single mom ep311-320

ตอนที่ 311: เบื้องหลังยังมีปลาใหญ่ซ่อนอยู่


เฉิงเสวี่ยเวยกำลังจะหันหลังเดินออกไป แต่กลับเห็นเหอจิ่วเหนียงยืนจับจ้องไปที่เหล่าทาสหญิงในห้องขัง จึงรู้สึกสงสัย “อย่าบอกนะว่าเจ้าจะพาพวกนางออกไปด้วย?”


หากเป็นจริงตามที่นางสงสัย นางจะโน้มน้าวเหอจิ่วเหนียงให้ล้มเลิกความคิดก่อน วันหน้าถ้าคนไม่พอค่อยซื้อเพิ่มก็ได้ ทว่าเฉิงเสวี่ยเวยยังไม่ทันอ้าปากก็เห็นเหอจิ่วเหนียงนั่งยองลง ยื่นมือไปจับมือทาสหญิงที่อยู่ในกรงคนหนึ่ง และเปิดแขนเสื้อนางขึ้นไม่พูดพร่ำทำเพลง


เฉิงเสวี่ยเวยตกใจ แต่เมื่อพุ่งตัวเข้าไปหมายจะห้าม นางกลับต้องชะงัก


บนข้อมือทาสหญิงคนนั้นมีรอยแผลจำนวนมาก และแผลลึกมากราวกับจงใจให้เลือดไหลออกมา


เฉิงเสวี่ยเวยเห็นแวบเดียวก็หันหน้าหนี ไม่กล้าดู


ทาสหญิงหลายคนตกใจที่ฮูหยินท่านนี้สังเกตได้ จึงรีบจับแขนเสื้อตัวเองแน่นทันที เพราะไม่อยากให้บาดแผลของตนเองเผยออกมา


“บาดแผลนี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


ระหว่างที่เหอจิ่วเหนียงจับข้อมือทาสหญิงคนนี้ก็แอบตรวจชีพจรไปด้วย ร่างกายทาสหญิงคนนี้อ่อนแอมาก อาการบ่งชี้ว่านางเสียเลือดมาเป็นเวลานานแล้ว


ทาสหญิงก้มหน้าลง น้ำตาไหลพลันพรากลงมา นางไม่กล้าพูด ไม่มั่นใจว่าเหอจิ่วเหนียงสามารถช่วยนางให้หลุดพ้นจากมรสุมนี้ได้หรือไม่


ก่อนหน้านี้มีคนมาซื้อทาส พวกนางเลยร้องไห้หวังขอความช่วยเหลือ ทว่าไม่เพียงไม่สนใจพวกนางเท่านั้น หลังจากคนเหล่านั้นกลับไปยังบอกให้ลูกน้องของนายหน้าสั่งสอนพวกนางอีก ดูถูกเหยียดหยามไม่พอ ยังทุบตีจนปางตาย บาดแผลตามตัวที่อาการดีขึ้นมาได้เล็กน้อยก็ถูกซ้ำเติมจนสาหัส


อีกอย่าง ฮูหยินทั้งสองที่มาวันนี้ก็เลือกซื้อแต่ทาสหญิงที่รูปโฉมโดดเด่นไปทั้งหมด ด้วยจำนวนคนที่พวกนางซื้อไป คงไม่คิดจะซื้อเพิ่มอีกแล้วแน่ๆ พวกนางจึงไม่กล้าแสดงทีท่าใดๆ กลัวว่าจะถูกคนทุบตีจนปางตายอีก


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ไม่กล้าพูดของพวกนางจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา คนที่นางเกลียดที่สุดก็คือคนประเภทที่เอาแต่ร้องไห้ไม่รู้จักสู้นี่แหละ


แต่ขณะเดียวกันนางก็เข้าใจสภาพการณ์ของคนเหล่านี้ เหตุการณ์ที่พวกนางประสบมาไม่มีใครรู้ว่ามันสร้างบาดแผลไว้ในใจพวกนางลึกเพียงใด ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงทำได้แค่ใจเย็น ก่อนเรียกสะใภ้สวีมา กระซิบสั่งการข้างหูนางเบาๆ สะใภ้สวีพยักหน้ารับทราบ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป


นายหน้านำเสื้อผ้าเนื้อหยาบมาให้ทาสหญิงที่ถูกซื้อทั้งหกคน ทั้งยังไม่ลืมสั่งสอนพวกนาง “ได้พบฮูหยินท่านนี้ในวันนี้นับว่าเป็นวาสนาของพวกเจ้ามาก ถ้าหากไม่อยากถูกขายอีกก็ตั้งใจทำงานให้เจ้านายดีๆล่ะ ทำหน้าที่ของตัวเองให้สุดความสามารถ อย่าทำให้นายหน้าอย่างข้าต้องอับอายขายหน้าเด็ดขาด!”


พวกนางต่างพยักหน้าตอบรับ เดินกอดเสื้อผ้าไปหาที่เปลี่ยนชุด


นายหน้ายิ้มตาหยีเดินไปคุยกับเหอจิ่วเหนียง “ฮูหยิน ร้านของเราไม่เหมือนกับร้านอื่น ร้านเรายังช่วยอบรมได้ด้วย ถ้าหากวันไหนสาวใช้พวกนี้ไม่เชื่อฟัง ก็เอาตัวกลับมาให้ข้าอบรมได้ ไม่เกินสามวัน รับรองว่าเชื่อฟัง ขยัน และกระตือรือร้นแน่นอนขอรับ!”


มีบริการหลังการขายด้วย ไม่เลวเลย!


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย นายหน้าหาเก้าอี้มาให้นางและเฉิงเสวี่ยเวยนั่ง พร้อมกับรินน้ำชาให้อย่างเอาอกเอาใจ


“อืม ร้านของเจ้าใช้ได้เลย แม้แต่เรื่องเช่นนี้ก็ช่วยได้ ดูท่าคงช่วยเบาแรงข้าได้ไม่น้อย”


กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงยกชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง จากนั้นก็พูดออกมา “โอ้ ชานี่ไม่เลวเลย ดูท่ากิจการนายหน้าของเจ้าเป็นไปได้ด้วยดีทีเดียว”


เหอจิ่วเหนียงมีท่าทางสบายๆเป็นกันเอง ชวนคุยไปพลางชิมชาไป ทำเอาเฉิงเสวี่ยเวยรู้สึกสับสนขึ้นมา


เฉิงเสวี่ยเวยไม่เข้าใจว่าน้องสาวคนนี้กำลังคิดจะทำอะไร แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป เห็นท่าว่านางจะยังไม่กลับจึงทำทีนั่งชิมชากับนางไปด้วย


นายหน้าเห็นดังนั้นจึงคิดว่านางต้องการซื้อสิ่งใดอีก รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้นทันที และเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้วขอรับ ร้านเราเปิดขายมานานกว่าสิบปี สินค้าที่ขายออกไปคุณภาพดีทั้งสิ้น มีลูกค้าประจำไม่น้อย อีกอย่าง เจ้านายของพวกเราก็เป็นคนมีหน้ามีตาในจิงโจว น้ำชาต้อนรับลูกค้าย่อมต้องดีอยู่แล้ว!”


“อ้อ อย่างนั้นหรือ เจ้านายพวกเจ้าเป็นใครกัน สามารถดูแลกิจการออกมาได้ดีเช่นนี้ ข้าชักจะอยากรู้จักแล้วสิ”


นางไถ่ถามเหมือนคนที่พูดคุยกันปกติทั่วไป นายหน้าจึงตอบโดยไม่ได้คิดอะไรมาก “เจ้านายของพวกเราเป็นคนเดียวกันกับเจ้านายของโรงพนันโชคลาภนั่นแหละขอรับ ตระกูลหลิ่ว เป็นลูกคนที่ห้า ก็เลยเรียกกันว่าท่านห้าหลิ่วขอรับ!”


ที่แท้ก็เปิดโรงพนันจริงๆด้วย 


ต้องรู้ก่อนว่า โดยทั่วไปแล้วผู้ที่กล้าเปิดโรงพนันได้ อำนาจเบื้องหลังต้องไม่ธรรมดาแน่นอน มิฉะนั้นไม่สามารถคุมสถานการณ์ได้เด็ดขาด


ดูเหมือนว่าเบื้องหลังยังมีปลาใหญ่ซ่อนอยู่


“เช่นนั้นก็สมกับที่เป็นท่านห้าหลิ่วจริงๆ มิน่าล่ะ เหตุใดถึงทำการค้าได้ใหญ่ถึงเพียงนี้ เอาละ นี่ถือซะว่าเป็นการชื่นชมท่านห้าหลิ่วก็แล้วกัน--ข้าซื้อทาสเหล่านั้นด้วย! แต่ดูจากสภาพแล้วเหมือนจะป่วย เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เจ้าให้ราคาข้าถูกๆหน่อยนะ!”


ทันทีที่ประโยคนี้ดังออกมา เฉิงเสวี่ยเวยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่มันอะไรกัน รู้ทั้งรู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งแล้วยังจะซื้อกลับไปทำไมอีก นางจำได้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบยุ่งเรื่องคนอื่นนี่นา


ผิดกับนายหน้าและทาสหญิงเหล่านั้น พวกเขาดีใจมาก ทาสเหล่านั้นดีใจที่ในที่สุดตนเองก็หลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์ไปได้เสียที ส่วนนายหน้าดีใจที่ในที่สุดสินค้าไร้ราคาเหล่านี้ก็ขายออกได้เสียที สภาพจะตายวันตายพรุ่งเช่นนี้ เลี้ยงไว้ก็สิ้นเปลืองเปล่า


“ดี ดีขอรับ ฮูหยินต้องการทั้งหมดนี่หรือต้องการกี่คนขอรับ?”


นายหน้าลิงโลดจนเกือบเผลอตบหน้าขาตัวเอง นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะโชคดีเจอคนใช้เงินแบบสิ้นคิดเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงมองสีหน้าของทาสเหล่านั้น แต่ละคนซีดเซียวไม่ต่างกัน นางจึงเอ่ยขึ้น “ซื้อทั้งหมดนี่แหละ”


นายหน้าเบิกตากว้างจนดวงตาแทบจะถลนออกมา รอยยิ้มก็กว้างไม่แพ้กัน “ฮูหยินช่างตรงไปตรงมาจริงๆ หากฮูหยินเหมาหมดนี่ ข้าขายให้คนละสามตำลึงก็พอ!”


ราคาปกติอยู่ที่คนละห้าตำลึง ทาสเหล่านี้อยู่ในสภาพจะตายมิตายแหล่ ขายสามตำลึงนับว่าเขาก็ยังได้กำไรไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงได้ยินราคาก็หันหลังจะเดินกลับอย่างไม่ลังเล นายหน้ารีบเข้าไปขวางไว้ “ฮูหยินช้าก่อน! มีอะไรก็ตกลงกันก่อนได้ อย่าเพิ่งไปขอรับ!”


“ช่างเถอะ ข้าหวังว่าเราจะเจรจากันอย่างจริงใจ แต่เจ้ากลับเห็นข้าเป็นคนใช้เงินโง่ๆ เช่นนั้นระหว่างข้ากับเจ้าก็ไม่มีอะไรต้องตกลงกันอีก”


นางแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน เฉิงเสวี่ยเวยรู้สึกทอดถอนใจจริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าทาสเหล่านี้จะอยู่ได้อีกไม่นานก็ยังจะซื้อกลับไปอีก ไม่ใช่คนใช้เงินไม่คิดแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก


นายหน้าร้อนใจมาก “เช่นนั้นสองตำลึงครึ่งก็ได้ขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงชะงักฝีเท้าลง ก่อนโพล่งออกมา “หนึ่งตำลึง ถ้าเจ้าไม่ขายข้าจะกลับ ข้าก็แค่เห็นว่าพวกนางน่าสงสาร ซื้อกลับไปต่อให้ทำงานได้แค่ไม่กี่วันก็ยังดีกว่าอยู่ที่นี่เปล่าๆ แต่ไม่คิดว่าเจ้าจะใจดำถึงเพียงนี้ เจ้าทำเช่นนี้แล้วใครจะกล้าซื้อ?”


ใบหน้านายหน้าเต็มไปด้วยความสับสน


ให้แค่ตำลึงเดียวเนี่ยนะ?


หนึ่งตำลึงต่อคน นั่นเป็นราคาที่ต่ำมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยนะ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ราคาต่ำสุดก็สองตำลึงเข้าไปแล้ว หากขายตำลึงเดียวต้องขาดทุนเข้าเนื้อแน่


ทว่าสภาพของทาสเหล่านี้ก็ไม่ไหวแล้วจริงๆ นับวันก็ยิ่งแย่.ลงเรื่อยๆ หากตายอยู่ที่นี่ก็เท่ากับว่าไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียว


เขาคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมา “ฮูหยินโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปถามผู้ดูแลก่อน!”


เขาพูดพร้อมหันหลังวิ่งไปทันที หากชักช้ากลัวว่าลูกค้าจะกลับไปเสียก่อน


เหอจิ่วเหนียงหันไปมองทาสหญิงที่มีสีหน้าอมโรคเหล่านั้นอีกครั้ง ทาสหญิงเหล่านั้นได้แต่มองนางตาปริบๆ อยากเอ่ยปากขอร้องให้นางช่วยพาออกไปแต่กลับไม่กล้าพูดออกมา กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่พอใจ รำคาญเสียงของพวกนาง


เฉิงเสวี่ยเวยเข้าไปใกล้นางและกระซิบถาม “จิ่วเหนียง เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”


ตอนที่ 312: คนอื่นอาจทำไม่ได้ แต่นางทำได้


เมื่อคิดว่ากว่านายหน้าจะกลับมาก็คงอีกพักใหญ่ เหอจิ่วเหนียงจึงกระซิบข้างหูเฉิงเสวี่ยเวย “ก่อนหน้านี้ลูกชายข้าก็ถูกคนลักพาตัวไปไม่ใช่หรือ สถานการณ์ของทาสหญิงเหล่านี้น่าจะเป็นฝีมือเดียวกันกับพวกที่ลักพาตัวลูกข้าไป”


เฉิงเสวี่ยเวยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ไปได้


เดิมทีนางคิดว่า คนที่ลักพาตัวโก่วเอ๋อร์ไปอย่างมากก็เป็นแค่พวกที่จับเด็กไปขายทั่วไป ไม่นึกเลยว่าจะเป็นพวกโรคจิตเช่นนี้ โชคดีที่โก่วเอ๋อร์ไม่เป็นอะไร มิฉะนั้นน้องสาวนางคนนี้ต้องระเบิดฟ้าทลายแผ่นดินเป็นแน่


“แล้วตอนนี้เจ้าคิดจะทำเช่นไร?”


เฉิงเสวี่ยเวยกำหมัดแน่น แต่ในใจนึกหวาดกลัวไม่น้อย กลัวว่าคนของนายหน้าที่อยู่ที่นี่จะจัดการพวกนางอย่างไม่ทันตั้งตัว นางไม่อยากถูกทารุณอย่างโหดเหี้ยมจนตกอยู่ในสภาพเหมือนทาสหญิงเหล่านี้


“ข้าไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้ต้องช่วยพวกนางออกไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า ทีท่าสับสนไม่ต่างกัน


แต่ความจริงนางมีแผนการในใจอยู่แล้ว เมื่อครู่นางให้สะใภ้สวีไปแจ้งเรื่องนี้กับลู่ไป่ชวนแล้ว เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ไม่สะดวกให้เฉิงเสวี่ยเวยรับรู้จึงไม่ได้บอกไป


เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้ารับรู้ “คนเยอะเพียงนี้ เจ้าจะไหวหรือ หรือให้ข้าซื้อด้วยบางส่วน?”


หญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บมีเก้าคน สีหน้าแต่ละคนย่ำแย่เหลือคณนา เฉิงเสวี่ยเวยเห็นแล้วกลัดกลุ้ม คิดว่าพาพวกนางกลับไปก็ไม่รู้ว่าจะรักษาหายได้หรือไม่ แต่ก็จะพยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ จวนที่นี่ใช้คนไม่เยอะ คนที่เหลือข้าจะส่งกลับไปช่วยงานที่ต้าหลิ่ง อีกอย่าง สภาพพวกนางเป็นเช่นนี้ ข้าจะลองช่วยรักษาดู ไม่รบกวนพี่เสวี่ยเวยดีกว่า”


คนเหล่านี้คือพยานปากสำคัญทั้งสิ้น อาจมีคนคอยจับตามองอยู่ในที่ลับก็ได้ หากเฉิงเสวี่ยเวยถูกจับตามองเพราะเรื่องนี้ ผลลัพธ์อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย


เฉิงเสวี่ยเวยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เหอจิ่วเหนียงเป็นหมอ คนเหล่านี้อยู่กับนางจะได้รักษาสะดวก ดังนั้นจึงไม่ได้คิดอะไรอีก


ทั้งสองพูดคุยกันจนกระทั่งนายหน้ากลับมาพอดี เขาจำใจตอบกลับด้วยสีหน้าท่าทางแสนเสียดาย “ฮูหยิน ผู้ดูแลของพวกเราบอกว่าหนึ่งตำลึงก็หนึ่งตำลึงขอรับ เห็นแก่ที่ฮูหยินตรงไปตรงมา วันนี้นับว่าเป็นการผูกมิตรไมตรีกัน วันหน้าเรียนเชิญฮูหยินกลับมาอุดหนุนร้านของเราใหม่นะขอรับ!”


