ตอนที่ 261: พ่อจะอยู่เคียงข้างจนโก่วเอ๋อร์เติบใหญ่
“ดีขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าด้วยท่าทางตื่นเต้นมาก
เขาหันไปมองผนังที่ว่างอยู่แล้วถาม “ตรงนี้ให้ข้าแขวนกระบี่ไม้เล็กๆได้หรือไม่ขอรับ?”
โก่วเอ๋อร์ชื่นชอบการฝึกกระบี่ และเหอจิ่วเหนียงก็มอบกระบี่ไม้เล็กๆให้เขาสามเล่มแล้ว
“ย่อมได้แน่นอน นี่คือห้องของเจ้า เจ้าจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” เหอจิ่วเหนียงยิ้มให้กำลังใจเขา
ลู่ไป่ชวนมองบุตรชายแล้วถาม “เจ้ากำลังฝึกกระบี่อยู่หรือ?”
“ขอรับ! ข้าอยากเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหมือนท่านพ่อ โตขึ้นจะได้ปกป้องครอบครัวและแว่นแคว้นขอรับ!”
อายุยังน้อยแต่ความมุ่งมาดปรารถนากลับยิ่งใหญ่ ขณะที่กล่าววาจานี้ราวกับเห็นความทรงพลังที่สามารถทำลายการป้องกันของฝ่ายศัตรูแผ่ออกมาได้เลย
เดิมทีลู่ไป่ชวนคิดว่า การที่บุตรชายเข้าเรียนสำนักศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยก็เป็นเรื่องประหลาดใจมากแล้ว แต่ขณะที่เรียนอ่านเขียนตำราเขาก็ได้รับการฝึกกระบี่ไปด้วย ภรรยาเขากำลังอบรมเลี้ยงดูบุตรชายให้มีความรู้รอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊
เขามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความหมายที่ลึกซึ้งกินใจ รู้สึกว่าตนได้แต่งงานกับสตรีที่มีคุณธรรมเช่นนี้ ช่างเป็นบุญวาสนาที่สะสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว
เหอจิ่วเหนียงลูบปลายจมูกอย่างประหม่า บุตรชายอยากเรียนหนังสือกับฝึกวรยุทธ์มันเป็นความคิดของตัวเขาเอง ไม่ได้เกี่ยวกับนาง แต่หากลู่ไป่ชวนจะเข้าใจผิด นางก็จะไม่อธิบาย ถึงอย่างไรให้เขาเห็นถึงความดีของนางมากๆหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแย่
เป็นดังคาด ลู่ไป่ชวนซาบซึ้งใจมาก เขาคิดว่าตั้งแต่บุตรชายคลอดออกมาเขาก็ไม่เคยมีส่วนร่วมในชีวิตของบุตรชายเลย แต่บุตรชายก็ยังคิดถึงเขาอยู่ตลอด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการอบรมเลี้ยงดูของภรรยา นึกไม่ถึงเลยว่าภรรยาเขาจะรักเขามากถึงเพียงนี้ ดังนั้นเขาจะไม่ทำให้นางต้องผิดหวังเป็นอันขาด!
“ตอนนี้เจ้าเป็นหมอ ต่อไปข้าจะให้คนไปเสาะหาตำราแพทย์มาให้เจ้า อ้อจริงสิ ต้องเตรียมห้องเก็บสมุนไพรให้เจ้าด้วย เจ้าเป็นหมอ มีหยูกยาเก็บไว้ในบ้านก็เป็นเรื่องดี”
จำต้องบอกเลยว่าเขาใส่ใจในทุกรายละเอียดจริงๆ แม้แต่เรื่องเหล่านี้ก็คิดให้นาง
อยู่ในหมู่บ้านอันผิงอาศัยเป็นครอบครัวใหญ่เช่นนี้ แม้ว่าพวกเขาจะรักใคร่ปรองดองเข้ากันได้ดี ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะเตรียมห้องยาให้นางเลย
และแน่นอนว่านางเองก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้ด้วย ถึงอย่างไรนางก็มีห้วงมิติอยู่ ยามจำเป็นก็แค่กลับเข้ามาในห้องตัวเองและหยิบของออกมาก็ได้แล้ว
ทว่าตอนนี้ข้างกายมีลู่ไป่ชวน สามีคนนี้ฉลาดหลักแหลมมาก มีนิสัยระแวดระวังสูง ต่อไปอยู่ด้วยกัน นางไม่อาจหยิบสิ่งของออกจากห้วงมิติได้ตามอำเภอใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มีห้องยาเอาไว้เป็นที่กำบังเป็นเรื่องดียิ่งนัก
“ข้าเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะไปบอกพี่สะใภ้สวี”
พี่สะใภ้สวีก็คือสาวใช้ในเรือนวัยกลางคน ผู้เป็นสามีนามว่าสวีต้าซาน ดังนั้นนางจึงใช้แซ่ของสามี ส่วนบุตรชายของนางนามว่าสวีหย่ง
“อืม ปกติคฤหาสน์นี้ไม่มีคนอยู่ก็เลยไม่ได้รับสาวใช้เข้ามาเพิ่ม ต่อจากนี้ที่นี่จะมีคนมาอยู่แล้ว ข้าจะให้คนไปซื้อตัวสาวใช้มาเพิ่ม ครอบครัวของสวีต้าซานเป็นคนซื่อสัตย์ ไว้ใจได้”
สิ่งที่ลู่ไป่ชวนคิดก็คือ อยากรับคนในครอบครัวมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด แต่เหอจิ่วเหนียงไม่คิดเช่นนั้น นางเสนอความเห็นของตัวเอง “อย่าเพิ่งเลย เอาเช่นนี้ไปก่อน ตอนนี้พวกเราเพิ่งจะเปิดร้านใหม่ในอำเภอ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ก็มีการวางแผนชีวิตใหม่ ส่วนพี่รองกับพี่สะใภ้รองก็ต้องอยู่จัดการงานในโรงงาน ครอบครัวน้องหญิงกับครอบครัวน้องชายของน้องเขยก็คงไม่ได้มาอยู่บ่อยๆ ซื้อสาวใช้มาเยอะก็ไม่มีประโยชน์”
เหอจิ่วเหนียงเล่าสถานการณ์ที่บ้านให้เขาฟังคร่าวๆ แล้วพูดต่อ “ตอนนี้ถึงแม้ข้าจะต้องเข้าเมืองหลักบ่อยๆ แต่ที่ต้าหลิ่งก็มีผู้ป่วยต้องรักษา ต้องไปๆมาๆระหว่างสองที่นี้ ข้าก็เลยลังเลว่าจะพาโก่วเอ๋อร์มาเข้าเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองดีหรือไม่”
“ท่านแม่ ข้าไม่อยากมาเรียนในเมืองขอรับ!”
ลู่ไป่ชวนไม่ทันอ้าปาก โก่วเอ๋อร์ก็ชิงตอบอย่างรวดเร็ว
“ข้าชอบท่านอาจารย์คังมากขอรับ และข้าก็ชอบไปสำนักศึกษากับพวกพี่ๆด้วยขอรับ”
เขาทำหน้าบึ้ง เศร้าใจเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงนั่งยองลงเท่าๆกับเขา แล้วอธิบาย “แต่ส่วนมากพ่อกับแม่อยู่ในเมือง ถ้าเจ้าเรียนในอำเภอ เจ้าจะไม่ได้เจอพ่อกับแม่นานเลยนะ”
โก่วเอ๋อร์เอียงศีรษะเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ยามปิดภาคเรียน ข้าก็มาหาท่านพ่อกับท่านแม่ในเมืองได้ไม่ใช่หรือขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงพูดความรู้สึกในใจไม่ออก นางรู้ว่าตนควรปลื้มใจที่บุตรชายสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ แต่พอคิดว่าบุตรชายอายุยังน้อยแค่นี้ก็ไม่ติดนางแล้ว ในใจก็รู้สึกหดหู่
“ก็ได้”
นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะยิ้ม พยายามไม่ให้บุตรชายเห็นความเศร้าของนาง
ขณะที่สามคนพ่อแม่ลูกพูดคุยกันอยู่ ลู่จิ้งซวนก็เข้ามา “น้องสาม น้องสะใภ้สาม นี่ก็สายมากแล้ว ข้าต้องกลับก่อนนะ อีกสองสามวันข้าค่อยมารับท่านพ่อกับท่านแม่กลับ”
“ขอรับ แต่ไม่ต้องยุ่งยากก็ได้ รอข้าจัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อยแล้วข้าจะกลับบ้านไปพร้อมกับท่านพ่อท่านแม่”
กล่าวจบเขาเหลือบไปมองเหอจิ่วเหนียงสื่อว่าเดี๋ยวจะกลับมา จากนั้นก็เดินออกไปส่งลู่จิ้งซวนด้วยตัวเอง
สามีใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยได้ถึงขั้นนี้ ก่อนจะไปก็ยังบอกกล่าวนาง ให้ความสำคัญกับนาง เหอจิ่วเหนียงอบอุ่นหัวใจมาก จับมือโก่วเอ๋อร์และถาม “ลูกแม่ นี่เป็นบ้านใหม่ของครอบครัวเรานะ เจ้าชอบหรือไม่?”
“ชอบขอรับ!” โก่วเอ๋อร์พยักหน้า และถาม “ท่านแม่ ท่านพ่อกลับมาแล้ว ท่านพ่อจะไม่จากพวกเราไปไหนอีกแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ใช่แล้ว พ่อเจ้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าจนเจ้าเติบใหญ่ จะไม่จากไปไหนอีกแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงหยิกแก้มเล็กๆของเขา “ตอนเที่ยงพ่อกับแม่มีธุระต้องจัดการ เจ้าออกไปเดินเล่นกับท่านปู่ท่านย่าได้ ครั้งนี้พวกคนไม่ดีถูกพ่อของเจ้าจับตัวไปหมดแล้ว ในตลาดบนถนนปลอดภัยแล้ว แม่จะให้พ่อของเจ้าส่งคนไปคอยปกป้องพวกเจ้า แต่เจ้าห้ามวิ่งไปไหนซี้ซั้วนะ เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์รับปาก ไม่ว่าสั่งอะไรเขาก็ตอบตกลงอย่างเชื่อฟัง ไม่เคยทำให้กังวลใจเลย
“ท่านแม่ เมื่อวานข้าไม่ได้วิ่งเล่นซี้ซั้วนะขอรับ ข้าบอกท่านลุงใหญ่ว่าจะไปดูลิงน้อย ลิงน้อยตัวนั้นกำลังถูกคนทุบตีส่งเสียงร้องตลอดเวลา ข้าเป็นห่วงมันขอรับ”
โก่วเอ๋อร์อธิบายเสียงเล็ก คิดไปคิดมาก็เอ่ยต่อเสียงอ่อย “ให้ท่านพ่อช่วยลิงน้อยตัวนั้นได้หรือไม่ขอรับ?”
“ได้สิ ประเดี๋ยวพ่อเจ้ากลับมาเจ้าก็บอกพ่อเจ้าก็แล้วกันนะ”
คำถามนี้เหอจิ่วเหนียงตอบบุตรชายได้อย่างมั่นใจ คณะกายกรรมเมื่อวานโดนลู่ไป่ชวนจับตัวไป ลิงน้อยตัวนั้นก็คงจะอยู่ในคุกกับพวกเขาด้วย
“ขอรับท่านแม่!”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้า เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนกลับมาแล้วก็รีบวิ่งไปกอดขาเขาทันที ขอให้บิดาช่วยลิงน้อยตัวนั้น
ลู่ไป่ชวนยกเขาขึ้นมาอุ้มมือเดียว ก่อนจะกล่าว “พ่อจะพาเจ้าไปช่วยเจ้าลิงน้อยตัวนั้น ดีหรือไม่?”
โก่วเอ๋อร์ไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่หันกลับไปมองเหอจิ่วเหนียง เมื่อเห็นนางพยักหน้าอนุญาตจึงถามต่อ “เช่นนั้นท่านปู่กับท่านย่าจะทำเช่นไรขอรับ?”
“เมื่อคืนท่านปู่กับท่านย่าไม่ได้พักผ่อนดีๆ ตอนนี้ต้องนอนพักผ่อนสักหน่อย เจ้าอยากไปกับพ่อหรือไม่ล่ะ?”
“แล้วท่านแม่ล่ะขอรับ?”
“แม่เจ้าก็ยังพักผ่อนไม่เพียงพอเช่นกัน ประเดี๋ยวยังต้องไปตรวจผู้ป่วยอีก เราสองคนให้ท่านแม่นอนพักผ่อนสักประเดี๋ยวดีหรือไม่?”
“ดีขอรับ!”
เมื่อตกลงกับบุตรชายได้แล้ว ลู่ไป่ชวนจึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียง “เมื่อคืนเจ้าไม่ได้นอนทั้งคืน ถือโอกาสนี้นอนพักสักหน่อยเถอะ ถ้าจะออกไปข้างนอกก็เรียกสวีต้าซาน ให้เขาบังคับรถม้าพาไป”
ตอนที่ 262: มีท่านพ่ออยู่ ข้าไม่กลัว
อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงยังอดนอนได้สบาย เพียงแต่ตอนนี้ก็มีคนดูแลบุตรชายแล้ว นางย่อมยินดีอยู่ว่างๆ
สองพ่อลูกเพิ่งได้เจอกัน ต้องให้เวลาพวกเขาได้เรียนรู้ สร้างความสัมพันธ์กันเอาไว้
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางกล่าวกับบุตรชาย “โก่วเอ๋อร์ ไปกับพ่อเจ้าก็อย่าซนนะ”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ท่านแม่วางใจได้ขอรับ ข้าเชื่อฟังแน่นอน!”
เหอจิ่วเหนียงกลับเข้าไปพักในห้อง และแน่นอน เรื่องแรกที่นางทำก็คือนำหีบเก็บเงินใบเล็กนั้นมาเก็บไว้ในห้วงมิติ เก็บไว้ในห้วงมิตินางถึงจะวางใจ
ลู่ไป่ชวนอุ้มบุตรชายไปยังคุกที่ขังตัวคนเหล่านั้น องครักษ์เฝ้ายามเห็นหัวหน้าอุ้มเด็กมาด้วยจึงเชื่อที่โหลวชงเล่าให้ฟังแล้วว่า หัวหน้าของพวกเขาได้เจอครอบครัวแล้ว
มีคนเดินเข้าไปถามด้วยความใส่ใจ “หัวหน้า นี่คือนายน้อยหรือขอรับ?”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าตอบว่าใช่ โก่วเอ๋อร์กล่าวทักทายอย่างสุภาพ “สวัสดีท่านอาทุกท่านขอรับ!”
ได้ยินนายน้อยเรียกตนว่าท่านอาเช่นนี้ ใบหน้าเหล่าองครักษ์ก็ยิ้มแย้มอย่างเบิกบานใจทันที จากนั้นต่างพากันถามสารทุกข์สุกดิบโก่วเอ๋อร์ และเรียกโก่วเอ๋อร์ว่านายน้อย
เป็นครั้งแรกที่โก่วเอ๋อร์ได้พบเจอคนแปลกหน้ามากมายเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่มีความหวาดกลัวแม้เแต่น้อย มีท่านพ่ออยู่ เขาก็ไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น!
ทุกคนล้วนรู้สึกว่าโก่วเอ๋อร์เป็นเด็กนิสัยดี รูปร่างมีน้ำมีนวลน่ารักยิ่งนัก เพียงชั่วครู่ก็ยิ่งชอบเขามากขึ้นแล้ว แต่ละคนต่างอยากแย่งกันอุ้มเขา
แต่ลู่ไป่ชวนไม่อนุญาต กว่าตนจะหาลูกเจอไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเองยังอุ้มไม่หนำใจเลย จะให้คนอื่นมาแย่งได้อย่างไรกัน
“ไปๆๆ มีหน้าที่อะไรก็ไปทำไป อย่ามากวนข้า!”
ลู่ไป่ชวนไล่เหล่าลูกน้องด้วยความรำคาญ ทุกคนต่างหัวเราะร่าอย่างเบิกบานใจและแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง
ยิ่งนึกถึงตอนที่โหลวชงมาอวดว่าเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่ก็คือพี่สะใภ้ แต่ละคนต่างพากันตื่นเต้น
“หัวหน้า ตอนนี้ท่านก็ถือว่าเป็นเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่แล้วใช่หรือไม่ขอรับ พวกพี่น้องอย่างพวกเราจะได้รับสิทธิพิเศษหรือไม่ขอรับ?”
