single mom ep301-310

ตอนที่ 301: คิดไม่ถึงว่าคนด่าจะเป็นสตรีโฉมงาม


“จุๆๆ สุนัขที่ไหนมาแหกปากเห่าหอนอยู่แถวนี้ เหตุใดถึงไม่มีใครมาไล่ออกไปอีก?”


เหอจิ่วเหนียง.ยกมือกอด.อก พูดจายั่วยุ


พานอี้กำลังด่าอย่างเมามัน จู่ๆ ถูกเสียงปริศนาด่ากลับว่าเป็นสุนัขเช่นนี้ ไฟแห่งความโกรธก็ลุกโชนหนักขึ้น หันหลังกลับไปมองทันควัน


พบว่าคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดเป็นสตรีรูปงามนางหนึ่ง…


ทันใดนั้นก็ถึงกับใบ้กิน


ความงุนงงเข้ามาแทนที่ เขาไม่แน่ใจว่าวาจาเมื่อครู่เป็นของสตรีโฉมงามผู้นี้หรือไม่ แต่นาง.งดงามมากปานนี้ จะพูดจาเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร


“ใคร! สุนัขตัวไหนเป็นคนพูด! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”


พานอี้มองข้ามเหอจิ่วเหนียงไป ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเสียงของโฉมงามคนนี้


เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน แล้วค่อนขอดอย่างไม่ไว้หน้า “ทำไมเจ้าตาบอดหูหนวกไปแล้วล่ะ หรือว่าเก่งแต่ปากทำกร่างไปอย่างนั้น ฮะ!”


เสียงเหมือนกัน น้ำเสียงดูถูกเหยียดหยามเหมือนกัน…


เป็นโฉมงามตรงหน้าผู้นี้จริงๆ!


เหตุใดถึงมาด่าเขาเช่นนี้ล่ะ?


พานอี้ตกตะลึง ความโกรธก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เขาจะไม่ทนต่อคำด่าของสตรีผู้นี้!


“เจ้าเป็นใคร ข้ากำลังมาเอาเรื่องหมอที่นี่อยู่เจ้ามายุ่งอะไรด้วย รีบไปซะ คนอย่างข้าไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้หญิง!”


เขาหันหน้าไปทางอื่น ไม่ใช่เขาไม่อยากคิดเล็กคิดน้อยกับสตรี แต่เขาไม่อยากถือสาโฉมงามผู้นี้ก็เท่านั้น


เมื่อสิ้นเสียง ข้างๆก็มีคนหัวเราะออกมา “แม่นางท่านนี้ก็คือท่านหมอเหอที่เจ้ากำลังหาอยู่อย่างไรเล่า!”


“ว่าอย่างไรนะ?”


พานอี้มองเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่อยากเชื่อ คนผู้นี้คือหมอหญิงคนนั้นอย่างนั้นหรือ!?


เขาคิดว่าเป็นสตรีวัยกลางคนหรือมีอายุมากกว่านี้เสียอีก คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นหญิงสาวงามชดช้อยเช่นนี้


“เจ้าคือหมอหญิงคนนั้นจริงๆหรือ?”


“อืม”


เหอจิ่วเหนียงย้อนถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “ญาติเจ้าเป็นขุนนางแล้วคิดว่าตัวเองใหญ่โตมากอย่างนั้นหรือ คนเป็นขุนนางไม่ใช่เจ้าเสียหน่อย มีอะไรน่าโอ้อวดกัน ตัวเองไม่ได้มีตำแหน่งอะไรแม้แต่น้อย แต่เอาชื่อเสียงตำแหน่งของคนอื่นมาวางมาด เจ้าคิดว่าเจ้าเก่งมากหรืออย่างไร?”


พานอี้โดนต่อว่าจนพูดไม่ออก ยิ่งถูกมองด้วยสายตาหยามเหยียดจากเหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว


กลุ่มคนมุงต่างหัวเราะร่วน ทั้งยังมีคนตะโกนว่าเห็นด้วยกับคำพูดของเหอจิ่วเหนียงด้วย


หมอซ่งกระซิบเตือนพันธมิตรเสียงเบา “คนผู้นี้ไม่ได้มีญาติเป็นขุนนางแค่คนเดียวเท่านั้นนะ…”


เหอจิ่วเหนียงจงใจพูดเสียงดัง “แล้วอย่างไร? มีแค่ครอบครัวเขาหรือที่มีคนเป็นขุนนาง?”


ทุกคนเงียบไป ก่อนจะพากันถกเถียง “ครอบครัวท่านหมอเหอมีคนเป็นขุนนางด้วยหรือ ตำแหน่งใดกัน น่าแปลกใจยิ่งนัก!”


“นั่นสิ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยรู้ชีวิตครอบครัวของท่านหมอเหอมาก่อนเลย!”


“มิน่าล่ะ เหตุใดท่านหมอเหอไม่เห็นคุณชายพานอยู่ในสายตา ที่แท้เบื้องหลังนางก็มีอำนาจอยู่เช่นกัน วันนี้นับว่าคุณชายพานเจอผู้แข็งแกร่งกว่าเข้าแล้ว!”

......

เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนรอบๆ นางพูดต่อ “เจ้าบอกว่าเมียเจ้าถ้าให้หมอผู้ชายตรวจโรคชื่อเสียงจะเสียหาย เช่นนั้นพวกผู้ชายที่มาให้ข้าตรวจโรคให้ก็คงไม่ต้องมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง ชื่อเสียงคงเสียหายกันไปหมดแล้ว”


พานอี้เถียงข้างๆคูๆ “ผู้ชายจะต้องสนใจชื่อเสียงอะไรกัน หากพูดเรื่องชื่อเสียงก็คงจะเป็นเจ้าที่…”


“ข้าทำไม? จะเป็นหญิงหรือชายแล้วมันต่างกันตรงไหน มีสิทธิ์อะไรไม่สนชื่อเสียง เหตุใดผู้หญิงกลับเป็นฝ่ายแบกรับชื่อเสียงไว้ฝ่ายเดียว จะชายหรือหญิงล้วนมีตาสองข้าง มีปากเดียว จมูกสองรู ขาสองข้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ หรือว่าเจ้ามีจมูกสามรู?


ท่านหมอซ่งเป็นถึงหมอหลวงเก่า เคยอยู่ในวังหลวงมาก่อน ประสบการณ์สูง ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งจิงโจว แต่สุนัขอย่างเจ้ากลับลามปามถึงเพียงนี้ ช่างเก่งกาจจริงๆ!”


เหอจิ่วเหนียงเอามือเท้าสะเอว เตรียมตัวเอาเรื่องให้ถึงที่สุด


ฝูงชนโดยรอบขบขันกับคำพูดของเหอจิ่วเหนียงที่บอกว่าพานอี้มีจมูกสามรู พวกเขาไม่สนใจแล้วว่าเบื้องหลังครอบครัวนางมีอำนาจขุนนางอยู่จริงหรือไม่


นั่นสินะ ผู้ชายมีสิทธิ์อะไรไม่ต้องแบกรับข้อจำกัดเหล่านี้ ส่วนผู้หญิงมีชีวิตอยู่ได้เพราะชื่อเสียงอย่างนั้นหรือ


ในโลกนี้มีหมอหญิงน้อยนัก หากไม่มีหมอหญิง ยามสตรีทั้งหลายเจ็บป่วยก็คงต้องรอความตายมาเยือนเท่านั้น ไม่อาจเข้าถึงการแพทย์ได้อย่างนั้นหรือ?


ใครเป็นคนตั้งกฎบ้าบอนี่กัน!


เห็นทีก็คงจะมีแต่พวกครอบครัวพานนี่แหละกระมัง คร่ำครึจริงๆ


พานอี้คิดไม่ถึงเลยว่าสาวงามตรงหน้าปากคอเราะรายถึงเพียงนี้ ภายใต้ความเดือดดาลถึงขีดสุด เขาไม่สนแล้วว่านางจะเป็นใคร ในเมื่อเถียงสู้นางไม่ได้ ก็ต้องใช้กำลังเข้าสู้แล้ว!


แต่คุณชายพานเพิ่งจะง้างมือขึ้น แต่หายใจยังไม่ทันครบเฮือกก็ถูกเหอจิ่วเหนียงคว้ามือเอาไว้ นางแอบออกแรงบีบอย่างหนักจนสีหน้าพานอี้เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด


“โอ๊ย!!!! จะ จะ เจ็บ!! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”


เหล่าคนมุงส่งเสียงหัวเราะดังเซ็งแซ่ ขบขันที่เขาเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่อง เสียท่าให้กับแม่นางร่างเพรียวบาง


“ยังกล้าอีกหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงใช้น้ำเสียงราบเรียบ พานอี้ส่ายหน้ารัวเร็ว “ไม่กล้า ไม่กล้าแล้ว มีอะไรก็พูดคุยกันดีๆ พูดคุยกันดีๆเถอะนะ!”


เห็นเขารีบยอมแพ้ เหอจิ่วเหนียงจึงปล่อยมือออก


ทว่าพานอี้กลับไม่หลาบจำ ทันทีที่หญิงสาวปล่อยมือเขาก็สาดวาจาจองหองออกไป “เจ้าบอกว่าครอบครัวเจ้าก็มีคนเป็นขุนนางอย่างนั้นหรือ โกหกน่ะสิไม่ว่า! ถ้าหากครอบครัวเจ้ามีคนเป็นขุนนางจริง จะยอมให้เจ้าออกมาเยื้องย่างอวดโฉมอยู่ข้างนอกเช่นนี้หรือ คงจับเจ้าไปขังในคอกหมูตั้งนานแล้ว!”


คำพูดนี้ยั่วโทสะเหอจิ่วเหนียงเข้าแล้ว นางง้างมือฟาดหน้าเขาทันทีอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครได้ตั้งตัว พานอี้ยังไม่ทันดึงสติกลับมา นางก็ตบหน้าเขาซ้ำอีกครั้ง


“นี่ จะ…จะ เจ้า…ข้าไม่ได้ใช้กำลัง เหตุใดเจ้าต้องตบข้าด้วย!?”


พานอี้ยกมือกุมหน้าที่บวมเป่ง แววตาเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้า


“ก็เจ้าพูดว่าให้ท่านหมอเหอถูกขังในคอกหมู ไม่ให้ตบเจ้าแล้วจะให้ตบใครล่ะ?”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอตอบกลับอย่างห้าวหาญ “ท่านหมอเหอเป็นคนดี ไม่เพียงฝีมือการแพทย์ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังยินดีสอนวิชาแพทย์ให้พวกเราอีก คนดีๆเช่นนี้เจ้าไม่อาจดูถูกเหยียดหยามได้!”


“ใช่ๆ! ท่านหมอเหออยู่ในโรงหมอช่วยรักษาคนป่วยใกล้ตายให้หายแล้วตั้งมากมาย คนที่สมควรถูกจับไปขังในคอกหมูควรจะเป็นเจ้ามากกว่า!”


“ท่านหมอเหอตบได้ดี!”


พานอี้ถูกรุมด่าจนไม่กล้าตอบโต้ ทำได้แค่ชี้หน้าเหอจิ่วเหนียง “จะ…จะ…เจ้า ชิ! ข้าฝากไว้ก่อนเถอะ!”


หากเขาพูดเพียงเท่านี้ก็ช่าง แต่หลังจากหันหลังจะเดินออกไปนั้น เหอจิ่วเหนียงยังคงได้ยินเสียงดุด่าต่อว่าจากเขาไม่ขาดสาย แต่ละคำหยาบคายเสียดหูมาก นางจับไม้กระดานแผ่นหนึ่งที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา และตีไปที่ศีรษะของเขา


*พัวะ!*


“ถ้ายังไม่สบายใจก็หาคนมาช่วยเจ้าได้นะ ข้ารอเจ้าเสมอ ปากก็ดูแลให้มันสะอาดสะอาดหน่อยล่ะ อย่าบีบบังคับให้ข้าต้องเป็นคนลงมือสั่งสอนเจ้าด้วยตัวเอง”


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงเอ่ยน้ำเสียงยังมีความติดตลก คล้ายกับว่าในสายตานาง พานอี้ผู้นี้เป็นเพียงตัวตลกเท่านั้น


พานอี้วิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก ฝูงชนต่างส่งเสียงตะโกนคำว่า ทำได้ดี


“ท่านหมอเหอช่างเป็นวีรสตรีจริงๆ!”


“คนเช่นนี้ควรตอบโต้ไปอย่างนั้นแหละถูกต้องแล้ว ชอบใช้อำนาจรังแกคนอื่น คิดว่าตัวเองเก่งนักหรือไง”


“แต่ท่านหมอเหอ ท่านล่วงเกินคนผู้นี้ ต่อไปเขาต้องกลับมาเอาคืนท่านเป็นแน่ ท่านต้องระวังตัวเองไว้ให้ดีล่ะ!”

…...


ได้ยินคำพูดที่เป็นห่วงเหล่านี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย นางจึงอธิบายอย่างใจเย็น “ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยพูดแทนข้า ข้าเชื่อว่าทุกคนคงรู้ดีว่าข้ารักษาแค่โรคที่รักษายากเท่านั้น เพราะว่าโรคพวกนั้นค่อนข้างรักษายากมากจริงๆ หมอท่านอื่นอาจจัดการไม่ได้ และก็ใช่ว่าจะรักษาให้หายได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ข้าต้องใช้เวลานานในการตรวจและรักษาโรค ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ผู้ป่วยที่ข้ารักษาอยู่ก็อาการดีขึ้นมากแล้ว ข้าก็เลยอยากกลับบ้านไปเยี่ยมลูกสักหน่อย ดังนั้นช่วงนี้ยังไม่รับรักษาผู้ป่วยที่ต้องรักษาในระยะยาวนะเจ้าคะ


คุณชายพานเมื่อครู่ ภรรยาเขาไม่ได้ป่วยหนักอะไร แค่ต้องการหาหมอให้ไปบำรุงครรภ์ภรรยาเขาก็เท่านั้น อาการเช่นนี้ท่านหมอในโรงหมอของพวกเราทำได้ทุกคน ข้าก็เลยปฏิเสธไป คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาหาเรื่องถึงโรงหมอเช่นนี้


ไหนๆก็ไหนๆ วันนี้ข้าก็อยากจะพูดให้ชัดเจนตรงนี้ ถ้าอยากจะหาเรื่องกันก็รีบมา ถึงอย่างไรข้าก็ไม่กลัวอยู่แล้ว เพียงแต่คนที่คิดจะหาเรื่องก็ต้องทบทวนให้ดี หาเรื่องแค่ครั้งเดียว ถ้าคนในบ้านต้องการให้ช่วยรักษา โรงหมออวี้หยวนของเราจะไม่รับอีกต่อไป”


ตอนที่ 302: ที่พึ่งของพานอี้มาแล้ว


ถ้อยแถลงนี้มีทั้งคำอธิบายและคำเตือน ทุกคนที่ได้ยินต่างตกตะลึง บางคนถึงกับอึ้ง คาดไม่ถึงว่าจะตรวจโรคก็ต้องดูประวัติพฤติกรรมที่คนในครอบครัวหรือแม้กระทั่งเครือญาติเคยทำไว้กับโรงหมอด้วย


มันไปเกี่ยวอะไรกัน!?


แต่กลุ่มคนที่ไม่เข้าใจก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน การฟาดฝ่ามือตบตีของหมอเหอเมื่อครู่ ยังติดตราตรึงใจพวกเขามิคลาย ถ้ายังรักชีวิตน้อยๆของตัวเองก็อย่าหาเรื่องยื่นหน้าไปให้นางตีเลย


ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่สนับสนุนในสิ่งที่นางกล่าว มีคนพูดขึ้นเสียงดัง “ท่านหมอเหอทำเช่นนี้ถูกต้องแล้ว ไม่อย่างนั้นหากวันนี้คุณชายพานมาหาเรื่องได้ พรุ่งนี้ วันมะรืน ก็จะมีคนนู้นคนนี้มาหาเรื่องไม่จบไม่สิ้น เป็นเช่นนั้นโรงหมอคงวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน พวกเราที่อยากรักษาโรคจริงๆ ก็เสียเวลาไปด้วย!”


“พูดถูก! พวกเรามาโรงหมอก็เพื่อตรวจโรครักษาอาการป่วย ไม่ได้มาดูคนอื่นก่อเรื่องวุ่นวาย พวกเราสนับสนุนท่านหมอเหอ!”


“สร้างปัญหาคนเดียวเดือดร้อนไปทั้งครอบครัว วิธีนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ต่อให้ไม่รู้จักชั่วดี แต่อย่างน้อยก็คงคิดถึงคนในครอบครัวอยู่บ้าง ในเมื่อโรงหมอประกาศเช่นนี้ไว้แล้วก็คงไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเป็นแน่ ถึงอย่างไรฝีมือการรักษาของท่านหมอเหอก็เป็นเลื่องลือที่สุดในจิงโจวแล้ว!”


