single mom ep281-290

ตอนที่ 281: ทดไว้ในใจอยู่แล้ว


แม้ช่วงนี้จะผอมลงไม่น้อย แค่ดูด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีชั้นไขมันส่วนเกินอยู่


ท่าทางซุกซนเช่นนี้ทำเอานางซุนหัวเราะตามไปด้วย นางรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้น่ารักมากจริงๆ


หลังจากคุยหยอกเล่นกับนางซุนไปเล็กน้อย เฉิงเสวี่ยเวยก็คุยเรื่องการค้ากับเหอจิ่วเหนียงต่อ


“เรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้แหละ เจ้าไม่ต้องเถียงข้า! ได้ร่วมทำการค้ากับเจ้านับว่าเป็นความโชคดีของข้าแล้ว เงินที่ได้มามากมายในช่วงนี้ข้าก็รู้สึกราวกับว่าได้มาเปล่าๆ อีกอย่าง ในเมื่อใช้ที่ดินของครอบครัวเจ้า เรื่องวัวก็ควรเป็นข้าที่เป็นคนออก!”


เฉิงเสวี่ยเวยตบโต๊ะหนึ่งครั้งโดยไม่ให้โอกาสเหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ


นางซุนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “เสวี่ยเวย เจ้าหมายความว่าเจ้าจะเป็นคนออกเงินค่าซื้อวัวอย่างนั้นหรือ?”


เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้า “เจ้าค่ะท่านป้า ครอบครัวท่านใช้ที่ดินดีสองผืนเลี้ยงวัวแล้ว หากข้าไม่ทำอะไรเลยข้าจะทำการค้ากับน้องจิ่วเหนียงได้อย่างสบายใจได้อย่างไร วัวหลายร้อยตัวข้าซื้อได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวพอได้กำไรมาก็ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้วเจ้าค่ะ!”


ความตั้งใจเดิมของเหอจิ่วเหนียงคือ จะใช้ที่ดินของครอบครัวนาง ถึงอย่างไรที่ดินผืนนี้ก็เป็นรางวัลที่เฉินอ๋องประทานให้ ครอบครัวนางแทบไม่ได้ออกเงินเลย จะเอาเปรียบเฉิงเสวี่ยเวยไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นนางคิดว่า เงินซื้อวัวก็ควรออกกันคนละครึ่ง


เฉิงเสวี่ยเวยไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว บอกว่าตนไม่อาจเอาเปรียบครอบครัวของเหอจิ่วเหนียงได้ ที่ดินสองผืนหากประเมินแล้วราคาไม่ธรรมดาเลย วัวหลายร้อยตัวก็ไม่อาจเทียบได้ ดังนั้นนางจึงขอเป็นคนรับผิดชอบเรื่องเงินซื้อวัวทั้งหมดเอง


คนที่ร่วมทำการค้ากันอย่างจริงใจล้วนเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนคิดถึงอีกฝ่ายก่อนเสมอ พยายามไม่ให้อีกฝ่ายต้องเสียเปรียบ และสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองได้ การร่วมทำการค้าเช่นนี้ต่างหากถึงจะร่วมมือกันได้ยาวนาน


เห็นท่าทางการแสดงอำนาจในการใช้จ่ายอย่างหน้าใหญ่ใจโตของเฉิงเสวี่ยเวยเช่นนี้ นางซุนก็อดที่จะจุปากไม่ได้


ความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยนี่มันช่างห่างชั้นกันมากจริงๆ!


วัวตัวหนึ่งอย่างน้อยก็สามสิบตำลึง เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้านเกิดชางโจว พวกเขาทั้งครอบครัวต้องประหยัดกินประหยัดใช้ถึงสี่ห้าปีกว่าจะมีปัญญาซื้อได้  แต่เฉิงเสวี่ยเวยแค่เอ่ยปากก็จะซื้อเป็นร้อยๆตัว ทั้งยังบอกอีกว่าไม่สนใจเงินแค่นั้น


แม้ตอนนี้ครอบครัวลู่จะมีเงินแล้ว ทรัพย์สินเงินทองก็ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้น แต่หากจู่ๆต้องควักเงินออกมาหลายพันตำลึงเพื่อซื้อวัว นางก็คงปวดใจไม่น้อย


อีกอย่าง วัวพวกนั้นก็ใช่ว่าซื้อมาแล้วจะไม่ใช้เงินอีก ยังต้องหาเงินมาดูแลเลี้ยงดู อาหารต่างๆก็ต้องใช้เงินซื้อ ต้นทุนเยอะมาก


“แต่ทำเช่นนี้เหมือนครอบครัวข้าจะเอาเปรียบเจ้านะ”


นางซุนก็คิดเหมือนกับเหอจิ่วเหนียง ที่ดินสองผืนนั้นพวกนางไม่ได้ใช้เงินซื้อ พวกนางแทบไม่ได้ออกอะไรเลย แต่ในใจเฉิงเสวี่ยเวยไม่ได้คิดเช่นนั้น นางอธิบาย “ท่านป้า เป็นข้าต่างหากเจ้าค่ะที่เอาเปรียบครอบครัวท่าน ที่ดินสองผืนนั้นเป็นรางวัลที่เฉินอ๋องทรงประทานให้ พื้นที่กว้างใหญ่ แถมยังอยู่ไม่ไกลจากเมืองมาก ไปมาก็สะดวก หากตีราคานั่นเป็นหมื่นตำลึงเลยนะเจ้าคะ! ข้าออกเงินซื้อวัวแค่ไม่กี่พันตำลึง เทียบกันแล้วไม่เรียกว่าถูกเอาเปรียบเลยเจ้าค่ะ


อีกอย่าง ที่ดินผืนนั้นน้องเขยเสี่ยงอันตรายด้วยชีวิตแลกมา ข้าเป็นคนนอก ไม่ใช่ญาติพี่น้อง จะนั่งรับประโยชน์เฉยๆได้อย่างไรเจ้าคะ”


วาจานี้นับว่ามีน้ำหนักมากทีเดียว ที่ดินสองผืนนั้นไม่ได้ใช้เงินแลก แต่แลกมาด้วยชีวิตของลู่ไป่ชวน


รอยยิ้มบนใบหน้านางซุนแข็งทื่อในบัดดล ก่อนหันไปมองหน้าเหอจิ่วเหนียงแล้วออกความเห็น “เช่นนั้นพวกเรารับผิดชอบเรื่องอาหารวัวดีหรือไม่?”


“ไม่ได้เจ้าค่ะ!” 


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันอ้าปาก เฉิงเสวี่ยเวยก็ชิงตอบทันควัน แล้วพูดต่อ “ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงวัวพวกเราต้องออกกันคนละครึ่งเจ้าค่ะ ตอนนี้เราพูดแค่เรื่องที่ดินกับเรื่องซื้อวัวเท่านั้น ไม่เอาเรื่องอื่นมารวมด้วยเจ้าค่ะ”


สาวเจ้าเนื้อทดเรื่องนี้เอาไว้ในใจอยู่ตลอด จะเอาเปรียบไม่ได้เด็ดขาด


นางรู้ดีว่าตนเองกับครอบครัวพ่อแม่นางไม่ว่าจะมีเงินมากมายเพียงใดแต่สถานะก็เป็นเพียงแค่คนค้าขาย พูดให้ง่ายกว่านี้ก็คือ พวกเขาเป็นแค่คนธรรมดา โดยเฉพาะนางที่เป็นเถ้าแก่เนี้ยที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้ว หากมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเล็กๆน้อยๆ นางสามารถแก้ปัญหาได้สบายๆ อย่างมากก็แค่ใช้เงินแก้ปัญหา แต่หากไปล่วงเกินเจ้าหน้าที่ขุนนาง นางไม่มีโอกาสได้ตอบโต้เด็ดขาด


แต่ตอนนี้นางมีพันธมิตรอย่างครอบครัวลู่ ลู่ไป่ชวนมีคฤหาสน์หลังใหญ่กับที่ดินผืนงามในเมืองได้เช่นนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นที่โปรดปรานของเฉินอ๋อง เช่นนั้นต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็มีลู่ไป่ชวนคอยช่วยเหลือ หากเกินกำลังอำนาจของลู่ไป่ชวนเขาก็ยังสามารถไปขอความช่วยเหลือจากเฉินอ๋องได้ 


ถึงอย่างไรก็เป็นผลดีกับสตรีที่ทำการค้าตัวคนเดียวอย่างนางมาก ดังนั้นนางจึงยอมเสียสละเพื่อผลประโยชน์นี้ เงินเพียงเล็กน้อยแลกกับร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ จากนี้ไปก็มีที่หลบแดดลมฝนอย่างมั่นคงและหายห่วง นางขอแค่มีหลักประกันให้ชีวิตเท่านั้น ไม่โลภมากไปกว่านี้ และหากไม่จำเป็นนางจะพยายามไม่ขอความช่วยเหลือ


เหอจิ่วเหนียงย่อมรู้อยู่แล้วว่าเฉิงเสวี่ยเวยคิดเช่นไร สุดท้ายนางจึงตอบตกลง


ทำการค้า นางชอบคนเช่นนี้ที่สุด รู้ว่าอะไรควรไม่ควร รู้จักยับยั้งชั่งใจ จนถึงตอนนี้ในใจเหอจิ่วเหนียงก็ยังรู้สึกซาบซึ้งในตัวนางจริงๆ


ตอนที่ทั้งสองร่วมมือกันทำการค้าในตอนแรกก็ไม่ได้มีใครล่วงรู้ว่าลู่ไป่ชวนจะกลับมา และไม่รู้ด้วยว่าลู่ไป่ชวนจะมีอนาคตที่ดีเช่นนี้ ระหว่างร่วมทำการค้าก็ปรึกษากันมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งแคลงใจอะไรกันเลยสักครั้ง


ต่อมาลู่ไป่ชวนกลับมา เฉิงเสวี่ยเวยก็ตื่นเต้นดีใจ แต่สุดท้ายเป้าหมายของนางก็ยังคงชัดเจนคือแค่อยากร่วมทำการค้ากับครอบครัวลู่เท่านั้น รักษาผลประโยชน์ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์ ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกสบายใจ


สหายร่วมการค้าเช่นนี้ ทำให้เหอจิ่วเหนียงวางใจได้ไม่น้อยเลย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สมควรทำการค้าร่วมกับนางเพิ่มอีกหน่อย จะไม่ออกมาดีได้อย่างไรกัน


เหอจิ่วเหนียงแอบจดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจ เตรียมทำการค้าให้ใหญ่กว่าเดิมออกมา!


ทางด้านนี้กำลังคุยเรื่องการค้ากันอย่างกระตือร้อร้น 


ส่วนทางด้านลู่ไป่ชวนกลับเล่นกับเจ้าลิงน้อยเป็นเพื่อนบุตรชาย


บอกว่าเล่นเป็นเพื่อน แต่ความจริงแล้วลู่ไป่ชวนแค่นั่งอยู่ข้างๆเฉยๆ ไม่พูดไม่จา และไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร กำลังคิดอะไรไปเรื่อยๆอยู่คนเดียว


โก่วเอ๋อร์เล่นไปได้สักพักก็ส่งเจ้าลิงน้อยให้เอ้อหนิวพาไปป้อนน้ำ จากนั้นก็ไปนั่งข้างลู่ไป่ชวน ท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ แล้วกล่าวถาม “ท่านพ่อ ท่านทำให้ท่านแม่ไม่พอใจมาหรือขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนได้สติกลับมา “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”


“ท่านแม่ไม่สนใจท่าน ท่านย่าก็ไม่ค่อยจะสนใจท่านเท่าไร ท่านพ่อทำเรื่องที่ผิดต่อท่านแม่หรือขอรับ?”


เด็กน้อยยกมือสองข้างเท้าสะเอวราวกับจะเอาเรื่องแทนแม่เขาก็มิปาน 


ลู่ไป่ชวน “...”


เขารู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย ยังคืนดีกับสองคนนั้นไม่ได้เลย นี่มาอีกคนแล้วหรือ…


“พ่อทำให้แม่เจ้าไม่พอใจจริงๆอย่างที่เจ้าว่า แต่พ่อไม่ได้ตั้งใจ พ่อกำลังหาโอกาสขอโทษแม่เจ้าอยู่”


เขายื่นมือลูบศีรษะเล็กๆของบุตรชายพลางเอ่ยถาม “เจ้าช่วยพ่อได้หรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ “ท่านพ่อจะให้ข้าช่วยอย่างไรขอรับ?”


“ง่ายมาก หลังฟ้ามืดเจ้าก็กลับไปที่ห้องตัวเอง ห้ามผลีผลามออกมาก็พอแล้ว พ่อจะอธิบายกับแม่เจ้าเป็นการส่วนตัวให้ชัดเจน”


โก่วเอ๋อร์ “…”


เขาก็คิดอย่างจริงจังว่าตนจะช่วยท่านพ่อคืนดีกับท่านแม่เช่นไรได้บ้าง แต่ท่านพ่อกลับบอกอ้อมๆ ว่ากลัวเขาไปเกะกะ!


แต่จริงๆแล้วลู่ไป่ชวนตอบคำถามบุตรชายด้วยความจริงจัง


หลังจากขบคิดมานานชายหนุ่มก็กลั่นกรองวิธีการออกมาได้ ในเมื่อเจตนาของเขาทำให้ภรรยาไม่พอใจ เช่นนั้นก็ไม่ต้องเรียกนางไปที่ห้องเขาแล้ว เขาต้องเป็นฝ่ายไปหานางที่ห้องเอง จากนั้นก็อธิบายเรื่องราวให้ชัดเจน ง่ายๆแค่นี้


หากระหว่างที่กำลังปรับความเข้าใจกันแล้วบุตรชายโผล่มากะทันหัน ทั้งหมดก็จบน่ะสิ!


“เป็นเช่นไร ทำได้หรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนไม่รู้เลยว่าบุตรชายของตนฉลาดหลักแหลมไม่เหมือนเด็กทั่วไป จึงหลอกล่อเขาเหมือนเด็กทั่วไป


โก่วเอ๋อร์ถอยห่างออกจากบิดาเล็กน้อย ทำเสียงฮึดฮัด “หึ!”


ตอนที่ 282: ผิดจริยา อย่าดู [1]


ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจเล็กน้อย “ไม่ได้หรือ หรือว่าคืนนี้เจ้าจะไปหาแม่เจ้า?”


โก่วเอ๋อร์ขมมวดคิ้วย่นมองพ่อเขา ดูเหมือนว่าเขาจะรู้แล้วว่าท่านแม่โกรธท่านพ่อเพราะเหตุใด


ท่านพ่อของเขาไม่ค่อยได้ความสักเท่าไร!


ไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุที่เขาโกรธ!


ขณะที่เขากำลังคิดจะพูดอะไรบางอย่างก็ได้ยินอีกทางด้านหนึ่งเรียกให้ไปกินข้าวแล้ว เด็กน้อยจึงกล่าว “ท่านพ่อ ไปกินข้าวกันเถอะขอรับ”


กล่าวจบเด็กน้อยก็เป็นฝ่ายเข้าไปจับมือเขา รู้ว่าร่างกายเขาเจ็บอยู่จึงตั้งใจเดินช้าๆ


แม้จะโกรธ แต่นี่ก็เป็นท่านพ่อของเขา ต่อให้โกรธมากกว่านี้ก็ไม่อาจทิ้งท่านพ่อไปได้


ลู่ไป่ชวนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ทั้งภรรยากับบุตรชายเหมือนกันไม่มีผิด แม้จะโกรธเขาอยู่แต่ก็ไม่มีทางที่จะไม่สนใจเขาจริงๆ


คืนนี้มีเฉิงเสวี่ยเวยเพิ่มมาอีกคน ความครึกครื้นจึงเพิ่มมากขึ้น


ผู้เฒ่าลู่ยังคงพูดถึงเรื่องเมื่อคืนต่อ ให้พวกโหลวชงเล่าเรื่องที่น่าสนใจที่พบเจอข้างนอกให้เขาฟัง เสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง


แม้เหอจิ่วเหนียงยังไม่สนใจเขาเท่าไร แต่ลู่ไป่ชวนก็ยังแบกหน้าหนาๆ นั่งข้างกายนางเช่นเดิม ทั้งยังคีบอาหารให้นางเป็นบางครั้ง ท่าทางรักและทะนุถนอมภรรยาเป็นอย่างมาก


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจฟังเรื่องที่น่าสนใจเหล่านั้นจนไม่ได้สังเกตอะไรเลย เห็นในถ้วยมีอาหารอยู่นางก็คีบกิน ไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าคืออะไร


หลังจากกินเสร็จทุกคนต่างก็แยกย้าย ผู้เฒ่าลู่และนางซุนก็กลับเรือนตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงจัดการให้สวีต้าซานไปส่งเฉิงเสวี่ยเวยกลับบ้าน ให้สะใภ้สวีพาคนรับใช้ที่เพิ่งมาใหม่ไปจัดเตรียมที่พักอาศัย ส่วนตนก็กลับมาอาบน้ำที่ห้องตัวเอง


โก่วเอ๋อร์เหลือบมองท่านพ่อที่นั่งอยู่เพียงลำพัง จึงยอมรับชะตากรรมเป็นคนพาเขากลับไปที่ห้อง


ลู่ไป่ชวนอยากพูดคุยกับโก่วเอ๋อร์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะดูๆแล้วบุตรชายน่าจะยังโกรธเขาอยู่


แต่เมื่อกลับเข้ามาในห้องของตัวเอง สุดท้ายกลับเป็นโก่วเอ๋อร์ที่เอ่ยกับเขาก่อน “ท่านพ่อวางใจเถอะขอรับ ข้าจะไม่ไปหาท่านแม่แน่นอน”


กล่าวจบเขาก็ปล่อยมือลู่ไป่ชวน และเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง มองตามแผ่นหลังเขาดูเหมือนจะเหงาหงอยเล็กน้อย


ลู่ไป่ชวนรู้สึกปวดใจเล็กน้อย จึงรีบกล่าวขึ้น “โก่วเอ๋อร์ อีกสองสามวันพ่อจะพาเจ้าไปขี่ม้านะ!”