“นั่นสิหัวหน้า เป็ดดำลู่นี่พวกเราแย่งซื้อไม่ได้สักที ออกเวรกลางคืนไปซื้อก็ขายหมดแล้ว ในเมื่อเป็นกิจการของหัวหน้า เช่นนั้นเปิดเตาทำให้พี่น้องอย่างพวกเรากินบ้างได้หรือไม่ขอรับ?”
“แค่พูดก็น้ำลายไหลแล้ว!”
......
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางพวกเขาก็รู้สึกขำยิ่งนัก แต่ไม่ได้รับปากทันที เขาพูดแค่ “รอคืนนี้ข้ากลับไปจะถามพี่สะใภ้พวกเจ้าให้ก็แล้วกัน”
แม้ตอนนี้เขาถือได้ว่าเป็นเถ้าแก่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ถึงอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็เป็นคนก่อตั้งการค้านี้ขึ้น และดูเหมือนจะร่วมการค้ากับผู้อื่นด้วย สำหรับเรื่องนี้คงต้องกลับไปถามภรรยาก่อน จะตัดสินตามใจไม่ได้
“โถ่หัวหน้า ที่แท้ก็กลัวเมียนี่เอง!”
“พวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร หัวหน้าของพวกเราก็แค่เคารพพี่สะใภ้ต่างหากล่ะ!”
“ใช่ๆ!”
แต่ละคนพูดทุกอย่างที่อยากพูดไป ลู่ไป่ชวนมีความสุขมากจนเตะคนที่บอกว่าเขากลัวภรรยาไปทีหนึ่งแล้วกล่าว “ยังไม่เปิดประตูอีก”
คนถูกเตะทำท่าสำนึกปลอมๆ ก่อนเปิดประตูด้วยรอยยิ้มและทำท่าผายมือเชิญ
ในคุกใต้ดินค่อนข้างมืด แสงแดดเข้าไม่ถึงและไม่มีช่องระบายอากาศมากนัก
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับชื้นก็ตีหน้าพร้อมกับลมหนาว
โก่วเอ๋อร์กอดคอลู่ไป่ชวนไว้แน่น ลู่ไป่ชวนรู้ชัดว่าเขาหวาดกลัวเล็กน้อย
เขาจับมือบุตรชายแน่นแล้วถามด้วยเสียงแผ่วเบา “กลัวหรือ?”
“มีท่านพ่ออยู่ ข้าไม่กลัวขอรับ!”
เมื่อเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวของเจ้าตัวเล็ก ลู่ไป่ชวนรู้สึกภูมิใจมาก บุตรชายเขาถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดียิ่งนัก
เขายกขาก้าวเดินเข้าไปข้างใน นักโทษหลายคนในห้องขังเมื่อเห็นลู่ไป่ชวนเข้ามาก็ยื่นมือขออาหาร บ้างก็ร้องไห้อย่างสิ้นหวังว่าพวกเขาถูกใส่ร้าย บ้างก็สาปแช่งเสียงดัง
ลู่ไป่ชวนรู้สึกเสียใจทันทีที่พาลูกชายมาด้วย โดยกลัวว่าสภาพแวดล้อมที่นี่จะทำให้เขาตกใจกลัว
แต่เมื่อลอบมองสีหน้าของบุตรชายจึงพบว่าเด็กน้อยไม่ได้หันมองนักโทษเหล่านั้นเลย สายตามองไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
เมื่อรู้สึกว่าท่านพ่อกำลังมองมา โก่วเอ๋อร์ก็หันมองเขาเช่นกัน
“ท่านพ่อ พวกเขาล้วนเป็นคนไม่ดีกันหมดเลยใช่หรือไม่ขอรับ?”
เขาเบิกตากว้าง นัยตามีเพียงความอยากรู้เท่านั้น แต่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจเลย คนเหล่านี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ
“ใช่ พวกเขาเป็นคนไม่ดี”
ขณะที่กล่าว ลู่ไป่ชวนก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น และพาเขาไปยังสถานที่พักของผู้คุม
เนื่องจากที่นี่มักจะมีขุนนางแวะเวียนมาบ่อยครั้ง สถานที่พักจึงทำความสะอาดไว้ค่อนข้างสะอาดทีเดียว เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนอุ้มเด็กมา ทุกคนก็อดที่จะหันมองด้วยความสนใจไม่ได้
เช่นเดียวกับข้างนอกเมื่อครู่ โก่วเอ๋อร์เรียกพวกเขาว่าท่านอาอย่างสุภาพ
ผู้คุมที่ประจำการเหล่านี้ไม่ใช่องครักษ์เฝ้ายามชั่วคราวด้านนอกเหล่านั้น องครักษ์เหล่านั้นเป็นสหายพี่น้องที่ผ่านความเป็นความตายกับลู่ไป่ชวนมา แตกต่างจากผู้คุมนักโทษเหล่านี้
ผู้คุมได้ยินโก่วเอ๋อร์เรียกว่าท่านอาก็รู้สึกได้รับความโปรดปรานมาก และจะคุกเข่าต่อหน้าลู่ไป่ชวนทันที ลู่ไป่ชวนบอกพวกเขาไม่ต้องมากพิธี แล้วเข้าเรื่อง “ไปพาลิงที่จับมาเมื่อวานมา”
“ขอรับ ขอรับ!”
ผู้คุมเพิ่งจะออกไป โหลวชงก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นโก่วเอ๋อร์ก็เข้าไปหยอกเล่นด้วย ก่อนจะกล่าวกับลู่ไป่ชวนอย่างจริงใจ “ยินดีด้วยนะขอรับ ในที่สุดก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว!”
“อืม ขอบใจ!”
ลู่ไป่ชวนเป็นคนแสดงออกไม่เก่ง แต่โหลวชงอยู่กับเขามาหลายปี ถึงแม้จะตอบง่ายๆ เช่นนี้เขาก็รู้ว่าผู้เป็นนายมีความสุขมาก
“เรื่องนี้ไม่อาจปิดบังได้อีกแล้ว นายท่านควรบอกเรื่องนี้กับ.องค์ชายนะขอรับ อย่าให้องค์ชายรู้เรื่องนี้จากปากของคนอื่น”
“ข้ารู้ เจ้าวางใจเถอะ”
เขาตบไหล่ลูกน้องคนสนิท โหลวชงคิดเหมือนกับเขาทุกอย่าง
เมื่อก่อนเขาไม่คำนึงถึงสิ่งใดเลย เพราะทำภารกิจของเขาเสี่ยงอันตรายสารพัด กลัวว่าหากเกิดเรื่องขึ้นจะทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน แต่ตอนนี้เขาเป็นขุนนางระดับสามแล้ว ถ้าเขายังคงปกป้องครอบครัวไม่ได้ สิ่งที่เขาพยายามมาตลอดหลายปีก็คงไร้ประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขานับว่าเป็นคนสนิทของท่านอ๋องแล้ว
ไม่นานผู้คุมก็กลับมาพร้อมเชือกเส้นหนึ่งในมือ ลิงน้อยถูกลากมาด้วยความหวาดผวา โก่วเอ๋อร์เห็นจึงรีบวิ่งไปดู
“ท่านพ่อขอรับ มันบาดเจ็บและเสียเลือดมากด้วยขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์จะเอื้อมมือออกไปสัมผัส แต่มันกลัวมากจนถอยหลังไปซ่อนตัวอยู่ที่มุมและหดตัวกลมด้วยความกลัว
“เจ้าลิงน้อย ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก”
เด็กน้อยพูดและพยายามจะสัมผัสมันอีกครั้ง
ลู่ไป่ชวนหยิบกล้วยจากโต๊ะยื่นให้โก่วเอ๋อร์ “มันอาจจะหิว เจ้าให้มันกินสิ”
โก่วเอ๋อร์รับกล้วยมา และไปผูกไมตรีกับลิงน้อย
ลู่ไป่ชวนยังมีเรื่องต้องจัดการ จึงเรียก.องครักษ์คนสนิทมาอยู่เป็นเพื่อนโก่วเอ๋อร์ ส่วนตนก็ไปดูนักโทษกับโหลวชง
“นายท่าน ความขัดแย้งระหว่างหลิวเยี่ยนไฉกับพี่สะใภ้เราได้ตรวจสอบชัดเจนแล้วขอรับ ตอนแรกหลิวเยี่ยนไฉถูกใจสูตรเป็ดดำลู่ เขาใช้แผนการบางอย่าง แต่ถูกพี่สะใภ้สั่งสอนไป ต่อมาเขามีความคิดสกปรกอีก หลอกพี่สะใภ้ไปกินข้าวที่หอสุรา แต่สุดท้ายก็โดนพี่สะใภ้สั่งสอน ส่งเขาไปที่หอคณิกาแห่งหนึ่งจนสภาพเขายับเยินดูไม่ได้ นางเฉิงเมียเก่าของเขาเอาเรื่องถึงขั้นหย่าร้าง ทั้งยังกลายมาเป็นสหายที่ดีกับพี่สะใภ้ถึงขั้นตกลงทำการค้าร่วมกัน เขาก็เลยโกรธแค้น เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะเป็นการแก้แค้นเท่านั้นขอรับ”
ตอนที่ 263: สามีนางตายไปแล้วไม่ใช่หรือ
โหลวชงสืบคดีได้อย่างน่าเชื่อถือ ภายในเวลาไม่นานก็ตรวจสอบต้นสายปลายเหตุของเรื่องได้อย่างละเอียด
ลู่ไป่ชวนฟังแล้วก็หัวเราะเย้ยหยัน ก่อนกล่าว “แต่ถึงกระนั้น ต่อให้เขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่โลกนี้ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับเขาแล้วละ”
มุ่งเป้าไปที่กิจการของครอบครัวเขาไม่พอ ยังมุ่งเป้าที่ภรรยาของเขาอีก นี่คิดว่าเขาตายไปแล้วจริงๆอย่างนั้นหรือ
โหลงชงเข้าใจความคิดเจ้านายในทันที จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปด้านใน
“ช่วยด้วย พวกเราโดนใส่ร้าย! ช่วยด้วย!”
“ใต้เท้า โปรดไว้ชีวิตด้วย พวกเราไม่รู้อะไรเลยจริงๆ พวกเราแค่นั่งขอทานขอข้าวริมทางก็เท่านั้นขอรับ!”
“ใต้เท้า พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยจริงๆ!”
เหล่านักพรตเงียบไม่เปล่งเสียงใด แต่คณะกายกรรมต่างตะโกนบอกว่าตนถูกใส่ร้าย ยืนกรานอย่างเอาเป็นเอาตายว่าตนไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าเหล่านั้น
ตอนนี้ลู่ไป่ชวนยังไม่อยากสนใจพวกเขา แต่สั่งให้คนไปลากตัวหลิวเยี่ยนไฉออกมา
ตอนที่ถูกจับเข้ามาในนี้ก็ถูกทุบตีไปยกหนึ่งแล้ว คนถูกทำร้ายตกใจกลัวจนฉี่ราด ร่างกายของหลิวเยี่ยนไฉตอนนี้คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็น ตอนที่ถูกลากตัวออกมา ลู่ไป่ชวนถึงกับร่นตัวถอยหลังไปสองก้าว กลัวว่ากลิ่นเหม็นนั้นจะติดกาย
“ใต้เท้า ข้าถูกใส่ร้าย นางสารเลวเหอจิ่วเหนียงนั่นทำร้ายข้า! ท่านอย่าถูกนางหลอกเชียวนะขอรับ ผู้หญิงคนนั้นนางเป็นม่าย แต่กลับเป็นหญิงแพศยาหลายใจ มีความสัมพันธ์คลุมเครือกับหมอหนุ่มในโรงหมอนั่นมาโดยตลอด ทั้งยังไปมาหาสู่กับขุนนางที่ชื่อฉินเจียนอีก ผู้หญิงคนนั้นเล่ห์กลเหนือชั้นนัก ใต้เท้า ท่านอย่าถูกนางหลอกเด็ดขาดนะขอรับ! แล้วข้าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคดีลักพาตัวเด็กด้วย!”
เพราะไม่มีใครเคยเห็นเหอจิ่วเหนียงอยู่กับลู่ไป่ชวนมาก่อน และไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง หลิวเยี่ยนไฉจึงเดาว่าบุรุษผู้นี้อาจเพิ่งพลาดท่าถูกเหอจิ่วเหนียงหลอก จึงพยายามตักเตือนราวกับเป็นห่วงนักหนา และหวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นถึงความหวังดีนี้และปล่อยเขาไป
ลู่ไป่ชวนได้ยินเขาใส่ร้ายเหอจิ่วเหนียงเช่นนี้สีหน้าพลันดำคล้ำขึ้นด้วยความโกรธ แต่เนื่องจากหน้ากากบดบังอยู่ หลิวเยี่ยนไฉจึงมองไม่เห็น
เขายื่นมือออกมา โหลวชงที่ยืนด้านข้างรีบส่งแส้ให้เขาทันที พริบตาต่อมาแส้หนามก็ฟาดไปที่ร่างของหลิวเยี่ยนไฉอย่างรุนแรง
“อ๊า!!!”
ลู่ไป่ชวนฟาดสุดแรงจนผิวเนื้อแตกในครั้งเดียว หลังจากฟาดแส้ลงไปหลายครั้ง เสียงร้องครวญครางของหลิวเยี่ยนไฉน่าสังเวชยิ่งกว่าเสียงร้องของหมูที่โดนฆ่าเสียอีก
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังตะโกนออกมาอย่างไม่รู้ชะตากรรม “ใต้เท้า ที่ข้าพูดไปทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องจริงนะขอรับ ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนดี ท่านอย่าโดนนางหลอกไปอีกคนนะขอรับ!”
“เหอะ” ลู่ไป่ชวนหัวเราะอย่างเย็นชา “เช่นนั้นข้าคงทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว นางไม่ใช่หญิงม่ายอย่างที่เจ้าว่า นางคือเมียของข้า และเด็กที่เจ้าหลอกล่อจนโดนลักพาตัวไปเมื่อวานก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า! ตอนนี้เจ้าใส่ร้ายผู้หญิงของข้าต่อหน้าข้าเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเจ้ายังจะมีชีวิตรอดออกไปอีกอย่างนั้นหรือ?”
ได้ยินดังนั้นหลิวเยี่ยนไฉถึงกับชะงักฝีปากไปทันที เบิกตากว้างมองบุรุษสวมหน้ากากตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้เขาส่งคนไปสืบมาแล้ว เหอจิ่วเหนียงเป็นหญิงม่าย!
สามีนางตายไปนานแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงโผล่มาเช่นนี้ล่ะ?
ไม่จริง คนผู้นี้ต้องโกหกเป็นแน่!
“เป็นไปไม่ได้! เหอจิ่วเหนียงนางเป็นม่าย! ข้าสืบมาแน่ชัดแล้ว!”
เขาหายใจติดขัด พยายามเถียงสุดชีวิต ก็เพราะนางเป็นม่าย ก่อนหน้านี้ตนจึงมีความคิดเช่นนั้นกับนาง คาดไม่ถึงเลยว่าจะโดนนางพลิกสถานการณ์จนเขาต้องมีสภาพเช่นนี้
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ แต่เจ้าข้องเกี่ยวกับคดีลักพาตัวเด็ก เจ้าคิดว่าเจ้ายังจะหนีพ้นอีกหรือ?”
ลู่ไป่ชวนเตือนให้เขายอมรับสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความหวังดี หลิวเยี่ยนไฉจึงได้สติว่าสิ่งที่ตนต้องสนใจในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเหอจิ่วเหนียงจะเป็นม่ายหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ตนจะหลุดพ้นจากคดีลักพาตัวเด็กนี้ไปได้หรือไม่
เขารีบร้องบอก “ใต้เท้า ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยแค่อยากแก้แค้นที่เหอจิ่วเหนียงทำร้ายข้าน้อยก็เท่านั้น ข้าน้อยไม่ได้เกี่ยวของกับคดีลักพาตัวเด็กจริงๆ! ข้าแค่อยากยืมมือพวกเขาสั่งสอนเหอจิ่วเหนียงก็เท่านั้น!
ข้าน้อยไม่รู้ความสัมพันธ์ของใต้เท้ากับเหอจิ่วเหนียงจริงๆ เป็นข้าน้อยเองที่มีตาหามีแววไม่ โปรดใต้เท้าเห็นแก่ที่ข้าน้อยทำไม่สำเร็จ ให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถอะ!”
