single mom ep271-280

ตอนที่ 271: ภรรยาผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว


“ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้จะลงกลอนประตูซะตั้งแต่แรก พวกเขามาเห็นเช่นนี้คงได้เก็บเอาไปนั่งเสียใจอีก”


เหอจิ่วเหนียงหันมองนอกประตูแวบหนึ่ง ก่อนจะบ่นพึมพำอย่างทอดถอนใจ


ลู่ไป่ชวนทรมานแทบสิ้นสติ ไหนเลยจะยังมีแก่ใจสนใจเรื่องใดอีก เหอจิ่วเหนียงพูดอะไรเขาก็ฟังไม่รู้เรื่องแล้ว


ความรู้สึกที่ไม่อยากรับรู้อะไรแล้วแต่กลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่างทรมานเหลือเกิน


ลู่ไป่ชวนรู้สึกราวกับว่าวันเวลาผ่านไปแล้วหลายปีก็มิปาน แต่แล้วทันใดนั้น เสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น “เรียบร้อย”


คำสองพยางค์สั้นๆนี้ราวกับน้ำทิพย์ชโลมกายใจ คนทรมานแทบขาดใจรู้สึกเสมือนได้รับการให้อภัยจากยมบาล ในที่สุดความเจ็บปวดแทบคลั่งพวกนี้ก็สิ้นสุดเสียที! …หากแต่ความคิดของเขานั้นผิดมหันต์ ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ผ่อนลมหายใจโล่งอก บัญชาจากพญามัจจุราชก็ดังขึ้นต่อจากคำนั้น “...เสร็จแล้วครึ่งหนึ่ง ท่านไปแช่ยาในอ่างสักครู่ แล้วเดี๋ยวเรามาทำกันต่อ”


ลู่ไป่ชวน “!!!”


เสร็จแค่ครึ่งเดียวอย่างนั้นหรือ!


เดี๋ยวทำต่ออีกอย่างนั้นหรือ!!


เขาจะตายอยู่แล้ว!!!


แต่เขาก็ทำได้แค่กรีดร้องในใจ ชายผู้ต้องชดใช้กรรมพยายามลุกขึ้น เพราะร่างกายยังเจ็บปวดอยู่ อีกทั้งความเจ็บปวดที่เผชิญทำให้เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะจนหน้ามืดตาลาย จึงอยากให้เหอจิ่วเหนียงช่วยประคอง


แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ เหอจิ่วเหนียงอุ้มเขาขึ้นมาในท่าเจ้าสาว แล้วพาไปที่อ่างน้ำหลังฉากกั้นได้อย่างง่ายดาย


ลู่ไป่ชวนตกตะลึง!


น้ำร้อนในอ่างสามารถคลายความเจ็บปวดของร่างกายเขาได้เป็นอย่างดี บวกกับสมุนไพรที่กำลังออกฤทธิ์ เพียงไม่นานลู่ไป่ชวนก็รู้สึกราวกับได้รับการชุบชีวิตกลับมาอีกครั้ง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้อยู่เฉยๆ พับแขนเสื้อขึ้นและเริ่มนวดไหล่นวดคอให้เขา ให้เลือดลมไหลเวียนคล่องตัว จากนั้นนำเข็มเงินออกมาปักบนร่างลู่ไป่ชวนราวกับเม่นก็มิปาน


เพราะผ่านความเจ็บปวดขั้นสูงสุดในชีวิตอย่างการจัดกระดูกมาได้แล้ว การฝังเข็มจึงเป็นเรื่องเล็กกระจิริดจนแทบไม่รู้สึกอะไร…ความจริงแล้วต้องบอกว่า บัดนี้ลู่ไป่ชวนราวกับร่างไร้วิญญาณไปแล้ว ในหัวของเขาว่างเปล่าไร้ความรู้สึกนึกคิด นั่งอยู่ในอ่างน้ำแววตาเลื่อนลอย ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะทำอะไรเขาก็ไม่ตอบสนอง


เมื่อได้เวลาถอนเข็มเงินออกน้ำในอ่างก็หายร้อนพอดี เหอจิ่วเหนียงช่วยเช็ดตัวให้เขา และพาเขาไปนอนบนเตียงเพื่อจัดกระดูกต่อ


ช่างน่าสงสารชายชาติทหารห้าวหาญทระนงผู้นี้ยิ่งนัก ปกติแล้วเป็นคนไม่หวั่นกลัวสิ่งใด บัดนี้กลับไร้สิ้นซึ่งพลัง สติการรับรู้ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง จิตใจฝังอยู่กับความทรมาน ถึงขั้นตัวสั่นระริกในบางครั้ง


ภรรยาผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!


“หรือจะ จะ… ต่อพรุ่งนี้ดี?...


…ไม่ได้! เหล็กต้องตีตอนที่ยังร้อนๆ จัดกระดูกให้เข้าที่แล้วจะได้เริ่มรักษาขั้นตอนต่อไป ท่านอดทนหน่อยนะ อาการของท่านลากมานานเกินไปก็เลยยิ่งเจ็บ ถ้าหากท่านเริ่มรักษาตั้งแต่ต้นก็ไม่ต้องทรมานถึงเพียงนี้ ตอนนี้หลายอาการในหลายจุดลากมานานเกินไป”


ลู่ไป่ชวนไม่มีคำพูดใดจะคัดค้าน ยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี ต้อนรับความเจ็บปวดในขั้นตอนต่อไป


โก่วเอ๋อร์นอนกับท่านปู่ท่านย่า นางซุนให้ผู้เฒ่าลู่ดูหลาน ส่วนตัวเองกลับมาแอบดูครอบครัวสามอีกครั้ง


นางไม่ได้เข้าไป แค่แอบยืนดูอยู่ด้านนอก ฟังเสียงจากลำคอด้วยความเจ็บปวดของบุตรชาย หญิงชราก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว


ในที่สุดก็ได้เจอกับลู่ไป่ชวนอีกครั้ง แต่บุตรชายกลับมีสภาพเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นตั้งแต่วันแรกที่เขากลับมานางพยายามทำให้ตัวเองมีความสุขมากที่สุด ทว่าก็มีเพียงนางที่รู้ บุตรชายอยู่ไกลพันลี้มารดาย่อมพะวง บาดแผลเหล่านั้นไม่เพียงอยู่บนร่างของลู่ไป่ชวน แต่อยู่ในใจของนางเช่นกัน


นางดีใจมากที่บุตรชายยังมีชีวิตกลับมา ทั้งยังเติมเต็มความปรารถนาในใจให้นางได้ หาไม่แล้วตายไปนางคงจะไม่เป็นสุข


ล่วงเลยมาถึงยามดึก ในที่สุดการจัดกระดูกก็เสร็จสิ้น…ของจริง


เหอจิ่วเหนียงออกมาเรียกหาน้ำ ก่อนจะเดินไปจับมือนางซุนปลอบใจ


“ท่านสุภาพสตรีซุนร้องห่มร้องไห้ด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ เซียงกงเจ็บปวดก็แค่คืนนี้คืนเดียวเท่านั้นเจ้าค่ะ การรักษาครั้งต่อไปจะผ่อนคลายมากกว่านี้แล้ว และอีกไม่นานเขาก็จะหายเป็นปกติ อย่ากังวลใจไปเลยนะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงนำผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้นาง แล้วกล่าวต่อ “ตอนนี้ท่านแม่กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาตื่นมาเห็นว่าท่านเป็นเช่นนี้ เขาต้องรู้สึกผิดแน่เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้นานแล้วว่านางซุนแอบดูอยู่ด้านนอก สงสารจิตใจของผู้เป็นพ่อแม่ยิ่งนัก ต่อหน้าทำท่าทางไม่สนใจ แต่ความจริงแล้วในใจเจ็บปวดยิ่งกว่าผู้ใด


นางซุนรับผ้าเช็ดหน้าเหอจิ่วเหนียงมาเช็ดน้ำตา ก่อนจะพยักหน้า “เจ้าเองก็รีบพักผ่อนล่ะ ที่เหลือถ้าไม่จำเป็นต้องรีบรักษาก็ค่อยๆรักษาไป เมื่อคืนเจ้าอดหลับอดนอนมาแล้ว วันนี้ก็ยุ่งทั้งวัน ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปร่างกายจะรับไม่ไหวเอานะ”


“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้ารู้ขีดจำกัดตัวเองดี คืนนี้ก็ให้โก่วเอ๋อร์นอนกับท่านพ่อท่านแม่แล้วกันเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงตอบรับ เมื่อเห็นสะใภ้สวีเดินมา นางตบหลังมือนางซุนเบาๆ ปลอบนางให้กลับไปพัก ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในกับสะใภ้สวี


ลู่ไป่ชวนนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง เขาในตอนนี้ดูไร้จิตวิญญาณกว่าก่อนหน้านี้มาก


สะใภ้สวีเห็นเช่นนี้จึงร้อนใจ “ให้บ่าวไปตามสามีมาดูแลนายท่านสามเถอะเจ้าค่ะ!”


“ไม่ต้องหรอก ดึกดื่นป่านนี้แล้ว พวกเจ้าก็เหนื่อยกันมาทั้งวัน ไปพักผ่อนเถอะ ข้าจัดการเอง”


เหอจิ่วเหนียงให้สะใภ้สวีกลับไปพัก จากนั้นนางยืดเส้นยืดสายครู่หนึ่งก่อนจะแบกลู่ไป่ชวนลงไปในอ่างแช่น้ำ และทำการฝังเข็มอีกครั้ง


จากนั้นหยิบผ้ามาจะเช็ดตัวให้เขา ลู่ไป่ชวนยื่นมือรับผ้ามาจะเช็ดตัวเอง


กว่าจะได้เจอกันไม่ง่ายเลย ต่อมานางก็ยุ่งตลอดกว่าจะมีเวลา คืนนี้มาช่วยรักษาให้เขาอีก เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว


การจัดกระดูกเป็นการรักษาที่ต้องออกแรงหนัก เรื่องนี้ก็ช่างเถอะ แต่นางยังช่วยอาบน้ำให้เขาอีก และไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว


นางไม่พูด แต่เขาก็ไม่อาจที่จะไม่ใส่ใจได้ และจะคิดว่าเป็นเรื่องที่นางสมควรทำไม่ได้เด็ดขาด


เขาจากบ้านไปหลายปี แค่นี้ก็ติดค้างนางมากแล้ว กลับมาก็มาเป็นภาระนางอีก


เหอจิ่วเหนียงเห็นถึงความคิดของเขา จึงตบหลังมือเขาเหมือนที่เพิ่งทำกับนางซุน แล้วแสร้งเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เอาละ สภาพของท่านเป็นเช่นนี้แล้วยังจะดันทุรังอีก อยู่เฉยๆเถอะ รอหายดีก็ค่อยตอบแทนข้าแล้วกัน”


กล่าวจบนางก็ช่วยเช็ดตัวให้เขาอย่างรวดเร็ว หาชุดคลุมยาวมาเปลี่ยนให้ และพาเขามานอนบนเตียง “พักผ่อนเถอะ ข้าก็จะกลับห้องแล้ว”


ลู่ไป่ชวนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในใจ จับมือนางไม่อยากปล่อย แต่ก็เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น เมื่อนึกได้ว่าอากัปกิริยาของตัวเองในตอนนี้อาจทำให้นางตกใจ จึงค่อยๆปล่อยมือ ก่อนจะกล่าว “เจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้หยุดพักผ่อนที่จวนสักวัน ข้าจะส่งคนไปแจ้งที่โรงหมอเอง”


“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เช้าต้องไปออกตรวจผู้ป่วยข้างนอก ซักยามอู่ก็กลับแล้ว ช่วงนี้ข้าอยากขายของใหม่ในร้าน ข้าจะกลับมาให้พี่สะใภ้สวีลองดูก่อนว่าจะทำออกมาสำเร็จหรือไม่”


เหอจิ่วเหนียงตอบไปประโยคหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินออกไป


ก่อนจะออกไปก็ไม่ลืมดับตะเกียงให้ลู่ไป่ชวน


กลับห้องตัวเองมาก็เอนกายลง ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงป้ายคำสั่งที่หมิงเจ๋อมอบให้วันนี้ได้ นางหยิบออกมาจากห้วงมิติ มองมันอย่างพิจารณา บนป้ายคำสั่งสลักอักษรสามคำ ‘หอเชียนฟาน’


บนป้ายคำสั่งมีลวดลายประณีต ฝีมือละเอียดมาก แค่ดูก็รู้ว่าเป็นฝีมือของปรมาจารย์ คนทั่วไปไม่มีทางทำออกมาได้


หอเชียนฟานไม่ธรรมดาเหมือนที่เห็นภายนอกแน่ แต่เหตุใดหมิงเจ๋อถึงมอบป้ายคำสั่งให้นางอย่างง่ายดายเช่นนี้ล่ะ


นางเจอกับหมิงเจ๋อหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งก็พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ทั้งสองฝ่ายไม่เคยมีการกระทำเกินเลยอะไรเลย แต่จู่ๆ วันนี้กลับมอบป้ายคำสั่งล้ำค่าให้นางเช่นนี้…


เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่ หมิงเจ๋อทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลบางอย่าง


อาจเป็นเพราะเหนื่อยเกินไป นางคิดไปแค่ไม่นานก็ผล็อยหลับ แต่ก่อนหลับนั้นนางคิดเอาไว้ว่าค่อยหาโอกาสถามลู่ไป่ชวน ว่าเคยได้ยินเรื่องราวของหอเชียนฟานนี้หรือไม่

.....


ลู่จิ้งซวนกลับมาถึงหมู่บ้านอันผิงเมื่อตอนบ่าย เล่าเรื่องเจ้าสามกลับมาแล้วให้ทุกคนในบ้านฟัง ทุกคนต่างดีใจมาก ถึงขั้นตั้งวงฉลองกัน กินดื่มจนจันทราโผล่ขึ้นเหนือศีรษะกว่าจะแยกย้าย


ได้ยินว่าลู่ไป่ชวนมีคฤหาสน์อยู่ในเมืองหลักทุกคนก็เห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชมสักครั้งให้ได้ ไปรู้จักคฤหาสน์หลังใหม่ของครอบครัวสามสักหน่อย


ลู่เหอหรงกระตือรือร้น “ทุกอย่างราบรื่นก็ดีแล้ว พวกเราไปพรุ่งนี้กันเลยเถอะ!”


ตอนที่ 272: จดหมายจากซุนฉี


พวกเด็กๆที่อยู่ในอาการง่วงงุนได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต็มตาขึ้นมาทันที ถ้าพรุ่งนี้ได้ไปเมืองหลัก เช่นนั้นพวกเขาต้องส่งคนไปแจ้งลาที่สำนักศึกษาแล้ว


“ข้าไม่ได้เจอท่านอาสามมาหลายปีแล้ว!”


เหลยจื่อเป็นหลานชายคนโตของบ้าน จึงมีภาพความทรงจำกับลู่ไป่ชวน ท่านอาสามในความทรงจำนั้นดีกับพวกเขามาก ทุกครั้งที่กลับมาจากข้างนอกจะมีของเล่นกับของกินอร่อยๆ ติดไม้ติดมือกลับมาฝากพวกเขาเสมอ มีโอกาสก็จะพาพวกเขาออกไปเที่ยวเล่น


ต่อมาเกิดเรื่องขึ้นกับท่านอาสาม เพื่อไม่ให้ท่านปู่กับท่านย่าโศกเศร้าเสียใจ พวกเขาล้วนไม่กล้าพูดถึงท่านอาคนนี้ ตอนนี้ได้รู้ว่าท่านอาสามยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังอยู่ในเมืองหลัก พวกเขาก็อยากลาท่านอาจารย์ไปเยี่ยมเยือน


“จะไปกันหมดนี่ได้อย่างไรกัน”


นางหยูขัดเสียงโห่ร้องดีใจของพวกเขา แล้วพูดต่อด้วยความใจเย็น “ในบ้านมีงานอีกเยอะต้องทำ อยู่ดีๆ ไปกันหมดนี่มีหวังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการค้าของครอบครัวเราแน่ อีกอย่าง ตอนนี้น้องสามคงมีเรื่องต้องจัดการอีกมากมาย ถ้าหากพวกเราจะไปก็ต้องหาเวลาที่ทั้งสองฝ่ายว่างตรงกัน ไม่อย่างนั้นอาจไปเสียเที่ยว แถมเสียงานอีกด้วย”


นางเองก็ดีใจมากเช่นกันที่ลู่ไป่ชวนกลับมาแล้ว ขณะเดียวกันก็ปลื้มใจแทนน้องสะใภ้สาม ตอนนี้น้องสามมีอนาคตที่ดี หลายปีที่ผ่านมาการรอคอยของน้องสะใภ้สามไม่นับว่าเสียเปล่า


แต่ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่อยู่ นางเป็นสะใภ้ใหญ่ในบ้าน ดังนั้นอำนาจของสะใภ้ใหญ่ในตอนนี้จึงเปรียบเสมือนของนางซุน ต้องจัดการเรื่องต่างๆอย่างเหมาะสมให้เรียบร้อย จะปล่อยให้เกิดปัญหาไม่ได้


พวกเด็กๆพลันนิ่งเงียบไป ลู่เหอหรงก็ตระหนักได้ว่าตนดื่มเยอะเกินไปแล้วจึงทำให้พูดไม่คิด เขารีบยิ้มประจบ “พี่สะใภ้ใหญ่พูดถูกแล้ว ข้าก็คิดเช่นนั้น”


ลู่จิ้งซวนก็สนับสนุน “พี่สะใภ้ใหญ่ของพวกเจ้าพูดถูก ตอนนี้น้องสามกำลังยุ่งอยู่กับคดีลักพาตัวเด็ก ช่วงนี้ไม่มีเวลาว่างแน่นอน ท่านพ่อกับท่านแม่ก็อยู่ที่นั่น รอน้องสามว่างแล้วต้องกลับบ้านแน่นอน ถึงตอนนั้นทุกคนก็ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนกัน”


ทุกคนเห็นด้วยกับพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่ ดังนั้นข้อสรุปจึงเป็นไปตามนี้ จากนั้นแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

......


