single mom ep231-240

ตอนที่ 231: เจ้าคือจิ่วเอ๋อร์ของข้าใช่หรือไม่


“แม่นางเหอ เจ้าบอกว่าเจ้ารู้วิชาแพทย์ แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงไม่เปิดเผยล่ะ?”


ระหว่างเดินเข้าไปในเรือน หลิงเยว่เอ่ยถามผู้มาเยือนด้วยความไม่เข้าใจ


ถึงอย่างไรนี่ก็คือคนที่จะพาไปรักษาอาการป่วยให้ฮูหยิน หากไม่ถามให้กระจ่าง นางก็คงไม่สบายใจ


“ตอนนั้นครอบครัวข้ากำลังลี้ภัยกัน ระหว่างทางเจอคนมาทุกรูปแบบ ข้าจึงไม่กล้าเปิดเผย อีกอย่าง ตอนนั้นฝีมือการแพทย์ของข้าก็ยังไม่ดีเท่าไร ตอนแรกพวกเราจะเดินทางไปอันโจว แต่ได้ยินข่าวมาว่าที่อันโจวไม่รับผู้ลี้ภัยเพิ่มอีกแล้ว ก็เลยเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันมาที่จิงโจว หลังจากมาถึงจิงโจวข้าได้คารวะหมอท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ข้า ด้วยคำชี้แนะของท่านอาจารย์ วิชาแพทย์ของข้าจึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว”


เหอจิ่วเหนียงบอกเหตุผลที่ตนเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว นี่ไม่นับว่าเป็นการโกหกกระมัง แค่ทำให้ทักษะทางการแพทย์ของตนมีคำอธิบายก็เท่านั้น


หลิงเยว่พยักหน้าเข้าใจ “เช่นนี้นี่เอง แล้วพวกเจ้ามาถึงจิงโจวนานแล้วหรือ?”


“อืม ตอนนี้ครอบครัวข้าตั้งตัวอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงอำเภอต้าหลิ่ง ที่ข้าเข้าเมืองมาครั้งนี้ก็เพราะมาออกตรวจคนไข้ เลยถือโอกาสมาเยี่ยมฮูหยินสักหน่อย อยากขอบคุณทุกคนอีกครั้งสำหรับการช่วยเหลือครอบครัวข้าในตอนนั้น แต่กลับได้ยินผู้ดูแลร้านบอกว่าฮูหยินป่วยหนัก ข้าจึงอยากขอตรวจดูอาการสักหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าตอบ หลิงเสวี่ยถามต่อ น้ำเสียงติดความคับข้องใจเล็กน้อย “พวกเจ้ามาถึงจิงโจวตั้งนานแล้ว เหตุใดเพิ่งจะมาหาเอาป่านนี้ล่ะ?”


หากนางมาเร็วกว่านี้สักหน่อย มอบยาจูซาอันเสินหวานให้ฮูหยินเพิ่มอีกขวด อาการป่วยของฮูหยินก็คงไม่รุนแรงจนถึงขั้นนี้


เหอจิ่วเหนียงจำได้ว่า ในตอนนั้นหลิงเสวี่ยมีอคติต่อครอบครัวนาง โชคดีที่หลังจากนั้นความคิดของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ อย่างไรเสียสาวใช้คนนี้ก็ทำเพื่อฮูหยินเจียง


ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าหลิงเสวี่ยตำหนินางที่มาหาช้า เหอจิ่วเหนียงก็กระอักกระอ่วนที่จะบอกว่าตัวเองลืม จึงกล่าวแค่ “ตอนมาถึงมัวแต่ยุ่งเรื่องตั้งหลักปักฐาน และตอนนั้นก็ไม่อยากเพิ่มความลำบากให้ฮูหยิน ต้องขออภัยด้วย”


สดับวาจา หลิงเยว่ที่อายุมากกว่าก็เข้าใจได้ พิจารณาแล้วก็คงเป็นเพราะเหตุผลนี้จริงๆ


สถานะของครอบครัวลู่ในตอนนั้นคือครอบครัวลี้ภัย หากมาหาฮูหยินทันทีที่เข้าเมือง คนที่หูตาว่องไวชอบสอดส่องเรื่องชาวบ้านจะต้องมองว่าพวกเขามาขอความช่วยเหลือจากฮูหยินแน่นอน แม้ว่าครอบครัวลู่จะมาด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็ไม่อาจห้ามความเข้าใจผิดของคนอื่นได้


ไม่ว่าในใจฮูหยินจะคิดเช่นไร แต่ในใจของสาวใช้อย่างพวกนางต้องดูถูกการกระทำเช่นนั้นแน่นอน ทั้งยังรู้สึกอีกว่า ครอบครัวลู่เป็นสุนัขที่เกาะขาไม่ปล่อย และอาจดูถูกพวกเขาจนลึกสุดใจ ไม่อาจเปลี่ยนความคิดได้อีกตลอดกาล


แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมาในฐานะแขก มีเจตนาอยากมาเยี่ยมเยือนตามประสาคนรู้จักมักคุ้น ไม่ได้มาขอความช่วยเหลือแต่อย่างใด เช่นนี้จึงทำให้สองสาวใช้เกิดความประทับใจต่อนางมาก


หลิงเสวี่ยพยักหน้า รู้สึกว่าครอบครัวนี้คบหาได้


ระหว่างที่พูดคุยกันไป ทั้งสามก็เดินมาถึงเรือนพักของฮูหยินเจียง


เรือนของฮูหยินเจียงตกแต่งได้อย่าง.งดงาม ตอนนี้เพิ่งจะเข้าเดือนสอง แต่แมกไม้ในเรือนก็ผลิ.ดอกบานสะพรั่งแล้ว เห็นได้ชัดว่าเหล่าสาวใช้ทุ่มเทกับการดูแลพวกมันไม่น้อย


หรือไม่ก็อีกเหตุผลนั่นคือ นายท่านบ้านนี้ใส่ใจฮูหยินเจียงดียิ่งนัก


ในเรือนไม่ได้มีแค่ดอกไม้เท่านั้น บนต้นไม้ และตามชายคายังแขวนกระดิ่งลมไว้ด้วย เหมือนกระดิ่งลมที่แขวนบนรถม้าของฮูหยินเจียงในตอนนั้น เมื่อสายลมพัดผ่าน เสียงกระดิ่งอันไพเราะก็กังวานขึ้น


เจียงรั่วหย่านั่งเหม่ออยู่ใต้ต้นไม้ที่มีกระดิ่งลมแขวนอยู่ จากที่หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยเล่า นางนั่งเหม่ออยู่ตรงนี้มาเป็นเวลาหนึ่งชั่วยามแล้ว


หลิงเยว่กล่าวอย่างทอดถอน “ฮูหยินคิดถึงคุณหนูจนล้มป่วย อาการป่วยทางใจน่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนบอกให้พวกนางสองคนยืนอยู่กับที่ห้ามขยับ จากนั้นนางจึงค่อยๆก้าวเท้าเบาๆ เดินเข้าไปหาเจียงรั่วหย่า


“ฮูหยิน ยังจำข้าได้หรือไม่เจ้าคะ เราเคยเจอกันที่ชางโจวมาก่อน”


หญิงสาวยิ้มจนดวงตาโค้งคล้ายจันทร์เสี้ยว โบกมือไปมาช้าๆ ตรงหน้าเจียงรั่วหย่า ให้คนเหม่อมองมาที่นาง


ฮูหยินเจียงยังคงเหมือนเดิม งดงามอย่างไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบ เพียงแต่ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย แววตาก็ไร้ชีวิตชีวา


“จิ่วเอ๋อร์หรือ?”


เจียงรั่วหย่ามองคนตรงหน้าอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะคว้ามือที่โบกอยู่ตรงหน้ามาจับไว้ และถามอย่างร้อนใจ “เจ้าคือจิ่วเอ๋อร์ของข้าใช่หรือไม่?”


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงจะปฏิเสธ แต่ดูจากท่าทางกระวนกระวายของนางแล้วจึงเห็นว่าควรตามน้ำไปก่อน ประคองนางลุกขึ้นและพาเดินเข้าไปด้านใน “ฮูหยิน ข้างนอกอากาศเย็น ข้าจะพาท่านเข้าไปพักผ่อนข้างในนะเจ้าคะ”


“ตกลง ข้าฟังจิ่วเอ๋อร์!”


เจียงรั่วหย่าเดินเข้าไปกับเหอจิ่วเหนียงอย่างว่าง่าย สายตาจับจ้องหญิงสาวรุ่นลูกไม่ลดละ กลัวว่าหากตนกะพริบตา จะไม่ได้เห็นจิ่วเอ๋อร์ของนางอีกแล้ว


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยก็ค่อยๆเดินตามเข้ามาข้างในเช่นกัน


แม้พวกนางสัมผัสได้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ในฐานะสาวใช้ประจำกายฮูหยิน พวกนางจำเป็นต้องเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอดตามสัญชาตญาณ


เหอจิ่วเหนียงเองก็เข้าใจเหตุผลนี้จึงไม่ได้พูดอะไร


“ฮูหยิน วันนี้ท่านกินข้าวได้เยอะหรือไม่เจ้าคะ?”


หมอหญิงใช้น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกล่อมโก่วเอ๋อร์ เจียงรั่วหย่าส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่หิว”


“จะไม่หิวได้อย่างไรเจ้าคะ หากท่านไม่กินข้าวจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ จิ่วเอ๋อร์จะเสียใจได้นะเจ้าคะ”


ตอนที่ประคองเจียงรั่วหย่าเข้ามาเหอจิ่วเหนียงก็ถือโอกาสจับชีพจรให้นางแล้ว…พบว่าการตระหนักรู้ในตอนนี้ของนางไม่ต่างอะไรกับเด็กวัยสิบขวบเลย


“จิ่วเอ๋อร์จะเสียใจอย่างนั้นหรือ?”


สตรีอายุสมองสิบขวบเอียงศีรษะพลางถามอย่างไม่เข้าใจ ราวกับสับสนเล็กน้อย


“ต้องเสียใจสิเจ้าคะ ฮูหยินต้องดูแลสุขภาพให้ดี จิ่วเอ๋อร์ถึงจะมีความสุข”


“อืมๆ หากจิ่วเอ๋อร์มีความสุข ข้าก็จะกินข้าว!”


เจียงรั่วหย่าพยักหน้ารัวๆ ราวกับโขลกกระเทียม และมองไปที่หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ย ทั้งสองเอ่ยขึ้นทันที “บ่าวจะไปเตรียมอาหารเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!”


เนื่องจากเจียงรั่วหย่าไม่ยอมกินข้าว ห้องครัวจึงเตรียมอาหารไว้ตลอดเวลา ดังนั้นเพียงไม่นานอาหารก็ถูกยกมา


เหอจิ่วเหนียงกินข้าวเป็นเพื่อนเจียงรั่วหย่า จากนั้นก็กล่อมให้นางนอน


ตอนแรกเจียงรั่วหย่าไม่ยอมนอน แต่เหอจิ่วเหนียงรับปากว่าจะมาหานางทุกวัน นางจึงยอมนอนพักอย่างเชื่อฟัง


หลังจากคนป่วยหลับไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็พาหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยออกไปคุยนอกห้อง


“ฮูหยินยอมหลับง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ น่าทึ่งยิ่งนัก!”


หลิงเสวี่ยแปลกใจมาก ทุกคืนฮูหยินมักจะไม่ยอมนอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนอนกลางวันเลย


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม ก่อนเอ่ยถาม “ฮูหยินเริ่มเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”


“หลังจากกลับมาจากชางโจว เพราะไม่ได้ข่าวคราวของคุณหนูเลย อาการของฮูหยินจึงยิ่งทรุดหนัก แรกๆก็ยังมียาจูซาอันเสินหวานของเจ้าช่วยนอนหลับได้ ต่อมายาหมด อาการของฮูหยินจึงเริ่มหนักขึ้น หมอในจวนเปลี่ยนเทียบยาครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่เป็นผล ฮูหยินนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน จากนั้นก็เริ่มลืมผู้คน ลืมเรื่องหลายเรื่อง พฤติกรรมเหมือนเด็กลงไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ก็สองเดือนกว่าแล้วละ”


หลิงเยว่นึกย้อนอย่างใคร่ครวญ หลิงเสวี่ยช่วยเสริม “อาการของฮูหยินตอนนี้นับว่ายังดี อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นทำร้ายตัวเองเหมือนเมื่อก่อน”


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจเก็บข้อมูลจากที่พวกนางเล่ามา กระทั่งสะดุดกับคำบอกเล่าของหลิงเยว่ “ก่อนหน้านี้ฮูหยินเคยทำร้ายตัวเองด้วยหรือ?”


สาวใช้ทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างหดหู่ และหันมาพยักหน้า “ใช่ ก่อนหน้านี้ความทรงจำของฮูหยินยุ่งเหยิงไปหมด จำแต่เรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียใจ รู้สึกผิดต่อคุณหนูทีไรก็มักจะทำร้ายตัวเอง ตอนนี้การตระหนักรู้ของฮูหยินถดถอยลง จำได้แค่เรื่องว่ามีคุณหนูอยู่ในชีวิต เรื่องอื่นกลับจำไม่ได้ ก็เลยดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ”


ได้ฟังสิ่งที่สาวใช้ทั้งสองเล่าแล้ว เหอจิ่วเหนียงสรุปได้ว่า ฮูหยินเจียงมีอดีตที่ไม่สวยงามเท่าไร นางไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงพยักหน้าพลางกล่าว “ข้าพอเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆแล้ว แม้ฮูหยินจะป่วยใจ แต่ก็ใช่ว่าจะรักษาไม่ได้ ข้าไม่รับปากว่าจะฟื้นความทรงจำกลับมาได้เป็นปกติ แต่ความทรงจำในช่วงที่อยู่ชางโจวนั้นฟื้นคืนได้ไม่มีปัญหา เพียงแต่อาจต้องใช้เวลานานหน่อย ข้าจะเขียนเทียบยาให้พวกเจ้าก่อน”


ทั้งสองได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้า พวกนางคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับคำตอบอย่างหนักแน่นและมั่นใจว่าสามารถรักษาได้ หากนายท่านรู้ต้องดีใจมากแน่นอน!


ตอนที่ 232: เกาะผู้หญิงกิน


“เจ้าปรุงยาจูซาอันเสินหวานเพิ่มอีกหน่อยได้หรือไม่ ข้าเห็นฮูหยินกินแล้วได้ผลดียิ่งนัก”


หลิงเสวี่ยมองเหอจิ่วเหนียงอย่างคาดหวัง ก่อนหน้านี้พวกนางไปหาหมอคนอื่นให้ช่วยปรุงยาลูกกลอนชนิดเดียวกันนี้แล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ทำออกมาได้ก็จริง แต่ผลลัพธ์กลับไม่ดีเท่าของเหอจิ่วเหนียง ทั้งยังเกิดผลข้างเคียงทำให้ฮูหยินซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น บางครั้งถึงขั้นอยากอาเจียนด้วย


เหอจิ่วเหนียงกลับส่ายหน้า “ยาจูซาอันเสินหวานกินเยอะไปไม่ดี ตอนที่ข้าให้ฮูหยินไปก็กำชับแล้วว่าห้ามกินเยอะ จูซามีพิษเล็กน้อย กินเยอะจะส่งผลต่อร่างกายได้ ตอนนั้นอยู่ระหว่างการลี้ภัยข้าไม่สะดวกเปิดเผยวิชาแพทย์ให้ใครรู้ ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการให้ยาจูซาอันเสินหวานไป ตอนนี้ข้าสามารถเขียนเทียบยาที่ดีกว่าให้ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาจูซานั่นแล้ว”


“เช่นนี้นี่เอง โชคดีที่ท่านหมอที่พวกเราไปหายังศึกษาการปรุงยาสงบจิตใจเหมือนของเจ้าไม่ได้ ก็เลยไม่ได้ใช้ยานั่นต่อ ไม่อย่างนั้นหากฮูหยินเป็นอะไรไป พวกเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร”


หลิงเยว่ยกมือลูบหน้าอกเบาๆอย่างเสียขวัญ โชคดีที่ยังไม่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น


เหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาให้ และยังเขียนสูตรอาหารบำรุงร่างกายใช้กินคู่กันไป


หลังจากนั้นนางเอ่ยต่อ “กว่าฮูหยินจะนอนพักผ่อนได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าไม่อยากรบกวนนาง ฉะนั้นวันนี้จะยังไม่ฝังเข็ม พรุ่งนี้ยามอู่ข้าจะมาฝังเข็มให้นาง ก่อนข้าจะมา พวกเจ้าต้องให้นางกินอาหารบำรุงร่างกายกับดื่มยาตามเทียบยาที่ข้าให้ เช่นนี้การฝังเข็มจะเห็นผลดียิ่งขึ้น”


“เข้าใจแล้ว ขอบคุณแม่นางเหอมาก!”


