single mom ep321-330

ตอนที่ 321: กำเริบเสิบสานที่สุด


ทุกคนย่อมพูดอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แม้แต่ฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองก็ต้องลงมาทำการแสดง แล้วพวกนางมีเหตุผลใดจะปฏิเสธได้กัน


อย่างไรเสีย ศิลปะทั้งสี่แขนงทุกคนก็ผ่านการเรียนรู้มาแล้ว แม้จะไม่ได้เก่งนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้ตัวเองขายหน้า


หลังจากสตรีสูงศักดิ์ทุกคนเตรียมตัวเสร็จ การแสดงก็ได้เริ่มขึ้น โดยมีฮูหยินเฉียนเป็นคนเริ่มก่อนตามที่ตกลงกันไว้


เหอจิ่วเหนียงนั่งแทะคอเป็ดท่าทางสบายๆ ทว่ายังคงสง่างาม ดูฮูหยินผู้ว่าการเต้นรำอยู่กลางโถงใบหน้าแข็งทื่อ


อาจเป็นเพราะพวกนางไม่ได้เต้นระบำมาหลายปี ท่วงท่าจึงดูแข็งทื่อเล็กน้อย ทั้งยังทำท่าผิดอีกด้วย นอกจากเหอจิ่วเหนียงแล้ว ทุกคนล้วนก้มหน้าก้มตากินอาหารของตัวเอง ไม่กล้ามองฮูหยินเฉียนแม้แต้นิดเดียว เพราะกลัวจะทำให้นางขุ่นเคือง


ผิดกับเหอจิ่วเหนียง นางจับจ้องการแสดงของฮูหยินผู้ว่าการไม่วางตา เมื่อเห็นนางระบำผิดก็ส่งเสียงชิชะด้วยความดูถูก เสียงชิชะของนางกระทบโสตประสาทของทุกคน


นี่เป็นการกำเริบเสิบสานที่สุด!


เยว่เยี่ยนถามนายหญิงด้วยความกังวล “ฮูหยิน ทำเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเราล่วงเกินจวนผู้ว่าการเมืองโดยสมบูรณ์ วันข้างหน้าจะเป็นเช่นไรต่อเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงยักไหล่พลางเอ่ยอย่างไม่แยแส “เมื่อครู่พวกเจ้าก็เห็นว่าพวกนางล่วงเกินข้าก่อน ข้านั่งกินของข้าเงียบๆเสร็จก็จะกลับ แต่พวกนางเอาแต่กัดข้าไม่ปล่อยเจ้าไม่เห็นหรือ ข้าก็จะไม่ปล่อยให้พวกนางอยู่อย่างสงบเหมือนกัน นี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าเคยบอกพวกเจ้าก่อนหน้า พวกเราจะไม่รังแกคนอื่นก่อน แต่ถ้าใครมารังแกเรา เราก็ต้องตอบโต้ ตอบโต้กลับไปเป็นสองเท่า! เข้าใจหรือไม่?”


สาวใช้ทั้งสองพยักหน้าหงึกหงัก วันนี้พวกนางได้เห็นฤทธิ์เดชของฮูหยินแล้ว ตอนแรกยังนึกกังวลว่าฮูหยินจะถูกรังแก นึกไม่ถึงเลยว่านางจะตอบโต้ด้วยวิธีเช่นนี้ นับถือฮูหยินยิ่งนัก!


การเต้นระบำใช้เวลาไม่นาน แต่ฮูหยินเฉียนกลับรู้สึกราวกับว่าเวลาผ่านไปหลายร้อยปีแล้วก็มิปาน เหตุใดถึงยังไม่จบอีก!


เมื่อดนตรีจบลงนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่ โชคดีที่บุตรสาวรีบมาช่วยประคอง ไม่อย่างนั้นนางคงล้มไปกับพื้นเป็นแน่


“ดี เยี่ยม!”


เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงให้กำลังใจและปรบมือดัง ท่าทางของนางไม่ต่างจากพวกบุรุษที่ไปเที่ยวในหอคณิกาเลย


สีหน้าของฮูหยินเฉียนคล้ำทะมึนด้วยความโกรธ อยากระบายโทสะแต่ก็ไม่กล้า จึงได้แต่ข่มเอาไว้ และกลับไปนั่งที่นั่งของตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงอดเร่งฮูหยินหลี่ไม่ได้ “พี่หลี่ เร็วสิเจ้าคะ เหตุใดยังนิ่งอยู่อีกล่ะ!”


ฮูหยินหลี่สะดุ้งโหยง ไม่นึกว่าตนเองก็ต้องออกไปด้วย


แต่ด้วยรูปร่างของนางที่อ้วนท้วน หากให้เต้นรำนั้นไม่ได้แน่นอน นางจึงหาทางรอดอย่างเก้ๆกังๆ “เช่นนั้นให้ข้าวาดภาพก็แล้วกันนะ”


พูดจบก็ให้สาวใช้ข้างกายไปเตรียมอุปกรณ์มา ตอนนี้นางไม่กล้ามองหน้าฮูหยินเฉียนเลย เอาแต่ก้มหน้าตลอดเวลา และพยายามทำเหมือนตัวเองไม่มีตัวตน


ทว่าในความเป็นจริง วันนี้ถือว่านางได้ล่วงเกินฮูหยินจวนผู้ว่าการเมืองโดยสมบูรณ์แล้ว ทั้งยังล่วงเกินฮูหยินลู่ด้วย


สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือ นางยังไม่รู้เลยว่าฮูหยินลู่ผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เห็นท่าทางอ่อนน้อมของฮูหยินเฉียนที่มีต่ออีกฝ่าย… ดูเหมือนว่าตัวนางได้ล่วงเกินคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าเสียแล้ว


เหงื่อเย็นผุดพรายบนฝ่ามืออวบ ในหัวคิดหาทางแก้ไขปัญหาเร็วจี๋ แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ดูเหมือนจะไร้หนทางเสียแล้ว


สาวใช้รีบนำอุปกรณ์วาดภาพมาวางตรงกลางห้องโถง ฮูหยินหลี่ออกมาและเริ่มทำการแสดง


ทักษะการวาดภาพของนางไม่ดีเอาเสียเลย เรียกว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดินก็ไม่เกินจริงด้วยซ้ำ เป็นเพราะมือของนางสั่นอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากความกังวล ทำให้ผลงานออกมาไม่ดีเท่าไร


เหอจิ่วเหนียงได้โอกาสอันดี “พี่หลี่ตื่นเต้นอะไรหรือเจ้าคะ ฮูหยินเฉียนก็บอกแล้วว่าทุกคนต่างก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น อยู่ต่อหน้าคนกันเองก็ผ่อนคลายหน่อยสิเจ้าคะ”


เมื่อเห็นนางจับผิดฮูหยินหลี่ ฮูหยินเฉียนก็รู้สึกสะใจขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล อย่างน้อยเหอจิ่วเหนียงก็ชมนางตอนที่นางเต้นรำเมื่อครู่ ไม่ได้วิจารณ์ให้นางอับอายเช่นนี้


เห็นได้ชัดว่านางเกลียดชังฮูหยินหลี่มาก แค่ไม่แสดงออกมาเท่านั้นเอง


ฮูหยินเฉียนทั้งรู้สึกเสียใจทีหลังทั้งคับข้องใจ นางคิดว่าฮูหยินหลี่เพิ่งมาอยู่จิงโจว ต่อให้ตำแหน่งของสามีนางจะสูงกว่าสามีตน แต่ก็คงไม่ทำอะไรตามใจต่อหน้าคนมากมาย นึกไม่ถึงว่านางจะไม่เห็นทุกคนอยู่ในสายตา


สิ่งที่น่าโมโหคือ ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนางระดับสาม และยังเป็นหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นที่เฉินอ๋องไว้ใจที่สุด เผชิญหน้ากับหน่วยหั่วอวิ๋น สามีของพวกนางก็เป็นแค่ฝุ่นผงไร้อำนาจ


ฮูหยินหลี่ถูกเหอจิ่วเหนียงทักเช่นนั้นมือไม้ก็สั่นแรงขึ้น บัดนี้ไม่รู้เลยว่าภาพดอกไม้ที่นางต้องการวาดคือดอกไม้ชนิดใด นางวาดกลีบดอกเพียงไม่กี่กลีบก็หยุดปลายพู่กันลง


คนตัวสั่นที่อยู่กลางโถงเงยหน้าขึ้นด้วยความประดักประเดิด พูดกับทุกคน “ข้าไม่ได้วาดภาพมาหลายปีแล้ว วาดต่อไม่ได้จริงๆ ข้าไม่ทำเรื่องน่าอายต่อหน้าทุกคนแล้วละ”


ในที่สุดนางก็เก็บความ.อวดดีของตนเองลงไปได้ ท่าทางของนางตอนนี้สุภาพมากขึ้น ดูเหมือนว่านางจะสำนึกผิดแล้วจริงๆ


แต่เหอจิ่วเหนียงมีหรือจะปล่อยไปง่ายๆ นางเช็ดมือแล้วลุกขึ้น เดินนวยนาดไปที่กลางโถงเพื่อดูภาพวาด จากนั้นก็ส่งเสียงจุปากอีกครั้ง


“จุๆๆ ฝีมือการวาดภาพของพี่หลี่ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย วันนี้นับว่าเป็นการเปิดโลกให้ข้าจริงๆ”


วาจาช่างไร้ความปรานียิ่งนัก แต่ฮูหยินหลี่ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำ


ทว่ายังมีคนที่หูดับตาบอดผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับฮูหยินหลี่ อยากถือโอกาสนี้ประจบประแจงฮูหยินหลี่ จึงยืนขึ้นพูดแทนนาง


“ฮูหยินลู่ ฮูหยินหลี่ก็บอกเหตุผลไปแล้วว่าไม่ได้วาดมานานเลยวาดออกมาได้ไม่ดี เหตุใดต้องบีบบังคับกันเช่นนี้ด้วย?”


เหอจิ่วเหนียงหันไปสนใจฮูหยินผู้นั้นทันที ดูแล้วอายุใกล้เคียงกับฮูหยินหลี่ ทั้งสองนั่งโต๊ะใกล้กัน ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่เลวเลย มิน่าล่ะ ถึงได้ออกหน้าแทนเช่นนี้


นางตอบ “ที่แท้พวกท่านก็รู้จักคำว่าบีบบังคับด้วยหรือ  ข้าคิดว่าไม่รู้จักซะอีก! เมื่อครู่พวกท่านเป็นคนบังคับให้ข้าทำการแสดงเองไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงลืมเร็วนักล่ะ?”


ฮูหยินผู้นั้นต้องการตอบโต้ แต่พอคิดแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เพราะความจริงแล้วก็เป็นพวกนางเองที่กดดันให้นางแสดงความสามารถ


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “ทำไมล่ะ ไม่รู้จะพูดเช่นไรแล้วใช่หรือไม่? พวกท่านแต่ละคนอยู่ระดับนี้แล้วยังอยากหาเรื่องข้าอีกหรือ ในเมื่อฮูหยินท่านนี้กล้าออกมาพูดแทนฮูหยินหลี่ เช่นนั้นคนที่แสดงความสามารถคนต่อไปก็คือท่านแล้วกัน แสดงความสามารถของท่านให้ทุกคนดูเถอะ!”


“นี่เจ้า!”


ฮูหยินผู้นั้นโกรธมากจนเกือบสบถออกมา แต่ถูกฮูหยินหลี่หันไปส่งสายตาห้ามไว้


นางยิ่งช่วยเรื่องก็ยิ่งไปกันใหญ่ หากไม่หยุดอีกละก็ หายนะมาเยือนแน่


ฮูหยินหลี่ส่งสายตาให้ยอมรับ สุดท้ายฮูหยินผู้นั้นก็ต้องออกมาเต้นรำกลางห้องโถงอย่างเลี่ยงไม่ได้ รูปร่างของนางค่อนข้างเพรียวบาง การเคลื่อนไหวไม่ได้แข็งทื่อเหมือนฮูหยินเฉียน ถือว่าเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในสามคนแรกที่ออกมา


เหอจิ่วเหนียงชื่นชมจากใจ แต่คนถูกชมกลับกลอกตา และแสดงออกชัดว่าไม่ต้องการ


หลังจากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็กวาดตามองทุกคน และชี้สองสามคนที่จงใจร่วมวงแกล้งนางให้ออกมาทำการแสดง


การแสดงของแต่ละคนดูไม่ได้เอาซะเลย เหอจิ่วเหนียงสะใจจริงๆ


หลังจากที่ทุกคนทำการแสดงหมดแล้ว ก็มีคนรีบร้องถามด้วยความไม่พอใจ “พวกเราแสดงความสามารถกันครบแล้ว แล้วเจ้าล่ะ?”


ตอนที่ 322: ขยี้ให้แหลก


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองคนพูด มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเรียบๆ “กลัวข้าหนีหรืออย่างไร?”


“นี่เจ้า!”


คนผู้นั้นไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ


ดูจากสีหน้าของฮูหยินเฉียนและฮูหยินหลี่ก็รู้ว่าวันนี้พวกนางเจอดีเข้าให้แล้ว ฮูหยินหลี่หาใช่คนอ่อนแออย่างที่พวกนางจินตนาการเอาไว้


ขืนนางต่อปากต่อคำอีกสองสามคำ สามีนางมีหวังถูกลงโทษในตำแหน่งอย่างไม่อาจเลี่ยงได้แน่


เหอจิ่วเหนียงคร้านจะสนใจ จึงหันไปมองคุณหนูหลี่ที่เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีให้นางออกไปแสดงความสามารถในตอนต้น ก่อนจะเอ่ยอย่างช้าๆ “บทเพลงที่คุณหนูหลี่บรรเลงเมื่อครู่คงจะเป็นบทเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ กระมัง…บอกตามตรง ฝีมือการบรรเลงของเจ้าก็ไม่เท่าไร ถ้าไม่เห็นแก่ที่เจ้าอายุยังน้อย ข้าคงวิจารณ์ไปแล้ว


นับว่าเจ้าตาถึงมากที่อยากให้ข้าแสดงเป็นตัวอย่างให้ดู เช่นนั้นเจ้าก็ตั้งใจดูให้ดีล่ะ”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็บอกให้เยว่เยี่ยนกับเยว่ซูไปหาพิณมาวางกลางห้องโถง นางลุกเดินไป และนั่งลงช้าๆ ดีดสายพิณเพื่อทดสอบเสียง จากนั้นนิ้วเรียวยาวก็ร่ายไปบนสาย เสียงทำนองเพลงดังขึ้น


บทเพลง ‘ภูผาสูงสายน้ำไหล’ พรรณาถึงภูผาที่สูงตระหง่าน ยิ่งใหญ่ ส่วนสายน้ำไหลสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงนับหมื่นพัน มีทั้งสายน้ำที่ไหลเชี่ยว แม่น้ำสายใหญ่ และน้ำตกที่ซัดสาด บทเพลงนี้ทรงพลังและมีคุณค่า ท่วงทำนองลึกซึ้ง ทำให้คนรู้สึกราวกับตัวเองอยู่ในบทเพลงนั้น


บทเพลงนี้การเล่นค่อนข้างซับซ้อน คุณหนูหลี่บรรเลงฉบับง่าย และยังมีบรรเลงผิดเพี้ยนอยู่บ้าง ผู้ที่เข้าใจเสียงสัมผัสของดนตรีถึงจะฟังออก


แต่เหอจิ่วเหนียงบรรเลงในแบบฉบับที่ซับซ้อนที่สุด นิ้วทั้งสิบไม่มีนิ้วใดอยู่นิ่งเลย จากความน่าเกรงขามราวกับคลื่นโหมกระหน่ำเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวล และจากความนุ่มนวลพลันเปลี่ยนเป็นคลื่นพายุอีกครั้ง สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่มือของนางจนตาพร่ามัว


อารมณ์ของทุกคนจากดูถูกกลายเป็นตกตะลึง และตอนนี้ก็นึกหวั่นกลัวจนอุทานในใจซ้ำๆว่า จบเห่แล้ว จบเห่แล้ว


ทว่าความจริงแล้วเหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดจะจัดการพวกนางด้วยอำนาจเลย เพียงแค่แสดงความสามารถให้ทุกคนได้เห็นเท่านี้ในวันนี้ก็นับว่าสามารถบดขยี้ทุกคนให้แหลกได้แล้ว!


ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนมีความสามารถแต่ก็แค่ประมาณหนึ่ง เมื่อเทียบกับระดับของเหอจิ่วเหนียงแล้ว ช่างห่างชั้นกันยิ่งนัก


และตอนนี้ปัญหาที่พวกนางต้องเผชิญก็คือ เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงมีความสามารถเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าสถานะก็สูงกว่าพวกนางด้วย! 


พวกนางจะทำเช่นไรดี!


เมื่อเหอจิ่วเหนียงแสดงจบ ก็หันไปถามคุณหนูหลี่ที่ตกตะลึงจนตัวแข็งค้างไปแล้ว “ฟังแล้วเข้าใจหรือยัง พอจะเรียนรู้ได้หรือไม่?”


คุณหนูหลี่ไม่กล้าเปล่งวาจา นางเข้าใจแล้ว บรรเลงได้ไพเราะมากจริงๆ แต่หากจะให้นางเรียนรู้ได้เลยจากการรับชมแค่ครั้งเดียวไม่มีทางเป็นไปได้


ท่านอาจารย์หญิงที่จวนนางเชิญมาสอนก็บรรเลงเป็นแต่แบบฉบับง่ายเท่านั้น ทั้งยังบอกว่าบทเพลงฉบับเต็มไม่มีการสืบทอดกันต่อแล้ว ทว่าฮูหยินลู่กลับบรรเลงฉบับเต็มได้ …หรือว่านางจะเป็นผู้สืบทอดบทเพลงนี้?


ถ้าหากฮูหยินลู่เป็นผู้สืบทอดบทเพลงนี้จริง นั่นก็หมายความว่า นางกำลังดูถูกตนที่บรรเลงไปเพียงครึ่งเพลงก่อนหน้านี้อย่างนั้นหรือ?


เมื่อคิดได้ดังนี้ ดวงตาของเด็กสาวก็แดงก่ำขึ้นด้วยความโกรธ


*แปะๆๆ*


คนที่ปรบมือเป็นคนแรกคือฮูหยินเฉียน นางดึงสติกลับมาจากความตกตะลึงได้แล้ว เพื่อกอบกู้สถานการณ์ที่ทำเรื่องโง่เขลาไปก่อนหน้านี้ สีหน้าของนางในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความเอาอกเอาใจ


“น้องลู่ต่างหากที่เก่งกาจที่สุด! การแสดงของพวกเราเมื่อเทียบกับของน้องลู่แล้วเทียบไม่ติดเลยสักนิด!”


เพียงไม่นานลมก็เปลี่ยนทิศมาทางเหอจิ่วเหนียง พวกฮูหยินและคุณหนูที่ดูถูกนางก่อนหน้าต่างหันมาเลียแข้งเลียขายกยอปอปั้น ราวกับคนที่พูดจาทำร้ายนางเมื่อครู่ไม่ใช่พวกนางอย่างไรอย่างนั้น


อย่างที่บอกว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้จะคิดบัญชีกับคนเหล่านี้ และไม่อยากข้องเกี่ยวด้วยอีก ถึงกระนั้นละครเล่นแล้วก็ต้องเล่นให้จบ นางแสร้งยิ้มพลางบอกกับทุกคน “งานเลี้ยงวันนี้ถือเป็นการเปิดโลกให้ข้าจริงๆ ข้าสนุกมาก อีกไม่กี่วันข้าก็จะจัดงานเลี้ยงที่จวนเหมือนกัน อยากถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกับทุกคนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง วันนั้นทุกคนต้องมาให้ได้นะเจ้าคะ มาสนุกด้วยกันที่สวนซีสุ่ย!”


สวนซีสุ่ย!


นอกจากฮูหยินเฉียนและฉินอวี้ที่รู้จักเหอจิ่วเหนียงมาก่อนแล้ว คนอื่นๆ เมื่อได้ยินสามคำนี้ก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที บางคนอาศัยอยู่บริเวณรอบสวนซีสุ่ย แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่ามีคนเข้ามาอาศัยในสวนซีสุ่ยแล้ว 


สีหน้าของแต่ละคนบัดนี้เรียกได้ว่า เยี่ยมจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงมองปฏิกิริยาของพวกนางด้วยความพึงพอใจ ชื่นชมตัวเองในใจว่าวันนี้เล่นละครได้สุดยอด


อันที่จริงนางไม่ได้อยากเสแสร้ง และไม่อยากมีเรื่องกับทุกคนจนหมดสนุกเช่นนี้ แต่คนพวกนี้พยายามจะยั่วยุนางให้ได้ เช่นนั้นก็อย่าโทษที่นางต้องปกป้องตัวเอง


หลังจากทำทุกคนสีหน้าย่ำแย่ เหอจิ่วเหนียงล้วงเอาตั๋วสองใบออกมาให้ฮูหยินเฉียนและฮูหยินหลี่คนละใบ แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ฮูหยินทั้งสองชอบกินเป็ดดำลู่มาก ทั้งยังให้คนในจวนไปต่อแถวซื้อตั้งแต่เช้าอีก มันเสียเวลามากใช่หรือไม่เจ้าคะ ต่อไปให้เอาตั๋วนี่ไปที่ร้าน ไม่เพียงไม่ต้องต่อแถวเท่านั้น แต่ยังมีส่วนลดให้พวกท่าน หรือไม่ก็มีของขวัญเล็กๆน้อยๆมอบให้ด้วยเจ้าค่ะ”


ฮูหยินทั้งสองตกตะลึง มองตั๋วในมือที่สลักอักษรเล็กๆว่า ‘เป็ดดำลู่’ จนตาแทบถลน


ฮูหยินลู่สนิทกับเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่อย่างนั้นหรือ?


เอ๊ะ! ไม่สิ แซ่ลู่เหมือนกัน หรือว่าจะเป็นญาติกัน?


ฮูหยินหลี่กระอักกระอ่วนจนแทบจะสำรอกเสียให้ได้ เมื่อครู่เพิ่งเยาะเย้ยอีกฝ่ายไปว่าอ่อนต่อโลก ไม่เคยกินอาหารขึ้นชื่อของจิงโจว ที่แท้นางต่างหากที่เป็นตัวตลกซะเอง!


“วันนี้ข้าต้องขอตัวก่อนแล้วเจ้าค่ะ พอดียังมีธุระต้องทำ อาหารวันนี้อร่อยมาก งานเลี้ยงก็สนุกมากเช่นกัน ไว้พบกันที่สวนซีสุ่ยนะเจ้าคะ”


พูดจบเหอจิ่วเหนียงก็พาสาวใช้ทั้งสองเดินออกไปด้วยท่วงท่าผ่าเผย ฝีเท้าว่องไวไม่ยืดยาด ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน กระทั่งแผ่นหลังบางลับสายตา เหลือไว้เพียงภาพที่ตราตรึงในใจทุกคน


“ฮูหยินเฉียน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจะยังไม่บอกความจริงกับพวกเราอีกหรือ นางอาศัยอยู่ในสวนซีสุ่ยหรือ?”


ฮูหยินหลี่ถามขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงไม่ดุดัน ไหนๆวันนี้ก็ล่วงเกินฮูหยินจวนผู้ว่าการไปแล้ว จะแตกหักก็แตกหักไป คนที่ไม่ควรล่วงเกินที่สุดก็ล่วงเกินไปแล้ว นางยังมีอะไรต้องระวังอีก


“นั่นสิ ฮูหยินเฉียน ท่านบอกพวกเรามาเถอะเจ้าค่ะ ตกลงแล้วฮูหยินลู่ท่านนี้เป็นใครกันแน่ ไม่เคารพคนอื่นก็เรื่องหนึ่ง แต่คาดไม่ถึงด้วยว่านางอาศัยอยู่ในสวนซีสุ่ย! สวนซีสุ่ยเป็นถึงคฤหาสน์ที่ดีที่สุดของท่านอ๋องเชียวนะเจ้าคะ!”


คนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบสวนซีสุ่ยล้วนเป็นผู้ลากมากดี แค่คิดก็รู้แล้วว่าคนที่อาศัยอยู่ในสวนซีสุ่ยต้องมีอำนาจมากเพียงใด


“ตอนแรกข้าก็บอกพวกเจ้าไปแล้วว่างานเลี้ยงวันนี้จัดเพื่อนาง เหตุใดพวกเจ้าไม่เห็นถึงความตั้งใจของข้า?”


ฮูหยินเฉียนถอนหายใจ แสดงความขมขื่นออกมา


ฮูหยินหลี่กลอกตามองบนทันที “ในเมื่อฮูหยินเฉียนรู้อยู่แล้วว่าฮูหยินลู่เป็นใคร เหตุใดถึงล่วงเกินนางล่ะ ฮูหยินควรเตือนพวกเราถึงจะถูก!”


ทุกคนเห็นด้วยกับวาจาของฮูหยินหลี่ พวกนางไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่ฮูหยินเฉียนรู้ทั้งรู้แต่ก็ล่วงเกิน ทำเช่นนี้เพราะเหตุใด


ได้ยินดังนั้นฮูหยินเฉียนก็ยิ่งขมขื่น “ข้าก็แค่อยากหยอกล้อนางด้วยความเอ็นดูเท่านั้นเอง คิดไม่ถึงว่านางจะโกรธ…”


ตอนที่ 323: รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก


ได้ฟังคำตอบของฮูหยินจวนผู้ว่าการเมือง ทุกคนก็รู้สึกหมดคำพูดในบัดดล


บอกได้คำเดียวว่าฮูหยินเฉียนพลาดแล้ว นางไม่เคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ผู้มีตำแหน่งใหญ่กว่าสามารถข่มผู้น้อยให้ตายได้’ หรืออย่างไร


“แล้วตกลงสามีของฮูหยินลู่เป็นใครกัน เหตุใดถึงอยู่ในสวนซีสุ่ยได้ เรื่องใหญ่ขนาดนี้เหตุใดพวกเราถึงไม่รู้เลยล่ะเจ้าคะ?”


“นั่นสิ ดูเหมือนจะอยู่มาสักระยะแล้วด้วย แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร นี่พวกนางไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเลยสักนิด!”


“เจ้าพูดอะไรกัน นางก็ไม่ได้เห็นพวกเราอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่ทำกับพวกเราเช่นนี้หรอก!”


“เฮ้อ จะว่าไปเรื่องวันนี้ก็เป็นพวกเราที่ทำไม่ดี คิดแค่จะใช้อำนาจข่มเหงคนมาใหม่ แต่สุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ โดนกันเสียเอง”


ทุกคนต่างพากันถอนหายใจ ฮูหยินหลี่เอ่ยถามอีก “ฮูหยินเฉียน ตกลงแล้วฮูหยินลู่เป็นใครกันแน่?”


ถามไปหลายครั้งแล้วฮูหยินเฉียนก็ยังไม่ยอมปริปากเสียที ฮูหยินหลี่ไม่เข้าใจจริงๆ เรื่องถึงขั้นนี้แล้วยังมีอะไรที่พูดไม่ได้อีก!


ทว่าความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ใช่ว่าฮูหยินเฉียนไม่อยากบอก แต่เมื่อครู่เปลี่ยนเรื่องไปนางก็เลยลืม


ตอนนี้เมื่อได้ยินคำถามอีกครั้ง ฮูหยินเฉียนก็ถอนหายใจออกมาอีกหน ก่อนจะเอ่ยตอบ “ใต้เท้าลู่สามีนางไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นคนสนิทของท่านอ๋อง สร้างคุณูปการมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เป็นขุนนางระดับสาม และเป็นแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น”


แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น!


ทุกคนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆด้วยความตกใจ ระดับแม่ทัพหน่วยรบของเฉินอ๋อง คนทั่วไปจะสามารถเป็นได้อย่างนั้นหรือ


แน่นอนว่าไม่มีทางเด็ดขาด!


ฮูหยินเฉียนบอกเล่าต่อ “ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ใต้เท้าลู่อายุยังน้อย เพิ่งจะยี่สิบต้นๆเอง สามีข้าบอกว่าเขายังมีอนาคตอีกยาวไกล ด้วยอายุและความสามารถ เขายังมีโอกาสเลื่อนขั้นไปอีกหลายก้าว”


“เฮือก!”


ทุกคนสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจอีกครั้ง เก่งกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ!


ฮูหยินหลี่บัดนี้สีหน้าเหมือนสีผัก ระดับแม่ทัพของหน่วยหั่วอวิ๋น เทียบกับสามีนางก็คือหัวหน้าสามีนาง!


หลายวันก่อนสามีนางพูดถึงหัวหน้าหน่วยที่มาใหม่ แต่นางไม่รู้ว่าเป็นใคร หลักๆรู้แค่ว่าใต้เท้าท่านนั้นได้รับบาดเจ็บ ปกติมักเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร สามีจึงยังไม่มีโอกาสได้พบ 


ไม่คิดเลยว่าวันนี้นางทำความผิดครั้งใหญ่เสียแล้ว!


“แล้วนางมีความสัมพันธ์อะไรกับร้านเป็ดดำลู่หรือเจ้าคะ เหตุใดไม่ต้องต่อแถว แถมยังซื้อได้ไม่จำกัดด้วย?”


คุณหนูคนหนึ่งอดถามเรื่องนี้ไม่ได้ นางไม่สนใจว่าตอนนี้ใครจะรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเรื่องในวันนี้นางไม่ได้ร่วมวงด้วย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างฮูหยินลู่กับร้านเป็ดดำลู่นางต้องหาคำตอบให้ได้ เพราะนางก็อยากได้ตั๋วแบบฮูหยินเฉียนสักใบเช่นกัน ไม่ต้องต่อแถว ซื้อได้จำนวนไม่จำกัด… สวรรค์ ช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน!


คำถามนอกประเด็นของเด็กสาวดึงดูดสายตาของทุกคนไปที่นางทันที ตอนนี้หลายคนต่างกังวลเรื่องตำแหน่งของสามีตัวเอง ใครจะมีกะจิตกะใจคิดเรื่องกินได้อีกกัน นางถามเรื่องนี้ขึ้นมาในตอนนี้ ทุกคนต่างนึกตำหนิในใจ


ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรก็หุบปากไปซะ!