เขาเป็นคนที่มีความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ เมื่อครู่สถานการณ์ยังตึงเครียดอยู่เลย หลังจากเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนก็รีบก้มหัวยอมรับผิดทันที
ลู่ไป่ชวนกล่าวเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าทำร้ายภรรยาข้าจนถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างสงบสุขอย่างนั้นหรือ?
ไม่ปิดบังเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากนักหรอก แต่ในเมื่อเจ้าเอาตัวเองเข้ามาพัวพันแล้ว เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะออกไปจากที่นี่อย่างผู้บริสุทธิ์”
ทำร้ายคนของเขา ทั้งยังอยากหาประโยชน์จากเขาอีก นี่กำลังล้อเล่นเขาอยู่หรืออย่างไร
“โหลวชง พรุ่งนี้เอาตัวเขาไปประหาร ให้คณะกายกรรมพวกนั้นได้เห็นเป็นตัวอย่างว่านี่คือจุดจบ”
“ขอรับ!”
หลิวเยี่ยนไฉได้ยินคำบัญชาถึงกับขาอ่อนแรง นี่คือการตัดสินประหารเขาอย่างนั้นหรือ
ในตอนนี้หลิวเยี่ยนไฉรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้ว เหตุใดเมื่อเช้าตนถึงได้ยืนกรานจะไปหาเรื่องพวกเขาที่ร้านขายเกี๊ยวกันนะ หากตนฟังคำโน้มน้าวของหลิวฉางสักหน่อยก็คงไม่ต้องมาเจอจุดจบเช่นนี้
เมื่อเห็นว่าลู่ไป่ชวนกำลังจะหันหลังเดินจากไป เขาก็ตะโกนขึ้นเสียงดัง “อย่าฆ่าข้าเลยนะ ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย! ข้ารู้ฐานที่มั่นของคนพวกนั้น!”
เป็นดังคาด ลู่ไป่ชวนชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองเขา “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
หลิวเยี่ยนไฉสูดลมหายใจลึกเข้าปอด “ขอเพียงท่านไว้ชีวิตข้า ข้าก็จะบอกท่าน!”
“เจ้าคิดว่าคนอย่างเจ้ามีสิทธิ์ต่อรองกับข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ไป่ชวนยิ้มด้วยความดูแคลน ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
หลิวเยี่ยนไฉตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง “อยู่ที่หอตันจู๋!”
ลู่ไป่ชวนชะงักก้าวเท้าลงอีกหน เหลือบมองโหลวชง โหลวชงก็ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่ใด ข้างๆกันนั้นมีองครักษ์นายหนึ่งที่รู้อยู่พอดีจึงรีบตอบ “เป็นหอคณิกาขอรับ”
หลิวเยี่ยนไฉรีบเสริม “ใช่ๆๆ เป็นหอคณิกา ก่อนหน้านี้ขะ ข้า… ข้าไปบ่อย ช่วงนี้ข้าเห็นคณะกายกรรมเข้าออกที่นั่นบ่อยๆ หญิงคณิกาที่ข้าสนิทบอกข้าว่าพวกเขาเป็นคนกันเอง”
นี่เป็นความหวังอันเลือนรางสุดท้ายของหลิวเยี่ยนไฉแล้ว ตนเป็นคนคิดขึ้นมาเอง นางคณิกาผู้นั้นไม่ได้บอกเขา แต่ความหมายโดยรวมก็เป็นเช่นนั้น และเนื่องจากเขาเป็นลูกค้าประจำจึงไม่ได้ระมัดระวังตัว
“เรื่องจริงหรือ?”
โหลวชงคีบเหล็กกล้าออกมาจากกองไฟ แกว่งไปมาตรงหน้าเขา พลังในการข่มขู่ช่างรุนแรงยิ่งนัก
“จริงๆขอรับ เป็นเรื่องจริง โปรดใต้เท้าทุกท่านไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้าไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกแล้ว ข้าแค่อยากมีชีวิตรอด จะไม่ก่อเรื่องอีกแล้วขอรับ!”
หากไม่ใช่เพราะตนโดนจับมืออยู่ หลิวเยี่ยนไฉคงทรุดตัวลงไปคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนแล้ว
ลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงกล่าวกับโหลวชง “ส่งคนไปตรวจสอบ”
“ขอรับ”
หลังจากสั่งการเสร็จเขาก็เดินออกไปแล้วจริงๆ ไม่สนใจเสียงร้องโหยหวนของหลิวเยี่ยนไฉที่อยู่ด้านหลังอีก
ขณะที่เดินผ่านคณะกายกรรม เขาก็กล่าว “ตอนนี้พวกเจ้าไม่พูดก็ไม่เป็นไร ข้าจะทำให้พวกเจ้ามีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย ดูซิว่าพวกเจ้าจะอดทนได้นานเพียงใด”
เขารู้ความสามารถของภรรยาเขาที่แทงเข้าเนื้อแต่ไม่ถึงชีวิต อย่างมากก็แค่เชิญภรรยาเขามาที่นี่ เขาก็จะได้เห็นทักษะนั้นกับตาตัวเองด้วย
อืม แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้ว
ตอนที่ 264: รู้จักเชียนฟานหรือไม่
เมื่อคณะกายกรรมได้ยินดังนั้นก็มองไปยังชายตรงมุมห้องที่ถูกแส้ฟาดไปหลายครั้งแต่ยังมีชีวิตผู้นั้น และอดที่จะหวาดกลัวจนตัวสั่นไม่ได้
เดิมทีคิดว่า แค่พวกเขายืนกรานบอกว่าไม่รู้ คนเหล่านี้ก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้ แต่คนผู้นั้นยังทนเจ็บไม่ได้จนสารภาพออกไปแล้ว ไม่เพียงเปิดเผยซ่องโจรเท่านั้น แต่ยังลากพวกเขาเข้าไปเกี่ยวด้วย
ตัวตนในคราบคณะกายกรรมนี้พวกเขาใช้มานานมากแล้ว ไม่เคยถูกใครสงสัยเลย ครั้งนี้เพราะเด็กคนนั้นวิ่งเข้าไปดูลิง เหยื่อมาถึงที่ขนาดนี้พวกเขาจึงต้องจับตัวไปด้วยอยู่แล้ว สุดท้ายกลับกลายเป็นการสร้างความหายนะใหญ่หลวงมาสู่ตัว
อันที่จริงนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาจับเด็กกลางถนนเช่นนี้ ก่อนหน้านี้พวกเขามาเฝ้าสังเกตการณ์แล้ว เมื่อมั่นใจว่าบริเวณรอบๆ มีเด็กจำนวนเท่าไร จึงส่งคนมาแอบลักพาตัวเด็ก
ใครจะคิดล่ะว่าก้าวผิดไปแค่ก้าวเดียว ทุกอย่างกลับผิดพลาดไปหมดเช่นนี้
กระทั่งมองลู่ไป่ชวนเดินจากไป คณะกายกรรมก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีใครส่งเสียง
......
เหอจิ่วเหนียงตื่นแล้วก็นั่งรถม้าออกจากคฤหาสน์ เดินทางไปตรวจอาการผู้ป่วย และที่สุดท้ายก็คือจวนตระกูลหมิง
หลิงเสวี่ยมารออยู่ที่หน้าประตูนานแล้ว ในที่สุดก็เห็นรถม้าเคลื่อนมาจากไกลๆ เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นจึงยื่นมือออกมาทางหน้าต่างรถม้าโบกมือให้
“แม่นางเหอ เจ้าส่งคนมาแจ้งว่าหาตัวลูกชายเจอแล้ว เป็นเช่นไรบ้าง ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนกระมัง?”
ทันทีที่อีกฝ่ายลงจากรถม้า หลิงเสวี่ยก็วิ่งเข้ามาถามทันที เมื่อวานคนในจวนตระกูลหมิงไม่ได้นิ่งเฉย ตามหาเบาะแสของโก่วเอ๋อร์ทั่วทั้งเมือง เคราะห์ดีที่เหอจิ่วเหนียงได้ข่าวของโก่วเอ๋อร์ก่อนจึงส่งคนมาแจ้ง พวกนางจึงเรียกคนที่ออกตามหาให้กลับมา ส่วนเจียงรั่วหย่าก็วางใจลงในที่สุด
“ไม่เป็นไร แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะ แต่นอนพักผ่อนตื่นขึ้นมาก็ไม่เป็นไรแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงนึกถึงภาพที่บุตรชายกำลังฝึกศิลปะการต่อสู้ให้กลุ่มเด็กๆในอารามเต๋านั้นแล้วก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เขากลับไม่ตื่นตระหนกเลย ทั้งยังบอกให้เด็กคนอื่นตั้งสติอีกด้วย อายุยังน้อยแต่กลับกล้าหาญยิ่งนัก
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อวานฮูหยินกังวลมากเลย!”
ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงกับสองพี่น้องหลิงเข้ากันได้ดีทีเดียว ทั้งสองจับจูงมือกันเดินเข้าไป
หลิงเสวี่ยกล่าวต่อ “อาการของฮูหยินดีขึ้นมากจริงๆ อาการไม่กำเริบมาระยะหนึ่งแล้ว แม้เมื่อวานจะกังวลมาก แต่ทนง่วงได้ไม่นานก็หลับไป ถ้าเป็นเมื่อก่อน… พวกเราไม่อยากคิดเลย!”
“คนเราอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องนอนหลับให้เพียงพอ ตอนนี้ฮูหยินหลับดีขึ้น ร่างกายก็จะค่อยๆดีขึ้น ส่วนทางด้านจิตใจข้าจะค่อยๆรักษาไป เร่งรีบเกินไปไม่ได้ กลัวว่าถ้าเร็วไป ฮูหยินจะทนไม่ไหวแล้วจะส่งผลเสียเอา”
“อืมๆ! ไม่รีบ นายท่านบอก.ว่าฮูหยินในตอนนี้นับว่าดีขึ้นมากแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องเหล่านั้นแล้ว แต่พอนึกถึงเรื่องเหล่านั้นขึ้นทีไร ฮูหยินก็จะเจ็บปวดมาก”
ทั้งสองพูดคุยกันจนกระทั่งเดินมาถึงเรือนหลัก แต่ไม่เห็นเจียงรั่วหย่า หลิงเสวี่ยจึงกล่าว “ฮูหยินกำลังทำขนมกับนายท่านอยู่ในห้องครัวน่ะ บอกว่าลูกของเจ้าคงจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องกินของอร่อยๆ ระงับความตกใจ”
“นายท่านทำขนมกับฮูหยินอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางรู้ว่าหมิงเจ๋อตามใจภรรยา แต่ไม่นึกว่าเขาจะตามใจถึงเพียงนี้
ว่ากันว่าบุรุษไม่ถูกกับครัว ในยุคสมัยนี้ หมิงเจ๋อกลับทำเรื่องเช่นนี้ได้ บุรุษอย่างเขาหาไม่ง่ายเลยจริงๆ
ฮูหยินเจียงได้พบเจอกับสุภาพบุรุษเช่นนี้ นับว่าสิ้นสุดความทุกข์มาพบเจอกับความสุขแล้ว
“ใช่ เห็นนายท่านจริงจังกับพวกเราเช่นนั้นนะ แต่กับฮูหยินใจดีเป็นพิเศษเลยละ ไม่เพียงไม่ออกไปทำตัวเสเพลข้างนอก แต่ยังเต็มใจทำในสิ่งที่ฮูหยินชอบกับฮูหยินอีกด้วย ฮูหยินชอบทำขนม นายท่านก็เข้าครัวทำขนมเป็นเพื่อนฮูหยิน”
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายท่านกับฮูหยิน ใบหน้าของหลิงเสวี่ยก็ไม่อาจซ่อนรอยยิ้มได้เลย เหอจิ่วเหนียงอดยิ้มตามไม่ได้ ในขณะที่สองสาวพูดคุยกัน เจียงรั่วหย่ากับหมิงเจ๋อก็กลับมาพอดี ในมือของทั้งสองถือจานมาด้วย ด้านหลังมีหลิงเยว่ถือมาอีกจาน
“จิ่วเอ๋อร์มาแล้วหรือ! อวี้เอ๋อร์เป็นเช่นไรบ้าง เหตุใดไม่พาเขามาให้ข้าดูสักหน่อยล่ะ หรือเอาเช่นนี้ เดี๋ยวข้าไปเยี่ยมเขาเอง!”
นางสรุปกับตัวเองรวบรัด แล้วหันไปพูดกับหมิงเจ๋อ “อาเจ๋อ เดี๋ยวข้าจะไปเยี่ยมอวี้เอ๋อร์ ถือโอกาสไปเดินเล่นข้างนอกด้วย!”
“ดี ข้าจะไปกับเจ้า”
หมิงเจ๋อยิ้มตามใจ ราวกับกำลังปลอบเด็กก็มิปาน
เหอจิ่วเหนียงยิ้มแห้ง… นางไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวนพาบุตรชายไปไหน และจะกลับมาเมื่อใด
หญิงสาวจึงรีบกล่าว “วันนี้อวี้เอ๋อร์ออกไปเล่นแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้จะกลับมาตอนไหน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาเขามาที่นี่ จี้ทองที่ฮูหยินมอบให้เขาครั้งก่อน เขาบ่นอยู่ตลอดว่าอยากมาขอบคุณฮูหยินต่อหน้าให้ได้”
“อ๋า เช่นนั้นก็ได้! พรุ่งนี้ข้าจะทำของอร่อยๆให้เขา! ขนมที่เพิ่งทำเสร็จนี่เดี๋ยวเจ้าเอากลับไปให้เขาด้วยนะ”
เจียงรั่วหย่าปรบมืออย่างมีความสุขและมีความไร้เดียงสาเล็กน้อย
ระหว่างทางลี้ภัย เจียงรั่วหย่าเคยเจอโก่วเอ๋อร์แล้ว แต่ตอนนี้ความทรงจำของนางค่อนข้างปั่นป่วนจึงจำเขาไม่ได้แล้ว ทุกวันได้แต่บ่นกับหมิงเจ๋อว่า ยังไม่เจอหลานชายตัวน้อยของตนเองเลย
ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะเป็นบุตรสาวแท้ๆของเจียงรั่วหย่าหรือไม่ แต่ในใจของเจียงรั่วหย่ายอมรับนางเป็นบุตรสาวแท้ๆไปแล้ว ภายใต้คำแนะนำอย่างใจเย็นของหมิงเจ๋อ นางจะไม่บังคับให้เหอจิ่วเหนียงยอมรับนาง แต่นางคิดอยู่เสมอว่านางเป็นแม่แท้ๆของเหอจิ่วเหนียง
ไม่ว่าใครจะพูดเช่นไรก็ตาม
“เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบตกลง จากนั้นก็เริ่มฝังเข็มให้เจียงรั่วหย่า
หลังจากเจียงรั่วหย่าหลับไป เหอจิ่วเหนียงก็ออกมาพูดคุยกับหมิงเจ๋อด้านนอก
“นายท่านหมิง อาการของฮูหยินตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว ข้าจะเริ่มฟื้นฟูการตระหนักรู้ให้นางกลับมาหายเป็นปกติ ส่วนเรื่องที่คุยกับท่านก่อนหน้านี้ ที่อยากให้ฮูหยินลืมเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อน นายท่านหมิงแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะ เพราะหากเริ่มรักษาแล้ว ไม่อาจย้อนกลับได้แล้วนะเจ้าคะ”
แม้ก่อนหน้านี้ได้รับการยืนยันจากหมิงเจ๋อแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังอยากถามเขาอีกครั้ง ให้โอกาสเขาได้ตัดสินใจอีกที
หมิงเจ๋อคิดว่าการรักษานั้นทำไปพร้อมๆกันแล้วซะอีก เพราะตอนนี้เจียงรั่วหย่าก็ดูเหมือนลืมมันไปแล้ว ไม่รู้เลยว่าช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงแค่ปรับสมดุลร่างกายให้ภรรยาเท่านั้น ส่วนเรื่องความจำยังไม่ได้เริ่มรักษาเลย
ทันใดนั้นหมิงเจ๋อก็ตกอยู่ในความสับสน
เขาย่อมทำใจไม่ได้ที่จะลบความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนของนางในขณะที่นางยังอยู่ในอาการเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้นของนาง ทำให้นางต้องทรมาน ทำให้นางนอนไม่หลับ ถึงขั้นทำให้นางวิตกกังวล… เขาจึงทำได้แค่พยักหน้า
“ข้าคิดดีแล้ว การสูญเสียความทรงจำเหล่านั้นไปเป็นเรื่องดีต่อนาง หากนางต่อว่า ข้าจะยอมรับมันเอง”
ขณะกล่าวเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สีหน้าเจ็บปวดเล็กน้อย
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะเริ่มพรุ่งนี้เลย”
หลังจากได้รับคำยืนยันแล้วเหอจิ่วเหนียงก็ลุกขึ้นและเดินออกไป
นางมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสาวใช้ในจวนนี้ แต่สำหรับหมิงเจ๋อผู้เป็นบุรุษ นางระมัดระวังในการวางตัวเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่มาคุยกับหมิงเจ๋อเป็นการส่วนตัวก็พูดคุยกันแค่เรื่องอาการป่วยของเจียงรั่วหย่าเท่านั้น คุยจบก็ไป
แน่นอนว่าหมิงเจ๋อก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ทั้งสองไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักวางตัว
“หมอเหอ ช้าก่อน!”