หลิงเยว่พยักหน้ารับรู้ เพียงไม่นาน พวกนางก็ทั้งเชื่อมั่นและไม่สงสัยในตัวเหอจิ่วเหนียงอีกต่อไป


หลิงเยว่ส่งสายตาให้หลิงเสวี่ย หลิงเสวี่ยเป็นอันเข้าใจ ไปหยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงมาให้เหอจิ่วเหนียงเป็นค่ารักษา


“ฮูหยินคือผู้มีพระคุณของครอบครัวข้า ที่ข้ามาหาวันนี้ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ แม่นางทั้งสองจ่ายค่ารักษาเช่นนี้ ห่างเหินเกินไปแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด แม้จะไม่มีใครไม่ชอบเงิน แต่เงินนี้นางรับไว้ไม่ได้จริงๆ 


ครั้นระหว่างทางลี้ภัย เพื่อความอยู่รอดของคนในครอบครัว นางจึงจำเป็นต้องเก็บเงิน แต่ก็มอบยาจูซาอันเสินหวานให้เพื่อเป็นการตอบแทน ตอนนี้ครอบครัวลู่ไม่เดือดร้อนแล้ว


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยลำบากใจเล็กน้อย แต่เห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย จึงจำยอมเก็บเงินกลับมา


รอนายท่านกลับมาแล้วค่อยขอคำแนะนำจากเขาก็ยังไม่สาย


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้อยู่ต่อ หลังจากกำชับข้อควรระวังกับสาวใช้เสร็จก็ขอตัวกลับ และนัดหมายเวลาของวันพรุ่งนี้


หลังจากออกไปข้างนอกมาทั้งวัน นางก็กลับมาถึงโรงหมอ


ขณะนี้มีผู้ป่วยหลายคนมารอนางอยู่ที่โรงหมอ เนื่องจากรอนาน ทุกคนว่างไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มซุบซิบนินทากัน


“เรื่องของหลิวเยี่ยนไฉช่างน่าสนใจจริงๆ แมงดาตัวพ่อก็เขานี่แหละ!”


“ใช่ๆ เมียของเขาถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ก็มีเงินให้เขาใช้ไม่ขาด เพื่อเงิน เขาจึงเลือกเกี่ยวดองกับตระกูลหวัง ตอนนี้กลับก่อเรื่องใหญ่โตจนเป็นเช่นนี้ เขาไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตแล้วละ!”


“แต่จะว่าไป นางหวังก็แข็งแกร่งมากจริงๆนะ อย่าว่าแต่ภูมิหลังเลย แค่รูปร่างของนางข้าเห็นแล้วยังรู้สึกกลัว!”

…...


กลุ่มคนพูดคุยกันเรื่องของหลิวเยี่ยนไฉ เหอจิ่วเหนียงชะงักฝีเท้าทันที ก่อนร่วมวงกับพวกเขา “หลิวเยี่ยนไฉกับภรรยาเขาทำไมหรือ ทุกท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”


ผู้ป่วยเหล่านี้เพิ่งมาครั้งแรกตามคำบอกเล่าของคนที่เคยมาแล้วและชื่อเสียงอันโด่งดังของท่านหมอเหอ พวกเขาจึงไม่รู้ว่าท่านหมอเหอรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร เห็นนางอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ก็คิดว่านางเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่มารอตรวจโรคด้วย จึงเล่าไปโดยไม่คิดอะไร 


“ก็เมื่อคืนหลิวเยี่ยนไฉนั่นไประบายความใคร่ในหอคณิกาอย่างสุดเหวี่ยงจนหมดสภาพน่ะสิ เมียของเขาก็เลยตามมาเอาเรื่องเขาถึงโรงหมอ ทุบตีเขาไปยกใหญ่ ตอนนี้ลากตัวเขาไปแจ้งหย่ากับทางการแล้ว ทั้งยังเรียกร้องให้หลิวเยี่ยนไฉคืนเงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายไปตลอดหลายปีนี้ให้นางด้วย!”


“ดีที่นางหวังมีภูมิหลังแข็งแกร่ง ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเองเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นคงทำได้แค่ยอมอดทนต่อไป”


“เหตุใดพวกเจ้าถึงคิดว่านางหวังทำถูกล่ะ สำหรับข้านะ นางก็คือเมียใจแคบ ผู้ชายคนไหนบ้างไม่เที่ยวเล่น ออกไปเพลิดเพลินนิดๆหน่อยๆจะเป็นไรไป นางหวังไม่เปิดใจให้กว้าง ทั้งยังทำให้เรื่องใหญ่โตไปถึงศาล บีบบังคับให้หลิวเยี่ยนไฉคืนเงินนาง นี่มันสันดานของโจรชัดๆ”


เดิมทีแค่พูดคุยกันเพื่อความสนุก แต่จู่ๆมีคนออกความเห็นเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงหันไปมอง… เป็นชายร่างผอม ดวงตาขุ่นมัว มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นพวกชอบความรื่นเริงอย่างหลิวเยี่ยนไฉ


“พูดอะไรของเจ้า เรื่องนี้เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นความผิดของหลิวเยี่ยนไฉ เอาสินเดิมของเมียไปถลุงเล่นในหอคณิกา คนเช่นนี้ได้เรื่องซะที่ไหน!”


“ใช่ๆ เจ้าพูดแทนเขาเช่นนี้ก็คงเป็นพวกสันดานเห็นแก่ตัวเหมือนกันน่ะสิ ใช่หรือไม่?”


“หึ คนที่ใช้สินเดิมภรรยา แถมยังกล้าพูดได้เต็มปากอย่างหน้าด้านๆ เช่นนี้ ข้าก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกนะเนี่ย!”

…....


ทุกคนหันไปมองชายร่างเล็กด้วยสายตารังเกียจ ชายคนนั้นเห็นว่าน้ำน้อยแพ้ไฟจึงหลบออกไปไม่กล้าปริปากอีก


เหอจิ่วเหนียงรู้เรื่องราวแล้ว จึงพยักหน้าและเตรียมไปตรวจโรค ทันใดนั้นก็เห็นซ่งฉือเดินมาทางนางพอดี


เมื่อคืนนางเพิ่งปฏิเสธเขาไป ตอนนี้เขายังเป็นฝ่ายเดินมาหานาง หรือว่าเขาจะไม่ยอมเลิกรา?


แต่ซ่งฉือไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อคืน เขาพานางไปที่มุมหนึ่ง และถามนางเสียงเบา “หมอเหอ เรื่องหลิวเยี่ยนไฉเป็นฝีมือเจ้าหรือไม่?”


เรื่องนี้เขาคิดมาทั้งเช้า เมื่อคืนทั้งสองนัดกันไปดูโคมไฟ เขารอนางอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ทันทีที่นางกลับมาก็รีบเข้าไปเปลี่ยนชุดใหม่


ตอนที่นางเดินผ่านเขาไป บนร่างของนางมีกลิ่นผงชาดเข้มข้น


ตอนนั้นเขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หมอเหอไม่เคยทาชาดผัดแป้งมาก่อน เหตุใดถึงมีกลิ่นผงชาดติดตัวได้


แล้วที่เขาคิดไปว่า ที่เหอจิ่วเหนียงกลับไปเปลี่ยนชุดก็เพื่อจะออกไปชมโคมไฟกับเขา แต่เมื่อปะติดปะต่อกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า…แท้จริงแล้วนางแค่ไม่ชอบกลิ่นชาดที่ติดตัวจึงไปเปลี่ยนชุด


เมื่อคืน เป็นเขาที่คิดเข้าข้างตัวเองทั้งสิ้น


คิดได้เช่นนี้แล้ว ในใจก็รู้สึกหดหู่อย่างสมบูรณ์


เหอจิ่วเหนียงจะไม่ยอมรับก็ได้ แต่เมื่อเห็นแววตากระจ่างใสของเขาแล้ว นางจึงพยักหน้ายอมรับ “หมอซ่งน้อยวางใจได้ ถ้าหากหลิวเยี่ยนไฉมาเอาเรื่องข้า ข้าไม่ทำให้โรงหมอเดือดร้อนแน่นอน”


“หมอเหอ เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”


ซ่งฉือโมโหขึ้นโดยพลัน ใบหน้าเคร่งขรึมราวกับได้รับความกล้ำกลืนใจใหญ่หลวงก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงตกใจมาก นึกไม่ถึงว่าคนที่สุภาพเรียบร้อยอย่างเขา ยามโกรธขึ้นมาจะเป็นเช่นนี้


แตกต่างไปจากเดิมมาก เหอจิ่วเหนียงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง


ซ่งฉือกล่าวต่อ “ความหมายของข้าก็คือ เมื่อคืนเจ้ารับมือกับเขาเพียงลำพัง เจ้าโดนรังแกหรือไม่ หรือเจอความลำบากอะไรหรือไม่ เจ้าบอกข้าได้นะ อย่าแบกรับเอาไว้คนเดียว ถึงแม้ระหว่างเจ้ากับข้าจะไร้วาสนาต่อกัน แต่ข้าก็ยังเป็นสหายกับเจ้าได้ หากมีอะไรจริงๆ ข้าไม่อยู่เฉยแน่! อย่างไรท่านพ่อข้าก็เป็นขุนนางเก่าที่ออกมาจากวังหลวง สะสมความดีความชอบไว้ไม่น้อย ยามสำคัญย่อมช่วยได้แน่นอน!”


เห็นชัดว่าเขาโกรธมากจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่เปล่งวาจาเสียงดังจนแทงแก้วหูเหอจิ่วเหนียงเช่นนี้


ตอนที่ 233: คนงามเช่นนี้จะแต่งงานกับบุรุษเช่นไร


เหอจิ่วเหนียงอดทนไม่ยกมือปิดหู นางตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ท่านหมอซ่งน้อย ขอบคุณท่านมากที่เห็นข้าเป็นสหาย และคิดเผื่อข้าอย่างจริงใจ แต่เรื่องของหลิวเยี่ยนไฉสร้างปัญหาให้พวกท่านมากแล้ว เรื่องที่เหลือข้าจัดการเอง อ้อใช่ เมื่อเช้าหลิวเยี่ยนไฉเขามาพูดอะไรอย่างนั้นหรือ?”


นางหาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่อยากพัวพันอยู่กับเรื่องนี้


เห็นว่าอีกฝ่ายเฉไฉไปเรื่องอื่น ซ่งฉือจึงจนใจจะเสนอตัวต่อ เขาพยักหน้าแล้วบอกเล่า “หลิวเยี่ยนไฉให้คนหามมาหาเจ้าถึงโรงหมอ เอะอะโวยวายอยู่ในโรงหมอครู่ใหญ่ โชคดีที่ตอนนั้นคนยังไม่ค่อยเยอะ ไม่นานฮูหยินหลิวก็ตามมา จากนั้นก็กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของสามีภรรยา”


“เช่นนี้ก็ดี คาดว่าเรื่องหย่าก็เพียงพอที่จะทำให้เขาปวดหัวได้แล้ว ส่วนเรื่องที่มาหาเรื่องข้าก็ต้องเอาหลักฐานออกมา หากไม่มีหลักฐาน เขาก็ทำอะไรข้าไม่ได้”


เหอจิ่วเหนียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่


แต่ในเมื่อซ่งฉือเป็นกังวลแทนนาง นางก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจ “ท่านหมอซ่งน้อย ขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้าเรื่องนี้ ประเดี๋ยวข้าจะให้เทียบยาใหม่…”


“เทียบยงเทียบยาอะไรข้าไม่ต้องการ”


ซ่งฉือตัดบท “ข้าทำทั้งหมดนี้ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ทำเพื่อเอาเทียบยาจากเจ้า เอาละ ผู้ป่วยเยอะแล้ว เจ้าไปทำงานเถอะ”


กล่าวจบเขาก็เดินจากไปทันที


เหอจิ่วเหนียงลูบจมูกด้วยความประดักประเดิด อันที่จริงนางจงใจพูดเช่นนี้เพื่อแบ่งเส้นระหว่างทั้งสองให้ชัดเจน แม้จะดูไร้น้ำใจ แต่นี่ก็เป็นวิธีปฏิเสธเขาที่ตรงที่สุดแล้ว


เหอจิ่วเหนียงกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง ตั้งใจรักษาโรคให้ผู้ป่วย


ผู้ป่วยคนสุดท้ายก็คือ ชายร่างซูบผอมที่เจอตอนซุบซิบนินทาเรื่องของหลิวเยี่ยนไฉก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายเห็นนางก็ตกใจจนอึ้งไปครู่หนึ่ง นึกไม่ถึงว่านางคือท่านหมอเหอ


ตอนที่เห็นนางก่อนหน้านี้ ในใจยังแอบคิดอยู่เลยว่า แม่นางน้อยหน้าตางดงามผู้นี้ เขาต้องหาโอกาสเจอนางบ่อยๆให้ได้ ตอนนี้รู้สึกโชคดียิ่งนักที่เมื่อครู่ตนไม่ได้พูดจาล่วงเกินอะไรไป หาไม่อาการป่วยของเขาคงไม่ได้รับการรักษาเป็นแน่


หวนนึกถึงคำพูดที่ตนพูดออกไปในวงสนทนานั่น เขารู้สึกขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงถาม “ป่วยเป็นอะไรมาหรือ?”


“เออะ เอ่อ…เรื่องบนเตียงน่ะ…”


บุรุษที่มีปัญหาเรื่องเพศใครจะอยากบอกให้อับอายกัน กว่าเขาจะทำใจพูดออกมาได้ช่างยากเย็นยิ่งนัก หากไม่ใช่เพราะได้ยินมาว่าหมอหญิงท่านนี้ฝีมือเก่งกาจละก็ เขาก็ไม่อยากจะมารักษา ไหนจะคำพูดที่ไม่เหมาะสมเมื่อครู่ เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงจับชีพจรให้เขา แล้วกล่าว “รักษาได้ แต่ค่ารักษาแพงหน่อย ก็อยู่ที่เจ้าแล้วว่าจะยอมรับได้หรือไม่”


อาการที่เขาเป็นอยู่นับว่ารักษายากจริงๆ แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่เมื่อครู่ชายคนนี้พูดจาให้นางไม่สบอารมณ์ นางจึงไม่อยากใจดีคิดค่ารักษาถูกๆกับเขาก็เท่านั้น


เมื่อได้ยินว่ารักษาได้เขาย่อมปีติยินดีอยู่แล้ว เขามีเงินออกไปเสเพล เช่นนั้นก็หมายความว่าบ้านเขามีเงินแน่นอน จึงรีบกล่าว “ขอเพียงรักษาให้หายได้ ค่ารักษาเท่าไรข้าก็ยอมจ่าย”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ค่ารักษาครั้งละหนึ่งร้อยตำลึง อาการของเจ้าต้องรักษาติดต่อกันครึ่งเดือน”


ได้ยินดังนั้นสีหน้าของชายหนุ่มก็แข็งทื่อไปทันที คำนวณด้วยนิ้วมืออยู่ครู่ใหญ่ …ครั้งละหนึ่งร้อยตำลึง ครึ่งเดือนก็สิบห้าครั้ง เช่นนั้นก็เป็นหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง!


บ้านเขามีเงินก็จริง แต่ก็ไม่สามารถควักออกมาจำนวนมากในครั้งเดียวได้ ออกไปเที่ยวเล่นแต่ละครั้งใช้เงินแค่ไม่กี่ตำลึง ราคานี้สูงเกินไปแล้ว!


แต่เพื่อการรักษา เขาจำต้องพยักหน้าด้วยความขมขื่น ต่อให้ต้องเอาทุกอย่างที่มีอยู่ออกมาขายจนหมดก็ต้องรักษา


หลังตกลงกันแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มเขียนเทียบยาให้เขา จากนั้นกำชับเรื่องที่ต้องระวัง เขาได้ฟังแล้วถึงกับหน้ามืด เหตุใดถึงมีอาหารแสลงมากมายเพียงนี้ ทั้งยัง…ทำเรื่องนั้นไม่ได้อีก


ขณะที่เดินออกไป ร่างของเขาเหี่ยวเฉาไปทั้งตัว ราวกับจิตวิญญาณออกจากร่างไปแล้วก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงใช้ผลกรรมสั่งสอนเขา อีกทั้งนี่คือรางวัลของการพูดไม่คิด


อาการของชายคนนี้เช่นเดียวกับหลิวเยี่ยนไฉ ตามหลักแล้วหากหลิวเยี่ยนไฉใช้แค่ยาของตัวเอง ผลลัพธ์จะไม่ต่างกับชายคนนี้ รักษาง่ายๆก็หายแล้ว เพียงแต่หลิวเยี่ยนไฉไม่ได้กินแค่ยาของตัวเองเท่านั้น ยังกินยาของเหอจิ่วเหนียงด้วย นั่นหมายความว่าต่อให้มหาเซียนแดนสวรรค์ลงมาเองก็ไม่อาจรักษาให้หายได้


วันต่อมา เหอจิ่วเหนียงยังคงไปที่จวนตระกูลหูก่อน จากนั้นจึงจะไปคฤหาสน์ฮูหยินเจียง


เมื่อวานไปเยี่ยมเยือนแต่กลับไม่ได้นำของขวัญอะไรไปเลย เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ดังนั้นวันนี้จึงตั้งใจนำของขวัญไปด้วย


หลิงเยว่เห็นนางนำของขวัญมาด้วยก็รู้สึกเกรงใจมาก เมื่อวานพวกนางให้เงินเหอจิ่วเหนียงก็ไม่รับ ตอนนี้ยังนำของขวัญมาให้อีก พวกนางจึงรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเอาเปรียบอยู่


“แม่นางเหอเกรงใจกันเกินไปแล้วจริงๆ เจ้าช่วยรักษาอาการป่วยให้ฮูหยิน พวกเราซาบซึ้งในน้ำใจมากแล้ว จะรับของขวัญจากเจ้าอีกได้อย่างไรกัน”


หลิงเยว่มองกล่องของขวัญ แม้เกรงใจที่จะรับมา แต่ก็อยากรู้มากว่าด้านในคือสิ่งใด


“ไม่ใช่ของขวัญล้ำค่าอะไรหรอก เป็นชุดชั้นในที่โรงงานข้าตัดเย็บออกมาน่ะ ข้าเตรียมมาให้ฮูหยินและพวกเจ้าทั้งสองคนละชุด ประเดี๋ยวข้าจะสอนพวกเจ้าใส่”


หลิงเยว่ยังไม่เคยเห็นใครมอบชุดชั้นในให้เป็นของขวัญมาก่อน แล้วขนาดจะพอดีกับรูปร่างของแต่ละคนหรือไม่


สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ เมื่อวานเหอจิ่วเหนียงมองแค่แวบเดียวก็รู้ขนาดของพวกนางและจดจำเอาไว้ในใจแล้ว


เสื้อผ้าในโรงงานผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ตัดเย็บออกมาตามขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่มาก ตราบใดที่สัดส่วนร่างกายอยู่ในขนาดที่กำหนดพวกนี้ก็สามารถใส่ได้


“เช่นนั้นก็ต้องขอบใจแม่นางเหอแล้ว”


หลิงเยว่รับของขวัญมาและส่งให้หลิงเสวี่ยไปเก็บ จากนั้นพาเหอจิ่วเหนียงเข้ามาด้านใน และไม่ลืมที่จะบอกเล่าสถานการณ์ของวันนี้ “วันนี้นายท่านอยู่ที่จวน พอรู้ว่าแม่นางเหอสามารถรักษาอาหารป่วยของฮูหยินได้ก็เลยอยากเจอสักหน่อย ไม่ทราบว่าแม่นางเหอจะสะดวกหรือไม่?”