ทางด้านเมืองหลวง 


เฉินอ๋องเพิ่งตื่นนอน ขณะกำลังเตรียมตัวไปเข้าร่วมประชุมขุนนางก็เห็นเฉิงเหมิงนำจดหมายฉบับหนึ่งมาส่งให้ “องค์ชาย จดหมายจากซุนฉีพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องรับจดหมายมาเปิดดูด้วยท่าทางเคร่งขรึม คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร ทว่าในจดหมายกลับมีใจความว่า ความจริงแล้วเขาไม่ได้แซ่ซุน แต่แซ่ลู่ นามว่าลู่ไป่ชวน


จากนั้นก็อธิบายสาเหตุว่าเหตุใดในตอนแรกถึงปิดบังชื่อแซ่ และบอกว่าตอนนี้ตนเองได้เจอกับครอบครัวแล้ว จึงบอกความจริงเรื่องนี้ออกมา


“ซุนฉีนี่… ไม่ใช่สิ ต่อไปควรเรียกเขาว่าลู่ไป่ชวนแล้ว”


เฉินอ๋องยิ้ม เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาแค้นเคืองเลย ถึงอย่างไรที่ลู่ไป่ชวนปิดบังตัวตนกับเขาก็เพราะความปลอดภัยของครอบครัว


ดังนั้น เขาไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น แต่ยังนับถือทางเลือกนี้ของเขามาก


เฉิงเหมิงไม่เข้าใจ เฉินอ๋องจึงยื่นจดหมายให้เขาอ่าน องครักษ์หนุ่มอ่านจบก็กระจ่างทันที “ที่แท้ช่วงนี้เขาไปตามหาครอบครัวนี่เอง ไม่ง่ายเลยจริงๆ”


ในใจเฉิงเหมิงนึกย้อนกลับไปในตอนนั้น วันที่ลู่ไป่ชวนขอลาพัก ตนคิดไปว่าลู่ไป่ชวนมีแผนการบางอย่างแน่ๆ หลังออกจากเมืองหลวงก็มุ่งหน้าไปอันโจว เขามีเหตุผลอะไรกันแน่


แต่ที่แท้ก็แค่เพื่อตามหาครอบครัว ไม่ได้มีแผนการอย่างอื่น


เมื่อได้รู้เช่นนี้แล้ว เป็นเขาเองที่ตั้งแง่กับอีกฝ่ายมากเกินไป


“อืม เขาคงกังวลว่าข้าจะโกรธก็เลยส่งจดหมายมาอธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ จะว่าไปก็ช่างบังเอิญยิ่งนัก นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเป็นครอบครัวเขาที่ช่วยชีวิตฉินเจียนเอาไว้ก่อนหน้านี้ และภายใต้การช่วยเหลือของฉินเจียน พวกเขาก็ได้ไปตั้งหลักที่จิงโจว คิดไม่ถึงเลยจริงๆ”


เฉินอ๋องส่ายหน้าเบาๆพลางยิ้ม รู้สึกว่าทั้งหมดนี้ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปแล้ว


“หากเป็นดังนั้นจริง ความสัมพันธ์ของซุน… ของลู่ไป่ชวนกับฉินเจียนก็ดีมากไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดที่ผ่านมาเขาถึงไม่รู้?”


เฉิงเหมิงเกาศีรษะด้วยความไม่เข้าใจ นึกถึงฉินเจียนที่เป็นคนปากโป้งเช่นนั้นแล้ว แปลว่าเขาเองก็ไม่รู้ความลับเรื่องนี้ของสหาย


เฉินอ๋องเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นได้ชัดว่าลู่ไป่ชวนเก็บความลับได้ดี แม้แต่สหายสนิทที่ตัวติดกันตลอดอย่างฉินเจียน เขาก็ไม่บอกออกไปแม้แต่คำเดียว คนเช่นนี้เป็นผู้มีความสามารถที่ข้าพยายามเสาะหามาตลอดหลายปี”


เฉิงเหมิงยกมือคารวะทันที “องค์ชายปราดเปรื่องยิ่งนัก!”


“ไม่ใช่เพราะข้าปราดเปรื่อง แต่บอกได้ว่าข้าค่อนข้างโชคดีที่เจอคนที่สามารถทำงานแทนข้าได้”


เฉินอ๋องเป็นคนยุติธรรม แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยบีบบังคับหรือฝืนใจใคร ลูกน้องที่ไว้ใจได้เหล่านี้ล้วนแต่ยินดีที่จะติดตามเขา หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องขายเจ้านายเพื่อความรุ่งโรจน์ของตัวเองเลย


ที่สำคัญที่สุดก็คือเขาปฏิบัติต่อลูกน้องดีมาก เห็นคุณค่าและทะนุถนอมชีวิตของพวกเขา เพื่อสามารถอยู่ปกป้องแว่นแคว้นให้สงบสุขไปนานๆ


ขณะที่พูดคุยกันอยู่ องครักษ์อีกคนก็เข้ามา ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่ง “องค์ชาย จดหมายจากซุนฉีขอรับ”


“เจ้าคนผู้นี้ มีเรื่องอะไรเหตุใดไม่เขียนมาทีเดียว สิ้นเปลืองนกพิราบตั้งสองตัว!”


เฉินอ๋องยิ้มระอา รับจดหมายมาเปิดอ่านอย่างละเอียด


ปรากฏว่าขณะที่อ่านจดหมายฉบับนั้น รอยยิ้มบนใบหน้ากลับหายไปทันที ความทุกข์ใจและความหนักหน่วงเข้ามาแทนที่


“องค์ชาย เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ?”


เฉินอ๋องอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างละเอียดก่อนจะโยนให้เฉิงเหมิงอ่าน รู้สึกเครียดจนต้องยกมือนวดขมับ


เฉิงเหมิงเห็นเนื้อหาในจดหมายสีหน้าก็เคร่งขรึม “คาดไม่ถึงว่านอกเมืองจิงโจวจะมีลัทธิมารเช่นนั้นด้วย! เรื่องเช่นนี้มันมีจริงที่ไหนกัน!”


แม้จะอยู่นอกเมือง แต่ก็ยังอยู่บนที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง คนพวกนั้นสร้างอารามเต๋าขึ้นที่นั่น เห็นได้ชัดว่าต้องการโยนความผิดให้เขาสักวัน


“เอาเลือดของเด็กมาทำส่วนผสมของยา ไร้สาระสิ้นดี!”


เฉินอ๋องตบโต๊ะระบายโทสะ จอกน้ำชาข้างมือถูกกวาดตกลงบนพื้นแตกไม่เป็นท่า


เฉิงเหมิงสะดุ้ง ขณะเดียวกันก็รายงานเรื่องหนึ่งที่นึกขึ้นได้ “องค์ชาย เมื่อเดือนก่อนกุ้ยเฟยในวังบอกว่า ฝ่าบาทหยุดเสวยยาจินตันที่ทรงเสวยมาตลอดแล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้ยาลูกกลอนที่นักพรตอะไรสักอย่างถวายให้ แอบได้กลิ่นคาวเลือดจางๆด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ…”


เฉินอ๋องก็นึกขึ้นได้ทันที เขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอด “เสด็จพ่อคงจะอยู่เฉยๆนานเกินไปจนลืมหน้าที่และความทุกข์ยากของราษฎรไปแล้วกระมัง!”


หลายปีที่ผ่านมาฮ่องเต้ไม่ทำหน้าที่อะไรเลย ทั้งยังสนับสนุนองค์รัชทายาทที่ไร้ประโยชน์นั่นอีก เรื่องพวกนี้เขาทำเป็นไม่สนใจก็ได้ แต่คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะไร้ขอบเขตถึงเพียงนี้ กลิ่นคาวเลือดบนยาลูกกลอนเข้มข้นปานนั้นแต่กลับไม่สนใจว่ามันมีที่มาอย่างไร แสวงหาเพียงแค่ความเป็นอมตะชีวิตยืนยาว


ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ผู้เป็น.อมตะจริงๆ มันมีที่ไหนกัน!


ผู้ที่ปรารถนาความเป็นอมตะ มีใครบ้างที่มีจุดจบที่ดี!


เหตุใดถึงได้เลอะเลือนไร้สติขนาดนี้!


เขาโกรธ แต่เขาในฐานะโอรสผู้ไม่เป็นที่โปรดปรานย่อมไม่สามารถเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ได้ กลับกันจะกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เขาเกลียดชังตนยิ่งขึ้นไปอีก


เฉิงเหมิงรีบปราม “องค์ชายระวังคำพูดด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”


คนส่วนมากในจวนล้วนเป็นคนที่เชื่อใจได้ แต่คนที่มีใจคิดร้ายนั้นยากแท้หยั่งถึง บางคำพูดไม่พูดออกมาจะดีกว่า


เฉินอ๋องก็รู้ในข้อนี้จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่กระซิบกับเฉิงเหมิงเสียงเบา “ยามอู่ฉินเจียนมาถึง เจ้าให้เขาพาคนไปสืบดูสถานการณ์ของนักพรตอะไรนั่น ส่วนเรื่องอื่น คืนนี้ข้าจะพูดรายละเอียดกับเขาอีกครั้ง”


“พ่ะย่ะค่ะ!”


เฉิงเหมิงรับคำสั่ง ส่วนเฉินอ๋องก็ลุกขึ้นเตรียมตัวเข้าวัง


ด้านฉินเจียน ในตอนนี้ยังอยู่ระหว่างเร่งเดินทางมา


ตอนที่ 273: บุญคุณครั้งใหญ่นี้จะไม่ตอบแทนได้อย่างไรกัน


กระทั่งถึงยามอู่ในที่สุดฉินเจียนก็เดินทางมาถึงเมืองจิ้นโจว เขารีบเร่งเดินทางแม้แต่น้ำสักหยดก็ไม่มีเวลาดื่ม พอมาถึงก็ถูกเฉิงเหมิงลากออกไปทำภารกิจทันที ทั้งยังได้รับข่าวอันน่าตกตะลึงจากเขาด้วย


ซุนฉีคือชื่อปลอมอย่างนั้นหรือ!


ตาหาครอบครัวเจอแล้วอย่างนั้นหรือ!


ครอบครัวเขาก็คือผู้มีพระคุณของเขาอย่างนั้นหรือ!


น้องสะใภ้เล็กที่เขาเรียกมาโดยตลอด คือภรรยาของสหายรักของเขาอย่างนั้นหรือ!


นี่มันไม่จริงใช่หรือไม่!


“ช้าก่อน ช้าก่อน! เหล่าเฉิง เจ้าพูดให้มันชัดเจนซิ! ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”


เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฉินเจียนไม่อยากออกไปทำภารกิจ แต่สนใจใคร่รู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นนี้


เฉิงเหมิงมองเขาอย่างเอือมระอา “ตัวเจ้าอยู่จิงโจวทุกวี่ทุกวัน เรื่องนี้เจ้าไม่รู้อะไรเลยหรือ?”


“ข้าไม่รู้! ก็ก่อนหน้านี้เจ้าซุนฉี… หึ! เจ้าลู่ไป่ชวนนั่นไปตามหาครอบครัวที่ชางโจวไม่ใช่หรือ แล้วบอกว่าครอบครัวตายหมดแล้วระหว่างทางลี้ภัย ในตอนนั้นเขายังทรมานตัวเองจนสภาพคนก็ไม่ใช่เป็นผีก็ไม่เชิงด้วยซ้ำ ข้าเห็นแล้วก็ปวดใจ! อีกอย่าง เจ้านั่นไม่เคยบอกข้าเลยว่าครอบครัวเขาชื่อแซ่อะไร แม้แต่ชื่อจริงของเขาข้าก็เพิ่งมารู้จากเจ้านี่แหละ แล้วข้าจะเชื่อมเรื่องของครอบครัวเขากับผู้มีพระคุณของข้าได้อย่างไรกันล่ะ


หลายวันก่อนเขาป่วยหนักจนเกือบจะตายอยู่แล้ว ข้าบอกให้เขาไปหาผู้มีพระคุณของข้าให้นางตรวจดูอาการให้ เขาก็ไม่ยอมไป จนข้าต้องไปหาหยูกยามาให้เขา เจ้าคิดสิ เจ้าว่าถ้าตอนนั้นเขายอมไปหาหมอกับข้า เขาก็คงรู้ตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือว่าครอบครัวเขายังมีชีวิตอยู่”


ฉินเจียนยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจ คิดว่าลู่ไป่ชวนไม่ได้เห็นเขาเป็นสหายจริงๆ เรื่องใหญ่เช่นนี้กลับไม่ยอมบอกเขา ตัวเองต้องวนไปวนมาอยู่เช่นนั้นตั้งนาน


หากลู่ไป่ชวนบอกชื่อคนในครอบครัวกับเขาตั้งแต่แรก พวกเขาคงได้พบกันไปตั้งนานแล้ว


แม้เขาจะไม่รู้จักชื่อคนอื่นๆในครอบครัวลู่ แต่เขารู้ชื่อของเหอจิ่วเหนียง ก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนเรียกนางเช่นนั้น


“สมน้ำหน้าที่ไม่บอกอะไรกับข้า จนตัวเองต้องรับโทษทรมานนานเช่นนั้น! เหอะ! สม!”


บุรุษร่างกำยำแต่ใจบางทำเสียงฮึดฮัดระบายโทสะ นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบ้านั่นไม่เห็นเขาเป็นสหายรัก!


อันที่จริงลู่ไป่ชวนบอกเรื่องนี้กับเขาแล้ว ก่อนหน้านี้ที่อยู่หนานไท่ตอนที่ลู่ไป่ชวนวางยาสลบพวกเขา ลู่ไป่ชวนเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เขาแล้ว บอกว่าหากตนไม่กลับมา ให้เขาช่วยตามหาครอบครัวให้หน่อย


จดหมายฉบับนั้นอยู่ใต้หมอนในห้องลู่ไป่ชวน ในจดหมายเขียนชื่อทุกคนในครอบครัวลู่


เพียงแต่ตอนนั้นฉินเจียนกำลังโกรธ ส่วนลู่ไป่ชวนก็ออกไปทำภารกิจแล้ว จดหมายฉบับนั้นจึงไม่มีใครได้เห็น


“เอาเถอะน่า เจ้าลองมองอีกมุมสิ ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะองค์ชายเรียกเจ้ากลับมากะทันหัน เขาอาจยังไม่เจอครอบครัวเขาก็ได้ จะว่าไปแล้วนี่เป็นชะตาฟ้าลิขิตทั้งสิ้น!”


เฉิงเหมิงตบไหล่สหายเบาๆปลอบใจ ก่อนจะตีแส้บนหลังม้ามุ่งหน้าออกไปก่อน


ฉินเจียนกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องขอบคุณตนมากกว่า หากไม่ใช่เพราะเขาเห็นว่าลู่ไป่ชวนเอาแต่ทรมานตัวเองราวกับตายทั้งเป็นเช่นนั้น เขาก็คงไม่จงใจให้อีกฝ่ายลากสังขารออกไปทำภารกิจหรอก อย่างมากเขาก็ใช้ให้คนอื่นไปแทนได้ ถึงอย่างไรในหมู่สหายพี่น้องของพวกเขามีคนที่มีความสามารถมากมาย


และหากเป็นเช่นนั้น สองสามีภรรยาคู่นี้ก็คงคลาดกันอีก


รอกลับไปเขาต้องให้ลู่ไป่ชวนเลี้ยงสุราเขาให้ได้ บุญคุณครั้งใหญ่นี้จะไม่ตอบแทนได้อย่างไรกัน!


คิดได้เช่นนี้ อารมณ์ของคุณชายฉินก็เบิกบานขึ้น รีบตามเฉิงเหมิงไปอย่างมีความสุข จัดการเรื่องที่องค์ชายมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!

