ตอนที่ 241: สหายจอมดื้อ
ทั้งสองสนทนากัน ก่อนที่เจียงรั่วหย่าจะยื่นกล่องอาหารกล่องหนึ่งให้ เหอจิ่วเหนียงเปิดกล่องออก สีหน้าของนางเปล่งประกายด้วยความยินดีทันที
“น่ารักมากเลยเจ้าค่ะ! ฝีมือของฮูหยินยอดเยี่ยมจริงๆเจ้าค่ะ!”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความชื่นชม ขนมที่ฮูหยินเจียงทำออกมาเป็นรูปสัตว์ตัวน้อย ทั้งกระต่าย แมว และสุนัข น่ารักจนไม่กล้ากินเลยทีเดียว นอกจากสัตว์น้อยแล้ว ยังมีรูปเด็กผู้หญิงด้วย แม้แต่ขนมยังตั้งใจทำออกมาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าฮูหยินเจียงจะเห็นนางเป็นบุตรสาวของตนเองไปแล้วจริงๆ
เจียงรั่วหย่าจับมือเหอจิ่วเหนียงอย่างอ่อนโยน แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าจะกลับมาเมื่อใด? หากเจ้าชอบ ข้าจะทำให้เจ้ากินทุกวันเลย!”
หากไม่ใช่เพราะสามีนางเกลี้ยกล่อมนางตลอดตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเช้านี้ นางจะต้องไปกับเหอจิ่วเหนียงแน่นอน เพราะกว่านางจะได้บุตรสาวกลับคืนมาอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ย่อมอาลัยอาวรณ์ในการจากลา
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกล่าวเสียงอ่อนโยน “ข้ากลับไปแค่สองวันเจ้าค่ะ คิดถึงคนที่บ้านก็เลยกลับไปเยี่ยมสักหน่อย อีกสองวันก็กลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
นางหันไปกำชับหลิงเยว่และหลิงเสวี่ย “ยาของฮูหยินห้ามขาดเด็ดขาด การนวดศีรษะก็ยังต้องทำต่อไปนะ”
ทั้งสองพยักหน้าเข้าใจ เจียงรั่วหย่าหยิบกล่องเล็กๆออกมายัดใส่มือเหอจิ่วเหนียง “จี้ทองที่ข้าหลอมให้หลาน เจ้าเอาไปให้เขาแทนข้านะ!”
แม้ว่าการรับรู้ของเจียงรั่วหย่าในตอนนี้จะมีเทียบเท่ากับเด็กวัยสิบกว่าขวบ แต่สิ่งที่สำคัญและควรเข้าใจนางกลับเข้าใจได้ดี เช่น นางรู้ว่าตนเองและหมิงเจ๋อเป็นสามีภรรยากัน และนางก็รู้สึกได้ถึงความรักที่มีต่อเขาอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ยังเข้าใจว่าหมิงเจ๋อมักจะคอยสอนนางด้วยความอ่อนโยนเสมอ
การมอบของขวัญให้กับลูกของจิ่วเอ๋อร์ก็เป็นสิ่งที่สามีของนางแนะนำ นางได้เรียนรู้จากเขาว่า จิ่วเอ๋อร์รักษาอาการป่วยให้นางโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆ ดังนั้นการให้ของขวัญกับลูกของจิ่วเอ๋อร์จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแสดงความขอบคุณจากใจจริง
อีกทั้งสามีของนางยังบอกว่า หากจิ่วเอ๋อร์เป็นลูกสาวของนาง ลูกของจิ่วเอ๋อร์ก็คือหลานชายของนาง นางก็ควรจะรักและดูแลเขาให้ดีเช่นกัน
นางเห็นด้วยกับคำแนะนำเหล่านี้ จึงตัดสินใจสั่งหลอมจี้ทองเล็กๆขึ้นมาในกลางดึก เพื่อให้เป็นของขวัญแก่โก่วเอ๋อร์
เนื่องจากเป็นของเด็กผู้ชาย จี้ทองนี้จึงมีลวดลายเรียบง่าย สวยงามดึงดูดใจ และยังสลักวันเกิดของโก่วเอ๋อร์ไว้อย่างพิถีพิถัน
แม้เหอจิ่วเหนียงจะแปลกใจเล็กน้อยที่เจียงรั่วหย่ารู้วันเกิดของโก่วเอ๋อร์ แต่เมื่อนึกถึงสามีผู้ไม่ธรรมดาของอีกฝ่ายแล้วก็เข้าใจได้ในทันที
ตอนที่เจียงรั่วหย่าเดินทางครั้งนั้น นางมียอดฝีมือมากมายที่คอยปกป้อง รวมถึงสาวใช้ที่ปรนนิบัตินางอย่างหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยก็ล้วนมีทักษะไม่ธรรมดา
ในเมื่อไม่ใช่คนธรรมดา การสืบหาข้อมูลวันเกิดของโก่วเอ๋อร์จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขาเลย
เหอจิ่วเหนียงยอมรับจี้ทองมาด้วยความขอบคุณและกล่าวอย่างจริงใจ “ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ”
อันที่จริงเจียงรั่วหย่าปรารถนาให้เหอจิ่วเหนียงเรียกตนว่า ‘แม่’ แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของสามีที่บอกว่า จิ่วเอ๋อร์อาจจะยังไม่สามารถปรับตัวได้ทันทีเพราะแยกจากกันไปนาน นางจึงตัดสินใจไม่บังคับให้จิ่วเอ๋อร์เรียกตนเช่นนั้น และจะรอจนกว่าบุตรสาวจะเต็มใจเรียกเอง
เจียงรั่วหย่ารู้สึกว่าคำแนะนำของสามีสมเหตุสมผล แม้ว่านางไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนกับจิ่วเอ๋อร์ถึงได้พรากจากกันไปตั้งนานหลายปี แต่สิ่งที่นางรู้แน่คือ นางไม่สามารถบังคับจิ่วเอ๋อร์ได้ ต้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
ช่วยไม่ได้ ก็จิ่วเอ๋อร์เป็นลูกสาวของนางนี่นา นางจะรักและทะนุถนอมจิ่วเอ๋อร์ให้ดีที่สุด
ทั้งสองคุยกันอย่างอาวรณ์อยู่พักใหญ่เหอจิ่วเหนียงก็ออกเดินทาง เมื่อมองขนมและจี้ทองเล็กๆในกล่อง หญิงสาวก็ระบายยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกอ่อนหวานในใจ หากมีแม่อย่างฮูหยินเจียงคงจะดี
แต่นางไม่ได้รู้สึกโหยหา เพราะนางมีนางซุนผู้เป็นแม่สามีที่ปฏิบัติต่อนางเสมือนบุตรสาวแท้ๆ เพียงเท่านี้ก็ทำให้นางมีความสุขแล้ว
สองวันผ่านไป เหอจิ่วเหนียงกลับมาจากหมู่บ้านอันผิงถึงเมืองหลักแล้ว ฉินเจียนเองก็กลับจากการทำภารกิจแล้วเช่นกัน เขาตรงมาที่โรงหมอเพื่อขอโทษนางที่ไม่ได้ทำตามสัญญา และรับปากว่าครั้งหน้าต้องไปให้ได้แน่นอน
เหอจิ่วเหนียงไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เลย อย่างไรเสียบ้านนางก็ไม่ได้ไกลจากเมืองหลัก ไปเมื่อไรก็ได้เสมอ
วันเวลาเดินหน้าไปเรื่อยๆ ทางด้านเฉิงเสวี่ยเวยดำเนินงานเร็วมาก แม้ว่านางจะเริ่มปรับปรุงร้านช้ากว่าร้านของครอบครัวลู่ แต่กลับสามารถเปิดพร้อมกับร้านค้าในอำเภอต้าหลิ่งของพวกเขาได้ทัน
เหอจิ่วเหนียงเองก็ยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งออกตรวจผู้ป่วย และตรวจสอบความคืบหน้าของการตกแต่งร้าน อย่างไรเสียนางเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่ง นางอยากให้ทุกคนในร้านคุ้นเคยกับนาง ต่อไปเรื่องในร้านจะได้ดูแลสะดวก
ในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ เฉิงเสวี่ยเวยก็ไปกับนางด้วย ภายในเวลาสั้นๆไม่ถึงเดือน ความเป็นพี่สาวน้องสาวของทั้งสองก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากได้ทำงานร่วมกัน เหอจิ่วเหนียงจึงได้รู้ว่าเฉิงเสวี่ยเวยมีพรสวรรค์ด้านการค้าสูง นิสัยน่าคบหา และมีทัศนคติดีมาก หลายวันที่ผ่านมาทั้งสองตัวติดกันตลอดจนสนิทสนม แม้กระทั่งยามที่เหอจิ่วเหนียงรักษาผู้ป่วยในโรงหมอ เฉิงเสวี่ยเวยก็มานั่งอยู่ด้วยทุกครั้ง
“น้องหญิง เหตุใดเจ้ายังพักในโรงเตี๊ยมอีกล่ะ คืนสองคืนยังพอว่า แต่พักยาวเช่นนี้ไม่ปลอดภัยเลย เจ้ามาอยู่บ้านข้าเป็นอย่างไร? ถึงอย่างไรบ้านข้าก็มีแค่ข้ากับคนรับใช้”
เฉิงเสวี่ยเวยมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตารอคอย เช่นนี้น้องหญิงก็สามารถควบคุมการลดน้ำหนักของนางได้ทุกที่ทุกเวลาแล้ว
พูดถึงการลดน้ำหนักของนาง ต้องบอกว่าเห็นผลชะงัดเลยทีเดียว ลดได้หนึ่งจินต่อวัน ก่อนหน้านี้มีเหนียงที่คอหลายชั้น ตอนนี้เหลือแค่สามชั้นแล้ว นางดีใจจนแทบน้ำตาไหล
“อันที่จริงข้าเคยคิดจะซื้อบ้านในจิงโจวนะ แต่อีกใจก็คิดว่าครอบครัวอยู่ที่ต้าหลิ่งกันหมด ถ้าหากซื้อก็คงไม่ได้อยู่ตลอด ไหนจะต้องหาคนมาดูแลบ้านอีก คงจุกจิกมาก”
เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ นางก็ไม่ชอบอยู่โรงเตี๊ยมหรอก แต่การซื้อบ้านก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไหนจะเรื่องหลินอี้ผิงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีก นางต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงเลือกพักอยู่ในโรงเตี๊ยมต่อไป
“ข้าก็เลยอยากให้เจ้ามาอยู่กับข้าอย่างไรล่ะ! ตอนนี้พวกเราก็นับว่าเป็นตั๊กแตนในเรือลำเดียวกัน เหตุใดเจ้ายังจะต้องเกรงใจข้าอีก บ้านข้ามีเรือนว่างมากมาย จัดเรือนส่วนตัวให้เจ้าอยู่สักหลัง เจ้าอยากอยู่เช่นไรก็ตามแต่ใจเจ้า รอให้ครอบครัวเจ้าย้ายมาอยู่เมืองหลักเมื่อใดแล้วค่อยซื้อบ้านของตัวเองก็ได้”
เฉิงเสวี่ยเวยมองอีกฝ่ายด้วยความรัก ทำให้คนถูกมองรู้สึกเขินๆเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เช่นนั้นก็ให้ข้าเช่าดีกว่า คิดค่าเช่าเท่าไรท่านบอกมาได้เลย เช่นนี้ข้าถึงจะอยู่ได้อย่างสบายใจ”
เฉิงเสวี่ยเวยอยากบอกว่าไม่ต้อง แต่เมื่อคิดดูแล้วก็รู้ว่า หากตนไม่คิดเงิน นางก็จะไม่มาอยู่แน่นอน ดังนั้นจึงตอบตกลงทันที “ได้ เช่นนั้นข้าคิดเจ้าปีละห้าตำลึง แค่เช่าเรือนเล็กๆหลังเดียว อย่าเถียงข้า!”
เงินห้าตำลึงอาจเพียงพอสำหรับการเช่าบ้านหนึ่งปีในอำเภออื่น แต่ในเมืองหลัก จะเช่าแค่สามเดือนด้วยเงินจำนวนนี้ยังหาไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงให้นางยี่สิบตำลึงต่อปี
“รับไว้เถอะเจ้าค่ะ ถ้าไม่รับข้าจะพักที่โรงเตี๊ยม”
เฉิงเสวี่ยเวยไม่มีทางเลือกจำต้องยอมรับไว้ จากนั้นให้สาวใช้กลับไปสั่งคนทำความสะอาด ขาดเหลือสิ่งใดก็ซื้อกลับไปเตรียม
จากนั้นนางก็ดึงเหอจิ่วเหนียงลุกขึ้น “ไปกันเถอะ ไปย้ายของของเจ้ากัน ไปนอนบ้านข้าตั้งแต่คืนนี้เลย!”
เหอจิ่วเหนียงคุ้นเคยกับนิสัยที่พูดแล้วทำเลยของพี่สาวคนนี้แล้ว ตอนนี้ไม่มีคนไข้พอดี ทั้งสองจึงออกจากโรงหมอ
ทันทีที่ออกมาก็เห็นกลุ่มทหารม้าผ่านหน้าโรงหมอไป เหอจิ่วเหนียงเห็นหัวหน้าของกลุ่มทหารม้าก็พบว่าเป็นฉินเจียน
อีกฝ่ายก็เห็นนางเช่นกัน แต่แค่มองมาเป็นการทักทายเท่านั้น ไม่ได้หยุดพูดคุยแต่อย่างใด ตอนนี้เขาต้องรีบออกจากเมืองไปรับสหายจอมดื้อ ได้รับข่าวมาว่าทรมานตัวเองตลอดทางกลับจากชางโจวจนสภาพแทบไม่ต่างจากซากศพแล้ว
ตอนที่ 242: จิตสัมผัสของนางซุน
เหอจิ่วเหนียงสังเกตได้ว่าเขากำลังยุ่ง จึงค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อทักทายเขา ก่อนจะจูงมือเฉิงเสวี่ยเวยเดินออกไป
ตั้งแต่มาที่เมืองหลัก นางอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมมาตลอด และข้าวของเครื่องใช้ของนางก็มีไม่น้อยเลย ความจริงนางแค่คนเดียวก็สามารถย้ายของออกไปได้สบายๆ เพราะนางสามารถเก็บของไว้ในห้วงมิติได้ แต่เมื่อมีเฉิงเสวี่ยเวยอยู่ด้วย การขนย้ายจึงเป็นเรื่องยากขึ้นมา
หลังเดินออกมาจากโรงหมอไปได้แค่ไม่กี่ก้าว เฉิงเสวี่ยเวยก็เริ่มเหนื่อยจนหายใจกระหืดกระหอบ สภาพเช่นนี้ไม่ต้องพูดถึงช่วยเหอจิ่วเหนียงเก็บของแล้ว
สุดท้ายนางจึงขอให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมช่วยขนของขึ้นรถม้า จากนั้นทั้งสองก็เดินทางไปที่จวนตระกูลหลิว…อ้อ! ไม่สิ ตอนนี้คงต้องเรียกว่าจวนตระกูลเฉิงต่างหาก
“บ้านหลังนี้เป็นสินเดิมของข้า เพราะเห็นแก่หน้าของหลิวเยี่ยนไฉจึงเปลี่ยนชื่อเป็นจวนตระกูลหลิว แต่ตอนนี้ข้ากับเขาไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็นเหมือนเดิม”
เฉิงเสวี่ยเวยเห็นเหอจิ่วเหนียงมองป้ายบนประตู จึงอธิบายให้ฟัง
เหอจิ่วเหนียงถาม “ท่านเป็นคนในพื้นที่อยู่แล้ว ครอบครัวพ่อแม่ก็อยู่ที่นี่ หย่ากันแล้วเหตุใดท่านถึงไม่กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ล่ะเจ้าคะ อยู่กับครอบครัวจะได้สดชื่นเบิกบานขึ้นมาหน่อย”
“เฮ้อ ทำไมต้องกลับไปด้วยล่ะ ข้ามีบ้านของตัวเอง อยู่คนเดียวก็สบายดีอยู่แล้ว ถ้าหากคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ก็แค่กลับไปนอนที่นั่นสักสองสามวันเช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ จะได้มีระยะห่างกันบ้าง”
เฉิงเสวี่ยเวยตอบอย่างตรงไปตรงมา แต่ลึกๆแล้วในคำพูดเหล่านั้นกลับแฝงความอึดอัดบางอย่างที่ยากจะเอ่ยออกมา
นางไม่ใช่ลูกคนเดียวของครอบครัว นางยังมีพี่สาวและน้องชายอีกหลายคน และที่สำคัญ พี่น้องของนางก็แต่งงานกันไปหมดแล้ว นางเป็นบุตรสาวที่หย่าร้างกับสามี หากกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านนั้น แม้ในช่วงแรกอาจไม่เกิดปัญหาอะไร แต่เวลานานไปใครจะรู้
ตอนนี้นางยังสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ได้ พี่น้องและสะใภ้ต่างปรองดองกัน พ่อแม่อยู่อย่างสบายใจ นางเองก็พอใจที่ทุกอย่างเป็นเช่นนี้
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า รู้สึกอีกครั้งว่าความคิดของเฉิงเสวี่ยเวยเหมือนกับความคิดของผู้หญิงยุคใหม่ ที่ต้องการอิสระ และใช้ชีวิตอย่างรุ่งโรจน์ในแบบของตัวเอง
ตรงกันข้ามนางเป็นคนยุคสมัยใหม่ที่ขาดครอบครัวอยู่เคียงข้างกาย หลังจากทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ยังชอบอยู่กับครอบครัวมาก มันช่างครึกครื้นยิ่งนัก
ตรงกันข้ามกับเฉิงเสวี่ยเวย เหอจิ่วเหนียงเป็นคนจากยุคสมัยใหม่ที่ขาดครอบครัวอยู่เคียงข้าง หลังจากที่ทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ นางจึงชอบที่จะอยู่กับครอบครัวมาก ความ.อบอุ่นของครอบครัวทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวาและมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
“จากนี้ไปเราก็จะอยู่ด้วยกันแล้ว หากข้ามีเรื่องอะไรจะได้มาหาเจ้าสะดวกขึ้น ยามอู่ก็ยังสามารถเอาของกินมาให้เจ้าได้ด้วย แค่คิดก็มีความสุขมากแล้ว!”