“ย่อมสะดวกอยู่แล้ว แม่นางหลิงเยว่นำทางไปเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงอย่างสบายๆ นางสงสัยมาโดยตลอดว่าผู้หญิง.งดงามอย่างฮูหยินเจียงจะแต่งงานกับบุรุษเช่นไร วันนี้มีโอกาสได้พบเจอพอดี


เมื่อคืนตอนหมิงเจ๋อ–ผู้นำตระกูลเจียงกลับมา หลิงเยว่รายงานเขาว่ามีคนรักษาอาการป่วยของฮูหยินได้ ดังนั้นวันนี้ต่อให้มีงานยุ่งมากเพียงใด เขาก็ต้องอยู่รอดูคนผู้นั้นให้เห็นกับตาให้ได้


เขาอยู่เป็นเพื่อนเจียงรั่วหย่าในเรือนหลัก เหอจิ่วเหนียงมาถึงก็เห็นคู่รักคู่หนึ่งนั่งอยู่ใต้ร่มไม้


สตรีที่มีความตระหนักรู้เท่ากับเด็กสิบขวบกำลังมองมดตัวน้อยที่กำลังขนย้ายเสบียงอาหารอยู่บนก้อนหินอย่างตั้งใจ ส่วนบุรุษก็ถือถ้วยโจ๊กอยู่ข้างๆ เกลี้ยกล่อมให้นางกินเป็นครั้งคราว


แม้การตระหนักรู้ของนางจะถดถอยลงถึงขั้นไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา แต่เขาก็ยังคงเกลี้ยกล่อมให้นางกินข้าวอย่างอารมณ์ดี ในมือยังถือผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งเตรียมไว้สำหรับเช็ดปากให้นางอยู่ตลอดเวลา


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกว่า นี่เป็นฉากที่งดงามและวิเศษมาก งดงามจนกระทั่งนางไม่อยากเข้าไปขัด


ส่วนหลิงเยว่กลับเห็นฉากเช่นนี้จนชินแล้ว นางเดินเข้าไปรายงานเสียงเบาว่า “นายท่าน ฮูหยิน แม่นางเหอมาแล้วเจ้าค่ะ”


สองสามีภรรยาที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้หันมามองทันที หมิงเจ๋อยังไม่ทันได้ตอบสนอง เจียงรั่วหย่าก็วิ่งมาข้างกายเหอจิ่วเหนียงด้วยความดีใจแล้ว คล้องแขนคนมาใหม่อย่างสนิทสนมและเรียกนางว่าจิ่วเอ๋อร์


“อาเจ๋อ นางก็คือจิ่วเอ๋อร์ของข้า จิ่วเอ๋อร์มาเยี่ยมข้าแล้ว!”


นางจับมือถือแขนเหอจิ่วเหนียงวิ่งมาตรงหน้าหมิงเจ๋อ และแนะนำให้เขารู้จัก


หมิงเจ๋อค่อยๆพิจารณาเหอจิ่วเหนียง ในขณะเดียวกัน เหอจิ่วเหนียงเองก็มองเขาอย่างพิจารณาเช่นกัน


ตอนที่ 234: อวดความรักจนรู้สึกอิจฉา


เหอจิ่วเหนียงนึกไม่ถึงเลยว่าสามีภรรยาคู่นี้จะแลดูอ่อนเยาว์เพียงนี้ ตามหลักพวกเขาอายุเข้าเลขสี่แล้ว แต่รูปลักษณ์ราวกับคนอายุสามสิบต้นๆก็มิปาน


โดยเฉพาะหมิงเจ๋อ ไม่เหมือนบุรุษคนอื่นเลย ถึงจะไว้หนวดเคราแต่กลับดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก


อืม ไม่เพียงแค่ดูเยาว์วัยเท่านั้น แต่ยังหล่อเหลามากอีกด้วย เหมือนกับนักแสดงรุ่นเก่าที่นางเคยเห็นในทีวีจากโลกก่อน อายุยิ่งเยอะยิ่งมีเสน่ห์


สองท่านนี้ บุรุษมาดภูมิฐาน สตรีงดงามโดดเด่น ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก


ส่วนเหอจิ่วเหนียงในสายตาหมิงเจ๋อก็ทำให้เขาประหลาดใจเช่นกัน หญิงสาวอายุยังน้อย ผิวพรรณดีรูปร่างหน้าตางดงาม เขามองแค่แวบเดียวก็ละสายตากลับมา… เหอจิ่วเหนียงทำให้เขาเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่าเคยเจอนางที่ไหนมาก่อน


แต่เขามั่นใจว่าตนไม่เคยเจอเหอจิ่วเหนียงมาก่อนแน่นอน เช่นนั้นก็คงจะเคยเห็นคนรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายนางกระมัง แล้วคนผู้นั้นเป็นใครกันล่ะ


“หมอเหอ ข้าแซ่หมิง หมิงที่มาจากคำสองคำรวมกัน ตะวันกับจันทรา ข้าได้ยินหลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยบอกว่าเจ้าสามารถรักษาอาการป่วยของภรรยาข้าได้ ก็เลยถือวิสาสะอยากเจอเจ้าสักหน่อย หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสา”


หมิงเจ๋อกล่าวอย่างมีมารยาท เขาต่างหากที่เป็นเจ้าบ้าน แต่กลับเคารพเหอจิ่วเหนียงมาก


หมิงเจ๋อผู้นี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงรู้สึกดีต่อเขาในแบบที่แตกต่างไป


ข้อสำคัญที่สุดที่ทำให้นางรู้สึกเช่นนี้ก็คงจะเป็นเพราะเขาปฏิบัติต่อฮูหยินเจียงเป็นอย่างดีกระมัง


แต่เอ… ตอนนี้รู้แล้วว่าสามีของฮูหยินเจียงแซ่หมิง เช่นนั้นก็ควรเรียกนางว่าฮูหยินหมิงหรือไม่


“นายท่านหมิงเกรงใจเกินไปแล้ว การพบกันเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วเจ้าค่ะ ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากถามท่านเป็นการส่วนตัวอยู่พอดี ประเดี๋ยวตรวจอาการให้ฮูหยินเสร็จ ข้าขอคุยกับนายท่านหมิงสักสองสามประโยคได้หรือไม่เจ้าคะ?”


พูดคุยเพียงสองสามประโยคที่ว่านี้ ย่อมเป็นเรื่องอาการป่วยของเจียงรั่วหย่าแน่นอน หมิงเจ๋อจะไม่ตอบตกลงได้อย่างไร


ต่อมาเหอจิ่วเหนียงก็ถามหลิวเยว่ “เทียบยาที่ข้าเขียนให้เมื่อวาน ให้ฮูหยินดื่มหรือยัง?”


หลิงเยว่พยักหน้า “ให้ดื่มแล้ว”


เจียงรั่วหย่าก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ดื่มแล้ว ข้าดื่มแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียง.อดยิ้มไม่ได้ จับมือคนป่วยและชมด้วยรอยยิ้ม “เชื่อฟังถึงเพียงนี้เลยหรือเจ้าคะ?”


“อืมๆ เชื่อฟังที่จิ่วเอ๋อร์พูด!”


ทุกครั้งที่เจียงรั่วหย่าเรียกนางว่าจิ่วเอ๋อร์ เหอจิ่วเหนียงมักจะมีความรู้สึกแปลกๆเกิดขึ้น ไม่ใช่ความรู้สึกรังเกียจ แต่เป็นความรู้สึกดีใจบางๆ ความรู้สึกเช่นนี้ นางสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันแล้ว


นางเกลี้ยกล่อมฮูหยินให้ไปนอนบนเตียงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จากนั้นให้หลิงเสวี่ยไปจุดกำยานสงบใจ เกลี้ยกล่อมให้นางนอน และเตรียมฝังเข็มบนศีรษะให้นาง


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง อาการนอนไม่หลับของฮูหยินรุนแรงมาโดยตลอด แต่พอเหอจิ่วเหนียงบอกให้นอน ฮูหยินก็นอนอย่างว่าง่ายเลยอย่างนั้นหรือ


แต่พวกนางก็ไม่มีกะจิตกะใจคิดเรื่องนี้ต่อ เพราะภาพการฝังเข็มตรงหน้าเป็นเรื่องที่ทำให้พวกนางเป็นกังวลมาก หากไม่ระวังจะเกิดอันตรายต่อชีวิตได้


เหอจิ่วเหนียงกลับนิ่งสงบ หยิบเข็มเงินออกมาจากห่อผ้า หาจุดที่แม่นยำเตรียมจรดปลายเข็ม


หมิงเจ๋อมองเข็มเงินยาวบางเหล่านั้น เมื่อคิดว่าเข็มเหล่านี้ต้องเจาะลงบนผิวหนังอันบอบบางของภรรยาเขาก็รู้สึกปวดใจมาก รีบกล่าวถาม “หมอเหอ แทงเข้าไปจะเจ็บมากหรือไม่ มีวิธีใดที่ทำให้ไม่เจ็บหรือไม่ ฮูหยินนางกลัวความเจ็บน่ะ”


“นายท่านหมิงวางใจได้เจ้าค่ะ ในกำยานสงบใจมีสมุนไพรช่วยเรื่องความทรงจำ ฮูหยินจะหลับลึก ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดเจ้าค่ะ”


บุรุษที่รักและทะนุถนอมภรรยาเช่นนี้หาได้ยากนัก เหอจิ่วเหนียงประทับใจเขามาก ไม่รู้สึกรำคาญแม้แต่น้อย


ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้หมิงเจ๋อก็วางใจ คอยมองอยู่ข้างๆอย่างวางใจได้แล้ว


ความสามารถในการฝังเข็มของเหอจิ่วเหนียงไม่ต้องพูดเยอะ ทุกคนยังไม่ทันเห็นชัดนางก็ฝังเข็มเสร็จแล้ว ลงมือได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมาก เจียงรั่งหย่าที่นอนหลับฝันอยู่ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย


ฝังเข็มเสร็จต้องรอเวลาอีกสักพัก ในตอนนี้เหอจิ่วเหนียงกับหมิงเจ๋อจึงออกไปพูดคุยกันข้างนอก


“นายท่านหมิง อาการป่วยของฮูหยินค่อนข้างซับซ้อน ที่สำคัญนางป่วยทางใจ ต้องใช้เวลารักษาค่อนข้างนานเจ้าค่ะ อีกอย่าง หากไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อาการป่วยของฮูหยินจะกำเริบขึ้นอีกไปตลอดไม่จบสิ้น ดังนั้น ข้าแนะนำให้ท่านทั้งสองใช้โอกาสนี้ ตอนที่อายุยังไม่เยอะ มีลูกอีกสักคนเจ้าค่ะ”


“พรวด!”


น้ำชาที่เพิ่งเข้าปากหมิงเจ๋อถูกพ่นออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว


โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงว่องไว เอียงตัวหลบหลีกได้ทัน หาไม่น้ำชาจากปากเขาต้องพุ่งโดนนางเป็นแน่


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยตกใจมาก รีบเข้ามาเช็ดถู


หมิงเจ๋อขัดเขินเล็กน้อย ทำท่าทางขอลุแก่โทษ “หมอเหอคงจะยังไม่รู้ ข้ากับฮูหยินเราอยู่ด้วยกันมาหลายปีไม่มีลูกเลย ที่สำคัญก็คือ ฮูหยินปล่อยวางเรื่องลูกของนางคนนั้นไม่ได้ นางรู้สึกผิดต่อลูกมาโดยตลอด นางก็เลยไม่ยอมมีลูกอีก


จะว่าไปแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นใครสักคนเป็นเด็กคนนั้น อาจเป็นเพราะชื่อของเจ้ามีคำว่าจิ่วเหมือนกัน และอาจเป็นเพราะเจ้ารุ่นราวคราวเดียวกับเด็กคนนั้น จึงทำให้นางเข้าใจผิด เพียงแต่…หากเป็นไปได้ ในช่วงที่นางป่วยนี้ ข้าอยากขอร้องให้หมอเหอแกล้งทำเป็นว่าตัวเองเป็นเด็กคนนั้นไปก่อนได้หรือไม่ เพื่อให้นางได้มีความสุขขึ้นมาบ้าง ชีวิตที่ผ่านมาของนางขมขื่นมากพอแล้ว”


กล่าวจบหมิงเจ๋อก็ถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนล้า คำพูดบางคำเขาไม่เคยมีความคิดอยากบอกเล่าให้ใครฟัง แต่อยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง เขากลับอยากพูดทุกอย่างออกไปให้ชัดเจน


และหลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็เล่าเรื่องราวในอดีตออกมา 


“ข้ากับฮูหยินเพิ่งรู้จักกันเมื่อสิบห้าปีก่อน แล้วก็อยู่กินด้วยกันหลังจากนั้น สภาพจิตใจของนางย่ำแย่อย่างมากมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว…ต้องบอกว่าก่อนหน้านั้นเลยด้วยซ้ำ นางบาดเจ็บไปทั้งตัว ร่างถูกฝังดินไปครึ่งตัวแล้ว หากข้าไม่พบเข้า เกรงว่านางคงไม่รอด…


ต่อมานานเข้า นางสูญเสียความทรงจำไปมากมาย ต่อให้บางครั้งจะนึกขึ้นได้ก็เป็นความทรงจำที่สับสนปนเป จำได้แค่ชื่อของตัวเองกับชื่อของเด็กผู้น่าสงสารคนนั้น สิบห้าปีที่ผ่านมานางทุกข์ทรมานมาก ไม่เคยหยุดตามหาเด็กคนนั้นเลย เพียงแต่ทะเลกว้าง ท่ามกลางฝูงชนมากมาย เด็กคนนั้นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ ไม่รู้ต้องไปตามหาที่ใด ดังนั้นอาการป่วยของฮูหยินก็เลยกำเริบหนักขึ้น


ความจริงตอนนี้ฮูหยินลืมเรื่องราวไปหลายเรื่องแล้ว การตระหนักรู้ถดถอยลงไม่น้อย ในทางกลับกันก็เป็นเรื่องดี อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องทุกข์ทรมานหนักเหมือนเมื่อก่อนอีก เพียงแต่ปัญหาการนอนยังคงไม่หายไป หากหมอเหอมีหนทางก็พยายามทำให้นางนอนหลับสบายขึ้นสักหน่อยเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงฟังอย่างเหม่อลอย นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ฟังเรื่องมากมายเช่นนี้


บุตรสาวคนนั้นของฮูหยินเจียงไม่ใช่บุตรของนายท่านหมิง และนายท่านหมิง…เพื่อฮูหยินเจียงแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเขาถึงกับยอมไม่มีบุตรเป็นของตัวเอง คอยอยู่ดูแลเคียงข้างนางมานานหลายปี อีกทั้งข้างกายก็ไม่มีสตรีอื่นเลย


ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เขายังช่วยตามหาเบาะแสของเด็กคนนั้นมาโดยตลอด


ในยุคสมัยนี้ บุรุษที่สามารถทำถึงขั้นนี้ได้ เห็นชัดว่ารักสตรีผู้นั้นมาก


ชีวิตก่อนหน้านี้ของเจียงรั่วหย่าอาจจะขมขื่น แต่หลังจากได้พบหมิงเจ๋อ ความขมขื่นนั้นก็ค่อยๆมลายหายไป ทั้งยังกลับมาหวานชื่นได้อีกครั้ง


ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงระบายยิ้มพลางกล่าว “นายท่านหมิงรักฮูหยินเจียงอย่างสุดซึ้งจริงๆ”


หมิงเจ๋อยิ้มเก้อเขิน “ข้าเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะกลายเป็นคนเช่นนี้ ราวกับว่าบนโลกใบนี้มีนางคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ส่วนลูก หากมีก็นับว่าเป็นวาสนา ไม่มีก็ไม่ฝืนชะตา ขอแค่นางมีความสุขในทุกๆวันก็เพียงพอแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงไม่พูดอะไร แต่คิดในใจ…


‘แสดงความรักอวดคนอื่นเช่นนี้ ข้าอึดอัดจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว!’