“ดีขอรับ ดีขอรับ!”


ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็ยิ้มได้ ทั้งยังหันหลังมาโบกมือให้ลู่ไป่ชวนอีกด้วย ก่อนจะวิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเองด้วยความดีใจ


เขาอยากเรียนขี่ม้ามานานแล้ว รู้สึกว่าสง่าผ่าเผยและหล่อเหลาเป็นพิเศษ เหมือนอย่างวันก่อนตอนที่ท่านพ่อพาเขาไปที่คุกก็ขี่ม้ากันไป เขาตื่นเต้นตลอดทาง


เขาไม่ได้โกรธท่านพ่อจริงๆสักหน่อย แค่ในตอนที่เขากำลังคิดว่าจะช่วยท่านพ่อคืนดีกับท่านแม่เช่นไรนั้นกลับถูกท่านพ่อบอกว่าอย่าให้เขาผลีผลามออกมา ทำให้เขารู้สึกว่า ตัวเองเป็นส่วนเกิน จึงรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย


แต่ตอนนี้ท่านพ่อบอกแล้วว่าอีกสองสามวันจะพาเขาไปขี่ม้า ความน้อยใจเหล่านั้นก็หายไปหมดแล้ว จึงให้อภัยเรื่องที่ท่านพ่อรังเกียจเขาเมื่อครู่


เห็นบุตรชายยิ้มได้ในที่สุด ลู่ไป่ชวนก็โล่งอก


เป็นพ่อคนครั้งแรกก็ไม่รู้ว่าต้องดูแลอารมณ์และความรู้สึกของลูกเช่นไร ต่อไปคงต้องขอคำแนะนำจากพี่ชายทั้งสองสักหน่อยแล้ว


เขากลับห้องตัวเอง และนั่งอยู่ครู่หนึ่ง กำลังคิดว่าประเดี๋ยวจะอธิบายกับภรรยาเช่นไรดี หีบทองคำและของล้ำค่าก่อนหน้านี้พวกโหลวชงเอามาไว้ในห้องเขาพอดี จะได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการไปหานาง


“ใครก็ได้ มานี่หน่อย!”


เขาเปิดประตูตะโกนเรียก สะใภ้สวีให้นางหลี่กับนางหลินคอยอยู่รับใช้ที่เรือนหลักพอดี พวกนางพักอาศัยอยู่ในห้องข้างๆเรือนหลัก ได้ยินเจ้านายเรียกก็รีบวิ่งออกมา “นายท่านสาม ต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”


“ยกหีบพวกนี้ตามข้าไปที่ห้องฮูหยิน”


ขณะกล่าวเขาชี้ไปที่หีบหลายหีบในห้อง และเดินออกมาจากห้องอย่างช้าๆ


หีบนี้หนักมาก แต่สองคนช่วยกันยกก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร อย่างมากก็แค่ยกหลายรอบหน่อย


เขายืนหน้าห้องนอนหลักครู่หนึ่ง ก่อนเคาะประตู “ฮูหยิน ข้าเอาของมาส่งให้เจ้า”


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งอาบน้ำเสร็จกำลังสวมอาภรณ์อยู่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเอาทองคำมาให้ นางจึงตอบรับ “เข้ามาเถอะ”


นางหลี่และนางหลินก้มหน้าก้มตายกของเข้ามา พวกนางยกอยู่หลายรอบกว่าจะเสร็จ ลู่ไป่ชวนรอพวกนางยกเสร็จจนกระทั่งพวกนางถอยออกไป เขาถึงจะเข้ามา


คืนนี้ต้องอธิบายกับภรรยาให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นต้องอยู่กับความปั่นป่วนใจไปอีกนานแน่นอน


เขานั่งลงบนเก้าอี้ เห็นเงาร่างด้านหลังฉากกันลมกำลังเคลื่อนไหว ท่วงท่าชดช้อยสะท้อนบนฉากกันลม ร่างกายของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นโดยไม่รู้ตัว จึงรีบละสายตาไปทางอื่น


ตอนนี้เขาแยกห้องนอนกับภรรยาอยู่นะ ผิดจริยา อย่าดู! มันผิดจริยา ห้ามดู! ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องเดือดร้อนจะเป็นตัวเขาเอง


“ฮูหยิน ข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า”


เขาหันหลังให้ฉากกันลม พยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด


เหอจิ่วเหนียงเช็ดผมอยู่หลังฉากบังลม นางชินกับการทำเรื่องเหล่านี้เอง ต่อให้มีสาวใช้ในบ้านนางก็ไม่อยากให้สาวใช้มาช่วย


ได้ยินเสียงของลู่ไป่ชวนท่ามกลางความเงียบนางก็สะดุ้งเล็กน้อย นึกว่าเขาไปแล้วซะอีก


“มีเรื่องอะไรท่านพูดมาเถอะ”


พอดีเส้นผมของนางพอหมาดๆแล้ว นางเดินออกมาจากหลังฉากบังลม จะไปนั่งหวีผมที่โต๊ะเครื่องแป้ง


ได้ยินเสียงก้าวเท้า ลู่ไป่ชวนคิดว่านางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับไป…


ทว่าทันใดนั้น ดวงตาเขาก็เบิกกว้างขึ้น!


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สวมชุดนอนปกติของคนยุคสมัยนี้ แต่สวมชุดนอนสายเดี่ยวที่นางเป็นคนออกแบบ


แม้ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีฟองน้ำมาปิดหน้าอก แต่เพิ่มผ้าฝ้ายไปชั้นหนึ่งก็สามารถปิดจุกนูนที่หน้าอกได้


แม้กระโปรงจะออกแบบมาโปร่งสบาย แต่ทำมาจากผ้าไหมจึงขับให้เห็นรูปร่าง ขณะที่เหอจิ่วเหนียงเดินนั้นกระโปรงก็พลิ้วไหว ทำให้เห็นรูปร่างสัดส่วนอันเพรียวบางของนางได้ชัดเจน


เหอจิ่วเหนียงรูปร่างชดช้อย หน้าตางดงาม ผิวขาวเนียนนวลผ่อง ขาเรียวยาว ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วราวกับภาพวาดก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนเห็นภาพนี้ก็ราวกับถูกมนตร์สะกด ตะลึงจนทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ


เหอจิ่วเหนียงเป็นคนยุคสมัยใหม่ ไม่คิดว่าการที่ตนเองสวมชุดนอนสายเดี่ยวอยู่ในห้องตัวเองเช่นนี้จะเป็นอะไร ดังนั้นหลังจากเดินออกมาจากฉากบังลมก็ไปนั่งหวีผมที่โต๊ะเครื่องแป้งด้วยท่าทีปกติ


รอฟังอยู่นานก็ไม่ได้ยินอีกฝ่ายพูดอะไรเสียที เหอจิ่วเหนียงจึงถามอีกครั้งโดยยังหันหลังให้เขา “มีเรื่องจะพูดกับข้าไม่ใช่หรือ?”


ลู่ไป่ชวนได้สติกลับมา มองไปด้านข้างอย่างประหม่า


“อะแฮ่ม… คือข้าอยากมาขอโทษเจ้าเรื่องเมื่อวานน่ะ”


เขากระแอมเล็กน้อยเพื่อให้เสียงตัวเองเป็นปกติ


แม้รู้ดีว่าภรรยาไม่ได้ตั้งใจยั่วยวนเขา แต่ในฐานะบุรุษธรรมดาคนหนึ่ง ตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย


“เรื่องอะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงคาดเดาไม่ถูก นางกำลังหวีผมด้วยความรำคาญใจ


เส้นผมนางพันกันเล็กน้อย ผมยาวเกินไปก็ดูแลยาก เมื่อผมพันกันเช่นนี้นางก็พยายามสางอย่างสุดกำลังจนเจ็บถึงขั้นใบหน้าเหยเก


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็รีบลุกขึ้นไปช่วย


เขาหยิบหวีในมือนางมา ช่วยหวีเส้นผมที่พันกันให้คลายออกอย่างเบามือ ในขณะเดียวกันก็อธิบายไปด้วย “เมื่อวานข้าทำให้เจ้าโกรธ ข้าปรึกษาท่านแม่แล้ว ท่านแม่บอกว่าคำพูดที่ข้าพูดกับเจ้าอาจทำให้เจ้าเข้าใจผิดได้ ข้าเอาแต่เรียกหาเจ้า ทำราวกับว่าเจ้าเป็นสาวใช้ เจ้าก็เลยโกรธ แต่ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเลยจริงๆนะ ข้า…ข้าก็แค่อยู่ในห้องคนเดียวเบื่อๆ อยากให้เจ้าอยู่คุยกับข้านานๆก็เลยหาเรื่องมาคุยกับเจ้า”


เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองเป็นบุรุษ พูดคำพูดเหล่านี้ออกไปต้องรู้สึกอายมากแน่ๆ แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่พูดออกไปแล้ว กลับรู้สึกสบายใจขึ้นมากอย่างน่าประหลาด


ตอนที่ 283: ผิดจริยา อย่าดู [2]


เหอจิ่วเหนียงไม่คุ้นเคยกับการให้คนอื่นช่วยหวีผม แต่ตอนนี้นางรู้สึกรำคาญใจเล็กน้อย ในเมื่อเขาอยากหวีให้ก็ปล่อยให้เขาหวีไป


ได้ยินเขาอธิบายอย่างเคร่งเครียด เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะขำไม่ได้


นางไม่ได้เข้าใจผิดคิดว่าเขาเรียกนางราวกับสาวใช้สักหน่อย นางก็แค่รู้สึกว่าเขาเอาแต่เรียกนางไปหา แต่พอไปถึงก็งึกๆงักๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง นางจึงยิ่งหงุดหงิดก็เท่านั้นเอง


อาจเป็นเพราะอากาศร้อนด้วย และอาจเป็นเพราะใกล้จะเป็นระดูด้วย ก็เลยโมโหง่ายไปหน่อย


แต่เมื่อได้ฟังในมุมมองของเขา เหอจิ่วเหนียงก็นึกย้อนกลับไป และตระหนักได้ว่าตนไม่ควรโกรธใครโดยไร้เหตุผลเช่นนี้เลย เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด


นางพูดขึ้น “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้โกรธเพราะเรื่องนั้นเสียหน่อย”


“แล้วเพราะเรื่องอะไรหรือ?”


ลู่ไป่ชวนช่วยนางหวีผมอย่างคล่องแคล่ว พูดเสียงเบา หากไม่ใช่เพราะทั้งสองอยู่ใกล้กันมากคาดว่าคงไม่ได้ยิน


“ข้าก็แค่รู้สึกว่าท่านเป็นถึงวีรบุรุษ แต่กลับพูดจาวกไปวนมาไม่รู้เรื่อง ก็เลยรำคาญเท่านั้น”


ลู่ไป่ชวน “…”


เขาเองก็อยากพูดจาฉะฉานเหมือนตอนที่อยู่กับสหายพี่น้องเหมือนกัน ทว่านี่เป็นภรรยาเขาเชียวนะ!


เขากลัวว่าหากไม่ระวังคำพูดแล้วจะกลายเป็นการไปล่วงเกินภรรยาเข้า


เหตุใดการระมัดระวังถึงเป็นเรื่องผิดไปเสียได้ล่ะ!


“อืม ครั้งต่อไปจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว”


ในใจมีคำถามมากมายหลายอย่าง ทว่าภายนอกกลับให้คำมั่นอย่างอ่อนโยน ทั้งยังกล่าว “เช่นนั้นเจ้าหายโกรธข้าเถอะนะ โกรธมากจะทำให้เสียสุขภาพได้ เดี๋ยวข้าจะให้สะใภ้สวีต้มน้ำถั่วเขียวมาให้เจ้าดื่มสักถ้วย”


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงประดักประเดิดเล็กน้อยที่โกรธเขาเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อเห็นเขายอมเป็นฝ่ายโอนอ่อน นางจึงทำใจปล่อยให้มันผ่านไป “ดีเลย เช่นนั้นข้าขอชานมสักแก้วด้วยนะ”


“ชานมเย็นเกินไป พรุ่งนี้ค่อยดื่ม”


ลู่ไป่ชวนไม่ตามใจนาง แม้เขาจะรู้ว่าชานมอร่อย แต่นมหากดื่มมากไปอาจเสาะท้องได้ อีกทั้งกินของเย็นในเวลานี้อาจทำให้ไม่สบายได้


“ก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ให้ก็ไม่ให้ ถึงอย่างไรในห้วงมิตินางก็มีทุกอย่างอยู่แล้ว เดี๋ยวเอาออกมาดื่มก็ได้! ทั้งยังมีหลายรสชาติอีกด้วย เพิ่มไข่มุกสักหน่อย อา∼∼ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว!


ลู่ไป่ชวนเตรียมคำพูดโน้มน้าวหากนางไม่ยอมเอาไว้ในหัวแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่านางจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย ดังนั้นคำพูดเหล่านั้นจึงไม่ได้ใช้งาน


หวีผมไปพอประมาณแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มเอ่ยปากไล่ “ในเมื่อคุยเข้าใจกันแล้ว ก็แค่เป็นเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ข้าเองก็หายโกรธแล้วด้วย เช่นนั้นท่านกลับไปพักผ่อนเถอะ ร่างกายยังไม่หายดี อย่าเคลื่อนตัวซี้ซั้ว”


เห็นภรรยาผู้งดงามจนน่ากลืนกินตรงหน้า ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็เข้าใจสัจธรรมที่ว่า กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นต้องรับผลกรรมเอง


หากวันนั้นไม่แสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษ ไม่เอ่ยปากแยกห้องนอน เขาก็คงได้นอนกับนาง


เขาไม่อยากไป…


ทันใดนั้นจึงพยายามหาเรื่องถ่วงเวลา “ของพวกนี้เจ้าจะเอาไปไว้ตรงไหนหรือ หนักมากนะ ข้าช่วยเจ้ายกก่อนดีกว่า เสร็จแล้วค่อยไป”


“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ท่านยังบาดเจ็บอยู่…ว้าย!”