เมื่อเห็นสายตาทุกคู่ที่จับจ้องมา คุณหนูคนนั้นก็เกิดความรู้สึกผิด และรีบพูดขึ้น “ขะ ข้า… ข้าก็แค่ถามเจ้าค่ะ…”


ฮูหยินเฉียนถลึงตาใส่นางอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะกล่าวกับทุกคน “งานเลี้ยงวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้แล้วกันนะ ข้ารู้สึกเหนื่อยแล้ว ขอไม่ส่งทุกคน”


งานเลี้ยงจวนผู้ว่าการเมืองในวันนี้ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับพร้อมกับความเครียดและจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


หากตอนแรกพวกนางไม่ไปล่วงเกินฮูหยินลู่ในศาลานั่น หรือตอนที่สองแม่ลูกแซ่หลี่ท้าทายฮูหยินลู่พวกนางไม่ร่วมวงด้วย ตอนนี้ก็คงไม่ต้องอกสั่นขวัญแขวนเช่นนี้


น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีหนทางให้ย้อนกลับ สุดท้ายพวกนางก็ทำผิดไปแล้ว ทำได้แค่รอดูว่าฮูหยินลู่จะเอาเรื่องวันนี้ไปบอกใต้เท้าลู่หรือไม่ และต้องรอดูว่าใต้เท้าลู่จะยอมปล่อยสามีของพวกนางหรือไม่


ในกลุ่มสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้ มีเพียงฉินอวี้และจางฉิงฉิง สหายของนางที่ออกมาด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ ระหว่างทางกลับจวน จางฉิงฉิง.อดทอดถอนใจไม่ได้ “อวี้เอ๋อร์ โชคดีนะที่วันนี้เจ้าเตือนข้า ไม่อย่างนั้นข้าต้องหาเรื่องเดือดร้อนให้ท่านพ่อกับท่านพี่แน่ ถึงแม้ท่านพ่อจะตามใจข้ามาก แต่ถ้าหากข้าล่วงเกินคนใหญ่คนโตเช่นนี้ ท่านพ่อต้องลงโทษข้าแน่”


ฉินอวี้ยิ้มบางๆ ก่อนกล่าว “ก็เหมือนกับพ่อข้า ตอนที่ข้าล่วงเกินฮูหยินลู่ พ่อข้าพาข้าไปขอโทษนางถึงที่ มอบของชดเชยให้ไปไม่น้อย ฮูหยินลู่ดูเหมือนจะไม่ยอมคน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่คนเลวร้ายเลย นางไม่ได้ทำให้ข้ากับท่านพ่อลำบากใจ ปล่อยพวกเราไปง่ายๆ และหน้าที่การงานของพ่อข้าก็ไม่มีปัญหา”


“ไอ้หยา แสดงว่านางเป็นคนดีจริงๆ บทเพลงภูผาสูงสายน้ำไหลที่นางบรรเลงวันนี้ไพเราะมาก เหมาะกับคำกล่าวที่ว่า บทเพลงนี้เป็นบทเพลงแห่งสรวงสวรรค์เท่านั้นจริงๆ! เจ้าว่าบนโลกนี้มีผู้หญิงรูปโฉม.งดงาม ฉลาด และมีความสามารถถึงเพียงนี้น่าเหลือเชื่อหรือไม่! ยิ่งตอนที่นางยิ้มยาหยีแต่ต่อว่าฮูหยินพวกนั้นอย่างเจ็บแสบ ข้านี่อึ้งไปเลย! สวรรค์ ข้านับถือนางจริงๆ!”


ดวงตาของจางฉิงฉิงทอประกาย บัดนี้นางยกฮูหยินลู่เป็นต้นแบบ และสถาปนาตัวเองเป็นผู้ติดตามตัวยงของฮูหยินลู่โดยสมบูรณ์ พรั่งพรูคำชื่นชมไม่หยุด และตั้งมั่นว่าจะต้องเป็นคนเช่นนั้นให้ได้


ฉินอวี้มองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า จิตใจล่องลอย ‘นางเก่งกาจมากความสามารถ สามีนางเองอายุยังน้อยก็เป็นถึงแม่ทัพระดับสามแล้ว และเหตุการณ์ที่นางเห็นในร้านเครื่องประดับวันนั้น เห็นได้ชัดว่าสามีนางรักนางมาก …ชีวิตหนึ่งของสตรี เรื่องที่น่าภูมิใจมากที่สุดก็คือการเจอคู่ชีวิตที่ดี และดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้มีพร้อมทุกอย่างแล้ว’


เมื่อไรนางจะได้เจอคนดีๆเช่นนั้นบ้างนะ

.......


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรับรู้ว่าเรื่องราวในวันนี้ทำให้นางกลายเป็นทั้งที่รักและที่ชังของสตรีกลุ่มหนึ่งไปแล้ว หลังออกจากจวนผู้ว่าการเมืองนางไม่ได้กลับสวนซีสุ่ย แต่นั่งรถม้าไปตามร้านเป็ดดำลู่สาขาย่อยในเมือง นำตั๋วที่นางสั่งให้คนทำและเพิ่งเสร็จไปให้ผู้ดูแลร้านแต่ละร้าน อธิบายเงื่อนไขและวิธีใช้ว่า นับจากวันนี้ไป ถ้าลูกค้าคนไหนซื้อของในร้านถึงหนึ่งร้อยตำลึงจะได้ตั๋วหนึ่งใบ ตั๋วนี้สามารถซื้อเป็ดดำลู่ได้จำนวนไม่จำกัด


และสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้สิทธิ์การซื้อจำนวนไม่จำกัดจะต้องให้ชื่อและที่อยู่ของเจ้าบ้านนั้นกับทางร้านด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าซื้อไปกินเองหรือเอาไปฝากสหาย ไม่ใช่มาซื้อเพื่อนำไปขายต่อด้วยราคาสูงกว่า


เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเด็ดขาด


นี่เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้กันในยุคสมัยปัจจุบัน และในอนาคตนางยังจะนำวิธีอื่นๆมาใช้อีก แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปทีละขั้นตอน เช่นนี้จึงจะดึงดูดลูกค้าได้ชะงัด


กว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จตะวันก็ใกล้ลับขอบฟ้า 


ขณะกำลังเตรียมกลับจวน จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้


“เยว่เยี่ยน เยว่ซู ข้าจำได้ว่าฮูหยินเฉียนบอกเอาไว้ว่า ใครทำการแสดงดีที่สุดจะได้รับปิ่นหยกมรกตของนางเป็นรางวัล ข้าทำการแสดงดีที่สุด เหตุใดนางถึงไม่มอบปิ่นให้ข้า?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอก


ตอนที่ 324: ภรรยาผู้ว่าการเมืองผิดคำพูดคงน่าอับอาย


เยว่เยี่ยนและเยว่ซูผงะไปครู่หนึ่ง จริงด้วย! เหตุใดเพิ่งจะนึกออก


ทว่าในตอนนั้นทุกคนต่างถูกสะกดด้วยท่วงทำนองอันไพเราะจากฝีมือการบรรเลงพิณอันยอดเยี่ยมของฮูหยินพวกนาง และดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท


“ฮูหยินเฉียนคงไม่บิดพลิ้วหรอกกระมังเจ้าคะ”


เยว่เยี่ยนกังวลเล็กน้อย สิ่งที่นางคิดคือ ถ้ากลับไปเอาตอนนี้ไม่รู้ว่าจะกลายเป็นโมฆะไปแล้วหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงขบขันกับท่าทางใสซื่อของนาง “คงไม่บิดพลิ้วหรอก แค่ปิ่นปักผมอันเดียวไม่จำเป็นต้องให้เจ้าไปเอาตอนนี้ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าคงได้มีข่าวแพร่ไปทั่วเมืองว่าข้าเป็นคนโง่ แค่ปิ่นปักผมอันเดียวก็ยังต้องกลับไปทวงเป็นแน่”


ที่นางนึกขึ้นได้ไม่ได้หมายความว่านางต้องการปิ่นนั่น นางแค่รู้สึกว่านี่เป็นรางวัลที่นางแลกมาด้วยความสามารถของตัวเอง แต่สุดท้ายกลับลืมเสียได้ นางแค่รู้สึกเสียดายเท่านั้น


และอีกอย่าง หากภรรยาผู้ว่าการเมืองกลับกลอกผิดคำพูด ก็คงทำตัวเองให้อับอายขายหน้าเสียเอง


“แต่เช่นนี้เราจะไม่เสียเปรียบหรือเจ้าคะ?”


เยว่เยี่ยนยังคงรู้สึกเสียดาย ถึงแม้ฮูหยินจะไม่ใช้ แต่ถ้าเอาไปขายก็คงได้หลายตำลึง


เสียเปรียบ เสียเปรียบ เสียเปรียบ


เยว่ซูสำทับ “ถ้าไม่สะดวกขอตรงๆ ให้บ่าวบอกกับสาวใช้ที่นั่นเป็นนัยๆ ดีหรือไม่เจ้าคะ?”


“ฮ่าๆๆ” เหอจิ่วเหนียงหัวเราะออกมา “ไม่จำเป็นหรอก”


เพื่อให้นางได้รับความเป็นธรรม สาวใช้ทั้งสองถึงกับออกตัวปกป้องถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่า คิดไม่ผิดที่พาทั้งสองมา สองคนนี้คิดถึงนางเสมอ อยู่ที่จวนก็ขยันทำงาน


รวมถึงสาวใช้คนอื่นๆที่ซื้อตัวมา โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บ เหอจิ่วเหนียงบอกให้พวกนางพักรักษาตัวให้เต็มที่ก่อน แต่พวกนางกลับไม่ทำตาม หลังจากทำแผลและดื่มยาแล้วในทุกๆวันแล้ว พวกนางก็เริ่มทำงานทันที


เหอจิ่วเหนียงชอบคนกระตือรือร้น และนางจะรู้สึกดีมากเมื่อได้อยู่ร่วมกับคนเช่นนี้


เสียงหัวเราะของเหอจิ่วเหนียงทำให้ผู้ดูแลร้านตกใจเล็กน้อย


ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าทุกครั้งที่เถ้าแก่มีแผนการอะไรก็มักจะสำเร็จเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องหัวเราะเสียงดังเช่นนี้ก็ได้ ในร้านยังมีลูกค้าอยู่นะ!


แต่เหอจิ่วเหนียงหาได้สนใจไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร เพราะตอนนี้นางคิดอีกเรื่องหนึ่งแล้ว


“เอ๊ะ นายท่านสามของพวกเจ้าบอกว่าจะไปรับข้าที่จวนตระกูลเฉียนใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงมองสาวใช้ทั้งสองด้วยความตกใจ


ตอนที่ลู่ไป่ชวนบอกว่าจะไปรับนางก่อนหน้านี้ นางรับปากอย่างดิบดี ตอนนี้นางกลับออกมาก่อน และไม่ได้แจ้งลู่ไป่ชวนล่วงหน้า เช่นนี้ไม่เท่ากับปล่อยให้เขารอเก้อหรือ!


นางรู้ว่าปล่อยไปเช่นนี้ไม่ดี จึงรีบสั่งการอย่างร้อนรน “ไปจ้างรถม้ามาคันหนึ่งเร็วเข้า เขาน่าจะอยู่ระหว่างทางแล้ว รีบตามเขาไปน่าจะยังทัน!”


เหอจิ่วเหนียงมองว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่จวนตระกูลเฉียนวันนี้เป็นเรื่องไม่ค่อยดี ถ้าหากลู่ไป่ชวนไปที่นั่น เรื่องจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แขกที่มาร่วมงานวันนี้เกิดความไม่สบายใจ นางต้องตามลู่ไป่ชวนให้ทัน


โชคดีที่มีรถม้าให้เช่าหลายคัน สาวใช้เตรียมรถม้าให้นางอย่างรวดเร็ว หนึ่งเจ้านายสองลูกน้องเร่งเดินทางไปที่จวนตระกูลเฉียน

.......


ลู่ไป่ชวนกำลังเดินทางไปจวนตระกูลเฉียนจริงๆ ตามหลักตอนนี้เขาจะต้องถึงแล้ว ทว่าบังเอิญเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ซึ่งตอนนี้เขากำลังจัดการอยู่


ทักษะการบังคับรถม้าของสวีต้าซานดีมาก รวดเร็วและมั่นคงมาโดยตลอด ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลยสักครั้ง ทว่าวันนี้มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากที่ไหนไม่รู้ตัดหน้ารถม้า ทำให้เสียการควบคุม ม้ายกเท้าหน้าเตะหญิงสาวคนนั้นจนนางกระอักเลือดออกมา


สวีต้าซานหยุดรถม้าแล้วเข้าไปดูอาการของหญิงสาว ลู่ไป่ชวนก็ลงไปดูด้วย


ขณะที่เขากำลังจะพาผู้บาดเจ็บไปส่งโรงหมอ มีชายกลุ่มหนึ่งไล่ตามนางมาจากตรอกข้างๆ ลักษณะแค่มองก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี พวกเขาตะโกนขู่ให้สวีต้าซานส่งตัวนางให้พวกเขา


“ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากไปกับพวกเขา ได้โปรด ช่วยข้าด้วย!”


หญิงสาวอดทนต่อความเจ็บปวด คว้าแขนเสื้อสวีต้าซานไว้แน่น พร่ำคำอ้อนวอนสุดชีวิต


เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนลงจากรถม้า นางก็พุ่งเข้าไปหมายคว้าขากางเกงของเขา


แต่ลู่ไป่ชวนถอยหลังสองก้าว ไม่ให้นางโดนตัว


“นายท่าน โปรดช่วยข้าด้วย พวกเขาจะพาข้าไปหอคณิกา บังคับให้ข้ารับแขก ข้าไม่ยอมพวกเขาก็ทุบตีข้า ฮือๆๆ…”


หญิงสาวร้องไห้พร้อมกับถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อให้ลู่ไป่ชวนเห็นบาดแผลบนแขน บาดแผลทั้งใหม่เก่าสลับกับหลายรอย ดูเหมือนว่านางทนทุกข์ทรมานมากจริงๆ


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้ว คิดเรื่องนั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 


สิ่งที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวคนนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสาวใช้ในจวนของเขา แต่เมื่อคิดดูแล้ว สาวใช้ในจวนของเขาถูกกรีดข้อมือเพื่อรีดเลือด แต่หญิงสาวคนนี้แค่ถูกเฆี่ยนตี ไม่น่าจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มเดียวกัน


“นายท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นใครมาจากไหน โปรดอย่าเข้ามายุ่งเรื่องของหอชิงเฟิงดีกว่า ผู้หญิงคนนี้ถูกพ่อแม่ของนางขายให้หอชิงเฟิงแล้ว หอชิงเฟิงซื้อตัวนางมาถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการบังคับ”


หัวหน้ากลุ่มชายโฉดพูดขึ้น ใบหน้าดุร้ายน่ากลัวมาก


หญิงสาวบนพื้นส่ายหน้าพัลวัน “ไม่ใช่! ไม่เป็นเช่นนั้น! พ่อแม่ข้าไม่มีทางขายข้าเด็ดขาด! ข้าถูกพวกเขาจับตัวระหว่างทางกลับบ้าน! ข้าไม่ได้เห็นหน้าพ่อแม่ด้วยซ้ำ พวกเขาโกหก!”