แต่จู่ๆ หมิงเจ๋อก็เรียกรั้งนาง
เหอจิ่วเหนียงหันกลับมา หมิงเจ๋อเอ่ยถามหลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ไม่รู้ว่าหมอเหอรู้จักหอเชียนฟานหรือไม่?”
ตอนที่ 265: ความรักที่มีแค่ในนิยาย
หอเชียนฟานอย่างนั้นหรือ?
เหอจิ่วเหนียงไม่เคยได้ยินมาก่อนจึงส่ายหน้าเป็นคำตอบ
หมิงเจ๋อล้วงเอาป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้นาง
“หอเชียนฟานเป็นกิจการหนึ่งของข้า รับงานรวบรวมข่าวกรอง แต่บางครั้งก็มีให้พวกเศรษฐีเช่ายอดฝีมือกับองครักษ์บ้าง ได้ยินว่าเมื่อวานลูกชายของเจ้าถูกลักพาตัวไป นับจากนี้ข้าจะส่งคนสองคนไปปกป้องเขาอย่างลับๆ เจ้าเก็บป้ายคำสั่งนี่ไว้ ไม่ว่าจะแห่งหนใด ตราบใดที่เจ้าถือป้ายคำสั่งนี้ไปที่ร้านน้ำชาหรือหอสุราที่อยู่ภายใต้กิจการของหอเชียนฟาน เจ้าก็สามารถรวบรวมกำลังคนเรียกใช้งานได้
อ๋อใช่ ร้านค้าภายใต้กิจการของหอเชียนฟาน มุมขวาล่างของป้ายร้านจะมีลายเล็กๆ จากครั่งประทับอยู่ บางร้านจะเป็นตราประทับต้นไม้ใบหญ้า บางร้านก็จะเป็นตราประทับสัตว์ต่างๆ มุมขวาล่างของป้ายหอน้ำชาอันหลานฟางก็มี หมอเหอดูก็จะรู้”
เหอจิ่วเหนียงอึ้ง หากนางเดาไม่ผิด หอเชียนฟานก็คงเป็นกลุ่มที่รวบรวมความลับมากมายในยุทธภพ โดยทั่วไปแล้วยิ่งคนรู้เรื่องนี้น้อยที่สุดก็ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่เหตุใดหมิงเจ๋อกลับบอกเรื่องนี้กับนางอย่างเปิดเผยล่ะ?
“น้ำใจของนายท่านหมิงข้ารับไว้แล้ว แต่ป้ายคำสั่งอันนี้มีค่ามากเกินไป ข้าไม่อาจรับไว้ได้เจ้าค่ะ”
นางต้องการคืนป้ายคำสั่ง แต่หมิงเจ๋อก้าวถอยหลังเป็นการปฏิเสธ
“หมอเหอ เจ้าช่วยรักษาอาการป่วยของฮูหยินข้า เมื่อเทียบกับสุขภาพของฮูหยินแล้ว นี่ไม่นับว่ามากมายเลย ป้ายคำสั่งนี่เจ้ารับไว้เถอะ ไม่แน่วันหนึ่งอาจมีโอกาสได้ใช้”
หมิงเจ๋อมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน นัยน์ตามีรอยยิ้ม เหอจิ่วเหนียงรู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย นางสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีบางอย่างแปลกๆ…คล้ายมีความลับบางอย่าง
นางไม่อยากรับมา แต่ตอนนี้ยากที่จะปฏิเสธ ในเมื่อไม่มีทางเลือกจึงจำต้องรับไว้และกล่าวขอบคุณ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หมิงเจ๋อมองหญิงสาวที่รีบจ้ำอ้าวก็.อดยิ้มไม่ได้ นึกถึงเรื่องที่ลูกน้องของเขากลับมารายงานเมื่อสองวันก่อน รอยยิ้มของเขาก็ลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย
…ลูกน้องเขารายงานว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากของฮูหยินจริงๆ… นางถูกลักพาตัวเมื่อครั้นยังเด็ก ถูกนายหน้าค้าทาสขายต่อๆกันไปหลายที่ ตั้งแต่จากทางเหนือลงไปทางใต้
นายหน้าคนแรกที่รับตัวนางไปเป็นคนสกุลเหอ เด็กน้อยยืนยันชื่อของตนเองว่าตนชื่อจิ่วเอ๋อร์ นายหน้าผู้นั้นจึงตั้งชื่อธรรมดาให้นางว่า เหอจิ่วเหนียง
หลังจากนั้นนางถูกขายต่อให้กับนายหน้าค้าทาสหลายร้านไม่ซ้ำหน้า กระทั่งได้เป็นสาวใช้ในร้านนายหน้าค้าทาสร้านหนึ่ง โดยร้านนั้นไม่รีบขายตัวนางให้คนอื่น
นางอยู่กับนายหน้าแต่ละร้านไม่นานนัก ร้านที่อยู่นานที่สุดก็เป็นเวลาเจ็ดเดือน
เมื่อถูกส่งมาร้านนายหน้าแห่งหนึ่งในเมืองเล็กๆอย่างชางโจวนางก็เข้าสู่วัยปักปิ่นพอดี และนางก็ถูกขายให้กับครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่งเพื่อไปเป็นสะใภ้…
นายหน้าสกุลเหอผู้นั้นถูกหอเชียนฟานจับตัวได้ หลังจากสอบสวนอย่างละเอียดแล้ว พบว่าการลักพาตัวเหอจิ่วเหนียงอยู่ภายใต้คำสั่งของคนอื่น ส่วนเป็นใครเขาก็ไม่อาจรู้ แต่อีกฝ่ายให้เงินเขาจำนวนไม่น้อย
เมื่อนึกถึงตัวตนของเจียงรั่วหย่าที่เขาเคยตรวจสอบมาก่อน …การหายตัวไปของเหอจิ่วเหนียงน่าจะเกิดจากแผนการสกปรกในเรือนหลังของตระกูลเกา
ข้อมูลอื่นๆตอนนี้เขายังไม่อยากรู้จึงยังไม่ให้คนไปตรวจสอบ ถึงอย่างไรสิ่งเดียวที่มั่นใจได้ในตอนนี้ก็คือ ตัวตนของเหอจิ่วเหนียง
นางก็คือบุตรสาวของเจียงรั่วหย่า
โชคชะตาช่างวิเศษเกินจะบรรยายได้จริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าภรรยาออกไปแค่รอบเดียวก็ได้พบกับบุตรสาวแท้ๆแล้ว ตอนนี้ภรรยาของเขาป่วยหนัก บุตรสาวของนางก็มารักษาให้นางถึงจวน หากไม่ตรวจสอบภูมิหลังของเหอจิ่วเหนียงจนถึงที่สุด เขาคงสงสัยต่อไปว่าเป็นฝีมือของคนเหล่านั้น
เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็นับว่าเป็นบุตรสาวของเขา มีความสัมพันธ์ขั้นนี้ การบอกนางเรื่องหอเชียนฟานและมอบป้ายคำสั่งให้นางก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องพิเศษอะไร
ส่วนเรื่องบอกความจริงกับนาง หมิงเจ๋อยังไม่อยากพูดในตอนนี้ ประการแรก อาการป่วยของภรรยายังไม่หายดี และตอนนี้นางก็คิดว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นบุตรสาวแท้ๆของนางไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบอกอีกก็ได้
ส่วนทางด้านเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้นางก็ยังไม่ต้องการความช่วยเหลือจากครอบครัวของพ่อแม่ตัวเอง ตนส่งคนคอยแอบปกป้องนางก็พอแล้ว หากบอกความจริงนางไปตอนนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการรักษาของเจียงรั่วหย่าได้
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจรอจนกว่าเจียงรั่วหย่าจะหายดีก่อนแล้วค่อยบอกข่าวดีกับนาง ถึงตอนนั้นจะจัดงานเลี้ยงอย่างมีเกียรติ ให้ทุกคนได้มีความสุขกันทั่วหน้า
เหอจิ่วเหนียงเก็บป้ายคำสั่งไว้ในห้วงมิติ กลับไปบ้านค่อยศึกษาอย่างละเอียดอีกที
ตอนนี้ถึงเวลาถอนเข็มของเจียงรั่วหย่าแล้ว เหอจิ่วเหนียงไปเก็บเข็มแล้วกลับโรงหมอเพื่อเตรียมประจำการตรวจโรค
ทันทีที่กลับมาถึงโรงหมอก็พบกับเฉิงเสวี่ยเวยซึ่งมารอนางอยู่ที่โรงหมอนานแล้ว
เมื่อเห็นคนที่ตนเองรอกลับมาแล้วก็รีบโผเข้าหา โอบเอวนางแล้วยกขึ้นด้วยแขนข้างเดียว แล้วเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวทันที
ใช่… ยกร่างนางด้วยแขนข้างเดียว
เหอจิ่วเหนียง “...”
“พี่เฉิง! นี่! พี่เสวี่ยเวย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันก็ได้!”
หญิงสาวร่างบางร้องขอความเมตตาตลอดทาง ทำให้หมอและคนไข้ที่อยู่โดยรอบต่างอดหัวเราะไม่ได้
“บอกข้ามาตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าบอกว่าลูกเจ้าหายไปไม่ใช่หรือ แล้วจู่ๆ สามีที่ไหนโผล่มาฮะ?”
เฉิงเสวี่ยเวยไม่ได้ดุร้ายเหมือนท่าทางเลย ทันทีที่นางวางเหอจิ่วเหนียงลง รอยยิ้มเลศนัยก็ปรากฏบนใบหน้า ดวงตาลุกเป็นไฟ
เมื่อวานนางไม่รู้เรื่องการหายตัวไปของโก่วเอ๋อร์ นางเพิ่งรู้ก็ตอนมาถึงโรงหมอนี่เอง นางกลัวว่าตนเองหูฝาดไปจึงไปถามซ่งฉือ สุดท้ายจึงรู้ว่าเจอตัวลูกนางแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น… สามีของนางที่จากบ้านไปนานหลายปีก็กลับมาแล้วด้วย!
เฉิงเสวี่ยเวยรู้สึกว่าช่างเหมือนความฝัน หายตัวไปนานหลายปีเช่นนี้ แต่ยังกลับมาพบกันได้เพราะลูก ช่างเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ!
ภายในเวลาราวกับกะพริบตานี้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายเต็มไปหมด นางที่เพิ่งหย่าร้างกับสามีได้ไม่นานก็กลับมาเชื่อในความรักอีกครั้ง!
หากเหอจิ่วเหนียงรู้ว่าพี่สาวต่างไส้กำลังคิดไปถึงไหนต่อไหนต้องอดหัวเราะไม่ได้เป็นแน่ โชคชะตาช่างวิเศษเกินกว่าจะบรรยายได้จริงๆ แต่สำหรับเรื่องความรัก ในตอนนี้ยังไม่มีคำตอบหรอกนะ
“เรื่องนี้หากเล่าไปก็ยาว…”
“เช่นนั้นก็สรุปสั้นๆสิ!”
เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูดกับความใส่ใจของนางจริงๆ...
หญิงสาวตัวต้นเรื่องเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเล่าสรุปให้ฟังสั้นๆ
“ลูกชายข้าถูกคนร้ายจับตัวไป ข้าไปช่วยลูก แล้วเขาก็บังเอิญไปช่วยเด็กพวกนั้นที่นั่นเหมือนกัน ข้าก็เลยได้เจอเขา เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละ”
“จริงหรือ? หูย... อย่างกับความรักในนิยายเลยอ่า!”
ดวงตาของเฉิงเสวี่ยเวยเบิกกว้างทอประกาย นิ้วมืออวบอ้วนจับใบหน้าตัวเอง รอยยิ้มพริ้มเพราราวกับฝันหวาน คนไม่รู้ก็คงคิดว่า นางเป็นนางเอกของเรื่องนี้ไปแล้ว
“เจ้าบอกว่าเขาไปช่วยเด็กเหล่านั้นด้วย เขาเป็นขุนนางในเมืองอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เจ้าค่ะ แต่รายละเอียดข้าเองก็ไม่รู้มากนัก เขาไม่ได้บอกข้า แต่เขามีคฤหาสน์อยู่ในเมือง ดังนั้นข้าจึงไม่จำเป็นต้องเช่าเรือนของท่านแล้ว”
“เฮ้อ เจ้าเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่วันจะย้ายออกแล้วหรือ ทำให้ข้าดีใจเก้อเลย∼ แต่เขามีคฤหาสน์ในเมืองได้ก็แปลว่าเก่งกาจมากทีเดียว… แต่เขาไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวนานหลายปีแล้ว คงไม่ใช่เพราะว่าเขามี…”
เฉิงเสวี่ยเวยพูดเท่านั้น เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจสิ่งที่นางหมายถึงทันที
โดยทั่วไปแล้วทุกคนจะคิดเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่กรณีของลู่ไป่ชวนไม่เหมือนกรณีทั่วไป เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าพลางอธิบายด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีเรื่องพวกนั้นเจ้าค่ะ เขาพยายามติดต่อตามหาครอบครัวมาโดยตลอด แต่พวกเรากำลังลี้ภัยอยู่พอดี ก็เลยตามหากันไม่เจอสักที เขาไปตามหาพวกเราที่บ้านเกิดก็ไม่เจอ ทั้งยังเจอรายชื่อคนในครอบครัวในบัญชีมรณะอีก ก็เลยคิดว่าคนในครอบครัวตายกันหมดแล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมาเขาก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน”
ตอนที่ 266: บางเรื่องไม่รู้จะดีกว่า
“จุๆๆ ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ! เจ้าก็ใจร้อนอธิบายแทนเขาเช่นนี้เลยหรือ ฮี่ๆๆ…” เฉิงเสวี่ยเวยยกมือปิดปากขำคิกคัก
เหอจิ่วเหนียงจนปัญญาจริงๆ ขณะที่นางกำลังจะพูดต่อ เฉิงเสวี่ยเวยก็เอ่ยขึ้นอีก “แต่เจ้ากับเขาก็ห่างกันนานหลายปี เจ้าไม่ถือโอกาสนี้บ่มเพาะความสัมพันธ์กันสักหน่อยหรือ เหตุใดถึงยังมาทำงานที่โรงหมออยู่อีกล่ะ?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว เหอจิ่วเหนียงก็ผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะตอบ “เขาเองก็มีเรื่องต้องจัดการเหมือนกัน”
“อ้อใช่ๆๆ ข้าลืมไปว่าเขามีคฤหาสน์อยู่ในเมือง คืนนี้พวกเจ้าสองคนก็ต้องนอนด้วยกันอยู่แล้ว ไม่ต้องรีบก็ได้เนาะ ฮี่ๆๆ…”
เหอจิ่วเหนียง “…”
ใครบอกว่าคนสมัยโบราณเป็นคนสำรวมกัน สตรีผู้ผ่านการแต่งงานมาแล้วคนนี้กล้าพูดยิ่งกว่าใครๆซะอีก!
มาถึงตรงนี้สตรีสองภพก็คร้านจะอธิบายแล้ว
นางกลอกตามองบนพลางนั่งลง เฉิงเสวี่ยเวยกลับตามติดนางไม่ยอมลดละ “แล้วตอนนี้เจ้าพักอยู่ที่ไหน เดี๋ยวข้าจะให้คนช่วยขนของไปให้เจ้า จะได้รู้จักเรือนเจ้าด้วย ไม่แน่ข้าอาจจะไปเป็นแขกที่เรือนเจ้าบ้างก็ได้”
“สวนซีสุ่ย”
“อะไรนะ?”