พ่อค้าพูดวาจาสวยหรู เหอจิ่วเหนียงเพียงฟังผ่านๆไปอย่างนั้น และให้นายหน้าปล่อยตัวพวกนางออกมาจากกรง หลังจากสำรวจด้วยสายตาเสร็จก็จ่ายเงินและเขียนสัญญาซื้อขาย จากนั้นให้พวกนางช่วยประคองกันและกันเดินตามหลังนางออกไป


เดิมทีหลังจากซื้อสาวใช้เสร็จ เหอจิ่วเหนียงตั้งใจว่าจะไปเดินเล่นในตลาด ทว่าเนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้ นางจึงไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรแล้ว นางจ้างรถม้ารับจ้างคันหนึ่งให้ทาสหญิงสิบกว่าคนนั่ง ส่วนตนก็นั่งไปกับรถม้าของเฉิงเสวี่ยเวย ทั้งหมดรีบเดินทางกลับบ้านทันที


“จิ่วเหนียง ทาสหญิงพวกนั้นป่วยหนักขนาดนี้ ข้าเห็นสภาพแล้ว แค่ลมพัดโดนตัวก็จะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ ยังจะรักษาได้หรือ?”


เฉิงเสวี่ยเวยเอ่ยถามด้วยความคร่ำเครียด เหอจิ่วเหนียงกล่าว “คนอื่นอาจจะรักษาไม่ได้ แต่ข้ารักษาได้ วางใจเถอะเจ้าค่ะ”


เฉิงเสวี่ยเวยชอบที่คนตรงหน้าเป็นคนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นนี้มาก หากคนอื่นพูดเช่นนี้อาจดูเป็นคำพูดเหลวไหลและโอ้อวด แต่เมื่อเหอจิ่วเหนียงเป็นคนพูด นั่นหมายความว่าสิ่งที่พูดเป็นจริงแน่นอน


“ทาสหญิงพวกนี้ได้เจอกับเจ้า นับว่าเป็นบุญที่สะสมมาจากชาติปางก่อนของพวกนางจริงๆ”


เฉิงเสวี่ยเวยพูดจากใจจริง และพูดต่อ “การที่ข้าได้เจอกับเจ้าก็นับว่าเป็นบุญที่ข้าสะสมไว้แต่ชาติปางก่อนเช่นกัน ไม่อย่างนั้นตอนนี้ข้าคงยังพัวพันอยู่กับเจ้าสารเลวหลิวเยี่ยนไฉนั่นอยู่เป็นแน่!”


“ฮ่าๆๆ นั่นน่ะสิพี่เสวี่ยเวย!”


เหอจิ่วเหนียงรับคำชมอย่างไม่ถ่อมตัว เมื่อพูดถึงหลิวเยี่ยนไฉ นางก็อดไม่ได้ที่จะพูดประโยคนี้ต่อ “แต่ท่านวางใจได้เลย ชาตินี้ทั้งชาติท่านคงไม่ได้เจอหลิวเยี่ยนไฉแล้วละ”


“อืม นี่ถ้าเจ้าไม่พูดขึ้นมาข้าก็เกือบลืมไปแล้วเหมือนกันนะ ข้าได้ยินมาว่าหอสุราหอมสิบลี้ปิดกิจการไปนานแล้ว ช่วงนี้ก็ไม่เห็นหลิวเยี่ยนไฉเลย ไม่รู้ว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน นึกไม่ถึงว่าแม้แต่ร้านที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเขาก็ทำมันพังลงได้ นรกส่งมาเกิดจริงๆ”


เฉิงเสวี่ยเวยยิ้มอย่างลำพองใจ รู้สึกว่าชีวิตที่ไม่มีผู้ชายสารเลวนั่นมันช่างมีความสุขจนล้นออกปากจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงกล่าวเรียบๆ “เขาไปขุดถ่านหินแล้ว”


“ฮะ!” เฉิงเสวี่ยเวยหันขวับ มองคนพูดด้วยความไม่อยากเชื่อแบบเต็มเปี่ยม “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”


“เขามีส่วนเกี่ยวข้องในการหายตัวไปของลูกชายข้า เขานี่แหละที่เป็นคนพาไปถึงที่ สามีข้าโกรธมากก็เลยส่งเขาไปขุดถ่านหินแล้ว”


เดิมทีอยากจะฆ่าเขาให้ตายด้วยซ้ำ แต่เห็นแก่ที่เขาบอกเบาะแสหอตันจู๋ ลู่ไป่ชวนจึงรับปากเขาว่าจะไว้ชีวิต


หากแต่โทษประหารหลีกเลี่ยงได้ แต่การตกนรกทั้งเป็นนั้นยากจะหลีกเลี่ยง หลังจากถูกคุมขังอยู่ในคุกหลายวัน อดีตเถ้าแก่หอสุราอันดับต้นๆของจิงโจวก็ถูกส่งตัวไปเป็นแรงงานขุดถ่านหิน ชาตินี้ทั้งชาติ ต่อให้ตายก็ต้องให้เขาตายอยู่บนภูเขาถ่านหินนั่น


“ฮะ! เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องโก่วเอ๋อร์ถูกลักพาตัวอย่างนั้นหรือ! เขาเป็นพวกเดียวกันกับคนพวกนั้นหรือ?”


เฉิงเสวี่ยเวยตื่นตกใจสุดขีด ปากอ้ากว้างตาแทบถลน นี่มันเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน เหตุใดนางถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย


ไหนๆตอนนี้หลิวเยี่ยนไฉก็ถูกลงโทษแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงถือว่ากำลังเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้เฉิงเสวี่ยเวยฟังก็เท่านั้น นางไม่ได้ติดใจอะไรแล้ว


“ก็ไม่นับว่าเป็นพวกเดียวกันหรอก แต่เขาทำเพื่อแก้แค้นข้า ก็เลยเป็นตัวการทำให้ลูกชายข้าถูกจับตัวไป”


เฉิงเสวี่ยเวยได้ยินดังนั้นก็พูดอะไรไม่ออก นึกไม่ถึงเลยว่าหลิวเยี่ยนไฉจะเลวได้ถึงขั้นนี้


“จิ่วเหนียง ข้าขอโทษนะ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะเป็นคนเช่นนี้…”


เฉิงเสวี่ยเวยรู้สึกผิดมาก ไม่รู้ควรทำเช่นไรดี หากตอนนี้หลิวเยี่ยนไฉยังอยู่ในคุก นางยังสามารถส่งคนไปสั่งสอนระบายโทสะสักหมัดสองหมัด แต่ตอนนี้เขาไปขุดถ่านหินแล้ว นางเองก็ไม่อาจตามไปเอาเรื่องถึงภูเขาถ่านหินได้


“เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับท่านเสียหน่อย ท่านจะขอโทษข้าด้วยเหตุใดกันเจ้าคะ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ช่างเถอะเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องเก็บมาคิดมากแล้วนะพี่เสวี่ยเวย”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม นางย่อมไม่โทษคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเฉิงเสวี่ยเวยแน่นอน การที่อีกฝ่ายได้เจอกับชายสารเลวเช่นนี้ก็นับว่าซวยมากแล้ว


เฉิงเสวี่ยเวยยังคงรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่คลาย แม้ตอนนี้นางจะหย่าร้างกับหลิวเยี่ยนไฉไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากัน หากเรื่องเกิดตอนที่ยังไม่หย่าร้างกัน นางไม่อาจปัดความเกี่ยวข้องนี้ออกไปได้แน่


นางยื่นมือไปกอดเหอจิ่วเหนียง “จิ่วเหนียง เรื่องใหญ่เช่นนี้เหตุใดเจ้าเพิ่งจะบอกข้าล่ะ ถ้าข้ารู้ตั้งแต่แรกข้าจะสั่งสอนเขาอย่างสาสมแน่!”


“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ สามีข้าสั่งสอนเขาไปแล้ว สั่งสอนอย่างน่าอนาถเลยละ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มกระหยิ่มใจ ท่าทางไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านั้นแล้วจริงๆ


เมื่อเห็นเช่นนี้เฉิงเสวี่ยเวยจึงวางใจ โชคดีที่นางหย่าร้างกับหลิวเยี่ยนไฉไปแล้ว มิฉะนั้นไม่รู้ต้องทุกข์ทรมานเพราะเขาอีกมากเพียงใด


ทั้งคณะกลับมาถึงสวนซีสุ่ย 


ทันทีที่ลงรถม้า ภาพคฤหาสน์อันใหญ่โตงดงามก็ประจักษ์ตรงหน้าทาสหญิงสิบกว่าคน พลันนั้นพวกนางก็ตกตะลึง


แม้พวกนางจะเป็นทาสชั้นต่ำ แต่ก็เคยได้ยินเกี่ยวกับสวนซีสุ่ยมาบ้าง ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนว่าวันหนึ่งตนจะได้มารับใช้ในสวนซีสุ่ยแห่งนี้


เดิมทีพวกนางคิดว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นเพียงฮูหยินมีฐานะดีทั่วๆไป นึกไม่ถึงเลยว่าไม่เพียงจะมีเงินเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจอีกด้วย


ทันใดนั้นหญิงสาวทั้งกลุ่มก็คุกเข่าให้เหอจิ่วเหนียง และกล่าวพร้อมกัน “บ่าวสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อฮูหยินจนวันตายเจ้าค่ะ!”


แม้แต่ละคนจะไร้เรี่ยวแรง แต่ขณะที่เปล่งวาจานี้ออกมากลับเปี่ยมไปด้วยพลัง ราวกับอยากควักความจริงใจออกมาให้นายหญิงคนใหม่ดูก็มิปาน


ฮูหยินทั้งรูปโฉมงดงาม ทั้งมีจิตใจเมตตา ออกมาจากร้านนายหน้าค้าทาสแล้วยังจ้างรถม้าให้พวกนางนั่งอีก นั่งสบายมาตลอดทางไม่ได้รับความลำบากเลย พวกนางมีดีอะไรถึงมีวาสนาดีได้เจอเจ้านายที่จิตใจดีเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้ว่าพวกนางแสดงความจงรักภักดีจากใจจริง แต่นี่ยังอยู่ด้านนอกรั้วจวน ยังไม่ทันเข้าไปก็คุกเข่าตรงนี้แล้ว นางมองว่าไม่ค่อยเหมาะสมจึงรีบห้าม “ลุกขึ้นเถอะ มีอะไรก็เข้าไปคุยกันข้างใน”


เฉิงเสวี่ยเวยรู้ว่าหลังจากเข้าไปแล้วเหอจิ่วเหนียงต้องอบรมสั่งสอนสาวใช้ นางเป็นคนนอกไม่เหมาะจะอยู่ด้วย จึงหาข้ออ้างเพื่อขอตัวกลับ เหอจิ่วเหนียงบอกให้อยู่ดื่มชานมด้วยกันก่อน แต่นางก็ปฏิเสธ


ตอนที่ 313: ฮูหยินบอกว่า ทุกอย่างนางจะรับไว้เอง


ในเรือนจึงเหลือเพียงเหอจิ่วเหนียงและเหล่าคนรับใช้ สะใภ้สวียังไม่กลับมา เหอจิ่วเหนียงให้ฟางต้าและพวกผู้ชายไปต้มน้ำให้หญิงสาวกลุ่มนี้ล้างเนื้อล้างตัว และให้นางหวังกับนางหลี่ออกไปซื้อเสื้อผ้าให้พวกนางสวมใส่


เสื้อผ้าที่นายหน้าค้าทาสให้หญิงสาวหกคนสวมใส่ทั้งสกปรกทั้งเหม็น ไม่รู้ว่าใครใส่มาแล้วบ้าง สภาพพอให้หญิงสาวเหล่านี้ได้ใช้ปกปิดร่างกายชั่วคราวก็เกินพอแล้ว


หลังจากสั่งการเรื่องเหล่านี้เสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวสิบกว่าคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น


“ฮูหยินช่วยพวกบ่าวออกมาจากนรกนั่น ชีวิตของพวกบ่าวเป็นของฮูหยินแล้ว ไม่ว่าฮูหยินให้พวกบ่าวทำอะไรพวกบ่าวยินดีทำทุกอย่าง ไม่ขัดขืนคำสั่งเด็ดขาดเจ้าค่ะ!”


พวกนางอยู่ในอารามตื่นเต้น น้ำเสียงสั่นเครือ สำหรับพวกนางแล้ว เหอจิ่วเหนียงเปรียบเสมือนแสงที่ส่องทางสว่างในโลกอันมืดมิด นับแต่นี้ต่อไปพวกนางเต็มใจบุกน้ำลุยไฟเพื่อนาง!


ตอนนี้อยู่ในจวนของตนเอง เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ได้สั่งให้เหล่าสาวใช้รีบลุกขึ้นเหมือนเมื่อครู่ นางกล่าว “ในเมื่อพวกเจ้ารู้ว่าข้าคือคนที่ช่วยชีวิตพวกเจ้า ข้าก็ไม่มีเงื่อนไขอื่นใดต่อพวกเจ้านอกจากความจงรักภักดี ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนนี้พวกเจ้าห้ามไปพูดกับคนนอกเด็ดขาด สิ่งใดที่ไม่ควรดูห้ามดู สิ่งใดที่ไม่ควรถามก็ห้ามถาม ข้าย่อมไม่ปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างไม่ยุติธรรมแน่นอน”


“เจ้าค่ะ พวกบ่าวเข้าใจแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “พวกเจ้าอย่าเห็นว่าข้าเป็นคนพูดจาดีแล้วจะเมินคำพูดของข้าอย่างไรก็ได้ล่ะ คนอย่างข้า น้อยนักที่จะโกรธใคร แต่ถ้าโกรธขึ้นมาแล้วก็ใช่ว่าพูดเพียงประโยคสองประโยคจะอภัยให้ได้ง่ายๆ บนโลกใบนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง แต่ละคนมีโอกาสทำผิดแค่สามครั้งเท่านั้น ตัดสินไปตามเหตุและผลของเรื่องนั้นๆ แต่หากเป็นความผิดใหญ่หลวง ทำให้จวนเสียหายรุนแรง ก็คงทำได้แค่ส่งตัวพวกเจ้าไปขายต่ออีกครั้ง”


ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่สนับสนุนการซื้อขายทาสเช่นนี้ แต่หากทำความผิดขึ้นมาจริงๆ นางก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเห็นอกเห็นใจต่อคนเหล่านี้อีก อีกอย่าง หากทำให้คนอย่างนางโมโหจนถึงขั้นเอาตัวไปขายได้ นั่นหมายความว่าคนผู้นั้นทำเกินความอดทนของนางแล้วจริงๆ เก็บคนเช่นนี้ไว้ต่อไปก็ไร้ความหมาย


ทุกคนพยักหน้าหนักแน่น และสาบานว่า นับจากนี้ไปตนจะจงรักภักดีต่อเหอจิ่วเหนียง เพื่อตอบแทนบุญคุณที่นางช่วยชีวิต


ขณะเดียวกันพวกฟางต้าก็ยกน้ำที่ต้มเสร็จเข้ามา เหอจิ่วเหนียงจึงให้พวกนางไปล้างเนื้อล้างตัวให้สะอาดก่อน


พวกนางหวังนั่งรถม้าออกไปจึงไปไวกลับไว หลังจากเหล่าหญิงสาวที่เพิ่งถูกซื้อตัวมาอาบน้ำเสร็จก็ได้สวมชุดใหม่พอดี


หลังจากตรวจร่างกายเหล่าสาวใช้ที่ซื้อตัวมาครบทุกคนแล้ว พบว่าหญิงสาวรูปโฉมงดงามทั้งหกกลับไม่ใช่เหยื่อในคดีนี้ แม้บนร่างกายจะมีบาดแผล แต่ไม่ได้สาหัสแต่อย่างใด อย่างมากก็แค่ถูกเฆี่ยนตีหลายครั้ง 


ทว่าหญิงสาวอีกเก้าคนไม่เหมือนกัน บนข้อมือทั้งสองข้างมีรอยกรีดทั้งลึกทั้งตื้น แผลใหม่ทับรอยแผลเก่า เป็นภาพที่โหดร้ายอย่างมาก คนจิตใจอ่อนไหวไม่สามารถทนดูบาดแผลเหล่านี้ได้แน่นอน


เหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาให้ชิวเทียนไปเอาที่โรงหมออวี้หยวน ให้นางหวังไปหยิบกล่องยาใบเล็กของตนมา และเริ่มทำแผลให้แต่ละคน


บาดแผลบางส่วนค่อนข้างลึก บ้างก็ลึกจนถึงเส้นเอ็น ส่วนที่เป็นบาดแผลฉกรรจ์เหล่านี้ เหอจิ่วเหนียงจะใส่ยาชาไปชั้นหนึ่ง แล้วเย็บแผลอย่างง่ายๆให้