ตอนที่ 325: นึกไม่ถึงเลยนะใต้เท้าลู่


หญิงสาวร้องไห้หนัก เห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก ฝูงชนเริ่มเข้ามารุมล้อม และชี้ไปที่กลุ่มชายชั่วเหล่านั้น


หลายคนอยากเรียกร้องความเป็นธรรม แต่เมื่อเห็นท่าทางดุดันของคนเหล่านั้นก็พากันปิดปากเงียบ สิ่งที่คนธรรมดาไม่มีทางสู้กลัวที่สุดก็คือการมีเรื่องกับอันธพาลไร้มนุษยธรรม


บางครั้งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมก็ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของอีกฝ่ายด้วย


ลู่ไป่ชวนฟังคำพูดของพวกเขาแต่ไม่สนใจ ก่อนบอกกับสวีต้าซาน “พานางไปส่งโรงหมออวี้หยวน ตรวจดูอาการก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


“หมายความว่าอย่างไร พวกเราก็บอกแล้วว่าเราซื้อนางมาอย่างถูกต้อง!”


เมื่อเห็นชายหนุ่มคนนี้มองสถานการณ์ออก หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ก็ไม่สบอารมณ์ทันที หากไม่ใช่เพราะท่าทางของลู่ไป่ชวนดูจัดการยาก พวกเขาก็คงลงมือไปแล้ว


“เรื่องของพวกเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องเชื่อ”


ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็ตอบโต้คนกลุ่มนี้


เขามีสถานะเป็นขุนนาง หน้าที่ของเขาคือดูแลความผาสุกของราษฎร


แต่ต่อให้เขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ถ้าเห็นคนถูกรังแกก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้


แน่นอนว่าเขาไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวหญิงสาวคนนั้น แต่ให้ชาวบ้านผู้หญิงเข้ามาช่วยพยุงนาง


ที่สำคัญที่ ตอนนี้เขายังไม่ได้ย้ายกลับไปนอนกับภรรยา จึงไม่อาจทำให้ภรรยาโกรธเพราะเรื่องเช่นนี้ได้


สวีต้าซานรับคำสั่ง พร้อมล้วงเอาเหรียญออกมาจำนวนหนึ่งเพื่อจ้างวานคนแถวนั้นสองสามคนช่วยพานางไปส่งที่โรงหมอ


“ข้าไม่ไปโรงหมอ! โปรดช่วยข้าตามหาครอบครัวของข้าด้วย ข้าโขกศีรษะขอร้องท่าน ได้โปรด!”


สีหน้าสตรีโชคร้ายเต็มไปด้วยความกลัวและความวิตกกังวล ราวกับกลัวว่าหลังจากพานางไปส่งที่โรงหมอ นายท่านผู้นี้จะไม่สนใจนางแล้ว


ดูแล้วก่อนหน้านี้นางประสบความทุกข์ทรมานมาไม่น้อย ถึงได้รู้สึกไม่ปลอดภัยเช่นนี้


สวีต้าซานเห็นว่าหญิงสาวอายุยังน้อย และน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับบุตรชายของเขา จึงรู้สึกเห็นใจและสงสารมาก


“แม่นาง วางใจเถอะ ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง นายท่านของข้าจะให้ความเป็นธรรมกับเจ้าอย่างแน่นอน”


สดับวาจาถือวิสาสะ ลู่ไป่ชวนก็หันไปมองคนพูดตาแข็งหากแต่แววตาไร้ซึ่งอารมณ์และความรู้สึก สวีต้าซานรู้ตัวทันทีว่าตนทำผิดไปแล้ว


เขาก้มศีรษะขอโทษและอยากพูดบางอย่าง แต่ลู่ไป่ชวนหันกลับเดินไปขึ้นรถม้าแล้ว


ขณะเดียวกันเหอจิ่วเหนียงมาถึงจุดเกิดเหตุพอดี ตอนแรกนางทอดมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างโดยไม่ได้สังเกตเห็นทางด้านนี้ แต่เมื่อเห็นกลุ่มฝูงชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นรถม้าคันคุ้นตา จึงให้คนบังคับรถม้ามุ่งตรงมาทางนี้ นางลงจากรถม้า เบียดเสียดฝูงชนเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น


เมื่อลู่ไป่ชวนเห็นภรรยา อารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขาเดินเข้าไปถามนาง “เหตุใดเจ้าถึงมาจากทางนั้น เจ้าไม่ได้อยู่ที่จวนตระกูลเฉียนหรอกหรือ?”


“พวกเราออกมาก่อน และไปทำธุระที่ร้านแต่ละร้านมา นึกขึ้นได้ว่าท่านต้องไปรับข้าที่จวนตระกูลเฉียนก็เลยรีบมาหาท่าน แล้วนี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองหญิงสาวที่ร้องไห้อยู่ไม่ไกล แล้วกลับมามองลู่ไป่ชวน


สายตาของภรรยาทำเอาแม่ทัพหน่วยรบตื่นตระหนกเล็กน้อย ก่อนจะรีบอธิบายละล่ำละลัก “อยู่ดีๆ แม่นางคนนี้ก็วิ่งออกจากตรอกมาขวางรถม้าเรา ม้าก็เลยตกใจเตะนางจนได้รับบาดเจ็บ ข้ากำลังจะให้คนพานางไปส่งที่โรงหมออวี้หยวนพอดี”


“อยู่ดีๆ ก็ออกมาขวางรถม้าอย่างนั้นหรือ ใช่นักต้มตุ๋นหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงมองหญิงสาวบนพื้นอย่างไม่สนใจ อีกฝ่ายส่ายหน้าด้วยความร้อนรนอย่างน่าสงสาร “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ มีคนไล่ตามข้ามา ข้าไม่ทันระวังก็เลยโดนชนเข้า…”


นางพูดไปร้องไห้ไปด้วยความเจ็บปวด


บอกตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงเห็นคนร้องไห้แล้วยัง.งดงามถึงเพียงนี้


เป็นการร้องไห้ที่ตรงตำรามาก ดวงตาไร้เดียงสาคู่นั้นน้ำตาไหลพรากลงมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด


เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้ว่า…เรื่องนี้อาจมีอะไรบางอย่าง


“บอกมาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


เหอจิ่วเหนียงมองไปที่สวีต้าซาน น้ำเสียงของนางไม่เร็วไม่ช้าเหมือนน้ำเสียงที่พูดปกติ ทว่าสวีต้าซานสัมผัสได้ถึงความกดดัน ยิ่งเมื่อครู่เขาพูดผิดไปด้วยแล้ว ตอนนี้ในใจยิ่งเคร่งเครียด จึงบอกเล่าเหตุการณ์อย่างตะกุกตะกัก


“คะ คะ คน… คนกลุ่มนี้ไล่ตามแม่นางผู้นี้อยู่ แม่นางก็เลยวิ่งมาชนรถม้าพวกเราเข้าขอรับ…”


“แล้วอย่างไรต่อ?”


“แม่นางขอร้องให้เราช่วย นางบอกว่าถูกจับตัวไป นางไม่ได้ขายตัว แต่คนกลุ่มนี้บอกว่าพ่อแม่ของนางขายนางให้พวกเขาแล้วขอรับ...”


หลังจากเหอจิ่วเหนียงรู้เรื่องราวแล้ว นางหันไปมองลู่ไป่ชวน “แล้วท่านคิดจะจัดการเช่นไร?”


ลู่ไป่ชวนเห็นแววตาสงบนิ่งของเหอจิ่วเหนียง ในใจก็เริ่มตื่นตระหนกเล็กน้อย ปกติแล้วหากเจอสถานการณ์เช่นนี้ ภรรยาเขาจะเข้าไปตรวจอาการบาดเจ็บของเหยื่อก่อน แล้วค่อยแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์


ทว่าวันนี้นางเหลือบมองหญิงสาวคนนั้นอย่างเรียบเฉย และยังถามเขาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร 


นางอยากรู้ความคิดของเขาอย่างนั้นหรือ?


ลู่ไป่ชวนรีบตอบตามความจริง “ข้าคิดว่าส่งคนเจ็บไปโรงหมอก่อนแล้วส่งคนไปตามหาพ่อแม่ของนาง ถ้าสิ่งที่นางพูดเป็นเรื่องจริง ข้าไม่อาจนั่งมองอยู่เฉยๆได้ แต่ถ้านางมีเจตนาอื่น ข้าไม่ปล่อยนางไปแน่”


เขาทำงานเป็นสายลับอยู่ต่างบ้านต่างเมืองมานานหลายปี ลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนโง่ จู่ๆ มีคนพุ่งเข้ามาให้ถูกชนโดยไม่มีเหตุผล ทั้งยังแสดงละครต่อหน้าเขาฉากใหญ่ บอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญใครจะเชื่อ


แค่ดูก็รู้ทันว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ได้ชนเขาด้วยความบังเอิญ เขาจึงไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรมาก แค่ให้คนไปส่งนางที่โรงหมอ หลังจากนี้ค่อยว่ากัน


เหอจิ่วเหนียงพอใจกับคำตอบของลู่ไป่ชวน อย่างน้อยเขาก็จัดการตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง และตอนที่นางมาถึงก็เห็นว่าลู่ไป่ชวนอยู่ห่างจากหญิงสาวคนนั้นมาก ถือว่าวางตัวตามแบบบุรุษที่แต่งงานแล้วได้ดีเยี่ยม


นางพยักหน้าพลางกล่าว “เช่นนั้นก็จัดการตามนั้น เรากลับบ้านกันเถอะ ข้าหิวแล้ว”


พูดจบนางก็เดินไปขึ้นรถม้า ลู่ไป่ชวนรีบเดินไปช่วยประคองนางขึ้นรถอย่างกระตือรือร้น ราวกับกลัวนางจะเข้าใจผิดว่าเขาคิดอะไรกับแม่นางผู้นั้นก็มิปาน


สองสามีภรรยาขึ้นรถม้า เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถาม “แม่นางคนนั้นสวยหรือไม่?”


“หือ?”


ลู่ไป่ชวนสับสนเล็กน้อย “เหตุใดอยู่ดีๆถึงถามเช่นนี้?”


“ตอบคำถามข้า”


ลู่ไป่ชวนตอบทันที “ข้าไม่ได้สังเกต”


เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงยังคงเงียบ เขาก็เน้นย้ำคำตอบ “ข้าไม่ได้สังเกตนางเลยจริงๆ”


“เอาละ ข้าสังเกตแล้ว นาง.งดงามมาก งดงามชนิดที่ว่าใครมองแล้วไม่อาจลืมได้เลย ขนาดร้องไห้นางก็ยัง.งดงามมากทีเดียว”


เหอจิ่วเหนียงพูดช้าๆ เห็นได้ชัดว่ามีความหมายบางอย่าง


ลู่ไป่ชวนเข้าใจได้ทันที “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่า นางได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี ไม่ใช่ผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา”


“ใช่ เห็นได้ชัดว่านางโผล่มาเพื่อมุ่งเป้ามาที่ท่าน”


เหอจิ่วเหนียงหลับตาลง ส่งเสียงชิชะอย่างไม่สบอารมณ์ และจู่ๆก็พูดขึ้น “นึกไม่ถึงเลย ใต้เท้าลู่ นี่ขนาดใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าที่แท้จริงก็มีเด็กสาวไล่ตามเช่นนี้แล้ว”


ลู่ไป่ชวนมองรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของนางก็ขนลุกซู่ รีบอธิบาย “ข้าไม่ได้ตกหลุมพรางนางเสียหน่อย ข้าแค่อยากตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยจัดการ”


ตอนที่ 326: สวีต้าซานขอรับโทษ


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า นางเชื่อในตัวลู่ไป่ชวน ตั้งแต่รู้จักกันมา เรื่องเหล่านี้ เขาไม่เคยทำให้นางผิดหวังเลย


“ในเมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีเจตนาไม่ดี เช่นนั้นเราก็ต้องเตรียมการล่วงหน้าไว้สักหน่อย พวกเขาเตรียมตัวมาอย่างดีเช่นนี้ การสืบหาตัวตนที่แท้จริงของแม่นางคนนั้นเกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย สู้พวกเราวางแผนซ้อนแผนดีกว่า”


“แผนซ้อนแผนอย่างนั้นหรือ?” ลู่ไป่ชวนมองนางอย่างระมัดระวัง “เจ้ามีแผนเช่นไร?”


เขาขดตัวไปด้านข้าง สัมผัสได้ว่า… แผนซ้อนแผนที่ภรรยากำลังจะพูดก็คือ ต้องการให้เขาเสียสละ


เป็นดังคาด เหอจิ่วเหนียงบอกถึงแผนการ “ง่ายมาก ผู้หญิงคนนั้นอยากเข้าใกล้ท่านไม่ใช่หรือ เราก็พานางกลับบ้านด้วยสิ! วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกจะโผล่หางออกมาเอง เอานางไว้ข้างตัวจะง่ายต่อการจับตามอง ดูว่านางติดต่อกับใครบ่อยๆ เมื่อถึงเวลา เราก็จะจับคนที่อยู่เบื้องหลังนางได้”


ลู่ไป่ชวนคิดอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าว “เช่นนั้นเจ้าก็ให้นางอยู่ข้างกายเจ้า อย่าปล่อยให้นางมีโอกาสเข้าใกล้ข้า”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรืด “ท่านกลัวนางถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


“ข้าไม่ได้กลัวนาง ข้าแค่ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่จำเป็น”


จริงๆแล้วเขาอยากบอกว่า ไม่อยากทำให้นางเข้าใจผิด แต่เขาเปลี่ยนคำพูดในตอนท้ายอย่างรวดเร็ว


“ก็ได้ แต่เราต้องดูไปก่อนว่านางจะทำเช่นไรต่อ เราถึงจะวางแผนต่อไปได้”


สองสามีภรรยาพูดคุยกันอย่างมีความสุข โดยไม่สนใจพวกอันธพาลที่ทะเลาะกันอยู่ข้างนอกเลย


ตอนแรกพวกเขาคิดว่า ข้างกายลู่ไป่ชวนมีแค่สวีต้าซานคนเดียวเท่านั้น เมื่อเห็นสองสามีภรรยาเดินขึ้นรถม้าไปโดยไม่สนใจพวกเขา ก็โกรธและตั้งใจจะทำร้ายร่างกายสวีต้าซาน


สวีต้าซานเป็นเพียงคนธรรมดาไร้วรยุทธ์ ย่อมมีความกลัว แต่นึกถึงเมื่อครู่ที่ตนทำให้เจ้านายขุ่นเคือง เขาจึงกัดฟันแล้วพุ่งเข้าสู้


สาวใช้ทั้งสองเยว่เยี่ยนและเยว่ซูดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆอย่างร้อนใจ พวกนางไม่กล้าเข้าไปช่วย หากเข้าไปก็มีแต่จะเพิ่มปัญหา


โชคดีที่สวีต้าซานไม่ได้เผชิญหน้ากับคนกลุ่มนั้นจริงๆ เพราะจู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขวางหน้าเขา และลงมือจัดการอันธพาลกลุ่มนั้นด้วยความดุเดือด


สวีต้าซานตกใจมาก เขาไม่เคยเห็นคนเหล่านี้มาก่อน พวกเขาสวมชุดดำ ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน


หลังจากพวกคนชั่วถูกเล่นงานจนร่วงไปกองกับพื้น ชายชุดดำก็ล้วงป้ายคำสั่งออกมา “หน่วยหั่วอวิ๋นปฏิบัติภารกิจ!”