“พูดได้ดี! พวกเราสนับสนุนท่านหมอเหอ!”


คนส่วนใหญ่…แทบจะทั้งหมด ต่างพากันแสดงความคิดเห็นไปในทางเดียวกันในเชิงเห็นด้วย กระแสตอบรับเช่นนี้กลับทำให้เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจ เดิมทีคิดว่าเปลืองน้ำลายเปล่าแน่ๆ คาดไม่ถึงว่าจะมีคนเข้าใจมากมายเพียงนี้


ในตอนนี้เอง หมอซ่งก็ก้าวออกมา “ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนโรงหมออวี้หยวนของพวกเรา ความหมายของท่านหมอเหอก็คือความหมายของข้าเช่นกัน ขอให้ทุกคนบอกเรื่องนี้ต่อๆกันด้วย ต่อไปหากมีคนมาก่อเรื่องวุ่นวายที่โรงหมออวี้หยวนอย่างไร้เหตุผล พวกเราจะไม่รับรักษาผู้ป่วยตระกูลนั้นอีก อย่าโทษว่าพวกเราไร้ความเมตตา ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ใช้ความจริงใจแลกความจริงใจ พวกเราเป็นหมอ ไม่ใช่สิ่งของที่ใครจะมาแย่งชิงกันไปมา! พวกเรามีครอบครัว มีชีวิตเป็นของตัวเอง มีเหน็ดเหนื่อย มีเสียใจ และต้องการพักผ่อนเหมือนกัน ขอให้ทุกคนเข้าใจในตรงนี้ด้วย!


บ้านท่านหมอเหออยู่อำเภอต้าหลิ่ง ปกติอยู่ประจำการที่อำเภอต้าหลิ่ง ช่วงนี้ในเมืองมีโรคที่รักษายาก ข้าจึงเชิญนางมารักษาให้ผู้ป่วยที่นี่ มาครั้งนี้ก็หลายเดือนแล้ว นางไม่ได้กลับบ้านมานานแล้ว ที่บ้านก็มีลูกชายอายุสามสี่ขวบรอนางกลับบ้านอยู่ทุกวัน โปรดทุกคนเข้าใจในความเป็นแม่ของท่านหมอเหอด้วย”


เมื่อครู่ความประทับใจที่ทุกคนมีต่อเหอจิ่วเหนียงก็คือ โฉมงามผู้แข็งแกร่ง แต่เมื่อฟังคำอธิบายของท่านหมอซ่งแล้ว ทุกคนจึงได้เห็นในอีกมุมหนึ่ง เป็นมุมของความเป็นมารดา ความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่คิดถึงครอบครัว พลันนั้นทุกคนต่างพากันเห็นใจนาง


“ท่านหมอเหอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ง่ายเลยจริงๆ”


“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เมื่อครู่พวกเราเข้าใจท่านหมอเหอผิดไปแล้ว”


“พอพูดเช่นนี้ คุณชายพานนั่นก็ทำเกินไปแล้วจริงๆ!”


ทุกคนต่างพากันโกรธเคืองต่อความไม่เป็นธรรมนี้ หากคุณชาย(อันธ)พานยังอยู่ตรงนี้ พวกเขาต้องรุมถ่มน้ำลายใส่แน่นอน!


แต่จะว่าไปแล้วบ้านท่านหมอเหออยู่ที่อำเภอต้าหลิ่ง แล้วญาติของนางเป็นขุนนางอยู่ในอำเภออย่างนั้นหรือ?


ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอก็คือนายอำเภอ รองลงมาก็ปลัดอำเภอ ตำแหน่งเหล่านี้เป็นตำแหน่งหัวหน้าที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ในอำเภอ แต่ในเมือง ตำแหน่งพวกนี้ราวกับฝุ่นผง หากตำแหน่งของญาติท่านหมอเหอเทียบญาติของคุณชายพานไม่ได้จะทำเช่นไร


ท่านหมอเหอจะโดนรังแกหรือไม่


ทุกคนเริ่มเป็นห่วงท่านหมอเหอ


เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ


แรกเริ่มเดิมที นางแค่อยากสร้างภาพลักษณ์สตรีแกร่งที่ใครก็ไม่กล้ามาล่วงเกินเท่านั้น ไม่คิดว่าท่านหมอซ่งจะกล่าวเช่นนี้ ภายในชั่วพริบตา นางสวมความเป็นมารดาผู้มีจิตใจดีทันที


นี่เป็นการเล่นกับความรู้สึกคน ช่างรู้สึกไม่ดีเอาซะเลย…


โชคดีที่ทุกคนไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับเรื่องนี้ขนาดนั้น พูดกันสักพักก็พากันแยกย้าย ผู้ป่วยทั่วไปก็ไปให้หมอทั่วไปตรวจรักษา ส่วนผู้ป่วยโรคที่รักษายากก็ต่อแถวรอหน้าห้องตรวจเหอจิ่วเหนียง เข้ารับการตรวจทีละคน


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงคิดว่าวันนี้ก็เป็นอีกวันที่จะได้เลิกงานไวเหมือนกับหลายวันที่ผ่านมา เพราะช่วงนี้นางรับตรวจเฉพาะผู้ป่วยโรคที่รักษาได้โดยใช้เวลาไม่นานและรับจำนวนจำกัด แต่เนื่องจากได้ยินว่านางจะกลับบ้านหลายวัน ผู้ป่วยวันนี้จึงมากกว่าทุกวัน คาดว่าคงกลัวว่านางกลับไปแล้วจะไม่กลับมาอีก ทั้งในและนอกโรงหมอยามนี้จึงเนืองแน่นไปด้วยผู้ป่วย


หลังจากตรวจผู้ป่วยไปได้สิบกว่าคน ด้านหลังยังมีผู้ป่วยต่อแถวอีกยาว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านนอกอีกครั้ง 


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอรีบเข้ามาแจ้งใบหน้าแตกตื่น “ท่านหมอเหอ คุณชายพานพาญาติของเขามาแล้วขอรับ! จะทำเช่นไรดีขอรับ?”


เด็กผู้ช่วยเป็นห่วงเหอจิ่วเหนียงจริงๆ รู้จักกับเหอจิ่วเหนียงมานานแล้วไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าญาติคนใดของนางเป็นขุนนาง แค่คิดว่านางพูดเพื่อขู่ให้พานอี้กลัว


คาดไม่ถึงว่าที่พึ่งของพานอี้จะมาเร็วเช่นนี้ ทำให้พวกเขาตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว


เหอจิ่วเหนียงสูดลมหายใจลึกเข้าปอด พยายามระงับความโกรธของตัวเองเอาไว้ 


แต่สุดท้ายก็ระงับไว้ไม่ได้ “ยังไม่ยอมจบใช่หรือไม่”


ทว่านางไม่ได้ลุกออกไปดูแต่อย่างใด ยังคงตรวจโรคและเขียนเทียบยาต่อตามปกติ ราวกับว่าไม่ได้ยินสิ่งที่เด็กผู้ช่วยในโรงหมอบอกก็มิปาน


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอยืนอยู่ด้านข้างด้วยความร้อนใจ ในที่สุดนางก็เอ่ยออกมา “เลิกตื่นตระหนกได้หรือไม่ ในเมื่อพวกเขามาหาข้าก็ให้พวกเขาเป็นคนเข้ามาหาข้าเอง จะให้ข้าออกไปทำไม?”


การวางท่าของนางทำให้เด็กผู้ช่วย.อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งชื่นชม


แต่ถึงกระนั้น ในใจเขาก็ยังคงร้อนรุ่มอยู่ดี


แม้เจ้าของโรงหมออวี้หยวนอย่างท่านหมอซ่งจะเคยเป็นหมอหลวงในวังหลวงมาก่อน แต่ตามหลักแล้วเขาไม่ได้มีตำแหน่ง ไม่ได้มีอำนาจอะไร เป็นเพราะบารมีและชื่อเสียงทางการแพทย์ที่สั่งสมมาตลอดหลายปี รวมทั้งอุปนิสัยเป็นมิตร จิตใจดีเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของเขา ผู้คนจึงให้ความเคารพนับถืออดีตหมอหลวงท่านนี้เป็นอย่างมาก แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่คิดเช่นนี้ ในสายตาของพวกเขา ท่านหมอซ่งก็เป็นแค่หมอแก่ๆ ที่นับว่ามีฝีมือในการรักษาก็เท่านั้น คนที่คิดเช่นนี้จึงไม่เคารพเกรงกลัวเขา


เด็กผู้ช่วยย้ำอีกครั้งด้วยความร้อนใจ “ท่านหมอเหอ รีบคิดหาทางเถอะขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงกลับยังเขียนเทียบยาด้วยท่าทีไม่สะทกสะท้าน เด็กผู้ช่วยไม่รู้จะทำอย่างไร จึงวิ่งออกไปสังเกตสถานการณ์ข้างนอก


พานอี้ไม่ได้มากับพานซ่านผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องสองคนเท่านั้น แต่ยังพาลูกน้องมาดนักเลงตัวเขื่องมาด้วยไม่น้อย แสดงให้เห็นชัดว่าต้องการมาเอาคืน


ทันทีที่เข้ามาก็ถีบม้านั่งยาวตัวหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยนั่งต่อแถวอยู่ข้างประตู เสียงเอะอะโวยวายดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อย


ก่อนหน้านี้ตอนที่พานอี้มาหาเรื่อง ทุกคนยังกล้าแทรกปากช่วยพูดแทนเหอจิ่วเหนียง ทว่าตอนนี้พานซ่านมาด้วย พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรอีกต่อไป ดังคำกล่าวที่ว่า ราษฎรจะขัดขืนต่อสู้กับขุนนางมิได้ ไม่ว่าราษฎรผู้นั้นจะเก่งกาจเพียงใด หากอยู่ต่อหน้าขุนนางก็ต้องให้ความเคารพ


พวกเขาสามารถวิพากษ์วิจารณ์เพราะความเลือดร้อนได้ แต่ไม่อยากทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนเพราะความเลือดร้อนเพียงชั่ววูบของตัวเอง เพราผลลัพธ์ที่ตามมาเหล่านั้นพวกเขาไม่อาจแบกรับได้


เมื่อเห็นเช่นนี้ พวกเขาจึงทำได้แค่เงียบและแสร้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เท่านั้น ในใจต่างภาวนาให้สวรรค์คุ้มครองท่านหมอเหอ อย่าให้นางโดนรังแก


พานซ่านคว้าคอเสื้อเด็กผู้ช่วยในโรงหมอคนหนึ่งอย่างโอหัง และตะคอกถาม “ผู้หญิงคนนั้นล่ะ ให้นางโผล่หัวออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้! แม้กระทั่งคนในครอบครัวข้านางก็ยังกล้ารังแก คงเบื่อไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง!”


หมอซ่งพาซ่งฉือและเด็กผู้ช่วยออกมา “ใต้เท้าพาน หมอเหอกำลังยุ่งอยู่ เมื่อครู่ก็พูดคุยกันชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ ไม่มีเรื่องอะไรก็อย่ามารบกวนนางเลย นางก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง เหตุใดใต้เท้าพานต้องคิดเล็กคิดน้อยกับนางด้วยล่ะ”


“เฮอะ! ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างนั้นหรือ?”


พานซ่านได้ยินคำห้าพยางนี้ก็อดหัวเราะเยาะไม่ได้ เขาดึงตัวพานอี้ออกมาแล้วชี้ไปที่ใบหน้าบวมเป่งของเขา พร้อมถาม “ผู้หญิงตัวเล็กๆ สามารถตบน้องชายข้าจนสภาพเป็นเช่นนี้ได้หรือ เป็นอะไรไป โรงหมอของพวกเจ้ายอดเยี่ยมมากไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้ถึงกลัวซะแล้วล่ะ?”


ตอนที่ 303: ท่านหมอเหอให้เจ้าไปหานางเอง


หมอซ่งมองพานอี้ที่ใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมู ทันใดนั้นก็เถียงไม่ออกจริงๆ ว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ


ที่เขาเห็นก็แค่ตบไปสองฉาด เหตุใดถึงบวมฉึ่งขนาดนี้ล่ะ …นางต้องออกแรงไปขนาดไหนกัน


แต่อาจเป็นไปได้ว่า ผิวของคุณชายพานบอบบางกว่าคนอื่น จึงออกอาการบวมอย่างเห็นชัดเช่นนี้


ใช่ ต้องเป็นเช่นนี้แน่!


“ใต้เท้าพาน ที่หมอเหอลงมือ นางก็มีเหตุผล…”


หมอผู้เฒ่าพยายามอธิบาย แต่พานซ่านไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ตะคอกขัดอย่างเหลืออด “เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว! ไปตามนางผู้หญิงคนนั้นออกมา! วันนี้ถ้าไม่ขอโทษน้องชายข้า พวกเจ้าทั้งโรงหมอก็อย่าหวังว่าจะหนีไปไหนได้!”


“ใต้เท้าพาน นี่คิดจะใช้อำนาจในเรื่องส่วนตัวหรือ?”


ซ่งฉือไม่อาจทนได้อีกแล้ว หมอซ่งจะคว้าแขนห้ามบุตรชายแต่เขาเบี่ยงหลบ


เขาอ่อนแอมานานเกินไปแล้ว เหตุการณ์วันนี้หากเขายังอยู่เฉยไม่ออกมาพูดอะไรอีก เขาคงจะเกลียดตัวเองจนลึกสุดใจเป็นแน่


พานซ่านหรี่ตามองเจ้าของคำพูด เห็นใบหน้าละม้ายคล้ายหมอผู้เฒ่าซ่งก็พอจะคาดเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้ จึงถามอย่างเย่อหยิ่ง “ทำไม ท่านหมอซ่งน้อยมีอะไรจะพูดหรือ?”


ซ่งฉือกำหมัดแน่น “ในเมืองจิงโจวมีคนที่เป็นขุนนางตั้งมากมาย ใต้เท้าพานไม่กลัวว่าขุนนางท่านอื่นจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เข้าแล้วขัดขวางบ้างหรือ?


ในเมื่อใต้เท้าพานเป็นขุนนาง เหตุใดต้องเอาเรื่องเอาราวกับหญิงสาวแค่คนเดียวด้วย แต่หากจะพูดให้ถูก น้องชายท่านต่างหากที่หาเรื่องก่อน การที่ใต้เท้าพานมาออกหน้าแทนคนในครอบครัวเช่นนี้ควรถามต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวก่อนดีหรือไม่


หรือว่าที่แท้ใต้เท้าพานก็เป็นคนเช่นนี้นี่เอง เป็นขุนนางเสียเปล่า ไม่ทำเพื่อราษฎร แต่กลับส่งเสริมญาติพี่น้องตัวเองในทางที่ผิด ใช้อำนาจในเรื่องส่วนตัว ใต้เท้าพานคิดว่ามันสมเกียรติแล้วหรือ?”


ชายหนุ่มแซ่ฉือผู้เงียบขรึมบัดนี้พูดทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมาหมดในคราวเดียว พลันนั้นก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย อย่างน้อยในเรื่องนี้เขาก็ได้ทำเพื่อหมอเหอบ้าง


“จุๆๆ ท่านหมอซ่งน้อยช่างเป็นคนปากคอเราะรายจริงๆ ข้าตกใจแทบแย่แล้วเนี่ย”


พานซ่านปรบมือให้เขาด้วยท่าทางแดกดัน รอยยิ้มบนใบหน้ามีทั้งความเยาะเย้ยและความชั่วร้าย หมอชราซ่งเห็นดังนั้นจึงรีบดึงบุตรชายถอยมาด้านหลัง


สถานการณ์ยังดำเนินต่อไป พานอี้ได้ทีขี่แพะไล่ “เมื่อก่อนเจ้าเคยรับใช้อยู่ในวังหลวงแล้วอย่างไร? ตอนนี้ก็เป็นแค่หมอชาวบ้านไม่ใช่หรือ พี่ชายข้าเป็นใคร อายุยังน้อยแต่เป็นถึงผู้พิพากษาระดับเจ็ด อนาคตยาวไกล ต้องได้เป็นขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงแน่นอน! แต่ครอบครัวของเจ้า ตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นแค่คนชั้นต่ำ เปิดโรงหมอหาเลี้ยงชีพก็เท่านั้น!”


คำดูถูกเหล่านี้เสียดแทงก้นบึ้งหัวใจของหมอชราอย่างจัง แม้หลายปีที่อยู่ในวังเขาไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองรุ่งโรจน์ แต่ไม่ว่าจะเป็นในตำหนักหรือนอกตำหนักล้วนได้รับความเคารพ ตอนนี้เด็กเมื่อวานซืนคนนี้ชี้หน้าพูดจาดูถูกเหยียดหยามเขา จะให้เขายอมได้อย่างไร


“เจ้า! พานซ่าน เจ้ารังแกกันเกินไปแล้ว!”


