single mom ep251-260

ตอนที่ 251: ข้าไม่ใช่ท่านอา


ลู่ไป่ชวนมาถึงที่ตั้งของอารามเต๋าก็พบกับเหล่าองครักษ์ที่สตรีผู้กล้าให้รออยู่ด้านนอก เขาเองก็เลือกใช้วิธีแบบเดียวกับนาง โดยการลอบเข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ข้างในคนเดียวก่อน


เพื่อรับประกันความปลอดภัยของพวกเด็กๆจะแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้ หาไม่เด็กๆต้องถูกโจรวิปริตพวกนี้ทำร้ายแน่


เขาเพิ่งจะเข้ามาไม่นาน แล้วตรงมาที่ห้องโถงหลักเป็นอย่างแรกตามการวิเคราะห์สถานการณ์ขั้นพื้นฐาน เขาต้องการรู้ตัวผู้บงการของอารามเต๋าแห่งนี้เพื่อจัดการตัดวงจรใหญ่ก่อน


ทว่ายังไม่ทันได้เบาะแสใด เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่งโผล่มาอยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว


นางเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวมาก ไม่ได้เร้นกายแต่อย่างใด ทั้งยังจงใจทำให้เขาเห็นนาง นั่นหมายความว่านางรู้ตัวตนของเขา


เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะถึงอย่างไรนางก็คือคนสั่งให้องครักษ์นายหนึ่งรอเอายาลูกกลอนให้เขาและพวกอยู่นอกเขตอากาศพิษ


ดวงตาลุ่มลึกพิจารณาใบหน้างดงามอย่างตกตะลึง ความรู้สึกคุ้นเคยสว่างวาบในหัว ยิ่งมองคำตอบก็ยิ่งชัดเจน ลมหายใจของเขาชะงักงัน คำพูดมากมายของฉินเจียนผุดขึ้นในหัว…


“เดิมทีข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ได้ครอบครัวแซ่ลู่ช่วยชีวิตไว้”


“ตอนแรกครอบครัวผู้มีพระคุณของข้าจะไปอันโจว แต่อันโจวไม่สามารถรับผู้ลี้ภัยมากไปกว่าที่มีอยู่ได้แล้ว ข้าก็เลยแนะนำให้พวกเขาไปจิงโจว”


“ผู้มีพระคุณของข้าแซ่เหอ รูปร่างหน้าตางดงาม แถมวิชาแพทย์ก็เป็นเลิศ น่าเสียดายที่เป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงลูกชายสามขวบคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

......


…ระหว่างทางลี้ภัย คนที่ช่วยชีวิตฉินเจียนเอาไว้ก็คือนางอย่างนั้นหรือ


ครอบครัวที่แรกเริ่มเดิมทีตั้งใจจะไปอันโจว แต่เพราะได้รับการช่วยเหลือจากฉินเจียน ก็เลยมาตั้งหลักปักฐานที่จิงโจวได้อย่างราบรื่น ก็คือครอบครัวเขาอย่างนั้นหรือ


หมอหญิงที่ฉินเจียนเอ่ยปากชื่นชมด้วยความภาคภูมิใจทุกวี่ทุกวัน ก็คือภรรยาของเขาอย่างนั้นหรือ…


แต่ในความทรงจำเหมือนว่านางจะไม่รู้วิชาแพทย์ และไม่มีความปราดเปรียวในการเคลื่อนไหวเลยนี่


สามสี่ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่?


ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องบังเอิญถึงเพียงนี้เลยหรือ ตอนที่ฉินเจียนเอาแต่พูดถึงไม่หยุดปาก เหตุใดเขาถึงไม่นึกเอะใจหรือถามเพิ่มสักสองสามประโยคเลยนะ


เหตุใดเขาถึงไม่ยอมบอกชื่อคนในครอบครัวตัวเองกับฉินเจียนไป หากบอกไปสักนิด ก็คงได้เบาะแสไปตั้งนานแล้ว!


นอกจากนี้ สองวันก่อนฉินเจียนพยายามคะยั้นคะยอจะพาเขาไปหาหมอ เหตุใดเขาถึงไม่ตอบตกลง แถมยังยืนกรานปฏิเสธเช่นนั้นอีก


ถ้าหากไปตั้งแต่ตอนนั้น ก็คงได้เจอนาง ได้รู้ว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ดีมีสุขแล้ว…


ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ฉายขึ้นในหัวของชายหนุ่ม นึกย้อนถึงความบังเอิญมากมายที่เขากลับมองข้าม ก็ใครจะคิดล่ะว่าใต้หล้านี้จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ด้วย คนที่ช่วยชีวิตสหายของเขา ก็คือครอบครัวของเขาเอง!


เขายังคงอยู่ในภวังค์แห่งความตกใจ …การเคลื่อนไหวของนางว่องไวมาก พริบตาเดียวผู้หญิงใบหน้างดงามก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ตบไหล่เขา ยิ้มตาหยีแล้วถามเขาว่า “ท่านก็คือพี่ใหญ่ซุนกระมัง?”


ลำคอของเขาราวกับมีสิ่งใดติดอยู่ ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังพูดไม่ออก


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถือสา อันที่จริงนางแค่ทักทายเขาก็เท่านั้น นางรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องเป็นพี่ใหญ่ซุน เพราะเขาตามหลังนางมา และนี่ก็คงเพิ่งมาถึง


เหอจิ่วเหนียงทักทายลู่ไป่ชวนเสร็จยังไม่ทันได้ซ่อนตัว ทันใดนั้นประตูก็ถูกผลักมาจากด้านนอก ในสถานการณ์กระชั้นชิด ลู่ไป่ชวนคว้าเอวนางมาอยู่ในอ้อมแขนตามสัญชาตญาณ


เหอจิ่วเหนียงตกตะลึงกับการกระทำถึงเนื้อถึงตัวนี้มาก อันที่จริงนางซ่อนตัวทัน แค่การเคลื่อนไหวดันช้ากว่าแขนแข็งแรงนั่นไปแค่นิดเดียว


นางรู้สึกโกรธอยู่ในใจ หลังจากทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางถูกผู้ชายเอาเปรียบ!


แต่เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นผิวหนังเหี่ยวย่นบริเวณลำคอของอีกฝ่าย พลันนั้นความตั้งใจที่จะหันไปต่อว่าเขาก็พูดไม่ออก


ช่างเถอะ เขาก็แค่หวังดี ก็สถานการณ์คับขันนี่ ก็แค่…


ลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลย ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขามุ่งไปที่คนที่เดินเข้ามา


คนที่เดินเข้ามาเป็นชายชราสวมชุดนักพรตเต๋าผมหงอก ท่าทางน่าเกรงขาม


สตรีในอ้อมแขนส่งเสียงชิชะและสบถคำด่าออกมา “พวกเดรัจฉาน!”


ลู่ไป่ชวนยกยิ้มมุมปากอย่างไร้สาเหตุ จากกันนานหลายปี นางต่างไปจากตอนแรกที่เจอราวกับเป็นคนละคน


ไม่ขี้กลัว ไม่มีกิริยาท่าทางระมัดระวังเหมือนเมื่อก่อน นางในตอนนี้มั่นใจในตัวเอง หน้าตาสดชื่นเบิกบาน วิชาแพทย์เป็นเลิศ ความสามารถแข็งแกร่ง แม้เครื่องหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่คล้ายกับว่ามีมิติและงดงามมากขึ้นกว่าเดิม บวกกับนิสัยที่เปลี่ยนไปของนางยิ่งทำให้นางดูน่าดึงดูด


เพียงแต่…


เขาขยับมือจับเอวของนาง


นางมีลูกแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังผอมเช่นนี้ล่ะ?


แต่ก็ไม่ได้ผอมมาก…


เหอจิ่วเหนียงไม่สังเกตเลยว่าขณะที่ตนกำลังจับตามองชายชราด้านล่างอย่างจดจ่อนั้น บุรุษข้างกายได้ลอบวิเคราะห์นิสัย รูปร่าง ตลอดจนถึงเรือนร่างของนางไปรอบหนึ่งแล้ว…


ชายชราเบื้องล่างไม่ได้สังเกตเห็นพวกเขา นั่งลงตรงหน้าโต๊ะเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง จากนั้นเรียกศิษย์คนหนึ่งเข้ามา ยื่นจดหมายให้และกำชับ “ส่งจดหมายฉบับนี้ไปเมืองหลวง ยิ่งเร็วยิ่งดี”


“ขอรับ”


ศิษย์ผู้นั้นหันหลังเดินออกไป เหอจิ่วเหนียงจ้องสังเกตชายชราต่อ และถามคนข้างๆเสียงเบา “องครักษ์ข้างนอกสกัดกั้นจดหมายนี่ได้หรือไม่?”


“ได้”


ทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันมาก ลมหายใจของลู่ไป่ชวนพ่นผ่านใบหูของนาง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกคันยุบยิบ ขมวดคิ้วขยับตัวออกเล็กน้อย รักษาระยะห่างกับเขา


ทว่ามือที่โอบเอวนางอยู่นั้นกลับแน่นขึ้น “อย่าขยับซี้ซั้ว เดี๋ยวจะตกลงไป”


เหอจิ่วเหนียงกำลังจะเถียง แต่หันไปเห็นชายชราข้างล่างกำลังกดกลไกบนกำแพงพอดี


ผนังกำแพงเปิดออก เผยให้เห็นเส้นทางลับ นักพรตเฒ่าเดินเข้าไป


เหอจิ่วเหนียงผลักลู่ไป่ชวนออก กระโดดลงจากคาน แล้วบอกอีกฝ่าย “ข้าจะตามเข้าไปดู ท่านบาดเจ็บอยู่ไม่ต้องไปหรอก ผงยานี่ไร้สีไร้กลิ่น แค่ดมก็จะสลบ ท่านระวังตัวเองด้วย ไปจัดการนักพรตคนอื่นให้เรียบร้อย และเรียกองครักษ์ข้างนอกเข้ามาช่วยเด็กๆไป พวกเด็กๆอยู่ในเรือนร้างเล็กๆทางทิศใต้”


สิ้นเสียงนางก็ส่งตะไลกับผงยาขวดหนึ่งให้เขา แล้วเข้าไปในเส้นทางลับอย่างรวดเร็ว


ลู่ไป่ชวนมองของในมือก็อดยิ้มไม่ได้ นางกลัวว่าเขาจะเกะกะอย่างนั้นหรือ หรือว่าโกรธที่เมื่อครู่เขาโอบเอวนาง


ทว่าความสามารถของนางก็เป็นที่ประจักษ์ เขาไม่ต้องเป็นกังวลเลยจริงๆ ตอนนี้ก็ไปช่วยพวกเด็กๆก่อนแล้วกัน


ไม่รู้ว่าเด็กที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาคนนั้นตอนนี้จะตกใจมากเพียงใดแล้ว


เหอจิ่วเหนียงตามหลังนักพรตเฒ่าไปอย่างไร้สุ้มเสียง และได้ค้นพบว่า เบื้องหลังเส้นทางลับนี้เป็นอีกดินแดนหนึ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าอารามเต๋าไกลปืนเที่ยงแห่งหนึ่งจะร่ำรวยมากถึงเพียงนี้ บนผนังฝังด้วยมุกเรืองแสงสาดส่อง หรูหรา


ชายชราเดินไปถึงด้านในสุด เป็นพื้นที่โล่งกว้าง บนพื้นมีหีบเล็กใหญ่เรียงราย บางหีบมีฝาปิดอยู่ บางหีบถูกปิดกุญแจไว้ เขาเปิดหีบออกหนึ่งใบ พลันนั้นแสงสีทองก็ส่องสว่างเจิดจ้า ชายชราเริ่มนับเงินด้วยแววตาเป็นประกาย


เหอจิ่วเหนียงนิ่งอึ้ง…


นางอุตส่าห์คิดว่าเขาจะมีแผนการร้ายอะไร ในใจเตรียมพร้อมจะจัดการเขาอย่างเต็มที่ นึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้


นางหงุดหงิดจนเผลอกระทืบเท้า เสียงหินกรวดกระทบกันบนพื้นทำให้ชายชรารู้ตัว เขาหันมองรอบๆด้วยความตกใจ “ใคร?”


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะเปิดเผยตัว นางขว้างเข็มเงินออกไปหนึ่งเล่ม พริบตาต่อมาร่างของชายชราก็ล้มลงไปกับพื้นและหมดสติ


หญิงสาวเดินออกมาจากที่ซ่อน นำค้อนเล็กออกมาจากห้วงมิติแล้วทุบหีบทั้งหมดเพื่อเปิดดู สิ่งของที่ได้เห็นอยู่ภายในทำให้นางเหยียดยิ้มมุมปาก


หน็อย ตาเฒ่านี่ร้ายกาจจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะมีอาวุธด้วย!


แต่ถึงอย่างนั้น หญิงสาวก็เลือกที่จะเก็บแค่หีบทองคำใบใหญ่สองใบไว้ในห้วงมิติ ก่อนจะเดินนวยนาดออกไป


ตอนนี้พี่ใหญ่ซุนคงจะจัดการสำเร็จแล้ว ไปรับลูกชายดีกว่า!


เหอจิ่วเหนียงมีความคล่องแคล่วว่องไว ใช้เวลาไม่นานก็จัดการหัวหน้าใหญ่ได้ ทางด้านลู่ไป่ชวนเองก็เพิ่งจัดการเสร็จพอดี และส่งสัญญาณให้กับเหล่าองครักษ์ที่อยู่ด้านนอก


เขาหันไปเห็นเหอจิ่วเหนียงเดินออกมาอย่างสบายๆ จึงถาม “สถานการณ์ทางนั้นเป็นเช่นไร?”


“ข้างในมีทองคำกับอาวุธเต็มไปหมด ประเดี๋ยวส่งคนไปขนออกมาก็แล้วกัน”


เนื่องจากมือปลาหมึกของเขาเมื่อครู่ ความประทับใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อพี่ใหญ่ซุนจึงไม่ค่อยดีเท่าไร นางเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนเล็กทางทิศใต้ ระหว่างทางพบศพนักพรตจำนวนไม่น้อย เหอจิ่วเหนียงเดินเหยียบผ่านไปอย่างไม่ยี่หระ


ลู่ไป่ชวนเดินตามหลัง ดวงตาภายใต้หน้ากากอดที่จะมองนางไม่ได้


เมื่อมาถึงเรือนหลังเล็ก สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ไม่มีเสียงร้องไห้เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่กลับมีเสียงหัวเราะ ‘ฮ่าๆๆ ฮิๆๆ’ ดังขึ้นแทน


ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงเดินไปที่ริมหน้าต่าง มองดูด้านใน เด็กๆสี่สิบห้าสิบคนกำลังยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม และฝึกท่าต่อยเตะกับบุตรชายของนางอยู่!


สตรีลูกหนึ่งรู้สึกภูมิใจในตัวเอง มองลู่ไป่ชวนด้วยความทะนง กล่าวอย่างลำพอง “เห็นหรือไม่ เด็กที่นำฝึกซ้อมอยู่นั่นคือลูกชายข้าเอง! เผชิญกับอันตรายก็ไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เหมือนข้า!”


ลู่ไป่ชวนได้อดยิ้มไม่ได้จริงๆ พยักหน้าพลางพูดในใจ ‘เหมือนข้าด้วย’


ชายหนุ่มชักกระบี่ออกมาฟันกุญแจที่ประตูจนขาดสะบั้น นอกจากโก่วเอ๋อร์แล้ว เด็กทั้งหมดล้วนรีบถอยไปหลบที่มุมห้อง


โก่วเอ๋อร์มองคนที่เข้ามา มุมปากทั้งสองข้างฉีกยิ้มกว้างพลางโผเข้าไปกอด “ท่านแม่!”


ขณะที่วิ่งเข้าไปหามารดานั้นยังยิ้มร่า ทว่าเมื่อเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดนางแล้วเขากลับไม่อาจปิดกั้นอาการตื่นตระหนกได้อีกต่อไป เด็กน้อยวัยสามขวบร้องไห้จ้าออกมาเสียงดัง “ท่านแม่ ฮือๆๆ ข้ากลัว ฮือๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงเห็นเช่นนี้ดวงใจแทบสลาย รีบปลอบเขาเบาๆ “แม่อยู่นี่แล้ว แม่จะปกป้องเจ้าเอง ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว”


ลู่ไป่ชวนเองก็คาดไม่ถึงว่าเด็กที่หัวเราะร่าเมื่อครู่จู่ๆจะร้องไห้ออกมา เขาเพิ่งเคยเป็นพ่อคน เพิ่งได้เห็นหน้าบุตรชายเป็นครั้งแรก ในสถานการณ์นี้เขาต้องรับมืออย่างไร ชั่วขณะนั้นนายทหารระดับสูงก็ทำตัวไม่ถูก


เด็กคนอื่นเห็นเช่นนี้ก็ร้องไห้โฮตามๆกัน สะอึกสะอื้นร่ำร้องหาพ่อแม่ตัวเอง


โชคดีที่โก่วเอ๋อร์รู้ความมาก เขาจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ร้องไห้เสร็จก็เช็ดน้ำตาลวกๆ ก่อนหันไปมองคนแปลกหน้าที่เพิ่งสังเกตเห็น


ลู่ไปชวนนั่งยองลง ยื่นมือออกไปด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะถามอย่างกล้าๆกลัวๆ “ขะ ข้า…ข้ากอดเจ้าได้หรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านอาท่านนี้ต้องสวมหน้ากาก น่าแปลกมาก แต่เขามากับท่านแม่ มาช่วยพวกตนเอาไว้ เช่นนั้นก็น่าจะเป็นคนดี ดังนั้นจึงพยักหน้าตอบตกลง


ลู่ไป่ชวนคว้าโก่วเอ๋อร์มากอดทันที มองเด็กที่หน้าตาละม้ายคล้ายตนหลายส่วน น้ำตาก็พานค่อยๆเอ่อคลอ


โก่วเอ๋อร์ยื่นมือเล็กๆสัมผัสหน้ากากเขา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงน่ารักน่ารักตามแบบของเด็ก “ขอบคุณท่านอาที่มาช่วยพวกข้าขอรับ”


“ไม่ต้องเกรงใจ” เขาจับมือเด็กน้อยพลางยิ้มกล่าว “เพียงแต่ ข้าไม่ใช่ท่านอา… เจ้าควรเรียกข้าว่าท่านพ่อ”


ตอนที่ 252: ชอบเหอจิ่วเหนียง และอยากเป็นพ่อของลูกนาง


ในตอนนี้ไม่เพียงโก่วเอ๋อร์เท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่เหอจิ่วเหนียงก็อึ้งไปเช่นกัน


‘พี่ใหญ่ซุนนี่แต๊ะอั๋งข้าไม่พอ ยังลามปามมาถึงลูกข้าอีก นี่หมายความว่าอย่างไร!?’