ในโลกก่อนเหอจิ่วเหนียงเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ มีโอกาสทะลุมิติมาโลกนี้ ได้รับชีวิตใหม่อีกครั้ง ทว่ากลับกลายเป็นม่าย แถมยังมีลูกติดด้วย


ชาตินี้ก็คงไม่มีคนรักอย่างคนอื่นเขาอีกชาติแล้ว ฮือๆ


ตอนนี้มาเจอคนอวดความรักต่อหน้าเช่นนี้อีก ไม่รู้ว่านางไปทำเวรกรรมอะไรมา


ฮือๆๆ


ในที่สุดตอนนี้นางก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดหลังจากทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ นางถึงไม่เคยมีความคิดปรารถนาจะแต่งงานเลย เพราะจนถึงตอนนี้ นางยังไม่เคยเจอบุรุษที่สามารถปฏิบัติต่อสตรีได้เหมือนอย่างที่หมิงเจ๋อปฏิบัติต่อเจียงรั่วหย่าเลย


ตอนที่ 235: ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล


หลังจากเข้าใจเรื่องราวในอดีตของเจียงรั่วหย่าบางส่วน ในใจเหอจิ่วเหนียงยิ่งมีความรู้สึกยากจะอธิบาย คล้ายกับว่านางมีอารมณ์ร่วม…หรืออาจบอกได้ว่า ราวกับนางมีส่วนร่วมในเรื่องราวอันแสนรันทดของฮูหยินเจียงด้วย จนหัวใจรู้สึกปวดหนึบอย่างน่าประหลาด


เมื่อก่อนครอบครัวอดีตสามีนางรังแกนางอย่างไรกันแน่ ถึงทำให้นางจมอยู่กับฝันร้ายมานานถึงตอนนี้ ทุกข์ทรมานจนล้มป่วยถึงเพียงนี้ได้


หมิงเจ๋อยิ้มพลางกล่าว “ข้าพูดโน่นนี่ไปเสียมากมาย ทำให้หมอเหอเห็นเรื่องขบขันแล้ว แต่เจตนาของข้าหมอเหอคงเดาได้ ถึงอย่างไรเรื่องราวในปีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดี หมอเหอสามารถฟื้นฟูความจำของนางได้ แต่ข้าไม่อยากให้นางจมอยู่กับความทุกข์ใจเหล่านั้นอีก ข้ามีเพียงเรื่องเดียวที่อยากขอก็คือ ให้นางได้มีความสุขในทุกๆวัน นอนหลับดีๆ”


เมื่อกล่าวเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจแล้ว นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่หมิงเจ๋อพูดกับนางมาตั้งมากมาย


คาดว่าหมิงเจ๋อรับรู้และเชื่อมั่นในความสามารถของนาง จนกังวลว่าหากนางรักษาให้หายแล้วภรรยาจะจมอยู่กับความทรงจำอันแสนเจ็บปวดเหล่านั้นอีก ดังนั้นจึงย้ำเตือนคำขอกับนาง


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจจะพูดเรื่องนี้พอดี ได้ยินเขาเปิดประเด็นเช่นนี้ นางก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “นายท่านหมิงคิดเหมือนข้าเลยเจ้าค่ะ ที่ข้าแนะนำให้ท่านทั้งสองมีลูกอีกสักคนในตอนแรกก็เพื่อเบี่ยงเบนความคิดถึงของฮูหยินที่มีต่อลูกสาว แต่ข้ายังคิดอีกว่า ถ้าหากพวกท่านไม่อยากมี ข้าก็มีอีกทางเลือกคือ ข้าจะช่วยทำให้ความทรงจำในช่วงนั้นของฮูหยินสูญเสียไป เพียงแต่ข้ากังวลว่าพวกท่านจะไม่เห็นด้วย ก็เลยไม่ได้พูดออกมาในตอนแรก ตอนนี้ท่านพูดออกมาเช่นนี้แล้ว ข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแล้วเจ้าค่ะ”


“หมอเหอพูดจริงหรือ ทำให้ฮูหยินข้าลืมความเจ็บปวดทรมานเหล่านั้นได้จริงๆหรือ?”


หมิงเจ๋อตื่นเต้นเล็กน้อย เดิมทีเขาแค่พูดอย่างเพ้อฝัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้รับข่าวดีเช่นนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาพยายามเสาะแสวงหาศาสตร์และวิธีการต่างๆที่ทำให้คนลืมอดีตได้ แต่กลับไร้ผล ทำได้เพียงเฝ้าดูภรรยาทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้


“ได้เจ้าค่ะ ข้าทำให้ฮูหยินลืมความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนได้ เพียงแต่หากเป็นเช่นนี้ ความทรงจำในช่วงที่ได้เจอกับท่านก็จะหายไปด้วย ต้องให้ท่านพูดกับนางแล้วเจ้าค่ะ”


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ตอนนี้นางก็จำเรื่องเหล่านั้นไม่ได้อยู่แล้ว”


หมิงเจ๋อโบกมืออย่างไม่ทุกข์ร้อน หลายปีมานี้ความทรงจำของเจียงรั่วหย่าสับสนปนเป ยามยากที่สุดเขาก็ผ่านมาแล้ว จะสนเรื่องเหล่านั้นอีกทำไมกัน


ตอนที่ทั้งสองเจอกันก็ไม่ได้ดีนัก ในเวลานั้นนางหมกมุ่นอยู่กับความเสียใจตลอดทั้งวัน เขาเองก็ไม่ใช่พ่อพระ สบตานางทีไรทั้งรักทั้งแค้น ถึงขั้นทำเรื่องยั่วให้นางเสียใจซ้ำเข้าไปอีก พอมานึกเอาตอนนี้…ลืมไปได้เสียจะดีที่สุด


ได้รับคำอนุญาตขั้นนี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงก็สามารถทำการรักษาได้อย่างหายห่วง


“หากหมอเหอสามารถรักษาฮูหยินให้หายได้ ข้าน้อยแซ่หมิงจะตอบแทนอย่างดีที่สุด!”


หมิงเจ๋อกำหมัดแน่น เห็นได้ชัดว่าเขาจริงจังมาก


เหอจิ่วเหนียงรีบกล่าว “นายท่านหมิงห่างเหินเกินไปแล้ว ฮูหยินเคยช่วยชีวิตครอบครัวข้าระหว่างทาง ตอนนี้ฮูหยินป่วย ข้ามีความสามารถ ข้าช่วยรักษาก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ เรื่องขอบคุณนายท่านหมิงอย่าได้พูดถึงอีกเลยนะเจ้าคะ ข้ายังมีเรื่องต้องคุยกับหลิงเยว่กับหลิงเสวี่ย ขอตัวออกไปกับพวกนางก่อนเจ้าค่ะ”


กล่าวจบนางก็ค่อยๆลุกและเดินออกไป


หมิงเจ๋อรู้สึกประหลาดใจจนหัวเราะออกมาเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เขาเจอคนเช่นนี้


เมื่อคืนหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยเล่าว่านางเป็นคนมาหาที่จวน หมิงเจ๋อตั้งแง่ในใจว่านางจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากพวกเขาแน่ๆ แต่เมื่อมาดูอาการของภรรยาที่ห้อง จึงได้เห็นว่าคืนนี้เจียงรั่วหย่านอนหลับไปแล้ว…ทั้งยังหลับสนิทมาก และหลับลึกจนถึงเช้า 


นานมากแล้วที่นางไม่ได้นอนหลับสบายเช่นนี้


มาถามตอนเช้าจึงได้รู้ว่า ก่อนนางหลับไปหนึ่งชั่วยาม หลิงเยว่ให้นางดื่มยาตามเทียบยาที่เหอจิ่วเหนียงเขียนให้ เขาจึงเชื่อแล้วว่าหมอหญิงอายุน้อยคนนี้มีความสามารถจริงๆ


ดังนั้นวันนี้เขาจึงทิ้งงานเพื่ออยู่รอพบเหอจิ่วเหนียงโดยเฉพาะ


ทว่านอกจากความสามารถอันน่าทึ่งของเหอจิ่วเหนียงที่ทำให้เขาประหลาดใจแล้ว หน้าตาของนางทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยมากจริงๆ คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก เขาจึงเรียกลูกน้องเข้ามาสั่งการ “ไปสืบประวัติของหมอเหอมาให้ข้า”


จากข้อมูลที่เขารู้ในตอนนี้มีเพียงว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นสะใภ้สามแห่งตระกูลลู่ แต่ภูมิหลังของนางกลับคลุมเครือ รู้มาว่าถูกตระกูลลู่ซื้อตัวไปจากนายหน้าค้ามนุษย์ เบาะแสนี้นับว่าน่าสนใจทีเดียว ไม่แน่ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องบางอย่างจริงๆก็ได้…


…ที่สำคัญ…


เขาเห็นเจียงรั่วหย่าจับมือนางและเรียกว่าจิ่วเอ๋อร์ อีกทั้งยามที่ทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน… คล้ายกับเป็นแม่ลูกกันจริงๆ!


ชื่อของหมอเหอมีคำว่า ‘จิ่ว’ เหมือนกันอีก


หากความบังเอิญเหล่านี้เป็นความจริง หากหมอเหอกับเด็กคนนั้นเป็นคนเดียวกัน ความปรารถนาของฮูหยินตลอดหลายปีก็สัมฤทธิผลแล้ว


“ขอรับ นายท่าน”


เงาดำรับคำสั่งและอันตรธานหายไปทันที


หมิงเจ๋อเดินมานั่งข้างเตียงอีกครั้ง เฝ้ามองเจียงรั่วหย่าที่กำลังหลับสนิท ยื่นมือช่วยจัดปอยผมที่ปรกหน้าด้วยความรักใคร่และทะนุถนอม


เหอจิ่วเหนียงพาหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยไปที่ห้องของพวกนางสองคน และสอนวิธีการสวมใส่ชุดชั้นในให้พวกนาง


ตอนแรกทั้งสองไม่ได้นึกใส่ใจ ก็แค่ชุดชั้นใน พวกนางใส่เองได้ เหตุใดต้องให้คนสอนด้วยล่ะ


แต่เมื่อพวกนางเปิดกล่องแล้วเห็นสิ่งที่อยู่ด้านในก็ถึงกับงุนงง


นี่มัน…ของเล่นอะไรกัน?


เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ถึงสายตาไม่เข้าใจของทั้งสองที่เหลือบมองมา นางยืด.อกอย่างภูมิใจนำเสนอ


สาวใช้ทั้งสองเกิดลางสังหรณ์บางอย่าง 


ของสิ่งนี้คงไม่ใช่…


แค่คิดเพียงเท่านั้น ความเขินอายก็ปะทุขึ้นผ่านสีหน้า


เหอจิ่วเหนียงช่วยคลายความข้องใจให้พวกนาง “สิ่งนี้ใช้สวมปิดหน้าอก แต่กลางคืนตอนจะนอนต้องถอดออก เปลี่ยนมาใส่ชุดนอนนี่แทน พวกเจ้าสองพี่น้อง และของฮูหยินมีคนละสามชิ้น ข้าเลือกมาให้แล้ว ของพวกเจ้ามีสีสันลวดลายหน่อย ส่วนของฮูหยินจะดูเป็นผู้ใหญ่ พวกเจ้าล้วนเป็นสาวแล้ว ไม่ต้องอาย เสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยนี่ส่งผลดีต่อสรีระ พวกเจ้าเชื่อข้าเถอะ”


พวกนางทั้งสองอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหลียนฮวา เป็นวัยกำลังเจริญเติบโต วัยนี้เหมาะสมที่จะใช้มันที่สุด


“นี่เป็นสินค้าใหม่ของโรงงานข้า ตอนนี้ยังไม่ได้วางขาย รออีกสักพักซื้อร้านค้าในอำเภอได้แล้วจึงจะเริ่มวางขาย ข้าเอามาให้พวกเจ้าลองใส่กันก่อน ต่อไปถ้ามีรูปแบบใหม่ๆ จะเอามาให้พวกเจ้าอีก”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างใจกว้าง สาวใช้ทั้งสองสะกดความเขินอายเอาไว้ ค่อยๆลูบเนื้อผ้า และพบว่าเป็นวัสดุชั้นดีสวมไว้ชั้นในได้สบายตัว จากนั้นมองส่วนหน้าอกที่นูนออกมาของเหอจิ่วเหนียง ในใจก็เกิดความอิจฉาขึ้น …หากพวกนางใส่แล้วจะเป็นเช่นนี้หรือไม่


“ไม่ทราบเลยว่าบ้านแม่นางเหอจะทำการค้าด้วย ช่างเก่งกาจยิ่งนัก! รอเจ้าเปิดร้านเมื่อไรพวกเราต้องไปอุดหนุนแน่นอน แล้วแม่นางมีความคิดจะมาเปิดร้านในเมืองหลักหรือไม่?”


แม่นางน้อยทั้งสองถูกเหอจิ่วเหนียงซื้อใจได้สำเร็จ โดยเฉพาะหลิงเสวี่ย บัดนี้นางไม่มีทีท่าระแวดระวังเหมือนครั้งแรกที่รู้จักกันอีกแล้ว ท่าทางสมวัยตามแบบเด็กสาววัยสิบกว่าปีทั่วไป


เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ว่า ตอนนี้พวกนางเห็นตนเป็นคนกันเองอย่างสมบูรณ์


“ต้องมาเปิดในเมืองหลักแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ที่บ้านเพิ่งซื้อร้านในอำเภอ ถ้าหากดูแลร้านค้าในอำเภอดีแล้ว คาดว่าปีหน้าก็คงมาเปิดในเมืองหลักได้”


แม้จะมีความมั่นใจว่าสามารถทำได้ตามที่พูด แต่เหอจิ่วเหนียงก็รู้ว่าอาจจะยังเป็นไปไม่ได้ ต่อให้มีเงินซื้อร้านค้า แต่ก็ไม่มีคนช่วยดูแล ตอนนี้มีเพียงเหลียนฮวาที่มีความสามารถบริหารจัดการร้านได้ แต่นางเป็นเพียงเด็กสาว จะมอบหมายทุกอย่างให้นางได้อย่างไร ไม่อาจปล่อยให้นางแบกรับเพียงลำพังได้


เห็นทีต้องฝึกฝนให้คนในบ้านมีความสามารถในการทำการค้าเพิ่มขึ้นสักหน่อยแล้ว


สดับวาจา หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร 


จากนั้นก็นึกอีกเรื่องขึ้นได้ “ข้าได้ยินมาว่าที่อำเภอต้าหลิ่งมีร้านขายเป็ดดำลู่ นายท่านเองก็ได้ยินคำร่ำลือว่ารสชาติอร่อยแปลกใหม่ เคยสั่งให้คนในจวนไปซื้อมาสองครั้ง ฮูหยินชื่นชอบยิ่งนัก เจ้าของร้านนั่นดูเหมือนว่าจะเป็นคนแซ่ลู่เหมือนกัน…คงไม่ใช่บ้านเดียวกับแม่นางเหอกระมัง?”


ตอนที่ 236: จะหยั่งเชิงหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแห้ง “บังเอิญจริงๆ ร้านนั้นก็เป็นของบ้านข้าเอง”


“พระเจ้าช่วย!”


หลิงเยว่สองพี่น้องอุทานด้วยความตกใจพร้อมกัน “บ้านเจ้าทำการค้าตัดเย็บเสื้อผ้าไม่ใช่หรือ?”


“อ๋อ ใช่ แล้วก็ขายอาหารด้วย อีกสักพักก็เตรียมจะเปิดร้านขายสมุนไพร ค่อยๆเป็นค่อยๆไปน่ะ”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตั้งใจจะโอ้อวด อย่างไรเสียการค้าเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอวดอะไรสำหรับนาง


สาวใช้ทั้งสองรู้สึกนับถือครอบครัวลู่จากใจจริง เป็นผู้ลี้ภัย แต่สามารถก่อร่างสร้างตัวให้มีชีวิตรุ่งโรจน์ได้ในเวลาอันรวดเร็ว สุดยอดมากจริงๆ


“จริงสิ ฮูหยินชอบกินเป็ดดำลู่ของร้านข้าอย่างนั้นหรือ ข้าเอาห่อเครื่องเทศมาด้วยพอดี ประเดี๋ยวข้าจะให้คนเอามาส่งให้พวกเจ้า พวกเจ้าก็ไปหาคอเป็ด หัวเป็ด และผักที่ชอบใส่ลงไปตุ๋นก็ได้แล้ว ใส่เนื้อสัตว์ก่อนแล้วค่อยใส่ผักลงไปทีหลัง ง่ายมาก”


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงนำห่อเครื่องเทศออกมาจากห้วงมิติได้โดยตรง แต่ทำเช่นนี้จะทำให้คนสงสัย มีใครเขาพกห่อเครื่องเทศติดตัวไปไหนมาไหนทุกที่กันล่ะ


อย่างไรเสียก็รับสิ่งของของเหอจิ่วเหนียงมามากมายแล้ว เพื่อฮูหยิน รับไว้อีกสักอย่างก็แล้วกัน สองสาวใช้จึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล


พวกนางเองก็ได้กินเป็ดดำลู่พร้อมกับฮูหยินทั้งสองครั้ง รสชาติช่างหอมหวานยิ่งนัก กินแล้วก็อยากจะกินอีก!


