single mom ep291-300

ตอนที่ 291: นางหยิ่งยโสไร้มารยาท แต่ไม่ได้โง่เขลา


คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมานานหลายปีล้วนรู้ว่า สวนซีสุ่ยเป็นอาณาบริเวณของเฉินอ๋อง คฤหาสน์แห่งนั้นใหญ่โตโอ่อ่า คนทั่วไปไม่กล้าย่างกรายเข้าไปใกล้


ที่สำคัญ บริเวณโดยรอบของสวนซีสุ่ยเป็นเขตอาศัยของครอบครัวเศรษฐี ทั้งต้องได้รับอนุญาตจากเฉินอ๋องก่อนถึงจะไปอยู่อาศัยได้


เช่นนั้นแล้ว… คนที่สามารถอาศัยอยู่ ‘ใน’ สวนซีสุ่ยได้ ต้องมีอำนาจมากเพียงใด


ขุนนางระดับสูง หรือไม่ก็เป็นคนสนิทของเฉินอ๋อง


หากเป็นคนที่สามารถสนิทกับเฉินอ๋องได้ ก็ต้องเป็นราชนิกุลน่ะสิ


แต่คนเมื่อครู่แต่งเนื้อแต่งตัวธรรมดา ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมแล้วใครจะคิดว่าอาศัยอยู่ในสวนซีสุ่ย


เป็นราชนิกุล หรือเป็นขุนนางระดับสูงกันแน่


ขณะที่ฉินอวี้ตกใจและจมอยู่กับความคิด สาวใช้ข้างกายก็รีบปลอบใจนาง “คุณหนูใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ คนครอบครัวนั้นดูไม่เหมือนเศรษฐีเลยสักนิด ไม่แน่อาจหลอกเราก็ได้ รอกลับไปให้นายท่านตรวจสอบก็…”


*เพียะ!*


สาวใช้พูดได้เพียงเท่านั้นก็ถูกฉินอวี้ตบหน้า นางกัดฟันกรอด “แหกตาสุนัขของเจ้าดูให้ดีซิ! ถ้าพวกเขาไม่ใช่เศรษฐีจะซื้อเครื่องประดับมากมายขนาดนั้นได้ในครั้งเดียวหรือ!”


ฉินอวี้ชี้ไปยังตู้เครื่องประดับที่อยู่ไม่ไกล กล่องที่ใส่เครื่องประดับกองสูงพะเนิน เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้ซื้อไปหลายชุด ทั้งยังควักเงินจ่ายไปหลายใบ


นั่นเป็นรูปแบบการใช้เงินที่นางใฝ่ฝันเอาไว้เลย!


น่าเสียดายที่ท่านพ่อของนางเป็นเพียงผู้พิพากษาระดับหก เงินเดือนไม่สูงนัก หากหลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะมีรายได้พิเศษจากพวกพ่อค้าที่มาขอร้องให้ช่วยเหลือ และกำไรจากร้านค้าสินเดิมของแม่นาง ครอบครัวก็คงอยู่อย่างลำบาก


และเป็นเพราะเหตุนี้ ทุกครั้งที่นางชื่นชอบเครื่องประดับชิ้นใดก็ยังไม่มีเงินซื้อ เมื่อนางสะสมเงินครบด้วยความยากลำบากก็มีสินค้าตัวใหม่ออกมายั่งยวน


นางรู้มาตลอดว่าเด็กในร้านแอบเอาสินค้าที่นางชอบออกไปขาย แต่นางก็ไปชอบสินค้าใหม่แล้วจึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขา นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะมาแทงใจดำนางต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ ทำให้คนอื่นเห็นว่านางไม่มีปัญญาซื้อ นี่คนเสียหน้าไม่ใช่นาง แต่กลับเป็นพ่อของนางแล้ว!


เดิมทีอยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรก็ต้องให้ร้านชดเชยให้นางสักหน่อย แต่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนสูงศักดิ์ที่นางไม่อาจล่วงเกินได้


ดังนั้นนางจึงลังเล


นางหยิ่งยโสไร้มารยาท แต่ไม่ได้โง่ นางไม่กล้าบุ่มบ่ามล่วงเกินคนที่เหนือกว่าท่านพ่อนางแน่นอน


นางถลึงตามองลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงอย่างเคียดแค้น ก่อนจะหันหลังเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ความแค้นในวันนี้นางต้องหาทางเอาคืนให้จงได้!


สาวใช้โดนตบไปฉาดหนึ่งจึงไม่กล้าปริปากอีก เห็นดังนั้นก็รีบตามออกไป


นางซุนที่มองอยู่ข้างๆ ได้แต่ถอนหายใจ แม่นางน้อยสมัยนี้เป็นอะไรกันหมด นิสัยก้าวร้าวขนาดนี้เลยหรือ


พอจะดูออกว่าคุณหนูผู้นั้นน่าจะไม่ได้มีเงินมากนัก แต่กลับให้เด็กในร้านเก็บสินค้าเอาไว้ให้ เก็บเอาไว้ให้ก็ไม่ได้ซื้อ นี่เท่ากับว่าทำให้คนอื่นเสียโอกาสในการค้าไม่ใช่หรือ


ว่าแต่ สวนซีสุ่ยมันมีอะไรกัน เหตุใดคุณหนูผู้นั้นได้ยินคำว่าสวนซีสุ่ยถึงกับออกอาการตกใจรุนแรงถึงเพียงนั้น


ตกลงแล้วบุตรชายของนางเป็นขุนนางอะไรกันแน่


ในหัวนางซุนเต็มไปด้วยคำถาม อยากถามก็อยากถาม แม้จะบอกมาแล้วนางไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่นางก็ไม่มีทางเอาตำแหน่งของบุตรชายไปรังแกคนอื่นแน่ แต่สุดท้ายก็ไม่ถาม หากตำแหน่งยิ่งสูง นั่นหมายความว่าบุตรชายยิ่งผ่านความทุกข์ทรมานมามาก นางไม่อยากรู้


ทางด้านสองสามีภรรยา เด็กในร้านถามทั้งสองอย่างกระตือรือร้น “นายท่าน ฮูหยิน จะให้ข้าน้อยนำสินค้าไปส่งให้ที่จวนหรือไม่ขอรับ?”


“ไม่ต้อง มีรถม้ารออยู่ เอาไปให้คนบังคับรถม้าก็พอ”


ลู่ไป่ชวนโบกมือปฏิเสธ รถม้าของพวกเขาคันใหญ่โต วางสิ่งของก็ยังมีพื้นที่ว่างเหลือเฟือ


เด็กในร้านขานรับ และถือกล่องสินค้าใบเล็กใบใหญ่เดินลงไป


ตอนที่ครอบครัวลู่เข้ามาในร้าน เขาก็เป็นคนคอยบริการ เขาเห็นแขกกลุ่มนี้ลงมาจากรถม้า ย่อมรู้ว่าควรนำของเหล่านี้ไปส่งที่รถม้าคันไหน


ระแวกนี้มีร้านเครื่องเงินเครื่องทองอยู่หลายร้าน เดิมทีเหอจิ่วเหนียงอยากเข้าไปดูสินค้าของร้านอื่นด้วย แต่นางซุนกลัวว่านางจะซื้ออีกจึงคว้าแขนนางพาเดินผ่านร้านไป


“เช่นนั้นไปดูร้านเครื่องประทินผิวกันเถอะเจ้าค่ะ สิ่งที่ผู้หญิงชอบที่สุดก็คือของพวกนี้แหละเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงทดร้านต่อไปเอาไว้ในใจแล้ว คราวนี้นางซุนไม่ได้ห้าม เนื่องจากเครื่องประทินผิวที่เหอจิ่วเหนียงให้นางก่อนหน้านี้ใกล้จะหมดแล้ว นางอยากซื้อเพิ่มอยู่พอดี


“ร้านนี้มีเครื่องประทินผิวที่เจ้าให้พวกเราก่อนหน้านี้หรือไม่ ที่ทาแล้วทั้งหอมทั้งชุ่มชื้นมากอันนั้นน่ะ?”


นางซุนถูมือพลางกล่าว ตั้งแต่ใช้ของเหล่านั้นมือของนางก็ไม่แห้งกร้านอีกต่อไป ริ้วรอยบนใบหน้าก็ตื้นขึ้น


ที่สำคัญ ผิวยังขาวผ่องขึ้นอีกด้วย


นางถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแก่ยิ่งสวย แต่นางพูดเรื่องนี้กับใครไม่ได้ ได้แต่แอบดีใจกับตัวเอง


ไม่มีสตรีใดที่ไม่รักสวยรักงามหรอก


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด เครื่องประทินผิวในยุคสมัยนี้ผลลัพธ์ไม่ได้ดีเช่นนั้น ตอนนั้นนางเอาเครื่องประทินผิวของยุคสมัยใหม่มาจากห้วงมิติ มีส่วนผสมทางเคมี จึงยิ่งเห็นผลชัดเจน


นางตอบ “ไม่รู้ว่าที่นี่มีหรือไม่เจ้าค่ะ แต่ที่บ้านยังมีอีกเยอะ ครั้งก่อนข้าซื้อไปตุนเอาไว้ไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ กลับไปข้าเอาให้ท่านแม่นะเจ้าคะ”


นางซุนพยักหน้า แล้วกล่าวอีก “เช่นนั้นคราวหน้าเจ้าซื้อมาให้เยอะๆหน่อยนะ พี่สะใภ้เจ้าก็คงจะใช้กันใกล้หมดแล้ว”


“เจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงตอบรับ นี่เป็นความสะเพร่าของนางจริงๆ ก่อนหน้านี้เคยให้พวกนางไปครั้งหนึ่งแล้ว นับๆดูนี่ก็ผ่านไปแล้วครึ่งปี พวกนางคงใช้หมดแล้ว แต่พวกนางกลับไม่เอ่ยปากบอก คงไม่อยากรบกวนนางเป็นแน่


มาถึงร้านขายเครื่องประทินผิว ภายใต้การแนะนำของเด็กในร้านจึงซื้อชาดทาปาก หลัวจื่อไต้ (ดินสอเขียนคิ้ว) และแป้งร่ำแต่งหน้าไปไม่น้อย มีของแม่นางน้อยอย่างพวกเหลียนฮวาด้วย


เครื่องประทินผิวก็ซื้อแล้ว เพียงแต่เหอจิ่วเหนียงดมดูแล้วส่วนผสมไม่ค่อยดีเท่าไร เทียบกับที่นางทำออกมาเองไม่ได้ ดังนั้นจึงซื้อกลับไปแค่ให้คนที่บ้านลองใช้กันเล็กๆน้อยๆเท่านั้น


อย่างไรเสียหากใช้กับใบหน้าไม่ได้ผล ก็เอามาใช้ทามือแล้วกัน


จากนั้นก็ไปซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้ตีทองให้ลู่จิ้งซวนชุดหนึ่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยได้ยินเขาพูดว่า อยากหาปรมาจารย์ตีทองที่มีฝีมือแล้วขอคารวะเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชาด้วย


ซื้อถุงมือสำหรับป้องกันมือคุณภาพดีให้ลู่เหอหรง ลู่เหอหรงทำงานใช้เครื่องมือการเกษตรในไร่นาเป็นประจำ ถุงมือนี้มีประโยชน์ต่อเขามาก


ซื้อมีดฆ่าหมูที่คมกริบให้จางซงเล่มหนึ่ง เนื่องจากก่อนหน้านี้สองพี่น้องสกุลจางทำมีดฆ่าหมูของตระกูลหล่นหายระหว่างทางลี้ภัย เรื่องนี้กลายเป็นความเสียใจที่ฝังในใจเขามาโดยตลอด


ซื้อมีดโกนขนหมูให้จางหย่งเล่มหนึ่ง ให้สองพี่น้องคู่นี้ได้สืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษต่อไป ถึงอย่างไรตระกูลจางก็เป็นพ่อค้าขายหมูมาหลายรุ่น การสืบทอดมรดกจากรุ่นต่อรุ่นจึงมีความหมายกับคนรุ่นปัจจุบันมาก


และก่อนหน้านี้ เคยได้ยินลู่กุ้ยหลานพูดว่า รอให้พวกเขาสร้างบ้านเป็นของตัวเองได้ก่อน สองพี่น้องจะทำการค้าเดิม สองพี่น้องจางค้าขายหมู ส่วนลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นยังคงทำงานในโรงงาน ชีวิตของพวกเขาต้องดีขึ้นแน่


หลังจากที่เดินซื้อของกันไปรอบหนึ่ง ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าลู่จะเป็นคนเดียวที่ไม่มีของขวัญ


นางซุนพูดอย่างไม่ใส่ใจ “เขาขี้เกียจไม่ยอมมาเดินกับพวกเรา จะซื้อให้เขาทำไมกัน?”


สามีภรรยาชราคู่นี้มักจะไม่แยแสกันและกัน เหอจิ่วเหนียงชินแล้ว นางจึงยิ้มพลางกล่าว “ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านจะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านพ่อต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อย เวลายืนข้างท่าน ท่านก็จะได้มีหน้ามีตาไปด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”


นางซุนคิดตาม ดูเหมือนจะเป็นจริงอย่างที่นางพูด ดังนั้นจึงตัดสินใจไปเลือกซื้อเครื่องแต่งกายให้เขา


เดินผ่านร้านขายตำราพอดี โก่วเอ๋อร์จะซื้อตำราให้พวกพี่ๆ ทุกคนจึงเดินเข้าไปด้านใน


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้มากนักจึงเดินไปแถวชั้นวางหนังสือนิทานเรื่องเล่า เห็นหนังสือนิทานเรื่องเล่าใหม่ๆ จึงเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “ตำราในห้องตำราพวกนั้นข้าไม่ชอบอ่านเท่าไร ซื้อนิทานเรื่องเล่าพวกนี้ไปให้ข้าอ่านเล่นเป็นเช่นไร?”


ตอนที่ 292: ฉินเจียนไม่สนใจข้า


นางไม่ได้บอกตรงๆว่าจะซื้อเลย แต่กลับหยิบขึ้นมาเล่มหนึ่ง และถามความเห็นเขา


จำต้องบอกเลยว่าลู่ไป่ชวนในฐานะบุรุษคนหนึ่ง พึงพอใจเป็นอย่างมากที่นางให้เกียรติเช่นนี้


เด็กในร้านที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็ช่วยโน้มน้าว “นายท่าน หนังสือนิทานเรื่องเล่าเหล่านี้ล้วนเป็นที่นิยมมากในช่วงนี้ ประพันธ์ได้ดีและเขียนจบแล้ว อีกอย่าง ตอนนี้ยังลดราคาอยู่ด้วย ซื้อกลับไปนับว่าคุ้มมากขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกมีความสุขมากจึงตอบอย่างใจกว้าง “ชอบก็ซื้อเลย!”


เหอจิ่วเหนียงให้เด็กในร้านนำเล่มที่นางชอบไปห่อ ลู่ไป่ชวนถามอีก “เอาแค่ไม่กี่เล่มเองหรือ ดูอย่างอื่นเพิ่มสักหน่อยสิ”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “พอแค่นี้ก่อน อ่านจบแล้วค่อยมาซื้อใหม่ก็ได้”


อันที่จริงที่นางถามไปก็แค่อยากรู้ว่าเขาจะยอมให้นางซื้อนิทานเรื่องเล่าเหล่านี้ไปวางไว้ในห้องตำราเขาหรือไม่ก็เท่านั้น ถึงอย่างไรห้องตำรานั้นก็ดูเป็นทางการมากทีเดียว หากเขาไม่ยินดี นางก็เอาไว้ในห้องตัวเองได้ อย่างไรเสียห้องนางก็ใหญ่มาก กั้นมุมห้องเพิ่มชั้นวางหนังสือก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้


แต่เขากลับไม่แสดงท่าทีไม่พอใจออกมา ทั้งยังอยากให้นางซื้อหลายๆเล่มด้วย


เหอจิ่วเหนียงพอใจมาก แต่ภายนอกไม่ได้แสดงสีหน้าออกมา


ไม่นานโก่วเอ๋อร์ก็เลือกของขวัญให้พี่ๆเสร็จ เป็นพู่กันกับแท่งฝนหมึก ครั้งนี้โก่วเอ๋อร์ยืนยันที่จะจ่ายเอง เหอจิ่วเหนียงผลักกองหนังสือของตัวเองไปตรงหน้าเขา “จ่ายให้แม่เลยด้วยสิ”


ลู่ไป่ชวนกับเด็กในร้านหันมองหน้ากัน ผู้ใหญ่สามคนออกมาซื้อของ สุดท้ายกลับให้เด็กเป็นคนจ่ายอย่างนั้นหรือ


เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ถูกแต่อย่างใด โก่วเอ๋อร์ก็เช่นกัน เขาควักถุงเงินใบเล็กของตัวเองออกมา และล้วงเอาก้อนทองเล็กๆสองสามก้อนออกมาจ่ายอย่างคล่องแคล่ว


“ตกใจมากหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงอดที่จะถามลู่ไป่ชวนไม่ได้ ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ข้าก็แค่แปลกใจว่าเหตุใดเขามีเงินค่าขนมมากมายเพียงนี้”


“ก็ข้าเป็นคนให้น่ะสิ”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ แววตางุนงง เหตุใดสามีของนางมักพูดจาไม่ค่อยฉลาดเอาซะเลย


บุตรชายมีเงินมากปานนั้น หากไม่ใช่นางที่เป็นคนให้ แล้วใครจะเป็นคนให้ล่ะ


ลู่ไป่ชวน “…”


ที่เขาอยากถามก็คือ เหตุใดถึงให้เงินลูกมากขนาดนั้น!


เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายความสงสัยของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน


เหอจิ่วเหนียงตระหนักได้ทันที “อ๋อ ท่านหมายถึงเรื่องนี้เองหรือ ก็เพราะว่าเขาฉลาดและรู้ความมาก เขาไม่ใช้เงินอย่างไร้เหตุผล อีกอย่าง เขาพกเงินติดตัว หากประสบพบเจอปัญหายังสามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ รักษาชีวิตเอาไว้ได้ ข้ารู้สึกว่ามันก็คุ้มค่าดี”


ลู่ไป่ชวนนิ่งคิด ที่นางว่ามาก็มีเหตุผล


นางซุนเองก็ช่วยพูดแทนหลายชาย “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร ถึงแม้โก่วเอ๋อร์จะมีเงิน แต่เงินพวกนี้เขาก็เอามาใช้จ่ายให้กับพวกเรา ก่อนหน้านี้ก็เคยซื้อของขวัญให้ข้ากับพ่อของเจ้า วันนี้ยังแย่งจ่ายค่าเครื่องประดับให้ข้าอีก หลานชายคนนี้ของข้ารู้ความมากกว่าเจ้าซะอีก!”


ได้ดุด่าจนพอใจแล้วนางซุนก็จูงมือโก่วเอ๋อร์เดินออกไป


ลู่ไป่ชวนกับเด็กในร้านหันมองหน้ากันอย่างประดักประเดิด ก่อนเขาจะพาเหอจิ่วเหนียงเดินออกไป


หลังจากซื้อเครื่องแต่งกายให้ผู้เฒ่าลู่เสร็จก็นับว่าครบแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงเสนอขึ้นมาว่า วันนี้ไปกินอาหารนอกบ้านกัน


ให้สวีต้าซานเอาของที่ซื้อมาวันนี้กลับไปไว้ที่บ้าน และรับผู้เฒ่าลู่มารวมตัวกับพวกเขาที่นี่


บุตรชายและลูกสะใภ้กตัญญู แต่แม้ปากนางซุนจะบอกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ก็ยังเดินเข้าไปในหอสุราด้วยความดีใจ อาหารนอกบ้านบางอย่างที่นี่ไม่เลวเลยจริงๆ มีความพิเศษบางอย่างที่ที่บ้านทำไม่ได้


ผู้เฒ่าลู่ไม่ได้แสดงอารมณ์ตื่นเต้นอะไร ชายชรายอมรับและปรับตัวกับสถานการณ์ง่ายกว่านางซุน ถึงอย่างไรบุตรชายก็ได้ดิบได้ดีแล้ว ผู้เป็นบิดามารดาได้รับอานิสงส์ไปด้วยก็ถูกต้อง


หลังจากกินไปได้ครึ่งหนึ่ง พวกโหลวชงก็ตามมา และครั้งนี้ยังมีคนมาเพิ่ม นั่นก็คือฉินเจียนที่สีหน้าดูเหนื่อยล้า และซูเหว่ยลูกน้องของเขา


“ท่านลุงลู่ ท่านป้า ข้ามาขอฝากท้องด้วยขอรับ ฮ่าๆๆ!”


ฉินเจียนเข้ามาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มทันที ไม่ได้สนใจลู่ไป่ชวนเลยแม้แต่น้อย เขานั่งลงข้างๆผู้เฒ่าลู่


ครอบครัวลู่เป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว ย่อมต้อนรับพวกเขาแน่นอน


“คุณชายฉิน เจ้าเพิ่งกลับมาใช่หรือไม่ ไอ้หยา ไม่ง่ายเอาซะเลย ข้าว่าเจ้าผอมลงแล้วนะ เอ้าๆ กินเยอะๆหน่อย บำรุงร่างกาย!”


นางซุนยิ้มตาหยีจนเห็นตีนกา ใช้ตะเกียบกลางคีบอาหารให้เขา


ตั้งแต่พวกเขารู้ว่าฉินเจียนกับลู่ไป่ชวนเป็นสหายรักกัน และทำงานร่วมกัน ก็ยิ่งรู้สึกประทับใจต่อฉินเจียนมากขึ้น มิน่าล่ะ ระหว่างทางพวกเขาถึงได้เจอกับฉินเจียน คาดว่าสวรรค์คงลิขิตโชคชะตานี้เอาไว้แล้ว


“ขอรับ ขอบคุณขอรับท่านป้าสะใภ้!”


ก่อนหน้านี้เขาเรียกผู้เฒ่าลู่กับนางซุนว่าท่านลุงท่านป้า ตอนนี้รู้ถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวพวกเขาแล้ว จึงเปลี่ยนคำเรียกเล็กน้อย


แม้เขาจะโกรธลู่ไป่ชวนมากที่ไม่เห็นเขาเป็นสหายรัก แม้แต่เรื่องเช่นนี้ก็ปิดบังเขา แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยสาบานเอาไว้แล้วว่าจะเคารพและกตัญญูต่อบิดามารดาของลู่ไป่ชวนเสมือนบิดามารดาของตัวเอง


แต่หากไม่มีคำสาบาน เดิมทีครอบครัวนี้ก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้อยู่แล้ว ต่อให้ลู่ไป่ชวนไม่มีความสัมพันธ์ใดกับครอบครัวนี้ เขาก็จะปกป้องครอบครัวนี้อย่างสุดกำลังความสามารถ


ระหว่างทางที่มา พวกโหลวชงรองรับความโกรธฉินเจียนมาแล้ว ตอนนี้ได้แต่นั่งกินข้าวอยู่ข้างๆลู่ไป่ชวน ถึงอย่างไรก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง ให้พวกเขาแก้ไขกันเอง


ทว่าลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้รู้สึกตัวเลย เขาส่งสายตาให้โหลวชงเป็นคำถามว่าฉินเจียนเป็นอะไรไป แต่โหลวชงกลับแสร้งทำเป็นไม่เห็น เอาแต่ก้มหน้ากินข้าวอย่างเดียว


ลู่ไป่ชวนไร้หนทาง เขารู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ตัวเองต้องอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจอย่างชัดเจน ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นเขาเองที่ทำเหมือนไม่ไว้ใจกัน


เขาให้เสี่ยวเอ้อร์เพิ่มอาหารอีกสองอย่าง ทุกคนนั่งกินข้าวด้วยกัน


“น้องสะใภ้เล็ก…อ้อ ไม่ใช่สิ ตอนนี้ควรเรียกเจ้าว่าน้องสะใภ้แล้ว น้องสะใภ้ โก่วเอ๋อร์ไม่เป็นไรเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ ตอนนั้นที่ข้าต้องไปข้าร้อนใจยิ่งนัก เอาแต่โทษตัวเองตลอดทางเลย”


แม้จะไม่สนใจลู่ไป่ชวน แต่กับคนอื่นเขาเกรงใจมาก ยิ่งเห็นโก่วเอ๋อร์นั่งกินข้าวอย่างเชื่อฟังแล้ว เขายังยื่นมือไปลูบศีรษะน้อยๆของอีกฝ่ายด้วย


ช่างน่าแปลกยิ่งนัก เมื่อก่อนเหตุใดถึงดูไม่ออกเลยว่าโก่วเอ๋อร์หน้าตาเหมือนสหายรักของเขามาก!


หากดูออกตั้งแต่แรกก็คงไม่ต้องคลาดกันไปคลาดกันมาเช่นนี้แล้ว


ทว่าฉินเจียนก็ไม่ได้คิดว่าตนเองสายตาไม่ดี เพราะหลังจากที่ลู่ไป่ชวนเสียโฉมได้ไม่นาน เขาก็ลืมไปแล้วว่าหน้าตาเดิมของสหายตนเป็นเช่นไร


ส่วนเหอจิ่วเหนียงย่อมไม่โทษเขาอยู่แล้ว นางยิ้มพลางกล่าว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ฉิน ท่านไม่ต้องคิดมากอเลย หากไม่ใช่เพราะท่าน ไม่แน่โก่วเอ๋อร์อาจไม่ได้พ่อเขาช่วยเอาไว้ก็ได้นะเจ้าคะ!”


นางยกความดีความชอบนี้ให้ลู่ไป่ชวน


แต่ลู่ไป่ชวนรู้ดีว่าความดีความชอบครั้งนี้เป็นของนาง ขณะที่กำลังอ้าปากจะอธิบาย ก็หันไปเห็นภรรยากำลังถลึงตาใส่เขา


ลู่ไป่ชวน “...”


ก็ได้ เขาสมควรหุบปากซะ


ฉินเจียนได้ยินดังนั้นก็กล่าว “นั่นสินะ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าบนโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้อยู่ด้วย! ต้องโทษเจ้าคนปากแข็งนี่ ไม่ยอมบอกอะไรข้าเลย ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าคงไม่ต้องเสียเวลาคลาดกันนานเพียงนี้ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดอยากให้เขาไปให้เจ้ารักษา แต่ช่วงเวลานั้นเขาเอาแต่ใจไร้เหตุผลยิ่งนัก ไม่ไปหาหมอก็ช่าง นี่ยังจะทรมานตัวเองอีก ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!”


ฉินเจียนต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ ลู่ไป่ชวนอยากอธิบายแต่เขาก็ขัดเสียก่อน “เจ้าไม่ต้องพูดเลยนะ ตอนนี้ข้าไม่อยากสนใจเจ้า!”


ตอนที่ 293: ทุกคนรู้ว่าเฉินอ๋องกับจิ้งอ๋องเป็นศัตรูกัน


ทุกคนหันไปมองพวกเขาสองคน นางซุนกับผู้เฒ่าลู่ไม่รู้แน่ชัดในความสัมพันธ์นี้ ส่วนเหอจิ่วเหนียงแม้จะไม่เข้าใจเท่าไร แต่เห็นฉินเจียนโกรธถึงเพียงนี้ก็พอจะเดาได้…


ฉินเจียนรู้มาตลอดว่าลู่ไป่ชวนกำลังตามหาครอบครัว แต่กลับไม่รู้ว่าครอบครัวเขาชื่ออะไร


ส่วนลู่ไป่ชวนใช้ชื่อปลอมมาตลอด ฉินเจียนเองก็คงคิดไม่ถึงว่านั่นเป็นแซ่ของแม่เขา หลังออกไปจากที่นี่เมื่อหลายวันก่อนฉินเจียนก็ได้รับจดหมาย จึงได้รู้ว่าสหายได้เจอกับครอบครัวแล้ว และครอบครัวของเขาก็คือครอบลู่


เขาย่อมดีใจกับสหายอยู่แล้ว แต่ก็โกรธที่ลู่ไป่ชวนไม่ยอมบอกอะไรกับเขาเลย


จึงเป็นที่มาของภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ 


เหอจิ่วเหนียงยกจอกสุราขึ้นพลางกล่าว “พี่ใหญ่ฉิน ข้าคารวะท่านหนึ่งจอก ต้องขอบคุณท่านอีกครั้งที่ทำให้ครอบครัวของพวกเราได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน!”


กล่าวจบนางก็ยกจอกสุรากระดกหมดจอก


ฉินเจียนรีบยกกระดกคารวะนางเช่นกัน “น้องสะใภ้อย่าเกรงใจข้าเลย ตอนนั้นเป็นเพราะข้ามีธุระด่วนก็เลยให้เขาไปแทน ฮี่ๆ!”


นางซุนได้ยินที่พวกเขาพูดคุยกันก็พอจะจับใจความได้ จึงคีบอาหารให้ฉินเจียนอย่างกระตือรือร้น “คุณชายฉิน ไม่ว่าจะพูดเช่นไรเจ้าก็คือคนที่ช่วยครอบครัวพวกเรา!”


มีคำพูดเหล่านี้ของแม่สามีลูกสะใภ้คู่นี้แล้ว ความโกรธในใจของฉินเจียนที่มีต่อลู่ไป่ชวนจึงคลายลงไปไม่น้อย แค่ถลึงตาใส่ลู่ไป่ชวนอีกเล็กน้อยก็ไม่พูดอะไรต่อแล้ว


เมื่อนึกถึงเหตุผลหลักที่เขารีบมากินข้าวที่นี่ด้วย เขาก็เอ่ยกับเหอจิ่วเหนียงทันที “น้องสะใภ้ ข้าเข้าเมืองหลวงไปครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เจ้าให้ข้าช่วยตรวจสอบก่อนหน้านี้ด้วย”


เหอจิ่วเหนียงลืมไปแล้วว่าเรื่องอะไร คนอื่นต่างหันมองนางด้วยความสงสัย หรือว่านางอยากทำการค้าที่เมืองหลวง?


โชคดีที่ฉินเจียนให้ความกระจ่างเสียก่อน “ก็เรื่องหลินอี้ผิงอย่างไรล่ะ หลังจากเจ้าบอกเรื่องนี้กับข้า ข้าก็ไปรายงานต่อท่านอ๋อง หลินอี้ผิงคนนั้นเป็นผู้ช่วยของจิ้งอ๋อง บอกว่าเป็นสหายของจิ้งอ๋องก็ว่าได้ คนผู้นี้ลึกลับมาก ทั้งยังวางมาดใหญ่ ช่วงนี้จิ้งอ๋องส่งคนไปหาเขาอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ไม่อยู่ บางครั้งจิ้งอ๋องถึงกับเป็นฝ่ายไปหาเขาเอง


ตัวตนของหลินอี้ผิงก็ลึกลับมากด้วย ท่านอ๋องส่งคนหลายคนไปสืบตัวตนของเขาแต่ก็สืบไม่เจออะไรเลย แอบสะกดรอยตามไปหลายครั้งแต่ไม่นานก็หายตัวไปจนได้


อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ที่เจ้าบอกว่าเขาสวมหน้ากากสองชั้น เรื่องนี้พวกเรายังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน รู้แค่ว่าทุกครั้งที่เขาไปพบจิ้งอ๋องล้วนใช้ใบหน้าที่ธรรมดาที่สุด”


นั่นก็หมายความว่า หากเหอจิ่วเหนียงไม่บอกว่าเขาสวมหน้ากากอำพรางใบหน้าสองชั้น ก็ไม่มีใครดูออกเลยว่าเขาสวมหน้ากาก


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังแล้วจึงกล่าว “เช่นนั้นก็หมายความว่าแม้เขาจะเป็นผู้ช่วยของจิ้งอ๋อง ตั้งแต่ต้นจนจบจิ้งอ๋องก็เคยรู้เลยว่าหน้าตาที่แท้จริงของเขาเป็นเช่นไร”


ฉินเจียนพยักหน้า “มีความเป็นไปได้สูง”


นางซุนไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน แต่กลับจับประเด็นสำคัญได้ จึงถามเหอจิ่วเหนียง “หลินอี้ผิงนั่นรังแกเจ้าหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกอุ่นใจมาก “เปล่าเจ้าค่ะ เป็นผู้ป่วยที่ข้าเคยรักษาก่อนหน้านี้ ข้าแค่รู้สึกว่าเขาแปลกๆ ก็เลยรบกวนพี่ใหญ่ฉินช่วยตรวจสอบให้น่ะเจ้าค่ะ”


นางซุนได้ยินคำตอบจึงโล่งใจ นางรู้ว่าสะใภ้นางไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน หากนางจะทำเรื่องอะไรสักเรื่อง นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นมาหาเรื่องนางก่อน


ถึงอย่างไรการรักษาผู้ป่วย หากพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา เราก็ควรต้องระมัดระวังตัวจริงๆ


นางซุนครุ่นคิดแล้ว จึงกำชับบุตรชาย “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่อยู่ ไม่ว่าพบเจอเรื่องอะไรล้วนเป็นเมียของเจ้าที่แบกรับไว้ ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ก็ต้องดูแลปกป้องนางให้ดี”


ฟังสหายกับภรรยาพูดคุยกันมาครู่หนึ่งเขาก็รู้ถึงปัญหา แต่ไม่อยากพูดออกมาตอนนี้ เพราะจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่กังวลได้ ดังนั้นจึงไม่ได้พูดอะไร


ตอนนี้ได้ยินท่านแม่กำชับ เขาจึงรับปากให้คำมั่นทันที จากนั้นก็จงใจเปลี่ยนเรื่องคุย คุยเรื่องที่ไปเดินซื้อของมาวันนี้


เหอจิ่วเหนียงก็สำทับทันที เห็นได้ชัดว่าไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อหน้าคนสูงวัยทั้งสองอีก


ฉินเจียนจึงตระหนักขึ้นได้ว่าตัวเองพูดผิดเวลาแล้ว พูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าคนชรากับเด็ก ช่างไม่ไตร่ตรองเอาซะเลย


เขาจึงยิ้มด้วยสีหน้าผ่อนคลาย 


อาหารมื้อนี้ดำเนินไปเป็นเวลานาน


หลังจากกินเสร็จ ทุกคนก็กลับไปที่สวนซีสุ่ยด้วยกัน โก่วเอ๋อร์พาเจ้าลิงน้อยไปเดินเล่น นางซุนกับผู้เฒ่าลู่ก็เดินเล่นกับหลานชายเพื่อให้อาหารย่อย ส่วนคนอื่นที่เหลือก็ไปที่ห้องตำรา


ทันทีที่เข้าไป ลู่ไป่ชวนก็ถามขึ้นทันที “เรื่องหลินอี้ผิงเป็นมาอย่างไรกันแน่?”


