ตอนที่ 31: กระต่ายเมื่อจนตรอกก็สู้เป็น
ครอบครัวลู่ที่กำลังสุขสันต์หาได้สังเกตไม่… ว่ามีคนสองคนแอบมองพวกเขาอยู่อีกด้านหนึ่ง
แม้จะอยู่ไกลแต่ลมที่พัดมาทางนี้ก็หอบเอากลิ่นหอมของเนื้อโชยมาด้วย
สองร่างปริศนาลอบกลืนน้ำลายพร้อมกัน
“ครอบครัวนี้ไม่เหมือนชาวนาทั่วไปเลย! ทุกคนลี้ภัยกันแทบเอาชีวิตไม่รอดแต่คนพวกนี้กลับกินอยู่อย่างดี จุจุจุ ดูนั่นสิ! ข้าวสวยหม้อใหญ่ ไหนจะเนื้อสัตว์อีก!”
“แหงสิ! หากเป็นชาวไร่ชาวนาจริงจะยอมเอาเงินสามสิบตำลึงไปแลกกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ”
“อืม อย่าว่าแต่ชาวนาธรรมดาธรรมดาเลย เจ้าดูแม่เฉียนสิ มีเงินมีทองถึงเพียงนั้นแต่เวลาซื้อตัวสตรีเข้าหอนางโลมแต่ละทีจ่ายครั้งละสิบกว่าตำลึงนางยังทุกข์ใจแทบแย่”
ชายโฉดทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง กระทั่งได้ข้อมูลของเป้าหมายพอสมควรแล้วจึงถอนตัวกลับไปที่หอเฟิงอวิ้น เมื่อมาถึงพวกเขาก็แอบเข้าทางด้านหลังอย่างเงียบๆ
ในห้องเซียงฝางด้านหลังหอคณิกา สตรีวัยกลางคนแต่งตัวแต่งหน้าฉูดฉาดกำลังนั่งพัดวีด้วยความผ่อนคลาย นางก็คือแม่เฉียนที่ชายทั้งสองกล่าวถึงเมื่อครู่
“ไปสืบได้ความอย่างไรบ้าง?” แม่เฉียนเอ่ยถามด้วยท่วงท่าสบายๆ
“คนพวกนั้นไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้จริงๆขอรับ แม้จะลี้ภัยแต่ดูแล้วเป็นครอบครัวมีเงิน ทุกคนกินข้าวสวยกับเนื้อเหมือนกัน ว่ากันตามเหตุผลแล้วคนที่มีเงินเช่นนี้สามารถพักที่โรงเตี๊ยมได้เลย ไม่น่าจะไปนอนกองกันอยู่ที่ประตูเมือง”
ผู้รายงานส่ายหน้าไปมาด้วยความไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะคิดหาเหตุผลอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
“เหอะ” แม่เล้าแค่นหัวเราะ “ที่แท้ก็เป็นคนหน้าใหญ่ใจโตนี่เอง จับตาดูต่อไป พวกมันเดินทางออกจากเมืองเมื่อไรให้มารายงานข้าทันที ข้าจะทำให้พวกมันได้รู้ว่า จุดจบของคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้าเป็นอย่างไร!”
ตอนนี้สถานการณ์นอกเมืองแย่มาก เหล่าขุนนางสนใจแต่ความสงบภายในเมือง เพราะพวกเขาไม่อาจปล่อยให้ในเมืองเกิดความวุ่นวายได้เด็ดขาด หาไม่การจัดการจะยิ่งยาก
ดังนั้นแม่เฉียนจึงจะยังไม่ทำอะไรกับครอบครัวลู่ในตอนนี้ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายออกจากเมืองละก็…
“ขอรับ!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้แม่เฉียนไม่พอใจมากจริงๆ ปกติแล้วนางซื้อตัวเด็กสาวมาในราคาเพียงสิบกว่าตำลึงเท่านั้น แต่เด็กสาวที่ได้มาในวันนี้งดงามหาได้ยาก นางจึงยอมทุ่มราคาถึงยี่สิบตำลึง หากนำมาอบรมสั่งสอนให้ดีกว่านี้สักหน่อย วันหน้าสินค้าชิ้นนี้อาจทำเงินให้นางได้ถึงสองร้อยตำลึง หรืออาจถึงสองพันตำลึงก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!
แต่จู่ๆก็มีสองสามีภรรยาชาวนาเสนอหน้าเข้ามาขัดลาภ! นางเห็นว่าสองคนนั้นเป็นคนยากจน จึงเรียกราคาขู่ไปส่งๆ อย่างไรเสียพวกเขาไม่มีปัญญาหาเงินมาไถ่ตัวได้แน่
แต่นึกไม่ถึงว่าสิ่งที่คิดไว้จะผิดคาด!
บัญชีนี้ นางต้องให้ครอบครัวบัดซบนั่นชดใช้ให้นางเป็นเท่าทวี!
......
ยามดึกสงัด ชายวัยกลางคนของหมู่บ้านตระกูลลู่ผลัดกันทำหน้าที่เฝ้าเวรยาม เด็กและสตรีนอนพักผ่อนอย่างสบายใจ อย่างไรเสียตลอดการเดินทางหลายวันมานี้พวกเขานอนกลางดินกินกลางทรายผ่านความยากลำบากมาแทบทุกรูปแบบ ตอนนี้ได้อยู่ในเมืองที่มีการรักษาความปลอดภัยจึงไม่มีอะไรต้องกังวล
หลังจากเหอจิ่วเหนียงมั่นใจว่าโก่วเอ๋อร์หลับสนิทแล้วจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบและผละตัวออกมา
ตอนนี้คนที่เฝ้าเวรยามคือลู่จิ้งซวน นางกระซิบบอกเขาเสียงเบา “พี่ใหญ่ ข้าฝากดูเสี่ยวโก่วเอ๋อร์สักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ ข้าจะไปทำกิจส่วนตัวสักหน่อย”
“ไปเถอะ ระวังตัวด้วย”
ลู่จิ้งซวนไม่ได้คิดอะไร หันกลับไปโยนฟืนใส่กองไฟต่อ
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ออกมาทำกิจส่วนตัวดังที่บอก นางแอบย่องไปหาโจรสองคนที่ซุ่มอยู่
หนึ่งในสองคนอ้าปากหาว ก่อนจะบ่นออกมา “แม่เฉียนระแวงเกินไปแล้ว ตอนนี้คนพวกนั้นก็หลับกันหมด พรุ่งนี้เช้าพวกมันออกจากเมืองหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ให้เราสองคนมานั่งเป็นอาหารยุงอยู่ที่นี่ทำไม!”
ขณะพร่ำบ่นก็ยกมือตบยุงที่กัดบนหน้าตัวเอง ยุงตัวอ้วนถูกตบจนแบนราบอยู่บนแก้ม ทั้งยังทิ้งรอยเลือดเอาไว้
“ไม่บ่นสักคำเจ้าจะตายหรือไม่ฮะ หากเจ้ากล้าก็ไปพูดต่อหน้าแม่เฉียนสิ! เหอะ!”
เห็นได้ชัดว่าอีกคนไม่อยากจะพูดกับเขา จึงสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น
คนขี้บ่นไม่ใส่ใจ ขยับเข้าไปใกล้คู่หูแล้วเอ่ยต่อ “เจ้าว่า ที่แม่เฉียนบอกว่าจะสั่งสอนคนพวกนี้ คงไม่ใช่เพราะถูกใจบรรดาผู้หญิงในครอบครัวนี้เข้าแล้วกระมัง ดูสิ แต่ละคนสวยๆทั้งนั้น!”
ระหว่างพูดโจรใจทรามก็กลืนน้ำลายด้วย ท่าทางช่างกักขฬะยิ่งนัก
ชายอีกคนกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่จู่ๆก็รู้สึกว่าคู่หูที่เอนกายพิงตนอยู่ไม่ขยับตัวแล้ว
เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงหลับไปจึงจะผลักร่างออก ทว่าทันทีที่หันหน้าไปเขากลับรู้สึกถึงความง่วงแล่นจู่โจมอย่างฉับพลัน และเพียงชั่วพริบตาก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีก
เหอจิ่วเหนียงออกมาจากมุมมืด เมื่อเห็นโจรสองคนที่นอนหมดสติสภาพราวกับหมูตายมุมปากบางก็ยกขึ้นยิ้ม
ปกติแล้วนางไม่ใช่คนหาเรื่องใครก่อน แต่หอเฟิงอวิ้นกลับมาหาเรื่องรังแกกันถึงที่ เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลใดที่นางต้องอยู่เฉยๆ รอให้อันตรายเกิดขึ้นก่อนทั้งๆที่ภัยมาถึงตัวแล้ว
ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ตอนนี้ไม่มีคนของฮูหยินเจียงคอยปกป้อง หากเกิดเรื่องขึ้นนางก็ไม่สะดวกจัดการอย่างโจ่งแจ้ง จึงต้องลงมือตัดไฟแต่ต้นลมเสียตอนนี้
หญิงสาวหามุมลับตาเปลี่ยนเสื้อผ้าอำพรางตัวที่เอาออกมาจากห้วงมิติ จากนั้นมุ่งหน้าไปที่หอเฟิงอวิ้น
ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็หาหอคณิกาคู่กรณีเจอ
หอเฟิงอวิ้นเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยกามารมณ์ แม้กลางวันจะเงียบสงัดไร้ผู้คน แต่เมื่อถึงยามรัตติกาลละก็ สถานที่แห่งนี้เรียกได้ว่าครึกครื้นเกินต้านทาน
…ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเผชิญกับภัยพิบัติใด ผู้ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากก็คือคนยากจนอยู่ร่ำไป ส่วนคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองไหนเลยจะถูกลิดรอนความสุขสบาย
ตรอกแห่งนี้สว่างไสวและคึกคักตลอดทั้งเส้นทาง เหอจิ่วเหนียงหาโอกาสแอบเข้าไปในชั้นสองของห้องเซียงฝางในหอเฟิงอวิ้น
“นายท่าน ไม่ได้มาหาเชียงเอ๋อร์หลายวันแล้ว กว่าจะมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหตุใดถึงทำหน้าเครียดคิ้วขมวดเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”
น้ำเสียงออดอ้อนของหญิงสาวดังขึ้น เหอจิ่วเหนียงไม่คิดจะสนใจ แต่เมื่อได้ยินคำเรียกขานที่ดูเหมือนอีกฝ่ายเป็นขุนนาง สตรีผู้มีภารกิจจึงขอหยุดตั้งใจฟังสักหน่อย
“ใช่ว่าข้าไม่อยากมา แต่งานข้ายุ่งมากจริงๆ! รินให้ข้าเต็มจอกเลย คืนนี้ไม่เมาไม่กลับ!”
ชายวัยกลางคนผู้นี้ดูเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรถึงขั้นทำให้เขาต้องมาหาความสุขที่หอคณิกาแห่งนี้
“เหล่าผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้เข้าเมืองมาไม่ใช่หรือเจ้าคะ แต่ถึงเข้ามานายท่านก็ให้คนทำโจ๊กแจกแล้ว นี่ก็เป็นการช่วยเหลือพวกเขาแล้ว ตอนนี้ในเมืองของเราก็ยังสงบสุขดี นายท่านยังมีเรื่องอะไรให้กังวลอีกหรือเจ้าคะ?”
เป็นไปได้ว่าเชียงเอ๋อร์และชายผู้นี้มีความสัมพันธ์กันในระดับที่ลึกซึ้ง เพราะเรื่องเช่นนี้หญิงคณิกาจะรู้ได้อย่างไร หากอีกฝ่ายไม่ได้เล่าให้ฟัง
“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร กระต่ายเมื่อถึงยามจนตรอกก็สู้เป็น นับประสาอะไรกับคนอดอยาก” ชายผู้นั้นถอนหายใจอย่างหนักอก “ไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ข้าก็ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไร อีกอย่าง คนเหล่านั้นเดินทางมาตั้งไกล ใครจะรู้ว่าร่างกายติดเชื้ออะไรมาบ้าง หากเข้ามามีหวังวุ่นวายกันทั้งเมืองแน่ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกทหารที่เฝ้าประตูเมืองจะรับมือได้ถึงเมื่อไร”
เรื่องที่นำตัวเด็กแลกอาหารพวกเขาเหล่าขุนนางก็รู้ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องผู้อพยพกินซากศพประทังชีวิตพวกเขาก็รู้ดี ดังนั้นร่างกายของผู้อพยพเหล่านั้นย่อมต้องมีเชื้อโรคไม่มากก็น้อย หลายวันมานี้เขาเครียดจนหัวแทบระเบิดอยู่แล้ว
เชียงเอ๋อร์เอ่ยด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย “นะ นายท่านหมายความว่า คนพวกนั้นอาจบุกเข้ามาได้ทุกเมื่ออย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
“คิดว่าเป็นเช่นนั้น”
“นายท่านทั้งฉลาดรอบรู้ วรยุทธ์เลิศล้ำ อย่างไรเสียข้าก็ไม่กลัวหรอกเจ้าค่ะ!”
…...
ได้ฟังบทสนทนาที่ราวกับเสียงเตือนภัยเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูท่าอีกไม่นานในเฉียนโจวคงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป โดยเฉพาะจุดที่อยู่ใกล้ประตูเมืองซึ่งตระกูลลู่ใช้พักค้างอ้างแรม หากมีการบุกเข้ามาของผู้ลี้ภัย พวกนางจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ
ตอนที่ 32: ออกจากเมืองกลางดึก
เหอจิ่วเหนียงถอยออกไปเงียบๆ และมุ่งความสนใจกับภารกิจของตนต่อ นางเดินตามทางไปเรื่อยๆ กระทั่งเจอห้องเซียงฝางห้องหนึ่งที่ต่างไปจากห้องอื่น ภายในมีการตกแต่งหรูหราโดดเด่น หากคาดไม่ผิดห้องนี้คงเป็นห้องของแม่เล้าผู้นั้น
ในห้องไม่มีคนอยู่ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่รีบร้อน เดินไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ค้นเอาของมีค่าไปได้ไม่น้อย
ตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงมีสิบกว่าใบ อีกทั้งเครื่องประดับ เงินและทอง หญิงสาวกวาดทุกอย่างลงในห้วงมิติอย่างไม่เกรงใจ
เดิมทีการมาในครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงเพียงตั้งใจจะสั่งสอนแม่เล้าคนเก่งสักหน่อย เตือนให้นางอย่าคิดหาเรื่องคนตระกูลลู่ แต่ตอนนี้นางคิดว่าไม่จำเป็นต้องสั่งสอนแล้ว
การสั่งสอนที่ใหญ่หลวงที่สุดสำหรับคนละโมบโลภในเงินทองก็คือ การกวาดเอาทรัพย์สินทั้งหมดของมันไปซะ!
เหอจิ่วเหนียงยิ้มสะใจก่อนจะเดินออกจากห้อง และเตรียมกลับทางเดิม
ทว่า…
ทันทีที่เปิดประตู นางก็ได้ยินเสียงตะโกนลั่นด้วยความร้อนรนจากห้องข้างๆ
“นายท่าน! แย่แล้วขอรับ! มีผู้ลี้ภัยปีนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกเข้ามาได้คนหนึ่งขอรับ! ตอนนี้ทางตะวันตกโกลาหลมาก คนที่ประจำการอยู่ตรงนั้นเกรงว่าจะรับมือไม่ไหวแล้วขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก และตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องรีบจบภารกิจให้เร็วที่สุด ทันใดนั้นนางจึงไปวางเพลิงด้านหลังหอคณิกาแห่งนี้ไม่รอช้าก่อนจะหลบหนีไป
ระหว่างทางกลับเหอจิ่วเหนียงเห็นสถานการณ์ความโกลาหลในเมืองแล้ว มีทหารถือคบเพลิงเดินตรวจตราทั่วทั้งเมือง เพื่อตามหาตัวผู้ลี้ภัยที่แอบเข้าเมืองคนนั้น
ทันทีที่มาถึงที่พักของตระกูลลู่ หญิงสาวรีบพุ่งพรวดเข้าไปหาลู่จิ้งซวนโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
“พี่ใหญ่ รีบปลุกทุกคนเร็วเข้า ตอนนี้ผู้ลี้ภัยข้างนอกเริ่มก่อความวุ่นวายแล้ว ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เราจะไปที่ประตูเมืองทิศเหนือกัน ประตูน่าจะเปิดก่อนเวลา พวกเราจะใช้โอกาสตอนนั้นออกไปจากที่นี่กันเจ้าค่ะ!”