หลังจากพูดคุยกันไปหลายเรื่อง ตอนนี้ก็ถึงเวลาถอนเข็มของเจียงรั่วหย่าแล้ว เหอจิ่วเหนียงดึงเข็มออก เก็บของเสร็จก็ขอตัวกลับ


เมื่อเห็นว่าช่วงนี้รับแต่ผู้ป่วยที่ต้องรักษาระยะยาว กลางคืนเหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงโรงเตี๊ยมก็เขียนจดหมายถึงที่บ้านฉบับหนึ่ง บอกสถานการณ์ทางนี้ และบอกที่บ้านไม่ต้องเป็นห่วง ต้องใช้เวลาสิบวันหรือครึ่งเดือนถึงจะกลับไป


เขียนไปเขียนมา ในใจเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกห่อเหี่ยว นางเริ่มคิดถึงบุตรชายแล้ว


แม้เด็กน้อยคนนั้นจะรักอิสระ สามารถนอนคนเดียวได้แล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังไม่วางใจ กลัวว่ากลางดึกเขาจะเตะผ้าห่ม อีกอย่าง เขาไม่เคยห่างกับนางนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะซนหรือไม่


เมื่อคิดเช่นนี้ก็เศร้าใจเล็กน้อยจนเกือบจะร้องไห้ นางรีบตบหน้าตัวเองเบาๆเพื่อเรียกสติ ห้ามให้ตัวเองคิดเรื่องเหล่านี้


เฮ้อ เป็นแม่คนไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่ว่าจะไปที่ใดล้วนต้องพะวงถึงลูก


วันต่อมา ในยามอู่ เหอจิ่วเหนียงนำจดหมายมาให้ซ่งฉือที่โรงหมอ ให้เขาช่วยไหว้วานเด็กรับใช้ส่งกลับไป จากนั้นก็ตรวจโรคให้ผู้ป่วยต่อ


หลังจากเกิดเรื่องของหลิวเยี่ยนไฉจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาห้าวันแล้ว และแล้ววันนี้ ฮูหยินหลิวก็มาที่โรงหมอ


…ไม่ใช่สิ พวกเขาหย่าร้างกันแล้ว ต่อไปนี้ควรเรียกนางว่า แม่นางเฉิง


“หมอเหอ ยาทาของเจ้าได้ผลดียิ่งนัก! นี่แค่ไม่กี่วัน ข้าก็รู้สึกได้ว่าผิวขาวนวลขึ้นไม่น้อยเลย! แถมยังผอมลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย!”


ทันทีที่เข้ามา เฉิงเสวี่ยเวยก็ตะโกนสุดเสียง นางรู้ว่ายามอู่เหอจิ่วเหนียงจะต้องอยู่ที่โรงหมอแล้วจึงตั้งใจมาเวลานี้โดยเฉพาะ 


แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องราวอันแสนบัดซบ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงเสวี่ยเวยกลับยังมีให้เห็น ทั้งยังสดใสกว่าครั้งไหนๆอีกด้วย


ดูท่า การหย่าร้างกับสามีคนนี้จะทำให้นางมีความสุขมาก


“ได้ยินว่าท่านหย่ากับเถ้าแก่หลิวแล้ว คราวนี้ข้าควรเรียกท่านว่าแม่นางเฉิงแล้วกระมัง”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายินดี เฉิงเสวี่ยเวยหัวเราะเบาๆก่อนตอบ “เฮ้อ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอยากเรียกเช่นไรก็ตามใจเจ้า ข้าไม่ได้สนใจสักหน่อย จะว่าไป เรื่องนี้ยังต้องขอบใจเจ้าด้วยซ้ำ! ข้าไปถามหลิวฉางมาแล้ว หลิวฉางเล่าต้นสายปลายเหตุให้ข้าฟัง นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าสุนัขนั่นสมควรได้รับ! หมอเหอ เจ้าทำได้ดีมากทีเดียว!”


เฉิงเสวี่ยเวยจับมือเหอจิ่วเหนียงและกล่าวต่อ “อา∼ ข้าไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าหลังจากหย่ากันแล้วข้าจะสบายใจได้ถึงเพียงนี้! หลายวันมานี้ข้าไม่ต้องคอยระแวงเรื่องพวกนั้นเลย ตั้งใจรักษาใบหน้ากับลดความอ้วนไป เฝ้าดูอาการดีวันดีคืน ใจข้าเบามากอย่างกับจะลอยได้!


อ้อใช่ หมอเหอ เจ้าไม่ต้องกลัวนะว่าเขาจะมาหาเรื่องเจ้าอีก หย่ากันครั้งนี้ ข้าให้เขาชดใช้ให้ข้าจนสิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งยังส่งคนไปจับตาดูเขาด้วย ตอนนี้เขาเอาตัวเองยังไม่รอดเลย ไม่กล้ามาหาเรื่องเจ้าแน่นอน!”


เฉิงเสวี่ยเวยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ได้สนใจว่าจะเป็นฝีมือของเหอจิ่วเหนียงหรือไม่ นางพูดไปเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาแอบแฝง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังหยั่งเชิงตนอยู่หรือไม่


นางยิ้ม “แม่นางเฉิงเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”


เฉิงเสวี่ยเวยจึงรู้ตัวว่าตนพูดผิดไป จึงรีบแก้ไข “ใช่ๆๆ เจ้าไม่รู้ ข้าพูดผิดไปแล้ว ระหว่างพวกเจ้าสองคนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลย เขาไม่มีทางมาหาเรื่องเจ้าแน่นอน!”


นางยิ้มด้วยความจริงใจ จากนั้นให้สาวใช้ส่งของขวัญให้ และบอกว่าแทนคำขอบคุณที่ช่วยรักษาให้นาง


เหอจิ่วเหนียงเปิดดูก็พบว่า เป็นชุดเครื่องประดับทอง แต่ไม่ได้โอ่อ่ามากนัก รูปแบบเรียบง่ายทว่างดงาม ต่อให้สถานะของเหอจิ่วเหนียงในตอนนี้สวมใส่ออกไปข้างนอกก็ไม่รู้สึกแปลกแต่อย่างใด


เห็นเช่นนี้แล้วสามารถบอกได้ว่า เฉิงเสวี่ยเวยเป็นคนใส่ใจมากทีเดียว


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ นางยินดีรับมา


เฉิงเสวี่ยเวยชอบคนนิสัยตรงไปตรงมาเช่นนี้ จากนั้นก็ชวนเหอจิ่วเหนียงไปรับประทานอาหารในตอนค่ำ นางรู้ว่าครอบครัวหมอเหอทำการค้า จึงเกริ่นๆออกมาว่าอยากขอร่วมมือด้วย


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจเล็กน้อย “แม่นางเฉิงเป็นเศรษฐี ยังจะอยากร่วมการค้าเล็กๆของข้าอีกอย่างนั้นหรือ?”


“เจ้าอย่าพูดเช่นนี้เชียว มีเงินมากขึ้นอีกหน่อยใครจะรังเกียจกันล่ะ อีกอย่าง กิจการของเจ้าเป็นการค้าเล็กๆที่ไหนกัน มีโอกาสเติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเห็นๆ เพียงแต่ตอนนี้พวกเจ้ายังขาดแค่ลมตะวันออก! น้องสาว ข้าอยากทำการค้ากับเจ้าจากใจจริง ไม่เหมือนเจ้าสารเลวหลิวเยี่ยนไฉนั่น! มีอะไรค่อยคุยกันคืนนี้ ข้าไม่รบกวนเวลางานของเจ้าแล้ว ขอตัวล่ะ ถึงเวลาข้าจะส่งรถมารับเจ้านะ!”


กล่าวจบ เศรษฐีนีเฉิงก็จากไปอย่างรวดเร็ว


เหอจิ่วเหนียงอดคิดมากไม่ได้ เฉิงเสวี่ยเวยไม่ได้มาแก้แค้นแทนสามีนางหรอกกระมัง?


แม้ความเป็นไปได้ข้อนี้จะมีน้อยมาก แต่ก็ต้องระวังตัวเอาไว้ก่อน


ไม่ว่าคืนนี้จะเป็นงานเลี้ยงหงเหมิน*หรือไม่ นางก็ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง


[* งานเลี้ยงหงเหมิน คือ งานเลี้ยงหลอกให้ตกหลุมพราง]


ตลอดสองวันที่ผ่านมาซ่งฉือไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามกับเหอจิ่วเหนียงเลย แต่เมื่อครู่ตอนที่เหอจิ่วเหนียงคุยกับเฉิงเสวี่ยเวยเขาเองก็อยู่ไม่ไกล จึงได้ยินที่เฉิงเสวี่ยเวยชวนนางไปกินมื้อค่ำเช่นกัน พลันนั้นความคิดแรกของเขาก็คือ ‘แก้แค้น’


เขาอยากโน้มน้าวเหอจิ่วเหนียงว่าอย่าไป แต่รู้ว่านางคงไม่ฟัง อีกอย่าง เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะยุ่งเรื่องของนาง แต่แล้วในใจก็ค่อยๆผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา…


หลังจากถึงเวลาอันสมควรแล้ว รถม้าที่เฉิงเสวี่ยเวยส่งมาก็พอถึงพอดี เหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้าออกไป


ซ่งฉือเห็นเช่นนั้นก็เตรียมจะรีบตามไป


หมอซ่งรั้งเขาไว้ “เจ้าจะไปทำอะไร?”


“ข้ากลัวว่าหมอเหอจะมีอันตรายก็เลยจะตามไปดูขอรับ”


ซ่งฉืออธิบายอย่างตรงไปตรงมา “ท่านพ่อ ท่านวางใจเถอะ ข้าแค่เป็นห่วงนางจริงๆ ไม่ได้มีความคิดอื่นแอบแฝงเลย”


หมอชราถอนหายใจออกมา เขาเห็นว่าหลายวันมานี้จิตใจของบุตรชายไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดูก็รู้ว่าเขาต้องเจอกับปัญหาบางอย่างมาแน่…การรู้ความจริงและตัดใจเสียเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้จะตามไปอีก เขากลัวว่าบุตรชายจะตกอยู่ในวังวนนี้ไม่สิ้นสุด


แต่ถึงอย่างไรหมอเหอก็เป็นผู้หญิง ออกไปเช่นนี้ หากเกิดอันตรายจริง มีคนคอยช่วยเหลือก็นับว่าเป็นเรื่องดี


“ไปเถอะ พาอาฝูไปด้วยจะได้มีคนช่วยกัน”


ซ่งฉือพยักหน้าอย่างซึ้งใจ จากนั้นก็พาอาฝูขึ้นรถม้าตามไป


บนถนนเส้นนี้ผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน ทำให้รถม้าเคลื่อนตัวได้ไม่เร็ว ไม่นานทั้งสองก็ตามทัน และตามอยู่ในระยะที่ปลอดภัย


ตอนที่ 237: สตรีผู้จริงจังกับการค้า


เรื่องบังเอิญก็คือ ร้านอาหารที่เฉิงเสวี่ยเวยจองไว้ในคืนนี้ก็คือ หอฉือชวี่ สถานที่ที่หลิวเยี่ยนไฉจองในคืนนั้น


เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปอย่างใจเย็น ซ่งฉือและอาฝูแอบตามมาด้านหลัง เห็นนางเข้าไปในห้องส่วนตัวชั้นบนก็รีบไปขอห้องส่วนตัวข้างๆกับเสี่ยวเอ้อร์


ทั้งสองแนบหูติดผนังห้อง แอบฟังห้องข้างๆราวกับสายลับ ตราบใดที่เฉิงเสวี่ยเวยมีเจตนาร้ายแม้แต่นิดเดียว พวกเขาจะบุกเข้าไปทันที


ด้านเหอจิ่วเหนียง หลังจากเข้ามาในห้องก็ได้พบกับเฉิงเสวี่ยเวย สตรีที่รออยู่ในห้องกำลังชื่มชมเล็บมือที่เพิ่งทาน้ำมันทาเล็บไปเมื่อครู่ด้วยความพึงพอใจอย่างมาก


ทันทีที่เห็นอีกคนเข้ามาก็รีบลุกขึ้นไปต้อนรับ “หมอเหอมาแล้ว รีบนั่ง รีบนั่ง เป็นครั้งแรกที่กินข้าวด้วยกัน ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าชอบกินอะไรบ้าง หอฉือชวี่มีชื่อเสียงมาก ข้าให้พวกเขายกอาหารขึ้นชื่อของที่นี่มาทั้งหมดเลย!”


“ลำบากท่านแล้วที่ทำให้สิ้นเปลืองเช่นนี้”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว และนั่งลงอย่างไร้กังวล


ภายในห้องจุดกำยาน แต่เป็นกำยานไม้กฤษณาธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด


“เกรงใจอะไรกัน เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว หากไม่ได้เจ้า ข้าก็คงไม่รู้ว่าตัวเองก็สามารถมีชีวิตเช่นนี้ได้!”


เฉิงเสวี่ยเวยสั่งอาหารเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว อาหารจึงถูกยกเข้ามาอย่างรวดเร็ว เจ้าภาพของมื้อนี้แนะนำแต่ละจานอย่างกระตือรือร้น


เหอจิ่วเหนียงลอบสำรวจอาหารตรงหน้า รวมไปถึงถ้วยชามด้วยสายตา พบว่าล้วนไม่มีปัญหาอะไร


ดูท่านางคงจะคิดมากไปเอง


เฉิงเสวี่ยเวยรินน้ำชาให้แขกด้วยตัวเองอย่างใส่ใจมาก ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจ “หมอเหอ ข้าจะพูดออกมาโดยไม่อายเลยนะ เดิมทีตามลำดับศักดิ์ของวงศ์ตระกูลข้าแล้ว อย่างไรก็ไม่มีทางแต่งงานกับหลิวเยี่ยนไฉได้ แต่เป็นเพราะรูปร่างหน้าตาของข้า จึงจำต้องแต่งงานกับเขา บรรพบุรุษตระกูลเขาทำกิจการหอสุรา พอตกทอดมาถึงรุ่นเขาไม่มีความก้าวหน้าเลยแม้แต่น้อย คนกินกันจนเบื่อแล้ว กิจการขาดทุนมาโดยตลอด หลายปีมานี้ก็ได้ข้านี่แหละที่คอยสนับสนุนเขา


ในตอนนั้น เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากข้า เขาถึงกับสาบานว่าจะไม่มีอนุเด็ดขาด เหอะ สุดท้ายพอแต่งงานกันก็ป่าวประกาศไปทั่วว่าข้าหึงหวง ทำลายชื่อเสียงข้าให้เสียหาย แอบเลี้ยงอนุอยู่นอกบ้าน เดิมทีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของข้ากับเขาก็ไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยอยู่กินกันไปโดยไม่มีลูก ต่อมาข้าเริ่มขี้เกียจจะสนใจเรื่องของเขาแล้ว ขอแค่ไม่พาผู้หญิงพวกนั้นโผล่มาให้ข้าเห็น ข้าก็จะแสร้งทำเป็นไม่รู้


ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังคงให้เงินเขาเหมือนเดิม เหอะ น่าขันสิ้นดีใช่หรือไม่ ต่อมา พวกอนุที่เขาเลี้ยงดูก็มีมากขึ้น เงินที่ข้าให้เขาก็เริ่มไม่พอ จนเขาถึงขั้นเคยแอบขโมยสินเดิมของข้าไป เรื่องสกปรก.สกปรก อะไรล้วนเคยทำมาหมดแล้ว ข้าเอือมระอาเขามาตั้งนานแล้ว แต่เห็นแก่สถานะสามีภรรยามาโดยตลอด ก็เลยเลือกที่จะอดทน


แต่ครั้งนี้เขาทำเกินขอบเขตที่ตกลงกันไว้โดยสมบูรณ์แบบ คืนนั้นที่เขาออกไปทำตัวสำมะเลเทเมา เป็นวันเดียวกันกับที่ครอบครัวท่านพ่อแม่ข้ามาเยี่ยมพอดี เขาไม่กลับบ้านทั้งคืน แถมยังเสเพลจนตัวเองอยู่ในสภาพนั้น คนที่ไม่ให้เกียรติข้าและยังรวมไปถึงครอบครัวข้า ข้าจะทนให้ตัวเองใช้ชีวิตอยู่กับคนเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไรกัน


ข้ามีเงิน มีกิจการ มีทรัพย์สิน มีที่ดิน ต่อให้หย่าไปก็ใช้ชีวิตต่อไปได้เหมือนกัน แถมยังไม่ต้องทุกข์ใจกับเรื่องพวกนั้นอีก ขยะเช่นนี้ไม่มีค่าให้เสียดายเลย! ข้าว่า วันเวลาที่ดีของข้ากำลังจะเริ่มต้น ช่วงนี้กินข้าวได้เยอะขึ้นถึงสองชาม…อ้อ ไม่สิ ข้าไม่ได้กิน ข้ากำลังลดน้ำหนักอยู่ ฮิๆๆ…”


เมื่อรู้ตัวว่าหลุดปากออกไป เฉิงเสวี่ยเวยก็รีบยกมือปิดปากทันที หัวเราะฮิๆอย่างประดักประเดิด


ระหว่างที่เหอจิ่วเหนียงฟังอีกฝ่ายเล่าก็กินอาหารไปไม่น้อยแล้ว อาหารที่นี่คุณภาพไม่เลวเลยจริงๆ มิน่าล่ะ เหตุใดถึงทำกิจการได้ใหญ่ถึงเพียงนี้ ไม่ว่าเศรษฐีตระกูลใด หากจะเลี้ยงอาหารก็ต้องมาที่ร้านนี้


ในอนาคต หากพี่สะใภ้ใหญ่จะทำกิจการหอสุรา นางเชื่อว่าพี่สะใภ้ก็ทำเช่นนี้ได้แน่นอน


เหอจิ่วเหนียงหยิบผ้ามาเช็ดปาก ก่อนจะกล่าว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แม่นางเฉิงผอมลงไปไม่น้อยเลยจริงๆ ขอแค่ไม่ละเลยสิ่งที่ข้าเขียนไปให้ก็พอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักหรือการรักษาจุดด่างดำล้วนต้องใช้ความอดทนและเวลาเจ้าค่ะ”


“อืมๆ ข้าทำได้อยู่แล้ว!” เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้าและเอ่ยต่อ “เช่นนั้นเรามาคุยเรื่องการค้าของครอบครัวพวกเจ้ากันเถอะ พูดตามตรง ข้าสนใจกิจการร้านอาหารของเจ้ามาก ต่อไปต้องมาเปิดในเมืองหลักได้แน่นอน ถึงขั้นมีชื่อเสียงไปทั่วเป่ยเหยียนเลยก็เป็นไปได้ เจ้ามีเงื่อนไขในการร่วมการค้าเช่นไรก็บอกมาได้เลย ทางข้าได้หมดไม่ติด”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายอย่างจริงจัง “แม่นางเฉิง จริงจังหรือไม่?”