คนผู้นี้เกี่ยวข้องไปถึงจิ้งอ๋อง ทั้งตัวตนยังลึกลับ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนในจิ้นโจว แต่กลับมารักษากับภรรยาเขาถึงจิงโจว 


คนผู้นี้มีปัญหา


หากคนผู้นี้มีแผนชั่วอยู่ในใจ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอันตรายต่อเฉินอ๋อง


ทุกคนต่างรู้ว่าเฉินอ๋องกับจิ้งอ๋องเป็นศัตรูกัน


หากหลินอี้ผิงผู้นี้มีความลับที่ไม่อาจบอกใครได้จริงๆ เช่นนั้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อเฉินอ๋องแน่นอน


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงไม่จำเป็นต้องปิดบังเขา จึงบอกเรื่องที่เล่าให้ฉินเจียนฟังก่อนหน้านี้ให้ลู่ไป่ชวนฟังอีกครั้ง


ลู่ไป่ชวนรู้สึกกลัวขึ้นมา หากภรรยาเขาไม่มีความสามารถเช่นนี้ นางคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่เขากลับมาแล้วใช่หรือไม่


ไม่ว่าจะเป็นพวกโจรกระจอกที่หาเรื่องนางที่หอน้ำชาแล้วมาแก้แค้นนางยามดึก หรือจะเป็นเรื่องที่หลินอี้ผิงขู่จะเอาชีวิตของคนในครอบครัว หากไม่ใช่เพราะภรรยาเขามีความสามารถเพียงนี้ ต่อให้ครอบครัวพวกเขาเอาชีวิตรอดมาจากการลี้ภัยได้ ก็คงไม่อาจมีชีวิตรอดได้ถึงตอนนี้ ทั้งยังมีชีวิตที่ดีเช่นนี้อีก


ในเวลานี้ เขาเพิ่งจะตระหนักได้อย่างจริงจังถึงคำพูดเหล่านั้นของท่านแม่ ครอบครัวสามารถมีชีวิตที่ดีได้ถึงวันนี้ล้วนเป็นเพราะความสามารถของภรรยาเขาล้วนๆ


“อ่อใช่ เหมือนว่าหลินอี้ผิงจะไปมาหาสู่กับตระกูลเกา ตระกูลเศรษฐีอันดับต้นๆของจิงโจว ตอนที่ข้าไปรักษาอาการป่วยให้คุณหนูเกา ข้าแอบเห็นเขาอยู่ที่นั่น”


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงคำเตือนที่ฮูหยินเกาเตือนนางได้ ดูจากนิสัยใจคอของคนตระกูลเกาแล้ว น่าจะไม่ได้มีใจคิดร้ายอะไร คนเช่นนี้ไปมีความสัมพันธ์กับคนอย่างหลินอี้ผิงได้อย่างไร


ตระกูลเกาเป็นตระกูลเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในจิงโจว นับว่าเป็นบุคคลสำคัญ มีหน้ามีตามีชื่อเสียงในจิงโจว และหลินอี้ผิงไปมาหาสู่กับตระกูลเกาในนามของจิ้งอ๋อง… จุดประสงค์เขาคืออะไรกันแน่


เรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดเจน มีความเป็นไปได้มากว่าเกี่ยวข้องไปถึงเรื่องแย่งชิงบัลลังก์มังกรระหว่างบรรดาอ๋องด้วยกัน ลู่ไป่ชวนจะให้ภรรยาเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด


หลังจากครุ่นคิดแล้วเขาจึงถามขึ้น “ตอนนี้ยังมีคนคอยจับตาดูหลินอี้ผิงอยู่หรือไม่?”


ฉินเจียนพยักหน้า “ระหว่างที่ยังไม่รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นใคร จะมีคนคอยจับตาดูอยู่ตลอด”


“ช่างเถอะ ส่งสารไปบอกคนที่จับตาดูเหล่านั้นให้ถอย เขารู้ว่ามีคนคอยจับตามองอยู่เช่นนี้ไม่มีทางเผยพิรุธออกมาง่ายๆแน่ ให้เวลาเขาได้ผ่อนคลายสักหน่อย แล้วค่อยหาโอกาสให้คนไปดูที่จิ้นโจว”


ครั้งนี้คิดว่าต้องไปลงมือเองแล้ว หลินอี้ผิงกล้ามาหาเรื่องภรรยาเขาเช่นนี้ เรื่องนี้จะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “อีกฝ่ายมีกำลังไม่เลวเลย ตอนนี้อาการบาดเจ็บท่านยังไม่หายดี ทางที่ดีอย่าเพิ่งทำอะไรหักโหม ตั้งใจรักษาตัวให้หายดีก่อน เรื่องอื่นไม่ต้องรีบ อีกอย่าง เขาก็ไม่ได้ทำอะไรข้า เรานิ่งสังเกตสถานการณ์ก่อน จุดประสงค์ของข้าก็แค่อยากรู้ว่าเขาเป็นคนของฝ่ายใดกันแน่ จะได้ระวังตัว”


ฉินเจียนก็กล่าว “นั่นสิ ตอนนี้เจ้าได้เจอกับครอบครัวแล้วก็อย่าทำอะไรที่เสี่ยงชีวิตมากนักเลย ลูกน้องของท่านอ๋องใช่ว่าจะมีแค่เจ้าคนเดียว เจ้าให้โอกาสคนอื่นได้สร้างผลงานบ้างจะได้หรือไม่?”


ตอนที่ 294: ฉินเจียนทั้งตกใจ ทั้งไม่เข้าใจ


ประโยคนี้มีความตลกแฝงอยู่เล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะออกมาไม่ได้


พวกโหลวชงก็หัวเราะตาม “นั่นสิขอรับนายท่าน ท่านเป็นขุนนางระดับสามแล้ว ให้โอกาสพวกเราหน่อยสิขอรับ”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าอันที่จริงแล้วพวกเขาแค่ไม่อยากให้ตนแบกร่างบาดเจ็บไปทำภารกิจก็เท่านั้น จึงยิ้มกล่าว “ก็ได้ เช่นนั้นก็ทำตามที่ข้าว่า ตอนนี้ถอนกำลังที่จับตามองออกมาก่อน ให้เขาคลายความระมัดระวังตัวก่อนแล้วค่อยหาโอกาสลงมือต่อ”


ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับวิธีนี้


“อีกอย่าง ตระกูลเกาต่างหากที่ควรจับตามอง พวกเขาเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของจิงโจว หากมีใจคิดทรยศจริงๆ ก็ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด อย่าให้พวกเขามีโอกาสนั้นได้”


กลุ่มองครักษ์มากฝีมือเข้าสู่ภาวะการหารือกันอย่างจริงจัง เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าไม่เกี่ยวกับนางแล้วจึงจะไปสั่งให้ห้องครัวต้มชานมมาให้พวกเขา


ทันทีที่นางออกไป ฉินเจียนกำหมัดต่อยไหล่ลู่ไป่ชวนเบาๆ “เจ้านี่จริงๆเลย! ถ้าหากเจ้าบอกข้าเร็วกว่านี้ก็คงไม่ต้องทนทุกข์ถึงเพียงนั้นหรอก!”


ลู่ไปชวนรู้ เรื่องนี้เป็นเขาเองที่ไม่ได้อธิบายกับฉินเจียนจึงยอมให้เขาระบาย “ข้ามีเหตุผลของข้า ข้ากลัวว่า…”


“เอาละ เอาละ ช่างเถอะ พูดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เจ้าได้เจอกับครอบครัวก็ดีแล้ว”


ฉินเจียนพูดตัดบท อันที่จริงเขาก็แค่โกรธที่สหายรักของเขาไม่บอกเรื่องครอบครัวกับเขาก็เท่านั้น แต่พอสงบจิตสงบใจคิดดูแล้วความจริงก็ไม่ได้มีอะไร กลับกัน หากเป็นตัวเขาเองก็คงไม่บอกเหมือนกัน สถานะตัวตนของพวกเขาอันตรายมาก ปิดบังตัวตนของครอบครัวเช่นนี้เป็นการปกป้องครอบครัวที่ดีที่สุดแล้ว


เขาเอ่ยต่อ “ข้ายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องจะบอก ครั้งนี้ที่องค์ชายเรียกข้าไปเมืองหลวง เรื่องแรกก็คือเรื่องหลินอี้ผิง เรื่องที่สองคือนักพรตผู้นั้น เรื่องนี้ข้าเขียนมาในจดหมายบอกพวกเจ้าแล้ว ตัวตนของนักพรตผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย”


บางเรื่องในจดหมายไม่อาจเขียนให้ชัดเจนได้ ต่อให้เขียนชัดเจนได้ก็กลัวว่าผู้อื่นจะมาล่วงรู้ ดังนั้นหลายๆเรื่องเขียนเพียงครึ่งเก็บไว้ครึ่ง ไว้อยู่ต่อหน้ากันเท่านั้นถึงจะพูดออกมาทั้งหมดได้


“นักพรตชื่อเต้าผิง ปีนี้เขาอายุครบสองร้อยปี ผมขาวโพลนแต่หน้าตาราวกับเด็ก มีกำลังวังชาดีมาก สุขภาพร่างกายก็แข็งแรง เขาอ้างว่าตัวเองอาศัยเซียนตันที่หลอมเองเพื่อต่ออายุ ฮ่องเต้เลอะเลือนไปเชื่อเขา ถึงขั้นหยุดเสวยยาจินตันที่พระองค์เสวยมาตลอด หันมากินแค่เซียนตันที่นักพรตเต้าผิงถวายให้


กุ้ยเฟยในวังบอกว่าตอนที่พระนางปรนนิบัตินำยาให้ฮ่องเต้เสวย พระนางได้กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นจากยาลูกกลอนนั่น ฮ่องเต้เองก็รู้ดีแต่กลับมองข้าม ทั้งยังไม่ถามที่มาที่ไปของยาเซียนตันนั่นด้วย…”


ประโยคหลังไม่ต้องให้ฉินเจียนพูดทุกคนล้วนรู้ดีว่าฮ่องเต้แสร้งทำเป็นไม่รู้ รู้อยู่แก่ใจว่าเซียนตันนั่นมีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน ทั้งยังเกี่ยวพันไปถึงชีวิตผู้คน แต่กลับเมินเฉย พฤติกรรมเช่นนี้มีกษัตริย์แว่นแคว้นใดเขาทำกันบ้าง


ลู่ไป่ชวนกำหมัดแน่น โกรธจนกัดฟันกรอด “องค์ชายคิดเช่นไร?”


“จะคิดเช่นไรล่ะ องค์ชายไปเข้าเฝ้าในวังบอกฮ่องเต้อย่าเชื่อคำพูดหลอกลวงลัทธิมารพวกนั้น ฮ่องเต้ไม่เพียงไม่ฟัง ยังทรงกริ้วลงโทษให้องค์ชายคุกเข่าทั้งวัน แถมยังโดนองค์รัชทายาทกับบรรดาอ๋องหัวเราะเยาะอีก มีแค่หลินอ๋องที่เห็นด้วยกับท่านอ๋องของเรา ก็เลยช่วยโน้มน้าวฮ่องเต้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์ ก็เลยทำอะไรไม่ได้”


ฉินเจียนพูดมาถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจ แล้วพูดต่อ “องค์ชายรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่เป็นที่โปรดปราน ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดเขาต้องไปอีก ไปก็ไม่ได้ผล แถมยังโดนลงโทษอีก นี่ไม่เท่ากับว่าเอาตัวเองไปให้เขากลั่นแกล้งเปล่าๆหรือ?”


ตอนนั้นเขาก็โน้มน้าวเฉินอ๋องแล้วว่าอย่าไป แต่เฉินอ๋องไม่ฟัง ยืนกรานจะไปให้ได้ กระทั่งถูกลงโทษแล้วกลับมายังจัดงานเลี้ยงต้อนรับเขาด้วยความสุขใจได้อีก


ฉินเจียนทั้งตกใจทั้งไม่เข้าใจ


ลู่ไป่ชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “องค์ชายจงใจ”


ไม่มีใครยอมเอาตัวเองไปถูกลงโทษถึงที่หรอก แต่เฉินอ๋องไม่ใช่คนโง่ที่ไร้แผนการในใจ ทางกลับกัน เขาสามารถขยายอำนาจของตัวเองได้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ มีลูกน้องที่มีความสามารถมากมายในมือ นั่นแสดงให้เห็นชัดว่า แผนการในใจเขาเพียงพอที่จะสนับสนุนความทะเยอทะยานของเขา


และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เขาตัดสินใจติดตามเฉินอ๋อง


“ว่าอย่างไรนะ?”


ฉินเจียนไม่อยากเชื่อเท่าไร จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด


ลู่ไป่ชวนอธิบาย “องค์ชายกำลังเอาใจราษฎร เพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต”


ราชวงศ์จะเดินไปได้ไกลหรือไม่นั้น สำคัญที่สุดคือต้องดูว่าราษฎรจะอยู่เย็นเป็นสุขหรือไม่ ตอนนี้ฮ่องเต้เฒ่าไม่เห็นปัญหาของราษฎรอยู่ในสายตาเช่นนี้ ย่อมอยู่ได้ไม่นานแน่


ผู้สืบทอดบัลลังก์คนต่อไป บรรดาองค์ชายต่างจ้องจะเขมือบตาเป็นมัน แต่เฉินอ๋องใช้โอกาสนี้ทำให้ราษฎรประทับใจ


การที่เขาเอาตัวเองไปถูกลงโทษไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนโง่เขลา


ฉินเจียนเพิ่งจะค่อยๆตระหนักขึ้นได้ มิน่าล่ะ เขาติดตามคอยรับใช้อยู่ข้างกายเฉินอ๋องมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับเลื่อนตำแหน่งเร็วเท่าลู่ไป่ชวนไม่ได้ ข้อแรกคือความสามารถเขายังไม่พอ ข้อสอง เพราะสมองของเขาไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความคิดความอ่านของท่านอ๋อง


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ใช้เวลาขบคิดกับเรื่องนี้มากนัก เขาหันไปสนใจเรื่องสตรีในหอตันจู๋กลุ่มนั้นต่อ


“หอคณิกานั่นไม่ได้ธรรมดาเหมือนที่พวกเราเห็น ตอนนี้ผู้หญิงที่ออกมารับแขกพวกนั้นล้วนเป็นคนของพวกเขากันเองทั้งนั้น พวกเขารู้ความเคลื่อนไหวต่างๆภายในเมือง จนสามารถลักพาตัวผู้หญิงไปขายได้อย่างราบรื่น ดูดเลือดคนอย่างโหดร้ายทารุณ เสร็จแล้วก็ขายให้กับหอคณิกาอื่นๆ หลังหมดประโยชน์ อีกทั้งคนส่วนมากก็ถูกขายไปตงถิงอีก


ดูเหมือนว่าตอนนี้คนที่อารามเต๋ากับคนในหอคณิกาล้วนเป็นคนของนักพรตเต้าผิงนั่น และพวกมันล้วนเป็นพวกคนตงถิงเหมือนกัน พวกมันมาอาศัยอยู่ในเป่ยเหยียนนานหลายปีแล้ว กล้าท้าทายองค์ชายถึงที่ อย่างแรกก็คือหยั่งเชิงความสามารถขององค์ชาย อย่างที่สองก็คือ ยุแยงตะแคงรั่วความสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายกับฮ่องเต้ พวกมันหวังว่าหากวันหนึ่งเรื่องแดงขึ้นมาก็โยนความผิดให้องค์ชาย ยืมมือฮ่องเต้จัดการเขาให้สิ้นซาก”


ใช้แผนการยิงธนูนัดเดียวได้นกทั้งสองตัว


แคว้นเป่ยเหยียน คนในวังที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้มากที่สุดก็คือเฉินอ๋อง หากฮ่องเต้เริ่มพุ่งเป้าไปที่เฉินอ๋อง ยึดอำนาจในมือเขากลับทั้งหมด แคว้นตงถิงก็มีโอกาสดีที่จะโจมตี เมื่อถึงตอนนั้นเป่ยเหยียนก็จะพ่ายศึก และตงถิงก็จะฉวยโอกาสยึดแคว้น ขยายอาณาเขตได้อย่างรวดเร็ว


“พวกคนตงถิงช่างน่ารังเกียจเกินไปแล้ว! ข้าจะไปฆ่าพวกมันตอนนี้!”