เฉิงเสวี่ยเวยจูงมือเหอจิ่วเหนียงเดินแนะนำสถานที่ให้นางรู้จัก และต้อนรับน้องสาวคนใหม่อย่างจริงใจ
เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้สึกยินดีที่ได้รู้จักสหายคนนี้ นางไม่เคยรู้สึกรำคาญกับคำพูดของเฉิงเสวี่ยเวยเลย
และแล้วเหอจิ่วเหนียงก็เข้าอาศัยอยู่ในบ้านสกุลเฉิงอย่างเป็นทางการ
.......
ทางด้านฉินเจียน ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายที่ห่างออกไปนอกเมืองสิบลี้เพื่อรับลู่ไป่ชวน เมื่อเห็นสภาพของเขาที่ดูเหมือนคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง ฉินเจียนก็โมโหจนไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ เจ้ามีอะไรก็บอกข้ามาสิ ให้ข้าช่วยตามหาไม่ได้หรืออย่างไร! เหตุใดเจ้าถึงยืนกรานจะหาคนเดียว ตกลงมันอย่างไรกันแน่!”
หากสภาพของสหายไม่เป็นเช่นนี้ ฉินเจียนคงต่อยเขาสักหมัดแล้วเป็นแน่
ตกลงกันแล้วว่าจะเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน แต่สุดท้ายมีเรื่องอะไรกลับไม่บอกเขาเลย แบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ดูสิ ออกไปครั้งเดียวกลับมาสภาพเช่นนี้ จะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไร!
ลู่ไป่ชวนกลับเมินเฉย บังคับม้าเดินหน้าอย่างช้าๆ ร่างกายซวนเซไปมาจนจะตกหลังม้าแหล่มิตกแหล่แต่ก็ยังสามารถประคองตัวเองได้ ฉินเจียนหันมองโหลวชง คนถูกมองถอนหายใจพลางส่ายหน้าอย่างระอา
ฉินเจียนเข้าใจทันทีว่าสาเหตุที่ลู่ไป่ชวนเป็นเช่นนี้ เพราะเขาได้รับการยืนยันแล้วว่าครอบครัวของเขาไม่เหลือใครอีก
นึกถึงก่อนหน้านี้ สหายของเขาทุ่มเทอย่างสุดตัวกับภารกิจในหนานไท่เพื่อที่จะได้กลับบ้าน ถึงกับเอาชีวิตเป็นเดิมพัน แต่เมื่อกลับมากลับต้องพบข่าวอันแสนเจ็บปวดว่าครอบครัวของเขาจากไปหมดแล้ว พลันนั้นความรู้สึกสงสารและเห็นใจสหายผู้นี้ก็ท่วมท้นขึ้นในใจราวกับมวลน้ำ
ขมขื่น ชีวิตขมขื่นเกินไปแล้ว
ฉินเจียนตามอยู่ด้านหลังลู่ไป่ชวน หลังจากทนมองท่าทางไร้จิตวิญญาณของสหายแล้ว จึงกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ไป ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอ!”
หลังจากได้พบปะกับเหอจิ่วเหนียงบ่อยๆ ทั้งสองจึงสนิทกันมากขึ้น เขารู้ดีว่าวิชาแพทย์ของนางมีชื่อเสียงในเมืองมาก และเหอจิ่วเหนียงยังบอกอีกด้วยว่า นางสามารถรักษาอาการบาดเจ็บของสหายเขาได้ เขาแทบรอไม่ไหวที่จะส่งสหายผู้นี้ไปที่นั่น
“ไม่ไป”
ลู่ไป่ชวนคล้ายกับเหลือเพียงกายหยาบ ดวงตามองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ราวกับว่าเขาได้จากไปพร้อมกับคนในครอบครัวด้วยแล้วจริงๆ
“เหตุใดเจ้าถึงดื้อเพียงนี้ รักษาตัวเองให้หายก่อนเถอะ อย่างอื่นค่อยว่ากัน!”
ด้วยกลัวว่าเขาจะไม่ได้ยิน ฉินเจียนจึงตะโกนข้างหูเขา
ลู่ไป่ชวนได้ยิน แต่เขาไม่อยากพูดก็เท่านั้น
เขาในตอนนี้ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ไม่อยากรักษาตัว แค่อยากอยู่เงียบๆคนเดียวสักพัก
ฉินเจียนอยากโน้มน้าวเขาอีกครั้ง แต่โหลวชงกลัวว่าเจ้านายของเขาจะอึดอัดเกินไปจึงรีบกล่าว “นายท่านรอง ปล่อยให้นายท่านสามใจเย็นลงกว่านี้ก่อนเถอะขอรับ”
คำเรียกขานที่โหลวชงใช้เรียกเจ้านายทั้งสองเป็นคำที่ใช้ตอนอยู่หนานไท่ พวกเขาในกลุ่มทำภารกิจเรียกกันเช่นนี้จนคุ้นเคยแล้ว โดยมีที่มาจากฉินเจียนเป็นบุตรคนรองของครอบครัว จึงถูกเรียกว่านายท่านรอง ส่วนลู่ไป่ชวนเป็นบุตรคนที่สาม จึงถูกเรียกว่านายท่านสาม เวลาออกไปทำภารกิจใด โหลวชงก็มักจะเรียกพวกเขาว่านายท่านเสมอ
ฉินเจียนรู้สึกเห็นด้วย อย่างไรเสียตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในจิงโจว หากจะเรียกหมอก็สะดวก รอให้ลู่ไป่ชวนกลับมามีสติได้เมื่อไรค่อยพาเขาไปก็แล้วกัน
การออกตามหาครอบครัวลู่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สองนายบ่าวนอนกลางดินกินกลางทรายไม่มีข้าวของใดติดตัว การเดินทางตัวเปล่าด้วยม้าจึงทำให้กลับมาจิงโจวอย่างรวดเร็ว ลู่ไป่ชวนและโหลวชงพักอาศัยอยู่กับฉินเจียนเป็นการชั่วคราว
บ่าวรับใช้เตรียมน้ำอุ่น ลู่ไป่ชวนแช่น้ำอย่างสงบเพียงลำพัง ก้มมองรอยแผลทั่วร่างกายแล้วยิ้มเย้ยหยันตัวเอง
เมื่อก่อนคิดว่ามันเป็นเกียรติ และเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องแว่นแคว้น ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าขัน ราวกับมันกำลังบอกเขาว่า ทุกอย่างที่เขาทำมาทั้งหมด…เป็นเรื่องน่าขัน
จู่ๆ เขารู้สึกถึงความคาวในลำคอ ทันใดนั้นเลือดสีแดงสดก็กระอักออกมาคำโตอย่างไม่อาจควบคุมได้ น้ำในอ่างพลันเปลี่ยนสีไปทั้งอ่าง
บ่าวรับใช้ข้างนอกได้ยินเสียงจึงรีบเข้ามา เมื่อเห็นเหตุการณ์จึงรีบเข้าไปพยุงเขา
“นายท่าน นายท่าน ข้าน้อยจะไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้!”
“ไม่ต้อง”
ลู่ไป่ชวนยิ้มหน้าเศร้า ก้าวออกจากอ่างอาบน้ำ สวมเสื้อคลุมลวกๆแล้วสั่ง “ออกไปเถอะ แล้วอย่าบอกเรื่องนี้กับใคร”
บ่าวรับใช้ลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็รับปากและออกไป
ลู่ไป่ชวนกลับไปนอนที่เตียง เขารู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายใจ ทันทีที่เอนกายนอน ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป
…ในความฝัน เบื้องหน้าเต็มไปด้วยเลือดสีแดง และเสียงร้องไห้โหยหวน
เขานอนหลับอย่างกระสับกระส่าย ปวดศีรษะอย่างรุนแรงราวกับจะระเบิด ในฝันได้ยินเสียงร้องไห้ของท่านแม่ เสียงตำหนิของภรรยา เสียงถอนหายใจของท่านพ่อกับพี่ชาย และความโศกเศร้าเสียใจของญาติพี่น้อง
“ท่านพ่อ ท่านแม่…”
“ข้าเป็นลูกที่อกตัญญูต่อพวกท่าน…”
“ไม่…ไม่…”
เขาไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้ และติดอยู่ในฝันร้ายนั้น มองดูภาพครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานซ้ำไปซ้ำมาซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่กลับทำได้เพียงยืนมอง ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องราวตรงหน้าได้เลย…
......
ในขณะเดียวกัน นางซุนที่อยู่ในหมู่บ้านอันผิงก็มีอาการใจสั่นเช่นกัน หัวใจของนางเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย นางนั่งยองพักหนึ่งแต่ก็ยังไม่หาย
“ท่านแม่!”
เมื่อเห็นเช่นนี้นางหยูก็รีบเข้ามาพยุงนาง
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปเจ้าคะ? ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
ใบหน้าของนางหยูเต็มไปด้วยความกังวล และต้องการพานางซุนไปหาหมอ
“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไร”
นางซุนโบกมือและหายใจเข้าออกช้าๆ แต่ยังรู้สึกพะวงอยู่ในใจ จนพานให้ความรู้สึกหดหู่ตามไปด้วย
“หากน้องสะใภ้สามอยู่ก็คงดี จะได้จับชีพจรตรวจอาการให้ท่านได้ พวกเราก็จะได้สบายใจ”
นางหยูช่วยประคองแม่สามีเข้ามานั่งในห้อง แล้วกล่าว “ท่านแม่ น้องสะใภ้สามอยู่ในเมืองไม่มีเวลากลับมา โก่วเอ๋อร์ยังเด็กต้องคิดถึงแม่ของเขามากแน่ อีกอย่าง อีกสองวันสำนักศึกษาของโก่วเอ๋อร์ก็จะปิดภาคเรียนแล้ว ท่านแม่กับท่านพ่อพาเขาไปเยี่ยมน้องสะใภ้สามในเมืองสักสองวันสิเจ้าคะ จะได้ให้น้องสะใภ้สามตรวจดูอาการให้ท่านด้วย”
ตอนที่ 243: เหตุใดต้องคิดถึงลูกอกตัญญูคนนั้น
คำพูดของนางหยูตรงใจของนางซุน ให้เหอจิ่วเหนียงตรวจร่างกายให้เป็นเรื่องเล็ก แต่ที่สำคัญก็คือ โก่วเอ๋อร์คิดถึงแม่เขาแล้ว
คราวก่อนที่สะใภ้สามกลับมาสองวัน ทำเอาโก่วเอ๋อร์ที่นอนคนเดียวได้มาหลายวันต้องหอบหมอนกับผ้าห่มกลับไปนอนซุกอกมารดาอย่างโหยหา
เด็กคนนี้รู้ความมาก แม้ในใจจะคิดถึงแม่ ก็ไม่เคยร้องงอแง.บอกกับใครเลย ถึงอย่างนั้นหญิงชราก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าหลานชายไม่สบายใจ
อย่างไรตอนนี้ที่บ้านก็มีคนทำงาน นางกับชายชราก็ไม่ต้องมีเรื่องใดให้กังวล พาหลานชายไปหาสะใภ้เล็กสักสองวันคงไม่มีปัญหาอะไร
นางซุนตอบตกลงอย่างไม่ลังเล ทันทีที่เด็กทั้งสี่กลับมาจากสำนักศึกษา นางหยูก็บอกเรื่องนี้กับโก่วเอ๋อร์
“จริงหรือขอรับ ข้าจะได้ไปหาท่านแม่ในเมืองจริงหรือขอรับ?”
ใบหน้าของโก่วเอ๋อร์เต็มไปด้วยความดีใจจนแทบจะปรากฏคำว่าดีใจขึ้นบนหน้าแล้ว
“จริงสิ ป้าจะโกหกเจ้าทำไมล่ะ แต่โก่วเอ๋อร์ ป้ามีเรื่องจะมอบหมายให้เจ้าทำ เจ้าต้องทำให้ได้นะ!”
นางหยูเอื้อมมือไปจิ้มแก้มกลมๆของเขา น่ามันเขี้ยวจริงๆ
“ขอรับ! เรื่องที่ท่านป้ามอบหมาย โก่วเอ๋อร์ทำได้แน่นอนขอรับ!”
เขาตบหน้าอกเล็กๆด้วยความมั่นใจ ท่าทางช่างตลกและน่ารักมาก
นางหยูจึงกล่าว “ท่านย่าของเจ้าไม่สบายนิดหน่อย แต่ไม่ยอมไปหาหมอ เมื่อเจ้าไปถึงเมืองแล้ว อย่าลืมให้แม่ของเจ้าตรวจอาการท่านย่าด้วยนะ พวกเราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
ดวงตาของโก่วเอ๋อร์เบิกกว้าง “ท่านย่าไม่สบายหรือขอรับ?”
นางหยูพยักหน้า “แค่ไม่สบายนิดหน่อยน่ะ ฉะนั้นเจ้าอย่าลืมบอกแม่เจ้าตรวจอาการให้ท่านย่าด้วยนะ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ!”
เด็กน้อยรับปากอย่างแน่นหนัก ก่อนจะวิ่งปรู๊ดไปดูอาการของท่านย่า
ปกติแล้วเมื่อนางซุนเห็นหลานตัวน้อยคนนี้ นางจะยิ้มกว้างและวิ่งเข้าไปอุ้มเขา ทว่าวันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น บอกชัดว่านางไม่สบายจริงๆ เมื่อเห็นโก่วเอ๋อร์นางก็เพียงยิ้ม “กลับมาแล้วก็ไปล้างมือก่อน ประเดี๋ยวจะได้มากินข้าว”
โก่วเอ๋อร์กลับไม่ไป เขาเดินไปจับมือท่านย่าแล้วถาม “ท่านย่า ท่านย่าไม่สบายหรือขอรับ?”
“เปล่าหรอก อย่าฟังป้าของเจ้าเลยนะ ย่าสบายดี พรุ่งนี้เช้าจะพาเจ้าไปหาแม่เจ้าดีหรือไม่?”
“ขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์รู้ว่านางซุนไม่สบายแน่ๆ แต่ตอนนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ รอให้เจอท่านแม่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ฝีมือการรักษาของท่านแม่เก่งกาจเพียงนั้น ต้องรักษาท่านย่าหายแน่นอน!
กลางคืนยามเข้านอน ผู้เฒ่าลู่รู้สึกว่านางซุนผิดปกติไป เมื่อดูก็พบว่าภรรยากำลังแอบนอนร้องไห้อยู่
“ยายเฒ่า อยู่ดีๆเหตุใดถึงร้องไห้เช่นนี้ล่ะ หรือน้อยเนื้อต่ำใจเรื่องอะไร?”
ชายชราสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงบ่ายว่านางซุนดูซึมไปเล็กน้อย แต่ด้วยความที่ครอบครัวใหญ่เช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะถามต่อหน้าลูกๆหลานๆ ตอนนี้เห็นนางซุนร้องไห้จึงยิ่งแน่ใจว่ามีเรื่องบางอย่างเป็นแน่
“ไม่ได้เป็นอะไร แค่อยู่ดีๆก็นึกถึงเจ้าสามมัน ก็เลยไม่สบายใจนิดหน่อย”
นางซุนปาดน้ำตา เมื่อวานนางใจสั่นแปลกๆ และจู่ๆก็คิดถึงเจ้าสามขึ้นมา
ดังคำกล่าวที่ว่า ผู้เป็นแม่ย่อมเป็นห่วงยามที่ลูกอยู่ห่างบ้าน จวบจนวันนี้ก็เข้าสู่ปีที่สี่แล้วที่บุตรชายของนางจากบ้านไป จะเป็นตายเช่นไรบ้างก็ไม่รู้ นางทุกข์ใจมาก
“อยู่ดีๆ จะไปนึกถึงเจ้าลูกอกตัญญูนั่นด้วยเหตุใดกัน ถือซะว่าเราไม่เคยมีลูกชายคนนั้นซะเถอะ!”