ซ่งฉือชี้หน้าพานซ่าน แต่กลับพูดออกมาได้เพียงแค่คำนี้


“หึ วันนี้ข้าจะรังแกเจ้าอยู่เช่นนี้แหละ เจ้าจะทำไม?”


พานซ่านยิ้มลำพองใจ จนตอนนี้แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่กล้าออกมาอีก ต้องกลัวเขาแล้วเป็นแน่ รอดูเถอะว่าเดี๋ยวเขาจะสั่งสอนนางเช่นไร!


ขณะที่หมอซ่งไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้าเช่นไรต่อ เด็กผู้ช่วยในโรงหมอที่เพิ่งไปแจ้งกับเหอจิ่วเหนียงเมื่อครู่ก็ออกมาพอดี เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดยืนต่อหน้าพานซ่านแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “ท่านหมอเหอบอกว่า ในเมื่ออยากเจอนางก็ให้เข้าไปหานางเอง อย่าหวังว่านางจะเป็นฝ่ายออกมาหาเจ้า!”


นี่เป็นคำสั่งพิเศษของเหอจิ่วเหนียงที่สั่งเขาก่อนจะออกมา


เดิมทีเขาไม่กล้าพูด แต่เมื่อเห็นท่านหมอซ่งถูกรังแกถึงขั้นนี้แล้วเขาจึงมีความกล้าขึ้นมา ตะโกนเสียงดังก้องทำเอาสองพี่น้องสกุลพานเกือบหูหนวก


“นี่เจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าพูดอะไรออกมา?”


พานซ่านกระชากคอเสื้อเด็กผู้ช่วยคนนั้นพลางถลึงตามองอย่างโหดเหี้ยม


เด็กผู้ช่วยหวาดกลัวจนแทบฉี่ราดกางเกง แต่ยังอดทนต่อความหวาดกลัวแล้วตอบกลับ “ท่านหมอเหอพูดเช่นนี้จริงๆ ไม่เชื่อเจ้าก็ไปถามนางเองสิ! นางก็อยู่ตรงนั้น!”


พูดแล้วเขาก็ชี้ทางให้ด้วยความหวังดี


พานซ่านโยนร่างเขาไปด้านข้าง พาพรรคพวกบุกไปที่ห้องเหอจิ่วเหนียง


หมอซ่งเข้าไปพยุงเด็กผู้ช่วยขึ้นมา แล้วเอ็ดด้วยความร้อนใจ “เจ้า…เฮ้อ เจ้าไม่ควรพูดเช่นนั้น!”


จากนั้นเขาก็ตามเข้าไปโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดแล้ว


ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้เหอจิ่วเหนียงเผชิญกับการถูกรังแก วันนี้ต่อให้เสี่ยงชีวิตเขาก็ต้องปกป้องท่านหมอเหอให้ได้!


เด็กผู้ช่วยรู้สึกหวาดกลัว เขาเองก็ไม่อยากพูด แต่เห็นท่านหมอซ่งถูกรังแกแล้วเขาก็ทนไม่ไหว


เขารู้สึกตื่นตระหนกจึงรีบตามไป


หมอท่านอื่นในโรงหมอก็นั่งไม่ติดแล้วเช่นกัน ต่างรีบตามไปดู


หน้าห้องตรวจของเหอจิ่วเหนียงคนก็เยอะมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บัดนี้ภายในพริบตาคนก็เบียดกันจนแทบขยับตัวไม่ได้


ที่น่าแปลกก็คือ เหอจิ่วเหนียงให้ผู้ป่วยขยับต่อแถวชิดริม เว้นทางเอาไว้ให้สองพี่น้องสกุลพานเดินเข้ามาหานางได้สะดวก


ต้องบอกเลยว่านางใส่ใจยิ่งนัก


“ท่านพี่ ผู้หญิงคนนี้นี่แหละขอรับ!”


พานอี้คว้าแขนพานซ่าน ชี้ไปที่เหอจิ่วเหนียงแล้วฟ้องทันที


ต้องบอกก่อนว่า ตอนที่เขาเจอเหอจิ่วเหนียงครั้งแรกนั้นเขาออมมือ เพราะเห็นว่านางรูปร่างหน้าตาดี แต่ตอนนี้เขาแทบอดใจรอไม่ไหวอยากสั่งสอนผู้หญิงคนนี้ให้เข็ดหลาบ! โตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยถูกผู้หญิงที่ไหนตบหน้ามาก่อน วันนี้หากไม่เอาคืน ต่อไปเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจิงโจวได้อย่างไร


พานซ่านมองไปทางที่ลูกพี่ลูกน้องชี้ ก็เห็นหญิงสาวกำลังยิ้มถามอาการผู้ป่วยอยู่


ภาพที่เขาเห็น… จะพูดเช่นไรดี สุขุม สงบนิ่ง สง่างามมาก


นางรูปโฉม.งดงาม ยิ้มพราวเสน่ห์ ยามพูดคุยกับผู้ป่วยน้ำเสียงก็อ่อนโยน สตรีเช่นนี้นึกท่าทางตอนตบตีคนอื่นไม่ออกเลยจริงๆ


ใต้เท้าพานถามอย่างไม่แน่ใจ “แน่ใจนะว่าเป็นนาง?”


“นางนี่แหละขอรับ! หน้าข้าบวมเป่งเช่นนี้ก็เพราะนางเป็นคนตบ! ท่านพี่ ท่านอย่าได้หลงเสน่ห์ของนางเชียว!”


น้ำเสียงของพานอี้เปี่ยมความโกรธแค้นชิงชัง เนื่องจากตอนแรกเขาก็ถูกความงามของนางทำให้เลอะเลือนไปเหมือนกัน!


“ไป ไปเรียกนางออกมา!”


หลังจากมั่นใจแล้วว่าเป็นเหอจิ่วเหนียง พานซ่านก็วางมาดเป็นสุภาพบุรุษเล็กน้อย ไม่ได้พุ่งเข้าหาเรื่องนางโต้งๆ


เขาสั่งให้พานอี้ไปเรียกนางมา แต่ผ่านไปครู่หนึ่งคนที่อยู่ข้างกายเขาก็ยังไม่ขยับ เขาตวัดสายตาไปมองด้วยความไม่พอใจ พานอี้ส่ายหน้ารัวๆด้วยความหวาดกลัว “ขะ… ข้าไม่กล้า…”


“ไร้ประโยชน์!”


พานซ่านสบถอย่างหงุดหงิด อันที่จริงเขาเข้าไปเองก็ได้ แต่เขารู้สึกว่าทำเช่นนั้นมันลดสถานะตัวเองไปหน่อย ดังนั้นจึงสั่งให้ลูกน้องไปเรียกแทน


ลูกน้องรับคำสั่งแล้วเดินเข้าไปทันที ตั้งใจวางท่าแสดงฝีมือสักหน่อย แต่ใครจะคิดว่า ยังไม่ทันย่างเท้าเข้าประตู ร่างบึกบึนก็กระเด็นลอยออกมาด้วยพลังโจมตีอันแข็งแกร่ง


ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ ร่างของเขาไม่โดนผู้ป่วยที่อยู่ข้างๆเลยแม้แต่น้อย


เหอจิ่วเหนียงยังคงตรวจอาการให้ผู้ป่วยอยู่เช่นเดิม ทุกคนไม่เห็นเลยว่านางลงมือเช่นไร


เมื่อก่อนนางจำเป็นต้องปกปิดความสามารถเอาไว้ แต่ตอนนี้มีลู่ไป่ชวนคอยสนับสนุน นางจึงไม่จำเป็นต้องปกปิดความสามารถของตัวเองเอาไว้อีกแล้ว


หลังร่างกำยำของลูกน้องพานซ่านกระแทกพื้นอย่างหนักก็กระอักเลือดคำโตออกมา ใบหน้าแตกตื่น สภาพน่าเวทนา


สองพี่น้องพานตกใจจนเผลอถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว มองไปที่เหอจิ่วเหนียงราวกับเห็นผีก็มิปาน


ตอนที่ 304: มาหาหมอแต่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของหมอ


นี่มันกระบวนท่าต่อสู้อะไรกัน เหตุใดถึงประหลาดเช่นนี้!


อีกอย่าง


คาดไม่ถึงว่าโฉมสะคราญงามหยดย้อยผู้นี้จะเข้าใจวรยุทธ์ที่แก่กล้าเช่นนี้!


สองพี่น้องพานไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ผู้ป่วยที่ยืนต่อแถวข้างๆ ก็ตกใจมากเช่นกัน กลุ่มคนของโรงหมอที่วิ่งตามมาเองก็ตกตะลึงไม่น้อย


เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่รู้มาก่อนเลยว่า หมอเหอมีฝีมือการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!


โดยเฉพาะซ่งฉือ จู่ๆ มาเห็นเช่นนี้ก็เกิดปมขึ้นในใจ


ไม่เพียงวิชาแพทย์ที่เทียบนางไม่ได้ แม้แต่การต่อสู้ก็เทียบนางไม่ติดเหมือนกัน


ในสายตานาง เขาก็คงจะเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ที่ไม่ได้เรื่องและไม่มีความสามารถคนหนึ่งกระมัง


ทว่าเจ้าของเรื่องอย่างเหอจิ่วเหนียงกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับบรรยากาศตอนนี้เลย ถึงขั้นตอนที่เห็นพวกหมอซ่งทิ้งงานวิ่งหน้าตาตื่นกันมานั้น นางยังโบกมือทักทายพวกเขาอีกด้วย “ท่านหมอซ่ง ตรงนี้ข้าจัดการเองได้ พวกท่านไปทำงานเถอะเจ้าค่ะ”


หากไม่เห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ พวกหมอซ่งไม่มีทางวางใจได้แน่ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า สองพี่น้องสกุลพานไม่มีความสามารถแม้กระทั่งจะเข้าใกล้นางได้แน่ๆ พวกเขาจึงวางใจลงในที่สุด


เด็กผู้ช่วยคนที่แจ้งเหตุเมื่อครู่เดินมาหยุดยืนที่หน้าประตูห้องตรวจของเหอจิ่วเหนียง กวาดมือออกไปสำรวจด้วยความกล้าๆกลัวๆ ราวกับว่าช่องประตูนี้มีสิ่งใดขวางอยู่ หากไม่ระมัดระวัง ร่างของเขาจะกระเด็นลอยออกไปเหมือนคนผู้นั้นได้


แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรเลย เขาเดินผ่านเข้าออกทดสอบอยู่หลายครั้งก็ไม่มีอะไร


“เจ้ามัวแต่เดินไปเดินมาอยู่ตรงนั้นด้วยเหตุใดกัน รีบเข้ามาฝนหมึกได้แล้ว น้ำหมึกจะหมดอยู่แล้วเนี่ย!”


เหอจิ่วเหนียงมองเขาด้วยแววตาขบขัน ตบที่นั่งข้างๆเบาๆให้เขารีบกลับมาทำงานของตัวเอง


“เอาะ อ๋อ! จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!”


เด็กผู้ช่วยรีบวิ่งกลับเข้ามา เมื่อทุกอย่างปลอดภัยเขาก็โล่งอก


สองพี่น้องสกุลพานเองก็ประจักษ์ถึงความจริง จึงให้ลูกน้องอีกคนลองเดินเข้าไป ลูกน้องผู้นั้นก้าวเท้าด้วยความกล้าๆกลัวๆ แต่ครั้งนี้เคราะห์ดีกว่าคนก่อนหน้าเล็กน้อย เพราะเขาเดินผ่านปากประตูเข้าไปแล้ว ถึงจะโดนโจมตีจนร่างกระเด็นลอยออกมา


หากแต่เดินเข้าไปได้ใกล้กว่า ระยะทางที่ร่างลอยออกไปนั้นกลับไกลกว่า ร่างคนโชคร้ายกระแทกลงบนพื้นอย่างแรง น่าสังเวชกว่าคนก่อนเสียอีก เขากระอักเลือดและหมดสติไปในทันที


สองพี่น้องพานรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงอยากพาคนกลับเสียเลยตอนนี้ อยากกลับไปตั้งหลักคิดหาทางก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่ ถึงอย่างไรอยู่ตรงนี้ต่อไปก็มีแต่อับอาบขายหน้าเปล่าๆ


ทว่าที่ใดที่เหอจิ่วเหนียงอยู่ ใช่ว่าที่นั้นจะเป็นที่ที่ใครนึกอยากมาก็มา อยากไปก็ไป เห็นแขกจะกลับแล้ว เจ้าบ้านก็รีบรั้งไว้ด้วยน้ำเสียงมีไมตรี “อ้าว อย่าเพิ่งรีบกลับสิ! เพิ่งจะมาไม่ใช่หรือ”


สองพี่น้องพานมีหรือจะฟังคำพูดของนาง พวกเขาก้มหน้าก้มตาวิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่สนอะไรแล้ว


ผู้ป่วยที่ต่อแถวกันอยู่เห็นเหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นเล็กน้อย และกลุ่มคนที่กำลังวิ่งออกไปก็ถูกโจมตีจนร่างกระเด็นไปอีกครั้ง


ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงออมมือ พวกเขาจึงแค่รู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวเท่านั้น ไม่ถึงขั้นกระอักเลือดหรือหมดสติ


“เฮ้อ ก็บอกแล้วอย่างไรว่าอย่าเพิ่งรีบกลับ เหตุใดไม่ฟังกันบ้างเลยนะ มาหาหมอไม่รู้จักเชื่อฟังคำสั่งหมอหรือ?”


สองพี่น้องพานตกตะลึง เหตุใดพวกเขาถึงกลายเป็นมาหาหมอตรวจโรคซะแล้วล่ะ?


ไม่รอให้พวกเขาตอบสนอง เข็มเงินหลายเล่มก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แทงลงตามตัวของพวกเขาอย่างแม่นยำราวกับจับวาง


ความเจ็บปวดพลันแล่นริ้วไปทั่วร่าง รุนแรงยิ่งกว่าที่ล้มลงไปเมื่อครู่มาก ทันใดนั้นก็เกิดเสียงร้องครวญครางโอดโอยขึ้นหลายเสียง


ไม่รู้ว่าเข็มเงินเหล่านั้นปักเข้าไปในส่วนใด ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ถึงได้เจ็บปวดจนร้องไห้ออกมาโดยไม่นึกอาย


มีคนลองดึงเข็มออกเอง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม


“นี่เจ้าทำอะไรกับพวกข้ากันแน่!?”


พานซ่านสติแตก พยายามเค้นเสียงตะโกนถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มหวานจนตาปิด “รู้สิ ก็แค่ผู้พิพากษาระดับเจ็ด ระดับเล็กๆแค่นี้ก็กล้าวางก้ามรังแกคนอื่นแล้ว หากข้าเป็นเจ้า ข้าไม่กล้าออกจากบ้านหรอกนะ คงเอาแต่มุดหัวอยู่ในบ้าน”


พานซ่านเดือดดาลจนถึงที่สุด กล้าดีอย่างไรมาว่าตำแหน่งของเขาต่ำ เขายังอายุไม่ถึงสามสิบได้เป็นขุนนางระดับเจ็ดก็นับว่าไม่เลวแล้ว ผู้หญิงคนนี้จะเข้าใจอะไร!


มีคนจำนวนมากอยากมานั่งในตำแหน่งนี้ แต่สตรีผู้ไม่เข้าใจอะไรคนนี้กลับเยาะเย้ยเขา!


หากไม่นับเมืองหลวง จิงโจวเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดแล้ว ขุนนางระดับเจ็ดที่นี่อยู่ดีกินดีกว่าพวกขุนนางระดับหกในเมืองอื่นเสียอีก ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เขารู้สึกว่าเขามีเกียรติมาก แต่ตอนนี้กลับถูกผู้หญิงคนนี้หัวเราะเยาะและรังเกียจ!