ผู้ลี้ภัยไม่มีทางก่อความวุ่นวายเพียงแค่คนสองคนแน่นอน สามารถคิดการใหญ่เช่นนี้ได้จะต้องร่วมมือกันเป็นกลุ่ม คนผู้นั้นปีนกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกเข้ามา เป็นไปได้สูงว่าจะเข้ามาเปิดประตูเมืองทิศใต้ เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้ตระกูลลู่จะเอาชีวิตรอดได้ แต่ทรัพย์สินเงินทอง เสบียงอาหารคงมิวายถูกปล้นจนสิ้นเนื้อประดาตัวแน่
ลู่จิ้งซวนที่นั่งสัปหงกได้ยินข่าว อาการง่วงงุนก็หายเป็นปลิดทิ้ง แม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่ได้อธิบายมากไปกว่านี้ และไม่รู้ว่าน้องสะใภ้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เขาก็เชื่อนาง พลันนั้นจึงรีบไปปลุกเหล่าบุรุษ
เหอจิ่วเหนียงมีหน้าที่ปลุกเหล่าสตรี เด็กโตก็ให้ผู้เป็นแม่ปลุก ส่วนเด็กเล็กให้อุ้มไป จากนั้นทั้งคณะก็มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศเหนือด้วยความตื่นตระหนก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดจู่ๆถึงวุ่นวายเช่นนี้ล่ะ?”
ผู้เฒ่าลู่ยังคงมึนงง เดินไปได้ไม่ไกลก็หันมาถามเหอจิ่วเหนียง
“ข้าก็ไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดเจ้าค่ะ ข้าไปทำกิจส่วนตัวแล้วได้ยินว่าผู้ลี้ภัยข้างนอกปีนกำแพงเมืองเข้ามา แถมยังออกปล้นตามบ้านเรือน ข้าเลยรีบกลับมาปลุกทุกคนนี่แหละเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงคิดคำแก้ตัวเอาไว้แล้ว อย่างไรเสียก็ใช้ประโยชน์จากข้ออ้าง ‘ออกไปทำกิจส่วนตัว’ อีกสักหน่อยก็แล้วกัน
ยากนักที่นางซุนจะไม่พูดอะไร ยางนี้ในใจนางรู้สึกว่าสะใภ้สามโชคดีจริงๆ เวลากลางดึกเช่นนี้สวรรค์ยังดลบันดาลให้นางรับรู้ว่ามีอันตราย ส่งผลให้ทุกคนในครอบครัวมีเวลาหนีภัย นับว่าเป็นการเอาตัวรอดในสถานการณ์อันตรายได้อีกครั้ง
เมืองเฉียนโจวกว้างใหญ่ไพศาล ทุกคนเร่งฝีเท้าด้วยความตื่นตระหนก จากประตูเมืองทิศใต้มุ่งสู่ประตูเมืองทิศเหนือใช้เวลาไปกว่าชั่วยามครึ่ง ขณะนี้ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นไม่ได้มุ่งหน้ามาทางนี้ ดังนั้นจึงนับว่าปลอดภัย
ทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นความแตกตื่นของคนกลุ่มนี้ก็คิดว่ามีสัตว์ป่าดุร้ายใดกำลังไล่ตามหลังอยู่ จึงเข้าไปขวางแล้วไถ่ถาม “กลางดึกเช่นนี้พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรกัน เหตุใดไม่หลับไม่นอน?”
“ใต้เท้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงเป็นคนร้องบอก นางทำท่าทางหวาดกลัวอย่างยิ่ง “ประตูเมืองทิศใต้กับประตูเมืองทิศตะวันตกมีผู้ลี้ภัยบุกเข้ามาแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองวุ่นวายไปหมด ครอบครัวของข้าปักหลักพักผ่อนกันอยู่ที่ประตูเมืองทิศใต้ พอเห็นคนพวกนั้นก่อจลาจลก็เลยพากันหนีมาที่นี่ โปรดใต้เท้าสงสารพวกเราด้วย เปิดทางให้พวกเราเถอะนะเจ้าคะ”
ขณะบอกกล่าวเหอจิ่วเหนียงนำเงินห้าตำลึงยัดใส่มืออีกฝ่ายด้วย ทหารเหลือบมองเงินในมือ ในใจครุ่นคิด …คนที่ควักเงินมากขนาดนี้ออกมาได้ตามใจชอบต้องไม่ใช่ผู้ลี้ภัยธรรมดาแน่นอน คงเป็นพวกคหบดีในหมู่บ้าน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีกำลังพาคนหนีเป็นขบวนเช่นนี้แน่
“เกิดเหตุจลาจลที่ประตูเมืองทิศใต้หรือ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!?”
ทหารได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจทันที หากเรื่องใหญ่โตละก็การจัดการคงยุ่งยากจนแทบรับไม่ไหวแน่
ทหารอีกนายหนึ่งพูดขึ้น “ไม่ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายเพียงใดพวกเราก็ควรรอคนมารายงานก่อน จะตื่นตูมไม่ได้เด็ดขาด!”
ทหารคนแรกกล่าว “เช่นนั้นพวกเจ้าก็หาที่นั่งพักกันก่อนเถอะ อย่ามาเกะกะขวางพวกข้า”
ทหารเฝ้าประตูเมืองได้รับผลประโยชน์แล้ว และตอนนี้ยังมีเรื่องให้กลุ้มใจ จึงขี้เกียจจะวุ่นวายกับชาวบ้านกลุ่มนี้ คนตระกูลลู่จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มีบางคนตาแหลมเห็นเหอจิ่วเหนียงจ่ายเงินถึงห้าตำลึงให้ทหารเฝ้าประตู จึงได้รู้ว่าครอบครัวลู่มีกำลังทรัพย์จริงๆ ด้วยสัญชาตญาณ คนพวกนี้จึงพยายามเข้ามาใกล้ชิดครอบครัวลู่ แม้ไม่ได้กินเนื้อแต่หวังแค่อย่างน้อยได้กินน้ำแกงก็พอใจแล้ว
“ทุกคนพักผ่อนกันก่อนเถอะ เดินมาเหนื่อยทั้งคืนแล้ว!”
ผู้เฒ่าลู่พ่นลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะหย่อนกายนั่งลง
อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาวิ่งเช่นนี้อีก สวรรค์ชักจะทดสอบสมรรถภาพร่างกายเขามากเกินไปแล้ว!
คนที่แย่ไปกว่าก็คือคนที่ยังได้รับบาดเจ็บ อย่างเช่นลู่ต้าผิง จางซง และคนอื่นๆที่นั่งอยู่บนเกวียนครอบครัวลู่ แม้จะนั่งเบียดเสียดกันจนเจ็บแผล แต่ก็ดีกว่าให้พวกเขาเดินเอง
แต่ละคนทรุดตัวนั่งลงพลางหายใจกระหืดกระหอบ แม้กระหายน้ำเพียงใดก็ไม่กล้าดื่ม เพราะน้ำที่พวกเขามีในตอนนี้คือน้ำที่พวกลู่จิ้งซวนซื้อมาเมื่อตอนกลางวัน มีราคาแพงมาก ดังนั้นจึงจำต้องดื่มอย่างประหยัด
เส้นทางไปอันโจวไม่ได้แห้งแล้งนัก ระหว่างทางคงจะหาน้ำได้ ด้วยเหตุนั้นลู่จิ้งซวนจึงตัดสินใจเติมน้ำที่ซื้อมาลงในกระบอกไม้ไผ่ให้ทุกคนจนเต็ม ทุกคนจึงซาบซึ้งในน้ำใจของครอบครัวลู่ และเป็นเหตุผลที่ตอนนี้พวกเขาหวงแหนน้ำในกระบอกยิ่งกว่าสิ่งใด
คณะตระกูลลู่คิดจะนั่งพักอีกสักหน่อย แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าเพิ่งหย่อนก้นลงพื้นได้ไม่นานก็มีทหารขี่ม้ามาแจ้งข่าว “ประตูเมืองทิศใต้เกิดเหตุจลาจลขึ้นแล้ว! รีบเปิดประตูเมืองเร็วเข้า! ให้ชาวบ้านออกจากเมืองให้เร็วที่สุด!”
ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงทอประกายในทันใด นี่แหละ เวลาที่รอคอย!
“ทุกคนรีบเก็บของเร็วเข้า เราต้องไปแล้ว! หากจลาจลมาถึงตรงนี้พวกเราจะแย่เอา”
เหอจิ่วเหนียงออกคำสั่ง ชาวตระกูลลู่เตรียมพร้อมอีกครั้ง ทันทีที่ประตูเมืองเปิดพวกเขาก็พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังออกมาได้พวกเขาก็ไม่หยุดพัก มุ่งหน้าเดินทางไปอันโจวทันที เมืองเฉียนโจวเกิดความวุ่นวายขึ้น บริเวณโดยรอบย่อมไม่ปลอดภัย ยิ่งหนีไปได้ไกลเท่าไรก็ยิ่งดี
ส่วนทางด้านหอเฟิงอวิ้น พวกเขายังเอาตัวเองไม่รอด จึงหมดโอกาสหาเรื่องครอบครัวลู่ไปโดยสิ้นเชิง
เมืองเฉียนโจวนับว่าเป็นเส้นเขตแดน ทิศใต้เต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยจึงเกิดความโกลาหล แต่ทางทิศเหนือเมื่อเทียบกันแล้วสงบกว่ามาก ผู้ลี้ภัยที่พอมีกำลังและความสามารถจึงจะมาทางนี้ได้ และตลอดเส้นทางมุ่งสู่ทางตอนเหนือก็ไม่ค่อยแห้งแล้งมากนัก ยังพอได้เห็นสีสันของต้นไม้ใบหญ้าระหว่างทาง
กลุ่มชาวบ้านตระกูลลู่เดินทางตลอดทั้งคืน ระหว่างทางได้เจอกับผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นบ้าง แต่พวกเขาก็พบปะกันด้วยไมตรี ไม่มีการปะทะกันแต่อย่างใด การเดินทางจึงเป็นไปอย่างราบรื่นกระทั่งดวงอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า
จู่ๆ เหลยจื่อนั่งลงกับพื้น “ข้าเดินไม่ไหวแล้ว ข้าเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ! ท่านแม่ ขาข้าจะหลุดอยู่แล้ว!”
เขาเป็นหลานคนโตของครอบครัว ตลอดทางไม่ได้นั่งรถม้า อาศัยสองขาเดินกับผู้ใหญ่มาตลอดทั้งคืนจนถึงตอนนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว
โยวยาโถวก็ทำตามเช่นกัน ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นไม่ยอมลุก
แม้เหลียนฮวาจะเดินเท้ามาทั้งคืนเหมือนกัน และรู้สึกเช่นกันว่าตนแทบจะเดินไม่ไหวแล้ว แต่นางรู้ว่าตนไม่ใช่ลูกหลานสกุลลู่ สกุลลู่รับนางไว้ก็ดีเท่าไรแล้ว นางไม่อยากสร้างความลำบากให้ผู้มีพระคุณอีก จึงไม่ปริปากบ่นออกมา
ตอนที่ 33: อันโจวไม่อาจรับคนได้มากกว่านี้แล้ว
“เดินทางกันมาทั้งคืน ตอนนี้ก็อยู่ไกลเมืองเฉียนโจวมากแล้ว ทุกคนหาที่ร่มๆพักกันก่อนเถอะ”
ผู้เฒ่าลู่เหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน ช่วงขาลงไปไร้ความรู้สึกคล้ายขาหายไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ทุกคนต่างเห็นด้วย จึงพากันหาที่นั่งพัก
เหอจิ่วเหนียงแอบนำกระดาษชำระเปียกแผ่นหนึ่งออกมาเช็ดเหงื่อให้โก่วเอ๋อร์ ใบหน้าเด็กน้อยแดงก่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่ารัก “ท่านแม่ เย็นมากเลย สบายจัง!”
“ถึงจะสบายก็เช็ดได้แค่ครั้งเดียว ไม่อย่างนั้นจะป่วยเอาได้”
เหอจิ่วเหนียงหยิกแก้มบุตรชายตัวน้อย ในที่สุดก็มีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้างแล้ว ระหว่างทางอันแสนยากลำบากนางยังสามารถเลี้ยงดูได้ถึงขนาดนี้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ
“ป่วยแล้วจะตายหรือไม่ขอรับ?”
“ก็ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ก็แค่เจ็บปวดมาก แล้วก็เล่นกับพวกพี่ๆน้องๆไม่ได้”
โก่วเอ๋อร์ตระหนักได้ทันที “เช่นนั้นข้าไม่อยากป่วยขอรับ ข้าอยากเล่นกับพวกพี่ๆน้องๆขอรับ!”
หลายวันมานี้สุขภาพของโก่วเอ๋อร์แข็งแรงขึ้นมาก เมื่อมั่นใจแล้วว่าเขาปลอดภัย เหอจิ่วเหนียงจึงปล่อยเด็กน้อยไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่นๆให้เหงื่อออกบ้าง ถือเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแข็งแรง
“ได้ๆ แม่จะให้เจ้าเล่นกับพี่ๆน้องๆของเจ้า”
เหอจิ่วเหนียงมองบุตรชายจำเป็นในอ้อมแขนด้วยสายตาเปี่ยมรัก ไม่รู้ว่าเพราะซึมซับความเป็นแม่มามากเกินไปหรือไม่ ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เช่นไรก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่ารักมากๆ กระทั่งบางครั้งก็รู้สึกสงสัยว่าในภพก่อนตนเคยทำบุญใหญ่โดยไม่ตั้งใจมาหรือไม่ ภพนี้ถึงได้มีบุตรชายที่น่ารักเช่นนี้แม้ตนจะยังไม่เคยผ่านมือชาย
…...
ด้านกลุ่มบุรุษก็กำลังพูดคุยกันอยู่ ลู่ฟู่กุ้ยกล่าว “เดินทางไปอันโจวครั้งนี้ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นระหว่างทางอีกเลย ข้ากลัวแล้วจริงๆนะ!”
“นั่นสิ พวกข้าก็กลัวเหมือนกัน ในกลุ่มเรามีเด็กกับผู้หญิงหลายคน ผู้ชายอย่างพวกข้าก็ดันได้รับบาดเจ็บ หากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นอีกละก็ เกรงว่า…เฮ้อ”
ลู่ต้าผิงก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เอาชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ หลังจากนี้พวกเขาภาวนาแค่เพียงขอให้ไปถึงอันโจวอย่างปลอดภัยก็พอ มิเช่นนั้นคงมีชีวิตรอดต่อไปได้ยากแล้ว
“พวกเจ้าพูดอะไรกัน พวกเราเดินทางมาจนถึงตรงนี้แล้ว จะพูดจาบั่นทอนกำลังใจเช่นนี้ทำไม?” ผู้เฒ่าลู่ไม่พอใจ “ข้าให้พวกเจ้านั่งพักให้หายเหนื่อย ไม่ใช่ให้พูดเรื่องอัปมงคลเช่นนี้! ตลอดการเดินทางพวกเราก็เจออันตรายมามากไม่ใช่หรือไร แต่พวกเราก็ผ่านกันมาได้ไม่ใช่หรือ ตราบใดที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกัน ต้องถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยแน่นอน!”
หากจะบอกว่าชายชราไม่มีความหวาดกลัวเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในกลุ่ม ผู้เฒ่าลู่จึงไม่อาจแสดงด้านนั้นออกมาได้ อีกอย่าง เขาเชื่อว่าความโชคดีของสะใภ้สามจะสามารถพาพวกเขาไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
ยิ่งนานวัน ความโชคดีของสะใภ้สามก็ยิ่งไม่ธรรมดา!
“ท่านอาสามพูดถูก พวกเราต้องไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยแน่นอน!”
ลู่ฟู่กุ้ยฮึกเหิมทันที คนที่เหลือต่างก็มีใจแน่วแน่ตามไปด้วย ตลอดการเดินทางของพวกเขาช่างยากลำบากจริงๆ แต่ทุกอย่างพวกเขาล้วนผ่านมาได้แล้วไม่ใช่หรือ
อีกอย่าง ตอนนี้พวกเขายังมีอาหารให้กิน มีน้ำให้ดื่ม ทั้งยังมีสมาชิกตั้งหลายคน ขอเพียงไม่ยอมแพ้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!
หลังจากนั่งพักมาประมาณหนึ่งชั่วยาม ทุกคนกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้วก็ตัดสินใจออกเดินทางต่อ เพื่อเร่งหาที่ปลอดภัยพักแรมในคืนนี้
เมื่อคืนพวกเขาไม่ได้นอนกันทั้งคืน คืนนี้ต้องนอนให้อิ่มสักหน่อย!
......