พวกอันธพาลทั้งเจ็บทั้งโกรธแค้น แต่เมื่อได้ยินคำว่าหน่วยหั่วอวิ๋น ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายเป็นปลิดทิ้งทันที


ในจิงโจว นอกเหนือจากจวนอ๋องแล้ว คนที่ทุกคนไม่กล้าล่วงเกินก็คือหน่วยหั่วอวิ๋น


พวกเขามองหน้ากัน จากนั้นก็ตะเกียกตะกายวิ่งหนีไป


คนชุดดำทำภารกิจเสร็จก็อันตรธานหายไป สวีต้าซานกลืนน้ำลายด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเดินไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับรถม้า บังคับพาหนะกลับจวน


ในรถม้า ลู่ไป่ชวนและภรรยายังคงพูดคุยกัน หลังจากปรึกษาเรื่องผู้หญิงปริศนาเรียบร้อยแล้ว ลู่ไป่ชวนก็เปลี่ยนเรื่องคุย “เหตุใดเจ้าถึงออกจากงานเลี้ยงเร็วนักล่ะ?”


“ไม่มีอะไรหรอก ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องที่นางถูกกลั่นแกล้งกับเขา อย่างไรเสียก็เป็นเรื่องของสตรี หากนางเก็บมาใส่ใจ เรื่องนี้อาจถึงขั้นกลายเป็นศึกในกลุ่มขุนนางได้ อาจทำให้สามีตนต้องเดือดร้อน เช่นนั้นจะได้ไม่คุ้มเสีย


ลู่ไป่ชวนไม่เชื่อ เขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนหาเรื่องใครก่อน ดังนั้นจึงไม่ยอมปล่อยผ่าน “เกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องบอกข้านะ พวกนางรังแกเจ้าหรือไม่?”


“ไม่นับว่ารังแกหรอก อาจเพราะข้าเพิ่งมาอยู่ใหม่ ก็เลยอยากรับน้องเท่านั้นเอง”


เหอจิ่วเหนียงยักไหล่ นางไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยจริงๆ ถึงอย่างไรตอนนั้นก็เอาคืนไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกคับข้องใจแต่อย่างใด


“งานเลี้ยงนี้ฮูหยินเฉียนเป็นเจ้าภาพ มีคนทำให้เจ้าลำบากใจ นางไม่ช่วยเจ้าเลยหรือ?”


“ตอนแรกข้าก็คิดว่านางจะช่วยพูดแทนข้า แต่นางกลับร่วมเล่นด้วย ข้าก็เลยสั่งสอนบทเรียนให้พวกนางทุกคน แล้วข้าก็ขอตัวออกมาก่อน ไม่อยากทำให้พวกนางอับอายมากไปกว่านี้”


ลู่ไป่ชวน “...”


อืม นางก็ยังมีน้ำใจนะ


“นอกจากฮูหยินเฉียนแล้ว มีใครอีกที่ทำให้เจ้าลำบากใจ”


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองชายหนุ่ม แล้วถามอย่างระแวดระวัง “ท่านคิดจะทำอะไร?”


“ข้าไม่ได้จะทำอะไร ข้าแค่อยากรู้ ภรรยาตัวเองถูกรังแกจะให้ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยหรือ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เรื่องแค่นี้ท่านไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรอก”


“อืม เจ้าวางใจเถอะ ตกลงยังมีใครอีก?”


เหอจิ่วเหนียง “...”


ผู้ชายคนนี้เหตุใดถึงถามเซ้าซี้นักนะ!


“นอกจากนั้นยังมีฮูหยินหลี่ คนนี้ตัวตั้งตัวตี เอาแต่ยั่วยุข้าตลอด ต่อมาลูกสาวของนางก็เอาด้วย จากนั้นคนอื่นๆก็พาสนับสนุน ดูท่าความสัมพันธ์ของพวกนางจะดีมากทีเดียว”


เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางเลือกนอกจากบอกสามีไปตรงๆ


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ในใจมีความคิดบางอย่างผุดขึ้น


เหอจิ่วเหนียงราวกับรู้ทัน “ท่านอย่าเข้ามายุ่งเรื่องนี้เด็ดขาด มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อีกอย่างข้าก็จัดการเรียบร้อยแล้ว เรื่องวันนี้ข้าไม่ใช่ฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน”


“ข้ารู้ขอบเขตน่า วางใจเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงหันหน้าหนี นางไม่อยากสนใจเขาแล้ว


หลังกลับถึงจวน สวีต้าซานแก้เชือกผูกรถม้า นำม้าเข้าคอก ให้น้ำและอาหาร จากนั้นจึงรีบไปหาลู่ไป่ชวน


ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงกำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่ในศาลาในสวน รอฟังข่าวจากโรงหมอ


หมากรุกที่ทั้งสองเล่นเป็นแบบง่ายๆ แต่ทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน ลู่ไป่ชวนแพ้หลายครั้งจึงเกิดความไม่ยอม พยายามแก้มือเอาชนะให้ได้


สวีต้าซานเข้ามาด้วยความเร่งรีบ คุกเข่าลงตรงหน้าทั้งสองอย่างไม่รอช้า


“นายท่านสาม เมื่อครู่บ่าวผิดไปแล้ว โปรดลงโทษบ่าวด้วย!”


ที่เขาตัดสินใจโดยพลการ รับปากหญิงสาวคนนั้นไป เขาแค่เห็นว่านางยังเด็ก และอาจถูกทารุณอย่างร้ายแรง และเห็นว่าเจ้านายของตนเป็นคนจิตใจดีมีเมตตามาโดยตลอด ไม่มีทางมองดูเฉยๆแน่นอน แต่เขาลืมคิดไปว่าตนมีสถานะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเจ้านาย


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้แต่ดูเฉยๆ


ทันทีที่สวีต้าซานเข้ามา ลู่ไป่ชวนก็หมดอารมณ์เล่นหมากรุก เขาวางหมากลง แล้วพูดขึ้น “ก่อนหน้านี้ฮูหยินข้าบอกแล้วว่าทุกคนมีโอกาสทำผิดสามครั้ง นี่เป็นครั้งแรกของเจ้า เจ้าถือเป็นบทเรียน ไปได้แล้ว!”


ประโยคนั้นเหอจิ่วเหนียงตั้งไว้กับกลุ่มสาวใช้ที่ซื้อตัวมา ครอบครัวของสวีต้าซานทั้งสามคนไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับบทลงโทษนั้นด้วย


พวกเขาคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนเก่าคนแก่ในจวน น่าจะได้รับสิทธิ์แตกต่างไปจากคนรับใช้ที่มาใหม่


ทว่าคำพูดของเจ้านายแค่ประโยคเดียว ก็ทำให้เขากลับมาสู่ความเป็นจริง


ถึงแม้ครอบครัวของพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกเป็นคนเก่าคนแก่อยู่ในจวนมานานก็จริง แต่ก็เป็นแค่บ่าวรับใช้เท่านั้น ไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มคนรับใช้ที่เพิ่งซื้อตัวมาใหม่แต่อย่างใด


เป็นเพราะเขาถือดีเกินไป จึงเกิดความผิดในวันนี้ขึ้น


ตอนที่ 327: ไม่ใช่ทุกคำขอโทษที่จะอภัยให้ได้


เมื่อได้ฟังคำตัดสินของเจ้านาย สวี่ต้าซานก็ได้สติทันที เขาตอบรับเสียงเบา ก้มศีรษะแล้วออกไป


เหอจิ่วเหนียงถาม “เกิดอะไรขึ้น พี่สวีเป็นคนซื่อสัตย์มาโดยตลอดไม่ใช่หรือ?”


“แค่พูดอะไรไม่คิดตอนอยู่บนถนนเมื่อครู่น่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก แต่คนทำผิดต้องตักเตือนสักหน่อย ต่อไปจะได้ไม่ทำอีก”


ในมุมของลู่ไป่ชวน ปลาหมอมักตายเพราะปาก ถึงแม้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จะปล่อยผ่านไม่ได้ ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าเขาพูดไม่คิดในเรื่องใหญ่ๆขึ้นมาคงจัดการได้ยาก


“อืม เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆ”


เหอจิ่วเหนียงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ก่อนจะมองออกไปนอกศาลา รู้สึกว่าทางด้านโรงหมออวี้หยวนช้าเสียจริง นานถึงเพียงนี้แล้วเหตุใดยังไม่มาส่งข่าวอีก


ขณะกำลังคิด นางหวังก็วิ่งเข้ามารายงาน “นายท่าน ฮูหยินเจ้าคะ มีรถม้าจากจวนผู้ว่าการเมืองมารอข้างนอกเจ้าค่ะ มีของมาด้วยไม่น้อย บอกว่าเอาของรางวัลที่ฮูหยินลืมเอากลับมาจากงานเลี้ยงมาส่งให้ฮูหยินเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ รางวัลของนางแค่ปิ่นหยกอันเดียวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาเป็นคันรถเลยล่ะ ฮูหยินเฉียนใจกว้างถึงเพียงนี้เลยหรือ


นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ถามคนคนนั้นซิว่าเอาปิ่นหยกมาส่งให้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็รับไว้แค่ปิ่นหยก อย่างอื่นคืนไปให้หมด ไม่ใช่ของของข้า ข้าไม่ต้องการ”


ก่อนหน้านี้นางยังนึกเสียดายที่ลืมเอาปิ่นหยกกลับมาด้วย นึกไม่ถึงว่าฮูหยินเฉียนจะนำมาส่งให้ถึงที่ น่าประหลาดใจจริงๆ


“ฮูหยินเฉียนส่งของขวัญมากมายมาให้ถึงที่เช่นนี้คงอยากขอโทษข้า แต่น่าเสียดายที่ข้าเป็นคนใจแคบ นางซ้ำเติมทำให้ข้าทำบากใจ ข้าไม่มีทางให้อภัยง่ายๆหรอก”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าเย่อหยิ่ง นางกำลังโกรธ แต่ลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆ กลับหัวเราะออกมา


“ท่านขำอะไร?”


“หัวเราะในความน่ารักของเจ้า”


ลู่ไป่ชวนโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงได้ยินคนบอกว่านางน่ารักในขณะที่นางกำลังโกรธอยู่


หญิงสาวผู้ไม่เคยมีความรักรู้สึกคับยุบยิบในหัวใจ นางยิ้มเขินๆ กำกระโปรงตัวเองเอาไว้แน่น เม้มริมฝีปากเล็กน้อย เสียอาการจนทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะผุดลุกขึ้น “ข้าจะไปดูสักหน่อยว่าฮูหยินเฉียนส่งอะไรมาให้”


ขณะกำลังจะออกไป ลู่ไป่ชวนก็คว้ามือนางไว้


“ไม่ต้องหรอก สะใภ้หวังมาโน่นแล้ว”


ลู่ไป่ชวนพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดกำลัง พยักพเยิดไปทางคนที่กำลังเดินเข้ามา นางหวังมาจะถึงอยู่แล้วนางไม่เห็นหรือ


เหอจิ่วเหนียงย่อมเห็นอยู่แล้ว นางแค่หาข้ออ้างเพื่อหนีไปจากตรงนี้ก็เท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่ให้โอกาสนางเลย


น่าเกลียดยิ่งนัก!


นางยิ้มเจื่อนๆออกมา แล้วจงใจหันไปให้ความสนใจนางหวัง “เป็นเช่นไรบ้าง?”


นางหวังพยักหน้าแล้วรายงานด้วยรอยยิ้ม “เป็นปิ่นหยกจริงๆเจ้าค่ะ แต่คนที่มาส่งยังคงยืนกรานให้รับของขวัญอย่างอื่นด้วย บอกว่าเป็นของขวัญแทนคำขอโทษจากฮูหยินเฉียนที่มอบให้ฮูหยิน หวังว่าฮูหยินจะยกโทษให้นางสำหรับการกระทำที่ไม่เหมาะสมวันนี้เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว “ไม่รับ เจ้าบอกเขาไปว่าการกระทำของฮูหยินเฉียนวันนี้ไม่มีอะไรไม่เหมาะสม เป็นข้าเองที่ไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ ล่วงเกินฮูหยินทุกท่าน หากจะขอโทษก็ควรเป็นข้าที่ต้องขอโทษถึงจะถูก”


คำพูดนี้มีอารมณ์ส่วนตัวอยู่เจ็ดส่วน เหอจิ่วเหนียงจงใจสื่อความหมายให้ฮูหยินเฉียนรู้ว่า คนอย่างนางไม่ได้รังแกง่ายๆ


ไม่ใช่ทุกคำขอโทษที่จะอภัยให้ได้


เป็นเพราะนางสามารถรับมือกับคนเหล่านี้ได้ อีกทั้งนางมีสามีที่มีตำแหน่งสูงกว่าสามีของทุกคนในงาน แต่หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่นางล่ะ? จะไม่ถูกรังแกจนอับอายไม่กล้าสู้หน้าเลยหรือ


นางหวังตอบรับพร้อมส่งปิ่นปักผมให้เหอจิ่วเหนียง “บ่าวจะไปบอกเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าและนั่งลง มองปิ่นในมืออย่างพิจารณา


“วันนี้ข้าทำให้เจ้าต้องขุ่นข้องหมองใจแล้ว ต่อไปถ้ามีงานเช่นนี้อีก ถ้าเจ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องไปก็ได้”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น ก่อนหน้านี้เขาเคยเตือนนางด้วยประโยคนี้แล้วแต่ไม่เป็นผล ตอนนี้เขาจึงพูดอีกครั้ง


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าชอบ เหตุใดจะไม่ชอบล่ะ วันนี้ไปครู่เดียวก็ได้ปิ่นหยกมาแล้ว เห็นหรือไม่ คุณภาพไม่เลวทีเดียว!”


เหอจิ่วเหนียงโบกปิ่นปักผมในมือตรงหน้าเขาอย่างโอ้อวด ลู่ไป่ชวนรู้สึกสับสน


เขารู้ว่าภรรยาไม่ชอบงานแบบนี้ แต่นางยืนกรานจะไปก็เพื่อช่วยรักษาสมดุลในอำนาจทางราชการของเขา ถึงแม้เขารู้สึกว่ามันไม่จำเป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผลของการทำกับไม่ทำมันต่างกันจริงๆ


ชายหนุ่มยิ้มบางๆ แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร เด็กผู้ช่วยในโรงหมอก็มาเสียก่อน


“ท่านหมอเหอ แม่นางที่ถูกส่งไปโรงหมอท่านหมอทำแผลให้เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่นางยังไม่ยอมไปไหน บอกว่าไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา จึงอยากทำงานที่โรงหมอเป็นการชดใช้ แต่นางทำอะไรไม่เป็นเลย ท่านหมอซ่งก็เลยให้ข้าน้อยมาถามท่านขอรับ”


เนื่องจากหญิงสาวปริศนาถูกส่งตัวไปในนามของลู่ไป่ชวน หมอซ่งจึงต้องส่งคนมาถามที่นี่


เมื่อได้ฟังสิ่งที่เด็กผู้ช่วยโรงหมอเล่า เหอจิ่วเหนียงก็นึกสนใจขึ้นมาทันที


“นางใช้อุบายกับพวกเจ้าด้วยหรือไม่?”