ฉินเจียนได้ฟังก็โกรธแทบคลั่ง หากลัทธิมารนั่นเป็นแค่นักพรตธรรมดาก็ช่างเถอะ แต่นี่เป็นคนตงถิง นี่มันเกินขอบเขตความอดทนของเขาแล้ว


ไส้ศึกชัดๆ!


“หยุดอยู่ตรงนั้น! เจ้าไปฆ่าพวกมันตอนนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ทั้งยังจะเป็นการทำลายหลักฐานที่มีทั้งหมดไปอีก!”


ลู่ไป่ชวนคว้าแขนห้ามสหายเลือดร้อนเอาไว้ด้วยน้ำเสียงโมโหเล็กน้อย


ที่ไม่บอกเรื่องครอบครัวกับเขา ก็เพราะรู้ว่าเขาเก็บอารมณ์ไม่อยู่


ผ่านมาหลายปีแล้ว นิสัยนี้สหายของเขาปรับแก้ไม่ได้เลย


ฉินเจียนเม้มปากอดทนจนในที่สุดก็ใจเย็นลงไม่น้อย จากนั้นก็ถามขึ้น “เช่นนั้นแล้ว เจ้าคนลัทธิมารนั่นไม่ได้อายุสองร้อยปีจริงๆหรือ?”


“เหลวไหล” ลู่ไป่ชวนถลึงตา “เจ้าเคยเห็นใครอายุสองร้อยปีที่ไหนเดินเหินสะดวกบ้างล่ะ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าหลินอี้ผิงยังสามารถสวมหน้ากากสองชั้นได้เลย”


ตอนที่ 295: ผู้ที่ได้ใจราษฎรคือผู้ที่ครองแผ่นดิน


ฉินเจียนตระหนักได้ทันที ดูเหมือนจะเป็นจริงดังนั้น


เขาเคยเห็นนักพรตผู้นั้นแล้ว แม้เส้นผมจะขาวโพลน ทว่าใบหน้ากลับไม่มีริ้วรอยเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะเขาอยากให้ฮ่องเต้เชื่อว่าเขาอายุยืนยาวจริงๆ จึงทำเช่นนี้


แต่แผนการของเขาก็สามารถทำให้ฮ่องเต้เชื่อได้จริงๆ เพราะหากลู่ไป่ชวนไม่บอก แม้แต่เขาก็คงเชื่อไปด้วย 


“ตอนนี้รู้แล้วว่าพวกมันเป็นคนตงถิง แล้วพวกเราจะทำเช่นไรต่อ? ฮ่องเต้ไม่เชื่อคำพูดของพวกเราแม้แต่ประโยคเดียว”


เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ฉินเจียนก็กลัดกลุ้มใจขึ้นมาอีกครั้ง องค์ชายของพวกเขาไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ อีกอย่าง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ฮ่องเต้เลื่อมใสและเชื่อใจมาก ย่อมไม่เชื่อคำพูดของพวกเขาแน่นอน


“ไม่จำเป็นต้องให้เขาเชื่อแล้ว”


ลู่ไป่ชวนยกยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจเดาใจได้เลย


ฉินเจียนยิ่งไม่เข้าใจ แต่กลับเป็นโหลวชงที่ตอบสนอง เขาถามหยั่งเชิง “หรือว่าองค์ชายคิดจะ…”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าเบาๆ


ในที่สุดฉินเจียนก็เข้าใจ เขาออกอาการตกใจว่า “เรื่องนี้เกี่ยวพันใหญ่หลวง คงทำตามใจไม่ได้กระมัง หากทำเช่นนั้นจริงองค์ชายอาจแบกรับคำครหาสารพัดเลยนะ!”


ลู่ไป่ชวนไม่ใส่ใจ “แต่ไหนแต่ไรมา คนที่ได้ใจราษฎรคือคนที่ครองแผ่นดินโดยธรรม เจ้าดูพวกเชื้อราชวงศ์สิ มีใครเทียบ.องค์ชายสามได้บ้าง หลายปีที่ผ่านมาองค์ชายคิดวางแผนจัดการอย่างเต็มที่มาโดยตลอด บัดนี้ความสามารถอันเก่งกาจเผยออกมาเป็นที่ประจักษ์ไม่จำเป็นต้องซ่อนแล้ว… จากที่ข้าดู ใกล้ถึงเวลาผลัดแผ่นดินแล้วละ”


ถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้หากใครพูดออกมาส่งเดช โทษสถานเดียวที่ได้รับคือความตายเป็นแน่แท้ แต่ตรงนี้มีเพียงพวกเขากันเอง พูดไปก็ไม่เป็นอะไร


ฉินเจียนตื่นเต้นขึ้น รู้สึกว่าตนแบกรับหน้าที่อันใหญ่หลวง หากเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง นับว่าเป็นการตัดสินความเป็นความตายอีกครั้ง


“เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไรต่อ?”


“ไม่จำเป็นต้องทำอะไร รอฟังคำสั่งของ.องค์ชายก็พอแล้ว”


น้ำเสียงของลู่ไป่ชวนราบเรียบ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งยังรู้สึกว่าอำนาจฮ่องเต้ควรเปลี่ยนมือไปตั้งนานแล้ว ราษฎรจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

......


อีกทางด้านหนึ่ง 


หลังจากเหอจิ่วเหนียงไปบอกให้ห้องครัวต้มชานมเสร็จนางก็กลับมาที่ห้องตัวเอง นำเครื่องประทินผิวออกมาหลายขวดนำไปให้นางซุน ให้นางซุนนำกลับไปให้พวกสตรีที่บ้าน


นางซุนอ้างว่าให้นางเข้ามาช่วยเก็บของในห้อง แต่ความจริงแล้วอยากสอบถามเรื่องบางอย่างจากนาง


“เมื่อครู่ตอนกินข้าว หลินอี้ผิงที่พวกเจ้าพูดถึงนั่น ข้าฟังรู้ว่าเขาไม่ใช่คนดี เรื่องเช่นนี้เจ้าห้ามแบกรับอยู่คนเดียวเชียวนะ เจ้าต้องบอกเจ้าสาม ให้เจ้าสามเป็นคนจัดการ เข้าใจหรือไม่?”


เมื่อครู่ที่โต๊ะอาหารนางไม่ได้แสดงทีท่าอะไรออกมา แต่ในใจเข้าใจดี หากเขาเป็นแค่ผู้ป่วยธรรมดาคนหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางให้ฉินเจียนไปตรวจสอบแน่


อีกอย่าง ฉินเจียนเองก็บอกแล้วว่าที่เขากลับเมืองหลวงในครั้งนี้ก็เพราะเรื่องหลินอี้ผิงอะไรนั่น ซึ่งก็หมายความว่า เรื่องราวเกี่ยวพันไปใหญ่โตมาก


นางคิดไปคิดมาก็ยังรู้สึกถึงความอันตรายเล็กน้อย ดังนั้นจึงกำชับลูกสะใภ้อีกประโยคสองประโยค


เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆ “วางใจเถอะเจ้าค่ะท่านแม่ เรื่องพวกนี้ข้าเข้าใจดี เมื่อก่อนข้าจำเป็นต้องยืนสู้ด้วยตัวเองเพราะไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วเจ้าค่ะ คนอย่างข้าย่อมอยากอยู่ว่างๆสบายๆอยู่แล้วเจ้าค่ะ”


เรื่องที่เกี่ยวพันไปถึงการแย่งชิงบัลลังก์มังกรนางไม่อยากสนใจแม้แต่น้อย หากไม่จำเป็นนางไม่เข้าไปยุ่งอยู่แล้ว ให้ลู่ไป่ชวนเป็นคนเผชิญหน้าไป


นางซุนพยักหน้ารับรู้ นางรู้ว่าลูกสะใภ้คนนี้ฉลาด นางพูดแค่ประโยคสองประโยคก็เพียงพอแล้ว


ขณะที่พูดคุยกัน มีเสียงแจ้งมาจากด้านนอก “นายท่านผู้เฒ่า เหล่าฮูหยิน มีคนมารอเยี่ยมอยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ บอกว่าเป็นผู้พิพากษาของจิงโจว–ฉินชางตง ตั้งใจมาขอรับโทษแทนบุตรสาวสำหรับเรื่องวันนี้เจ้าค่ะ”


ตอนเที่ยงที่ไปเดินซื้อของผู้เฒ่าลู่ไม่ได้ไปด้วย ย่อมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนนางซุนก็ไม่ได้ตอบสนองกับคำว่าผู้พิพากษา เพราะนางไม่ค่อยเข้าใจขั้นตำแหน่งของขุนนางพวกนี้


เป็นเหอจิ่วเหนียงที่เอ่ยออกมา “รู้แล้ว เจ้าให้เขาไปรอที่ศาลาบุปผาเถอะ”


หลังจากสาวใช้ไป เหอจิ่วเหนียงจึงอธิบาย “น่าจะเป็นพ่อของคุณหนูฉินที่เราเจอที่ร้านเครื่องประดับเจ้าค่ะ”


“ผู้พิพากษาท่านนั้นรู้ถูกผิดมากกว่าลูกสาวเขาอีก เจ้าไปดูเถอะ”


นางซุนไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องรับมือกับขุนนางเหล่านี้เช่นไร ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้นางก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงหญิงชราครอบครัวชาวนาคนหนึ่ง จู่ๆ มีบุตรชายเป็นถึงขุนนางเช่นนี้ คนชราอย่างนางก็ตั้งตัวไม่ค่อยทัน


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ขัดขืน ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ผู้พิพากษาระดับหกตำแหน่งเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องให้นางซุนกับผู้เฒ่าลู่เป็นคนออกหน้า นางไปรับมือเองได้


โก่วเอ๋อร์เดินตามมา “ท่านแม่ ข้าอยากไปด้วยขอรับ”


“ได้สิ ไปดูกับแม่ว่าผู้พิพากษาระดับหกนั่นอยากรับโทษเช่นไร”


เหอจิ่วเหนียงจูงมือเล็กของโก่วเอ๋อร์เดินกลับไปที่เรือนตัวเอง


ถูกต้องแล้ว นางไม่ได้ไปที่ศาลาบุปผาในทันที แต่กลับไปที่เรือนหลักก่อน


แต่ไม่ได้กลับไปเพื่อแต่งตัวแต่อย่างใด ก็แค่อยากถ่วงเวลาสักหน่อย เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าพวกเขาไม่พอใจมาก


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้สงสัยแต่อย่างใด ตามเหอจิ่วเหนียงไปอย่างเชื่อฟัง มาดื่มชานมที่เรือนหลักกับสหายของท่านพ่อถ้วยหนึ่งก่อนจะเดินไปที่ศาลาบุปผาช้าๆ


ทางด้านลู่ไป่ชวนยังพูดคุยเรื่องบ้านเมืองอยู่ ไม่อาจปลีกตัวไปด้วยได้


ณ ศาลาบุปผา 


สองพ่อลูกสกุลฉินรอด้วยความร้อนใจมาก


แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าแสดงท่าทางไม่พอใจออกมา


โดยเฉพาะผู้พิพากษาฉินชางตง หลังจากเลิกงานออกมาจากศาลาว่าการก็ได้ยินบุตรสาวบอกว่า ตนเองได้ล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ เขาถามไถ่อยู่พักหนึ่งจึงได้รู้ว่า ไปล่วงเกินคนสนิทของเฉินอ๋องเข้า แม้สถานะของอีกฝ่ายจะเป็นเพียง.องครักษ์ แต่กลับมีตำแหน่งเป็นขุนนางระดับสาม ซึ่งตำแหน่งเหนือกว่าเขาที่เป็นขุนนางระดับหกอย่างเทียบไม่ติด


แค่คิดว่าบุตรสาวตัวเองไปล่วงเกินผู้เก่งกาจระดับนี้ เขาก็หวาดกลัวจนขาสั่นแล้ว หากอีกฝ่ายเป็นคนไม่ยอมรับฟังเหตุผล เขาอาจสูญเสียตำแหน่งขุนนางไปเลยก็ได้


ตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาก็ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่นั่งตื่นตระหนกอยู่ตลอดเวลา


ฉินอวี้เองอาการก็ไม่ได้ดีไปกว่าบิดา ถึงอย่างไรเรื่องนี้นางก็เป็นคนก่อ กว่าท่านพ่อจะได้เป็นขุนนางระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเรื่องนี้ทำให้ท่านพ่อของนางโดนปลดออกจากตำแหน่ง จุดจบของนางจะเป็นเช่นไรนางรู้ดี


ทั้งสองหวาดกลัวจนตัวสั่น เหงื่อเปียกโชกเต็มแผ่นหลัง ขณะที่กำลังบ่นอยู่ในใจว่าไม่รู้ต้องรอถึงเมื่อไรนั้น หญิงสาวรูปร่างหน้าตางดงามคนหนึ่งเดินจูงมือเด็กชายตัวน้อยเข้ามาพอดี


สะใภ้สวีแนะนำให้สองพ่อลูกรู้จักด้วยสีหน้าเรียบๆ “ท่านนี้คือฮูหยินสาม ส่วนท่านนี้คือนายน้อยของพวกเราเจ้าค่ะ”


ฉินชางตงได้ยินก็รีบผุดลุกขึ้น นำบุตรสาวรีบคำนับเหอจิ่วเหนียงกับโก่วเอ๋อร์ทันที “ข้าน้อยคารวะฮูหยินลู่ วันนี้ลูกสาวของข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินฮูหยินกับใต้เท้าลู่เข้าเสียแล้ว ข้าน้อยตั้งใจพาลูกสาวมาขอโทษ โปรดฮูหยินอภัยให้ด้วยขอรับ”


พวกเขามาพร้อมกับนำของขวัญมาด้วย และยื่นให้สะใภ้สวีตอนที่มาถึงแล้ว


เหอจิ่วเหนียงจูงบุตรชายนั่งบนตำแหน่งที่สูงกว่าอีกฝ่าย และไม่ได้ตอบสองพ่อลูกคู่นี้ในทันที ทั้งยังจงใจเมินใส่พวกเขาไปป้อนน้ำให้โก่วเอ๋อร์ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างสบายๆ “ใต้เท้าฉินเลี้ยงดูลูกสาวได้ดีจริงๆ รู้หรือไม่ ถ้าวันนี้คนที่นางล่วงเกินไม่ใช่พวกข้า แต่เป็นขุนนางท่านอื่น ลูกสาวของท่านจะกลับจวนไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ก็ไม่รู้”


ทันทีที่ได้ยินดังนั้น ฉินชางตงก็รีบนำบุตรสาวคุกเข่าทันที แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ขอบคุณฮูหยินกับใต้เท้าที่มีน้ำใจกว้างขวาง ต่อไปนี้ข้าน้อยจะสั่งสอนลูกสาวอย่างเข้มงวด ไม่ให้นางทำเรื่องก้าวร้าวเช่นนี้อีกแน่นอนขอรับ!”


ตอนที่ 296: โก่วเอ๋อร์ยอมจากพ่อแม่


ฉินอวี้ก็กลัวจนตัวสั่น เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้น โชคดีที่พอนางได้ยินคำว่า ‘สวนซีสุ่ย’ ก็ฉุกคิดได้ว่าครอบครัวนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ และหยุดการกระทำของตัวเองได้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตายเช่นไรก็คงไม่รู้ตัว


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากเสวนาอะไรกับพวกเขามาก เปล่งวาจาเพียงสองประโยคก็ให้พวกเขากลับไป ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


พวกเขามาขอโทษถึงที่ ทั้งยังนำสิ่งของมาให้เป็นการชดเชย ถือว่าทำตามมารยาทครบถ้วนแล้ว นางไม่จำเป็นต้องเก็บมาเป็นความขุ่นเคืองจนไม่ยอมปล่อยวาง


หลังจากที่แขกกลับไปแล้ว โก่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้น “ท่านแม่ เป็นคนก็ต้องรักษาคำพูดถูกหรือไม่ขอรับ?”