ขณะเดียวกัน อีกทางด้านหนึ่ง
แม่เล้าแห่งหอเฟิงอวิ้นนั่งอยู่บนธรณีประตูด้วยสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าบนกายขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าอาบน้ำตา ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
เมื่อคืนคณิกาในหอเฟิงอวิ้นฉวยโอกาสโกลาหลหลบหนีไปเกินครึ่ง หอเฟิงอวิ้นเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ก่อน ต่อมาถูกผู้ลี้ภัยบุกปล้นทรัพย์สินของมีค่า ต่อให้นางมีสามเศียรหกกร มีความสามารเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจกอบกู้ทุกอย่างกลับมาได้
และที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ ครั้นที่นางนึกถึงทรัพย์สินที่สะสมมานานหลายปีในห้องขึ้นได้ สุดท้ายกลับพบว่ามันถูกปล้นไปจนไม่เหลือแล้ว
ในตอนนี้เอง ลูกน้องสองคนที่หลับสบายตลอดทั้งคืนก็วิ่งพรวดพราดกลับมาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นความยุ่งเหยิงตรงหน้าก็ตกตะลึงไปทันที
“แม่เฉียน นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แม่เฉียน พวกเขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าที่นี่เคยเป็นหอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองเฉียนโจว
“หมดแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว…สิ่งที่ข้าทุ่มเทมาตลอดหลายปีมันไม่เหลือแล้ว! ฮือๆๆ…”
แม่เล้าจนตรอกไม่มีแก่ใจจะถามว่าเหตุใดคนที่ตนส่งไปถึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ สองมือบางยกขึ้นปิดหน้าร้องไห้อย่างหนัก นางเป็นสตรีตัวคนเดียว ดูแลกิจการมาได้ถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไปมาหาสู่สร้างเส้นสายมากมาย ล่วงเกินคนไปก็ไม่น้อย…แต่ตอนนี้นางไม่เหลืออะไรแล้ว และไม่รู้ว่าศัตรูคู่แค้นจะใช้โอกาสนี้จัดการนางเช่นไร
สองโจรหันมองหน้ากัน ก่อนจะวิ่งเข้าไปดูด้านในร้าน
…ทุกอย่างถูกไฟแผดเผาจนไม่เหลือเลยจริงๆ
อย่าว่าแต่แม่เฉียนเลย ทรัพย์สินของพวกเขาก็ถูกเก็บไว้ข้างในนี้เหมือนกัน ทุกอย่างกลายเป็นเถ้าถ่านเช่นนี้ ทรัพย์สินเงินทองที่พวกเขาเก็บหอมรอมริบมาย่อมไม่เหลือ
และแล้วในตอนนี้ บนธรณีประตูจึงมีบุรุษในชุดเด็กรับใช้นั่งเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน เอามือปิดหน้าส่งเสียงคร่ำครวญเหมือนสตรีข้างกายราวกับเด็กก็มิปาน
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหลือบมองทั้งสามด้วยสายตารังเกียจ
ในเมืองเกิดความไม่สงบเช่นนี้ คนที่มีทรัพย์สินเงินทองอยู่เล็กน้อยก็รีบหนีออกจากเมืองกลางดึก ตอนนี้การเอาชีวิตรอดเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไหนเลยจะมีเวลาสนใจเรื่องของคนอื่น
ส่วนกลุ่มผู้ลี้ภัยที่บุกเข้าเมือง สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือ ทุบทำลายสถานที่ราชการจนพังยับเยิน และออกปล้นตามบ้านเรือนหาอาหาร
แม้บางคนจะถูกเจ้าหน้าที่ทางการควบคุมตัวได้ แต่จำนวนผู้ลี้ภัยมีมหาศาล ทหารบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย เหล่าขุนนางตกใจกลัวจนไม่กล้าออกจากจวน ทำได้เพียงส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากเมืองอื่นกลางดึก และไม่รู้ว่าการจลาจลจะสงบลงเมื่อใด
.......
หากเหอจิ่วเหนียงรู้ว่าตอนนี้แม่เฉียนน่าสงสารปานใด นางต้องหัวเราะปรบมือสะใจเป็นแน่ เพียงแต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านั้น
เพราะนางกำลังมองชายตรงหน้าที่เคยมีวาสนาได้พบเจอกันมาก่อน…ด้วยความรู้สึกหมดคำพูดเล็กน้อย
พวกเขาทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีผลประโยชน์ต่อกันแต่กลับได้มาเจอกันอีกครั้ง นี่โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรอยู่?
ด้านผู้เฒ่าลู่เมื่อเห็นหน้าฉินเจียนก็หวนนึกถึงเรื่องที่พวกตนหลอกเอาเงินอีกฝ่ายขึ้น ทันใดนั้นก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย จึงรีบเข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
ฉินเจียนเองก็นึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอครอบครัวนี้อีกครั้ง และครั้งนี้ยังพบว่าสมาชิกในกลุ่มมีจำนวนมากกว่าเดิม เขารู้สึกว่าไม่ง่ายเลยสำหรับครอบครัวนี้ในการดูแลทุกคน
“ท่านลุง ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ”
ฉินเจียนกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคารวะชายชรา ผู้เฒ่าลู่โบกมือพลางกล่าว “ใช่ๆ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ แล้วนี่คุณชายฉินจะไปไหนหรือ?”
“ข้ากำลังไปจัดการธุระแทนเจ้านายทางใต้”
วาจาคลุมเครือ เหมือนจะบอกแต่ก็เหมือนจะไม่บอก
ครอบครัวลู่ไม่ถามอะไรต่อ อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไร แค่ถามไปตามมารยาทเท่านั้น
“อ๋อ ดีๆๆ คุณชายฉินเป็นคนมีความสามารทั้งยังเก่งกาจ ต้องมีอนาคตที่ดีแน่!”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายชราเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้ครั้งใดก็พานนึกถึงเจ้าสามบุตรชายของตนทุกที …หากเจ้าสามยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะมีอนาคตที่สดใสกว่าคนอื่นๆในครอบครัว
“ขอให้เป็นดั่งที่ท่านลุงอวยพร แล้วไม่ทราบว่าท่านลุงจะไปไหนหรือขอรับ?”
“เฮ้อ จะไปไหนได้อีกล่ะ ตอนนี้ที่ชางโจวเกิดภัยแล้ง ได้ยินมาว่าอันโจวยอมรับคนเร่ร่อนอย่างพวกเรา ก็เลยคิดว่าจะไปตั้งหลักที่อันโจวนั่นแหละ”
ชายชราตอบอย่างทอดถอนใจ สีหน้าจนปัญญา
ฉินเจียนเห็นกลุ่มของอีกฝ่ายใหญ่เช่นนี้ อีกทั้งส่วนมากก็เป็นเด็กและสตรี จึงส่ายหน้าไปมาช้าๆ พลางกล่าว “เท่าที่ข้ารู้มา อันโจวไม่อาจรับคนได้มากกว่านี้อีกแล้ว”
ตอนที่ 34: เปลี่ยนเส้นทาง มุ่งสู่จิงโจว
กลุ่มชาวบ้านตระกูลลู่เอาตัวรอดมาจนถึงตอนนี้ได้ก็เพราะมีความหวัง ว่าหากไปถึงอันโจวจะตั้งหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าประสบความยากลำบากรูปแบบไหนพวกเขาก็ขอแค่ไปถึงอันโจวได้ก็พอ
ทว่าบัดนี้…
ชายภูมิฐานตรงหน้ากลับบอกว่า …อันโจวไม่อาจรับคนเพิ่มได้อีกแล้ว…
…แล้วพวกเขาจะอพยพไปแห่งหนใดได้อีก
เกิดเสียงร้องไห้ดังขึ้นหลายเสียงทันทีจากคนในกลุ่ม ความหวังที่แบกมาด้วยตลอดทางพังทลายลงอย่างฉับพลัน บัดนี้คิดไม่ออกเลยว่าชีวิตควรไปทางไหนต่อ
ผู้เฒ่าลู่เองก็ร้อนใจ “แล้วคุณชายฉินรู้หรือไม่ว่ายังมีเมืองใดที่รับคนลี้ภัยอยู่ พวกเรามาถึงที่นี่แล้ว มันไม่ง่ายเลยนะ…”
นางซุนเองก็น้ำตาคลอ หันมองฉินเจียนด้วยความตึงเครียดเช่นกัน
ฉินเจียนเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาจึงรีบบอก “เท่าที่ข้ารู้มา พวกผู้ชายที่แข็งแรงทั้งหมดจะต้องไปเป็นทหารกำลังเสริม ส่วนผู้หญิงและเด็กๆ ทางราชสำนักยังไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เฉินอ๋องจึงมีพระกรุณาธิคุณเปิดเมืองจิงโจวรับคนชรา ชายป่วยพิการที่ไม่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้ เด็กๆและผู้หญิงไว้”
“เหตุใดถึงรับแต่ผู้หญิงและเด็กล่ะ แล้วพวกข้าจะทำเช่นไร?”
“ตลอดการเดินทางก็ทุกข์ทรมานมากพอแล้ว สุขภาพร่างกายก็ทรุดโทรมจนแทบเอาตัวไม่รอด จะไปร่วมรบทำศึกได้อย่างไรกัน?”
“เมื่อก่อนกว่าที่ครอบครัวหนึ่งจะเกณฑ์ทหารต้องใช้เวลาหลายปี อีกอย่างบางครอบครัวก็มีลูกชายแค่คนเดียว ตอนนี้กลับให้พวกผู้ชายไปเป็นทหาร แล้วคนในครอบครัวจะทำเช่นไร?”
…....
ทุกคนยิ่งสิ้นหวังเมื่อได้ฟังวาจาของฉินเจียน รู้สึกว่าราชสำนักกำลังบีบบังคับให้พวกเขาไร้หนทางลืมตาอ้าปาก กว่าครอบครัวจะได้อยู่กันพร้อมหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่นี่กลับบอกให้พวกเขาแยกจากกัน แล้วหลังจากแยกกันก็ไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหน วันหน้าจะได้เจอครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาอีกหรือไม่…ไม่อาจรู้อะไรได้เลย
ซุ่ยเอ๋อร์และอีกหลายๆคนไม่อาจกลั้นความโศกเศร้าสะเทือนใจได้จนต้องปล่อยโฮออกมา แม้แต่นางหยูกับนางฉินก็เริ่มกระวนกระวายใจ เดิมทีในครอบครัวก็มีชายหนุ่มแข็งแรงน้อยอยู่แล้ว หากเสาหลักของบ้านต้องไปออกรบ แล้วครอบครัวจะเรียกว่าครอบครัวได้อีกหรือ
“ทุกคนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกเลย เมื่อครู่คุณชายฉินก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจิงโจวไม่เพียงรับพวกผู้หญิงและเด็กๆเท่านั้น ยังรับคนแก่และชายที่เจ็บป่วยพิการด้วย…ข้าสามารถทำให้ทุกคนแกล้งป่วยแกล้งพิการเพื่อเข้าเมืองได้”
เหอจิ่วเหนียงเห็นทุกคนเป็นแบบนี้ก็อดให้ความช่วยเหลือไม่ได้ อันที่จริงเรื่องนี้นางรู้สึกว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย ที่ราชสำนักทำเช่นนี้ก็เพราะพิจารณามาแล้ว แต่ช่างเถอะ อย่างไรเสียนางก็มีทางออกให้คนของนาง
สดับวาจาไม่แยแส คนอื่นล้วนดวงตาลุกวาวทันที
ใช่แล้ว เหตุใดพวกเขาคิดถึงข้อนี้ไม่ได้!
เว้นแต่ฉินเจียนที่ตกใจจนใบหน้าแข็งค้าง นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นี้จะมีความคิดที่บังอาจเช่นนี้!
วิธีการของนางจะพูดให้แรงหน่อยก็คือการหลอกลวงจักรพรรดิ หากถูกจับได้ละก็ พวกเขาทั้งโคตรไม่พ้นถูกทหารเฝ้าประตูเมืองจิงโจวทุบตีจนตายแน่
“ฮูหยินใจเย็นก่อน หากถูกจับได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาร้ายแรงมากนะ”
แม้อันที่จริงชายหนุ่มจะรู้สึกว่านี่คือวิธีที่ไม่เลว แต่ก็ไม่อยากยุยงให้พวกเขาทำ มิเช่นนั้นชีวิตพวกเขาคงหาไม่
“ถ้าหากข้ารับประกันได้ว่าทหารจะไม่มีทางจับได้ล่ะ?”
สตรีมีแผนการมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเปี่ยมความมั่นใจ
คนอื่นนางไม่สนใจ แต่พี่ใหญ่และพี่รองนางต้องช่วยแน่นอน ทว่าในเมื่อช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้หมดทั้งกลุ่ม อย่างไรเสียทุกคนก็เดินทางมาถึงที่นี่ด้วยกันแล้ว และทุกคนล้วนเป็นสหายที่ดี เหอจิ่วเหนียงคิดว่าคนเหล่านี้นางสามารถจัดการได้
ทุกคนหันมองบุรุษภูมิฐานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง หากเป็นจริงได้ดังนั้น พวกเขาก็จะยอมทำตามคำสั่งของครอบครัวลู่โดยไม่คัดค้าน!
ฉินเจียนไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร รู้สึกเพียงว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่เหมือนสตรีที่เขาพานพบมาทั้งชีวิต เป็นแค่ชาวนากลับมีความคิดโดดเด่น และสิ่งที่ยิ่งทำให้คนนับถือนางก็คือความใจกล้า
เจอกันสองครั้งแต่ไม่เคยเห็นสามีนางสักหน หรือว่าสามีนางจะล่วงลับแล้ว?
คิดได้ดังนี้ชายหนุ่มก็รู้สึกสลดใจเล็กน้อย รู้สึกว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง อีกอย่างนางก็เคยช่วยชีวิตตนเอาไว้
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ฉินเจียนจึงปลดป้ายห้อยเอวยื่นให้นาง “อย่างไรเสียฮูหยินและครอบครัวก็เคยช่วยชีวิตข้าไว้ รับป้ายนี่ไว้เถอะ ตอนเข้าประตูเมืองหากเจอปัญหาใดทำให้ลำบากใจก็แสดงป้ายนี้กับทหาร”
นี่คือป้ายหยกประจำตำหนักเฉินอ๋อง แม้การทำเช่นนี้จะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ฉินเจียนก็ไม่อาจอยู่เฉยมองผู้มีพระคุณต้องลำบากได้
เหอจิ่วเหนียงไม่ปฏิเสธ หลังจากรับมาก็กล่าวขอบคุณและเอ่ยอีกเล็กน้อย “ในเมื่อคุณชายตรงไปตรงมาเช่นนี้ ข้าก็ไม่อาจใช้ประโยชน์จากคุณชายเพียงฝ่ายเดียว ข้าจะบอกเรื่องหนึ่งตอบแทนคุณชายก็แล้วกัน”
ตรงนี้มีคนเยอะ เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กังวลชาวบ้านตระกูลลู่ แต่นางไม่ไว้ใจคนอื่น จึงเชิญฉินเจียนไปคุยอีกทางด้านหนึ่ง
ฉินเจียนนึกสงสัยว่าหญิงสาวผู้นี้มีลับลมคมในอะไรจะบอกตน เขาคิดไม่ออกจนกระทั่งคิดไปว่า…
หรือนางจะมอบกายมอบใจเพื่อตอบแทน?
ก่อนที่ชายหนุ่มจะจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “หลังจากที่เราร่ำลากันในครั้งก่อน พวกข้าเจอนักฆ่ากลุ่มหนึ่ง ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะเป็นคนหนานไท่ ข้าเดาว่าคนพวกนั้นอาจตามไล่ฆ่าเจ้า และเป็นคนที่ทำให้เจ้าถูกพิษ”
ฉินเจียนตกตะลึงในทันใด นึกไม่ถึงว่าครอบครัวลู่จะเจอกลุ่มมือสังหารของหนานไท่!
“แล้วพวกเจ้า…”
เหอจิ่วเหนียงยกมือห้ามไม่ให้อีกฝ่ายพูด แล้วเอ่ยต่อ “พวกนั้นถูกพวกข้าสังหารแล้ว ม้าสองตัวที่พวกข้าใช้กันอยู่ตอนนี้ก็เป็นของพวกมัน หากให้เล่าความเป็นมามันก็ยาว
สิ่งที่ข้าจะบอกก็คือ แม้สำเนียงของคนกลุ่มนั้นจะเหมือนสำเนียงคนหนานไท่ แต่ภาษาที่พูดเป็นภาษาเป่ยเหยียน พวกข้าเข้าใจทุกอย่างที่พวกมันคุยกัน และพวกข้าก็พบว่า คนพวกนั้นมีรอยสักเขี้ยวหมาป่าอยู่บริเวณหน้าอก คงจะพอเป็นเบาะแสให้เจ้าได้”
ความตกตะลึงของฉินเจียนในตอนนี้ไม่อาจหาคำใดมาพรรณนาได้ เหล่ามือสังหารหนานไท่ตามไล่ล่าเขามาตลอดทาง เขาคิดว่าวรยุทธ์ของตนล้ำเลิศไม่แพ้ใคร แต่กลับถูกพิษจนแทบจะเอาตัวไม่รอด หากไม่ใช่เพราะเหอจิ่วเหนียงช่วยชีวิตเอาไว้ เขาคงตายไปนานแล้ว
ทว่า…
ครอบครัวลู่ดูอย่างไรก็เป็นครอบครัวชาวนาทั่วไป ไม่อยากเชื่อเลยว่าสามารถปลิดชีพศัตรูตัวฉกาจพวกนั้นได้ ทั้งยังชิงม้าของพวกมันมาได้อีกด้วย!
