single mom ep331-340

ตอนที่ 331: เห็นแล้วหงุดหงิดก็เลยเปลี่ยนใจ


หลี่หยวนรีบพยักหน้า ขอแค่อย่าใช้กฎตระกูลกับนาง จะให้นางทำสิ่งใดก็ยอมทั้งนั้น


ฮูหยินหลี่ถอนหายใจอย่างโล่ง.อกเช่นกัน ไม่รู้ว่าฮูหยินลู่จะยอมให้อภัยพวกนางง่ายๆหรือไม่ พรุ่งนี้นัดไปพร้อมกับฮูหยินเฉียน ให้ฮูหยินเฉียนเป็นคนออกหน้า นางเป็นคนตาม เผื่อว่าจะได้ผลไม่มากก็น้อย

.....


อีกด้านหนึ่ง


ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็กินข้าวเสร็จ นางกลับห้องไปอาบน้ำ และนำแผ่นบำรุงหน้าออกมาจากห้วงมิติ ระหว่างบำรุงหน้าก็รู้สึกง่วงขึ้นมาจึงเตรียมจะเข้านอน ทว่าจู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า สตรีคนนั้นยังรออยู่ด้านนอก


“ไปเรียกแม่นางข้างนอกเข้ามาเถอะ”


นางสั่งสาวใช้ข้างๆ สาวใช้รับคำสั่งและออกไปทันที ไม่นานก็นำทางเด็กสาวที่เจอระหว่างทางในวันนี้เข้ามา


“บ่าวอวี้เฟินคารวะฮูหยินเจ้าค่ะ”


อวี้เฟินฉลาดมาก เข้ามาถึงก็แทนตัวเองว่าบ่าวทันที แสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการขายตัวเป็นบ่าวรับใช้


เหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก ผู้หญิงคนนี้ช่างตรงไปตรงมาจริงๆ พูดสั้นๆแต่ได้ใจความ


“เจ้าชื่ออวี้เฟินหรือ?”


“เจ้าค่ะ บ่าวอวี้เฟินต้องขอบคุณนายท่านกับฮูหยินมากที่ช่วยเหลือในวันนี้ นับจากวันนี้ไป บ่าวยินดีสละชีพด้วยความภักดีเพื่อนายท่านและฮูหยินเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเหอะๆ “แต่ข้าไม่ได้คิดจะรับเจ้ามาอยู่ด้วยนะ”


อวี้เฟินผงะไปเล็กน้อย เงยหน้ามองอีกฝ่ายคล้ายไม่เข้าใจว่าเหอจิ่วเหนียงหมายความว่าอย่างไร


ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงให้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอมาบอกนางว่าให้มาหาที่จวนเอง นั่นก็เพราะอยากทดสอบนางไม่ใช่หรือ ตอนนี้นางผ่านการทดสอบแล้ว เหตุใดอีกฝ่ายถึงยังไม่รับนางไว้ล่ะ


เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “ตั้งแต่พริบตาแรกที่เจอกันจนถึงตอนนี้เรายังไม่เคยบอกว่าจะรับเจ้ามาอยู่ด้วยสักคำ มีแต่เจ้าที่ไร้ยางอายยังอยู่ตรงนี้ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจอะไรอะไร ชัดเจนนะ”


“บ่าวกลัวแล้ว บ่าวไม่มีที่ไปจริงๆเจ้าค่ะ โปรดฮูหยินรับบ่าวไว้ด้วยเถอะนะเจ้าคะ โปรดฮูหยินมอบหนทางรอดชีวิตให้บ่าวสักครั้งด้วยเถอะเจ้าค่ะ”


อวี้เฟินพร่ำอ้อนวอนพร้อมกับโขกศีรษะ ท่าทางจริงใจโดยแท้ ทั้งยังน่าสงสารมาก ไม่ต้องพูดถึงบุรุษเลย แม้แต่เหอจิ่วเหนียงที่เป็นสตรีด้วยกันก็อดสงสารไม่ได้


แต่น่าเสียดาย เหอจิ่วเหนียงรู้บทบาทของตัวละครเรื่องนี้แล้ว


“เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นลูกสาวชาวบ้าน คนธรรมดาทั่วไปไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงเอาแต่แทนตัวเองว่าบ่าวล่ะ ที่นี่ไม่มีสัญญาซื้อขายทาสของเจ้า ข้าจะกล้าใช้งานเจ้าได้อย่างไร หากวันหนึ่งเจ้าฟ้องทางการว่าพวกเราบังคับขู่เข็ญเจ้าข้าจะทำเช่นไร?”