โหลวชงนำกองกำลัง.องครักษ์มาถึงพอดี ทันทีที่เข้าประตูมาก็ได้ยินคำพูดอันน่าทึ่งของเจ้านายเข้าอย่างจัง


ทหารคนสนิทของนายท่านสามไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เจ้านายของเขาได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากการสูญเสียครอบครัวจนฟั่นเฟือนไปแล้วใช่หรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าเจอใคร เขาก็เลยคิดว่าเป็นครอบครัวตัวเองไปหมด


หรืออาจเป็นเพราะเขาหลงเสน่ห์ของท่านหมอเหอเข้าให้แล้ว สาวงามเพียบพร้อมเช่นนี้ใครเห็นก็ย่อมหมายปอง แต่พี่ชายเอ๋ย… การเข้าหาผู้หญิงด้วยวิธีเช่นนี้ มันไม่ได้เลยจริงๆ!


โหลวชงไม่อาจปล่อยให้เจ้านายทำเรื่องน่าอายเช่นนี้ได้อีกต่อไป จึงรีบเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ “ต้องขอโทษท่านหมอเหอด้วยจริงๆขอรับ นายท่านของข้าน้อยเพิ่งประสบกับเรื่องสะเทือนใจมา ทำให้หมอเหอลำบากใจแล้ว…”


ลู่ไป่ชวนถลึงตาดุใส่คนสอด “หลบไป”


ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าโก่วเอ๋อร์จะตั้งสติได้ เขาหันไปมองเหอจิ่วเหนียง สลับกับมองลู่ไป่ชวนอย่างเหลือเชื่อ ก่อนปากเล็กๆ ถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ “ท่าน…ท่านคือท่านพ่อของข้าจริงหรือขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนไม่ทันได้ตอบ เหอจิ่วเหนียงก็คว้าตัวบุตรชายมาอุ้ม ดวงตาคู่งามจ้องเขม็งคนฉวยโอกาสอย่างมาดร้าย ก่อนจะหันหลังเดินหนีไป


ลู่ไป่ชวนกำลังจะตามไป โหลวชงกลับคว้าแขนห้ามเขาไว้เสียก่อน “นายท่าน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาขอรับ จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนค่อยว่ากันเถอะขอรับ”


โหลวชงหนักใจจริงๆ ความตั้งใจเดิมคืออยากให้เจ้านายออกมาทำงานเพื่อปลดปล่อยความทุกข์โศกสักหน่อย และเขาก็ทำได้ไม่มีปัญหา ไม่มีความทุกข์ใจเหล่านั้นมารบกวนการทำงานเลย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดีเกินเหตุไปมาก ถึงขั้นแสดงออกชัดว่าชอบหมอเหอ ถึงขั้นขอเป็นพ่อของบุตรชายนางโต้งๆเช่นนี้!


การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมของผู้เป็นนายครั้งนี้ช่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ โหลวชงหน้านิ่ว กุมขมับอย่างปวดหัว


ลู่ไป่ชวนพยายามสะกดความตื่นเต้นยินดีที่พรั่งพรูอย่างล้นหลามของตัวเองให้สงบลง ในเมื่อรู้แล้วว่าครอบครัวยังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นกลับไปแล้วค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน


“พาตัวเด็กๆออกไปจากที่นี่ก่อน ในห้องโถงหลักหลังกำแพงมีเส้นทางลับอยู่ เจ้านำกำลังคนไปเอาตัวคนกับของที่อยู่ข้างในออกมาให้หมด”


เมื่อเห็นเจ้านายกลับมาเป็นปกติแล้ว โหลวชงจึงรับคำสั่งด้วยความตื่นเต้น “ขอรับ!”


ขณะกำลังจะไป ก็ได้ยินเจ้านายถามขึ้นอีกครั้ง “จริงสิ สกัดจดหมายที่พวกมันจะส่งออกไปฉบับนั้นได้หรือไม่?”


“สกัดเอาไว้ได้แล้วขอรับ คนพวกนี้ระมัดระวังมาก ไม่ลงนาม เขียนเพียงข้อความบอกว่า ‘จำนวนเด็กใกล้ครบแล้ว งานใหญ่ใกล้สำเร็จ ทุกอย่างเตรียมพร้อมลงมือ’ ประมาณนี้ขอรับ”


…จำนวนเด็กใกล้ครบแล้ว งานใหญ่ใกล้สำเร็จ ทุกอย่างเตรียมพร้อมลงมือ…


ลู่ไป่ชวนหรี่ตาลง การมาที่นี่ของพวกเขาได้ทำลายแผนการใหญ่ของใครบางคนเข้าแล้ว


“เข้าใจแล้ว ไปจัดการเรื่องพวกนี้ก่อนเถอะ”


โหลวชงกับ.องครักษ์ส่วนหนึ่งพากลุ่มเด็กๆออกไป เดิมทีพวกเด็กๆรู้สึกหวาดกลัว แต่โก่วเอ๋อร์ในอ้อมแขนเหอจิ่วเหนียงพยายามปลอบใจพวกเขาไม่ลดละ บอกพวกเขาว่าท่านแม่ของตัวเองเก่งกาจมากเพียงใด อีกไม่นานก็จะพาพวกเขากลับไปหาพ่อแม่แล้ว


เมื่อพูดถึงพ่อแม่ โก่วเอ๋อร์ก็เหลือบมองร่างของท่านอาใส่หน้ากาก …เขาคือท่านพ่อจริงๆหรือ?


ท่านพ่อหน้าตาเป็นเช่นไร แล้วเหตุใดต้องใส่หน้ากากด้วย?


ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงรังเกียจเจ้าซุนฉีหน้าไม่อายผู้นั้นมาก กว่าบุตรชายของนางจะยอมรับความจริงว่าพ่อของเขาล่วงลับไปแล้วได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จู่ๆ ผู้ชายปากไม่มีหูรูดนี่ก็โผล่มาขุดเรื่องอ่อนไหวของเขา ช่างน่าชังยิ่งนัก!


เจ้าหมอนี่ ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้นางจะไม่เก็บยาไว้ให้เขา! ฮึ่ย!


โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กฉลาด หลายๆเรื่องเขาเองก็รู้ชัดอยู่ในใจ เติบโตจนป่านนี้แล้วจู่ๆก็มีคนโผล่มาบอกว่าเป็นพ่อของตนเอง แน่นอนว่าเขาไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่ลึกๆ เด็กน้อยก็ยังคาดหวังในใจว่าจะเป็นความจริง แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของเขานานนัก


ไม่นานองครักษ์ก็จับตัวเหล่านักพรตที่สลบทุกรูปมามัดรวมกัน ชายชราที่อยู่ในเส้นทางลับกับทรัพย์สมบัติหลายหีบก็ถูกขนย้ายออกมาทั้งหมด


เหอจิ่วเหนียงเหลือบไปเห็นไข่มุกราตรีกองหนึ่ง องครักษ์เหล่านี้ดุดันยิ่งนัก แม้แต่ไข่มุกราตรีที่ฝังบนผนังก็แกะออกมาด้วย


นางเดินไปข้างหน้าสองก้าว “คนค้นพบย่อมได้รับส่วนแบ่ง ถึงอย่างไรทองคำเหล่านี้ก็ควรแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งกระมัง?”


แม้ก่อนหน้านี้นางเก็บมาแล้วสองหีบ แต่ไม่มีใครรู้นอกจากนางนี่นา สองหีบนั่นก็คิดซะว่าเป็นการตอบแทนในการสำรวจเส้นทางของนางก็แล้วกันนะ


สตรีตัวเล็กๆบุกป่าฝ่าดง ฝ่าอากาศพิษนำกำลังเข้ามาในอารามเต๋าแห่งนี้ได้ ทองคำเหล่านี้นางก็เป็นคนเจอ ดังนั้นเงื่อนไขที่นางเสนอก็ไม่ได้ถือว่าเกินไปแต่อย่างใด ลู่ไป่ชวนผู้มีอำนาจในการจัดสรรจึงพยักหน้าพลางกล่าว “ทองคำและไข่มุกเราแบ่งกันคนละครึ่ง ยกเว้นพวกอาวุธ”


สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงดูดีขึ้นในบัดดล เช่นนี้ถือว่าไม่เลว นับว่าเขาอ่านสถานการณ์ออกว่าควรทำเช่นไร


นางควักยาอีกขวดโยนให้โหลวชง “ทำให้คนพวกนี้ฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยลงเขาเถอะ”


กล่าวจบนางก็อุ้มโก่วเอ๋อร์เดินนำออกไป โหลวชงยกนิ้วโป้งไล่หลัง “ท่านหมอเหอช่างเป็นวีรสตรีโดยแท้!”


สมควรแล้วที่เจ้านายของตนจะออกอาการชื่นชอบนางขนาดนั้น…


แต่!


เขาเทใจไปทางความเป็นไปได้ที่ว่า เจ้านายของตนสะเทือนใจจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วถึงแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมามากกว่า ใช่แล้ว ต้องเป็นเช่นนี้แน่ๆ


ดังนั้นเพื่อไม่ให้เจ้านายเผลอทำเรื่องน่าอับอายและล่วงเกินท่านหมอเหอ เขาจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า จะติดตามเจ้านายทุกฝีก้าวไม่ห่างไปไหน!


เพราะเขายังต้องสร้างความสนิทสนมกับท่านหมอเหอ เพื่อจะได้สิทธิพิเศษในการซื้อเป็ดดำลู่ ดังนั้นจะให้เจ้านายตัวเองมาทำลายความตั้งใจไม่ได้เด็ดขาด!


ไม่นานเหล่านักพรตก็ฟื้นขึ้น หลังจากได้เห็นสภาพของตัวเองในตอนนี้ สีหน้าก็พลันสับสนงุนงง นึกไม่ถึงเลยว่าตนจะถูกจับตัวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแม้แต่น้อย ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!


โดยเฉพาะชายผู้เฒ่า เห็นทองคำ ไข่มุก ข้าวของล้ำค่า และอาวุธในหีบเหล่านั้นถูกหามออกไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ น้ำตาเขาก็ไหลพรากออกมา เมื่อครู่เพิ่งส่งจดหมายไปรายงานเบื้องบนด้วยความมั่นใจอยู่เลยว่าไม่มีอะไรผิดพลาด แต่ตอนนี้ เวลาห่างกันแค่เพียงกะพริบตา ทุกอย่างกลับพังทลาย ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาสูญเปล่าหมดแล้ว จุดจบของเขาก็รออยู่แล้วเช่นกัน


เนื่องจากโดนปิดปากไว้ ไม่ว่าพวกเขาอยากเถียงหรืออยากด่าก็ไม่มีโอกาส ทำได้แค่ถูกฉุกกระชากลากถูลงเขาไป


เศษสวะเหล่านี้คุมตัวง่ายหน่อย หากไม่ยอมเดินลงไปดีๆ ก็ทุบตีซะให้สิ้นเรื่อง แต่ด้านเด็กๆทั้งหมดหกสิบสองคนนั้นการดูแลค่อนข้างยากลำบาก พวกเขาอายุยังน้อย เส้นทางบนเขาทั้งสูงชันและรกชัฏเช่นนี้พวกเขาไม่กล้าเดิน ดังนั้นเหล่าองครักษ์จึงใช้วิธีหนึ่งต่อสี่ องครักษ์หนึ่งคนต้องอุ้มเด็กๆไว้ด้านหน้าสองคน และใช้เชือกมัดแบกไว้บนหลังอีกสองคน ถึงจะพาลงเขาได้


เคราะห์ดี ก่อนมาที่นี่ลู่ไป่ชวนได้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าโดยให้คนนำรถม้ามาจอดรอที่ตีนเขา เมื่อลงไปถึงก็ส่งพวกเด็กๆนั่งรถม้ากลับไป


โก่วเอ๋อร์เผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอีกครั้งก็ตกใจขวัญเสีย แต่ครั้งนี้เขาสามารถบังคับให้ตัวเองทำเป็นเข้มแข็งได้ ตอนนี้ได้อยู่ในอ้อมกอดของท่านแม่แล้วทุกอย่างล้วนวางใจได้ ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป เหอจิ่วเหนียงอุ้มเขาเดินลงเขามาตลอดทางก็ยังไม่ตื่น


เมื่อเดินลงมาถึงตีนเขา เหอจิ่วเหนียงค่อยๆขึ้นหลังม้าอย่างระมัดระวัง ลู่ไป่ชวนที่ตามหลังนางมาเอ่ยขึ้น “กลางคืนลมแรง เจ้าพาลูกขึ้นรถม้าเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธด้วยสีหน้าเย็นชา “ไม่จำเป็น คนที่บ้านกำลังเป็นห่วงอยู่ ขอตัวละ”


กล่าวจบนางก็ตีแส้ ม้าเร็วพุ่งทะยานไปข้างหน้าจนฝุ่นตลบกลบหน้าลู่ไป่ชวน


ชายหนุ่มรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังโกรธเขาอยู่ เมื่อนึกถึงการกระทำที่ไม่สุภาพของตัวเองก่อนหน้านี้ ก็ยกมือลูบปลายจมูกด้วยความประดักประเดิด


เขาจำนางกับบุตรชายได้ ดังนั้นจึงรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด แต่อีกฝ่ายไม่รู้ ดังนั้นในสายตาของพวกนาง ตนกลายเป็นคนไร้ศีลธรรมไปแล้ว


โหลวชงจัดการให้พวกเด็กๆขึ้นรถม้าเสร็จก็จะเดินไปหาลู่ไป่ชวน แต่หันมาอีกทีกลับพบว่า เจ้านายของตนกระโดดขึ้นหลังม้าพุ่งตัวออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงฝุ่นตลบกลบหน้าของเขา


โหลวชง “…”


“ท่านโหลว พวกเรา…”


องครักษ์เห็นลู่ไป่ชวนไปแล้ว จึงเดินมาหาโหลวชงผู้มีอำนาจสูงสุดในที่นี้


นักพรตพวกนี้จับตัวเด็กๆมา ทั้งยังซุกซ่อนอาวุธมากมาย เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จัดการได้ยาก แต่เหตุใดดูเหมือนหัวหน้าแต่ละคนถึงไม่ใส่ใจเลย


เสียแรงที่ใต้เท้าฉินของพวกเขาเอ่ยปากชมทุกวันว่าใต้เท้าซุนเก่งกาจมากเพียงใด แต่พอได้ร่วมงานจริงๆแล้วก็ไม่เท่าไร!


ดูซิ เพิ่งเจอท่านหมอเหอปุ๊บก็ถึงกับเสียอาการปั๊บ ตอนนี้ยังสะบัดก้นทิ้งพวกเขาตามสาวไปอีก


รอใต้เท้าฉินกลับมา จะต้องรายงานเรื่องนี้ให้เขาฟังสักหน่อยแล้ว!


ตอนที่ 253: ท่านพ่อท่านแม่ ลูกอกตัญญูที่กลับมาช้าไป


โหลวชงเหนื่อยใจจริงๆ เจ้านายของเขาทิ้งงานที่เหลือไว้ต่างหน้าเช่นนี้ ก็คงต้องเป็นเขาที่รับช่วงต่อแล้ว


“พาพวกเด็กๆกลับไปก่อน จากนั้นก็แจ้งครอบครัวเด็กๆให้มารับลูกหลานไป ส่วนนักพรตพวกนี้ก็ควบคุมตัวกลับไป เรื่องนี้เรื่องใหญ่แถมซับซ้อน ต้องรายงานให้องค์ชายทราบ”


โหลวชงสะบัดมือออกคำสั่ง ยืนส่งรถม้าของเด็กๆเดินทางกลับ ส่วนเขาก็คุมตัวนักพรตเหล่านี้กลับไป


โชคดีที่เหล่าองครักษ์มีม้าจึงไม่เหนื่อยมาก เพียงแต่ต้องค่อยๆลากพวกนักพรตกลับไปจึงค่อนข้างช้า กว่าจะเดินทางกลับถึงเมืองคาดว่าฟ้าคงสว่างพอดี


โหลวชงจิตใจกระวนกระวาย ในใจเฝ้าภาวนาไม่หยุดหย่อนว่า ขอให้เจ้านายอย่าได้สติเลอะเลือนไปล่วงเกินครอบครัวของท่านหมอเหออีกเลย!

.....


เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์กลับถึงเมืองแล้ว และพบว่าซุนฉีก็ตามหลังนางมาติดๆ ในใจยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์ เจ้าหมอนี่ตามติดไม่เลิกรา! 


หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าฉินเจียน และเห็นแก่ที่ฉินเจียนบอกว่าเขาออกไปทำภารกิจ ทุ่มเททั้งร่างกายเพื่อความสงบสุขของชายแดนเป่ยเหยียนละก็ นางคงลงมือจัดการเขาไปแล้ว


เวลานี้ประตูเมืองปิดแล้ว หอคอยบนกำแพงเมืองมีทหารเฝ้ายามอยู่แต่พวกเขาไม่สนใจ หากต้องการเข้าเมืองก็ต้องรอเวลา


เหอจิ่วเหนียงกำลังคิดหาทางแอบเข้าไป ก็เห็นลู่ไป่ชวนที่ตามหลังมาล้วงเอาป้ายคำสั่งออกมา ทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นแล้วก็รีบยกมือคารวะ “ที่แท้ก็เป็นใต้เท้าซุนนี่เอง ข้าน้อยล่วงเกินแล้ว หทาร! เปิดประตูเมือง!”