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจอากัปกิริยาของอีกฝ่าย บอกเล่าสิ่งที่ตนคาดการณ์ต่อ “ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนพวกนั้นจะเป็นคนเป่ยเหยียนแต่ปลอมตัวเป็นนักฆ่าหนานไท่ จงใจหลอกให้เจ้ากับเจ้านายเจ้าสับสน แม้ข้าจะไม่รู้ว่าพวกเจ้าสองฝ่ายใครเป็นคนดีคนเลว แต่เห็นแก่ที่เจ้าบอกหนทางรอดให้พวกข้าไปจิงโจว แถมยังมอบป้ายหยกนี่ให้ข้า ข้าจึงบอกเรื่องนี่กับเจ้า”
ส่วนพวกเขาจะทำอย่างไรต่อ เหอจิ่วเหนียงไม่อยากรู้
เนิ่นนานกว่าฉินเจียนจะประมวลผลและเรียกสติตัวเองกลับมาได้ เขาตกตะลึงกับเรื่องนี้จนพูดอะไรไม่ออก
ตกลงคนเหล่านั้นเป็นคนเป่ยเหยียนอย่างนั้นหรือ?
นี่พวกเขาเข้าใจผิดมาตลอดอย่างนั้นหรือ?
เห็นหญิงสาวเอ่ยจบและหันหลังเดินกลับ ฉินเจียนก็รีบยกมือคารวะ “ขอบคุณฮูหยินมากที่บอกเรื่องนี้กับข้า หากเรื่องนี้เป็นความจริง ฉินเจียนก็ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย!”
เหอจิ่วเหนียงเพียงพยักหน้าโดยไม่ได้สนใจอีก อย่างไรเสียวันนี้บุญคุณของทั้งสองได้ตอบแทนกันเรียบร้อย หลังจากนี้ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก
ทั้งสองเดินกลับไปที่กลุ่ม ชายหนุ่มยกมือคารวะชายชรา “ผู้น้อยต้องกลับจิงโจวอีกรอบ คงต้องขอตัวก่อน ท่านลุง ทุกท่าน หวังว่าจะมีโอกาสพบกันอีก!”
หากคนกลุ่มนี้สามารถตั้งหลักปักฐานที่จิงโจวได้ก็มีโอกาสสูงที่วันข้างหน้าพวกเขาจะได้พบกันอีก รอเขาตรวจสอบเบาะแสที่เหอจิ่วเหนียงให้มาอย่างกระจ่างก่อน เฉินอ๋องจะต้องตกรางวัลครอบครัวนี้อย่างหนักแน่นอน
ตอนที่ 35: พักอยู่นอกเมือง
ผู้เฒ่าลู่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรส่งท้าย จึงตอบเพียง ‘อืม’ และยืนส่งแขก
นางซุนกระซิบถามเหอจิ่วเหนียง “เจ้าพูดเรื่องอะไรกับเขาหรือ?”
“ข้าบอกเรื่องนักฆ่าเหล่านั้นให้เขาฟังเจ้าค่ะ”
ลู่จิ้งซวนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินจึงเอ่ยเสียงเบา “หวังว่าคุณชายฉินผู้นี้จะเป็นคนดีเก็บเรื่องนี้ไปใส่ใจ ไม่ปล่อยให้โจรใจเหี้ยมพวกนั้นทำลายแผ่นดินเป่ยเหยียนของเรานะ”
นางหยูเข้ามาสมทบ “ดูเขารีบร้อนกลับจิงโจวเช่นนี้ คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้หรอก”
คนอื่นเห็นครอบครัวลู่กระซิบกระซาบกันก็รู้สึกสงสัย แต่รู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรรู้ จึงไม่มีใครเข้าไปขัดจังหวะ
ชายชรารู้สึกบางอย่างในใจ “คุณชายฉินผู้นี้ช่างเป็นคนดีจริงๆ ทุกครั้งที่เจอเขาจะเกิดเรื่องดีกับพวกเราเสมอ!”
สองสะใภ้ใหญ่รองได้ยินพ่อสามีกล่าวเช่นนี้ก็หัวเราะเบาๆ จริงดังที่ท่านพ่อว่า ครั้งแรกที่เจอคุณชายผู้นี้ก็ได้เงินมาจากเขาตั้งมากมาย เจอกันครั้งนี้เขาก็บอกข่าวสำคัญกับพวกตน ทั้งยังมอบป้ายหยกให้อีก เห็นได้ชัดว่านี่คือความโชคดีที่สะใภ้สามนำพามา!
“ท่านอาสาม เช่นนั้นเราจะเปลี่ยนเส้นทางมุ่งสู่จิงโจวใช่หรือไม่ขอรับ?”
ลู่ฟู่กุ้ยถามแทนทุกคน ชายชราพยักหน้า “หากพวกเจ้าไม่อยากเข้าร่วมกองทัพก็มีแค่ทางเดียวคือไปจิงโจวแล้ว ส่วนสถานการณ์ที่นั่นจะเป็นเช่นไร ไปให้ถึงก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
หากไม่ได้ครอบครัวลู่ ชาวบ้านกลุ่มนี้คงไม่มีทางไปและทำได้แค่ตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องอดตาย แต่ตอนนี้ครอบครัวลู่มีหนทางรอดให้ พวกเขาไม่ยอมเข้าร่วมกองทัพแน่นอน แม้ตอนนี้จะติดหนี้ครอบครัวลู่ แต่ตราบใดที่ได้โอกาสตั้งตัว พวกเขาสามารถชดใช้คืนให้ได้ทั้งหมดแน่นอน
พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้าน และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว หากเข้าร่วมกองทัพแล้วคนในครอบครัวจะใช้ชีวิตอย่างไร
“พวกเราต้องร่วมทางไปกับครอบครัวอาสามอยู่แล้ว แต่พวกเราจะตบตาทหารเฝ้าประตูเมืองได้จริงๆหรือขอรับ?”
ลู่ฟู่กุ้ยไม่มั่นใจนัก เอ่ยจบก็ตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่พูดไปไม่เหมาะสม จึงรีบอธิบายต่อ “ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อน้องสะใภ้สามนะขอรับ เพียงแต่ป้ายห้อยเอวที่คุณชายผู้นั้นมอบให้อาจจะใช้ได้แค่กับจิ้งซวนและเหอหรง แต่กับพวกเรากลุ่มใหญ่คงใช้ไม่ได้กระมัง…”
จิ้งซวนก็คือบุตรชายคนโต และเหอหรงก็คือบุตรชายคนรองของผู้เฒ่าลู่และนางซุนนั่นเอง เนื่องจากลู่ฟู่กุ้ยอายุมากกว่า จึงเรียกทั้งสองคนเพียงชื่อเท่านั้น
ผู้เฒ่าลู่นิ่งเงียบไป สิ่งที่ลู่ฟู่กุ้ยกังวลนั้นสมเหตุสมผล เขาเองก็ไม่รู้ว่าป้ายห้อยเอวนี่มีประโยชน์มากน้อยเพียงใด พวกเขาเป็นคนพาทุกคนไป หากมีคนเข้าประตูเมืองไปกับพวกตนไม่ได้คงน่าปวดใจยิ่งนัก
เมื่อไม่อาจตัดสินใจได้ ชายชราจึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียงทันที ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งครอบครัวยินดีให้สะใภ้สามเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่องแล้ว
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?” เหอจิ่วเหนียวเอ่ย “ต่อให้ถูกจับได้ แต่หากเห็นแก่หน้าของเจ้าของป้ายห้อยเอวนี่ ทหารก็ไม่กล้าทำให้พวกเราลำบากใจหรอก”
สิ่งที่นางคิดคือ หากผ่านประตูเมืองเข้าไปไม่ได้จริงๆ นางจะซื้อม้าให้พวกเขาสองตัวและส่งพวกเขาไปค่ายทหาร เช่นนี้นับว่าเป็นการขอโทษพวกเขาแล้ว อย่างไรเสียครอบครัวนางก็ไม่ได้ติดค้างอะไรคนพวกนี้
“นั่นสิ ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร?” นางซุนคล้อยตาม “พวกเจ้านี่จริงๆเลย เจ้าตัวไม่เห็นเป็นเดือดเป็นร้อน แต่ร้อนใจคิดแทนเขาไปเสียหมดแล้ว หากยินดีร่วมทางไปกับพวกข้าก็ไป หากไม่ไปพวกเจ้าจะเลือกไปไหนก็ไปเถอะ ตอนนี้พวกเรากำลังลี้ภัย ข้าแก่ปูนนี้แล้วไม่อยากเถียงกับพวกเจ้า!”
ด้วยอุปนิสัยของหญิงชรา ทันทีที่วาจาโผงผางถูกเปล่งออกมาจากปากนางก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก และทุกคนก็ตัดสินใจติดตามครอบครัวลู่ไป
“ท่านย่าดุมาก!”
โก่วเอ๋อร์เห็นผู้ใหญ่คุยกันก็เอามือป้องปากกระซิบกับถิงยาโถว เด็กหญิงเอามือป้องปากแอบหัวเราะ ทำเอาผู้ใหญ่หลายคนหัวเราะไปด้วย
แน่นอนว่าคนที่หน้าบูดบึ้งก็คือนางซุน หญิงชรายื่นนิ้วออกไปจิ้มศีรษะหลานชายจอมซนพลางเอ็ดไม่จริงจัง “ความรักความเอ็นดูที่ข้ามีต่อเจ้าทุกวันนี้มันสูญเปล่าจริงๆสินะ!”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเช่นกัน นางซุนทำใจตำหนิหลานตัวเองไม่ได้จึงหันไปหาทางลง “หัวเราะอะไร เจ้าเองก็คิดว่าข้าดุอย่างนั้นหรือ?”
“เปล่า ข้าเปล่านะเจ้าคะ!” เหอจิ่วเหนียงรีบปฏิเสธ “อย่างท่านแม่เขาเรียกว่าฉลาดและไหวพริบดีเจ้าค่ะ! หากเมื่อครู่ท่านแม่ไม่พูดแบบนั้น คนเหล่านี้ก็คงเค้นถามท่านพ่อกับพวกพี่ใหญ่ไม่เลิกแน่ ท่านแม่เก่งที่สุดเจ้าค่ะ!”
คำประจบประแจงเพียงประโยคสองประโยคทำให้หญิงชรารู้สึกภูมิใจเล็กน้อย “นับว่าเจ้ารู้จักเอาตัวรอดเหมือนกันนะ!”
นางหยูและนางฉินเห็นเช่นนี้ก็หัวเราะด้วย แม้แต่เหลียนฮวาเองก็เอามือป้องปากแอบหัวเราะ พลางคิดในใจ
…บรรยากาศของครอบครัวท่านอาเล็กดีมากจริงๆ แม้นางจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่ถูกเลือกปฏิบัติเลย นางชอบครอบครัวของท่านอาเล็กมาก วันข้างหน้าจะต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณพวกเขาอย่างดีที่สุดแน่นอน
.......
ทุกคนเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าสู่จิงโจว นางหยูกล่าว “หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ บางทีฮูหยินเจียงอาจจะรอพวกเราอีกสองสามวันก็ได้! ตอนที่ฮูหยินเจียงไป ข้าเห็นนางรู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนกันนะ”
เจียงรั่วหย่ากินอาหารรสมือครอบครัวลู่มาหลายมื้อ นางหยูรู้สึกปลาบปลื้มใจมาก แม้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา และไม่เคยพูดคุยกับฮูหยินเจียงเลย แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีคนโปรดปรานอาหารฝีมือนางมากขนาดนี้ นางหยูรู้สึกอิ่มใจจริงๆ
“พอได้แล้ว คนสูงศักดิ์แบบนั้นไม่ใช่คนที่ชาวนาอย่างพวกเราจะปีนขึ้นไปหาได้ นางดูแลพวกเรามาตลอดทางก็มากพอแล้ว ความคิดใดที่ไม่สมควรก็อย่าคิดอีกเลย”
นางซุนตักเตือนลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่อยากให้นางทำเรื่องที่อาจก่อให้เกิดปัญหา
นางหยูพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มพลางอธิบาย “ท่านแม่ ข้ารู้ดีเจ้าค่ะ ข้าก็แค่พูดไปแบบนั้นเอง”
ตลอดมานางซุนเป็นใหญ่ในครอบครัว จึงไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับนาง แต่หลังจากที่สะใภ้สามเอาชีวิตรอดกลับมาก็หยอกล้อหญิงชราอยู่เสมอ ทำให้บรรยากาศตึงเครียดที่มีมาตลอดพลันเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น และทำให้นางหยูและนางฉินได้รู้ว่า แท้จริงแล้วแม่สามีของตนไม่ได้ดุอย่างที่แสดงให้เห็นภายนอก บางครั้งที่นางแสดงความร้ายออกมาก็เพื่อปกป้องครอบครัวเท่านั้น
ดังนั้นสองสะใภ้ใหญ่รองจึงค่อยๆผ่อนคลายขึ้น และเริ่มหยอกเย้าผู้เป็นใหญ่ในบ้านบ้างบางครั้ง
นางซุนพึงพอใจ และเดินหน้าต่อด้วยความภาคภูมิ สะใภ้ทั้งสามหันสบตากันและลอบหัวเราะ
.......
หนึ่งเดือนผ่านเลยไป ในที่สุดชาวบ้าตระกูลลู่ก็เดินทางเข้าสู่เขตแดนจิงโจว
หนึ่งเดือนที่ผ่านมานับเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างราบรื่น ระหว่างทางไม่พบเจอปัญหาใดเลย หากจะเจอก็เป็นกลุ่มคนที่อนาถและอ่อนแอกว่า เช่นแม่ม่ายและเด็กกำพร้าที่เห็นพวกเขาแล้วกลับกลายเป็นหวาดกลัว
ยิ่งเดินทางใกล้ถึงจิงโจวมากเท่าไรก็ยิ่งเห็นความเขียวขจีของพืชพันธุ์ ทรัพยากรระหว่างทางก็มีไม่ขาดแคลน ส่งผลให้เหอจิ่วเหนียงสบโอกาสนำสิ่งของออกมาจากห้วงมิติแบ่งให้ทุกคนถึงสองครั้ง กระทั่งเดินทางมาถึงหุบเขาที่อยู่ห่างจากเมืองจิงโจวประมาณสิบลี้
ตลอดการเดินทางคนกลุ่มนี้ไม่เพียงไม่ซูบผอมเท่านั้น ใบหน้ากลับยังมีน้ำมีนวลขึ้นอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงให้ผู้เฒ่าลู่ประกาศกับทุกคนว่าจะพักค้างคืนกันที่หุบเขาแห่งนี้ เช้าวันรุ่งจึงจะเดินทางเข้าเมือง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อของที่จำเป็น กลับมาข้าจะปลอมตัวให้ทุกคน เช่นนี้ก็มั่นใจแล้วว่าทุกคนจะเข้าเมืองได้”
เหอจิ่วเหนียงส่งตัวบุตรชายให้นางซุน นางฉินและนางหยูขันอาสา “น้องสะใภ้สาม ให้เราสองคนไปเป็นเพื่อนเถอะ อย่างน้อยเจ้าจะได้มีคนช่วย”
“นั่นสิ พวกผู้ชายก็มีกันเยอะแยะจะให้ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าไปเสี่ยงอันตรายลำพังได้อย่างไร เรียกพวกผู้ชายไปกับพวกเจ้าด้วยเถอะ!”
นางซุนเองก็เป็นห่วงเช่นกัน แม้ตลอดการเดินทางจะไร้อุปสรรค แต่ใครจะรู้ว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่ สตรีไปกันเพียงลำพังมีแต่อันตราย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ทั้งสองอยู่ดูแลท่านพ่อท่านแม่และเด็กๆที่นี่เถอะ ข้าไปคนเดียวสะดวกกว่า ท่านแม่ อย่าลืมสิเจ้าคะว่าข้าเคยบุกรังโจรคนเดียวมาแล้ว!”
ขณะเอ่ยสตรีห้าวหาญยังยืดอกเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ นางซุนไม่พอใจอย่างยิ่ง ยกมือตีไหล่คนอวดเก่งทันที “ยังมีหน้ามาพูดอีก! เจ้าเป็นผู้หญิงทำเรื่องเสี่ยงอันตรายคนเดียวเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ!”
ตอนที่ 36: ดีใจ
“ท่านแม่ ให้น้องสะใภ้สามไปเถอะ” ลู่จิ้งซวนเอ่ย “น้องสะใภ้สามเป็นคนมีความสามารถ ตลอดการเดินทางทุกคนก็รู้ดี”
ลู่จิ้งซวนเคยบุกรังโจรกับเหอจิ่วเหนียงมาแล้ว เขานับถือและชื่นชมน้องสะใภ้คนนี้เป็นอย่างยิ่ง แค่ไปซื้อของในเมืองจิงโจวคงไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง
คาดไม่ถึงว่านางซุนจะสาดวาจาคัดค้านรุนแรง “นางไม่ใช่เมียเจ้า เจ้าเลยไม่เป็นห่วงนางน่ะสิ!”