แม้จะพูดจารุนแรงขนาดนี้ แต่ความจริงแล้วผู้เฒ่าลู่เองก็คิดถึงบุตรชายมาก ทว่าไร้ข่าวคราวของเขามานานหลายปีแล้ว ต้องเกิดเคราะห์ร้ายกับเขาไปแล้วเป็นแน่ เช่นนั้นคนที่ยังอยู่ก็ต้องก้าวเดินต่อไป เขาจึงบังคับตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องเหล่านั้น แค่อยู่กับภรรยา ใช้ชีวิตวัยชราอย่างสงบสุข
นางซุนเองก็เข้าใจเจตนาของสามี แม้ไม่เต็มใจที่จะยอมรับ แต่ในใจลึกๆ ก็เชื่อว่าเจ้าสามจากไปแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นนางก็คงไม่พยายามหาสามีใหม่ให้สะใภ้สาม
ทว่าจู่ๆ นางกลับเกิดความรู้สึกบางอย่าง…รู้สึกว่าเจ้าสามอาจยังมีชีวิตอยู่
นางจับมือชายชราแล้วกล่าวทั้งน้ำตา “ข้ารู้สึกได้ว่าเจ้าสามยังไม่ตาย แต่แค่หาพวกเราไม่เจอ”
ผู้เฒ่าลู่รู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ยังปลอบหญิงชรา “การมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งที่ดี ด้วยความสามารถของเขา เขาไม่มีทางลำบากแน่ เพียงแต่ในโลกความเป็นจริงนี้ การที่เราจะได้เจอกันอีกครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ชายชราเอ่ยจบก็ทอดถอนใจ ตอนที่ออกจากบ้านในคราวนั้น เขาทิ้งข้อความถึงเจ้าสามบอกว่าพวกเขากำลังจะไปตั้งหลักกันที่อันโจว แต่ระหว่างทางกลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น พวกเขาจำต้องมาที่จิงโจว ต่อให้เจ้าสามกลับบ้านไปก็คงไปตามหาพวกเขาไปที่อันโจวแน่ เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกตนเปลี่ยนเส้นทางมาที่จิงโจว
ยิ่งไปกว่านั้น จิงโจวกว้างใหญ่มาก แม้รู้ แต่ก็ไม่อาจหาเจอได้ง่ายๆ
อย่างไรเขาก็ไม่กล้าคิดเลยว่าครอบครัวจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันด้วยซ้ำ
คำพูดของสามีปลอบใจนางซุนได้ไม่น้อย ในบรรดาลูกชายทั้งสาม เจ้าสามมีความสามารถที่สุดแล้ว ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ชีวิตเขาจะไม่ลำบากแน่นอน
“ลำบากก็แค่สะใภ้สามกับโก่วเอ๋อร์”
นางถอนหายใจออกมา แล้วกล่าวต่อ “พรุ่งนี้พวกเราไปในเมือง ข้าจะหาดูว่ามีใครที่คู่ควรกับสะใภ้สามหรือไม่ หาคนที่เหมาะสมและคู่ควรกับนาง เช่นนี้ข้าถึงจะรู้สึกผิดต่อนางน้อยลงบ้าง นางเป็นคนมีความสามารถ จะรั้งนางให้อยู่ในครอบครัวชาวนาธรรมดาของเราได้อย่างไร”
ผู้เฒ่าลู่ลำบากใจเล็กน้อย “ถึงแม้เจ้าจะคิดเช่นนี้ แต่ข้าก็ไม่เห็นว่าสะใภ้สามจะคิดนะ อย่างไรเราก็ต้องถามความต้องการของนางก่อน อีกอย่าง หากนางไม่ยอมแต่งงานใหม่ อยู่ในครอบครัวเรา ครอบครัวเจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็สามารถช่วยเหลือพวกนางสองแม่ลูกได้อย่างดีแน่นอน”
นางซุนเห็นว่าเขาพูดมีเหตุผลจึงพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากตระหนักได้เช่นนี้ หัวใจของนางซุนก็ผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย นางดับตะเกียงไฟและเข้านอน เช้าวันรุ่งขึ้น นางหยูเตรียมอาหารสำหรับกินระหว่างทางไว้ให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว ลู่จิ้งซวนเป็นคนบังคับรถม้า ทั้งสี่ออกเดินทางมุ่งสู่เมืองหลัก
ตลอดทาง โก่วเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เขาเป็นห่วงสุขภาพของนางซุนอยู่ตลอดเวลา นั่งอยู่ข้างๆนางอย่างเชื่อฟัง และเล่าเรื่องตลกบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ทั้งสองผู้เฒ่ายิ้มและหัวเราะ
เมื่อเห็นหลานชายเช่นนี้แล้ว ต่อให้เศร้าใจมากเพียงใด ทุกอย่างก็มลายหายไปได้
เหอจิ่วเหนียงเคยบอกที่อยู่โรงหมอไว้แล้วหลายครั้ง อีกทั้งก่อนหน้านี้ครั้นลี้ภัย ครอบครัวพวกเขาก็เคยพักอยู่ในเมืองหลักมาแล้วคืนหนึ่ง ลู่จิ้งซวนค่อนข้างแม่นยำในเรื่องเส้นทาง หลังจากถามผู้คนแถวนั้นสองสามคนจนแน่ใจ รถม้าครอบครัวลู่ก็มาถึงประตูโรงหมออวี้หยวน
“ไอ้หยา! สมกับที่เป็นศูนย์กลางของจิงโจว เจริญรุ่งเรืองมากจริงๆ! แตกต่างจากตอนที่พวกเรามาถึงอย่างสิ้นเชิงเลย!”
ผู้เฒ่าลู่ทอดถอนใจ ชื่นชมทุกอย่างที่เห็น แต่อันที่จริงเขากำลังเบี่ยงเบนความสนใจของหญิงชราอยู่
นางซุนน่ะหรือจะรู้ไม่ทันเจตนาของสามี แต่นางก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “นั่นสิ ครั้งก่อนผู้ลี้ภัยเข้ามา เมืองจึงวุ่นวายนิดหน่อย ตอนนี้เป็นปกติแล้ว ทุกซอกทุกมุมมีชีวิตชีวามาก! ต่อไปพวกเราจะมาทำการค้าที่นี่!”
“ยายเฒ่า ความจำเจ้าไม่ดีเอาซะเลยนะ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสะใภ้สามร่วมทำการค้ากับเศรษฐีในเมืองแล้วน่ะ เราทำการค้าในเมืองแล้วต่างหาก!”
ผู้เฒ่าลู่มองมางซุนอย่างภาคภูมิใจ นางซุนจึงนึกขึ้นได้ นางเอามือตบหน้าผากตัวเองเบาๆ “จริงด้วย เป็นจริงอย่างที่เจ้าว่า!”
โก่วเอ๋อร์เคยมาที่โรงหมออวี้หยวนแล้ว หลังลงจากรถม้าเขาก็วิ่งเข้าไปหาท่านแม่ทันที แต่กลับไม่เจอ เมื่อเห็นซ่งฉือจึงวิ่งไปจับต้นขาของเขา “ท่านอาซ่ง เห็นท่านแม่ข้าหรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่ 244: ยายเฒ่าเลอะเลือนไปแล้ว
ซ่งฉือที่กำลังบอกข้อควรระวังกับเด็กผู้ช่วยในโรงหมออยู่ จู่ๆ มีคนพรวดเข้ามากอดขาตัวเองก็ชะงักไป เมื่อก้มมองก็พบว่าเป็นบุตรชายของเหอจิ่วเหนียง
“อวี้เอ๋อร์ เจ้ามาได้อย่างไร?”
ซ่งฉือยิ้มและก้มลงไปอุ้มเขา
โก่วเอ๋อร์ประทับใจซ่งฉือมาก เขายิ้มจนตาปิดแล้วชี้ไปยังคนสามคนที่กำลังเดินตามเข้ามา จากนั้นจึงแนะนำให้เขารู้จักทีละคน
“นี่คือท่านปู่ ท่านย่า และท่านลุงใหญ่ของข้าขอรับ พวกเรามาเยี่ยมท่านแม่ขอรับ!”
“ที่แท้ก็เป็นท่านลุงท่านป้าและพี่ใหญ่ลู่นี่เอง หมอเหอไปออกตรวจโรคข้างนอกขอรับ อีกเดี๋ยวก็กลับมา ทุกท่านนั่งพักดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อนนะขอรับ”
ซ่งฉืออุ้มโก่วเอ๋อร์ไม่วาง และสั่งให้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอไปยกน้ำชากับขนมมาให้พวกเขา
“อวี้เอ๋อร์ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือน เจ้าจ้ำม่ำขึ้นไม่เบาเลยนะ!”
ซ่งฉือคะเนน้ำหนักของเด็กในอ้อมแขน แม้ปากจะกล่าวเช่นนี้ แต่ใบหน้ากลับยิ้มอย่างอ่อนโยน เห็นชัดว่าเขาชอบโก่วเอ๋อร์มากจริงๆ
“ฮิๆๆ ก็ท่านอาสะใภ้ใหญ่ของข้าทำอาหารอร่อยนี่ขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ตบท้องกลมป่องของตนเอง แล้วเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากนั้นไม่นานหมอผู้เฒ่าซ่งก็ออกมา เมื่อเห็นแขกที่มาเยือนก็รีบเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น นางซุนและผู้เฒ่าลู่ขอบคุณพวกเขาด้วยความเกรงใจที่ดูแลเหอจิ่วเหนียงเป็นอย่างดี ทั้งสองฝ่ายนั่งพูดคุยกันอย่างเบิกบาน
ได้รู้ว่าพวกเขาเดินทางกันมาตั้งแต่เช้าและยังไม่ได้กินข้าว หมอซ่งจึงบอกว่าจะพาพวกเขาออกไปกินข้าวข้างนอกอย่างไม่รีรอ ผู้เฒ่าลู่ปฏิเสธ อยากรอเหอจิ่วเหนียงกลับมาแล้วไปกินด้วยกัน
หมอซ่งก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ “เช่นนั้นก็ดื่มชากินขนมรองท้องกันก่อนนะ ข้าจะส่งคนไปบอกหมอเหอ ให้นางรีบกลับมาเร็วๆ”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ท่านหมอซ่งเกรงใจเกินไปแล้ว พวกเราแค่มาเยี่ยมนางก็เท่านั้น ไม่ได้มีธุระสำคัญอะไร งานของลูกสะใภ้สำคัญกว่า!”
ผู้เฒ่าลู่โบกมือพลางกล่าว ไม่อยากให้ทุกคนต้องมาเสียเวลาทำงานเพราะพวกเขา
ลู่จิ้งซวนสำทับ “ใช่ขอรับ พวกเรากินอาหารที่เตรียมมาจากบ้านระหว่างทางแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่หิวเท่าไร ท่านหมอซ่งทำงานต่อเถอะขอรับ พวกเรานั่งรอตรงนี้ได้”
หมอซ่งจึงวางใจลง มีคนป่วยใหม่เข้ามาพอดี เขาจึงขอตัวไปทำงาน
ขณะเดียวกันพ่อค้าขายสมุนไพรนำสมุนไพรใหม่มาส่ง ซ่งฉืออุ้มโก่วเอ๋อร์ออกไปรับของ ลู่จิ้งซวนหวนคิดถึงสมุนไพรของที่บ้าน อีกไม่นานก็จะขายได้แล้ว เลยอยากรู้ว่าปกติคนมักจะนำสมุนไพรชนิดใดมาขายบ้างจึงตามไปดู
เหลือเพียงผู้เฒ่าลู่และนางซุนที่หันมองหน้ากันอย่างเงียบๆ
นางซุนถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ไม่รู้ว่าหมอซ่งน้อยนี่แต่งงานหรือยัง ข้าว่าเขาดีกับโก่วเอ๋อร์มากนะ หรือว่าเขาจะคิดอะไรกับสะใภ้สาม?”
ชายชราลู่ “…”
เขารู้สึกว่าช่วงนี้ยายเฒ่าเลอะเลือนไปแล้ว เห็นใครก็คิดว่าเขาชอบสะใภ้สามหมด
ใช่ เขายอมรับว่าสะใภ้สามของพวกเขาเพียบพร้อมทุกด้าน ทั้งรูปร่างหน้าตา รู้วิชาแพทย์ วาดภาพเก่ง มีหัวการค้า ทั้งยังประดิษฐ์จักรเย็บผ้าได้อีกด้วย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่เจอนางจะต้องชอบนางหมดกระมัง
นางซุนไม่สนว่าคนข้างๆ ตั้งใจฟังตนหรือไม่ นางยังคงวิเคราะห์ต่อไป “หมอซ่งน้อยคนนี้ก็นับว่าหน้าตาดี มีความสามารถ ภูมิหลังครอบครัวก็ไม่ธรรมดา เข้ากับโก่วเอ๋อร์ได้ดีด้วย นิสัยก็อ่อนโยน ข้าว่าเขานี่ใช้ได้เลยทีเดียว…”
ขณะที่นางซุนกำลังทำการตรวจสอบเป้าหมายอยู่นั้น เหอจิ่วเหนียงก็กลับมา นางดีใจมากที่เห็นพวกเขามาหา โก่วเอ๋อร์ถึงกับไถลตัวลงจากอ้อมแขนซ่งฉือ รีบวิ่งไปหาแม่ของตนเองทันที
แม้ว่าตอนนี้เจ้าตัวเล็กจะขาวอวบอ้วนแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังอุ้มเขาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
เหอจิ่วเหนียงจะพาครอบครัวไปรับประทานอาหารจึงชวนซ่งฉือสองพ่อลูกไปด้วย แต่ทั้งสองรู้ถึงความเหมาะสมจึงปฏิเสธ
ขณะที่ครอบครัวลู่กำลังจะออกไป ก็เจอกับฉินเจียนที่พุ่งพรวดเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“น้องสะใภ้ น้องสะใภ้ รีบหยิบกล่องยาตามข้ามาเร็วเข้า เอ๊ะ! ท่านลุง ท่านป้า! พวกท่านก็มาในเมืองด้วยหรือขอรับ?”
ดวงตาของฉินเจียนเปล่งประกายยินดี และเขาก็ลืมเรื่องที่ตนกระหืดกระหอบมาที่นี่ไปทันที ทักทายพวกเขาอย่างตื่นเต้น จากนั้นก็ชวนพวกเขาไปกินข้าวด้วยกัน
พวกผู้เฒ่าลู่เองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้พบฉินเจียนที่นี่ ฤกษ์งามยามดีที่ได้พบกันอีกครั้ง พวกเขาจึงเดินทางไปที่หอสุราด้วยความสุขใจ
ฉินเจียนอุ้มโก่วเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขนตลอด หลังจากสั่งอาหารเสร็จยังถามทุกคนว่าพวกเขาแพ้อาหารอะไรหรือไม่ หรืออยากกินสิ่งใดเป็นพิเศษ
จากนั้นยังอุ้มโก่วเอ๋อร์ออกไปเดินเล่น และซื้อขนมของเด็กให้เขา ดูแลทุกคนในครอบครัวลู่อย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง
นางซุนเหลือบมองสามีของตนอย่างมีเลศนัยอีกครั้ง เป็นแววตาที่ชัดเจนไม่มีปิดบัง พร้อมกระซิบ “คนนี้ก็ไม่เลว!”
ผู้เฒ่าลู่ “…”
เขาไม่เข้าใจเลย เมื่อคืนก็บอกอยู่ว่าควรถามความเห็นจากสะใภ้สามก่อน แต่ตอนนี้นี่อย่างไรกัน อยากให้สะใภ้สามแต่งงานใหม่จนแทบอดใจรอไม่ไหว ตกลงนางคิดอย่างไรกันแน่
“ท่านพ่อท่านแม่ ไหนๆก็มาแล้ว พวกท่านพักอยู่ที่นี่สักช่วงดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าจะซื้อบ้านเล็กๆสักหลัง พวกเรามีบ้านในเมืองไว้สักหลังก็ไม่เสียหาย”
หากลำพังแค่ตัวนาง การพักอาศัยอยู่ที่บ้านของเฉิงเสวี่ยเวยย่อมไม่เป็นปัญหา แต่หากครอบครัวของนางมา จะพาพวกเขาไปพักที่นั่นด้วยก็คงไม่สะดวก ต่อให้เฉิงเสวี่ยเวยจะยินดี แต่ภายในใจพวกเขาก็คงรู้สึกไม่สบายใจ
นางซุนโบกมือปัด “เจ้าจะสิ้นเปลืองเงินไปทำไมกัน พวกเราแค่ถือโอกาสช่วงหยุดเรียนพาโก่วเอ๋อร์มาเยี่ยมเจ้า พรุ่งนี้ก็กลับแล้ว อีกอย่างก็ใช่ว่าจะอยู่ในเมืองตลอด ซื้อบ้านทิ้งไว้ไม่มีคนอยู่ก็เสียดาย เก็บเงินไว้เถอะ อนาคตยังต้องใช้เงินอีกมาก”
ฉินเจียนได้ยินดังนั้นก็กล่าวขึ้นทันที “ไม่จำเป็นต้องซื้อขอรับ ไม่ต้องซื้อ ข้ามีบ้านหลังเล็กๆที่นี่อยู่สองหลัง ทุกวันนี้ใช้อยู่แค่หลังเดียว อีกหลังยังว่าง ถ้าหากครอบครัวมาในเมืองก็ไปพักที่นั่นได้ตลอด ประเดี๋ยวข้าจะพาพวกท่านไปดูขอรับ”
“ไอ้หยา ไม่ต้องหรอก ไม่ต้อง พวกเรามาอยู่แค่ไม่กี่วัน พักที่โรงเตี๊ยมก็ได้ ไม่ต้องยุ่งยากหรอกนะ!”
นางซุนประทับใจในน้ำใจของชายหนุ่มแต่ก็ต้องโบกมือปฏิเสธ แม้ในใจจะมองว่าฉินเจียนเป็นคนดี แต่ก็ไม่อาจรับข้อเสนอนี้ได้
ให้ไปอยู่บ้านคนอื่นเขา พวกนางคงไม่สบายใจ
“ไม่มีปัญหาเลยขอรับ ท่านป้า ครอบครัวพวกท่านคือผู้มีพระคุณของข้า พวกท่านให้ชีวิตใหม่กับข้าอีกครั้ง ข้าฉินเจียนไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง นับจากนี้ไปข้าจะขอกตัญญูต่อพวกท่านเสมือนพ่อแม่แท้ๆของข้า เช่นนั้นลูกคนนี้เตรียมที่อยู่ให้พ่อแม่พี่น้องก็นับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วขอรับ!”
ฉินเจียนรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับครอบครัวลู่มาก และยังรู้สึกว่าคนครอบครัวนี้หน้าตาคุ้นเคยยิ่งนัก อีกอย่าง เพราะมีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ เขาย่อมต้องดูแลเป็นอย่างดี ถึงอย่างไรตนและพวกเขาก็อยู่ในจิงโจว ใช้โอกาสนี้ดูแลพวกเขาให้ดีให้สมกับเป็นการตอบแทนบุญคุณ
“คุณชายฉิน เกรงใจเกินไปแล้ว ครอบครัวของเราไม่ได้ทำอะไรเลย อีกอย่างที่ครอบครัวของข้าสามารถตั้งหลักในจิงโจวได้ตอนนี้ก็เพราะเจ้าที่ช่วยเหลือ น้ำใจครั้งนี้พวกเราไม่อาจรับไว้ได้จริงๆ”
ผู้เฒ่าลู่รู้สึกเกรงใจมาโดยตลอดที่ตอนนั้นรับเงินฉินเจียนมา ทั้งยังรับป้ายคำสั่งของเขามาอีก หากจะให้ไปอาศัยอยู่ในบ้านเขาอีกละก็ เขาเกรงใจจนวันตายแน่ๆ
พวกเขารับรู้ถึงน้ำใจและความหวังดีของฉินเจียน แต่พวกเขาไม่อาจรับมาได้อีกแล้ว ระหว่างพวกเขาไม่มีสิ่งใดติดค้างกันตั้งนานแล้ว
เหอจิ่วเหนียงฟังฉินเจียนและผู้เฒ่าลู่เกรงใจกันไปมาพร้อมกับเล่นกับลูกชายไปด้วย จู่ๆ ลู่จิ้งซวนก็หันมาพูดกับนางด้วยความจริงจัง
“น้องสะใภ้สาม เมื่อครู่ข้าเห็นโรงหมออวี้หยวนรับซื้อสมุนไพร ข้าคิดว่าคุณภาพยังไม่ดีเท่ากับสมุนไพรของบ้านเราเลย แต่หมอซ่งน้อยบอกว่านี่ถือเป็นสมุนไพรที่มีคุณภาพแล้ว เจ้าว่าถ้าหากเอาสมุนไพรของพวกเรามาขาย จะขายได้ราคาสูงหรือไม่?”
ตอนที่ 245: ให้เป็นสินเดิมของท่านแม่
ขณะพูดไปลู่จิ้งซวนก็ถูมือไปมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายวิบวับ
ก่อนหน้านี้ครอบครัวลู่เคยขายสมุนไพรมาก่อน แต่ไปเก็บมาจากบนภูเขาทั้งสิ้น คุณภาพมีทั้งดีและไม่ดีแตกต่างกันไป แต่ตราบใดที่นำมาแปรรูปให้ดี ก็สามารถนำมาขายได้ในราคาสูง
ตอนนี้ที่บ้านปลูกสมุนไพรนานาชนิดไว้ไม่น้อย ตั้งใจดูแลอย่างดีมาตลอด ทำให้สมุนไพรเหล่านั้นมีคุณภาพดีมาก ไม่มีศัตรูพืชแม้แต่น้อย ดีกว่า สมุนไพร ‘คุณภาพสูง’ ที่มีในท้องตลาดตอนนี้เสียอีก ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะขายไม่ได้
แต่จะขายได้ราคาเท่าไร นี่แหละคือปัญหา
“พี่ใหญ่วางใจได้เจ้าค่ะ ขอเพียงสมุนไพรของเราคุณภาพดี เรื่องราคาท่านหมอซ่งให้พวกเราอย่างเป็นธรรมแน่นอน อีกอย่าง ในจิงโจวมีโรงหมอที่รับซื้อสมุนไพรตั้งหลายแห่ง ไม่ได้มีแค่ที่เดียว ถ้าหากที่โรงหมอของท่านหมอซ่งรับไม่หมดก็เอาไปขายให้ที่อื่นได้ เรื่องสมุนไพรพวกนี้ไม่ต้องกังวลเลยเจ้าค่ะว่าจะขายไม่ได้”
นางไม่เคยกังวลเรื่องการค้าสมุนไพรของที่บ้านเลย ในยุคนี้สมุนไพรล้ำค่าดั่งหยก ไม่ว่าขายที่ไหนก็สามารถขายได้ และนี่ก็คือเหตุผลหลักที่นางสนับสนุนให้ปลูกสมุนไพรในตอนนั้น
“อืม ได้ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว ในเมื่อสามารถทำรายได้เพิ่มให้กับครอบครัวได้ เช่นนั้นข้าจะยังไม่ออกไปไหน อยู่ทำการค้าสมุนไพรให้มั่นคงก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันอีกที”
เดิมทีลู่จิ้งซวนตั้งใจจะประกอบอาชีพช่างทองตามความฝันที่เคยวาดไว้ เขากำลังคิดจะออกไปตามหาอาจารย์สักท่านคารวะเป็นศิษย์ แต่เมื่อเห็นว่าในบ้านยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย เขาจึงพับเก็บความตั้งใจของตัวเองไว้ก่อน
“เจ้าอยากทำสิ่งใดก็ไปทำตามที่เจ้าอยากทำเถอะ ในบ้านยังมีครอบครัวเจ้ารอง ไม่ต้องห่วง”
นางซุนกล่าวด้วยท่าทางไร้กังวล สถานการณ์ภายในบ้านตอนนี้นางพึงพอใจมากแล้ว บุตรชายอยากทำสิ่งใดก็ให้ไปทำอย่างวางใจได้เลย
อาหารมื้อนี้ทุกคนกินอย่างมีความสุข แม้จะเป็นครั้งแรกที่หญิงชายชราลู่ทั้งสองได้กินอาหารในหอสุราดีๆเช่นนี้ แต่เพราะทุกคนล้วนเป็นคนกันเองจึงไม่ได้รู้สึกขัดเขินอะไร ถึงขั้นยังคิดว่า รอหลังจากสะใภ้ใหญ่เรียนทำอาหารจบแล้ว มาเปิดหอสุราในเมืองก็ไม่เลวเลย
หลังจากกินเสร็จ ไม่ว่าอย่างไรคนครอบครัวลู่ก็ไม่ยอมไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านฉินเจียน สุดท้ายจึงไปส่งพวกเขาพักที่โรงเตี๊ยม
จนจะกลับแล้ว ในที่สุดฉินเจียนก็นึกสาเหตุที่เขามาหาเหอจิ่วเหนียงขึ้นได้
อา… ให้ตายสิ! เกือบลืมไปแล้ว!
ชายผู้มาพร้อมเรื่องด่วนในตอนแรกจึงรีบลากเหอจิ่วเหนียงไปคุยอีกทางด้านหนึ่ง
“น้องสะใภ้ สหายที่ข้าเล่าให้เจ้าฟังตอนนี้เขากลับมาแล้ว อาการไม่ดีเลย อาการบาดเจ็บดูเหมือนจะแย่ลงกว่าเดิม ซ้ำร้ายตอนนี้เขาดันประสบกับเรื่องสะเทือนใจอีก สภาพจิตใจเองก็ย่ำแย่ ตอนนี้ยังไม่ยอมไปหาหมอ เจ้าเขียนเทียบยาให้เขาหน่อยได้หรือไม่ อย่างน้อยให้อาการเขาคงที่สักหน่อยแล้วค่อยว่ากัน”
เรื่องพวกนี้สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ขอเพียงนางรู้อาการคร่าวๆของผู้ป่วย การเขียนเทียบยาให้เพื่อบรรเทาอาการก็นับว่าเป็นเรื่องง่าย
“ท่านรอประเดี๋ยว ข้าจะไปเอากระดาษกับพู่กันมา”
นางไปขอกระดาษกับพู่กันจากเด็กผู้ช่วย และสอบถามอาการเบื้องต้นจากฉินเจียน ก่อนจะเขียนเทียบยา
“พี่ใหญ่ฉิน ใช้เทียบยานี้แล้วต้องงดสุรานะเจ้าคะ ที่ท่านเล่ามาช่วงนี้สภาพจิตใจของเขาไม่ค่อยดี ไม่แน่อาจใช้สุราคลายความกลุ้มใจก็ได้ ท่านต้องให้คนคอยจับตาดูเขาให้ดี ถ้าเขาดื่มสุราละก็ สิ่งที่ท่านทุ่มเทมาทั้งหมดมันจะสูญเปล่า”
ได้ยินดังนั้น ฉินเจียนก็ตระหนักขึ้นทันที “เมื่อคืนเขายังดื่มสุราอยู่เลย! ข้าห้ามเขาก็ห้ามไม่ได้!”
เหอจิ่วเหนียงไหวไหล่ “เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วว่าจะจัดการเขาอย่างไร ถ้าเขาไม่รักชีวิตตัวเองข้าก็ช่วยไม่ได้”
ฉินเจียนตอบทันที “ได้ กลับไปข้าจะเอาสุราไปแอบให้หมด กำชับคนในจวนไม่ให้เขาดื่มเด็ดขาด! เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนล่ะ”
เขากำหมัดแน่นเดินจากไปทันที
ครอบครัวมาหาเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงย่อมนอนที่โรงเตี๊ยมกับครอบครัวอยู่แล้ว จึงให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมไปแจ้งที่บ้านตระกูลเฉิง เฉิงเสวี่ยเวยจะได้ไม่ต้องรอ
แม้ตอนนี้จะมีเงินแล้ว แต่สองชายหญิงชราก็ยังเคยชินกับการประหยัดอดออม และไม่อยากให้เหอจิ่วเหนียงต้องจ่ายเงินเยอะ ดังนั้นจึงจองแค่สองห้อง ผู้เฒ่าลู่และลู่จิ้งซวนห้องหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงกับแม่สามีและบุตรชายห้องหนึ่ง
ทันทีที่เข้ามาในห้อง โก่วเอ๋อร์ก็จับมือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าว “ท่านแม่ ท่านป้าใหญ่บอกว่าท่านย่าไม่สบายขอรับ ท่านแม่ตรวจให้ท่านย่าหน่อยสิขอรับ”
นางซุนได้ยินก็หันไปถลึงตาใส่เด็กน้อย “พูดจาเหลวไหล ย่าสบายดีไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย”
“ท่านย่าโกหก ท่านย่าป่วย ระหว่าทางข้าก็เห็นว่าท่านไม่สบาย!”
โก่วเอ๋อร์พูดจาฉะฉานเสียจนไม่ให้โอกาสนางซุนได้เถียงเลย
เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำพูดบุตรชายก็จับมือนางซุนมาตรวจชีพจรอย่างไม่รีรอ นางซุนขัดขืนไม่สำเร็จจึงได้แต่นั่งให้นางตรวจโดยดี เพียงแต่ปากยังคงบ่นอุบ “ข้ากินได้นอนหลับปกติ จะป่วยอะไรล่ะ เจ้าอย่าไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของพี่สะใภ้ใหญ่เจ้าเลย”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร ตรวจชีพจรเสร็จยังตรวจลิ้นกับตาของนางอย่างละเอียด ก่อนจะกล่าว “ไม่มีปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาเล็กๆกลับมีเต็มไปหมด ท่านอายุเยอะแล้ว ในบ้านก็มีผู้ช่วยตั้งมากมาย มีเรื่องอะไรแค่สั่งก็ได้แล้ว จะต้องทำเองทำไมกันเจ้าคะ ท่านทำเช่นนี้ ตัวเองจะเหนื่อยแถมยังพักผ่อนไม่เพียงพออีก”
โดนลูกสะใภ้บอกว่าตนเองแก่เช่นนี้ นางซุนก็ไม่พอใจเล็กน้อย “ข้าอายุยังน้อยอยู่เลย! เพิ่งจะสี่สิบเอง!”
เป็นจริงเช่นนั้น อายุเลขสี่ในยุคสมัยใหม่นับว่ายังเด็กมาก แต่ในยุคโบราณ อายุเช่นนี้เป็นปู่เป็นย่าแล้ว หลายปีก่อนบ้านลำบากยากจน ทั้งชายและหญิงล้วนต้องออกไปทำงานหนัก ร่างกายก็เลยทรุดโทรมตั้งแต่ตอนนั้น
และเป็นเพราะหลังจากมาตั้งหลักที่จิงโจวได้ ได้กินอาหารครบครันทุกวัน หญิงชายชราทั้งสองก็ไม่ต้องทำงานหนักในไร่นาแล้ว จึงได้บำรุงร่างกายให้ดีขึ้น
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ใช่ๆๆ ท่านยังไม่แก่ แค่ต้องบำรุงร่างกายดีๆ โดยเริ่มจาก.ลดงานหนักๆลง เรื่องในบ้านก็ให้คนหนุ่มสาวทำแทน”
นางซุนทำปากงุบงิบ “ก็อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำนี่”
เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านแม่ ที่ข้าบอกว่าอยากซื้อบ้านในเมืองหลัก ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะเจ้าคะ ข้าคิดเอาไว้นานแล้ว ก่อนหน้านี้ติดปัญหานิดหน่อย ไม่อย่างนั้นตอนที่พาโก่วเอ๋อร์มาด้วยครั้งก่อนข้าซื้อไปแล้ว ตอนนี้ข้าตรวจโรครักษาผู้ป่วยอยู่ที่นี่ มาอยู่รอบนี้ก็ปาเข้าไปครึ่งเดือนแล้ว เวลาผ่านไปนานความสัมพันธ์ของข้ากับโก่วเอ๋อร์จะเกิดช่องว่างได้ ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าจะพาโก่วเอ๋อร์มาเรียนที่นี่ หากท่านพ่อท่านแม่อยู่บ้านเบื่อๆ ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศได้ จะได้อยู่เป็นเพื่อนโก่วเอ๋อร์ด้วย คนที่บ้านมาทำการค้าที่นี่ก็จะได้มีที่พัก”
แม้นางจะพึงพอใจกับอาจารย์อย่างคังซิ่วไฉมาก แต่เพราะหน้าที่การงานของตนเองไม่อาจอยู่ในอำเภอได้ตลอด ตอนนี้ก็มีกิจการในเมืองแล้ว ทั้งอาการป่วยของเจียงรั่วหย่าก็ต้องใช้เวลาในการรักษา นางไม่สะดวกกลับไปได้บ่อยๆอีก
พิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว ตอนนี้เรื่องซื้อบ้านในเมืองไม่อาจประวิงเวลาได้อีกต่อไป
นางซุนจมอยู่กับความคิดตัวเองพักใหญ่ ก่อนจะกล่าว “เช่นนั้นเดี๋ยวข้ากลับไป จะรวบรวมเงินมาซื้อก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ” น้อยนักที่เหอจิ่วเหนียงจะจับมือนางซุนด้วยความจริงจังเช่นนี้ “ข้ามีเงิน ไม่ต้องให้ทุกคนควักเงินมาจ่ายด้วยกัน หลังจากซื้อมาข้าจะใส่ให้เป็นชื่อโก่วเอ๋อร์ ถือเป็นทรัพย์สินที่ข้าสร้างให้เขาเจ้าค่ะ ส่วนคนในบ้านจะมาอยู่เมื่อไรก็ได้ พวกเราครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจเจ้าค่ะ”
นางซุนเหลือบมองด้วยความระอา “เจ้ามีคำตอบแล้ว แล้วจะมาบอกเรื่องพวกนี้กับข้าด้วยเหตุใดกัน?”
“ฮิๆๆ ก็แค่อยากปรึกษากับผู้อาวุโสสักหน่อยอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงคล้องแขนออดอ้อนนางซุน โก่วเอ๋อร์เดินเข้ามา และพูดประโยคที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตกตะลึง
“ท่านแม่ ข้าไม่เอา ใส่เป็นชื่อท่านแม่เถอะขอรับ เก็บไว้เป็นสินเดิมของท่านแม่!”
ตอนที่ 246: ลู่ไป่ชวนถามหามารยาท
เหอจิ่วเหนียงอึ้ง “…”
สินเดิมอะไรกัน?
โก่วเอ๋อร์วางท่าราวกับเป็นผู้ใหญ่ ยืดอกตรง ไพล่มือไว้ข้างหลัง เลียนแบบได้เหมือนมาก “ข้ารู้ว่าท่านพ่อกลับมาไม่ได้แล้ว ต่อไปท่านแม่ก็ต้องแต่งงาน ข้าได้ยินคนพูดกันว่า หากมีสินเดิมมากหน่อย ท่านแม่แต่งงานไปจะไม่โดนคนอื่นรังแกได้ง่ายๆ”
ตอนพูดไปก็พูดด้วยความห้าวหาญ แต่พอพูดจบ จู่ๆ เด็กชายก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงมองบุตรชายตัวสูงเท่าขาที่ยืนตรงหน้า เขาเพิ่งจะอายุครบสามปี เหตุใดถึงได้เข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่มากมายเพียงนี้กัน
แล้วที่สำคัญ ในตอนที่เพิ่งอพยพมาถึงจิงโจว เขายังถามนางด้วยความสับสนอยู่เลยว่าท่านพ่อจะกลับมาเมื่อใด เหตุใดภายในเวลาสั้นๆแค่ครึ่งปี เขาถึงเติบโตมากเพียงนี้นะ
ความรู้สึกแรกของเหอจิ่วเหนียงก็คือ …หรือว่าในสำนักศึกษามีคนพูดอะไรกับเขา
ด้านนางซุน เมื่อได้ยินวาจาของหลานชายน้ำตาก็ไหลลงมาทันที ที่แท้ก็ไม่ได้มีแค่นางที่เป็นกังวลเรื่องแต่งงานใหม่ของสะใภ้สาม แม้แต่หลานชายตัวน้อยๆคนนี้ก็ยังเป็นห่วงกลัวว่าแม่ของตนเองแต่งงานใหม่แล้วจะโดนรังแก
เหอจิ่วเหนียงอุ้มบุตรชายขึ้นมา แล้วถามอย่างขึงขัง “ใครพูดเรื่องเหล่านี้กับเจ้า?”