“ถูกต้องแล้ว”


แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆบุตรชายถึงถามเช่นนี้ แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังพยักหน้าอย่างจริงจัง


โก่วเอ๋อร์ลูบคางตัวเองเหมือนคิดอะไรอยู่พลางกล่าว “คุณหนูฉินคนนั้นไม่รักษาคำพูด นางมักจะให้เด็กในร้านเก็บสินค้าเอาไว้ให้นาง แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้ซื้อ นี่คือการไม่รักษาคำพูดใช่หรือไม่ขอรับ?”


“ใช่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยังดูไม่ออกว่าตกลงเขาต้องการสื่ออะไรกันแน่ จึงได้แต่ฟังเขาอย่างเงียบๆ


“แต่ท่านพ่อไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านพ่อไปเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ และกลับมาหาพวกเราแล้วด้วยจริงๆ ดังนั้นท่านพ่อเป็นคนที่รักษาคำพูดใช่หรือไม่ขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียง “…”


คิดๆไปนางก็อยากจะชื่นชมตัวเองบ้างเหมือนกัน


แต่เป็นดังคาด เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้อ้าปาก เด็กน้อยก็พูดต่ออย่างมุ่งมั่น “ข้าเป็นลูกของท่านพ่อ ข้าจะเป็นคนรักษาคำพูดเหมือนกับท่านพ่อ ฮี่ๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ใช่แล้วลูก ใช่แล้ว เจ้าเหมือนกับพ่อของเจ้า เป็นคนรักษาคำพูด! ไปกันเถอะ อากาศร้อนมาก แม่จะพาเจ้าไปอาบน้ำนอน”


นางเปลี่ยนเรื่องทันที ไม่ให้บุตรชายคิดมั่นใจตัวเองเกินจริงมากไป


โก่วเอ๋อร์ไม่ใช่เด็กที่หลอกง่าย ยังคงพูดจ้อต่อ “ท่านแม่ ท่านพ่อดีขนาดนี้ ท่านแม่อย่าโกรธท่านพ่อจะได้หรือไม่ขอรับ?”


“หืม?”


เหอจิ่วเหนียงไม่ค่อยเข้าใจ นางไปโกรธพ่อของเขาเมื่อไรกัน


“ฮี่ๆ ข้าพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้น่ะขอรับ” โก่วเอ๋อร์ยิ้มตาหยี “คืนก่อนหน้านี้ท่านแม่โกรธท่านพ่อ ท่านพ่อเศร้าใจมากขอรับ”


โก่วเอ๋อร์คิดว่าต่อให้ท่านพ่อจะไม่ค่อยได้ความสักเท่าไร ใช้คำพูดที่ทำให้เขาไม่พอใจ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นบิดาที่เขารอคอยมาสี่ปี ต่อให้ไม่พอใจก็ไม่อาจทอดทิ้งท่านพ่อได้


อีกอย่าง ท่านพ่อก็ไม่ใช่คนเลวร้าย อย่างน้อยเมื่อรู้ตัวว่าทำให้ท่านแม่โกรธเขาก็ยังร้อนใจ ยังมาขอความคิดเห็นจากเขา


ดังนั้นเขาก็ต้องช่วยพูดแทนท่านพ่อสักหน่อย


เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงว่าเด็กคนหนึ่งจะเป็นกังวลเรื่องมากมายถึงเพียงนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นใจ รู้สึกว่าบุตรชายคนนี้เหมือนสตรีมาก เป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นได้ดียิ่งนัก


“วางใจเถอะ แม่ไม่โกรธพ่อของเจ้าหรอก ต่อให้โกรธจริงๆ แต่ถ้าพ่อเจ้าง้อดีๆ แม่ก็ให้อภัยได้ เข้าใจหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้า เหอจิ่วเหนียงถามอีก “เช่นนั้นตอนนี้จะไปอาบน้ำได้หรือยัง?”


เขากลับส่ายหน้า “ข้าอยากอาบกับท่านพ่อขอรับ ฮี่ๆๆ!”


เขาอยากอาบน้ำกับท่านพ่อมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อบอกว่าผิวของท่านพ่อน่ากลัว ยังมีแผลอีกหลายที่ กลัวจะทำให้เขาตกใจ


แต่พรุ่งนี้เขาต้องกลับอำเภอต้าหลิ่งแล้ว ต่อไปหากอยากเจอท่านพ่อก็คงไม่ง่ายนัก คืนนี้ต้องลากท่านพ่อไปอาบน้ำด้วยกันให้ได้!


ไม่นานฉินเจียนก็นำพรรคพวกกลับกันไป หลังจากเดินทางกันมาไกลเป็นเวลานานยังไม่ทันได้จัดการล้างเนื้อล้างตัวก็นอนพักแล้ว พอมาถึงก็มีเรื่องกังวลใจมากมาย เขาเหน็ดเหนื่อยมากจริงๆ


ส่วนลู่ไป่ชวนก็เติมเต็มความปรารถนาให้กับบุตรชาย ไปอาบน้ำด้วยกันกับเขา


เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลกับผิวหนังที่เหี่ยวย่นของบิดาแล้ว โก่วเอ๋อร์ก็เบะปากจะร้องไห้ แต่สุดท้ายก็สามารถกลั้นเอาไว้ได้


ท่านพ่อเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เขาก็เป็นบุรุษคนหนึ่งเหมือนกัน จะเสียน้ำตาง่ายๆไม่ได้


ลู่ไป่ชวนมองบุตรชายพลางยื่นมือไปหยิกแก้มกลมๆของเขา “กลัวแล้วใช่หรือไม่?”


“ไม่กลัวขอรับ!” เด็กน้อยส่ายหน้า “ข้าไม่กลัวขอรับ! ต่อไปข้าก็จะเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหมือนกันท่านพ่อขอรับ!”


เดิมทีคิดว่าท่านพ่อจะส่งเสริมเขา ใครจะคิดว่าลู่ไป่ชวนกลับกล่าวเช่นนี้ “หากเป็นไปได้ พ่อไม่หวังให้เจ้าเป็นวีรบุรุษ แค่อยากให้เจ้าเป็นคนธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอแล้ว”


เส้นทางวีรบุรุษยากลำบากเกินไป หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์บังคับ ใครจะยอมห่างบ้านห่างครอบครัวไปทำภารกิจที่เสี่ยงอันตรายเหล่านั้น และทุกครั้งที่ออกไป ล้วนต้องทำใจว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับมา


เขาเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว ผ่านเส้นทางความยากลำบากนี้มาก่อน ย่อมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับบุตรชายตัวเอง


โก่วเอ๋อกะพริบตาปริบๆ เขาในตอนนี้ต่อให้ฉลาดมากเพียงใดก็ไม่อาจเข้าใจความคิดนี้ของผู้ใหญ่ได้ จึงถามอย่าง.อดไม่ได้ “ท่านพ่อ เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ไม่ดีหรือขอรับ?”


“ไม่ใช่ไม่ดี เพียงแต่เส้นทางนี้มันยากมาก ทั้งยังอันตรายมากด้วย พ่อกับแม่ของเจ้าหวังอยากให้เจ้ามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว เข้าใจหรือไม่?”


เด็กชายไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยังพยักหน้าตอบ


เช้าวันต่อมา 


สองสามีภรรยาชราพาหลานชายกลับบ้าน เอ้อหนิวกับเจ้าลิงน้อยย่อมไปด้วย ลู่ไป่ชวนให้ฟางต้ากับชิวเทียนบังคับรถม้าไปส่งพวกเขา ทั้งยังส่ง.องครักษ์สองนายขี่ม้าตามไปคุ้มกัน


ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไร จำเป็นต้องรับประกันความปลอดภัยของพวกเขาให้ดี


“ท่านพ่อ ท่านแม่ รอข้าปิดภาคเรียนครั้งหน้าจะมาหาพวกท่านใหม่นะขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์เกาะขอบหน้าต่างรถม้าโผล่ศีรษะออกมา โบกมือลาลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงด้วยรอยยิ้มมีความสุขมาก


เหอจิ่วเหนียงกลับโศกเศร้า ความจริงแล้วไม่ต้องจากกันก็ได้ แต่เจ้าเด็กคนนี้ยอมห่างจากพ่อแม่เพื่อได้ไปเรียนกับพวกพี่ๆ


“รู้แล้ว อีกไม่กี่วันพ่อกับแม่จะไปหาเจ้า อ้อใช่ อย่าลืมเอายาไปให้ท่านอาจารย์คังล่ะ!”


“ขอรับท่านแม่!”


หลังจากร่ำลากันแล้ว ในที่สุดรถม้าก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป แม้จะไกลออกไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังเห็นโก่วเอ๋อร์โบกมือให้อยู่


เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ “รอรักษาผู้ป่วยในมือเสร็จข้าก็คงต้องกลับบ้านบ้าง อยู่ในเมืองไม่สบายเท่าอยู่ในหมู่บ้านเลยจริงๆ”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยต่อทันที “ถึงตอนนั้นข้าจะไปกับเจ้าเอง”


“อืม”


เหอจิ่วเหนียงหันหลังเดินกลับเข้าไปข้างใน เตรียมตัวไปฝังเข็มให้เจียงรั่วหย่าที่จวนตระกูลหมิง


เมื่อนึกถึงเจียงรั่วหย่า นางก็อดที่จะนึกถึงหมิงเจ๋อไม่ได้…หลายวันมานี้นางไปเยือนจวนตระกูลหมิงทีไรจะพบว่าหมิงเจ๋อดูกระตือรือร้นขึ้นมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เหอจิ่วเหนียงสงสัยมาโดยตลอดแต่ยังไม่มีเวลาสืบ


หลังจากครุ่นคิด นางก็หันไปถามคนข้างหลัง “ตอนนี้ท่านยุ่งหรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ไม่ยุ่ง”


“เช่นนั้นท่านเข้ามาช่วยข้าดูของบางอย่างหน่อย”


พูดจบนางก็เดินนำเข้าไปในห้อง หลังจากลู่ไป่ชวนเดินตามเข้าไปแล้วนางก็ปิดประตู ท่าทางเช่นนี้ดูมีลับลมคมใน


ในหัวของลู่ไป่ชวนคิดฟุ้งซ่านไปแล้ว จะให้ดูอะไรกันนะถึงได้ปิดประตูเช่นนี้ หรือว่า…ดูบนเรือนร่างของนาง!?


ไม่ปล่อยให้คนลามกคิดไปไกลกว่านี้ เหอจิ่วเหนียงหยิบป้ายคำสั่งที่หมิงเจ๋อมอบให้ออกมา แล้วถามเขา “ท่านเคยได้ยินหอเชียนฟานบ้างหรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนเคยได้ยินมาแน่นอน เขารับป้ายคำสั่งมาดูอย่างละเอียด


ก่อนหน้านี้เวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องตรวจสอบข่าว มักจะร่วมมือกับหอเชียนฟานอยู่หลายครั้ง


“ข้ารู้จัก ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าอยู่หนานไท่ ข้าไม่อาจตามหาพวกเจ้าเองได้ ก็เลยจ่ายเงินให้คนที่หอเชียนฟานช่วย แต่ข้าบอกว่าพวกเจ้าอยู่อันโจว พวกเขาก็เลยตามหาพวกเจ้าไม่เจอ”


ใช่ แม่นางเว่ยอวี่แห่งหอเฟิงอวิ้นก็คือคนของหอเชียนฟานนั่นเอง


ตอนที่ 297: ต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยือนเจ้าของหอเชียนฟานบ้างแล้ว


เหอจิ่วเหนียงนึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ด้วย คาดว่าคนที่จัดการดูแลหอนี้คงจะเป็นหมิงเจ๋อ เจียงรั่วหย่าไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว มิเช่นนั้นสาวใช้ประจำตัวทั้งสองของฮูหยินเจียงคงรู้ที่อยู่นางไปแล้ว


วนไปวนมา ก็เลยไม่ได้เจอกันสักที


ลู่ไป่ชวนเอ่ยถาม “ป้ายคำสั่งนี่เหมือนจะเป็นป้ายสั่งโยกย้ายกำลังคนในหอ เจ้ามีมันได้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงนำป้ายกลับมา ก่อนจะอธิบายอย่างทอดถอนใจ “สามีของผู้ป่วยข้าคนหนึ่งให้ข้ามา เขาเป็นเจ้าของหอเชียนฟาน มอบป้ายคำสั่งนี้ไว้ให้ข้านำติดตัว หากเมื่อใดมีโอกาสได้ใช้ก็ไปที่ร้านในเครือ แล้วจะสามารถรวบรวมกำลังคนได้”


ตอนแรกลู่ไป่ชวนเดาว่านางได้ป้ายคำสั่งนี้มาโดยบังเอิญ แต่คำตอบกลับเกินความคาดหมาย เจ้าของหอเชียนฟานเป็นคนให้นางด้วยตัวเอง 


นี่มันไม่ใช่ป้ายคำสั่งธรรมดานะ!


“ถึงแม้เป็นสิ่งแทนคำขอบคุณ แต่ของขวัญชิ้นนี้ก็ล้ำค่าเกินไปกระมัง”


นายทหารชั้นสูงขมวดคิ้วแน่นโดยไม่รู้ตัว จู่ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่างในใจ …นี่อาจไม่ใช่เรื่องดี


ป้ายคำสั่งนี้เปรียบเสมือนเครื่องรางทหารในกองทัพ คือสิ่งยืนยันและแสดงอำนาจ สามารถเคลื่อนย้ายกำลังพลได้ ขอแค่มีสิ่งนี้ก็สามารถเรียกรวมและเคลื่อนย้ายกลุ่มคนภายในได้แล้ว


ดูเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่หากไตร่ตรองให้ลึกลงไปถึงเจตนาของอีกฝ่าย ก็อดที่จะมองว่าไม่เหมาะสมไม่ได้


ปกติแล้วป้ายคำสั่งเช่นนี้มักจะมอบให้กับคนที่มีอำนาจในกลุ่ม หรือไม่ก็มอบให้ทายาทผู้สืบทอดคนต่อไป


ดังนั้นป้ายคำสั่งนี้ไม่เพียงสำคัญมากเท่านั้น ยังเป็นความรับผิดชอบที่หนักหนามากของผู้ดูแลอำนาจอีกด้วย


เหอจิ่วเหนียงเองก็คิดเช่นนั้น ดังนั้นนางจึงเอามาให้ลู่ไป่ชวนดู จากนั้นอยากให้เขาช่วยคิดหาเหตุผลส่งคืนกลับไป


“อ่อใช่ แล้วช่วงนี้พฤติกรรมของเจ้าของหอเชียนฟานคนนี้ก็แปลกไปจากตอนแรกที่ได้เจอมาก เขาดูใส่ใจข้าเป็นพิเศษ คือ…จะอธิบายเช่นไรดี…เหมือนท่าทางของท่านที่มีต่อโก่วเอ๋อร์…”


กว่าเหอจิ่วเหนียงจะหาคำมาอธิบายได้ไม่ง่ายเลย ดวงตานางเปล่งประกายขึ้นทันที “ใช่! เหมือนท่าทางของท่านที่มีต่อโก่วเอ๋อร์ สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่มีลูกด้วยกัน และฮูหยินก็เห็นข้าเป็นลูกสาว… หรือว่าเจ้าของหอก็คิดเช่นนั้น?”


ลู่ไป่ชวนโล่งอกไปหนึ่งเปลาะที่เหอจิ่วเหนียงอธิบายเช่นนี้ เขาคิดไปถึงว่าเจ้าของหอเชียนฟานจะมีใจให้นางเสียอีก


ทว่า เจ้าของหอเชียนฟานไม่ใช่คนเลอะเลือน การที่เขาทำเช่นนี้… หรือว่าเขาจะสืบเจออะไรบางอย่าง?


เขามองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาอันลึกซึ้ง รู้ว่าชีวิตที่ผ่านมาของนางนั้นน่าเวทนามาก ได้รับความทุกข์ทรมานมามากมายในวัยเด็ก และตอนนี้มาเจอครอบครัวนั้น สองสามีภรรยาคู่นั้นเอ็ดดูนางเสมือนบุตรสาว ต้องมีเรื่องบางอย่างที่น่าประหลาดใจเป็นแน่


“ท่านมองข้าเช่นนี้ทำไมกัน?”