เหอจิ่วเหนียงจับจ้องอีกฝ่ายอย่างจริงจัง คล้ายว่ากำลังชั่งใจจะให้นางอยู่ที่นี่จริงๆ


“ไม่ทีทางเจ้าค่ะ ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอน ฮูหยินเป็นผู้มีพระคุณของบ่าว แค่คำขอบคุณก็น้อยไปด้วยซ้ำ บ่าวจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ”


อวี้เฟินส่ายหน้าแรงๆ เป้าหมายเดียวของนางตอนนี้คือเข้ามาอยู่ที่นี่ให้ได้ ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะพูดอะไร นางก็ต้องทำตามทั้งสิ้น


“แค่คำพูดลอยๆไม่มีหลักฐาน สัญญาซื้อขายทาสของเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่สามารถใช้งานเจ้าได้ นอกซะจากว่าเจ้าไปทำสัญญาทาสมาจากศาลาว่าการก่อน ข้าถึงจะพิจารณาได้ว่าจะรับเจ้าหรือไม่”


เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็ลุกเดินไปทันที สาวใช้ก็เข้ามาไล่อวี้เฟินออกไปทันทีเช่นกัน


อวี้เฟินยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น ตอนแรกนางคิดว่าคืนนี้ต้องเป็นไปตามแผนแน่ นึกไม่ถึงเลยว่าจะจัดการยากถึงเพียงนี้


หากไปทำสัญญาทาสที่ศาลาว่าการจริงๆ ก็เท่ากับว่านางต้องกลายเป็นบ่าวรับใช้ของตระกูลลู่จริงๆน่ะสิ


ที่สำคัญ สัญญาทาสของนางตอนนี้ยังอยู่ในมือคนที่ไล่ตามนางกลุ่มนั้น หากต้องทำสัญญาใหม่ ก็ต้องไถ่สัญญาฉบับเดิมกลับมาจากคนกลุ่มนั้นก่อน


หากเป็นเช่นนั้น ความพยายามที่นางทำมาทั้งหมดในวันนี้ก็สูญเปล่า เพราะอาจมีโอกาสโดนจับได้สูงมาก


ไหนบอกว่าฮูหยินลู่คนนี้เป็นหญิงสาวชาวบ้านไม่ใช่หรือ ไหนบอกว่านางเป็นคนไม่รู้ความ แต่เหตุใดแม้แต่เรื่องสัญญาทาสพวกนี้นางถึงเข้าใจได้อย่างละเอียดล่ะ


นางล้มลุกคลุกคลานวิ่งตามเหอจิ่วเหนียงไป ร้องไห้พลางตะโกน “ฮูหยินโปรดช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ บ่าวไม่มีปัญญาไปทำสัญญาทาสจริงๆ บ่าวไม่มีเงิน ถ้าให้กลับไปเอา คนพวกนั้นไม่มีทางปล่อยบ่าวออกมาแน่ ฮูหยินโปรดเมตตา ช่วยบ่าวด้วยเถอะเจ้าค่ะ!”


“ข้าเมตตาช่วยเจ้า แล้วใครจะเมตตาช่วยข้าล่ะ ที่มาที่ไปของเจ้าเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ข้าใช้งานเจ้าข้าก็ไม่สบายใจ แล้วถ้าเจ้าไม่อยู่ที่นี่ในฐานะคนรับใช้ในจวน เจ้าจะใช้สถานะใดอยู่ในจวนข้าล่ะ?...”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่รอให้นางได้พูดอะไร ฮูหยินของบ้านก็พูดต่อ “...เป็นน้องสาวของแม่ข้า หรือเป็นญาติข้าล่ะ?”


อวี้เฟินได้ยินก็รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย แต่สติปัญญาบอกนางว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น ดังนั้นนางจึงรีบกล่าว “บ่าวมิบังอาจคิดเช่นนั้น แค่อยากมีชีวิตรอดปลอดภัย รอให้นายท่านตามหาพ่อแม่ของบ่าวเจอ เอาสัญญาทาสนั่นกลับมา บ่าวสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อนายท่านและฮูหยินจนตัวตายเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า เด็กคนนี้ฉลาดไม่เบา ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนง่ายๆ 


เพียงแต่ นางไม่รับเอาไว้ง่ายๆอยู่แล้ว


“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ยังอยู่ที่นี่ไม่ได้ เจ้าเองก็รู้ว่าสามีข้าเป็นขุนนางในศาลาว่าการ ถ้าเจ้าไม่มีที่ไปจริงๆ ก็ไปนอนในคุกสักสองสามวันก่อนก็ได้ ไปช่วยเจ้าหน้าที่ที่นั่นดูแลนักโทษก็ดีเหมือนกัน รอให้ตามหาพ่อแม่ของเจ้าเจอ เอาสัญญาทาสกลับมาได้ ข้าจะคิดอีกทีว่าจะรับเจ้ามาเป็นสาวใช้หรือไม่”


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงคิดจะเก็บนางเอาไว้ใกล้ตัว มีความเคลื่อนไหวอะไรจะได้จับตาดูได้ทัน แต่คิดไปคิดมาแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด โดยเฉพาะยิ่งรู้ว่านางมีเจตนาเข้าหาลู่ไป่ชวน ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์


อยากอยู่ใกล้ลู่ไป่ชวนมากนักไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ให้นางไปอยู่ในคุกก็แล้วกัน ถึงอย่างไรลู่ไป่ชวนก็อยู่ที่นั่นมากกว่าที่บ้านอยู่แล้ว


อวี้เฟินเงยหน้ามองนาง ไม่เข้าใจได้เลยจริงๆ ว่านางคิดจะทำอะไร จวนใหญ่โตเพียงนี้ให้นางอยู่ด้วยอีกสักคนจะเป็นไรไป


ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทของนางในตอนนี้ก็คือ เด็กสาวอ่อนแอที่ถูกคนรังแก เหตุใดฮูหยินลู่คนนี้ถึงไม่มีความเห็นอกเห็นใจบ้างเลย


นางกำลังจะขอร้องขอความเห็นใจต่อ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจนางแล้ว เดินออกไปด้านนอกแล้วเรียกชายวัยกลางคนมาคนหนึ่ง และสั่ง “พานางไปส่งคุก บอกว่าเป็นความตั้งใจของข้า ให้คนในนั้นดูแลนางให้ดี ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้หญิงคงไม่ง่ายเลย”


สดับวาจา อวี้เฟินก็โกรธเป็นอย่างมาก รู้ทั้งรู้ว่าเป็นผู้หญิงให้อยู่อย่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายก็ยังส่งนางไปที่คุกอีก บ้าไปแล้วกระมัง! สถานที่เช่นนั้นคนปกติที่ไหนเขาเข้าไปอยู่กันล่ะ


แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ให้โอกาสนางได้ตอบโต้ สั่งชายวัยกลางคนเสร็จก็เดินจากไป ทิ้งนางเอาไว้ตรงนี้คนเดียว


ดรุณีน้อยยกมือปาดน้ำตาด้วยความกล้ำกลืน แม้ใจจริงจะยอมรับไม่ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามชายคนนั้นออกไป


สิ่งเดียวที่ทำให้นางมีแรงฮึดสู้ต่อไปได้ในตอนนี้ก็คือ คุกนั่นเป็นที่ที่ลู่ไป่ชวนอยู่บ่อยๆ หากนางอยู่รับใช้ ช่วยรินน้ำรินชาให้ที่นั่น ไม่แน่อาจมีโอกาสทำงานสำเร็จเร็วกว่าอยู่ที่นี่ก็ได้


เมื่อปลอบใจตัวเองได้ สตรีมีแผนการก็อารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย และเดินตามไปอย่างว่าง่าย


ระหว่างทางนางพยายามคิดหาวิธีถามเรื่องของลู่ไป่ชวนจากชายวัยกลางคนมาตลอดทาง แต่อีกฝ่ายไม่สนใจนางเลย ทำเหมือนกับว่านางไม่มีตัวตนก็มิปาน จนกระทั่งมาถึงประตูทางเข้าคุก เขาก็พูดกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพียงแค่ประโยคเดียว “อยากรู้อะไรก็ไปถามนายท่านสามเอง ตอนนี้นายท่านสามก็อยู่ข้างในนั่นแหละ”


ตอนแรกฟางต้าก็ตั้งใจจะทำตามที่เหอจิ่วเหนียงสั่ง คือพานางเข้าไปและบอกผู้คุมให้ดูแลนางให้ดี ทว่าผู้หญิงคนนี้เอาแต่ถามเรื่องที่ไม่ควรถามมาตลอดทาง เขารู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้มีแผนการบางอย่างอยู่ในใจจึงเกิดความรังเกียจ ดังนั้นจึงไม่อยากเดินเข้าไปส่ง อย่างมากเดี๋ยวก็ค่อยไปขอรับโทษจากฮูหยินแล้วกัน


ตอนที่ 332: ไม่แน่ ลู่ไป่ชวนอาจจะชอบคนแบบนางก็ได้


เมื่อเห็นฟางต้าทำท่าทางจะกลับ อวี้เฟินก็ร้อนใจ ยื่นมือออกไปจะคว้าแขนเขาไว้ แต่ยื่นออกไปเล็กน้อยก็ดึงมือกลับมา


“เมื่อครู่ฮูหยินบอกให้เจ้าไปส่งข้าข้างใน แต่เจ้ากลับทิ้งข้าไว้ข้างหน้าเช่นนี้ ข้าเข้าไปแล้วจะบอกพวกเขาว่าอย่างไรล่ะ?”


“เจ้าอยากบอกอย่างไรก็บอกไปเองเถอะ”


ฟางต้ากล่าวน้ำเสียงเย็นชา พูดจบก็ฟาดแส้บนหลังม้า รถม้าเคลื่อนออกไปกระทั่งลับสายตา


อวี้เฟินเห็นฟางต้าทิ้งตนเอาไว้อย่างไม่ไยดีก็โกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไร เป็นแค่ขี้ข้า กล้าชักสีหน้าใส่นางอย่างนั้นหรือ รอให้นางทำสำเร็จก่อนเถอะ จะต้องเรียกบ่าวชั้นต่ำคนนี้มาสั่งสอนให้สำนึก!


นางตำหนิอยู่ในใจครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปเคาะประตูด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่นานก็มีผู้คุมมาเปิดประตู ผู้คุมเห็นว่าเป็นเด็กสาวก็คิดว่ามาเยี่ยมนักโทษที่อยู่ในคุก แต่เมื่อสำรวจจนทั่วแล้วไม่เห็นนางนำข้าวของอะไรมา จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “วันนี้หมดเวลาเยี่ยมแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เถอะ!”