“แน่นอนอยู่แล้ว!”


กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่เชื่อ เฉิงเสวี่ยเวยจึงพยักหน้าหนักแน่นอีกครั้ง “สารภาพ ข้าส่งคนไปสืบมาแล้ว ที่ผ่านมาพวกเจ้าตั้งแผงขายมาโดยตลอด แต่เนื่องจากกิจการเป็นไปได้ด้วยดี รายได้ต้องดีมากเลยทีเดียว หากนำมาขายในเมืองหลักคงทำเงินได้อีกไม่น้อย ข้ากลับมีความเห็นอย่างหนึ่ง ข้าจะพูดให้เจ้าฟังก่อนก็แล้วกัน หากเจ้าคิดว่าเหมาะสม เราก็ลงนามเขียนสัญญา หากมีส่วนใดไม่พอใจ หรือเจ้ามีเงื่อนไขอะไรก็บอกข้ามาได้เลย ทางข้าจะทำตามความพอใจของเจ้า”


ที่เศรษฐีนีเฉิงคุยง่ายสบายๆเช่นนี้ สาเหตุหลักก็เป็นเพราะเหอจิ่วเหนียงช่วยรักษาให้นาง ทั้งยังทำให้นางหย่าร้างได้อย่างราบรื่นอีกด้วย ตอนนี้นางมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย จึงจะทำอะไรก็ได้


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “พูดมาได้เลยเจ้าค่ะ”


“ข้าก็เป็นคนทำการค้าคนหนึ่ง ขอพูดในมุมการค้าแล้วกัน วันนี้ก่อนที่จะชวนเจ้ามากินข้าว ข้าได้ส่งคนไปสืบเรื่องของเจ้ามา ตอนนี้ครอบครัวเจ้าซื้อร้านค้าร้านหนึ่งในอำเภอแล้ว กำลังเตรียมจะเปิดร้านอย่างเป็นทางการ …ให้ข้าเดา ก่อนหน้านี้พวกเจ้าคิดแค่จะขายในอำเภอไปก่อน อาจเพราะยังมีเงินทุนไม่มากพอ ถึงอย่างไรข้าวของเครื่องใช้กับบ้านในเมืองหลักก็มีแพงมาก เช่นนั้นสิ่งที่บังเอิญก็คือ ข้ามีเงิน


ความคิดของข้าง่ายๆ ข้ามีเงิน มีร้าน ข้าก็ออกเงินกับร้าน ส่วนพวกเจ้าก็ออกสูตรอาหาร เรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ รายได้เราก็แบ่งกันหกสี่ ข้าสี่ส่วน พวกเจ้าหกส่วน แม้ข้าจะเป็นคนทำการค้า แต่ข้าก็จะเอาส่วนแบ่งในส่วนของตัวเองเท่านั้น สูตรอาหารเปรียบเสมือนของล้ำค่า ข้าไม่อาจเอาเปรียบครอบครัวเจ้าได้”


ต้องบอกเลยว่าความคิดของเฉิงเสวี่ยเวยเป็นความคิดที่ดีทีเดียว ตอนนี้สิ่งที่ครอบครัวลู่ขาดก็คือเงิน


แต่อย่างที่เฉิงเสวี่ยเวยบอก ข้าวของเครื่องใช้ในเมืองหลักราคาสูงมากจริงๆ ให้แม่นางเสวี่ยออกเงินมากมายเช่นนั้น แต่กลับให้ส่วนแบ่งนางแค่สี่ส่วน อย่างไรก็ไม่เหมาะสม


การเปิดร้านในเมืองหลักเป็นเป้าหมายของครอบครัวลู่อยู่แล้ว แต่หากอาศัยแค่การขับเคลื่อนกันเองในครอบครัวก็คงต้องรอถึงปีหน้า อีกอย่าง ทุกคนในบ้านก็ยุ่งกันมาก หากมีคู่ค้าอย่างเฉิงเสวี่ยเวย ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องง่ายแล้วไม่ใช่หรือ


“แม่นางเฉิงคิดจะเปิดในเมืองหลักกี่ร้านหรือเจ้าคะ?”


เฉิงเสวี่ยเวยยิ้มระรื่น “จิงโจวกว้างใหญ่เพียงนี้ยิ่งเปิดเยอะก็ยิ่งดีสิ ต้องเปิดร้านย่อยๆกระจายให้ทั่วเมือง ตอนนี้ข้าจะเลือกร้านที่ยังว่างอยู่ที่ข้ามีทั้งหมดมาใช้ก่อน เรื่องตกแต่งร้านก็เอาตามแบบของร้านเจ้าทุกอย่างเลย… เพียงแต่ เป้าหมายของข้าไม่ใช่แค่ร้านอาหารของพวกเจ้าเท่านั้น ยังรวมถึงกิจการเสื้อผ้าด้วย ปีที่แล้วร้านเจ้าขายเสื้อคลุมขนสัตว์ข้าก็บังเอิญได้มาชุดหนึ่ง ข้าชอบมาก… ทั้งหมดที่ข้าพูดมา หมอเหอยอมรับได้หรือไม่?”


สำหรับครอบครัวลู่ ข้อเสนอเหล่านี้ย่อมเป็นเรื่องดีแน่นอน เหอจิ่วเหนียงตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ความจริงใจของท่านข้าเห็นแล้ว เพียงแต่นี่เป็นกิจการของครอบครัว ข้าตัดสินใจเองคนเดียวไม่ได้ ต้องขอกลับไปถามคนในครอบครัวก่อนเจ้าค่ะ”


“ไม่มีปัญหา ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”


เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้าหงึกหงัก ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ถ้าได้ความว่าอย่างไร หมอเหอส่งจดหมายหรือไม่ก็ไปหาข้าได้ตลอดเลยนะ ข้ายังอยู่คฤหาสน์หลังเดิม หลิวเยี่ยนไฉสารเลวนั่นโดนข้าไล่ตะเพิดไปแล้ว”


“ฮ่าๆๆ เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะชอบใจและชื่นชมนาง คำชื่นชมนี้ออกมาจากใจจริง ในยุคสมัยนี้ สตรีที่กล้าหย่าร้างมีน้อยนัก


แต่เฉิงเสวี่ยเวยกลับทำได้ เหอจิ่วเหนียงเห็นถึงภาพลักษณ์ของสตรีแข็งแกร่งในตัวเฉิงเสวี่ยเวยผู้นี้


นางเฉลียวฉลาด ทำการค้าเป็น การเจรจาก็ใช้วาจากระชับเข้าถึงจุดสำคัญ เงื่อนไขที่เสนอมาก็ใจกว้าง เป็นคนทำการค้าที่มีคุณสมบัติครบทุกประการ ร่วมทำการค้ากับคนเช่นนี้ต้องสบายใจมากแน่นอน


หากไม่ใช่เพราะน้อยเนื้อต่ำใจในรูปร่างหน้าตาตนเองละก็ เฉิงเสวี่ยเวยกล้าบอกเลยว่า นางยังสามารถทำได้ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกแน่นอน


ซ่งฉือและอาฝูที่แอบฟังอยู่ห้องข้างๆอึ้งกิมกี่ ที่แท้พวกนางก็มาคุยเรื่องการค้ากันจริงๆด้วย เป็นเขาที่คิดมากเกินไป


ตอนที่ 238: ชาวบ้านตระกูลลู่ตายไปหมดแล้ว


อาฝูเหลือบมองซ่งฉือ แล้วถามอย่างระมัดระวัง “นายน้อย พวกเรายังต้องรออยู่ที่นี่อีกหรือไม่ขอรับ?”


อารมณ์และความรู้สึกของซ่งฉือในตอนนี้ไม่รู้ควรใช้คำใดมาอธิบาย เขาหวังให้เหอจิ่วเหนียงปลอดภัย แต่กลับรู้สึกว่าไม่มีโอกาสให้ตนได้แสดงความช่วยเหลือนางเลย ทั้งที่เป็นเรื่องดี แต่เขากลับรู้สึกหดหู่เสียอย่างนั้น


คำถามของอาฝูทำให้เขาลังเลเล็กน้อย ถึงอย่างไรมื้ออาหารของห้องข้างๆก็ยังไม่จบลง ใครจะรู้ได้กันว่าจะไม่เกิดอันตรายขึ้นจริงๆ


ความลังเลที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่รู้เหมือนกันว่าโมโหตัวเองหรือโมโหลูกน้องกันแน่ ชายหนุ่มเดินกลับไปนั่งด้วยความขัดใจ ก่อนพูดขึ้น “สั่งอาหารเถอะ!”


อาฝูไม่คาดคิดว่าออกมากับนายน้อยครั้งนี้จะพลอยได้กินอาหารร้านชื่อดังด้วย ดังนั้นจึงเดินไปสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อร์ด้วยอารมณ์เบิกบานใจ


ทางด้านเหอจิ่วเหนียง หลังจากทั้งสองพูดคุยกันพอประมาณ กินข้าวมื้อนี้อย่างอิ่มหนำเสร็จแล้วก็แยกย้าย เหอจิ่วเหนียงกลับโรงเตี๊ยม นึกถึงจดหมายที่เพิ่งส่งไปเมื่อเช้านี้แล้วก็กุมขมับ หากรู้เช่นนี้คงจะรอส่งกลับไปทีเดียว


แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เขียนจดหมายอีกฉบับขึ้น เช้าวันต่อมามอบให้ซ่งฉือ ให้เขาช่วยหาเด็กไปส่งจดหมายให้ เนื้อหาในจดหมายครั้งนี้ก็คือเรื่องร่วมทำการค้ากับเฉิงเสวี่ยเวย


สีหน้าของซ่งฉือในวันนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร ทั้งยังขอบตาดำราวกับสยงเมา (หมีแพนดา) เหอจิ่วเหนียงคิดว่าเมื่อคืนเขาอ่านตำราจน.อดหลับ.อดนอน จึงกล่าวด้วยความเป็นห่วง “ท่านหมอซ่งน้อยอย่าหักโหมนักล่ะ สุขภาพสำคัญที่สุด”


แต่กลับกลายเป็นว่า สีหน้าของซ่งฉือยิ่งแย่ลงกว่าเดิม


อาฝูที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินก็ยกมือป้องปากแอบขำ


ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ในหอฉือชวี่เมื่อคืน หลังจากฟังการสนทนาของห้องข้างๆ จนเข้าใจสถานการณ์แล้วสองหนุ่มก็สั่งอาหารมากิน เดิมทีเขากับนายน้อยตั้งใจว่ากินไปพลางๆระหว่างรอ แต่ใครจะคิดล่ะว่าทางด้านสองสาวจะมีความสุขกันซะขนาดนั้น เสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นเป็นระยะ จนต่อมาถึงขั้นเรียกกันว่าน้องสาวพี่สาว ความสัมพันธ์ของพวกนางพัฒนารวดเร็วมาก


นายน้อยของเขาเจ็บปวดใจ อยากมีมิตรภาพที่ดีเช่นนี้กับหมอเหอบ้าง จึงขอสุราจากเสี่ยวเอ้อร์มาหนึ่งไหและยกกระดกอย่างไม่คิดชีวิต สุดท้ายดื่มจนเมา ทั้งยังดื้อไม่ยอมกลับ กอดเสาหอสุราร้องไห้ฟูมฟาย ด่าเสานั้นว่าไร้หัวใจ!


โชคดีที่ตอนนั้นหมอเหอกับแม่นางเฉิงกลับไปแล้ว ไม่อย่างนั้นนายน้อยของเขาต้องอับอายขายหน้าจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนเป็นแน่


นึกถึงเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้ว สีหน้าของซ่งฉือก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เขารีบรับจดหมายมาและเดินจากไปทันทีโดยไม่พูดไม่จากับเหอจิ่วเหนียงแม้แต่คำเดียว


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกประหลาดใจมาก แต่ก็ไม่คิดอะไร จากนั้นนางก็กลับเข้าไปทำงานต่อ

......


ลู่ไป่ชวนไปถึงอันโจวแล้ว เขาตามไปดูทุกที่ที่คนลี้ภัยอาศัยอยู่ แต่ก็ยังไร้เบาะแสของครอบครัว


เขาไม่ยอมแพ้ ออกจากอันโจวมุ่งหน้ากลับไปยังชางโจว


และตอนนี้ เขาก็กลับมาถึงบ้านเกิดที่ชางโจวแล้ว


ครั้งก่อนที่กลับมาเขาเก็บกวาดบ้านของตัวเองด้วย เวลาผ่านไปเนิ่นนาน กลับมาหนนี้บ้านร้างไร้คนอาศัยก็มีสภาพเต็มไปด้วยฝุ่นอีกครั้ง


เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่คิดจะเก็บกวาด


ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงเสาบ้านที่สลักอักษรนั้นอีกครั้ง พึมพำกับตัวเอง “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่ได้อยู่ที่อันโจว แล้วพวกท่านไปอยู่ที่ไหนกันแน่ขอรับ”


ในหัวเขาไม่มีความคิดว่าครอบครัวจะอพยพไปจิงโจวเลย เนื่องจากจิงโจวรับแค่ผู้ลี้ภัยที่เป็นคนชรา เด็ก ผู้ป่วย และผู้พิการ เขารู้จักครอบครัวตัวเองดี ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ พวกเขาไม่มีทางแยกจากกันแน่นอน ดังนั้นจิงโจวจึงไม่มีทางเป็นที่พักพิงของพวกเขา


ส่วนเมืองหลวงจิ้นโจวไม่รับผู้ลี้ภัย ฮ่องเต้ไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้แห่กันเข้าไปก่อความไม่เรียบร้อยในเมืองหลวงแน่นอน


ส่วนเมืองอื่นๆไม่เคยได้ยินว่าเปิดรับผู้ลี้ภัย แม้แต่คนธรรมดาทั่วไปก็ยากที่จะแอบเข้าไปได้


ตระกูลลู่มีคนสูงวัยแค่ไม่กี่คน คนกลุ่มนี้อาจจะตายไปหมดแล้ว หรือไม่ก็กำลังลำบากยากแค้นอยู่ที่ใดสักแห่ง


เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้เหล่านี้ ลู่ไป่ชวนก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว


ก่อนหน้านี้เฉินอ๋องมาแก้ปัญหาภัยแล้งฝนก็ตกลงมาแล้ว ภัยพิบัติที่ชางโจวได้รับการแก้ไข ตอนนี้เพิ่งจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ต้นหญ้าพืชพรรณต่างๆกำลังแตกหน่อออกใบ ไม่เหมือนตอนที่เขามาครั้งก่อน ที่เบื้องหน้ามีแต่ความแห้งแล้งเหี่ยวเฉา


กระทั่งผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่อพยพออกไปแต่ไม่รู้จะไปทางไหนต่อก็กลับมาที่นี่อีกครั้งแล้ว กลับมาอาศัยในบ้านเกิดที่อยู่มาหลายปีและใช้ชีวิตต่อไป


แต่ชาวหมู่บ้านตระกูลลู่กลับไม่มีสักครัวเรือน…ไม่กลับมาแม้แต่คนเดียว


ขณะนายทหารผู้จากบ้านไปนานจมอยู่กับความคิดอันแสนขมขื่น บนถนนนอกบ้านก็มีรถม้าสองคันผ่านมา 


รถม้าทั้งสองคันเป็นของครอบครัวเพื่อนบ้านหมู่บ้านข้างๆ เมื่อพวกเขาเห็นบ้านหลังนี้เปิดประตูอยู่ก็คิดว่าชาวบ้านตระกูลลู่ยังมีคนรอดชีวิตกลับมาจึงเข้ามาดู พบกับร่างคนในชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่ในลานบ้าน ข้างเอวมีกระบี่ยาวเหน็บไว้ ไม่ไกลกันนักมีผู้ชายอีกคนยืนอยู่หน้าเสาบ้านอย่างเหม่อลอย ชายชราที่เดินนำเข้ามาเห็นบุคลิกของคนทั้งสองก็ตกใจสุดขีด รีบกล่าวขอโทษ “เข้าผิดบ้านแล้ว บ้านแล้ว ขอโทษจริงๆขอรับ ขอโทษจริงๆ!”