ความคับแค้นใจนี้จะให้เขาทนได้อย่างไร


ทว่าตอนนี้เขากับพวกลูกน้องถูกนางควบคุมเอาไว้ ต่อให้ทนไม่ได้แล้วจะอย่างไร


เขายังไม่ทันอ้าปาก เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “มาหาข้าที่นี่ก็ต้องต่อแถว พวกเจ้ารอหน่อยแล้วกันนะ และถ้าอยู่กันเงียบๆได้จะขอบคุณมาก สถานพยาบาลไม่ใช่ที่ที่ควรส่งเสียงดัง ข้อปฏิบัติพื้นฐานเช่นนี้ใต้เท้าพานน่าจะรู้อยู่บ้างกระมัง แต่หากพวกเจ้าเงียบไม่ได้ ข้าจะให้คนมาช่วยทำให้พวกเจ้าเงียบเอง”


สดับวาจา กลุ่มของพานอี้ก็ไม่กล้าส่งเสียงอะไรอีก ต่อให้เจ็บปวดมากเพียงใดก็ต้องกัดฟัน พวกเขาสัมผัสได้ถึงความอันตรายของสตรีผู้นี้แล้ว หากไม่เชื่อฟังต้องถูกเล่นงานอีกเป็นแน่


ทุกคนเห็นกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวายถูกกำราบก็รู้สึกสะใจมาก มองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาเคารพมากยิ่งขึ้น


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอลอบยกนิ้วโป้งพลางเอ่ยเสียงเบา “ท่านหมอเหอ ท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่งนักขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างช่วยไม่ได้ “ทำอย่างไรได้ล่ะ ถ้าข้าไม่จัดการ คนที่เจ็บปวดจนไม่กล้าส่งเสียงอยู่ข้างนอกนั่นก็คงเป็นข้าแทน”


ทุกคนต่างรู้สึกว่ามีเหตุผล มองไปที่กลุ่มคนพวกนั้นด้วยความสะใจ ทั้งยังเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของพวกเขาโดยไม่หวาดกลัวเลย


สองพี่น้องพานไม่อยากนอนอยู่บนพื้น จึงกัดฟันพยายามลุกขึ้นมานั่งพิงต้นไม้ และมองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าเย็นชา


เสียงวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาย่อมได้ยิน แต่สถานการณ์ในตอนนี้พวกเขาถูกกำหนดให้เป็นตัวตลกของทุกคน เขาไม่มีแม้แต่อารมณ์จะขัดขืน แค่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นเมตตาสักหน่อย บรรเทาความปวดแสบปวดร้อนนี้ให้พวกเขา แล้วพวกเขาจะรีบไปจากที่นี่ทันที


ส่วนเรื่องแก้แค้น จากบทเรียนวันนี้เห็นชัดว่าพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดอีกแล้วอย่างแน่นอน …แต่เปล่าเลย บัญชีแค้นเล่มนี้สองพี่น้องพานต้องชำระให้สาสม! เพียงแต่ไม่สามารถเอาเรื่องซึ่งๆหน้าเหมือนอย่างวันนี้ได้อีกแล้ว ต้องสร้างสถานการณ์แล้วลอบกัดให้จมเขี้ยว!


“เรื่องวันนี้กลับไปแล้วเจ้าต้องให้คำอธิบายกับข้า ไม่อย่างนั้นข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”


พานซ่านกัดฟันกรอดบอกกับพานอี้ เขาตั้งใจมาช่วยออกหน้าให้กับน้องชาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้เขายังพลอยโดนไปด้วย บัญชีนี้จะไม่คิดกับพานอี้ได้อย่างไร


หากไม่ใช่เพราะเขาต้องการใช้ตำแหน่งขุนนางมาช่วยน้องชาย เขาก็คงไม่ต้องมาปรากฏตัวที่โรงหมอ และไม่เคราะห์ร้ายเจอเรื่องเช่นนี้!


ด้านพานอี้ ก่อนหน้านี้โดนตบจนหน้าบวมไปแล้ว ตอนนี้ยังได้รับบาดเจ็บเพิ่มอีก เขาไร้เรี่ยวแรงอย่างสมบูรณ์ ยิ่งเห็นพี่ชายไม่พอใจในตัวเขาก็ยิ่งอยากร้องไห้ทว่ากลับไม่มีน้ำตา วันนี้เขาทำให้คนสองฝ่ายไม่พอใจ ต่อไปจะอยู่ในตระกูลได้อย่างไรก็ยังไม่รู้


หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ เขาไปหาหมอท่านอื่นให้ภรรยาก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้ด้วย


เขานึกเสียใจทีหลังทว่าก็สายไปแล้ว ปากเอ่ยขอร้องพานซ่านเสียงอ่อนแรง “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้จะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ แต่นางไม่เห็นท่านอยู่ในสายตาเช่นนี้ มันก็เกินไปจริงๆ ดูถูกเหยียดหยามข้าที่เป็นคนธรรมดาก็ช่าง แต่ท่านมีฐานะเป็นถึงขุนนาง นางดูถูกอำนาจขุนนางของท่าน! ท่านพี่ จะปล่อยนางไปไม่ได้นะขอรับ ไม่อย่างนั้นความคับแค้นใจของข้ายากที่จะคลายได้นะขอรับ!”


ขุนนางระดับเจ็ดแซ่พานชอบฟังคำเยินยอเช่นนี้เป็นที่สุด จากเดิมโกรธมาก บัดนี้วาจายกยอปอปั้นแค่สองประโยคของพานอี้ก็ทำให้เขาตัวลอยแล้ว


“เจ้าพูดถูก! นางบ้านี่ทำกับข้าเจ็บแสบถึงเพียงนี้ ข้าไม่มีทางปล่อยให้นางอยู่เป็นสุขแน่! คอยดูเถอะ ถ้าข้าไม่แก้แค้นเรื่องในวันนี้ อย่าเรียกข้าว่าคนตระกูลพาน!”


ตอนที่ 305: ต้องขอโทษจริงๆ


ขณะที่สองพี่น้อง(อันธ)พานกำลังจมอยู่กับความเคียดแค้น ในที่สุดทางด้านเหอจิ่วเหนียงก็เสร็จงาน นางให้เด็กผู้ช่วยเก็บของ ส่วนตัวเองเดินมาหากลุ่มคนที่อยู่ใต้ต้นไม้ด้วยท่วงท่าสบายๆ


ทันทีที่มาถึงก็ช่วยดึงเข็มเงินออกให้พวกเขาก่อน การกระทำอันแสนใจดีของนางนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง… ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นพวกเขาก็คาดไม่ถึงอีกครั้ง เสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกฆ่าดังขึ้น


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอช่วยเก็บของให้หมอเหอเสร็จก็ยกม้านั่งมาให้นางด้วยความใส่ใจ ท่าทางสบายๆของนางยิ่งทำให้กลุ่มคนบนพื้นไม่สบอารมณ์


“นางเหอ เจ้ารู้หรือไม่ว่าล่วงเกินขุนนางของราชสำนักจะมีโทษอะไร ความอัปยศที่เจ้าทำต่อข้าในวันนี้ ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าแน่!”


พานซ่านมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความเคียดแค้น พยายามแสดงอำนาจของขุนนางตามที่พานอี้สรรเสริญเยินยอออกมา ต้องการให้ผู้หญิงคนนี้รู้สึกเสียใจทีหลังที่ทำกับเขาเช่นนี้ แล้วมาขอร้องอ้อนวอนให้เขาปล่อยนางไป


ความคิดเขาช่างงดงาม ทว่ากลับถูกเหอจิ่วเหนียงทำลายอย่างไร้ปรานี


เหอจิ่วเหนียงไม่ตอบ ทั้งยังย้อนถามกลับไป “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าขุนนางที่เอาอำนาจมาข่มขู่รังแกราษฎรจะมีโทษเช่นไร เจ้าคิดว่าวันนี้จะหนีรอดไปได้อย่างนั้นหรือ ถ้าหากหัวหน้าของเจ้ารู้ว่าเจ้ามาทำเรื่องอับอายเช่นนี้ ยังจะให้เจ้าทำงานอยู่อีกหรือไม่?”


นางโยนคำถามกลับไปมากมายในคราวเดียว จนพานซ่านมึนงงไปชั่วขณะ เขาไม่รู้ว่าควรจะประมวลผลกับคำถามใดก่อน


เห็นท่าทางโง่เขลาของอีกฝ่ายแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ถอนหายใจออกมาอย่างนึกกังขา อยากรู้จริงๆ ว่าคนโง่เช่นนี้มาเป็นขุนนางได้อย่างไร


นางเอ่ยต่อ “ไม่รู้น้องชายของเจ้าได้บอกเจ้าหรือไม่ ว่าไม่ใช่แค่เจ้าที่มีตำแหน่งขุนนาง คนในครอบครัวข้าก็เป็นขุนนางเหมือนกัน อีกอย่าง ตำแหน่งของเขาก็สูงกว่าเจ้ามากซะด้วยสิ”


พูดจบนางก็ถอนหายใจอย่างทอดถอนอีกครั้ง แล้วล้วงเอาป้ายคำสั่งออกมาจากอกเสื้ออย่างไม่ใส่ใจ แกว่งไปมาต่อหน้าพานซ่าน ทำให้เขาเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนป้ายคำสั่งนั้นชัดเจน


‘หน่วยหั่วอวิ๋น’!


แค่เห็นตัวอักษรสามคำนี้ ปฏิกิริยาของพานซ่านก็ปรากฏชัดบนใบหน้าในทันที


หน่วยหั่วอวิ๋นคืออะไรเหตุใดเขาจะไม่รู้ นั่นคือหน่วยรบที่เฉินอ๋องฝึกอบรมออกมาด้วยตัวเอง คนในนั้นไม่มีใครจิตใจเมตตาปรานีเลยสักคน!


และที่สำคัญ… ทุกคนในหน่วยนั้นล้วนมีตำแหน่งสูงกว่าเขา!


ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ป้ายคำสั่งนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนในหน่วยจะมีได้ ป้ายนี้บ่งบอกถึงสถานะหัวหน้าหน่วย จุดสังเกตคือตัวป้ายมีสีทองอร่าม ทำมาจากทองคำบริสุทธิ์!


สตรีผู้นี้มีความสัมพันธ์อะไรกับหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นกัน!?


นางบอกว่าเป็นคนในครอบครัว แล้วมีความสัมพันธ์อะไรกันล่ะ ญาติห่างๆหรือว่าสนิท?


แต่สามารถให้ป้ายคำสั่งนางมาถือไว้เช่นนี้ได้ จะเป็นญาติห่างๆได้อย่างไร


ความคิดของใต้เท้าพานฟุ้งซ่านไปไกล แต่คิดอะไรไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์แล้ว 


“นี่ จะ จะ เจ้า… เจ้าเป็นอะไรกับใต้เท้าหน่วยหั่วอวิ๋น?”


พานซ่านตกตะลึงไปครู่ใหญ่ เนิ่นนานกว่าจะสามารถตั้งสติได้ และพยายามบังคับตัวเองให้เปล่งคำถามออกไปอย่างยากลำบาก อย่างน้อยจะได้ตายตาหลับไม่ต้องคาใจ


“จะว่าไปแล้วก็ต้องขอโทษเจ้าจริงๆ เพราะเขาคือ สามีข้า”


เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างราบเรียบ แต่ความจริงแล้วรอยยิ้มบนใบหน้านางกำลังเยาะเย้ยพวกเขาอยู่


สดับวาจา ราวกับมีฟ้าผ่าลงมาใส่หัวของพานซ่าน สมองของเขาพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ …เขาเป็นแค่ผู้พิพากษาระดับเจ็ด ตำแหน่งเล็กๆ แต่กลับกล้าล่วงเกินภรรยาของหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋น ชีวิตเขาจบเห่แล้ว!


หลังจากตั้งสติได้ คนดวงกุดก็คว้าร่างของพานอี้มาชกต่อย


“เจ้าสุนัขสารเลว! ข้าดีกับเจ้าทุกอย่าง เจ้ากลับมาทำร้ายข้าเช่นนี้! เจ้าบอกว่านางเป็นหมอหญิงธรรมดาไม่ใช่หรือ แล้วนี่อะไร!


ข้าจะตีคนหน้าโง่อย่างเจ้าให้ตาย! หาแต่เรื่องมาให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน จนตอนนี้ข้าจะตายเพราะเจ้าแล้ว!


นั่นเป็นถึงหน่วยหั่วอวิ๋นเชียวนะ! ต่อให้เจ้าให้ท่านน้าข้าออกหน้าเขาก็ไม่กล้า! เหตุใดเจ้าต้องก่อเรื่องให้ข้าด้วย!


จบเห่แล้ว จบเห่แล้ว ชีวิตนี้จบเห่แล้ว…”


พานซ่านชกต่อยทุบตีพานอี้ยกใหญ่ ก่อนจะทรุดลงไปบนพื้นและด่าทออีกมากมาย


เขาไม่กล้าพูดอะไรกับเหอจิ่วเหนียงอีกแล้ว รู้เพียงแค่ว่า วันนี้ตนเองต้องตายแน่แล้ว


พานอี้ร้องไห้ เขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตนเองจะล่วงเกินคนยศใหญ่มากอำนาจเข้า


ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินมาว่า หมอหญิงของโรงหมออวี้หยวนเป็นม่าย ครอบครัวลี้ภัยมาจากทางใต้ ไม่มีรากฐานอยู่ที่นี่ แค่ทำการค้าเล็กๆ เพื่อหาเลี้ยงชีพ เหตุใดตอนนี้ถึงได้กลายเป็นภรรยาของหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นไปได้ล่ะ


เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ แต่ป้ายคำสั่งสีทองอร่ามนั่นยิ่งตอกย้ำชัดอย่างไร้ปรานีว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง


หลังตั้งสติได้ พานอี้ก็คลานไปแทบเท้าเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่ลังเล โขกศีรษะให้นางอย่างบ้าคลั่ง


“ฮูหยิน ข้าผิดไปแล้ว ข้ามีตาหามีแววไม่ที่ไปล่วงเกินฮูหยิน โปรดให้อภัยด้วย อย่าถือสาหาความกับพวกข้าเลยนะ ข้ามีเงิน ข้ายินดีชดใช้ ขอเพียงฮูหยินเอ่ยปาก ไม่ว่าเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น! ขอแค่ฮูหยินปล่อยพวกเราไป”


พานอี้มีไหวพริบกว่าพานซ่าน ยังรู้จักใช้เงินแก้ปัญหา


หากเหอจิ่วเหนียงไม่ได้นำลู่ไป่ชวนมาเป็นเกราะกำบัง นางจะรีดไถให้สาแก่ใจแน่นอน แต่การใช้ลู่ไป่ชวนมาเป็นเกราะกำบัง นั่นหมายความว่านางไม่สามารถรับเงินได้แล้ว หากทำเช่นนั้นมิวายได้ตกเป็นขี้ปากของผู้คนแน่แท้ ในชนชั้นของขุนนาง ผลลัพธ์ที่ตามมายากจะคาดเดาได้


อีกอย่าง ในห้วงมิติของนางยังมีทองคำและของล้ำค่าอีกหลายหีบ นางไม่สนใจเงินอันน้อยนิดของตระกูลพานหรอก


“อ่อ นี่เจ้าหมายความว่าเจ้ามีเงิน ข้าไม่มีเงิน ข้าอยากได้เงินอันน้อยนิดของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”


นางแสดงสีหน้าท่าทางตกใจเต็มประดา สายตาที่มองพานอี้นั้นฉายแววหยอกล้อ


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอที่มองอยู่ข้างๆ รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาเหอจิ่วเหนียงจริงๆ ท่านหมอเหอยิ้มได้น่าสยดสยองมาก แต่เขาก็ชอบมากเช่นกัน!


พานอี้ส่ายหน้ารัวแรง “ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้น ฮูหยินย่อมมีเงินมากอยู่แล้ว ข้าน้อยพูดผิดไปเอง โปรดฮูหยินให้อภัยด้วย ข้าน้อยโขกหัวให้ฮูหยินแล้ว!”


พูดจบเขาก็โขกศีรษะให้นางอีกหลายครั้ง


ในที่สุดตอนนี้พานซ่านก็ดึงสติกลับมาได้แล้ว จึงรีบโขกศีรษะให้นางด้วย ไม่ขอร้องให้นางทำเป็นว่าวันนี้ไม่ได้เกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่ขอร้องให้นางไว้ชีวิตพวกเขา


ขุนนางระดับสูงกว่าแค่หนึ่งระดับยังสามารถลิขิตให้พวกเขาตายได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นที่ระดับใหญ่กว่าเขาหลายขั้นเลย


สามารถจัดการเขาได้อย่างสบาย!


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสบายใจขึ้น จึงถามพานอี้ “ก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าคนในครอบครัวข้าก็เป็นขุนนางเหมือนกัน เหตุใดเจ้าถึงไม่เชื่อล่ะ?”


“เชื่อแล้วขอรับ เชื่อแล้ว ข้าน้อยโง่เอง ข้าน้อยปากเสีย ข้าน้อยสมควรตบปาก! ใช่ ข้าน้อยตบปาก!”


คิดได้ดังนั้นเขาก็เริ่มตบหน้าตัวเองอย่างแรง ทั้งยังเสียงดังมากอีกด้วย


ตอนที่พานอี้พาพานซ่านมา ใบหน้าเขาก็บวมเป่งราวกับหัวหมูอยู่แล้ว ตอนนี้ตบหน้าตัวเองอีก แก้มทั้งสองข้างของเขาน่าสังเวชอย่างไม่อาจบรรยายได้เลย


แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เห็นใจคนเช่นนี้เลยแม้แต่น้อย


วันนี้หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เหอจิ่วเหนียงคงต้องโดนสองพี่น้องคู่นี้รังแกจนถึงที่สุดแน่ พานอี้กล้าทำพฤติกรรมกำเริบเสิบสาน ทั้งยังไปตามพานซ่านมาได้อย่างรวดเร็วอีก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำเช่นนี้จนเคยตัว ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่ารังแกใครมากี่คนแล้ว บทเรียนของพวกเขาในวันนี้ ต้องบอกว่าเหอจิ่วเหนียงยั้งมือไม่น้อยแล้ว


โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดจะเอาความอะไรกับพวกเขา เพราะวันนี้นางใช้ป้ายคำสั่งของลู่ไป่ชวนมาข่มขู่คนอื่น แต่ต่อให้ไม่มีป้ายคำสั่ง นางก็สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ทว่าต้องยอมรับว่ามีป้ายคำสั่งนี้แล้วทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ


ดังนั้น ในเมื่อวันนี้นางใช้ป้ายคำสั่งนี้แล้ว นางจึงมีหน้าที่ปกป้องมันให้ดี จะทำให้ลู่ไป่ชวนตกเป็นที่ครหาไม่ได้


และแล้วนางจึงถาม “ต่อไปพวกเจ้าจะใช้อำนาจรังแกคนอื่นอีกหรือไม่?”