ชายหนุ่มถูกตำหนิเช่นนั้นก็รู้สึกพูดไม่ออกทันที
ใครใช้ให้จิงโจวไม่รับชายหนุ่มร่างกายสมบูรณ์กันเล่า! ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องลำบากน้องสะใภ้สามวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้
“เอาละเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า”
เหอจิ่วเหนียงกอดแขนนางซุน “ระยะทางแค่สิบลี้เอง อีกอย่างข้าก็ขี่ม้าไป ใช้เวลาไม่นานหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่วางใจเถอะ! ข้าจะซื้อของอร่อยๆมาฝากนะเจ้าคะ!”
หญิงสาวทำท่าทางราวกับปลอบเด็ก นางซุนใจอ่อนในที่สุด แต่ยังคงทำท่าขึงขัง “ใครเป็นห่วงเจ้ากัน เจ้านี่ช่างหน้าหนาเสียจริง ไม่รู้จักอายบ้างเลย!”
ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็ได้โอกาสออกไปเพียงลำพัง นางยกของลงจากรถม้า และกระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าห้อตะบึงออกไป
ทุกคนนิ่งอึ้ง…เหตุใดนางถึงว่องไวเพียงนั้นกัน?
ลู่กุ้ยหลานอุทาน “นี่พี่สะใภ้สามขี่ม้าเป็นตั้งแต่เมื่อไรกัน เก่งยิ่งนัก!”
“อาสะใภ้สามเก่งมาตลอดเจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวมองท่านอาเล็กด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ราวกับว่าคนที่ขี่ม้าผู้นั้นคือตนเองก็มิปาน
ไม่เพียงบรรดาสตรีที่ตกตะลึงกับภาพที่เห็น แม้แต่เหล่าบุรุษก็นิ่งอึ้งอ้าปากค้างไปตามๆกัน ทักษะการขี่ม้าของสะใภ้สามสูงส่งจนพวกเขาเทียบไม่ติดเลยจริงๆ
หลายคนยกนิ้วชื่นชม นับถือจากใจจริง
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าชาวบ้านตระกูลลู่กำลังคิดอะไรอยู่ อันที่จริงนางไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่ของง่ายๆเช่นนี้แค่สังเกตและจินตนาการก็เข้าใจได้แล้วไม่ใช่หรือ
กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ช่างยากเย็น สตรีสองภพดีใจมาก ม้าเองก็รู้สึกสนุกสนานที่ได้ออกมาวิ่งเล่นแบบนี้ มันจึงห้อตะบึงด้วยความสุขใจ
สำหรับการสร้างรอยแผลให้เหล่าบุรุษหนุ่มอันที่จริงนางต้องการเพียงเครื่องสำอางเท่านั้น ซึ่งของเหล่านี้เมืองจิวโจวอาจไม่มี การที่นางออกมาเพียงลำพังเช่นนี้ก็เพื่อหาโอกาสนำของเหล่านั้นออกมาจากห้วงมิติ
และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ นางอยากไปสำรวจสถานการณ์ในเมือง อยากรู้ว่าจิงโจวไม่รับผู้ลี้ภัยที่เป็นชายร่างกายสมบูรณ์จริงหรือไม่
ม้าเร็วกับระยะทางสิบลี้นั้นเร็วมากจริงๆ เพียงไม่นานหนึ่งคนหนึ่งม้าก็มาถึงปลายทางแล้ว หน้าประตูเมืองมีคนกำลังต่อแถวเข้าเมือง
ในกลุ่มคนมีทั้งชายและหญิง แต่ส่วนมากเป็นชายสูงวัย ดูเหมือนว่าจะอพยพมาที่นี่ตามข่าวเป็นแน่
เหอจิ่วเหนียงจูงม้าเดินเข้าไปถามคนที่ยืนต่อแถวท้ายสุด คนผู้นั้นเป็นชายชราหลังค่อม “ท่านลุง จิวโจวไม่รับชายหนุ่มแข็งแรงจริงๆหรือเจ้าคะ?”
ชายชราได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา “จะไม่จริงได้อย่างไร ข้ามีลูกชายสี่คน กว่าจะลี้ภัยมาถึงที่นี่ก็เหลือแค่สองคน แต่พวกเขากลับต้องไปเข้าร่วมกองทัพเสียได้ ตอนนี้คนหมู่บ้านข้าเหลือเพียงข้ากับกลุ่มแม่ม่ายและพวกเด็กๆกำพร้าเหล่านี้แล้ว วันข้างหน้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไรก็ยังไม่รู้!”
ขณะบอกเล่าน้ำตาของชายชราก็เริ่มเอ่อคลอ ด้านหน้าเขาเป็นสตรีกลุ่มหนึ่ง ดวงตาของพวกนางก็แดงก่ำและรื้นน้ำ พวกนางนึกเจ็บใจที่ชีวิตไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้เลย
คนอื่นก็ยืนฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่ได้พูดแทรกแต่อย่างใด เพียงรู้สึกเศร้าใจไปด้วย
แม้จิงโจวจะอุดมสมบูรณ์ แต่พวกเขาล้วนเป็นชาวนา ดังนั้นการเลี้ยงชีพย่อมไม่พ้นต้องทำไร่ทำนา ตอนนี้ในครอบครัวไม่มีแรงงานชายหนุ่มสักคน แล้วคนไร้ความสามารถเหล่านี้จะไม่อดตายหรืออย่างไร
นี่เป็นปัญหาที่เกิดจากราชสำนักโดยแท้จริง ไม่รู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะมีมาตรการจัดการอย่างไร หากจัดการไม่ดี มีหวังแผ่นดินต้องเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งเป็นแน่
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของเหอจิ่วเหนียงที่ต้องครุ่นคิด นางมีหน้าที่เพียงทำให้ครอบครัวตนเองมีชีวิตที่ดีก็พอ
คนที่ยืนต่อแถวตรงนี้ต่างรอให้ทหารตรวจสอบทะเบียนบ้าน จากนั้นยังต้องไปที่ศาลาว่าการเพื่อรอการจัดการในขั้นตอนต่อไป
เหอจิ่วเหนียงแค่เข้าเมืองไปซื้อของจึงไม่จำเป็นต้องต่อแถว ครั้นแล้วนางจึงจูงม้าเดินไปที่ประตูเมือง นำสมุดแสดงตัวออกมาให้ทหารตรวจสอบ เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสุจริตชนจึงเปิดทางให้เข้าเมือง
หญิงสาวมุ่งหน้าไปที่ศาลาว่าการเพื่อสำรวจสถานการณ์ในตอนนี้ เมื่อไปถึงก็พบว่า บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยที่กำลังรอให้เจ้าหน้าที่ทางการจัดการในขั้นต่อไป
“พี่ชาย ข้าถามหน่อยสิ ศาลาว่าการจัดการกับคนลี้ภัยอย่างไรหรือ?”
สตรีผู้เก็บข้อมูลเดินเบียดเสียดฝูงชนมาถึงด้านหน้า ยังไม่ทันยิงคำถามก็ยัดเงินใส่มือเจ้าหน้าที่ก่อนแล้ว
เดิมทีเจ้าหน้าที่จะตำหนิที่นางเข้ามาก้าวก่ายงานราชการ แต่เมื่อเห็นเงินในมือจึงกลืนวาจากราดเกรี้ยวลงไป
“ฟังจากน้ำเสียงแล้วเจ้าคงไม่ใช่คนจิงโจวกระมัง?”
เจ้าหน้าที่ทางการชั่งน้ำหนักเงินในมือพลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาพินิจ
ตลอดการเดินทางเหอจิ่วเหนียงนอนกลางดินกินกลางทรายเหมือนทุกคน นางไม่ได้สนใจการแต่งกายและการดูแลผิวพรรณแต่อย่างใด ผิวในตอนนี้จึงดำคล้ำ ใบหน้ามอมแมม อาภรณ์เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน ไหนเลยจะมีความงามชวนพิสมัย
ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการจึงจ้องมองนางอย่างไม่เกรงใจ
“ใช่ ครอบครัวข้าก็ลี้ภัยมาเหมือนกัน แต่พวกเขาส่งข้ามาดูสถานการณ์ก่อน”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็ฉีกยิ้มจนเห็นฟัน
เจ้าหน้าที่เห็นท่าทางของนางก็รู้สึกว่าช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก จึงหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ และชี้ไปที่กลุ่มคนลี้ภัย พลางกล่าว “จิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง เดิมทีการลี้ภัยของพวกเจ้าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจิงโจวหรอกนะ แต่องค์ชายทรงมีพระเมตตา ไม่เพียงรับสตรีและเด็กๆไว้เท่านั้น ยังประทานเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัยอีก พวกเจ้าวางใจเถอะ!”
ด้วยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการ เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นไม่น้อย
จิงโจวอุดมสมบูรณ์ เฉินอ๋องก็มีฐานะและมีใจเมตตา เห็นแก่ที่ผู้ลี้ภัยส่วนมากเป็นสตรีและเด็ก ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือคนละสองตำลึง
เงินจำนวนสองตำลึงสำหรับชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารนับว่าไม่น้อย ในยามปกติเงินสองตำลึงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นปีๆ ตอนนี้ทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือในจำนวนนี้จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว
ส่วนเรื่องที่ดินทำกิน จิงโจวมีประชากรจำนวนมากอยู่แล้ว ที่ดินที่พร้อมทำกินจึงมีไม่เพียงพอสำหรับผู้ลี้ภัย ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงทำได้เพียงจัดหาที่พักชั่วคราวให้ และหากผู้ลี้ภัยคนใดอยากมีที่ดินทำกินก็สามารถขึ้นเขาไปหักร้างถางพงเองได้เลย หากไม่อยากทำเช่นนั้นก็มีอีกทางเลือกคือเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน แม้จะลำบากสักหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นอดตายแน่นอน
แน่นอนว่าหากคนใดมีฐานะดีก็สามารถซื้อที่ดินจากชาวบ้านในพื้นที่ได้ หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยที่ยังซื้อขายที่ดินกันอยู่ ขอเพียงซื้อขายอย่างถูกกฎหมายและสมเหตุสมผลก็สามารถทำได้อย่างอิสระ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เฉินอ๋องช่างจิตใจดีจริงๆ ขอบคุณพี่ชายมากเจ้าค่ะ!”
ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงทอประกายเลื่อมใส ประจบประแจงจนเจ้าหน้าที่กระหยิ่มยิ้มย่องหน้าบาน
หลังเสร็จเสร็จงานนี้ สตรีผู้บรรลุภารกิจก็เดินจากไป ได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว คราวนี้ก็มีกะจิตกะใจเดินทอดน่องเที่ยวชมเมืองเสียที
จิงโจวสมกับเป็นเมืองแห่งความรุ่งเรืองรองจากเมืองหลวง เมื่อเทียบกับเฉียนโจวแล้วทั้งสองเมืองอยู่คนละระดับชั้นกันเลยทีเดียว ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยเสียงตะโกนขายของจากร้านรวงมากมาย เสียงเด็กวิ่งเล่นกัน หอสุราเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่เป็นเมืองที่เจริญที่สุดที่เหอจิ่วเหนียงเคยเจอ
ถนนหนทางที่นี่กว้างกว่าเฉียนโจวสองเท่า และเมืองแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง นอกจากผู้ลี้ภัยที่หน้าตามอมแมมแล้ว ใบหน้าคนท้องถิ่นล้วนเต็มไปด้วยความสุข และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกพึงพอใจกับบรรยากาศของจิงโจวมาก หากครอบครัวได้ตั้งหลักปักฐานที่นี่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะเป็นไปอย่างสวยงาม
เมืองนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ เวลาชั่วยามครึ่งไม่มีทางเดินได้ทั่วแน่นอน หญิงสาวเดินเพียงตรอกเดียว ซื้อขนมให้พวกเด็กๆและเตรียมตัวกลับ รอวันพรุ่งนี้ทุกคนเข้าเมืองมาพร้อมกัน ถึงตอนนั้นจะเดินเที่ยวเล่นอีกก็ไม่สาย
ทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากฝูงชนไม่ไกลนัก
เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้ และแล้วนางก็ต้องประหลาดใจ!
ตอนที่ 37: มุงดูเรื่องบันเทิง
หญิงสาวคนหนึ่งอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนกำลังร้องไห้ดั่งดวงใจจะแตกสลายเพราะถูกขับไล่ออกมาจากโรงหมอ ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
“ท่านหมอซ่ง โปรดช่วยลูกชายข้าด้วยเถอะ ข้าขอร้อง โปรดช่วยลูกชายข้าด้วย!
ข้ามีเงินมาด้วย ขอเพียงรักษาลูกชายข้าให้หาย ค่ารักษาเท่าไรข้าก็ยอมจ่าย!”
หญิงสาวตะโกนขอร้องพร้อมพยายามออกแรงฝ่าการขัดขวางของเด็กรับใช้เข้าไปด้านใน
แม้จะอุ้มลูกอยู่แต่นางก็มีเรี่ยวแรงไม่น้อย ต้องอาศัยเด็กรับใช้ถึงสองคนจึงจะขวางนางเอาไว้ได้
มนุษย์ล้วนชอบความบันเทิงกันทั้งนั้น ยามนี้จึงมีฝูงชนกลุ่มใหญ่มุงดูอยู่โดยรอบ และเมื่อได้รู้ว่า สาเหตุที่หญิงสาวผู้นี้ถูกขับไล่ออกมาไม่ใช่เพราะไม่มีเงินจ่าย ความสนใจของพวกเขาจึงเพิ่มพูนขึ้นกว่าเดิมทันที
เหอจิ่วเหนียงก็ปะปนอยู่ในฝูงชน แม้จะยืนอยู่รอบนอกแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความอยากรู้อยากเห็นของนาง
“เหตุใดเจ้าถึงพูดไม่รู้เรื่องกัน ก็ท่านหมอซ่งบอกไปแล้วว่าไร้หนทางรักษา เจ้าอย่าบีบบังคับให้เราลำบากใจเลย รีบกลับไปทำใจและเตรียมจัดพิธีศพเถอะ!”
“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทาง! ต้องรักษาให้หายได้สิ! ลองรักษาอีกครั้งเถอะนะ! ท่านหมอซ่ง ได้โปรด ข้าขอร้องละ ลองรักษาอีกครั้งเถอะ ได้โปรด!”
คนเป็นแม่คุกเข่าลง โขกศีรษะกับพื้นอย่างแรงราวกับไม่รู้สึกเจ็บปวดจนหน้าผากมีเลือดซึมออกมา
ทุกคนเห็นดังนั้นก็ทนดูเฉยๆไม่ได้อีก จึงพากันช่วยพูด “ท่านหมอซ่งเป็นหมอหลวงเก่าจากวังไม่ใช่หรือ ฝีมือการรักษาก็ดีจนเป็นที่เลื่องลือ ฮูหยินผู้นี้ขอร้องขนาดนี้แล้ว ลองรักษาให้ลูกนางอีกครั้งเถอะ!”
“ใช่ๆ ข้าเห็นเด็กแน่นิ่งไม่ขยับตัวเช่นนี้น่าสงสารยิ่งนัก!”
“แต่ข้าว่าคนเป็นหมอก็มีหัวใจของความเป็นพ่อแม่เหมือนกัน หากรักษาได้ท่านหมอซ่งไม่มีทางเพิกเฉยแน่นอน เว้นเสียแต่เด็กคนนี้จะเป็นโรคที่ไร้หนทางรักษาจริงๆ!”
เหล่าคนมุงต่างแสดงทัศนะแตกต่างกันไป เหอจิ่วเหนียงสงสัยยิ่งนักว่าเด็กคนนี้เป็นโรคอะไรกันแน่ จึงเบียดฝูงชนไปด้านหน้า
ในขณะเดียวกัน ชายชราผมหงอกผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากโรงหมอ คนผู้นี้ก็คือท่านหมอซ่งที่ทุกคนกำลังกล่าวถึง
ทันทีที่หญิงสาวอุ้มลูกเห็นชายชราก็รีบคลานเข้าหา กอดขาคร่ำครวญพร่ำคำอ้อนวอน “ท่านหมอซ่ง โปรดช่วยลูกชายข้าด้วย ได้โปรดช่วยลูกชายข้าด้วย ฮือๆๆ…”
ชายชราถอนหายใจออกมา “ข้าบอกเจ้าแล้วไง หากเจ้าพาเขามารักษาเร็วกว่านี้ก็คงมีทางหาย แต่ตอนนี้เชื้อมันลามไปทั่วร่างแล้ว ข้าหมดปัญญาจริงๆ เจ้าอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย ให้ลูกเจ้าจากไปอย่างสงบเถอะ”
อันที่จริงท่านหมอซ่งไม่จำเป็นต้องออกมาแถลงก็ได้ แต่เขากลัวว่าหญิงสาวผู้นี้จะโวยวายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จนทำลายชื่อเสียงความเป็นอันดับหนึ่งของโรงหมอแห่งนี้
เขาทำงานในวังมาเกินครึ่งชีวิต วันข้างหน้าครอบครัวเขายังต้องอาศัยชื่อเสียงที่สะสมมานานหลายปีนี้ในการดำรงชีพ จะปล่อยให้พังลงเพราะสตรีที่พูดไม่รู้เรื่องคนเดียวได้อย่างไร
ท่านหมอซ่งถือเป็นหมอมีชื่อเสียงมากในจิงโจวและเมืองโดยรอบเนื่องจากเขาเคยเป็นหมอหลวงในวัง หลังวัยเกษียณหมอชราก็ออกมาสานต่อกิจการโรงหมอ ตระกูลสูงศักดิ์หลายตระกูลมักเชิญเขาไปตรวจดูอาการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ เขาค่อนข้างสุภาพถ่อมตัว และได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก
ถ้อยแถลงของอดีตหมอหลวงไขข้อกังขาให้ฝูงชนได้ทันที จากที่เคยออกหน้าแทนหญิงสาว พวกเขาต่างพากันเปลี่ยนฝ่ายไปทางท่านหมอซ่ง “ในเมื่อเจ้าเป็นแม่ที่รักลูกมากเช่นนี้ เหตุใดถึงปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนถึงตอนนี้จึงจะพามารักษาล่ะ นี่ไม่เท่ากับว่าเป็นการทำให้ท่านหมอซ่งลำบากใจหรอกหรือ?”