.....


ทางด้านเมืองจิงโจว 


ลู่ไป่ชวนในตอนนี้อยู่ในอาการเหม่อลอย เมื่อคืนเจ็บปวดทรมานรุนแรงมาก รู้สึกว่างเปล่าราวกับว่าร่างกายนี้เหมือนกับไม่ใช่ร่างกายตัวเองเลย โชคดีที่เช้านี้เขาพยายามฝืนออกไปที่คุกได้ แต่หลังจากกลับมาก็ทิ้งร่างลงบนเตียงอย่างหมดสภาพ


ความจริงเมื่อเช้าก่อนออกจากจวน เหอจิ่วเหนียงเตือนเขาแล้วว่าอย่าฝืน แต่เขายืนกรานจะไปให้ได้ สุดท้ายก็กลับมาในสภาพถูกคนหิ้วปีกมาส่ง


นางซุนรู้สึกปวดใจยิ่งนัก นางจึงไปตลาดเพื่อเลือกซื้อกระดูกหมูด้วยตัวเอง อยากทำน้ำแกงบำรุงร่างกายให้บุตรชาย


หลังจากเดินดูทั่วตลาดไปรอบหนึ่งก็ไม่ค่อยจะได้ดั่งใจนางซุนนัก สินค้าคุณภาพไม่สมกับที่เป็นของขายในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองเลย แม้แต่ผักบางอย่างยังสดสู้ตลาดในอำเภอไม่ได้ แต่ราคากลับสูงกว่าในอำเภอมาก ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย


คนเฒ่าคนแก่อย่างนางที่ถึงแม้ตอนนี้มีเงินแล้วก็ยังรู้สึกเสียดาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนยากคนจนเลย ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้อย่างไรกัน


แต่ถึงกระนั้น นางซุนก็ยังกล้ำกลืนซื้อผักกลับมาไม่น้อย ถึงอย่างไรก็นำมาบำรุงร่างกายให้บุตรชาย ต่อให้แพงกว่านี้ก็ต้องซื้อ


หญิงชรากลับมาถึงสวนซีสุ่ย  สะใภ้สวีเข้าไปช่วยรับผักแล้วเดินตามหลังนางซุน อันที่จริงนางซุนถือเองได้บางส่วน แต่สะใภ้สวีบอกว่าตนเป็นสาวใช้ เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว การที่ยอมให้นางซุนออกไปซื้อผักด้วยตัวเองเช่นนี้เดิมทีก็เป็นเรื่องบกพร่องในหน้าที่แล้ว


นางซุนไม่จึงไม่หักหาญน้ำใจของอีกฝ่าย แค่เดินนำหน้าอย่างช้าๆ ให้สะใภ้สวีที่ถือของเดินตามหลังเดินช้าลงด้วย จะได้ไม่เหนื่อยมาก


“เหล่าฮูหยิน บ่าวมีคำถามบางอย่าง ไม่แน่ใจว่าควรถามหรือไม่เจ้าค่ะ”


สะใภ้สวีครุ่นคิดเรื่องหนึ่งในหัวระหว่างก้าวเดิน จนตัดสินใจเอ่ยออกมา


นางซุนที่ยังคงปวดใจจากการซื้อผักอยู่ได้ยินดังนั้นจึงกล่าว “มีอะไรก็พูดมาเถอะ ครอบครัวเราไม่ได้มีกฎเกณฑ์ซับซ้อนมากมายเหมือนครอบครัวอื่น”


สะใภ้สวีตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นจึงเข้าคำถาม “เหล่าฮูหยินคิดว่าอาหารที่บ่าวทำเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ ถูกปากหรือไม่เจ้าคะ?”


นางซุนตอบได้ทันที “บอกตามตรงว่ายังชำนาญน้อยกว่าสะใภ้ใหญ่ของข้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่เลวเลยนะ มีอะไรหรือ?”


“เปล่าเจ้าค่ะ แค่เพราะบ่าวเป็นคนทางตอนเหนือ อาหารที่ฝึกทำส่วนมากจึงเป็นอาหารเหนือ จึงกลัวว่าเจ้านายทุกท่านจะไม่คุ้นชิน ก็เลยถามดูเจ้าค่ะ”


จากนั้นนางก็กล่าวต่อ “ช่วงนี้บ่าวก็ฝึกทำอาหารใต้แล้วด้วยเจ้าค่ะ!”


ขณะอธิบายสะใภ้สวีมีความกังวลเล็กน้อย กลัวเจ้านายไม่ชอบอาหารที่นางทำ


นางซุนยิ้มรับ “ไม่เป็นไรหรอก พวกข้าเป็นครอบครัวชาวนา กินง่ายอยู่ง่าย ขอแค่สะอาด มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะอาหารเหนือหรือใต้ก็กินได้หมดนั่นแหละ!”


ครอบครัวลู่มาอยู่ทางเหนือเป็นเวลาเกินครึ่งปีแล้ว ย่อมปรับตัวใช้ชีวิตให้เข้ากับคนทางเหนือได้แล้ว อีกอย่าง พวกเขาเคยลี้ภัยมาก่อน ยามหิวโหยแม้แต่เปลือกไม้ก็กินมาแล้ว จะรังเกียจกับแค่อาหารไม่อร่อยได้อย่างไร


ได้ยินประโยคนี้ของเจ้านาย สะใภ้สวีก็วางใจลงแล้ว


“ขอบพระคุณเหล่าฮูหยินมากเจ้าค่ะ!”


นางซุนกล่าว “ไม่เป็นไร ตอนนี้ในจวนคนน้อย เจ้าคนเดียวก็จะยุ่งๆหน่อยนะ ต่อไปคนเยอะขึ้นจะต้องหาสาวใช้เพิ่มแน่นอน จะได้ช่วยผ่อนแรงเจ้าได้”


สะใภ้สวีรีบกล่าว “บ่าวไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ! นี่เป็นสิ่งที่บ่าวควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ!”


นางซุนยิ้มให้ไม่พูดอะไรต่อ วันนี้นางอารมณ์ดี ตลอดทางที่เดินกลับจวนก็มองดูบรรยากาศที่ครึกครื้นในเมืองไปพลาง อารมณ์จึงดีขึ้นตามไปด้วย หวังว่าใต้หล้าจะสงบสุขและรุ่งเรืองเช่นนี้ต่อไป


ผู้เฒ่าลู่นั่งรับลมอยู่ใต้ต้นไม้หน้าประตูจวน และทักทายพูดคุยกับคนที่ผ่านไปมา เมื่อครู่เห็นนางซุนกลับมาก็วิ่งไปหาด้วยความดีใจ ไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงสองสามประโยค จากนั้นจึงกลับไปนั่งพูดคุยกับคนอื่นต่อ


นางซุนไม่สนใจเขา เดินเข้าไปในจวนมุ่งหน้าไปที่ห้องครัว คืนนี้นางจะลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง


มาถึงห้องครัวก็พบว่าด้านในมีคนอยู่ ปรากฏว่าเป็นเหอจิ่วเหนียง


มีกลิ่นหอมของชากับกลิ่นนมจางๆ แผ่ซ่านทั่วห้อง นางซุนกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเดินเข้าไปดู


“สะใภ้สาม เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ?”


ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เหอจิ่วเหนียงรังสรรอาหารใหม่ๆทีไรนางมักจะรังเกียจ แต่ทุกครั้งล้วนกลายเป็นการตบหน้าตัวเองเสียได้ ครั้งนี้นางเรียนรู้ผ่านประสบการณ์แล้ว ไม่ต้องตำหนิอะไร รอกินดูก่อนก็พอ


“อิๆๆ ชานมน้ำตาลไหม้เจ้าค่ะ! จะเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะให้ทุกคนลองชิมเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงให้นางดูอย่างใจกว้าง ทั้งยังพูดต่อ “นมวัวนี่ซื้อมาแพงเชียวนะเจ้าคะ!”


ตอนที่ 274: ภรรยาไม่ให้โอกาสเขาได้แสร้งอ่อนแอเลย


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงอยากทำชานมไข่มุกน้ำตาลไหม้ แต่ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีมันสำปะหลัง แม้ในห้วงมิติของนางจะมีสรรพสิ่ง แต่ของบางอย่างหากเอาออกมาก็ยากจะอธิบาย นางยังไม่กล้าเสี่ยง ต้องหาโอกาสทำให้สิ่งนั้นๆ มีที่มาอย่างชัดเจนถึงจะนำมาใช้ได้


“ชานมนี่บ่าวเคยได้ยินเจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าพวกคนเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าชอบดื่มกันมาก พวกเขาใช้น้ำมันและเกลือต้มออกมาเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินสามใช้น้ำตาลต้ม บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อนเจ้าค่ะ”


สะใภ้สวีมองของเหลวที่อยู่ในหม้อด้วยความประหลาดใจ ในนมวัวมีสีน้ำตาลไหม้จางๆ แต่กลับไม่เห็นใบชาแม้แต่น้อย ไม่รู้ฮูหยินสามคิดวิธีการทำเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ชานมนี่ไม่เหมือนกับของพวกเขา ชานมของข้าดื่มเหมือนดื่มชาได้เลย เป็นรสหวาน”


ขณะบอกนมในหม้อก็เดือดพอดี เหอจิ่วเหนียงตักให้นางซุนถ้วยหนึ่ง จากนั้นตักให้สะใภ้สวีอีกถ้วย สะใภ้สวีไม่กล้ารับ


“ดื่มเถอะ ลองชิมให้ข้าหน่อย ตรงไหนยังไม่ดีข้าจะได้ปรับ”


เหอจิ่วเหนียงยัดถ้วยใส่มือนาง ความจริงในใจนางพึงพอใจกับการวางตัวของสะใภ้สวีมาก


ครอบครัวสวีเป็นคนซื่อสัตย์ไว้ใจได้ โดยปกติแล้วพวกเขาทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ข้ามเส้นเกินเลย เหอจิ่วเหนียงเองก็เคยลองเชิงมาครั้งสองครั้ง จึงรู้ว่าครอบครัวนี้ไม่ใช่คนที่อาศัยความเมตตาของเจ้านายจนลืมสถานะของตัวเอง ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงยินดีที่จะทำดีต่อพวกเขาอย่างเต็มใจ


“ขอบคุณฮูหยินสามเจ้าค่ะ”


สะใภ้สวีรับถ้วยมา ค่อยๆดื่มอย่างระมัดระวัง 


รสหวานกลิ่นหอมพลันแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก นางอดไม่ได้ที่จะดื่มเข้าไปอีกอึก ก่อนจะยิ้มพริ้มเพรา “ฮูหยินสาม สุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ! นมวัวนี่หอมนุ่มอร่อยถูกปากมาก ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย!”


ในยุคสมัยนี้นมเป็นของหายาก และที่มีตามท้องตลาดก็ไม่ได้ผ่านกระบวนการมากนัก อาจมีกลิ่นคาวบ้างเล็กน้อยซึ่งบางคนก็อาจดื่มไม่ได้


แต่ที่เหอจิ่วเหนียงทำนี้มีรสหวานของน้ำตาล มีความหอมสดชื่นของชา ทั้งยังมีความหอมนุ่มของนมอีกด้วย ไม่อาจสรรหาคำใดมาชื่นชมได้เลยจริงๆ!


นางซุนชิมไปอึกหนึ่งก็กล่าวขึ้น “รสชาติไม่เลวเลย แต่ข้ารู้สึกว่ามันหวานเกินไปหน่อย อาจจะเลี่ยนได้”


“ฮี่ๆๆ เป็นธรรมดาเจ้าค่ะ ข้าใส่น้ำตาลลงไปเยอะมาก รสชาติสามารถเปลี่ยนได้ ลูกค้าที่ไม่ชอบหวานมากก็ใส่น้ำตาลน้อยๆได้เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงอธิบาย เดิมทีนางอยากต้มอีกหม้อเป็นสูตรน้ำตาลน้อย แต่ตอนนี้เอาเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน


นางซุนดื่มชานมในถ้วยจนหมด ก่อนจะถาม “เจ้าคิดจะเอาสิ่งนี้ไปขายที่ร้านอย่างนั้นหรือ?”


“ใช่เจ้าค่ะ นับวันอากาศยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้มเสร็จก็ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น เติมน้ำแข็งลงไป รสชาติสุดยอดราวกับขึ้นสวรรค์เลยละเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงคิดถึงวันที่อากาศร้อนอบอ้าวแต่ก็มีชานมเย็นๆดื่มสักแก้ว แค่คิดก็ตั้งตารอคอยแล้ว


ทั้งยังนำมาปั่นได้อีก แถมยังเติมถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วลิสงได้อีกด้วย ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะขายไม่ได้


“ที่เจ้าคิดมันก็ดีนะ แต่นมวัวกับน้ำแข็งไม่ใช่ของราคาถูกๆ ชานมถ้วยเดียวต้นทุนก็ไม่น้อยแล้ว คนทั่วไปซื้อไม่ไหวหรอก”


นางซุนครุ่นคิดอย่างรอบครอบครู่หนึ่ง หากมีร้านขายของสิ่งนี้ นางมีเงินก็ทำใจซื้อดื่มไม่ลง ซดได้แค่ไม่กี่คำก็กินเงินจำนวนมากเข้าไปหมดแล้ว แค่คิดก็เสียดาย


“ท่านสุภาพสตรีซุนไม่ต้องตื่นตระหนกเจ้าค่ะ เราไม่ได้เอาเงินคนยากคนจน ในเมืองมีคนร่ำคนรวยเยอะแยะ ปกติการกินอยู่หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่พวกเขาใส่แพงอย่างกับอะไร แค่ชานมแก้วเดียวสำหรับพวกเขาไม่แพงอยู่แล้วเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงตักชานมในหม้อขึ้นมา แบ่งใส่ถ้วยหลายถ้วย ให้นางซุนยกไปให้ผู้เฒ่าลู่ถ้วยหนึ่ง ให้สะใภ้สวียกไปให้สามีกับบุตรชายสองถ้วย ส่วนตนเองก็ยกไปให้โก่วเอ๋อร์กับลู่ไป่ชวนคนละถ้วย


แม้โก่วเอ๋อร์จะไม่ได้ไปสำนึกศึกษา แต่ก็ยังหาตำราที่สนใจบางส่วนในห้องตำราใหญ่มานั่งอ่าน ตื่นเช้ามาหลังจากฝึกกระบี่เสร็จก็มานั่งอ่านตำราอยู่ในห้องตำราจนถึงตอนนี้


เหอจิ่วเหนียงไปห้องตำรา โก่วเอ๋อร์เห็นท่านแม่จึงยิ้มพลางทักทาย ก่อนจะถามนางว่ายกอะไรมา


“นี่เรียกว่าชานม แม่เพิ่งทำเมื่อครู่นี่เอง เจ้าจะดื่มตอนร้อนๆตอนนี้เลยก็ได้ หรือจะรอให้เย็นก่อนแล้วค่อยดื่มก็ได้ แม่จะยกไปให้พ่อของเจ้าถ้วยหนึ่ง”


โดยปกติเวลาที่บุตรชายอ่านตำราเหอจิ่วเหนียงจะไม่มารบกวนเขา นางวางถ้วยชานมไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไปทันที


ลู่ไป่ชวนเจ็บปวดไปทั่วร่าง ทั้งเจ็บปวดกายทั้งจิตใจว่างเปล่า ขณะที่กำลังนอนปวดศีรษะอยู่ก็รู้สึกได้ว่ามีคนเข้ามา เขาค่อยๆลืมตาขึ้น และเห็นร่างบางในชุดสีชมพูยืนอยู่ข้างเตียง


วันนี้เหอจิ่วเหนียงสวมชุดกระโปรงโปร่งบางสีชมพู อากาศร้อนเช่นนี้สวมอาภรณ์โปร่งบางเย็นสบายที่สุดแล้ว


ผิวพรรณนางขาวผ่อง สวมอาภรณ์ชมพูเช่นนี้ยิ่งขับให้นางดูนิ่มนวลและสดใสยิ่งขึ้น


หากออกไปนอกจวนและไม่มัดมวยผมบ่งบอกสถานะออกเรือนแล้ว คนอื่นต้องคิดว่านางเป็นสตรีวัยปักปิ่นอยู่เป็นแน่


ลู่ไป่ชวนตกตะลึงในใจ ภรรยาของเขาช่างงดงามยิ่งนัก มิน่าล่ะ เหตุใดท่านแม่ถึงบอกว่าเขาไม่เหมาะสมกับนาง


ตอนนี้เขาเองก็รู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะสมกับนางจริงๆ คงต้องรีบรักษาให้หายเร็วๆแล้ว


“ข้าต้มชานมมาให้ท่านชิมถ้วยหนึ่ง”


เหอจิ่วเหนียงวางถ้วยชานมลงบนตู้ข้างเตียง “ลุกขึ้นเองได้หรือไม่ ให้ข้าช่วยหรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนจะพยักหน้าบอกว่าลุกไหว แต่เมื่อเห็นร่างอรชรในชุดสีชมพูอยู่ตรงหน้า เขาจึงยื่นมืออย่างอ่อนแรงแล้วพูดเสียงแหบแห้ง “ช่วยพยุงข้าหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดอะไร นางรู้ว่าเขาเจ็บหนักจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้คนแบกกลับมาหรอก


นางโน้มตัวลง


ทันใดนั้นลู่ไป่ชวนจินตนาการว่า นางจะช่วยพยุงตนขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ค่อยๆประคองเขาเอนกายพิงหัวเตียง จากนั้นนั่งลงข้างๆกัน ใช้ช้อนป้อนชานมให้เขาดื่ม 


ชายหนุ่มวาดฝันไว้สวยงามมาก


ทว่าความเป็นจริงนั้น…


เหอจิ่วเหนียงใช้สองมือสอดใต้รักแร้ทั้งสองข้างของเขาแล้วยกร่างเขาขึ้นลากไปนั่งพิงหัวเตียง ยัดหมอนไว้ด้านหลังให้เขาพิง จากนั้นยกถ้วยชานมยัดใส่มือเขา


ทุกการเคลื่อนไหวคล่องแคล่วฉับไว ไม่ให้โอกาสเขาได้แสร้งอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย


ลู่ไป่ชวน “…”


“มีอะไรหรือ? ลองดื่มสิ”


เหอจิ่วเหนียงเห็นลู่ไป่ชวนนิ่งไปจึงสงสัย ผ่านมาครู่หนึ่งแล้ว ชานมก็ไม่ได้ร้อนแล้ว อีกอย่างมือเขาก็ไม่ได้เป็นอะไร คงไม่ถึงขั้นยกถ้วยไม่ไหวหรอกกระมัง


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภาพที่เขาวาดไว้นั้นไม่มีโอกาสเกิดขึ้นแล้ว จึงรีบดื่มชาเพื่อชะล้างความเก้อเขิน


“นี่คือชานมหรือ ทำมาจากนมวัวหรือ?”