ยาชานี้หมอหญิงมากฝีมือเพิ่งศึกษาพัฒนาออกมาเมื่อไม่นานนี้ เหมาะสำหรับใช้ในยุคสมัยนี้ เพียงแต่ยังไม่ได้บอกหมอผู้เฒ่าซ่ง ตอนนี้ถือโอกาสทดลองกับหญิงสาวเหล่านี้เสียเลย


เห็นฮูหยินใช้เข็มเย็บผิวหนังบนข้อมือราวกับเย็บผ้า เหล่าหญิงสาวก็รู้สึกหวาดเสียว ทั้งที่จริงแล้วพวกนางไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยสักนิด


นับตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงเริ่มเขียนเทียบยา พวกนางจึงได้รู้ว่า ตนเองได้พบกับบุคคลอันทรงคุณค่าเข้าแล้ว ฮูหยินไม่เพียงจิตใจดีมีเมตตาเท่านั้น แต่ยังมีทักษะทางการแพทย์อีกด้วย ในใจของพวกนางจึงมีความหวังว่า อาจมีชีวิตอยู่ต่ออีกนานก็ได้


เหอจิ่วเหนียงลงมืออย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว กลุ่มสาวใช้มาใหม่เรียงแถวกันเข้ามาทีละคน ไม่นานก็เสร็จ แพทย์หญิงยกชาขึ้นจิบ มองสองมือที่ถูกพันแผลราวกับบ๊ะจ่างของสาวใช้ทั้งเก้าพลางจุปากอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้น


“ช่วงนี้ในจวนยังไม่มีงานอะไรมากมาย พวกเจ้าตั้งใจรักษาตัวให้หายดีเถอะ หายแล้วข้าจะจัดงานเลี้ยงในจวน เชิญเหล่าฮูหยินสูงศักดิ์และคุณหนูจวนต่างๆมาเป็นแขก พวกเจ้าต้องต้อนรับให้ดีล่ะ วันต่อจากนี้ก็เรียนรู้กฎระเบียบจากพวกสะใภ้สวี อย่าปะทะกับแขกในงานตามใจ


และแน่นอน ถ้าพวกเจ้าถูกคนรังแกก็อย่าเก็บเอาไว้ ให้บอกข้า หรือไม่ก็แก้ไขตามสถานการณ์ไป พวกเจ้าต้องจำเอาไว้ อยู่ข้างนอกพวกเจ้าก็คือตัวแทนของจวนตระกูลลู่ จะมีเกียรติหรือเสียเกียรติล้วนเกี่ยวข้องกับจวนตระกูลลู่ทั้งสิ้น อย่ารังแกคนอื่นไปทั่ว และอย่าให้คนอื่นมารังแกเราได้ง่ายๆ ถ้าหากเรามีเหตุผล ต่อให้ต้องล่วงเกินก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างข้าจะรับไว้เอง เข้าใจหรือไม่?”


สดับวาจา เหล่าสาวใช้มาใหม่ต่างตกตะลึงไปทันที พวกนางไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้มาก่อน …พวกนางเป็นส่วนหนึ่งของจวน พวกนางจะมีเกียรติหรือเสียเกียรติล้วนเกี่ยวข้องกับจวน อย่าไปรังแกคนอื่น และก็อย่าให้ใครมารังแกได้…


คำพูดเช่นนี้ ต่อให้เป็นพ่อแม่ของพวกนางก็ไม่เคยพูดกับพวกนางมาก่อน


ยามเกิดเรื่อง พวกนางเป็นคนแรกที่ถูกสลัดทิ้ง แต่อยู่ที่นี่ ฮูหยินกลับบอกพวกนางว่า… ทุกอย่าง ฮูหยินจะรับไว้เอง


หญิงสาวที่จิตใจอ่อนไหวบางคนไม่อาจกลั้นน้ำตาและอารามตื้นตันได้อีกต่อไป ร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่ได้ เหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วรู้สึกปวดหัว รีบเอ่ยขึ้นทันที “แล้วก็อีกเรื่อง ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก็อย่าร้องไห้เลย ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ใช่อะไรนิดหน่อยก็ร้องไห้ฟูมฟาย หรือถ้าห้ามไม่ได้ก็อย่าร้องให้ข้าเห็น ข้าเห็นแล้วอารมณ์ไม่ดี”


เหล่าสาวใช้ได้ยินดังนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาและพยักหน้าตอบตกลงทันที แสดงท่าทางว่า ต่อไปพวกนางจะไม่ร้องไห้ง่ายๆอีก


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เอาละ เช่นนั้นพวกเจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือยังว่าตกลงบาดแผลเหล่านี้พวกเจ้าได้มาเช่นไร ข้าบอกแล้วว่าตอนนี้พวกเจ้าล้วนเป็นคนของข้า คนของข้าจะให้คนอื่นมารังแกแล้วปล่อยไปง่ายๆไม่ได้ พวกเจ้าเล่าให้ข้าฟังตั้งแต่ต้นจนจบเถอะ มีแค้นต้องชำระ มีบุญคุณก็ต้องตอบแทน”


ได้ยินดังนั้น หญิงสาวทั้งเก้าที่มีแผลฉกรรจ์ก็เตรียมจะคุกเข่าให้เหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง 


เหอจิ่วเหนียงทอดถอนใจ “ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว เดี๋ยวเสื้อผ้าเปื้อน ไม่มีใครซักให้พวกเจ้าหรอกนะ”


คำพูดง่ายๆเพียงประโยคเดียว ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความห่วงใยอย่างชัดเจน ฮูหยินไม่วางท่ากับพวกนางเลยแม้แต่น้อย ต่อจากนี้ไปพวกนางต้องปรนนิบัติฮูหยินอย่างดี ตอบแทนบุญคุณที่ฮูหยินช่วยชีวิตพวกนางเอาไว้ในวันนี้


หญิงสาวที่เหอจิ่วเหนียงจับดูข้อมือคนแรกในร้านนายหน้าค้าทาสเป็นคนเริ่มเล่า “พวกบ่าวเป็นลูกหลานครอบครัวชาวบ้านธรรมดาเจ้าค่ะ แต่ละคนมาจากต่างถิ่นกัน ถูกคนกลุ่มหนึ่งจับตัวมา พวกมันจับตัวพวกบ่าวขังไว้ในห้องมืดๆ และทุกวันจะมากรีดข้อมือเอาเลือดของพวกเราไป มีคนตายอยู่ในห้องนั้นหลายคนแล้วเจ้าค่ะ คนที่ตายไปจะถูกเอาศพไปทิ้งบนเขาเป็นอาหารสัตว์ป่า ส่วนคนที่รอดชีวิตอย่างพวกบ่าว ถ้ารูปโฉมงดงามก็จะถูกส่งไปขายที่หอคณิกา ถูกทรมานจนตาย ส่วนคนหน้าตาธรรมดาอย่างพวกเราก็จะถูกส่งตัวมาขายเป็นทาสที่ร้านนายหน้าค้าทาสเจ้าค่ะ


ไม่รู้ว่าพวกเขาไปทำสัญญาซื้อขายตัวพวกบ่าวจากที่ไหน ถึงสามารถซื้อขายได้เช่นนี้ พวกเราไม่กล้าขัดขืน และไม่กล้าพูดหรือส่งสัญญาณใดๆกับเจ้านายที่เข้ามาซื้อทาส เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นแล้วเจ้านายเหล่านั้นไม่ซื้อตัวพวกเราไป พวกเราก็ไม่พ้นถูกคนของนายหน้าเฆี่ยนตีจนเจียนตายเจ้าค่ะ”


หญิงสาวเล่าไปน้ำตาก็พานจะไหลลงมา แต่นึกถึงคำขอของเหอจิ่วเหนียงเมื่อครู่ จึงพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ ข้อสันนิษฐานของนางไม่ต่างจากที่คาดไว้มากนัก …ผู้หญิงเหล่านี้เป็นเหยื่อของคดีนั้นจริง


เดิมทีนางคิดว่า พวกคนของหอตันจู๋คงไม่กล้ามาทำการค้านี้ในเมืองหลักของจิงโจว อย่างมากก็ก่อเรื่องพวกนี้ในอำเภอรอบๆหรือไม่ก็เมืองอื่น นึกไม่ถึงเลยจริงๆ 


พวกมันจะดึงเฉินอ๋องให้เข้าไปพัวพันด้วย โฉดชั่วยิ่งนัก


ตอนที่ 314: หอตันจู๋ก็แค่ตัวล่อ


ทั้งยังสามารถทำสัญญาซื้อขายตัวหญิงสาวเหล่านี้ออกมาได้ นั่นหมายความว่าในกลุ่มคนเหล่านี้มีพวกที่ทำงานในศาลาว่าการเมืองอยู่เป็นแน่ อีกทั้งยังมีตำแหน่งสูงด้วย


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ เรื่องนี้ชักจะซับซ้อนแล้ว


อันดับแรก เรื่องนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อนที่คนในราชสำนักจะรู้เข้า มิฉะนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังต้องไหวตัวทัน ใช้แผนการบางอย่างโยนเรื่องทั้งหมดไปที่เฉินอ๋องแน่


เดิมทีเฉินอ๋องก็ไม่เป็นที่โปรดปรานอยู่แล้ว หากถูกใส่ร้าย ต้องโดนฮ่องเต้จัดการจนสิ้นชื่อแน่


เหอจิ่วเหนียงไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้คิดอะไรอยู่ โอรสของตนคนนี้เก่งกาจขนาดนี้ เหตุใดถึงมองข้าม ทำราวกับตาบอดไปซะได้


“เอาละ ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ต่อไปก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ข้าไม่ปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างไม่ยุติธรรมแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพร้อมกับโบกมือบอกให้ทุกคนแยกย้าย ให้นางหวังและนางหลี่พาสาวใช้มาใหม่ไปที่พัก ตอนนี้ในจวนมีคนรับใช้จำนวนมากอย่างกะทันหัน เหอจิ่วเหนียงจึงสามารถอยู่ว่างๆได้แล้ว อยากได้สิ่งใดก็ให้คนรับใช้เอามาประเคน ดั่งสุภาษิตที่ว่า ข้าวมาอ้าปาก เสื้อมาอ้าแขน


คนเยอะๆเช่นนี้ ตอนจัดงานเลี้ยงในจวนก็สบายหน่อย แต่ยามปกติแล้วทุกคนก็ไม่ได้มีหน้าที่อะไรมากมาย เหอจิ่วเหนียงคิดว่า คงต้องทำการค้าเพิ่มแล้ว จะได้ให้สาวใช้เหล่านี้ไปช่วยดูแล


ไม่นาน สะใภ้สวีและลู่ไป่ชวนก็กลับมาด้วยกัน ลู่ไป่ชวนมีท่าทางรีบเร่ง ทันทีที่มาถึงก็ถามขึ้น “เจ้าให้ข้าส่งคนไปตรวจสอบร้านนายหน้านั่น เจ้าไปเจออะไรมาอย่างนั้นหรือ สะใภ้สวีบอกข้าไม่ชัดเจน ข้ากลัวว่าจะพลาดจุดสำคัญไหนไปก็เลยกลับมาถามเจ้าให้แน่ชัดก่อน”


“ลำบากพี่สะใภ้สวีแล้ว กลับไปพักเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงบอกให้สะใภ้สวีออกไป จากนั้นก็ลุกขึ้น “เราไปคุยกันที่ห้องตำราเถอะ”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงมากจึงไม่ได้พูดอะไร และรีบตามนางไปที่ห้องตำรา ปิดประตูแน่นสนิท


“เรื่องนี้ร้ายแรงกว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้มาก” เหอจิ่วเหนียงเริ่มเล่า “วันนี้ข้าไปเจอผู้หญิงพวกนั้นที่ร้านนายหน้าขายทาส พวกนางล้วนเป็นคนที่รอดชีวิตมาจากกลุ่มคนพวกนั้น พวกนางเป็นคนต่างถิ่น หลังจากถูกจับตัวก็ถูกทรมานสารพัด และจะถูกขายไปร้านนายหน้าขายทาส ขายพวกนางเหมือนทาสทั่วไป ในสัญญาซื้อขายทาสของพวกนางล้วนใสสะอาด จับพิรุธใดไม่ได้เลย”


ขณะที่เล่านางก็ยื่นสัญญาซื้อขายทาสที่ได้มาวันนี้ให้ลู่ไป่ชวนดู


ลู่ไป่ชวนพิจารณารายละเอียดอย่างถี่ถ้วนอยู่หลายรอบก็ยังไม่เจอปัญหาใดในสัญญาซื้อขายทาสนี้


ไม่เจอปัญหานี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด 


ถ้าหากสิ่งที่หญิงสาวเหล่านั้นเล่ามาเป็นความจริง เช่นนั้นก็หมายความว่าในศาลาว่าการเมืองมีไส้ศึกของคนพวกนั้นอยู่ เพื่อทำสัญญาซื้อขายทาสให้เหยื่อเหล่านี้โดยเฉพาะ ทำให้แผนการของพวกเขาเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ไม่ว่าจะถูกตรวจสอบเช่นไรก็หาพิรุธไม่เจอ


ดูเหมือนว่า เมืองจิงโจวที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองรุ่งเรืองอันดับสองรองจากเมืองหลวง ที่แท้เบื้องหลัง สภาพกลับพังยับเยิน ทั้งหมดนี้ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่คอยจับจ้องอยู่ หากครั้งนี้ไม่ใช่เพราะการถูกจับตัวของโก่วเอ๋อร์เป็นชนวน พวกเขาก็ไม่รู้ถึงแผนการเหล่านี้เลย


“ข้าส่งคนไปเฝ้าที่ร้านนายหน้าไว้แล้ว ถ้ามีข่าว พวกเขาจะมารายงานข้าทันที”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขายังสามารถควบคุมสติของตัวเองได้ หลังจากวิเคราะห์แล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า เรื่องของหอตันจู๋ก่อนหน้านี้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้น คนพวกนั้นก็ยังทำเรื่องเลวทรามอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใดอยู่ดี


“ไม่เพียงแค่นายหน้าคนนี้เท่านั้นนะที่น่าสงสัย ข้าคิดว่าคนที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเจ้าของร้านขายทาส–ท่านห้าหลิ่ว ข้าถามนายหน้ามาแล้ว เจ้าของร้านเป็นคนคนเดียวกับเจ้าของโรงพนันโชคลาภ กล้าทำกิจการเช่นนี้ต้องมีคนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ ท่านเริ่มตรวจสอบจากลูกน้องของท่านห้าหลิ่วก่อน ค้นหาตามสายสนกลในก็จะเจอเบาะแส เช่นนี้ถึงจะจับมือผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังออกมาได้”


เหอจิ่วเหนียงเสนอ แล้วเอ่ยต่อ “นี่เป็นแค่คำแนะนำของข้าเท่านั้น พวกท่านจะตรวจสอบเช่นไรก็ตามสมควรเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าในยุคสมัยนี้ผู้หญิงไม่มีอำนาจ นอกจากนี้พวกบุรุษก็ไม่ชอบให้สตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ นางเองก็ไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นเหมือนกัน จึงเอ่ยเพียงเท่านั้นและปิดปากไปทันที


ทว่าลู่ไป่ชวนไม่ได้คิดอะไรเช่นนั้นเลย เขาฟังแผนการของเหอจิ่วเหนียงแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงกล่าว “ไม่ๆ ที่เจ้าพูดมามีเหตุผลมาก เพียงแต่ตอนที่พวกเราจับหอตันจู๋ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องราวใหญ่โต ถือเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ครั้งนี้อยากตรวจสอบปลาใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าอยากจะล่องูออกจากถ้ำ”


เหอจิ่วเหนียงกลับไม่คิดเช่นนั้น “เรื่องของหอตันจู๋ ถ้าพวกเขาเห็นหอตันจู๋อยู่ในสายตาก็เท่ากับพวกเราแพ้แล้ว”


ลู่ไป่ชวนยังไม่ทันอ้าปาก เหอจิ่วเหนียงก็อธิบายต่อ “หอตันจู๋อาจเป็นแค่ตัวล่อภายนอกของพวกเขา เพื่อให้พวกเราคิดว่าหลังจากกำจัดอารามเต๋านั่นไปได้แล้วก็เหลือแค่หอตันจู๋ แต่ความจริงอำนาจที่อยู่เบื้องหลังยิ่งใหญ่มาก การล่มสลายของหอตันจู๋ก็แค่ช่วยปกปิดอำนาจที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้นเอง


ความจริงเราสามารถวางแผนซ้อนแผนได้ แสร้งทำเป็นว่าเราหลงกลเชื่อพวกมัน เช่นนี้ก็สามารถเบี่ยงเบนความสนใจไปได้ ศัตรูอยู่ในที่แจ้ง เราอยู่ในที่ลับ เราถึงจะจับตัวผู้บงการอยู่เบื้องหลังออกมาได้”


หลังจากได้ฟังแผนการของนาง ลู่ไป่ชวนก็ตระหนักถึงบางอย่างขึ้นได้ เขาคิดมาตลอดว่าตนเป็นคนฉลาดแยบยลมาก แต่เหตุใดพออยู่ต่อหน้าภรรยา เขากลับกลายเป็นคนโง่ไปซะอย่างนั้น