เหอจิ่วเหนียงผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อครู่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ บนพื้นรองเท้ายังเปียกน้ำอยู่ การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วนี้จึงทำให้นางลื่น


นางทรงตัวไม่อยู่จึงล้มไปทางลู่ไป่ชวน


ลู่ไปชวนตอบสนองรวดเร็วมาก ยื่นมือไปคว้าเอวนางมาไว้ในอ้อมแขน เดิมทีคิดว่าไม่เป็นอะไร ทว่าแต่เดิมร่างกายของเขาบาดเจ็บจนอ่อนแรงอยู่แล้ว ตอนนี้จึงรับแรงของเหอจิ่วเหนียงไม่ไหว ทำให้ร่างของทั้งสองล้มลงไปกับพื้น


เคราะห์ดีที่เป็นร่างของเขาที่กระแทกลงพื้น ไม่ใช่ภรรยา


มีร่างของลู่ไป่ชวนรองรับ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่เป็นอะไร แต่เนื่องจากไม่ทันตั้งตัว เนื้อหน้าอกอันอวบอิ่มจึงแนบชิดบนแผงอกแกร่งของลู่ไป่ชวน ห่างกันแค่ผืนผ้าบางๆขวางกั้น สายเดี่ยวข้างหนึ่งก็หลุดลงข้างไหล่


ลู่ไป่ชวนเห็นภาพอันเย้ายวนก็แทบสติหลุด จึงรีบละสายตาไปทางอื่น


“ข้าขยับตัวไม่ได้ เจ้าลุกแล้วช่วยดึงข้าหน่อย”


เพราะล้มลงไปโดยไม่ทันระวัง ร่างยังถูกภรรยาทับไว้ ตอนนี้แม้แต่เรี่ยวแรงจะลุกก็ไม่มีแล้ว ทำได้เพียงให้ภรรยาช่วย


เหอจิ่วเหนียงเก้ๆกังๆ ผู้มากความสามารถอย่างนาง คาดไม่ถึงเลยว่าอยู่ดีๆจะเสียหลักจนน่าเกลียดเช่นนี้ได้ ช่างน่าอับอายขายหน้ายิ่งนัก


นางรีบลุกออกจากตัวเขา ดึงสายเดี่ยวที่หลุดขึ้น จัดกระโปรงให้เข้าที่ ก่อนจะก้มตัวลงไปช่วยพยุงเขาขึ้นมา


แต่ชุดนอนสายเดี่ยวชุดนี้คอเสื้อไม่สูงเท่าไร ทันทีที่ก้มตัวลงไปก็เผยให้เห็นทุกอย่าง


เหอจิ่วเหนียงไม่ทันระวังและไม่ทันสังเกตแต่อย่างใด ทว่าลู่ไปชวนที่อยู่ตรงหน้ากลับเห็นอย่างชัดเจน


เลือดภายในกายร้อนผ่าวอย่างไม่อาจควบคุมได้!


ปิดตาตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้วด้วย!


“ไอ้หยา เลือดกำเดาท่านไหล! เมื่อครู่จมูกท่านกระแทกอะไรหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ รีบช่วยพยุงเขาขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ จากนั้นรีบควานหาผ้ามาหยุดเลือดกำเดาให้เขา ก่อนจะไปหากล่องยาของตัวเองมา เตรียมจัดกระดูกให้เขาและฝังเข็มปรับสมดุลอีกครั้ง กว่าจะจัดกระดูกให้เข้าที่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตอนนี้มาล้มจนเกิดเรื่องขึ้นเสียได้


เขาถูกเหอจิ่วเหนียงพยุงกลับมาที่ห้องตัวเอง หลังจากนอนลงบนเตียงเขารู้สึกวิงเวียนศีรษะ เนื่องจากเลือดกำเดาไหลไม่หยุดจนกระทั่งเขารู้สึกว่าตนเองเสียเลือดไปมากแล้ว


ออกจากห้องตัวเอง เหอจิ่วเหนียงสวมชุดคลุมนอกอีกชั้น แต่ขาเรียวยาวอันขาวผ่องยังคงเผยออกมาด้านนอก


ในตอนนี้นางพับแขนเสื้อนั่งลงข้างเตียง แล้วเอ่ย “ถอดเสื้อผ้าออก ข้าจะดูอาการให้ท่าน”


คำพูดนี้ทำให้ลู่ไป่ชวนกลับมาอยู่ในโลกความเป็นจริงสำเร็จ


“คืนนี้ไม่ต้องแล้วดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยดูเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว อยากนอน”


ขณะที่กล่าวนั้นเขาดึงผ้าห่มมาคลุมกายอย่างว่องไว


อืม… คลุมร่างกายส่วนที่ไม่เหมาะสมให้มิดชิด


เหอจิ่วเหนียงกลับเบิกตากว้าง “ข้าหอบกล่องยามาแล้ว เมื่อครู่ท่านล้มแรงมาก ถ้าไม่รีบรักษาอาการจะยิ่งหนักนะ! เมื่อครู่ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะร่างกายท่านอ่อนแอ พวกเราจะล้มลงไปง่ายๆเช่นนั้นหรือ?”


ลู่ไป่ชวน “...”


เขาคิดในใจ โทษเขาอีกแล้วหรือ


“เร็วเข้าสิ ฝังเข็มให้ท่านเสร็จข้ายังมีเรื่องต้องกลับไปทำอีก!”


นางเตรียมจะออกแบบเตาย่าง จะให้เฉิงเสวี่ยเวยนำไปให้ช่างฝีมือทำออกมาสักเตา


ครอบครัวลู่ที่อยู่ในอำเภอขายเป็ดย่างห่านย่างกันไปตั้งนานแล้ว แต่ในเมืองยังไม่มีขาย


ภาพเตาย่างในตอนนั้นวาดไม่ค่อยละเอียดนัก ส่วนใหญ่แล้วนางเป็นคนคุมงานให้ทำออกมา และมีแค่อันเดียวซึ่งถูกใช้งานกับการค้าเป็ดย่างแล้ว ตอนนี้จึงได้เวลาทำเพิ่ม


ลู่ไป่ชวนกลับจับผ้าห่มแน่นไม่ยอมปล่อย สีหน้าค่อนข้างลำบากใจ “ข้ารู้สึกเหนื่อยจริงๆ…”


“ต่อให้ท่านเหนื่อยก็ต้องล้างหน้าล้างตาสักหน่อย หลังจากที่ข้าตรวจดูอาการให้ท่านเสร็จท่านจะได้ไปแช่ยาอาบน้ำพอดี จากนั้นท่านก็ค่อยนอน”


สาเหตุที่นางพยายามมากเช่นนี้ หลักๆก็เป็นเพราะนางเป็นคนทำให้ลู่ไป่ชวนล้ม นางรู้สึกผิด ต้องรับผิดชอบตรวจดูอาการให้เขา


ไม่เพียงล้มก้นจ้ำเท่านั้น แต่ยังทำให้เลือดกำเดาเขาไหลออกมาอีก


ลู่ไป่ชวนรู้สึกขมขื่น แต่เขาก็ไม่สะดวกที่จะพูดออกมา


ขณะที่กำลังคิดหาข้ออ้างเพื่อหลีกหนี เหอจิ่วเหนียงก็ฉวยโอกาสที่เขาไม่ทันตั้งตัว กระชากผ้าห่มเขาออกไป…


ผ้าห่มแนบชิดอยู่กับเสื้อผ้า ทำให้เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างของเขานั้นถูกดึงออกไปด้วย


จากนั้น…


เหอจิ่วเหนียงก็เห็น เอ่อ… บะ บะ บ๊ะ บ๊ะจ่าง…


เสียงวิ้งดังขึ้นในหัว ก่อนจะเกิดเป็นภาพขาวโพลน


สิ่งที่เขาปกปิดเอาไว้เผยออกมาแล้ว ก็เปล่าประโยชน์ที่ลู่ไป่ชวนจะต้องขัดขืน เขานอนลงไปราวกับว่าชีวิตนี้ไร้ความหมาย ถึงขั้นหมดใจจะดึงเสื้อผ้ากลับมาปกปิดร่างกาย


“เอ่อ…”


เหอจิ่วเหนียงพยายามหาคำพูดมาแก้สถานการณ์ ยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าว “ดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียวที่มีอาการร้อนใน แหะๆ!”


ตอนที่ 284: เมื่อคืนล้ม อาการหนักอีกครั้ง


เหอจิ่วเหนียงรู้วิชาแพทย์ เข้าใจอวัยวะภายในได้ดี เพียงแต่เมื่อครู่ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยก็เท่านั้น


หลังจากประมวลผลอยู่ในหัวจึงเข้าใจต้นสายปลายเหตุ อาจเป็นเพราะชุดนอนสายเดี่ยวของนาง จึงทำให้ลู่ไป่ชวนถูกกระตุ้นเช่นนี้


ถึงอย่างไรลู่ไป่ชวนก็เป็นบุรุษ ทั้งยังเป็นบุรุษที่อดทนหักห้ามใจตัวเองมานานหลายปี การไวต่อความรู้สึกเช่นนี้นับว่าเป็นเรื่องปกติ


นางรู้สึกอับอาย ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คีบมุมผ้าห่มกลับขึ้นมาปิดร่างกายให้เขาดังเดิม ก่อนจะแสร้งกล่าวอย่างไม่แยแส “เช่นนั้นท่านทำใจให้สงบก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะมีดูอาการให้ใหม่”


กล่าวจบก็หันหลังเดินออกไป นางไม่ได้เอากล่องยาไปด้วย เพราะอีกเดี๋ยวจะกลับมาใหม่ ถึงอย่างไรคืนนี้เขาก็หนีไม่พ้นการจัดกระดูกกับการฝังเข็ม


ลู่ไป่ชวนหมดอาลัยตายอยาก ได้แต่หลับตาให้ตัวเองสงบจิตสงบใจลง ทว่ายามหลับตา ในหัวของเขากลับเต็มไปด้วยภาพที่เห็นเมื่อครู่ ไม่เพียงจิตใจจะไม่สงบลงเท่านั้น แต่ความรู้สึกกลับรุนแรงขึ้นยิ่งกว่าเดิม


เลือดกำเดายังไม่หยุดไหล เขาพยายามเอื้อมไปหยิบผ้าผืนใหม่มาเช็ด


เฮ้อ… ชีวิตเขาไม่สวยงามอีกต่อไปแล้ว


ด้านเหอจิ่วเหนียง หลังจากแยกตัวออกมาจิตใจก็ยังคงว้าวุ่นไม่แพ้กัน เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเกรงว่าน้ำถั่งขงถั่วเขียวคงไม่ได้ดื่มแล้ว ดังนั้นนางจึงนำชานมไข่มุกเย็นๆออกมาจากห้วงมิติ ดื่มสักหน่อยช่วยให้จิตใจสงบลงได้


อันที่จริงเรื่องนี้นางเป็นคนผิด เพราะนางประมาทเลินเล่อไม่ระมัดระวัง จึงกลายเป็นการทำร้ายลู่ไป่ชวน


จากมุมมองของนาง ลู่ไป่ชวนไม่ได้มีความคิดจะฉวยโอกาสใช้สถานะสามีภรรยามาเอาเปรียบนาง เพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไรล้วนอยู่ภายใต้ความเหมาะสมและมีเหตุมีผล ค่อยๆเป็นค่อยๆไป เขาไม่บุ่มบ่ามล่วงเกินนาง แต่เลือกให้ตัวเองอดทนเอาไว้ ข้อนี้เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจในตัวเขามาก


นางรับรู้ได้ว่าเขารู้สึกดีต่อนาง ไม่อย่างนั้นตั้งแต่วันแรกที่กลับมาคงไม่เปลี่ยนตัวเองหลายอย่าง พยายามเข้าใกล้และเอาใจนางหรอก


เพราะเขารู้ว่าตัวเองจากบ้านไปนานหลายปี ภรรยาก็เลยไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นคนเอ่ยปากแยกห้องนอน ในขณะเดียวกันก็บ่มเพาะความรู้สึกดีๆไปด้วย


ทั้งหมดนี้เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้… และหากจะบอกว่าไม่หวั่นไหวเลยก็คงเป็นเรื่องโกหก


เดิมทีตั้งใจจะออกแบบเตาย่าง แต่บัดนี้ในสมองกลับเต็มไปด้วยความคิดยุ่งเหยิงมากมาย งานที่กะว่าจะทำจึงเป็นอันต้องพับเก็บไปก่อน 


ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว หากตอนนี้ยังไม่ฝังเข็มอีก กว่าจะเสร็จคงดึกแน่


ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงไปเคาะประตูห้องลู่ไป่ชวนอีกครั้ง


ตอนนี้จิตใจของลู่ไป่ชวนสงบลงบ้างแล้ว ทั้งสองไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้น ทั้งยังพยายามทำให้จิตใจตัวเองเป็นปกติ ไม่ให้เกิดเรื่องน่าอายดังเมื่อครู่อีก


เหอจิ่วเหนียงจัดกระดูกและฝังเข็มให้สามีอย่างคล่องแคล่วว่องไว จากนั้นให้สาวใช้ต้มน้ำอุ่นผสมยามาให้เขาแช่อาบ ส่วนนางก็รีบกลับห้องไปนอน


ตลอดทั้งคืน ในหัวของสองหนุ่มสาวเต็มไปด้วยความคิดยุ่งเหยิง


เช้าตรู่วันต่อมา เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะโวยวายด้านนอก นี่ฟ้าเพิ่งจะสาง ตามหลักแล้วยังนอนต่อได้อีกหน่อย แต่เมื่อได้ยินเสียงของพวกโหลวชงนางก็ไม่มีแก่ใจจะนอนต่อแล้ว


นางรีบลุกขึ้น สวมชุดเรียบร้อยแล้วออกไปดู เห็นพวกโหลวชงใช้เปลหามลู่ไป่ชวนออกไปข้างนอก


ปกติแล้วลู่ไป่ชวนเดินเองได้ถึงแม้จะลำบากเล็กน้อย แต่เมื่อคืนล้มแรงขนาดนั้น อาการจึงหนักเอาการ


แต่เปลนี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่เหมาะเจาะ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนคราวที่แล้วที่ไปได้ไม่นานก็ถูกหิ้วปีกกลับมา พวกโหลวชงจึงจัดเตรียมเปลมาหามเขาไปที่คุกโดยเฉพาะ


แค่ระยะเวลาเพียงไม่กี่วันนี้ ลู่ไป่ชวนทำตัวเองให้ขายหน้ามาหลายเรื่องแล้ว ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธ


“นี่จะไปไหน ไปทำอะไรกัน?”


เหอจิ่วเหนียงเห็นเหตุการณ์ก็เดินเข้าไปถามด้วยความแปลกใจ คิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับลู่ไป่ชวน


โหลวชงรีบอธิบาย “พี่สะใภ้ นักโทษในคุกพวกนั้นไม่ยอมปริปากสารภาพอะไรเลยขอรับ ข้าวปลาก็ไม่ยอมกิน ตั้งใจอดอาหารจบชีวิต ตอนนี้นักโทษสองคนหมดสติไปแล้วขอรับ”


พวกเขาไม่เคยพบเจอนักโทษที่ปากแข็งเช่นนี้มาก่อน สองสามวันที่ผ่านมาไม่ว่าจะไต่สวนด้วยวิธีการทรมานใดล้วนใช้มาหมดแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล


จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว ทั้งยังมุ่งมาดเลือกเส้นทางจบชีวิตตัวเองด้วย


จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นักโทษหมดสติ พวกเขาจึงแตกตื่นรีบมาที่นี่กันตั้งแต่เช้าตรู่ อยากให้หัวหน้าไปดู บางทีอาจไต่สวนได้เบาะแสที่เป็นประโยชน์บ้างก็ได้


“เช่นนั้นข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย”


เหอจิ่วเหนียงหันหลังวิ่งกลับไปในห้อง รีบล้างหน้าล้างตาและเตรียมตัวไปกับพวกโหลวชง


ไหนๆเมื่อวานก็รับปากแล้วว่าจะลองช่วย เช่นนั้นก็ถือโอกาสไปดูสักหน่อย


“พี่สะใภ้ ท่านไปได้จะดียิ่งนักขอรับ! พวกเราได้ยินว่าท่านใช้มีดแทงแต่ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต พวกเราตั้งตารอคอย อยากเห็นกับตาสักครั้งขอรับ!”


โหลวชงถูฝ่ามือไปมาด้วยความตื่นเต้น ตอนแรกพวกเขาก็อยากชวนพี่สะใภ้ไปด้วย แต่หัวหน้าบอกว่ามันเช้าเกินไป ให้นางนอนต่ออีกสักหน่อย พวกเขาจึงไม่รบกวนนาง นึกไม่ถึงว่านางจะออกมาเอง


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “นั่นมันฉุกละหุก ใช้กับสถานการณ์ที่คับขัน โหดเหี้ยมเกินไปข้าไม่ค่อยชอบ ข้ามีวิธีที่อ่อนโยนกว่านั้น”


พวกโหลวชงได้ฟังแล้วก็เหลือบมองลู่ไป่ชวนเล็กน้อยด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ ต่อไปชีวิตของหัวหน้าคงน่าสังเวชเป็นแน่ หากพลาดทำอะไรผิดละก็ อาจถูกลงโทษด้วยวิธีทารุณสารพัดไม่ซ้ำแบบเลยก็เป็นได้


แต่ลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา มีเพียงขอบตาดำคล้ำที่สะดุดตาเหล่าองครักษ์อย่างจัง


“หัวหน้า เมื่อคืนไม่ได้นอนหรือขอรับ?”