พูดจบก็จะปิดประตู อวี้เฟินรีบใช้ตัวดันไว้ “ท่านผู้คุม ข้าไม่ได้มาเยี่ยมนักโทษ ข้ามาตามคำสั่งของฮูหยินให้มาหานายท่านสาม”


ณ ที่แห่งนี้ คนที่ถูกเรียกว่านายท่านสามก็มีเพียงแค่ลู่ไป่ชวน ผู้คุมมองนางอย่างละเอียด แล้วก็มั่นใจว่าตนไม่รู้จักสตรีตรงหน้าแน่นอน


เนื่องจากช่วงนี้ฮูหยินสามมักจะให้คนมาส่งอาหารให้พวกเขา แต่ละครั้งจะส่งสาวใช้มาสองคนไม่ซ้ำหน้าเพื่อให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกัน ต่อไปหากมีปัญหาอะไรจะได้ให้สาวใช้มาแจ้งข่าวแทนได้


เท่าที่เขารู้ หลายวันนี้ฮูหยินสามก็ส่งสาวใช้ในจวนมาทำความรู้จักกันครบแล้ว และหนึ่งในสาวใช้ก็ไม่มีผู้หญิงคนนี้แน่นอน


ทว่านอกจากคนในจวนแล้ว จะมีใครมาหานายท่านสามที่คุกได้อีกล่ะ


ในหัวผู้คุมประมวลผลอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เอ่ยถาม “เจ้าชื่ออะไร ข้าจะเข้าไปรายงานก่อน”


“ข้าชื่ออวี้เฟิน”


ได้ยินคำตอบ หว่างคิ้วของผู้คุมก็ยิ่งขมวดแน่น เผยสีหน้าที่บ่งบอกว่า เป็นไปดังคาด


เขารู้ว่าสาวใช้ข้างกายฮูหยินสามมีชื่อนำหน้าว่า ‘เยว่’ ทุกคน แม่นางคนนี้มีชื่อนำหน้าว่า ‘อวี้’ ก็หมายความว่านางไม่ได้เป็นสาวใช้ในจวน


“รอก่อน!”


ผู้คุมปิดประตูเดินกลับเข้าไป อวี้เฟินยืนรออยู่หน้าประตูด้วยความกระสับกระส่าย


ปกติแล้วนางมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาก แต่หลังจากเจอเหอจิ่วเหนียง นางก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา


นางมองว่าเหอจิ่วเหนียงงดงามกว่าตนมาก สัดส่วนทรวดทรงก็กินขาด นางที่เป็นผู้หญิงด้วยกันยังอดมองไม่ได้ มีภรรยาเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนยังจะชอบใครได้อีก


นางมีจุดประสงค์แอบแฝงในการเข้าหาลู่ไป่ชวนจริงๆ คนเดินขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ นางอยากมีชีวิตที่สุขสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง จึงอยากลองดูสักครั้ง ไม่แน่ ลู่ไป่ชวนอาจจะหลงเสน่ห์นางก็ได้


ลู่ไป่ชวนกำลังไต่สวนไส้ศึกที่เพิ่งจับตัวมาได้โดยใช้วิธีการที่เหอจิ่วเหนียงเพิ่งสอนเขามาใหม่ เป็นวิธีที่สร้างความเจ็บปวดทรมานแต่ไม่ถึงขั้นเอาชีวิต


ในช่วงเวลาสำคัญ ผู้คุมก็เข้ามารายงานว่ามีสาวใช้นามว่าอวี้เฟินมาขอพบเขา เป็นคนที่ฮูหยินส่งมา ลู่ไป่ชวนจึงรู้ได้ว่าเป็นผู้หญิงน่ารำคาญที่ส่งไปโรงหมอคนนั้น นางอ้างชื่อของภรรยาเขาเพื่อมาหาเขา หรือว่าภรรยาเขาส่งนางมาจริงๆกันนะ


“ไปพาตัวเข้ามา”


ผู้คุมรับคำสั่งและรีบไปทันที


ไม่นานอวี้เฟินก็ถูกนำตัวเข้ามา เมื่อเห็นสภาพพื้นนองเลือดตรงหน้าหญิงสาวก็ตกใจจนเสียขวัญ


“นะ นะ นะ นายท่าน…”


นางรีบหันหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าหันไปมองสภาพนักโทษเหล่านั้นเลย


ยิ่งคิดว่าหากนางต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่… มือไม้แขนขานางก็เริ่มสั่นเทา


ลู่ไป่ชวนหันไปมองก็ปรากฏว่าเป็นนางจริงๆ สีหน้าเขาก็ยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”


“ฮูหยินให้บ่าวมาที่นี่เจ้าค่ะ ฮูหยินให้บ่าวมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว จะได้ช่วยรับใช้นายท่านทุกท่านด้วย”


นางก้มหน้าตอบ อยู่ต่อหน้าบุรุษมากมายเช่นนี้นางรู้สึกประหม่าไม่น้อย พูดจาไม่ค่อยฉะฉานเท่าไร


ลู่ไป่ชวนเดาไม่ออกจริงๆ ว่าภรรยาคิดจะทำอะไรกันแน่ ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่าให้อยู่ใกล้ๆนาง เหตุใดถึงส่งมาที่นี่


ฉินเจียนและพวกโหลวชงที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ในหัวของพวกเขาพลันเต็มไปด้วยภาพความขัดแย้งระหว่างสองสามีภรรยาลู่


ฉินเจียนอดต่อว่าไม่ได้ “ไม่สิ เจ้าสาม เจ้าหมายความว่าอย่างไร อยู่ในคุกยังต้องมีสาวใช้คอยปรนนิบัติด้วยหรือ เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไรฮะ!”