ตอนที่ 306: คู่รักสาวงามวัยแรกรุ่นกับพ่อบ้านเฒ่า


ทั้งสองส่ายหน้าแรงๆ พร้อมตอบอย่างหนักแน่น “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว ต่อให้พวกเรามีความกล้าเพียงใดก็ไม่กล้าทำอีกแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเบาๆ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ พวกเจ้าเป็นแค่ขุนนางระดับเจ็ดเหตุใดถึงอาจหาญรังแกคนอื่นไปทั่วจิงโจวเช่นนี้ วันนี้เจอข้าถือเป็นความโชคดีของพวกเจ้าแล้ว ไสหัวกลับไปเถอะ”


ได้ยินอีกฝ่ายปล่อยพวกเขาไปง่ายๆเช่นนี้ สองพี่น้องก็ไม่ตอบสนองไปชั่วขณะ คิดว่าตนเองหูฝาดไป


ทั้งสองหันมองหน้ากัน และถามอย่างงงๆ “ไปได้แล้วหรือ?”


พริบตาต่อมาพวกเขาก็รีบลุกพรวดขึ้นแล้ววิ่งหนีไปโดยไม่กล้าหันหลังกลับมามองอีก กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะขว้างเข็มเงินใส่


ขณะที่ลู่ไป่ชวนเดินมาก็สวนกับกลุ่มชายฉกรรจ์สองหัวหน้ากับบรรดาลูกน้องที่วิ่งออกไปพอดี พลันนั้นสีหน้าเขาก็เคร่งขรึมขึ้น กำลังจะเข้าไปหาภรรยาในห้องตรวจ ก็เห็นนางออกมารอเตรียมกลับบ้านพอดี


“คนกลุ่มนั้นมาหาเรื่องอะไร ข้าได้ยินว่ามีคนมาก่อเรื่องที่โรงหมอ เสร็จงานแล้วข้าก็เลยรีบมาดู”


เหอจิ่วเหนียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไรหรอก จัดการเรียบร้อยแล้ว กลับกันเถอะ”


ขณะที่กำลังจะกลับ หมอซ่งก็รีบตามออกมา เขากล่าว “หมอเหอ เรื่องในวันนี้เป็นเพราะข้าที่ไม่รอบคอบ หากไม่ใช่เพราะเจ้าจัดการได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาข้าไม่อาจจินตนาการได้เลย ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย ต่อไปข้าจะคิดหาทางจัดการเรื่องพวกนี้ให้ดี”


ทุกครั้งที่มีคนมาหาเรื่องเหอจิ่วเหนียง หมอซ่งจะเป็นคนออกหน้าแทนมาโดยตลอด หมอชราผู้นี้เป็นคนจิตใจดียิ่งนัก เพียงแต่ความสามารถมีไม่พอ เหอจิ่วเหนียงไม่เคยโทษเขาเลย ถึงอย่างไรเขาก็ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว


“ท่านหมอซ่ง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านเลยเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก นี่ก็สายมากแล้ว ทุกคนรีบกลับไปกินข้าวเถอะ!”


นางโบกมือพลางกล่าว และลากลู่ไป่ชวนเดินออกไปด้านนอก


ซ่งฉือพยุงบิดาของตนเดินออกไปยืนส่งสองสามีภรรยา ตอนนี้หัวใจเขาเปิดกว้าง ไม่ได้มีความรู้สึกซับซ้อนอะไร


สตรีในตำนานอย่างนาง มีเพียงบุรุษผู้นั้นเท่านั้นที่สามารถปกป้องนางได้


คนธรรมดาที่มาจากครอบครัวชาวนาคนหนึ่ง คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะอาศัยความพยายามของตัวเองเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นได้ ทั้งยังเป็นหัวหน้าหน่วย เขานับถือจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ นี่เป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเขา


เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องสองพี่น้องสกุลพานมาหาเรื่องในวันนี้ให้ลู่ไป่ชวนฟัง


“ก็แค่ขุนนางระดับเล็กๆคนหนึ่งกล้ามาเสียงดังต่อหน้าข้า ไม่มีใครสายตาสั้นกว่านี้อีกแล้วละ”


เหอจิ่วเหนียงเล่าข้ามรายละเอียดเล็กๆน้อยๆไป แล้วพูดต่อ “แต่ป้ายคำสั่งที่ท่านให้ข้าก่อนหน้านี้ วันนี้ข้าได้ใช้แล้วนะ พอพวกเขาเห็นป้ายคำสั่งก็รีบคุกเข่าต่อหน้าข้าทันทีเลย ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เลวเลยจริงๆ!”


เมื่อเห็นนางเล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยสีหน้าเบิกบานใจ อารมณ์ของลู่ไป่ชวนก็ดีขึ้นไม่น้อย ความตั้งใจของเขาที่ให้ป้ายคำสั่งนางก็เพื่อไม่ให้นางถูกคนรังแกเวลาอยู่ข้างนอก ขอแค่นางมีความสุขก็พอแล้ว


ตำแหน่งขุนนางของเขาในตอนนี้สามารถเดินเชิดหน้าชูตาโดยไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดในจิงโจวได้สบาย หรือต่อให้ในเมืองหลวง หากไม่ใช่เหล่าเชื้อพระวงศ์ระดับหนึ่งระดับสองก็ไม่มีใครกล้ามาล่วงเกินได้ 


ตอนนี้ยังไม่ต้องไปเมืองหลวง และรางวัลจากคุณความดีของเขาก็ยังรับมาไม่หมด รอรับรางวัลมาหมดแล้วก็สามารถเดินเชิดหน้าชูตาโดยไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใดในเมืองหลวงได้เช่นกัน


“คนสกุลพาน ดูท่าควรสั่งสอนสักหน่อยแล้ว”


เขาจับมือเหอจิ่วเหนียง ทั้งสองเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ วันนี้ไม่ได้นั่งรถม้าและไม่ได้ขี่ม้า เขาอยากเดินจูงมือนางเดินเล่นตามถนนด้วยกันไปเรื่อยๆ


ในช่วงนี้สิ่งที่เขาทำมากที่สุดก็คือการจับมือ เหอจิ่วเหนียงก็ตามใจเขา ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญ


เพียงแต่พอได้ยินว่าเขาจะสั่งสอนคนสกุลพาน เหอจิ่วเหนียงก็โน้มน้าว “ช่างเถอะ ท่านเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นานอย่าทำให้คนตระกูลเหล่านี้ในจิงโจวขุ่นเคืองมากเกินไปเลยนะ ถึงอย่างไรวันนี้คนที่เสียเปรียบก็ไม่ใช่ข้า”


ลู่ไป่ชวนเชื่อคำพูดของนาง เขาเห็นสภาพของสองพี่น้องคู่นั้นแล้วก็น่าสังเวชมากจริงๆ


เพียงแต่ว่า เรื่องนี้เขามีวิธีจัดการของตัวเอง เขาออกไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมานานหลายปีก็เพื่อไม่ให้ใครมารังแกคนในครอบครัวได้ง่ายๆ ครั้งนี้หากปล่อยไปง่ายๆ ต่อไปคนอื่นจะมาดูถูกได้อีก สกุลพานนี่เก็บไว้ไม่ได้แล้ว


ตอนนี้ที่บ้านไม่มีผู้อาวุโสกับลูกอยู่ ทั้งสองจึงไม่ได้กลับไปกินข้าวที่บ้าน หาร้านข้างทางนั่งกินกัน


ในตอนนี้เป็นเวลาที่ดวงตะวันกำลังลับขอบนภา แสงยามเย็นสาดส่องมาที่ร้านริมทาง แสงสีแดงส้มส่องกระทบใบหน้าของเหอจิ่วเหนียงอย่างอ่อนโยน ปอยผมสองสามเส้นปรกลงมาข้างแก้ม ทำให้ส่วนโค้งของใบหน้าดูสมบูรณ์แบบขึ้น ลู่ไป่ชวนไม่อาจละสายตาได้เลย


หลายปีที่ผ่านมานี้เขาคิดว่าตนเองพัฒนาขึ้นไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นด้านบุ๋นหรือบู๊ล้วนเก่งกาจกว่าคนรอบข้างมาก ทว่าในตอนนี้ เขากลับหาคำมาบรรยายความงดงามของภรรยาตนเองไม่ได้


เหตุใดเขาถึงโชคดียิ่งนักที่มีภรรยาเพียบพร้อมถึงเพียงนี้


เหอจิ่วเหนียงจดจ่ออยู่กับการกินบะหมี่ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นลู่ไป่ชวนกำลังนั่งมองหน้าตนด้วยรอยยิ้มปานจะกลืนกินเช่นนั้นก็รู้สึกผวาเล็กน้อย


ส่วนเพราะเหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงเห็นรอยยิ้มพิศวาสนั่นทั้งๆที่อีกฝ่ายสวมหน้ากากอยู่นั้น อาจเป็นเพราะสัมผัสพิเศษของความเป็นสามีภรรยาของทั้งสองกระมัง


“ท่านเป็นอะไรหรือ ถึงบะหมี่จะอร่อยขนาดไหนก็คงไม่ถึงขั้นมีความสุขได้ถึงเพียงนี้กระมัง?”


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองบะหมี่ในชามเขาที่ใกล้จะอืดแล้ว


“อ๋อ ไม่มีอะไร ก็แค่รู้สึกว่าความรู้สึกที่ได้อยู่กับครอบครัวนี่มันดีจริงๆ”


เขายิ้มพลางยกหน้ากากขึ้นเล็กน้อย แล้วคีบบะหมี่คำโตเข้าปาก


ตอนนี้รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเขาไม่ได้น่ากลัวเหมือนในตอนแรกแล้ว อาการเขาดีขึ้นมาก ตอนนี้ภาพรวมของเขาเหมือนคนชราทั่วไป จึงไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากแล้วก็ได้


แต่ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่า สภาพตัวเองในตอนนี้หากเดินกับภรรยากลางถนนโดยไม่สวมหน้ากาก คงต้องโดนคนเข้าใจผิดเป็นแน่ว่าสามีแก่ภรรยาเด็ก…


…ไม่สิ คำว่าสามีแก่ภรรยาเด็กยังดูดีไปด้วยซ้ำ เอาใหม่ เอาใหม่…หากมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคู่รักสาวงามวัยแรกรุ่นกับพ่อบ้านเฒ่า เช่นนี้เขาคงรู้สึกผิดต่อภรรยามาก


ความคิดเหล่านี้เขาได้มาจากหนังสือนิยายเรื่องเล่าที่ภรรยาซื้อมาในคราวก่อน เขามักลองเอามาเปิดอ่านบ้างในยามว่าง เนื้อเรื่องในนั้นเขียนไว้เช่นนี้!


ภรรยาเขางดงามหยามเยิ้ม เขาไม่อยากให้นางได้รับการครหาใดๆจากคนอื่น


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้เลยว่าสามีแอบอ่านนิยายของนางแล้ว ได้ยินเขาบอกว่าความรู้สึกที่ได้อยู่กับครอบครัวมันดีมาก นางก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ 


“ใช่ อยู่กับครอบครัวดีที่สุดแล้ว บ้านครึกครื้น ไม่ว่ามีเรื่องอะไรครอบครัวก็คอยปกป้องข้าเสมอ ถึงแม้บางครั้งท่านแม่จะตีข้าบ้างก็เถอะ แต่ข้ารู้ว่ายิ่งรักมากก็ยิ่งดุมาก…ไม่ใช่สิ ยิ่งรักก็ยิ่งด่าต่างหาก! 


พี่สะใภ้ใหญ่ทำอาหารอร่อย พี่สะใภ้รองทำงานคล่องแคล่วว่องไว น้องหญิงนิสัยดีชอบมาชวนข้าคุยเป็นที่สุด ส่วนน้องเสิ่นก็น่ารักมาก พูดจาเพียงแค่ประโยคสองประโยคก็เขินจนหน้าแดงแล้ว…เฮ้อ พูดไปก็คิดถึงพวกนางจริงๆ!


อันที่จริงเมืองหลักก็ไม่ไกลจากบ้านเรานัก แต่ก็ยังกลับไม่ได้ ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ!”


หญิงสาวยกมือข้างหนึ่งเท้าคางปิดแก้ม ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าบะหมี่ในชามไม่อร่อยอีกต่อไป


ก่อนหน้านี้ผู้ป่วยที่รับมาล้วนอาการหนักจึงไม่อาจปลีกตัวไปไหนได้ โดยเฉพาะเจียงรั่วหย่า ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการรักษา ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้แล้วก็จะมีเวลาพักผ่อนระยะหนึ่งแล้วจึงจะรักษาต่อ แต่ตอนนี้ไม่สามารถหยุดได้เด็ดขาด


ดังนั้นนางยังต้องอดทนกับความคิดถึงบ้านไปก่อนในระยะนี้


ลู่ไป่ชวนเห็นอาการของภรรยาก็สัมผัสได้ว่านี่เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของนาง เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกที่นางมีต่อผู้หญิงในครอบครัวไม่ธรรมดาเลย


เดิมทีระหว่างที่ฟังนางเล่ายังรู้สึกว่าคำพูดของนางพาให้ขบขันเล็กน้อย ทว่าตอนนี้เห็นสีหน้าหงอยเหงา เขากลับเริ่มสงสารนางแล้ว


เรื่องรักษาอาการป่วยให้ผู้ป่วยเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่ ถึงอย่างไรก็รับผู้ป่วยมาแล้ว ด้วยจรรยาบรรณของหมอ จะต้องรักษาอย่างสุดความสามารถไม่อาจเพิกเฉยได้


ตอนที่ 307: ในนิยายเรื่องเล่าเขียนไว้


ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงสวนซีสุ่ย สวีต้าซานเข้ามารายงาน “นายท่านสาม ฮูหยินสามขอรับ วันนี้มีคนจากหลายตระกูลมาส่งเทียบขอเข้าเยี่ยมขอรับ”


ตอนนี้ในจวนยังไม่มีเวรยามดูแลบ้านโดยเฉพาะ ปกติแล้วจะเป็นพวกสวีต้าซานสลับกันดูแล และตอนนี้ก็เป็นเวรของสวีต้าซานรับหน้าที่ เขาเฝ้าดูแลความเรียบร้อยของจวนมาแล้วสองชั่วยาม


ผู้ดูแลสวีส่งเทียบสามฉบับจากสามตระกูลให้แก่เจ้านาย


เหอจิ่วเหนียงรับมาดูโดยไม่ใส่ใจ ทว่าคาดไม่ถึง หนึ่งในนี้มีเทียบของฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองด้วย


แต่เทียบนี้ไม่ใช่เทียบขอเยี่ยมเยือน ฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองบอกว่า อีกไม่กี่วันจะจัดงานเลี้ยง จึงส่งเทียบเชิญให้ไปร่วมงาน


ลู่ไป่ชวนมีสถานะเป็นขุนนาง การที่ครอบครัวต้องออกงานสังคมเช่นนี้จำเป็นต้องมี


เหอจิ่วเหนียงมองเห็นชีวิตอนาคตอันแสนวุ่นวาย…


การใช้ชีวิตในแบบฉบับฮูหยินสูงศักดิ์ สำหรับสาวห้าวหาญอย่างเหอจิ่วเหนียงแล้วช่างน่าเบื่อจริง ๆ


“ถ้าหากเจ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปก็ได้นะ ข้าเป็นคนของเฉินอ๋อง ไม่มีใครกล้าเซ้าซี้เราหรอก เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืน”


ลู่ไป่ชวนสังเกตเห็นภรรยาทำหน้ายุ่งหลังจากอ่านเทียบเชิญ สีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน จึงเอ่ยออกมาเบาๆ


ภรรยาเขาต้องไปนั่งตรวจโรคที่โรงหมอ ไหนจะต้องรักษาผู้ป่วยเรื้อรังอีก ปกติก็ยุ่งมากอยู่แล้ว ถ้ายังต้องไปออกงานพบปะผู้คนเหล่านั้น ไม่ต้องพูดเลยว่านางจะหัวหมุนเพียงใด


เรื่องทางการเหล่านั้นเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องจัดการ ไม่ควรให้ภรรยาต้องมากังวล และนี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว


ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับเอ่ยขึ้น “การเข้าสังคมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ควรทำ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะหาว่าเราฐานะทางสังคมไม่ดี ไม่รู้จักกฎมารยาท ไม่ว่าท่านจะเป็นขุนนางใหญ่โตเพียงใด ครอบครัวเราก็หนีไม่พ้นการถูกดูถูก”


หากในครอบครัวไม่มีใครเป็นขุนนาง นางไม่กังวลกับเรื่องเหล่านี้แน่นอน แต่ในเมื่อตอนนี้อยู่ในวังวนแห่งอำนาจแล้วก็ต้องเตรียมพร้อมเข้าสังคมนี้ให้ดี


หลายๆเรื่องไม่ใช่ว่านางไม่เข้าใจ แต่อยู่ที่ว่านางจะอยากเข้าใจหรือไม่เท่านั้น


ดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีหมั่นโถวให้นึ่งก็ต้องฮึดสู้ต่อไป (แม้สภาพยามนี้ไม่สู้ดีแต่ก็ต้องพยายามต่อไป) เรื่องเหล่านี้นางจัดการได้แน่นอน


สตรีสองภพถือเทียบเดินเข้าไปในห้องตำรา เตรียมเขียนเทียบตอบกลับ


นอกจากเทียบเชิญจากฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองแล้ว อีกสองเทียบที่เหลือเป็นเทียบขอเข้าเยี่ยม ทั้งหมดนี้นางคิดแผนการรับมือเอาไว้แล้ว


“อีกไม่กี่วันเราจัดงานเลี้ยงในจวนกันเถอะ ถือเป็นการประกาศกับเหล่าขุนนางในเมือง ให้พวกเขารู้ว่าตระกูลลู่ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่แล้ว ในอนาคตหากใครคิดจะหาเรื่องก็ต้องตระหนักสักหน่อย”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ได้ ถ้าเจ้าต้องการอะไรก็บอกข้าหรือบอกคนรับใช้ในจวนได้เลย เจ้าจะได้ไม่เหนื่อยมาก”


เหอจิ่วเหนียงพูดต่อ “จะว่าไปแล้ว ข้าว่าเราต้องซื้อสาวใช้เข้าจวนเพิ่ม เหตุใดท่านถึงไม่บอกให้โหลวชงซื้อตัวสาวใช้อายุน้อยๆมาบ้างล่ะ?”