ลู่ไป่ชวนเลียริมฝีปากเพื่อลิ้มรสอย่างตั้งใจ


“ใช่ เป็นเช่นไรบ้าง?”


“อร่อย!”


ลู่ไป่ชวนชมจากใจจริง ก่อนจะดื่มอีกคำหนึ่ง


“ข้าเคยดื่มชานมที่คนเลี้ยงสัตว์ต้ม รสชาติแปลกๆไม่เหมือนของเจ้าเลย”


หลายคนไม่คุ้นเคยกับการดื่มชานมของชาวทุ่งหญ้า แต่สิ่งที่เหอจิ่วเหนียงต้มนี้คือชานมรสชาติหวานที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในยุคปัจจุบัน ดังนั้นทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันมาก


“ไม่เหมือนแน่นอน ข้าคิดว่าจะเอาสิ่งนี้ไปขายที่ร้านเป็ดดำลู่ ตอนนี้ในร้านมีแต่ของกิน ไม่มีเครื่องดื่ม มันขาดความน่าสนใจไปหน่อย”


ชานมนี้เหอจิ่วเหนียงคิดจะทำมาตั้งนานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้อยู่ในอำเภอ หาซื้อนมวัวไม่สะดวก และไม่อาจรับประกันได้ว่าจะทำได้ทุกวันจึงไม่ได้ทำ


แต่ตอนนี้มาอยู่ในเมืองแล้ว เงื่อนไขโดยรวมแล้วไม่ติดอะไร ดังนั้นจึงทำตามความปรารถนา


“แต่เกรงว่าการค้านี้จะทำได้ยาก”


ลู่ไป่ชวนวางถ้วยเปล่าลงบนตู้ข้างเตียง “นมวัวมีราคาแพง และไม่ได้มีตลอด ถ้าเราทำการค้านี้ เกรงว่าราคานมวัวในท้องตลาดจะเพิ่มขึ้น”


ตอนที่ 275: ในฐานะสามี ย่อมไม่มีเหตุผลปฏิเสธอยู่แล้ว


“เรื่องพวกนี้ข้ารู้ดี ฉะนั้นข้าก็เลยอยากมาปรึกษาท่านด้วย”


เหอจิ่วเหนียงนั่งลงข้างเตียงด้วยรอยยิ้มเริงร่า ความต้องการของนางแสดงชัดอยู่บนใบหน้านางแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไม่รู้เลย


ลู่ไป่ชวนนั่งตัวตรง ก่อนจะถาม “ต้องการให้ข้าช่วยหรือ?”


“อื้ม!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก แล้วพูดต่อ “ท่านมีที่ดินอยู่นอกเมืองอีกสองผืนไม่ใช่หรือ ข้าอยากใช้ที่ดินทั้งหมดนั่นเลี้ยงวัว เราเลี้ยงเองเช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีนมวัวแล้ว”


ที่แท้ก็จะใช้ที่ดินนี่เอง 


ลู่ไป่ชวนเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา “ได้สิ เจ้าตัดสินใจได้เลย”


เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าเขาน่าจะเข้าใจผิดจึงรีบเสริม “ไม่ใช่แค่ใช้ที่ดินเท่านั้น แต่ต้องให้ท่านช่วยด้วย”


“หืม?”


ลู่ไป่ชวนเงยหน้ามองภรรยา แต่กลับสบเข้ากับแววตาทอประกายของนางเข้าอย่างจัง ความสดใสและน่ารักของนางทำให้ชายหนุ่มใจเต้นแรงทันที จิตใจล่องลอยไปไกล


เหตุใดเมื่อก่อนไม่เห็นจะน่ารักเช่นนี้เลยนะ


“มีที่ดินยังไม่พอ เราต้องเลี้ยงวัวหลายๆตัวด้วยไม่ใช่หรือ การซื้อวัวจำนวนมากในครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องนี้ต้องให้ท่านช่วย อีกอย่างยังต้องหาคนที่เข้าใจการเลี้ยงวัวโดยเฉพาะด้วย ไม่อย่างนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นเรื่องมันจะยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่”


ซื้อวัวไม่กี่ตัวมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากซื้อหลักร้อยตัวในครั้งเดียวนั่นแหละคือปัญหา รวมกันทั้งเมืองจิงโจวก็ใช่ว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของการค้าครอบครัวลู่ ดังนั้นคงต้องหาซื้อจากที่อื่นด้วย หลังจากซื้อแล้วก็ต้องขนส่งวัวกลับมาที่จิงโจวอีก ดังนั้นกำลังคนและเครื่องไม้เครื่องมือสำคัญมาก


เรื่องนี้เฉิงเสวี่ยเวยก็สามารถทำได้ แต่สถานะของเฉิงเสวี่ยเวยพูดง่ายๆ ก็เป็นแค่คนธรรดาไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ นางรู้ทันกลการค้าก็จริง แต่การส่งคนไปซื้อวัวจากต่างแดนไม่ใช่ว่าอยากทำก็ทำได้ หากไม่มีอำนาจเบื้องบนคอยช่วยเหลือ เกรงว่าไปแล้วคงไม่มีชีวิตกลับมา


ในยุคสมัยโบราณก็เป็นเช่นนี้ ความไม่ประมาทจะทำให้ชีวิตอยู่รอดปลอดภัย


ดังนั้น ให้ลู่ไป่ชวนช่วยจัดการเรื่องนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว


ประการแรก เขาเป็นคนของเฉินอ๋อง ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีตำแหน่งขุนนางอยู่ ส่วนอีกประการก็คือ ลูกน้องเขาล้วนเป็นคนมีความสามารถ เชื่อถือได้ทุกคน 


โดยรวมแล้วปัญหาจะเกิดขึ้นน้อยมาก


“ความหมายของเจ้าก็คือ ไปซื้อวัวมาจากต่างแดนอย่างนั้นหรือ?”


“ถูกต้อง วัวต่างแดนทั้งคุณภาพดี และมีจำนวนมาก เพียงพอต่อความต้องการของข้า เช่นนี้ก็ไม่ต้องตามซื้อจากร้านขายวัวหลายๆร้านแล้ว ทั้งยังเลือกวัวคุณภาพดีที่โตเต็มวัยได้อีกด้วย”


เพื่อให้ลู่ไป่ชวนตอบตกลง เหอจิ่วเหนียงยังกล่าวต่อ “นมวัวมีประโยชน์หลายอย่าง เราไม่จำเป็นต้องทำแค่ชานมอย่างเดียว ยังสามารถแปรรูปได้อีกหลายวิธี แค่มีนมวัวก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำการค้าต่อไปไม่ได้ ท่านเชื่อข้าเถอะ!”


“อืม ข้าเชื่อเจ้า”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกขบขันยิ่งนัก คว้ามือนางมาจับไว้แล้วกล่าว “ต่อไปไม่ต้องพยายามอธิบายมากมายเช่นนี้หรอก ข้ากับเจ้าเราเป็นสามีภรรยากัน มีเรื่องอะไรก็บอกข้ามาตรงๆได้เลย ในฐานะสามี ย่อมไม่มีเหตุผลปฏิเสธเจ้าอยู่แล้ว”


ตอนที่อยู่หนานไท่ เขาเองก็ทำการค้าเช่นกัน แต่หลังจากกลับมาก็ไม่ได้สนใจเท่าไร แต่การช่วยเหลือครอบครัวตัวเอง ช่วยแบ่งเบาภาระภรรยาให้เบาลงหน่อยไม่ใช่ปัญหาเลย


แต่เขารู้สึกว่าภรรยาทำราวกับเขาเป็นคนนอก สิ่งนี้ค่อนข้างทำให้เขาไม่สบายใจ แต่ก็เข้าใจสาเหตุดี ดังนั้นจึงคิดอยากช่วยภรรยาให้ได้มากที่สุดเพื่อกระชับความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ใบหูก็แดงก่ำขึ้นเล็กน้อย สามีคนนี้อยู่ดีๆเหตุใดถึงพูดจาเช่นนี้กัน


“เข้าใจแล้ว… ท่านแม่อยู่ในห้องครัวลงมือตุ๋นน้ำแกงให้ท่านเองกับมือเลยนะ ข้าจะไปช่วยท่านแม่สักหน่อย ท่านพักผ่อนต่อเถอะ”


นางหาข้ออ้างขอตัว ทันทีที่ลุกขึ้นก็ถูกลู่ไป่ชวนจับมือรั้งไว้นั่งลงที่เดิม


“มีอะไรอีกหรือ?”


นางมองลู่ไป่ชวนด้วยความแปลกใจ ลู่ไป่ชวนส่ายหน้าพลางกล่าวเสียงเบา “เปล่า แค่อยากคุยกับเจ้าก็เท่านั้น”


“คุย? เรื่องอะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ “ถ้าหากท่านอยากขอโทษข้ากับลูกอีกก็ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจจริงๆ”


เพิ่งได้เจอกันแค่สองวัน เขาก็พูดคำขอลุแก่โทษเหล่านั้นมามากมายแล้ว


“ไม่ใช่…”


ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า คำพูดที่เต็มไปด้วยความจริงใจภายในใจของตนเองกลับไม่รู้ควรพูดออกมาเช่นไรดี กลัวพูดไปนางจะไม่เชื่อ


สุดท้ายเขาก็ไม่พูดมันออกมา แค่พูดประโยคเดียว “เจ้าไปทำธุระเถอะ ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดี”


เขาคิดแล้วว่าคำพูดบางอย่างพูดไปตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่เวลา เช่นนั้นก็ใช้การกระทำพิสูจน์แล้วกัน ถึงอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของเขา อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ตนปฏิบัติต่อนางอย่างจริงใจ นางต้องยอมรับเขาอีกครั้งแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร พยักหน้าก่อนจะยกถ้วยเปล่าเดินออกไป


หลังจากออกมา นางยกมือตบอกตนเองเบาๆ เมื่อครู่น่าตกใจยิ่งนัก นึกว่าลู่ไป่ชวนจะเรียกร้องอะไรที่มากเกินไปจากนางเสียแล้ว ดีที่นางชิงตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ให้เขาเก็บความคิดนั้นกลับไปซะ!


เมื่อคิดเช่นนี้แล้วเหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าตนเองฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก


“ท่านแม่ ชานมอร่อยยิ่งนัก ยังมีอีกหรือไม่ขอรับ ข้าอยากดื่มอีก!”


ได้ยินนางออกมา โก่วเอ๋อร์รีบถือถ้วยเปล่าวิ่งออกมาจากห้องตำราทันที มองนางด้วยสายตาคาดหวัง


“หมดแล้วลูก ดื่มวันละถ้วยก็พอนะ ดื่มเยอะไม่ได้ หากเจ้าชอบพรุ่งนี้แม่จะทำให้อีก”


เหอจิ่วเหนียงมักเผชิญหน้ากับบุตรชายด้วยอารมณ์ที่ดีอยู่เสมอ แม้เมื่อครู่จะโดนลู่ไป่ชวนทำให้ตกใจ แต่ตอนนี้ก็ยิ้มแย้มแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าเมื่อครู่ตื่นตระหนกมากเพียงใด


“ก็ได้ขอรับ ท่านพ่อดีขึ้นบ้างหรือยังขอรับ ข้าอยากไปดูท่านพ่อ”


“ไปเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ห้ามแต่อย่างใด นางเดินไปช่วยงานในห้องครัว


แม้จะบอกว่าช่วย แต่พอเข้าไปแล้วก็ดูเหมือนว่าไม่ได้ทำอะไรเลย อย่างมากก็แค่นั่งอยู่หน้าเตาช่วยเติมฟืน


เหล่าฮูหยินลงมือทำอาหารเอง ฮูหยินสามยังช่วยก่อไฟอีก สะใภ้สวีเคร่งเครียด กลัวว่าหากทั้งสองไม่ระวังเกิดได้รับบาดเจ็บ นางหนีไม่พ้นความผิดใหญ่หลวงแน่


แต่หารู้ไม่ว่าเจ้านายทั้งสองนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย พวกนางทำงานไปพลางพูดคุยกันไปพลาง เหมือนตอนอยู่ห้องครัวในบ้านตัวเองที่หมู่บ้านอันผิง


นางซุนเห็นเหอจิ่วเหนียงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจึงอดถามไม่ได้ “เป็นอะไรไปล่ะ เจ้าสามรังแกเจ้าหรือ?”


“เปล่าเจ้าค่ะ ข้ายังพูดกับเขาเรื่องเลี้ยงวัวอยู่เลย”


“เลี้ยงวัว! เลี้ยงวัวอะไร เหตุใดข้าถึงไม่รู้?”


นางซุนงงตาแตก 


เหอจิ่วเหนียงพานางเปลี่ยนเรื่องสำเร็จ


“ฮี่ๆๆ เราจะทำการค้าชานมก็ต้องเลี้ยงวัวเองสิเจ้าคะ นอกเมืองมีที่ดินสองผืน เอาไว้เลี้ยงได้พอดี ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าร้านจะมีนมวัวไม่พอแล้วเจ้าค่ะ อ้อ แล้วที่บ้านก็มีที่นามากมาย ที่นั่นก็ต้องเลี้ยงวัวด้วยเช่นกัน ถึงตอนนั้นร้านในอำเภอก็สามารถขายชามนมได้ ลงทุนครั้งเดียวได้ผลกำไรถึงสองทาง!”


นางซุนจับประเด็นสำคัญในคำพูดของนางได้ “อะไรนะ ยังมีที่ดินนอกเมืองอีกสองผืนอย่างนั้นหรือ?”


“เจ้าค่ะ! แถมยังใหญ่มากด้วย ที่ผืนหนึ่งเลี้ยงวัวร้อยตัวก็ไม่เป็นปัญหา!”


นางซุนตกใจจนอึ้งไปแล้ว บุตรชายของนางที่หายตัวไปสี่ปี ไม่เพียงหวนกลับมาแล้วเท่านั้น ทั้งยังมีอนาคตไกลถึงเพียงนี้อีกด้วย คนเฒ่าคนแก่อย่างนางตั้งตัวไม่ทันจริงๆ


นางรู้ว่าค่าครองชีพในเมืองราคาสูง การที่มีทรัพย์สินมากมายในเมืองเช่นนี้ บุตรชายของนางต้องได้รับความทุกข์ยากมากมายเพียงใดกัน


นางไม่ได้ยินดีกับเรื่องนี้นัก นึกถึงบุตรชายที่กำลังล้มหมอนนอนเสื่อรักษาตัวอยู่ในตอนนี้แล้วก็น้ำตาคลอเบ้าทันที


“ไอ้หยา ท่านแม่ วันหนึ่งท่านจะร้องไห้กี่รอบเจ้าคะ หากสมัยก่อนมีคนอย่างท่านช่วยร้องไห้จนน้ำตาท่วมเจดีย์เหลยเฟิง นางพญางูขาวก็คงไม่ต้องทุกข์เข็ญอยู่หลายปี!”