เขาไม่รู้ว่าวันนี้ลู่ไป่ชวนเจอนักต้มตุ๋นระหว่างทาง แต่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่มีทางส่งผู้หญิงมาโดยไม่มีเหตุผลแน่นอน ทั้งยังให้มาคอยดูแลรับใช้อีก เห็นได้ชัดว่าผิดปกติ 


หรือว่าลู่ไป่ชวนไปทำตัวเจ้าชู้นอกบ้านแล้ว!


ไม่ได้ เขาไม่มีทางยอมให้ลู่ไป่ชวนทำเรื่องเลวทรามเช่นนี้เด็ดขาด เขาได้รับน้ำใจจากน้องสะใภ้มามากมาย ต้องช่วยน้องสะใภ้จับตาดูสามีนางไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางอย่างเด็ดขาด


ลู่ไป่ชวนเห็นว่าเขาเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย “ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด”


“แล้วเป็นเช่นไร เจ้านะเจ้า ผ่านอะไรมาตั้งมากมายเหตุใดถึงไม่รู้จักเรียนรู้แต่สิ่งดีๆฮะ!”


ฉินเจียนดึงคอเสื้อเขาและลากไปในห้องข้างๆที่ไม่มีใครอยู่ เมื่ออยู่กันแค่สองคน คุณชายฉินก็ถามเพื่อนด้วยความไม่พอใจทันที “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงไม่บอกกล่าวกันสักคำ?”


ลู่ไป่ชวนมองเขาอย่างเรียบนิ่ง อธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นางพุ่งเข้ามาขวางรถม้าข้าระหว่างทางจนถูกชน ข้ากับจิ่วเหนียงสงสัยว่านางเข้ามาโดยมีเจตนาแอบแฝง ก็เลยคิดจะเก็บนางเอาไว้ใกล้ตัวเพื่อจับสังเกต ตอนแรกตกลงกันแล้วว่าให้นางอยู่ใกล้ๆจิ่วเหนียง แต่ตอนนี้นางกลับส่งมาที่นี่”


“เจ้าสงสัยว่านางถูกใครส่งตัวมาอย่างนั้นหรือ?”


“ใช่”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ฉินเจียนเข้าใจแล้ว “น้องสะใภ้จงใจส่งนางมาเช่นนี้ต้องมีจุดประสงค์แน่ ในเมื่อนางส่งมารินน้ำรินชาให้พวกเรา เช่นนั้นก็ให้นางทำหน้าที่ให้เต็มที่เถอะ”


เขาตบไหล่ลู่ไป่ชวนและหันหลังเดินออกไป


ทันทีที่ออกไป ฉินเจียนชี้ไปที่อวี้เฟิน “เอาละ ในเมื่อเจ้าเป็นคนที่น้องสะใภ้ส่งมาก็อยู่ที่นี่อย่างหายห่วงเถอะ แต่จะอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ เอาเช่นนี้ เจ้าไปเอาน้ำเกลือมาสองถัง แล้วสาดคนพวกนี้ให้ฟื้นขึ้นมาหน่อย”


อวี้เฟินยังอยู่ในอาการตกใจ เพราะตอนที่ฉินเจียนกับลู่ไป่ชวนออกไป นางลอบสังเกตคนที่นอนอยู่บนพื้นเหล่านี้…และพบว่ามีสองคนที่นางรู้จัก ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวเลย ตอนนี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ในสภาพจะตายมิตายแหล่ ทำให้นางรู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่ออยู่ใกล้ลู่ไป่ชวน


หากวันหนึ่งนางถูกจับได้ จุดจบของนางจะเป็นเหมือนคนพวกนี้หรือไม่


ในหัวหญิงสาวเต็มไปด้วยภาพนองเลือดเหล่านี้ถึงขั้นไม่ได้ยินสิ่งที่ฉินเจียนพูด


“แม่นาง เจ้าคงไม่คิดจะมาใช้ชีวิตอยู่ในคุกเพลินๆหรอกกระมัง หากเจ้าทำงานพวกนี้ไม่ได้ก็รีบออกไปเถอะ อย่ามาเสียเวลาทำงานของพวกเราเลย”


ฉินเจียนเพิ่มระดับความดังของเสียง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรำคาญ ทั้งยังวางท่านักเลง อวี้เฟินดึงสติกลับมาได้ นางรีบไปทำตามคำสั่งทันที แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวก็นึกขึ้นได้ว่าตนไม่คุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้ จึงถามขึ้น “นายท่าน บ่าวต้องไปเอาของพวกนี้ตรงไหนหรือเจ้าคะ?”


“เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใคร ตกลงเจ้าเป็นสาวใช้หรือว่าข้าเป็นสาวใช้กันแน่?”


อวี้เฟินถูกตะคอกก็รู้สึกน้อยใจ นางเพิ่งมา ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ก็ไม่แปลก เหตุใดชายคนนี้ถึงดุร้ายเพียงนี้กัน ด้วยรูปร่างหน้าตาอันบอบบางน่าทะนุถนอมของนาง เขาต้องไม่ใจร้ายกับนางสิถึงจะถูก


…หรือว่าผู้ชายคนนี้จะไม่มองผู้หญิง!