โก่วเอ๋อร์ทำปากยู่ไม่ตอบคำถาม เพียงแต่ในดวงตามีหยาดน้ำตาคลออยู่
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมา และลูบหลังเขาเบาๆเพื่อปลอบ “แม่จะไม่แต่งงานใหม่ ดังนั้นไม่ต้องเตรียมสินเดิมอะไรทั้งนั้น เจ้ายังเด็กก็ควรทำอะไรที่เหมาะสมกับวัย ใช้ชีวิตแต่ละคนให้มีความสุขก็พอแล้ว เข้าใจหรือไม่?”
“เหตุใดท่านแม่ถึงไม่แต่งงานใหม่หรือขอรับ?” โก่วเอ๋อร์มองหน้ามารดาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เหอจิ่วเหนียงเห็นหน้าตาไขสือเช่นนี้ก็รู้สึกขบขันมาก จึงถามกลับ “แล้วเหตุใดแม่ต้องแต่งงานใหม่ด้วยล่ะ?”
“เพราะว่า…เอ่อ เพราะ…”
อากัปกิริยาของเจ้าตัวเล็กสับสนเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตอบออกไปอย่างซื่อตรง “ที่สำนักศึกษามีศิษย์พี่คนหนึ่ง เขาก็ไม่มีพ่อเหมือนกันขอรับ ท่านแม่ของศิษย์พี่คนนั้นแต่งงานใหม่ แต่ท่านแม่ของเขาไม่มีสินเดิมติดตัว เลยถูกคนอื่นรังแกทุกวันขอรับ…
…ข้า ข้าไม่อยากให้ใครมาทำกับท่านแม่เช่นนั้น…”
เด็กชายก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาท่านแม่ แม้เขาจะทำใจไม่ได้ที่เห็นท่านแม่แต่งงานใหม่ แต่เขารู้ว่าที่ตนคิดเช่นนั้นไม่ถูกต้อง
“เจ้าเด็กน้อย เหตุใดถึงรู้ความมากขนาดนี้”
นางซุนปาดน้ำตาและตบก้นหลานชายเบาๆหนึ่งที ตีเสร็จก็รู้ตัวว่าตนเองมือหนักไปหน่อย จึงรีบคว้าเขามาโอ๋
แต่ความจริงแล้วโก่วเอ๋อร์ไม่เจ็บแม้แต่น้อย เห็นท่านย่าร้องไห้ เขาก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดท่านย่าถึงร้องไห้ แค่ยื่นมือเล็กๆไปช่วยเช็ดน้ำตาให้ สุดท้ายทำให้นางซุนยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
เหอจิ่วเหนียงทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง นางรู้ว่าบุตรชายคนที่สามแห่งครอบครัวลู่เป็นบาดแผลในใจนางซุน โดยปกติหากไม่พูดถึงก็ไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเอ่ยถึงทีไร บาดแผลก็ถูกสะกิดให้เจ็บปวดขึ้นมาทุกครั้ง
นางรีบไปลูบแผ่นหลังนางซุนเพื่อปลอบ “อย่างร้องไห้เลยนะเจ้าคะ สะ…สามีข้ารู้ว่าตอนนี้พวกเรามีชีวิตที่ดีเช่นนี้ เขาต้องดีใจกับพวกเราแน่ อีกอย่าง เราก็มาตั้งหลักกันที่นี่แล้ว ตอนนั้นสามีข้าก็มาเป็นหน่วยคุ้มกันภัยอยู่ทางเหนือไม่ใช่หรือเจ้าคะ ระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเราก็ได้รู้จักคนไม่น้อย เราอาจขอให้พวกเขาช่วยสืบหาเบาะแสดูสักหน่อยน่าจะได้”
“ได้จริง…จริงหรือ?”
นางซุนร้องไห้ด้วยความปวดใจ พอได้ยินเช่นนี้ก็หยุดร้องและรีบถามออกมา
เหอจิ่วเหนียงเห็นนางเช่นนี้ก็รู้สึกขำ “จริงสิเจ้าคะ รอให้ข้าเสร็จจากงานยุ่งๆช่วงนี้ก่อน จะให้คนช่วยถามๆดู ท่านแม่วางใจเถอะนะเจ้าคะ”
หญิงสาวผ่อนลมหายใจยาวออกมา ในใจรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองมาก นางหวังว่าสามีจำเป็นของนางจะยังมีชีวิตอยู่ เช่นนี้นางซุนกับโก่วเอ๋อร์จะได้ไม่ต้องเสียใจ แต่สิ่งที่ขัดแย้งกับตัวเองก็คือ หากเขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ นางจะต้องทำตัวเช่นไร
นั่นคือสามีของเจ้าของร่างเดิม แม้จะเข้าห้องหอกันแค่คืนเดียว แต่นั่นก็คือสามีของคนอื่นอยู่ดีไม่ใช่หรือ
ตอนนี้นางใช้ร่างของเจ้าของร่างเดิมแล้ว จะให้นางใช้สามีของเจ้าของร่างเดิมอีกอย่างนั้นหรือ
นะ นี่มัน… รู้สึกผิดยิ่งนัก เฮ้อ!
แต่ถึงอย่างไรเจ้าสามในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็หล่อเหลาเอาการ ตรงใจนางเลย
หากเขามีชีวิตรอดกลับมาได้จริง ให้นางทำหน้าที่ภรรยาต่อเขาก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยาก…
จุๆๆ~ เหตุใดถึงคิดเรื่องเช่นนี้ได้นะ!
นางบังคับให้ตัวเองเรียกสติกลับมา และปลอบใจนางซุนกับโก่วเอ๋อร์ต่อ
โก่วเอ๋อร์ได้ยินแม่ของตนบอกว่าจะไม่แต่งงานใหม่ก็แอบดีใจ
วันนี้เดินทางมาตั้งแต่เช้า บนรถระหว่างทางก็ไม่ได้นอน ตอนนี้ความรู้สึกหนักอึ้งได้ผ่อนคลายลงแล้ว ไม่นานทุกคนก็เข้าสู่นิทรา
เพื่อความมั่นใจ ก่อนนอนเหอจิ่วเหนียงจึงฝังเข็มให้นางซุน ให้นางรู้สึกผ่อนคลายจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงยังไม่ง่วง จึงไปนั่งทอดถอนอารมณ์อยู่ริมหน้าต่าง คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
‘ตกลงลู่ไป่ชวนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แล้วถ้าหากมีชีวิตอยู่ เหตุใดถึงไม่กลับบ้านล่ะ?’
......
อีกด้านหนึ่ง
ฉินเจียนถือเทียบยาไปซื้อสมุนไพรนำมาต้มให้ลู่ไป่ชวนด้วยตัวเอง ทั้งยังป้อนให้เขากับมือ
ในยามปกติแล้วเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลู่ไป่ชวนเลย แต่ตอนนี้สหายผู้แข็งแกร่งบาดเจ็บจะรอดแหล่มิรอดแหล่ เขากับโหลวชงสองคนจึงสามารถบังคับเขาได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าอย่าได้ทำตัวเนรคุณเชียว นี่เป็นถึงเทียบยาที่ผู้มีพระคุณข้าเขียนให้เลยนะ ผู้มีพระคุณของข้าเก่งมาก นางบอกว่าสามารถรักษาอาการของเคล็ดวิชาหดกระดูกได้ รอให้เจ้ามีเรี่ยวมีแรงขึ้นกว่านี้สักหน่อย ข้าจะพาเจ้าไปรักษา”
ลู่ไป่ชวนถูกบังคับให้ดื่มยาอารมณ์จึงไม่ค่อยดีนัก หันหน้าหลบไม่พูดไม่จา หลับตาลงไม่อยากเห็นหน้าพวกเขา
ถึงขั้นอยากสูญเสียการรับรู้ทั้งห้าไป ตัดขาดสิ่งรอบข้างทุกอย่างไปให้หมด
ครอบครัวจากโลกนี้ไปหมดแล้ว แผลตามร่างกายของเขายังคงอยู่เช่นนี้ก็ดี จะได้เตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าได้ลืมความผิดพลาดที่ตนเป็นคนเลือก
“ยังมีอีกอย่าง ผู้มีพระคุณของข้ากำชับว่าดื่มยานี้แล้วห้ามดื่มสุราเด็ดขาด ยานี้มีฤทธิ์ขัดกับสุรา หากดื่มสุราเข้าไปจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ เจ้าอยากรักษาชีวิตเอาไว้ทรมานตัวเองไม่ใช่หรือ ก็คิดเอาเองแล้วกันว่าจะทำเช่นไร”
กล่าวจบฉินเจียนก็เดินตึงตังไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ นำเป็ดดำลู่ที่ซื้อมาออกมากินโดยใช้มือถือกินตรงๆ
เขาซื้อมาเยอะมาก จึงเรียกโหลวชงมากินด้วยกัน
เดิมทีโหลวชงจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเป็ดดำลู่ที่เขาพยายามซื้อมาตลอดแต่ซื้อไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่เกรงใจแล้ว นั่งลงกินด้วยกันเลย
“นายท่านรอง นี่ท่านซื้อเป็ดดำลู่มาได้อย่างไรขอรับ เขาจำกัดจำนวนในการซื้อไม่ใช่หรือ ข้าไปซื้อทีไรก็บอกว่าขายหมดแล้วตลอด”
โหลวชงกินไปบ่นไป อาหารเลิศรสเช่นนี้เหตุใดถึงได้จำกัดจำนวนการขายนะ
ฉินเจียนเงยหน้าทำท่าลำพองใจ “จะอะไรอีกเล่า ก็เป็ดดำลู่นี่เป็นกิจการของผู้มีพระคุณข้าอย่างไรล่ะ ข้ามีสิทธิพิเศษ!”
พูดแล้วเขาก็รู้สึกภูมิใจมาก เมื่อได้รู้ว่าครอบครัวของเหอจิ่วเหนียงทำการค้าในเมือง ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาก็วิ่งเต้นไปทั่วเพื่อช่วยสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างพวกนาง ทำให้คนอื่นไม่กล้าเข้ามารบกวนกิจการของพวกนางได้ ดังนั้นเขาย่อมได้สิทธิพิเศษนี้
โหลวชงรู้สึกอิจฉามาก ประจบประแจงคนมีสิทธิพิเศษยกใหญ่ “นายท่านรอง วันหน้าท่านพาข้าไปแนะนำให้ผู้มีพระคุณของท่านรู้จักหน่อยสิขอรับ จะได้คุ้นเคยกันไว้ เป็ดดำลู่นี่ข้าก็ชอบกินมากเหมือนกันขอรับ!”
ผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงผู้อยากสูญเสียการรับรู้ทั้งห้ากลับได้กลิ่นอันยั่วยวนนี้ก็คิดในใจ ‘พวกเจ้ามีมารยาทกันบ้างได้หรือไม่’
หลายวันมานี้เขากินอะไรไม่ลง พอท้องว่างเช่นนี้แล้วมาได้กลิ่นหอมยั่วยวนใจเข้า น้ำลายก็สอออกมาอย่างไม่รู้ตัว
เขาอดที่จะลืมตาขึ้นมาและเหลือบมองไม่ได้ สองคนนั่นกินจนลืมสิ้นทุกอย่าง ไม่คิดจะแบ่งให้เขาสักชุดเลย…
ตอนที่ 247: น้องสะใภ้สาม เกิดเรื่องใหญ่แล้ว
เขาบังคับตัวเองให้หลับตาลง หันหลังไปเตรียมจะนอน
และในขณะเดียวกันนั้นก็มีองครักษ์เข้ามารายงาน “ใต้เท้า ช่วงหลายวันมานี้ในเมืองมีเด็กหายตัวไปบ่อยมากขอรับ ทางศาลาว่าการจึงมาขอความช่วยเหลือจากพวกเราขอรับ”
ฉินเจียนที่กำลังกัดหัวเป็ดอย่างเมามันชะงักไปเล็กน้อย และหันไปถาม “เหตุใดถึงเรียกว่ามีเด็ก ‘หายตัวไป’ มีนายหน้าขายทาสบ้าคลั่งเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?”
องครักษ์ขมวดคิ้วพลางตอบ “เป้าหมายของพวกมันก็คือเด็กอายุสามถึงห้าขวบขอรับ ข้าน้อยคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่นายหน้าขายทาสธรรมดาทั่วไปจะทำกัน ทางศาลาว่าการก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ก็เลยมาขอให้พวกเราช่วยตรวจสอบขอรับ”
ฉินเจียนได้ฟังเรื่องราวก็รู้สึกกินหัวเป็ดไม่อร่อยอีกต่อไป ที่นี่เป็นถึงฐานที่มั่นของเฉินอ๋อง นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนบังอาจลักพาตัวเด็ก นี่ไม่เท่ากับว่ากำลังสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายอำนาจของเฉินอ๋องอย่างโจ่งแจ้งหรอกหรือ
ตอนนี้พวกเขาถูกส่งมาประจำการที่นี่ก็เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของจิงโจว อย่างไรเรื่องนี้พวกเขาก็ต้องเข้าไปจัดการ
“ไป ไปตรวจสอบกับข้า”
ใต้เท้าฉินวางหัวเป็ดในมือลง หยิบผ้าข้างๆมาเช็ดมือ และก้าวเท้าเดินออกไปด้วยท่าทางเคร่งขรึม เมื่อเดินไปถึงประตูก็ไม่ลืมกำชับกับโหลวชง “เจ้าจับตาดูซุนฉีเอาไว้ให้ดี ห้ามให้เขาดื่มสุราเด็ด-ขาด! ข้าจะไปตรวจสอบเรื่องนี้ก่อน”
“ขอรับ!”
โหลวชงตอบรับ จากนั้นก็กัดหัวเป็ดต่ออย่างมีความสุข นายท่านรองไปแล้ว เป็ดดำลู่ที่เหลือทั้งหมดก็ตกเป็นของเขา∽!
แต่ไม่นึกไม่คิดว่าจู่ๆตรงหน้าจะมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น ที่ที่ฉินเจียนนั่งเมื่อครู่ ตอนนี้มีคนมานั่งแทนที่แล้ว
“นายท่านสาม…”
เขางุนงงเล็กน้อย แต่ไม่ทันไรก็เห็นลู่ไป่ชวนเริ่ม ‘ลงมือ’ แล้ว
“นายท่านสาม นี่ท่านอยากอาหารแล้วหรือขอรับ?”
ดวงตาโหลวชงเปล่งประกายขึ้น รีบผลักกล่องอาหารไปตรงหน้าผู้เป็นนายอย่างกระตือรือร้น ปากเคี้ยวตุ้ยๆ พร้อมกับเชิญชวน “ท่านอยากอาหารแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีมากๆขอรับ มาๆๆ กินเยอะๆนะขอรับ กินเยอะๆเลย รสชาติเป็ดดำลู่นี่สุดยอดมากขอรับ!”
ลู่ไป่ชวนชิมไปคำหนึ่ง พลันนั้นความหอมก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก รสเผ็ดติดลิ้น แต่รู้สึกว่ายิ่งเผ็ดก็ยิ่งอร่อย
“เหตุใดถึงเรียกว่าเป็ดดำลู่ล่ะ?”
ในที่สุดอาหารเลิศรสเหล่านี้ก็สามารถบรรเทาความรู้สึกผิดและความไม่สบายใจของชายผู้ผิดหวังลงได้ ทำให้เขามีอารมณ์พูดจากับโหลวชงแล้ว
“เหมือนว่าเพราะครอบครัวของเถ้าแก่แซ่ลู่น่ะขอรับ”
เมื่อพูดออกไปแล้ว โหลวชงก็ลอบมองลู่ไป่ชวนอย่างระมัดระวัง เขารู้ว่าครอบครัวของนายท่านสามก็แซ่ลู่เหมือนกัน คำพูดของเขาคงไม่เป็นการทำให้เขายิ่งโศกเศร้าเสียใจกระมัง
โชคดีที่อารมณ์ของลู่ไป่ชวนสงบแล้ว ไม่ได้เสียใจอย่างไร้เหตุผลเพียงเพราะแซ่เดียวกัน
“อืม ครอบครัวนี้กับข้าช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ ได้ยินว่าเป็นผู้มีพระคุณของฉินเจียนด้วย คงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมสักหน่อยแล้ว”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า สีหน้าของเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้วหลังจากได้กินของอร่อย ทั้งยังกัดตีนเป็ดไปถึงสองชิ้นเลยด้วย
“ได้เลยขอรับ ได้ยินนายท่านรองพูดอยู่ว่าอีกสักพักจะไปเยี่ยมที่บ้านพวกเขา พวกเราไปด้วยกันจะได้ทำความรู้จักมักคุ้นเอาไว้ ต่อไปเวลาไปซื้อเป็ดดำลู่ก็ไม่ต้องต่อแถวแล้ว”
โหลวชงหลับตาพริ้มยิ้มหวานพลางคิดวางแผน ในร้านอาหารนี้ไม่ได้มีแค่เป็ดดำลู่เท่านั้น ยังมีพวกของกินเล่นรสเลิศอีกหลายอย่าง แม้เขาไปทีไรจะซื้อเป็ดดำลู่มาไม่ได้ แต่ก็ได้ของกินเล่นแสนอร่อยกลับมาไม่น้อย หากนายท่านสามชอบกิน พรุ่งนี้เขาจะซื้อกลับมาสักหน่อย
เป็ดดำลู่เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ลู่ไป่ชวนรู้สึกอยากอาหารทันที จึงกินโจ๊กไปถ้วยหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่ฉินเจียนบังคับให้ดื่มเมื่อครู่หรือไม่ เขารู้สึกว่าร่างกายไม่ได้ทรมานมากขนาดนั้นแล้ว
“เรื่องที่เด็กหายตัวไปเมื่อครู่ เจ้าไปสืบข่าวมาหน่อย”
ลู่ไป่ชวนสั่งเสร็จก็กลับไปเอนกายบนเตียงต่อ เขาตระหนักได้ว่าตนเองไม่อาจปล่อยตัวปล่อยใจล่องลอยต่อไปเช่นนี้ได้อีก ตอนนี้แม้จะโดดเดี่ยวตัวคนเดียว แต่ยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ หากทิ้งทุกอย่างไป เช่นนั้นความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะกลายเป็นเรื่องน่าขำจริงๆแล้ว
โหลวชงเห็นว่าในที่สุดผู้เป็นนายก็ได้สติแล้ว ก็รีบรับคำสั่งด้วยความกระตือรือร้น และออกไปสืบข่าวทันที
และแน่นอนว่าก่อนออกไป โหลวชงไม่ลืมกำชับบ่าวรับใช้สองคนว่า ให้จับตาดูนายท่านสามเอาไว้อย่าให้ดื่มสุรา
ใครจะรู้ล่ะว่าเจ้านายไม่ได้หลอกล่อให้เขาแยกตัวออกไปเพื่อจะแอบดื่มสุรา
ลู่ไป่ชวนได้ยินลูกน้องคนสนิทกำชับบ่าวรับใช้เช่นนี้ก็รู้สึกระอาเล็กน้อย เขาในตอนนี้ไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเลยหรือ
.......