ลู่ไป่ชวนเก็บป้ายคำสั่ง และกล่าวกับทหารนายนั้น “เด็กๆที่หายตัวไปหลายวันก่อนเจอตัวแล้ว อยู่ระหว่างทางกลับเข้าเมือง เจ้าส่งกำลังคนไปรับ แล้วอีกเรื่อง บอกคนที่มาแจ้งเด็กหายให้นำใบยืนยันตัวตนของเด็กมารับเด็กกลับบ้าน”


“ขอรับ!”


ทหารยามรับคำสั่งและไปจัดการทันที ส่วนเหอจิ่วเหนียงเข้าเมืองไปตั้งแต่อึดใจแรกที่ทหารเปิดประตูเมืองแล้ว นางไม่อยากอยู่กับคนบ้ากามผู้นี้แม้แต่อึดใจเดียว


ตอนนี้ยามดึกสงัด ไม่รู้ว่าลู่จิ้งซวนพาผู้เฒ่าลู่และนางซุนกลับโรงเตี๊ยมไปแล้วหรือยังเฝ้าดูอาการของนางซุนอยู่ที่โรงหมอ


คิดไปคิดมา เหอจิ่วเหนียงจึงตัดสินใจไปดูที่โรงหมอก่อน โรงหมออวี้หยวนเป็นโรงหมอขนาดใหญ่ มีห้องพักสำหรับผู้ป่วยที่อาการสาหัสด้วย หลักการเดียวกับห้องพักฟื้นผู้ป่วยในยุคสมัยใหม่ ดังนั้นจึงเปิดทำการสิบสองชั่วยาม


เมื่อได้ยินเสียงกีบม้า เด็กผู้ช่วยในโรงหมอก็ออกมาดู เห็นว่าเป็นเหอจิ่วเหนียงและโก่วเอ๋อร์จึงร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น “ท่านหมอเหอกลับมาแล้ว! ท่านผู้เฒ่าลู่กับเหล่าฮูหยินร้อนใจจนกินอะไรไม่ลงเลยขอรับ”


“ข้าจะเข้าไปดูเดี๋ยวนี้”


เหอจิ่วเหนียงอุ้มโก่วเอ๋อร์เตรียมจะเข้าไปข้างใน แต่เหลือบไปเห็นลู่ไป่ชวนยังคงตามมา จึงถามพร้อมชักสีหน้าอย่างอดไม่ได้ “ใต้เท้าซุน ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?”


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ก่อนฉินเจียนจะไปเขากำชับให้ข้าดูแลพวกเจ้า ได้ยินว่าท่านผู้เฒ่าทั้งสองตกใจ ข้าอยากจะไปเยี่ยมสักหน่อย”


“ไม่ต้อง น้ำใจของท่านข้ารับไว้แล้ว ใต้เท้าซุนไปจัดการธุระของตัวเองเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่สบอารมณ์ ผู้ชายบ้ากามนี่ยังไม่เลิกตามมาอีก หน้าด้าน!


นางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ พลางบอกกับตัวเองว่าช่างเถอะ ให้เขาเข้ามาเยี่ยมสักหน่อยก็ได้


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอเดินนำพวกเขาไปที่ห้องพักของครอบครัวลู่ มองจากด้านนอกยังเห็นไฟตะเกียงสว่างอยู่ นั่นหมายความว่าคนด้านในยังไม่นอน


เหอจิ่วเหนียงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น แต่ลู่ไป่ชวนกลับช้าลง


ชั่วเวลานี้เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าทุกอย่างนี้เป็นความจริง หรือบางทีเขาอาจเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ คนข้างในอาจจะไม่ใช่พ่อแม่ของเขา


สองมือข้างลำตัวกำหมัดแน่นขึ้น สักพักก็คลายลงสลับกันไปมา 


และในตอนนี้ เหอจิ่วเหนียงเข้าไปข้างในแล้ว


เนื่องจากตอนนี้โก่วเอ๋อร์หลับแล้วทุกคนจึงไม่ส่งเสียงดัง พูดคุยกันเบาๆ


แต่ถึงกระนั้นลู่ไป่ชวนก็จำได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเสียงท่านพ่อท่านแม่ และพี่ใหญ่


จากกันไปนานหลายปี เสียงของพวกเขายังคงคุ้นหูอยู่เหมือนเดิม


เขามั่นใจได้แล้วว่าตอนนี้ได้เจอครอบครัวของตนเองแล้ว


ภายในห้อง นางซุนร้องไห้น้ำตาอาบหน้าอยู่ตลอด คนที่ปกติเข้มแข็ง ไม่ว่าจะประสบพบเจอเรื่องใดก็สามารถเอาชนะได้


แต่การหายตัวไปของโก่วเอ๋อร์ในวันนี้เปรียบดั่งเชือกเส้นสุดท้ายที่คอยประคับประคองนางซุนได้ขาดสะบั้น หัวใจนางแตกสลายจนไม่สามารถรักษาความเข้มแข็งเหมือนที่ผ่านมาได้อีก ร้องไห้จนหมดสติไปหลายครั้ง


ตอนนี้นางอ่อนแอมาก กอดโก่วเอ๋อร์ที่หลับสนิทไม่ยอมปล่อยมือ ดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งราวกับลูกท้อ


เหอจิ่วเหนียงปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านสุภาพสตรีซุน เลิกร้องไห้ได้แล้วเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวโก่วเอ๋อร์ตื่นจะทำเช่นไรเจ้าคะ วันนี้เขาตกใจจนเสียขวัญกว่าจะหลับได้ไม่ง่ายเลย หากโก่วเอ๋อร์ตื่นท่านก็ปลอบเขานอนเองก็แล้วกัน”


นางซุน “…”


สตรีสูงวัยถลึงตาใส่สะใภ้กวนประสาทแต่ไม่ได้ดุด่าว่านางแต่อย่างใด และวาจาของเหอจิ่วเหนียงก็ทำให้นางซุนหยุดร้องไห้ได้แล้ว


ผู้เฒ่าลู่กล่าวปลอบใจเช่นกัน “เอาละ เอาละ หลานกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว วันนี้เจ้าไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน ข้าจะให้เจ้าใหญ่ไปอุ่นอาหารให้ เดี๋ยวเรามากินข้าวด้วยกันนะ”


ก่อนหน้านี้ไม่ได้ข่าวของหลานเลย พวกเขาต่างก็กินอะไรไม่ลง ตอนนี้หาหลานเจอแล้วความกังวลก็คลายลง จึงได้รู้ตัวว่ารู้สึกหิวมาก


ลู่จิ้งซวนกล่าว “ขอรับ ข้าจะไปยืมใช้ห้องครัวของโรงหมอ”


ขณะที่เขากำลังเดินออกไป ก็ชนเข้ากับลู่ไป่ชวนที่พยายามรวบรวมความกล้าได้ในที่สุดและกำลังเดินเข้ามา


“ขอโทษจริงๆขอรับ ข้ารีบออกมาก็เลยไม่ทันมอง…”


ลู่จิ้งซวนโน้มตัวกล่าวขอโทษ คนถูกชนประคองเขาขึ้นมา แล้วกล่าวเสียงเบา “ไม่เป็นไร”


เสียงเขาเบามาก ลู่จิ้งซวนได้ยินไม่ชัดนัก เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็มองบุรุษสวมหน้ากากตรงหน้าอย่างตกตะลึง


รู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้มาก แต่คิดว่าตนไม่น่ารู้จักเขา


เขาไม่ได้คิดไปถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นน้องสามของตนเลย เนื่องจากรูปร่างของคนตรงหน้าไม่ได้สูงล่ำกำยำชี้ชวนให้นึกถึงน้องสามของเขา ทั้งยังหลังค่อมอีกต่างหาก


ส่วนผู้เฒ่าลู่และนางซุนสนใจแต่หลานชายตัวน้อยที่กำลังหลับสนิทอยู่ ไม่ได้สังเกตเห็นคนมาใหม่ที่อยู่หน้าห้องเลย


ลู่ไป่ชวนกำหมัดแน่น ภายใต้หน้ากากนั้น ดวงตาแดงก่ำมาครู่หนึ่งแล้ว


แขนขาทั้งสี่ของเขาสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้ ไม่รอให้เหอจิ่วเหนียงแนะนำเขาให้หญิงชายชราทั้งสองรู้จัก เขาก็ทรุดลงไปคุกเข่าต่อหน้าผู้เฒ่าทั้งสองแล้ว


“ไอ้หยา ใต้เท้าท่านนี้ เหตุใดอยู่ดีๆถึงคุกเข่าลงไปเช่นนี้ล่ะ รีบลุกขึ้นเถอะ…”


ผู้เฒ่าลู่ตกใจมาก จะเข้าไปพยุงเขาแต่เขากลับก้มศีรษะโขกพื้นอย่างแรงสามครั้งต่อสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญูที่กลับมาช้าไป!”


ทันใดนั้นทุกคนก็นิ่งค้าง สมองประมวลผล


“จะ เจ้า…เจ้าคือเจ้าสามหรือ?”


ชายชรายกมือขึ้นมา แต่กลับลังเลที่จะยื่นออกไป


“ขอรับ ในปีนั้นที่ลูกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัยลูกถูกลอบสังหาร สหายร่วมทางไม่มีใครรอดชีวิตสักคน ตัวลูกมีอันตรายรอบด้านจึงไม่กล้าติดต่อครอบครัว กลัวจะทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน ครั้นที่ชางโจวเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ตัวลูกอยู่ที่หนานไท่ พอได้กลับบ้านไปก็พบว่าที่บ้านไม่มีใครแล้ว เห็นข้อความที่ท่านพ่อสลักทิ้งไว้บนเสาบ้านบอกว่าจะเดินทางไปอันโจว ลูกจึงให้คนออกตามหา…”


เสียงของเขาสั่นเครือแต่ทุกถ้อยคำกลับชัดเจน เล่าเรื่องราวขั้นตอนในการตามหาครอบครัวอย่างรวบรัดได้ใจความ โดยข้ามเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญความยากลำบากไปไม่น้อย


นางซุนนิ่งเงียบตลอดการรับฟัง ในใจหวาดระแวงอย่างยิ่งว่า อีกเดี๋ยวคนผู้นี้จะกล่าวออกมาว่ากำลังล้อพวกเขาเล่น


ทว่า นี่เป็นเสียงของบุตรชายนางจริงๆ!


กว่าจะหยุดร้องไห้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และแล้วนางซุนก็ถูกกระตุ้นต่อมอารมณ์ให้กลับมาร้องไห้อีกครั้ง น้ำตาไหลดั่งน้ำหลาก


“ละ แล้ว…แล้วเหตุใดเจ้าต้องใส่หน้ากากด้วยล่ะ ใบหน้าเจ้าเป็นอะไรหรือ?”


นางซุนพยายามเปล่งเสียงถามออกมา ปาดน้ำตาขยับตัวจะลุกขึ้นจากเตียง เหอจิ่วเหนียงรีบรับโก่วเอ๋อร์มา…แล้ววิ่งไปที่ห้องข้างๆอย่างรวดเร็ว นางต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อขอให้ตัวเองได้สงบสติอารมณ์ 


ภาพลวงตาปีศาจ นี่มันภาพลวงตาปีศาจชัดๆ!…


ภายในห้อง ลู่ไป่ชวนตอบมารดา “ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยตอนทำภารกิจที่หนานไท่ขอรับ…”


ตอนที่ 254: ใส่หน้ากากไว้เถอะ ข้าเห็นแล้วปวดใจ


สองสามีภรรยาชรารู้สึกลมหายใจติดขัด


ทว่า…


นางซุนเหลือบไปเห็นมือของเขาที่เผยออกมานอกร่มผ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นนั่นราวกับว่าแก่กว่าคนชราอย่างนางไปหลายปี


บุตรชายอยู่ข้างนอกหลายปี ได้รับความทุกข์ยากลำบากเพียงใดกันแน่


เขาบอกว่าตนเองมีอันตรายรอบด้าน กลัวจะทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน จึงไม่กล้าติดต่อครอบครัว และตอนที่เกิดภัยแล้งขึ้นที่ชางโจวเขาก็รีบกลับมา ทั้งยังไปตามหาครอบครัวที่อันโจวมาแล้วด้วย


พวกเขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่า ตอนที่บุตรชายตามหาครอบครัวไม่เจอ ทั้งยังคิดว่าครอบครัวไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว เขาจะสิ้นหวังมากเพียงใด โทษตัวเองมากแค่ไหน


“ลูกแม่! ฮือๆๆ…”


นางซุนลุกขึ้นจากเตียง โผเข้ากอดลู่ไป่ชวนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นแน่น และร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด


ผู้เฒ่าลู่เองก็ดีใจมากที่ในที่สุดบุตรชายที่พวกเขาเฝ้ารอให้กลับบ้านตลอดหลายปีมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ขณะเดียวกันก็สงสารที่บุตรชายต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับชีวิตอันขมขื่น เพียงแต่ชายชราสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ในใจ ไม่แสดงออกมาเหมือนภรรยา


ลู่ไป่ชวนดวงตาแดงก่ำ แต่เขากลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ กอดมารดาแน่น ร่างกายสั่นไหวรุนแรง


หลายวันก่อนเขายังจมอยู่กับความรู้สึกที่ได้รู้ว่าครอบครัวของตัวเองล้วนสิ้นชีพไปแล้ว ในตอนนี้ความรู้สึกเหล่านั้นไม่มีอีกต่อไป วันนี้เขาได้รับสิ่งที่คิดว่าสูญเสียไปแล้วกลับมา เหตุการณ์นี้ทำให้เขาตระหนักถึงคุณค่าของมันอย่างสุดหัวใจ


เขาสาบานในใจว่า ชีวิตนี้จะไม่แยกจากครอบครัวไปไหนอีกเป็นอันขาด เพราะเขารู้แล้วว่าความทุกข์ในการจากกันนั้นมันช่างทรมานเหลือเกิน


นางซุนร้องไห้อยู่พักใหญ่ จับมือบุตรชายด้วยความสงสาร พลิกดูเนื้อหนังมังสาซ้ำไปซ้ำมา ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ แต่ผิวหนังกลับเหี่ยวย่นมากองรวมกัน ผิวหนังบนมือยังเป็นเช่นนี้ และใบหน้าล่ะ


นางทั้งสงสารทั้งอยากรู้ แต่ก็.อดทนกับความปวดใจ เอ่ยถามออกมาเสียงสั่น “ถอดหน้ากากออกให้แม่ดูสักหน่อย”


ลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนประเภทที่สนใจรูปลักษณ์ภายนอกอยู่แล้ว ชีวิตเขายึดมั่นเพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น ที่สวมหน้ากากไว้ก็เพราะไม่อยากทำให้คนรอบตัวต้องตกใจ ตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่อยากดู เขารู้ว่าทั้งสองเห็นแล้วต้องปวดใจแน่ แต่ในเมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้ไปแล้ว ความจริงก็คือความจริง เขาจึงตัดสินใจถอดหน้ากากออก


ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าบุตรชาย นางซุนก็ร้องไห้โฮ


“ฮือๆๆ ลูกแม่ เหตุใดถึงอัปลักษณ์ได้ถึงเพียงนี้!”


ในบุตรชายทั้งสาม เจ้าสามหน้าตาดีที่สุดมาตั้งแต่เกิดแล้ว เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเกิด พอพูดถึงความหล่อเหลาของเขาทีไรก็จะรู้สึกภูมิใจเสมอ 


ทว่าตอนนี้…


หญิงชราร้องไห้ด้วยความเสียใจหนักขึ้น


ผู้เฒ่าลู่รีบเข้ามาปลอบนาง “ยายเฒ่า เจ้าจะสนใจเรื่องนี้ไปทำไมกัน ขอแค่ลูกยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว ตอนนี้ครอบครัวเราก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างแท้จริงแล้วก็ควรดีใจสิจึงจะถูก! อย่าร้องไห้เลยนะ”


นางซุนร้องไห้พลางพรั่งพรูอย่างสะอึกสะอื้น “แต่ตอนนี้เขาอัปลักษณ์เช่นนี้จะคู่ควรกับสะใภ้ข้าได้อย่างไร ฮือๆๆ…เมื่อก่อนใครๆก็หน้าตาดีสู้ลูกข้าไม่ได้ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ดูดีกว่าลูกข้าไปหมดแล้ว จะทำเช่นไรดี เราจะทำเช่นไรดี ฮือๆๆ…”


ลู่ไป่ชวน “…”


หรือว่าเขาไม่ควรกลับมา?


เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์ไปนอนในห้องข้างๆ ขณะที่เดินกลับมาก็ได้ยินคำพูดของนางซุน นางเกือบหลุดขำออกมา ดูท่าในใจของสุภาพสตรีซุนท่านนี้ ลูกสะใภ้ต่างหากที่เป็นลูกรัก ฮิๆๆ


นางรีบเข้าไปในห้อง พยุงนางซุนขึ้นมาก่อนจะกล่าว “ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านพูดอะไรเช่นนี้ มันสมควรพูดออกมาหรือเจ้าคะ สามีข้าลำบากอยู่ข้างนอกมาหลายปี รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปบ้างเป็นธรรมดา ต่อให้พวกเรารู้สึกว่าเขาอัปลักษณ์จริงๆ แต่จะพูดออกมาไม่ได้นะเจ้าคะ! ไม่อย่างนั้นเขาจะเสียใจมากเพียงใดกันเจ้าคะ”


ลู่ไป่ชวน “…”


ผู้เฒ่าลู่ “...”


นางซุนตระหนักขึ้นได้ หันไปมองใบหน้าบุตรชาย อยากพูดปลอบใจสักหน่อย แต่เมื่อเห็นผิวหน้าเหี่ยวย่นนั้นก็รีบปิดตาอีกครั้ง 


ไม่ได้ ทนดูไม่ไหวจริงๆ!


ก่อนจะเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “เจ้าใส่หน้ากากไว้เหมือนเดิมเถอะ ข้าเห็นแล้วปวดใจ”


ลู่ไป่ชวน “...”