เฉิงเสวี่ยเวยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เจ้าไม่ได้พูดผิดไปกระมัง… นี่… เจ้าไม่ได้ล้อเล่นข้าใช่หรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มหน้านิ่ง “ท่านเห็นข้าเหมือนกำลังล้อเล่นอยู่หรือ?”
“โอ๋ เด็กดี เด็กดี!”
เฉิงเสวี่ยเวยจุปากอย่างเหลือเชื่อ “เป็นถึงเจ้าของสวนซีสุ่ย หากเจ้าบอกว่าเขาเป็นขุนนางขั้นเล็กๆ ข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด! แต่บางเรื่องไม่รู้จะดีกว่า ข้าจะไม่ถาม เจ้าก็ไม่ต้องบอกข้า แต่ยิ่งตำแหน่งของเขาสูง เราก็ไม่ต้องกลัวว่าร้านของเราจะถูกคนอื่นรังแก ฮี่ๆๆ เรื่องดี เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก!”
พูดจบเถ้าแก่เนี้ยเฉิงก็นึกสุขใจอยู่กับตัวเอง เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจนาง เริ่มตรวจอาการผู้ป่วยที่เดินเข้ามา เฉิงเสวี่ยเวยก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงนั่งอยู่ข้างๆ บางครั้งก็รับบทผู้ช่วยหมอช่วยหยิบจับของ
วันนี้เหอจิ่วเหนียงมีเรื่องต้องจัดการมากมาย ตอนที่มาถึงโรงหมอก็สายมากแล้ว ตรวจอาการผู้ป่วยที่อาการค่อนข้างหนักสองสามคนก็เตรียมเลิกงาน
เฉิงเสวี่ยเวยล้วงเงินยี่สิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อคืนให้นาง แล้วให้เหตุผล “เจ้ามาอยู่เรือนข้าได้แค่ไม่กี่วันก็ต้องย้ายออกแล้ว เงินนี่ข้าก็ไม่อาจรับไว้ได้ เจ้าเอาคืนไปเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ปฏิเสธ ยื่นมือรับมาและเตรียมจะคำนวณเงินค่าเช่าตามระยะเวลาที่ตนพักอยู่เพื่อหักเงินให้อีกฝ่าย เฉิงเสวี่ยเวยชิงกล่าวขึ้นก่อนอย่างรู้ทัน “เจ้าอยู่แค่ไม่กี่วันเอง ไม่ต้องเกรงใจเรื่องเช่นนี้กับข้าเลย ต่อให้เราได้รู้จักกันโดยบังเอิญ แค่ไปอยู่บ้านสหายไม่กี่วันก็คงไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหรอกกระมัง อีกอย่าง เราสองคนมีความสัมพันธ์อะไรกันลืมไปแล้วหรือ เจ้าเลิกคิดเล็กคิดน้อยได้แล้ว พี่สาวอย่างข้าไม่ได้ขาดเงินสักหน่อย!”
สีหน้าท่าทางทะนงตนของสาวอวบทำให้เหอจิ่วเหนียงอดยิ้มไม่ได้ แต่น้ำใจนี้นางก็รับเอาไว้แล้ว
“ท่านแม่!”
ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ เสียงของโก่วเอ๋อร์ก็ดังมาจากด้านนอก จากนั้นเสียงตึงตังด้านนอกยิ่งดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหอจิ่วเหนียงเปิดประตูออกไปดูจึงเห็นโก่วเอ๋อร์จูงลิงตัวน้อยร่างกายมอมแมม ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยบาดแผลตัวหนึ่ง พร้อมกับบุรุษสวมหน้ากากที่จูงมือโก่วเอ๋อร์อยู่ข้างๆ
ภาพที่เห็นนี้ชวนให้รู้สึกปลื้มปริ่มหัวใจ…อย่างแปลกประหลาด
ไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นของเฉิงเสวี่ยเวยลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หันขวับไปมองเหอจิ่วเหนียง ความหมายบนใบหน้าแสดงออกชัดเจนมาก
‘นี่สามีเจ้าหรือ?’
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า
เฉิงเสวี่ยเวยไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาต้องสวมหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้เบาปัญญาจนถึงขั้นเอ่ยปากถามต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ นางก้มตัวลงทักทายโก่วเอ๋อร์ ก่อนจะยืดตัวขึ้นยิ้มทักทายลู่ไป่ชวน “ท่านผู้นี้ก็คือน้องเขยกระมัง ในที่สุดครอบครัวพวกเจ้าก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที ไม่ง่ายเลยจริงๆ เช่นนั้นข้าไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว วันหลังค่อยนัดกันไปกินข้าวสักมื้อแล้วกันนะ!”
“รบกวนแม่นางเฉิงแล้ว”
ภายในระยะเวลาสั้นๆที่ผ่านมา ลู่ไป่ชวนได้รู้จักคนรอบตัวเหอจิ่วเหนียงพอประมาณแล้ว ดังนั้นต่อให้เฉิงเสวี่ยเวยไม่ได้แนะนำตัวเขาก็รู้จัก
เฉิงเสวี่ยเวยเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักตนจึงตระหนักว่าเขาใส่ใจเหอจิ่วเหนียงมากเพียงใด พลันนั้นก็รู้สึกยินดีกับน้องสาวมากจริงๆ หลังจากทักทายกันสองสามประโยคนางก็กลับไปพร้อมกับสาวใช้
เหอจิ่วเหนียงถึงจะหันไปมองลู่ไป่ชวน “เหตุใดถึงมาที่นี่ล่ะ?”
ลู่ไป่ชวน “มารับเจ้าอย่างไรล่ะ”
เยี่ยมจริงๆ ที่แท้ก็คำนวณเวลาเพื่อมารอรับนางหลังเลิกงานนี่เอง
ความรู้สึกแปลกๆวาบขึ้นในใจสตรีผู้ไม่มีประสบการณ์เรื่องความรัก ก่อนจะเอ่ยอย่างอึกอัก “ชะ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
โก่วเอ๋อร์กลับดึงชายเสื้อนาง กะพริบตาปริบๆมองนาง พลางถาม “ท่านแม่ เจ้าลิงน้อยบาดเจ็บ ท่านแม่รักษาให้มันได้หรือไม่ขอรับ?”
“ได้สิ แต่ที่นี่เป็นโรงหมอของคน เจ้าลิงน้อยเป็นสัตว์แถมตัวสกปรกถึงเพียงนี้ เราพามันกลับไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยทำแผลให้มันดีกว่า เรากลับกันก่อนเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายกับบุตรชาย จากนั้นสามคนพ่อแม่ลูกก็ออกไปพร้อมกับลิงหนึ่งตัว ซ่งฉือที่นั่งอยู่ในที่ของตัวเองมองตามร่างของเหอจิ่วเหนียงไม่ละสายตา
หมอซ่งเห็นแล้วจึงยกมือเคาะศีรษะเขาเบาๆ “สิ่งใดที่ไม่ใช่ของเจ้า เจ้าก็อย่าไปปักใจเลย อายุเจ้าก็ไม่น้อยแล้ว ไว้ข้าจะให้แม่เจ้าช่วยหาคู่ให้ จะได้รีบหมั้นหมาย”
“ไม่ต้องขอรับ ตอนนี้ข้าไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องพวกนั้นแล้ว”
ซ่งฉือก้มหน้าไม่อยากรับรู้สิ่งใดอีก
ถ้าคนคนนั้น…คนที่อยู่เคียงข้างเขาไม่ใช่เหอจิ่วเหนียง เขาก็ไม่อยากทำให้แม่นางคนไหนต้องมาเสียเวลา
สามคนพ่อแม่ลูกกลับมาถึงเรือนก็ได้รับรายงานว่า ผู้เฒ่าลู่และนางซุนออกไปเดินเล่นในตลาด และถือโอกาสไปดูสถานการณ์ร้านค้าของตนเองด้วย เหอจิ่วเหนียงให้สะใภ้สวีไปต้มน้ำอุ่นมา สามคนพ่อแม่ลูกช่วยกันอาบน้ำให้เจ้าลิงน้อย
ลิงน้อยได้รับบาดเจ็บทั้งตัว เมื่อบาดแผลโดนน้ำจึงแสบมาก แต่ลิงตัวนี้อยู่กับคนมานาน สัญชาตญาณของมันบอกว่าครอบครัวนี้ไม่ทำร้ายมัน ต่อให้รู้สึกเจ็บแค่ไหนก็ไม่กล้าขยับตัว ปล่อยให้โก่วเอ๋อร์ช่วยอาบน้ำให้
แม้จะบอกว่าทั้งสามช่วยอาบให้มันด้วยกัน แต่อันที่จริงคนที่ลงแรงจริงๆ มีเพียงแค่โก่วเอ๋อร์
โก่วเอ๋อร์ยังคงสุขใจ อาบน้ำให้มันไปพลางพูดคุยกับมัน ไม่สนว่าเจ้าลิงน้อยจะเข้าใจหรือไม่ ถึงอย่างไรเขาก็มีความสุขมาก
มีท่านพ่อท่านแม่อยู่เคียงข้าง ให้เขาทำในสิ่งที่ชอบ ภาพเช่นนี้มีเพียงความฝันเท่านั้นถึงจะได้เห็น ทว่าตอนนี้กลับเป็นจริงแล้ว
ลิงน้อยตัวเล็กมาก อาบน้ำสะอาดเช็ดตัวแห้งแล้วโก่วเอ๋อร์ก็จับมันมาอุ้มในอ้อมแขน ก่อนจะส่งให้เหอจิ่วเหนียงช่วยดูบาดแผล
เมื่อครู่ตอนอาบน้ำเหอจิ่วเหนียงสังเกตบาดแผลเหล่านั้นของมันแล้ว ส่วนมากจะเป็นแผลจากการถูกเฆี่ยนตี เพื่อฝึกให้ลิงตัวนี้เชื่อง คนพวกนั้นเฆี่ยนตีมันไม่น้อยเลย
แผลเก่าแผลใหม่ปะปนทั่วตัว แผลใหม่ยังมีเลือดซึมอยู่ คาดว่าเป็นแผลที่โดนเฆี่ยนตีมาเมื่อวาน
ลิงน้อยถูกกระทำอย่างทารุณ ขนตามตัวร่วงจนบางมาก ดูแล้วอัปลักษณ์ไม่น้อย แต่โก่วเอ๋อร์รักและสงสารมันเช่นนี้ ทำให้เหอจิ่วเหนียงปลื้มใจมาก
นางนำยาจินฉวงกับผ้าพันแผลสะอาดมา ทายาให้มันและรีบพันแผลอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ทายามีความแสบร้อน ลิงน้อยสะดุ้งอีกครั้ง จากนั้นร่างเล็กที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลได้แต่ขดตัวกลมอยู่ในอ้อมแขนของโก่วเอ๋อร์ไม่ยอมออกมา
เพราะโก่วเอ๋อร์เป็นคนใจดีที่เคยให้กล้วยมัน มันจึงไว้ใจเขา
โก่วเอ๋อร์ถามเหอจิ่วเหนียงด้วยความเบิกบานใจ “ท่านแม่ นี่เจ้าลิงน้อยเห็นข้าเป็นสหายแล้วใช่หรือไม่ขอรับ?”
“ใช่แล้ว เจ้าดูสิ มันกอดเจ้าแน่นเชียว เจ้าลิงน้อยฉลาดยิ่งนัก เจ้าดีกับมัน มันย่อมรู้ได้”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะบุตรชาย
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ลิงที่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนมีจิตใจ เพียงแต่บางคนไม่ได้สนใจเท่านั้นเอง
ตอนที่ 267: ไม่เหมือนแม่สามีกับลูกสะใภ้ เหมือนพี่น้องมากกว่า
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก จากนั้นอุ้มลิงน้อยและไปหาอะไรกิน ตรงนี้จึงเหลือเพียงคนสองคน
เหอจิ่วเหนียงมองลู่ไป่ชวนพลางถาม “ตอนนี้จะให้ข้าช่วยดูอาการท่านหรือไม่?”
“ค่ำๆหน่อยก็ได้ ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ข้ายังไม่ได้อาบน้ำเลย”
เมื่อวานวิ่งวุ่นอยู่นอกเมือง ร่างกายเปรอะเปื้อนดินฝุ่นจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ล้างเนื้อล้างตัวเลย
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า โชคดีที่ก่อนนอนพักผ่อนเมื่อเช้านางล้างเนื้อล้างตัวไปรอบหนึ่งแล้ว สดชื่นกว่าเขาไม่น้อย
ไม่นานนักสะใภ้สวีก็ทำอาหารเสร็จ ผู้เฒ่าลู่และนางซุนก็กลับมาแล้ว เห็นโก่วเอ๋อร์กำลังเล่นอยู่กับลิงจึงเดินเข้าไปดูด้วยความสนใจ ก่อนทุกคนจะนั่งกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“ถอดหน้ากากออกเถอะ ครอบครัวเดียวกัน ไม่มีใครรังเกียจท่านจริงๆหรอกนะ”
หลังจากนั่งลง เหอจิ่วเหนียงก็หันไปบอกลู่ไป่ชวนอย่างจริงจัง
โก่วเอ๋อร์พยักหน้ารัวๆ เขายังไม่เคยเห็นว่าท่านพ่อของตนหน้าตาเป็นเช่นไร เมื่อเช้าตอนที่กินเกี๊ยวท่านพ่อก็กินได้ไม่เยอะเท่าไรเพราะมีหน้ากากบังอยู่จึงไม่สะดวก
กรณีนั้นอยู่ในที่สาธารณะก็พอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ไม่มีคนนอก ไม่ต้องใส่ก็ได้
นางซุนเห็นเหอจิ่วเหนียงไม่ได้รังเกียจบุตรชายของตนจริงๆ ก็รีบสำทับ “นั่นสิ ถอดออกเถอะ อากาศร้อนจะตาย”
นางในฐานะแม่ บุตรชายตนเองเป็นเช่นนี้นางย่อมปวดใจยิ่งกว่าใคร ที่ทำท่าทางรังเกียจไปนั้นก็เพราะนึกถึงสะใภ้สาม ตอนนี้เห็นสะใภ้สามไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย นางย่อมไม่มีเหตุผลใดที่ต้องทำเช่นนั้นอีกแล้ว
ลู่ไป่ชวนเหลือบมองหน้าทุกคนด้วยความระมัดระวัง เขาพาโก่วเอ๋อร์ไปเดินเล่นมาทั้งวันแต่บุตรชายก็ไม่เห็นใบหน้าของเขา เขากลัวจะทำให้บุตรชายตกใจ…และกลัวบุตรชายจะรังเกียจเขา
โก่วเอ๋อร์กล่าวอย่างเอาใจใส่ “ท่านพ่อเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องแคว้น ท่านอาจารย์คังบอกข้าว่า บาดแผลบนร่างกายของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทุกบาดแผลล้วนควรค่าแก่การเคารพ ท่านพ่อวางใจได้นะขอรับ ข้าไม่กลัว!”
ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็.อบอุ่นหัวใจมาก บุตรชายของเขาเปรียบเสมือนดวงตะวันดวงเล็กๆ วาจาที่กล่าวออกมาล้วนทำให้เขาอุ่นใจ
เขายกมือค่อยๆถอดหน้ากากออก ผิวหนังเหี่ยวย่นบนใบหน้าปรากฏต่อสายตาทุกคน
แม้ก่อนหน้านี้เคยเห็นมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่นางซุนก็ยังคงรู้สึกตกใจอยู่ในใจ คนอื่นได้รับบาดเจ็บก็แค่เป็นรอยแผลเป็นบนร่างกายเท่านั้น เหตุใดบุตรชายของนางถึงผิวหนังเหี่ยวย่นไปทั้งตัวเช่นนี้
นางอยากถามมากว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ก็กลัวตัวเองจะรับไม่ได้จึงไม่ปริปากถาม
โก่วเอ๋อร์จับจ้องใบหน้าบิดาอย่างไม่ละสายตา และนิ่งเงียบไม่พูดอะไร กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง เขาค่อยๆยื่นมือเล็กๆออกไปสัมผัสใบหน้าอีกฝ่าย แล้วเอ่ยถามด้วยความปวดใจเล็กน้อย “ท่านพ่อ ตอนนี้ยังเจ็บอยู่หรือไม่ขอรับ?”
เขาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่คิดว่าการได้รับบาดเจ็บคงต้องเจ็บปวดมากเป็นแน่ โดยเฉพาะบาดแผลพวกนี้ของท่านพ่อ ผิวหนังดีๆตอนนี้เหี่ยวย่นย้อยลงมา
“พ่อไม่เจ็บ”
ลู่ไป่ชวนยิ้มตอบ บุตรชายไม่เพียงไม่รังเกียจเท่านั้น แต่ยังเข้าใจที่จะสงสารเขา เขาดีใจมาก
เขาอุ้มบุตรชายขึ้นมานั่งบนตัก และป้อนข้าวให้
โก่วเอ๋อร์ก็น้อมรับมาก ไม่ว่าจะป้อนอะไรเขาก็กินหมด กินจนท้องกลมป่องแล้ว
ทว่าไม่ว่าเด็กจะรู้ความมากเพียงใด อย่างไรแล้วเด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ หลังจากกินเสร็จเขาก็นั่งไม่ติด วิ่งไปเล่นกับเจ้าลิงน้อย ส่วนผู้ใหญ่ก็นั่งกินข้าวกันต่อไป
นางซุนเห็นโก่วเอ๋อร์ไปแล้วจึงเอ่ยขึ้นทันที “เจ้าสาม เจ้าจากบ้านไปนานหลายปีเช่นนี้ไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดต่อเมียเจ้าใช่หรือไม่?”
มือที่กำลังตักอาหารของลู่ไป่ชวนชะงักกึก นึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าท่านแม่จะถามคำถามเช่นนี้
แน่นอนว่าเขาตอบกลับอย่างรวดเร็วและหนักแน่น “ไม่มีขอรับ ปกติแล้วก็อยู่กับสหายพี่น้องขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงหันมองนางซุน ในใจหวานล้ำด้วยความตื้นตัน แม่สามีท่านนี้คิดถึงความรู้สึกของนางมากกว่ามารดาของนางในชาติที่แล้วเสียอีก
ตั้งแต่ลู่ไป่ชวนกลับมา หญิงชราไม่ถามเขาเลยว่าหลายปีที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตข้างนอกอย่างไร ตอนนี้ทำอะไร แต่กลับเป็นห่วงความรู้สึกของพวกเขาสามีภรรยาตลอด กลัวกลับมากะทันหันเช่นนี้ความรู้สึกของทั้งสองจะเข้ากันไม่ได้ ทะเลาะกันครอบครัวไม่มีความสุข
“เช่นนั้นก็ดี ลูกหลานครอบครัวลู่ของพวกเราน่ะ เรื่องอื่นข้าจะไม่พูด แต่เรื่องภรรยา ต้องทำตัวดีๆกับภรรยาเข้าไว้ จำไว้นะ”
ผู้เฒ่าลู่เอ่ยบ้าง “เจ้าจากบ้านไปหลายปี เมียของเจ้าคลอดโก่วเอ๋อร์ออกมาด้วยความกดดันมากมาย ทั้งยังอบรมเลี้ยงดูเขาได้ดีถึงเพียงนี้ เจ้าต้องขอบคุณนางนะ หากเจ้ากล้าทำเรื่องผิดต่อนาง ข้าจะเฆี่ยนตีเจ้า และตัดพ่อตัดลูกกันซะ!”
น้ำเสียงของชายชราราบเรียบทำให้ฟังไม่ออกถึงอารมณ์และความรู้สึก แต่คนที่นั่งอยู่ล้วนรู้ดีว่าเขาจริงจัง
เหอจิ่วเหนียงรีบช่วยพูดแทนสามี “ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านวางใจได้เจ้าค่ะ เซียงกง (คำเรียกสามี) บอกข้าแล้วเจ้าค่ะ หลายปีที่ผ่านมาเขาแฝงตัวอยู่ในหนานไท่มาโดยตลอด ใช้ชีวิตอย่างอันตราย ย่อมไม่มีเวลาไปสำมะเลเทเมาแน่นอนเจ้าค่ะ อีกอย่าง เมื่อเช้าตอนมาเขาก็มอบทรัพย์สินที่สะสมมาหลายปีให้ข้าแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปนำบางส่วนมามอบให้ท่านพ่อท่านแม่เพื่อแสดงความกตัญญูเจ้าค่ะ”
อันที่จริงของก็อยู่ในห้วงมิติของนาง แต่ไม่สามารถนำออกมาต่อหน้าทุกคนได้
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ให้พ่อกับแม่ทำไมล่ะ?”
นางซุนโบกมือปฏิเสธทันทีอย่างไม่คิด “เขาอยู่ข้างนอกมานานหลายปี ผิดต่อครอบครัวก็จริง แต่ผิดต่อเจ้ากับโก่วเอ๋อร์ที่สุด เงินที่ให้เจ้าเจ้าก็เก็บเอาไว้เองเถอะ พ่อกับแม่แก่แล้วมีเงินปันผลของครอบครัวอยู่แล้ว ปกติก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร มีมากไปก็ไร้ประโยชน์
ถ้าพวกเราไม่ได้ลี้ภัย ไม่มีประสบการณ์เรื่องพวกนี้ และไม่ได้แยกครอบครัว เขาอยู่นอกบ้านหลายปี กว่าจะกลับมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ย่อมต้องทดแทนให้ครอบครัวอยู่แล้ว แต่ตลอดทางที่พวกเราลี้ภัยมา เจ้าทำมากกว่าคนอื่น ที่ครอบครัวเรามีวันนี้ได้ก็เป็นเพราะเจ้า ถือว่าเป็นการชดเชยจากเขาสำหรับหลายปีที่ผ่านมานี้ ครอบครัวสามไม่ได้ติดค้างอะไรครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรอง ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองก็จิตใจดี ไม่มีทางคิดมากหรอก
ตอนนี้คนในครอบครัวมีความสามารถ ต่อไปในอนาคตพวกเขาอยากทำอะไร อยากใช้ชีวิตเช่นไรก็ให้พวกเขาได้ไปลองไปทำกันเอง จะให้เจ้าคอยช่วยทุกอย่างไม่ได้อีกแล้ว เจ้าเองก็ไม่ต้องคิดมาก เก็บเงินเอาไว้ให้ดี เจ้าสามมีสถานะเป็นขุนนาง ต่อไปยังต้องใช้เงินอีกมาก”
นางซุนให้โอวาทยาวเหยียดในครั้งเดียว กล่าวจบยังตบมือเหอจิ่วเหนียงเบาๆ เพื่อให้นางวางใจ
เหอจิ่วเหนียงถูกหญิงชราทำให้รู้สึก.อบอุ่นหัวใจเป็นประจำ หากอยู่ต่อหน้าครอบครัว ทุกคนมักจะเห็นหญิงชราดุด่านาง ความจริงแล้วหญิงชราทำเช่นนั้นก็เพื่อรักษาความปรองดองของครอบครัวไม่ให้เกิดการแก่งแย่งชิงดีกัน และทุกครั้งที่พวกนางอยู่กันสองคน นางซุนก็จะอ่อนโยนมาก รวมถึงกับนางหยูและนางฉินด้วย
ผู้หญิงคนหนึ่งที่เกิดมาจากครอบครัวชาวนาสามารถจัดการและรับมือกับเรื่องเช่นนี้ได้นับว่าไม่ง่ายเลย
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะเก็บเอาไว้เอง แต่ถ้าหากท่านพ่อท่านแม่ต้องการอะไรก็บอกข้าได้เลยนะเจ้าคะ”
สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ลืมเสริมปิดท้ายด้วยความยียวนของตัวเอง “ตอนนี้ข้ารวยแล้ว!”
หลังจากประโยคนี้สิ้นสุดนางซุนก็ยกมือฟาดนางหนึ่งที ก่อนจะถลึงตาเอ็ด “คำพูดพวกนี้ควรพูดออกมาหรือ เรื่องเงินๆทองๆ ห้ามเปิดเผยให้คนนอกรู้เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร เจ้านี่นะ ช่างโง่เง่าจริงๆ!”
“ฮี่ๆๆ ก็ข้าชอบอวดรวยต่อหน้าท่านนี่เจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มระรื่น ท่าทางทะเล้นของนางทำเอามุมปากของลู่ไป่ชวนเผยรอยยิ้มออกมาเช่นกัน
ที่แท้ยามที่ภรรยาอยู่กับท่านแม่ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ไม่เหมือนแม่สามีกับลูกสะใภ้สักนิด เหมือนพี่น้องที่สนิทกันมากกว่า
ตอนที่ 268: คนในครอบครัวกำลังพัฒนาตัวเอง
นางซุนบ่นอุบอิบพลางยกมือตีสะใภ้จอมกวนไปอีกหนึ่งที แต่ทั้งสองก็ยังหัวเราะคิกคัก ลู่ไป่ชวนนั่ง.อมยิ้มดูเงียบๆ ไม่ได้เข้าไปขัดแต่อย่างใด
และแล้วนางซุนก็ยอมเป็นฝ่ายยุติสงครามขนาดย่อม นางเปลี่ยนเรื่องพูดกับเหอจิ่วเหนียง
“เมืองนี้สมกับเป็นเมืองหลักจริงๆ ในเมืองเปิดร้านขายเป็ดดำลู่ตั้งหลายร้านแต่เพียงไม่นานก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว พ่อกับแม่ไปเดินดูมารอบหนึ่ง ขายหมดเกลี้ยงทุกร้านเลย นึกไม่ถึงจริงๆ!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางซุนก็ไม่อาจปกปิดได้
ผู้เฒ่าลู่ก็เอ่ยขึ้น “ร้านในอำเภอก็ขายหมดเกลี้ยงแค่ไม่นานเหมือนกัน หรือเราจะเปิดร้านในอำเภอเพิ่มอีกสักสองร้านดี?”
แม้การจับจ่ายใช้สอยของคนในอำเภอจะไม่สูงเท่าในเมือง แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการขยายสาขา ถึงอย่างไร ไม่ว่าจะสถานที่ใดย่อมมีคนมีเงินอยู่แล้ว
บุตรสาวของท่านนายอำเภอ เดิมทีมีความบาดหมางกับเหอจิ่วเหนียงเล็กน้อย แต่ทันทีที่เป็ดดำลู่ของครอบครัวลู่วางขาย นางก็แทบอยากมีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับครอบครัวลู่ทันที ในทุกวัน ทันทีที่ร้านเปิด คนแรกที่มาซื้อก็คือสาวใช้ประจำตัวของฮูหยินนายอำเภอ
เมื่อมีการบอกต่อจากบุตรสาวนายอำเภอ เป็ดดำลู่จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่คนรวยในอำเภอ หากอยากขยายสาขาก็ไม่ต้องกังวลลู่ทางการขาย
“เปิดได้เจ้าค่ะ เพียงแต่การค้าสมุนไพรของครอบก็ต้องทำเช่นกัน ข้าเกรงว่าจะทำกันไม่ทันน่ะสิเจ้าคะ หรือไม่ เราจะเพาะเมล็ดพันธุ์ไปแจกให้พี่น้องชาวบ้านตระกูลลู่ที่มีความสามารถ แล้วแบ่งให้พวกเขาดูแลแต่ละร้านไปเลย เช่นนี้จึงจะเหมาะสมเจ้าค่ะ”
ยามที่เหอจิ่วเหนียงพูดถึงเรื่องการค้า นางขบคิดค่อนข้างรอบคอบ และต้องคิดถึงผู้ช่วยกับความสามารถที่มีอยู่ในตอนนี้ด้วย
“อันที่จริงนี่ก็เป็นปัญหาหนึ่ง รอกลับไปข้าค่อยดูอีกที พวกซุ่ยเอ๋อร์ล้วนมีความสามารถ เวลาแค่ไม่นานก็สามารถทำงานในโรงงานได้เป็นอย่างดีแล้ว ให้พวกนางรับคนใกล้ตัวเป็นศิษย์สักสองสามคน สอนพวกเขาจนเมื่อศิษย์คล่องแคล่วแล้วก็รับศิษย์คนใหม่มาฝึกต่อ เช่นนี้ก็ไม่ขาดแคลนคนมีความสามารถแล้วเจ้าค่ะ”
นางซุนเองก็เคยทำงานในโรงงานมาช่วงหนึ่ง แม้ตอนนี้จะมอบหมายงานในมือให้คนอื่นแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังใส่ใจกับสถานการณ์ในโรงงานมาก ดังนั้นจึงเข้าใจในหลายๆด้าน
“พวกเด็กหนุ่มๆที่อยู่ด้วยกันกับเสี่ยวหยางก็ไม่เลวเลยนะ กลับไปข้าจะพิจารณาดูอีกที ถ้าใช้ได้จริงๆก็ขัดเกลาให้ดีๆสักหน่อย ต่อไปจะได้เป็นโล้เป็นพายใช้การได้”
ผู้เฒ่าลู่ออกความเห็นบ้าง ทุกคนกำลังคิดวางแผนพัฒนาการค้าของครอบครัว
ลู่ไป่ชวนมองพวกเขาสามคนอย่างเลื่อนลอย รู้สึกว่าตนพลาดอะไรไปหลายอย่างแล้วจริงๆ
ท่านพ่อท่านแม่ในความทรงจำของเขามีความรู้แค่การใส่ใจในเรือกสวนนาไร่ ก็มีแค่ท่านพ่อที่ครั้นยังหนุ่มเคยออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัยมาก่อน ได้เปิดหูเปิดตามาบ้าง ส่วนท่านแม่แม้จะฉลาดมีไหวพริบมาก แต่อย่างไรก็มีขีดจำกัด หลายเรื่องก็ยังไม่เข้าใจ
ทว่าตอนนี้… ทั้งสองพูดเรื่องการค้ากันอย่างมีหลักการ หากเป็นเมื่อก่อน นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลย
ท่านพ่อกับท่านแม่ยังเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นพวกพี่ๆกับพี่สะใภ้ก็ต้องเปลี่ยนไปมากเหมือนกันเป็นแน่ ตอนนี้เขาแทบ.อดใจรอที่จะกลับบ้านไม่ไหวแล้ว ไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ดูว่าโรงงานของที่บ้านเป็นเช่นไร คนที่บ้านใช้ชีวิตกันอย่างไร
ทว่าตอนนี้ในมือยังมีเรื่องต้องทำมากมาย คดีลักพาตัวเด็กเขารู้สึกว่ามีความพัวพันไปกว้างมาก ฉินเจียนไปเมืองหลวงแล้ว เขาจำเป็นต้องประจำการอยู่ในเมืองหลัก มิเช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวายได้
ทั้งสามพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งจนในที่สุดก็สังเกตได้ว่า ลู่ไป่ชวนที่นั่งอยู่ข้างๆนิ่งเงียบไป เหอจิ่วเหนียงจึงนึกขึ้นได้ว่าครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ลู่ไป่ชวนต้องรู้สึกตกใจแน่ ดังนั้นจึงหันมาอธิบายให้เขาฟัง
“ตั้งแต่ครอบครัวเราเริ่มทำการค้า ทุกคนในครอบครัวก็เริ่มฝึกอ่านเขียนตัวหนังสือกับพวกเหลยจื่อ ก็เรียนเพื่อเพิ่มทักษะในการทำการค้านี่แหละ ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ยิ่งมีความเป็นเถ้าแก่แล้วนะ”
ทุกคนในครอบครัวเรียนอ่านเขียนตัวหนังสืออย่างนั้นหรือ!
ลู่ไป่ชวนไม่อยากจะเชื่อเลย เขาหันไปมองบิดามารดา เห็นท่าทางของทั้งสองเชิดหน้าด้วยความลำพองใจเป็นอย่างยิ่ง พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ภรรยากล่าวมานั้นเป็นความจริง
นายทหารระดับสูงรู้สึกตกใจมาก นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ “เก่งกาจยิ่งนักขอรับ!”