เหอจิ่วเหนียงงุนงงระคนขนลุก ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ไม่ว่าด้วยเหตุใดเขาถึงมอบป้ายคำสั่งนี้ให้เจ้าเจ้าก็ไม่ต้องคิดมากหรอก เก็บรักษาเอาไว้ให้ดี วันหนึ่งอาจมีโอกาสได้ใช้มันก็ได้ เขามอบของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ให้เจ้า ก็แค่อยากให้เจ้ารักษาภรรยาของเขาให้หายดีก็เท่านั้น”


“คงเป็นเช่นนั้น ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีอะไรให้เขาหวังอยู่แล้ว คงแค่อยากให้รักษาฮูหยินเจียงให้หายกระมัง ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนดีมากจริงๆ”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิดมากกับเรื่องนี้ เก็บป้ายคำสั่งไว้แล้วพูดต่อ “ชีวิตก่อนหน้านี้ของฮูหยินเจียงลำบากมาก ต่อมาได้เจอกับนายท่านหมิง ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้ายจริงๆ”


ลู่ไป่ชวนกลับฟันธงไว้ในใจแล้วแปดส่วนว่า เรื่องนี้มีความลับอีกอย่างซ่อนอยู่เป็นแน่ หากสามารถช่วยภรรยาของตนตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงพบก็คงดีไม่น้อย


ดูท่า คงต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยือนเจ้าของหอเชียนฟานสักหน่อยแล้ว

......


อีกทางด้านหนึ่ง


กลุ่มของผู้เฒ่าลู่กลับมาถึงหมู่บ้านอันผิงในยามอู่ คนที่บ้านไม่มีใครรู้ว่าวันนี้พวกเขาจะกลับมา เมื่อเห็นพวกเขากลับมาแต่ละคนก็ดีใจมาก พวกบุตรชายและลูกสะใภ้ยืนรอสองผู้เฒ่าลงจากรถม้า และมองเข้าไปในรถม้าด้วยความสงสัย


“ท่านพ่อท่านแม่ เจ้าสามไม่กลับมาด้วยหรือขอรับ?”


ลู่เหอหรงมองเข้าไปในรถม้าแต่กลับพบว่ามีเพียงบิดามารดาและหลานชายเท่านั้นที่กลับมา จึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขารอที่จะได้เจอน้องชายมาสี่ปีแล้ว


“ไม่ได้กลับมา เขาบาดเจ็บอยู่ เดินเหินไม่ค่อยสะดวก อีกทั้งทางนั้นยังมีเรื่องหลายอย่างที่เขาต้องจัดการ คาดว่าอีกสักพักถึงจะได้กลับมา”


ผู้เฒ่าลู่คิดคำตอบมาแล้ว เพราะเกรงว่าบุตรชายทั้งสองจะคิดมาก


เจ้าสามไม่ได้กลับบ้านนานถึงสี่ปี  กลับมาอีกทีก็มีตำแหน่งเป็นขุนนางแล้ว ในบรรดาพี่น้อง เขาเป็นคนที่ได้ดิบได้ดีที่สุด แต่นับจากวันที่เขากลับมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว เขาก็ยังไม่ได้กลับมาเยี่ยมคนที่บ้าน จะให้บรรดาพี่น้องไม่คิดมากก็คงจะยาก จึงต้องหาเหตุผลที่เหมาะสมเพื่อให้พวกเขาไม่คิดในทางเช่นนั้น


“ได้รับบาดเจ็บหรือขอรับ หนักหรือไม่ เกิดอะไรขึ้นขอรับ?”


ลู่เหอหรงเปลี่ยนประเด็นไปตามคาด ถามออกมาด้วยความร้อนใจ


ลู่จิ้งซวนเองก็กังวลไม่แพ้กัน ตอนที่เจอลู่ไป่ชวนครั้งแรกก็แค่รู้ว่าเขาเสียโฉม ส่วนรายละเอียดนั้นไม่รู้แน่ชัด หรือว่าจะเพิ่งได้รับบาดเจ็บไม่นานมานี้


“ล้วนเป็นบาดแผลที่ได้รับบาดเจ็บมาตอนอยู่ข้างนอกตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับการรักษาที่ดีเท่าไร ครั้งนี้พอสะใภ้สามตรวจอาการให้ถึงได้รู้ว่าสาหัสมาก นางก็เลยเริ่มทำการรักษาให้เขา ช่วงนี้เดินก็ต้องมีคนช่วยพยุง”


นางซุนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็อดเศร้าใจไม่ได้ ยกมือแตะหางตาซับน้ำใสๆที่เอ่อคลอ พวกสตรีในบ้านก็พากันปวดใจ รู้ดีว่าหลายปีที่ผ่านมานี้เขาอยู่ข้างนอกต้องลำบากมากแน่


“ชีวิตข้างนอกตลอดหลายปีที่ผ่านมาของพี่สามไม่ง่ายเลย ในเมื่อได้รับบาดเจ็บแล้วก็ต้องรักษาตัวให้ดี พวกเราไม่รีบ รอพวกเราว่างแล้วค่อยไปเยี่ยมพี่สามในเมืองก็ได้”


ลู่กุ้ยหลานช่วยคลี่คลายบรรยากาศ ไม่อยากให้พี่ชายทั้งสองกับพี่สะใภ้คิดมาก


แต่ความจริงแล้วพวกนางกังวลกันไปเองมากเกินไป ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลย ก่อนหน้านี้ตอนที่ลู่จิ้งซวนกลับมาก็เคยบอกพวกเขาแล้วว่าเจ้าสามอาการหนัก แม้แต่กระดูกในร่างกายก็มีปัญหา ร่างกายเขาเหมือนคนชราคนหนึ่งก็มิปาน คาดว่าคงไม่อยากเจอใครในสภาพนั้นก็เลยอยากรักษาตัวให้หายดีก่อน


พวกเขาไม่สนใจเรื่องอื่นใด ขอแค่คนมีชีวิตรอดปลอดภัยกลับมาก็พอแล้ว


“ใช่ๆ งานยุ่งเป็นเรื่องปกติ อย่าว่าแต่เขาที่มีตำแหน่งขุนนางต้องรับผิดชอบหลายอย่างจนไม่อาจปลีกตัวได้เลย พวกเราเปิดโรงงานที่บ้านนี่ อยากปลีกตัวแค่ซักครึ่งชั่วยามก็ยังทำไม่ได้ ตอนแรกพวกเราคุยกันว่าหาเวลาเข้าเมืองไปเยี่ยมสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลาจริงๆเจ้าค่ะ”


นางหยูสนับสนุน ก่อนคุยกับโก่วเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มตาหยี “โก่วเอ๋อร์ ถูกจับตัวไปเจ้าตกใจหรือไม่ ป้าต้มไข่ไก่เรียกขวัญเจ้ากลับมาตอนนี้ยังทันหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ตอบด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “ไม่ตกใจขอรับ แต่ถ้าไม่ตกใจจะยังกินไข่ต้มที่ท่านป้าต้มให้ได้อยู่หรือไม่ขอรับ?”


คำพูดไร้เดียงสาทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา นางหยูอุ้มโก่วเอ๋อร์ขึ้นมา หอมแก้มกลมๆของเขา “กินได้สิ! เจ้าอยากกินเท่าไรป้าจะต้มให้เจ้าเท่านั้นเลย!”


จากนั้นทุกคนก็เดินเข้าบ้านด้วยเสียงหัวเราะ โก่วเอ๋อร์แนะนำเจ้าลิงน้อยกับเอ้อหนิวให้ทุกคนรู้จัก ทุกคนเห็นเอ้อหนิวยังเป็นแค่เด็กตัวเท่านี้แต่กลับมีสถานะเป็นบ่าวรับใช้แล้ว ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย นางฉินกล่าว “ในเมื่อมาอยู่กับพวกเราแล้ว เช่นนั้นก็เลี้ยงให้เหมือนลูกของเรานี่แหละ แต่ละวันก็ช่วยทำงานในบ้าน ขอเพียงซื่อสัตย์จริงใจ ครอบครัวเราไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไม่เป็นธรรมแน่นอน”


เอ้อหนิวคุกเข่าโขกศีรษะให้ทุกคน ร้องไห้น้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจควบคุมได้


“นายท่านทุกท่านวางใจได้ขอรับ บ่าวจะดูแลนายน้อยเป็นอย่างดีขอรับ”


เขาเป็นเด็กกำพร้า ตอนอยู่ในร้านนายหน้าค้าทาสก็ถูกรังแกสารพัด หลายวันที่ได้มาอยู่ในครอบครัวลู่ ในที่สุดเขาก็เจอบ้านที่อบอุ่นแล้ว


นางฉินยื่นมือไปประคองเขาขึ้นมา “เด็กดี ลุกขึ้นเถอะ”


ตอนที่ 298: นางฉินตั้งครรภ์


ลู่กุ้ยหลานเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความเมตตาอ่อนโยนของพี่สะใภ้รองก็อดที่จะกล่าวติดตลกไม่ได้ “พี่สะใภ้รองกำลังจะเป็นแม่อีกครั้งแล้ว ก็เลยทนเห็นเด็กๆในบ้านลำบากไม่ได้!”


วาจานี้ทำเอานางฉินเขินอายจนแก้มแดง ผลักลู่กุ้ยหลานเบาๆ พลางกล่าว “น้องหญิงเลิกพูดไร้สาระได้แล้ว!”


ทุกคนหัวเราะ นางซุนเอ่ยถาม “สะใภ้รองตั้งครรภ์หรือ?”


“ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านกับท่านพ่อเข้าเมืองไปสองวัน พี่สะใภ้รองก็มีอาการแพ้ท้อง ไปให้หมอในตำบลตรวจให้ ตั้งครรภ์เกือบสามเดือนแล้วเจ้าค่ะ!”


ลู่กุ้ยหลานช่วยพูดเช่นนี้ นางฉินจึงอธิบายด้วยความขัดเขิน “ตอนแรกกะจะเขียนจดหมายไปบอกกล่าวท่านพ่อท่านแม่เหมือนกันเจ้าค่ะ แต่คิดดูแล้วอายุครรภ์ยังไม่ครบสามเดือน กลัวจะไม่เหมาะสม ก็เลยอยากรออีกสักหน่อย ไม่นึกว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะกลับมาเร็วเช่นนี้”


“เรื่องมงคล นี่เป็นเรื่องมงคล!”


ผู้เฒ่าลู่ตบไหล่ลู่เหอหรงด้วยความดีใจ ปู่อย่างเขาจะมีหลานเพิ่มอีกคนแล้ว!


นางซุนจับมือนางฉิน “เจ้าทำเช่นนี้ถูกต้องแล้ว อายุครรภ์ยังไม่ถึงสามเดือนยังอยู่ในช่วงอันตราย อย่าเพิ่งพูดไปทั่วก่อน”


นางฉินพยักหน้า นางซุนกำชับต่อ “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าเป็นแม่คน สิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำเจ้าก็คงรู้ดีอยู่แล้ว ข้าจะไม่พูดอะไรมาก เรื่องในบ้านต่างๆ สิ่งใดทำได้ก็ทำ สิ่งใดไม่ควรทำก็อย่าฝืนทำเด็ดขาด ในบ้านมีคนเยอะแยะ ขาดเจ้าทำงานแค่คนเดียวไม่เป็นไรหรอก เข้าใจหรือไม่?”


นางฉินพยักหน้าเข้าใจ นางที่กำลังตั้งครรภ์ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึก แม่สามีพูดเพียงเท่านี้ก็ตื้นตันใจจนน้ำตาอาบหน้าแล้ว


ลู่เหอหรงรีบปลอบด้วยความห่วงใย “ที่รัก เหตุใดถึงร้องไห้ล่ะ ช่วงนี้อยู่ๆเจ้าก็ร้องไห้ ข้าเห็นแล้วปวดใจมากจริงๆ…”


ถึงแม้อยู่ต่อหน้าคนมากมายลู่เหอหรงก็ไม่อายที่จะแสดงความรักต่อภรรยา คนเหล่านี้ล้วนเป็นครอบครัวของเขาจะเป็นไรไป สตรีขี้อายพูดน้อยอย่างนางฉินกลับเขินอายจนต้องรีบหยุดร้องไห้ ผลักสามีเบาๆด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ไม่อยากให้เขาพูดจาหวานเยิ้มต่อหน้าทุกคนเช่นนี้


ลู่เหอหรงเห็นภรรยาหยุดร้องแล้วก็หยอกล้ออีกเล็กน้อย ก่อนจะหันมาฟ้องนางซุนด้วยความกลัดกลุ้มใจ “ท่านแม่ ท่านไม่รู้อะไร ถาวเอ๋อร์ตั้งท้องครั้งนี้ทรมานมาก ช่วงนี้นางกินไม่ค่อยได้ นอนก็ไม่ค่อยหลับ ร้องไห้อยู่บ่อยๆ เจ้าเด็กคนนี้นี่ รอให้คลอดออกมาก่อนเถอะ ข้าจะต้องสั่งสอนสักหน่อย เหตุใดถึงได้ทรมานแม่เจ้าถึงเพียงนี้นะ!”


“ฮ่าๆๆ ยั่วโมโหเช่นนี้ ต้องเป็นผู้ชายแน่!”


ลู่จิ้งซวนดีใจแทนน้องชายตัวเอง จะว่าไปแล้วเขาก็มีบุตรชายแค่คนเดียวคือเหลยจื่อ หากภรรยาคลอดบุตรชายให้เขาอีกคนก็คงดีไม่น้อย มีลูกผู้ชายในบ้านหลายๆคนจะได้ไม่ถูกคนอื่นรังแกได้ง่ายๆ


แต่นี่ก็แค่คิดเฉยๆ บุตรสาวทั้งสองอายุยังน้อย ตอนนี้ภรรยาก็กำลังเรียนทำอาหารที่อยู่หอสุรา หากตั้งครรภ์อีกไม่รู้ต้องเหน็ดเหนื่อยมากเพียงใด


“เป็นผู้หญิงก็ไม่เลว เด็กผู้หญิงเอาใจใส่เก่ง!”


นางซุนเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ และนั่นก็เป็นประโยคที่ทำให้ความกังวลภายในใจของนางฉินคลายลง


ลูกหลานในบ้านที่เป็นผู้ชายมีน้อยจริงๆ สามพี่น้องลู่แต่ละครอบครัวมีบุตรชายครอบครัวละคน ต่อไปหากโดนคนอื่นรังแกก็ต้องพึ่งพาผู้ชายอยู่ดี


นางเองก็อยากมีบุตรชายอีกคน แต่ไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น จะเพศไหนก็คือลูกของนาง น่ารักทุกคนเท่าๆกัน แต่ที่นางกังวลคือ กลัวว่าครอบครัวจะคาดหวังกับท้องนี้ของนางไว้สูง ถึงเวลาหากคลอดออกมาเป็นเด็กผู้หญิงจะทำให้ทุกคนผิดหวัง ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้สึกกังวลใจอยู่ตลอดจนกลายเป็นความกดดันลึกๆในใจ ทำให้หลายวันนี้จึงร้องไห้อยู่บ่อยๆ 


ทว่าแม่สามีกลับไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเป็นเด็กผู้ชายหรือผู้หญิง แม้ไม่ได้พูดชัดเจน แต่นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าแม่สามีกำลังปลอบใจนางอยู่ พลันนั้นความกดดันที่ทับแน่นในอกก็ไม่มีอีกแล้ว


ใช่ แม่สามีที่ดีเช่นนี้หาได้ยากนัก ในปีนั้นพี่สะใภ้ใหญ่คลอดบุตรสาวมาสองคน แม่สามีก็ไม่มีทีท่าไม่พอใจเลย ทั้งยังยิ้มแย้มเริงร่า บอกว่าเด็กผู้หญิงดี เด็กผู้หญิงเอาใจใส่เก่ง


ตลอดมาแม่สามีเห็นความสำคัญของเด็กๆในบ้านเท่ากันหมด อย่างมากก็แค่รู้สึกว่าโก่วเอ๋อร์อายุน้อยที่สุดและไม่มีพ่ออยู่เคียงข้างจึงทะนุถนอมเขาเป็นพิเศษ เรื่องนี้พวกนางล้วนเข้าใจดี อย่าว่าแต่แม่สามีเลยที่รักและเอ็นดูหลานชายคนเล็กเป็นพิเศษ แม้แต่พวกนางเองก็เอาใจใส่หลานชายคนเล็กเป็นพิเศษเช่นกัน


“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่”


นางฉินจับมือนางซุน กล่าวคำขอบคุณออกมาจากใจจริง นางซุนตีหลังมือนางเบาๆ “ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้หญิงหรือผู้ชายก็ล้วนเป็นลูกหลานของสกุลลู่เหมือนกัน ทุกคนเท่าเทียมกันหมด เจ้าดูแลครรภ์ของเจ้าให้ดีอย่างหายห่วงเถอะนะ”


“เจ้าค่ะท่านแม่”


ทุกคนในครอบครัวมีความสุขกันมาก จากนั้น.องครักษ์กับบ่าวรับใช้ที่ตามมาส่งก็กล่าวลา “นายท่านผู้เฒ่า เหล่าฮูหยิน นายท่านทุกท่าน ข้าน้อยคงต้องขอตัวกลับก่อนขอรับ”


นางซุนรีบกล่าว “จะรีบกลับกันทำไมล่ะ เดินทางมานานพวกเจ้าก็คงเหนื่อยแล้ว ตอนนี้แดดกำลังร้อน รอกินข้าวเสร็จแล้วค่อยกลับเถอะ”


พวกเขาอยากปฏิเสธ แต่ลู่จิ้งซวนกับนางหยูก็ร่วมหว่านล้อมพวกเขาด้วย ถึงอย่างไรก็หิวกันแล้วแน่ๆ กินเสร็จก่อนแล้วค่อยกลับ อย่างมากก็เดินทางค่ำมืดหน่อย


ในบ้านมีแขกเช่นนี้ นางหยูจึงพาสาวใช้ที่ซื้อมาไปช่วยกันทำอาหาร ส่วนนางซุนก็นำของฝากไปแบ่งให้ทุกคน


“เจ้าสามกับสะใภ้สามแม้ตัวไม่ได้มาแต่ก็ฝากของขวัญมาให้พวกเจ้าทุกคนนะ เข้ามาให้หมด ข้าจะเอาของขวัญให้พวกเจ้า”


ตอนนี้พวกเด็กๆที่ไปเรียนที่สำนักศึกษายังไม่กลับมา ถิงยาโถวยังเรียนเย็บปักถักร้อยอยู่ที่ร้านปัก เหลียนฮวากับโยวยาโถวก็ยังอยู่ที่ร้านในอำเภอ ดังนั้นจึงมอบให้พวกผู้ใหญ่ก่อน


ลู่จิ้งซวนรู้ว่ามีของตัวเองด้วย จึงกล่าวทันที “เหตุใดน้องสามกับน้องสะใภ้สามต้องเกรงใจถึงเพียงนี้ด้วย ซื้อของเล่นให้พวกเด็กๆก็พอแล้ว เหตุใดต้องซื้อให้ผู้ใหญ่ด้วย สิ้นเปลืองเงินเปล่าๆ!”