ชายหนุ่มยกหน้ากากขึ้นมาสวมดังเดิม ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยที่รูปร่างหน้าตาตัวเองกลายเป็นเช่นนี้ แต่หลังจากถูกท่านแม่และภรรยาย้ำนักย้ำหนา เขาก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย


โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงยอมเลิกแกล้งเขา นางกล่าว “ท่านแม่วางใจเถอะเจ้าค่ะ อาการของเขาข้ารักษาได้ อย่างมากครึ่งปีก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แล้ว อย่าเสียใจไปเลยนะเจ้าคะ”


“รักษาหายได้จริงหรือ?”


นางซุนจับมือสะใภ้สามราวกับกำความหวังสุดท้ายเอาไว้


“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุนต้องเชื่อในฝีมือการแพทย์ของข้าสิเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงตบมือหลังนางเบาๆเพื่อปลอบ นางซุนผ่อนลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่ง.อก “เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี ไม่อย่างนั้นข้าคงทำใจไม่ได้ที่เขาต้องเป็นสามีของเจ้าจริงๆ เฮ้อ!”


ลู่ไป่ชวน “...”


ลู่ไป่ชวนสูดลมหายใจออกลึก ขณะกำลังจะเอ่ย ลู่จิ้งซวนก็ยกอาหารร้อนๆเข้ามาพอดี เมื่อเห็นบุรุษสวมหน้ากากคุกเข่าต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ก็ตกตะลึง


“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”


เขามองบิดามารดาและน้องสะใภ้ จากนั้นก็หันไปมองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น


เหตุใดท่านแม่ยังร้องไห้หนักเช่นนี้อยู่


หลานก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ


…เอ๊ะ แล้วหลานหายไปไหนแล้ว?


“น้องสะใภ้สาม โก่วเอ๋อร์ล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้ตอบ นางซุนก็ชี้นิ้วไปยังคนที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นแล้วพูดเสียงดัง “เจ้าใหญ่ นี่คือเจ้าสาม!”


“ฮะ?”


สีหน้าของลู่จิ้งซวนตกใจมาก ลู่ไป่ชวนจึงเอ่ยเรียกเขาเอื่อยๆครั้งหนึ่ง “พี่ใหญ่”


เขาถูกท่านแม่กับภรรยาทำร้ายจิตใจซ้ำๆ จนหัวใจด้านชาไปหมดแล้ว ไม่เหลืออารมณ์ตื่นเต้นเหมือนก่อนหน้าอยู่อีก


ตรงกันข้ามกับลู่จิ้งซวน เขาไม่รู้ว่าภายในเวลาสั้นๆนี้ในห้องเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขานำอาหารไปวางบนโต๊ะ วิ่งพรวดไปจับไหล่ของลู่ไป่ชวน รับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างชัดเจน “นะน้อง…น้องสาม เจ้ากลับมาแล้วจริงๆหรือ?”


“ขอรับ ข้ากลับมาแล้ว”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “หลายปีมานี้ลำบากพี่ใหญ่ดูแลท่านพ่อท่านแม่และลูกเมียของข้าแล้ว”


“ฮ่าๆๆ กลับมาก็ดีแล้วๆ! ระหว่างเราพี่น้องจะพูดจาห่างเหินไปทำไมกัน ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว รีบลุกขึ้นรีบลุกขึ้น เล่าให้พี่ใหญ่ฟังเร็วเข้าว่าหลายปีมานี้เจ้าทำอะไรมาบ้าง แล้วเหตุใดถึงได้เป็นเช่นนี้”


จากอากัปกิริยาของทุกคน ปฏิกิริยาตอบสนองของลู่จิ้งซวนนับว่าปกติที่สุดแล้ว ผู้เฒ่าลู่ที่ตอนแรกก็ปกติดี แต่พอเห็นใบหน้าภายใต้หน้ากากก็ยังเก็บสีหน้าท่าทางไม่อยู่ ถอดหน้ากากออกมายืนด้วยกันแล้วไม่รู้เลยว่าใครเป็นพ่อใครเป็นลูก!


ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวน่ายินดี หลานชายคนเล็กถูกจับตัวไปก็ตามหาเจอและพากลับมาได้อย่างปลอดภัย และบุตรชายที่หายไปนานหลายปีก็หวนกลับบ้านแล้ว


แม้เขาจะเปลี่ยนเป็นคนอัปลักษณ์ แต่ก็เคราะห์ดีที่มีชีวิตรอดกลับมาอยู่กับพวกเขาพร้อมหน้าพร้อมตา


นางซุนเจริญอาหารมาก กินข้าวไปสองถ้วย เมื่อเห็นว่าฟ้าสางแล้วจึงให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน


ความจริงแล้วก็แค่หาข้ออ้างอยากให้ครอบครัวเจ้าสามที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี ได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันเป็นการส่วนตัวสักหน่อยก็เท่านั้น


ลู่จิ้งซวนกลับไปนอนพักผ่อนที่โรงเตี๊ยม สายๆ ฟ้าสว่างกว่านี้ค่อยมารับพวกเขาอีกครั้ง ส่วนอีกห้องหนึ่ง โก่วเอ๋อร์นอนหลับอยู่ เหอจิ่วเหนียงไม่อยากรบกวนเขาจึงไปนั่งอยู่ที่มุมห้อง


ไม่ง่ายเลยกว่าที่ลู่ไป่ชวนจะได้กลับมาหาครอบครัว และเป็นครั้งแรกที่เขาและภรรยาได้มีโอกาสทำความรู้จักกันอย่างจริงจัง อีกทั้งเขายังได้เป็นพ่อคนทันทีที่กลับมาถึง ชายหนุ่มจึงนั่งเฝ้ามองบุตรชายอยู่ข้างเตียงจนไม่ละสายตา


เขามีบุตรชายแล้วจริงๆ นามว่าลู่จื่ออวี้ ชื่อเล่นโก่วเอ๋อร์


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงก็ยังตั้งตัวไม่ทันที่จู่ๆ ตนเองไม่ได้เป็นม่ายสาวแล้ว นางนั่งทบทวนเรื่องราวจนคิ้วขมวดอยู่มุมห้องเงียบๆ


สามีจำเป็นกลับมาแล้ว นางต้องทำเช่นไร


ตอนแรกยังตีตราเขาอยู่เลยว่าเป็นคนลามกไร้ยางอาย แต่กลับกลายเป็นว่านี่คือสามีของตัวเอง


เมื่อคืนบุตรชายยังบอกว่าจะมอบสินเดิมให้นางอยู่เลย มาวันนี้สามีกลับมาแล้ว รวดเร็วทันใจถึงเพียงนี้เลยหรือ


ตอนที่ 255: แค่ตายไปครู่หนึ่ง


ระหว่างทางลี้ภัยในครั้งนั้น เหอจิ่วเหนียงที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาก็บังเอิญได้ช่วยชีวิตฉินเจียนที่ใกล้ตาย ต่อมาฉินเจียนช่วยเหลือให้ครอบครัวนางได้มาตั้งหลักปักฐานที่จิงโจว


จากคำบอกเล่าของฉินเจียน นางรู้ว่าพวกเขาทำงานให้กับเฉินอ๋อง หลายปีที่ผ่านมาแฝงตัวอยู่ในหนานไท่มาตลอด ทำภารกิจที่อันตรายอย่างยิ่ง


ฉินเจียนพูดถึงอยู่เสมอว่าเขามีสหายรักอยู่คนหนึ่ง สร้างความดีความชอบไม่น้อย เพื่อให้ได้กลับบ้านเกิด สหายของเขาเกือบต้องแลกด้วยชีวิต


เขาบอกว่าสหายรักของเขามีนามว่าซุนฉี ตอนนั้นนางยังรู้สึกว่ามันบังเอิญมากอยู่เลย เพราะแม่สามีของนางก็แซ่ซุนเช่นกัน


ตอนนี้พอคิดๆดูแล้ว ลู่ไป่ชวนคงไม่อยากให้ตัวตนของตัวเองถูกเปิดเผย จึงใช้แซ่ของมารดาตนเอง และยินดีเป็นหมากเคลื่อนไหวตามใจผู้เล่น ดังนั้นจึงตั้งชื่อปลอมว่าซุนฉี


ฉินเจียนบอกว่า หลังจากที่สหายของเขากลับมาอาการก็แย่มาตลอด ถึงขั้นทรมานตัวเอง ดื่มสุราเมามายทั้งวัน ชีวิตที่เหลือเกรงว่าคงไม่เอาอะไรแล้ว เพราะเขากลับไปตามหาครอบครัว และรู้ว่าคนในครอบครัวตายระหว่างทางลี้ภัยไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงทำร้ายตัวเองเช่นนั้น


ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงถึงรู้สึกสงสารบุรุษผู้นี้ขึ้นมา บ้านเมืองปั่นป่วนเช่นนี้ หน้าที่ปกป้องแว่นแคว้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ


และในวันนี้ เดิมทีฉินเจียนเป็นคนนำกำลังคนไปช่วยเด็กๆ แต่ปรากฏว่าฉินเจียนมีเรื่องเร่งด่วน จำต้องเรียกลู่ไป่ชวนที่กำลังนอนป่วยอยู่ให้ลุกมาทำภารกิจนี้ต่อ จึงได้มีโอกาสรู้จักกันในตอนนี้


ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องบังเอิญที่เกินกว่าจะหาคำมาบรรยายได้จริงๆ!


แม้แต่สวรรค์ก็ยังช่วยให้ครอบครัวพวกเขาได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา


จุๆๆ…


นางจุปากในใจ ขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิด ก็ได้ยินเสียงคำถามของลู่ไป่ชวน “เหตุใดชื่อเล่นของลูกถึงชื่อโก่วเอ๋อร์ล่ะ?”


“อ้อ เขาสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงตั้งแต่เกิด ท่านแม่บอกว่าตั้งแก้เคล็ดน่ะ”


นางดึงสติกลับมาแล้วรีบตอบ


“หลายปีนี้ ลำบากเจ้าแล้ว”


ความจริงเขาอยากพูดคุยกับนาง อยากทำความรู้จักกับนางให้มากขึ้น แต่เมื่อตระหนักว่านางรังเกียจความอัปลักษณ์ของตนก็กังวลว่าจะทำให้นางอึดอัด ดังนั้นคนหนึ่งก็นั่งข้างเตียง อีกคนก็นั่งในมุมห้อง ราวกับห่างกันเป็นพันลี้ พูดคุยกันด้วยความเก้ๆกังๆ


เขาเองก็รู้มาจากปากฉินเจียนว่า ช่วงที่ผ่านมาภรรยาของตนเก่งกาจมากเพียงใด หากไม่มีภรรยาของเขาคนนี้ ครอบครัวของเขาอาจเสียชีวิตไประหว่างทางลี้ภัยแล้วจริงๆ


แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนางถึงได้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน แต่เขาก็เลือกที่จะเคารพนาง นางไม่พูดเขาก็จะไม่ถาม ตอนนี้เป็นเช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว


ส่วนสิ่งที่เขาติดค้างนางกับบุตรชายในหลายปีที่ผ่านมานี้ นับจากนี้ไปเขาจะต้องชดเชยให้เป็นสองเท่าอย่างแน่นอน


“ไม่ลำบากเลย ท่านพ่อท่านแม่พี่ชายพี่สะใภ้ทุกคนล้วนดีกับข้าและลูกมาก”


นี่เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างเดิมหรือว่าจะเป็นนางในตอนนี้ ก็รู้สึกโชคดีมากที่ได้มาอยู่ในครอบครัวนี้ ชีวิตของเจ้าของร่างเดิมอาภัพมาตั้งแต่เด็ก ถูกนายหน้าค้าทาสจับขายซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากได้มาอยู่ในครอบครัวลู่ชีวิตจึงสงบลง


ครอบครัวลู่ปฏิบัติต่อนางอย่างดี เห็นนางเป็นคนในครอบครัวจริงๆ ตอนที่อยู่บ้านเก่า ชาวบ้านในหมู่บ้านต่อว่านางเป็นคนดวงกินผัว แต่ครอบครัวลู่ปกป้องนางอย่างสุดกำลังความสามารถ


ใบหน้าภายใต้หน้ากากประดับด้วยรอยยิ้ม เขาเชื่อในคำพูดนี้ ไม่อย่างนั้นท่านแม่เขาไม่มีทางพูดว่าเขาไม่คู่ควรกับนางหรอก


“ได้ยินพี่ใหญ่ฉินบอกว่าช่วงนี้อาการท่านไม่ค่อยดี และไม่ยอมมาหาหมอ เป็นเพราะท่านคิดว่าพวกเราตายกันหมดแล้วใช่หรือไม่?”


นึกไม่ถึงว่านางจะถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนตอบอืมไปคำหนึ่ง แล้วอธิบายต่อ “ข้าไปดูรายชื่อคนตายที่ชางโจวมาแล้ว นายอำเภอบอกว่าชาวบ้านตระกูลลู่ตายระหว่างทางลี้ภัยอยู่นอกอำเภอหลิวเจียกันหมด ส่วนศพถูกเผารวมกันไปหมดแล้ว”


“เฮ้อ… นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด เหตุการณ์ครั้งนั้นคนในหมู่บ้านเราตายไปเยอะจริง แต่เคราะห์ดีที่ครอบครัวเราไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย ครอบครัวเราเกิดเหตุระหว่างทางเล็กน้อยจึงเดินทางล่าช้ากว่าพวกเขาไปวันสองวัน ก็เลยไม่เจอกับโจรกลุ่มนั้น แต่ภายหลังก็เจอนะ แต่มีผู้สูงศักดิ์มาช่วยเอาไว้ได้ก็เลยรอดมา ต่อมาพวกเราบุกไปที่รังโจรพวกนั้นช่วยญาติพี่น้องที่ถูกจับตัวไปออกมาได้”


ลู่ไป่ชวนจับใจความสำคัญจากคำพูดของนางได้ จึงถามออกมา “เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเราหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง… สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกไปด้วยเสียงอันเบา “คือว่า…คือข้าตายไปครู่หนึ่ง…”


ลู่ไป่ชวนงุนงง “หมายความว่าอย่างไร เจ้าเป็นอะไร?”


เขาลุกขึ้นเดินมาหานาง เหอจิ่วเหนียงขาดความมั่นใจไปชั่วขณะ อยากถอยหลังแต่กลับพบว่า แผ่นหลังของตนเองชนติดผนังไม่อาจถอยได้แล้ว


ลู่ไป่ชวนจับร่างนาง มองสำรวจทั่วตัวอย่างพิจารณา แล้วถามอีกครั้งเสียงเครียด “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?”


“มะ ไม่…ไม่เป็นอะไร…” เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายอย่างประหม่าแล้วอธิบาย “ระหว่างทางไม่มีเสบียง ข้าหิวจนเป็นลมไป ทุกคนคิดว่าข้าตายแล้วก็เลยเอาร่างข้าไปฝัง…”


ลู่ไป่ชวนเคร่งเครียด จับมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว “แล้วเจ้า…”


“ข้าก็ยังสบายดีอยู่นี่ไม่ใช่หรือ ข้าฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง พี่ใหญ่กับพี่รองไม่ได้ฝังข้าลึกมากข้าก็เลยออกมาได้เอง พอดีไปเจอกลุ่มคนลี้ภัยกำลังทะเลาะกัน ข้าก็เลยแอบเข้าไปขโมยอาหารมาห่อหนึ่ง ต่อมาก็ไปเจอพี่ใหญ่ฉินได้รับบาดเจ็บหมดสติอยู่ระหว่างทางก็เลยช่วยไว้ หลังจากนั้นก็ไปตามหาครอบครัว แล้วจึงได้รวมตัวกัน”


ขณะที่เล่าน้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงผ่อนคลายมาก ถึงขั้นยิ้มตาหยีอีกด้วย ราวกับว่ากำลังเล่าเรื่องของคนอื่นอยู่ก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนฟังแล้วรู้สึกคับข้องใจมาก เห็นๆกันอยู่ว่าอันตรายมาก แต่นางกลับจงใจเล่าด้วยท่าทีสบายๆ เพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วง


เขาอดที่จะคว้าร่างบางมากอดไม่ได้ “ต่อจากนี้ไปจะไม่เกิดเรื่องพวกนั้นขึ้นอีก ข้าจะปกป้องพวกเจ้าเอง”


เหอจิ่วเหนียงแข็งทื่อไปทั้งตัว นางไม่เคยได้รับสัมผัสจากชายใดมาก่อน… ตามสัญชาตญาณและอุปนิสัยของนางแล้ว นางที่ไม่เคยมีความรักมาก่อนจู่ๆ ถูกผู้ชายคนหนึ่งชิดใกล้เช่นนี้ก็ควรจะต่อต้านสิ แต่นอกจากร่างกายภายนอกที่แข็งทื่อเล็กน้อยแล้ว ความจริงในใจของนางกลับไม่ได้กีดกันเลย


หน้าตาดั้งเดิมของลู่ไป่ชวนตรงกับรสนิยมความชอบของนางทำให้นางพอใจและยอมรับได้ แต่ตอนนี้ลู่ไป่ชวนเสียโฉม นางกลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด อีกทั้งนางยังเกิดความรู้สึกสงสารเขาเป็นอย่างมาก


เขาจากบ้านไปนานหลายปีไม่เคยติดต่อกับครอบครัวเลย เขาไม่ได้จะทอดทิ้งครอบครัว แต่ทำภารกิจอันใหญ่หลวงเพื่อปกป้องแว่นแคว้นอยู่ เมื่อรู้ว่าครอบครัวประสบภัย เขาก็พยายามอย่างสุดชีวิตรีบปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จก่อนกำหนดเพื่อจะได้กลับมาตามหาครอบครัว


สามีเช่นนี้ นางมีเหตุผลอะไรที่จะต้องต่อต้านเขากัน


หญิงสาวยื่นมือตบหลังเขาเบาๆ แล้วยิ้มพลางกล่าว “ท่านไม่ต้องโทษตัวเองแล้วนะ ตอนนี้พวกเรามีชีวิตที่ดีมาก กิจการในครอบครัวก็ทำเงินได้ไม่น้อย ทั้งยังช่วยเหลือญาติพี่น้องของเราได้อีกด้วย เสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือ ที่ผ่านมาไม่มีเบาะแสของท่านนี่แหละ แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว ในที่สุดครอบครัวของเราก็ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันจริงๆเสียที”


“อืม”


ในใจเขามีคำพูดขอบคุณมากมายแต่กลับพูดไม่ออก มือที่โอบเอวบางนั้นยิ่งกระชับแน่นขึ้น นับจากนี้ไป เขาจะไม่แยกจากพวกเขาไปอีกแล้ว


ผ่านไปครู่ใหญ่จิตใจของลู่ไปชวนก็ค่อยๆสงบลง เขาผละตัวออกจากอีกฝ่าย แล้วกล่าวเสียงหนักแน่น “ตลอดระยะเวลาที่ข้าใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ข้าไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อเจ้าเลยสักครั้ง เจ้าวางใจได้”


เหอจิ่วเหนียงนึกไม่ถึงว่าเขาจะมั่นคงถึงเพียงนี้ แต่ขณะเดียวกันก็พึงพอใจในทัศนคติของเขามาก สามีที่ไม่ทำตัวให้ด่างพร้อยเช่นนี้ ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็หาได้ยากยิ่งนัก


“เข้าใจแล้ว แต่ข้า…”


“เจ้าทำไมหรือ?”