เหอจิ่วเหนียงลุกจากหน้าเตาฟืนวิ่งมาที่นางซุน ปลอบนางซุนอย่างจริงจัง ทว่าสุดท้ายโดนนางซุนตีแขนนางทีหนึ่ง


“ข้ากำลังเสียใจอยู่นะ พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า!”


ตอนที่ 276: แค่ชิมก็ชอบทันที


นางซุนดุด่าพลางปาดน้ำตา ไม่ว่าภายนอกนางจะเข็มแข็งเพียงใด อย่างไรนางก็เป็นแม่ หลายปีที่ผ่านมานี้ ภาพบุตรชายคนเล็กมีบาดแผลทั่วร่างนอนจมกองเลือดปรากฏอยู่ในความฝันนางมาโดยตลอด


เหอจิ่วเหนียงคล้องแขนนางพลางกล่าว “เราลองคิดอีกมุมหนึ่งสิเจ้าคะ เซียงกงทำภารกิจเสี่ยงอันตรายเช่นนั้น และยังกลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพวกเราได้ นับว่าสวรรค์กำลังช่วยพวกเรานะเจ้าคะ พวกเราควรดีใจ ไม่ใช่เสียใจ แต่ท่านแม่พูดไม่ถึงสามประโยคก็เริ่มร้องไห้แล้ว จะให้วีรบุรุษที่ไม่มีชีวิตรอดกลับมาอยู่กับครอบครัวเหล่านั้นคิดเช่นไรเจ้าคะ?”


แม้นางซุนรู้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาเหล่านั้นเป็นเหตุผลที่ข้างๆคูๆ แต่พอคิดตามแล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น


บุตรชายมีชีวิตรอดกลับมาครบทุกประการนางก็ควรดีใจ ส่วนเรื่องก่อนหน้านี้พวกนั้นล้วนเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ตนเอาแต่เก็บมาคิดไม่ยอมปล่อยวางก็เป็นนางเองที่ทุกข์ใจ


หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว หญิงชราก็ตั้งใจทำอาหารต่อ ก้มหน้าก้มตาทำ หมายมาดว่าจะให้ลู่ไป่ชวนกินอาหารฝีมือแม่ให้ได้


ผู้เฒ่าลู่นั่งพูดคุยอยู่หน้าประตูจวนเพียงพอแล้วก็เข้ามาถามเหอจิ่วเหนียง “ชานมที่เจ้าทำเมื่อครู่ยังมีอีกหรือไม่ มีสหายกลุ่มหนึ่งมาหาเจ้าสาม ดูเหมือนจะมีเรื่องสำคัญพูดคุยกัน ชานมนั่นรสชาติไม่เลวเลย ข้าคิดว่าจะให้พวกเขาชิมกันสักหน่อยน่ะ”


“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ แต่ข้าต้มเพิ่มตอนนี้ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวต้มเสร็จจะเอาไปให้พวกเขาเองเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงตอบ ชายชราพึงพอใจแล้วก็เดินออกไป


นมวัวที่ซื้อมายังเหลืออยู่พอดี เหอจิ่วเหนียงนำมาต้มทั้งหมด คิดว่าพวกผู้ชายคงจะไม่ชอบรสหวานเท่าไรรอบนี้จึงใส่น้ำตาลน้อยลง หลังจากต้มเสร็จนางก็ยกไปด้วยตัวเอง นางลอบหยิบน้ำแข็งออกมาจากห้วงมิติใส่ลงไปในถ้วยเพื่อลดความร้อน เมื่อไปถึงห้องลู่ไป่ชวนชานมก็จะเย็นดื่มได้พอดี


คนที่มาก็คือโหลวชง และพาสหายพี่น้องมาอีกสามคน มารายงานเรื่องหอคณิกาชื่อหอตันจู๋ที่หลิวเยี่ยนไฉให้การก่อนหน้านี้


ลู่ไป่ชวนเพิ่งจะเอนกายนอนลงไปไม่นาน พอโหลวชงมาเขาก็ต้องลุกขึ้นอีกครั้ง โหลวชงเห็นสภาพเจ้านายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจึงรีบกล่าว “นายท่านนอนเถอะขอรับ พวกเรามารายงานเสร็จก็ไปแล้ว ไม่ต้องลำบากหรอกขอรับ”


อย่างไรก็เป็นคนกันเองไม่ใช่คนนอก ลู่ไป่ชวนจึงไม่ปฏิเสธ เอนกายนอนลงต่อ


“นายท่าน ที่หลิวเยี่ยนไฉบอกเป็นเรื่องจริงขอรับ หอคณิกานั่นมีปัญหาจริงๆ ข้าส่งคนของเราทำทีเป็นลูกค้าไปสืบดูแล้ว ได้ข้อมูลจากหญิงคณิกาหลายคนไปในทางเดียวกัน บอกว่า…เอ่อ บอกว่าแม่เล้าที่นั่นมีความชอบพิเศษบางอย่าง…ก็คือ…เก็บรวบรวมเลือดของสาวพรหมจรรย์ขอรับ”


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของโหลวชงก็กระอักกระอ่วน รู้สึกว่าคนที่คิดเรื่องเหล่านี้ได้ช่างวิปริตจริงๆ เหตุใดถึงทำเรื่องไร้คุณธรรมถึงเพียงนี้ได้ลง


“ผู้หญิงพวกนั้นคงจะไม่รู้ว่าเลือดเหล่านั้นถูกนำไปทำอะไร ก็เลยบอกเรื่องนี้กับลูกค้าโดยไม่คิดอะไรขอรับ”


ลู่ไป่ชวนจับความสำคัญในคำรายงานของเขาได้ “เจ้าหมายความว่า คนส่วนใหญ่ในหอตันจู๋ไร้ความผิด มีเพียงแม่เล้ากับคนส่วนน้อยที่มีปัญหา?”


“เป็นเช่นนั้นขอรับ”


โหลวชงพยักหน้า สหายอีกสามคนข้างกายก็พยักหน้าเช่นกัน


ลู่ไป่ชวนกลับไม่เห็นด้วย “พวกเจ้าคงไม่ได้มีคู่ขาอยู่ในนั้น แล้วไม่กล้าบอกความจริงกับข้ากระมัง?”


“หัวหน้า พูดเช่นนี้ไม่ถูกนะขอรับ! พวกเราไปทำภารกิจ จะกล้าไปมีคู่ขาได้อย่างไร พวกเราบริสุทธิ์นะขอรับ!”


เหล่าลูกน้องรีบพิสูจน์ตัวเอง พวกเขาติดตามลู่ไป่ชวนกับฉินเจียนมาหลายปี ตอนอยู่หนานไท่ก็ไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว ลู่ไป่ชวนกับฉินเจียนล้วนเป็นคนที่หักห้ามใจได้ หัวหน้าเป็นเช่นไรลูกน้องก็เป็นเช่นนั้น ทุกคนยังแอบแข่งกันด้วยว่าใครเป็นคนโสดที่มีความสุขที่สุด


แต่นึกไม่ถึงว่าลู่ไป่ชวนจะมีลูกโตถึงเพียงนี้แล้ว


จะว่าไปเรื่องของเขาก็เป็นเรื่องน่ายินดีที่มีน้ำตาเหมือนกัน


“บริสุทธิ์ก็ดี ต่อไปหากเจอผู้หญิงที่ชอบจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง”


ยากนักที่ลู่ไป่ชวนจะออกนอกเรื่องเช่นนี้ แต่ที่เขาพูดก็เป็นความรู้สึกของเขาจริงๆ เหมือนกับตอนนี้ เขารู้สึกปลื้มปีติกับตัวเองมากที่หลายปีที่ผ่านมานี้ตนไม่เคยทำเรื่องเช่นนั้นเลย หาไม่ละก็ กลับมาภรรยาต้องรังเกียจเป็นแน่


และบังเอิญว่าเหอจิ่วเหนียงที่ยกชานมมาให้ได้ยินคำพูดนี้พอดี มุมปากยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว


“พวกท่านคุยกันใกล้เสร็จแล้วหรือยัง อากาศร้อนอบอ้าว ดื่มชานมเย็นๆคลายร้อนสักหน่อยเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงยืนเคาะประตูก่อนกล่าว หากพวกเขายังคุยธุระกันอยู่นางก็จะไม่เข้าไป


“ไม่เป็นไร เข้ามาเถอะ”


ลู่ไป่ชวนยืดตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะกวักมือเรียกนาง


อยู่ต่อหน้าสหายจะแสดงอาการออดอ้อนมากเกินไปไม่ได้ จะไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ที่สง่าและสูงส่งของเขา


เหอจิ่วเหนียงเข้ามา โหลวชงเป็นคนนำทักทาย เรียกนางว่าพี่สะใภ้ทันที


เดิมทีคิดว่าพี่สะใภ้จะชอบพอกับนายท่านรองฉิน นึกไม่ถึงเลยว่าจะกลายเป็นนายท่านสามซุน…ไม่ใช่สิ นายท่านสามลู่ นึกไม่ถึงว่าจะกลายมาเป็นภรรยาของนายท่านสามลู่ได้


ตอนนี้พวกเขาก็แค่รอฉินเจียนกลับมาดูเรื่องสนุกๆ หากฉินเจียนไม่ได้มีใจให้พี่สะใภ้ก็เป็นเรื่องดี แต่หากคิดอะไรกับพี่สะใภ้จริงๆ ก็คงต้องเยียวยาหัวใจกันต่อไป


เหอจิ่วเหนียงย่อมไม่รู้ว่าคนพวกนี้กำลังคิดอะไรอยู่ นางยิ้มตาหยีกล่าวทักทาย แล้วพูดต่อ “นี่คือชานมที่เพิ่งทำออกมาใหม่ อีกไม่กี่วันจะนำไปขายที่ร้าน พวกเจ้าช่วยข้าชิมก่อนสิ”


มารายงานสถานการณ์กับหัวหน้า แถมยังได้ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆที่พี่สะใภ้ทำเองกับมือด้วย พวกเขาจึงรับมาอย่างไม่เกรงใจ


ชานมชุดนี้นางเติมน้ำแข็งให้โดยเฉพาะ ทันทีที่เข้าปากก็รู้สึกเย็นสดชื่น ภายในชั่วพริบตาพวกเขาก็คลายความร้อนไปได้ไม่น้อย


“ชานมนี่อร่อยยิ่งนักขอรับ!”


ปฏิกิริยาของพวกเขาเหมือนกับลู่ไป่ชวน คิดว่าเป็นชานมรสชาติเค็มเหมือนชาวทุ่งหญ้าทำ นึกไม่ถึงเลยว่ารสชาติจะหวานเช่นนี้ ทั้งยังไม่มีกลิ่นคาว และเย็นสดชื่นอีกด้วย


ภายในชั่วพริบตาก็รู้สึกชอบทันที!


“พี่สะใภ้จะขายที่ร้านเมื่อไรขอรับ ข้าจะไปซื้อดื่มทุกวันเลย!”


“นี่เป็นชานมที่ไม่เหมือนที่ข้าเคยดื่มมาเลย พี่สะใภ้เก่งยิ่งนัก!”


“ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้นทุกวัน หากได้ดื่มวันละแก้วคงสดชื่นมากขอรับ!”


พวกเขาต่างชื่นชมไม่หยุดปาก คำชื่นชมที่กล่าวออกมานั้นไม่มีใครยอมใคร ทำเอาเหอจิ่วเหนียงหัวเราะออกมา


นอกจากโหลวชงที่อายุไล่เลี่ยกับลู่ไป่ชวน สามคนที่เหลืออายุยังน้อย แม้ดูอ่อนเยาว์แต่ก็เป็นลูกน้องที่มากฝีมือของลู่ไป่ชวนแล้ว คนเช่นนี้ต้องมีอนาคตสดใสไร้ขีดจำกัดแน่นอน


“หากพวกเจ้าชอบก็มาดื่มที่จวนได้ คืนนี้ที่จวนทำอาหารเยอะมาก พวกเจ้าอยู่กินด้วยกันก่อนเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงเชิญพวกเขาอย่างกระตือรือร้น พวกเขาก็ไม่เกรงใจ ตอบรับปากทันที


โดยเฉพาะโหลวชงได้คืบจะเอาศอก ยังถามต่ออีก “พี่สะใภ้ มีเป็ดดำลู่หรือไม่ขอรับ?”


“ถ้าพวกเจ้าอยากกินย่อมมีแน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงตอบรับอย่างสบายๆ ลู่ไป่ชวนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเหอจิ่วเหนียงให้สิทธิพิเศษกับเหล่าสหายพี่น้องของเขา จึงบอกพวกเขาไป


“จริงหรือขอรับ! พี่สะใภ้ ท่านช่างประเสริฐยิ่งนัก!”


“ไชโย ไชโย ไชโย เช่นนั้นก็หมายความว่า ไม่ว่าข้าจะไปซื้อยามใด แค่แสดงป้ายคำสั่งก็สามารถซื้อเป็ดดำลู่ในราคาครึ่งเดียวได้อย่างนั้นหรือ?”


“พี่สะใภ้ใจดีจริงๆ ขอบคุณพี่สะใภ้มากขอรับ!”


“พี่สะใภ้ ท่าน… ท่านเป็นเทพเจ้าของข้าจริงๆ!”


ตอนที่ 277: คู่สร้างคู่สม


เหอจิ่วเหนียงตลกขบขันพวกเขามาก นางกล่าว “เช่นนั้นพวกเจ้าค่อยๆดื่ม เดี๋ยวข้าจะมาเก็บถ้วย”


ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียง.ยกมาแค่สี่ถ้วย ไม่มีของลู่ไป่ชวน และเหอจิ่วเหนียงก็คุยแต่กับพวกโหลวชง ไม่ได้สนใจลู่ไป่ชวนเลย


พูดคุยเสร็จก็จะเดินออกไปแล้ว ลู่ไป่ชวนรีบเรียกรั้งนาง แล้วกล่าว “พวกเรากำลังคุยเรื่องหลิวเยี่ยนไฉอยู่ เจ้าอยู่ฟังด้วยเถอะ ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าอยากฟังความเห็นของเจ้า”


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเรื่องนี้เลย แต่ก็ไม่อยากฉีกหน้าลู่ไป่ชวนต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงมานั่งข้างๆ


ลู่ไป่ชวนถาม “เมื่อครู่พูดถึงไหนแล้วนะ?”


ทุกคนเคร่งขรึมขึ้นมาอีกครั้ง โหลวชงตอบ “ถึงเรื่องที่ผู้หญิงในหอตันจู๋ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ภายในขอรับ”


“อืม”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เมื่อคิดว่าเหอจิ่วเหนียงยังไม่รู้ความเป็นมาก่อนหน้านี้ จึงกล่าว “เล่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ให้พี่สะใภ้ของพวกเจ้าฟังอีกรอบ”


ในใจเหอจิ่วเหนียงอยากบอกว่าไม่ต้อง นางก็แค่จะฟังผ่านๆเท่านั้น แต่โหลวชงเริ่มเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้น…และเมื่อฟังมาถึงตอนสุดท้าย สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงเริ่มไม่ดี


“เจ้าคิดว่าพวกหญิงคณิกาในหอตันจู๋ไม่รู้เรื่องด้วยจริงหรือไม่?”


หลังจากโหลวชงเล่าจบ ลู่ไป่ชวนหันไปถามเหอจิ่วเหนียง ไม่ให้นางได้แอบอู้งานในกลุ่มนี้เลย


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าทันที ก่อนจะออกความเห็นน้ำเสียงเย็นชา “ไม่มีทาง หญิงคณิกาพวกนั้นต้องรู้เห็นด้วยแน่”


ทันทีที่วาจานี้ดังออกมา พวกโหลวชงก็นิ่งอึ้งไป “เพราะเหตุใดหรือขอรับ ถ้าพวกนางรู้เห็นจริง พวกนางจะพูดเรื่องนี้ออกมาด้วยเหตุใด ทำเช่นนี้ไม่เท่ากับเปิดโปงตัวเองหรือขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงบอกสิ่งที่ตนคิดด้วยรอยยิ้ม “มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่พวกนางพูดเช่นนั้นก็เพื่อล่อให้พวกเจ้าคิดเช่นนี้ จากที่พวกเจ้าเล่ามา เลือดที่คนพวกนั้นใช้อาจไม่ใช่เลือดของสาวพรหมจรรย์หรอก ก็แค่อยากทำให้พวกเจ้าสับสนเท่านั้น”


พวกเขาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หันไปมองลู่ไป่ชวน… กลับเห็นลู่ไป่ชวนกำลังมองเหอจิ่วเหนียงอยู่ด้วยใบหน้ามีรอยยิ้ม


ทุกคนยิ่งอึ้งไปกันใหญ่


มิน่าล่ะ เหตุใดเมื่อครู่หัวหน้าถึงได้ย้อนถามพวกเขากลับเช่นนั้น ที่แท้พวกเขาสองสามีภรรยาก็มีความคิดเช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ


ดูท่าแล้ว เป็นพวกเขาที่โง่เง่าเต่าตุ่นจริงๆ!