ลู่ไป่ชวนหันไปส่งสายตาให้กับโหลวชง โหลวชงกล่าวขึ้น “ท่านลุง ช้าก่อน!”


ครอบครัวชายชราเป็นเศรษฐีที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ ตอนที่เกิดภัยแล้งแรกๆ พวกเขามีญาติที่ร่ำรวยกว่าอยู่ในอำเภอจึงไปอยู่ด้วย


คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภัยพิบัติก็คือชาวบ้านผู้ยากจน สำหรับคนรวยเรื่องเหล่านี้ไม่นับว่าร้ายแรง แค่มีเงินทุกปัญหาย่อมแก้ได้ ครอบครัวนี้โชคดี ไม่ต้องลี้ภัยเหมือนคนอื่นๆ อีกทั้งครอบครัวก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา


ชายชราผู้นั้นหันกลับมายิ้ม แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “นายท่านมีเรื่องอะไรหรือขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ชายชรามองเห็นหน้าเขาไม่ชัด แต่รับรู้ได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าจึงแฝงความเอาอกเอาใจเล็กน้อย


กว่าจะผ่านพ้นภัยพิบัติมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จะมาล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินจนนำหายนะมาสู่ตัวระหว่างทางกลับบ้านง่ายๆเช่นนี้ไม่ได้


“ท่านลุงรู้จักคนบ้านนี้หรือไม่ รู้หรือไม่ว่าพวกเขาไปที่ไหน?”


ลู่ไป่ชวนไม่อยากเปิดเผยสถานะของตนเอง ทำได้เพียงแสร้งเป็นคนนอก


“ข้าจะไปรู้จักได้อย่างไร ข้ารู้แค่ว่า ชาวหมู่บ้านตระกูลลู่นี้ตายระหว่างทางลี้ภัยกันหมดแล้ว ที่ข้าเข้ามานี่ก็เพราะเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ ในใจคิดว่ายังมีคนรอดชีวิตกลับมาได้กระมัง ก็เลยเข้ามาดูสักหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะ…”


“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”


ชายชรายังอธิบายไม่ทันจบ ลู่ไป่ชวนก็ตัดบททันที “คนหมู่บ้านตระกูลลู่ตายกันหมดแล้วอย่างนั้นหรือ?”


“ใช่ขอรับ ข้ารู้ก็ตอนที่ทางการเก็บศพพวกเขามาที่นี่ก่อนหน้านี้ คนหมู่บ้านตระกูลลู่ช่างเคราะห์ร้ายยิ่งนัก! พวกเขาเจอโจรเร่ร่อนระหว่างทางไปอำเภอหลิวเจีย โดนโจรพวกนั้นฆ่าตายหมด ศพกองพะเนินเป็นภูเขา ตอนเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ ศพแทบจะเหลือแค่กระดูกแล้ว แต่ดีที่เจอทะเบียนบ้านของคนส่วนหนึ่งตกอยู่ข้างๆ จึงได้รู้ว่าเป็นคนหมู่บ้านตระกูลลู่


ชายชราพยักหน้าพลางบอกเล่า ตอนอยู่ในอำเภอก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ยินเรื่องนี้มาไม่น้อย โชคดีที่ครอบครัวพวกเขาไม่ต้องลี้ภัยไป ไม่อย่างนั้นอาจไปเส้นทางเดียวกับชาวบ้านตระกูลลู่ก็ได้


ลู่ไปชวนยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยความไม่อยากเชื่อ…ครอบครัวของเขา…ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะถูกปลิดชีพด้วยเงื้อมมือพวกโจรพเนจร


พวกเขาเดินทางไปไม่ถึงเมืองหลักของชางโจวด้วยซ้ำ แต่ตายระหว่างทางมุ่งสู่อำเภอหลิวเจีย


เป็นเช่นนี้อย่างนั้นหรือ…


ไม่ เป็นไปไม่ได้!


คนไม่เชื่อจับแขนชายชรา “พวกเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าชาวบ้านตระกูลลู่ตายกันหมดแล้ว ไม่แน่อาจยังมีคนรอดชีวิตก็ได้”


“ก็ใช่ แต่ความหวังก็ริบหรี่! ศพกองพะเนินเช่นนั้น ส่วนมากก็เป็นพวกผู้ชาย พวกเด็กกับผู้หญิงก็ถูกโจรพวกนั้นจับตัวไปแล้ว อยู่ในกำมือพวกนักฆ่าโหดเหี้ยมพวกนั้น ท่านคิดว่าพวกเขายังจะมีทางรอดอีกหรือ เฮ้อ!”


บุตรชายของชายชราเดินตามเข้ามาแล้วกล่าว “หากพวกท่านไม่เชื่อก็ไปดูที่รังโจรนั่นได้ รังโจรพวกมันอยู่บนภูเขาทางตะวันออกนู้น ข้ายังเคยได้ยินอีกนะว่ามีโจรเร่ร่อนอีกกลุ่มบุกไปรังโจรนั่น และฆ่าโจรที่อยู่ในนั้นตายเรียบ! ปล้นเอาเสบียงอาหารและทรัพย์สินของพวกมันไป ทางการก็ยังตามตัวไม่เจอ”


โหลวชงเดินเข้าไปจับแขนผู้เป็นนาย ลู่ไป่ชวนจึงได้สติ และยกมือกล่าวขอโทษ “ขอโทษด้วย ข้าน้อยโมโหมากไปหน่อย ล่วงเกินท่านลุงแล้ว”


ตอนที่ 239: เขาต้องยอมรับว่าครอบครัวลาโลกนี้ไปแล้วจริงๆอย่างนั้นหรือ


กล่าวจบ ลู่ไป่ชวนยังมอบเงินสิบตำลึงให้เป็นการชดเชย สีหน้าของชายชราพลันดีขึ้นไม่น้อย


โหลวชงเอ่ยถาม “แล้วพวกท่านรู้หรือไม่ว่าศพของชาวบ้านตระกูลลู่ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”


“เฮ้อ ยังจะเอาไปอยู่ที่ไหนได้อีกเล่า” ชายชรากล่าวอย่างทอดถอนใจ “ศพมากมายขนาดนั้นย่อมจัดการยาก ทั้งยังกลัวเกิดโรคติดต่อ เจ้าหน้าที่ก็เลยย้ายศพทั้งหมดไปเผารวมกันที่สุสานเแล้ว”


วาจาตรงไปตรงมาของชายชรา เสมือนสายฟ้าฟาดลู่ไป่ชวนก็มิปาน


คนตามหาครอบครัวตัวแข็งค้าง ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว 


ครอบครัวเขาจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆอย่างนั้นหรือ 


“นายท่าน…”


โหลวชงเรียกผู้เป็นนายเบาๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร


เข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกเขาตามหามาหลายที่ก็ยังไม่ได้ข่าว ที่แท้ครอบครัวของนายท่านก็ล่วงลับไปหมดแล้วนี่เอง


เขาไม่กล้ามองสีหน้าของลู่ไป่ชวน กลัวว่าจะเห็นความผิดหวังและเจ็บปวดใจของเขา


หลายปีที่ผ่านมานี้ เขารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเจ้านายดี


ตั้งแต่เริ่มแรก มุ่งหมายทำภารกิจเพื่อแว่นแคว้น ให้สวะต่างแดนพวกนั้นไม่กล้ามาสร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรเป่ยเหยียน


เจ้านายของเขาก็เหมือนบุรุษเลือดร้อนทุกคน อยากทำเพื่อแคว้น ปกป้องดินแดน ราษฎรของแคว้นถึงจะอยู่เย็นเป็นสุข


ผู้ปฏิบัติภารกิจอย่างพวกเขา ถูกคนเคืองแค้นมากมายเท่าไรก็ไม่รู้ เขาเข้าใจที่เจ้านายของตนต้องปิดบังชื่อแซ่ของตัวเอง หากเป็นเขา เขาก็ย่อมทำแบบเดียวกัน


ลู่ไป่ชวนจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เขาอุตส่าห์อดทนรอให้ถึงวันนี้ วันที่เขาจะได้กลับบ้านมาหาครอบครัวพร้อมกับยศถาบรรดาศักดิ์ มารับพวกเขาไปใช้ชีวิตอย่างดีด้วยกัน ใครเลยจะคิดว่าภัยพิบัติครั้งเดียวจะคร่าชีวิตคนทั้งครอบครัวของเขาไป โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่าพวกเขาต้องลำบากเพียงใด


“ไปรังโจรนั่นกัน!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้โศกเศร้าจนตั้งสติไม่ได้อย่างที่โหลวชงจินตนาการไว้ ตอนนี้ความหวังเดียวของเขายังมีรังโจรนั่น ไม่แน่ อาจมีคนรอดชีวิตอยู่ที่นั่นก็ได้


เจ้าหน้าที่ทางการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากภัยแล้งมากมายจนหัวหมุน ไหนเลยจะมีเวลาไปตรวจสอบรังโจร ขนาดยามปกติพวกเขายังไม่เข้าไปจัดการเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นรังโจรพวกนั้นต้องยังอยู่ และไม่แน่ตอนนี้อาจมีคนอาศัยอยู่ก็ได้


ร่างกำยำทั้งสองกระโดดขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าไปยังรังโจรเร่ร่อนทันที


หากคนธรรมดาคิดจะไปตามหารังโจรพเนจรคงจะเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับลู่ไป่ชวนและโหลวชงไม่นับว่ายากเลย เพียงไม่นานทั้งสองก็หาเจอ


หากไม่ใช่เพราะบริเวณรอบๆ มีภูเขาหินสลับซับซ้อนซึ่งพวกโจรจงใจใช้ต่างเกราะกำบัง ลู่ไป่ชวนไม่มีทางเชื่อเลยว่าที่แห่งนี้จะเป็นรังโจร มันคล้ายกับหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งมากกว่า


ทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน สภาพที่เห็นตรงหน้าดูไม่ออกเลยว่าเคยเป็นรังโจรมาก่อน 


ด้านหลังกระท่อมพบหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่ง ในหลุมมีโครงกระดูกมากมาย ดูจากเสื้อผ้าที่ยังไม่ย่อยสลายส่วนมากเป็นเสื้อผ้าบุรุษ และมีเสื้อผ้าสตรีแค่สองชุดเท่านั้น


โหลวชงเดินเข้าไปใกล้แล้วใช้กิ่งไม้เขี่ย พบว่าเสื้อผ้าของสตรีทั้งสองตัวใหญ่มาก สันนิษฐานว่าตอนมีชีวิตอยู่พวกนางคงจะเป็นหญิงร่างท้วม


ลู่ไป่ชวนมองแวบเดียวก็เอ่ยขึ้น “เป็นโครงกระดูกของพวกโจรเร่ร่อน”


ในช่วงลี้ภัย ชาวบ้านทั่วไปที่ไหนจะได้กินดีอยู่ดีจนอ้วนเช่นนี้กัน


อาจเป็นโจรเร่ร่อน หรือไม่ก็เศรษฐีคนร่ำรวย


แต่หากเป็นเศรษฐีก็ไม่จำเป็นต้องลี้ภัย


โหลวชงทิ้งกิ่งไม้ในมือ แล้วกล่าว “ถ้าหากครอบครัวของท่านลุงผู้นั้นพูดจริง โจรเร่ร่อนกลุ่มนี้ก็คงจะถูกโจรอีกกลุ่มบุกฆ่าตอนหลัง”


ลู่ไป่ชวนวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง “คนที่มาทีหลังไม่ใช่โจรเร่ร่อน น่าจะเป็นคนที่มาช่วยพวกเชลยที่ถูกจับมา”


โหลวชงมองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ อยากรู้ว่าใช้เหตุผลใดมาพิจารณา


ลู่ไป่ชวนกล่าวต่อ “โจรที่ไหนฆ่าคนแล้วจะใจดีจัดการศพให้ อีกอย่าง เมื่อครู่ข้าเห็นห้องหับพวกนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะมีฝุ่นมีหยากไย่แต่ก็ดูออกว่าก่อนหน้านี้มีคนเคยทำความสะอาดอย่างดี นั่นหมายความว่าหลังจากที่คนกลุ่มนั้นช่วยเชลยได้ ยังนอนพักที่นี่ต่อแล้วถึงจะออกเดินทาง”


กล่าวถึงตรงนี้ลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเขาไม่มั่นใจว่าคนที่บุกเข้ามากลุ่มนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับชาวบ้านตระกูลลู่หรือไม่


จากที่คนครอบครัวเมื่อครู่เล่า ชาวบ้านตระกูลลู่ตายระหว่างทางนอกอำเภอหลิวเจีย พี่ใหญ่กับพี่รองของเขาเป็นคนธรรมดา ต่อให้เอาชีวิตรอดไปได้ก็ไม่มีความสามารถจะย้อนกลับมาฆ่าโจรล้างแค้นแน่ ทั้งยังฆ่าได้อย่างชำนาญเช่นนี้อีก


ใช่ ชำนาญมาก


แม้เมื่อครู่โหลวชงจะเขี่ยศพผ่านๆ แต่เขาก็พบว่า กระดูกของศพเหล่านี้ไม่ได้บาดเจ็บสาหัส น่าจะโดนปาดคอตายในครั้งเดียว


หัวใจของชายหนุ่มแซ่ลู่จมอยู่กับความสับสนอีกครั้ง หรือเขาจะต้องยอมรับว่าครอบครัวของเขาลาโลกนี้ไปแล้วจริงๆ


“นายท่าน ใกล้จะสามเดือนแล้ว พวกเราควรกลับจิงโจวได้แล้วขอรับ”


แม้ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะพูดถึงเรื่องนี้ แต่อย่างไรเสียมันก็คือความจริง


คนตายก็ตายไปแล้ว คนที่มีชีวิตอยู่ก็ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป


ยิ่งไปกว่านั้น ลู่ไป่ชวนเป็นผู้มีความสามารถที่หาได้ยาก ย่อมต้องมีชีวิตที่ดีแน่นอน


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ตอบอะไร เขายังไม่อาจปล่อยวางเรื่องนี้ได้ แต่ในเมื่อรับปากเฉินอ๋องเอาไว้เขาก็ต้องทำตาม


สองมือกำหมัดแน่นพลางกัดฟันกรอด


เขามองทุกอย่างตรงหน้าด้วยความรู้สึกคับข้อง ผ่านความยากลำบากนับหมื่นพันเพื่อกลับมา แต่ครอบครัวเขากลับไม่อยู่แล้ว


แล้วทุกอย่างที่เขาทำมาจะมีความหมายอะไร


ก่อนไปจากที่นี่ พวกเขาจุดไฟเผารังโจรนี้จนราบคาบ


สุดท้ายพวกเขายังไปดูที่สุสาน นอกจากหลุมฝังศพหลายหลุมก็ไม่มีอะไรเลย


ก็จริง เจ้าหน้าที่เหล่านั้นเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง จุดไฟเผาในคราวเดียวก็จบเรื่องแล้ว จะทำป้ายสุสานให้ทำไมกัน


“ข้าจะไปศาลาว่าการอำเภอสักหน่อย”


ลู่ไป่ชวนหันหลัง กระโดดขึ้นหลังม้าควบไปทันที ท่าทางภายนอกไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด แต่โหลวชงรู้ว่าความจริงแล้วเขาพยายามข่มอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองอยู่


ในอำเภอมีคนน้อยมากจนน่าเวทนา เพิ่งจะผ่านพ้นภัยพิบัติมา ทุกคนจึงไม่ได้มีเงินอะไร ผู้คนต่างลี้ภัยกันไปมากแล้ว ทั้งเมืองแทบเหลือแต่ความว่างเปล่า


เมื่อมาถึงศาลาว่าการ เจ้าหน้าที่เวรยามหน้าประตูสองนายกำลังนั่งสัปหงกอยู่ เห็นได้ชัดว่าในศาลาว่าการเงียบเหงาเพียงใด


โหลวชงเดินเข้าไปเตะขาพวกเขา ทั้งสองถีบขาด้วยความรำคาญ ปากพึมพำ “ใคร มาทำอะไร?”


โดนรบกวนเช่นนี้พวกเขาก็ยังไม่ลืมตาตื่น โหลวชงคร้านจะพูดมากกับพวกเขา ชักกระบี่ยาวออกมาทาบคอเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง


อาการสัปหงกของคนผู้นั้นพลันหายไปในชั่วพริบตา เบิกตาขึ้นมาก็เห็นชายหนุ่มสองคนตรงหน้า เขายังไม่ทันได้อ้าปากถาม โหลวชงก็แสดงป้ายคำสั่งของตนเองให้เขาดู เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบคุกเข่า ร้องขอชีวิตปากสั่นเทา “ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตด้วยขอรับ ข้าน้อยจะพาพวกท่านไปพบนายอำเภอเดี๋ยวนี้ขอรับ!”