วันต่อมา เพราะครอบครัวของเหอจิ่วเหนียงมาหา หมอผู้เฒ่าซ่งจึงให้หมอเหอหยุดพัก แต่ก็ยังต้องออกตรวจผู้ป่วยที่รักษาระยะยาวช่วงนี้อยู่
ตอนเช้าเหอจิ่วเหนียงฝากบุตรชายให้นางซุนดูแล ส่วนตนก็รีบไปออกตรวจ โก่วเอ๋อร์อยากไปดูตำราที่ร้านขายตำราในเมืองเพื่อซื้อไปฝากเป็นของขวัญให้พี่ชายทั้งสาม
แม้ปากนางซุนจะบอกว่าเขาเป็นซ่านไฉต่งจื้อเหมือนแม่เขา แต่ก็ยังปลื้มใจที่หลานชายรู้ประสีประสา ดังนั้นจึงเรียกผู้เฒ่าลู่และลู่จิ้งซวนมา แล้วทั้งสามก็ไปเดินดูของกับหลานชาย
จะว่าไป หลังจากที่พวกเขาได้ตั้งหลักปักฐานที่หมู่บ้านอันผิง นี่นับเป็นครั้งแรกที่สองหญิงชายชราออกมาข้างนอก
เมื่อก่อนไม่มีเงิน เดินตามถนนหนทางก็ไม่กล้าหันมองสิ่งของ ถึงขั้นไม่กล้าออกมาเดินด้วยซ้ำ ตอนนี้ที่บ้านเก็บเงินได้มากแล้ว ทุกครั้งที่แบ่งเงินปันผล สองสามีภรรยาชราก็ได้ส่วนแบ่งไม่น้อย ออกมาครั้งนี้ก็นำเงินมามากพอ
ในกระเป๋ามีเงินก็ย่อมยืด.อกเดินได้อย่างสบายใจ พบเจอของที่น่าสนใจก็ซื้อมา เพื่อนำกลับไปฝากพวกเด็กๆที่บ้าน
โก่วเอ๋อร์ก็ได้ของเล่นมาไม่น้อย ยิ้มร่าตลอดทาง
ทว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นลู่จิ้งซวนที่จ่ายเงิน เขาเป็นบุตรชายคนโต พาพ่อแม่กับหลานชายออกมาจะให้พวกเขาจ่ายเงินได้อย่างไรกัน
ทุกครั้งที่นางซุนควักเงิน เขาก็จะมือตาไวชิงจ่ายก่อนทุกครั้ง
เมื่อเป็นเช่นนี้มาสองครั้ง นางซุนก็ไม่แย่งบุตรชายคนโตจ่ายอีก คนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเขาสองคนเหน็ดเหนื่อยลำบากมานานหลายปี ตอนนี้นับว่ามีวาสนาได้รับการดูแลจากลูกๆแล้ว
พวกเขาไม่รู้ว่าร้านตำราในเมืองอยู่ที่ใด แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนตามหา เดินเล่นไปมองหาไป
ในที่สุดก็ได้สัมผัสถึงความสุขง่ายๆของคนมีเงินแล้ว
......
ปกติแล้วเหอจิ่วเหนียงจะอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนเจียงรั่วหย่าก่อนกลับทุกครั้ง วันนี้เพราะเป็นห่วงครอบครัวจึงไม่อาจอยู่กินข้าวกับเจียงรั่วหย่าได้ และอธิบายให้นางฟังอย่างอ่อนโยน
“เช่นนั้นเจ้าพาข้าออกไปกินด้วยได้หรือไม่?”
เจียงรั่วหย่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดูแล้วค่อนข้างกล้ำกลืนใจเล็กน้อย
นางคาดหวังว่าจะได้กินข้าวกับจิ่วเอ๋อร์ทุกวัน เช่นนี้นางถึงจะกินอาหารได้มากขึ้น พอได้ยินว่าวันนี้นางต้องไปอยู่กับครอบครัวจึงอดที่จะรู้สึกเสียใจไม่ได้
จิ่วเอ๋อร์ยังไม่เห็นว่านางเป็นครอบครัว
เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้เปล่งคำใด หลิงเยว่ก็รีบโน้มน้าวเจ้านายเสียก่อน “ฮูหยินเจ้าคะ แม่นางเหอมีธุระต้องทำ เราอย่าทำให้นางเสียเวลาเลยนะเจ้าคะ อย่างไรวันพรุ่งนี้ก็ได้เจอนางอีก หากฮูหยินอยากออกไป รอรับประทานอาหารเสร็จบ่าวจะพาฮูหยินไปนั่งผ่อนคลายที่หอน้ำชาดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“แต่ข้าอยากออกไปกับจิ่วเอ๋อร์นี่…”
เจียงรั่วหย่ามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความน้อยใจ เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ …ตอนนี้อาการของฮูหยินเจียงก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง ถึงอย่างไรยามอู่นางก็ตั้งใจจะพาบุตรชายไปเที่ยวเล่นอยู่แล้ว เรื่องเดียวกัน สู้ทำพร้อมกันทีเดียวไปเลยสิ
ขณะที่บุตรสาวจำเป็นของฮูหยินเหอกำลังจะตอบตกลง ทันใดนั้นบ่าวรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาพร้อมตะโกนลั่น “แม่นางเหอ! ข้างนอกมีผู้ชายแซ่ลู่คนหนึ่งบอกว่าเป็นพี่ใหญ่ของท่าน เขาบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องการพบท่านขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงตกใจเล็กน้อย รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี “ข้าจะออกไปดูก่อน”
กล่าวจบนางก็หันหลังรีบวิ่งออกไปโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เจียงรั่วหย่าจะรีบตามไปแต่ถูกหลิงเสวี่ยห้ามเอาไว้ และกล่าวโน้มน้าวนางเบาๆ
เหอจิ่วเหนียงเห็นลู่จิ้งซวนยืนอยู่แต่ไกล ชายหนุ่มเห็นคนที่อยากเจอก็รีบวิ่งเข้าไปหาอย่างตื่นตระหนก “น้องสะใภ้สาม แย่แล้ว! โก่วเอ๋อร์หายตัวไป!”
ตอนที่ 248: เหตุใดถึงได้บังเอิญเพียงนี้
“อะไรนะ!”
หัวใจของเหอจิ่วเหนียงสั่นสะท้าน เด็กอยู่ดีๆ เหตุใดถึงหายตัวไปได้ล่ะ!
“พี่ใหญ่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ?”
นางถามพร้อมกับรีบขึ้นรถม้า ลู่จิ้งซวนก็รีบขึ้นรถม้าตาม คนบังคับรถม้าฟาดแส้หลังม้า รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับคมศร
บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนตระกูลหมิงเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งกลับไปรายงานสถานการณ์ให้ฮูหยินทราบทันที
เจียงรั่วหย่าแค่พัฒนาการถดถอย ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา เมื่อได้ยินว่าโก่วเอ๋อร์หายตัวไปนางก็จับมือหลิงเยว่อย่างร้อนใจ “เร็วเข้า รีบส่งคนไปช่วยจิ่วเอ๋อร์เร็ว!”
หลิงเยว่ไม่ทันกล่าว หลิงเสวี่ยกล่าวขึ้นมาก่อน “ฮูหยินใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ บ่าวให้เฉิงอิ่งพาคนออกไปช่วยตามหาแล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงรั่วหย่าจึงวางใจลงได้บ้าง ไม่รบเร้าจะตามเหอจิ่วเหนียงไปแล้ว นางรู้ว่าตอนนี้ไม่อาจเพิ่มเรื่องยุ่งยากให้จิ่วเอ๋อร์ได้
บนรถม้า
ลู่จิ้งซวนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เหอจิ่วเหนียงฟัง
“พวกเราพาโก่วเอ๋อร์ไปเดินเล่นตั้งแต่เช้า ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีตลอดทาง ริมถนนมีคณะกายกรรมกลุ่มหนึ่งทำการแสดงอยู่ ข้างๆมีคนผู้หนึ่งกำลังตีสั่งสอนลิงที่ไม่เชื่อง โก่วเอ๋อร์ฝ่าฝูงชนเข้าไปเพื่ออยากเข้าไปช่วยลิงตัวนั้น เพียงแค่พริบตาเดียว โก่วเอ๋อร์ก็หายตัวไปแล้ว!
พวกเราตามหาแถวๆนั้นอยู่นานมากแต่กลับไม่มีใครเห็นโก่วเอ๋อร์เลย…ท่านพ่อท่านแม่ร้อนใจมาก ท่านแม่ร้องไห้จนเป็นลมไป ข้าพาท่านพ่อท่านแม่ไปส่งที่โรงหมออวี้หยวน และให้พี่ชายคนขับรถม้าของโรงหมอพาไปแจ้งทางการ ก่อนจะมาหาเจ้า…
น้องสะใภ้สาม เป็นข้าเองที่ไร้ความสามารถ ข้าดูแลโก่วเอ๋อร์ไม่ดี ต่อไปเจ้าจะตำหนิข้าเช่นไรก็ได้ ตอนนี้เราไปตามหาโก่วเอ๋อร์กันก่อนนะ ขอเพียงโก่วเอ๋อร์ไม่เป็นอะไร เจ้าจะทำเช่นไรกับข้าก็ได้ทั้งนั้น ตะ แต่ แต่ถ้าโก่วเอ๋อร์…”
ลู่จิ้งซวนเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ขณะที่เล่าดวงตาก็แดงก่ำ เขาก็ไม่คิดว่าอยู่ดีๆ เด็กจะหายไปง่ายๆเช่นนี้ เขารู้สึกผิดในใจยิ่งนัก
นี่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของน้องสาม หากเป็นอะไรไปจริงๆ เขาไม่มีหน้าไปสู้น้องสามกับน้องสะใภ้สามอีก
แม้เหอจิ่วเหนียงจะเป็นห่วงโก่วเอ๋อร์มาก แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจโทษพี่ใหญ่ได้ จากที่ฟังพี่ใหญ่เล่ามาทั้งหมด น่าจะเป็นการลักพาตัวที่วางแผนมาอย่างดี พี่ใหญ่ทั้งดูแลท่านพ่อท่านแม่ทั้งดูแลหลานชายในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ต้องมีเผลอไปบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็เป็นแค่คนธรรมดา
และเหอจิ่วเหนียงก็เคยได้ยินพวกผู้ป่วยพูดกันว่า ช่วงนี้ในเมืองมีเรื่องเด็กหายตัวไป ดูท่าแล้วการหายตัวไปของโก่วเอ๋อร์ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่
“พี่ใหญ่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่านเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องโทษตัวเองนะเจ้าคะ เอาเช่นนี้ ท่านกลับไปดูแลท่านพ่อกับท่านแม่ที่โรงหมอก่อน ไปปลอบใจให้พวกท่านใจเย็นๆ ส่วนเรื่องอื่นข้าจะจัดการเองเจ้าค่ะ”
กล่าวจบนางไม่รอคำตอบจากลู่จิ้งซวน กระโดดลงจากรถม้าทันที
ลู่จิ้งซวนยื่นหน้าไปมองก็ไม่เห็นเงาร่างของนางแล้ว
เขาร้อนใจหนักมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ให้คนบังคับรถม้ากลับไปที่โรงหมอ
ภายใต้การดูแลของหมอซ่ง นางซุนฟื้นแล้ว เมื่อเห็นลู่จิ้งซวนกลับมาก็รีบลุกขึ้นจับแขนเขาอย่างร้อนใจ “โก่วเอ๋อร์ล่ะ โก่วเอ๋อร์หลานข้าล่ะ! หาเจอหรือไม่?”
“ท่านแม่ ท่านใจเย็นๆก่อนนะขอรับ น้องสะใภ้สามออกไปตามหาแล้ว โก่วเอ๋อร์ต้องไม่เป็นอะไรขอรับ!”
ลู่จิ้งซวนพยายามปรับอารมณ์ของตัวเอง ปลอบใจมารดาด้วยดวงตาแดงก่ำ
นางซุนได้ยินว่ายังหาโก่วเอ๋อร์ไม่เจอก็ง้างมือทุบตีลู่จิ้งซวน “หาไม่เจอแล้วเจ้ากลับมาทำไม! โก่วเอ๋อร์เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนเดียวของเจ้าสามนะ! เจ้ารีบไปตามหาเดี๋ยวนี่! รีบไปตามหา! …ไม่ ไม่ได้ ข้าไปเอง ข้าจะไปตามหาหลานข้าเอง! โก่วเอ๋อร์ของย่า!”
นางซุนกระวีกระวาดจะเดินออกไปตามหาหลาน ผู้เฒ่าลู่รีบเข้าไปห้าม “ยายเฒ่า เจ้าใจเย็นๆหน่อยสิ พวกเราออกไปตอนนี้ก็มีแต่จะเพิ่มภาระให้สะใภ้สามนะ ให้เจ้าใหญ่ไปก็พอ พวกเรารออยู่ที่นี่เฉยๆเถอะ!”
เมื่อเทียบกับนางซุน ผู้เฒ่าลู่นับว่าใจเย็นกว่ามาก
ซ่งฉือเองก็เข้ามาโน้มน้าว “ใช่ขอรับ ท่านลุงท่านป้า พวกท่านรอฟังข่าวที่โรงหมอก็พอ ข้ากับพี่ใหญ่ลู่จะพาพวกผู้ช่วยที่โรงหมอออกไปช่วยตามหา คนเยอะกำลังในการตามหาก็ยิ่งเยอะ ต้องพาอวี้เอ๋อร์กลับมาได้แน่นอนขอรับ!”
“ก็ได้ พวกเจ้ารีบไป รีบไปตามหาโก่วเอ๋อร์ ยายเฒ่าอย่างข้าขอบใจพวกเจ้ามาก ข้าขอคุกเข่าโขกหัวให้พวกเจ้า ขอบใจพวกเจ้ามาก…”
นางพูดแล้วก็เตรียมจะคุกเข่า ซ่งฉือรีบพยุงนางไว้ได้ทัน “ท่านป้าอย่าทำเช่นนี้ขอรับ พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้!”
กล่าวจบเขาก็พาลู่จิ้งซวนกับพวกผู้ช่วยในโรงหมอออกไปตามหาทันที
นางซุนร้องไห้ในอ้อมกอดผู้เฒ่าลู่ “ตาเฒ่า จะทำเช่นไรดี เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของเจ้าสาม หากเป็นอะไรไป คนแก่อย่างข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอเจ้าสามได้ ฮือๆๆ…หากโก่วเอ๋อร์เป็นอะไรไป ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว…”
ขณะที่เสียงร้องไห้ดังระงม จู่ๆ เสียง *เฮือก!* ก็ดังขึ้นแทรกหนึ่งครั้ง และแล้วเสียงร้องไห้ก็เงียบไป หมอซ่งที่อยู่ด้านข้างพยายามหาโอกาสทุบจุดสลบหลังคอนางซุนเพื่อให้นางสลบไป
ผู้เฒ่าลู่ตกตะลึง หันขวับไปมองเขา หมอชรารีบอธิบาย “พี่ชายไม่ต้องตกใจ อารมณ์ของน้องสะใภ้ตื่นตระหนกมากเกินไป หากปล่อยให้นางเป็นเช่นนี้ต่อไปจะส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ ข้าทำก็เพราะหวังดีต่อนาง”
ผู้เฒ่าลู่ได้ยินดังนั้นก็วางใจ มองหญิงชราที่หมดสติในอ้อมแขนก็ถอนหายใจยาวออกมา จากนั้นยกมือกุมศีรษะตนเองด้วยความอับจนหนทาง
เกิดเรื่องขึ้นกับหลานชาย เขาเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน แต่กลับไร้เรี่ยวแรงกำลังที่จะช่วยได้
เจ้าสามห่างบ้านไปนานหลายปี หลานชายคนเล็กเป็นคนที่ประคับประคองความรู้สึกของเขากับยายเฒ่ามาโดยตลอด หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ อย่าว่าแต่ยายเฒ่าเลย เกรงว่าเขาเองก็คงจะรับไม่ได้
หมอซ่งเองก็รู้ว่าตอนนี้สภาพจิตใจของพวกเขาแย่มากจึงไม่อยากรบกวน ดังนั้นจึงจุดกำยานสงบใจภายในห้อง และตนเองก็เดินออกไป
อีกทางด้านหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงมาถึงถนนเส้นที่คณะกายกรรมแสดงกายกรรมที่ลู่จิ้งซวนบอก ตรงนี้น่าจะเกิดความโกลาหลขึ้น ด้านหน้าคณะกายกรรมไม่ได้มีคนดูมากนัก เงียบเชียบอย่างเห็นได้ชัด
เหอจิ่วเหนียงจ้องไปที่คณะกายกรรมกลุ่มนี้เพื่อจับพิรุธ
หากเด็กหายไป คณะกายกรรมกลุ่มนี้ก็ต้องแยกย้ายตามไปด้วย เช่นนั้นก็หมายความว่า การหายตัวไปของเด็กต้องเกี่ยวข้องกับคณะกายกรรมนี้แน่นอน แต่ตอนนี้คณะกายกรรมยังคงทำการแสดง แม้จะน่าสงสัย แต่ก็ไม่ได้น่าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
แต่เหอจิ่วเหนียงก็มีลางสังกรณ์ว่า คณะกายกรรมกลุ่มนี้ไม่ปกติ
ขณะที่หญิงสาวกำลังยืนวิเคราะห์อยู่นั้น คนกลุ่มหนึ่งก็เดินมา และผู้นำของคนกลุ่มนี้ก็คือฉินเจียน
เหอจิ่วเหนียงรีบเดินไปหาเขา “พี่ใหญ่ฉิน!”