ลู่ไป่ชวนยกมือลูบปลายจมูกเล็กน้อย ไม่รู้ควรพูดเช่นไรดี


ตอนนั้นเขากลัวว่าหากซื้อตัวสาวใช้อายุน้อยมาภรรยาจะไม่พอใจ ก็เลยซื้อคนที่มีอายุหน่อย แต่ยังทำงานคล่องแคล่ว และที่สำคัญคือซื่อสัตย์ เช่นนี้ก็สามารถทำงานในบ้านได้ดี ทั้งยังไม่ทำให้ภรรยาโกรธเคืองอีกด้วย


แต่ตอนนี้ถ้าให้บอกเหตุผลเช่นนั้นเขากลับไม่กล้าพูดออกไป จึงเลี่ยงที่จะเอ่ย “ข้าลืมคิดไปน่ะ พรุ่งนี้ข้าจะให้โหลวชงไปจัดการให้นะ”


“ไม่เป็นไร อย่ารบกวนโหลวชงทุกเรื่องเลย พรุ่งนี้ยามอู่ถ้าข้าไม่ติดธุระอะไรข้าจะไปดูกับพี่สะใภ้สวีเอง”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือปฏิเสธ โหลวชงเป็นลูกน้องของลู่ไป่ชวน ไม่ใช่บ่าวรับใช้ รบกวนให้เขาช่วยบางครั้งบางคราวยังพอได้ แต่หากรบกวนเขาตลอดไม่ว่าเรื่องอะไรนั่นถือเป็นการทำไม่ถูกแล้ว


ลู่ไป่ชวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “พรุ่งนี้ยามอู่ข้าก็ว่างเหมือนกัน เช่นนั้นเราไปด้วยกัน”


มุมปากของเหอจิ่วเหนียงค่อยๆยกขึ้น สามีของนางแต่ละวันงานยุ่งจนแทบปลีกตัวไปไหนไม่ได้ ไม่เพียงจัดการกับนักพรตในคุกพวกนั้นเท่านั้น ยังต้องดูแลหน่วยหั่วอวิ๋นอีก มาบอกนางว่าว่างได้อย่างไรกัน


แต่หญิงสาวทำทีไม่รู้ ทั้งยังพยักหน้าด้วยความดีใจ “ได้สิ ถึงตอนนั้นเราค่อยไปเลือกด้วยกัน”


ลู่ไป่ชวยเห็นภรรยายิ้มก็รู้สึกดีใจ ในนิยายบอกไว้ว่า เป็นบุรุษไม่ว่างานจะยุ่งมากเพียงใดก็ต้องหาเวลาอยู่กับภรรยาบ้าง มิฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาจะห่างเหินได้


พวกเขาจากกันไปเป็นเวลาสี่ปี จึงเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ห่างเหินกันมาก เขาต้องรีบชดเชยสิ่งที่ขาดหายในตลอดสี่ปีนั้นให้เร็วที่สุด และรีบย้ายกลับไปนอนห้องนอนใหญ่ให้ได้!


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าสามีของนางกำลังคิดอะไร แต่นางไม่ได้สนใจอะไรมาก พูดกันจบนางก็หันไปเขียนเทียบตอบกลับ


งานเลี้ยงของฮูหยินผู้ว่าการเมืองนางต้องไปแน่นอน แต่อีกสองจวนที่ส่งเทียบมาเยือนนางปฏิเสธไป ไม่ใช่เพราะนางรังเกียจ แต่รู้สึกว่าการมากันทีละจวนเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป เวลาว่างของนางก็ไม่แน่นอน ดังนั้นนางมองว่า นางจัดสรรเวลาหาโอกาสให้ทุกคนมาเจอพร้อมๆกันดีกว่า


นางจึงอธิบายไปว่า อีกไม่กี่วันนางจะจัดงานเลี้ยงขึ้นที่บ้าน เชิญบรรดาฮูหยินและเหล่าคุณหนูมาร่วมพบปะพูดคุยกัน เช่นนี้จะได้ไม่ต้องยุ่งยากทั้งสองฝ่าย


เมื่อตอบไปเช่นนี้ก็หมดปัญหา ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องกังวลเรื่องการหาเวลาเยี่ยมเยือน ทั้งยังเป็นโอกาสให้นางได้ทำความรู้จักกับฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายพร้อมๆกันด้วย


“พี่สะใภ้สวี!”


นางเขียนเทียบพลางตะโกนออกไปด้านนอก สะใภ้สวีเดินเข้ามา ถามด้วยความเคารพ “ฮูหยินสามมีอะไรจะรับสั่งหรือเจ้าคะ?”


“พวกเจ้าอยู่ในเมืองจิงโจวมานานหลายปีแล้วกระมัง คงรู้จักพวกฮูหยินกับคุณหนูตระกูลร่ำรวยบ้างใช่หรือไม่?”


สะใภ้สวีพยักหน้าอย่างระมัดระวัง “พอรู้บ้างเจ้าค่ะ”


“เช่นนั้นดีเลย เจ้าพากันไปหาข้อมูลหน่อยว่าฮูหยินกับคุณหนูพวกนั้นชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด ทำรายชื่อเหล่าฮูหยินกับคุณหนูในจิงโจวออกมาให้ข้าเล่มหนึ่ง เขียนรายละเอียดให้ครบถ้วน ยิ่งมีภาพเหมือนด้วยยิ่งดี อีกไม่กี่วันข้าจะจัดงานเลี้ยง ต้องทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้สักหน่อย”


ตอนแรกสะใภ้สวีคิดว่าเรื่องใหญ่อะไรซะอีก ที่แท้ก็แค่เรื่องสมุดรายชื่อ นางจึงรีบรับคำสั่งทันที “ฮูหยินสาม เรื่องนี้จัดการไม่ยากเจ้าค่ะ มีบางที่ขายสิ่งนี้โดยเฉพาะ ซื้อมาก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”


“สิ่งนี้ก็มีขายด้วยหรือ?” เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจเล็กน้อย


“มีเจ้าค่ะ!” สะใภ้สวียิ้มพลางกล่าว “เหล่าคุณชายกับคุณหนูหลายตระกูลเมื่ออายุถึงเกณฑ์ก็จะนำภาพเหมือนของตัวเองมาให้สถานที่เหล่านี้ทำการคัดลอก และยังเขียนสิ่งที่ตัวเองชอบและไม่ชอบลงไปด้วย วัตถุประสงค์ก็เพื่อสะดวกเวลาจับคู่กันเจ้าค่ะ


ช่วงหลังๆมานี้สมุดนั่นพัฒนาขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ มีแม้กระทั่งข้อมูลของฮูหยินแต่ละตระกูล มีถึงขั้นว่าขัดแย้งกับใครด้วยนะเจ้าคะ ใครคบค้าสมาคมกับใครก็บอกอย่างละเอียดเจ้าค่ะ!”


สิ่งนี้คล้ายกับทะเบียนราษฎร์ก็มิปาน แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลของผู้สูงศักดิ์ และขายให้เฉพาะผู้สูงศักดิ์ด้วยกันเท่านั้น ช่วยให้ผู้สูงศักดิ์ได้ทำความรู้จักกันและกัน ลดความยุ่งยากไปได้ไม่น้อยเลย


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วด้วยความดีใจ “ดียิ่งนัก! เจ้ารีบไปซื้อมาเร็วเข้า สิ่งนี้ช่วยข้าประหยัดเวลาได้ไม่น้อยเลย! ใครกันนะที่คิดการค้าเช่นนี้ออกมาได้ มีความสามารถเก่งกาจยิ่งนัก!”


มนุษย์ช่างฉลาดหลักแหลมอย่างไม่สิ้นสุดจริงๆ


ตอนที่ 308: ฮูหยินคนไหนมีเรื่องเหม็นโฉ่ล้วนบันทึกไว้ละเอียดยิบ


เช้าวันต่อมา มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้น


เหอจิ่วเหนียงไปตรวจอาการป่วยของเจียงรั่วหย่าที่จวนตระกูลหมิงตามปกติ ในช่วงนี้ความทรงจำของเจียงรั่วหย่าเริ่มว่างเปล่าลงอย่างช้าๆแล้ว อันที่จริงอาการนี้ของเจียงรั่วหย่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนางและทุกคนมากนัก เพราะนางในตอนนี้ก็จำเรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้นไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนกังวลนั่นคือ ผู้ป่วยกลับค่อยๆกลายเป็นคนเงียบขรึม


เหอจิ่วเหนียงกังวลว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป หากอาการของฮูหยินเจียงหนักขึ้น ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาคงสูญเปล่า ดังนั้นนางจึงใช้เวลาอยู่เล่นกับนางวันละครึ่งชั่วยามทุกวัน เล่านิทานหรือเรื่องเล่าที่น่าสนใจให้นางฟัง เล่นมุกตลกให้นางขบขันบ้าง


ยามที่คุยเล่นกับเหอจิ่วเหนียง เจียงรั่วหย่าเบิกบานใจมาก นางสามารถชวนคุยเรื่องต่างๆได้มากขึ้น ทั้งยังเตรียมขนมที่นางทำอร่อยที่สุดให้กับเหอจิ่วเหนียงทุกวันอีกด้วย


แต่หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงกลับไป นางก็เริ่มเซื่องซึมอีกครั้ง


นี่เป็นสิ่งที่หลิงเยว่แอบเอามาบอกเหอจิ่วเหนียง นางถึงได้รู้


ดังนั้นวันนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงคิดจะเปลี่ยนวิธีการ หลังจากฝังเข็มตามขั้นตอนเสร็จแล้ว เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถามคนไข้รายพิเศษอย่างอ่อนโยน “ฮูหยินเจ้าคะ ฮูหยินไม่ชอบวิธีการรักษาในตอนนี้หรือเจ้าคะ?”


ดูเหมือนว่าเจียงรั่วหย่าจะคิดไม่ถึงว่านางจะถามคำถามนี้ นางมองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าอึ้งๆเล็กน้อย 


แม้ไม่ได้ตอบ เหอจิ่วเหนียงก็ได้คำตอบจากอีกฝ่ายแล้ว จึงเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ในใจฮูหยินกำลังคิดสิ่งใดอยู่เจ้าคะ บอกข้าได้หรือไม่?”


เจียงรั่วหย่ามองลึกเข้าไปในดวงตาของเหอจิ่วเหนียง ราวกับว่าดวงตาสวยคู่นั้นมีพลังวิเศษบางอย่าง ทำให้คนที่สบตารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดก็มิปาน


นางไม่ได้ตอบเหอจิ่วเหนียงในทันที แต่กลับมองตาอีกฝ่ายอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “ดวงตาของจิ่วเอ๋อร์เหมือนข้า”


คำพูดนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นนางก็มองตาเจียงรั่วหย่า พลันนั้นจึงรู้สึกว่า ดวงตาของพวกนางทั้งสองเหมือนกันจริงๆ เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่สังเกตเห็น


หญิงสาวยิ้มพลางกล่าว “ก็เพราะว่าข้ากับฮูหยินเรามีวาสนาต่อกันอย่างไรล่ะเจ้าคะ ข้าก็เลยได้เจอกับฮูหยิน แถมตอนนี้ยังรักษาอาการป่วยให้ฮูหยินอีกด้วย เช่นนั้นตอนนี้ฮูหยินบอกข้าได้หรือไม่เจ้าคะว่าเหตุใดถึงไม่ชอบวิธีการรักษานี้?”


“ขะ… ข้า… ข้าไม่อยากลืมจิ่วเอ๋อร์ จิ่วเอ๋อร์เป็นลูกสาวของข้า”


ทันใดนั้นนางคว้ามือเหอจิ่วเหนียงไว้อย่างแรง หากเป็นสาวน้อยร่างบางคนอื่นคงทนแรงนี้ไม่ไหวแน่นอน


“เจ้าคือจิ่วเอ๋อร์ของข้า ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร ข้าไม่อยากรักษาแล้ว!”


เจียงรั่วหย่ามีอาการทั้งโกรธทั้งตื่นตระหนก ถลึงตาเขม็งมองเหอจิ่วเหนียง เป็นอาการของคนที่ทำอะไรไม่ถูก เหอจิ่วเหนียงจึงรีบคว้านางมากอดด้วยความสงสาร


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันพูดอะไร เจียงรั่วหย่าก็พูดขึ้นน้ำเสียงแตกตื่นและกังวล “แต่สามีข้าบอกว่าตอนนี้ข้ากำลังป่วย ต้องรักษาให้ดีถึงจะหาย ข้าไม่อยากทำให้เขาเสียใจ แต่ข้าก็ไม่อยากลืมจิ่วเอ๋อร์ ฮือๆๆ…”


ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจียงรั่วหย่าถึงไม่อยากรักษา ที่แท้จุดศูนย์รวมของโรคก็อยู่ตรงนี้นี่เอง


“ท่านคิดว่าหายป่วยแล้วจะลืมจิ่วเอ๋อร์หรือเจ้าคะ?”


เจียงรั่วหย่าพยักหน้าหงึกหงัก “ข้าได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันแล้ว”


วันนั้นตอนที่ฝังเข็มเสร็จ ทุกคนคิดว่าเจียงรั่วหย่ายังคงหลับอยู่ เหอจิ่วเหนียงจึงคุยกับหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยอยู่ข้างๆ บางประโยคอาจเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องการลบเลือนความทรงจำ เจียงรั่วหย่าได้ยินเข้าจึงเข้าใจผิดไป


“ฮูหยินฟังผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าหมายถึงลบเลือนความทรงจำที่ทำให้ฮูหยินเจ็บปวดเหล่านั้นไป ไม่ได้ลืมจิ่วเอ๋อร์เสียหน่อยเจ้าค่ะ”


“จริงหรือ?”


เจียงรั่วหย่ารีบเค้นถามทันที หากทำให้ไม่ลืมจิ่วเอ๋อร์ ทั้งยังรักษาอาการป่วยให้หายได้ ไม่ทำให้สามีต้องเสียใจ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว


“จริงเจ้าค่ะ จิ่วเอ๋อร์เป็นความทรงจำที่งดงามสำหรับฮูหยิน ย่อมจำได้ไปทั้งชีวิตแน่นอนเจ้าค่ะ แต่เรื่องราวทุกข์ใจเหล่านั้นเราก็เลือกลืมมันไปเสีย เข้าใจหรือไม่เจ้าคะ?”


“อืมๆ!”


