าก็พรวดพราดมาที่โรงหมอ ต่อมาฮูหยินของเขารู้เรื่องเข้าก็ตามมาเอาเรื่องเขาที่โรงหมอ ทุบตีจนสภาพดูไม่ได้เลยขอรับ!...
…แล้วก็…เอ่อ…”
คนบังคับรถม้าอ้ำอึ้งสลับกับมองหน้าเหอจิ่วเหนียงด้วยความลำบากใจ เขารู้สึกลำบากใจที่จะพูดประโยคถัดไปต่อ
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “แล้วก็ ที่หลิวเยี่ยนไฉบุกไปโรงหมอก็เพราะจะมาเอาเรื่องกับข้า แต่กลับถูกท่านหมอซ่งขวางเอาไว้ ใช่หรือไม่?”
คนบังคับรถม้าหัวเราะแห้งๆ “ท่านหมอเหอฉลาดยิ่งนักขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ “เฮ้อ ทำให้ท่านหมอซ่งต้องแก้ปัญหาให้ข้าอีกแล้ว จะตอบแทนอย่างไรดี…อืม ให้ตระกูลหูจ่ายค่ารักษาเพิ่มสักหน่อยก็แล้วกัน ท่านหมอซ่งคงจะดีใจมาก”
คนขับรถม้า “…”
สิ่งที่ตระกูลหูไม่รู้เลยก็คือ ความจริงแล้วอาการของหูเหวินไห่นั้นใช้เวลาเจ็ดแปดวันก็ดีขึ้นแล้ว แต่เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่า นางไม่ควรปล่อยให้คนเช่นนี้ออกไปเพ่นพ่านสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเร็วเกินไป จึงจงใจยืดอาการป่วยของเขาออกไปอีกสักหน่อย
เฮ้อ∼ อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะขูดรีดกับตระกูลหูให้เยอะๆหน่อย กลับกลายเป็นว่าต้องยกให้ท่านหมอซ่งเพื่อแทนคำขอบคุณ
แต่อย่ามองว่านางใจร้ายกับครอบครัวหูเลย เรื่องนี้ต้องโทษสองสามีภรรยาเจ้าเล่ห์ตระกูลหูคู่นั้นที่ไม่รู้จักวางตัวให้ดี คิดหาเศษหาเลยกับคนอย่างนาง นางต้องให้พวกเขาได้เจอดีอยู่แล้ว
เมื่อลงจากรถม้า เหอจิ่วเหนียงยื่นเทียบฉบับหนึ่งให้คนขับรถม้า “รบกวนช่วยไปส่งเทียบนี่ให้ข้าที่หอน้ำชาอันหลานฟางหน่อย บอกว่าข้าเป็นสหายฮูหยินของเถ้าแก่พวกเขา อยากไปเยี่ยมสักหน่อย”
หอน้ำชาอันหลานฟางเป็นหอน้ำชาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองจิงโจว คนบังคับรถม้าถึงกับตกใจ นึกไม่ถึงว่าท่านหมอเหอจะรู้จักคนใหญ่คนโตมากมายเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร รับคำสั่งและไปจัดการทันที
เหอจิ่วเหนียงเข้าไปในจวนตระกูลหูคนเดียว เมื่อวานมีประสบการณ์แล้ว คนสกุลหูจึงสำรวมขึ้นมาก มีเพียงหูเหวินไห่ที่ยังคงมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาโสมม
แต่เหอจิ่วเหนียงก็ปล่อยให้สุนัขมันมองไป ถึงอย่างไรประเดี๋ยวนางก็เก็บเงินจากพวกเขาเพิ่มอยู่แล้ว
ก่อนกลับ ฮูหยินหูจ่ายเงินค่ารักษาให้ห้าสิบตำลึงตามเดิม แต่เหอจิ่วเหนียงไม่รับ และเอ่ยอย่างเฉยเมย “ฮูหยินหูก็น่าจะรู้ดีว่ากามโรคเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต การรักษาก็ต้องใช้หมอที่มีความสามารถสูง”
แม้ไม่ได้ระบุตามตรง แต่ความหมายที่แฝงในประโยคนั้นชัดเจนมาก ฮูหยินหูถึงกับสีหน้าดำคล้ำด้วยความไม่พอใจ
ตอนที่ 230: ฮูหยินเจียงป่วยหนัก
ตอนที่ไปขอให้โรงหมออวี้หยวนรักษาก็ให้เงินไปแล้วไม่น้อย อีกทั้งนางยังบอกไปแล้วว่าหลังจากรักษาสามีนางหายจะตกรางวัลให้อีกอย่างหนัก ไม่คิดเลยว่าต้องมาจ่ายค่าออกตรวจอีกครั้งละห้าสิบตำลึง แต่นางก็ยอมรับแต่โดยดี ทว่าวันนี้หมอเหอกลับบอกว่ายังไม่พอ!