เหอจิ่วเหนียง “...”


“เฮ้อ ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่ท่านแม่กังวลมาตลอดอยากให้ข้าหาสามีใหม่ นี่ไปๆมาๆก็มองหาไว้ให้ไม่น้อยแล้ว”


ลู่ไป่ชวน “…”


ดีจริงๆ


ความหวานละมุนภายในใจพลันสลายหายไปแล้ว


เสียงอันน่ารักของโก่วเอ๋อร์ดังมาจากด้านหลัง “ท่านแม่ พวกท่านทำอะไรกันหรือขอรับ?”


ตอนที่ 256: เขานับว่าเป็นวีรบุรุษหรือไม่


เมื่อบุตรชายตื่นขึ้นมาเหอจิ่วเหนียงก็ผลักสามีออกไปโดยไม่รู้ตัว เว้นระยะห่างระหว่างทั้งสอง จากนั้นเดินไปที่เตียงและกล่อมโก่วเอ๋อร์ให้นอนอีกหน่อยเสียงเบา “แม่กำลังคุยกับพ่อเจ้าน่ะ”


ลู่ไป่ชวนกลับมาแล้วย่อมไม่อาจปิดบังโก่วเอ๋อร์ เขาเฝ้ารอคอยบิดามาตลอด


“ท่านพ่อหรือขอรับ?”


เดิมทีเจ้าตัวเล็กยังงัวเงียอยู่ แต่พอได้ยินคำพูดมารดาดวงตาก็ตื่นเต็มตา ดวงตาทอประกายความหวัง หันไปมองผู้ชายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้น แต่ก็กอดเหอจิ่วเหนียงแน่นด้วยความกลัวเล็กน้อย


“เขาคือท่านพ่อจริงๆหรือขอรับ ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือขอรับ?”


เด็กน้อยมองมารดาของตนด้วยแววตาสับสนระคนตื่นเต้น


“ใช่แล้ว เขาคือพ่อของเจ้า พ่อเจ้ากลับมาแล้วนะ”


เหอจิ่วเหนียงกลัวบุตรชายจะรับเรื่องกะทันหันเช่นนี้ไม่ได้ ทั้งกลัวว่าจะตื่นเต้นเกินไป น้ำเสียงที่ใช้เอ่ยกับเขาจึงอ่อนโยนมากไม่เหมือนทุกครั้ง


ลู่ไป่ชวนเห็นนางกล่อมลูกอย่างใจเย็นก็รู้สึกล่องลอยราวกับกำลังเหยียบอยู่บนเมฆก็มิปาน


เขากางแขนออกอยากให้บุตรชายเข้ามาในอ้อมกอด และกล่อมเสียงเบาเลียนแบบเหอจิ่วเหนียง  “โก่วเอ๋อร์ นี่พ่อเอง มาให้พ่อกอดหน่อยสิ”


โก่วเอ๋อร์อยากให้เขากอด แต่ก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงเพื่อขอความเห็น


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า เด็กน้อยก็ยื่นมือไปที่ลู่ไป่ชวน


ลู่ไป่ชวนกอดร่างเล็กๆกลมๆไว้ในอ้อมกอด พลันนั้นก็รู้สึกว่า ชีวิตนี้สมบูรณ์แบบแล้ว


นี่คือบุตรชายของเขา ข้างกายมีภรรยา มีท่านพ่อท่านแม่นอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องข้างๆ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง


“ท่านพ่อ!”


โก่วเอ๋อร์กอดคอบิดาของเขาแน่น มุมปากคว่ำลงจะร้องไห้ ในที่สุดพ่อของเขาก็กลับมาแล้ว เขาไม่ต้องเป็นเด็กที่ไม่มีพ่ออีกต่อไปแล้ว


“ท่านพ่อ เหตุใดต้องปิดหน้าด้วยขอรับ?”


เขาไม่ถามว่าเหตุใดท่านพ่อถึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ ไม่ถามว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาท่านพ่อไปไหน ไม่ต้องการเขากับท่านแม่แล้วหรือ แต่เขาถามว่า เหตุใดบิดาต้องสวมหน้ากากด้วย


ลู่ไป่ชวนคิดไม่ออกไปชั่วขณะว่าควรให้คำตอบบุตรชายอย่างไร หากเด็กน้อยเป็นเหมือนนางซุน เห็นใบหน้าของตนในสภาพนี้แล้วเกิดความคิดว่าตนไม่คู่ควรแม่ของเขาจะทำเช่นไร


มีบทเรียนจากนางซุนมาแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงระมัดระวังเล็กน้อย เขาอธิบาย “พ่อได้รับบาดเจ็บ ใบหน้าไม่ค่อยน่ามองเท่าไรน่ะ”


โก่วเอ๋อร์เอียงคอถาม “ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บตอนไปเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ใช่หรือไม่ขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าบุตรชายจะพูดคำพูดเช่นนี้


โก่วเอ๋อร์ฉลาด เขาอธิบายต่อ “ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อออกไปเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นการเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่ขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนหันมองเหอจิ่วเหนียง คาดไม่ถึงว่านางจะบอกบุตรชายไปเช่นนี้


วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่… เขานับว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่หรือ


แม้จะไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย แต่ลู่ไป่ชวนกลับรู้สึกขอบคุณที่เหอจิ่วเหนียงสั่งสอนบุตรชายเช่นนี้ อย่างน้อยภาพลักษณ์ของเขาในใจบุตรชายก็เป็นคนดี ไม่ใช่คนเลวที่ทอดทิ้งลูกเมีย


ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้ควรตอบเช่นไร เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าวทำลายความอึกอัก “ใช่แล้ว พ่อของเจ้าได้รับบาดเจ็บตอนที่เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ใบหน้าก็เลยดูไม่ค่อยดีนัก กลัวจะทำให้เจ้าตกใจก็เลยใส่หน้ากากปิดเอาไว้ พ่อของเจ้าทำเพื่อปกป้องผู้คนมากมายก็เลยได้รับบาดเจ็บ เจ้าจะรังเกียจพ่อเจ้าหรือไม่ที่หน้าตาเสียโฉม?”


โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้าหวือราวกับกลองป๋องแป๋ง ใบหน้าแน่วแน่ และตอบทันทีโดยไม่มีหยุดคิด “ไม่ขอรับ ไม่ว่าท่านพ่อจะเปลี่ยนไปเช่นไร ท่านก็คือท่านพ่อของข้าขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนซาบซึ้งตื้นตันใจอย่างยิ่ง หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาเต็มตื้นจนแทบจะล้นออกมาในรูปแบบน้ำตา


แม้เขาจะรู้ว่า จริงๆแล้วนางรังเกียจที่เขาเป็นเช่นนี้ หาไม่ก่อนหน้านี้คงไม่เป็นลิ่วล้อกับท่านแม่ แต่เมื่ออยู่กับบุตรชาย นางคอยชี้นำเขาไปในทางที่ดีตลอด ไม่ทำให้บุตรชายเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อเขา


อารมณ์และความรู้สึกของเด็กน้อยเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว ตอนแรกรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาดีใจอีกครั้ง ยิ้มตาหยีพูดโอ้อวดเหอจิ่วเหนียง “ท่านแม่ ท่านพ่อกลับมาแล้ว! ฮี่ๆๆ”


“รู้แล้วลูก แม่รู้แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงหยิกแก้มเขาเบาๆอย่างหยอกล้อก่อนจะถาม “เจ้าหิวหรือไม่ อยากกินอะไร แม่จะไปซื้อให้?”


“อยากกินเกี๊ยวขอรับ!”


ตอนนี้ยังเช้ามาก ฟ้าเพิ่งจะสาง แต่ที่นี่คือเมืองหลัก ถนนสองข้างทางมีพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายอาหารเช้ากันแล้ว บุตรชายอยากกินเกี๊ยวก็ไม่ใช่เรื่องยาก


“ได้สิ แม่จะไปซื้อให้”


ความตั้งใจของนางคือ อยากให้โอกาสพ่อลูกได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง ถึงอย่างไรตั้งแต่เกิดมา นี่ก็เป็นครั้งแรกที่โก่วเอ๋อร์ได้เจอกับพ่อของเขา


แต่นึกไม่ถึงว่าลู่ไป่ชวนจะยกโก่วเอ๋อร์อุ้มมือเดียว มืออีกข้างจับมือนางไว้ แล้วกล่าวเรียบๆ “ไปด้วยกันเถอะ”


ไม่รอให้หญิงสาวปฏิเสธ โก่วเอ๋อร์ก็ปรบมือด้วยความสุขใจ “ไชโย ได้ไปเดินตลาดกับท่านพ่อท่านแม่แล้ว!”


ตามหลักแล้ว เรื่องที่ถูกลักพาตัวเมื่อวานควรจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กน้อยถึงจะถูก แต่ตอนนี้เขาไม่มีอาการเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าเขามีท่านพ่อ เขารู้ว่าท่านพ่อต้องปกป้องเขาได้แน่นอน ตอนนี้เขาคิดแค่อยากออกไปเดินเล่นกับท่านพ่อท่านแม่เท่านั้น


บุตรชายมีความสุขเช่นนี้คนเป็นแม่ก็ไม่อาจหาเหตุผลมาปฏิเสธได้ จึงพาเขาไปด้วยกัน


อันที่จริงสองสามีภรรยาอาวุโสที่อยู่ห้องข้างๆ ตื่นตั้งนานแล้ว เพียงไม่อยากเสียงดังรบกวนพวกเขาสามคน ได้ยินพวกเขาสามคนออกไปด้วยกันหญิงชายชราทั้งสองจึงหันสบตากันพลางยิ้ม ดูท่าครอบครัวเจ้าสามจะอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุขมาก!


“ข้าว่าความกังวลของเจ้าไม่มีประโยชน์แล้วกระมัง?” ชายชรายิ้มอย่างลำพองใจ “ที่ผ่านมาเจ้าพยายามหาคู่ให้สะใภ้สามมาโดยตลอด แต่สะใภ้สามก็เฝ้ารอเจ้าสามมาโดยตลอด นั่นก็หมายความว่า นางรักเจ้าสามอย่างลึกซึ้งสุดหัวใจ ตอนนี้เขากลับมาแล้ว กว่าจะกลับมาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุใดต้องรังเกียจเจ้าสามมันด้วยล่ะ?”


“ข้าย่อมรู้อยู่แล้วว่านางน่ะรักจริง แต่ตอนนี้หน้าตาเจ้าสามเปลี่ยนไปข้าก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง ที่พวกเราลี้ภัยมาได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้ หากไม่มีนางเป็นคนจัดการ จะมีชีวิตอยู่ดีเหมือนทุกวันนี้ได้อย่างนั้นหรือ”


นางซุนหดหู่ใจ บุตรชายกลับมาย่อมเป็นเรื่องยินดีที่สุดอยู่แล้ว ต่อให้นางสิ้นใจไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก แต่สะใภ้สามน่ะสิ อย่างไรนางก็ต้องทุกข์ใจบ้างแหละ


“นางบอกแล้วไม่ใช่หรือว่านางรักษาให้หายได้ รักษาหายก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?”


“หนักหนาสาหัสขนาดนั้น จะรักษาให้หายง่ายๆได้อย่างไรกัน” นางซุนยู่ปาก รู้สึกทุกข์ใจเล็กน้อย 


ผู้เฒ่าลู่เปลี่ยนเรื่องคุย “ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นสหายกับคุณชายฉินนะ เช่นนั้นก็หมายความว่า หลายปีที่หายไปเขาทำงานให้กับเฉินอ๋อง เจ้าสามของเรามีอนาคตที่สดใสแล้ว!”


นางซุนกลับไม่คิดเช่นนั้น “ข้าไม่ได้เรียกร้องให้เขามีอนาคตหรือตำแหน่งใหญ่โตอะไร ขอแค่ครอบครัวเราอยู่ดีมีสุขก็พอแล้ว”


แม้จะบอกเช่นนี้แต่ความชื่นชมและความภูมิใจบนใบหน้ากลับไม่อาจโกหกได้ ชายชรามองปราดเดียวก็รู้แล้ว


สองสามีภรรยาชรามีความสุขที่ครอบครัวได้กลับมาอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอยู่ทางด้านนี้ ส่วนอีกทางด้านหนึ่ง สามคนพ่อแม่ลูกไปเดินตลาดยามเช้าด้วยกัน


ความตื่นเต้นดีใจของโก่วเอ๋อร์เขียนไว้บนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ว่าเจอใครบนถนนก็ทักทายไปหมด จากนั้นก็อวดคนอื่นว่า “นี่คือท่านพ่อของข้า ท่านพ่อข้ากลับมาแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเอ็นดู ลู่ไป่ชวนก็ปล่อยให้เขาอวดไป สามคนพ่อแม่ลูกแวะซื้อเกี๊ยวที่แผงขายอาหารเช้า ลู่ไป่ชวนยังป้อนอาหารให้บุตรชายด้วยตัวเองอีกด้วย


“ท่านพ่อ ข้ากินเองได้ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์ตอบไปทันที ทั้งยังแสดงความเก่งกาจให้ท่านพ่อเห็นต่อหน้าอีกด้วย


แต่ลู่ไป่ชวนกลับยังยืนหยัด “วันนี้พ่อจะป้อนเจ้าเอง”


เขาไม่เคยอยู่ในช่วงชีวิตที่บุตรชายคลอดและเติบโต ช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่เหล่านั้นเขาอยากชดเชยให้


เหอจิ่วเหนียงรู้ความคิดของเขา จึงช่วยพูด “ให้โอกาสพ่อของเจ้าสักหน่อยสิ”


ตอนที่ 257: หลิวเยี่ยนไฉมาหาถึงที่


โก่วเอ๋อร์ยิ้มตาหยีและตอบเสียงแจ๋ว “ขอรับ!”


เป็นดังที่ท่านแม่บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ ไม่ใช่ท่านพ่อไม่ต้องการเขา แต่แค่ไปเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วท่านพ่อรักเขามาก


สามคนพ่อแม่ลูกเข้ากันได้ดีมาก พวกเขาเดินเล่นพูดคุยกันไป…จนไม่สังเกตเลยว่า มีคนสองคนหลบอยู่ที่มุมกำแพงด้านหลังไม่ใกล้ไม่ไกล กำลังจับตาดูพวกเขาด้วยสายตามาดร้าย


“เถ้าแก่ คาดไม่ถึงเลยว่าพวกมันจะหาตัวเด็กนั่นเจอแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อดีขอรับ?”


“จะทำอะไรได้ล่ะ นางสารเลวนั่นยังควงชายอื่นมาอีก จะให้ข้าทนอยู่กับความแค้นใจนี้ได้อย่างไร!”


ชายสองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือหลิวเยี่ยนไฉ เถ้าแก่หอสุราหอมสิบลี้ และผู้ดูแลหลิวฉางนั่นเอง


เมื่อวานหลังจากโก่วเอ๋อร์หายตัวไป พวกเขาสองคนคอยสังเกตสถานการณ์ของครอบครัวลู่อยู่ตลอด คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเด็กที่เพิ่งหายตัวไปเมื่อวาน วันนี้กลับมาให้เห็นหน้าได้แล้ว 


ชิ พวกคนกลุ่มนั้นช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก!


หลิวเยี่ยนไฉปักใจโทษว่า การที่เขามีจุดจบอย่างวันนี้ล้วนเป็นเพราะเหอจิ่วเหนียง หากไม่ใช่เพราะนางไปหาเรื่องที่หอสุราหอมสิบลี้ ภรรยาปีศาจของเขาก็คงไม่รู้เรื่อง เขาก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ทั้งยังถูกหย่าร้างและต้องจ่ายเงินชดเชยให้ภรรยาหน้าเลือดนั่นไปไม่น้อย ตอนนี้ทำได้แค่มองหอสุราหอมสิบลี้--มรดกตกทอดของตระกูลตั้งแต่บรรพบุรุษตกไปเป็นของคนอื่น และฝืนใช้ชีวิตอาภัพไปวันๆ


ความคับแค้นที่สุมอยู่ในอกพวกนั้นเขาต้องระบายมันออกมา ดังนั้นหลังจากรู้ว่าบุตรชายของเหอจิ่วเหนียงเข้ามาในเมือง ในหัวเขาจึงคิดจะเอาความแค้นไปลงกับกล่องดวงใจของนาง!