ซ่างอีเฟยอดทนต่อความอยากรู้ของตัวเองมาสักพักแล้ว แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้จริงๆ จึงถามขึ้น


พวกเขารู้ว่าหัวหน้ากับพี่สะใภ้แยกห้องกันนอน ไม่มีทางเป็นเพราะทำเรื่องบนเตียงแน่ๆ แต่การที่เจ้านายขอบตาดำราวกับสยงเมาเช่นนี้ ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ


ตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้ามืด และตรงนี้ก็มีแค่คนกันเอง ลู่ไป่ชวนจึงไม่ได้สวมหน้ากาก เขาเหลือบมองคนที่เพิ่งถามออกมาและกำลังหัวเราะ ด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะถามย้อนกลับ “เจ้าว่างนักหรือ?”


มาฝากท้องบ้านเขาทุกวันก็ช่างเถอะ ยังกล้ามาขำเขาอีก


ซ่างอีเฟยจึงหุบปากฉับ หันกลับไปเดินต่อเงียบๆ


ในตอนนี้เอง นางหลี่ถือเถาอาหารวิ่งตามออกมา “นายท่านสาม ฮูหยินสาม ห้องครัวทำซาลาเปาเนื้อเสร็จพอดีเจ้าค่ะ เอาไปรับประทานรองท้องระหว่างทางนะเจ้าคะ!”


“ข้ากำลังหิวอยู่พอดีเลย!”


เหอจิ่วเหนียงรับเถาอาหารมาด้วยความดีใจ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกนางจะเข้าครัวทำอาการกันตั้งแต่เช้า ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก


มีผู้ช่วยเยอะๆมันดีเช่นนี้นี่เอง ก่อนหน้านี้มีแค่สะใภ้สวีคนเดียวจึงยุ่งมาก ทำงานจนแทบตัวเป็นเกลียว


อีกอย่าง สาวใช้เหล่านี้ก็ซื่อสัตย์ไว้ใจได้จริงๆด้วย เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจมาก


ฮูหยินสามเปิดเถาอาหาร หยิบซาลาเปาออกมาสองลูก และหยิบเผื่อลู่ไป่ชวนอีกสองลูก ที่เหลือก็แบ่งให้พวกโหลวชง หลายวันมานี้เพื่อทำคดีนี้ พวกเขาเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ หากสองวันก่อนไม่ได้มากินข้าวที่บ้านครอบครัวลู่อย่างอิ่มหนำสำราญ คาดว่าคงเป็นลมล้มพับกันไปแล้ว


เพื่อความสะดวก เหอจิ่วเหนียงจึงนั่งรถม้าไปกับลู่ไป่ชวน ส่วนพวกโหลวชงขี่ม้าขนาบข้าง


สองหนุ่มสาวอยู่ในรถม้า ต่างคนต่างก็มองหน้ากัน แต่ไม่มีใครกล้าเปล่งวาจาออกมา


เมื่อมาถึงที่หมายก็กินซาลาเปาเนื้อหมดพอดี เถาอาหารวางไว้บนรถม้า เหอจิ่วเหนียงพยุงลู่ไป่ชวนเข้าไป


เห็นภรรยาไม่ทิ้งเขาเช่นนี้ ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย


เขาต้องให้ความร่วมมือในการรักษาให้ดีที่สุด ฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง รักษารูปลักษณ์ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ย้ายกลับไปอยู่ห้องเดียวกับภรรยาโดยเร็ว เช่นนี้ก็ไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมือนเมื่อคืนแล้ว


เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงมาที่ห้องคุมขังแห่งนี้ เหมือนที่ดูในทีวีในชาติที่แล้วไม่มีผิด มืด อับชื้น และเย็นเยือกจนน่าขนลุก


ตอนที่ 285: นรกบนดินชัดๆ


แต่ในทีวีเป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้น แม้ภาพบรรยากาศจะชวนให้รู้สึกถึงความสมจริง แต่ก็สะอาดถูกสุขลักษณะ


ที่นี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น บนพื้นสกปรกเฉอะแฉะ ไม่รู้ว่านานเพียงใดแล้วที่ไม่ได้รับการทำความสะอาด อากาศก็ไม่น่าใช้หายใจเอาซะเลย กลิ่นเหม็น กลิ่นรา และกลิ่นคาวเลือดผสมปนเป เหอจิ่วเหนียงอดที่จะยกมือปิดจมูกไม่ได้


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นจึงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้นาง ก่อนออกจากบ้านเขาเตรียมติดตัวเอาไว้ เมื่อคืนเลือดกำเดาไหลทั้งคืนกว่าจะหยุด ด้วยความกังวลจึงพกผ้าติดตัวมาด้วย และแล้วก็ไม่เสียแรงเปล่า


เหอจิ่วเหนียงรับมาปิดจมูกอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในต่อ


นักพรตสองคนที่อดอาหารจนหมดสติถูกหามออกมา เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เดินเข้าไปดูแต่อย่างใด นางยื่นยาขวดหนึ่งให้โหลวชง “ให้พวกเขากินคนละครึ่ง”


โหลวชงรับมาโดยไม่ถามอะไร เทยายัดใส่ปากนักพรตทั้งสองด้วยตัวเอง


ไม่นานยาก็ออกฤทธิ์ จนทั้งสองเกิดอาการผิดปกติ นอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นด้วยความทรมาน


“พวกเจ้า! พวกเจ้าให้ข้ากินอะไร!?”


นักพรตเอานิ้วล้วงคอตัวเอง ไม่สนว่าจะมีคนมากมายมองอยู่ พยายามขย้อนเอายาที่กลืนลงไปออกมา


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เลิกทรมานตัวเองได้แล้ว นั่นมันยาน้ำ ดื่มเข้าไปก็ออกฤทธิ์ทันที อ้วกไม่ออกหรอก”


ซ่างอีเฟยเอาเก้าอี้สองตัวมาให้สองสามีภรรยานั่งระหว่างไต่สวน


สองนักพรตได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสิ้นหวัง


ในร่างกายราวกับมีแมลงนับหมื่นนับพันกำลังชอนไช เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และที่สำคัญ พวกเขาพบว่าตัวเองไม่อาจต่อต้านฤทธิ์ของยาได้อีกแล้ว


เดิมทีมือยังพยายามล้วงคออย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาฉีกกระชากเสื้อผ้าของตัวเอง และเริ่มเกาตามตัวอย่างรุนแรง เพียงพริบตาเลือดก็ซึมออกมาตามรอยขีดข่วน


“ฆ่าข้าซะเถอะ ฆ่าข้าซะ!”


นักพรตคุกเข่าร้องขอความตาย ตอนนี้เขาแค่อยากตาย ตายไปแล้วเรื่องราวก็พลอยสิ้นสุด ไม่ต้องทรมานเช่นนี้อีกแล้ว


ส่วนอีกคนไม่นานยาก็ออกฤทธิ์เช่นกัน การกระทำของเขาก็เหมือนกับนักพรตคนแรก


ที่นี่ไม่ใช่ในห้องไต่สวน แต่เป็นหน้าห้องคุมขังที่ขังนักพรตเหล่านั้น สภาพความทรมานของนักพรตทั้งสองนักพรตคนอื่นล้วนเห็น ภาพนั้นทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น


ร้องขอชีวิตก็ไม่ได้ ร้องขอความตายก็ไม่ได้! คาดไม่ถึงว่าสองคนนั้นจะถึงขั้นคุกเข่าร้องขอความตายให้ตัวเอง!


“บอกเรื่องที่พวกเจ้ารู้มาให้หมด แล้วข้าจะดับทุกข์ให้พวกเจ้า”


เหอจิ่วเหนียงไม่คิดจะไว้ชีวิตพวกเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คนที่สามารถจับตัวเด็กจำนวนมากไปดูดเลือดเพื่อหลอมยาเช่นนี้ ไม่สมควรมีชีวิตอยู่ให้รกโลก


ดังนั้นสิ่งเดียวที่นางให้พวกเขาได้ก็คือความตาย จะได้ไม่ต้องทำผิดอีก


“พวกเราไม่รู้เรื่อง!”


สองนักพรตยังคงปากแข็ง ยืนกรานว่าตนเองไม่รู้เรื่อง เหอจิ่วเหนียงเย้ยหยัน “ไปเอาน้ำเกลือมาสองกะละมัง”


เริ่นจวิ้นรีบไปจัดการทันที ได้เห็นพี่สะใภ้ไต่สวนนักโทษแล้วช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก เขาถึงกับขนลุกซู่


ไม่นานน้ำเกลือก็ถูกยกมา เหอจิ่วเหนียงมองดูร่างทั้งสองที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “สาด”


น้ำเกลือสองกะละมังสาดใส่ร่างของทั้งสองอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเสียง *ซ่า* ก็ดังขึ้นจากร่างของพวกเขา


“อ๊าก...!!!”


“อ๊าก! อ๊า!! อ๊าก...!!!”


เสียงกรีดร้องโหยหวนสองเสียงดังเสียดแก้วหู พร้อมกับเสียง *ซ่า* ที่ยังคงดังต่อเนื่อง


บนร่างกายของพวกเขามีบาดแผล การสาดน้ำเกลือจะทำให้ยิ่งปวดแสบมาก ข้อนี้สองนักพรตเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้ว เพราะอันที่จริงก่อนหน้านี้ก็เคยถูกทหารเหล่านี้ใช้วิธีนี้มาก่อน ความเจ็บปวดทรมานยังอยู่ในระดับที่พวกเขาทนได้


แต่ในครั้งนี้กลับไม่ได้เป็นเหมือนทุกครั้ง! 


สิ่งที่สาดโดนร่างราวกับไม่ใช่น้ำเกลือ หากแต่เป็นน้ำมันร้อนๆที่ทำให้เนื้อหนังของเขาสุกพองได้!


ทุกคนจับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เห็นเพียงเนื้อหนังของทั้งสองแดงก่ำ ทั้งยังเป็นตุ่มน้ำพุพอง เห็นแล้วช่างน่าทรมานยิ่งนัก


มุมปากเหอจิ่วเหนียงยกขึ้นเล็กน้อย ยาขวดนั้นเป็นสิ่งที่นางภูมิใจนำเสนอ นางทำขึ้นตอนที่รับปากลู่ไป่ชวนว่าจะช่วยเขาไต่สวน กล้าลักพาตัวบุตรชายนาง ก็ต้องชดใช้ด้วยความเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ถูกแล้ว


“ฆ่าข้าซะ! ให้ข้าตายซะเถอะ!”


คนร้ายทั้งสองร้องคร่ำครวญ ทุกคนล้วนรู้สึกว่าช่างเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายยิ่งนัก แต่สองสามีภรรยาที่นั่งอยู่นั่นกลับไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาเลย


โหลวชงอุทานขึ้นในใจ สมกับเป็นคู่สามีภรรยากันจริงๆ จิตใจแข็งแกร่งถึงเพียงนี้


ก่อนหน้านี้ตอนที่ลู่ไป่ชวนยังไม่เจอครอบครัว เขามักจะคิดอยู่เสมอว่าหากพี่สะใภ้เป็นชาวนาธรรมดาคงไม่เหมาะสมกับหัวหน้าของเขากระมัง แต่ก็น่าทึ่งยิ่งนักที่หัวหน้ายังรักษาความบริสุทธิ์ดุจดั่งหยกได้นานหลายปีเช่นนี้


ตอนนี้ได้รู้แล้ว พี่สะใภ้รูปร่างหน้าตางดงาม ทั้งยังมีความสามารถ เทียบกันแล้วกลับเป็นหัวหน้าเขาต่างหากที่ไม่คู่ควรกับนาง


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ายังยืนยันคำเดิม บอกเรื่องที่พวกเจ้ารู้มาให้หมด ข้าก็จะดับทุกข์ให้พวกเจ้า”


สิ้นเสียงนางก็หันไปพูดกับนักโทษคนอื่นๆในห้องขัง “ทางที่ดีพวกเจ้ารีบสารภาพแต่โดยดีซะเถอะ ไม่อย่างนั้นหากสองคนนี้สารภาพจนหมดเปลือก พวกเจ้าก็จะหมดประโยชน์ทันที ถึงตอนนั้นอยากร้องขอความตายก็ให้ไม่ได้แล้วนะ”


คนพวกนี้ต้องถูกประหารชีวิตแน่นอน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้


แม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่สนใจเรื่องทางการ แต่หลายวันที่ผ่านมาพวกลู่ไป่ชวนก็คร่ำเครียดกับเรื่องนี้มาโดยตลอด นางพอจะคาดเดาได้ว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวพันใหญ่หลวง ต้องไว้ชีวิตคนพวกนี้เอาไว้ให้ถึงที่สุด เพื่อนำไปเป็นพยาน


และแน่นอนว่า การมีชีวิตอยู่ของคนพวกนี้ต้องไม่เป็นสุข


ได้ยินดังนั้นทุกคนในห้องขังต่างเงียบลง เห็นสหายพวกเดียวกันถูกทรมานเช่นนั้นพวกเขาก็หดหู่ใจมากพอแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากโดนกับตัวเองผลจะออกมาเป็นเช่นไร หากต้องทรมานจนตายทั้งเป็นจริงก็เท่ากับว่าเจอนรกบนดินเข้าแล้ว


“ข้าพูดแล้ว ข้าจะบอกทุกอย่าง!”


หนึ่งในนักพรตที่ถูกทรมานทนไม่ไหวจนในที่สุดก็ยอมปริปาก


ลู่ไป่ชวนส่งสายตาให้โหลวชง โหลวชงพาตัวไปในห้องไต่สวนทันที


นักพรตทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทั้งโกรธทั้งกลัวคนผู้นี้ยิ่งนัก โกรธที่เขาทรยศพวกเดียวกัน และกลัวว่าเขาจะพูดมากเกินไปจนสาวถึงต้นตอ


ส่วนอีกคนหนึ่งก็ยอมสารภาพเช่นกัน จึงถูกนำตัวไป


ด้านคนที่อยู่ในห้องขัง หลังจากพวกเขาจมอยู่กับความคิดของตัวเองจนแน่ใจแล้ว ในที่สุดก็มีคนตัดสินใจสารภาพ สารภาพตอนนี้ยังมีโอกาสตายโดยไม่ต้องทรมาน


“พวกเจ้าจะทำอะไร! อย่าไปนะ! อย่าไป!”


นักพรตมีอายุคนหนึ่งเห็นพวกพ้องหลายคนจะทรยศก็พยายามห้าม เขาโกรธแค้นจนมือไม้สั่น


อดข้าวอดน้ำมาหลายวันร่างกายของพวกเขาจึงไม่มีเรี่ยวแรง ตอนที่ลุกเร็วๆ จึงรู้สึกหนักศีรษะดวงตาพร่ามัว ศิษย์ข้างกายคนหนึ่งเข้ามาช่วยพยุงเขา แต่กลับถูกนักพรตสูงวัยผลักออกไป


เขาชี้ไปยังพวกคนที่จะยอมสารภาพด้วยท่าทางโกรธแค้นยิ่งนัก


คนพวกนั้นหันมองหน้ากัน ก่อนจะคุกเข่าโขกศีรษะให้เขา “ท่านอาจารย์ พวกศิษย์ขอโทษท่านอาจารย์ด้วย พวกศิษย์ขอชดใช้ด้วยชีวิต!”


เดิมทีพวกเขากลัวความตายมาก แต่ตอนนี้กลับกลัวไม่ตายมากกว่า ขอแค่สามารถตายไปอย่างไม่ทรมานเท่าไร พวกเขาจะสารภาพทุกอย่าง


ลู่ไป่ชวนเห็นแต่ละคนแย่งกันแสดงตัวจะสารภาพเช่นนี้ก็อดหันไปมองเหอจิ่วเหนียงที่อยู่ข้างๆไม่ได้ เขารู้สึกว่านางโดดเด่นเฉิดฉายยิ่งนัก


เห็นลูกน้องนำแต่ละคนไปไต่สวน คาดว่าอีกไม่นานก็คงมีข้อสรุป ลู่ไป่ชวนจึงกล่าว “ตอนนี้เรื่องก็คลี่คลายแล้ว จะให้ข้าไปส่งเจ้าที่โรงหมอหรือที่บ้านผู้ป่วยดี?”