“นั่นสิ ตอนที่ลูกเจ้าเพิ่งเริ่มป่วยเหตุใดถึงไม่พามารักษา เจ้ามีเงินไม่ใช่หรือ?”
“จะอย่างไรเสียอีกล่ะ คงคิดว่าอาการไม่รุนแรงก็เลยลากมาจนถึงตอนนี้น่ะสิ”
ยิ่งเผชิญหน้ากับคำครหา หญิงสาวก็ร้องไห้จนไม่อาจระงับได้อีกต่อไป นางส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด “ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพาลูกมาหาหมอ! แต่ว่า…แต่ว่าสามีข้าจากไปแล้ว เรื่องในบ้านท่านลุงเป็นคนดูแล พวกเขาไม่ให้ข้าพาลูกมาโรงหมอ ข้าขอร้องอยู่นาน ข้าขอร้องพวกเขาอยู่นาน ฮือๆๆ…”
ครั้นนึกถึงเรื่องเจ็บปวดหญิงสาวก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นจนหายใจแทบไม่ทัน หากสามีของนางยังอยู่ คงไม่ปล่อยให้บุตรชายต้องทนทรมานถึงขั้นนี้
ฝูงชนได้รู้สาเหตุจากฝ่ายสตรีอาภัพก็เริ่มเห็นใจนางอีกครั้ง การเป็นหญิงม่ายไม่ง่ายเลยจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากข้องแวะกับเรื่องของคนอื่นเลย แต่นางไม่อาจทนมองผู้หญิงร้องไห้เช่นนี้ได้ สุดท้ายจึงต้องเอ่ยถามด้วยความเห็นใจ “เด็กป่วยเป็นอะไรหรือ?”
เด็กน้อยในอ้อมแขนถูกห่อตัวด้วยผ้าหนึ่งผืน ดูไม่ออกว่าป่วยเป็นอะไร นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของมารดา มีความเป็นไปได้ถึงแปดส่วนว่าเขาหมดสติไปแล้ว
ท่านหมอซ่งไม่เห็นเหอจิ่วเหนียง แต่ได้ยินเสียงจึงตอบกลับไป “เป็นแผลหนองลามไปทั่วตัว ผิวหนังทั้งตัวเน่าเปื่อย ข้าไร้หนทางรักษาแล้ว”
สดับวาจาหมอหลวงเก่า เหล่าคนมุงที่เดิมอยากดูเด็กน้อยต่างพากันถอยร่นออกไปโดยสัญชาตญาณ ร่างกายพุพองเป็นหนองไปทั้งตัว ไม่มีใครรู้ได้ว่าจะแพร่เชื้อหรือไม่
“บังเอิญจริงๆ”
เหอจิ่วเหนียงเบียดเสียดออกมาจากฝูงชน และเอ่ยกับสตรีผู้นั้น “ที่บ้านเกิดข้ามีเทียบยาอยู่สองฉบับสำหรับรักษาแผลหนองโดยเฉพาะ แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุการป่วยของเด็กน้อยเกิดจากความร้อนชื้นสะสมเรื้อรังหรือเกิดจากม้ามพร่อง หากเชื่อใจข้า ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
สตรีอุ้มลูกยังไม่ทันเอ่ยปาก คนข้างๆที่เห็นว่าคนที่เสนอตัวเข้ามาเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งก็อดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้ “นี่เจ้าเป็นหมอหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า และเอ่ยคำลวงออกไป “ข้าไม่ใช่หมอ แต่ข้ามีเทียบยาจากบ้านเกิดของข้า”
สตรีอับจนหนทางเมื่อได้ยินว่ายังมีหนทางการรักษาบุตรชายก็ไม่สนใจแล้วว่าอีกฝ่ายจะเป็นหมอหรือไม่ ดึงผ้าคลุมตัวลูกน้อยออกทันที ผิวหนังเน่าเปื่อยพลันประจักษ์แก่สายตาสาธารณชน ทุกคนพานสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดโดยมิได้นัดหมาย
“นี่มันเวรกรรมอะไรกัน เน่าเปื่อยขนาดนี้เชียวหรือ! นี่เด็กต้องเจ็บปวดทรมานขนาดไหนกัน!”
“ลุงเจ้าช่างใจไม้ไส้ระกำจริงๆ เด็กเป็นถึงขั้นนี้แล้วเพิ่งจะให้มารักษา นี่มันจะฆ่าจะแกงกันชัดๆ!”
“ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กตัวแค่นี้และหญิงม่ายเลยจริงๆ!”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง นางย่อตัวนั่งลงและตรวจดูอาการของเด็กน้อยอย่างละเอียด
แผลหนองทั่วไปจะแตกและปล่อยน้ำเหลืองออกมา หลังจากแห้งแล้วแผลจะตกสะเก็ด แต่อาการของเด็กคนนี้มีความพิเศษตรงที่แผลกลับไม่ตกสะเก็ด แถมแผลยังขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้ผิวหนังรอบบาดแผลได้รับผลกระทบและกลายเป็นเนื้อเน่าเปื่อย
โดยเฉพาะอากาศในตอนนี้ที่ร้อนมาก กระตุ้นให้แผลติดเชื้อง่าย อาการจึงยิ่งรุนแรง
“แม่นาง อาการของลูกข้ายังรักษาได้หรือไม่?”
หญิงสาวอุ้มลูกเห็นสตรีตรงหน้าไม่ได้มวยผมจึงคิดว่าอีกฝ่ายยังไม่แต่งงาน ดังนั้นจึงเรียกขานไปเช่นนั้น
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเบาๆ “โชคดีที่เป็นเพราะความร้อนชื้นสะสมเรื้อรัง เทียบยาที่ข้ารู้สองฉบับนั้นเป็นเทียบยาที่รักษาอาการร้อนชื้นสะสมเรื้อรังพอดี หากฮูหยินเชื่อใจข้าจะลองรักษาก็ได้ เพียงแต่ข้าไม่รู้ตัวหนังสือ คงต้องขอให้ท่านหมอซ่งช่วยเขียนเทียบยาตามที่ข้าบอกและช่วยดูว่าถูกต้องหรือไม่แล้ว”
ทุกคนคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้น พวกเขาหันไปมองหมอชราด้วยสายตาคาดหวัง
ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ หมอซ่งเองก็มีความคิดแบบเดียวกับคนเหล่านี้ อดีตหมอหลวงสังวรเสมอว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า แม้จะเคยเป็นหมอหลวง แต่เขาไม่เคยคิดว่าตนอยู่เหนือหมอชาวบ้าน ดังนั้นหมอใหญ่ใจอารีจึงเต็มใจเชิญสตรีชาวนาเข้าไปด้านใน และนั่งเขียนเทียบยาตามที่นางบอก
ทุกคนเข้าไปมุงดู เบียดเสียดจนโรงหมอแน่นขนัดทั้งด้านในและด้านนอก
เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำเป็นพยายามเค้นสมองคิดเนื้อหาในเทียบยาอย่างหนัก บอกออกมาติดๆขัดๆ
“เทียบยามีสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นเทียบยาขู่เซิงเสอฉวงชังจู๋ สำหรับอาบ ใช้ขู่เซิง เสอฉวงจื่ออย่างละสามสิบเค่อ(กรัม) ชังจู๋ หวงป้อ พริกเสฉวนอย่างละสิบห้าเค่อ ชิงเฝิ่นหนึ่งเค่อ นำสมุนไพรทั้งหมดนี่ใส่หม้อต้มน้ำ เมื่อยาอุ่นแล้วนำมาล้างแผลวันละสามเวลา
เทียบยาส่วนที่สองคือเทียบยาขู่เซิงชังจู๋ไป๋จื่อ ใช้สำหรับทา ใช้ขู่เซิงอ่อนสามสิบเค่อ เสอฉวงจื่อ สารส้มบดละเอียด ฮวาเจียว โกฐเขมา โกฐสอ ปิงหลางอย่างละสิบแปดเค่อ และใช้ตะขาบบดละเอียดหกตัวผสมพร้อมกับตัวยา จากนั้นเคี่ยวด้วยน้ำมันหมู กรองเศษออก รอให้เย็นจนแข็งตัว แล้วจึงนำมาใช้ทาแผล
ยาทั้งสองตัวนี้ใช้ร่วมกัน ใช้ยาอาบก่อนแล้วจึงใช้ยาทา ห้าถึงเจ็ดวันแผลก็จะตกสะเก็ดและเริ่มหาย”
ตอนที่ 38: คนฉลาด มีความสามารถ
หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงบอกเทียบยาเสร็จ บรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงัดไปชั่วขณะ เพราะเดิมทีคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่านางจะสามารถท่องเทียบยาได้
ท่านหมอซ่งผู้จดเทียบยาเองก็ยังจดตามด้วยความตกตะลึง เพราะเทียบยานี่ยอดเยี่ยมกว่าเทียบยาทั้งหมดที่เขาเคยศึกษามา
เป็นเรื่องจริงที่เทียบยาของเขารักษาไม่หาย แต่เทียบยาของแม่นางผู้นี้มีความเป็นไปได้ที่จะรักษาอาการได้เกือบเต็มสิบส่วนเลยทีเดียว
นี่เป็นเทียบยาสมุนไพรพื้นบ้านของชาวบ้านทุรกันดารจริงๆหรือ?
ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น!
“ท่านหมอซ่ง เทียบยานี่ใช้ได้หรือไม่?”
ฝูงชนกล่าวถามด้วยความใคร่รู้เต็มประดา ท่านหมอชราพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด “เทียบยาของแม่นางผู้นี้ล้ำเลิศกว่าเทียบยาที่ข้าเคยศึกษามา ส่วนเรื่องจะรักษาให้หายได้หรือไม่ข้าเองก็ยังไม่อาจรับประกัน”
“ขอบใจแม่นางมาก ขอบใจแม่นางมากจริงๆ!”
ได้รับการยอมรับจากผู้มีชื่อเสียงอันดับต้นๆด้านศาสตร์แห่งแพทย์ หญิงสาวผู้เป็นแม่ก็รีบพร่ำขอบคุณเหอจิ่วเหนียงทันที หากไม่ได้แม่นางผู้นี้ ตอนนี้นางคงเอาแต่โขกศีรษะขอร้องฟ้าดินอยู่เป็นแน่
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เป็นความโชคดีของเจ้าตัวน้อยมากกว่า ข้าแค่บังเอิญรู้เทียบยาที่ตรงโรคเขาพอดี หากเป็นโรคอื่นข้าก็คงช่วยอะไรไม่ได้” เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆ
หลังจากหญิงสาวแสดงความขอบคุณแล้วก็ตามเด็กผู้ช่วยเข้าไปจัดสมุนไพรตามเทียบยา ส่วนเหล่าคนมุงเมื่อเรื่องราวคลี่คลายก็พากันแยกย้ายสลายตัว
ขณะที่เหอจิ่วเหนียงเตรียมจะจากไปท่านหมอซ่งก็เรียกไว้ จากนั้นเอ่ยถามนางเสียงเบา “แม่นางก็เป็นผู้ที่ร่ำเรียนวิชาแพทย์ใช่หรือไม่?”
“ท่านหมอคิดอย่างไรล่ะเจ้าคะ?” เหอจิ่วเหนียงไม่ตอบแต่ถามกลับ
ท่านหมอซ่งมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสิ่งที่ตนคาดเดานั้นถูกต้อง มือเหี่ยวย่นลูบเครา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “เทียบยานี่ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะสามารถจำได้ อีกอย่างแม่นางมองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าเด็กคนนั้นป่วยจากความร้อนชื้นสะสมเรื้อรัง หากเป็นคนทั่วไปไม่มีทางรู้แน่นอน”
ตรงนี้มีเพียงพวกเขาสองคน เหอจิ่วเหนียงจึงไม่คิดปิดบังอีกฝ่าย ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่นางรู้วิชาแพทย์ก็เป็นเรื่องที่นางตั้งใจจะค่อยๆเผยออกมาอยู่แล้ว
คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงพยักหน้า แล้วอธิบาย “ตอนเด็กๆ ข้ามีโอกาสเรียนตัวหนังสือจึงพอได้อ่านตำราแพทย์มาบ้าง ท่องจำเทียบยาเล็กๆน้อยๆ ถึงกระนั้นวันนี้ข้ากลับแสดงฝีมือต่ำต้อยต่อหน้าท่านเสียแล้ว”
“เจ้าไม่เคยเรียนวิชาแพทย์อย่างจริงจังมาก่อนหรือ?”
หมอชรารู้สึกประหลาดใจมาก เห็นๆอยู่ว่าทักษะการท่องเทียบยาเมื่อครู่ของนางไม่ได้ด้อยไปกว่าหมอมากประสบการณ์อย่างเขาเลย อีกทั้งเขารู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้ทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าอย่างใสซื่อ “ไม่เคยเจ้าค่ะ ข้าเพียงใช้เทียบยานั่นฝึกอ่านตัวหนังสือ ส่วนตำราแพทย์เหล่านั้นข้าก็ซื้อมาจากแผงตำราริมทางในตลาด แต่หลังจากนั้นที่บ้านข้ามีปัญหาอยู่บ่อยๆ ตำราเหล่านั้นจึงหายไปแล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินนางบอกว่าตำราแพทย์เหล่านั้นหายไปแล้ว ท่านหมอซ่งก็รู้สึกเสียดายยิ่งนัก เพราะเขาตั้งใจว่าจะยืมมาอ่านสักหน่อย
“ในเมื่อเจ้ารู้หนังสือ เหตุใดเมื่อครู่ถึงให้ข้าเขียนเทียบยาแทนเจ้าล่ะ?”
ท่านหมอชราไม่เข้าใจ เขารู้สึกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าผู้นี้ไม่ธรรมดา
“แม้ข้าจะบอกว่ารู้หนังสือ แต่ข้าก็แค่อ่านออกเท่านั้น ข้าเขียนไม่เป็นเจ้าค่ะ อีกอย่าง หากท่านหมอเป็นคนเขียนเทียบยาออกมาเอง ทั้งยังได้รับการยอมรับจากท่านด้วย ก็จะยิ่งทำให้คนเชื่อถือได้ง่ายกว่าไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม ท่านหมอชราจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ยิ้มตามพลางมองคนตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม
“แล้วเจ้าเคยคิดจะเรียนวิชาแพทย์อย่างจริงจังหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงตบเข่าฉาดในใจ ที่นางประวิงเวลาอยู่ตรงนี้ตั้งนานก็เพื่อสิ่งนี้แหละ!!
“ก็สนใจอยู่บ้างเจ้าค่ะ เพียงแต่ตอนนี้บ้านเมืองมีแต่ความลำบาก ครอบครัวข้าเองก็ทุกข์ยากไม่น้อย อีกอย่างข้าเป็นสตรี คงไม่มีใครยอมรับสตรีเป็นศิษย์”
หมอชราร้อนใจทันที “เจ้าเป็นคนฉลาดมีความสามารถ หากเจ้ายินดี ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์ และถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้กับเจ้า!”