แต่พวกเขาก็คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวจะซับซ้อนได้ถึงเพียงนั้น


“พี่สะใภ้ ถ้าหากพวกนางจงใจให้เป็นเช่นนี้จริง แล้วพวกเขามีแผนการอะไรหรือขอรับ?”


หนึ่งในลูกน้องเกาศีรษะถามด้วยความสงสัย คิดไม่ออกถึงสาเหตุเลยจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “พวกนางก็แค่อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าแม่เล้าของหอตันจู๋มีรสนิยมแปลกๆ เก็บสะสมเลือดของสาวพรหมจรรย์ ไม่ทำร้ายใครถึงขั้นเอาชีวิต หากถูกตรวจสอบขึ้นมาจริงๆ ก็ได้คำตอบแค่ว่าเป็นเพียงความชอบส่วนตัวที่ค่อนข้างวิปริต ไม่อาจกล่าวโทษอะไรได้”


พวกเขาตระหนักได้ทันที “ข้าเข้าใจแล้ว! นั่นก็หมายความว่า ความจริงแล้วเบื้องหลังของพวกนางมีการค้าชีวิตคนอยู่จริงๆ!”


เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วโป้งชื่นชม “ฉลาดมาก!”


ทุกคนกระจ่างแจ้งทันที โดยเฉพาะโหลวชง เมื่อครู่เขายังคิดจะแย้งด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้ต้องตรวจสอบอย่างระมัดระวัง อย่าลากพวกหญิงคณิกาที่ไม่รู้เรื่องมาเกี่ยวข้องด้วย


ก็แค่ความคิดรักหยกถนอมบุปผา เขาคิดว่าหากบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป พวกเขาอาจถูกตราหน้าว่าทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้


“เช่นนั้นต่อไปเราควรทำเช่นไรดีขอรับ?”


พวกเขามองไปที่สองสามีภรรยาด้วยแววตาคาดหวัง


เดิมทีพวกเขาคิดว่าหัวหน้าตนเองเก่งกาจมากแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้เองก็ฉลาดหลักแหลมมากเช่นกัน แค่ได้ฟังจากคำบอกเล่าก็เข้าใจเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่ง ความฉลาดนี้ไม่ธรรมดาเลย


มิน่าล่ะ ถึงกลายเป็นคู่สามีภรรยากัน ช่างเป็นคู่สร้างคู่สม สวรรค์สร้างมาจริงๆ!


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ยังไม่ต้องรีบ ต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไป จะแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้ หารังที่แท้จริงของพวกนางให้เจอก่อน หรือก็คือที่ที่พวกนางเอาคนไปซ่อนนั่นแหละ ข้าเองก็สงสัยว่าพวกนางกำลังลักพาตัวคนมาเพื่อขายชีวิต”


“ขอรับ!” พวกเขาตอบรับ “เดี๋ยวกินข้าวเสร็จพวกเราจะไปสืบทันที!”


สองสามีภรรยา “…”


นึกว่าพวกเขาจะอดใจรอไม่ไหวต้องไปสืบให้รู้เรื่องแต่ตอนนี้เลย กลับกลายเป็นว่าต้องอยู่กินข้าวให้เสร็จก่อน


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขำยิ่งนัก “เช่นนั้นพวกท่านพูดคุยกันไปก่อนนะ ข้าจะให้เสี่ยวหย่งไปเอาเป็ดดำลู่ที่ร้านมาให้”


“ดีๆๆ ขอรับ พี่สะใภ้ ข้าน่ะชอบกินหัวเป็ดมาก... เอากลับมาสักสองชุดนะขอรับ!”


“ข้าชอบตีนไก่กับตีนเป็ดขอรับ!”


“ข้าชอบไส้เป็ดขอรับ!”


พวกเขาตามเหอจิ่วเหนียงออกไปต้อยๆ ต้องบอกของชอบของตัวเองกับนางให้ชัดเจนถึงจะวางใจ


ลู่ไป่ชวนไม่พอใจจึงส่งเสียงดุออกมา “กลับมา!”


ทุกคนรีบวิ่งเร็วจี๋กลับมายืนข้างเตียงเหมือนเดิม ลู่ไป่ชวนดุด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เห็นฮูหยินข้าเป็นสาวใช้ไปแล้วหรือ?”


พวกเขาส่ายหน้าพัลวัน ลู่ไป่ชวนยังคงโกรธ หากตอนนี้ตนลุกพรวดขึ้นมาได้คงลุกไปเตะพวกเขาสักสองสามทีแล้ว


พวกเขาต่างหันมองหน้ากันไปมา คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหัวหน้าจะโกรธเพราะเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่!


ลู่ไป่ชวนเลิกสนใจเรื่องนี้ แล้วถามเรื่องในคุกกับสถานการณ์ทางด้านฉินเจียนสองสามประโยค จากนั้นก็ไล่พวกเขาออกไปข้างนอก


“อยากกินข้าวก็ไปทำเอง กล้าทำให้ท่านแม่กับฮูหยินข้าเหนื่อยพวกเจ้าก็ลองดูสิ!”


ท่านแม่เขากำลังทำอาหารบำรุงร่างกายให้เขาอยู่ ตอนนี้กลับดียิ่งนัก ต้องมาทำให้เจ้าพวกนี้กินอีก


ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ข้างนอก อยากกินสิ่งใดก็จัดการเอง ให้พวกเขาลงครัวทำอาหารไม่นับว่าเป็นการทรมานพวกเขาแต่อย่างใด แถมพวกเขายังยินดีที่จะทำอีกด้วย


ถึงอย่างไรการทำอาหารก็สบายกว่าไปทำคดีมาก


เพียงแต่ว่าก่อนออกไป ลูกน้องอีกคนยังเอ่ยขึ้น “หัวหน้า จวนกว้างใหญ่เช่นนี้เหตุใดไม่ซื้อสาวใช้มาเพิ่มสักสามสี่คนล่ะขอรับ เช่นนี้ท่านป้ากับพี่สะใภ้จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเกินไป”


ลู่ไป่ชวนมีหรือจะคิดเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ท่านแม่เขาไม่อยากให้ซื้อนี่


เขาห่างจากบ้านไปนานหลายปี ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเสียใจ ตอนนี้ย่อมไม่กล้าทำเรื่องขัดใจพวกเขาอีก


เขาโบกมือด้วยความเหนื่อยใจ “ไม่ต้องให้พวกเจ้าเป็นห่วงหรอก รีบไสหัวออกไปได้แล้ว”


ดังนั้นพวกเขาจึงไปในห้องครัวแล้วจริงๆ และทันทีที่บุรุษร่างกำยำสามคนปรากฏตัวขึ้นในห้องครัว นางซุนก็สะดุ้งโหยง


“ท่านป้า คืนนี้พวกเราขอฝากท้องที่นี่ก็เลยมาช่วยท่านขอรับ  ฮี่ๆๆ!”


โหลวชงเป็นตัวแทนบอกกล่าว นางซุนยิ้มรับ “ข้ารู้แล้วละว่าพวกเจ้าจะกินข้าวด้วยกันที่นี่ก็เลยทำเผื่อแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องช่วยหรอก ออกไปนั่งเล่นรอข้างนอกเถอะ!”


“ท่านป้า พวกเราทำอาหารเป็นขอรับ แต่ฝีมือเกรงว่าเทียบท่านไม่ได้อยู่แล้ว อ้อใช่ ข้าชื่อโหลวชงขอรับ ฮี่ๆๆ!”


ส่วนอีกสามคนต่างก็แนะนำตัวตาม “ข้าชื่อเริ่นจวิ้นขอรับ!”


“ข้าซ่างอีเฟยขอรับ!”


“ส่วนข้าชื่อหนิงเยี่ยนขอรับ!”


จากนั้นก็คารวะนางซุนพร้อมกัน “คารวะท่านป้า!”


“ออๆ สวัสดี สวัสดี!”


นางซุนเห็นเด็กๆกลุ่มนี้ยังเป็นหนุ่มก็ยิ้มตาหยีด้วยความดีใจ ใครบ้างล่ะที่จะไม่ชอบเด็กที่รู้ความและมีมารยาทเช่นนี้


สุดท้ายพวกเขาก็ยังช่วยอยู่ในห้องครัว ช่วยจุดไฟ ยกน้ำ ล้างผักต่างๆ ทำไปเล่าเรื่องน่าสนใจที่ประสบพบเจอมาตอนอยู่ข้างนอกหลายปีที่ผ่านมาให้นางซุนฟังไป นางซุนถึงกับส่งเสียงหัวเราะออกมา


เหอจิ่วเหนียงกลับถูกบีบให้ออกมา นางยกมือลูบจมูก คิดในใจว่า ไม่ใช่เพราะนางไม่อยากช่วยนะ แต่ในห้องครัวคนเยอะแล้ว ไม่มีที่สำหรับนางเลย… ฮี่ๆๆ


โก่วเอ๋อร์อ่านตำราจนเหนื่อยแล้วจึงวิ่งไปจูงเจ้าลิงน้อยไปหาลู่ไป่ชวนด้วยกัน ได้ยินเสียงหัวเราะดังลั่นในห้องครัวเขาก็รู้สึกแปลกใจจึงเดินไปดู เห็นเหอจิ่วเหนียงออกมาพอดีจึงตะโกนขึ้น “ท่านแม่ ท่านพ่อเรียกหาขอรับ!”


ตอนที่ 278: ซวยแล้ว ภรรยาโกรธแล้ว


ได้ยินเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกหมดคำพูด เมื่อครู่เพิ่งเจอกันไม่ใช่หรือ จะเรียกหานางด้วยเหตุใดอีก!


นางไม่เต็มใจเล็กน้อย แต่ก็ตอบตกลงไป “แม่จะไปเดี๋ยวนี้”


เห็นบุตรชายจะจูงลิงน้อยเข้าไปในห้องครัว เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าขนลิงจะร่วงไปลงอาหารจึงรีบบอก “ในศาลาบุปผามีผลไม้อยู่ เจ้าไปเอาป้อนให้เจ้าลิงสิ อย่าเข้าไปกวนท่านย่า”


โก่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ตระหนักได้ว่าพาเจ้าลิงน้อยเข้าไปในห้องครัวคงจะไม่เหมาะ ดังนั้นจึงตอบรับอย่างเชื่อฟัง


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากไปหาลู่ไป่ชวน แต่นึกได้ว่าตอนนี้ตนก็เหมือนจะไม่มีอะไรทำ เช่นนั้นไปสักหน่อยก็ได้


“เรียกหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ หรือว่าท่านไม่สบายตรงไหน?”


แม้ปากจะกล่าวเช่นนี้ แต่สายตาของเหอจิ่วเหนียงไม่ได้มองไปที่เขาเลย เข้าไปแล้วก็นั่งเล่นแก้วผลึกใสบนโต๊ะด้วยความเบื่อหน่าย


อาการบาดเจ็บของลู่ไป่ชวนนางเป็นคนรักษาเองกับมือ จะเป็นอะไรหรือไม่นั้นนางย่อมรู้ดี ตอนนี้อย่างมากก็แค่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง รู้สึกว่างเปล่าเล็กน้อย ไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วง


โชคดีที่ลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนที่ชอบทำตัวน่าสงสารพร่ำเพรื่อ เขาส่ายหน้าพลางกล่าว “เปล่า แค่มีเรื่องอยากขอให้เจ้าช่วย”


ได้ยินน้ำเสียงจริงจัง อากัปกิริยาของเหอจิ่วเหนียงก็จริงจังขึ้นเล็กน้อย “ท่านว่ามาได้เลย”


“พวกนักโทษที่จับตัวมาก่อนหน้านี้ปากแข็งมาก ข้าเห็นว่าเจ้ามีความสามารถในการไต่สวนก็เลยอยากถามเจ้าสักหน่อยว่าว่างเมื่อไร จะพาเจ้าไปช่วยที่คุกน่ะ”


“ช่วยอย่างนั้นหรือ?” เหอจิ่วเหนียงโพล่งออกมาทันที “มีค่าแรงให้หรือไม่?”


ลู่ไป่ชวน “...”


คาดไม่ถึงว่านางจะถามเรื่องเงินค่าตอบแทน เขาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ


เหอจิ่วเหนียงวางมาด “ไม่มีเงินตอบแทนข้าไม่ทำนะ! ท่านให้ข้าช่วย แถมยังให้ช่วยงานในหน้าที่ของท่านอีก ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว งานราษฎร์งานหลวงก็ต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนสิ มีการว่าจ้างอย่างชัดเจน จะมาเห็นว่าข้ากับท่านเป็นสามีภรรยากันแล้วใช้แรงงานกันเปล่าๆอย่างไรก็ได้ไม่ได้นะ”


ลู่ไป่ชวนคิดว่าที่นางพูดมาก็มีเหตุผล โดยเฉพาะที่นางพูดว่า พวกเขาสองคนเป็นสามีภรรยากัน เขาแอบดีใจ ทว่าภายนอกนั้นยังคงจริงจัง “ให้แน่นอน ถึงตอนนั้นให้โหลวชงลงบัญชีเอาไว้”


บัญชีนี้เป็นบัญชีของจวนเฉินอ๋อง ต้องลงบันทึกไว้ในบัญชี ถึงเวลาตรวจสอบบัญชีจะได้มีคำอธิบาย


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเรื่องขั้นตอนการเบิกจ่ายของพวกเขา ขอแค่ตนได้เงินมาก็พอแล้ว


“จริงสิ ยังมีทรัพย์สินที่ได้จากอารามเต๋าคืนนั้นด้วย รับปากแล้วว่าจะแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง ประเดี๋ยวข้าจะให้โหลวชงไปตามให้ พรุ่งนี้จะได้เอามาส่งให้เจ้า”


ขณะที่ลู่ไป่ชวนกล่าวดวงตาจับจ้องไปที่นางตลอด รู้สึกว่าภรรยาของเขายิ่งมองก็ยิ่งน่ารักน่าเอ็นดู เมื่อก่อนไม่เห็นว่านางจะชอบเงินเช่นนี้เลย


“ตกลง” เหอจิ่วเหนียงลุกยืนขึ้น “มีเรื่องอะไรอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีแล้วข้าจะไปทำธุระของข้าต่อ”


นางทำท่าทางจะเดินออกไปข้างนอก ลู่ไป่ชวนกลับรีบรั้งนางไว้อีกครั้ง “ยังมีอีกเรื่อง…”


ชิ!


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วทำปากอุบอิบ ความอดทนของนางแทบจะถูกเขาทำลายไปหมดแล้ว บุรุษผู้แข็งแกร่งอย่างเขาปกติทำสิ่งใดก็เด็ดขาดว่องไว เหตุใดวันนี้ถึงได้จู้จี้จุกจิกยิ่งนักนะ


“ยังมีเรื่องอะไรอีก บอกมาทีเดียวให้จบเลยสิ!”


นางยกมือสองข้างเท้าสะเอวยืนข้างเตียงท่าทางหาเรื่อง ความไม่พอใจแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน ราวกับว่าหากลู่ไป่ชวนไม่พูดเรื่องอีกละก็ นางพร้อมจะจัดการเขาก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนแอบทอดถอนใจอยู่ในใจ เหตุใดนางถึงยังไม่เข้าใจเขาอีก เขาก็แค่อยากใช้เวลาอยู่กับนางอีกสักหน่อย


ดูท่า หนทางพิชิตใจภรรยาคงจะยาวไกลแน่นอน!


เขายังคงพยายามหาเรื่องคุย “ในจวนมีแค่ครอบครัวของสวีต้าซาน คนช่วยงานในเรือนไม่ค่อยพอ เหมือนวันนี้ที่เรือนมีคนมากินข้าวด้วย เจ้ากับท่านแม่ก็เลยต้องลำบาก ข้าอยากซื้อคนใช้มาเพิ่ม แต่ท่านแม่ไม่เห็นด้วย เจ้าช่วยโน้มน้าวท่านแม่หน่อยสิ”


เรื่องนี้ในสายตาของเหอจิ่วเหนียงเป็นเรื่องเล็กมาก ท่านสุภาพสตรีซุนไม่เห็นด้วย เช่นนั้นก็ทำไปก่อนแล้วค่อยรายงานทีหลังสิ อย่างไรก็ซื้อกลับมาแล้ว ท่านสุภาพสตรีซุนจะไล่ไปได้หรือ


ก่อนหน้านี้รู้สึกว่า สามีผู้นี้จัดการเรื่องต่างๆได้อย่างเด็ดขาดมาก คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องเล็กๆเช่นนี้ก็ต้องมาถามนาง นี่เห็นว่าเรียกนางไปมาเช่นนี้มันสนุกมากหรืออย่างไรกัน


ทันใดนั้นนางก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา เอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยจะดีนัก “ท่านรู้หรือไม่ว่าจุดจบของข้าในการไปโน้มน้าวท่านแม่เป็นเช่นไร?”