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันตอบ หนิงเยี่ยนก็เดินเข้ามาจากด้านนอก รีบยกมือคำนับลู่ไป่ชวน และกล่าวทักทายเหอจิ่วเหนียง จากนั้นหันไปรายงานกับลู่ไป่ชวน 


“หัวหน้า ได้เรื่องของหอตันจู๋แล้วขอรับ”


ตอนที่ 286: ความปรารถนาของภรรยาเขาต้องทำให้ได้


ตรงนี้คนเยอะไม่สะดวก เขาจึงกระซิบข้างหูลู่ไป่ชวน “พวกนางกุมชีวิตคนอื่นไว้ในกำมือจริงๆด้วยขอรับ ส่วนมากจะเป็นผู้หญิง ถูกจับตัวไปดูดเลือดสี่สิบเก้าวัน หากมีชีวิตรอดก็จะถูกส่งตัวไปเป็นนางระบำในหอคณิกาเพื่อหาเงินให้พวกนาง”


หนิงเยี่ยนรายงานพลางกัดฟันกรอด นี่พวกมันทรมานผู้หญิงไร้เดียงสาตายไปแล้วตั้งกี่ชีวิต


“ตอนนี้เหยื่อเหล่านั้นถูกขังอยู่ที่คอกสัตว์แห่งหนึ่งนอกเมือง ดูภายนอกก็เป็นแค่คอกสัตว์ธรรมดา แต่ข้างในนั้นไม่ได้เลี้ยงสัตว์ แต่เป็นคนขอรับ!


คนของเราเข้าไปตรวจสอบแล้ว หากตายระหว่างโดนดูดเลือดก็จะเอาไปโยนทิ้งเป็นอาหารสัตว์ป่าตามป่าเขา ดูเหมือนว่าจะมีศพถูกเอาไปทิ้งทุกวันขอรับ เพียงแต่พวกเขาทำค่อนข้างมิดชิด ต่อให้มีคนบังเอิญเห็นเข้าก็ไม่มีใครสงสัยขอรับ


หัวหน้า คนพวกนี้ชั่วร้ายเกินไปแล้ว เราจะส่งคนไปช่วยผู้หญิงเหล่านั้นตอนนี้เลยหรือไม่ขอรับ?”


หนิงเยี่ยนยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ สิ่งเดียวที่น่าพอใจก็คือ คนพวกนี้จะไม่ล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อ เพราะเวลาส่งพวกนางไปขายจะได้ราคาดี อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่รอดชีวิตไปได้ที่ยังสามารถรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้ได้อยู่


แต่คนโชคร้ายตายไปแล้ว มีศักดิ์ศรีเหลืออยู่แล้วจะมีประโยชน์อะไร


ลู่ไป่ชวนยังคงนิ่งสงบ เขากล่าว “ยังไม่ต้องรีบ นักโทษพวกนี้ยอมสารภาพแล้ว รอดูก่อนว่าคำสารภาพของพวกเขาไปในทางเดียวกันหรือไม่”


ตอนนี้โดยรอบคอกสัตว์นั่นมีคนของเขาอยู่ สตรีที่อยู่ด้านในจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแน่นอน เขารอดูอีกหน่อย หากหลักฐานครบจะได้จับคนพวกนั้นในคราวเดียว ไม่แน่อาจจับปลาใหญ่ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังได้อีกด้วย


ได้ยินคำพูดของเจ้านาย หนิงเยี่ยนก็ใจเย็นลงมาก เขายืนด้านหลังหัวหน้า รอผลไต่สวนจากพวกโหลวชง


ลู่ไป่ชวนหันมองเหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง “ให้ข้าไปส่งเจ้าก่อนเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่านางไม่จำเป็นต้องอยู่ตรงนี้แล้ว และนางก็สูดดมกลิ่นอับที่นี่มากพอแล้ว จึงลุกขึ้นยืน “ไม่ต้อง ข้าไปเองได้ อาการของท่านยังไม่หายดี อย่าเคลื่อนไหวเยอะเลย”


ลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้ขัดขืน อาการเขาในตอนนี้ทางที่ดีไม่ควรหักโหมมากนัก จะได้หายไวๆ… และจะได้ย้ายกลับไปนอนห้องนอนหลักเร็วๆ


“ไปส่งพี่สะใภ้เจ้าหน่อย”


“ขอรับ”


ลู่ไป่ชวนเงยหน้าสั่งการหนิงเยี่ยน หนิงเยี่ยนรับคำสั่งและรีบตามนางไป


ตอนที่เดินเข้ามามีลู่ไป่ชวนอยู่ข้างๆนางไม่ได้สังเกตโดยรอบเลย ตอนกลับจึงได้มองดูมากหน่อย คนในห้องคุมขังเหล่านี้สภาพแต่ละคนล้วนน่าสังเวชไม่ต่างกัน


หนึ่งในนั้นมีนักโทษคนหนึ่งมาเกาะกรงประตูห้องขังมองนาง สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทว่ากลับไม่กล้าเปล่งเสียงพูดออกมา


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตามากจึงหันมองให้ชัดๆ ทันใดนั้นก็แสยะยิ้มและหุบลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นทำท่าตกใจพลางเอ่ยขึ้น “ไอ้หยา นี่เถ้าแก่หลิวนี่! เหตุใดถึงเปลี่ยนไปมากเพียงนี้ล่ะเจ้าคะ?”


“ฮือๆๆ ชะ ช่วย ช่วยข้าด้วย…”


ได้ยินนางพูดด้วยเช่นนี้ ในที่สุดหลิวเยี่ยนไฉก็ส่งเสียงร้องไห้อ้อนวอนออกมา


ความผิดพลาดที่สุดในชีวิตเขาก็คือการล่วงเกินสตรีผู้นี้ ล่วงเกินครอบครัวลู่ ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจที่สุดในชีวิตแล้ว


เห็นท่าทางและน้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียง หนิงเยี่ยนคิดว่านางเป็นห่วงหลิวเยี่ยนไฉ กำลังจะอธิบายให้นางฟัง แต่ก็ได้ยินนางกล่าวออกมาเสียก่อน “เห็นเจ้าน่าเวทนาเช่นนี้ข้าก็สบายใจแล้วละ”


หนิงเยี่ยน “…”


เป็นเขาเองที่คิดตื้นไป!


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจคนในคุกผู้นั้นแม้แต่น้อย มุ่งหน้าเดินต่อไป หลิวเยี่ยนไฉมองแผ่นหลังและท่วงท่าที่สง่างามของนางก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น


แต่ไม่นานผู้คุมขังก็เดินมา เขาจึงปิดปากลง สองวันที่อยู่ในคุกเขาได้เรียนรู้การสังเกตสิ่งที่อยู่ข้างในใจผ่านทางคำพูดและสีหน้าของคนอื่นได้แล้ว เขาจึงไม่กล้ายั่วโมโหปีศาจร้ายเหล่านี้


เหอจิ่วเหนียงไปตรวจโรคต่อ ส่วนด้านห้องคุมขัง ไม่นานโหลวชงก็ถือคำให้การหลายฉบับออกมา บอกว่าไต่สวนใกล้จะเสร็จแล้ว พวกเขาจับเด็กๆดูดเลือดก็เพื่อนำไปหลอมยาลูกกลอนอายุวัฒนะ แล้วนำไปถวายให้กับฮ่องเต้ บอกว่าทำไปด้วยความจริงใจ


ส่วนใครเป็นคนนำไปถวายนั้นไม่สำคัญ เพราะข่าวที่ฉินเจียนส่งกลับมาได้บอกว่า ข้างกายฮ่องเต้ตอนนี้มีนักพรตบ้าบออะไรไม่รู้เพิ่มมาคนหนึ่ง ช่วงนี้ถวายยาลูกกลอนให้ตลอด ฮ่องเต้เฒ่าเชื่อใจเขาอย่างไร้ข้อสงสัย และหยุดกินยาจินตันที่เคยกินมาตลอดแล้ว


ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนพวกนี้เป็นพวกเดียวกันกับนักพรตบ้านั่นแน่นอน อีกอย่าง ตอนนี้คนผู้นั้นกำลังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ คิดจะกำจัดเกรงว่าคงยาก


แต่นั่นไม่สำคัญ ได้คำให้การมาแล้ว หลักฐานก็อยู่ในกำมือ ราชสำนักจะจัดการเช่นไรนั่นก็ต้องดูความสามารถของอ๋องเฉินแล้ว


ลู่ไป่ชวนมองคำให้การด้วยความพอใจ แล้วกล่าวกับโหลวชง “ไปไต่สวนอีกรอบ ถามให้รู้ว่าพวกมันเป็นคนของแคว้นใด”


โหลวชงผงะเล็กน้อย นี่นายท่านกำลังสงสัยว่า คนพวกนี้เป็นไส้ศึกจากแคว้นอื่นแฝงตัวเข้ามาเพื่อก่อความวุ่นวายอย่างนั้นหรือ


การกระทำเช่นนี้คล้ายกับสิ่งที่พวกเขาทำในหนานไท่ไม่มีผิด แต่สิ่งที่แตกต่างกันมากนั้นก็คือ พวกเขาไม่มีทางทำร้ายราษฎรเด็ดขาด


“ขอรับ”


โหลวชงรับคำสั่งและไปจัดการทันที ทุกคนในห้องคุมขังต่างพากันกำหมัดแน่น คาดไม่ถึงเลยว่าจะสงสัยไปถึงตัวตนของพวกเขาแล้ว หากคนในห้องไต่สวนพวกนั้นสารภาพออกมาจริงๆ พวกเขาควรทำเช่นไรดี


แคว้นของพวกเขาจะทำเช่นไร


ไม่นานโหลวชงก็กลับมาอีกครั้งด้วยสีหน้าตื่นเต้น “นายท่าน น่าทึ่งยิ่งนักขอรับ! พวกนี้ไม่ใช่คนแคว้นเราจริงๆด้วย! พวกเขาสารภาพออกมาหมดแล้ว เป็นคนของแคว้นตงถิง ถูกส่งตัวมาอยู่ที่เป่ยเหยียนตั้งแต่เด็ก ใช้ภาษาและน้ำเสียงเป่ยเหยียน จึงทำให้พวกเราดูไม่ออก”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้ารับรู้ พวกเขาก็เคยเป็นไส้ศึกมาก่อน ตอนนั้นก็ลำบากลำบนเรียนภาษาหนานไท่อยู่นานกว่าจะแฝงตัวเข้าไปในหนานไท่ได้


“อีกอย่าง หอตันจู๋ก็เป็นพวกเดียวกับพวกเขาจริง แต่เพราะพวกเขาอยู่กันคนละกลุ่ม ก็เลยไม่รู้ว่าพวกหอตันจู๋ส่งตัวเหยื่อเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน”


ในตอนนี้เองหนิงเยี่ยนที่ไปส่งเหอจิ่วเหนียงก็กลับมาพอดี ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น “นำกำลังคนไปช่วยผู้หญิงเหล่านั้นที่คอกสัตว์นอกเมือง รีบจัดการให้เร็วที่สุด อย่าให้คนของหอตันจู๋รู้ตัว แล้วนำกำลังคนไปจับตัวคนของหอตันจู๋มาไต่สวน”


ถึงอย่างไรก็ได้เจอกับครอบครัวแล้ว ตอนนี้ลู่ไป่ชวนมีเวลามากพอที่จะอยู่กับคนเหล่านี้


อย่างมากคืนนี้กลับไป จะขอยาวิเศษนั่นจากภรรยาอีกสักขวด ดูซิว่าคนพวกนี้จะยอมพูดความจริงหรือไม่


จัดการได้อยู่หมัดแน่!


หนิงเยี่ยนนำกำลังคนไปจัดการทันที โหลวชงเอ่ยถาม “นายท่าน นักโทษที่ยอมรับสารภาพพวกนั้นจะจัดการเช่นไรดีขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ทำตามที่เมียข้าบอก ดับทุกข์ให้พวกเขา”


ถึงอย่างไรนักโทษในคุกก็เยอะเกินไปแล้ว เลี้ยงไว้นานๆก็เปลืองข้าวเปลืองน้ำ พยานบุคคลเก็บไว้แค่ไม่กี่คนก็พอ


ความปรารถนาของภรรยา เขาต้องทำให้ได้


อีกอย่าง…


ชายหนุ่มเหลือบมองนักพรตเฒ่าที่หลับตานั่งขัดสมาธิสีหน้าเขียวคล้ำในห้องขัง 


คนผู้นี้ต่างหากที่เป็นพยานบุคคลที่ทรงพลังที่สุด


โหลวชงรู้สึกเหมือนถูกอวดความรักแปลกๆ แต่ในใจเขารู้สึกนับถือพี่สะใภ้มากจริงๆ จากนั้นเขาก็รีบไปจัดการ


เสียงชักดาบดังออกมาจากด้านในห้องไต่สวน ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของนักโทษ หลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบลงในที่สุด


สีหน้าของคนในห้องขังย่ำแย่มาก พลันนั้นพวกเขาก็นึกไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะเริ่มรู้สึกอิจฉาคนที่ถูกประหารเหล่านั้นขึ้นมาแล้ว


ตอนที่ 287: ข้าอยากไปเรียนกับพวกพี่ๆแล้ว


โหลวชงนำศพนักโทษเหล่านั้นออกมา พวกเขาจากไปอย่างสงบ ถูกคร่าชีวิตไปในดาบเดียว


นักโทษในห้องขังทุกคนเห็นภาพนี้แล้วก็ยิ่งนิ่งเงียบ


“คนตงถิงต้องการทำลายแคว้นของพวกข้า ก็ต้องดูด้วยว่าที่นี่คือที่ดินศักดินาของใคร ถ้าหากพวกเจ้าเลือกสร้างความเดือดร้อนบนที่ดินศักดินาของอ๋ององค์อื่น บางทีอาจไม่ถูกจับได้เร็วเช่นนี้ ใครใช้ให้พวกเจ้าไม่รู้จักกลัวตาย กำเริบเสิบสานในที่ดินศักดินาของเฉินอ๋องกันล่ะ ถ้าจะโทษพวกเจ้าก็โทษตัวเองเถอะที่ประเมินตัวเองสูงเกินไป และประเมินพวกข้าต่ำเกินไป”


กล่าวจบลู่ไป่ชวนก็ลุกขึ้นเองโดยไม่ให้ใครช่วยพยุง เขากวาดสายตามองนักโทษในห้องขังแต่ละคนด้วยสายตาโหดเหี้ยม “พวกเจ้ายังมีโอกาสสุดท้ายอยู่ ถ้าใครให้การที่เป็นประโยชน์ได้ เราย่อมช่วยให้พวกเจ้าจากไปอย่างสงบแน่นอน โอกาสมีเพียงครั้งเดียว นับตั้งแต่เช้าพรุ่งนี้ ต่อให้พวกเจ้าอยากตายก็ไม่อาจตายได้แล้ว”


กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินไปทันที ลูกน้องทุกคนก็เดินตามหลังไป


เสียงย่ำเท้าอันหนักแน่นแต่ละก้าวราวกับเหยียบย่ำอยู่บนร่างของพวกเขา ทำให้เหล่านักโทษรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น


ในตอนแรกที่มาทำภารกิจนี้ ทุกคนก็เตรียมตัวเตรียมใจพร้อมเสียสละเพื่อแว่นแคว้นอยู่แล้ว เช่นนี้ครอบครัวของพวกเขายังได้รับรางวัลที่ดีด้วย สามารถใช้ชีวิตที่เหลือได้อย่างสุขสบาย


เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่า คนเป่ยเหยียนจะลงมือได้อย่างโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ ทำให้พวกเขาที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะ ถึงขั้นหวาดกลัวจนตัวสั่นเช่นนี้ได้

......