เจ้าหน้าที่อีกคนที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเหตุการณ์ก็สะดุ้งตื่น รีบคุกเข่าโขกศีรษะทันที


ลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไร เขาก้าวเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจ


ในศาลาว่าการอำเภอว่างเปล่า เจ้าหน้าที่สองคนรีบวิ่งมาด้านหน้าและนำทาง พลางตะโกนเสียงดังก้อง “ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ มีใต้เท้ามาจากเมืองหลวงขอรับ!”


เจ้าหน้าที่ระดับล่างยังเกียจคร้านปานนี้ ไม่ต้องพูดถึงนายอำเภอเลย แม้แต่เครื่องแบบทางการก็ไม่สวม ตอนที่ออกมาสวมแค่ชุดคลุมชั้นในสีขาวตัวเดียวเท่านั้น กำลังอยู่ในอาการงัวเงีย ดูแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเพิ่งตื่น


“ใต้เท้าทั้งสองท่านคือ…”


เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด ชางโจววิเวกวังเวง แม้จะมีผู้ลี้ภัยหวนกลับมา แต่ทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องอะไรให้พวกเขาต้องจัดการ อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำก็เลยนอน ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะมีใต้เท้าจากเมืองหลวงโผล่มาถึงสองคนเช่นนี้


โหลวชงแสดงป้ายคำสั่งอันเดิม แล้วกล่าว “พวกเราเป็นคนของจวนเฉินอ๋อง ก่อนหน้านี้องค์ชายมาจัดการภัยพิบัติที่ชางโจว มีบางเรื่องที่ยังต้องตรวจสอบ เอาระเบียนของผู้ลี้ภัยที่ตายไปแล้วที่พวกเจ้าลงทะเบียนมาให้พวกข้าตรวจสอบเดี๋ยวนี้”


ที่แท้ก็แค่มาตรวจสอบจำนวนคนตายนี่เอง ไม่ได้กล่าวโทษที่เขาแอบอู้งานนอนกลางวัน โล่ง.อกไปที นายอำเภอกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ยิ้มหยิบหยีสั่งให้ลูกน้องไปนำระเบียนมาให้พวกเขาไม่รอช้า


ลู่ไป่ชวนเปิดไปหน้าระเบียนของตระกูลลู่ เห็นรายชื่อของครอบครัวผู้นำหมู่บ้าน และครอบครัวของท่านอาท่านลุงที่สนิท


เปิดดูหน้าต่อไปก็เป็นครอบครัวของท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองแท้ๆของเขา


หน้าถัดไปเป็นครอบครัวของเขา เริ่มตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายพี่สะใภ้ จนถึงเหอจิ่วเหนียงภรรยาของเขา…ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว


…และเขายังเห็นชื่อของตนเองด้วย!


ลู่ไป่ชวนชี้ชื่อของตัวเอง แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


นายอำเภอเดินมาดู แล้วตอบ “อ๋อ ใต้เท้าหมายถึงคนผู้นี้หรือขอรับ คนผู้นี้ออกไปเป็นทหารเมื่อสี่ปีก่อนแล้วยังไม่กลับมา ดังนั้นสถานะภาพของเขาถือว่าตายไปแล้วขอรับ”


ลู่จิ้งชวนก้มลงดูรายชื่อในระเบียนอีกครั้ง และแล้วก็เห็นชื่อที่ไม่คุ้นเคยชื่อหนึ่งอยู่ในช่องชื่อบุตร หลังชื่อของเขา…


ตัวอักษรเจ็ดคำระบุว่า ‘ลู่จื่ออวี้ บุตรชายคนโต’


ตอนที่ 240: ให้เขาใช้ชีวิตอย่างรู้สึกผิด


ในหัวของลู่ไป่ชวนราวกับโดนระเบิดก็มิปาน หลังแต่งงานวันเดียวเขาก็ออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัยแล้ว นั่นก็หมายความว่า เขาได้เป็นพ่อตั้งแต่คืนเข้าหอแล้ว


เขามีบุตรชายหนึ่งคน และตอนนี้ชื่อของบุตรชายก็ปรากฏอยู่ในหนังสือมรณะ


สี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่เพียงทำหน้าที่ลูกที่ดีไม่ได้ แม้แต่สามีที่ดี พ่อที่ดีก็ยังเป็นให้ภรรยาและลูกไม่ได้อีกด้วย


…ในขณะที่เขายิ่งใหญ่อย่างฉุดไม่อยู่ในฐานะนายท่านสามซุนแห่งโรงพนันในหนานไท่ ครอบครัวของเขากลับทุกข์ทรมานอยู่กับภัยแล้ง


…ในขณะที่เขาก้าวหน้าในหน้าที่ ได้รับการยกย่องชื่นชมจากหน่วย ครอบครัวของเขารวมถึงบุตรชายที่อายุยังไม่ถึงสามขวบกลับต้องตายภายใต้คมมีดของโจรพเนจร


ความตั้งใจเดิมของเขาที่เข้าร่วมหน่วยคุ้มกันภัย ก็เพราะอยากลองเสี่ยงดูสักตั้ง เพื่อสักวันจะได้ผลักดันให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดี 


แต่แล้วความจริงเป็นอย่างไร?


ครอบครัวทุกข์ยากลำบากเพราะภัยแล้ง แล้วต้องตายอย่างน่าอนาถระหว่างทางลี้ภัย แต่เขากลับไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือเลย


มียศมีตำแหน่งแต่กลับไม่ได้ใช้ปกป้องครอบครัวตามที่ตั้งใจไว้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรกัน


นี่เป็นวันที่เขารอคอยมาตลอดอย่างนั้นหรือ


ต้องกลายเป็นคนโดดเดี่ยวตัวคนเดียวจริงๆแล้วอย่างนั้นหรือ


เพื่อให้ได้กลับมาจากหนานไท่จึงต้องยอมเสียสละจนร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากได้กลับมา ร่างกายยังไม่ทันฟื้นตัวก็ลากสังขารอันบอบช้ำออกตามหาครอบครัว


ทุกชั่วยามมีค่า เขารอมานานหลายปีแล้ว ไม่อาจช้ากว่านี้ได้อีกต่อไป


ตามหาหลายหนแห่ง แต่สุดท้ายกลับพบว่า… ครอบครัวของเขาถูกพรากชีวิตไปอยู่ในเขตแดนชางโจว!


เขาคว้าตัวนายอำเภอมา และถามด้วยดวงตาแดงก่ำ “เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าตรวจสอบศพกับชื่อแน่ชัดแล้ว?”


นายอำเภอตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ใต้เท้ามีปัญญาเฉียบแหลม ชาวบ้านตระกูลลู่ส่วนใหญ่ล้วนตายอยู่นอกอำเภอหลิวเจียจริงๆขอรับ ศพถูกกองไว้ราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ตอนนั้นชางโจวอยู่ในความโกลาหล ไม่มีใครมีเวลามาดูแลจัดการเรื่องตรงนี้มากขนาดนั้น ตอนเก็บศพก็พบแค่ทะเบียนบ้านติดตัวพวกเขา แต่บางคนก็ไม่มี เมื่อเทียบกับรายชื่อของชาวบ้านตระกูลลู่ทุกคนก็เป็นไปตามจำนวนของศพพอดี…”


“ใต้เท้า!”


“นายท่าน!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ยินสิ่งใดแล้ว ภาพตรงหน้ามืดดับและหมดสติไป เขาออกตามหาครอบครัวจนไม่ได้พัก ร่างกายของเขาถึงขีดจำกัดแล้ว


โหลวชงรีบเข้ามาพยุง แล้วตะคอกบอกนายอำเภอ “รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า!”


นายอำเภอไม่รู้ว่าใต้เท้าท่านนี้มีความสัมพันธ์ใดกับชาวบ้านตระกูลลู่ แต่เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็กระวนกระวาย คนผู้นี้เป็นถึงขุนนางใหญ่ที่มาจากเมืองหลวง ทั้งยังเป็นคนสนิทของเฉินอ๋อง หากเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของเขา เขาไม่อาจพ้นความผิดได้แน่!


ลู่ไป่ชวนฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในยามดึกของอีกวัน ขณะนี้พวกเขาพักอยู่ที่ศาลาว่าการอำเภอ ด้วยอาการบาดเจ็บของเขา โหลวชงกลัวว่าเขาจะทรุดหนักจากการเดินทางจึงไม่กล้าพาเขาไปที่อื่น


“นายท่าน ร่างกายของท่านยังไม่หายดี พักผ่อนอีกหน่อยเถอะขอรับ”


โหลวชงเห็นเจ้านายฟื้นแล้วก็จะลุกขึ้นทันที จึงรีบเข้าไปห้ามเขา


ลู่ไป่ชวนดื้อดึงจะลุกขึ้นให้ได้ “ไปกันเถอะ”


โหลวชงงุนงง “ไปไหนหรือขอรับ?”


“กลับจิงโจว”


ชายผู้หมดหวังขบเม้มริมฝีปากแน่นจนในปากมีกลิ่นคาวเลือด แม้ร่างกายเจ็บปวดมาก แต่เขาก็ไม่อนุญาตให้ตัวเองพักผ่อนต่อ


ตลอดมาเขากระเหี้ยนกระหือรือกับการสร้างคุณูปการมากนักไม่ใช่หรือ ตอนนี้เขาไม่มีสิ่งที่ต้องกังวลแล้ว สามารถออกไปทำตามความฝันได้อย่างอิสระแล้วไม่ใช่หรือ


สาแก่ใจเจ้าแล้วสินะ!


ลู่ไป่ชวนยิ้มเยาะตัวเอง รู้สึกว่าตนช่างเป็นคนต่ำต้อยน่ารังเกียจยิ่งนักที่ตอนนั้นใฝ่สูง ริอ่านอยากได้ลาภยศจนไม่สนใจอะไร…แม้แต่ครอบครัว


ดังนั้น ต่อจากนี้เขาต้องใช้ชีวิตด้วยความตรอมตรมที่ทำให้ครอบครัวต้องได้รับจุดจบเช่นนี้ เขาจะต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดไปจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย เช่นนี้ถึงจะสาสมกับสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือก!


“นายท่าน ไม่จำเป็นต้องรีบก็ได้ขอรับ กินข้าวกินปลาก่อนสักหน่อยเถอะขอรับ”


ตอนที่ลู่ไป่ชวนสลบไป โหลวชงถอดหน้ากากเขาออกแล้ว รอยย่นมากมายบนใบหน้าของเขาเห็นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งร่างกายที่ไม่อาจตั้งตัวตรงได้…โหลวชงมองสภาพของผู้เป็นนายด้วยสายตาเศร้าหมอง


เส้นทางที่ผ่านมาของเจ้านายเขานั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ


ติดตามอยู่ข้างกายเขามานานหลายปี โหลวชงรู้ดีว่าเขาเป็นคนเช่นไร แม้แต่ชีวิตของตน ก็เป็นนายท่านที่ช่วยเอาไว้


ที่ผ่านมาเขาช่วยชีวิตคนไว้ตั้งมากมาย ทำเรื่องดีๆอีกหลายเรื่อง แต่ครอบครัวของเขากลับต้องมามีจุดจบอย่างอนาถเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ได้


ลู่ไป่ชวนไม่ฟังคำโน้มน้าวของลูกน้องแต่อย่างใด คนอย่างเขามีสิทธิ์อะไรจะมากินอิ่มนอนพักรักษาตัวกัน ให้กลับเข้าสู่สนามรบ ฆ่าศัตรูระบายความคับแค้นในใจเสียยังดีกว่า!


แม้ตอนนี้ดึกมากแล้ว แต่ลู่ไป่ชวนก็ยังยืนยันที่จะออกเดินทาง ดังนั้นทั้งสองจึงเดินทางออกจากศาลาว่าการอำเภอ


เดิมทีโหลวชงจะไปหารถม้ามาให้เจ้านาย แต่ลู่ไป่ชวนไม่ต้องการ ทันทีที่กระโดดขึ้นหลังม้าเขาก็มุ่งหน้าออกเดินทางทันที การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนแทบไม่เห็นฝุ่น


โหลวชงรู้ว่าเจ้านายยอมรับความจริงเรื่องครอบครัวจากไปแล้วไม่ได้ จึงต้องการหาเป้าหมายอื่นเพื่อระบายความเจ็บปวดใจ เขากลัวผู้เป็นนายจะทำร้ายตัวเอง ดังนั้นจึงรีบตามไป


นายอำเภอและผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนยืนส่งที่ประตู พวกเขาไม่เข้าใจการกระทำของนายบ่าวสองคนนี้เล็กน้อย แต่พวกเขาไม่อยากซักไซ้ อย่างไรเสียทั้งสองก็แค่มาตรวจสอบรายชื่อผู้ตาย และพักอยู่ที่นี่หนึ่งวันก็เท่านั้น


นายอำเภออ้าปากหาว แล้วกลับไปนอนต่อโดยไม่พูดอะไรสักคำ


การเป็นเจ้าหน้าที่ในสถานที่ผีสางนี่ หากเขาต้องการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต เขาจะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เช่นนั้นคงจะเหนื่อยไม่น้อย ดังนั้นเขาต้องฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีอะไรทำนอนเยอะๆ หากพลาดโอกาสในตอนนี้ไป ต่อไปต้องไม่ได้นอนแน่

.......


เหอจิ่วเหนียงได้รับคำตอบจากครอบครัวแล้ว สิ่งที่ครอบครัวตอบมามีใจความประมาณว่า พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องการร่วมมือทำการค้า ทุกอย่างให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนตัดสินใจ ขอแค่นางคิดว่าเหมาะสม ครอบครัวก็คิดว่ามันเหมาะสมเช่นกัน


ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงนัดพบปะเฉิงเสวี่ยเวยอยู่หลายครั้งเพื่อตกลงความร่วมมือและลงนามสัญญา


ก่อนหน้านี้เฉิงเสวี่ยเวยเสนอส่วนแบ่งหกสี่ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่เห็นด้วย ถึงอย่างไรความตั้งใจของเฉิงเสวี่ยเวยก็ไม่ได้อยากเปิดร้านแค่ในเมืองหลักเท่านั้น นางอยากขยายกิจการไปทั่วทั้งจิงโจว ดังนั้นต้องใช้เงินลงทุนขนาดไหนไม่อาจจินตนาการได้เลย กว่าจะได้ทุนคืนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน


ยุติธรรมที่สุดก็คือ แบ่งกันคนละครึ่ง


เฉิงเสวี่ยเวยนึกไม่ถึงว่าคู่ค้าจะใจกว้างเพียงนี้ จึงตอบตกลงด้วยความยินดี ในใจคิดว่าตนต้องหาคนมาดูแลร้านให้ดี เงินปันผลสิ้นปีคงเป็นเม็ดเงินที่ทั้งสองฝ่ายพอใจไม่น้อย


เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงคิดถึงบุตรชายมากจึงอยากกลับบ้านสักสองสามวัน และแล้วนางก็นึกถึงเรื่องที่ฉินเจียนบอกว่าอยากไปเยี่ยมครอบครัวลู่กับนางด้วย แต่เมื่อนางส่งคนไปตามก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า ฉินเจียนออกไปทำภารกิจแล้ว ไม่อาจกลับมาได้ในเวลาวันสองวัน


เหอจิ่วเหนียงจึงกลับบ้านไปคนเดียว ถึงอย่างไรต่อไปก็ยังมีโอกาสอีกมาก ครั้งนี้ฉินเจียนไม่ว่างก็เอาไว้ครั้งหน้าแล้วกัน


ขณะที่กำลังจะออกเดินทาง หญิงสาวเห็นรถม้าคุ้นตาคันหนึ่งกำลังมาทางนี้ มีกระดิ่งลมแขวนอยู่บนรถม้า เมื่อสายลมกระทบ เสียงกระดิ่งก็กังวาน


เหอจิ่วเหนียงลงจากรถม้าและรอพวกเขา เมื่อเห็นหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยช่วยพยุงเจียงรั่วหย่าลงจากรถม้า นางก็รีบเข้าไปช่วย แล้วถามด้วยความเป็นห่วง “ฮูหยินไม่สบายใจตรงไหนหรือเจ้าคะ?”


“เปล่าหรอก ข้ามาหาเจ้า จิ่วเอ๋อร์!”


ภายใต้การรักษาของเหอจิ่วเหนียง อาการของเจียงรั่วหย่าดีขึ้นมาก ตอนนี้นางสามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องกินยา สีหน้าของนางดีขึ้นหลายส่วน แต่จิตใจยังไม่หายเป็นปกติ ขณะที่พูดก็ชอบจับมือเหอจิ่วเหนียงไปด้วย ถึงขั้นหยิกแก้มนางเล่นราวกับเล่นกับเด็กอีกด้วย


ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่รังเกียจการสัมผัสเช่นนี้ของอีกฝ่ายเลย


หลิงเยว่กล่าว “แม่นางเหอ ฮูหยินรู้ว่าเจ้าจะกลับบ้านสองวัน อาลัยอาวรณ์ที่เจ้าจะไม่อยู่ก็เลยอยากมาส่ง และยังเตรียมขนมมาให้เจ้ากินระหว่างทางด้วย”


หลิงเสวี่ยกล่าวเสริม “ขนมนี่ฮูหยินลงมือทำเองเชียวนะ!”


จบตอน

Comments