“ความคิดของเจ้าเยี่ยมมาก ข้าจะให้ฉินเจียนไปจับตาดูท่านห้าหลิ่วเจ้าของโรงพนันโชคลาภนั่นเดี๋ยวนี้เลย”


ลู่ไป่ชวนมีท่าทางเคร่งขรึม ครั้นที่เขาเป็นสายลับอยู่หนานไท่ก็เปิดโรงพนันเช่นกัน อาศัยร่มเงาของเฉินอ๋องเป็นที่พึ่ง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็เป็นไปอย่างราบรื่น …หากอำนาจที่อยู่เบื้องหลังโรงพนันโชคลาภเป็นคนในราชสำนักตงถิงจริง เรื่องนี้ก็ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้ว


หลายครั้งเขาไม่อยากมองเรื่องเหล่านี้ไปในทางแง่ร้าย แต่ความจริงของเรื่องที่ผ่านมายากเกินกว่าจะคาดเดา หากไม่เตรียมการป้องกันเอาไว้ล่วงหน้าก็ไม่รู้เลยว่าตนจะต้องตายเมื่อใด ยิ่งไม่อาจรู้ได้เลยว่าแคว้นของตัวเองกลายเป็นอาหารอันโอชะของคนอื่นไปตั้งแต่เมื่อใดแล้ว


เขาหันหลังเดินออกไปพลางกล่าว “วันนี้ข้าไม่กลับมากินมื้อเย็นนะ ไม่ต้องรอข้า กลางคืนเจ้าก็รีบพักผ่อนด้วยล่ะ”


เรื่องนี้มีความเกี่ยวพันไปหลายฝ่าย เขาต้องการจับตามองด้วยตัวเอง และอีกอย่าง ต้องรายงานเรื่องทางนี้ให้เฉินอ๋องทราบด้วย ให้เฉินอ๋องที่อยู่ในเมืองหลวงได้ระวังตัวว่าจะถูกคนใส่ร้ายป้ายสี


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลง และไม่ได้พูดอะไร


นี่เป็นงานของเขา ต่อให้ตอนนี้บาดเจ็บทั้งตัวก็ต้องไปจัดการอยู่ดี


เหอจิ่วเหนียงสั่งห้องครัวให้ทำอาหารมากกว่าปกติ เพื่อที่จะเอาไปส่งให้สามีกับเหล่าลูกน้องที่หน่วยหั่วอวิ๋นได้กิน


ในช่วงนี้ฉินเจียนกับพวกโหลวชงมากินข้าวที่นี่บ่อยๆ หากส่งของกินไปให้ลู่ไป่ชวนก็ต้องส่งไปเผื่อพวกเขาด้วย 


หลังจากกำชับเรื่องเหล่านี้เสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกเหนื่อย เตรียมจะไปเอนกายนอนพักสักครู่ ก็เห็นชิวเทียนพาเด็กผู้ช่วยในโรงหมอเข้ามา 


“ฮูหยินสาม มีจดหมายจากหมู่บ้านขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงรับจดหมายมาอ่าน ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้างาม


ในจดหมายบอกเรื่องการตั้งครรภ์ของนางฉิน ก่อนหน้านี้ยังไม่ครบสามเดือนจึงบอกไม่ได้ ตอนนี้อายุครรภ์ครบสามเดือนแล้วจึงตั้งใจเขียนจดหมายมาบอก


ทั้งยังบอกอีกว่า การค้าที่บ้านเป็นไปได้ด้วยดี กำลังคิดว่าจะเปิดร้านย่อยเพิ่มอีกร้าน


อีกอย่าง ผู้เฒ่าลู่กลับบ้านไปก็บอกเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงเตรียมหาคนไปซื้อวัวที่ต่างแดน ลู่เหอหรงและสองพี่น้องจางสนใจมากอยากตามไปด้วย อยากออกไปเห็นโลกภายนอก เรื่องนี้ทำเอานางซุนกลัดกลุ้มใจไม่น้อย


ตอนที่ 315: เอ๊ะ! เหตุใดนางต้องอยากไปส่งอาหารให้ด้วยล่ะ


กว่าครอบครัวจะลงหลักปักฐานได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งยังได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ความหมายของนางซุนก็คือ แค่อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอยากสงบสุขที่นี่ แต่เห็นได้ชัดว่าบุตรชายไม่คิดเช่นนั้น


มีคำกล่าวว่า ‘บุรุษปรารถนาท่องแดนไกลเพื่อความรุ่งโรจน์’ คำกล่าวนี้นางซุนก็เข้าใจ แต่ก็มีคำกล่าวอีกอย่างเช่นกัน ‘บุตรชายอยู่ไกลพันลี้มารดาย่อมพะวง’ แล้วคนเป็นแม่อย่างนางจะทำใจให้บุตรชายเดินทางห่างบ้านได้อย่างไร


สำหรับความคิดอยากท่องแดนไกลของลู่เหอหรงนั้น เหอจิ่วเหนียงแปลกใจไม่น้อย เพราะในสามพี่น้อง ลู่เหอหรงเป็นคนซื่อๆ และขาดความมั่นใจที่สุด ถ้าบอกว่าคนที่อยากไปเป็นลู่จิ้งซวนยังจะเชื่อได้มากกว่า เหตุใดถึงกลายเป็นลู่เหอหรงไปได้


เหอจิ่วเหนียงถึงขั้นคิดไปว่า ตอนที่เด็กๆเขียนจดหมายอาจจะเขียนผิด


แต่อีกใจก็คิดว่า หรือพี่รองอยากไปจริงๆ


จะว่าไปแล้ว ลู่เหอหรงออกไปข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกัน เขาคงเห็นว่าการค้าที่บ้านเป็นไปได้ด้วยดีแล้วจึงอยากออกไปท่องแดนไกลสักหน่อย เพื่อเป็นที่ภาคภูมิใจให้กับภรรยาและลูกๆด้วย ครอบครัวใหญ่ฉลาดปราดเปรื่อง มีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเขาเริ่มเตรียมทำการค้าเป็นของตัวเองแล้ว ส่วนครอบครัวสามไม่ต้องพูดถึง ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนาง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าตนเองก็ไม่ได้น้อยหน้าแต่อย่างใด


ดังนั้น ความกดดันจึงตกไปอยู่ที่ครอบครัวรอง


นางรีบกลับห้องตำราไปเขียนจดหมายตอบกลับทันที ทั้งยังเขียนเทียบยาบำรุงครรภ์ และหาของบำรุง ฝากเด็กผู้ช่วยโรงหมอนำกลับไปให้คนส่งจดหมายส่งกลับไปที่บ้านด้วย


นางส่งของทั้งหมดให้กับเด็กผู้ช่วยพร้อมเงินหนึ่งตำลึง “นี่เป็นค่าเดินของเจ้า ต่อไปถ้ามีจดหมายมาถึงบ้านข้าเจ้าก็รีบนำมาส่งให้ข้าล่ะ”


จากนั้นนางล้วงเงินอีกสามตำลึงยื่นให้ “ส่วนนี่เป็นค่าแรงของคนส่งจดหมาย เจ้าห้ามงุบงิบเองล่ะ!”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอพยักหน้าตอบกลับหนักแน่น “ข้าทราบแล้วขอรับ! ข้ามีตำลึงเดียวก็มากพอแล้ว!”


เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าแค่นำจดหมายมาส่งก็ได้เงินค่าแรงด้วย แถมยังมากถึงหนึ่งตำลึง เงินเดือนเขาเดือนหนึ่งยังได้แค่สี่ร้อยอีแปะเอง


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอคนนี้ หมอซ่งให้เป็นผู้ช่วยของเหอจิ่วเหนียง อายุยังน้อยแต่ขยันมาก ปกติเขามีหน้าที่จัดยาตามเทียบยา เหอจิ่วเหนียงรู้สึกถูกใจเขามาก รอให้เขาคุ้นเคยกับสมุนไพรดีแล้ว นางก็คิดจะดูสักหน่อยว่าเขามีพรสวรรค์ที่จะเป็นหมอได้หรือไม่ หากมีแวว ก็นับว่านางมีลูกศิษย์ติดตามแล้ว


หลังจัดการเรื่องจดหมายเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ไปเอนกายนอนพักอย่างที่ตั้งใจ และคิดว่า ประเดี๋ยวจะไปส่งอาหารให้ลู่ไป่ชวนเองดีหรือไม่…


เอ๊ะ!


…เหตุใดนางต้องอยากไปส่งอาหารให้เขาด้วยล่ะ?


ในจวนมีคนรับใช้ตั้งเยอะแยะ ให้ใครสักคนเอาไปส่งก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ


อะแฮ่ม…


หญิงสาวผู้ไม่เคยมีความรักยกมือลูบจมูก นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตนเองจะมีความคิดเช่นนี้ผุดขึ้น 


โอ๊ย แย่ละ รีบนอน รีบนอน!

.......


ณ อารามเต๋าแห่งหนึ่ง ห่างจากเมืองหลวงออกไปไกล


นักพรตน้อยรีบพุ่งตัวเข้าไปในตำหนักหลัก กระซิบข้างหูนักพรตเฒ่าประโยคหนึ่ง นักพรตเฒ่าที่หลับตานั่งสมาธิอยู่เบิกตากว้างทันที


“หอตันจู๋ถูกจับได้แล้วหรือ เหตุใดไม่มีข่าวมาถึงที่นี่เลย?”


นักพรตเฒ่าหันขวับ ถลึงตาจ้องนักพรตน้อยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ


นักพรตน้อยถอยหลังไปสองก้าวด้วยความหวาดกลัว “อาจเป็นเพราะอารามที่นั่นก็ถูกค้นพบแล้วขอรับ…”


นักพรตเฒ่าขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้ เรื่องใหญ่เช่นนี้เหตุใดถึงไม่มีข่าวอะไรแจ้งมาเลย ต่อให้แผนการถูกเปิดโปงข้าก็ควรได้รับแจ้งมาบ้างสิ หรือว่าด่านที่ซ่อนตัวลับเหล่านั้นก็ถูกค้นพบแล้วเหมือนกัน?”


นักพรตน้อยไม่กล้าพูดอะไร เพราะทางนี้เขาก็ไม่ได้รับข่าวใดๆเหมือนกัน หอตันจู๋เกิดเรื่องขึ้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน พวกเขาเพิ่งจะรู้ข่าวเอาตอนนี้


พวกเขาคิดว่า ด่านที่ซ่อนตัวลับๆของพวกเขาถูกคนคุมตัวเอาไว้แล้ว แต่ก็หาข้อพิสูจน์ไม่เจอ


“ท่านอาจารย์ใจเย็นก่อนขอรับ ศิษย์จะส่งคนไปตรวจสอบเดี๋ยวนี้”


นักพรตน้อยคนนี้ค่อนข้างฝากผีฝากไข้ได้ สีหน้าของนักพรตเฒ่าจึงดูดีขึ้นเล็กน้อย “หอตันจู๋เดิมก็เป็นเพียงเปลือกนอกที่เราวางเอาไว้ในที่แจ้ง ถูกจับได้แล้วก็ช่างเถอะ แต่ที่อารามเต๋านั่น ต้องส่งคนไปตรวจสอบให้ละเอียด แผนการใหญ่กำลังจะสำเร็จ อย่าให้เรือล่มในคลองระบายน้ำเด็ดขาด”


ตลอดแผนการ เขารับประกันกับฮ่องเต้อย่างมั่นเหมาะว่าสามารถหลอมยาเซียนตันออกมาได้แน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นกับอารามเต๋าในจิงโจว เรื่องของเด็กที่ถูกจับมาเหล่านั้นต้องแพร่ออกมาเป็นแน่


แม้สามารถโยนเรื่องนี้ให้เป็นความผิดของเฉินอ๋องได้ แต่มันยังไม่ถึงเวลา หากใส่ร้ายเฉินอ๋องตอนนี้ มันจะได้ไม่คุ้มเสีย


“ขอรับ”


นักพรตน้อยรับคำสั่งและออกไป นักพรตเฒ่านั่งไม่ติดอีก รีบลุกพรวดไปเขียนจดหมายรายงานเรื่องนี้ไปยังเบื้องบน ให้คนเบื้องบนเตรียมความพร้อมไว้ให้ดี


นักพรตเฒ่าคนนี้ ก็คือนักพรตเต้าผิง–ผู้ที่คอยหลอมยาให้ฮ่องเต้ในช่วงนี้นั่นเอง


ระยะนี้ขุนนางในราชสำนักหลายคนกำลังถวายฎีกากล่าวโทษเขา แต่ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่ทำอะไร ก็ไม่มีใครสามารถแตะต้องเขาได้


เขารู้วิชาแพทย์บางอย่าง จากอาการของฮ่องเต้เป่ยเหยียน เขาจึงได้เพิ่มสมุนไพรบางอย่างเข้าไปในยาลูกกลอน เพื่อให้ฮ่องเต้รู้สึกว่าพลานามัยของตนดีขึ้น…เช่นนี้ ก็จัดการได้อย่างง่ายดายแล้วไม่ใช่หรือ

......


อีกด้านหนึ่ง 


จวนตระกูลหลินได้รับรายงานข่าวนี้เช่นกัน ลูกน้องรีบไปรายงานต่อหลินอี้ผิงทันที โดยรายงานว่า ดูเหมือนตอนนี้เมืองจิงโจวจะเริ่มวุ่นวายขึ้นแล้ว


หลินอี้ผิงรู้ข่าวก็ยิ้มร่า “วุ่นวายแล้วก็ดี ตอนนี้เสด็จพ่อกำลังลุ่มหลงอยู่กับการแสวงหาหนทางเป็นอมตะ ไม่มีกะจิตกะใจจะมาดูแลบ้านเมือง องค์รัชทายาทง่อยๆสำเร็จราชการแทน แต่มีก็เหมือนไม่มี


…ถึงเวลาช่วยจิ้งอ๋องขุดรากถอนโคนเฉินอ๋องแล้ว 


เจ้าเอาข่าวนี้ไปแจ้งที่จวนจิ้งอ๋อง บอกไปว่าเฉินอ๋องมีเจตนาร้าย ปล่อยปะละเลยให้ชาวบ้านถูกทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมในที่ศักดินาตัวเอง ทั้งยังจงใจปิดบังไม่รายงานต่อราชสำนัก หลอกลวงฮ่องเต้ มีความผิดมหันต์!”


ลูกน้องรับคำสั่งและรีบไปจัดการทันที หลินอี้ผิงเรียกลูกน้องอีกคนมา และสั่งการ “ช่วงนี้ไม่มีเรื่องอะไร เจ้าเดินทางไปจิงโจวอีกรอบ รีบทำให้นางหมอหญิงนั่นยอมจำนนให้ได้ ตราบใดที่นางยอมทำงานให้ข้า ไม่ว่านางจะร้องขอสิ่งใดย่อมได้ทั้งนั้น พาคนของเราไปเพิ่มด้วย ถ้านางยังดื้อด้านไม่ยอมอีกก็เก็บนางให้สิ้นซากซะ อย่าปล่อยไว้เป็นภัยทีหลัง”


“ขอรับ”


หลังจากลูกน้องออกไป หลินอี้ผิงนั่งรินชาจอกหนึ่งอย่างสงบ ค่อยๆยกขึ้นจิบอย่างช้าๆ ก่อนจะพึมพำเสียงเบา 


“ครั้งนี้ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

.......