หมอหญิงคนนี้ใจไม้ไส้ระกำเกินไปแล้ว!
“ท่านหมอเหอ ห้าสิบตำลึงก็ไม่น้อยแล้วนะ พวกท่านเป็นหมอ หมอช่วยรักษาโรคให้ผู้คน แน่นอนว่าต้องมีค่ารักษา แต่เหตุใดถึงเรียกเงินเยอะนักล่ะ?”
ฮูหยินหูเมื่อไม่พอใจก็แสดงออกมาตามตรง น้ำเสียงฉุนเฉียวอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรวันนี้ท่านหมอซ่งก็ไม่ได้มา แค่หญิงสาวคนเดียว นางไม่เชื่อหรอกว่าตนจะจัดการไม่ได้!
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ากับคำพูดของนาง “ฮูหยินหูพูดถูก ข้าเป็นหมอ หมอมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้คน แต่ข้าก็ต้องกินข้าว สามีของท่านเป็นโรคนี้เพราะเหตุใดพวกท่านก็คงรู้ดี ข้าเป็นหมอ ไม่ใช่คู่หูในหอคณิกาของเขา เช้านี้เขาเอาแต่จ้องข้าทั้งเช้า ข้าเห็นแก่ที่เขาเป็นผู้ป่วยก็เลยไม่คิดเอาความ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมถูกคุกคามเปล่าๆนะเจ้าคะ
ถ้าหากฮูหยินหูไม่ยอมจ่ายมากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร ต่อจากนี้ไปข้าก็คงไม่สะดวกมารักษาให้อีก แต่ขอบอกพวกท่านไว้สักหน่อยด้วยความหวังดี ทั่วทั้งเมืองจิงโจว นอกจากข้าแล้ว เกรงว่าไม่มีหมอท่านใดรักษาโรคของนายท่านหูได้อีก”
กล่าวจบนางก็หันหลังเดินออกไป ฮูหยินหูกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ก็แค่ม่ายสาวคนหนึ่ง ไม่นึกเลยว่าจะกล้าอวดดีต่อหน้านางเช่นนี้!
แต่ตอนนี้โรคของสามีจำเป็นต้องให้นางรักษา… เอาเช่นไรดี จะให้ก็ไม่ได้ ไม่ให้ก็ไม่ได้
พ่อบ้านข้างกายมีไหวพริบ รีบออกหน้าไกล่เกลี่ย “ท่านหมอเหออย่าเพิ่งโกรธขอรับ ตระกูลหูยินดีจ่ายแน่นอน แต่เรื่องเพิ่มเงินต้องขอรอดูอาการของนายท่านก่อนว่าหายหรือไม่ ขอเพียงรักษานายท่านให้หาย ท่านหมอเหอต้องการเรียกเท่าไรก็บอกได้ทั้งนั้นขอรับ!”
วาจานี้ชัดเจนมาก นั่นก็คือ หูเหวินไห่ต้องหายเท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาไม่ยินยอมเพิ่มเงิน
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม นี่เห็นนางโง่อย่างนั้นหรือ?
พูดเสียน่าฟัง จากพฤติกรรมของคนครอบครัวนี้ ทั้งปลิ้นปล้อนทั้งเจ้าเล่ห์ คำพูดของพวกเขาไม่ต่างอะไรกับคำหลอกลวงเลย รอให้รักษาหาย? หายแล้วอย่างไร ถึงตอนนั้นจะให้หรือไม่ให้ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้วไม่ใช่หรือ
“เอาเถอะ เช่นนั้นค่ารักษาของวันนี้ก็คิดตามเดิม และต่อไปเราไม่ต้องเจอกันอีก”
ฮูหยินหูนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเอาจริงเช่นนี้ นางโกรธจนหายใจติดขัด ตะคอกออกไปด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เจ้าร้อนเงินมากนักหรือ?”