ตอนที่ 333: ไม่ใช่ทางผ่านก็ต้องเป็นทางผ่าน


หญิงสาวคิดเรื่องนี้ในใจ นางพยักหน้าด้วยความน้อยใจ จากนั้นก็เดินไปเสาะหาเอง


หลังจากนางเดินไปไกลแล้ว ลู่ไป่ชวนสั่งผู้คุมที่อยู่ข้างๆ “ช่วงนี้จับตาดูนางให้ดีอย่าให้คลาดสายตา ถ้าเจอความผิดปกติให้รีบรายงานข้าทันที”


ผู้คุมประหลาดใจ หรือนายท่านสามจะต้องตาแม่นางผู้นี้เข้าจริงๆ แต่แม่นางผู้นี้รูปร่างหน้าตางดงามเทียบฮูหยินสามไม่ได้เลย สายตาของนายท่านสามผิดปกติไปแล้วหรืออย่างไร


เฮ้อ น่าสงสารฮูหยินสามจริงๆ อุตส่าห์ตั้งใจส่งอาหารมื้อดึกมาให้นายท่านสามทุกคืน นายท่านสามกลับเอาผู้หญิงมาซุกในคุก สุดท้ายเขาก็เป็นผู้ชายเจ้าชู้ไม่ได้เรื่องคนหนึ่ง!


ผู้คุมมีหรือจะกล้าพูดอะไร แต่เขาก็อดมองลู่ไป่ชวนอย่างเคืองๆไม่ได้ “ใต้เท้าวางใจได้ ข้าน้อยจะจับตาดูนางไม่คลาดสายตาเลยขอรับ”


ทว่าบังเอิญยิ่งนัก ตอนที่ผู้คุมมองค้อนลู่ไป่ชวนด้วยสายตาโกรธเคือง ลู่ไป่ชวนก็เห็นพอดี และพอจะเดาออกว่าเหตุใดเขาถึงแสดงสีหน้าท่าทางเช่นนี้ แต่คนถูกเข้าใจผิดไม่คิดจะแก้ไข เพียงบอกกับเขาอีกครั้ง “นี่คืองาน จะทำชุ่ยๆไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเจ้าอยู่ไม่เป็นสุขแน่”


ผู้คุมเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเจ้านายก็อดกังขาไม่ได้ว่า หรือตนอาจคิดมากเกินไป จึงทำเพียงพยักหน้าตอบรับ และแอบตามอวี้เฟินไป


ฉินเจียนหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ เจ้าดูสิ พี่น้องของเราล้วนปกป้องน้องสะใภ้กันทั้งนั้น ถ้าเจ้ากล้าทำให้น้องสะใภ้เสียใจละก็ ทุกคนไม่มีทางให้อภัยเจ้าแน่”


ลู่ไป่ชวนไม่อยากสนใจเขา หยิบม้วนเอกสารขึ้นมาแล้วเดินจากไป ฉินเจียนและพวกโหลวชงก็รีบตามเขาไปด้วย


กว่าอวี้เฟินจะหาน้ำเกลือมาได้ไม่ง่ายเลย ขณะที่นางเตรียมจะเอาอกเอาใจลู่ไป่ชวน คนในห้องก็พากันออกไปกว่าครึ่งแล้ว


“นะ…นายท่านล่ะ?”


หญิงสาวชะงักฝีเท้าอยู่หน้าประตู  สีหน้าสงสัย  สายตาเหม่อลอย ไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวนคิดอะไรอยู่


“ใต้เท้าก็ต้องไปทำงานสิ!”


หนึ่งในผู้คุมตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ถึงขั้นผลักนางเล็กน้อยให้เข้าไปในห้อง “ทำให้มันเร็วๆหน่อย อย่าให้พวกข้ารอแต่เจ้าคนเดียว”


อวี้เฟินตกใจ แต่ก็ทำตามที่พวกเขาสั่ง ยกถังน้ำเกลือขึ้นอย่างสั่นเทา สาดใส่สหายเก่าที่อยู่ในสภาพปางตาย


“อ๊าก!!”


ทันใดนั้นนักโทษที่สลบอยู่ก็ฟื้นขึ้นมา อวี้เฟินร่นตัวถอยหลังไปหลายก้าว กลัวว่าสหายเก่าจะจำนางได้แล้วพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดโดยไม่ทันตั้งตัว


นางกลัดกลุ้มใจมาก หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรกนางจะตรวจสอบสถานการณ์รอบตัวสองสามีภรรยาคู่นี้ให้ชัดเจนเสียก่อน นี่นางไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสหายของนางถูกจับตัวมา อีกทั้งยังมีจุดจบที่น่าสังเวชเช่นนี้ 


…บัดนี้คล้ายกับว่า นางมองเห็นสภาพตัวเองในอนาคตอันใกล้อย่างไรอย่างนั้น


“ยืนนิ่งอยู่ทำไม ทำงานสิ!”