เจียงรั่วหย่าพยักหน้าหนักแน่น “ไม่ว่าจิ่วเอ๋อร์พูดอะไร ข้าเชื่อจิ่วเอ๋อร์ทุกอย่าง!”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็โล่ง.อก ทำความเข้าใจกับผู้ได้ถึงจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว


นางจับมือเจียงรั่วหย่าพาเดินไปที่เตียง ตั้งใจจะกล่อมให้นางนอน ตนเองจะได้กลับ ทว่าทันทีที่เจียงรั่วหย่านั่งลงที่เตียง นางก็ล้วงเอาบันทึกเล่มหนาเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เหอจิ่วเหนียง


“นี่เป็นของขวัญที่สามีข้าให้ข้าเอาให้เจ้า เมื่อครู่ข้าโกรธมากไป เกือบลืมไปเลย”


เจียงรั่วหย่าขอลุแก่โทษ เมื่อครู่เป็นเพราะนางโกรธที่เหอจิ่วเหนียงจะลบความทรงจำจิ่วเอ๋อร์ไปจากนาง จึงลืมของสิ่งนี้ไปชั่วขณะ


แต่เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้นางฟังแล้ว เป็นนางที่ตีความผิดไปเอง เข้าใจจิ่วเอ๋อร์ผิดไป ตอนนี้ของขวัญชิ้นนี้จึงได้กลายเป็นของแทนคำขอโทษ


เหอจิ่วเหนียงรับบันทึกมาเปิดดู ด้านในมีทั้งตัวหนังสือและภาพประกอบ


หญิงสาวตกใจเล็กน้อย…


นี่มัน… บันทึกข้อมูลของคนตระกูลสูงศักดิ์ในจิงโจง ที่นางสั่งให้พี่สะใภ้สวีไปซื้อเมื่อวานนี้นี่!


สะใภ้สวีบอกว่า ข้างนอกที่ขายกันจะมีแค่ข้อมูลพื้นฐานที่ประกอบด้วยภาพเหมือน สิ่งที่ชอบและไม่ชอบเท่านั้น แต่บันทึกเล่มนี้ข้อมูลละเอียดมาก! ฮูหยินคนไหนมีเรื่องเหม็นโฉ่อะไร ล้วนถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดยิบ!


เหอจิ่วเหนียงตกตะลึง “!!!”


ไม่จำเป็นต้องละเอียดเพียงนี้ก็ได้กระมัง


ว่าแต่ เมื่อวานนางเพิ่งจะบอกว่าต้องการของสิ่งนี้ วันนี้หมิงเจ๋อก็ให้เจียงรั่วหย่าเอามาให้แล้ว… หรือว่าในจวนนางมีคนของหมิงเจ๋ออยู่?


หญิงสาวอยากถามเจียงรั่วหย่า แต่ก็นึกได้ว่าการตระหนักรู้ของเจียงรั่วหย่าในตอนนี้คงจะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้


แต่ไม่คิดว่าจู่ๆ เจียงรั่วหย่าจะเป็นฝ่ายบอกนางเอง “สามีข้าบอกว่า… เห็นว่าสาวใช้ของเจ้าไปซื้อสิ่งนี้ที่ร้านน่ะ ที่วางขายที่ร้านมันไม่ค่อยละเอียดเท่าไร เขาก็เลยให้เล่มนี้เป็นของขวัญกับเจ้า”


เหอจิ่วเหนียงถามด้วยความประหลาดใจ “ร้านนั้นเป็นร้านของหอเชียนฟานหรือเจ้าคะ?”


“ก็ใช่น่ะสิ สามีข้าเปิดร้านในเมืองมากมายหลายร้าน สามีข้าน่ะเขาเก่งมากเลยนะ!”


เจียงรั่วหย่าพยักหน้าหงึกหงักราวกับโขลกกระเทียม ท่าทางน่ารัก พูดถึงหมิงเจ๋อก็ยิ่งเหมือนเด็ก หลับตาพริ้มชื่นชมเขายกใหญ่


แต่หมิงเจ๋อก็สมควรได้รับคำชื่นชมยกย่องอย่างหลับหูหลับตาเช่นนี้จริงๆบนโลกใบนี้ คนที่ดีกับเจียงรั่วหย่าที่สุดก็มีเพียงแค่หมิงเจ๋อคนเดียวเท่านั้นแล้ว


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ เดิมทีหอเชียนฟานก็เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลอยู่แล้ว ไม่แปลกใจว่าเหตุใดถึงทำการค้านี้ได้


“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ รบกวนฮูหยิน ขอบคุณนายท่านหมิงแทนข้าด้วยนะเจ้าคะ”


ต้องบอกเลยว่าหมิงเจ๋อใส่ใจมากจริงๆ ตอนนี้นางต้องการบันทึกเล่มนี้อยู่พอดี!


“ไม่ต้องขอบคุณหรอก!”


เจียงรั่วหย่ายกมือตบ.อกตัวเองเบาๆ อยากพูดออกไปว่า ‘ข้าเป็นแม่ของเจ้า’ แต่นึกถึงคำพูดของสามี กลัวว่าจิ่วเอ๋อร์จะอึดอัด ดังนั้นนางจึงได้แต่เก็บเอาไว้


หลังจากกล่อมเจียงรั่วหย่านอนแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ถือบันทึกเล่มนั้นกลับโรงหมอ ขณะนั่งอยู่ในรถม้าก็ถือโอกาสเปิดอ่านไปด้วย อ่านไปก็เผลอทำเสียงจุปากอย่างเผ็ดร้อนออกมา


เรือนหลังของเศรษฐีตระกูลสูงศักดิ์พวกนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ!


จวนใดบ้างที่พี่น้องมีสามีคนเดียวกัน ลูกหลานใครถูกใครฆ่าเขียนไว้หมด ไม่รู้จะพูดอย่างไรเลย!


เหอจิ่วเหนียงกำลังอ่านอย่างเพลิดเพลิน ก็ได้ยินคนบังคับรถม้าบอกว่าถึงโรงหมอแล้ว นางจึงรีบเก็บบันทึก คืนนี้กลับไปค่อยอ่านต่อ


ทันทีที่ลงมาจากรถม้า นางเห็นชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาโหดเหี้ยมหลายคนยืนจังก้าอยู่ที่ประตู เหอจิ่วเหนียงคิดว่าตัวเองมาผิดที่ แต่เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นเป็นป้ายโรงหมออวี้หยวนไม่ผิด 


นางเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง


หลังเข้าไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงแอบกระซิบถามเด็กผู้ช่วย “พวกผู้ชายร่างบึกบึนข้างนอกนั่นเป็นใครกัน?”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอเหลือบมองไปด้านนอกแวบหนึ่ง และกระซิบบอก “ท่านหมอซ่งให้มาเฝ้าที่โรงหมอขอรับ บอกว่าต่อไปถ้ามีใครมาก่อเรื่อง โรงหมอเราจะไม่ถูกรังแกอีก”


เดิมทีโรงหมออวี้หยวนเปิดขึ้นมาก็เพราะหมอผู้เฒ่าซ่งเกษียณจากการเป็นหมอหลวง กิจการดำเนินไปได้ไม่เลวเลย ตอนนี้มีเหอจิ่วเหนียงเพิ่มเข้ามาอีก โรงหมอไม่เคยว่างเลยสักวัน ดังนั้นอาจเป็นที่อิจฉาริษยาของใครหลายๆคนก็เป็นได้


คนเยอะก็ยิ่งวุ่นวาย มีคนคอยคุ้มกันย่อมดีกว่าถูกคนเข้ามารังแกง่ายๆอยู่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูท่าเรื่องเมื่อวานทำให้ท่านหมอซ่งตกใจจริงๆ


แต่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยหากมีคนมาหาเรื่องก็ไม่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ


แต่มีกลุ่มผู้ชายร่างสูงใหญ่หน้าบึ้งตึงแบบนั้นยืนอยู่หน้าประตู ผู้ป่วยอาจไม่กล้ามาตรวจโรคที่โรงหมออวี้หยวนก็ได้


พอกวาดสายตามองในโรงหมอก็เป็นดังคาด…วันนี้ไม่มีผู้ป่วยแม้แต่คนเดียว!


ตอนที่ 309: เฉิงเสวี่ยเวยมาหา


เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูดจริงๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ถึงหนึ่งเดือนต้องได้ปิดกิจการเป็นแน่!


ในตอนนี้ หมอซ่งเดินออกมาจากด้านในพอดี เห็นเหอจิ่วเหนียงก็พูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “หมอเหอมาแล้วหรือ เมื่อคืนข้าไปจ้างนักเลงมาเฝ้าหน้าโรงหมอของเรา ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเรื่องอย่างเมื่อวานแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้อ้าปาก หมอผู้เฒ่าก็พูดต่อ “เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานพวกเราที่นี่ไม่มีใครปกป้องเจ้าได้เลย ในใจข้ารู้สึกผิดมาก เจ้าเป็นหมอในโรงหมอของพวกเรา ข้าก็มีหน้าที่ปกป้องเจ้าเช่นกัน!”


วาจานี้ใช้น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความฮึกเหิม หากไม่ใช่เพราะในโรงหมอมีแค่คนกันเองที่รู้จักกันดี นางก็จะซาบซึ้งแล้ว


เหอจิ่วเหนียงยิ้มให้หมอซ่งบางๆ แล้วกล่าว “ช่างมันเถอะเจ้าค่ะท่านหมอซ่ง เรื่องเมื่อวานก็ผ่านไปแล้ว ท่านอย่าได้โทษตัวเองอีกเลย อีกอย่าง ข้าก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ท่านให้พี่ๆพวกนี้กลับไปเถอะ พวกเขาอยู่ที่นี่อย่าว่าแต่คนจะมาหาเรื่องเลย แม้แต่ผู้ป่วยก็ไม่กล้าเข้ามาแล้ว หรืออยากให้กิจการโรงหมอของท่านเจ๊ง?”


นางพูดพร้อมชี้นิ้วไปในโรงหมอที่เงียบเชียบ จากนั้นก็เห็นสีหน้าเจื่อนๆของเด็กในโรงหมอทุกคน


ความจริงแล้วเรื่องนี้หมอซ่งก็ตระหนักได้ แต่เพื่อความปลอดภัยของโรงหมอ เขายังไม่วางใจให้นักเลงเหล่านี้ไปไหน


เห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เหอจิ่วเหนียงก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน ถึงอย่างไรท่านหมอซ่งต่างหากที่เป็นเจ้าของโรงหมอ นางก็แค่คนงานคนหนึ่ง


นางเอ่ยทิ้งท้าย “ในเมื่อวันนี้ไม่มีผู้ป่วย เช่นนั้นข้าขอตัวกลับบ้านก่อนก็แล้วกัน ที่บ้านมีเรื่องต้องจัดการพอดี”


หลังจากหมอซ่งพยักหน้าตอบตกลงนางก็หันหลังเดินออกไปทันที


หมอชรามองดูบรรยากาศโรงหมอว่างเปล่าเคว้งคว้างก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา


ซ่งฉือกล่าว “ท่านพ่อ มีนักเลงเฝ้าอยู่หน้าโรงหมอเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อกิจการของเราจริงๆนะขอรับ ตอนนี้ไม่ได้มีเรื่องอะไร ก็ให้พวกเขาไปช่วยเฝ้าโกดังหรืออะไรก็ได้ ถ้าหากเกิดเรื่องขึ้นอย่างไรก็ออกมาช่วยได้ทันเวลา”


“ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้!”

......


หลังเหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงบ้านก็จัดการตามที่ตกลงกันเมื่อคืน เตรียมจะไปที่ร้านนายหน้าค้าทาส เลือกหาหญิงสาวที่หน่วยก้านดีและซื้อตัวกลับมา มิฉะนั้นถึงวันจัดงานเลี้ยงไม่มีสาวใช้ในจวนเลยจะถูกคนหัวเราะเยาะเอาได้


เหลืออีกหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงเวลาที่นัดไว้กับสามี ตอนนี้ลู่ไป่ชวนยังยุ่งอยู่ที่ศาลาว่าการ นางจึงไม่รอเขาแล้ว ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้นางสามารถจัดการเองได้ นางจึงเรียกสะใภ้สวีและออกไปทันที


“พี่สะใภ้สวี เมื่อคืนเจ้าไปซื้อบันทึกที่ว่าแล้วใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงนึกถึงบันทึกเล่มเล็กในอกเสื้อตัวเองจึงเอ่ยถามขึ้น


“เจ้าค่ะฮูหยินสาม บ่าวไปมาแล้ว เพียงแต่พอบ่าวไปขอซื้อ ผู้ดูแลร้านบอกว่าตอนนี้ยังไม่มีของ อีกสองสามวันให้บ่าวไปถามใหม่อีกครั้งเจ้าค่ะ”


สะใภ้สวีตอบอย่างตรงไปตรงมา แม้นางจะไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองไปก็บังเอิญไม่มีของพอดี แต่นางก็ไม่ได้ซักถามอะไร ถึงอย่างไรผู้ดูแลร้านก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องโกหกนาง อีกทั้งนางเป็นบ่าวสวนซีสุ่ย ตอนนี้ตำแหน่งของนายท่านสามก็ไม่ใช่ขุนนางระดับต่ำ คนทั่วไปไม่กล้าล่วงเกินง่ายๆอยู่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ไม่ต้องไปซื้อแล้วละ ข้าได้เล่มที่ยอดเยี่ยมกว่านั้นมาแล้ว”


คาดว่าหลังจากสะใภ้สวีไปขอซื้อ ผู้ดูแลร้านก็ไปถามความเห็นจากหมิงเจ๋อทันที จึงให้เจียงรั่วหย่านำบันทึกเล่มเล็กนี้มามอบให้กับนาง


ในใจนางรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง แต่บอกตามตรงว่านางตะขิดตะขวงใจจริงๆ เหตุใดช่วงนี้หมิงเจ๋อถึงได้ใส่ใจเรื่องของนางเป็นพิเศษ


หากจะบอกว่าหมิงเจ๋อคิดกับนางในเชิงชู้สาว นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ทุกครั้งที่นางพูดคุยกับหมิงเจ๋อก็ไม่เคยมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางนั้นสักครั้ง แม้แต่สายตาของเขาก็มองแต่เจียงรั่วหย่าตลอด เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกของพวกเขาสามีภรรยาแน่นแฟ้นมาก


ดังนั้นที่เขาใส่ใจเรื่องของนางมากถึงเพียงนี้… เพียงเพราะขอบคุณนางที่ช่วยรักษาอาการป่วยให้เจียงรั่วหย่า แค่นั้นจริงๆหรือ?


สะใภ้สวีค่อนข้างประหลาดใจว่านายหญิงได้ของสิ่งนี้มาจากไหน แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป เพียงพยักหน้ารับ นางรู้ว่าตัวเองมีสถานะเป็นเพียงคนรับใช้


สองนายบ่าวเดินมาถึงหน้าประตูจวน ก็เห็นรถม้าคุ้นตาคันหนึ่งแล่นมา.จอดตรงหน้า เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้คิดว่าเป็นใคร ก็เห็นใบหน้าอวบอั๋นของสตรีโผล่ออกมาทางหน้าต่างรถม้า โบกมือให้นางพลางตะโกน “จิ่วเหนียง!”


เฉิงเสวี่ยเวยนั่นเอง


“พี่เสวี่ยเวย ข้ากำลังจะออกไปข้างนอกพอดี! ท่านมาที่นี่มีเรื่องอะไรหรือ?” เหอจิ่วเหนียงทักทายคนที่อยู่บนรถม้า


เฉิงเสวี่ยเวยเดินลงมาจากรถม้าภายใต้การช่วยเหลือของสาวใช้ “ไอ้หยา ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก พอดีว่าน้องสาวข้าใกล้จะถึงวัยออกเรือนแล้ว แต่ระดูมาไม่ปกติตลอดเลย ทุกครั้งที่มีระดูก็ปวดท้องมาก ข้าก็เลยอยากให้เจ้าไปช่วยตรวจดูหน่อยน่ะ”


คุณหนูวัยปักปิ่นมีอาการป่วยเช่นนี้ส่วนใหญ่ไม่สะดวกใจที่จะไปตรวจที่โรงหมอ จึงมักใช้วิธีการเชิญหมอไปตรวจให้ที่บ้าน


อาการของคุณหนูเฉิงไม่ต่างกับอาการของคุณหนูเกา จำเป็นต้องฝังเข็มเพื่อค่อยๆปรับสมดุล ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนาน


ในช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงไม่อยากรับผู้ป่วยที่ต้องใช้เวลารักษาระยะยาว นางจึงถามขึ้น “นางมีคู่หมั้นหรือยัง?”