อีกทางด้านหนึ่ง 


โก่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว นางหลี่ช่วยเทน้ำอุ่นให้เขา จะช่วยเขาล้างหน้าแปรงฟัน แต่เขากลับปฏิเสธ “ท่านแม่ให้ข้าทำเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเอง”


นางหลี่คิดไม่ถึงเลยว่านายน้อยอายุยังแค่นี้แต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว นางจึงยิ้มพลางกล่าว “เจ้าค่ะ เช่นนั้นนายน้อยทำเอง บ่าวจะคอยอยู่ข้างๆเจ้าค่ะ”


โก่วเอ๋อร์พับแขนเสื้อขึ้น ล้างหน้าแปรงฟันอย่างตั้งใจ นางหลี่ยืนมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม รู้สึกว่าตัวเองได้เจอเจ้านายที่เป็นมิตรเช่นนี้นับว่าเป็นบุญวาสนาที่สะสมมาจากชาติปางก่อนจริงๆ


ครอบครัวนี้ไม่ต้องให้พวกนางรับใช้อย่างใกล้ชิด แค่ให้จัดการงานจุกจิกภายในบ้านให้เรียบร้อยก็พอแล้ว และเจ้านายทั้งเป็นมิตรและใจกว้างมาก ไม่ถือตัวเลย นางเพิ่งมาแค่คืนเดียวก็ไม่อยากไปจากที่นี่แล้ว นางจะจงรักภักดีต่อเจ้านายครอบครัวนี้อย่างถึงที่สุด


โก่วเอ๋อร์ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เอ่ยถาม “ท่านป้า รู้หรือไม่ว่าท่านพ่อกับท่านแม่ข้าอยู่ไหน?”


นางหลี่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่านายน้อยจะเรียกนางว่าท่านป้า นางตกใจที่ได้รับการให้เกียรติเช่นนี้ จึงรีบคุกเข่าลงตรงหน้าโก่วเอ๋อร์ “นายน้อยให้ค่าบ่าวมากเกินไปแล้ว เรียกบ่าวว่าท่านป้าเช่นนี้บ่าวรับไม่ไหวเจ้าค่ะ”


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นปัญหาตรงไหน ท่านแม่เคยสอนเอาไว้ว่า การเคารพคนอื่นเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง ต่อให้พวกนางเป็นคนรับใช้ เขาก็ต้องให้การเคารพ


“ท่านป้าอย่าคิดมากเลย ก็แค่คำเรียกเท่านั้นเอง ว่าแต่ท่านพ่อกับท่านแม่ข้าล่ะ?”


“บ่าวไม่รู้เลยเจ้าค่ะว่านายท่านสามกับฮูหยินสามไปไหน รู้แค่ว่าทั้งสองออกไปตั้งแต่เช้ามืด ไปพร้อมกับพวกนายท่านที่มากินข้าวในจวนเมื่อคืนด้วยเจ้าค่ะ”


“เช่นนั้นข้ารู้แล้ว ข้าไปฝึกวรยุทธ์กับท่านปู่ก่อน ท่านป้าช่วยข้าป้อนอาหารลิงน้อยหน่อยนะขอรับ”


เด็กน้อยวิ่งไปที่เรือนเล็กด้านข้าง เอ้อหนิวก็ตามหลังเขาไปด้วย


หน้าที่ของเอ้อหนิวคือเล่นและเรียนเป็นเพื่อนโก่วเอ๋อร์ โก่วเอ๋อร์อยู่ที่ไหนก็จะมีเขาอยู่ที่นั่น เมื่อคืนเขาก็นอนในห้องโถงหน้าห้องโก่วเอ๋อร์ รอรับคำสั่งตลอดเวลา


นางหลี่ขานรับ และจูงลิงน้อยไปป้อนอาหาร


นางซุนและผู้เฒ่าลู่ก็เพิ่งตื่นไม่นาน ทางด้านนี้มีนางหวังคอยปรนนิบัติรับใช้ ทั้งสองกำลังกินอาหารเช้ากัน เห็นโก่วเอ๋อร์มาก็ให้เขามานั่งกินด้วย


อาหารเช้านี้ค่อนข้างเรียบง่าย มีซาลาเปาเนื้อ กินกับโจ๊กและผักดอง


ผู้เฒ่าลู่คีบซาลาเปาเนื้อให้หลานชายสองลูก ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “โก่วเอ๋อร์ กินเยอะๆนะ เดี๋ยวปู่จะฝึกกระบี่ให้เจ้า!”


นี่เป็นเรื่องที่โก่วเอ๋อร์ตื่นมาทำในทุกๆเช้า ได้ยินเช่นนี้เขาก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ท่านปู่ท่านย่า เมื่อไรเราจะกลับกันขอรับ ข้าอยากไปเรียนกับพวกพี่ๆแล้ว”


พูดจบเด็กน้อยก็ถอนหายใจออกมา


แม้จะมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันกับท่านพ่อท่านแม่ และท่านพ่อก็บอกแล้วว่าอีกสองสามวันจะพาเขาไปขี่ม้า แต่เขารู้ดีว่าท่านพ่อยังไม่หายดี หากจะไปขี่ม้าก็คงต้องรอให้ท่านพ่อหายดีก่อน ซึ่งก็ใช้เวลาอีกนาน


ตอนกลางวันท่านพ่อกับท่านแม่ก็มีธุระต้องทำ ตอนค่ำกลับมาได้คุยกันแค่ไม่กี่ประโยคก็ต้องนอนแล้ว เขาเล่นกับเจ้าลิงน้อยคนเดียวก็เล่นจนเบื่อแล้ว จึงเริ่มคิดถึงช่วงเวลาดีๆที่ได้ไปเรียนกับพี่ๆ


ไม่ได้เจอท่านอาจารย์คังมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ตอนนี้อาจารย์คังจะสอนไปถึงไหน เขากลับไปไม่รู้ว่าจะทบทวนตำราทันหรือไม่


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้นางซุนกับผู้เฒ่าลู่ก็คิดตาม พวกเขาเพิ่งจะมาในเมืองแค่ไม่กี่วัน แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ว่างไม่มีอะไรทำ สถานที่ที่ไปได้ก็ไปมาแล้ว คนอยู่ว่างก็เริ่มเบื่อ จึงคิดว่ากลับหมู่บ้านดีกว่า


ที่บ้านมีเรื่องมากมายที่สามารถทำได้ คนก็เยอะ อย่างไรก็ไม่เบื่อแน่นอน


เดิมทีที่รั้งอยู่ที่นี่ก็เพื่อบุตรชาย พอได้รู้ว่าเขามีชีวิตที่ดี ทั้งยังมีอนาคตที่สดใส มีที่อยู่อาศัยในเมือง อนาคตข้างหน้าก้าวไกล พวกเขาก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแล้ว


“เช่นนั้นตอนค่ำรอพ่อกับแม่ของเจ้ากลับมาแล้วเรามาปรึกษากันอีกทีนะ พาเจ้ากลับไปก่อน รอพวกเขามีเวลาว่างแล้วค่อยไปเยี่ยมพวกเราดีหรือไม่?”


“ดีขอรับ!”


เด็กน้อยยิ้มแย้ม “ข้าพาเจ้าลิงน้อยกับเอ้อหนิวไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”


“พาไปได้สิ เจ้าลิงน้อยเจ้าเป็นคนช่วยมันมากับมือ ส่วนเอ้อหนิวเดิมทีก็ให้มาอยู่เป็นสหายเจ้าอยู่แล้ว ไม่ว่าเจ้าจะไปที่ไหนก็มีเขาไปกับเจ้าด้วย”


นางซุนเองก็ยิ้มแย้มเช่นกัน รู้สึกว่าหลานชายของตนช่างนิสัยดียิ่งนัก ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่เคยลืมคนข้างกายเลย

......


หลังจากเหอจิ่วเหนียงไปตรวจอาการผู้ป่วยตามบ้านเสร็จก็กลับมาที่โรงหมอ วันนี้คนไม่ค่อยเยอะ นางจึงรู้สึกผ่อนคลาย นั่งอยู่ครู่หนึ่งก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน อยากพานางซุนออกไปเดินเล่น ซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับให้นางสักหน่อย


ขณะที่นางจะกลับ ซ่งฉือก็เข้ามาขวางทาง


ตั้งแต่ลู่ไป่ชวนกลับมาซ่งฉือก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเข้ามาพูดคุยกับนางเลย มีบางครั้งที่พูดคุยกันเรื่องอาการของผู้ป่วยบ้าง จู่ๆ วันนี้มาขวางทางนาง เหอจิ่วเหนียงจึงคิดว่าเขามาหานางเพื่อพูดเรื่องนอกกรอบเหล่านั้นอีก


นางระแวดระวังอยู่ในใจ แต่ภายนอกยังคงยิ้ม “ท่านหมอซ่งน้อยมีเรื่องอะไรหรือ?”


“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก…”


ท่าทางของซ่งฉือดูไม่ค่อยสบายใจเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะควักขวดลายครามขวดเล็กขวดหนึ่งออกมายื่นให้นาง “ได้ยินมาว่าสามีเจ้าเสียโฉม นี่เป็นยาทากำจัดรอยแผลเป็นที่พวกขุนนางในวังใช้กัน ใช้ดีมากเลยนะ เจ้าลองเอาไปให้เขาใช้สิ”


สดับวาจาของอีกฝ่าย เหอจิ่วเหนียงก็ชะงักไปเล็กน้อย รู้สึกว่าตนใช้ความคิดต่ำช้ามาตัดสินการกระทำของวิญญูชนแล้ว ท่านหมอซ่งน้อยใจกว้างยิ่งนัก


นางรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เคราะห์ดีที่เมื่อครู่ตนไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา มิเช่นนั้นคงทำลายน้ำใจของท่านหมอซ่งน้อยเป็นแน่


ทว่านางยังไม่รับ และอธิบายอย่างตั้งใจ “ท่านหมอซ่งน้อย ขอบคุณมากสำหรับน้ำใจ แต่ความจริงแล้วสามีข้าไม่ได้เสียโฉม บนใบหน้าเขาไม่ใช่รอยแผลเป็น แต่เป็น…เอ่อ มันคือผิวหนังที่เหี่ยวย่นเหมือนผิวหนังคนแก่ ช่วงนี้ข้ากำลังรักษาให้เขาด้วยการฝังเข็ม ยาทากำจัดแผลเป็นใช้ไม่ได้กับอาการที่เขาเป็นอยู่”


ขณะที่อธิบายนางก็ทำท่าทางขมวดคิ้ว ทำให้หน้ายับย่นเพื่ออธิบายอาการของสามีให้อีกฝ่ายดู


ตอนที่ 288: ท่านปู่ท่านย่าคิดถึงบ้านแล้ว


ซ่งฉือเห็นตัวอย่างประกอบเช่นนี้ก็หลุดขำออกมาโดยไม่รู้ตัว คิดไม่ถึงว่านางจะมีมุมน่ารักน่ารักเช่นนี้ด้วย


หมอเหอที่เขารู้จักก่อนหน้านี้เป็นคนสุขุมเย็นชาดั่งดอกกล้วยไม้ ชอบอิสระ งดงามอย่างไม่อาจหาสิ่งใดเทียบได้


แต่นางในตอนนี้น่ารักสดใส ทั้งยังทำหน้าตาล้อเลียนให้เขาดูอีก นี่เป็นเพราะว่าสามีของนางกลับมาแล้วอย่างนั้นหรือ…


ต้องเป็นเช่นนี้แน่


นางกับสามีของนางต้องรักกันมากแน่ๆ รอยยิ้มบนใบหน้านางจึงเปลี่ยนไปมากเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้เลยว่าการกระทำโดยไม่ตั้งใจของตนทำให้อีกคนคิดมากไปไกลถึงไหนแล้ว


แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว เพราะเรื่องนี้ ซ่งฉือจึงได้รู้ว่าตอนนี้เหอจิ่วเหนียงมีชีวิตที่ดีมาก และมีความสุขมากด้วย …เขาเองจะได้ตัดใจได้เสียที


“เช่นนั้นยานี่ข้าเอากลับก็แล้วกัน”


“อื้มๆ!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า อันที่จริงลู่ไป่ชวนก็ต้องกำจัดรอยแผลเป็นเหมือนกัน แต่นางทำยาเองได้ คุณภาพดีกว่าด้วย แต่น้ำใจนี้ของซ่งฉือทำให้นางซาบซึ้งใจมาก


ในเมื่อท่านหมอซ่งน้อยดีเช่นนี้ เช่นนั้นนางก็ต้องให้เทียบยาเขาหลายๆใบแล้ว!


อืม คืนนี้ค่อยกลับไปเขียนก็แล้วกัน!


ซ่งฉือกลับมานั่งที่เดิมและศึกษาตำราแพทย์กับสมุนไพรต่อ ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ออกไปอย่างเริงร่า อยู่ที่นี่นางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ


พอออกมา ปรากฏว่าเจอกับลู่ไป่ชวนที่มารับนางพอดี


เขายังคงสวมหน้ากากเช่นเคย ไม่ให้คนพยุง กำลังลงจากรถม้าเดินเข้าไปหานางในโรงหมอ


ปกติในช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหอจิ่วเหนียงยุ่งที่สุด เขายังคิดว่าจะมานั่งรอนางอยู่เลย คิดไม่ถึงว่านางจะออกมาแล้ว


“วันนี้ไม่ยุ่งหรือ?”


“อืม กลับกันเถอะ ท่านยังไม่หายดี อย่าหักโหมดีกว่า”


แม้นางจะกล่าวเช่นนี้ ทว่าความดีใจบนใบหน้าไม่อาจปกปิดได้


นี่เป็นครั้งที่สองที่ลู่ไป่ชวนมารับนาง ในใจรับรู้ได้ถึงความหวานที่ไม่อาจพรรณนาได้


ลู่ไป่ชวนเองก็ย่อมรู้สึกได้ เขาจึงยิ้มพลางกล่าว “ข้าเองก็เพิ่งเสร็จเหมือนกัน ก็เลยจะมาดูเจ้า รอรับเจ้ากลับบ้านพร้อมกัน”


เขาฉวยโอกาสตอนที่เหอจิ่วเหนียงไม่ทันสังเกตจงใจเหลือบมองไปในโรงหมอ เขาจำได้ว่ามีหมอหนุ่มในโรงหมอคนหนึ่งดูเหมือนจะคิดอะไรกับภรรยาเขา


ที่เขามาวันนี้จุดประสงค์ก็เพื่ออยากมาแสดงความเป็นเจ้าของ นึกไม่ถึงว่าเคลื่อนทัพออกศึกไม่ทันคว้าชัยตัวดันมาตายซะก่อน ยังไม่ทันได้เข้าไปก็จะต้องกลับบ้านซะแล้ว


ทว่าบังเอิญซ่งฉือก็มองมาทางนี้เช่นกัน ทั้งสองสบตากับ แต่แววตาไม่ได้ลุกเป็นไฟอย่างที่จินตนาการเอาไว้


ซ่งฉือตัดใจไปแล้ว แม้จะเสียใจ แต่ก็ไม่อาจฝืนได้ ตอนนี้เห็นลู่ไป่ชวนมารับนางกลับบ้าน เขาก็รู้สึกดีใจกับทั้งสองจากใจจริง


อีกทั้งเขายังพยักหน้าทักทายลู่ไป่ชวนด้วย จากนั้นก็หันมาอ่านตำราแพทย์ของตัวเองต่อ


คราวนี้ถึงเวลาที่ลู่ไป่ชวนสับสนกับตัวเอง วันนั้นความรู้สึกเป็นศัตรูหัวใจที่เขารับรู้ได้ เขาคิดไปเองอย่างนั้นหรือ


ปัญหานี้ไม่มีใครเข้าใจ และไม่ได้มีเวลาไปคิดด้วย


ทันทีที่เข้าบ้าน โก่วเอ๋อร์ก็วิ่งกางแขนโผเข้ามาหาพวกเขา ต่อให้ร่างกายยังเจ็บปวดอยู่ แต่ลู่ไป่ชวนก็ยังก้มลงไปอุ้มบุตรชายขึ้นมา ถอดหน้ากากหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “มีเรื่องอะไรถึงทำให้เจ้าดีใจถึงเพียงนี้?”


“ท่านพ่อ ท่านปู่กับท่านย่าบอกว่าพรุ่งนี้จะพาข้ากลับแล้วขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจเล็กน้อย “กลับไปทำอะไรหรือ อยู่กับพ่อเจ้าไม่มีความสุขหรือ?”


โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้า “มีความสุขขอรับ แต่ข้าอยากกลับไปเรียนแล้ว”


ลู่ไป่ชวนอยากพูดออกมาว่า ให้โก่วเอ๋อร์เข้าเรียนที่สำนักศึกษาที่นี่ แต่ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าเขาเคยปฏิเสธไปแล้ว จึงเปลี่ยนคำถาม “จะกลับพรุ่งนี้แล้วหรือ รีบถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


“ขอรับ ท่านปู่กับท่านย่าคิดถึงบ้านแล้ว ฮี่ๆๆ!” โก่วเอ๋อร์พูดออกมา


เหอจิ่วเหนียงอดยิ้มไม่ได้ เจ้าเด็กคนนี้ เห็นๆกันอยู่ว่าตัวเองนั่นแหละอยากกลับไปเล่นกับพวกพี่ๆแล้ว ยังจะโยนไปให้ปู่กับย่าอีก


ลู่ไป่ชวนรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เพิ่งได้เจอกับครอบครัวแค่ไม่กี่วันเอง เขาทำใจที่จะแยกกันอีกครั้งไม่ได้ เขารู้ว่าตนเองไม่อาจรั้งบุตรชายเอาไว้ได้ เนื่องจากช่วงนี้เขาค่อนข้างยุ่ง แม้บุตรชายจะอยู่ต่อเขาก็ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยมากนัก


ขณะนั้นนางซุนผู้เฒ่าลู่เดินมาพอดี นางซุนอธิบาย “ในเมืองนี้อะไรๆก็ดีไปหมด เพียงแต่คนรู้จักมักคุ้นแทบไม่มี พ่อกับแม่อยู่ที่นี่ก็ไม่อิสระเท่ากับอยู่ในหมู่บ้าน ก็เลยตัดสินใจกลับหมู่บ้านดีกว่า พวกเจ้าอยู่ในเมืองก็ยุ่ง พ่อกับแม่รู้ พวกเจ้ามีเวลาว่างแล้วก็ค่อยกลับไปเยี่ยมที่บ้านก็ได้”


พูดถึงตรงนี้นางซุนก็เสริมอีก “ถ้าไม่มีเวลาจริงๆก็ไม่เป็นไร ช่วงนี้พ่อกับแม่พาพวกเด็กๆมาเยี่ยมพวกเจ้าได้!”


คนเฒ่าคนแก่ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไร สามารถไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา ถึงอย่างไรไปๆมาๆ อาศัยอยู่สองที่ก็ไม่ใช่ปัญหา


เหอจิ่วเหนียงรีบรับคำทันที “ก็ได้เจ้าค่ะ ในเมืองอิสระไม่เท่าหมู่บ้าน เช่นนั้นก็กลับไปกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าจัดการธุระอีกประมาณครึ่งเดือนก็น่าจะว่างแล้ว ถึงตอนนั้นจะกลับไปอยู่ที่บ้านสักพัก”


ลู่ไป่ชวนเสียงหลง “แล้ว ขะ ขะ… ข้าล่ะ?”


นางซุนเห็นท่าทางซื่อบื้อของบุตรชายก็หงุดหงิด ยกมือตีไหล่เขา “ข้าๆเจ้าๆอะไรของเจ้า นั่นก็บ้านเจ้าเหมือนกัน เจ้าว่างแล้วอยากไปตอนไหนก็ไปสิ! อีกอย่าง เจ้าก็ยังไม่เคยกลับไปเยี่ยมเลย พี่ๆกับพี่สะใภ้เจ้าคิดถึงเจ้านานแล้วกระมัง พวกเราล้วนรู้ว่าตอนนี้เจ้างานยุ่ง ก็เลยไม่เร่งเจ้า


แต่ข้าไม่ได้พูด เจ้าก็คิดเองไม่เป็นหรืออย่างไร ถึงอย่างไรบ้านที่นู่นก็คือที่ตั้งหลักของพวกเรา ต่อให้ยุ่งมากเพียงใดก็ต้องหาเวลาไปเยี่ยมบ้านบ้าง จะทำตัวไร้หัวจิตหัวใจไม่ได้!”


นางซุนกำลังเตือนเขาว่าต่อให้ตนเองจะได้ดิบได้ดีแล้วจะดูถูกดูแคลนพี่น้องที่บ้านไม่ได้ ครอบครัวเดียวกันก็ต้องไปในทางเดียวกัน มิเช่นนั้นครอบครัวจะห่างเหินแตกแยกเอาได้


ลู่ไป่ชวนกล่าวขึ้นทันที “ข้ารู้ขอรับท่านแม่ ข้าจัดการธุระทางนี้เสร็จต้องกลับบ้านแน่นอนขอรับ เมื่อถึงตอนนั้นก็จะให้พี่ๆและพี่สะใภ้มาอยู่ที่นี่สักระยะ”


ได้ยินดังนั้นนางซุนก็พอใจ ขณะกำลังจะเดินกลับเข้าไปข้างใน เหอจิ่วเหนียงก็คว้ามือนางซุนเอาไว้ 


“ท่านแม่ น้อยนักที่ข้ากลับบ้านเร็วเช่นนี้ เราไปเดินเล่นที่ตลาดกันเถอะเจ้าค่ะ ตั้งแต่ท่านมาเรายังไม่เคยไปเดินตลาดด้วยกันเลยนะเจ้าคะ!”


“ไม่ไปแล้ว สองสามวันที่ผ่านมาข้ากับพ่อเจ้าเดินมาทั่วแล้ว”


นางซุนโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ก็นางเดินมาหมดแล้วจริงๆ รู้สึกว่าในเมืองไม่น่าสนใจเลย ราคาก็แพง ผู้คนก็ไม่เป็นมิตรเหมือนในหมู่บ้าน อย่างไรก็ไม่สนุก นางจึงอยากกลับหมู่บ้านอย่างไรล่ะ


เหอจิ่วเหนียงยิ้มทั้งน้ำตา “ที่ข้าบอกว่าเดินเล่นไม่ใช่เดินเล่นแบบไร้จุดหมายนะเจ้าคะ ข้าหมายถึงไปซื้อของเจ้าค่ะ! คนเฒ่าคนแก่อย่างท่านออกมาตั้งหลายวัน กลับไปก็ต้องซื้อของขวัญไปฝากหลานๆสักหน่อยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”


นางซุนถลึงตาใส่ “ออกมาแค่ไม่กี่วันยังจะเอาของขวัญอะไรกัน จะทำให้พวกเขาติดนิสัยแบบนี้ไม่ได้นะ! เจ้านี่ช่างสุรุ่ยสุร่ายจริงๆ!”


“ต่อให้ท่านแม่ไม่ซื้อไปให้ ก็ช่วยเอากลับไปให้แทนเซียงกงหน่อยสิเจ้าคะ ไม่ได้เจอพี่ชายกับพี่สะใภ้นานหลายปี ไหนจะหลานๆอีก! เขาไม่ได้กลับบ้านนานแล้ว กลับมาจะไม่ฝากของติดไม้ติดมือกลับไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงหว่านล้อม นางซุนจึงใคร่ครวญอย่างจริงจัง


แม้นางจะไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ แต่ก็ควรแสดงออกให้พี่ชายทั้งสองและพี่สะใภ้ทั้งสองเห็นหน่อย เช่นนี้จึงจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องดีขึ้นด้วย


ตอนที่ 289: หญิงชราที่เฉิดฉายที่สุดในหมู่บ้าน


ลู่ไป่ชวนก็เห็นด้วยกับภรรยา “ใช่ขอรับท่านแม่ ข้าไม่ได้กลับบ้านนานหลายปี ตอนนี้กลับมาแล้วยังกลับไปเยี่ยมบ้านไม่ได้อีก เช่นนั้นก็ทำได้แค่ซื้อของฝากกลับไปให้คนที่บ้านแล้วขอรับ”


ในที่สุดนางซุนก็ยอม “ไปเถอะ ซื้อของเล็กๆน้อยๆก็พอ”


จากนั้นก็ก้มหน้าถามหลานชาย “โก่วเอ๋อร์ไปด้วยหรือไม่?


“ขอรับท่านย่า!”


เขาตะโกนบอกทันที เขาก็อยากซื้อของขวัญไปฝากพวกพี่ๆเช่นกัน


“ข้าไปกับพวกท่านด้วย”


แม้ลู่ไป่ชวนจะยังเดินเหินไม่สะดวก แต่ไปเดินตลาดเป็นเพื่อนภรรยา ลูก และท่านพ่อท่านแม่เป็นเรื่องจำเป็นมาก


อากาศร้อนๆเช่นนี้ ผู้เฒ่าลู่ไม่อยากทรมานจึงพูดขึ้นทันที “พวกเจ้าไปกันเถอะ ข้าเฝ้าบ้านเอง!”


เหตุผลนี้ช่างบ่ายเบี่ยงจริงๆ แต่ทุกคนก็ไม่ได้บังคับ เรียกสวีต้าซานมาบังคับรถม้า และออกจากบ้านไปอีกครั้ง


ในเมืองไม่ว่าจะเป็นยามใดก็ครึกครื้นอยู่ตลอด แม้อากาศร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย บนถนนก็ยังมีผู้คนจอแจ


โก่วเอ๋อร์ตื่นเต้นตลอดทาง เกาะหน้าต่างรถม้าดูความคึกคัก รถม้าจอดหน้าประตูร้านเครื่องประดับเงินทอง คิดว่าจะซื้อเครื่องประดับให้สตรีในบ้านสักหน่อย


ก่อนหน้านี้เคยซื้อแล้ว แต่ซื้อตามแผงลอยเล็กๆที่วางขายริมถนน ครั้งนี้มาซื้อแบบที่ประณีตงดงามกว่าและแพงกว่า


ตอนนี้บ้านมีเงินแล้ว สตรีในบ้านก็ควรแต่งกายให้ดูดีสักหน่อย มนุษย์ล้วนรักสวยรักงามกันทั้งนั้น


ทันทีที่เดินเข้าประตูมา นางซุนก็ไม่อาจละสายตาไปจากตู้สีทองเหลืองอร่ามตรงหน้าได้เลย


ช่างหรูหรางดงามยิ่งนัก!


“ท่านแม่ ชอบชิ้นไหนก็เลือกได้เลยเจ้าค่ะ ต่อไปท่านแต่งตัวให้เหลืองอร่ามทุกวัน ท่านก็จะเป็นหญิงชราที่เฉิดฉายที่สุดในหมู่บ้านแล้วเจ้าค่ะ!”


“เหลวไหลอะไรของเจ้า!”


แม้นางซุนจะดุออกไป แต่ใบหน้ากลับยิ้มตาหยี ไม่มีสตรีคนใดที่ไม่ชอบเครื่องประดับ ยิ่งเป็นเครื่องประดับเงินทองเช่นนี้ด้วย


เด็กในร้านเห็นลูกค้าเข้ามาก็รีบเดินไปต้อนรับ “ฮูหยิน ชื่นชอบชิ้นไหนเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ ร้านเรามีสินค้าใหม่หลายแบบ ชอบชิ้นไหนสามารถลองสวมได้เลยขอรับ”


ใบหน้าเด็กในร้านยิ้มแย้ม บริการดีมาก เหอจิ่วเหนียงประทับใจต่อการบริการของเขา “เช่นนั้นเอาสินค้าใหม่ในร้านออกมาให้ดูหน่อยสิ จะเป็นเงินหรือทองก็ได้ทั้งนั้น”


“ได้เลยขอรับ เชิญฮูหยินทางนี้ขอรับ!”


เด็กในร้านเดินนำหน้า ทั้งสี่เดินตามขึ้นไปชั้นบน ร้านเครื่องประดับร้านนี้ค่อนข้างใหญ่ มีสองชั้น ชั้นล่างมีแบบให้เลือกน้อย เทียบราคาก็ถูกกว่า ต่างจากสินค้าชั้นสอง ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งหรือแบบสินค้าล้วนหรูหรามีระดับกว่ามาก


บางทีอาจเป็นเพราะเด็กในร้านเห็นว่าพวกนางมากันหลายคน ไม่น่าจะซื้อเครื่องประดับราคาถูก ก็เลยพาขึ้นมาชั้นบน


นางซุนมองเครื่องประดับเหล่านั้น สายตาแทบจะไม่กะพริบเลย


สองสามวันที่ผ่านมาแม้นางจะเดินทั่วตลาดแล้ว แต่อันที่จริงก็แค่เดินดูไปพลางๆเท่านั้น ทำความคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองเล็กน้อย ไม่ได้เดินเข้าไปดูในร้านใด เหตุผลแรก นางไม่ได้มีความคิดอยากซื้ออะไร เหตุผลที่สอง เพราะเคยชินกับการประหยัดอดออม จึงเสียดายไม่อยากใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย


ตอนนี้เห็นของดีมากมายตรงหน้า หญิงชราชอบมากก็จริง แต่ก็ไม่ถึงขั้นอยากซื้อ บุตรชายกับสะใภ้บ้านสามมีเงินล้นฟ้า แต่ก็ใช่ว่าจะหาเงินมาได้ง่ายๆ นางจะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้


ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดเยอะ มองแวบเดียวก็ชอบเครื่องประดับศีรษะที่ทำเป็นดอกกุ้ยฮวาชิ้นนั้นทันที ฝีมือประณีตอ่อนช้อยแต่ดูแล้วกลับทรงพลังมาก นางหยิบขึ้นมาประดับให้นางซุนอย่างไม่ลังเล


“ท่านแม่ เครื่องประดับศีรษะชิ้นนี้เหมาะกับท่านมากเจ้าค่ะ!”


ชุดเครื่องประดับศีรษะชุดนี้เป็นชุดเล็กๆ ประกอบไปด้วยปิ่นหนึ่งคู่ หวีรองผมหนึ่งอัน มวยหัวใจดอกท้อหนึ่งชุด ต่างหูหนึ่งคู่ และที่คาดผมที่ดูเรียบง่ายแต่งดงามหนึ่งชิ้น


อย่าเห็นว่าเครื่องประดับศีรษะชุดนี้มีของไม่กี่อย่าง ถึงอย่างนั้นราคาของมันสูงถึงร้อยกว่าตำลึงเลยทีเดียว


เด็กในร้านเห็นดังนั้นก็รีบหยิบกระจกทองเหลืองมาให้นางซุนส่องด้วยความกระตือรือร้น นางซุนเห็นสตรีที่บนศีรษะส่องประกายสีทองเรืองรองในกระจกก็แทบจำตัวเองไม่ได้


“ชิ้นนี้ไม่เลวเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นเลือกต่อเถอะเจ้าค่ะว่ามีชิ้นไหนที่ชอบอีกบ้าง จะได้ซื้อทีเดียว”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถามราคา นางซุนรีบถาม “จะซื้อให้พี่ๆสะใภ้ของเจ้าไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงให้ข้าเลือก?”


นางยกมือขึ้นจะถอดเครื่องประดับออก แต่เหอจิ่วเหนียงห้ามไว้ และให้เหตุผล “ซื้อให้พี่สะใภ้กับน้องๆ แล้วจะไม่ซื้อให้ท่านแม่ได้อย่างไรกันล่ะเจ้าคะ?”


กล่าวจบนางยังแอบกระซิบข้างหูนางซุนอีก “เซียงกงมีตำแหน่งเป็นขุนนาง ตอนนี้สถานะของท่านเป็นถึงแม่ของขุนนาง ถ้าไม่มีเครื่องประดับดีๆประดับ ออกจากบ้านถูกคนนินทาจะทำเช่นไรเจ้าคะ! ถ้าหากคนอื่นหาว่าเซียงกงปฏิบัติต่อมารดาไม่ดีจะทำเช่นไรเจ้าคะ”


จำต้องบอกเลยว่าเหอจิ่วเหนียงรู้ดีที่สุดว่านางซุนใส่ใจสิ่งใด เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้หญิงชราก็เริ่มลังเล


“ชะ ชะ เช่นนั้นก็ซื้อสักชุดก็ได้”


“ซื้อแค่ชุดเดียวได้อย่างไรกันเจ้าคะ อย่างไรก็ต้องซื้อสักสองสามชุดเจ้าค่ะ จะได้สลับใช้”


นางซุนกัดฟัน “เช่นนั้นก็ซื้อสองชุด! ถ้าต้องใช้ค่อยซื้อเพิ่ม จะสิ้นเปลืองเงินไม่ได้”


“ตกลงเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงด้วยท่าทางสบาย ทองและของล้ำค่าหลายหีบที่ลู่ไป่ชวนแบ่งให้นางก็มีของดีอยู่ไม่น้อยพอดี กลับไปให้ท่านแม่เลือกเพิ่มอีกหน่อยก็ได้แล้ว


เด็กในร้านได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก นี่เป็นแขกชั้นดีเลย แค่เอ่ยปากก็ซื้อสองชุด เขาต้องบริการอย่างดีที่สุด


โก่วเอ๋อร์วิ่งไปมาอยู่รอบหนึ่งก่อนจะมานั่งหายใจอย่างกระหืดกระหอบข้างๆลู่ไป่ชวน “ท่านพ่อ ร้อนยิ่งนักขอรับ ข้าอยากกินชานม”


ลู่ไป่ชวนอยากอุ้มบุตรชาย แต่เด็กน้อยร้อนไม่ยอมให้เขาอุ้ม


“เช่นนั้นพ่อให้คนไปส่งเจ้ากลับบ้านดีหรือไม่?”