สองสามวันต่อมา 


วันนี้เป็นวันจัดงานเลี้ยงของฮูหยินผู้ว่าการเมือง เหอจิ่วเหนียงเลือกอาภรณ์สีเขียวอ่อนชุดหนึ่งจากร้านของตนเองไว้ล่วงหน้าแล้ว สวมแล้วทำให้ผิวกายเย็นสดชื่น สีของชุดไม่เพียงขับผิวให้ผ่องแผ้วขึ้นเท่านั้น การออกแบบของชุดยังโดดเด่นงดงาม ส่งให้เห็นสัดส่วนสะโอดสะองชัดเจน เหล่าสาวใช้ต่างเอ่ยปากชมจนเหอจิ่วเหนียงแทบตัวลอย


เหอจิ่วเหนียงคัดเลือกสาวใช้งดงามสองคนจากสาวงามทั้งหก ให้ติดตามนางเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย


สาวใช้สองคนนี้ชื่อ เยว่เยี่ยน และ เยว่ซู เป็นชื่อที่เหอจิ่วเหนียงตั้งให้ นางตั้งใจตั้งชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘เยว่’ เหมือนเหล่าสาวใช้ในร้านอาหารที่ต้าหลิ่ง


เมื่อเทียบกับสาวใช้โฉมงามทั้งหกที่ได้มาจากร้านค้าทาสครั้งนี้ สองคนนี้อายุมากที่สุด และมีนิสัยห้าวหาญมากกว่า ให้ติดตามไปร่วมงานเลี้ยงเหมาะสมที่สุด


การไปร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ไม่เพียงไปในนามของตัวเองเท่านั้น ยังเป็นตัวแทนของลู่ไป่ชวนและคนทั้งตระกูลลู่ด้วย จะไร้สง่าราศีไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงนำเครื่องประดับทองไข่มุกที่ลู่ไป่ชวนซื้อให้ในครั้งก่อนมาสวมใส่


แน่นอนว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องให้ตัวเองเท่านั้น เยว่เยี่ยนและเยว่ซูก็ถูกจับแปลงโฉมเช่นกัน ด้วยรูปร่างหน้าตาที่ดีเป็นทุนเดิม ยิ่งได้สวมใส่เสื้อผ้าที่เป็นแบบค่อนข้างแพงจากร้านของตนเองก็ยิ่งขับให้หญิงสาวทั้งสองงดงามยิ่งขึ้น เหอจิ่วเหนียงให้เด็กในร้านปรับแก้แขนเสื้อให้แคบลงเล็กน้อยให้พอดีสำหรับพวกนาง


นอกจากนี้ เหอจิ่วเหนียงยังมอบปิ่นปักผมให้พวกนางคนละอันด้วย แม้ไม่ได้ทำมาจากเครื่องเงินเครื่องทองล้ำค่า แต่รูปทรงก็งดงามประณีต ผู้ใดเห็นก็ต้องจดจำ


ตอนที่ 316: งานเลี้ยง


สาวใช้ทั้งสองมีรูปโฉมอรชรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับการเติมแต่งก็ยิ่งงดงามมากขึ้นไปอีก


สาวใช้คนอื่นมองพวกนางด้วยแววตาอิจฉา ทุกคนล้วนถูกซื้อตัวมาด้วยกัน แต่สองคนนี้กลับถูกฮูหยินเลือกให้ติดตามไปร่วมงานเลี้ยงด้วย นี่เรียกได้ว่าพวกนางสองคนกลายเป็นสาวใช้ประจำตัวฮูหยินแล้วหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงทำลายความคิดเหล่านั้นทันที มองไปยังทุกคนและเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ข้ายังไม่ได้เลือกสาวใช้ประจำตัว ตราบใดที่ทุกคนทำตัวดี ล้วนมีโอกาสติดตามข้าออกไปข้างนอกได้เหมือนกัน ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปทุกคน คนหนึ่งหลายๆครั้ง ดูว่าพวกเจ้ามีจุดเด่นอะไรบ้าง แล้วจึงจะตัดสินใจว่าให้ใครมาเป็นสาวใช้ประจำตัว”


คนเราต้องมีการแข่งขันกันในทางที่ดีถึงจะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดียิ่งขึ้นได้ เหอจิ่วเหนียงซื้อตัวคนเหล่านี้มาไม่ใช่เพื่อให้มากินอยู่เปล่าๆไปวันๆ จะต้องมอบหมายหน้าที่ให้พวกนางตามความสามารถที่เหมาะสม


สดับวาจานายหญิง สาวใช้ทุกคนต่างเผยรอยยิ้มออกมา พวกนางยังมีโอกาส จะต้องคว้ามาเพื่อตัวเองให้ได้


แต่ไม่ทันได้กระหยิ่มใจนานนักก็ได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดต่อ “แต่ข้าไม่ได้อยากเห็นพวกเจ้าปากหวานก้นเปรี้ยว แก่งแย่งชิงดีกัน การทำตัวดีที่ข้าหมายถึงก็คือ ข้าจะดูจากความสามารถของพวกเจ้า ไม่ใช่กลั่นแกล้งคนอื่นเพื่อให้ตัวเองได้ดี ถ้าหากข้ารู้ว่าใครมีเจตนาเช่นนั้น ข้าจะส่งพวกเจ้าไปขายอีกครั้ง”


สาวใช้เหล่านี้ไม่ใช่คนมีจิตใจชั่วร้าย ถึงจะรู้ว่าโอกาสที่จะได้เป็นสาวใช้ข้างกายฮูหยินต้องสู้กับสหายร่วมงานคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะใช้วิธีสกปรกเลย พวกนางต่างน้อมรับคำอย่างว่าง่าย เหอจิ่วเหนียงจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และเดินนำสาวใช้ทั้งสองออกไป


“ข้าจะเข้าไปหน่วยพอดี ให้ข้าไปส่งเจ้าที่งานเลี้ยงนะ”


ลู่ไป่ชวนออกมาจากห้องตำราพอดี…ราวกับจงใจ และเข้าไปกุมมือภรรยาไว้อย่างกระตือรือร้น


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ …ทางไปจวนผู้ว่าการเมืองกับทางไปหน่วยหั่วอวิ๋นมันคนละทางกินไม่ใช่หรือ


แต่เห็นท่าทางมีความสุขของสามี นางก็ปฏิเสธไม่ออก


เยว่เยี่ยนและเยว่ซูหันสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามหลังไปอย่างเชื่อฟัง


มาอยู่ในจวนตระกูลลู่หลายวันแล้ว พวกนางรู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ


แม้ร่างกายนายท่านสามจะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่เคยต้องการให้สาวใช้มาคอยปรนนิบัติ อย่าว่าแต่สาวใช้เลย แม้แต่บ่าวรับใช้ผู้ชายก็ไม่เรียกหา ถึงขั้นไม่ให้สาวใช้อย่างพวกนางเข้าใกล้เลยด้วยซ้ำ


ทั้งยังเห็นชัดว่า ความรักของนายท่านสามที่มีต่อฮูหยินสามนั้นลึกซึ้งและมากมายขนาดไหน ไม่ว่าจะยุ่งเพียงใด นายท่านสามก็หาเวลามาอยู่กับฮูหยินได้เสมอ ส่วนฮูหยิน แม้ภายนอกจะดูเย็นชาไปหน่อย แต่ดูก็รู้ว่าในใจก็มีนายท่านสามอยู่ มิฉะนั้นยามที่เห็นนายท่านสามทำงานอยู่ในห้องตำราจนดึกดื่น คงไม่ลุกไปต้มชานมให้เขาด้วยตัวเองหรอก


คนที่มีตาล้วนดูออกว่าความรักฉันสามีภรรยาของพวกเขายังคงอยู่ แต่พวกนางเพิ่งมาอยู่ที่นี่ จึงไม่รู้และไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดสามีภรรยาคู่นี้ถึงได้แยกห้องนอนกัน


ครอบครัวสะใภ้สวีน่าจะรู้ แต่เรื่องส่วนตัวของเจ้านายพวกนางไม่ควรยุ่ง ทุกคนจึงไม่ถาม แค่ดูแลรับใช้เจ้านายให้ดีก็พอแล้ว

.......


เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนเดินขึ้นรถม้า ส่วนสาวใช้สองคนเดินตามอยู่ด้านนอก


ภายในรถม้ามีแค่พวกเขาสองคน เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถามขึ้น “เรื่องทางนี้ท่านรายงานเฉินอ๋องแล้วหรือยัง?”


“อืม ให้คนส่งจดหมายไปรายงานแล้ว สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียด ไม่วางใจใช้นกพิราบส่งข่าว”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ และกำลังจะถามอีกว่า เฉินอ๋องจะทำเช่นไรต่อ แต่เมื่อคิดๆแล้วก็รู้สึกว่า ตนที่เป็นสตรีมาสนใจเรื่องพวกนี้เห็นทีไม่ค่อยเหมาะสม จึงไม่ได้ถามอะไร


ลู่ไป่ชวนพูดต่อ “ไปร่วมงานเลี้ยงวันนี้เจ้าเองก็ระวังตัวให้ดีล่ะ อย่าให้ใครมารังแกได้”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกขำขัน นางเป็นใครกัน จะให้คนอื่นมารังแกง่ายๆได้อย่างไร


“เข้าใจแล้ว วางใจเถอะ ท่านทำงานของท่านอย่างวางใจได้เลย ไม่ต้องห่วงข้า”


“อืม เดี๋ยวเสร็จแล้วข้าจะไปรับเจ้าเอง”


เหอจิ่วเหนียงเพียงพยักหน้ารับ อันที่จริงนางอยากพูดว่าไม่ต้อง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป


เอ่อ…


ต้องยอมรับว่า… นางคุ้นชินกับการที่เขาไปรับไปส่งแล้ว


ความคุ้นชินเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากจริงๆ นางเองก็รู้ดีแก่ใจ แต่กลับไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย

.......


เมื่อมาถึงประตูจวนผู้ว่าการเมืองก็พบว่ามีรถม้าจอดอยู่หลายคัน รถม้าทุกคันล้วนมีคนบังคับรถม้าเฝ้าและรอเจ้านายของตนออกมา


มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่ไม่เหมือนคนอื่น หลังลงจากรถม้าก็บอกลาลู่ไป่ชวน และรถม้าที่นางนั่งมาก็เคลื่อนตัวออกไป


ด้านข้าง คนบังคับรถม้าสองคนกระซิบกระซาบกัน “ฮูหยินจวนใดกัน รูปร่างหน้าตางดงามปานนี้แต่กลับอัตคัด มาร่วมงานเลี้ยงแต่ไม่มีรถม้าส่วนตัว”


อีกคนหนึ่งรีบออกความเห็นแย้ง “เจ้าอย่าพูดไป ดูเสื้อผ้าเครื่องประดับที่นางใส่ก่อน มีชิ้นใดธรรมดาบ้าง”


“จะว่าไปก็จริง…”


พวกเขาคุยกันเสียงเบามาก แต่เหอจิ่วเหนียงได้ยินทุกคำ เพียงแต่นางไม่สนใจ เยว่ซูที่อยู่ข้างกายแสดงเทียบเชิญ ส่วนเยว่เยี่ยนส่งของขวัญที่เตรียมมาให้ จากนั้นสาวใช้ของจวนผู้ว่าการเมืองก็นำทางพวกนางไปที่เรือนด้านหลัง


บรรดาฮูหยินและคุณหนูหลายๆคนในเมืองนี้รู้จักมักคุ้นกันอยู่แล้ว เมื่อมาถึงก็จับกลุ่มคุยกัน บ้างก็เกาะกลุ่มกันเดินเล่นชมงาน


มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่มาใหม่ สาวใช้จวนผู้ว่าการพานางมานั่งในศาลาเล็กๆหลังหนึ่ง


บนโต๊ะในศาลาเต็มไปผลไม้และขนม สาวใช้กล่าว “งานเลี้ยงยังไม่เริ่ม ฮูหยินเดินเล่นในสวน ทำความรู้จักกับฮูหยินและคุณหนูท่านอื่นไปก่อนก็ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวงานเลี้ยงเริ่มบ่าวจะมารับฮูหยินเจ้าค่ะ”


สาวใช้มีสีหน้าท่าทางยินดีรับใช้ ใบหน้ากลม ยามยิ้มช่างอ่อนโยนราวกับเด็กน้อยน่ารักสดใสก็มิปาน


น้ำเสียงก็หวานมาก เหอจิ่วเหนียงไม่มีทีท่าต่อต้านนางแต่อย่างใด พยักหน้ายิ้มๆ พลางกล่าว “อืม ข้าเดินเล่นแถวนี้เองได้ เจ้าไปทำงานของตัวเองเถอะ”


สวนดอกไม้ในจวนผู้ว่าการเมืองค่อนข้างโดดเด่น ในสวนปลูกไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิด ทั้งยังตกแต่งอย่างสวยงาม เห็นชัดว่าฮูหยินผู้ว่าการมีการแต่งสวนเป็นงานอดิเรกและชื่นชอบความสวยความงาม


อากาศร้อนเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่มีอารมณ์ไปเดินเล่นจริงๆ ดังนั้นจึงนั่งอยู่ในศาลาไม่ไปไหน


นางหยิบขนมขึ้นมาชิมชิ้นหนึ่ง…


สีหน้าเปลี่ยนไปทันที


ทั้งหวานทั้งเลี่ยน และยังแข็งอีกด้วย!


เยว่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ รีบรินชาให้อย่างรวดเร็ว “ฮูหยิน ระวังขนมพวกนี้ด้วยเจ้าค่ะ ขนมพวกนี้ไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนของจวนเรา ต้องกินสลับกับจิบชาเจ้าค่ะ”


จริงด้วย ขนมนี่เป็นของขึ้นชื่อในยุคสมัยนี้ อาจเป็นเพราะชีวิตขมขื่นมากกระมัง ก็เลยทำขนมออกมาหวานเป็นพิเศษถึงเพียงนี้ ทั้งยังแข็งมากอีกด้วย คนสูงศักดิ์ในยุคนี้ถือขนมชิ้นหนึ่งกินคู่กับชาหนึ่งกาก็คงกินได้ทั้งวัน


ไม่เหมือนกับขนมในจวนพวกนาง เพราะเป็นสูตรที่เหอจิ่วเหนียงปรับปรุงมาแล้ว ทั้งนุ่มทั้งอร่อย ความหวานกำลังดี บวกกับฝีมือการทำขนมของพวกพี่สะใภ้สวีด้วย ขนมที่ทำออกมาจึงอร่อยถูกปาก


“เช่นนั้นข้าไม่กินแล้ว แอบๆเอาไว้แล้วกัน”


ขณะที่พูดเหอจิ่วเหนียงก็ยัดขนมในมือเข้าไปในแขนเสื้อ เยว่เยี่ยนรีบห้ามไว้ และนำมายัดในแขนเสื้อตนเอง


“ให้บ่าวช่วยฮูหยินเก็บดีกว่าเจ้าค่ะ”


“ก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงยื่นขนมให้เยว่เยี่ยน และยกชาดื่มอีกจอก นางรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย ดูเหมือนว่าตนจะมาเร็วไป


เยว่ซูชี้ไปที่คนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล “ฮูหยินสามเจ้าคะ ดูเหมือนจะมีคนเดินมาที่เราเจ้าค่ะ”


ตำแหน่งขุนนางของลู่ไป่ชวนในตอนนี้ไม่ได้ต่ำ ฮูหยินและคุณหนูที่มาร่วมงานกันมากมายในวันนี้เหอจิ่วเหนียงไม่จำเป็นต้องทำความเคารพต่อพวกนาง นางกวาดสายตามองไปทางนั้นด้วยท่าทางเรียบเฉย “มาก็มาสิ ข้ากำลังเบื่ออยู่พอดี มีคนมานั่งคุยด้วยก็ไม่เลว”


ตอนที่ 317: งานเลี้ยง (2)


อันที่จริงฮูหยินกับคุณหนูเหล่านี้เห็นเหอจิ่วเหนียงตั้งนานแล้ว เพียงแต่รอให้นางเป็นคนเข้าไปหาและพูดคุยกับพวกตนก่อน จะได้ถามถึงสถานะของนางสักหน่อย ใครจะรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงกลับไร้ท่าทีที่จะเดินไปหาพวกนางเช่นนี้


ด้านนอกแดดร้อน พวกนางทนไม่ไหวจึงทำได้แค่เดินมาที่ศาลาทางนี้


“ฮูหยินจวนใดกัน เหตุใดถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน?”


คนที่กล่าวเป็นฮูหยินสูงศักดิ์รูปร่างอวบอิ่ม คนอื่นๆก็ตามมายืนข้างนาง ดูท่าทางแล้วสถานะไม่ต่ำต้อยเลย


เหอจิ่วเหนียงพยายามหวนนึกถึงบันทึกที่เจียงรั่วหย่าให้มา ในที่สุดก็พอจะนึกสถานะของคนตรงหน้าออก


สตรีผู้นี้น่าจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพฝึกทัพท่านหนึ่งแห่งกองทัพเมืองจิงโจว แซ่หวง แต่สามีนางนามว่าหลี่หย่ง ดังนั้นทุกคนจึงเรียกนางด้วยความเคารพว่า ฮูหยินหลี่


แม่ทัพฝึกทัพแห่งเมืองจิงโจวเป็นขุนนางทหารระดับห้า ถือเป็นตำแหน่งค่อนข้างใหญ่ ทั้งยังมีอำนาจทหารในมือด้วย 


มิน่าล่ะ เหตุใดฮูหยินหลี่คนนี้ถึงได้มีคนคอยตามเป็นกลุ่ม


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงมองพวกนางอย่างพิจารณา พวกนางก็มองมาด้วยสายตาเดียวกัน จึงเห็นว่า นางไม่เพียงหน้าตางดงามเท่านั้น แต่รูปร่างทรวดทรงยังชดช้อยอีกด้วย ทันใดนั้นจึงรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเล็กน้อยพลางตอบ “สามีข้าแซ่ลู่”


แซ่ลู่อย่างนั้นหรือ?


ทุกคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความสงสัย ที่ผ่านมาไม่เคยได้ยินขุนนางที่มีตำแหน่งคนไหนแซ่ลู่เลย หรือนี่จะเป็นคนครอบครัวธรรมดา?