“ยังไม่มี ก็เพราะสุขภาพของนางนี่แหละ ใจก็อยากรักษาร่างกายให้หายก่อนแล้วค่อยหาคู่ที่เหมาะสม”


เฉิงเสวี่ยเวยเห็นเหอจิ่วเหนียงเป็นน้องสาวจริงๆ เรื่องส่วนตัวภายในบ้านสะดวกใจที่จะบอกนางไปตรงๆ


คนในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องกำเนิดบุตรของสตรีเป็นอย่างมาก หากเป็นสตรีที่ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้หลังแต่งงาน ก็จะถูกแม่สามีบังคับให้หย่า


และประจำเดือนของสตรีก็เป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถในการกำเนิดบุตรของสตรีนั่นเอง การที่ตระกูลเฉิงกังวลก็เป็นเรื่องปกติ


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ควรเป็นเช่นนั้น เพียงแต่อาการเช่นนี้การรักษาค่อนข้างยุ่งยาก จะต้องฝังเข็มทุกวัน ช่วงนี้ข้าวางแผนจะกลับบ้าน รอให้ข้ากลับมาก่อนแล้วค่อยเริ่มรักษาแล้วกันนะ”


“ได้สิ ได้สิ ข้าแค่มาบอกเจ้าก่อนน่ะ ให้เจ้ารับรักษาน้องสาวของข้า”


เฉิงเสวี่ยเวยตอบตกลง ถึงอย่างไรน้องสาวนางก็ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ค่อยๆรักษาได้ อีกทั้งภูมิหลังของตระกูลเฉิง ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะออกเรือนไม่ได้


“จิ่วเหนียง แล้วนี่เจ้าจะไปไหน?”


“ในจวนไม่มีสาวใช้เลย ข้าจะไปดูที่ร้านนายหน้าขายทาสสักหน่อย อ้อจริงสิพี่เสวี่ยเวย อีกไม่กี่วันข้าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน จะเชิญบรรดาฮูหยินกับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองจิงโจวมาเป็นแขก ข้าไม่มีประสบการณ์ในการจัดงานเลี้ยงเลย ท่านช่วยให้คำแนะนำข้าได้หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงคล้องแขนเฉิงเสวี่ยเวยพลางเดิน วาจาที่เปล่งออกไปนางพูดอยู่สองเรื่อง เฉิงเสวี่ยเวยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกตอบเรื่องหลังก่อน “จัดงานเลี้ยงข้าช่วยได้ ถึงแม้ตระกูลข้าจะเป็นตระกูลทำการค้า แต่ครอบครัวก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมและคลุกคลีกับคนตระกูลสูงศักดิ์เหมือนกัน ดังนั้นข้าพอจะเข้าใจอยู่บ้าง


เจ้าบอกว่าอยากซื้อตัวสาวใช้หรือ? ไม่ต้องไปซื้อหรอก บ้านข้ามีสาวใช้หลายคน แบ่งให้เจ้าได้อยู่แล้ว! ตอนนี้ครอบครัวเจ้าเป็นครอบครัวขุนนาง ถือว่าเป็นครอบครัวเศรษฐีศักดิ์ใหญ่ ข้ายกพวกนางให้กับเจ้า พวกนางต้องดีใจมากแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้าทันที “ไม่ต้องเจ้าค่ะ พี่เสวี่ยเวยเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านช่วยเหลือข้ามากมาย ข้าจะมีหน้ารับแม้กระทั่งสาวใช้ของท่านได้อย่างไรกันเจ้าคะ อย่างไรตอนนี้ข้าก็ว่าง ไปเดินดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย พี่เสวี่ยเวยไปด้วยกันกับข้าหรือไม่?”


เรื่องเช่นนี้เฉิงเสวี่ยเวยรีบรับปากตกลงโดยไม่ต้องคิดเลย


ตอนที่ 310: สงสัยรสนิยมของนาง


แม้รู้ว่าเป็นความหวังดีของเฉิงเสวี่ยเวย แต่เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็ว่าง อีกทั้งการไปเลือกคนที่ถูกใจด้วยตัวเองก็ช่วยลดปัญหาได้มาก


เฉิงเสวี่ยเวยเข้าใจความคิดของเหอจิ่วเหนียงแล้ว และตระหนักได้ว่า อาจเป็นเพราะตัวเองสบายจนเคยชิน จึงคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามคำสั่งของตัวเอง จึงแสดงความใจกว้างโดยไม่ได้คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร


“ได้สิ ถึงอย่างไรข้าก็ว่างอยู่แล้ว ไปกับเจ้าได้!”


เถ้าแก่เนี้ยเฉิงคลายความอึดอัดให้เหอจิ่วเหนียง และทั้งสองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก


ระยะทางจากสวนซีสุ่ยไปร้านนายหน้าค้าทาสค่อนข้างไกล เหอจิ่วเหนียงกับสะใภ้สวีเดินได้สบายมาก แต่เฉิงเสวี่ยเวยนั้นไม่ใช่ ด้วยรูปร่างบวกกับปกติแล้วไม่ใช่คนออกกำลังบ่อยๆ นางเดินได้ไม่นานก็เริ่มหายใจกระหืดกระหอบแล้ว


เหอจิ่วเหนียงโน้มน้าว “พี่เสวี่ยเวย ท่านไปนั่งรถม้าเถอะ ที่ข้าเดินก็เพราะว่าข้านั่งในโรงหมอทั้งวัน ไม่มีโอกาสได้เดินเท่าไรก็เลยอยากเดินสักหน่อย ท่านอย่ามาทรมานตัวเองกับข้าเลย”


เฉิงเสวี่ยเวยยังคงยืนหยัดฮึดสู้… แต่ไปได้อีกไม่กี่ก้าวก็เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ สุดท้ายจำต้องให้สาวใช้ช่วยพยุงขึ้นรถม้า หายใจกระหืดกระหอบ


อากาศร้อนอบอ้าวถึงเพียงนี้ นางรู้สึกว่าถ้าหากตัวเองเดินต่อไปอาจเป็นลมแดดได้ จากที่ต้องไปเป็นเพื่อนเหอจิ่วเหนียง คงได้กลายเป็นภาระให้นาง 


คนบังคับรถม้าจูงม้าเดินตามหลังเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงหันไปพูดคุยกับเฉิงเสวี่ยเวยที่อยู่ในรถม้าเป็นบางครั้ง รู้สึกว่าวันนี้ทั้งผ่อนคลายและสบายมากจริงๆ


เมื่อมาถึงร้านนายหน้าค้าทาส ชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราคนหนึ่งก็เดินออกมาต้อนรับ “ฮูหยินทั้งสอง สนใจสิ่งใดขอรับ?”


คนเป็นพ่อค้าย่อมต้องได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา เห็นอาภรณ์ที่สตรีตรงหน้าทั้งสองสวมใส่ก็รู้ได้ว่าเป็นเจ้านาย ทั้งอีกฝ่ายยังมัดมวยผมแบบสตรีที่แต่งงานแล้ว จึงเรียกพวกนางว่าฮูหยิน


นายหน้าคนนี้ไม่ได้แค่ค้าทาสเท่านั้น ยังค้าวัวค้าม้าค้าสัตว์ ค้าบ้านค้าที่ดินด้วย เพราะเหตุนี้ เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงกับเฉิงเสวี่ยเวยเข้ามา เขาจึงต้องถามว่าพวกนางต้องการสิ่งใด


เหอจิ่วเหนียงเอ่ย “ข้าอยากซื้อสาวใช้ที่ฉลาดๆ ทำงานคล่องแคล่วว่องไวสักหน่อย”


“มีขอรับ มีขอรับ! ฮูหยินทั้งสองเชิญทางนี้ขอรับ!”


ปกติแล้วหากตระกูลใดต้องการซื้อคนรับใช้ มักจะให้คนรับใช้เป็นคนมาซื้อ น้อยนักที่เจ้านายมาซื้อเองเช่นนี้ นายหน้าจึงต้อนรับอย่างขมีขมัน หวังว่าจะสามารถขายออกไปได้หลายๆคน ตนจะได้รายได้มากขึ้น


นายหน้าพาลูกค้าทั้งสองไปยังสถานที่กักตัวทาสหญิงโดยเฉพาะ ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก สภาพของทาสเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลย


ทุกคนถูกขังเอาไว้ในกรง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรก ทาสหญิงบางคนไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าคลุมกายด้วยซ้ำ ไม่กล้าจินตนาการเลยว่าก่อนหน้านี้พวกนางต้องประสบกับสิ่งใดมาบ้าง


เมื่อเห็นพวกเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามา ทาสหญิงแต่ละคนต่างก็มองด้วยความตื่นเต้นปนกังวล กังวลว่าหากถูกซื้อตัวไปจะเจอเจ้านายไม่ดี เช่นนั้นชีวิตของพวกนางคงทุกข์ทรมานไม่ต่างจากเดิม


เหอจิ่วเหนียงสำรวจแต่ละคนอย่างตั้งใจ สังเกตได้ว่า ทาสหญิงที่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายล้วนรูปร่างหน้าตาดี ตอนที่เหอจิ่วเหนียงสบตากับพวกนาง อีกฝ่ายจะมีท่าทีหลบเลี่ยงทันทีอย่างกล้าๆกลัวๆ คนลักษณะเช่นนี้เป็นคนที่ฮูหยินทั่วไปรังเกียจที่สุด เพราะรูปร่างหน้าตาของพวกนางอาจเป็นที่ต้องตาถูกใจของนายท่านในจวน ดังนั้นพวกนางไม่กล้าคาดหวังว่าจะถูกนายหญิงสองคนนี้ซื้อตัวไป


แต่หารู้ไม่ว่า เหอจิ่วเหนียงกลับถูกใจพวกนางเข้าแล้ว นางชี้ไปยังทาสหญิงกลุ่มนั้นแล้วเอ่ยถามนายหน้า “แม่นางเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไรหรือ?”


นายหน้าตอบทันที “ตอบฮูหยิน บางคนเคยเป็นสาวใช้ของตระกูลขุนนางถูกเจ้านายเอาตัวมาขาย บางคนก็ถูกพ่อแม่ขายให้หอคณิการะหว่างการลี้ภัยแต่ทำตัวดื้อด้านไม่ยอมทำงานแม่เล้าก็เลยเอามาขายต่อที่นี่ และบางคนก็ยากจน เอาตัวไม่รอด ยอมขายตัวเองขอรับ”


ที่มาที่ไปของแต่ละคนแตกต่างกันไป เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่พวกนางประสบพบเจอนั้นไม่ง่ายเลย


ทาสหญิงที่รูปร่างหน้าตา.งดงามมีหกคนจากจำนวนทาสหญิงทั้งหมด แม้ใบหน้าจะสกปรกมอมแมม แต่ก็โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด


เหอจิ่วเหนียงถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่า สัญญาซื้อขายทาสถูกต้อง ซื้อตัวกลับไปจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมา จากนั้นก็ตัดสินใจซื้อพวกนาง


เฉิงเสวี่ยเวยตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นน้องสาวเตรียมจะจ่ายเงินก็รีบลากนางไปอีกด้านก่อน แล้วถามด้วยความไม่เข้าใจ “จิ่วเหนียง ปกติคนทั่วไปเขาซื้อสาวใช้รูปร่างหน้าตาธรรมดากันทั้งนั้น เหตุใดเจ้าถึงซื้อสาวใช้สะสวยเช่นนี้ล่ะ คนเหล่านี้อาจทำให้เกิดเรื่องหลังบ้านได้นะ”


ไม่ใช่ว่าเฉิงเสวี่ยเวยคิดมาก แต่เรื่องเช่นนี้มีให้เห็นมากมาย สาวใช้ลักษณะนี้เห็นว่าตัวเองหน้าตาดีก็มีความคิดกำเริบเสิบสาน ต้องการเอาเต้าไต่ขึ้นเตียงเจ้านาย และแผนการเช่นนี้ก็ได้ผลอย่างสมบูรณ์แบบเสมอมา


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างใจเย็น สบายๆ “ซื้อสาวใช้สวยๆกลับไป เวลาเห็นจะได้รู้สึกสบายตาอย่างไรล่ะ”


เฉิงเสวี่ยเวยยิ่งไม่เข้าใจ มองน้องสาวนอกสายเลือดขึ้นๆลงๆด้วยสายตาพิจารณา คล้ายกับสงสัยในรสนิยมของนางก็มิปาน


“พี่เสวี่ยเวย ท่านคิดไปไกลถึงไหนเนี่ย?”


เหอจิ่วเหนียงตลกกับท่าทางของอีกฝ่าย ก่อนพูดต่อ “ทุกคนล้วนรักสวยรักงามกันทั้งนั้น เกิดมาสวยก็ไม่ใช่ความผิดของพวกนาง ไม่ใช่คนสวยทุกคนจะเป็นคนเลวเสียหน่อย และคนไม่สวยก็ใช่ว่าจะเป็นคนเลวไม่ได้ ข้าซื้อตัวพวกนางกลับไป ข้ามั่นใจว่าสามารถอบรมสั่งสอนพวกนางให้เป็นคนดีได้”


คนหน้าตางดงาม ดูแล้วก็พาให้สบายตาชื่นใจ สาวใช้ในร้านอาหารที่บ้านนางก็หน้าตาดีกันทั้งสิ้น และเป็นคนที่เหอจิ่วเหนียงเลือกมากเอง


เฉิงเสวี่ยเวยก็รู้สึกว่ามีเหตุผล คนเขารูปร่างหน้าตาดีก็ควรยินดีสิถึงจะถูก และไม่ใช่ความผิดของพวกนางเสียหน่อย


ลองถามใครดูสิ มีใครบ้างที่ไม่อยากหน้าตาดี


อย่างตัวนางเองตอนนี้พยายามลดความอ้วนอยู่ ก็เพื่ออยากรูปร่างหน้าตาดีไม่ใช่หรือ


“ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ซื้อกลับไปเถอะ ก็จริงอย่างที่เจ้าพูด เห็นคนสวยๆก็รู้สึกสบายตา อารมณ์ก็จะดีไปด้วย”


เฉิงเสวี่ยเวยเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงไม่ต้องการสาวใช้ของนาง เพราะสาวใช้ของนางรูปร่างหน้าตาธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ดูโดดเด่น ที่เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ ก็อาจเป็นเพราะเกรงใจที่จะบอกเหตุผลนี้


เมื่อได้คำตอบอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว เฉิงเสวี่ยเวยก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก


จ่ายเงินเสร็จนายหน้าก็ปล่อยตัวทาสหญิงเหล่านั้นออกมา แต่ละคนก้มหน้าก้มตาด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจควบคุมจนมองเห็นได้ชัด


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “หาเสื้อผ้าให้พวกนางใส่หน่อยเถอะ สภาพเช่นนี้จะให้ออกไปเจอผู้คนได้อย่างไร ร้านของพวกเจ้าไม่เห็นอกเห็นใจมนุษย์คนหนึ่งเกินไปแล้วกระมัง!”


นายหน้ายิ้มเจื่อน ก่อนจะรีบไปตระเตรียมเสื้อผ้า


เขาไม่มีทางบอกเหอจิ่วเหนียงหรอกว่า นี่คือความตั้งใจของทางร้าน


พวกนางรูปร่างหน้าตาดี เปลือยกายเช่นนี้ก็ยิ่งดึงดูดผู้ซื้อ เศรษฐีบางคนมักจะมาเลือกซื้อทาสหญิงหน้าตางดงามที่นี่เพื่อพาไปปรนนิบัติรับใช้โดยเฉพาะ…แน่นอนว่าไม่ใช่รับใช้เหมือนสาวใช้ทั่วไป


ต้องบอกว่าทาสหญิงเหล่านี้โชคดีมากที่เข้าตาเหอจิ่วเหนียง ต่อไปจะถูกนำตัวไปขายต่อหรือไม่นั้นก็อยู่ที่พฤติกรรมของพวกนางแล้ว


ทันใดนั้นพวกนางก็รีบคุกเข่าให้เหอจิ่วเหนียง ไม่ว่าสถานการณ์ในบ้านเจ้านายคนใหม่จะเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้นางสามารถสั่งให้นายหน้าเตรียมเสื้อผ้าให้พวกนางได้ ไม่ต้องให้พวกนางเดินเปลือยกายกลางถนน เรื่องนี้พวกนางก็ขอบคุณเหอจิ่วเหนียงมากแล้ว


พวกนางจึงหมายมาดในใจว่า ฮูหยินท่านนั้นอาจเป็นเจ้านายที่ดีก็ได้


“ลุกขึ้นเถอะ มีเรื่องอะไรกลับไปค่อยคุยกัน”


เหอจิ่วเหนียงกล่าว จากนั้นหันไปกวาดสายตามองทาสหญิงรูปร่างหน้าตาธรรมดาที่เหลือที่นั่งหลบมุมอยู่ในห้องขังอย่างพิจารณา…


สาเหตุที่พวกนางดึงดูดสายตาของเหอจิ่วเหนียงได้ ก็เพราะว่าสีหน้าของพวกนางย่ำแย่มาก


สีหน้าแต่ละคนซีดเผือด ร่างกายซูบผอมไร้เรี่ยวแรง แค่ดูด้วยตาก็รู้แล้วว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน


อาจเป็นเพราะทักษะทางการแพทย์ของนาง หมอหญิงจึงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ


จบตอน

Comments