“นั่นสิ ตอนนี้ที่บ้านก็ดีขึ้นไม่น้อยแล้ว พวกเราไม่ได้ขาดเหลืออะไร มีโอกาสต้องพูดกับน้องสามและน้องสะใภ้แล้วว่าไม่ต้องเกรงใจพวกเราถึงเพียงนี้ก็ได้ มีเงินอยู่ในมือก็ประหยัดบ้าง พวกเราเป็นพี่ชายเป็นพี่สะใภ้ยังไม่เคยซื้อของขวัญอะไรให้พวกเขาเลย”


ลู่เหอหรงก็กล่าวขึ้นเช่นกัน พวกเขาไม่ได้ออกไปข้างนอกบ่อยนัก บางครั้งออกไปก็ไม่ได้มีเงินมากมาย และไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้คนในครอบครัวดี เมื่อเห็นครอบครัวสามคิดถึงทุกคนเช่นนี้ พวกเขาจึงคิดเอาไว้ในใจว่าต่อไปต้องซื้อของขวัญให้ครอบครัวสามบ้างแล้ว พวกเขาในฐานะพี่ชายจะเอาเปรียบน้องชายกับน้องสะใภ้ไปตลอดไม่ได้


แม้จะเกรงใจ แต่โดยธรรมชาติของมนุษย์ล้วนมีความอยากรู้ พวกเขาเองก็สงสัยว่า ของขวัญของตนจะเป็นสิ่งใด


หญิงชรามอบให้ตามลำดับ นำเครื่องมือตีทองให้ลู่จิ้งซวนก่อน และหยิบถุงมือแบบพิเศษให้ลู่เหอหรง จากนั้นนำมีดฆ่าหมูให้จางซง มีดโกนขนหมูให้จางหย่ง


สองพี่น้องสกุลจางไม่คิดว่าจะมีของพวกเขาสองคนด้วย จึงรู้สึกตื้นตันใจมาก


นางซุนเอ่ย “เจ้าสามกับสะใภ้สามใส่ใจมาก ของขวัญที่ให้ล้วนใช้งานได้จริง อ้อใช่ ยังมีรองเท้าที่เหมือนคราวที่แล้วอีกคู่ที่มอบให้ทุกคน ใช้แล้วไม่เจ็บเท้า”


เอ่ยจบนางซุนก็มอบให้พวกเขาตามขนาดเท้าของแต่ละคน


จากนั้นก็เป็นตาของสตรีในบ้าน มีเครื่องประดับ เครื่องประทินผิว ชาดทาปาก และผ้าเนื้อดีสีสันสดใสบางส่วน นำไปตัดเย็บที่โรงงานไม่นานก็ได้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ๆแล้ว


“ไอ้หยา ของพวกนี้น้องสะใภ้สามต้องเป็นคนเลือกแน่นอน ล้วนเป็นแบบที่พวกเราชอบ น้องสะใภ้สามใส่ใจมากจริงๆ!”


นางหยูมองปิ่นมุกในมือด้วยความชื่นชอบมาก


นิสัยนางเป็นคนสดใสร่าเริง และค่อนข้างชอบอะไรใหม่ๆ ปิ่นมุกที่นางอันนี้เป็นนกตัวเล็ก ดูแล้วน่ารักมาก


ส่วนนางฉินชอบแบบเรียบง่าย อย่างเช่นดอกไม้ ผีเสื้อทำนองนี้ และนางก็พึงพอใจกับของขวัญของนางมากเช่นกัน


ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นก็ได้รับของในแบบที่ตัวเองชอบเช่นกัน รู้สึกปลาบปลื้มมาก


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจพวกนางแต่ละคนเป็นอย่างดี ดังนั้นของขวัญที่เลือกให้ถึงได้ถูกใจมากเช่นนี้


ขณะที่บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความชื่นมื่น เสียงหัวเราะของเด็กๆก็ดังมาจากด้านนอก โก่วเอ๋อร์เป็นคนแรกที่วิ่งออกไปด้วยความตื่นเต้น พวกพี่ๆกลับมากันแล้ว!


ตอนที่ 299: โอกาสของเหลียนฮวากับโยวยาโถว


“พี่เหลียนฮวา!”


ในบรรดาพี่ชายพี่สาว โก่วเอ๋อร์ชอบเหลียนฮวามากที่สุด เพราะก่อนหน้านี้เหลียนฮวารับหน้าที่ดูแลเขา ทั้งยังดูแลได้ดีมาก ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้ทันทีที่มีเงิน คงไม่ซื้อปิ่นบุปผาให้เหลียนฮวาหรอก


เหลียนฮวาเห็นโก่วเอ๋อร์กลับมาแล้วก็ดีใจมากเช่นกัน ก้มลงไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาแล้วโยกไปมาหยอกล้อเขา


“โก่วเอ๋อร์ ได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า พวกเราร้อนใจมากเลยนะ โชคดีตอนที่ท่านลุงใหญ่กลับมาเจ้าปลอดภัยแล้ว”


เหลียนฮวาหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง กวาดตามองสำรวจเจ้าตัวเล็กก็พบว่าเขาไม่ได้ผอมลงแต่อย่างใด ทั้งยังอวบอ้วนขึ้นเล็กน้อย เช่นนี้นางก็วางใจแล้ว


“ฮี่ๆๆ พี่เหลียนฮวา ข้าไม่เป็นไร ข้าเจอท่านพ่อแล้วด้วยนะขอรับ! ท่านพ่อข้ากลับมาแล้ว! พาข้าไปอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่เบ้อเร่อ ข้างในงดงามมาก! รอปิดภาคเรียนครั้งหน้าข้าจะพาพวกท่านไปเที่ยวด้วยกันนะขอรับ!”


เหลียนฮวาปรารถนาอยากไปในเมืองมาโดยตลอด เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส ตอนนี้รู้ว่าอาสะใภ้จิ่วเหนียงตั้งรกรากในเมืองได้แล้ว ความปรารถนาของนางก็คงใกล้เป็นจริง


นางฉินยืนอยู่ที่ประตู เรียกให้พวกเขาเข้าไปในบ้าน เด็กๆเข้าไปข้างในด้วยความครึกครื้น เห็นของขวัญหลายอย่างวางอยู่เต็มโต๊ะ ดวงตาของแต่ละคนก็เปล่งประกายทันที


เหลียนฮวา โยวยาโถว ถิงยาโถวไปรับไข่มุกบุปผากับเครื่องประทินผิวของตัวเอง ถิงยาโถวยังเด็กยังใช้ชาดทาปากไม่ได้ แต่เหลียนฮวากับโยวยาโถวใช้ได้แล้ว แต่ละคนยิ้มแป้นปากไม่หุบเลยทีเดียว


โก่วเอ๋อร์นำพู่กัน แท่นฝนหมึก และกระดาษที่ตนซื้อกลับมามอบให้เสมือนของล้ำค่า พลางกล่าว “นี่เป็นของขวัญที่ข้าซื้อมาฝากพวกพี่ชายขอรับ!”


“ว้าว!”


พวกเหลยจื่อก็ดีใจมาก เพราะไม่ได้มีแค่พู่กันแท่นฝนหมึกเท่านั้น แต่ยังมีพวกตำราที่พวกเขายังไม่เคยอ่านอีกด้วย ไม่ใช่หนังสือนิทานเรื่องเล่าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนที่เหอจิ่วเหนียงเลือกพวกนั้น แต่เป็นบทกวีและบทความที่นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงประพันธ์ขึ้น


นางฉินยิ้มพลางกล่าว “พวกเจ้าในฐานะพี่ชาย ทั้งยังรับของขวัญจากน้องชายมาโดยตลอด ต่อไปต้องดูแลน้องชายให้ดีๆเข้าใจหรือไม่?”


“เข้าใจขอรับ คราวหน้าพวกเราจะซื้อของขวัญให้น้องชายด้วย!”


ช่วงนี้พวกเขาเองก็เก็บเงินได้ไม่น้อย มีเงินเก็บส่วนตัว ดังนั้นตอนที่ให้คำมั่นก็พูดออกมาด้วยความมั่นใจ พวกเขาไม่เอาเปรียบน้องชายแน่นอน


พวกผู้ใหญ่เห็นท่าทางพวกเขาเช่นนี้ก็ยิ้มด้วยความพอใจ ความรุ่งโรจน์ของครอบครัวจะขาดความสำเร็จของเด็กๆเหล่านี้ไปไม่ได้


พี่น้องรักใคร่ปรองดองกัน จึงจะทำให้ครอบครัวยืนหยัดต่อไปได้


นางซุนจับมือเหลียนฮวา “อาสะใภ้จิ่วเหนียงของเจ้าบอกว่า รู้ว่าเจ้าน่ะอยากไปทำมาหากินในเมืองมาโดยตลอด ตอนนี้มีที่อยู่อาศัยอยู่ในเมืองแล้ว ค่อนข้างสะดวก อีกอย่างในเมืองก็มีร้านค้าของเราหลายร้าน เจ้าหาเวลาฝึกสอนคนให้ทำงานแทนเจ้าได้สักคนสองคน แล้วตามไปดูแลร้านในเมืองเถอะ”


เหลียนฮวาไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ตนเองได้ยิน มองนางซุนด้วยความตกใจ นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งวาจาติดๆขัดๆ “จริง…จริงหรือเจ้าคะ?”


นางฉินก็ตกใจมากเช่นกัน “ท่านแม่ เหลียนฮวาอายุยังน้อย อยู่ค้าขายในอำเภอก็พอแล้วเจ้าค่ะ น้องสามกับน้องสะใภ้สามอยู่ในเมืองงานค่อนข้างยุ่ง เหลียนฮวาไปก็จะลำบากพวกเขาเปล่าๆ”


เดิมทีเหลียนฮวารู้สึกดีใจมาก แต่เมื่อได้ยินท่านอาเล็กกล่าวเช่นนี้ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้


นั่นสินะ ร้านค้าในเมืองเหล่านั้นไม่ใช่ร้านของครอบครัวพวกตนฝ่ายเดียว แต่เป็นร้านที่อาสะใภ้จิ่วเหนียงเปิดร่วมกับคนอื่น ในร้านก็คงจะเป็นกลุ่มคนอื่นๆดูแลไปแล้ว จู่ๆ นางไปเช่นนี้คนที่อยู่ก่อนต้องไม่ยอมรับแน่


“นั่นสิเจ้าคะท่านย่า ขะ…ข้า ข้าดูแลร้านในอำเภอให้ดีก็พอแล้วเจ้าค่ะ”


เด็กสาวผู้มีความฝันสะกดความเสียใจเอาไว้ในใจ การตัดสินใจต้องมองภาพโดยรวม


นางซุนเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์มามาก จะมองความคิดเด็กวัยเท่านี้ไม่ออกได้อย่างไร นางจับมือเหลียนฮวา ยิ้มพลางกล่าว “อาสะใภ้จิ่วเหนียงของเจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนฉลาด เป็นคนมีความคิด อยู่ในอำเภอต่อไปรู้สึกเสียดายความสามารถของเจ้า ก็เลยอยากให้เจ้าไปในเมือง อยากฝึกฝนเจ้าดีๆให้เจ้าได้เป็นคนที่เก่งและมีความสามารถยิ่งขึ้น เจ้าฉลาดหลักแหลมเพียงนี้ ต่อไปต้องได้ดิบได้ดีแน่นอน”


พูดจบหญิงมากประสบการณ์ก็ตบหลังมือบางเบาๆ นางเห็นเหลียนฮวาเป็นหลานสาวแท้ๆไปแล้วจริงๆ


เหลียนฮวาไม่รู้ควรตอบเช่นไร จึงหันไปขอความเห็นจากผู้เป็นอา นางฉินจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ ไปแล้วก็ทำตัวกระฉับกระเฉงให้มากๆ ช่วยงานอาสะใภ้จิ่วเหนียงของเจ้าเยอะๆ อย่าทำให้นางผิดหวังล่ะ”


“เจ้าค่ะ! ท่านอาเล็กวางใจได้ ข้าทำได้แน่นอนเจ้าค่ะ!”


เหลียนฮวาพลันยิ้มกว้าง สีหน้าลิงโลด นางอยากออกไปเห็นโลกกว้าง อยากให้ตัวเองเป็นคนที่เก่งขึ้น เก็บเงินให้ได้เยอะๆ จะได้กลับมาตอบแทนบุญคุณครอบครัว


แม้ในที่สุดก็ได้รับโอกาสที่ตนเฝ้าใฝ่ฝัน แต่ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงได้บอกกับเหลียนฮวาเอาไว้แล้วว่า นางต้องดูแลงานของร้านในอำเภอให้ดีก่อน หาคนมารับงานแทนนางได้ก่อน ถึงจะไปดูแลร้านในเมืองได้


โยวยาโถวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะถูกทิ้งให้ลอยเคว้ง จึงรีบถามด้วยความตื่นตระหนก “ท่านย่า แล้วข้าล่ะเจ้าคะ ข้าเพิ่งจะเริ่มฝึกดูแลร้านกับพี่เหลียนฮวา หากพี่เหลียนฮวาเข้าเมืองแล้ว แล้วข้าล่ะเจ้าคะ?”


นางจับมือผู้เป็นย่าพลางถามด้วยสีหน้าร้อนใจ เห็นได้ชัดว่านางก็อยากไปในเมืองด้วย เด็กสาวมีความสนใจและความคาดหวังต่อในเมืองมาก


นางฉินเห็นบุตรสาวของตัวเองรบเร้าเช่นนี้ก็รีบปราม “เจ้ายังเด็ก อยู่ที่บ้านนี่แหละ อย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่นเลย”


หลานสาวของนางเข้าเมืองก็รบกวนน้องสะใภ้ต้องดูแลแล้ว หากบุตรสาวนางตามไปด้วยอีกคน นางต้องเกรงใจจนไม่มีหน้าไปเจอน้องพวกสะใภ้แล้ว


ทว่านางซุนกลับไม่คิดเช่นนั้น ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเอ่ยถามเหลียนฮวา “ช่วงนี้โยวยาโถวอยู่ที่ร้านเป็นเช่นไรบ้าง?”