แต่ดูจากเครื่องแต่งกายที่สาวใช้ข้างกายนางสองคนใส่แล้ว ทุกคนต่างก็ไม่กล้าพูดจาเหยียดหยามออกมาส่งเดช


ชุดที่พวกนางสวมใส่ล้วนเป็นสินค้าใหม่ล่าสุดของหอเจียย่วน โดยเฉพาะชุดยาวสีเขียวอ่อนที่ฮูหยินตระกูลลู่ใส่อยู่ เป็นชุดที่ถูกตัดเย็บออกมาเป็นพิเศษ เป็นชุดกระโปรงยาวสวมตอนเดียว ไม่เพียงขับผิวให้ขาวผ่องขึ้นเท่านั้น ยังเน้นสัดส่วนของผู้สวมใส่ให้โดดเด่นอีกด้วย


ต้องทราบก่อนว่า หอเจียย่วนก็คือร้านขายเสื้อผ้าของครอบครัวลู่ที่เกิดจากความร่วมมือทำการค้าระหว่างครอบครัวลู่และเฉิงเสวี่ยเวยนั่นเอง


ฮูหยินและคุณหนูเหล่านี้หลายคนรู้จักอาภรณ์ชุดนี้ดี และเคยสั่งให้สาวใช้ในจวนไปซื้อมา แต่กลับได้รับแจ้งว่า ชุดนี้ถูกขายออกไปแล้ว สาเหตุที่ยังตั้งแสดงอยู่ในร้านก็เป็นเพราะยังมีรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องตรวจสอบ


ชุดพิเศษของหอเจียย่วนชุดนี้ราคาไม่ใช่ถูกๆเลย พวกนางต้องกัดฟันแล้วกัดฟันอีกกว่าจะตัดสินใจซื้อได้ จึงอยากจะเห็นเหมือนกันว่าอาภรณ์ชุดนี้ใครเป็นคนซื้อไป


นึกไม่ถึงว่าจะมาเห็นอยู่บนตัวของสตรีไร้ชื่อเสียงเรียงนามแต่งดงามผู้นี้


ที่น่าโมโหที่สุดคือ นางใส่ออกมาแล้วงดงามยิ่งนัก ราวกับว่าชุดนี้ตัดเย็บออกมาตามสัดส่วนของนางก็มิปาน


แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พวกนางคิดนั้นถูกต้องแล้ว อาภรณ์ชุดนี้เหอจิ่วเหนียงออกแบบตามสัดส่วนของตัวเองจริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะใส่เอง แต่เมื่อรู้ว่าตนจะต้องมาร่วมงานเลี้ยงจึงจองชุดนี้เอาไว้ นางปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเอง และให้ช่างตัดเย็บในร้านเย็บให้


“ที่แท้ก็ฮูหยินลู่นี่เอง ไม่เคยเจอกันมาก่อน คิดว่าข้ามาผิดที่ซะอีก!”


ฮูหยินหลี่ยิ้มตาหยีและนั่งลง แม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้ม แต่วาจากลับไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ส่วนคนอื่นต่างทำท่าได้ใจสำทับ


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้แสดงท่าทีขุ่นเคืองแต่อย่างใด นางกล่าว “จะผิดที่ได้อย่างไรกัน แม่นางปี้อวี้เป็นคนพาข้ามาตรงนี้ด้วยตัวเอง พวกท่านมาผิดที่หรือไม่ไม่รู้ แต่ข้าไม่ได้มาผิดแน่นอน”


สาวใช้ที่พาเหอจิ่วเหนียงเข้ามาในงานเมื่อครู่ชื่อปี้อวี้ หากเป็นสาวใช้ธรรมดานางย่อมไม่กล่าวถึง ถึงอย่างไรตอนที่ทุกคนเข้าจวนมา จะมีสาวใช้หนึ่งคนคอยดูแลประจำตัวตลอดงาน แต่ปี้อวี้ไม่ใช้สาวใช้ในจวนทั่วไป นางเป็นสาวประจำตัวฮูหยินผู้ว่าการ ความหมายที่เหอจิ่วเหนียงต้องการสื่อจึงชัดเจน


ถึงขั้นให้สาวใช้ประจำตัวฮูหยินผู้ว่าการออกมาต้อนรับได้ ก็มีแค่แขกผู้สูงศักดิ์ของจวนเท่านั้น


ทุกคนหันมองหน้ากัน รู้สึกหน้าแห้งแทนฮูหยินหลี่เล็กน้อย อย่างไรเสียตอนที่ฮูหยินหลี่มาถึงก็มีแค่สาวใช้ธรรมดาเท่านั้นที่นำทางเข้ามา นี่หมายความว่า สถานะของฮูหยินลู่ท่านนี้สูงกว่าฮูหลินหลี่หรือไม่


บางคนกำลังครุ่นคิด แต่บางคนลงมือทำแล้ว จากที่ตอนแรกยืนอยู่ฝั่งฮูหยินหลี่ก็ย้ายข้างไปอยู่ฝั่งเหอจิ่วเหนียงไม่รอช้า ยิ้มตาหยีพร้อมรีบประจบ “เช่นนั้นพวกเราคงเข้าใจผิดแล้ว ฮูหยินลู่ช่างงดงามจริงๆ ชุดนี่คงจะเป็นสินค้าคุณภาพสูงของหอเจียย่วนใช่หรือไม่ ช่างเหมาะกับฮูหยินยิ่งนัก!”


ไม่ว่าจะชนชั้นใดก็ล้วนหนีไม่พ้นพวกคนน้ำกลิ้งบนใบบัว เหอจิ่วเหนียงมองฮูหยินหลี่ด้วยความเห็นใจ จากนั้นหันไปตอบฮูหยินคนที่พูดเอาใจนาง “ใช่แล้ว เพราะต้องมาร่วมงานเลี้ยง ทั้งยังมาพบปะกับฮูหยินทุกท่าน ก็ต้องแต่งตัวให้เกียรติสักหน่อย จะแต่งตัวตามใจเหมือนยามปกติไม่ได้”


วาจาของเหอจิ่วเหนียงแสดงความถ่อมตน แต่เมื่อเข้าหูคนเหล่านี้ กลับมีความหมายในอีกแง่หนึ่ง …พวกนางคิดว่า เหอจิ่วเหนียงพยายามทำตัวเองให้ดูดี ซื้อชุดแพงหูฉี่ขนาดนี้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่ในชีวิตจริงคงจะแร้นแค้นจนไม่รู้จะประหยัดเช่นไรแล้ว!


แต่ความคิดเหล่านี้ก็ย้อนแย้งอยู่ในใจ คนที่สามารถให้สาวใช้ของฮูหยินผู้ว่าการออกไปต้อนรับได้ แสดงว่าสถานะต้องไม่ต่ำต้อยเลย ถึงแม้สามีของนางอาจไม่ได้เก่งกาจจึงไม่เป็นที่รู้จัก แต่อาจจะใกล้ชิดสนิทสนมกับจวนผู้ว่าการเมืองก็ได้ เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงไม่มีใครกล้าพูดวาจาส่งเดช


ฮูหยินหลี่ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มย่อง จงใจกล่าว “น้องลู่พูดเช่นนี้ไม่ถูกนะ ถึงแม้พวกเราจะเป็นแค่ผู้หญิงอยู่แต่บ้าน แต่ก็เป็นตัวแทนของสามี ต่อให้ไม่ได้ออกงาน โดยปกติก็ควรแต่งตัวให้ดูดีเสมอ จะประหยัดเงินทองกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เพราะเรื่องพวกนี้ล้วนเป็นหน้าเป็นตาของจวนนะ!”


คำพูดนี้ออกมาจากใจจริง ขาดก็แค่บอกกับเหอจิ่วเหนียงว่า ‘ถ้าไม่มีเงิน พี่สาวคนนี้จะให้เจ้ายืม’ ก็เท่านั้น


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกขบขัน ปล่อยให้ไหลตามน้ำไปแล้วกัน


นางเอ่ยอย่างเศร้าใจเล็กน้อย “ที่ฮูหยินหลี่พูดมาใช่ว่าข้าจะไม่เข้าใจนะเจ้าคะ แต่ครอบครัวข้าเพิ่งมาอยู่จิงโจวไม่นาน ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าข้าวของในจิงโจวจะแพงขนาดนี้ อย่างชุดที่ข้าใส่อยู่นี่ก็ต้องจ่ายไปหลายสิบตำลึง เงินนั่นพอจะจ่ายค่าอาหารของพวกข้าทั้งบ้านหลายเดือนเลย เฮ้อ ตอนที่ข้าซื้อมาก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย ครอบครัวพวกท่านตั้งรกรากอยู่ในจิงโจวมานานหลายปี ฮูหยินหลี่มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้เป็นสามีก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วยอยู่แล้ว”


พูดไปเหอจิ่วเหนียงก็แทบจะร้องไห้ไปด้วย ทำเอาเหล่าฮูหยินและคุณหนูต่างพากันซุบซิบและหัวเราะ


แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเจอใครยอมรับว่าครอบครัวตัวเองยากจนต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้มาก่อน คนอย่างพวกนาง ต่อให้ยากจนข้นแค้นเพียงใดภายนอกก็ต้องทำทีท่าว่ามีเงินเข้าไว้ จะทำตัวเองขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด


ฮูหยินลู่คนนี้ ดูไปแล้วก็จืดจริงๆ!


เยว่เยี่ยนและเยว่ซูที่รู้ความจริงทุกอย่างแทบจะกลั้นขำไม่อยู่แล้ว ทั้งสองก้มหน้างุด กัดเม้มริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้ตัวเองหลุดหัวเราะออกมา หากทำให้ละครของฮูหยินเสียเรื่อง ถึงตอนคัดเลือกสาวใช้ประจำตัว พวกนางคงถูกตัดสิทธิ์เป็นแน่


แต่ฮูหยินกับคุณหนูเหล่านี้ก็ตลกมากจริงๆ ตอนนี้คงจะคิดว่าฮูหยินของพวกนางต่ำต้อยไร้ศักดิ์ แต่หากได้รู้ตัวตนที่แท้จริงเข้าละก็…


ไม่ว่าอีกเดี๋ยวพวกนางรู้แล้วจะเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ แต่ละคนพากันปิดปากหัวเราะเหอจิ่วเหนียง รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงไร้ชื่อเสียงเท่านั้น แต่ยังไร้สมองอีกด้วยที่พูดเรื่องเช่นนี้ออกมา กลับจวนไปต้องถูกสามีสั่งสอนเป็นแน่


นางทำให้สามีตัวเองต้องอับอายขายหน้า!


ความไม่ฉลาดที่เหอจิ่วเหนียงแสดงออกมาถึงขั้นมีคนตั้งข้อสงสัยไปอีกแง่หนึ่ง รูปร่างหน้าตา.งดงามเช่นนี้ แท้จริงแล้วใช่ฮูหยินของจวนหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเป็นอนุฯ ที่เพิ่งเลื่อนขั้นกระมัง หรือนายท่านลู่จะตามใจอนุฯ ถึงขั้นให้อนุฯ ทำลายชื่อเสียงของตัวเอง


ตอนที่ 318: เป็ดดำลู่ขึ้นแท่น


เมื่อได้ยินคำชม ฮูหยินหลี่ก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ จนเหนียงใต้คางเผยออกมาต่อสายตาทุกคน


เหอจิ่วเหนียงได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร แค่รู้สึกว่า ฮูหยินหลี่นี่น่ารักยิ่งนัก


นางผิดอะไรล่ะ ก็แค่คนชอบฟังคำเยินยอคนหนึ่งเท่านั้นเอง


พลันนั้นบรรยากาศก็กระอักกระอ่วนเล็กน้อย โดยเฉพาะคนที่พูดจาประจบเอาใจเหอจิ่วเหนียงเมื่อครู่ ตอนนี้แทบอยากจะมุดแผ่นดินหนีแล้ว


นางคิดว่าฮูหยินลู่ต้องมีอำนาจมากกว่าฮูหยินหลี่แน่นอน ถึงขั้นแอบภูมิใจในตัวเองว่าตนมีสายตาเฉียบแหลม หากเลือกอยู่ถูกฝ่าย ก็อาจหาโอกาสดีๆให้สามีตัวเองได้ไม่น้อย 


ใครจะรู้ล่ะว่าฮูหยินลู่ภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ภายในกลับกลวงเช่นนี้ เสื้อผ้าและเครื่องประดับบนเรือนร่างล้วนต้องกระเบียดกระเสียรทรัพย์สินทั้งบ้านกว่าจะซื้อได้ 


นี่นางยอมรับไปได้อย่างไรกัน


เกือบไปแล้ว!


คิดได้ดังนั้น นางจึงมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาแค้นเคือง ไม่มีเงินก็ไม่มีเงินสิ จะประโคมความหรูหราให้ภายนอกดูดีด้วยเหตุใด ทำให้นางต้องล่วงเกินฮูหยินหลี่แล้ว


ขณะที่กำลังคิดว่าจะกอบกู้สถานการณ์กลับมาเช่นไร ทันใดนั้นสาวใช้กลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามา โดยมีปี้อวี้ หัวหน้าสาวใช้เดินนำหน้ากลุ่ม


ปี้อวี้เดินนำกลุ่มสาวใช้เข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทำความเคารพทุกคนอย่างสุภาพ และกล่าว “ฮูหยินทุกท่าน คุณหนูทุกท่าน เวลานี้แขกใกล้จะมากันครบแล้ว เชิญทุกท่านตามพวกบ่าวเข้างานเจ้าค่ะ”


กล่าวจบก็ทำความเคารพอีกครั้ง และเอ่ยกับเหอจิ่วเหนียง “ฮูหยินลู่เพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรก ยังไม่คุ้นชินเป็นแน่ บ่าวจะดูแลท่านเอง เชิญตามบ่าวมาเจ้าค่ะ”


สาวใช้คนอื่นๆ เดินเข้าไปหาฮูหยินและคุณหนูแต่ละคนพร้อมผายมือเชิญโดยไม่ได้พูดอะไรมากนัก ผิดกับปี้อวี้ที่เดินไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงแล้วพูดกับนางโดยเฉพาะ เห็นได้ชัดว่าการปฏิบัติแตกต่างกัน


คนอื่นยังไม่เท่าไร แต่ฮูหยินหลี่แสดงออกชัดว่าไม่สบอารมณ์


โดยปกติแล้ว นางควรเป็นคนที่ได้รับความสนใจมากที่สุด แต่วันนี้กลับเป็นคนอื่น ทั้งยังเป็นผู้หญิงที่พวกนางไม่รู้จักอีกด้วย!


คนเคยสำคัญแค่นหัวเราะ ก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชา “มีพวกเราอยู่ด้วยตั้งหลายคน ฮูหยินลู่จะเดินหลงได้อย่างไรกัน ฮูหยินเฉียนช่างเอาใจใส่จริงๆ!”


ผู้ว่าการเมืองแซ่เฉียน ดังนั้นจึงเรียกฮูหยินผู้ว่าการเมืองว่า ฮูหยินเฉียน


วาจาของฮูหยินหลี่แสดงออกชัดว่าไม่พอใจ แต่ปี้อวี้ยังคงรับมือได้ดี นางยิ้มพลางอธิบาย “ฮูหยินลู่มาเป็นแขกในจวนครั้งแรก ฮูหยินของบ่าวจึงกำชับให้บ่าวมาดูแลโดยเฉพาะ บ่าวไม่อาจละเลยหน้าที่ได้เจ้าค่ะ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว เชิญฮูหยินทุกท่านตามบ่าวมาได้เลยเจ้าค่ะ”


กล่าวจบก็นำเหอจิ่วเหนียงเดินนำหน้าคนอื่นไปก่อน ฮูหยินหลี่เห็นจึงไม่พอใจอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าก่อเรื่องขึ้นในจวนผู้ว่าการเมือง ทำได้แค่ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ และเดินตามหลังไป


“พี่หลี่ อย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ จากที่ข้ามอง ฮูหยินลู่นี่ไม่ใช่คนเก่งกาจอะไร ไม่อย่างนั้นเหตุใดนางถึงไม่กล้าพูดอะไรล่ะเจ้าคะ เกรงว่าพูดออกมาจะถูกพวกเราหัวเราะเยาะน่ะสิ! ที่ฮูหยินเฉียนเอาใจใส่เช่นนี้ ก็แค่เพราะนางมาที่นี่ครั้งแรกก็เลยดูแลเป็นพิเศษเท่านั้นเอง ฮูหยินเฉียนเป็นคนจิตใจอ่อนโยนมีเมตตาเช่นนี้มาตลอดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”


ฮูหยินคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ รีบเข้าไปปลอบ ส่วนคนอื่นๆที่ฉลาดหน่อยล้วนปิดปากเงียบ ถึงอย่างไรตัวตนที่แท้จริงของฮูหยินลู่คือใคร พวกนางยังไม่อาจรู้ได้แน่ชัด


ฮูหยินหลี่ผู้ชื่นชอบการประจบประแจงพลันเบิกบานใจขึ้นมา ครอบครัวนางอาศัยอยู่ในจิงโจวมานานหลายปี สามีนางได้รับความไว้วางใจจากเฉินอ๋องมาก แม้แต่จวนผู้ว่าการเมืองก็ต้องให้เกียรติ นางสามารถเดินเชิดหน้าชูตาในเมืองจิงโจวได้อย่างผึ่งผาย ไม่จำเป็นต้องกังวลนางจิ้งจอกนั่นที่เพิ่งมาอยู่ที่นี่!

.......


สตรีทั้งคณะเดินมาถึงโถง ที่นี่ถูกจัดแต่งด้วยดอกไม้งดงามตระการตา ทุกคนมีโต๊ะเล็กๆประจำที่นั่งของตนเอง บนโต๊ะมีชาและขนมวางไว้ต้อนรับ


โอ้ มีเป็ดดำลู่กับผักเครื่องเคียงด้วย!