“ไม่กลับขอรับ ข้าอยากซื้อเครื่องประดับให้ท่านย่า!”


ขณะที่กล่าวเขาก็ควักถุงเงินของตัวเองออกมาจากอกเสื้อ เมื่อเปิดดูคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นถุงก้อนทอง


ก้อนทองเหล่านี้เพียงพอที่จะซื้อเครื่องประดับศีรษะสองชุดได้เลย


“นี่เป็นเงินค่าขนมที่ท่านแม่ให้ข้าขอรับ”


ลู่ไป่ชวนกะพริบตาปริบๆ ให้เงินค่าขนมเยอะเพียงนี้เลยหรือ


เขาคลำถุงเงินข้างเอวตัวเอง รู้สึกว่าช่วงนี้ตนเองดูยากลำบากกว่าบุตรชายเสียอีก


เขาป้อนน้ำให้บุตรชาย โก่วเอ๋อร์ก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง และวิ่งไปดูเครื่องประดับที่ท่านย่าเลือกเพิ่ม


ครั้งนี้เป็นเครื่องประดับที่นางซุนชอบ เป็นเครื่องประดับศีรษะเล็กๆเช่นกัน เป็นหยกหุ้มทองดูเรียบง่ายกว่าชุดก่อนหน้า


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าแม่สามีก็แค่อยากช่วยนางประหยัดเงิน จึงคิดจะโน้มน้าวให้นางซื้อที่แพงกว่านี้สักหน่อย ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็วิ่งมา ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ท่านย่าชอบชิ้นไหนซื้อได้เลย ข้าซื้อให้ท่านย่าเองขอรับ!”


เขายังยกถุงเงินในมือแกว่งไปมาด้วย


เด็กในร้านยิ้มตาหยี “เหล่าฮูหยินช่างวาสนาดียิ่งนักขอรับ น่าอิจฉาจริงๆขอรับ!


คุณชายน้อยอายุยังน้อยก็กตัญญูถึงเพียงนี้ จิตใจดี ภายภาคหน้าอนาคตไกลเป็นแน่!”


เดิมทีนางซุนก็รู้สึกดีใจอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเด็กในร้านชื่นชมยกย่องเช่นนี้ก็ยิ่งยิ้มปากไม่หุบ


“ไอ้หยา โก่วเอ๋อร์หลานรักของย่า น่ารักจริงๆเลย มักจะซื้อของดีๆให้ย่าอยู่เสมอ!”


นางซุนก้มลงไปอุ้มโก่วเอ๋อร์ขึ้นมา หอมแก้มเขาซ้ายขวา


ลู่ไป่ชวนเดินมาหยิกแก้มเล็กๆของเขา “นี่เป็นของขวัญที่พ่อจะซื้อให้ย่าของเจ้า ครั้งนี้ให้พ่อเป็นคนจ่าย ส่วนเงินของเจ้าเก็บเอาไว้ซื้อให้ท่านย่าครั้งหน้านะ”


ในฐานะบุตรชายที่เพิ่งกลับมา ต้องแสดงความกตัญญูสักหน่อย หากโดนโก่วเอ๋อร์แย่งจ่าย ท่านแม่ก็ยิ่งไม่พอใจเขาเป็นแน่


ตอนที่ 290: อยากเอาเรื่องก็ไปหาข้าที่สวนซีสุ่ย


โก่วเอ๋อร์ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าว “เช่นนั้นให้ข้าออกคนละครึ่งกับท่านพ่อได้หรือไม่ขอรับ?”


“เจ้าเด็กน้อยหลานย่า ชอบทำให้ย่าเอ็นดูอยู่เรื่อย!”


นางซุนอุ้มเขาไม่ยอมปล่อย หลานคนนี้เป็นของขวัญที่สวรรค์ส่งมาให้นางจริงๆ


บุตรชายยืนกรานเช่นนี้สุดท้ายลู่ไป่ชวนก็คงต้องยอม


จากนั้นก็ซื้อปิ่นปักผมและต่างหูให้สตรีในบ้าน ส่วนสาวน้อยอย่างพวกโยวยาโถวก็ซื้อปิ่นมุกบุปผาให้


“เจ้าก็เลือกด้วยเถอะ ข้ายังไม่เคยซื้อเครื่องประดับใดให้เจ้าเลย”


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงเตรียมจะเรียกเด็กในร้านคิดเงินแล้ว ลู่ไป่ชวนกลับหยิบปิ่นทองที่ประดับด้วยไข่มุกมาปักให้นาง


ตั้งแต่เข้ามาในร้านเหอจิ่วเหนียงก็เอาแต่ดูของให้คนอื่น กลับไม่คิดเลือกให้ตัวเองเลยสักชุด


ลู่ไป่ชวนสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้ว ดูเหมือนว่านางไม่ได้มีเครื่องประดับอะไร แม้แต่ผมนางก็รวบมัดแบบผ่านๆ ใช้ปิ่นเงินธรรมดาปัก ไม่มีเครื่องประดับอย่างอื่นเลย


“เจ้าพูดถูกแล้ว รีบพานางเลือกเร็วเข้า ข้ารู้สึกเหนื่อยแล้ว จะไปนั่งพักข้างๆหน่อย”


นางซุนรู้สึกว่าบุตรชายพัฒนาขึ้นบ้างแล้ว จึงให้พื้นที่พวกเขาสองสามีภรรยาได้อยู่ด้วยกัน ส่วนนางพาโก่วเอ๋อร์ไปนั่งข้างๆดื่มชากินขนมรอ


เด็กในร้านเห็นปิ่นทองประดับมุกนั้นก็รีบนำเสนอทันที “นายท่านช่างสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ไข่มุกทะเลนี้เป็นของล้ำค่าทางร้านเรา ไข่มุกทะเลกลมมันวาว ฝีมือการทำก็ประณีตมาก ทั่วทั้งจิงโจวมีแค่ชุดนี้ชุดเดียว!”


“ข้าคิดว่าไข่มุกนี่เหมาะกับเจ้า ซื้อชุดนี้เถอะ”


เครื่องประดับศีรษะไข่มุกชุดนี้เป็นชุดใหญ่ มีหลายประเภท เหมาะสำหรับทุกโอกาส แม้ใช้แต่งตัวในวันธรรมดาก็ดูดีมาก และที่สำคัญที่สุด มันช่วยขับผิวให้ดูเด็กลงอีกด้วย


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงก็งดงามอยู่แล้ว ต่อให้ไม่แต่งตัวอย่างพิถีพิถันก็ดูโดดเด่นที่สุดในกลุ่มคน ตอนนี้สวมเครื่องประดับศีรษะชุดนี้ก็ยิ่งงดงามขึ้นกว่าเดิม ลู่ไป่ชวนไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย


จะว่าไปก็บังเอิญมากเหมือนกัน เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ตรงตามความชอบของเหอจิ่วเหนียงมาก ในยุคสมัยนี้ไม่มีไข่มุกเทียม และไม่มีเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงในจำนวนมาก เป็นไข่มุกทะเลธรรมชาติล้วนๆ แต่ละเม็ดกลมแวววาว หายากมากจริงๆ


นางพยักหน้า “ก็ได้ เช่นนั้นก็ซื้อชุดนี้แล้วกัน”


ภายนอกนางนิ่งมาก แต่ในใจลิงโลดไม่น้อย


ลู่ไป่ชวนโล่งใจ เดิมทีกลัวว่านางจะปฏิเสธ


ขณะที่กำลังควักตั๋วเงินจะจ่าย จู่ๆ เสียงของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง 


“ช้าก่อน!”


เหอจิ่วเหนียงหันไปมอง


สตรีผู้นี้รูปร่างหน้าตาไม่จัดว่า.งดงามเท่าไร อย่างมากก็นับว่างดงามในหมู่คนธรรมดา แต่เสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับที่สวมอยู่บนกายนั้นไม่ธรรมดาเลย เห็นได้ชัดว่ามาจากตระกูลฐานะดี


เด็กในร้านเห็นนางก็รีบเข้าไปต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูฉินมาแล้ว คุณหนูฉินสนใจแบบใดขอรับ ข้าน้อยจะไปหามาให้!”


“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าเครื่องประดับศีรษะไข่มุกชุดนี้เก็บเอาไว้ให้ข้า หากวันนี้ข้าไม่มา เจ้าก็จะขายไปแล้วใช่หรือไม่?”


ฉินอวี้มองเด็กในร้านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ อีกฝ่ายเอาแต่อ้ำอึ้ง นางจึงผลักเขาออก และเดินไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวน “เครื่องประดับศีรษะชุดนี้ข้าจองเอาไว้ก่อนแล้ว ข้าเก็บเงินครบก็จะมาซื้อ พวกเจ้าดูชิ้นอื่นเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจว่าหากอีกฝ่ายพูดจาดีๆสักหน่อยนางก็ยอมถอยให้ได้ แต่อีกฝ่ายใช้น้ำเสียงออกคำสั่งเช่นนี้ นางไม่สามารถทนได้จริงๆ


“ข้าจะซื้อ”


เหอจิ่วเหนียงยกมือกอด.อก มุมปากยกยิ้มอย่างยั่วยุ เห็นได้ชัดว่านางไม่เห็นคุณหนูฉินผู้นี้อยู่ในสายตาเลย


“นี่เจ้าคิดจะตั้งตนเป็นศัตรูกับข้าหรือ?”


ทันใดนั้นสีหน้าของฉินอวี้ก็เคร่งขรึม ส่งสายตาบอกเป็นนัยให้กับสาวใช้ด้านหลัง สาวใช้เดินมาข้างหน้า กล่าวด้วยท่าทีเดือดพล่าน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้าเป็นใคร พวกเจ้าล่วงเกินได้หรือ ถ้าไม่อยากตายก็รู้จักเจียมตัวซะบ้าง ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าคุณหนูของข้าไม่ไว้หน้าพวกเจ้า!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ถามว่าคุณหนูของนางเป็นใคร แต่กลับถามว่า “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นใครก็มาล่วงเกินข้าง่ายๆเช่นนี้ ไม่กลัวครอบครัวพวกเจ้าจะเดือดร้อนเอาหรือ?”


สาวใช้เหลือบมองนาง สวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ผมเผ้าก็รวบกับปิ่นเงินอันเดียว จะเป็นคนร่ำรวยสูงศักดิ์ได้อย่างไร


“หึ ข้าขอเตือนเจ้าให้รู้จักว่าอะไรควรอะไรไม่ควร! นายท่านของข้าทำงานอยู่ในศาลาว่าการเมือง…”


สาวใช้ยังเบ่งก้ามไม่ทันเสร็จเหอจิ่วเหนียงก็หันไปบอกกับเด็กในร้านอย่างหมดความ.อดทน “เอาเครื่องประดับที่พวกข้าเลือกเมื่อครู่ทั้งหมดใส่ห่อให้เรียบร้อบ คิดเงิน”


น้ำเสียงคำว่า ‘คิดเงิน’ อันหนักแน่น ทำให้เด็กในร้านเรียกสติกลับมาได้ และรีบจัดการทันที


ทว่าฉินอวี้กลับดึงชายเสื้อเขาเอาไว้ นางกัดฟันกรอด “เจ้ากล้าทรยศข้าหรือ?”


สีหน้าเด็กในร้านไม่สู้ดี “คุณหนูฉิน ไม่ใช่ว่าข้าน้อยไม่เก็บเอาไว้ให้คุณหนูนะขอรับ เก็บเอาไว้ให้คุณหนูเกินครึ่งเดือนแล้ว หากยังไม่ขายอีกร้านเราต้องขาดทุนเป็นแน่ขอรับ!”


เขาไม่ค่อยชอบคุณหนูฉินผู้นี้นัก แม้จะมาใช้จ่ายในร้านแต่ก็ไม่ได้ซื้อของมากมายอะไร ทุกครั้งที่มีสินค้ามาใหม่มักจะให้เขาเก็บเอาไว้ให้นาง จากนั้นนางก็ไม่ได้ซื้อ ต่อมามีสินค้าใหม่มานางก็ให้เก็บสินค้าใหม่เอาไว้ให้นางอีก สินค้าตัวเก่าที่เก็บเอาไว้ให้ก่อนหน้าก็ขายไม่ออก ร้านจึงขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า


เรื่องนี้เถ้าแก่กลัดกลุ้มใจยิ่งนัก


บิดาของนางเป็นขุนนาง คนทำการค้าอย่างพวกเขาไม่กล้าล่วงเกินอยู่แล้ว ทุกครั้งก็ได้แต่เงียบไปเท่านั้น


ต่อมาเถ้าแก่จึงใช้วิธีการหนึ่ง ต่อหน้าตอบตกลงว่าจะเก็บสินค้าเอาไว้ให้ แต่หากมีแขกที่สนใจสินค้าตัวนั้นก็ให้รีบขายออกไปได้เลย ถึงอย่างไรผ่านไปช่วงหนึ่ง คุณหนูผู้นี้ก็ลืมไปแล้ว


ตลอดมาก็ทำเช่นนี้ เนื่องจากเวลาผ่านไปคุณหนูฉินก็ชอบสินค้าตัวใหม่ และไม่สนใจตัวเก่าจริงๆ


ทว่าวันนี้ คิดไม่ถึงเลยว่านางจะมาเจอเข้าพอดี 


คราวนี้ก็ยุ่งยากแล้วสิ!


ถูกเด็กในร้านพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าคนอื่น ใบหน้าของฉินอวี้ก็เต็มไปด้วยความโกรธ นางเป็นถึงแขกรายใหญ่ของร้านนี้ พวกเขาเปิดโปงปัญหาของนางออกมาได้อย่างไร!


“นี่เจ้ากำลังบอกว่า ข้าไม่มีปัญญาซื้อเครื่องประดับร้านเจ้าอย่างนั้นหรือ!”


เด็กในร้านส่ายหน้าไปมา “ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้นขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้จะมาดูพวกเขาทะเลาะกัน เร่งให้เด็กในร้านรีบไปจัดการเครื่องประดับเหล่านั้นอีกครั้ง เด็กในร้านจึงได้โอกาสวิ่งไป


“เจ้ายืนกรานจะตั้งตนเป็นศัตรูกับข้าจริงๆใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ “นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?”


“นี่เจ้า!”


ฉินอวี้มองเหอจิ่วเหนียงตาเขม็ง นางคิดคำเถียงไม่ทันจึงคิดจะใช้กำลัง เพียงแต่นางเพิ่งจะคิด ลู่ไป่ชวนก็ดึงเหอจิ่วเหนียงไปหลบด้านหลังเสียก่อน มองฉินอวี้ด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนแซ่ฉิน มีพ่อเป็นขุนนางในศาลาว่าการเมือง หากข้าเดาไม่ผิดก็คงจะเป็นฉินชางตง ผู้พิพากษาระดับหกกระมัง กลับไปบอกพ่อของเจ้าว่า ถ้าอยากเอาเรื่องก็ไปหาข้าที่สวนซีสุ่ย”


กล่าวจบเขาก็จูงมือเหอจิ่วเหนียงไปคิดเงิน โดยไม่สนใจปฏิกิริยาตอบโต้ของฉินอวี้อีก


แม้เงินจำนวนมากจะมอบให้นางไปแล้ว แต่เขาก็ยังเก็บตั๋วเงินเอาไว้บางส่วนเพื่อใช้ยามจำเป็น ตอนนี้คิดๆดูแล้วนับว่าเขาฉลาดมาก มิเช่นนั้นวันนี้พาภรรยากับท่านแม่มาซื้อของคงไม่มีเงินจ่าย


ฉินอวี้กับสาวใช้ตกตะลึงตัวแข็งค้างไปแล้ว แค่รู้ว่านางแซ่ใดก็รู้ถึงสถานะตัวตนของนางได้ ทั้งยังให้ท่านพ่อไปหาเขาที่สวนซีสุ่ยอีกด้วย


สถานที่อย่างสวนซีสุ่ย คนธรรมดาทั่วไปไปได้หรือ


คนบ้านนี้อาศัยอยู่ในสวนซีสุ่ยอย่างนั้นหรือ


จบตอน

Comments