เด็กผู้ช่วยโรงหมอพยักหน้าอย่างหมดคำพูด เขาไม่เคยเห็นใครหน้าหนาหน้าทนเช่นนี้มาก่อน ขนาดท่านหมอซ่งบอกว่าไม่เก็บเงินนาง นางก็ยังไม่ยอมไป


“เอาละ เอาเช่นนี้ เจ้าบอกให้นางมาหาข้า บอกว่าข้าสงสารนาง เห็นนางไร้ที่พึ่ง จะรับนางไว้เป็นสาวใช้ประจำตัว แต่เจ้าจำไว้ให้ดี อย่าบอกนางว่าข้าอยู่ที่สวนซีสุ่ย ถ้านางมีความสามารถ นางมาหาข้าถูกแน่”


เหอจิ่วเหนียงกำชับ ทุกอย่างก่อนหน้านี้ล้วนเป็นข้อสันนิษฐานของนางกับลู่ไป่ชวนเท่านั้น ตอนนี้พวกเขาจึงจะใช้โอกาสนี้ทดสอบ หากผู้หญิงคนนั้นถูกลักพาตัวมาจริงๆ พวกเขาจะยื่นมือเข้าช่วย แต่หากมีคนส่งมา แผนการที่คิดไว้ก่อนหน้านี้ก็คงต้องใช้แล้ว


สรุปคือ เหอจิ่วเหนียงตั้งตารอดูการแสดงของนาง


เด็กผู้ช่วยโรงหมอสับสนมาก “ถ้าข้าไม่บอกนาง แล้วนางหาไม่เจอ นางจะกลับไปที่โรงหมออีกหรือไม่ขอรับ?”


“ถ้านางกลับไปอีก เจ้าก็พานางมาส่งที่นี่ ข้ามีรางวัลให้เจ้าเป็นเช่นไร?”


เด็กผู้ช่วยโรงหมอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า งานดีๆเช่นนี้เขายินดีทำอยู่แล้ว!


หลังจากเด็กผู้ช่วยโรงหมอกลับไป เหอจิ่วเหนียงก็พูดขึ้น “ถึงเวลาแล้ว ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ มาดูกันว่านางจะมาถึงที่นี่เมื่อไร”


หญิงสาวส่งปิ่นปักผมให้สาวใช้ข้างกายก่อนจะเดินนำออกไปจากศาลา


ลู่ไป่ชวนเองก็นึกสนใจแผนการของผู้หญิงปริศนาเป็นอย่างมาก เขาเดินตามเหอจิ่วเหนียงไปกินมื้อเย็น


และแล้วเรื่องน่าแปลกใจก็เกิดขึ้น ระหว่างที่สองสามีภรรยาลู่กินข้าวไปได้สักพัก แม่นางผู้นั้นก็มาถึง


เวลานี้เป็นเวรยามของสวีต้าซานเฝ้าประตูจวน ตอนที่เขาเข้ามารายงาน เหอจิ่วเหนียงเพิ่งกินข้าวหมดไปหนึ่งถ้วย กำลังจะเติมถ้วยที่สอง


“เร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


นายหญิงของบ้านกะพริบตาปริบๆ นางไม่อยากจะเชื่อ


สวีต้าซานก้มศีรษะลงแล้วตอบ “ฮูหยิน เป็นแม่นางผู้นั้นจริงๆขอรับ บ่าวถามนางว่ารู้จักที่นี่ได้อย่างไร นางบอกว่าก่อนหน้านี้เห็นสัญลักษณ์ตระกูลลู่หน้ารถม้า จึงถามทางชาวบ้านมาจนถึงที่นี่ขอรับ”


เหอจิ่วเหนียง “...” 


อา… นางประมาทซะแล้ว


ลู่ไป่ชวนมีสถานะเป็นขุนนาง ข้างรถม้าจะมีโคมกระดาษแดงแขวนไว้ ด้านบนสลักอักษรคำว่า ‘ลู่’ เพื่อให้จดจำได้ง่าย


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจสิ่งนั้นมาก่อนเลย นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะพลาดท่าเพราะสิ่งนี้เสียได้


แต่ถึงแม้นางจะรู้ว่าลู่ไป่ชวนแซ่ลู่ก็คงไม่ตามหาสวนซีสุ่ยเจอได้เร็วถึงเพียงนี้หรอกกระมัง ไม่อย่างนั้นวันนี้ ฮูหยินในงานเลี้ยงคงไม่มีทางไม่รู้จักนาง


ตอนที่ 328: ท่านต้องการหย่าอย่างนั้นหรือ


อาจเป็นเพราะมีอคติ ไม่ว่าหญิงปริศนาจะอธิบายเช่นไร เหอจิ่วเหนียงก็สัมผัสได้ว่ามีเจตนาร้ายแฝงอยู่


“ให้นางรอก่อน ข้ากินข้าวเสร็จค่อยว่ากัน”


เหอจิ่วเหนียงจงใจทำให้นางอึดอัด และอยากรู้ว่านางจะมีทีท่าอย่างไร ลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไร เขายอมรับวิธีการของนาง


สวีต้าซานรับคำสั่ง และออกไปให้คำตอบนาง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้บอกให้สวีต้าซานพานางเข้ามา นั่นหมายความว่าให้นางรออยู่ด้านนอก


หญิงสาวปริศนาพยักหน้าอย่างว่าง่าย ยืนรออยู่นอกรั้วจวนโดยไม่ปริปากบ่น


เหอจิ่วเหนียงพอใจกับอากัปกิริยาตอบสนองของนาง สองสามีภรรยากินข้าวกันต่อ และมอบหมายเยว่ซูให้ไปแอบจับตามอง หากมีความเคลื่อนไหวอะไรให้มารายงาน


“กินข้าวเสร็จเจ้าจัดการได้เลย ข้าต้องกลับไปที่ศาลาว่าการ ไม่ต้องรอข้า”


หลังจากลู่ไป่ชวนกินข้าวเสร็จก็ลุกขึ้นเดินออกไป เขายังมีงานอีกมากที่ศาลาว่าการ หลายครั้งถึงขั้นต้องทำงานต่อทั้งคืน แต่ทุกครั้งเขาจะมารอรับเหอจิ่วเหนียงกลับบ้านตรงเวลาเสมอ กินข้าวกับนาง จากนั้นก็กลับไปทำงานต่อ


แรกๆ ฉินเจียนไม่เข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ แค่กินข้าว เหตุใดต้องกินด้วยกันทุกครั้งด้วย


คุณชายฉินเอาเรื่องนี้ไปบ่นกับพวกโหลวชง จึงถูกพวกโหลวชงเทศน์กลับมาหลายกัณฑ์ เขาจึงได้รู้ว่า ช่วงเวลาเหล่านั้นมีค่ามากเพียงใด


โหลวชงสวมบทนักปราชญ์ “ทั้งๆที่พี่สะใภ้ไม่รู้ว่านายท่านสามจะกลับมาหรือไม่ แต่นางก็ยังคงยืนหยัดรอเขากลับมาตั้งนานเพียงนี้ นายท่านสามจึงตอบแทนนางด้วยหัวใจ และพี่สะใภ้สมควรได้รับสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างถูกต้องเหมาะสมขอรับ”


ทันใดนั้นฉินเจียนก็ตระหนักได้ว่า บุตรชายของลู่ไป่ชวนอายุสี่ขวบแล้ว ก่อนจะได้เจอครอบครัว เขาก็ครองตัวเป็นโสดไม่สนใจใครเลย แต่กับเหอจิ่วเหนียงเขาแสดงออกราวกับคนละคน เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับนางมากเพียงใด


“ไปเถอะ” เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ดึกๆหน่อยข้าจะส่งมื้อดึกไปให้ท่าน”


ช่วงนี้ลู่ไป่ชวนกำลังจัดการเรื่องนักพรตอารามเต๋าอยู่ ระหว่างนี้พวกเขาจับตัวคนร้ายเพิ่มได้อีกหลายคน เป็นเพราะพวกที่อยู่ในที่ลับไม่ได้รับข่าวจากทางนี้ จึงส่งคนมาดูสถานการณ์ และสุดท้ายก็กลายเป็นปลาติดเบ็ด


ด้วยรู้ถึงจุดนี้ ทางด้านจิงโจวจึงสร้างกับดักรอให้คนเหล่านี้เข้ามา เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผนจึงสามารถจับคนที่เล็ดลอดเข้ามาได้ทั้งหมด


ลู่ไป่ชวนรู้สึกหัวใจพองโต เขาตั้งตารอคอยแล้วว่าอาหารมื้อดึกคืนนี้จะเป็นอะไร


ถึงแม้ฝีมือการทำอาหารของภรรยาไม่เลิศเลอเท่าไร แต่นางเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ มักคิดสูตรอาหารแปลกใหม่ออกมาบ่อยๆ สั่งให้พวกนางหวังทำตามสูตรนาง มื้อดึกในหลายคืนที่ผ่านมาพวกเขาได้กินอาหารอร่อยๆหลากหลายไม่ซ้ำกันเลย


ตอนนี้เขามีหน้ามีตาในศาลาว่าการมาก เพราะตำแหน่งก็ส่วนหนึ่งแต่เพียงเล็กน้อย สาเหตุหลักใหญ่คือ เขามีภรรยาที่ทั้งรูปโฉม.งดงามและมากความสามารถต่างหาก สหายร่วมงานของเขาคนไหนบ้างที่ไม่อิจฉาเขา


ทุกคนตั้งตารอคอยทุกคืนว่าภรรยาของตัวเองจะส่งอาหารมื้อดึกอะไรมาให้ จากนั้นก็เอามาเปรียบเทียบกับของเขา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเทียบได้เลยสักครั้ง


บรรยากาศของสองสามีภรรยาทางด้านนี้อบอวลด้วยความหวานชื่น

......


ส่วนทางด้านจวนผู้ว่าการเมือง เมื่อฮูหยินเฉียนรู้ว่าของขวัญที่ตนส่งไปให้ถูกส่งคืนกลับมาทั้งหมด อีกทั้งยังได้รับสารวาจาจากเหอจิ่วเหนียงด้วยก็รู้สึกแย่อย่างมาก


นางรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำในวันนี้จริงๆ นางเองก็รู้ดีว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นคนไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ ดังนั้นจึงให้คนนำของไปให้แทนคำขอโทษ แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจไยดีคำขอโทษของนางเลย


ต้องรู้ก่อนว่า ตำแหน่งของลู่ไป่ชวนสูงกว่าผู้ว่าการเมืองหนึ่งระดับ หากไม่นับเฉินอ๋อง ลู่ไป่ชวนก็คือคนที่มีอำนาจที่สุดในจิงโจว เจอกันครั้งแรกนางก็ล่วงเกินภรรยาของเขาทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ โทษนี้นางจะต้องตายเช่นไรก็ไม่รู้


นางทั้งเครียดทั้งกลัวมาก ถึงกับกินมื้อเย็นไม่ลง


คิดไปคิดมา คนกังวลจึงตัดสินใจไปหาสามีที่เพิ่งกลับมาจากศาลาว่าการ และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เขาฟัง


ผู้ว่าการเมืองเฉียนยุ่งกับงานมาทั้งวัน คดีการหายตัวไปของเด็กๆ ก่อนหน้านี้เขายังไม่สามารถปิดคดีได้ ช่วงนี้กำลังคิดๆอยู่ว่าจะขอให้ลู่ไป่ชวนเข้ามาช่วยจัดการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานเลี้ยงที่ภรรยาของตนจัดขึ้นเพื่อฮูหยินลู่ในวันนี้ น่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ดีของทั้งสองตระกูลได้ไม่มากก็น้อย และพรุ่งนี้เขาจะไปขอให้ใต้เท้าลู่ช่วยไขคดีเร่งด่วนนี้


ทว่าฮูหยินกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความร้อนใจ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้เขาฟัง ทันใดนั้นราวกับฟ้าถล่ม เขาตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ


“นี่มันเรื่องอะไรกัน ก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าให้สร้างความสัมพันธ์กับฮูหยินลู่ให้ดีๆ ข้ากำชับเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุใดเจ้าถึงทำพลาดถึงขั้นนี้? ฮะ!”


เฉียนชิ่งปาหมวกขุนนางลงบนโต๊ะอย่างแรง หันไปถลึงตาจับจ้องภรรยาที่เอาแต่ก้มหน้าด้วยความเดือดดาล ใบหน้าแดงก่ำ


“ขะ ข้า… ข้าก็แค่เห็นว่าพวกฮูหยินหลี่อยากรู้ว่าฮูหยินลู่มีความสามารถอะไร และข้าเองก็อยากรู้ด้วย…”


ฮูหยินเฉียนอธิบายเหตุผลอย่างขมขื่น นางเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องมาตลอดในจิงโจว จู่ๆมีคนที่งดงามและอายุน้อยกว่าเข้ามา ทั้งยังมีสามีที่ตำแหน่งสูงกว่าสามีนางอีก ในใจนางจึงยากจะยอมรับ นางยอมรับว่าเรื่องนี้ตัวเองใจแคบ แต่ก็ถูกหักหน้าไปอย่างไม่ปรานีแล้วไม่ใช่หรือ


“อยากรู้อย่างนั้นหรือ? ความอยากรู้ของเจ้าทำร้ายข้าให้ตายได้เจ้ารู้หรือไม่! อย่าว่าแต่ฮูหยินลู่ไม่ใช่คนธรรมดาเลย ต่อให้นางเป็นแค่สาวชาวบ้าน มาร่วมงานเลี้ยงของเจ้าเจ้าก็ต้องให้เกียรตินาง! แต่พวกเจ้าช่างดีจริงๆ ไม่เพียงล่วงเกินนาง แต่ถูกนางเอาคืนด้วย! จะ จะ จะ เจ้า ฮึ่ย! เจ้ามันโง่! ข้าว่าเจ้าอยู่ในตำแหน่งนี้จนเคยตัวแล้วกระมัง ลืมไปแล้วหรือว่าข้าต้องทุ่มเทความพยายามขนาดไหนกว่าจะอยู่ในจุดนี้ได้!


เดิมทีข้ามีเรื่องต้องขอให้ใต้เท้าลู่ช่วย ตอนนี้เจ้าก่อเรื่องเช่นนี้ อย่าว่าแต่ขอให้เขาช่วยเลย แม้แต่ความสัมพันธ์ทั้งหมดก่อนหน้านี้จะกู้คืนมาได้หรือไม่ก็ไม่รู้! เจ้ากำลังทำให้ข้าต้องตายแล้วรู้ตัวหรือไม่!