“น้องสะใภ้เล็ก ข้ากำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดี เจ้าดูจี้ทองนี่ซิ ใช่ของโก่วเอ๋อร์หรือไม่ เมื่อวานข้าเห็นเขาใส่จี้ทองนี่ไว้ที่คอ”
ฉินเจียนพูดพร้อมส่งจี้ทองให้เหอจิ่วเหนียงดู
เหอจิ่วเหนียงรับมาดู ปรากฏว่าเป็นจี้ทองที่เจียงรั่วหย่ามอบให้ก่อนหน้านี้จริงๆ บนจี้ยังสลักวันเกิดของโก่วเอ๋อร์ไว้ด้วย
“เป็นของโก่วเอ๋อร์ ตรงนี้คือจุดที่โก่วเอ๋อร์หายตัวไป ข้าสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับคณะกายกรรมกลุ่มนี้ แต่คนเยอะเช่นนี้ข้าไม่รู้ว่าพวกมันซ่อนโก่วเอ๋อร์ไว้ที่ไหน…”
เหอจิ่วเหนียงตื่นตระหนกเล็กน้อย กลัวว่าคนพวกนั้นจะลงมือกับโก่วเอ๋อร์
โก่วเอ๋อร์ยังเด็ก ร่างกายก็อ่อนแอมาตั้งแต่เกิด ถูกจับตัวไปเช่นนี้ไม่รู้จะตกใจมากเพียงใด
ไม่รู้ตอนนี้เขาจะเป็นเช่นไรแล้วบ้าง จะได้รับบาดเจ็บหรือไม่ จะโดนรังแกหรือไม่ หรือจะ…
นางไม่กล้าคิดไปมากกว่านี้ กลัวจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้วร้องไห้ออกมา
“น้องสะใภ้ใจเย็นๆก่อน เมื่อคืนข้าก็ตรวจสอบคดีนี้อยู่ ข้าต้องหาตัวโก่วเอ๋อร์เจอแน่!”
ฉินเจียนปลอบนาง และคิดเหมือนนางว่าคณะกายกรรมกลุ่มนี้มีปัญหา จึงสั่งให้คนเข้าจับกุมพาไปไต่สวน
และในตอนนี้เอง ม้าเร็วตัวหนึ่งก็พุ่งมา
องครักษ์ชุดดำผู้หนึ่งลงมาจากหลังม้า ยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ฉินเจียน “ใต้เท้า องค์ชายให้ท่านเข้าเมืองหลวงเดี๋ยวนี้ขอรับ มีเรื่องด่วน!”
ร่างฉินเจียนแข็งทื่ออยู่กับที่ …เหตุใดถึงได้บังเอิญเช่นนี้!
แม้เหอจิ่วเหนียงจะร้อนใจ แต่ก็ไม่อาจทำให้ฉินเจียนเสียงาน กำลังจะบอกเขาว่าตนจะคิดหาทางเอง แต่ฉินเจียนก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน
“น้องสะใภ้ เจ้าวางใจได้ ถึงข้าจะมีเรื่องด่วน แต่สหายคนนั้นของข้ากำลังว่าง ข้าจะให้คนไปบอกเขา ให้เขารีบตรวจสอบคดีนี้โดยเร็ว ความสามารถของเขาเหนือกว่าข้ามาก ต้องตามหาโก่วเอ๋อร์กลับมาได้แน่นอน! อ๋อใช่ ใบหน้าเขามีรอยแผล ยามออกปฏิบัติหน้าที่เขาจะสวมหน้ากาก เจ้าเจอเจ้าก็จะรู้เอง”
ตอนที่ 249: คมมีดแทงถึงกระดูก แต่ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต
เช่นนี้ก็ดี
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ และเก็บจี้ทองของโก่วเอ๋อร์ไว้ จากนั้นก็เดินเข้าไปตามหาในคณะกายกรรม
ฉินเจียนไม่รีรอส่งคนกลุ่มหนึ่งตามนางไป ทั้งยังส่งคนไปแจ้งสหายหัวดื้อผู้นั้นให้มาทำภารกิจ ส่วนตนก็ไม่ล่าช้า รีบขึ้นม้าเร็วเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงทันที
คนที่มีหน้าที่ไปจับกุมก็ไปจับกุม คนที่มีหน้าที่ตามหาเด็กหายก็ไปตามหา เสียงกีบม้า เสียงร้องห่มร้องไห้ และเสียงสาปแช่งดังขึ้นปะปนกัน
ภายในชั่วพริบตา บนถนนเส้นนี้ก็เต็มไปด้วยความโกลาหล
เหอจิ่วเหนียงเองก็จิตใจว้าวุ่น ไม่สามารถรอทหารเหล่านั้นได้แล้ว นางจับคนคนหนึ่งในคณะกายกรรม ลากไปที่มุมหนึ่งและตั้งศาลเตี้ยทันที
นางยัดยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งเข้าปากคนผู้นั้น ทันทีที่ยาเข้าปากก็ละลาย อยากจะคายออกมาก็ทำไม่ได้ ทั้งยังออกฤทธิ์เร็ว คนผู้นั้นเจ็บปวดทุรนทุราย ดวงตาเบิกกว้างแทบจะถลนออกมา
“บอกข้ามาแต่โดยดี เด็กๆในเมืองที่หายตัวไปเป็นฝีมือของพวกเจ้าหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงผลักร่างเขาไปชิดติดกำแพง แววตาเผยจิตสังหารอันเข้มข้นออกมา
คนผู้นั้นเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง โดยเฉพาะอวัยวะภายใน รู้สึกราวกับมีแมลงนับหมื่นกำลังกัดกินเลือดเนื้อก็มิปาน
แต่ถึงกระนั้นเขายังคงกัดฟันไม่ยอมบอก เช่นนี้ยิ่งชี้ชัดว่าข้อสันนิษฐานการหายตัวไปของเด็กๆเกี่ยวข้องกับพวกเขาจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงหมดความอดทน ชักกริชออกมาแทงเขาอย่างไม่ลังเล
คมมีดแทงถึงกระดูก แต่ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต
“จะบอกหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงให้โอกาส ชักกริชออกและแทงซ้ำอีกครั้ง ทั้งยังหมุนกริชไปมาทรมานเขาซ้ำเข้าไปอีก
องครักษ์กลุ่มหนึ่งที่ฉินเจียนทิ้งไว้มาเห็นภาพนี้ต่างก็ตกตะลึง
ชะ ช่าง… ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!
เดิมทีช่วงนี้พวกเขาเห็นว่าหัวหน้าของตนเองไปโรงหมออยู่บ่อยๆ พบปะพูดคุยกับแม่นางเหอผู้นี้อย่างสนิทสนม ก็คิดว่าหากทั้งสองสามารถตกลงปลงใจครองคู่กันก็ไม่เลวเลย ตอนนี้ดูท่าแล้วคงต้องล้มเลิกความคิดเหล่านั้น เพราะเกรงว่าหัวหน้าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแม่นางผู้นี้…นางช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ผู้เคราะห์ร้ายไม่เคยเห็นสตรีที่ไหนลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้มาก่อน เขาอยากกัดลิ้นตัวเองให้ตายไปเสีย แต่ดูเหมือนว่าร่างกายของตนนั้นไม่เชื่อฟังเลย แม้แต่เรี่ยวแรงจะกัดลิ้นตัวเองเขาก็ไม่มี
ทว่าความรู้สึกของร่างกายนั้นชัดเจนมาก เจ็บปวดจนเขาหายใจติดขัด จะร้องขอชีวิตก็ไม่ได้ ร้องขอความตายก็ไม่ได้
“ยะ อย่า…อย่าให้ข้าต้อง ทะ…ทรมานเลย ละ แล้ว…แล้วข้าจะบอก…”
เขาพยายามส่งเสียงพูดออกมาพลางหอบหายใจ ดวงตาเบิกโพลง ท่าทางราวกับกำลังจะสิ้นลมก็มิปาน
“เจ้าไม่มีสิทธิ์จะมาต่อรองกับข้า!”
เหอจิ่วเหนียงใช้มือคว้าผมเขา จับศีรษะโขกกำแพงอย่างคลุ้มคลั่ง พร้อมเย้ยหยัน “เจ้าไม่ต้องพูดก็ได้ ข้าก็จะทรมานเจ้าไปเช่นนี้เรื่อยๆ ทางที่ดีเจ้าควรขอพรให้ลูกชายของข้าไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เจ้าทรมานกว่านี้เป็นร้อยเท่า”
“ข้าบอก ข้าบอกแล้ว!”
คนผู้นั้นหวาดกลัวนางจนสุดขีด ไม่สนใจพวกพ้องอีกต่อไป บอกทุกอย่างที่รู้กับนางจนหมดสิ้น
“นอกประตูเมืองทิศเหนือห่างออกไปร้อยลี้ มีอารามเต๋าอยู่แห่งหนึ่ง เด็กพวกนั้นจะถูกส่งตัวไปที่นั่นเพื่อดูดเลือด เอาไปหลอมเป็นเซียนตัน(ยาลูกกลอนเซียน)…”
เหอจิ่วเหนียงได้ฟังก็โกรธมาก หลอมเซียนตันสวรรค์วิมานบ้านเจ้าสิ!
นางกระชากร่างเขาและโยนไปให้องครักษ์ที่ยืนมองอยู่ด้านข้าง ก่อนจะออกคำสั่ง “แบ่งกำลังคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกไปกับข้า ที่เหลือเอาตัวสวะสารเลวนี่กลับไปขัง อย่าให้มันตายล่ะ”
กล่าวจบนางก็ควักขวดยาลูกกลอนขวดหนึ่งโยนให้หนึ่งในองครักษ์ “หากพวกมันไม่เชื่อฟังก็ยัดยานี่ให้พวกมัน”
ช่วยโก่วเอ๋อร์ นางคนเดียวก็ช่วยได้ แต่ที่นั่นน่าจะยังมีเด็กคนอื่นอีกไม่น้อย กำลังคนยิ่งมากก็ยิ่งดี
สั่งการเสร็จ นางก็แย่งม้าตัวหนึ่งของ.องครักษ์มา กระโดดขึ้นหลังม้าและมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศเหนือ
เหล่าองครักษ์ตั้งสติได้ก็รีบทำตามที่นางบอก ทหารม้ากลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งรีบควบม้าตามนางไป
......
ลู่ไป่ชวนก็กำลังติดตามเรื่องเด็กหายตัวไปอยู่เช่นกัน กำลังคิดอยู่ว่ารอฉินเจียนกลับมาจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทันใดนั้นก็มีคนมารายงานว่า ฉินเจียนต้องไปเมืองหลวงกะทันหัน มอบหมายคดีเด็กหายให้เขาเป็นคนจัดการ
โชคดีที่เมื่อวานกับวันนี้ได้ดื่มยาไปบ้างแล้ว ร่างกายเขาจึงดีขึ้นมาก วันนี้จึงมีแรงพร้อมทำงาน
เขาคิดในใจว่า รอหลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จก็จะไปหาหมอหญิงผู้นั้นตรวจดูอาการ ไม่ร้องขอให้รักษารอยเหี่ยวย่นตามร่างกายหาย อย่างน้อยแค่ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเขาก็พอ
เขานำโหลวชงกับทหารม้ากลุ่มหนึ่งไปยังจุดเกิดเหตุ ระหว่างทางเจอทหารม้ากลุ่มหนึ่งกำลังนำคนของคณะกายกรรมกลับไปคุมขัง หนึ่งในองครักษ์รายงาน “นายท่านสาม รู้สถานที่ที่พวกมันจับตัวเด็กๆไปขังแล้วขอรับ อยู่ที่อารามเต๋าห่างจากประตูเมืองทิศเหนือไปร้อยลี้ ลูกชายของท่านหมอเหอก็เป็นหนึ่งในเด็กที่ถูกจับตัวไป ตอนนี้นางนำกำลังทหารม้ากลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปแล้วขอรับ”
นางเป็นเพียงสตรีคนหนึ่ง นึกจะบุกก็บุกไปเช่นนี้เลยอย่างนั้นหรือ
ลู่ไป่ชวนกลัวจะเกิดเรื่องขึ้นกับนาง จึงรีบนำกำลังทหารม้าตามไป ในใจคิดว่า สตรีผู้นั้นคงขี่ม้าไม่ถนัด เขารีบตามไปก็คงจะตามทัน
แต่ความเป็นจริง เหอจิ่วเหนียงควบม้าห้อตะบึงไปอย่างรวดเร็วราวกับจะบินได้อย่างไรอย่างนั้น สลัดกลุ่มทหารม้าที่ตามหลังมาจนไม่เห็นฝุ่น ทุกคนทำได้แค่รีบตามนางไป
เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเหล่าชายฉกรรจ์ได้พบเจอกับสตรีที่เก่งกาจมากเพียงนี้ วิชาแพทย์ยอดเยี่ยมยังไม่พอ ทักษะการขี่ม้ายังดีถึงเพียงนี้อีก อีกอย่าง นางกล้าบุกเดี่ยวไปช่วยเช่นนี้ ฝีมือการต่อสู้ก็คงไม่เลวเช่นกัน
ดังนั้นจึงเข้าใจได้ไม่ยากเลยว่า ระหว่างทางลี้ภัย นางช่วยชีวิตหัวหน้ามาได้อย่างไร
หนึ่งร้อยลี้ก็แค่ระยะทางจากประตูเมืองมาถึงตีนเขา อารามเต๋าอยู่แนวสันเขา หากจะไปให้ถึงยังต้องปีนขึ้นไป
ม้าเร็ววิ่งเต็มเหยียด ใช้เวลาสองชั่วยามในที่สุดก็มาถึงตีนเขา ตอนนี้เป็นเวลายามเซิน ในอารามเต๋าน่าจะกำลังทำอาหารอยู่ เห็นควันลอยออกมาจากปล่องควัน
เพื่อไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น พวกเขาทำได้แค่แอบอยู่บนภูเขา มิเช่นนั้นจะทำให้คนด้านในตกใจ และอาจลงมือทำร้ายเด็กๆได้
ทันใดนั้นคำพูดของคนผู้นั้นก็ผุดขึ้นในหัวเหอจิ่วเหนียง
‘หลอมเซียนตัน…’
อาจเป็นไปได้ว่า…ควันที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ได้มาจากการทำอาหาร แต่เป็นการเตรียมพร้อมจะลงมือกับพวกเด็กๆ!
เมื่อตีความไปทางนี้ เหอจิ่วเหนียงก็สะกดอารมณ์แตกตื่นไม่ได้อีก
หลังจากนางทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดกลัวเช่นนี้ โก่วเอ๋อร์เป็นบุตรชายของนาง เกิดมาจากร่างกายของเจ้าของร่างเดิม เป็นบุตรชายแท้ๆที่นางช่วยเลี้ยงให้โตมาเองกับมือ มีสายเลือดของนางไหลเวียนอยู่ในร่างกายเขา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง
นางไม่กล้าจินตนาการเลยว่า หากโก่วเอ๋อร์เป็นอะไรไปจริงๆ นางจะทำเรื่องบ้าคลั่งอะไรขึ้นบ้าง
“หมอเหอ ช้าๆหน่อยขอรับ อย่าวู่วามเด็ดขาดนะขอรับ บนภูเขานี่มีอะไรแปลกประหลาดอยู่บ้างก็ไม่รู้ พวกเราจะไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าก่อน…”
นางกระโดดลงจากหลังม้า วิ่งปรี่ขึ้นภูเขาไปทันที องครักษ์ด้านหลังกังวลว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับนาง จึงรีบวิ่งตามไปพร้อมพูดโน้มน้าว แต่เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางกล่าว “ไม่ต้อง พวกเจ้าดูแลตัวเองให้ดีก็พอ”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งนางจึงลอบควักขนมปังกรอบออกมาจากห้วงมิติหลายห่อ โยนให้กับทุกคน “ทุกคนคงจะหิวแล้ว กินเสบียงอาหารแห้งรองท้องกันไปก่อน เดี๋ยวต้องมีการต่อสู้กันอีก!”
ทุกคนมองขนมปังกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสในมือ และกินเข้าไปโดยไม่สงสัย พวกเขาตามฉินเจียนไปสืบหาเบาะแสของคนกลุ่มนี้ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ อย่าว่าแต่ข้าวเลย แม้แต่น้ำสักหยดก็ยังไม่ลงท้อง
ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ใครเลยจะมานั่งตั้งแง่ว่าเหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงพกเสบียงอาหารแห้งติดตัวมากมายเพียงนี้ได้ พวกเขาแค่คิดง่ายๆ ว่านางเตรียมติดตัวไว้เพราะต้องไปออกตรวจผู้ป่วยข้างนอก
เพียงแต่ขนมปังกรอบนี่รสชาติดีทีเดียว มีกลิ่นหอมของถั่วจางๆ แม้แผ่นจะเล็กเท่าฝ่ามือแต่กลับรู้สึกอิ่มท้อง ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีแรงขึ้นมาแล้ว
แต่ถึงกระนั้น กลุ่มบุรุษอย่างพวกเขาก็ยังเดินตามเหอจิ่วเหนียงไม่ทัน ทำได้เพียงพยายามกัดฟันเร่งตามนางไปอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงที่อยู่ด้านหน้าก็หยุดชะงัก
ตอนที่ 250: ท่านก็คือพี่ใหญ่ซุนกระมัง
เหล่าองครักษ์ยังไม่ทันรับรู้ว่าเพราะเหตุใด ก็เห็นหมอกจางๆตลบไปทั่วป่าไม้ตรงหน้า
องครักษ์หนึ่งในกลุ่มอุทานขึ้น “แย่แล้ว อากาศพิษ!”
อีกคนหนึ่งย้ำ “อากาศพิษจริงๆ หากเราบุกเข้าไปทั้งอย่างนี้คงไม่รอดแน่! พวกเราลองเดินสำรวจดูว่าสามารถเดินอ้อมไปได้หรือไม่...”
ทุกคนกำลังคิดหาทาง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่พูดไม่จา นางกำลังวิเคราะห์ว่านี่มันคือสิ่งใดกันแน่
อากาศพิษจะมีก็ต่อเมื่อเป็นป่าเขตร้อนเท่านั้น ที่นี่ไม่ใช่ป่าเขตร้อน สถานการณ์เช่นนี้ต้องเป็นฝีมือของคน
อากาศพิษ นี่เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงคุ้นเคยเลยละ
ตอนนี้ไม่มีเวลาอธิบาย นางไม่อยากเสียเวลาแม้แต่อึดใจเดียว ควักขวดยาลูกกลอนออกมาจากอกเสื้อ เทออกมากินเองสองเม็ด แล้วโยนที่เหลือทั้งขวดให้เหล่าองครักษ์ “ทุกคนกินคนละสองเม็ด อยู่ที่นี่คนหนึ่งรอเอายาลูกกลอนที่เหลือให้คนที่ตามหลังมา คนอื่นไปกับข้า”
สิ้นเสียงก็ไม่เปิดโอกาสให้เหล่าองครักษ์ได้พูด หญิงสาวนำหน้าบุกเข้าไปในป่าเป็นคนแรก
ทุกคนยังเป็นกังวลเล็กน้อย แต่เห็นเหอจิ่วเหนียงบุกเข้าไปแล้วก็ไม่อาจคิดถึงสิ่งใดได้อีก ทำได้แค่ทิ้งคนที่ฝีมือด้อยที่สุดไว้หนึ่งคนเพื่อรอกำลังคนข้างหลังที่มาสนับสนุน
ทว่าหลังจากเดินไปพักหนึ่ง ความกังวลในใจของทุกคนก็คลายลงสิ้น ความจริงได้ประจักษ์แล้วว่า ยาลูกกลอนที่เหอจิ่วเหนียงให้กินนั้นได้ผลชะงัด ตลอดการเดินทาง ร่างกายไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดเลย
ขณะที่ลู่ไป่ชวนนำกำลังคนกลุ่มหนึ่งตามมาถึง เหอจิ่วเหนียงและพวกก็เดินเข้าไปได้พักใหญ่แล้ว มีเพียงองครักษ์นายเดียวที่หาที่ร่มนั่งรอพวกเขาอยู่
เมื่อเห็นกลุ่มลู่ไป่ชวน เขาก็รีบลุกและพุ่งตัวเข้าไปบอกทันที “ใต้เท้า พวกเราเจออากาศพิษเข้าแล้วขอรับ ท่านหมอเหอให้ข้าน้อยรอพวกท่านที่นี่เพื่อเอายาลูกกลอนให้ขอรับ!”
โหลวชงตั้งข้อสงสัยว่ายานี่เป็นของจริงหรือไม่ แต่ลู่ไป่ชวนกลับกินเข้าไปทันทีโดยไม่ต้องคิด และเดินนำเข้าไปเป็นคนแรก
โหลวชงฮึดฮัด ตบหน้าขาตัวเองหนึ่งครั้งระบายความคับข้อง ก่อนจะรับยาลูกกลอนมากินและรีบตามเจ้านายไป
ในตอนนี้ กลุ่มของเหอจิ่วเหนียงดักซุ่มอยู่จุดที่ห่างจากอารามเต๋าหนึ่งลี้
อารามเต๋านี้ดูเหมือนจะอยู่ใกล้ แต่ความจริงยังต้องเดินขึ้นเขาไปอีกหลายลูก
เพื่อไม่ให้คนที่อยู่บนเขาจับได้ ระหว่างทางจนกว่าจะถึงจุดหมาย พวกเหอจิ่วเหนียงต้องทำลายรอยเท้าตนเองตามพื้นด้วย
ตอนนี้ดวงตะวันลับขอบฟ้าแล้ว อย่างมากอีกครึ่งชั่วยามฟ้าก็จะมืด
ความตั้งใจของทุกคนก็คือ รอฟ้ามืดแล้วค่อยลงมือเงียบๆ เช่นนี้จะไม่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บ
“ผู้บริสุทธิ์อย่างนั้นหรือ?” เหอจิ่วเหนียงเย้ยหยัน “ในป่าเขารอบๆอารามเต๋านี่เต็มไปด้วยอากาศพิษ อากาศพิษที่ทำขึ้นเองเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าอารามเต๋าได้ นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่า ทุกคนในอารามเต๋าแห่งนี้ชั่วช้ากันหมด ไม่ใช่แค่คนบางกลุ่ม”
ทั่วทั้งอารามเต๋าแห่งนี้เต็มไปด้วยความพิศวง เหอจิ่วเหนียงไม่เชื่อว่าที่นี่จะมีคนดี
หากในนั้นมีแค่โก่วเอ๋อร์คนเดียว นางสามารถบุกเข้าไปช่วยในตอนนี้ได้เลย แต่นี่ยังมีเด็กๆอีกหลายคน และไม่รู้ว่าจำนวนเท่าใด ดังนั้นลงมืออย่างระมัดระวังเอาไว้ดีกว่า
“ข้าจะเข้าไปสำรวจเส้นทางก่อน ดูว่าพวกเด็กๆถูกจับไปขังที่ไหน พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ระหว่างที่ข้ายังไม่กลับมา อย่าผลีผลามทำอะไรเด็ดขาด”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบก็จะไปทันที แต่องครักษ์คนหนึ่งคว้าแขนนางไว้ เมื่อรู้ตัวก็รีบปล่อยมือ และอธิบายอย่างร้อนใจ “ท่านหมอเหอ ใต้เท้าของพวกเรากำชับเอาไว้แล้วว่าพวกเราต้องปกป้องท่าน เรื่องสำรวจเส้นทางเหล่านี้ให้พวกเราทำเถอะ…”
“ไม่จำเป็น”
เหอจิ่วเหนียงยกมือห้ามพลางตัดบท “ฝีมือข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเจ้า พวกเจ้าดูรอบๆแถวนี้ก็พอ หากมีคนน่าสงสัยให้รีบจัดการ อย่าเสียงดังล่ะ อีกอย่าง ประเดี๋ยวหากแน่ใจแล้วว่าข้างในปลอดภัย ข้าจะจุดตะไลสีแดง พวกเจ้าก็เข้าไปช่วยเด็กๆข้างในออกมาได้เลย”
สิ้นคำสั่ง ร่างของนางก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ทุกคนยังสับสนกันอยู่ ร่างบางของหญิงสาวก็ข้ามกำแพงสูงของอารามเต๋าเข้าไปแล้ว
ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ความจริงนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า สตรีผู้งดงามหยาดเยิ้มอย่างท่านหมอเหอมีฝีมือเก่งกาจกว่าบุรุษอย่างพวกเขามาก
“ท่านหมอเหอสุดยอดจริงๆ! รูปร่างหน้าตาก็งดงาม วิชาแพทย์เป็นเลิศ การต่อสู้ก็ยอดเยี่ยมยิ่งนัก สามีนางไม่น่าตายเลย!”
“นั่นน่ะสิ หลายปีแล้วที่ข้าไม่เจอผู้หญิงมีความสามารถยอดเยี่ยมและสง่าผ่านเผยเช่นนี้!”
“ได้ยินมาว่ากิจการตัดเย็บเสื้อผ้าของครอบครัวนาง นางเป็นคนสร้างมันมากับมือเลยนะ เสื้อผ้าแบบใหม่ๆพวกนั้นที่คนแห่ไปแย่งซื้อก็เป็นนางที่ทำออกมา”
“ใช่ๆ สูตรเป็ดดำลู่นั่นก็นางนี่แหละที่เป็นคนคิดค้น ยังมีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้อีกบ้างนะ?”
“นี่ๆ พวกเจ้าพอได้แล้ว! นี่มันใช่เวลาคุยเล่นกันหรือ จริงจังกันหน่อยสิ! เมื่อครู่ท่านหมอเหอก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ดูบริเวณรอบๆ ว่ามีคนน่าสงสัยหรือไม่ รีบจัดการเดี๋ยวนี้!”
เหอจิ่วเหนียงเข้ามาในอารามเต๋าก็ได้เห็นหลายๆอย่าง ที่นี่ดูๆไปแล้วเหมือนเป็นสถานที่บำเพ็ญตบะจริงจัง มีนักพรตน้อยเดินไปมาอย่างรีบเร่ง ราวกับว่ากำลังทำเรื่องที่สำคัญมากอยู่ก็มิปาน
ผู้บุกรุกสาวแอบตามหลังนักพรตน้อยสองรูปไปเพื่อแอบฟังว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
นักพรตน้อยทั้งสองถือปิ่นโตไปด้วย ดูเหมือนกำลังนำอาหารไปส่งให้ใคร พวกเขาเดินไปพลางพูดคุยกันไป
“ได้ยินพวกศิษย์พี่พูดกันว่าวันนี้โชคเข้าข้าง จับมาได้ตั้งสิบกว่าคน ขอเพียงจับเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายมาได้ครบแปดสิบเอ็ดคนก็สามารถเปิดเตาหลอมเซียนตันได้แล้ว!”
“เจ้าว่าครั้งนี้จะทำสำเร็จหรือไม่ แล้วกินเซียนตันจะทำให้อายุยืนไม่แก่ได้จริงๆหรือ?”
“เจ้าก็อย่าได้เพ้อฝันเลย ต่อให้หลอมเซียนตันออกมาได้ ข้ากับเจ้าก็ใช่ว่าจะได้กินเสียหน่อย ต้องให้ท่านผู้นั้นกินก่อน!”
“ก็ไม่เป็นไร พวกเราอายุยังน้อยไม่รีบใช้หรอก ถ้าหากเซียนตันนั่นได้ผลจริง อย่างมากต่อไปพวกเราหลอมเองก็สิ้นเรื่อง!”
“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก”
.......
จากบทสนทนาของพวกเขา เหอจิ่วเหนียงได้ข้อมูลสำคัญว่า คนเหล่านี้กำลังรวบรวมเด็กจำนวนแปดสิบเอ็ดคน และตอนนี้ยังไม่ครบ
นั่นก็หมายความว่า พวกเด็กๆที่ถูกจับมาตอนนี้ยังปลอดภัย
เมื่อรู้เช่นนี้นางก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง สวรรค์รู้ดีว่านางกลัวจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับโก่วเอ๋อร์มากเพียงใด
โชคดีอย่างที่สองก็คือ นักพรตน้อยทั้งสองรูปนี้กำลังนำอาหารไปให้พวกเด็กๆพอดี เพราะตอนที่ตามหลังพวกเขาไป เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กหลายคน เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจด้วยความหวาดกลัวเหล่านั้นได้ยินแล้วช่างทำให้ปวดใจยิ่งนัก
นักพรตน้อยทั้งสองเปิดประตูเดินเข้าไปก็เห็นเด็กๆเกาะกลุ่มกันร้องไห้ เป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกรำคาญใจจริงๆ นักพรตรูปหนึ่งเคาะปิ่นโตเสียงดังก่อนจะวางกระแทกลงบนโต๊ะ แล้วตะคอกอย่างไม่สบอารมณ์ “หยุดร้องไห้ได้แล้ว! กินข้าวซะ! ถ้ายังร้องไม่เลิกข้าจะจับพวกเจ้ามาหั่นเป็นชิ้นๆเลยคอยดู!”
เด็กที่ร้องไห้หนักหน่อยก็คือเด็กที่เพิ่งถูกจับมาวันนี้ ส่วนเด็กที่ถูกจับมาก่อนหน้าก็เคยร้องไห้ไปแล้วจนไม่มีเสียงให้ร้อง เมื่อเห็นนักพรตทั้งสองเดินเข้ามา เด็กทั้งห้องก็ถอยหลังหลบอยู่มุมห้องด้วยความหวาดกลัว
ในนี้มีแค่เด็กเพียงคนเดียวที่นิ่งมาก เมื่อเห็นของกินก็ลุกมารับของตัวเองเป็นคนแรก
เหอจิ่วเหนียงมองอยู่ไกลๆ แต่มองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเป็นโก่วเอ๋อร์
เขาไม่ร้องไห้ ไม่เอะอะโวยวายเลย แถมยังช่วยปลอบใจเด็กคนอื่นๆอีกด้วย
เด็กที่จิตใจแข็งแกร่งเช่นนี้ ในกลุ่มนี้ก็คงไม่มีใครแล้วละ
เหอจิ่วเหนียงคิดหลงตัวเองว่า พฤติกรรมเช่นนี้ของบุตรชายต้องได้มาจากนางแน่นอน
นักพรตน้อยไม่เคยเห็นเด็กที่รู้จักเอาตัวรอดอย่างโก่วเอ๋อร์มาก่อน จึงยื่นหมั่นโถวสองลูกให้เขาอย่างใจกว้าง
หลังจากขู่ให้พวกเด็กๆตกใจเสร็จ นักพรตน้อยทั้งสองก็ออกไป เหอจิ่วเหนียงรีบเข้าไปอย่างรวดเร็ว ขยำกระดาษและโยนเข้าไปทางหน้าต่างเล็กๆ บังเอิญไปตกอยู่ข้างเท้าโก่วเอ๋อร์พอดี
โก่วเอ๋อร์หยิบขึ้นมาเปิดดู พบว่าเป็นลายมือของท่านแม่
‘โก่วเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่มาช่วยเจ้าแล้ว’
โก่วเอ๋อร์หันขวับไปมองทางหน้าต่าง
เป็นท่านแม่จริงๆ!
ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกาย
เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วชี้แนบปาก ส่งสัญญาณบอกให้เขาเงียบไว้
โก่วเอ๋อร์พยักหน้ารับรู้ จากนั้นยกหมั่นโถวขึ้นมากินอย่างสบายใจ และไม่ลืมที่จะปลอบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้องไห้อย่างหนักอยู่ข้างๆ “เจ้าไม่ต้องร้องแล้ว พวกเราออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน!”
เด็กหญิงตัวน้อยขยี้ตา ก่อนจะถาม “เจ้าไม่กลัวบ้างหรือ พวกเขาเป็นคนไม่ดีนะ!”
“กลัวสิ” โก่วเอ๋อร์ตอบ “แต่ร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์”
.......
เหอจิ่วเหนียงภูมิใจในความรู้ประสาของบุตรชายมาก เมื่อมั่นใจแล้วว่าเด็กน้อยปลอดภัยดี นางจึงละออกไปจากตรงนี้ นางต้องไปสำรวจเส้นทางของอารามเต๋านี่ก่อน ประเดี๋ยวจะได้ตีวงล้อมได้
อีกอย่าง นางอยากสำรวจดูด้วยว่า อารามเต๋าแห่งนี้ดำเนินการเช่นไร
เหอจิ่วเหนียงค่อยๆย่องไปที่อื่น ทันใดนั้นก็เห็นชายคนหนึ่งอยู่บนคานของห้องโถงหลัก
ชายผู้นี้สวมหน้ากากอำพรางใบหน้า สวมอาภรณ์สีดำคล้ายกับของฉินเจียน เหอจิ่วเหนียงเห็นแวบแรกก็รู้ทันทีว่า คนผู้นี้คือสหายที่ได้รับบาดเจ็บที่ฉินเจียนพูดถึง
ในเมื่อเป็นพวกเดียวกัน นางก็ไม่จำเป็นต้องแอบซ่อนตัว หญิงสาวออกจากที่ซ่อนไปหาเขา สะกิดไหล่อีกฝ่ายจากทางหลังแล้วกล่าวเสียงต่ำ “ท่านก็คือพี่ใหญ่ซุนกระมัง เมื่อครู่ข้าไปสำรวจมาแล้ว พวกเด็กๆปลอดภัยดี ข้าก็เลยออกมาสำรวจสถานการณ์ในอารามก่อน ทางท่านได้เบาะแสอะไรบ้างหรือไม่?”
จบตอน
Comments
Post a Comment