คนชราทั้งสองได้ยินเช่นนี้ก็ภูมิใจ
ลู่ไป่ชวนมองท่าทางเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกดีใจกับพวกเขา ก่อนที่จู่ๆก็นึกเรื่องที่สหายพี่น้องพูดกับเขาเมื่อตอนเช้าขึ้นมาได้ ลู่ไป่ชวนจึงหันไปกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง “พวกพี่น้องของข้าก็ชอบกินเป็ดดำของครอบครัวเรามาก บ่นอยู่ตลอดว่าซื้อไม่ทัน อยากมาขอสิทธิพิเศษจากเจ้าน่ะ”
เหอจิ่วเหนียงสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีปัญหา ท่านไปบอกพวกเขาว่าให้ไปลงชื่อกับผู้ดูแลร้านที่ร้าน แสดงป้ายคำสั่งสถานะของตัวเองกับผู้ดูแลร้านก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะให้สวีหย่งไปบอกพี่เฉิง ให้นางส่งคนไปแจ้งตามร้านต่างๆ ว่าแต่ละวันช่วยเก็บไว้ให้สหายผู้ช่วยของท่านสักหน่อย แล้วก็ให้พวกเขาจ่ายแค่ครึ่งราคาก็พอแล้ว”
เงินกำไรในร้าน ครอบครัวลู่ได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเป็นของเฉิงเสวี่ยเวย
แม้นางสามารถบอกได้ว่าไม่เอาสักแดงเดียว เพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่นาง แต่หากทำเช่นนั้นก็จะเกิดเป็นบุญคุณต่อกันได้ เก็บแค่ครึ่งราคาเช่นนี้เฉิงเสวี่ยเวยก็จะไม่เสียหายด้วย ทางด้านสหายพี่น้องของลู่ไป่ชวนเองก็จะไม่ต้องรู้สึกว่าได้ของมาเปล่าๆ จนเกิดปัญหาภายหลัง
คนที่ติดตามลู่ไป่ชวนเหล่านั้นแต่ละคนย่อมไม่ใช่คนธรรมดา มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนเหล่านี้ก็นับว่าช่วยลู่ไป่ชวนซื้อใจคน
เรื่องของทางการเหล่านั้นนางไม่อยากยุ่ง แต่ในฐานะภรรยา เรื่องที่ควรคิดแทนสามีนางก็ต้องทำ
ลู่ไป่ชวนคิดไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะคิดทุกอย่างได้อย่างรอบคอบเช่นนี้ ฉลาดหลักแหลมเหมือนเขา คำพูดบางอย่าง ต่อให้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กล่าวออกมาเขาก็เข้าใจเจตนาของนางได้
“ความคิดนี้ไม่เลวเลย พวกเราขาดทุนหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ทางด้านแม่นางเฉิงจะล่วงเกินไม่ได้ ทำการค้าร่วมกับคนอื่น เราต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ ห้ามเอาเปรียบคนอื่นเด็ดขาด”
นางซุนพยักหน้าพลางกล่าว เรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้
หลังจากเสร็จสิ้นมื้อเย็น เดิมทีผู้เฒ่าลู่อยากพูดคุยกับบุตรชายถึงประสบการณ์ข้างนอกตลอดหลายปีของเขาสักหน่อย ชายชราอายุมากแล้วก็จริง แต่ใจเขานั้นยังไม่แก่ โหยหาเรื่องเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของบุตรชายมาก ในใจนับถือบุตรชายจากใจจริง
แต่นางซุนไม่ให้โอกาสนี้กับเขา คว้าแขนเขาเดินไป และกล่าวกับเขา “เจ้าลิงน้อยตัวนั้นช่างน่ารักมากจริงๆเลยนะ เราเรียกโก่วเอ๋อร์พามันออกไปเดินเล่นกันเถอะ”
ดังนั้นผู้เฒ่าลู่กับโก่วเอ๋อร์ก็ถูกพาตัวออกไป กินเสร็จสะใภ้สวีจะเป็นคนมาเก็บกวาดเอง ไม่ต้องให้เหอจิ่วเหนียงกังวลเรื่องเหล่านี้ นางจึงไปห้องตำรา เขียนจดหมายให้เฉิงเสวี่ยเวย บอกเรื่องที่จะให้สิทธิพิเศษกับสหายพี่น้องของลู่ไป่ชวน
ในจดหมายระบุอย่างชัดเจน บอกว่าราคาครึ่งหนึ่งนั้นจะเป็นส่วนของเฉิงเสวี่ยเวยทั้งหมด ไม่ต้องแบ่งให้นาง
ด้านลู่ไป่ชวนก็ถือโอกาสนี้ชำระร่างกายจนสะอาด จากนั้นเดินผมสยายไปที่ห้องตำรา
“ท่านรอเดี๋ยว ข้าใกล้เสร็จแล้ว”
เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการค้าของทั้งสองฝ่าย เหอจิ่วเหนียงจึงตั้งใจเขียนอย่างมาก จึงต้องใช้เวลาเล็กน้อย หลังจากเขียนเสร็จก็ตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ไม่มีข้อผิดพลาดก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ต่อไปจดหมายฉบับนี้ก็สามารถปรากฏเป็นหลักฐานได้ ดังนั้นเขียนเสร็จก็ยังต้องประทับตราส่วนตัวของนาง ถือเป็นตัวแทนของฝั่งครอบครัวลู่
“ไม่รีบ ไม่รีบ ข้าก็กำลังจะเขียนจดหมายส่งไปที่เมืองหลวงอยู่เหมือนกัน”
ลู่ไป่ชวนเดินมาข้างกายนางด้วยฝีเท้าที่ไม่เร็วไม่ช้า มองนางเขียนตัวอักษรแต่ละบรรทัดได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งเรียนมาเลยแม้แต่น้อย ตัวเขาเองตลอดหลายปีที่ผ่านก็มีฝึกฝนอยู่บ้าง แต่กลับยังไม่คล่องแคล่วเหมือนนาง
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ยืนอยู่ข้างกายเหอจิ่วเหนียง ดึงกระดาษมาแผ่นหนึ่ง ใช้น้ำหมึกที่เหอจิ่วเหนียงฝนมาเขียน ทั้งสองต่างเขียนของตัวเอง ไม่รบกวนกันและกัน
ตอนที่ 269: ทุกประโยคที่นางพูดทำให้เขาใจสั่น
เหอจิ่วเหนียงเขียนเสร็จก่อน จึงเรียกให้สวีหย่งนำไปส่งที่บ้านตระกูลเฉิง จากนั้นนางจึงหันไปมองว่าเขาเขียนสิ่งใด ทันใดนั้นจึงได้รู้ว่าตนเห็นความลับที่ไม่ควรจะเห็น จึงรีบหันหน้าไปทางอื่น
ลู่ไป่ชวนไม่ได้ละสายตาจากหน้ากระดาษแต่อย่างใด แต่เขาเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน จึงยิ้มพลางกล่าว “อยากดูก็ดูเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”
เขาจงใจเขียนอยู่ข้างกายนางเช่นนี้ย่อมไม่กลัวนางรู้อยู่แล้ว และเขาเองก็คิดว่า สามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน ตราบใดที่ไม่เกี่ยวพันไปถึงชีวิต เขาจะไม่มีทางปิดบังเรื่องใดนางเด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้หันกลับไปมองอีก เพราะตอนนี้นางถูกตำรามากมายบนชั้นวางดึงดูดความสนใจไปแล้ว นางอยากดูว่าที่นี่มีตำราอะไรอยู่บ้าง ดังนั้นจึงเดินไปดู
ลู่ไป่ชวนจึงอธิบายที่มาของเนื้อหาในจดหมายให้นางฟัง “ตลอดหลายปีที่ข้าทำงานให้ท่านอ๋อง เขาไม่รู้ว่าข้ามีครอบครัวอยู่ ข้าใช้ชื่อปลอมว่าซุนฉีมาโดยตลอด นี่คือการหลอกลวงเบื้องสูง ข้าหลอกเขามาตั้งนาน ตอนนี้ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวแล้ว อย่างน้อยก็ต้องรายงานความจริงให้เขารู้เสีย ส่วนท่านอ๋องจะลงโทษหรือไม่ก็คงต้องดูฉินเจียนแล้วว่าได้เรื่องหรือไม่”
ฉินเจียนเพิ่งเดินทางไปเมืองหลวงเมื่อวาน คาดว่าตอนนี้ยังไม่รู้เรื่อง แต่เขาเขียนจดหมายโดยใช้นกพิราบส่งข่าว ไม่แน่จดหมายอาจไปถึงก่อนฉินเจียน ต่อให้ฉินเจียนยังไม่เข้าใจในตอนแรก แต่หากเขาตั้งสติได้เขาต้องช่วยพูดแทนตนแน่นอน
เมื่อคิดเช่นนี้ปัญหาก็ไม่น่าจะใหญ่…กระมัง
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ นี่ยังไม่ได้เรื่องอีกอย่างนั้นหรือ?
แต่ถึงกระนั้นภายนอกก็ยังยิ้มแย้ม “ไม่นึกเลยว่าความสัมพันธ์ของท่านกับพี่ใหญ่ฉินจะดีถึงเพียงนี้”
“อืม มิตรภาพจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิต”
เขาตอบเรียบๆ แต่เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ เขาจึงเปิดประเด็นกล่าวขึ้น “คาดไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะเป็นคนที่ช่วยเขาเอาไว้ ที่ผ่านมาฉินเจียนเอาแต่พูดถึงผู้มีพระคุณมาโดยตลอด ทั้งยังบอกด้วยว่าครอบครัวของผู้มีพระคุณแซ่ลู่ แต่ข้าเองที่โง่ ไม่เอะใจเลยสักนิดว่าจะเป็นพวกเจ้า นึกไม่ถึงจริงๆว่าตอนนี้ครอบครัวถึงขั้นทำการค้าแล้ว”
“ไม่ทำการค้าไม่ได้จริงๆ พวกเราไปตั้งหลักกันในหมู่บ้านอันผิง ไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินทำมาหากิน แต่ละวันต้องเดินเท้าไกลไปถางป่าบนเขา แถมที่ดินเหล่านั้นเป็นดินจืด พืชผลปลูกออกมาก็คงไม่พอจ่ายภาษี แม้พวกเราจะได้เงินมาจากรังโจรไม่น้อย แต่ระหว่างทางก็ใช้ไปไม่น้อยเหมือนกัน มีแค่ทางเดียวก็คือหาทางทำการค้า ดังนั้นพวกเราก็เลยเริ่มทำการค้ากัน เช่นนี้ยังช่วยชักจูงญาติพี่น้องสกุลเดียวกันมาร่วมทำด้วยกันได้ด้วย ให้ทุกคนไม่ต้องมีชีวิตที่ขมขื่นอีกต่อไป”
ระหว่างทางในการลี้ภัยนับว่าเป็นฝันร้ายของหลายๆคน แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้ว นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างหนึ่ง
ตอนที่บอกเล่าเรื่องนี้ ไม่เพียงไม่มีสายตาโศกเศร้าเท่านั้น แต่กลับมีชีวิตชีวาด้วย
“การค้าใช่ว่าใครจะสามารถทำได้ง่ายๆ เจ้าเก่งมากจริงๆ”
ลู่ไป่ชวนเขียนจดหมายเสร็จก็ตรวจสอบรอบหนึ่ง ก่อนจะออกไปจับนกพิราบออกมาจากกรง นำจดหมายม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่เล็กๆบนขาของมันและส่งออกไป ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้ามา
ตำราในห้องตำราล้วนเป็นผลงานที่มีชื่อเสียง ไม่มีตำราเรื่องเล่าในแบบที่เหอจิ่วเหนียงสนใจ เห็นลู่ไป่ชวนเสร็จธุระแล้วนางจึงวางตำราในมือไว้ที่เดิม ขณะกำลังจะเดินออกไปด้านนอกก็ถูกลู่ไป่ชวนคว้ามือเอาไว้
เหอจิ่วเหนียงตกใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าตนควรสะบัดออกหรือต้องทำเช่นไร
นางฝืนยิ้มออกมาแล้วถาม “มีอะไรหรือ?”
“ข้ารู้ว่าหลายปีที่ผ่านมาสำหรับเจ้าแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ลำบากเจ้าแล้ว”
ลู่ไป่ชวนใช้นิ้วโป้งลูบบนหลังมือนางเบาๆ ผิวนุ่มลื่นน่าสัมผัสยิ่งนัก ไม่เหมือนกับมืออันหยาบกระด้างของเขาเลย ชั่วครู่หนึ่งทำให้จิตใจเขาเตลิดเปิดเปิง
“ก็บอกแล้วว่าครอบครัวเดียวกัน ข้าทำเรื่องพวกนี้ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้รู้สึกลำบากเลย ท่านไม่ต้องโทษตัวเองอีกแล้วนะ”
แม้เหอจิ่วเหนียงไม่เคยมีประสบการณ์สิ้นหวังจากการที่ครอบครัวตายจากไปเช่นนั้นมาก่อน แต่เมื่อคิดดูแล้ว อาการก่อนหน้านี้ของเขาสาหัสมาก และรู้ว่าเขาเสียใจไม่น้อย นางย่อมไม่โทษเขาเพราะเรื่องนี้แน่นอน
อีกอย่าง เขาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมานานหลายปี ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อครอบครัวเลย พอได้เจอนางก็มอบทรัพย์สินทุกอย่างให้นางเป็นคนดูแล นางย่อมไม่มีเหตุผลมาตำหนิและไม่พอใจเขา กลับต้องใส่ใจสามีของตนให้มากขึ้น
“ท่านห่างบ้านไปหลายปี ท่านพ่อท่านแม่พวกพี่ๆกับพี่สะใภ้ก็ยิ่งดูแลข้าดีกว่าเดิม ทำให้ข้าเข้าใจความรู้สึกของการมีครอบครัวมันดีเช่นนี้ ยามที่ครอบครัวลำบากที่สุด ครอบครัวก็ไม่เคยทิ้งข้า ข้าย่อมต้องคิดหาหนทางนำพาครอบครัวของเราให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป ไม่เพียงแค่มีชีวิตอยู่รอดต่อไปเท่านั้น แต่ต้องมีชีวิตอย่างดีด้วย
ตอนนี้ครอบครัวเราก็นับว่าพ้นทุกข์พ้นโศก ความสุขมาเยือนแล้ว ท่านก็อย่าเอาแต่โทษตัวเอง อย่ารู้สึกผิดในใจอีกเลยนะ ข้าสาบานได้ว่าที่ผ่านมาพวกเราไม่ได้ลำบากยากเข็ญเลยจริงๆ ทุกครั้งที่ประสบพบเจออันตรายก็เคราะห์ดีมีคนสูงศักดิ์เข้ามาช่วยขจัดปัดเป่า ต่อมาก็ได้เจอกับพี่ใหญ่ฉิน ได้ป้ายคำสั่งของจวนเฉินอ๋องมา ได้ตั้งหลักปักฐานในจิงโจว ได้สร้างบ้าน ได้ทำการค้า ทั้งยังได้ซื้อที่นาอีกด้วย พวกเรามีชีวิตที่ดีจนหลายๆคนอิจฉาเลยล่ะ
ตอนนี้กิจการของครอบครัวก็นับว่าประสบความสำเร็จในส่วนเล็กๆแล้ว ไม่เพียงแต่จะไม่เป็นภาระให้ท่าน ยังจะเป็นคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังท่านได้อีกด้วย ข้ารู้ว่าท่านมีความปรารถนาอันแรงกล้า ท่านอยากทำสิ่งใดก็ไปทำได้อย่างหายห่วงเลย ในบ้านยังมีข้าคอยดูแลอยู่ทั้งคน”
นางพูดยาวมาก ขณะกล่าวนั้นก็ยกมือตบไหล่ลู่ไป่ชวนเบาๆด้วย ท่าทางราวกับเป็นสหายกันก็มิปาน
ลู่ไป่ชวนคว้าร่างบางมา.กอดไว้ ไม่ได้พูดคำใดออกมาในทันที เพียงแค่สูดดมกลิ่นหอมจางๆบนร่างกายนาง ช่วยให้จิตใจรู้สึกสงบมาก
ชาติปางก่อนเขาได้สร้างคุณงามความดีใหญ่หลวงอะไรเอาไว้นะ ชาตินี้ถึงได้มีภรรยาที่แสนดีถึงเพียงนี้ ไม่โทษเขาสักคำ ไม่ทอดทิ้งเขากับลูกไป และไม่ตำหนิที่เขาจากบ้านไปนานหลายปี นางต้องแบกรับความกดดันมากมายเพียงใดกัน
ทางกลับกัน นางยังยิ้มแย้มบอกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบสบายๆว่า รู้ว่าเขามีความมุ่งมาดปรารถนา อยากทำสิ่งใดก็ทำได้เลย ในบ้านยังมีนางดูแลอยู่
นี่ไม่เหมือนกับนางในความทรงจำของเขาเลย นางในความทรงจำของเขา ในวันแรกที่ถูกครอบครัวของเขาซื้อตัวมาก็เอาแต่ร้องไห้ ร้องไห้เสร็จก็เงียบ ก้มหน้าไม่กล้าพูดจากับใคร เวลาพูดจาหรือเวลาทำสิ่งใดก็จะเชื่องช้ามากราวกับท่อนไม้ก็มิปาน
หากไม่ใช่เพราะครอบครัวเป็นคนจัดการ อันที่จริงเขาก็ไม่ได้ชอบแม่นางที่นิสัยเช่นนั้น แต่เมื่อคิดว่าต่อไปตนต้องออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัยอยู่ข้างนอก มีภรรยาอยู่ที่บ้านก็สามารถทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่สบายใจได้ เขาจึงตกลงปลงใจแต่งงาน
เขาไม่ได้ชื่นชอบนาง แต่กลับทำหน้าที่สามีอย่างสุดความสามารถ หลายปีที่อยู่ข้างนอกก็ไม่เคยทำเรื่องแปดเปื้อน ไม่เคยทำเรื่องผิดต่อนางเลย
คำสอนของครอบครัวลู่ เป็นสิ่งที่ท่านพ่อของเขาได้เรียนรู้มาเมื่อครั้งยังหนุ่มตอนไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย นั่นก็คือ
‘กวาดบ้านกวาดช่องไม่ได้ จะกวาดแผ่นดินได้อย่างไร’
แม้จะไม่ใช่ความหมายที่เฉพาะเจาะจง แต่หลักการก็เป็นเช่นนั้น หลายปีที่เขาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก เขาจดจำอยู่ในใจมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ที่เขายังไม่เจอครอบครัว ในใจเขาคิดถึงเพียงท่านพ่อท่านแม่และพี่ๆเท่านั้น กับภรรยาไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ถึงอย่างไรทั้งสองก็เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่นาน
แต่นับตั้งแต่ที่ได้เจอกันเมื่อวานจนกระทั่งถึงตอนนี้ พริบตาแรกที่เห็นนางในอารามเต๋าแห่งนั้น การเคลื่อนไหวของนาง หน้าคร่ำเคร่งและใบหน้าที่ยิ้มแย้ม… ทุกอย่างล้วนประทับอยู่ในใจเขาแล้ว
ทุกประโยคที่นางเอื้อนเอ่ยล้วนทำให้เขาใจสั่น ทำให้เขานึกดีใจอย่างยิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดต่อนางเลย ไม่อย่างนั้นการได้เจอกันในตอนนี้เขาคงจะรู้สึกเสียใจมาก
เห็นๆอยู่ว่านางก็ยังเป็นนาง แต่กลับไม่เหมือนนางคนเดิมเลย
ฉลาดปราดเปรื่อง มีความกล้าหาญ มีแผนการ รู้วิชาแพทย์ มีหัวการค้า อบรมเลี้ยงดูบุตรชายได้เป็นอย่างดี
เขาลู่ไป่ชวนมีดีอะไรถึงได้มีวาสนาเช่นนี้
ตอนที่ 270: ไม่เคยเจ็บปวดทรมานเช่นนี้มาก่อน
ลู่ไป่ชวนอยากกล่าวขอบคุณ แต่ก็รู้สึกว่าหากพูดออกไปจะดูห่างเหิน ดังนั้นจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไร ได้แต่กอดนางเอาไว้แน่น
เหอจิ่วเหนียงไม่อาจเข้าใจถึงความคิดนับหมื่นพันในใจเขาได้ ตอนนี้รู้สึกแค่โดนเขากอดแน่นจนแทบหายใจไม่ออกแล้ว จึงตบแผ่นหลังเขาอย่างไม่เกรงใจพลางกล่าว “เอาละ พอได้แล้ว รีบปล่อยข้าก่อน ไปห้องท่านเถอะ ข้าจะช่วยดูอาการของท่านให้”
รับรู้ได้ถึงการขัดขืนของคนในอ้อมกอด ลู่ไป่ชวนจึงรีบปล่อยนางทันที เห็นนางหายใจเฮือกใหญ่ก็ตระหนักได้ว่าตนกอดแน่นเกินไปแล้ว ทันใดนั้นจึงรู้สึกผิดเล็กน้อย
เขากำลังจะพูดอะไรสักหน่อย แต่เห็นภรรยาเดินออกไปแล้ว
ชายหนุ่มเดินตามไปด้วยความกลัดกลุ้มเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปในห้องเขาแล้ว
ห้องนี้ไม่ได้กว้างและใหญ่เหมือนห้องนอนหลักของนาง แต่ก็ไม่นับว่าเล็ก การตกแต่งมีความประณีต ข้าวของเครื่องใช้เป็นระเบียบ เห็นได้ชัดว่าครอบครัวสวีตั้งใจทำงานมาก
เหอจิ่วเหนียงชี้ไปที่เตียง “ถอดให้หมดแล้วขึ้นไปนอนบนเตียง”
ลู่ไป่ชวน “!!!”