ลู่ไป่ชวนไม่รู้เลยว่าเหอจิ่วเหนียงไม่พอใจตนมากเพียงใดแล้ว ยังคงถามกลับใบหน้าไขสือ “เป็นเช่นไรหรือ?”


“ก็โดนตีน่ะสิ! อยากโน้มน้าวท่านก็ไปโน้มน้าวเอง ข้าไม่ไปให้โดนตีหรอกนะ!”


ตะคอกเสร็จนางก็หันหลังเดินตึงตังออกไปทันที ทั้งยังปิดประตูเสียงดัง *ปัง!* อีกด้วย 


ลู่ไป่ชวนเลียริมฝีปากเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้น


ความสัมพันธ์ระหว่างท่านแม่กับภรรยาเขาดีมากไม่ใช่หรือ จะลงไม้ลงมือกับนางได้อย่างไร


หรือว่าอันที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางสองคนไม่เหมือนอย่างที่เขาเห็น?


แล้วอีกอย่าง เหตุใดเมื่อครู่นางต้องโกรธด้วยล่ะ เขาพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?


ในหัวของลู่ไป่ชวนมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด ไม่รู้จริงๆว่าควรทำเช่นไร


ในห้องก็เหลือแค่เขาคนเดียวแล้ว อยากหาคนช่วยให้คำแนะนำสักคนก็ไม่มี


เขาเงยหน้ามองเพดานห้อง ในใจรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย


หลายปีที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตข้างนอก เขายอมรับว่าตนเองเป็นคนฉลาด เขามักจะรับรู้ได้ถึงอันตรายที่คนอื่นไม่รู้ นำคนเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้ก่อนล่วงหน้า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้


และคนที่ทำให้เขารู้สึกว่างเปล่าก็คือภรรยาของเขา


ถึงเวลากินข้าว เดิมทีนางซุนอยากให้เหอจิ่วเหนียงยกข้าวมาส่งให้ลู่ไป่ชวน แต่กลับเห็นนางจงใจไปนั่งเล่นอยู่กับเจ้าลิงน้อย ไร้ทีท่าจะยกข้าวไปให้ ทั้งยังมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เช่นนี้ก็พอจะเดาออกว่าทั้งสองมีเรื่องขัดแย้งกัน นางจึงตั้งใจจะไปถามบุตรชายด้วยตัวเอง


“เหล่าฮูหยิน ให้บ่าวยกไปให้เถอะเจ้าค่ะ”


สะใภ้สวีเห็นนางจะยกอาหารไปให้ลู่ไป่ชวนเองก็รีบอาสา


“ไม่เป็นไร เจ้าอยู่ดูแลตรงนี้เถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเขาพอดี” จากนั้นหันไปบอกคนในโต๊ะ “ไม่ต้องรอข้า”


กล่าวจบนางก็ยกตะกร้าเดินไป


ทันทีที่นางซุนออกไป พวกโหลวชงก็ไม่กล้าขยับตะเกียบตามอำเภอใจ ทำได้แค่มองดูอาหารหลากหลายตรงหน้าและกลืนน้ำลายลงไปเท่านั้น


เนื่องจากคืนนี้ต้องไปตรวจสอบเรื่องหอตันจู๋ พวกเขาไม่กล้าดื่มสุรา เดิมผู้เฒ่าลู่อยากจะกระดกสักอึก แต่เห็นพวกเขาไม่ดื่ม จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป


“เรากินกันก่อนเถอะ ไม่ต้องรอท่านป้าพวกเจ้าหรอก”


ชายชรายิ้มแห้งๆ ขยับตะเกียบเป็นคนแรก ส่วนเหอจิ่วเหนียงไปหยิบถ้วยสะอาดมาสามสี่ใบ เก็บอาหารเอาไว้ให้นางซุนก่อนจะมานั่งกินด้วยกัน


ครอบครัวลู่ไม่ได้มีชุดความคิดที่ว่าชายหญิงแตกต่างกัน ทุกคนเห็นเหอจิ่วเหนียงนั่งลงท่ามกลางวงบุรุษจึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร


เมื่อแบ่งอาหารส่วนหนึ่งเอาไว้ให้นางซุนแล้ว ทุกคนจึงกล้ากินจนอิ่มท้อง


พวกเขาล้วนเป็นลูกน้องที่ทำงานให้เฉินอ๋อง เฉินอ๋องปฏิบัติกับลูกน้องเป็นอย่างดี โดยปกติแล้วมักจะตกรางวัลให้จำนวนมาก อาหารเลิศรสก็เคยกินกันมาหมดแล้ว แต่กลับไม่เคยตื่นเต้นเท่าค่ำคืนนี้มาก่อน


ค่ำคืนนี้เป็นอาหารของครอบครัวลู่ แม้จะไม่ได้แพงที่สุด แต่กลับมีความพิเศษที่สุด อาหารส่วนมากล้วนเป็นอาหารที่พวกเขาไม่คุ้นเคย นอกจากเป็ดดำลู่แล้ว ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วย


อย่างเช่น ลูกกลมๆสีเหลืองอร่ามนั่น กรอบนอกนุ่มใน ผู้เฒ่าลู่เป็นคนแนะนำให้พวกเขารู้จัก สิ่งนี้เรียกว่า ‘มันฝรั่งทอด’


มันฝรั่งอย่างนั้นหรือ!


ทุกคนตระหนักขึ้นได้ทันที ดูเหมือนว่าจะเป็นผักชนิดหนึ่งที่อยู่ในเป็ดดำลู่ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ตอนที่ซื้อเป็ดดำลู่รู้สึกว่าเป็นของหายากจึงลองชิมเล็กน้อย รสชาติในขณะที่กินนั้นกลับไม่เลวเลยจริงๆ


เดิมทีคิดว่าแค่นำมาตุ๋นเท่านั้นถึงจะกินได้ คาดไม่ถึงเลยว่ายังนำมาทอดได้อีกด้วย


อีกทางด้านหนึ่ง นางซุนยกตะกร้าอาหารเข้าไปในห้องลู่ไป่ชวน เมื่อเข้าไปก็ไม่ได้พูดอะไรในทันที นำตะกร้าอาหารวางลงบนโต๊ะอย่างแรงจนลู่ไป่ชวนตกใจ


ตอนที่ 279: รู้สึกเหมือนแต่งเข้าบ้านภรรยา


“ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะเอาใจภรรยาเช่นไร ท่านแม่ก็พุ่งเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาถึงกับงุนงง


นางซุนถลึงตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “บอกมาเดี๋ยวนี้ เจ้าไปทำอะไรให้เมียเจ้าโกรธ?”


“ฮะ?”


“ฮะอะไรของเจ้า หากเจ้าไม่ทำให้นางโกรธ มีหรือนางจะอารมณ์เสียหลังจากออกมาจากห้องเจ้าน่ะ?”


นางซุนตบโต๊ะไปทีหนึ่ง มองบุตรชายที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นมา แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ต่อ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลายปีที่ผ่านมานี้เมียของเจ้าเลี้ยงดูโก่วเอ๋อร์มาด้วยความยากลำบากเพียงใด ระหว่างทางลี้ภัย นางที่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งบีบบับคับตัวเองให้ทำเป็นทุกอย่าง ปกป้องทุกคนในครอบครัวเรา นางมีบุญคุณใหญ่หลวงกับครอบครัวเรานะ! เจ้าเพิ่งกลับมาแค่สองวันก็ทำให้นางไม่พอใจแล้ว เจ้าระวังเถอะ แม่อย่างข้านี่แหละจะไล่เจ้าออกจากบ้านเอง!”


ลู่ไป่ชวนน้อยเนื้อต่ำใจมาก “ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอ…”


“นี่เจ้ายังไม่ยอมรับอีกหรือ!”


เขาเพิ่งจะอธิบายนางซุนก็สวนกลับทันที ทั้งยังสั่งสอนไปอีกรอบหนึ่ง “ตั้งแต่เล็กแม่เคยสั่งสอนเจ้าว่าอย่างไร เป็นลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับ! เจ้าทำให้เมียเจ้าโกรธแล้วยังไม่กล้ารับอีก ห่างบ้านไปนานทำตัวเหลวไหลไปถึงไหนต่อไหนแล้ว!


คำสั่งสอนของครอบครัวสอนว่าอย่างไร กวาดบ้านกวาดช่องไม่ได้ จะไปกวาดแผ่นดินได้อย่างไร! แม้แต่เมียของเจ้าเจ้าก็ยังดูแลไม่ได้ แล้วคิดจะทำการใหญ่ได้อย่างไรกัน!”


ลู่ไป่ชวน “…”


เขารู้สึกทั้งน้อยใจทั้งงุนงง ยังนึกไม่ออกเลยว่าเขาไปทำอะไรให้ภรรยาโกรธ เท่านั้นไม่พอ ยังถูกท่านแม่ดุด่าเต็มๆอีก


มันช่าง…


“ท่านแม่ขอรับ ลูกไม่ได้ทำอะไรให้นางโกรธจริงๆนะขอรับ ลูกเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงโกรธ ลูกกำลังกลัดกลุ้มใจอยู่นี่แหละขอรับ”


ในที่สุดเขาก็มีโอกาสชี้แจง เพราะเขาคิดว่าหากไม่อธิบายให้ชัดเจน คืนนี้ต้องโดนไล่ออกจากบ้านเป็นแน่


นางซุนได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่ามีเรื่องซ่อนเร้นดังคาดจริง นางจึงนั่งลงข้างโต๊ะ ทั้งยังนั่งไขว่ห้างอย่างทะนงตน “ไหนว่ามา เมื่อครู่พวกเจ้ามีอะไรกัน?”


ลู่ไป่ชวนจึงเล่าเรื่องที่เขาเรียกเหอจิ่วเหนียงมาหาให้นางซุนฟัง เล่าตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรผิด


นางซุนกลับผุดลุกขึ้นแล้วเดินจ้ำอ้าวเข้ามาด้วยความโกรธ ง้างมือตบศีรษะเขาไปหนึ่งฉาด “เหตุใดข้าถึงคลอดลูกที่สมองเบาอย่างเจ้าออกมาด้วยนะ! ลูกเจ้าเติบใหญ่จนป่านนี้แล้ว เจ้ายังไม่เข้าใจความคิดของเมียเจ้าอีก!”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ในปีนั้นหลังจากแต่งงานได้วันเดียวเขาก็ออกจากบ้านไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัยแล้ว!


อีกอย่าง ช่วงเวลาที่ห่างจากบ้านไปเขาก็ไม่เคยคบหากับหญิงอื่นใดเลย รักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองมาได้ดีตลอด หากเขาเข้าใจความคิดของผู้หญิงดีน่ะสิถึงจะแปลก!


“ท่านแม่ ลูกไม่รู้จริงๆขอรับว่าลูกผิดอะไร”


เขาเบะปากราวกับจะร้องไห้ “ข้าก็แค่อยากให้นางนั่งเป็นเพื่อนข้า อยู่ข้างๆข้านานสักหน่อย พูดคุยกับข้าเยอะๆ”


นางซุนอยากจะตีเขาอีกสักป๊าบ แต่เห็นว่าเขาป่วยอยู่ก็สงสาร มือที่ง้างอยู่กลางอากาศจึงค่อยๆลดระดับลง 


‘ท่องไว้…ท่องไว้ ลูกข้า ลูกข้า ข้าคลอดออกมาเอง’


ก่อนจะค่อยๆกลับไปนั่งที่เดิม “หลังจากแต่งงานได้วันเดียวเจ้าก็ออกจากบ้านไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย ทิ้งนางไว้คนเดียว ทั้งยังปล่อยให้นางเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังจนเติบใหญ่ป่านนี้ หากไม่ใช่เพราะมีโก่วเอ๋อร์เชื่อมสัมพันธ์ สำหรับนางแล้วเจ้าก็เป็นแค่คนแปลกหน้าที่มีความสัมพันธ์กันแค่ชั่วข้ามคืนเท่านั้น ไหนเจ้าคิดซิ ว่าเหตุใดนางต้องมานั่งอยู่เป็นเพื่อนเจ้านานๆด้วย?


อีกอย่าง ในมุมของเจ้า เจ้าก็แค่อยากให้นางอยู่เป็นเพื่อนเจ้านานๆ แต่หากมองในมุมของนาง นางคิดว่าเจ้าก็แค่รู้สึกว่าในเรือนมีบ่าวรับใช้ไม่พอก็เลยเรียกหานางราวกับว่านางเป็นสาวใช้ก็เท่านั้น”


วาจาของมารดาทำให้เขาฉุกคิดได้ ลู่ไป่ชวนรีบอธิบายทันที “แต่ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะขอรับท่านแม่! ข้าไม่เคยคิดว่านางเป็นสาวใช้อะไรเลย”


นางซุนพยักหน้า “ใช่ เจ้าไม่ได้คิดว่านางเป็นสาวใช้ แค่คิดว่านางเป็นแม่นมเจ้าน่ะสิ ทั้งรักษาอาการป่วยให้เจ้า ทั้งยกข้าวปลาอาหารน้ำร้อนน้ำชามาส่งให้เจ้า ทั้งยังช่วยเจ้าแก้ปัญหาระหว่างเจ้ากับแม่”


ลู่ไป่ชวนมองท่านแม่อย่างไม่อยากจะเชื่อ ราวกับว่าไม่เคยรู้จักนางมาก่อนก็มิปาน


“มองอะไรของเจ้าฮะ ข้าพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ? รักษาอาการบาดเจ็บให้เจ้าเพราะว่าเจ้าเป็นสามีของนาง เป็นลูกชายของข้า เป็นพ่อของโก่วเอ๋อร์ ต่อให้นางไม่ยินดีนางก็ต้องช่วยรักษาให้ ยกน้ำยกข้าวมาส่งให้เจ้า เห็นเจ้าเป็นคนในครอบครัว ทำของอร่อยๆก็เอามาให้เจ้าได้ชิม 


นี่เป็นสิ่งที่นางยินดีทำ ต่อให้ลำบากต่อให้เหนื่อยนางก็ไม่ปริปากบ่นสักคำ แต่เจ้า แม้แต่เรื่องซื้อบ่าวรับใช้ก็ยังให้นางช่วยพูดแทน เจ้าไม่มีปากรึ? หรือว่าแม่อย่างข้าชักสีหน้าใส่เจ้าจนทำให้เจ้าเอือมระอา? ถ้าหากเจ้ามีความคิดอยากซื้อคนรับใช้เพิ่มจริงๆ ก็ซื้อกลับมาได้เลยไม่ใช่หรือ คิดว่าข้าจะกินหัวเจ้าหรืออย่างไร? เจ้าน่ะไม่มีเรื่องก็หาเรื่องใส่ตัว ไม่มีเรื่องพูดก็หาเรื่องมาพูดจนทำให้คนอื่นไม่พอใจจนได้!”


นางซุนสั่งสอนจนเลือดเดือดพล่านจบถึงตรงนี้ก็กลอกตา.มองบน ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป “ข้าวอยู่บนโต๊ะ ลุกขึ้นมากินเอง! ความสุขอยู่ตรงหน้ากลับไม่เห็นค่า ถ้าข้าเป็นนางข้าไม่อยู่รอเจ้าถึงตอนนี้หรอก ข้าแต่งงานใหม่ ข้าหาความสุขให้ตัวเองไปตั้งนานแล้ว! หึ!”


*ปัง!*


วาจาและน้ำเสียงดุดันสิ้นสุดลงพร้อมกับเสียงปิดประตูอย่างแรง


ภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง


ลู่ไปชวนได้ยินเสียงทุกคนกำลังกินดื่มอยู่ในห้องโถง พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน มีแต่เขาที่อยู่ลำพัง ภรรยาเขาไม่สนใจไม่พอ ยังถูกท่านแม่ดุด่าไปฉากใหญ่อีก


ภายในเวลาอันสั้นนี้ เขารู้สึกราวกับตัวเองแต่งเข้าบ้านภรรยาก็มิปาน…


แต่สิ่งที่นางซุนกล่าวมานั้นเขาก็เก็บมาคิด ความจริงแล้วเป็นตนเองที่คิดน้อยไป ทำให้ภรรยาเข้าใจผิดจนโกรธเช่นนั้น


เขาพยายามลุกจากเตียงมากินข้าว อาหารมากมายหลายอย่างเห็นแล้วถึงกับน้ำลายไหล ยังมีน้ำแกงกระดูกหมูชามใหญ่อีกชาม ล้วนเป็นท่านแม่ที่ลงมือทำเพื่อบำรุงร่างกายให้เขา


เขานั่งลง กินไปพลางตรึกตรองคำพูดเหล่านั้นของท่านแม่ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจมากที่ท่านแม่ปกป้องภรรยาเขามากถึงเพียงนี้


ตลอดหลายปีที่เขาจากบ้านไป หากไม่มีท่านแม่คอยปกป้องภรรยากับโก่วเอ๋อร์ ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร


ตอนนี้รู้แล้วว่าเหตุใดภรรยาถึงโกรธ…แล้วขั้นต่อไปควรทำเช่นไรดีล่ะ?