ผู้คุมเห็นนางชักชาก็ไม่พอใจ ให้คนเช่นนี้มาทำงานในคุกไม่เท่ากับว่าพาพวกเขาให้เสียเวลาหรอกหรือ


อวี้เฟินตกใจเล็กน้อย รู้สึกกล้ำกลืนหนักมาก แต่ก็เดินไปอย่างช้าๆ และแล้วเรื่องที่นางกังวลก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะสหายเก่าของนางส่งเสียงกรีดร้องออกมาแค่สองครั้งและหมดสติไป

......


อีกด้านหนึ่ง


ฟางต้าเล่าเรื่องระหว่างทางของอวี้เฟินให้เหอจิ่วเหนียงฟัง เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ดูท่าแม่นางคนนี้ไม่ค่อยรู้จักเมืองนี้เท่าไร แค่ไม่นานก็กระโตกกระตากเสียแล้ว”


ฟางต้าไม่รู้ว่าอวี้เฟินมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เห็นท่าทางเจ้านายเตรียมแผนการบางอย่างเอาไว้แล้วก็รู้ว่า อวี้เฟินคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน เขาจึงอดถามไม่ได้ “ฮูหยิน ถ้าหากอวี้เฟินกลับมาที่จวนอีกจะต้องทำเช่นไรขอรับ?”


“ไม่ต้องกังวล ควรทำเช่นไรก็ทำเช่นนั้น หากนางอยากพบข้าก็พานางเข้ามา”


“ขอรับ”


ฟางต้าตอบรับด้วยความเคารพก่อนจะหันหลังเดินออกไป


เหอจิ่วเหนียงยืดตัวบิดขี้เกียจ คิดว่าถึงเวลาต้องกลับหมู่บ้านสักหน่อยแล้ว ส่วนงานเลี้ยงที่จะจัดขึ้น รอนางกลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันก็แล้วกัน


เมื่อคิดดังนี้นางก็เรียกพวกสาวใช้มาช่วยเก็บของ นับๆดูแล้วก็ไม่ได้กลับบ้านนานแล้วเหมือนกัน ควรหาของไปฝากคนที่บ้านสักหน่อย แล้วตอนกลับมาที่นี่ก็ค่อยเอาของที่บ้านติดไม้ติดมือกลับมาเล็กน้อย


ที่นางคิดไว้คือ จะเดินทางกลับเช้าวันมะรืน ส่วนลู่ไป่ชวนจะได้กลับด้วยหรือไม่นั้นนางไม่รู้ นางไม่สามารถตัดสินใจแทนเขาได้

.......


เช้าวันต่อมา ฮูหยินหลี่สองแม่ลูกนำของขวัญเต็มคันรถม้าเดินทางไปจวนผู้ว่าการเมือง พวกนางไม่ได้จะเอาของขวัญเหล่านี้ไปส่งให้จวนผู้ว่าการ แต่ระหว่างทางไปสวนซีสุ่ย จวนผู้ว่าการเมืองเป็นทางผ่านพอดี


อันที่จริงแล้วจวนตระกูลเฉียนไม่ได้เป็นทางผ่านเลย ทว่าฮูหยินหลี่จะลากฮูหยินเฉียนไปด้วยกันให้ได้ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นทางผ่านแล้วกัน


นางอยากชวนฮูหยินเฉียนไปขอโทษเหอจิ่วเหนียงที่สวนซีสุ่ยด้วยกัน เอาของขวัญไปให้นางแล้วพูดจาดีๆ ความประดักประเดิดเมื่อวานจะได้จบสิ้นกันไป


ต่อให้เหอจิ่วเหนียงไม่ยอมยกโทษให้พวกนางง่ายๆ แต่ก็ยังมีฮูหยินเฉียนช่วยออกหน้า นางจะได้ไม่โดนโทษหนักมาก


ทว่าพอรถม้ามาจอดหน้าประตูจวนผู้ว่าการเมือง ฮูหยินหลี่ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ


ปกติแล้วหน้าประตูจวนผู้ว่าการเมืองจะมีคนเฝ้าประตูจวนอยู่สองคน แต่วันนี้กลับไม่เห็นสักคน ประตูจวนปิดแน่น ดูแล้ววังเวงเล็กน้อย


คนไม่รู้คงคิดว่า จวนผู้ว่าการเมืองถูกยึดไปแล้วซะอีก


คนรับใช้ฮูหยินหลี่เดินไปเคาะประตูจวนอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะมีคนออกมาเปิด คนที่มาเปิดประตูจวนสีหน้าไม่ยิ้มแย้มเลยสักนิด หลังจากถามจุดประสงค์การมาเยือนของฮูหยินหลี่ชัดเจนแล้ว อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าพลางตอบ “ช่วงนี้ฮูหยินเฉียนไม่สะดวกเจอแขก ต้องขออภัยฮูหยินหลี่ด้วยขอรับ”


ฮูหยินหลี่ขมวดคิ้ว เป็นไปได้อย่างไร ฮูหยินเฉียนรักษาหน้าตาตัวเองจะตายไป เมื่อวานทำเรื่องน่าอายในงานเลี้ยงถึงขั้นนั้น นางควรรีบออกหน้าแก้ไขปัญหาสิถึงจะถูก


แต่ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ข่าวว่าที่จวนผู้ว่าการเมืองจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถึงทำให้คนอย่างฮูหยินเฉียนไม่สนใจหน้าตาตัวเองเช่นนี้