ฮูหยินหลี่นั่นก็อีกคน ปกติทำตัวจองหองกับใครก็ช่าง แต่นี่กล้าล่วงเกินคนเป็นหัวหน้าของสามีนาง นี่เจ้าคบหาสหายเช่นไรกัน ฮะ!


เรื่องนี้เจ้าคิดหาทางขอโทษฮูหยินลู่เองก็แล้วกัน ต้องทำให้นางยกโทษให้เจ้าให้ได้ ไม่อย่างนั้นตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของเจ้าหลุดแน่!


เฉียนชิ่งดุด่าต่อว่าภรรยาอย่างกราดเกรี้ยว ฮูหยินเฉียนน้ำตาไหลพรากด้วยความเสียใจ หากยามปกตินางไม่ยอมก้มหัวอยู่เช่นนี้แน่ แต่เรื่องวันนี้นางทำผิดจริงๆ


เพียงแต่ คำพูดประโยคแรกๆ นางยอมรับได้ แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง นางเงยหน้าขึ้นมองสามีทันทีอย่างไม่อยากเชื่อ “ท่านว่าอะไรนะ?”


เฉียนชิ่งกำลังโมโหมากจึงพูดอะไรไปโดยไม่ทันคิด ไหนๆก็โพล่งออกไปแล้ว จึงตอบไปตรงๆ “ข้าบอกว่า ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของเจ้าถ้าเจ้าไม่ต้องการ ยังมีคนอีกเยอะที่อยากได้! ถ้าเจ้าทำหน้าที่ฮูหยินได้ไม่ดี ข้าจะให้คนอื่นมาทำแทน!”


วาจานี้ประกอบด้วยอารมณ์โกรธเจ็ดส่วน อีกสามส่วนคือความในใจล้วนๆ


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตำแหน่งขุนนางของเขาสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า หากไม่มีภรรยาคอยช่วยเหลือ ตำแหน่งของเขาอยู่ไม่ได้นานถึงเพียงนี้แน่


แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ หากเกิดขึ้นซ้ำสองอีก ตำแหน่งขุนนางของเขาก็อย่าหวังว่าจะรักษาเอาไว้ได้


“เฉียนชิ่ง! นี่ท่านจะหย่ากับข้าเพราะเรื่องเล็กแค่นี้น่ะหรือ!”


ฮูหยินเฉียนถลึงตาตะคอกใส่เฉียนชิ่ง เดิมทีนางตั้งใจจะมาสารภาพความผิดกับเขา และขอให้ช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้ สุดท้ายนางพูดไปแค่ไม่กี่ประโยค สามีก็มีความคิดอยากจะหย่ากับนางแล้ว


นางอยู่กินกับเขามาเกือบยี่สิบปี มีบุตรด้วยกันหลายคน เขาพูดว่าอยากหย่าก็จะหย่าได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ


ตอนที่ 329: วันนี้ฮูหยินของเขารังแกภรรยาข้า


เฉียนชิ่งก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป จึงรีบแก้คำพูดให้ถูกต้อง “ข้าไม่ได้บอกว่าจะหย่ากับเจ้า ข้าหมายความว่า ข้าสามารถแต่งงานใหม่ได้ หรือไม่ก็ลดขั้นให้เจ้าไปเป็นอนุฯ!”


ภูมิหลังของครอบครัวฮูหยินเฉียนค่อนข้างแข็งแกร่ง แรกเริ่มเฉียนชิ่งเป็นแค่นายอำเภอ เทียบเท่ากับขุนนางระดับเจ็ด แต่ได้ครอบครัวภรรยาช่วยเหลือไม่น้อย ดังนั้นต่อให้นางทำความผิดใหญ่หลวงเพียงใด เฉียนชิ่งก็ไม่กล้าขอหย่ากับนาง…แต่หากเขาแต่งภรรยาใหม่เข้ามาสักคน ให้ช่วยจัดการงานต่างๆ ย่อมไม่มีปัญหา


แน่นอนว่า ‘ย่อมไม่มีปัญหา’ เป็นเขาที่คิดเอาเอง เขาคิดว่าภรรยายอมรับเรื่องนี้ได้ แต่ไม่นึกเลยว่าทันทีที่ลั่นวาจาออกไป ฝ่ามือของภรรยาก็ฟาดลงมาที่หน้าเขาอย่างแรง


ฮูหยินเฉียนจ้องเขม็งสามีอย่างโหดเหี้ยม และสบถด่าว่า “เฉียนชิ่ง ท่านช่างเป็นคนจิตใจสกปรกยิ่งนัก! ท่านนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อย่างไรลืมไปแล้วรึ! ถ้าไม่ใช่เพราะการช่วยเหลือของครอบครัวพ่อแม่ข้า ท่านไม่มีวันมีวันนี้ได้หรอก! คิดอยากลดขั้นข้าให้เป็นอนุฯ อย่างนั้นรึ?! ฝันไปเถอะ!”


การลดขั้นนางให้เป็นอนุภรรยาเป็นการเหยียดหยามนางยิ่งกว่าการหย่ากับนางเสียอีก นางคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าสามีจะมีความคิดเช่นนี้


นางรู้ว่าวันนี้ตัวเองทำเรื่องโง่เง่าลงไป แต่ถ้าพูดกันตามตรงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พยายามขอโทษและแสดงความจริงใจให้เห็นก็จบแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของเฉียนชิ่งและลู่ไป่ชวนโดยตรง ต่อให้คลางแคลงใจกันจริงๆ ต่อไปก็พบปะกันน้อยลงหน่อยก็ได้แล้ว แต่นี่อะไรกัน เขาฉวยโอกาสนี้คิดจะหาภรรยาใหม่?!


แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาคิดเรื่องนี้เอาไว้มาตลอด แค่หาจังหวะพูดออกมาเท่านั้น หรืออาจถึงขั้นเป็นไปได้ว่า… คนที่จะมาแทนตำแหน่งฮูหยินใหญ่ตระกูลเฉียน เขาก็หาเอาไว้แล้วอย่างนั้นหรือ!?


“ข้าบอกท่านเอาไว้เลยนะ ทางที่ดีท่านไปจัดการนางจิ้งจอกนั่นให้ดี ไม่อย่างนั้นข้าไม่มีทางปล่อยให้ท่านอยู่เป็นสุขแน่! ข้าทำให้ท่านขึ้นมาอยู่จุดนี้ได้ ข้าก็ทำให้ท่านตกลงไปได้เหมือนกัน ไม่เชื่อท่านก็ลองดู”


พูดจบฮูหยินเฉียนก็สะบัดหน้าเดินออกไป เดิมทีในใจนางก็มีเรื่องทุกข์ระทมอยู่แล้ว ตอนนี้เจอปัญหาเรื่องคู่ชีวิตเข้ามาแทรก นางไหนเลยจะยังมีกะจิตกะใจสนใจว่าเหอจิ่วเหนียงยังโกรธหรือไม่


เฉียนชิ่งจึงตระหนักได้ว่า ตนโมโหมากจนปากไวเกินไปแล้ว


ทว่าช่วงนี้เขาตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งอยู่จริงๆ ภูมิหลังของนางไม่เลวเลย และที่สำคัญ รูปร่างหน้าตาของนางงดงามมาก นิสัยก็อ่อนโยนน่าทะนุถนอม ตรงกับความชอบของเขาทุกประการ


ตอนแรกเขาคิดเอาไว้ว่าจะหาโอกาสดีๆพูดกับภรรยา ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะวู่วามเกินไปจนเผลอหลุดปาก


จบแล้ว…


ในเมื่อเขาพูดเรื่องนี้ออกมาผิดที่ผิดเวลา หากให้ไปเจรจาขอภรรยาอีกครั้งย่อมเป็นไปไม่ได้แล้ว เมื่อลองชั่งน้ำหนักดู ตอนนี้เขาอยู่ภายใต้อำนาจของครอบครัวพ่อตา หากดื้อดึงจะรับภรรยาใหม่ ครอบครัวพ่อตาเอาเรื่องขึ้นมา สถานการณ์ยิ่งแย่กว่าเดิมแน่


ตอนนี้เขาเป็นผู้ว่าการเมือง วันข้างหน้ายังอยากเลื่อนขั้นอยู่ จะทำให้ครอบครัวพ่อตาไม่สบอารมณ์ไม่ได้


พิจารณาได้ดังนี้ บุรุษมีรักใหม่ก็ถอนหายใจออกมาช้าๆ ตนอาจต้องละทิ้งเรื่องความรักเพื่อหน้าที่การงานแล้ว

......


อีกด้านหนึ่ง


ลู่ไป่ชวนมาถึงหน่วยหั่วอวิ๋น สิ่งแรกที่เขาทำคือไปหาฉินเจียนเพื่อพูดคุยเรื่องคดีเด็กถูกลักพาตัว


“แต่ไม่สิ เรื่องนี้พวกเราช่วยศาลาว่าการจัดการตอนแรกๆ และให้พวกเขารับไปจัดการทั้งหมดต่อแล้วนี่ เหตุใดเจ้าถึงเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกล่ะ?”


ฉินเจียนมองสหายด้วยความรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย เจ้านี่พูดเรื่องเก่าๆ เพราะเหตุใด ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย


ลู่ไป่ชวนมองเขาอย่างเย็นชา “เฉียนชิ่งคิดจะให้พวกเรารับคดีนี้มาจัดการต่อจนเสร็จ จริงๆแล้วตอนนี้ข้ากำลังให้พวกเราสืบหาผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อยู่ ถ้าเขามาขอให้ช่วยข้าก็รับเอาไว้ได้ไม่มีปัญหา แต่วันนี้ฮูหยินของเขามารังแกภรรยาข้า ดังนั้นเผือกร้อนเช่นนี้ก็ให้เขาถือไว้เองเถอะ”


“ว่าอย่างไรนะ ฮูหยินเฉียนรังแกสะใภ้เล็ก…เอ่อ รังแกน้องสะใภ้อย่างนั้นหรือ?”


เขาโพล่งคำเรียกเหอจิ่วเหนียงออกไปด้วยความเคยชิน ก่อนหน้านี้เขาเรียกนางว่า สะใภ้เล็ก มาโดยตลอด ตอนนี้เมื่อรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นภรรยาของสหายรัก เขาจึงต้องเปลี่ยนคำเรียกเป็น น้องสะใภ้


“ทำเช่นนี้ได้อย่างไร น้องสะใภ้เอาของกินอร่อยๆมาส่งให้พวกเราทุกวัน นางเปรียบดั่งพระโพธิสัตว์ของหน่วยหั่วอวิ๋น! รังแกใครก็รังแกไป แต่มารังแกพระโพธิสัตว์ของพวกเราไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหน่วยหั่วอวิ๋นจะโดนตำหนิเอาได้ว่าผู้หญิงแค่คนเดียวก็ปกป้องไม่ได้!


ฮูหยินเฉียนนี่เป็นอะไรไป น้องสะใภ้ไม่ยุ่งกับนางนางก็ไปหาเรื่องจนได้


ไม่ได้ ไม่ได้ จะปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าจะไปถามเฉียนชิ่งว่าเขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร!”


ฉินเจียนบ่นพลางเตรียมจะเดินออกไป แต่ลู่ไป่ชวนห้ามเขาเอาไว้ “ไม่ต้องหรอก แค่ไม่รับทำคดีนั้นก็พอแล้ว”


ผู้ว่าการเมืองกับพวกเขาไม่ได้สนิทสนมกันมากมาย ไม่มีความจำเป็นต้องเจรจากันเป็นการส่วนตัว คดีนี้ต้องบอกว่าจัดการยากพอสมควร ถ้าเฉียนชิ่งจัดการได้ไม่ดี ก็จะส่งผลต่อตำแหน่งของเขาในปีนี้เอง


ไม่ดูแลภรรยาของตัวเองให้ดี เช่นนั้นก็ให้เขาชดใช้ด้วยหน้าที่การงานก็แล้วกัน


“ก็ได้ เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า”


ฉินเจียนตอบตกลงอย่างสบายๆ จะทางใดก็ดีทั้งนั้น หึ มารังแกน้องสะใภ้เขา คนเช่นนี้ปล่อยไปไม่ได้จริงๆ!


มีหลายคนคิดว่าฉินเจียนมีใจให้เหอจิ่วเหนียง แม้กระทั่งลูกน้องข้างกายยังเคยเครียดในตอนที่รับรู้ความสัมพันธ์ของเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวน พวกเขากลัวนายท่านรองรู้เข้าแล้วจะเสียใจหนัก ทว่าความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย


ความรู้สึกที่ฉินเจียนมีต่อเหอจิ่วเหนียงเป็นแค่ผู้มีพระคุณกับสหายเท่านั้น ตอนที่รู้ว่านางเป็นภรรยาของสหายรัก เขารู้สึกยินดีกับทั้งสองเป็นอย่างมาก


นางไม่ต้องเป็นหญิงม่ายทั้งๆที่อายุยังน้อยอีกต่อไป สามีนางยังอยู่ นางยังมีครอบครัว และมีสหาย


เขาคือคนที่ปรารถนาอยากเห็นเหอจิ่วเหนียงมีความสุขที่สุด ตอนนี้เพิ่งจะมีความสุขได้ไม่กี่วันก็มีคนมารังแกนางแล้ว


เขาไม่มีทางให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำสองอีกแน่นอน!


มุมปากลู่ไป่ชวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ จากนั้นเรียกลูกน้องที่อยู่ใกล้ๆมาคนหนึ่งและสั่งการ “ไปเรียกหลี่หย่งมาหาข้าหน่อย”


ลูกน้องรับคำสั่งและออกไปทันที ฉินเจียนสัมผัสได้ถึงจุดประสงค์บางอย่างในคำสั่งของเขา จึง.อดถามไม่ได้ “เจ้าเรียกหลี่หย่งมาทำอะไร ไม่ใช่ว่าภรรยาของเขารังแกน้องสะใภ้ด้วยอีกคนกระมัง?”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ฮูหยินหลี่เป็นคนที่หาเรื่องนางเป็นคนแรก”


“หึ ดูท่าปกติหลี่หย่งคงเป็นคนอวดดีไม่น้อย ไม่อย่างนั้นภรรยาของเขาไม่กล้าจองหองถึงเพียงนี้หรอก”


“อืม”


ลู่ไป่ชวนนั่งลง ก่อนจะยกจอกชาขึ้นมาเป่าและจิบ


ถึงแม้ภรรยาจะกำชับครั้งแล้วครั้งเล่าว่าไม่ให้เขาเข้ามายุ่งเรื่องนี้ แต่เขาในฐานะสามี หากแม้แต่เรื่องแค่นี้จัดการไม่ได้ ต้องให้ภรรยาขุ่นข้องหมองใจ แล้วสิ่งที่เขาพยายามทุ่มเทอย่างสุดชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะมีประโยชน์อะไร


ฉินเจียนก็นั่งลงเช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ต้องเอาคืนแทนน้องสะใภ้ให้ได้


ไม่นานหลี่หย่งก็มาถึง เมื่อเห็นฉินเจียนและลู่ไป่ชวนก็ยิ้มตาหยีพลางคารวะ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างประจบประแจง “ใต้เท้าทั้งสองเรียกข้าน้อยมาจะสั่งการเรื่องใดหรือขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า และถามด้วยท่าทางผ่อนคลาย “แม่ทัพหลี่กลับไปกินข้าวที่จวนมาหรือยัง?”