เขาซดน้ำแกงด้วยความกลัดกลุ้มใจ อื้ม… น้ำแกงช่างหอมยิ่งนัก…


หลังจากกินอิ่มเขาก็กลับไปเอนกายบนเตียงอีกครั้ง ในใจคิดว่า ต้องหาโอกาสอธิบายความเข้าใจผิดนี้ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นภรรยาจะยิ่งโกรธกว่าเดิม


ส่วนพวกโหลวชง ก่อนจะกลับก็เข้ามาดูผู้เป็นนายอีกครั้ง ลู่ไป่ชวนใช้โอกาสนี้สั่งการลูกน้อง “พรุ่งนี้เจ้าไปหาสาวใช้มีอายุที่ไว้ใจได้มาให้ข้าเพิ่มสักสองสามคน เจ้าคัดเลือกเองเลยได้เลย”


“สาวใช้อายุน้อยไม่เอาหรือขอรับ?”


โหลวชงถาม จากนั้นก็ถูกเจ้านายหันมาถลึงตาใส่


“พูดจาเหลวไหลให้น้อยๆหน่อย สั่งให้ทำอะไรเจ้าก็ทำไปแค่นั้น!”


“เข้าใจแล้วขอรับนายท่าน!”


“อีกเรื่อง ไปถามหน่อยว่าทรัพย์สินที่เอากลับมาจากอารามเต๋าลงทะเบียนเสร็จหรือยัง รีบนำส่วนแบ่งของภรรยาข้ามาส่งให้นาง ส่วนที่เป็นของข้าก็ให้เอาให้นางทั้งหมด”


“ขอรับ ขอรับ!”


โหลวชงตอบตกลง และถามอีก “เช่นนั้นพรุ่งนี้จัดการเรื่องพวกนี้เสร็จแล้ว ข้าน้อยยังมากินข้าวที่นี่ได้อีกหรือไม่ขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนค่อยๆหันมองเขาตาขวาง “ติดใจอาหารบ้านข้าแล้วหรือ?”


“ฮี่ๆๆ ก็อาหารที่นี่มันอร่อยนี่ขอรับ! หากไม่ใช่เพราะท้องข้าน้อยรับไม่ไหวแล้วละก็ ข้าน้อยคงกินเพิ่มอีกสองถ้วยไปแล้ว! มันฝรั่งทอดนั่นชิ้นพอดีคำ กรอบนอกนุ่มใน จุจุจุ มันช่างหอมเหลือเกิน…”


โหลวชงพูดไปน้ำลายก็แทบจะไหล ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าจัดการเรื่องที่ข้าสั่งให้เรียบร้อยก่อนเถอะแล้วค่อยมาพูด”


“นายท่านวางใจได้ จัดการเรียบร้อยแน่นอนขอรับ!”


เสร็จธุระแล้วโหลวชงก็ขอตัวกลับ


ลู่ไป่ชวนได้ยินลูกน้องด้านนอกถามโหลวชง “เป็นเช่นไรบ้าง พรุ่งนี้พวกเรายังมากินข้าวที่นี่ได้อีกหรือไม่?”


ตอนที่ 280: ในใจของภรรยายังมีเขาอยู่


ยามพลบค่ำวันต่อมา ตอนที่พวกโหลวชงนำหีบสมบัติมาส่ง ลู่ไป่ชวนถึงจะได้เห็นเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจอาการของเขาเป็นอย่างดี ระหว่างนี้จึงแค่ให้สวีหย่งนำยาไปผสมน้ำให้เขาแช่อาบ ส่วนตัวนางไม่ยินดีที่จะไปเจอหน้าเขา


ยามเที่ยงตรงลู่ไป่ชวนแช่น้ำอาบไปแล้ว ยามพลบค่ำก็รู้สึกได้ว่าร่างกายฟื้นฟูกลับมาได้มากยิ่งขึ้น เขาจึงบอกว่าไม่อยากกินข้าวอยู่ในห้องคนเดียว จะออกมากินข้าวพร้อมกับทุกคน


หลังจากนอนกลิ้งไปกลิ้งมาพักหนึ่งพวกโหลวชงก็มา


พวกเขานำทองคำและของล้ำค่ามาหลายหีบ ด้านหลังยังมีคนรับใช้อีกเจ็ดคน


สามคนเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วอายุไล่เลี่ยกับสะใภ้สวี สองคนเป็นชายวัยกลางคน ส่วนอีกหนึ่งคนเป็นชายอายุไล่เลี่ยกับสวีหย่ง และยังมีเด็กผู้ชายอายุประมาณเจ็ดแปดขวบคนหนึ่งด้วย


“นายท่าน นี่ข้าน้อยเป็นคนเลือกเองกับมือเลยนะขอรับ ประวัติสะอาดไม่ด่างพร้อย ทั้งยังเป็นคนซื่อสัตย์ไว้ใจได้ สัญญาซื้อตัวอยู่นี่ขอรับ”


โหลวชงรายงานพร้อมส่งสัญญาให้ลู่ไป่ชวน


โหลวชงจัดการเรื่องต่างๆได้อย่างน่าไว้วางใจมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังตั้งใจซื้อตัวเด็กผู้ชายคนหนึ่งมาอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าซื้อมาเพื่อเป็นบ่าวรับใช้ของโก่วเอ๋อร์


แม้ที่บ้านจะมีพี่น้องหลายคน แต่ข้างกายโก่วเอ๋อร์จำเป็นต้องหาคนมาคอยดูแล อายุไล่เลี่ยกัน หลายๆเรื่องย่อมเข้าใจกันมากกว่าผู้ใหญ่อย่างพวกเขา


“ทำได้ไม่เลว”


ลู่ไป่ชวนเปิดหีบ หยิบทองคำสองแท่งให้เขา


ทรัพย์สมบัติของเขามอบให้ภรรยาไปหมดแล้ว ตอนนี้ทำได้แค่หยิบของภรรยาให้กับลูกน้อง นางคงจะไม่โกรธกระมัง


โหลวชงรับมาด้วยความดีใจ ขณะที่กำลังคิดว่าจะพาบ่าวชุดใหม่ไปช่วยในห้องครัว จะได้ให้นางซุนกับผู้เฒ่าลู่ทำความรู้จักนั้นเอง เขาก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกลับมาแล้ว


นางมาพร้อมกับสตรีร่างท้วมคนหนึ่ง จากข้อมูลที่ตรวจสอบมาก่อนหน้านี้ ผู้หญิงคนนี้ก็น่าจะเป็นเฉิงเสวี่ยเวย ผู้ร่วมทำการค้ากับครอบครัวลู่ไม่ผิดแน่


เป็นเฉิงเสวี่ยเวยจริงๆ ก่อนหน้านี้นางได้รับจดหมายจากเหอจิ่วเหนียงเรื่องการให้สิทธิพิเศษกับลูกน้องของลู่ไป่ชวน เฉิงเสวี่ยเวยไปหานางที่โรงหมอเมื่อวาน แต่เมื่อวานยามอู่น้องสาวของนางไม่ได้ไปโรงหมอ เถ้าแก่เนี้ยเฉิงก็เลยไปเสียเที่ยว วันนี้ไปอีกครั้งถึงจะได้พบนางในที่สุด


ที่นางมาย่อมเป็นเรื่องราคาสวัสดิการนั้น …นางยอมรับวิธีการในจดหมายของเหอจิ่วเหนียงไม่ได้… รู้สึกว่าเหอจิ่วเหนียงทำเหมือนนางเป็นคนนอก เป็นแค่คนร่วมทำการค้ากันเท่านั้นจริงๆ ไม่มีคำพูดหรือความรู้สึกที่เป็นกันเองเลยแม้แต่น้อย


เดิมทีนางเสนอว่าเงินครึ่งหนึ่งนั้นนางไม่เอา ให้เป็ดดำลู่พวกเขาไปเปล่าๆได้เลย ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ขาดเงินเสียหน่อย ขอเปลี่ยนเงินนั้นเป็นน้ำใจคุ้มค่ากว่า


แต่ไม่ว่าจะพูดเช่นไรเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ยอม บอกว่าให้ส่วนลดกับพวกเขาได้ แต่จะให้เปล่าๆไม่ได้เด็ดขาด ข้าวหนึ่งเซิงเป็นบุญคุณ ข้าวหนึ่งโต้วคือความแค้น ต่อไปอาจเกิดปัญหาขึ้นได้


ดังนั้นเฉิงเสวี่ยเวยจึงยอมถอยหนึ่งก้าว ทั้งสองยังคงได้กำไรคนละครึ่ง โดยในครึ่งราคานี้ให้แบ่งครึ่งหนึ่งเป็นของนางด้วย


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงอย่างสบายใจ มีเงินมาให้ไม่รับก็โง่แล้ว


เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเองอารมณ์ดี นางจึงชวนเฉิงเสวี่ยเวยมากินข้าวที่บ้าน จะได้พูดคุยเรื่องการค้าชานมด้วยเลย


เห็นเฉิงเสวี่ยเวยเข้ามา ลู่ไป่ชวนก็สั่งให้พวกโหลวชงยกหีบทองไปเก็บ


ทรัพย์สินเงินทองจะให้คนนอกเห็นไม่ได้ อย่างไรก็ต้องระมัดระวังเอาไว้ก่อน


เห็นหีบอันคุ้นตาเหล่านั้นแล้วเหอจิ่วเหนียงก็รู้ได้ทันทีว่าด้านในคืออะไร นางจึงอารมณ์ดียิ่งขึ้นไปอีก เห็นหน้าลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้รังเกียจรังงอนเหมือนเมื่อวานแล้ว


“กลับมาแล้วหรือ นี่คือคนรับใช้ที่ข้าให้โหลวชงซื้อตัวมา จะพาพวกเขาไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่ทำความรู้จักอยู่พอดี”


ลู่ไป่ชวนเดินมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเอาอกเอาใจ เนื่องจากอยู่บ้านเขาจึงไม่ได้สวมหน้ากาก ทำให้เฉิงเสวี่ยเวยที่อยู่ข้างๆ เหอจิ่วเหนียงเห็นเข้าถึงกับตกใจเล็กน้อย


เห็นท่าทางตกใจของเฉิงเสวี่ยเวยเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนจึงนึกขึ้นได้ เขารีบพูดขึ้นทันที “ต้องขอโทษด้วย ข้าจะไปใส่หน้ากากเดี๋ยวนี้”


เขาหันหลังจะรีบเดินไป ร่างกายเขายังไม่หายดี ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนสร้างความเจ็บปวด ตอนหันหลังพยายามจะเคลื่อนไหวให้เบาที่สุด กลัวว่าตนเองจะเจ็บจนล้มไปต่อหน้าแขก เช่นนั้นคงน่าอับอายไม่น้อย


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้ามากะทันหันเกินไป มาไม่ได้บอกล่วงหน้า…”


เฉิงเสวี่ยเวยตั้งสติได้ก็รู้สึกประดักประเดิด เรื่องนี้เป็นนางเองที่ทำไม่ถูก


วันนั้นที่เจอลู่ไป่ชวนที่โรงหมอ เขาสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า อันที่จริงนางก็เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าสามีของเหอจิ่วเหนียงต้องหน้าตาเสียโฉมแน่ๆ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะถึงขั้นนี้


อันที่จริงหลังจากได้จัดกระดูก ผิวหนังที่เหี่ยวย่นก่อนหน้านี้ของลู่ไป่ชวนกลับมาเรียบเนียนขึ้นไม่น้อยแล้ว อย่างน้อยก็ดีขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกมาก แต่สำหรับเฉิงเสวี่ยเวยนางเพิ่งเห็นครั้งนี้ครั้งแรกจึงตกใจ


เหอจิ่วเหนียงเห็นเขาเดินค่อนข้างใช้แรงเยอะเช่นนี้ก็อดที่จะเข้าไปช่วยประคองไม่ได้ “จะถึงเวลากินข้าวอยู่แล้ว จะใส่หน้ากากทำไมอีกล่ะ ไปเถอะ”


นางไม่ให้ลู่ไป่ชวนได้ตอบอะไร หันไปอธิบายกันเฉิงเสวี่ยเวย “เขาได้รับบาดเจ็บน่ะ กำลังอยู่ในช่วงรักษาตัว อีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะ”


เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้าหงึกหงัก “อืมๆ ข้าไม่ได้กลัว แค่เมื่อครู่ไม่ทันตั้งตัวเท่านั้นเอง”


พวกเขาสามคนเดินหน้า คนรับใช้ทั้งเจ็ดเดินตามหลังไปที่ห้องครัวด้วยกัน


ลู่ไป่ชวนมองภรรยาที่กำลังช่วยประคองตน ในใจก็รู้สึกลิงโลด เป็นดังคาด ในใจของภรรยายังมีเขาอยู่จริงๆ!


ภายในห้องครัว นางซุนกับสะใภ้สวีกำลังยุ่งกันอยู่


เมื่อวานนางซุนตอบตกลงแล้วว่าวันนี้ให้พวกโหลวชงมากินข้าวที่บ้านด้วย นางจึงลงมือทำอาหารด้วยตัวเองอีกครั้งอย่างเบิกบานใจ ความจริงแล้วก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของสะใภ้สวี ถึงอย่างไรคนคนเดียวทำอาหารให้คนหลายคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่าง ไม่ว่านางซุนจะโกรธลู่ไป่ชวนเช่นไร ก็ยังอยากทำอาหารพื้นบ้านของบ้านเกิดให้เขากิน


ถูกต้อง ความโกรธไม่ได้มีผลต่อความตั้งใจอยากทำอาหารบำรุงร่างกายให้บุตรชายเลย


เมื่อมาถึงห้องครัวแล้ว คนรับใช้ทั้งเจ็ดจึงเริ่มแนะนำตัวให้เจ้านายได้รู้จัก สตรีที่แต่งงานแล้วสามคนเป็นคนแซ่หวัง แซ่หลิน และแซ่หลี่ ชายวัยกลางคนสองคนชื่อชุยฝูกับฟางต้า เด็กหนุ่มอีกคนชื่อชิวเทียน และเด็กผู้ชายชื่อเอ้อหนิว 


นางซุนที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นด้วยกับการซื้อบ่าวรับใช้ตอนนี้ก็ไม่ได้พูดอะไร ทำความรู้จักพวกเขาด้วยความยินดี บอกพวกเขาว่าประเดี๋ยวจะให้สวีต้าซานพาไปดูที่พัก


สาวใช้สามคนอยู่ช่วยงานในห้องครัว ชายวัยกลางคนทั้งสองไปตัดฟืนที่หลังเรือน ชิวเทียนไปทำความสะอาดคอกม้ากับสวีหย่ง


เอ้อหนิวไปทำความรู้จักกับโก่วเอ๋อร์ พัฒนาความสัมพันธ์กัน เห็นโก่วเอ๋อร์จูงลิงน้อยเล่นอยู่เขาก็ไม่อาจละสายตาได้เลย


ลู่ไป่ชวนเดิมทีอยากหาโอกาสอธิบายกับเหอจิ่วเหนียงถึงความเข้าใจผิดเมื่อวานสักหน่อย แต่พอมาถึงตรงนี้เหอจิ่วเหนียงก็ไม่สนใจเขาเลย ลากเฉิงเสวี่ยเวยไปนั่งบนม้านั่งหินใต้ต้นไม้พูดคุยเรื่องเลี้ยงวัวกับเรื่องชานม เขารู้สึกว่าตนเองไม่อาจสอดปากได้ อีกอย่าง เฉิงเสวี่ยเวยก็เป็นสตรี จึงต้องหลีกเลี่ยง ดังนั้นเขาจึงไปใช้เวลาเชื่อมความสัมพันธ์อยู่กับบุตรชาย


ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง นางซุนทำอาหารที่ตัวเองอยากทำเป็นพิเศษเสร็จแล้ว จึงออกมานั่งพูดคุยกับพวกเหอจิ่วเหนียง


เรื่องที่ครอบครัวร่วมทำการค้ากับเฉิงเสวี่ยเวยเป็นเหอจิ่วเหนียงที่จัดการมาโดยตลอด แม้ก่อนหน้านี้จะเคยเจอกันมาแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกันเลย วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดี


“ท่านป้า วันนี้ข้ามาขอฝากท้องที่นี่ด้วยคนนะเจ้าคะ ข้ากินเยอะท่านป้าอย่ารังเกียจนะเจ้าคะ!”


เฉิงเสวี่ยเวยเป็นคนอัธยาศัยดีมาก วันนี้มากินข้าวที่บ้านครอบครัวลู่จึงไม่พาสาวใช้ประจำตัวมาด้วย ขณะที่กล่าวนั้นก็จงใจบีบไขมันรอบเอวของตัวเอง หัวเราะออกมาอย่างเปิดเผย


จบตอน

Comments