หลายวันที่ผ่านมาในเมืองเกิดเหตุการณ์เด็กหายตัวไปอย่างไร้สาเหตุ เขาเองก็ได้ยินเรื่องนี้ หลังจากสืบมาจากหลายๆทางก็รู้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคณะกายกรรมที่ทำการแสดงอยู่บนถนน ดังนั้นเขาจึงตั้งใจส่งคนไปล่อให้เด็กคนนั้นไปทางที่คณะกายกรรมอยู่ ถึงขั้นขณะที่เกิดเรื่อง ยังส่งคนไปสร้างความวุ่นวายเพิ่มอีกเพื่อให้โอกาสคณะกายกรรมได้ปกปิดความจริง


เดิมทีคิดว่าทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน ใครจะคิดล่ะว่าเพียงไม่นาน ครอบครัวลู่ก็ตามหาเด็กคนนี้กลับมาได้แล้ว


เขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงเหมือนจะรู้จักกับผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง เพราะนางและทหารคนสนิทของผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นมักจะเดินไปมาตามท้องถนนอยู่บ่อยๆ หากมองตามที่เห็น นางกับทหารผู้นั้นน่าจะกำลังคบหาดูใจกัน แล้วเหตุใดมาวันนี้ถึงควงบุรุษอื่นเสียได้ล่ะ


ทั้งยังเป็นชายแปลกประหลาด สวมหน้ากากเช่นนี้อีก


นางไม่ปฏิเสธคนเหล่านี้ แต่กลับไม่ให้โอกาสเขาเลยแม้แต่น้อยอย่างนั้นหรือ!


หลิวเยี่ยนไฉอึดอัดใจยิ่งนัก เขายอมรับว่าตัวเองก็รูปร่างหน้าตาสะโอดสะองประมาณหนึ่ง มีเสน่ห์ไม่แพ้ใคร แล้วเหตุใดผู้หญิงคนนี้ถึงไม่ชอบเขา!


เขาด้อยกว่าชายลึกลับสวมหน้ากากนั่นตรงไหนกัน!


ตอนนี้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางสารเลวนั่นก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่ดีมีสุขเลย!


“เถ้าแก่ ช่างมันเถอะขอรับ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ล่วงเกินได้ง่ายๆนะขอรับ”


เห็นหลิวเยี่ยนไฉจะตามไป หลิวฉางก็รีบห้ามเขาเอาไว้ ตอนนี้พวกเขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ หากไปล่วงเกินคนเบื้องหลังของเหอจิ่วเหนียงอีกละก็ คงรับผลที่ตามมาไม่ไหวแน่


“เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ! นางทำร้ายข้าถึงขั้นนี้จะให้ข้าอยู่เฉย มันไม่ใช่นิสัยของข้า!”


เขาตะคอกพร้อมสะบัดมือหลิวฉางออก สาวเท้าออกไปด้วยความโกรธทันที


หลิวฉางกลัวเจ้านายจะไปล่วงเกินคนอื่นเข้า แต่ในเมื่อห้ามไม่ได้เขาก็จนปัญญาจะห้ามแล้ว สุดท้ายจึงเลือกที่จะหลบอยู่หลังกำแพงไม่ตามออกไป


หลิวเยี่ยนไฉหันหลังไปไม่เห็นลูกน้องตามมาก็ตะโกนด่าไปยกใหญ่ แต่ก็ไม่ได้บังคับเขาให้ตามมาแต่อย่างใด


“ลูกค้าท่านนี้ จะกินอะไรดีขอรับ?”


ณ ร้านอาหารเช้าร้านหนึ่ง ผู้ดูแลร้านกล่าวต้อนรับแขกด้วยความเคารพ แต่กลับโดนแขกผลักให้ถอยไปอย่างแรง…หลิวเยี่ยนไฉเดินพรวดพราดไปที่โต๊ะของสามคนพ่อแม่ลูกคู่อริ ขณะที่เขากำลังจะยกเท้าเหยียบม้านั่งทำท่าทางหาเรื่อง ตะเกียบข้างหนึ่งในมือลู่ไป่ชวนก็พุ่งออกไปโจมตีเท้าที่เพิ่งจะยกขึ้นมาเหนือพื้น


“อ๊าๆ! เจ็บๆ!”


หลิวเยี่ยนไฉเสียการทรงตัวจนล้มลงไปกับพื้น ปากชนกับขอบม้านั่งอย่างแรงจนปากแตกเลือดซึมออกมา


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจในฝีมือของลู่ไป่ชวนเล็กน้อย ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ ตาหลักแล้วการตอบสนองของเขาควรจะช้ากว่านี้มาก แต่นี่กลับลงมือได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าตอนที่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ เขานับว่าเป็นยอดฝีมืออย่างแท้จริง


“นี่… จะ จะ จะ… เจ้า!”


หลิวเยี่ยนไฉลงไปกองกับพื้น ครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาช่วยพยุงเขา แม้แต่หลิวฉางที่ต้องเห็นเขาล้มแน่ๆ ก็ยังไม่โผล่หัวมาช่วย สารเลวจริงๆ! เอาแต่มุดหัวอยู่ในกระดอง เขาโกรธจนแทบอยากตัดสัมพันธ์กับอีกฝ่ายซะ!


“โอ้ ที่แท้ก็เถ้าแก่หลิวนี่เอง ลมอะไรหอบมาที่นี่ตั้งแต่เช้าได้ล่ะเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มหวานพลางทักทายคนบนพื้น เห็นปากเขามีเลือดไหลออกมาก็รู้สึกแจ่มใสมากขึ้น


“เจ้ามันหญิงแพศยา! นี่เพิ่งจะไม่กี่วันก็เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ผู้ชายพวกนี้เจ้าคงจะเล่นจนเบื่อแล้วกระมัง!”


หลิวเยี่ยนไฉปากจัด อีกทั้งยังใจถึงไม่เบา ชีวิตตกอับเช่นนี้แล้วก็ยังกล้าหาเรื่องคนอย่างเหอจิ่วเหนียง


ที่ใดมีเรื่องที่นั่นย่อมมีการรวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย บัดนี้ผู้คนบนท้องถนนพากันเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ สองบุรุษหนึ่งสตรีมีปากเสียงกันเช่นนี้ ไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆ หึงหวงกันแน่ๆ!


เหอจิ่วเหนียงไม่ตอบโต้คำใส่ร้ายของอีกฝ่าย…นางกำลังรอดูปฏิกิริยาของลู่ไป่ชวน อยากรู้ว่าเขาจะโกรธเพราะเรื่องนี้หรือไม่


ด้านลู่ไป่ชวนมีทีท่าเคร่งขรึม เขาไม่มีอาการสับสนหรือแม้แต่หันมามองนางเลยด้วยซ้ำ มีเพียงมือใหญ่ที่เคลื่อนไหวเล็กน้อย เพียงพริบตาตะเกียบอีกข้างก็พุ่งออกไปตีปากคนปากดีอย่างแรง แรงชนิดที่ว่าปากของหลิวเยี่ยนไฉบวมเบ่งขึ้นมาในพริบตา


แผลจากการกระแทกม้านั่งถูกตีซ้ำอีกครั้ง หลิวเยี่ยนไฉถึงกับแตกตื่นจนพูดไม่ออก


ลู่ไป่ชวนกล่าว “นี่คือจุดจบของคนปากหมา ว่ามา จุดประสงค์ของเจ้าคืออะไร?”


เขาลุกขึ้นเดินไป และยกเท้าเหยียบหน้าอกหลิวเยี่ยนไฉ


ไม่รู้ว่าเขาลงแรงไปมากเพียงใด สีหน้าของหลิวเยี่ยนไฉถึงได้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงและเริ่มหายใจติดขัด


ไม่ต้องรอให้เขาพูด จู่ๆ โก่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆก็ชี้ไปที่เขาแล้วกล่าว “ท่านแม่ ท่านพ่อ เขาคือคนที่ล่อให้ข้าไปดูลิงน้อยตัวนั้นเมื่อวานขอรับ!”


พอเห็นหลิวเยี่ยนไฉเขาก็รู้สึกคุ้นหน้า กว่าจะนึกออกก็คิดอยู่นาน


จะว่าไปหลิวเยี่ยนไฉก็เคราะห์ร้ายจริงๆ หลังจากหย่าร้างกับเฉิงเสวี่ยเวยเขาก็ไม่มีเงินติดตัวเลย คนที่จงรักภักดีข้างกายก็ลดน้อยถอยห่าง ดังนั้นเมื่อวานเขาจึงลงมือเอง


อุตส่าห์วางแผนอย่างแยบยลแล้ว และมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด คาดไม่ถึงจริงๆว่าเด็กบ้านี่จะจำได้


ไม่รอให้คนบนพื้นได้เถียงข้างๆ คูๆเหอจิ่วเหนียงกล่าว “เช่นนั้นก็หมายความว่า เด็กๆหลายสิบคนที่หายตัวไป เป็นฝีมือของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”


เหล่าคนมุงได้ยินดังนั้นก็โกรธจนพื้นที่แห่งนี้ร้อนระอุ “ก็ว่าเหตุใดเด็กๆถึงได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ที่แท้ก็เป็นแผนการของคนผู้นี้นี่เอง!”


“ได้ยินว่าเมื่อคืนเจอตัวเด็กๆที่หายตัวไปและพากลับมาแล้ว เมืองจิงโจวของพวกเราสมแล้วที่เป็นเมืองศักดินาของเฉินอ๋อง เหล่าขุนนางใต้บังคับบัญชาก็ทำงานกันอย่างคล่องแคล่วปราดเปรียวยิ่งนัก!”


“ใช่ๆ กากเดนที่ลักพาตัวเด็กเช่นนี้ ควรลากไปตัดหัวประจานกลางตลาด!”


“สังหารเขาซะ สังหารเขาซะ!”

......


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดว่าหลิวเยี่ยนไฉมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ลักพาตัวเด็ก แต่คนที่ทำให้โก่วเอ๋อร์ถูกลักพาตัวต้องเป็นเขาแน่นอน ดังนั้น บัญชีแค้นนี้เห็นทีจะต้องชำระให้ดีซะแล้ว


ลู่ไป่ชวนจับตัวเขาเอาไว้ ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวพันใหญ่หลวงเพียงใด แต่ตอนนี้ที่รู้แน่ๆคือหลิวเยี่ยนไฉทำร้ายบุตรชายของเขา และตอนนี้ก็มากระทืบเท้าโกรธเร่าๆต่อหน้าเขา แล้วเขาจะปล่อยคนผู้นี้ไปง่ายๆได้อย่างไร


หลังจากจุดพลุส่งสัญญาณ ไม่นานก็มีคนมา ลู่ไป่ชวนส่งตัวคนชั่วให้ลูกน้อง และจงใจกล่าวออกมา “คนผู้นี้เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเด็กๆนำตัวไปไต่สวนให้ถึงที่สุด”


“ขอรับ!”


หลิวเยี่ยนไฉนึกไม่ถึงเลยว่าตนแค่อยากมาหาเรื่องเหอจิ่วเหนียง อยากประจานการคบชู้สู่ชายของผู้หญิงแพศยา กลับกลายเป็นว่าเป็นการหาเรื่องใส่ตัวเสียได้ ทันใดนั้นเขาก็ดิ้นรนสุดชีวิต


“อย่าจับข้านะ ข้าไม่เกี่ยว ข้าไม่รู้เรื่องด้วย!”


“ข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!”


“เรื่องบ้านั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้านะ!”


ทว่าไม่มีใครฟังเขา แถมหลิวฉางที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลพอเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็ชิ่งหนีไม่เห็นฝุ่น ถึงอย่างไรเมื่อวานพวกเขาหลายคนก็ร่วมมือกับเถ้าแก่ด้วย หากโดนสาวถึงตัวขึ้นมา ชีวิตนี้ทั้งชีวิตต้องจบเห่แน่


องครักษ์นำตัวไป ผู้คนที่มุงดูต่างก็แยกย้าย สามคนพ่อแม่ลูกจึงนั่งกินเกี๊ยวกันต่อ


ไม่นานนักโหลวชงก็เข้ามาด้วยความรีบเร่ง เขาไม่ได้นอนมาทั้งคืน เมื่อครู่เพิ่งจะไต่สวนพวกนักพรตกับคณะกายกรรมเสร็จก็เห็นสัญญาณแจ้งเหตุของลู่ไป่ชวน คิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก สุดท้ายมาเห็นเจ้านายตัวเองพาท่านหมอเหอกับบุตรชายนางมากินเกี๊ยว ภาพนี้ทำให้เขาถึงกับตกตะลึงจนอึ้งตัวแข็งค้าง


ตอนที่ 258: ต่อไปให้เรียกพี่สะใภ้


โหลวชงไม่เข้าใจว่าเจ้านายเขากำลังทำอะไรอยู่


ผู้เป็นนายไม่กลับบ้านทั้งคืนไม่ใช่เรื่องแปลก บางครั้งเจ้านายก็ออกไปทำภารกิจสำคัญ เขาคิดว่าครั้งนี้ก็คงเป็นเหมือนทุกครั้ง แต่ใครจะคิดว่านายท่านจะพาท่านหมอเหอกับบุตรชายนางมากินอาหารเช้าในตลาดตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้ นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?


เจ้านายเขาเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ นี่คิดว่าท่านหมอเหอกับบุตรชายของนางเป็นครอบครัวของตัวเองไปแล้วหรือไร!


หรือว่าเขาจะอยากได้เรือนร่างของท่านหมอเหอ ก็เลยใช้วิธีเข้าหานางด้วยอาการป่วย จับสาวงามมาไว้ในกำมือก่อนแล้วค่อยว่ากันอย่างนั้นหรือ?


โหลวชงขมวดคิ้วแน่นเป็นปม คิดไปต่างๆนานา เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้านายของเขาจะมีด้านไม่ดีเช่นนี้ด้วย


แต่จะว่าไป… ก่อนหน้านี้นายท่านรองเทียวไปเทียวมาทางนี้ทุกวัน อาจเป็นเพราะเขาเองก็มีใจให้ท่านหมอเหออยู่บ้าง แต่พอเขาไม่อยู่แค่ข้ามคืน นายท่านสามก็เข้ามาสวมรอยแทน หากนายท่านรองกลับมาแล้วรู้เข้า ความเป็นสหายพี่น้องจะไม่แตกหักกันหรือ?


แค่เวลาเพียงสั้นๆ ในหัวของโหลวชงก็จินตนาการไปถึงภาพสหายสองพี่น้องทะเลาะกันเพราะแย่งสตรีคนเดียวกันไปเป็นฉากๆแล้ว


“ยืนนิ่งอยู่ทำไมกัน รีบหาที่นั่งแล้วสั่งอะไรกินเถอะ”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเหล่าลูกน้องยังไม่ได้พักผ่อนแน่ ตั้งแต่เมื่อวานกระทั่งถึงตอนนี้ก็คงยังไม่ได้กินอะไรเลย จึงเรียกพวกเขามานั่ง ให้เถ้าแก่ยกเกี๊ยวร้อนๆมาให้พวกเขาคนละชาม


พวกเขาเดินไปนั่งด้วยความมึนงง เห็นเหอจิ่วเหนียงในใจก็อยากรู้อยากเห็น จะเอ่ยปากถามก็กระไร ได้แต่ยิ้มแหยๆ เอ่ยทักทายเพียงประโยคเดียวว่า “ท่านหมอเหอ อรุณสวัสดิ์!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ทันตอบสนอง ลู่ไป่ชวนก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ “ท่านหมอเหออะไรกัน ต่อไปนี้ให้เรียกว่า ‘พี่สะใภ้’!”


โหลวชง “!!!”


คนอื่นๆ “!!!”


เหอจิ่วเหนียง “...”


‘มันต้องพิเศษถึงเพียงนั้นเลยหรือ?’


เหล่าทหารในอาณัติของนายท่านสามล้วนตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองของโหลวชงตอนนี้เต็มไปด้วยคำว่า ‘บ้า บ้าไปแล้ว! เจ้านายอาการหนักจนไร้ทางเยียวยาได้แล้วจริงๆ เขาบีบบังคับสตรีแล้ว!’


โหลวชงรีบกล่าวคำขอโทษต่อเหอจิ่วเหนียงโดยมองข้ามลู่ไป่ชวน “ท่านหมอเหอ ต้องขอโทษจริงๆขอรับ อย่าคิดเล็กคิดน้อยกับเจ้านายข้าน้อยเลยนะขอรับ ก่อนหน้านี้เขาได้รับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ…” พูดถึงตรงนี้เขาก็ชี้นิ้วที่ศีรษะของตัวเอง “...ตรงนี้ไม่ค่อยจะปกติไปแล้วขอรับ”


พอเขากล่าวจบ ลู่ไป่ชวนก็ง้างมือตบท้ายทอยเขาไปทีหนึ่ง “พูดเหลวไหลอะไรของเจ้า!”


โก่วเอ๋อร์มองโหลวชงตาปริบๆ แล้วกล่าวถาม “ท่านอา ท่านบอกว่าท่านพ่อข้าไม่สบายหรือขอรับ?”


โหลวชงและเหล่าองครักษ์ “!!!”


ท่านพ่ออย่างนั้นหรือ!


บรรดาลูกน้องนายท่านสามได้ยินคำเรียกเช่นนั้นก็นั่งกันไม่ติดแล้ว พวกเขาจับจ้องไปที่คนทั้งสามด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นมาก


เจ้านายของพวกเขาเลอะเลือนไปแล้วเรื่องนี้ทุกคนต่างก็รู้ดี พวกเขาล้วนเป็นคนสนิทที่กลับมาจากหนานไท่ด้วยกัน ค่อนข้างเข้าใจเรื่องราวของลู่ไป่ชวน


แต่นี่… บุตรชายของท่านหมอเหอก็เริ่มเลอะเลือนไปแล้วเหมือนกัน สามารถเรียกใครว่าพ่อเช่นนี้ก็ได้หรือ!?


หรือว่าเพื่อรักษาอาการป่วยทางใจของเจ้านาย ท่านหมอเหอก็เลยตั้งใจให้บุตรชายนางแสร้งทำเช่นนี้


จากที่ตกตะลึงอยู่แล้ว ภาพที่เกิดขึ้นต่อมาก็ยิ่งทำให้พวกเขาตกตะลึงขึ้นไปอีก ลู่ไป่ชวนกอดโก่วเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขนแล้วเอ่ยปลอบ “วางใจเถอะ พ่อไม่ได้ป่วย ท่านอาท่านนั้นต่างหากที่ป่วย”


ความตกใจของโหลวชงทวีความรุนแรง “!!!”