ที่ท่านหมอซ่งร้อนใจก็เพราะเขาไม่อยากเสียเมล็ดพันธุ์ดีเช่นนี้ไป ครอบครัวของเขาสืบทอดวิชาแพทย์มาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ลูกหลานที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้จริงๆกลับมีเพียงไม่กี่คน การร่ำเรียนวิชาแพทย์ไม่เพียงต้องอาศัยความพากเพียรเท่านั้น ต้องอาศัยพรสวรรค์ด้วย มองแค่ปราดเดียวหมอมากประสบการณ์ก็เห็นถึงพรสวรรค์อันเหลือล้นของเหอจิ่วเหนียงแล้ว
“จริงหรือเจ้าคะ ท่านหมอยินดีจะรับข้าเป็นศิษย์จริงๆหรือเจ้าคะ ไม่รังเกียจที่ข้าเป็นสตรีหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงเผยท่าทางตกใจระคนดีใจอย่างไร้ที่เปรียบออกมา ราวกับว่านึกไม่ถึงเลยว่าตนจะได้รับโอกาสใหญ่หลวงเช่นนี้
หมอสูงวัยเห็นท่าทางยินดีปรีดาของหญิงสาวก็รู้สึกปลื้มใจมาก โดยหารู้ไม่ว่า…ตนติดกับดักของนางเข้าให้แล้ว
“ข้าไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ ลูกหลานในตระกูลข้าที่เป็นผู้หญิงก็เรียนวิชาแพทย์กันหมด หากเรียนได้ดี มีทักษะความสามารถละก็ ยังมีโอกาสเข้าไปเป็นหมอหญิงในวังด้วยนะ ได้ตรวจอาการ ดูแลเหล่าขุนนางในวัง แต่หากไม่ได้เข้าวัง การเป็นหมอหญิงในเมืองก็เนื้อหอมไม่แพ้กันเลยละ”
เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจกับทัศนคติของผู้อาวุโสท่านนี้อย่างมาก เพราะในยุคสมัยเช่นนี้ คนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้านั้นหาได้ยากจริงๆ
“ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ แต่เรื่องนี้ข้าต้องขอกลับไปปรึกษาครอบครัวก่อน ครอบครัวข้าเพิ่งลี้ภัยมาถึงที่นี่ ยังไม่รู้เลยว่าจะตั้งหลักกันที่ไหนอย่างไร หากจัดการเรื่องครอบครัวเสร็จแล้วข้ารีบจะมาหาท่านทันทีนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจเองไม่ได้เสียที่ไหน เพียงแต่นางอยากแสร้งรับบทคนน่าสงสารสักหน่อยก็เท่านั้น
และแล้วก็เป็นอย่างที่สตรีเจ้าเล่ห์คิดเอาไว้ ทันทีที่ท่านหมอซ่งได้ยินก็รู้สึกเห็นใจ จึงพยักหน้ารับช้าๆ รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงจึงเดินจากไป ในใจลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง
หลังจากควบม้าออกจากเมือง เหอจิ่วเหนียงก็หาที่ลับตาคน แล้วนำถุงผ้าถุงหนึ่งออกมาจากห้วงมิติสะพายไว้ด้านหลัง ในนั้นมีเครื่องสำอางชนิดพิเศษและของเหลวสีแดงเสมือนเลือด
เนื่องจากใช้เวลาไปมากอยู่ที่โรงหมอเหอจิ่วเหนียงจึงกลับมาช้ากว่าที่คาดไว้ครึ่งชั่วยาม ทำเอาทุกคนในครอบครัวร้อนใจ ทันทีที่นางมาถึงก็ได้ยินเสียงครอบครัวลู่กำลังเอะอะโวยวาย จะให้ลู่จิ้งซวนไปตามหานางบริเวณนอกเมือง
“โอ๊ะ กลับมาแล้ว กลับมาแล้ว! ท่านแม่ น้องสะใภ้สามกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
นางฉินเห็นเหอจิ่วเหนียงเป็นคนแรก จึงคว้าแขนนางซุนพลางชี้ให้ดู
นางซุนหรี่ตามอง และพบว่าร่างเล็กๆสีดำกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา กระทั่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นร่างของเหอจิ่วเหนียง หญิงชราจึงวางใจได้ในที่สุด
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าหาของมาได้แล้วเจ้าค่ะ แล้วข้าก็สืบข่าวมาได้ด้วยเจ้าค่ะ!”
สตรีตัวแทนครอบครัวกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว เห็นสีหน้าของแม่สามีบูดบึ้งก็รีบยิ้มเอาใจทันที
“ไหนเจ้าบอกว่าไปไม่นาน นี่เรียกไม่นานหรือฮะ!?”
เมื่อคนที่ตนเฝ้ารอด้วยความเป็นห่วงเดินมาหยุดตรงหน้า ใบหน้าของหญิงชราก็บึ้งตึงยิ่งกว่าเดิม มือเหี่ยวย่นยื่นออกไปหมายจะตีคนน่าโมโหสักที
นางฉินห้ามเอาไว้ได้ทัน “ท่านแม่ น้องสะใภ้สามเพิ่งกลับมา ท่านฟังนางพูดก่อนสิเจ้าคะ อย่างเพิ่งโมโห”
จากนั้นสะใภ้รองก็หันไปอธิบายกับเหอจิ่วเหนียง “น้องสะใภ้สาม ท่านแม่เป็นห่วงเจ้ามากน่ะ”
นางหยูก็ช่วยพูดอีกแรง “ตั้งแต่เจ้าไปท่านแม่ก็เอาแต่มองทางตลอด ทั้งยังพึมพำว่าเมื่อไรเจ้าจะกลับมา”
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ข้ารู้ว่าท่านแม่รักข้า! ฮ่าๆๆ”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพลางเข้าไปกอดนางซุนอย่างออดอ้อน ตอนนี้นางเข้าใจนิสัยของหญิงชราผู้นี้ดีแล้ว
“ใครรักเจ้ากัน! ไม่รู้เลยจริงๆว่าเหตุใดเจ้าถึงหน้าหนาเช่นนี้!” นางซุนทำท่าทางไม่พอใจ หันไปดุสองสะใภ้ใหญ่รองระบายความขัดเคือง “ใครใช้ให้พวกเจ้าพูดฮะ ปากไม่มีหูรูดจริงๆ!”
ทุกคนไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น ยังหัวเราะอย่างมีความสุขอีกด้วย ส่วนนางซุนฮึดฮัดจนแทบจะโกรธจริงๆแล้ว
ผู้เฒ่าลู่พลอยขบขันไปด้วย เขารู้สึกนับถือสะใภ้สามยิ่งนักที่สามารถสยบภรรยาของเขาได้อยู่หมัด
“น้องสะใภ้สาม เจ้าเข้าเมืองไปครั้งนี้ได้อะไรมาบ้าง?”
ลู่จิ้งซวนเดินเข้ามาถามด้วยความใคร่รู้ ขณะเดียวกันก็เป็นการถามแทนทุกคนด้วย
เหอจิ่วเหนียงเปิดถุงผ้าออก ทุกคนเข้ามามุงดูด้วยความตื่นเต้น
และสิ่งแรกที่ประจักษ์แก่ทุกสายตาก็คือ ขนมและของกินเล่น
เด็กๆโห่ร้องด้วยความดีใจ “ไชโย! ขนมเคลือบน้ำตาล!”
“มีขนมกุ้ยฮวาด้วย!”
“โอ้โฮ ข้างๆนั่นใช่ขนมดอกท้อหรือไม่?”
ส่วนด้านผู้ใหญ่…
เงียบกริบ ไม่มีเสียงใดจากพวกเขา
ตอนที่ 39: ปลอมได้เหมือนมาก
ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงยังมีกะจิตกะใจซื้อขนมมาให้เด็กๆอีก นางคงเป็นคนแรกในใต้หล้าที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้กระมัง!
แต่ถึงกระนั้น… ระหกระเหินมานานถึงเพียงนี้ แม้จะได้กินอิ่มท้องทุกมื้อแต่พวกเขาเหล่าผู้ใหญ่ก็ยัง.อดกลืนน้ำลายไม่ได้เมื่อเห็นอาหารใหม่ๆเช่นนี้ อย่าว่าแต่เด็กๆเลย
เดิมทีนางซุนจะตำหนิสะใภ้คนเล็กว่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แต่เมื่อเห็นเด็กๆลิงโลด นางก็พลอยสุขใจตามไปด้วย
ทุกอย่างกำลังจะจบลงในไม่ช้า ขอเพียงวันพรุ่งนี้เข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย พวกเขาก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
หลังจากจัดการเรื่องของเด็กๆเสร็จเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงจึงนำอุปกรณ์แต่งหน้าและสิ่งของอื่นๆออกมา
แม้ทุกอย่างจะถูกบรรจุในภาชนะของยุคสมัยนี้ แต่ทุกคนก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในทำมาจากอะไร
“น้องสะใภ้สาม ของพวกนี้คืออะไรหรือ?” ลู่จิ้งซวนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตอบ บอกไปพวกเขาก็คงไม่เข้าใจ แต่หากจะบอกว่าเป็นชาดทาแก้ม ก็กลัวว่าบุรุษทั้งแท่งเหล่านี้จะรับไม่ได้
นางซุนยกมือตีบุตรชายคนโต “ถามอยู่นั่นแหละ วันๆหนึ่งเจ้าสรรหาคำถามมาจากไหนนักหนา?”
คนถูกดุไม่กล้าปริปากอีก ส่วนคนอื่นที่คิดจะถามต่อก็ไม่กล้าแล้วเช่นกัน ทำได้เพียงจับจ้องสะใภ้สามว่าจะทำอะไร
เหอจิ่วเหนียงเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้าจะปลอมตัวให้ทุกคนกลายเป็นคนบาดเจ็บสาหัส ให้ดูเหมือนว่าใช้เวลารักษานานเท่าไรก็ไม่หายง่ายๆ พรุ่งนี้เมื่อไปถึงประตูเมือง ทุกคนจะกลายเป็นคนพิการ”
สดับวาจา ความคิดแรกของทุกคนก็คือการหาผ้ามาพันรอบขาแสร้งว่าได้รับบาดเจ็บ แต่ทหารเหล่านั้นไม่ใช่คนโง่ จะตบตาสำเร็จได้อย่างไรกัน
แต่ทุกคนไม่กล้าพูดความคิดของตนออกมา
เหอจิ่วเหนียงคร้านจะอธิบายให้พวกเขาฟัง นำบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นออกมาจัดวาง จากนั้นนำแปรงและพู่กันออกมา แล้วเดินไปตรงหน้าลู่จิ้งซวน “พี่ใหญ่ ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่?”
คนถูกถามพยักหน้าหงึกหงัก “ข้าเชื่อใจเจ้า ข้าเชื่อว่าน้องสะใภ้เป็นคนมีความสามารถ”
ครอบครัวลู่เห็นด้วยกับคำพูดของชายหนุ่ม เหอจิ่วเหนียงจึงใช้ลู่จิ้งซวนเป็นหุ่นให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่าง
ทันใดนั้นเองบรรดาบุรุษผู้เข้าร่วมแผนการปลอมตัวก็พากันขยับเข้ามาดูใกล้ๆ เหอจิ่วเหนียงจึงออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “อย่าเข้ามาใกล้เกิน จะบังแสงทำให้ข้ามองไม่ชัด รอให้ข้าทำเสร็จแล้วค่อยดู”
กล่าวจบนางก็ดึงแขนพี่สามีเข้ามาแล้วเริ่มบรรเลงผลงานทันที ทุกคนพลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ …จิ่วเหนียงดึงแขนจิ้งซวน หากเป็นเมื่อก่อน ทั้งสองคงถูกคนในหมู่บ้านต่อว่าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่ ทว่าตอนนี้กลับไม่มีใครกล้าสอดปากแม้แต่คนเดียว
ส่วนทางด้านเด็กๆเล่นกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นครั้งคราว ทำให้ความตึงเครียดในใจของผู้ใหญ่คลายลงได้บ้าง
เหอจิ่วเหนียงใช้เวลาแสดงฝีมือเร็วอย่างยิ่ง เพียงไม่นานแขนของลู่จิ้งซวนก็ปรากฏแผลฉกรรจ์ขึ้น บาดแผลเหมือนจริงมาก มองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้เลยว่าแขนของเขาถูกฟันลึกจนเห็นกระดูกสีขาวจริงๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้บาดแผลดูสมจริงยิ่งขึ้น เหอจิ่วเหนียงยังสร้างเนื้อเน่าเปื่อยอีกด้วย สุดท้ายก็นำของเหลวสีเลือดและผงบางอย่างโรยลงไป กลิ่นเลือดพลันโชยออกมาพร้อมกลิ่นเหม็นเน่า
ตัวต้นแบบจ้องมองผลงานบนแขนของตนเองด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง หากไม่ใช่เพราะไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย เขาคงคิดว่าตนถูกฟันมาจนแผลติดเชื้อเน่าเปื่อย และกำลังจะตายในไม่ช้าแล้วจริงๆ
“ท่านพ่อท่านแม่ เสี่ยวเอ๋อร์ รีบมาดูเร็วเข้า!”
เมื่อมั่นใจว่าเหอจิ่วเหนียงทำผลงานเสร็จแล้ว ลู่จิ้งซวนก็อดใจไม่ไหว รีบเรียกบิดามารดาและภรรยาเข้ามาดู เขาไม่กล้าขยับแขนข้างนั้นส่งเดชเพราะรู้สึกกลัวว่าแขนจะหัก
“นี่มัน…” นางซุนไม่กล้าเข้ามาดูใกล้ๆ ก่อนเลื่อนสายตาจับจ้องเหอจิ่วเหนียง “นี่มันของจริงหรือของปลอมกัน?”
ตอนที่เสนอแผนการ เหอจิ่วเหนียงไม่ค่อยพอใจนักที่คนเหล่านี้ไม่เชื่อตน แต่เมื่อเห็นท่าทางของนางซุนในตอนนี้แล้วหญิงสาวก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “ของปลอมแน่นอนเจ้าค่ะ ต้องวาดให้เหมือนจริงสักหน่อย ถึงจะตบตาทหารพวกนั้นได้”
ผู้เฒ่าลู่อยู่ใกล้มากกลิ่นเหม็นเน่าจึงตีเข้าหน้า คิ้วสีหงอกขมวดเข้าหากันทันที “นี่มันกลิ่นอะไรกัน?”
“เลือดกับเนื้อเน่าเปื่อยนี่ก็ของปลอมทั้งหมดเจ้าค่ะ ท่านพ่อวางใจได้”
แม้ยากจะเชื่อแต่ชายชราก็จำต้องวางใจ แม้แต่คนที่เห็นเหอจิ่วเหนียงวาดเองกับตายังไม่อยากจะเชื่อ เช่นนั้นไม่ต้องพูดถึงทหารที่ตรวจคนนับไม่ถ้วนมาทั้งวันเหล่านั้นเลย
ท่านผู้เฒ่าพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ สะใภ้สามช่างมีความสามารถหลากหลายจริงๆ
ต่อมาก็ถึงคราวของลู่เหอหรงบุตรชายคนรองของครอบครัวลู่ ส่วนลู่จิ้งซวนก็ไปนั่งรอให้ทุกอย่างเกาะตัว คนอื่นๆรีบเข้าไปดู ความตกตะลึงมีให้เห็นบนใบหน้าของทุกคน
นึกถึงเมื่อครู่ที่ไม่เชื่อเหอจิ่วเหนียงพวกเขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา
“น้องสะใภ้ เอ่อ…ข้าขอโทษนะ เมื่อครู่พวกข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
เหอจิ่วเหนียงเพียงพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร ดี รู้เสียบ้างว่านางไม่พอใจ ให้พวกเขาได้รู้ว่าพวกเขาเป็นฝ่ายที่ต้องขอร้องให้นางช่วย ไม่ใช่นางเสนอตัวจะช่วยพวกเขา
เมื่อแผนการดำเนินมาจนถึงสองสามคนสุดท้ายท้องฟ้าก็มืดสนิท เหอจิ่วเหนียงจึงอาศัยแสงจากกองไฟในการทำงานต่อ
สองพี่น้องลู่ คนพี่ได้รับบาดเจ็บที่แขน ส่วนคนน้องมีแผลที่ไหล่ คนอื่นบ้างก็บาดเจ็บที่ขา บางคนก็ที่หน้าอก และยังมีบริเวณหลัง คนเหล่านี้ต้องถอดเสื้อเพื่อสร้างบาดแผล
สตรียุคใหม่อย่างเหอจิ่วเหนียงย่อมไม่ถือสา แต่เหล่าชายฉกรรจ์ในยุคนี้รู้สึกเขินอายเล็กน้อย นางซุนจึงเตือนด้วยท่าทางดุดัน “วันนี้สะใภ้สามของข้าต้องทำเรื่องเสื่อมเกียรติตัวเองเพราะช่วยเหลือพวกเจ้า วันข้างหน้าหากใครกล้านินทาว่าร้ายนาง ข้าจะเป็นคนฉีกปากมันเอง! ได้ยินหรือไม่?”
ทุกคนล้วนตะลึงในความสามารถของเหอจิ่วเหนียง อีกอย่างพวกเขาก็เป็นฝ่ายร้องขอให้นางช่วย แล้วจะกล้าทำเรื่องหักหาญน้ำใจเช่นนั้นได้อย่างไร ดังนั้นไม่ต้องให้นางซุนบอกทุกคนก็พร้อมใจกันพยักหน้าแน่นหนักราวกับโขลกกระเทียม โดยเฉพาะลู่ฟู่กุ้ยที่ยังเอ่ยสำทับ “น้องสะใภ้ยอมช่วยพวกเรา พวกเราซาบซึ้งใจยิ่งนัก พวกเราจะทำร้ายนางได้อย่างไรกันขอรับ อาสะใภ้วางใจได้ หากมีใครกล้าว่าร้ายน้องสะใภ้ ข้าจะเป็นคนสั่งสอนมันเอง!”
“เข้าใจแล้วก็ดี!”