เมื่อเห็นสิ่งนี้เข้า คล้ายกับว่าดวงตาของทุกคนจะลุกวาวขึ้น รวมทั้งเหอจิ่วเหนียงด้วย


แน่นอน สิ่งที่นางคิดก็คือ ‘เป็ดดำลู่กลายเป็นอาหารที่ต้องมีในงานเลี้ยงรวมตัวของเหล่าฮูหยินผู้สูงศักดิ์แล้วหรือนี่?’


ส่วนคนอื่นรวมทั้งฮูหยินหลี่ก็ไม่สนใจจิกกัดสมาชิกใหม่อีกแล้ว แต่ละคนแทบอดใจรอไม่ไหว รีบนั่งประจำที่ของตัวเอง


อาศัยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสังเกต ก้มศีรษะลงสูดดมกลิ่นอาหารให้เต็มปอด กลิ่นหอมเข้มข้นโชยเข้าโพรงจมูก ทุกคนต่างท้องร้องโครกครากขึ้นทันที


“สมกับที่เป็นฮูหยินเฉียนจริงๆ แม้แต่เป็ดดำลู่ที่มีขายจำนวนจำกัดยังสามารถซื้อมาได้ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ปกติแล้วพวกเราแย่งซื้อก็ยังไม่ทัน!”


“จริงเจ้าค่ะ ปกติเวลาสั่งให้คนในจวนไปซื้อนี่ต้องไปต่อแถวรอตั้งแต่เช้า ฮูหยินเฉียนซื้อมาได้เยอะเช่นนี้ ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก!”


“ไอ้หยา ข้าเองก็ชอบรสชาติของเป็ดดำลู่มาก ปกติอากาศร้อนๆเช่นนี้ข้าไม่ค่อยเจริญอาหารเท่าไร แต่พอเห็นเป็ดดำลู่ก็เริ่มน้ำลายสอแล้วสิ วันนี้ต้องขอบคุณฮูหยินเฉียนแล้ว”


อย่างไรนี่ก็เป็นงานเลี้ยงที่ฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองจัดขึ้น ผู้ว่าการเมืองเป็นถึงขุนนางระดับสี่ เป็นตำแหน่งขุนนางที่สูงมากในเมือง ทุกคนล้วนแย่งกันพูดเอาอกเอาใจเจ้าภาพ ย่อมไม่มีใครริอ่านพูดจาไม่น่าฟังอยู่แล้ว


ฮูหยินเฉียนมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม สิ่งที่นางภูมิใจมากที่สุดในการจัดงานเลี้ยงวันนี้ก็คือ การที่ได้อวดกับทุกคนว่า นางสามารถซื้อเป็ดดำลู่ที่มีจำนวนจำกัดมาได้ เมื่อเห็นทุกคนยกยอปอปั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้นหลายส่วน


นางต้องการแสดงนัยให้คนเหล่านี้ได้รู้ว่า ในเมืองจิงโจว นางเป็นฮูหยินที่มีอำนาจที่สุดแล้ว และมีเพียงนางเท่านั้นที่สามารถซื้อเป็ดดำลู่ได้ในจำนวนที่ไม่จำกัด


และแน่นอนว่า นางไม่ให้คนอื่นรู้อยู่แล้วว่ามันต้องแลกมาด้วยเงินจำนวนไม่น้อยถึงจะทำเช่นนี้ได้


“ทุกคนชอบก็ดีแล้ว ที่ข้าจัดงานเลี้ยงขึ้นในวันนี้ก็เพราะว่าหลายวันก่อนข้าสั่งเป็ดดำลู่มาได้แบบไม่จำกัด เลยถือโอกาสให้ทุกคนมากินด้วยกัน อ้อ จริงสิ พอดีอยากแนะนำฮูหยินลู่ให้ทุกคนได้รู้จักด้วย ครอบครัวฮูหยินลู่เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในจิงโจวได้ไม่นาน ไม่ค่อยคุ้นชินกับเมืองจิงโจวเท่าไร ต้องฝากทุกคนดูแลแล้ว”


ฮูหยินเฉียนยิ้มยาหยีพลางหันไปมองเหอจิ่วเหนียง คิดว่าถึงแม้อีกฝ่ายจะรูปโฉม.งดงาม อกผายไหล่ผึ่ง แต่ก็เป็นคนสงบปากสงบคำ คงเป็นเพราะมาจากครอบครัวเล็กๆ ไม่ได้มีความรู้อะไร วันนี้ได้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงผู้สูงศักดิ์คงมีความกังวลเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงยิ้มกับทุกคนอย่างให้เกียรติ “ต่อไปต้องรบกวนฮูหยินทุกท่านดูแลแล้วเจ้าค่ะ”


ทุกคนรู้สึกว่านางวางตัวดีมากทีเดียว พลันนั้นเรื่องที่ไม่พอใจในศาลาก่อนหน้านี้จึงอันตรธานหายไป


เว้นก็แต่ฮูหยินหลี่ที่ไม่ได้คิดเช่นนั้น นางสวนกลับด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย “ฮูหยินเฉียนเจ้าคะ ฮูหยินลู่มีภูมิหลังเช่นไรก็ไม่ยอมบอก นางรู้สถานะของพวกเรา แต่พวกเรากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวนางเลย นี่ไม่ถือเป็นการไม่ให้เกียรติพวกเราหรอกหรือเจ้าคะ?”


ได้ยินดังนั้น ฮูหยินเฉียนกลับประหลาดใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะยังไม่ได้บอกสถานะของตนเอง


ชักน่าสนใจแล้วสิ!


เจ้าภาพงานเลี้ยงเม้มริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยออกมา “สถานะของฮูหยินลู่ ให้นางเป็นคนบอกด้วยตัวเองดีกว่า อย่างไรเสียข้าก็เป็นคนนอก”


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกว่า ฮูหยินจวนผู้ว่าการคนนี้น่าสนใจยิ่งนัก …ดูท่าความสัมพันธ์ของนางกับฮูหยินหลี่ไม่ค่อยจะดีเท่าไร คงจะตีสองหน้าใส่กันยามเจอหน้า


เนื้อหาที่บันทึกในสมุดเล่มนั้นฉายขึ้นในสมองเหอจิ่วเหนียง ฮูหยินหลี่คนนี้อาศัยอำนาจของสามี มีนิสัยเป็นคนหัวสูง ต่อให้เป็นฮูหยินจวนผู้ว่าการนางก็กล้าหักหน้า ดังนั้นที่ฮูหยินเฉียนไม่ชอบหน้าก็มีเหตุผล


และวันนี้ฮูหยินเฉียนก็ได้โอกาส อาศัยที่มาที่ไปของนาง หมายฉีกหน้าฮูหยินหลี่!


จุๆๆ


ฮูหยินสูงศักดิ์เหล่านี้ช่างตีสองหน้าเก่งเสียจริง


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าช้าๆ ในใจคิดว่า ชักจะสนุกแล้วสิ!


นางยิ้มพลางกล่าว “ฮูหยินทุกท่านคิดมากเกินไปแล้ว ตำแหน่งของสามีข้าไม่ได้สูงส่งอะไร อีกอย่าง ครอบครัวข้าเพิ่งมาอยู่ในจิงโจวได้ไม่นาน รากฐานยังไม่มั่นคง ยังต้องรบกวนฮูหยินทุกท่านคอยชี้แนะเจ้าค่ะ!”


ตอนที่ 319: ข้าประเมินความสามารถของพี่หลี่สูงเกินไปเอง


เหอจิ่วเหนียงแสดงความถ่อมตนด้วยท่วงท่าสง่างาม ฮูหยินเฉียนประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีคิดว่านางจะอาศัยตำแหน่งขุนนางของสามีวางอำนาจซะอีก ถึงอย่างไรตำแหน่งขุนนางของสามีนางก็สูงมากในเมืองจิงโจว หากพูดออกไป ต่อให้เป็นฮูหยินผู้ว่าการเมืองก็ต้องทำความเคารพ


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่พูด และเห็นได้ชัดว่าไม่มีทีท่าคิดจะบอกถึงตำแหน่งของสามีเลย อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้เป็นการให้เกียรติฮูหยินเฉียนด้วย ทำให้เจ้าภาพไม่ต้องรู้สึกเก้ๆกังๆ


การกระทำของเหอจิ่วเหนียงไม่เพียงสร้างความประทับใจให้ฮูหยินเฉียนเท่านั้น แต่ยังทำให้ฮูหยินคนอื่นรู้สึกพึงพอใจมากด้วย เห็นได้ชัดว่าฮูหยินลู่เป็นคนที่รู้จักวางตัวมากทีเดียว


ทุกคนจึงพูดคุยกันไม่กี่ประโยค จากนั้นก็เริ่มลงมือกินเป็ดดำลู่


กินไปพลางพุดคุยไปพลาง บรรยากาศปรองดองกันอย่างยากจะหาได้


มีเพียงฮูหยินหลี่เท่านั้นที่กินอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาเอาแต่จับจ้องอยู่ที่เหอจิ่วเหนียงตลอดเวลา


นางอยากจะจับผิดเหอจิ่วเหนียง อยากจะมองหาด้านน่าอายของอีกฝ่ายมาประจาน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นั้นจะวางท่า.งดงามแม้กระทั่งยามกิน ฮูหยินหลี่โมโหมาก ส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะหันกลับมากินอาหารของตัวเอง


ในบรรดาฮูหยินที่มาร่วมงานวันนี้ มีตั้งแต่อายุยี่สิบกลางๆ จนถึงสามสิบกว่าๆ เมื่อสตรีมีครอบครัวแล้วมารวมตัวกัน เรื่องที่พูดคุยก็หนีไม่พ้นเรื่องสามีและบุตรหลาน ระหว่างที่กินก็เล่าเรื่องน่าสนใจที่เกิดขึ้นกับตนเอง หรือไม่ก็เล่าว่าบุตรของตัวเองเก่งมากเพียงใด


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจร่วมวงสนทนา นางใจจดจ่อกับการกัดคอเป็ดตรงหน้า เพลิดเพลินกับการกินมาก


และหวังว่างานเลี้ยงจะดำเนินไปเช่นนี้ เสร็จแล้วจะได้รีบกลับบ้าน


…แต่สวรรค์ไม่ยินดีให้เป็นเช่นนั้น


ระหว่างที่เหอจิ่วเหนียงกำลังถือคอเป็ดแทะอย่างเมามัน จู่ๆก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น เมื่อเงยหน้ามองก็พบว่า แขกในงานกำลังจับจ้องมาที่นางพร้อมกับยกมือปิดปากหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย จึงหันไปถามเยว่เยี่ยนกับเยว่ซู “บนหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือไม่?”


“ไม่มีเจ้าค่ะ”


สาวใช้ทั้งสองรีบสำรวจร่างกายเจ้านายอย่างละเอียดพร้อมกับเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปากให้นาง แต่ดูจนทั่วแล้วก็ยังไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นหัวเราะอะไร


ฮูหยินหลี่หัวเราะอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยปาก “น้องลู่เพิ่งจะมาอยู่ในจิงโจว คงไม่เคยลิ้มรสอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนกระมัง เรื่องนี้ไม่โทษน้องสาวหรอก นี่เรียกว่าเป็ดดำลู่ เป็นอาหารขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของจิงโจวเราเลยนะ เจ้าของเดียวกับร้านเสื้อผ้าที่เจ้าใส่อยู่นี่แหละ คนธรรมดาไม่สามารถซื้อได้ ถ้าหากน้องลู่ชอบขนาดนี้ เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะให้สาวใช้ไปต่อแถวซื้อไปฝากเจ้าที่จวนดีหรือไม่”


กว่าฮูหยินหลี่จะหาข้อตำหนิเหอจิ่วเหนียงได้นางรออยู่นานมาก วางท่า.งดงามแล้วจะมีประโยชน์อะไร หากกินอาหารมูมมามอย่างกับขอทานเช่นนี้ กินไม่ยั้งไม่พูดไม่จาสักคำ ถ้าบอกว่าสามีของฮูหยินลู่มีตำแหน่งขุนนางใหญ่โต นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ถ้ามีอิทธิพลจริง ไม่มีทางที่จะซื้อเป็ดดำลู่มากินไม่ได้หรอก


ฮูหยินเฉียนเห็นทุกอย่างแต่กลับไม่เข้ามายุ่ง วันนี้นางตั้งใจเอาไว้แล้วว่าต้องได้เห็นฮูหยินหลี่อับอายขายหน้าให้ได้!


คนอื่นสังเกตเห็นฮูหยินเฉียนยังคงสงบนิ่ง จึงพากันพูดขึ้น


คนที่เจตนาร้ายคิดเหมือนฮูหยินหลี่ก็กล่าววาจาซ้ำเติมไปสองสามประโยค แต่ก็ยังมีบางคนที่คิดว่า การรังแกผู้อื่นไม่ใช่เรื่องดี จึงหันไปบอกกับเหอจิ่วเหนียงว่าหากนางยินดี วันไหนว่างๆ จะชวนออกไปเดินเล่น จะได้ถือโอกาสแนะนำร้านที่มีชื่อเสียงในเมืองให้นางรู้จัก


ทุกคนล้วนคิดว่า ที่พวกนางพูดเช่นนี้ฮูหยินลู่ต้องเกรงใจแน่ หารู้ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะตอบตกลงในทันทีทันใด ถึงขั้นหันไปกำชับกับฮูหยินหลี่ “ขอบคุณในน้ำใจของพี่หลี่มากเจ้าค่ะ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยซื้อมาให้เยอะๆหน่อยนะเจ้าคะ อ้อใช่ ข้าชอบกินรสเผ็ดมากเจ้าค่ะ ซื้อแบบเผ็ดๆมาเยอะๆเลยนะเจ้าคะ”


ฮูหยินหลี่ได้ยินดังนั้นก็สำลักทันที นางแค่พูดกระแนะกระแหนเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น ตัวนางอยากกินก็ยังต้องให้สาวใช้ไปต่อแถวตั้งนานกว่าจะซื้อมาได้ อีกอย่าง ครอบครัวหนึ่งซื้อได้แค่วันละครั้งเท่านั้น หากซื้อให้เหอจิ่วเหนียง นางก็ไม่ได้กินน่ะสิ!


คนข้างๆช่วยพูดแทนฮูหยินหลี่ทันที “ไอ้หยา เมื่อครู่ฮูหยินลู่ไม่ได้ยินที่ทุกคนพูดกันหรือ เป็ดดำลู่นี่ขายจำนวนจำกัด ซื้อเยอะไม่ได้”


เหอจิ่วเหนียงตอบด้วยท่าทางแสนเสียดาย “อ่าว เป็นเช่นนั้นหรือเจ้าคะ ข้าคิดว่าพี่หลี่เก่งถึงเพียงนี้น่าจะซื้อมาได้ไม่น้อย ดูท่าข้าจะประเมินความสามารถของพี่หลี่สูงเกินไปแล้ว เฮ้อ น้องผิดเองเจ้าค่ะ สมควรลงโทษๆ!”


ขณะที่พูดนางก็หยิบจอกสุราผลไม้ขึ้น และยกดื่มหมดจอก


ฮูหยินหลี่ “…”


ทุกคน “…”


ฮูหลินหลี่โกรธจนหน้าดำคล้ำเขียวแล้ว นางสารเลวนี่กล้าหยามนางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เลยอย่างนั้นหรือ!


“เจ้าเก่งนักก็…!”