“นะ… นายท่าน อย่าเป็นเช่นนี้เลยนะขอรับ จริงๆนะขอรับ ข้ากลัวว่า…”


เขายื่นมือไปจับชายเสื้อลู่ไป่ชวนอย่างอ้อนวอน แววตาเป็นห่วงและคร่ำเครียด กลัวผู้เป็นนายจะสติเลอะเลือนไปยิ่งกว่านี้


“ไสหัวไป!”


ลู่ไป่ชวนยิ้มพลางกดเสียงต่ำลอดไรฟัน จากนั้นก็ได้เวลาแนะนำให้สหายพี่น้องของเขาได้รู้จักอย่างเป็นทางการ “พวกเจ้าไม่ต้องคิดไปเรื่อย นี่คือเมียกับลูกของข้าจริงๆ!”


ว่าอย่างไรนะ!


ทุกคนหันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยใบหน้าแข็งทื่อ เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าด้วยสีหน้าไม่บอกอารมณ์


จากนั้นทุกสายตาก็เลื่อนไปมองเด็กตัวน้อยด้วยสีหน้าเช่นเดิม โก่วเอ๋อร์ก็พยักหน้าอย่างร่าเริงเช่นกัน ยกมือคล้องคอลู่ไป่ชวนแล้วกล่าวประโยคเดิมที่ตะโกนบอกกับคนมากมายเมื่อเช้าซ้ำๆ “ท่านพ่อข้ากลับมาแล้ว!”


“จะ… จริง… จริงหรือ?”


โหลวชงหันไปมองลู่ไป่ชวน กลืนน้ำลายเหนียวๆลงคออย่างยากลำบาก ลู่ไป่ชวนตอบเพียง “อืม” คำเดียว และชี้ไปที่เหอจิ่วเหนียงพลางอธิบายต่อ “นางชื่อจิ่วเหนียง”


รายชื่อผู้เสียชีวิตของชาวบ้านตระกูลลู่โหลวชงเคยเห็นมาแล้ว จึงรู้ชื่อของคนครอบครัวลู่คร่าวๆ


ส่วนชื่อของเหอจิ่วเหนียง ทุกวันนี้นางจะแนะนำตัวเองแค่ว่าตนแซ่เหอ โดยทั่วไปแล้วคนมักจะเรียกนางว่า ‘ท่านหมอเหอ’ ‘แม่นางเหอ’ ส่วนฉินเจียนก็เรียกนางแค่ว่า ‘น้องสะใภ้เล็ก’ จึงไม่มีใครรู้ว่าตกลงชื่อจริงของนางชื่ออะไร


“แล้วที่นายอำเภอชางโจวบอก ไม่ใช่ว่า… ฮือๆๆ ช่างบังเอิญยิ่งนัก! นายท่านผ่านพ้นช่วงยากลำบากมามากมาย ในที่สุดความสุขก็มาเยือนแล้ว!”


หลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวจนเข้าใจแล้ว ทันใดนั้นโหลวชงบุรุษร่างกำยำก็น้ำตาไหลพราก เขาเห็นความยากลำบากของเจ้านายในการตามหาครอบครัวมาตลอดด้วยตัวเอง ผ่านความสิ้นหวังมาไม่น้อย ทั้งยังบาดเจ็บสาหัสจนเกือบสิ้นชีพ วนเวียนตามหาครั้งแล้วครั้งเล่า คาดไม่ถึงเลยว่าครอบครัวเขาจะมารอเขาอยู่ที่จิงโจว!


เถ้าแก่ที่อยู่ด้านข้างเห็นเช่นนี้ก็รีบตะโกนบอกคนที่เดินผ่านไปผ่านมา “นายท่าน พี่ป้าน้าอาทุกท่าน แวะมากินเกี๊ยวร้อนๆสักถ้วยเถอะ! เกี๊ยวร้านข้าแป้งบางไส้ทะลัก ใต้เท้าท่านนั้นกินเข้าไปแล้วถึงกับซาบซึ้งจนร้องไห้ออกมาเลยน่ะ!”


ทุกคนต่างพากันหันไปมอง


ถึงอย่างไรโหลวชงก็เป็นคนสนิทของเขา ลู่ไป่ชวนไม่อยากให้ใครมองเขาเป็นตัวตลกจึงยิ้มพลางกล่าว บรรเทาสถานการณ์ “เอาละ พอได้แล้ว รีบกินเถอะ ยังมีเรื่องให้ทำอีกหลายอย่าง นักโทษที่จับตัวเมื่อคืนไต่สวนได้ความอย่างไรบ้างแล้ว?”


เมื่อพูดคุยเรื่องจริงจัง โหลวชงก็รีบปาดน้ำตา ยัดเกี๊ยวกลืนเข้าไปคำหนึ่งก่อนจะกล่าว “ไม่ง่ายเลยขอรับ หลายคนโดนลงโทษขณะไต่สวนจนตายก็ไม่ปริปากพูด หากไม่ใช่เพราะพวกเราเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า คาดว่าพวกนั้นคงกัดลิ้นปลิดชีพตัวเองไปกันหมดแล้ว”


“ดูท่าจะเป็นพวกหน่วยกล้าตาย ไม่เป็นไร เลี้ยงเอาไว้ก่อน รอฉินเจียนกลับมาค่อยถามสถานการณ์ทางด้านนู้นแล้วตัดสินใจอีกที ข้าคิดว่าการที่ฉินเจียนเข้าเมืองหลวงไปครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่”


เห็นท่าทางใจเย็นของลู่ไป่ชวน เหอจิ่วเหนียงจึงเก็บคำพูดที่ว่า ตนเองสามารถช่วยเหลือได้ เอาไว้ในใจ


“ขอรับ เด็กๆที่ช่วยกลับมาได้เมื่อคืนส่วนมากครอบครัวมารับตัวกลับไปแล้ว เหลือแค่ไม่กี่คนที่ยังติดต่อครอบครัวไม่ได้ แล้วมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนกรานไม่ยอมกลับบ้าน ข้าน้อยให้คนคอยดูแลไว้ รอติดต่อคนในครอบครัวนางได้เมื่อไรค่อยว่ากันอีกทีขอรับ”


“อืม” ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ประเดี๋ยวข้าจะไปดูในคุกสักหน่อย”


หลังกินเกี๊ยวเสร็จ โหลวชงกับสหายพี่น้องจึงพากันกลับไปก่อน ลู่ไป่ชวนซื้อเกี๊ยวกลับไปอีกสามชุด ระหว่างทางก็ซื้อของกินเพิ่มอีกเล็กน้อย ก่อนจะพาลูกกับภรรยากลับไปส่งที่โรงหมอ


ลู่จิ้งซวนนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาจากโรงเตี๊ยมให้ท่านพ่อท่านแม่เปลี่ยน ขณะที่กำลังจะเตรียมตัวออกไปซื้อของกิน ก็เห็นสามคนพ่อแม่ลูกกลับมาพอดี ทั้งยังมีของกินติดไม้ติดมือกลับมาด้วย


โก่วเอ๋อร์วิ่งไปหาท่านปู่กับท่านย่าและกล่าวโอ้อวดอีกครั้ง “ท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อข้ากลับมาแล้วขอรับ!”


นางซุนกอดหลานชายพลางยิ้มปากไม่หุบ “ใช่แล้ว พ่อเจ้ากลับมาแล้ว ในที่สุดครอบครัวเราก็ได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสักทีนะ”


ลู่ไป่ชวนเปิดกล่องอาหาร นำอาหารที่ซื้อมาทั้งหมดวางบนโต๊ะ “ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ มากินข้าวกันก่อนเถอะขอรับ”


“ดีเลย! ตอนนี้เจ้าสามกลับมาแล้ว ข้าจะกลับไปบอกคนที่บ้านสักหน่อย ท่านพ่อท่านแม่กับโก่วเอ๋อร์ก็อยู่ในเมืองอีกซักพักดีกว่าขอรับ ส่วนสำนักศึกษา ข้าจะให้เหลยจื่อลากับอาจารย์ให้ ทุกคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้มีความสุขเถอะนะ”


ลู่จิ้งซวนกินไปพลางบอกเล่าแผนการของตนเอง


ลู่ไป่ชวนประหลาดใจเล็กน้อย “โก่วเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษาแล้วหรือ?”


ปีนี้บุตรชายน่าจะอายุครบสามขวบกระมัง อายุยังน้อยก็เข้าสำนักศึกษาได้แล้วหรือ?


เขามองเด็กน้อยที่กำลังออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดหญิงชรา และรู้สึกเหมือนกับว่า ตนห่างจากบ้านไปไม่ใช่แค่สามสี่ปี แต่ราวกับสิบปีก็มิปาน


ตอนที่ 259: ซ่งฉือชาไปทั้งตัว


“ใช่ขอรับ!” โก่วเอ๋อร์พยักหน้า น้ำเสียงสดใส “ข้าเข้าเรียนแล้ว ท่านอาจารย์ชมข้าบ่อยมากเลยละขอรับ!”


นางซุนเองก็พูดอย่างภาคภูมิใจ “ถึงแม้เจ้าจะไม่ได้ความ แต่โก่วเอ๋อร์เก่งมากนะ พวกเหลยจื่อที่เข้าเรียนในสำนักศึกษาก่อนเขาครึ่งปีตอนนี้ก็ตามโก่วเอ๋อร์ไม่ทันแล้ว!”


ลู่ไป่ชวน “...”


อืม เขามันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย


แต่ถึงกระนั้นเขารู้สึกเต็มตื้นมาก ในขณะที่ไม่มีเขาอยู่ด้วย บุตรชายก็ถูก.อบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเพราะภรรยาเขา


ชายหนุ่มหันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความปลื้มใจ


โอกาสน้อยนักที่เหอจิ่วเหนียงจะเสียอาการ เมื่อเห็นสายตามีเสน่ห์คู่นั้นนางก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว


อะแฮ่ม


หญิงสาวปรับอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “พอดีเลย ก่อนหน้านี้ข้าได้ปรึกษากับท่านแม่ว่าจะซื้อบ้านในเมืองสักหลัง ตอนนี้คงต้องรีบหาซื้อแล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านแม่จะได้ไม่ต้องไปพักที่โรงเตี๊ยม”


ลู่จิ้งซวนเอ่ยขึ้นทันที “เช่นนั้นเงินในมือน้องสะใภ้สามพอหรือไม่ รอข้ากลับไปเอาเงินที่บ้านมาก่อนแล้วค่อยซื้อเป็นเช่นไร?”


เหอจิ่วเหนียงกำลังจะตอบว่ามีพอ แต่ลู่ไป่ชวนกล่าวขึ้นมาก่อน “ไม่ต้องซื้อ ข้ามีคฤหาสน์อยู่ในเมืองสองหลัง เป็นรางวัลที่ท่านอ๋องประทานให้ ถึงแม้ไม่มีคนอาศัย แต่ในจวนก็มีสาวใช้คอยเก็บกวาดอยู่ตลอด พร้อมเข้าอยู่ได้เลย”


สองสามีภรรยาชรานึกไม่ถึงเลยว่าบุตรชายจะมีคฤหาสน์อยู่ในจิงโจว เมื่อรู้เช่นนี้ก็ดีใจเล็กน้อย แต่พอคิดว่า เขาต้องแลกมาด้วยร่างกายสภาพนี้ความดีใจนั้นก็พลันหายไป


“จริงหรือ น้องสามมีอนาคตที่สดใสแล้วจริงๆ!”


ลู่จิ้งซวนกลับเป็นคนเดียวที่ดีใจที่สุด ที่ผ่านมาครอบครัวคิดว่าน้องสามล่วงลับไปแล้ว ทุกคนจึงเลี่ยงที่จะพูดถึงน้องสามต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ แต่บัดนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าไม่เพียงน้องสามยังมีชีวิตอยู่ แต่เขายังมีอนาคตที่ดีมากด้วย ช่างเป็นเกียรติของครอบครัวลู่จริงๆ


ลู่ไป่ชวนกลับไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ายินดียินร้ายอะไร คิดว่ารอพวกเขากินเสร็จค่อยพาพวกเขาไปที่คฤหาสน์ของตัวเอง


ลู่จิ้งซวนคิดไว้ว่ากินข้าวเสร็จก็จะเดินทางกลับหมู่บ้านอันผิง แต่ลู่ไป่ชวนบอกให้เขาไปดูคฤหาสน์ด้วยกันก่อน ต่อไปจะได้มาถูก


ขณะที่ถือของ กำลังจะออกเดินทาง ก็เห็นหมอซ่งสองพ่อลูกมาที่โรงหมอ หมอผู้เฒ่าซ่งเห็นโก่วเอ๋อร์ที่ถูกบุรุษสวมหน้ากากคนหนึ่งอุ้มอยู่ปลอดภัยดีก็ถอนหายใจอย่างโล่งใจ “โก่วเอ๋อร์กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว ว่าแต่ พี่ลู่ น้องสะใภ้ นี่พวกท่านจะไปไหนกันหรือ?”


ซ่งฉือเห็นเหอจิ่วเหนียงยืนเคียงข้างบุรุษสวมหน้ากาก กลิ่นอายความเป็นศัตรูก็เกิดขึ้นเล็กน้อยในใจอย่างแปลกประหลาด 


คนผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดถึงได้ใกล้ชิดนางเพียงนี้?


ขนาดอยู่ต่อหน้าคนครอบครัวลู่ก็ยังไม่หลบเลี่ยง ทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันมาก แถมยังอุ้มอวี้เอ๋อร์ด้วย


“สามีข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ จะพาข้ากับครอบครัวไปจัดหาที่พัก ข้ารบกวนท่านหมอซ่งส่งคนไปแจ้งผู้ป่วยของข้าสักหน่อยนะเจ้าคะว่าการออกตรวจวันนี้เปลี่ยนเป็นยามอู่”


ประโยคของเหอจิ่วเหนียงทำเอาซ่งฉือชาไปทั้งตัว…


…สามีนางอย่างนั้นหรือ คือผู้ที่ยืนข้างกายนางตอนนี้อย่างนั้นหรือ


มิน่าล่ะ…


แต่… สามีนางตายไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงปรากฏตัวได้ล่ะ?


หรือจะมีแผนการร้ายอะไร?


ขณะที่คนคิดมากกำลังจะเอ่ยบางอย่าง พ่อของเขาก็ยิ้มกล่าวด้วยความยินดี “ไอ้หยา! เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก! ข้ายินดีกับครอบครัวหมอเหอด้วยที่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน! ฉือเอ๋อร์ เจ้าไปบอกอาฝูให้ไปแจ้งผู้ป่วยแต่ละบ้านด้วย อย่าให้พวกเขาต้องกังวลใจ”


ประโยคหลังหมอผู้เฒ่าหันไปบอกกับซ่งฉือ ในฐานะที่เป็นพ่อ เขาย่อมรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของบุตรชาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์ดูเก้ๆกังๆ และไม่ทำให้เกิดเรื่องใดขึ้นจึงแยกเขาออกไปก่อน


ปฏิกิริยาของซ่งฉือแสดงออกชัดมาก คนมีตาที่อยู่ตรงนี้ล้วนดูออกแน่


คนที่ประดักประเดิดที่สุดก็คงจะเป็นนางซุน วันก่อนนางยังคิดอยากจับคู่ให้สะใภ้สามกับท่านหมอซ่งน้อยอยู่เลย ก็ใครจะคิดล่ะว่าเจ้าสามจะหวนกลับมา จังหวะเหมาะเจาะราวกับว่ารู้นางผู้เป็นแม่จะมอบภรรยาเขาให้คนอื่นก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนเห็นทุกอย่างแต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น ไม่ว่าคนผู้นี้จะคิดกับภรรยาเขาเช่นไร ตอนนี้ภรรยาเขาก็แนะนำสถานะของเขาออกมาโจ่งแจ้งเช่นนี้แล้ว นั่นหมายความว่านางไม่ได้คิดอะไรกับอีกฝ่าย


ส่วนผู้ชายคนนี้ ตอนเขาไม่อยู่ก็ไม่มีโอกาสพิชิตใจเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้เขากลับมาแล้วยิ่งแล้วใหญ่ โอกาสที่อีกฝ่ายตั้งไว้คงดับสลายไปแล้วเป็นแน่ หึหึ น่าเห็นใจจริงๆ


กว่าซ่งฉือจะตอบสนองกับคำสั่งของผู้เป็นพ่อก็ผ่านไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าลู่ไป่ชวนนิ่งๆด้วยแววตาไม่เป็นมิตร ก่อนจะหันหลังเดินจากไป


หมอซ่งคลี่คลายสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้อีกครั้ง ยิ้มตาหยีพลางเดินไปส่งครอบครัวลู่ที่หน้าประตูโรงหมออย่างกระตือรือร้น


หน้าประตูโรงหมอมีรถม้าสองคันจอดอยู่ โหลวชงเป็นคนจัดการให้ เมื่อรู้ว่าเจ้าของร้านเป็ดดำลู่คือพี่สะใภ้ของตนเองเช่นนี้ ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ล้วนตั้งใจทำเป็นพิเศษ


เหอจิ่วเหนียงพาโก่วเอ๋อร์กับนางซุนขึ้นรถม้า เดิมทีลู่ไป่ชวนอยากมานั่งกับลูกเมียตัวเอง แต่โดนผู้เป็นบิดาดึงตัวไป


เขาบาดเจ็บจนถึงขั้นนี้ เมื่อคืนก็เจอกันอย่างกะทันหัน ยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ถามไถ่อย่างละเอียด ชายชราย่อมอยากถามบุตรชายตัวเองให้ดีสักรอบ


ส่วนในรถม้าของเหอจิ่วเหนียง นางเห็นสีหน้าเก้ๆกังๆของนางซุนเช่นนี้ก็อดขำออกมาไม่ได้


“ท่านแม่ ท่านว่าก่อนหน้านี้หากข้าแต่งงานใหม่ตามที่ท่านจัดหาให้ สถานการณ์ในตอนนี้น่าจะเป็นเช่นไรเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่นางซุนคิดนั้นก็เป็นเพราะหวังดีต่อนาง แต่ตอนนี้หญิงชราทั้งมีความสุขทั้งกระอักกระอ่วนในเวลาเดียวกันเช่นนี้ นางผู้เป็นสะใภ้ย่อมต้องช่วยคลี่คลายความรู้สึก


เป็นดังคาด เดิมทีนางซุนอยู่กับอารมณ์สับสนของตัวเอง เมื่อโดนสะใภ้สามดูออกก็ตั้งท่าโมโหทันที ยกมือตีขานางไปครั้งหนึ่งก่อนจะดุด่า “ยังไม่เกิดขึ้นเสียหน่อย เจ้าอย่ามาทะเล้นเช่นนี้นะ!”