“ดีมากเจ้าค่ะ น้องโยวโยวเป็นคนฉลาดมีความสามารถ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่บ้านก็ฝึกเรียนทำบัญชี พอไปที่ร้านก็ไม่ต้องสอนมาก ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ขยันมาก ต้อนรับแขกด้วยตัวเองได้แล้วเจ้าค่ะ ช่วงนี้ที่ร้านขายดิบขายดีกว่าเดิมก็เพราะมีน้องโยวโยวนี่แหละเจ้าค่ะที่ช่วยได้เยอะเลย”


นางซุนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะกล่าว “เช่นนั้นก็เข้าเมืองไปดูโลกกว้างได้แล้ว ส่วนร้านที่อำเภอก็หาหญิงสาวในหมู่บ้านที่นิสัยดีๆ ไว้ใจได้ไปดูแลแทน ระหว่างนี้ก่อนที่จะไป พวกเจ้าก็วางแผนจัดการให้ดีๆก็แล้วกัน”


นี่ไม่ใช่การตัดสินใจกะทันหันของนางซุน แต่เหอจิ่วเหนียงบอกกับนางมาก่อนหน้านี้แล้ว ความหมายของนางก็คือ เหลียนฮวา ลู่เสี่ยวหยาง และโยวยาโถวสามารถไปได้ เด็กสามคนนี้เป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านการค้าขาย เข้าไปฝึกฝนในเมืองให้ดีๆ ไม่แน่อาจนำความประหลาดใจที่น่าเหลือเชื่อกลับมาให้ครอบครัวก็ได้


นางฉินเป็นคนซื่อๆและขี้เกรงใจ ได้ยินวาจาของแม่สามีก็รีบทักท้วง “ท่านแม่ ท่านอย่าตามใจนางจนเคยตัวเลยเจ้าค่ะ เหลียนฮวาไปคนเดียวก็รบกวนน้องสามกับน้องสะใภ้สามมากพอแล้ว จะให้โยวยาโถวตามไปด้วยอีกได้อย่างไรเจ้าคะ อย่าไปเลยเจ้าค่ะ ให้นางอยู่ดูแลร้านที่บ้านก็ดีมากแล้วเจ้าค่ะ”


นางฉินไม่อยากรบกวนมากเกินจำเป็น แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ตอนนี้ก็แยกกันดูแลแล้ว อีกอย่าง น้องสามกับน้องสะใภ้สามอยู่ในเมืองก็มีงานของตัวเองต้องทำ บุตรสาวทั้งสองของนางจะไปพร้อมกันเช่นนี้ นางรู้สึกทั้งเกรงใจและไม่สบายใจมากจริงๆ


“สะใภ้รอง เจ้าทำเช่นนี้ไม่ถูกแล้วนะ”


นางซุนเอ็ดอย่างไม่เห็นด้วย “เมื่อก่อนครอบครัวเราไม่มีกำลังทรัพย์ ต่อให้ลูกๆหลานๆมีพรสวรรค์มีความสามารถเพียงใดก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ ตอนนี้มีโอกาสดีๆวางอยู่ตรงหน้า เจ้ากลับไม่ยอมให้ลูกคว้ามันเอาไว้อย่างนั้นหรือ”


นางฉินโบกมือพัลวันแล้วรีบอธิบาย “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะท่าแม่ ขะ…ข้า ข้าก็แค่รู้สึกว่า แบบนี้จะเป็นการรบกวนน้องสามกับน้องสะใภ้สามมากเกินไป…”


“รบกงรบกวนอะไร เด็กๆมันโตกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาดูแลหรอก อย่างมากก็แค่เพิ่มจานเพิ่มตะเกียบก็เท่านั้น ถ้าหากเจ้ารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ก็ทำเหมือนที่บ้านก็ได้ จ่ายค่าอาหารกับค่าที่พักให้พวกนางก็สิ้นเรื่อง”


ตอนที่ 300: อยากรู้อยากเห็นจนเจอกับตัว


สดับวาจาแม่สามี นางฉินก็ตระหนักเรื่องนี้ได้ทันที ขณะเดียวกันก็รู้สึกขอบคุณน้องสามกับน้องสะใภ้สามมาก และดีใจที่บุตรสาวของตัวเองมีโอกาสประสบความสำเร็จ คิดในใจว่า ค่าอาหารกับค่าที่อยู่อาศัยต้องให้จ่ายให้สูงหน่อย แม้พวกน้องสะใภ้สามจะไม่สนใจเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยก็เป็นน้ำใจของนาง


“พี่เหลียนฮวากับพี่โยวโยวจะไปอยู่ในเมืองหรือขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์จับใจความได้ก็ถามขึ้นด้วยสีหน้าเหงาหงอย


เขาอาลัยอาวรณ์พี่ชายพี่สาวทุกคน นี่เขาเพิ่งกลับมา ใครจะคิดล่ะว่าพวกพี่สาวจะไปแล้ว


“ไม่ได้จะไปตอนนี้เสียหน่อย อาจจะหลังฤดูใบไม้ร่วงนู่นแหละ”


เหลียนฮวาอุ้มเขาพลางยิ้มตอบ ในใจนางมีความสุขมากจนไม่ได้สังเกตถึงความหดหู่เล็กๆของโก่วเอ๋อร์ เพราะนางคิดว่าในเมืองก็เป็นบ้านของโก่วเอ๋อร์ ตราบใจที่เจ้าตัวเล็กต้องการก็สามารถไปได้ตลอดเวลา


โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กรู้ประสา เห็นพี่สาวมีความสุขเช่นนี้ก็อดทนเอาไว้ไม่พูดอะไร แค่เอ่ยเสียงงุ้งงิ้งด้วยความกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย “ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะไปหาพี่ๆบ่อยๆนะขอรับ!”


ในตอนนี้เองเหลยจื่อก็เอ่ยขึ้น “โก่วเอ๋อร์ ในเมื่อท่านอาสามกับท่านอาสะใภ้สามอยู่ในเมือง เช่นนั้นเจ้าก็ไปเรียนในเมืองเถอะ ถึงอย่างไรปีนี้เรียนจนถึงเดือนเจ็ดท่านอาจารย์คังก็จะปิดสำนักศึกษาแล้ว พวกเราก็ต้องหาที่เรียนใหม่เหมือนกัน”


“หา? เหตุใดท่านอาจารย์คังถึงจะปิดสำนักศึกษาล่ะ?”


นางซุนอุทานพร้อมถามด้วยความประหลาดใจ นางเพิ่งเข้าเมืองไปไม่ถึงครึ่งเดือน กลับมาก็เกิดเรื่องขึ้นมากมายเลยหรือ


“ท่านย่า ท่านอาจารย์คังบอกว่าตอนนี้สุขภาพดีขึ้นมากแล้ว รักษาตัวอีกสักครึ่งปี ท่านอาจารย์อยากเข้าร่วมการสอบชิวเหวย*ในปีนี้ขอรับ ก่อนหน้านี้เป็นเพราะปัญหาสุขภาพจึงต้องทิ้งความฝัน ตอนนี้สุขภาพดีขึ้นแล้วก็เลยอยากทำตามความฝันอีกครั้ง ท่านอาจารย์ช่วยติดต่อท่านอาจารย์อีกท่านที่อยู่อีกสำนักศึกษาให้แล้วขอรับ บอกว่าถ้าพวกเรายินดีจะเข้าเรียนที่นั่น ก็ไปเข้าเรียนได้เลย แต่ถ้าไม่ไปก็จะคืนค่าเล่าเรียนให้พวกเรา ให้พวกเราเลือกหาที่เรียนเองขอรับ”


เจี๋ยจื่ออธิบายต่อจากเหลยจื่อด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย พวกเขาชอบท่านอาจารย์คังมาก รู้สึกว่าเขาสอนอธิบายได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ แต่อาจารย์คังก็มีความฝันของตัวเอง พวกเขาไม่อาจขวางได้


[* สอบชิวเหวย  คือการสอบคัดเลือกขุนนางระดับจังหวัด สอบตามเมืองเอกของแต่ละมณฑล จะจัดสอบทุกๆสามปีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง]


ได้ยินคำอธิบายแล้ว นางซุนก็เข้าใจเหตุผล ทุกคนล้วนมีความฝันของตัวเอง อีกอย่าง เขายังหนุ่ม ยังมีโอกาสทำตามความปรารถนา ไม่แน่อาจได้เป็นขุนนางตำแหน่งเล็กๆก็ได้ ถือเป็นความรุ่งโรจน์ของครอบครัวแล้ว


นางซุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “เช่นนั้นเราไปถามก่อนว่าสำนักศึกษาที่เขาเตรียมไว้ให้เป็นอย่างไรบ้าง ถ้ายังเข้าท่าก็เข้าเรียนต่อเลย แต่ถ้าไม่น่าพอใจเราก็หาที่เรียนใหม่ แต่อาจารย์ของพวกเจ้าเป็นคนที่ไว้ใจได้ อาจารย์ที่เขาแนะนำให้พวกเจ้าต้องไม่เลวเป็นแน่”


พวกเด็กๆต่างพยักหน้าหงึกหงัก เหลยจื่อพูดต่อ “อาจารย์คังบอกว่าเป็นท่านนักปราชญ์ผู้เฒ่า เป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์อีกทีขอรับ”


นางซุนรู้สึกว่าเหมาะสมแล้ว สามารถเป็นอาจารย์ของอาจารย์คังได้ เช่นนั้นก็ต้องเก่งกาจแน่นอน


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไร เขาไม่อยากแยกกับท่านปู่ท่านย่า ไม่อยากแยกกับพวกพี่ๆ และไม่อยากแยกกับท่านพ่อท่านแม่ด้วย หากสามารถอยู่ด้วยกันได้พร้อมหน้าไปนานๆก็คงดี


ในตอนนี้เอง นางหยูก็มาเรียกให้ทุกคนไปกินข้าว คืนนี้คนเยอะเป็นพิเศษอาหารจึงเต็มสองโต๊ะ พวกชิวเทียนเดิมทีไม่อยากร่วมโต๊ะกับเจ้านาย แต่ชายชราลู่กลับไม่ยอม “มาๆๆ นั่งกินด้วยกินทั้งหมดนี่แหละ บ้านหลังนี้ไม่มีข้อปฏิบัติอะไร กฎพวกนั้นพวกเจ้าเอาไว้ใช้เวลาอยู่กับคนอื่นเถอะ”


โก่วเอ๋อร์ก็คล้องแขนเอ้อหนิวมานั่งด้วยกัน จากนั้นทุกคนก็กินข้าวด้วยกันอย่างครึกครื้น


เป็นครั้งแรกที่ฟางต้ากับชิวเทียนได้เจอครอบครัวเจ้านายที่เป็นมิตรและใจดีมากถึงเพียงนี้ ครอบครัวนี้ไม่วางมาดเลย บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่น เรื่องราวที่พวกเขาปรึกษากันระหว่างกินข้าวก็ไม่มีปิดบัง พูดคุยเรื่องการค้า เรื่องผลผลิตในไร่นา ปรึกษากันทุกอย่าง ไม่มีท่าทีระแวดระวังพวกเขาเลยแม้แต่น้อย


สิ่งที่ทำให้พวกเขาทึ่งมากที่สุดก็คือ ครอบครัวของบุตรสาวบุตรเขยก็อาศัยอยู่ร่วมกันกับพวกเขา เท่านั้นไม่พอ ยังมีครอบครัวของน้องชายบุตรเขยด้วย! พวกเขาอยู่ด้วยกันตั้งแต่ระหว่างการลี้ภัยจนกระทั่งถึงบัดนี้ และไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกันเลย หากเป็นครอบครัวอื่นไม่มีทางเป็นเช่นนี้แน่นอน


พวกเขารู้สึกขอบคุณในใจอีกครั้ง พวกเขาได้เจอคนที่น่ายกย่องแล้ว


กินข้าวเสร็จหนึ่งบ่าวหนึ่ง.องครักษ์ก็เตรียมตัวเดินทางกลับ นางหยูขนของขึ้นเต็มรถม้า ของเหล่านี้คือผักดองที่นางทำเองกับมือ และยังมีขนมบางอย่างที่ช่วงนี้เพิ่งฝึกทำมาจากหอสุรา ตอนนี้ยังไม่มีสิ่งของใดมอบให้ได้ ก็ให้เป็นของกินเหล่านี้กับครอบครัวสามก่อนแล้วกัน


นางฉิน ลู่กุ้ยหลาน และนางเสิ่นทำงานอยู่ในโรงงานตลอด ยิ่งไม่มีสิ่งของใดมอบให้ได้ ทำได้แค่ช่วยจัดการดูแลงานและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ตั้งมั่นในใจว่าครั้งหน้าต้องเตรียมสิ่งของที่ใช้ได้จริงมอบให้น้องสามกับน้องสะใภ้สามให้ได้

......


หลังจากบุตรชายกลับไป เหอจิ่วเหนียงก็ยังคงยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง แต่เพื่อจะได้ลากลับบ้านหลายวันหน่อย นางจึงเลื่อนตรวจผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงออกไปก่อน


ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ กระทั่งมีวันหนึ่งก็เกิดเรื่องที่คาดไม่ถึงขึ้น


มีครอบครัวผู้ป่วยครอบครัวหนึ่งไม่พอใจ จึงมาหาเรื่องถึงโรงหมอ


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งกลับมาจากจวนตระกูลหมิงก็เห็นโรงหมอเกิดความวุ่นวายพอดี เดิมทีกะจะเข้าไปถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นสักหน่อย คาดไม่ถึงว่าเรื่องที่นางอยากรู้อยากเห็นนี้ กลับเป็นเรื่องของตัวเอง


นี่มัน…เกินความคาดหมายไปจริงๆ


“ท่านหมอเหอ ท่านกลับมาเสียที! ผู้ป่วยที่ท่านปฏิเสธไปเมื่อวานมาเอาเรื่องแล้วขอรับ บอกว่าท่านดูถูกเหยียดหยามครอบครัวพวกเขา!”


เหอจิ่วเหนียงสับสนเล็กน้อย เมื่อวานปฏิเสธไปตั้งหลายบ้าน จำไม่ได้แล้วว่าครอบครัวใด


“ตระกูลพานขอรับ ที่ครอบครัวเขามีคนเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการเมืองน่ะขอรับ”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอกระซิบบอกนางเบาๆ เหอจิ่วเหนียงพอจะนึกออกแล้ว


อาการของผู้ป่วยครอบครัวนี้ไม่ใช่โรครักษายาก พวกหมอซ่งก็สามารถรักษาได้เป็นอย่างดี เพียงแต่เขามาก็เพราะชื่อเสียงของนาง


ถึงจะบอกว่าไม่ใช่โรครักษายากแต่แค่การเขียนเทียบยาให้ก็ใช่ว่าจะจบ เพราะโรคนี้เป็นโรคที่ใช้เวลารักษา อย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน นี่ไม่เท่ากับว่าเป็นการเสียเวลานางหรือ ดังนั้นนางจึงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิดเลย


นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาจะมาหาเรื่องถึงที่เช่นนี้ 


เหอจิ่วเหนียงยื่นกล่องยาให้กับเด็กผู้ช่วยในโรงหมอ ให้เขาช่วยเอาไปเก็บให้ที่ห้องตรวจนาง จากนั้นก็เบียดเสียดฝูงชนเข้าไป


“ข้าไม่สน! ข้าต้องการให้หมอหญิงของโรงหมอพวกเจ้าไปดูแลครรภ์ให้กับเมียข้า! ก็แค่หมอหญิงคนเดียวไม่ใช่หรือ คิดว่าสูงส่งนักหรืออย่างไร! ข้ามีเงิน บอกนางเรียกราคามาได้เลย อย่ามัวชักช้า!”


คนที่เดือดดาลอยู่นี้เป็นบุรุษอายุยี่สิบกว่าปี รูปร่างหน้าตาดาษดื่น สวมชุดคลุมยาวภูมิฐาน ดูแล้วเหมือนปัญญาชนสุภาพเรียบร้อย แต่วาจาของเขาในตอนนี้กลับสถุนไม่ต่างอะไรกับกุ๊ยข้างถนนเลย


สีหน้าของท่านหมอซ่งไม่ค่อยดีนัก กลับยังคงอดทน “คุณชายพาน ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงินจริงๆ ท่านหมอเหอจะกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ ช่วงนี้ไม่รับผู้ป่วยที่ใช้เวลารักษาระยะยาว อีกอย่าง อาการของภรรยาท่านข้าดูแลได้…”


“ดูแลได้? ฝีมือการแพทย์ของเจ้าน่ะหรือจะเทียบหมอหญิงนั่นได้ อีกอย่าง เจ้าก็เป็นผู้ชาย จะตรวจอาการให้เมียข้าสะดวกได้อย่างไร ถ้าเจ้าเป็นคนตรวจละก็ ชื่อเสียงของเมียข้าก็คงไม่ต้องรักษามันแล้วกระมัง!”


วาจาโง่เง่านี้ทำเอาทุกคนที่มุงดูต่างส่ายหน้าหมดคำพูด หากโลกนี้ไม่อนุญาตให้มีหมอเพศหญิง ภรรยาของเขาก็คงไม่ต้องรักษาโรคกันแล้วกระมัง


ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็ฝ่าฝูงชนเข้ามาได้ ตอนแรกตั้งใจจะมาอธิบายกับเขาดีๆ แต่เมื่อได้ยินวาจาผายลมนี่เข้า นางก็หมดอารมณ์ทันที


จบตอน

Comments