แม้จะ…
เออะ เอ่อ…
แต่ว่า…
เขารู้สึกอายขึ้นมาอย่างฉับพลัน นี่มันอะไรกันเนี่ย!
แต่ใบหน้าของนางเรียบนิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์ เห็นเช่นนั้นเขาก็ตระหนักได้ ตนเป็นถึงบุรุษ เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นคนไร้เหตุผล เขาจึงใจแข็งทำตามที่นางบอก
ลู่ไป่ชวนไม่มั่นใจ ประหม่าเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นราวกับแม่นางน้อยกำลังจะเข้าห้องหอก็มิปาน
นิ้วมือเล็กกดบนแผ่นหลังของชายหนุ่ม เสียงที่ฟังไม่ออกถึงอารมณ์และความรู้สึกดังมาจากด้านหลัง “ผ่อนคลายหน่อย ข้าจะจัดกระดูกให้ท่าน”
เนื่องจากใช้เคล็ดวิชาหดกระดูกระยะเวลานาน กระดูกของเขาจึงอยู่ผิดตำแหน่งอย่างรุนแรง เหอจิ่วเหนียงแค่มองก็ยังรู้สึกเจ็บปวดมาก แต่ลู่ไป่ชวนกลับยังสามารถใช้ชีวิตปกติราวกับคนไม่เป็นอะไรเลย เขาไม่ใช่คนธรรมดาเลยจริงๆ
นางกดนิ้วลงไปสัมผัสข้อต่อกระดูกทุกข้ออย่างละเอียดและระมัดระวัง ไม่รู้เป็นเพราะพื้นฐานร่างกายของลู่ไป่ชวนดีหรือไม่ อาการเขาถึงดีกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้มาก
สิ่งที่นางคิดไว้ในตอนแรกคือ ต้องดูอาการไปสักระยะหนึ่งก่อนถึงจะจัดกระดูกได้ แต่อาการของเขาในตอนนี้สามารถจัดกระดูกได้เลย
ใช่แล้ว แม้กระดูกจะอยู่ผิดตำแหน่ง แต่กระดูกของเขาไม่ได้บาดเจ็บมากนัก แค่เพราะกระดูกเกี่ยวข้องมาถึงผิวหนังจึงได้กลายเป็นเช่นนี้
“อดทนหน่อยนะ ข้าจะช่วยจัดกระดูกให้ท่าน”
ขณะที่กล่าวก็ไม่รู้หยิบผ้าเช็ดเหงื่อมาจากไหนผืนหนึ่งมาม้วนจนหนา แล้วยัดเข้าปากให้เขากัดไว้
เดิมทีลู่ไป่ชวนอยากปฏิเสธ แต่พอคิดแล้วก็ยอมทำตามที่นางบอก
นี่น่าจะเป็นสิ่งที่นางใช้เป็นประจำ มีกลิ่นหอมสดชื่นจางๆเหมือนกลิ่นหอมบนตัวของนาง ทำให้รู้สึกสบายใจมาก
ได้รับบาดเจ็บมาจากข้างนอก กลับมาให้ภรรยารักษาให้ คิดแล้วช่างเป็นเรื่องที่สวยงามยิ่งนัก
ลู่ไป่ชวนหลับตาลงด้วยความพึงพอใจ ทว่าอารมณ์ลำพองยังอยู่ได้ไม่ทันไร… ความเจ็บปวดรุนแรงก็วาบขึ้นมา
เสียงกระดูกเข้าที่
เหงื่อลู่ไป่ชวนผุดพราย กัดผ้าแน่นด้วยความเจ็บปวด
เขารู้สึกโชคดีมากที่เมื่อครู่ตนไม่ได้ปฏิเสธ รับผ้ามากัดอย่างเชื่อฟัง ไม่อย่างนั้นหากเจ็บแล้วร้องออกมาต้องอับอายขายหน้ามากเป็นแน่
ตอนที่ใช้เคล็ดวิชาหดกระดูกยังไม่เจ็บปวดขนาดนี้เลย แม้ว่าเวลาต่อมาความเจ็บปวดจะไม่หายไปและคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่อดทนได้ เขายังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และทำภารกิจได้สบายๆ
แต่ขั้นตอนการจัดกระดูกนี่ มันทารุณยิ่งกว่าเขาได้รับโทษโหดร้ายเสียอีก!
เพียงแค่จุดสองจุดเขายังพอทนไหว แต่เหอจิ่วเหนียงลงมือรวดเร็วยิ่งนัก ไม่ให้โอกาสเขาได้ผ่อนลมหายใจเลย กระดูกแต่ละท่อนกลับเข้าที่ ความเจ็บปวดในแต่ละจุดแจ่มชัดมาก
นี่ไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตเขาเลย ตายทั้งเป็นก็ว่าได้!
เหงื่อบนร่างกายของเขาทะลักทะล้น ผ้าปูที่นอนถูกแรงดิ้นไปมาของเขาทำพังหมดแล้ว
ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมาตนไม่เคยเจ็บปวดทรมานเช่นนี้มาก่อน เมื่อก่อนไม่ว่าบาดเจ็บสาหัสเพียงใดก็กัดฟันผ่านมาได้ แต่ความเจ็บปวดอันรุนแรงในตอนนี้มันช่างเหลือพรรณนา และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เขาไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้จะเจ็บปวดได้ถึงเพียงนี้!
เส้นเลือดทั่วทั้งร่างของลู่ไป่ชวนผุดขึ้น สีหน้าทุรนทุราย กัดกรามแน่น ดวงตาแดงก่ำดุจโลหิต สภาพอนาถยิ่งกว่านักโทษที่ถูกทรมานในคุกเหล่านั้นเสียอีก
นางซุนและผู้เฒ่าลู่พาหลานชายกับเจ้าลิงน้อยกลับมา เพิ่งจะย่างเท้าเข้าเรือนหลักก็ได้ยินเสียงครวญครางดังขึ้น
นางซุนในฐานะผู้มีประการณ์ได้ยินเสียงนี้จึงรีบปิดหูหลานชายไว้
ตอนแรกกังวลว่าเจ้าสามเพิ่งจะกลับมา ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของพวกเขาคงจะห่างเหิน คิดไม่ถึงเลยว่าจะกระชับความสัมพันธ์ได้เร็วเพียงนี้ ฟ้ายังไม่ทันมืดก็เป็นเช่นนี้แล้ว
จุจุจุ
จะว่าไป พื้นที่กว้างใหญ่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน แบ่งเป็นเรือนเล็กๆหลายๆหลัง แต่ละคู่แยกกันอยู่ ไม่ต้องรบกวนกันและกัน
มิเช่นนั้นหากอาศัยอยู่ในเรือนใหญ่เหมือนในหมู่บ้าน สามีภรรยาหยอกล้อกันเช่นนี้ คนทั้งบ้านได้ยินกันหมดจะไม่กลายเป็นเรื่องน่าอายหรอกหรือ
โก่วเอ๋อร์ที่โดนปิดหูใบหน้ามึนงง ขณะที่เขาจะเอ่ยออกมา นางซุนกลับมือไม้ไวรีบปิดปากเขาเอาไว้เสียก่อน
“อย่าส่งเสียง ไปๆๆ ไปเล่นกับปู่กับย่าที่เรือนเล็กก่อนก็แล้วกันนะ!”
นางซุนลากโก่วเอ๋อร์ไป แต่โก่วเอ๋อร์ยังคงชะเง้อมองด้านในด้วยความประหลาดใจ แล้วกล่าวเสียงเบา “แต่ข้าเหมือนกับได้ยินเสียงของท่านพ่อนะขอรับ”
“พ่อกับแม่เจ้ากำลังยุ่งอยู่ เดี๋ยวเราค่อยมาอีกทีแล้วกันนะ”
กล่าวจบนางซุนก็จูงมือโก่วเอ๋อร์จะเดินออกไป ทันใดนั้นเองสองสามีภรรยาสวีก็ยกถังน้ำมาพอดี
เป็นถังน้ำร้อน ทั้งยังมีกลิ่นหอมเข้มข้นของสมุนไพรอีกด้วย
“นี่เอามาทำอะไรหรือ?”
ผู้เฒ่าลู่เรียกพวกเขาหยุดถาม ชะเง้อมองด้วยความแปลกใจ
คงไม่ใช่เพราะบุตรชายเขาได้รับบาดเจ็บจนทำเรื่องอย่างว่าไม่สะดวกก็เลยต้องดื่มยาบำรุงหรอกกระมัง
มิเช่นนั้นเหตุใดเสียงที่เขาได้ยินมันถึงได้น่าสังเวชเช่นนั้นล่ะ
หากนั่นไม่ใช่บุตรชายของตน ไม่แน่เขาอาจถากถางไปซักประโยคแล้วว่าปอดแหกยิ่งนัก
เพียงแต่ ต่อให้ต้องบำรุงจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมากมายเพียงนี้กระมัง
สะใภ้สวีตอบ “ตอบนายท่านผู้เฒ่า ฮูหยินสามกำลังรักษาอาการบาดเจ็บให้นายท่านสาม นี่เป็นยาที่จะเอาไปให้นายท่านสามเจ้าค่ะ”
ก่อนหน้านี้ครอบครัวสวีเรียกลู่ไป่ชวนแค่ว่า ‘นายท่าน’ ตอนนี้รู้สถานการณ์ในครอบครัวลู่แล้ว จึงเปลี่ยนคำเรียกโดยระบุลำดับความอาวุโสลงไปด้วย
สองชรา “...”
อุตส่าห์คิดไปถึงไหนต่อไหน ที่แท้พวกเขาก็เข้าใจผิดไปนี่เอง!
“เฮ้อ ที่แท้ก็รักษาอาการบาดเจ็บนี่เอง มิน่าล่ะ ฟังแล้วถึงน่าอนาถเช่นนั้น ไปๆๆ เข้าไปดูกันเถอะ!”
ชายชรายิ้มตาหยี จูงมือภรรยากับหลานชายเดินเข้าไปด้านใน สองสามีภรรยาสวีหันมองหน้ากัน …ก่อนหน้านี้นายท่านผู้เฒ่ากับเหล่าฮูหยินคิดว่าอะไรหรือ
ดีที่ทั้งสองเป็นคนรู้จักความเหมาะสม ไม่พูดถึงเจ้านายลับหลัง และเดินตามหลังพวกเขาเข้าไป
“ปวดระยะยาวไม่สู้ปวดระยะสั้น อดทนอีกหน่อย คืนนี้ข้าจะจัดกระดูกทุกส่วนของท่านกลับมาเหมือนเดิม”
ยังไม่ทันเดินเข้ามาในห้อง ทุกคนก็ได้ยินเสียงของเหอจิ่วเหนียงแล้ว และเสียงที่ตามมาก็คือเสียงกระดูกเข้าที่ดังกรอบแกรบ ตามด้วยเสียงครวญครางจากลำคอของลู่ไป่ชวน
ชายชราหันมองหญิงชราด้วยความกังวล “ไอ้หยา เสียงนี่น่าอนาถกว่าเสียงหมูถูกเชือดซะอีก!”
นางซุนหันไปถลึงตาใส่เขา ว่าลูกตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร!
ผู้เฒ่าลู่ยิ้มแก้เขิน จากนั้นเดินเข้าไปในห้องเป็นคนแรก
โชคดีที่บนร่างกายของลู่ไป่ชวนมีผ้าผืนหนึ่งปิดท่อนล่างอยู่ อยู่ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่กับบุตรชายจึงไม่ได้อับอายมากนัก
นางซุนคิดมาโดยตลอดว่าบุตรชายแค่ผิวหนังบนร่างกายเหี่ยวย่นเท่านั้น คาดไม่ถึงว่ากระดูกจะเคลื่อนผิดตำแหน่งเช่นนี้ด้วย นางไม่กล้ามองมาก จึงหันไปทางอื่นก่อนพาโก่วเอ๋อร์เดินออกไป
ผู้เฒ่าลู่เห็นท่าทางของหญิงชราจึงเป็นห่วง กลัวว่านางจะคิดมาก จึงเดินตามออกไป
จบตอน
Comments
Post a Comment