หลี่หย่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ ลู่ไป่ชวนถึงถามคำถามนี้ คิดไปว่าหัวหน้าเป็นห่วงลูกน้อง จึงตอบอย่างตรงไปตรงมา “กลับไปรอบหนึ่งแล้ว เพิ่งจะกลับมาขอรับ”


ในเมื่อกลับไปแล้ว แต่ยังเผชิญหน้ากับลู่ไป่ชวนด้วยรอยยิ้มเช่นนี้ได้ หมายความว่าเขายังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันนี้


“อืม”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้ารับรู้ และได้ไม่พูดอะไรต่อ 


หลี่หย่งไม่เข้าใจว่าลู่ไป่ชวนจะสื่ออะไร ขณะกำลังจะถาม ฉินเจียนที่อยู่ข้างๆ ก็ถามขึ้นมาเสียก่อน “แม่ทัพหลี่เป็นคนจิงโจวแต่กำเนิดใช่หรือไม่?”


“ขอรับ สมัยหนุ่มๆเคยไปอยู่ที่ชายแดนอยู่หลายปี ต่อมาด้วยพระกรุณาธิคุณของท่านอ๋อง จึงให้ข้าน้อยกลับมาอยู่จิงโจวขอรับ”


หลี่หย่งตอบตามจริง แต่ก็ยังไม่เข้าใจถึงเจตนาของทั้งสอง


ฉินเจียนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “มิน่าล่ะ…”


ตอนที่ 330: เรื่องที่หลี่ยวนกังวลเกิดขึ้นแล้ว


หลี่หย่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเจียนถึงทำท่าทางเช่นนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความฉงน


ลู่ไป่ชวนพูดขึ้น “ปกติแม่ทัพหลี่ยุ่งแต่กับงานทหาร คงไม่มีเวลาจัดการเรื่องในบ้านกระมัง?”


“เรื่องในบ้านหรือ?”


ทันใดนั้นแม่ทัพหลี่จึงตระหนักได้ว่า คนในจวนต้องไปล่วงเกินคนของอีกฝ่ายมาเป็นแน่ จึงรีบขอรับโทษกับลู่ไป่ชวน “ใต้เท้า คนในจวนข้าน้อยไปล่วงเกินใต้เท้าเข้าแล้วหรือขอรับ ข้าน้อยจะกลับไปเอาตัวมาเดี๋ยวนี้ จะลงโทษเช่นไรแล้วแต่ใต้เท้าจะตัดสิน!”


หลังจากได้รู้จักกันในหลายวันที่ผ่านมา หลี่หย่งรู้ว่าลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนใช้อำนาจเบียดบัง วันนี้ถึงขั้นทำให้ใต้เท้าพูดเช่นนี้กับเขาได้แปลว่าคงโกรธถึงขีดสุดแล้ว หากคนในจวนไปล่วงเกินลู่ไป่ชวนเข้าจริง เขาก็ต้องรอรับโทษสถานเดียว


“เรื่องนี้แม่ทัพหลี่กลับไปถามฮูหยินของตัวเองเอาเถอะ”


หลี่หย่ง “!!!” 


ที่แท้ก็เป็นเมียตัวดีที่หาเรื่องวุ่นวายให้ข้าจริงๆด้วย!


เขารู้อยู่ตลอดว่าภรรยาของเขาชอบออกไปวางก้ามนอกบ้าน แต่ดีที่นางรู้จักขอบเขต ไม่เคยล่วงเกินผู้ที่ไม่ควรล่วงเกินเลยสักครั้ง รังแกคนที่มีสามีตำแหน่งต่ำกว่าเขาเสมอ ต่อให้คนเหล่านั้นไม่พอใจมากเพียงใดก็ไม่กล้าตอบโต้ ปกติแล้วก็ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใดมาถึงตัวเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงเลือกปิดตาข้างหนึ่งมาโดยตลอด


แต่ครั้งนี้มันอะไรอย่างไร ภรรยาร่างท้วมของเขาไปล่วงเกินเจ้านายเขาได้อย่างไรกัน?


มิน่าล่ะ เหตุใดตอนกลับไปกินข้าวที่บ้าน สองแม่ลูกคู่นั้นถึงเอาแต่เงียบไม่พูดไม่จากับเขาเลย


ตอนนั้นเขาคิดว่า สองแม่ลูกอยากขอซื้อสิ่งของอะไรบางอย่างแต่ไม่กล้าขอซะอีก นึกไม่ถึงเลยว่าที่แท้จะนำหายนะมาเช่นนี้!


ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังจะปิดบังเขาอีก ทำให้เขาต้องถูกเรียกมาตำหนิโดยไม่รู้เรื่อง!


“ขอรับใต้เท้า ข้าน้อยจะกลับไปถามเรื่องราวให้กระจ่าง ต้องมีคำอธิบายให้ใต้เท้าแน่นอนขอรับ!”


กล่าวจบแม่ทัพหลี่ก็รีบกลับจวนทันที ส่วนลู่ไป่ชวนก็ลุกขึ้นไปจัดการงานต่อ


ฉินเจียนตามเขาไป จะได้ติดตามความคืบหน้าคดีนักพรตเหล่านั้นด้วย

......


ณ จวนตระกูลหลี่ 


ฮูหยินหลี่และบุตรสาวนั่งอยู่ในห้องรับแขกด้วยความเคร่งเครียด ในหัวคิดแล้วคิดอีกว่าจะบอกเรื่องนี้กับหลี่หย่งดีหรือไม่


ลู่ไป่ชวนเป็นหัวหน้าของหลี่หย่ง บัดนี้นางล่วงเกินเขาไปแล้ว หากหลี่หย่งถูกกลั่นแกล้งในกองทัพจะทำเช่นไร


“ท่านแม่ เราจะทำเช่นไรกันดีเจ้าคะ เรื่องนี้ไม่อาจปิดบังได้แน่ จะช้าหรือเร็วท่านพ่อก็ต้องรู้อยู่ดี พวกเราไม่พูดตอนนี้ ถ้าท่านพ่อไปได้ยินมาจากที่อื่นจะยิ่งโกรธกว่าเดิมเป็นแน่”


หลี่หยวนมองมารดาด้วยความเคร่งเครียด มือกำผ้าเช็ดหน้าแน่นด้วยความร้อนใจ นางไม่กล้าคิดเลยว่าหากท่านพ่อรู้เรื่องนี้เข้า ท่านพ่อจะโกรธจนถึงขั้นใช้กฎตระกูลกับนางหรือไม่


ครั้นยังเด็ก นางเคยเห็นพวกพี่ชายโดนมาแล้ว นางไม่อยากโดนเช่นนั้น


ขณะนั้นหลี่หย่งก็กลับมาพอดี สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว หลี่หยวนรีบหลบด้านหลังมารดาด้วยสัญชาตญาณ


“เจ้ายังมีหน้ามาหลบอีกหรือ! บอกข้ามาว่าวันนี้พวกเจ้าสองแม่ลูกไปก่อเรื่องอะไรไว้!”


ตอนแรกเขาคิดว่าคนที่ทำผิดมีแค่ภรรยาคนเดียว แต่พอกลับมาเห็นท่าทางมีพิรุธของบุตรสาวด้วย ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแน่


“มะ มะ ไม่… ไม่ได้ทำอะไรเจ้าค่ะ”


หลี่หยวนมองบิดาอย่างกล้าๆกลัวๆ พูดจาตะกุกตะกัก ใบหน้ามีแต่ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงฉายออกมา


หลี่หย่งคร้านจะพูดกับพวกนาง จึงหันไปเค้นสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ “พวกเจ้าพูดมา ถ้าหากกล้าปิดบังข้าแม้แต่น้อย ข้าจะเอาตัวพวกเจ้าไปขายในหอคณิกา!”


สาวใช้ตกใจ รีบคุกเข่าโขกศีรษะ และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้ให้เขาฟัง


เมื่อได้ยินว่าภรรยากับบุตรสาวโง่เง่าของเขาเป็นตัวตั้งตัวตี เป็นคนเริ่มหาเรื่องก่อนตั้งแต่ต้น ผู้นำตระกูลหลี่ก็รู้สึกคันไม้คันมือ อยากสั่งสอนพวกนางสักฉาด


“พวกเจ้าสองคนเป็นสุนัขหรืออย่างไร เห็นใครก็อยากกัดไปทั่ว พวกเจ้าคิดว่าจะทำตัวจองหองเช่นไรก็ได้อย่างนั้นหรือ! พวกเจ้าอยู่ในจิงโจวสบายกันเกินไปใช่หรือไม่ ไม่รู้เลยใช่หรือไม่ว่ากว่าข้าจะได้ตำแหน่งนี้มาข้าต้องเสียเลือดเสียเนื้อไปมากเพียงใด!


พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าลู่ไป่ชวนเป็นใคร เขาเป็นถึงคนที่สร้างคุณูปการใหญ่หลวงจากหนานไท่ได้เชียวนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาจัดการเรื่องหนานไท่ได้สำเร็จ พวกเจ้าคิดว่าตอนนี้ตัวเองจะเดินเพ่นพ่านหาเรื่องคนอื่นไปทั่วอย่างสบายใจเช่นนี้ได้ ยังอยู่ดีกินดีเช่นนี้ได้หรือ


ตอนนี้เขาเป็นถึงแม่ทัพ ขุนนางระดับสาม หากไม่ใช่เพราะท่านอ๋องยังไม่มีอำนาจแต่งตั้งตำแหน่งได้ ไม่แน่เขาอาจเป็นขุนนางระดับหนึ่งไปแล้ว ข้าเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อยระดับห้า อยู่ต่อหน้าเขาข้าเทียบอะไรไม่ได้เลย แต่พวกเจ้ากลับกล้าดีไปล่วงเกินภรรยาของเขาอย่างนั้นหรือ!”


หลี่หย่งเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในหน่วยหั่วอวิ๋น เขารู้สถานะของลู่ไป่ชวนเป็นอย่างดี นับถือลู่ไป่ชวนและฉินเจียนจากก้นบึ้งหัวใจ เขายังไม่มีโอกาสได้เข้าหา สองแม่ลูกตัวดีนี่ก็ทำอีกฝ่ายไม่พอใจเข้าเสียแล้ว นี่ไม่เท่ากับเป็นการทำลายอนาคตเขาหรอกหรือ!


คิดได้เช่นนี้แม่ทัพระดับห้าก็ยิ่งโกรธ ตะโกนหาบ่าวรับใช้ “ใครก็ได้เข้ามานี่ ใช้กฎตระกูลลงโทษ! วันนี้ข้าจะให้นางผู้หญิงปีศาจได้รู้ว่าจุดจบของการทำตัวกำเริบเสิบสานมันเป็นเช่นไร!”


ในที่สุด เรื่องที่หลี่หยวนกังวลก็เกิดขึ้นจนได้!


หลี่หย่งคิดในใจ เขาไม่สามารถลงมือกับภรรยาได้ เช่นนั้นก็ลงโทษบุตรสาวนี่แหละ เด็กคนนี้หากไม่อบรมสั่งสอนให้ดี อนาคตได้ทำชั่วๆโดยไม่สนสิ่งใดอีกแน่


เมื่อหลี่หยวนได้ยินคำว่า ‘ใช้กฎตระกูลลงโทษ’ ในหัวก็ปรากฏภาพเหตุการณ์ที่พวกพี่ชายโดนทุบตีในวันนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลันนั้นเด็กสาวก็หน้ามืด ตาเหลือกและเป็นลมหมดสติไป


“หยวนเอ๋อร์! หยวนเอ๋อร์! อย่าทำให้แม่ตกใจเช่นนี้นะ!”


เดิมทีฮูหยินหลี่เครียดมากอยู่แล้ว เมื่อเห็นบุตรสาวเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งร้อนใจ ตะโกนให้คนไปตามหมอ ก่อนจะหันไปตะคอกกับหลี่หย่ง “นี่ท่านจะขู่ลูกทำไม เรื่องนี้เป็นข้าเองที่ทำไม่ถูก ข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะบอกท่านอย่างไร แล้วอีกอย่าง คนที่ล่วงเกินฮูหยินลู่ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว ยังมีฮูหยินเฉียนที่คอยสนับสนุน พรุ่งนี้ข้านัดกับนางไปขอโทษด้วยกันที่จวนตระกูลลู่ เช่นนี้ข้ายังไม่สำนึกอีกหรือ?”


“เจ้าว่าอะไรนะ? ฮูหยินเฉียนก็ทำเรื่องโง่ๆนี่กับเจ้าด้วยอย่างนั้นหรือ?”


หลี่หย่งไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขามองว่าฮูหยินเฉียนเป็นคนฉลาดมาตลอด ฉลาดกว่าภรรยาของเขามาก คิดไม่ถึงเลยว่าสองคนนี้จะร่วมมือกันทำเรื่องโง่เง่าเช่นนี้


ที่แท้ก็เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า ‘คบคนเช่นไรก็เป็นคนเช่นนั้นไปด้วย’ จริงๆ!


“จะพูดว่าทำเรื่องโง่ๆกับข้าได้อย่างไร เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว! วันนี้ก็นางนั่นแหละที่หลอกใช้ข้ากลั่นแกล้งฮูหยินลู่ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าคนที่ถูกกลั่นแกล้งและอับอายขายหน้าที่สุดก็คือตัวนางเอง ข้ากับหยวนเอ๋อร์ยังดีกว่านาง…”


เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เห็นได้ชัดว่าฮูหยินหลี่ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไร แต่เมื่อเหลือบไปเห็นบุตรสาวฟื้นแล้ว นางก็มีความกล้าหาญขึ้นมาทันที


“ท่านแม่ อย่าให้ท่านพ่อทุบตีลูกนะเจ้าคะ ลูกผิดไปแล้ว ลูกไม่กล้าทำอีกแล้วเจ้าค่ะ…”


หลังจากหลี่หยวนฟื้นขึ้นมาก็ยังไม่กล้าสบตาหลี่หย่ง เข้าไปซบอกมารดา ร้องไห้น้ำออกมาด้วยความน้อยใจ


ตอนที่หลี่หย่งเห็นบุตรสาวตกใจจนเป็นลมเขาก็ใจอ่อนแล้ว ตอนนี้เห็นท่าทางสำนึกผิดของนาง ความคิดจะลงโทษบุตรสาวก็มลายหายไป จึงโบกมือพลางกล่าว “พรุ่งนี้เจ้าก็ไปขอโทษฮูหยินลู่พร้อมแม่ของเจ้า ขอแค่ฮูหยินลู่ยกโทษให้พวกเจ้า ข้าก็จะไม่โกรธพวกเจ้าเรื่องนี้อีก ไม่อย่างนั้นข้าจะส่งพวกเจ้าไปอยู่ชนบท! หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน รอข้าว่างเมื่อไร ต้องสั่งสอนพวกเจ้าจริงๆจังๆเสียที!”


จบตอน

Comments