“ข้าไม่ได้ร้อนเงิน แต่นี่คือสิ่งที่ข้าควรจะได้รับ พวกท่านจะเบี้ยวก็ได้ เราก็ไปพบทางการด้วยกัน ให้ท่านผู้พิพากษาเป็นคนตัดสิน ให้ทุกคนได้เห็นกันว่านายท่านตระกูลใดไม่ยอมจ่ายค่ารักษา”
เหอจิ่วเหนียงแบมือรอรับเงิน ท่าทางยั่วโมโหนั่นทำให้ฮูหยินหูโกรธจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางเจอคนไร้ยางอายเช่นนี้
แต่นางรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีความสามารถจริงๆ รักษามาสองครั้งอาการของสามีนางก็ถูกคุมเอาไว้ได้อย่างเห็นชัด
เพื่อสามีของตน คนต้องขอความช่วยเหลือจึงยอมกัดฟัน ให้พ่อบ้านไปหยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงมาหนึ่งใบให้เหอจิ่วเหนียง
ฮูหยินหูฝืนยิ้ม “ท่านหมอเหอพูดอะไรเช่นนั้น อาการของสามีข้ายังหวังให้ท่านรักษาให้ พรุ่งนี้ก็มาตามปกติเถอะนะ ข้าจะเพิ่มให้อีกห้าสิบตำลึง!”
ปากพูดไป แต่ในใจเจ็บจนแทบกระอักเลือด!
เพิ่มอีกครั้งละห้าสิบตำลึง ต่อให้รวยล้นฟ้านางก็รู้สึกเสียดายอยู่ดี!
เหอจิ่วเหนียงรับเงินมาและตรวจดูอย่างละเอียดก่อนจะเก็บ จากนั้นกล่าว “เงินถึง ไม่ว่าเรื่องใดก็ตกลงกันได้ เพียงแต่ ถ้าหากสามีของท่านควบคุมสายตาตัวเองไม่ได้ ทางที่ดีก็หาผ้ามาปิดตาให้เขาซะ ไม่อย่างนั้น เพิ่มแค่ห้าสิบตำลึงข้าอาจจะยังไม่พอใจ”
นี่มันปล้นกันชัดๆ!
แต่ฮูหยินหูกลับทำได้แค่ยิ้มรับเท่านั้น
แรกเริ่มเดิมทีที่ทำเช่นนี้เพราะตั้งใจอยากจะสั่งสอนสามีตัวเองสักหน่อย ให้เห็นของสวยๆงามๆอยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ไม่อาจแตะต้องได้ กลับนึกไม่ถึงว่าจะโดนมาถึงตัวเอง!
เหอจิ่วเหนียงออกจากจวนตระกูลหูด้วยความเบิกบานใจ เมื่อเห็นคนขับรถม้ามารออยู่หน้าประตูแล้วนางจึงถาม “หออันหลานฟางว่าอย่างไรบ้าง?”
คนบังคับรถม้าส่ายหน้าพลางส่งเทียบคืนให้นาง “ผู้ดูแลร้านบอกว่าฮูหยินของพวกเขาป่วยมาสองเดือนกว่าแล้ว ไม่รับแขกขอรับ”
“ป่วยอย่างนั้นหรือ บอกหรือไม่ว่าป่วยเป็นอะไร?”
คนบังคับรถม้าส่ายหน้า เรื่องนี้เขาไม่กล้าถาม
“ไป ไปอันหลานฟาง”
เหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว ไม่รู้เพราะเหตุใด ทันทีที่ได้ยินว่าฮูหยินเจียงป่วยนางก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ถึงขั้นไม่อยากรอช้าแม้แต่อึดใจเดียว
ไม่นานคนบังคับรถม้าก็พาเหอจิ่วเหนียงมาถึงหอน้ำชาอันหลานฟาง คนร้อนใจเข้าไปพบผู้ดูแลร้านด้วยตัวเอง พร้อมกับป้ายหยกที่ฮูหยินเจียงมอบให้ก่อนหน้านี้ซึ่งนางเก็บไว้ในห้วงมิติ และเทียบเมื่อครู่
“ผู้ดูแล ข้าคือสหายของฮูหยินเจียง ไม่ทราบว่าฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง ข้าขอเข้าไปดูหน่อยได้หรือไม่ ข้าสามารถรักษาอาการป่วยของนางได้ หากไม่เชื่อ สามารถเรียกแม่นางหลิงเยว่มายืนยันก็ได้”