ฮูหยินหลี่ตะคอกอย่างดังแต่ไม่ทันจบประโยคก็ถูกฮูหยินเฉียนขัดขึ้นเสียก่อน “เอาละ พอได้แล้ว นี่ยังอยู่ในงานเลี้ยงนะ! น้องลู่เพิ่งมาอยู่ที่จิงโจว ยังไม่ค่อยรู้จักสถานที่ในเมืองเท่าไร นางพูดตรงเกินไป พี่หลี่ก็อย่าถือสานางเลยนะ”


เหอจิ่วเหนียงยังคงทำท่าทางไร้เดียงสาไม่คิดว่าตัวเองผิดอยู่เช่นเดิม ราวกับไม่รู้ว่าฮูหยินหลี่โกรธนางด้วยเรื่องใด


ฮูหยินหลี่เห็นแก่หน้าฮูหยินเฉียน จึงได้แต่สะกดความโกรธนั้นเอาไว้


หลังจากรับประทานอาหารกันไปครู่ใหญ่ คุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนทั้งหลายก็เตรียมทำการแสดงให้บรรดาฮูหยินได้รับชม ไม่แน่อาจถูกใจฮูหยินบางคนก็ได้ เพื่อหาช่องทางในการหาคู่ให้ตัวเอง และนี่ก็เป็นสาเหตุหลักที่เหล่าฮูหยินพาบุตรสาวของตนมาร่วมงานเลี้ยงด้วย


มีของกินให้กิน มีการแสดงให้ชม เหอจิ่วเหนียงย่อมเพลิดเพลินอยู่แล้ว นางไม่ได้พูดจาปราศรัยอะไรมาก นั่งอยู่ในที่ของตัวเอง กินไปพลางดื่มไปพลางชมการแสดงไปพลาง เมื่อการแสดงถึงจุดที่ยอดเยี่ยมนางก็ปรบมือชื่นชม


การชื่นชมของนางมาจากใจจริง เพียงแต่คำชมว่า ‘ยอดเยี่ยม’ ที่นางตะโกนออกไปนั้นดังเกินไปหน่อย เหล่าคุณหนูจึงมีสีหน้าเหยเกด้วยความรังเกียจ


ขณะที่พวกนางกำลังแสดงความสามารถ ฮูหยินลู่กลับแหกปากเสียงดังเช่นนี้ ทำให้พวกนางรู้สึกว่า ตนเองเหมือนผู้หญิงกลางคืนที่ทำการแสดงในหอนางโลมอย่างไรอย่างนั้น ทำให้รู้สึกเสื่อมเสียเกียรติ


แต่พวกนางหารู้ไม่ว่า ในสายตาของเหอจิ่วเหนียง ก็มองการแสดงของพวกนางว่าไม่ต่างกับหญิงกลางคืนเหล่านั้นจริงๆ


“ฮูหยินลู่ส่งเสียงตะโกนเช่นนี้ หรืออยากแสดงความสามารถด้วยเจ้าคะ? พวกเราจะหลีกทางให้”


เด็กสาวคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ และช่างบังเอิญยิ่งนัก เพราะนางคือบุตรสาวคนโตของฮูหยินหลี่ ปีนี้อายุสิบสี่ปีพอดี 


ในสายตาของเหอจิ่วเหนียง อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดถึงมองตนด้วยแววตาเคียดแค้นรุนแรงเพียงนี้


“ไม่ๆๆ ข้าไม่มีความสามารถอะไรจะแสดงหรอก ข้าก็แค่เห็นว่าพวกเจ้าเก่งมากจริงๆ อายุยังน้อยแต่ความสามารถในศิลปะทั้งสี่กลับยอดเยี่ยมมาก วันข้างหน้าต้องอนาคตไกลแน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงโบกไม้โบกมืออย่างถ่อมตน ทั้งยังทำท่าทางเกรงกลัวเหลือหลาย ในสายตาของทุกคน นางเป็นแค่คนไร้ความสามารถ


คำพูดนี้ทำให้คุณหนูหลี่พึงพอใจมาก แต่ก็ยังคงขุ่นเคืองที่นางตะโกนเสียงดังเช่นนั้น ทำให้นางรู้สึกราวกับว่าตนกำลังร่ายรำอยู่ในหอคณิกาก็มิปาน ดังนั้นนางจึงยังไม่พอใจ หันไปส่งสายตาให้มารดาของตนเอง


ฮูหยินหลี่เข้าใจความหมายของบุตรสาว จึงหันไปพูดกับเหอจิ่วเหนียงด้วยรอยยิ้ม “น้องลู่ล้อเล่นกันแล้ว เจ้ารูปโฉมงดงามเพียงนี้ ความสามารถในศิลปะทั้งสี่คงไม่เลวเป็นแน่ สู้บรรเลงสักบทเพลงเถอะ ถือว่าให้พวกเด็กๆได้เห็นเป็นบุญตา จะได้เรียนรู้จากเจ้าบ้าง”


คนเดียวพูดยังพอว่า แต่ไม่นานก็มีหลายๆคนสนับสนุนวาจาของฮูหยินหลี่ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ชอบดูเรื่องสนุกๆ


ตอนที่ 320: เหอจิ่วเหนียงหมดความอดทน


มีเด็กสาวคนหนึ่งจะช่วยสำทับ ขณะที่อ้าปากเตรียมจะพูด เด็กสาวอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็คว้าแขนห้ามเอาไว้ “เจ้าอย่าได้ตาบอดร่วมวงด้วยเชียวนะ ฮูหยินลู่ท่านนี้ไม่ใช่คนที่เจ้าจะล่วงเกินได้!”


เด็กสาวคนนั้นผงะไปเล็กน้อย รีบถามกลับ “เจ้ารู้จักนางหรือ?”


“ข้าเคยเผลอล่วงเกินนางมาแล้วครั้งหนึ่ง”


คนที่ห้ามปรามเด็กสาวคนนั้นก็คือฉินอวี้ ผู้ที่เคยล่วงเกินเหอจิ่วเหนียงที่ร้านเครื่องประดับก่อนหน้านี้นั่นเอง มารดาของนางไม่สบาย วันนี้นางจึงมาร่วมงานเลี้ยงคนเดียว นางไม่แปลกใจเลยที่เห็นเหอจิ่วเหนียงที่นี่ ทั้งยังรู้สึกว่า ฮูหยินเฉียนจัดงานเลี้ยงในวันนี้ขึ้นก็เพื่อเหอจิ่วเหนียง


นางเรียนรู้แล้วว่าตนไม่สามารถล่วงเกินคนระดับนี้ได้ จึงได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มคน ไม่ว่าคนอื่นจะพูดกันไปทางไหน นางจะไม่สมทบด้วย


ตอนนี้สหายของนางจะเข้าร่วมวง นางจึงต้องตักเตือน


“เมื่อไรกัน?”


สาวน้อยคนนั้นทั้งตกใจและร้อนใจ “เช่นนั้น นางไม่ได้ทำให้เจ้าลำบากใจใช่หรือไม่?”


“เปล่า แต่นางไม่ใช่คนที่พวกเราจะล่วงเกินได้จริงๆ เจ้าจำคำพูดข้าเอาไว้ก็พอ พวกเราอย่าเข้าไปร่วมวงด้วยเลย”


ฉินอวี้กำชับเสียงเบา สหายนางพยักหน้ารับรู้ และละทิ้งความคิดคึกคะนองไปจนสิ้น


ฉินอวี้ถึงแม้ยามอยู่ข้างนอกมักจะวางท่าเย่อหยิ่ง แต่กับคนใกล้ตัวนั้นนางให้ความจริงใจเสมอ เด็กสาวจึงเชื่อคำพูดของนาง


เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็ไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียงแล้ว อย่างไรเสียปกตินางก็เป็นคนที่มักจะจัดการเรื่องต่างๆอย่างเงียบๆ


ดังนั้นนางจึงหันไปมองฮูหยินเฉียน ในที่แห่งนี้ มีเพียงฮูหยินเฉียนเท่านั้นที่รู้สถานะของนาง หากฮูหยินเฉียนคิดจะเข้าข้างนาง จะต้องช่วยพูดแทนนางสักประโยคสองประโยคแน่นอน


ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหอจิ่วเหนียงมีความสามารถแค่ไหน จึงเมินต่อสายตาของนาง ทั้งยังยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่อน้องหลี่พูดถึงขั้นนี้แล้ว น้องลู่ก็อย่าปฏิเสธเลย ที่นี่มีแค่พวกเราคนกันเองทั้งนั้น ไม่มีผลกระทบอะไรหรอก”


วาจานี้ยิ่งเป็นการบอกชัด หากเหอจิ่วเหนียงยังดึงดันปฏิเสธ นั่นก็หมายความว่านางกลัวจริงๆ


คนอย่างเหอจิ่วเหนียงไม่เคยรังแกใครก่อน แต่ก็ไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆเช่นกัน


เห็นฮูหยินผู้ว่าการไม่ช่วย ทั้งยังสนับสนุนอีกฝ่ายด้วยเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวก็พลันสดใสยิ่งขึ้น


“ในเมื่อทุกท่านให้เกียรติข้าถึงขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นข้าขอเชิญทุกท่านมาแสดงความสามารถด้วยกันเถอะ! เอาเช่นนี้ ในฐานะที่ฮูหยินเฉียนเป็นเจ้าภาพ ให้ท่านเป็นคนแสดงคนแรกก็แล้วกันเจ้าค่ะ ให้ทุกคนได้ชื่นชมท่วงท่าการร่ายรำของท่านเป็นเช่นไรเจ้าคะ?”


ด้วยภาพลักษณ์คนไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกที่เหอจิ่วเหนียงสร้างขึ้นในวันนี้ การเอาคืนอย่างชัดเจนขนาดนี้จึงไม่มีใครสัมผัสได้เลย


ที่เหล่าคุณหนูแสดงความสามารถก็เพื่อสร้างความประทับใจต่อบรรดาฮูหยิน เพื่อหาคู่ครองที่ดีให้กับตนเอง แต่หากให้คนรุ่นแม่อย่างเหอจิ่วเหนียงออกไปทำการแสดง ก็เท่ากับว่าสร้างความบันเทิงให้คนเหล่านี้เปล่าๆน่ะสิ


เหอจิ่วเหนียงไม่เคยยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ในเมื่อปฏิเสธไม่สำเร็จ ก็ร่วมเล่นสนุกด้วยเลยแล้วกัน และถือโอกาสนี้ลากพวกนางลงมาด้วย ดูซิว่าพวกนางจะทำเช่นไร


เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด ทันใดนั้นสีหน้าของฮูหยินเฉียนก็เปลี่ยนไป ทั้งยังเปลี่ยนไปมากด้วย รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหุบหายอย่างไร้ร่องรอย


คนอื่นต่างหันมองหน้ากันอย่างตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินลู่จะอาจหาญถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าพูดจาเช่นนี้กับฮูหยินจวนข้าหลวง


สหายของฉินอวี้เหลือบมองคนเตือนตัวเอง ในใจรู้สึกหวั่นกลัวมาก ดูท่าฮูหยินลู่คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆด้วย แม้แต่ฮูหยินผู้ว่าการนางก็ยังไม่ไว้หน้า โชคดีที่เมื่อครู่นางไม่ได้คะนองปากล่วงเกินอะไรไป


เมื่อเห็นฮูหยินจวนผู้ว่าการเงียบไป เหอจิ่วเหนียงก็อดเร่งไม่ได้ “ฮูหยินเฉียนเหตุใดถึงเงียบไปล่ะเจ้าคะ ท่านเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่ามีแต่คนกันเอง เช่นนั้นก็มาแสดงความสามารถด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าคนเดียวไม่สนุกหรอก!”


สีหน้าฮูหยินเฉียนย่ำแย่ยิ่งขึ้น นางไม่กล้าล่วงเกินเหอจิ่วเหนียง จึงได้แต่ฝืนยิ้มพลางกล่าว “ไอ้หยา ข้าอายุมากแล้ว เชิญพวกเจ้าวัยสาวตามสบายเถอะ ข้า…”


“ฮูหยินเฉียนพูดอะไรเช่นนั้น อายุสามสิบกว่าเป็นวัยที่กำลังเจิดจรัสเลยเจ้าค่ะ! ถ้าหากฮูหยินเอาอายุมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธ ข้าคงเสียใจมากจริงๆ”


ขณะที่พูดเหอจิ่วเหนียงยังแสร้งยกมือซับน้ำตาด้วย การกระทำของนางทำให้เสียงโดยรอบเงียบไปทันที


รวมทั้งฮูหยินหลี่ด้วย นางเองก็ตกใจจนอึ้งไปแล้วเช่นกัน


ถึงแม้ปกติแล้วนางกับฮูหยินเฉียนจะไม่ลงรอยกัน แต่ก็ไม่กล้าถึงขั้นทำให้ฮูหยินผู้ว่าการต้องตกอยู่ในสถานการณ์ขายหน้าต่อคนมากมายเช่นนี้ ทว่าฮูหยินลู่กลับทำได้อย่างไม่เกรงกลัว …นางคิดหาเหตุผลในใจได้สองข้อ


หนึ่ง อาจเป็นเพราะฮูหยินลู่สมองมีปัญหา เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่รู้ตัวอีกว่าตัวเองกำลังล่วงเกินผู้ว่าการเมือง 


หรือไม่ก็เป็นเพราะฮูหยินลู่มีสถานะไม่ธรรมดา แม้แต่ฮูหยินผู้ว่าการก็ทำอะไรนางไม่ได้


จากที่ฮูหยินหลี่รู้จักฮูหยินเฉียนมา …มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเหตุผลที่สอง


ฮูหยินเฉียนเป็นคนอ่อนโยน ใจกว้าง ทั้งยังฉลาด ขณะเดียวกันก็เป็นคนระมัดระวังตัวสูง หากคนที่มีสถานะต่ำกว่าหรือแม้แต่ทัดเทียมมาพูดเช่นนี้กับตัวเองก็ต้องสั่งคนให้ไล่ออกไปนานแล้ว แต่ตอนนี้นางไม่เพียงไม่ไล่ฮูหยินลู่ออกไป แต่ยังยิ้มสู้สถานการณ์อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเสียแล้ว


ตระหนักได้ดังนั้น ฮูหยินหลี่จึงทำเพียงรอดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ ในใจภาวนาอย่าให้เรื่องซวยมาถึงนาง บัดนี้นางนึกเสียใจทีหลังแล้ว เหตุใดเมื่อครู่นางถึงคะยั้นคะยอให้ฮูหยินลู่แสดงความสามารถให้ได้กันนะ


ในขณะเดียวกัน ฮูหยินจวนข้าหลวงเองก็รู้สึกเสียใจทีหลังเช่นกัน


นางแค่อยากให้เหอจิ่วเหนียงแสดงอำนาจของตัวเองออกมา นี่นางผิดหรือ ไม่นึกเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะทำให้นางตกอยู่ในสถานการณ์น่าอายเช่นนี้ แต่เมื่อใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้ว ที่ตนพูดเช่นนั้นออกไปก็ไม่ถูกจริงๆ เป็นเพราะนางเองที่ทำให้ฮูหยินลู่อึดอัดก่อน ดังนั้นจึงยิ้มพลางกล่าว “ไอ้หยา เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของพวกเด็กๆเขาทำกัน พวกเราโตๆกันแล้ว ไม่ต้องทำหรอกนะ พวกเรา…”


“จะไม่ทำได้อย่างไรเจ้าคะ ฮูหยินเฉียน ท่านบอกเองว่าพวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้น ในเมื่อเป็นคนกันเอง ฮูหยินก็อย่าปฏิเสธเลยเจ้าค่ะ พวกเราก็อยากชื่นชมความงดงามของฮูหยินเหมือนกัน”


พูดถึงตรงนี้เหอจิ่วเหนียงก็หันหน้าไปเลิกคิ้วกับฮูหยินหลี่ “ฮูหยินหลี่ ท่านเห็นด้วยหรือไม่?”


ฮูหยินหลี่ขึ้นไปขี่หลังเสือแล้วก็ลงยาก นึกไม่ถึงเลยว่านางสารเลวนี่จะปากคอเราะรายถึงเพียงนี้ ลากพวกนางให้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากไปด้วย


ตอนนี้ไม่ว่านางจะตอบเช่นไรก็ไม่เหมาะสมทั้งสิ้น หากตอบว่าใช่ ก็จะเป็นการหักหน้าฮูหยินจวนผู้ว่าการเมือง อย่างไรเสีย เมื่อครู่นางก็เป็นคนช่วยพูดสนับสนุนตนให้ฮูหยินลู่ลงมาทำการแสดง แต่หากตอบว่าไม่ การแสดงความสามารถที่ว่านี้ก็เป็นนางกับบุตรสาวที่เสนอ เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการตบหน้าตัวเองน่ะสิ


เหอจิ่วเหนียงดูออกว่าคนกลุ่มนี้มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จึงได้แต่ยิ้มบางๆ นางคิดในใจ ‘ข้าก็นั่งกัดคอเป็ดของข้าเงียบๆแท้ๆ พวกเจ้าดื้อดึงจะทำให้ข้าลำบากใจอยู่ได้ ในเมื่ออยู่ดีๆกันไม่ได้ เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะรอด!’


เจ้าภาพงานเลี้ยงถึงเวลาตัดสินใจ จึงกล่าวออกมา “ก็ได้ เช่นนั้นงานเลี้ยงวันนี้ก็ถือซะว่าเป็นงานเลี้ยงแสดงความสามารถก็แล้วกัน คนที่แสดงความสามารถโดดเด่นที่สุด ข้าจะ…ข้าจะให้ปิ่นหยกมรกตอันนี้เป็นรางวัล!”


ขณะนั้นนางก็ดึงปิ่นบนศีรษะออกมา ปิ่นหยกมรกตคุณภาพยอดเยี่ยม มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าราคาไม่ธรรมดา


เห็นชัดว่า งานวันนี้ฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองทุ่มสุดตัว


เหอจิ่วเหนียงปรบมือ “ดี! ฮูหยินช่างตรงไปตรงมาจริงๆ เชิญฮูหยินเจ้าค่ะ”


นางทำท่าเชื้อเชิญด้วยความเบิกบานอย่างมาก ทว่ายังแฝงการบีบบังคับด้วยเล็กน้อย คุณหนูเฉียนทนดูไม่ไหวแล้ว เตรียมจะพูดอะไรสักหน่อย แต่ก็ถูกผู้เป็นมารดาห้ามเอาไว้


ผู้ทำการแสดงคนแรกปรับอารมณ์ให้สงบลง แล้วเอ่ยขึ้น “ชุดของข้าค่อนข้างหนัก ข้าขอไปเปลี่ยนชุดที่เบาสบายกว่านี้สักครู่ ถ้าหากมีใครอยากเปลี่ยนก็ไปเตรียมตัวเถอะ เวลาหนึ่งถ้วยชา พวกเราค่อยเริ่มทำการแสดงกัน!”


จบตอน

Comments