ได้ยินดังนี้นางซุนจึงนั่งลงอย่างพอใจ อุ้มโก่วเอ๋อร์มานั่งตัก
“ท่านแม่เก่งจังเลย!”
โก่วเอ๋อร์ตัวน้อยกินขนมจนเลอะไปทั้งปากราวกับแมวลายเสือ ขณะที่พูดยังทำท่าทางซุกซนอีกด้วย ทำเอานางซุนที่หน้าตาบูดบึ้งพลอยหัวเราะออกมา
“เด็กน้อย ดูซิ หน้าตาเลอะเทอะไปหมดแล้ว!”
หญิงชรายิ้มพลางตำหนิไม่จริงจัง แล้วหาผ้าสะอาดมาเช็ดหน้าให้หลานตัวน้อย
โก่วเอ๋อร์ยกมือทำท่าดีใจ “ท่านย่าเช็ดให้ข้าจนสะอาดแล้ว!”
เมื่อก่อนเด็กคนนี้ก็เหมือนกับมารดาของเขา เงียบๆไม่ค่อยพูด หากจะบอกว่าแต่ละวันพูดไม่ถึงสองประโยคก็ไม่เกินจริง อีกทั้งยังเจ็บป่วยออดแอด ไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว จึงทำให้เขามีบุคลิกเซื่องซึมน่าสงสาร
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงรอดตายกลับมาได้ ไม่เพียงแค่นางที่เปลี่ยนไป แม้แต่โก่วเอ๋อร์เองก็เปลี่ยนไปด้วย สุขภาพร่างกายดีวันดีคืน กระทั่งกลายเป็นเด็กร่าเริงสดใส ใบหน้ามีรอยยิ้มมากขึ้น
คิดได้เช่นนี้ นางซุนก็รู้สึกตื้นตันใจจากส่วนลึก หากเจ้าสามรู้จะต้องดีใจมากแน่ๆ
ในป่าเขามียุงและแมลงเยอะอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ สร้างความรำคาญให้ทุกคนอย่างมาก เหอจิ่วเหนียงนำลูกประคบสมุนไพรบางส่วนออกมาไว้ในอกเสื้อ จากนั้นเรียกนางหยูเข้ามา “พี่สะใภ้ใหญ่ วันนี้ข้าซื้อสมุนไพรไล่ยุงมา ท่านช่วยเอาไปเผาแล้ววางไว้รอบๆ ไล่ยุงทีได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อ๋อ ได้สิ!”
นางหยูจัดการทันที นึกไม่ถึงเลยว่าน้องสะใภ้สามจะรอบคอบถึงเพียงนี้ เข้าเมืองรอบเดียวซื้อของมาได้ครบทุกอย่าง
เมื่อคิดว่าครอบครัวตนเป็นครอบครัวใหญ่มีทั้งคนชราและเด็กค่อนข้างเยอะ นางหยูจึงลอบเก็บไว้เองสามอัน ส่วนที่เหลือจึงนำไปแจกจ่าย
ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจมากที่ครอบครัวลู่นึกถึงพวกเขา
เมื่อไม่มียุงรบกวน ไม่นานนักเด็กๆก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่ได้สนทนาอะไรกัน เพียงรอให้เหอจิ่วเหนียงวาดบาดแผลเสร็จแล้วจึงจะนอนพัก
เดิมทีคิดว่าเพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อเข้าสู่เช้าตรู่ เหอจิ่วเหนียงจะควักเข็มเงินออกมาจากห่อผ้า
ตอนที่ 40: ในที่สุดก็เข้าเมืองแล้ว!
“นะ นะ นี่ นี่เจ้าจะทำอะไร?”
ผู้เฒ่าลู่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แค่เห็นเข็มเงินเขาก็รู้สึกกลัวแล้ว
เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างใจเย็น “เพื่อไม่ให้ทุกคนเผยพิรุธ เมื่อวานข้าไปที่โรงหมอ จ่ายเงินขอให้หมอท่านหนึ่งสอนทักษะบางอย่างให้ โดยแทงจุดฝังเข็มเพียงไม่กี่จุดก็ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้จริงๆแล้วเจ้าค่ะ”
นางกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ‘คนพิการ’ กลุ่มนี้เดินเหินเร็วกว่าคนปกติอีก ไม่แนบเนียนเอาเสียเลย นางจึงอยากจำกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขาสักหน่อย
เหล่า ‘ผู้พิการ’ ได้ยินดังนั้นก็มองเข็มเงินที่ทั้งหนาและยาวด้วยความหวาดผวา แค่เห็นก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว!
แต่เนื่องจากได้รับการสั่งสอนจากนางซุนมาแล้วเมื่อวาน ยามนี้จึงไม่มีใครกล้าปริปากถามคำใดออกมาแม้แต่คนเดียว แม้ในใจจะรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องกัดฟันทน
หลังจากผ่านความเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน เหอจิ่วเหนียงไม่มีแรงจะเกลี้ยกล่อมใครให้คลายความกลัวทั้งนั้น ควรแทงเข็มเงินจุดไหนนางก็แทงลงไปทันที เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าพันบาดแผลไว้
จากนั้นนางก็แต่งรอยขีดข่วนบนใบหน้าให้ทุกคน ทาผงขาวบนริมฝีปาก บัดนี้สีหน้าแต่ละคนซีดเซียวราวกับใกล้จะสิ้นใจแล้วก็มิปาน
“น้องสะใภ้สามฉลาดจนข้าไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาชมแล้วจริงๆ!”
ลู่เหอหรงหันมองพี่ใหญ่ของตนพลางจินตนาการถึงสภาพในตอนนี้ของตนเอง คาดว่าคงไม่ต่างจากพี่ใหญ่เท่าไร จึงเม้มปากพยักหน้าชื่นชมเหอจิ่วเหนียงด้วยใจจริง
“ใช่แล้ว! หากไม่เห็นกับตาตัวเองข้าไม่เชื่อเลยจริงๆ!”
คนอื่นๆก็เช่นกัน ในใจสรรเสริญเหอจิ่วเหนียงอย่างมาก
สตรีผู้ถูกยกย่องยิ้มอย่างถ่อมตน “ไม่มีอะไรพิเศษเลย แค่วาดๆแต่งๆไปอย่างนั้นเอง”
“โธ่ น้องสะใภ้ไม่ต้องถ่อมตัวหรอก เจ้ามีความสามารถจริงๆ รอเข้าเมืองไปได้อย่างปลอดภัย ข้าจะตอบแทนเจ้าแน่นอน!”
“ใช่ๆๆ! พ่อของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่อยู่ หากน้องสะใภ้มีเรื่องลำบากอะไรต้องรีบบอกพวกข้านะ เรื่องใช้แรงงานพวกข้าถนัด!”
นางซุนคว่ำปาก กระซิบกับสะใภ้อีกสองคนเสียงเบา “คำพูดพวกนี้ใครๆก็พูดเป็น หึ!”
นางหยูและนางฉินยกมือป้องปากแอบยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
กว่าทุกคนจะเก็บข้าวของเสร็จพร้อมออกเดินทางก็เป็นยามซื่อแล้ว
เดิมทีพวกเขาคาดการณ์ว่าจะถึงประตูเมืองจิงโจวในยามอู่ แต่ในกลุ่มกลับมี ‘คนพิการ’ เดินทางมาด้วย ดังนั้นกว่าจะถึงปลายทางก็ล่วงเลยไปยามเว่ยแล้ว
[1] ยามซื่อ = 09.00-10.59น.
[2] ยามอู่ = 11.00-12.59น.
[3] ยามเว่ย = 13.00-14.59น.
ทันทีที่ทหารยามเห็นชาวบ้านกลุ่มนี้ก็พบว่าพวกเขามีบาดแผลบนตัวเต็มไปหมด แถมสภาพยังดูสาหัส
“นี่พวกเจ้าไปโดนอะไรมาถึงมีแผลเต็มตัวเช่นนี้?”
เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของแต่ละคน เหล่าทหารก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะกลัวจะติดเชื้อ
“ใต้เท้า พวกเราเจอพวกโจรเร่ร่อนทำร้ายระหว่างทาง เดิมทีมีกันนับร้อยกว่าคน ตอนนี้เหลือกันแค่นี้แล้ว พวกผู้ชายบาดเจ็บสาหัสกันหมด ได้ยินมาว่าจิงโจวรับคนแก่ เด็ก ผู้หญิง และพวกผู้ชายที่บาดเจ็บพิการ พวกเราก็เลยรีบมาที่นี่ และเป็นเพราะรีบเดินทาง พวกผู้ชายที่บาดเจ็บจึงมีสภาพย่ำแย่เช่นนี้ โปรดพวกท่านอนุโลมให้หน่อยได้หรือไม่!”
ทันทีที่พวกทหารเดินมาตรงหน้า นางซุนก็ร้องไห้อ้อนวอนราวกับกลัวคนไม่รู้ว่าพวกตนน่าสังเวชเพียงใด
สิ่งเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนสั่งการไว้ก่อนจะมาถึงที่นี่ ไม่เพียงหญิงชราเท่านั้น เหล่าสตรี และแม้แต่เด็กๆ ต่างก็พากันร้องไห้อย่างสุดความสามารถ
ใบหน้าเดิมทีก็ซีดเซียวอยู่แล้ว ยิ่งส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญเช่นนี้ เหล่าทหารก็รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้น่าเวทนาจริงๆ
และเมื่อเข้าไปตรวจสอบบาดแผลของกลุ่มบุรุษก็ยิ่งไม่อาจทนดูได้ เพียงอึดใจเดียวก็ต้องปิดจมูกและถอยหลังหนี
“ช่างน่าสงสารยิ่งนัก แผลก็เปื่อยส่งกลิ่นเหม็นแล้ว ต่อให้รักษาหายก็คงกลายเป็นคนพิการ เฉินอ๋องทรงมีพระเมตตา เมื่อพวกเจ้าเข้าเมืองไปจะได้รับเงินช่วยเหลือ พวกเจ้ารีบเอาไปรักษาตัวเถอะ!”
เรื่องได้รับเงินช่วยเหลือเมื่อวานนี้เหอจิ่วเหนียงบอกกับทุกคนแล้ว แม้จะรู้แต่ตอนนี้พวกเขาก็ต้องแสดงท่าทางตื้นตันและสำนึกในความกรุณาของเฉินอ๋องและเหล่าทหารเฝ้าประตูเมือง ก่อนจะเดินทางเข้าเมืองด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากเข้าเมืองมาได้พักหนึ่ง และแน่ใจว่าโดยรอบไม่มีทหารแล้ว ทุกคนจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
มองดูฝูงชนที่พลุกพล่านตรงหน้า ได้ยินเสียงตะโกนขายของและเสียงหัวเราะ พวกเขารู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่ก็มิปาน
นี่พวกเขาเข้าเมืองมาได้ง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ? ป้ายห้อยเอวที่คุณชายฉินให้ไว้ยังไม่ทันได้ใช้เลย!
“เมียสุดที่รักของข้า ช่วยหยิกข้าที นี่พวกเรามาถึงจิงโจวแล้วจริงๆใช่หรือไม่?”
นางฉินจับมือสามีไว้แน่น ฝ่ามือชื้นเหงื่อเพราะความตื่นเต้น ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยเห็นสถานที่ที่รุ่งเรืองเช่นนี้มาก่อน ตึกรามบ้านช่องเจริญหูเจริญตา ผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน!
“เป็นเรื่องจริง เมืองจิงโจวช่างรุ่งเรืองมากจริงๆ!”
ลู่เหอหรงย้ำกับตัวเองด้วยความเหลือเชื่ออีกครั้ง ส่วนนางซุนแม้ในใจจะรู้สึกทึ่งมากแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการใดออกมา ทั้งยังเอ็ดบุตรชายคนรอง “พอได้แล้ว อย่าทำราวกับไม่เคยเห็นโลกมาก่อนเลย ช่างขายหน้าเสียจริง!”
ผู้เฒ่าลู่ก็มีท่าทีสงบเช่นกัน ครั้นวัยหนุ่มเขาเคยเป็นหน่วยลาดตระเวนมาก่อนจึงมีโอกาสได้เห็นโลกกว้าง
แน่นอนว่าคนที่นิ่งสงบที่สุดก็คือเหอจิ่วเหนียง แต่ทุกคนคิดว่านางตื่นเต้นไปแล้วเมื่อวานนี้จึงไม่มีใครเอะใจอะไร
ทว่าอันที่จริงบรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้น่าตื่นเต้นสำหรับเหอจิ่วเหนียงเลย ภพก่อนนางเคยพบเจอสถานที่มาทุกรูปแบบแล้ว
“พวกเจ้ายืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้ เนื้อตัวสกปรกเช่นนี้ไม่อายคนอื่นบ้างหรืออย่างไร นี่พวกเจ้าคงลี้ภัยมากระมัง ไปรอที่ศาลาว่าการนู่นไป อย่าเพ่นพ่าน!”
ทันใดนั้นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าดุดัน ทำเอาทุกคนตกใจไม่น้อย
“ใช่ขอรับ พวกเราเป็นผู้ลี้ภัย พวกเราไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน ข้ารบกวนถามพี่ชายหน่อย ศาลาว่าการไปทางไหนหรือ?”
ลู่ฟู่กุ้ยนับว่ามีไหวพริบ รีบเข้าไปบอกกล่าวด้วยความเป็นมิตรทันที พวกเขาเพิ่งมาถึง หลีกเลี่ยงปัญหาก่อนจะดีกว่า
คนผู้นั้นพึงพอใจกับท่าทีของพวกเขา จึงใจดีบอกทางให้
“แม้คนในเมืองนี้จะอารมณ์รุนแรงไปหน่อย แต่พวกเราคงต้องล้างเนื้อล้างตัวอย่างที่เขาว่าจริงๆ”
นางหยูพึมพำ สภาพพวกเขาในตอนนี้อย่าโทษคนอื่นที่รังเกียจเลย แม้แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกไม่ชอบตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “หากพวกเรามีที่อยู่ก็จะได้จัดการตัวเองแล้ว”
“อื้ม!”
ใบหน้าของทุกคนเผยรอยยิ้มออกมา แค่เข้าเมืองมาได้พวกเขาก็วางใจแล้ว
แม้อยากเดินเที่ยวเล่นบนถนนที่เต็มไปด้วยความครื้นเครงเส้นนี้มาก แต่พวกเขาก็ต้องอดใจไว้ก่อน บัดนี้สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือไปรายงานตัวที่ศาลาว่าการ หวังว่าจะถูกจัดให้อยู่ในสถานที่ที่ดี
บรรยากาศเหมือนกับเมื่อวาน ด้านนอกศาลาว่าการมีคนเนืองแน่น ส่วนมากเป็นเด็ก สตรี และคนชรา เมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มคนตระกูลลู่ก็รู้สึกแปลกใจมาก ทว่าเมื่อเห็นเหล่าชายหนุ่มมีสภาพบาดเจ็บปางตาย ทุกคนจึงเข้าใจ
เส้นทางการลี้ภัยครั้งไม่ง่ายสำหรับทุกคนเลย
เหอจิ่วเหนียงเป็นตัวแทนกลุ่มนำสมุดประจำตัวไปมอบให้เจ้าหน้าที่ รอให้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการเรียกชื่อ
สมุดประจำตัวของครอบครัวลู่มีกันครบ ส่วนของคนอื่นบ้างก็สูญหาย บ้างก็เสียหายระหว่างทาง จึงจำเป็นต้องทำใหม่ ทำให้เสียเวลาไม่น้อย
ทว่าเมื่อใกล้จะถึงคราวของตระกูลลู่ ศาลาว่าการกลับเตรียมปิดทำการแล้ว
“ใต้เท้า โปรดทำให้พวกเราเถอะ ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเถอะ ครอบครัวข้ามีคนบาดเจ็บสาหัส ยังหวังเงินช่วยเหลือนำไปรักษาตัวอยู่!”
นางซุนเห็นเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการกำลังเก็บของ บอกชัดว่าพวกเขาเตรียมปิดทำการแล้ว นางจึงร้องไห้อ้อนวอนอย่างไม่ลังเล
“ยายบ้าที่ไหนนี่!”
เจ้าหน้าที่ตกใจมาก ปกติต้องเจอผู้ลี้ภัยเนื้อตัวเหม็นสาบทั้งวันอารมณ์ก็ไม่ดีอยู่แล้ว ตอนนี้มีคนอาจหาญพรวดพราดเข้ามาทำให้ตกใจอีก จึงเกิดอารมณ์กราดเกรี้ยวทันที
“เอาละ เอาละ เห็นแก่คนในครอบครัวนางที่ใกล้ตายเถอะ ดูแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ทำให้พวกเขาไป”
เจ้าหน้าที่อีกคนเข้ามาเกลี้ยกล่อมสหายร่วมงาน เห็นแก่พวกเขาที่ดูจากสภาพแล้วคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน หากคนลี้ภัยเอาตัวรอดมาได้ตลอดทาง แต่กลับต้องมาตายอยู่หน้าศาลาว่าการ พวกเขาก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้
จบตอน
Comments
Post a Comment