ผู้ดูแลหอน้ำชาอันหลานฟางมั่นใจว่าตนไม่รู้จักสตรีตรงหน้า แต่ป้ายหยกในมือนางเป็นของฮูหยินจริงๆ เขาอยากจะตอบตกลงแต่ก็ยังคงไม่มั่นใจ ทว่านึกถึงอาการป่วยของฮูหยินในตอนนี้แล้ว เขาจึงกล่าว “รอประเดี๋ยว ข้าจะไปถามก่อน”
เจียงรั่วหย่าไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่หอน้ำชา แต่พักอยู่คฤหาสน์อีกแห่ง ผู้ดูแลพาเหอจิ่วเหนียงไปด้วย จากนั้นให้นางรอหน้าประตู ส่วนเขาก็เข้าไปรายงาน
เหอจิ่วเหนียงกำมือแน่นด้วยความกังวล สายตามองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว บรรยากาศเงียบสงบ…สงัดวังเวงชวนขนลุก
อาศัยอยู่ในที่เงียบๆเช่นนี้ เพราะไม่ชอบเสียงดังด้านนอกอย่างนั้นหรือ
ทว่าบรรยากาศของที่นี่เกินจากคำว่าเงียบสงบไปมากโข หากเป็นแม่นางคนอื่นคาดว่าคงหวาดผวาจนตัวสั่นไปแล้ว
ผู้ดูแลเข้าไปในจวนไม่นานก็เจอหลิงเยว่และหลิงเสวี่ย เขาส่งป้ายหยกกับเทียบในมือให้พวกนางแล้วกล่าว “ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเป็นสหายของฮูหยิน ข้าบอกไปแล้วว่าฮูหยินป่วยไม่สะดวกรับแขก แต่นางบอกว่านางรักษาอาการป่วยของฮูหยินได้ ข้าก็เลยพานางมา”
“อ๋อ เป็นครอบครัวที่เราเจอที่ชางโจวครั้งนั้น ฮูหยินชอบพวกเขามาก”
หลิงเยว่พยักหน้า ทว่าความกลัดกลัดที่แสดงออกผ่านการขมวดคิ้วนั้นไม่ได้คลายลงเลย “เพียงแต่อาการของฮูหยินตอนนี้ถึงขั้นนี้แล้ว คาดว่าคงลืมนางไปแล้ว”
หลิงเสวี่ยที่อยู่ข้างๆออกความเห็น “นางบอกว่าตัวเองรู้วิชาแพทย์ไม่ใช่หรือ ยาที่นางให้ฮูหยินครั้งก็ได้ผลจริงๆ ให้นางมาช่วยตรวจอาการฮูหยินดูสักหน่อยดีหรือไม่?”
“แต่นายท่านเคยบอกว่า…”
หลิงเยว่ลังเล อาการป่วยของฮูหยินไม่เหมือนคนทั่วไป ที่จวนมีหมอเฉพาะทางช่วยรักษาอยู่ หากฮูหยินฟื้นขึ้นมาแล้วรู้ภายหลังว่ามีคนนอกเห็นนางในสภาพทรุดโทรม จะต้องเสียใจรับไม่ได้เป็นแน่
“ถึงขั้นนี้แล้วยังจะสนเรื่องพวกนั้นอีกด้วยเหตุใด หมอในจวนก็หมดหนทางรักษา ฮูหยินทรมานมามากแล้ว ลองดูสักหน่อยเถอะ! อย่างมากก็รอนายท่านกลับมาแล้วไปขอรับโทษก็เท่านั้น!”
หลิงเสวี่ยส่งเสียงชิชะด้วยความขัดใจ จากนั้นลากผู้ดูแลไปหาเหอจิ่วเหนียงด้วยกัน
หลิวเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เดินตามไป
อย่างมากก็รอรับโทษด้วยกันนั่นแหละ!
เหอจิ่วเหนียงยืนรออย่างร้อนใจ ผู้ดูแลเพิ่งเข้าไปไม่นานนางก็แทบรอไม่ไหวแล้ว บอกไม่ถูกว่าเพราะเหตุใดถึงร้อนใจเพียงนี้
ประตูถูกเปิดออก ทั้งสามคนเดินออกมา นอกจากผู้ดูแลแล้ว อีกสองคนก็คือสาวใช้ข้างกายฮูหยินเจียงที่เคยเจอก่อนหน้านี้
“แม่นางทั้งสอง”
เหอจิ่วเหนียงเห็นพวกนางก็ค้อมศีรษะเล็กน้อยตามมารยาท สาวใช้ทั้งสองก็ค้อมศีรษะให้เช่นกัน “แม่นางเหอ ไม่เจอกันนาน เข้ามาคุยกันข้างในเถอะ”
สาวใช้ทั้งสองพาแขกเข้าไปในจวน ส่วนผู้ดูแลไม่ได้ตามเข้าไป เขาต้องกลับไปดูแลหอน้ำชาต่อ
จบตอน
Comments
Post a Comment