โก่วเอ๋อร์ยกมือเล็กๆทาบ.อกตัวเอง “ข้ายังบอกจะมอบสินเดิมให้ท่านแม่อยู่เลยขอรับ! หากท่านพ่อรู้ท่านพ่อจะโกรธหรือไม่ขอรับ?”


เขาเตรียมทำใจเอาไว้แล้วว่าท่านพ่อคงไม่กลับมา นึกไม่ถึงว่าเวลาเพียงแค่วันเดียวความคิดเหล่านั้นกลับพังทลาย จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงอยู่เลย


“นั่นน่ะสิ สวรรค์ปกป้องคุ้มครองจริงๆ วนไปวนมากว่าจะได้เจอกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”


นางซุนถอนหายใจออกมาด้วยความสบายใจ เมื่อวานพอรู้ว่าหลานชายหายตัวไปนางโทษตัวเองจนแทบอยากสิ้นใจไปตรงนั้น แต่ตอนนี้ไม่เพียงแค่หลานชายที่กลับมาแล้ว แม้แต่บุตรชายคนเล็กก็กลับมาแล้วเช่นกัน!


“ไม่สิ ต้องเป็นบรรพบุรุษด้วยที่ปกป้องคุ้มครอง! กลับไปข้าต้องเผากระดาษเงินให้บรรพบุรุษตระกูลลู่สักหน่อยแล้ว ขอบคุณที่พวกเขาปกป้องคุ้มครองลูกชายข้า!”


คนชราก็พูดจาไปเรื่อยไปเปื่อย เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าตอนที่นางหลับตาอธิษฐาน หางตาของนางโค้งลง เห็นได้ชัดว่านางมีความสุขมาก


มุมปากเหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะยกยิ้มไม่ได้ หวังว่าความสุขเช่นนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป


ลู่ไป่ชวนมีคฤหาสน์อยู่สองหลัง หลังแรกอยู่กลางเมืองหลัก ห่างจากโรงหมอไม่ไกลมาก ส่วนอีกหลังอยู่ชานเมือง หลังใหญ่กว่า และเงียบสงบกว่า แต่ระยะทางห่างไกลจากกลางเมืองมาก


คำนึงถึงเหอจิ่วเหนียงจะต้องไปตรวจผู้ป่วยที่โรงหมอ เขาจึงเลือกไปที่คฤหาสน์กลางเมือง


คฤหาสน์กลางเมืองหลังนี้มีชื่อว่า ‘สวนซีสุ่ย’ ชื่อก็ตามสภาพแวดล้อมของคฤหาสน์ ในคฤหาสน์มีสายน้ำไหลผ่านตลอดเวลา เป็นเรือนใหญ่มีทางเข้าสามทาง ในเรือนใช้หินแปลกจัดแต่งเป็นภูเขาปลอมขึ้นมา พืชพรรณแปลกตามีไม่ขาด สองสามีภรรยาชรายืนอยู่หน้าประตูไม่กล้าเดินเข้าไป


ตลอดมาพวกเขาคิดว่า บ้านที่สร้างด้วยหินด้วยอิฐของตนในหมู่บ้านอันผิงนั้นโอ่อ่าพอแล้ว แต่เมื่อมาเห็นคฤหาสน์แห่งนี้ก็เพิ่งจะรู้ว่า บ้านเช่นนั้นของตนไม่ต่างอะไรจากกระท่อมปลายนาเลย


คนงานที่อยู่ดูแลคฤหาสน์เป็นครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก เป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคนกับบุตรชายวัยสิบสี่สิบห้าปี


เนื่องจากโหลวชงส่งคนมาแจ้งก่อนล่วงหน้าแล้ว ตอนนี้พวกเขาจึงมารอต้อนรับอยู่หน้าประตู ทั้งสามโค้งคำนับ “คารวะนายท่าน!”


ตอนที่ 260: สามีคนนี้เก็บเงินเก่งจริงๆ


หากเป็นเมื่อก่อน สองสามีภรรยาชราต้องตกตะลึงเป็นแน่ แต่ตอนนี้ที่บ้านก็ซื้อสาวใช้มาเหมือนกัน จึงไม่ได้ตกใจขนาดนั้น


นางซุนไม่รู้ว่าบุตรชายของตนเป็นขุนนางตำแหน่งใด แต่สามารถมีคฤหาสน์สองแห่งเช่นนี้ได้ก็ต้องสร้างความชอบไม่น้อยแน่นอน ในใจทั้งรู้สึกยินดีและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบุตรชายแลกมาด้วยชีวิตของเขา


ครอบครัวบ่าวรับใช้นี้เป็นคนที่ไว้ใจได้ แม้ที่ผ่านมาจะไม่มีใครอาศัยอยู่ แต่เรือนทุกเรือน ห้องทุกห้องล้วนถูกเก็บกวาดสะอาดเอี่ยม ครอบครัวเจ้านายกลับมาก็พร้อมเข้าพักได้ทุกเมื่อ


ความตั้งใจของลู่ไป่ชวนคือ ให้ท่านพ่อกับท่านแม่อาศัยอยู่ในเรือนหลัก ส่วนครอบครัวของลูกๆอย่างพวกเขาอาศัยในเรือนข้างๆก็ได้แล้ว ทว่านางซุนกลับไม่ยอม


“เรือนใหญ่ปานนี้ แถมยังมีห้องตำราพวกนี้อีก พ่อกับแม่แก่แล้วไม่ได้ใช้หรอก พวกเจ้าใช้กันเองเถอะ พ่อกับแม่อยู่ในเรือนเล็กๆสักหลังก็พอแล้ว”


หากอาศัยอยู่ชั่วคราวแค่วันสองวัน พวกเขาอยู่ห้องไหนก็ได้ แต่นางซุนรู้ว่าบุตรชายเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลัก บวกกับครอบครัวลู่มีกิจการอยู่ที่นี่ด้วย วันข้างหน้าครอบครัวมีโอกาสมาอยู่ที่นี่บ่อยขึ้น ถึงตอนนั้นการพักอยู่ห้องไหนเรือนไหนก็ได้จะเป็นเรื่องยุ่งยาก สู้กำหนดไปเลยตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า


แม้คฤหาสน์แห่งนี้จะมีทางเข้าสามทาง พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล เรือนพักก็มีหลายหลัง ต่อให้คนที่บ้านทั้งหมดมาอยู่ที่นี่ ทุกครอบครัวก็สามารถอยู่ครอบครัวละหลังได้ และยังมีเรือนว่างเหลืออีก ย่อมไม่จำเป็นต้องกังวลอยู่แล้ว


ทว่าสองสามีภรรยาผู้เฒ่าก็ยังเลือกที่จะอยู่เรือนเล็กด้านข้าง จะได้อยู่ใกล้กับพวกเด็กๆ


ลู่จิ้งซวนยังไม่เลือก อยากรอครั้งหน้าพาภรรยากับลูกมาดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน เขาเป็นผู้ชายจะอยู่ที่ไหนย่อมได้ทั้งนั้น ขอเพียงภรรยามีความสุขก็พอแล้ว


ลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไร เขาเตรียมพาท่านพ่อท่านแม่ไปเข้าที่พัก แต่นางซุนโบกมือปฏิเสธ ให้เขาพาภรรยากับลูกไปดูเรือนหลัก ไม่ต้องเป็นห่วงพวกตน


อันที่จริงนางซุนก็แค่อยากให้พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกัน บุตรชายอัปลักษณ์เพียงนี้แล้ว ต้องชดเชยในส่วนอื่นให้กับภรรยาสักหน่อย มิเช่นนั้นนางจะยิ่งรู้สึกผิดต่อสะใภ้สาม


ทุกคนถูกสองชราพาออกไป ภายในเรือนใหญ่โตเหลือแค่พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูก ลู่ไป่ชวนจึงเป็นคนนำทาง


อันที่จริงนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขามาที่คฤหาสน์หลังนี้เหมือนกัน ก่อนหน้านี้อยู่ข้างนอกมาโดยตลอด มีสิ่งของจำเป็นใดที่ต้องเอากลับมาที่นี่ก็จะให้ลูกน้องเป็นคนเอากลับมา แม้แต่ช่วงนี้ที่เขากลับมาจิงโจวก็ไม่ได้มาที่นี่เลย อาศัยอยู่ในจวนฉินเจียน ดังนั้นเขาเองก็ไม่คุ้นเคย


เมื่อครู่ก็แค่ทำความรู้จักสถานที่โดยรวมคร่าวๆกับบ่าวรับใช้เท่านั้น ตอนนี้บ่าวรับใช้ออกไปแล้ว ก็คงต้องพูดตามที่ตนเองคิดได้แล้วกัน


“นี่คือห้องนอนใหญ่ พวกเรา…ต่อไปนี้เจ้าก็นอนที่นี่ ส่วนโก่วเอ๋อร์นอนในห้องส่วนตัวข้างๆได้ แผลข้ายังไม่หายดี กลัวจะทำให้เจ้ากลัว ระหว่างนี้ข้าไปนอนอีกห้องหนึ่งก็ได้”


สามีภรรยาควรต้องนอนห้องเดียวกัน เหอจิ่วเหนียงกำลังกังวลอยู่ในใจพอดีว่าคืนนี้จะต้องทำตัวเช่นไร ทว่าอีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยออกมาว่าจะไปนอนห้องอื่น ประโยคนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงโล่งอก


ในใจนางไม่ได้ตำหนิลู่ไป่ชวนเรื่องสภาพร่างกายเขาตอนนี้เลย นางติดแค่ว่า อย่างไรเสียพวกเขาก็เพิ่งเริ่มทำความรู้จักกัน หากคืนนี้ต้องนอนด้วยกันละก็ นางไม่อาจรับได้เป็นแน่ เรื่องบางเรื่องก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปถึงจะดี


“ตกลง”


นางตอบตกลงทันทีหลังจากลู่ไปชวนพูดจบ และจู่ๆก็รู้สึกว่าตนตอบตกลงเร็วเกินไปเช่นนี้จะดูไม่ดี จึงรีบกล่าวเสริม “ท่านวางใจได้ คืนนี้ข้าจะช่วยดูแผลให้ท่านเอง”


“อืม”


ลู่ไป่ชวนเองก็ตอบตกลงทันที ก่อนหน้านี้เขาไม่สนใจแผลเหล่านี้เลยจริงๆ แต่ตอนนี้กลับอดใจรอไม่ไหว อยากรักษาให้หายเร็วๆ อยากกลับมาเป็นเหมือนเดิม เช่นนั้นก็จะไม่ถูกรังเกียจแล้ว


นึกถึงคำพูดค่อนขอดของท่านแม่และภรรยาแล้ว ชายผู้แข็งแกร่งก็รู้สึกอยากร้องไห้ด้วยความขมขื่นจริงๆ


“สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นของใหม่ เจ้าลองดูว่ามีสิ่งใดที่ไม่ถูกใจบ้าง ข้าจะให้คนเอาไปเปลี่ยนให้ใหม่ หรือว่าขาดเหลือสิ่งใด ข้าจะให้คนจัดการ ข้าเองก็ไม่เคยเข้ามาอยู่ที่นี่มาก่อน ไม่แน่ใจว่าขาดเหลือสิ่งใดไปบ้าง”


พูดถึงตรงนี้เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงเดินไปข้างเตียง ยกไม้กระดานเตียงขึ้น จากนั้นหยิบหีบที่ปิดกุญแจหีบหนึ่งออกมา และมอบให้เหอจิ่วเหนียง


“นี่เป็นทรัพย์สินที่ข้าเก็บออมตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ในคฤหาสน์อีกหลังก็มี เดี๋ยวข้าจะให้คนไปเอามา ทรัพย์สินเหล่านี้ให้เจ้าเป็นคนเก็บ เจ้าอยากจัดการแบ่งให้ท่านพ่อท่านแม่เช่นไร หรือเจ้าอยากเอาไปใช้อย่างไรก็ตามสบายเลย”


ลู่ไป่ชวนกล่าวพลางหากุญแจมาเปิดหีบ


อย่ามองว่ามันเป็นแค่หีบเล็กๆ เพราะสิ่งของในนี้มีมูลค่าไม่น้อยเลย ตั๋วเงินหนาเป็นปึก ทุกใบเป็นตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึง เหอจิ่วเหนียงนับดูคร่าวๆ มีประมาณหลายแสนตำลึง!


นอกจากนี้ยังมีโฉนดที่นา โฉนดบ้าน รวมไปถึงหน้าร้านหลายแห่ง


สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงทรัพย์สินส่วนหนึ่งของเขาเท่านั้น ในคฤหาสน์อีกแห่งยังมีอีก


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองสามีจำเป็นด้วยความประหลาดใจ สามีคนนี้มีความสามารถในการเก็บออมยอดเยี่ยมจริงๆ!


“ในเมืองหลวงก็ยังมีคฤหาสน์อีกสองหลังหรือ?”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ที่จิงโจวมีสองหลัง ก่อนหน้านี้เฉินอ๋องเพิ่งประทานให้อีกหลังน่ะ ตอนนี้โฉนดบ้านกับโฉนดที่ดินเก็บไว้ในคฤหาสน์อีกหลังหนึ่ง”


เหอจิ่วเหนียงนิ่งอึ้ง


มีสำนวนหนึ่งกล่าวว่า กระต่ายเจ้าเล่ห์ต้องมีสามโพรง แต่นี่ลู่ไป่ชวนมีมากเกินไปแล้วกระมัง!


“ในคฤหาสน์ทุกหลังก็มีทรัพย์สินเช่นนี้อยู่ในนั้นหรือ?”


นางเลิกคิ้วกล่าวถามด้วยความสงสัย


ลู่ไป่ชวนรีบอธิบาย “เช่นนี้จะสะดวกในการนำออกมาใช้ ในร้านรับฝากเงินก็ยังมีส่วนหนึ่ง ทั้งหมดในจิงโจวล้วนให้เจ้าเป็นคนดูแล ส่วนในเมืองหลวงรอมีโอกาสไปเมื่อใดจะเอากลับมาให้เจ้า”


จากไปนานหลายไป ทันทีที่ได้พบกันก็มอบทรัพย์สินให้ เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจมากจริงๆ แต่นางก็พึงพอใจในตัวสามีคนนี้มาก


และแน่นอนว่า เงินเหล่านี้นางไม่ได้คิดว่าเขาได้มาเปล่าๆ ระยะเวลาเพียงแค่สามสี่ปีเขาสามารถเก็บเงินได้มากมายขนาดนี้ หมายความว่าเฉินอ๋องมอบหมายงานให้เขาทำไม่น้อย ทั้งยังเป็นงานที่อันตรายมากและใหญ่มากด้วย


“ได้”


นางรับมาโดยไม่มีท่าทีปฎิเสธ ทั้งยังกล่าวอีก “ถึงแม้บ้านจะมีเงิน แต่ข้าทำกิจการการค้า จะเป็นการสร้างปัญหาให้ท่านหรือไม่?”


ในยุคสมัยนี้ไม่ได้มีการดูถูกคนทำการค้ามากนัก และบุตรหลานของผู้ทำการค้าก็สามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้ แต่ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับบุรุษ ดูแคลนสตรี ลู่ไป่ชวนก็มีตำแหน่งขุนนาง เหอจิ่วเหนียงกังวลว่าจะทำให้เขาเดือนร้อนในราชสำนัก


ในอีกแง่ของคำถามนี้ก็คือการถามลองเชิง นางอยากรู้ว่าเขาคิดเช่นไรกับการที่นางทำกิจการการค้า


ลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้รู้สึกว่านางถามลองเชิง เขาตอบไปจากใจจริง “เจ้าทำในสิ่งที่เจ้าชอบก็พอแล้ว ตอนที่ข้าไม่อยู่ บ้านเราล้วนแต่พึ่งพาการทำการค้าของเจ้า ต่อให้มีปัญหาเกิดขึ้นข้าก็จัดการได้ เจ้าวางใจเถอะ”


วาจานี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงอุ่นใจมากจริงๆ นับตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ นางไม่เคยพูดถึงเรื่องที่บ้านกับเขาเลย แต่เขากลับรู้ เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้ฉินเจียนได้เล่าเรื่องราวให้เขาฟังมากมาย ไม่ต่างกับที่เล่าเรื่องเขาให้นางฟังเลย


ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงยิ้มได้ จู่ๆก็รู้สึกว่า โชคชะตานี้ช่างวิเศษเกินกว่าจะหาคำใดมาพรรณนาได้จริงๆ


“อืม สำหรับเรื่องห้องของเราข้าไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร เช่นนี้ก็ได้แล้วละ เราไปดูห้องลูกกันเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงนำหีบเล็กวางกลับใต้เตียงเหมือนเดิม รอกลางคืนค่อยเอาไปเก็บไว้ในห้วงมิติ


ลู่ไป่ชวนพานางและลูกไปที่ห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่ง ห้องนี้เป็นห้องนอนของโก่วเอ๋อร์ มีสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยนพอสมควร


“ห้องใหญ่เกินไป ถ้าใช้เป็นแค่ห้องนอนจะสิ้นเปลืองพื้นที่ไปหน่อย ข้าว่าแบ่งเป็นสองส่วนได้ ส่วนหนึ่งทำเป็นห้องตำราเล็กๆให้เขา”


เหอจิ่วเหนียงเดินดูรอบหนึ่ง จากนั้นก็ถามความคิดเห็นของบุตรชาย “โก่วเอ๋อร์ ลูกคิดเช่นไร?”


จบตอน

Comments