“เจ้าไปบอกฮูหยินของพวกเจ้าว่าที่ข้ามาวันนี้ก็เพราะจะชวนนางไปขอโทษฮูหยินลู่ที่สวนซีสุ่ยด้วยกัน”


ฮูหยินหลี่ลงมาจากรถม้าบอกกับคนรับใช้จวนตระกูลเฉียน คนรับใช้ส่ายหน้าไปมาด้วยสีหน้าลำบากใจสุดกำลัง “ขออภัยจริงๆขอรับ ฮูหยินกำชับว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่พบแขกขอรับ…”


ชักจะน่าสนใจซะแล้วสิ 


ไฟแห่งความอยากรู้ภายในใจของฮูหยินหลี่ถูกจุดขึ้นทันที อยากเข้าไปดูสถานการณ์ข้างในมาก


เมื่อคิดแล้วนางก็ทำจริงๆ นางให้บุตรสาวนั่งรออยู่บนรถม้า ส่วนตัวเองยกชายกระโปรงพาร่างอวบอ้วนเดินเข้าไปในจวนผู้ว่าการเมือง


คนรับใช้ที่มาเปิดประตูจวนตกใจมาก เหตุใดถึงดึงดันบุกเข้าไปเช่นนี้! เขาอยากจะเรียกองครักษ์มา แต่ด้วยรู้สถานะของฮูหยินหลี่ หากทำถึงขั้นนั้นจะดูไม่ดี เขาจึงทำได้เพียงรีบตามไปอย่างตื่นตระหนก


ฮูหยินเฉียนหลบอยู่ในเรือนตัวเอง ไม่ยอมรับแขก ไม่ใช่อะไร เป็นเพราะนางร้องไห้ทั้งคืน ดวงตาบวมเป่งไม่อยากเจอหน้าใครจริงๆ


ตลอดชีวิตการแต่งงานของนางกับสามี แม้จะยากลำบากหน่อย แต่ทุกคนในครอบครัวก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข สามีเลิกงานกลับมาจากศาลาว่าการเมืองก็ซื้อของกินอร่อยๆ ที่นางชอบกลับมาฝากประจำ ทุกครั้งที่เห็นทิวทัศน์งดงามก็จะวาดภาพมาให้นางเสมอ


ภาพวาดเหล่านั้นตอนนี้นางก็ยังเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี นางคิดว่าคู่รักของนางเป็นคู่รักที่มีความสุขที่สุดบนโลกใบนี้แล้ว


ใครจะคิดว่าวันหนึ่งสามีจะเปลี่ยนใจไปได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ถึงขั้นบอกว่าจะแต่งงานใหม่ ให้คนใหม่มาเป็นฮูหยินใหญ่ด้วย


นางคิดเรื่องเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาจนเจ็บปวดแทบขาดใจอยู่แล้ว ชีวิตนางยังอีกยาวไกล หากมีผู้หญิงคนใหม่เข้ามาอยู่ในจวนอีกคนนางจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร


ขณะที่กำลังจมอยู่กับความเจ็บปวด ฮูหยินเฉียนก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก


ตอนที่ 334: สองแม่ลูกตระกูลหลี่มาขอโทษ


ขณะที่เตรียมจะดุด่าต่อว่า ฮูหยินเฉียนก็รู้สึกว่าเสียงเอะอะโวยวายด้านนอกช่างคุ้นหูยิ่งนัก คิ้วเรียวขมวดย่น เพิ่มระดับความเร็วในการเดิน และก็เห็นร่างสตรีเจ้าเนื้อคนหนึ่งกำลังเดินมาทางเรือนนาง


พลันนั้นก็คิดในใจว่า แย่แล้ว…


“ฮูหยินหลี่มาทำอะไร วันนี้ข้าไม่อยากเจอแขก กลับไปเถอะ”


ฮูหยินเฉียนสีหน้าเคร่งขรึม ความไม่สบอารมณ์ฉายชัดบนใบหน้า


ไม่รู้เพราะเหตุใดเหมือนกัน พอเห็นฮูหยินเฉียนเป็นเช่นนี้แล้วฮูหยินหลี่รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างจนแก้มยกขึ้นแทบปิดตา


รู้สถานะของฮูหยินลู่แต่ไม่บอกพวกนาง ทำให้พวกนางต้องล่วงเกินคนสูงศักดิ์ สมน้ำหน้า!


“ไอ้หยา ฮูหยินเฉียน ท่านคงไม่ลืมกระมังว่าเมื่อวานพวกเราล่วงเกินฮูหยินลู่ เมื่อวานกลับไปข้าถูกสามีต่อว่าจนหูชาไปหมด กำชับให้ข้าไปขอโทษฮูหยินลู่วันนี้ให้ได้ วันนี้ข้าก็เลยมาชวนท่านไปด้วยกัน ข้ามาถึงหน้าประตูจวนก็ได้ยินคนรับใช้บอกว่าฮูหยินอารมณ์ไม่ดี ข้าได้ยินก็ร้อนใจมากกลัวว่าท่านจะเป็นอะไร จึงรีบเข้ามาดูสักหน่อย”


วาจาและน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยเป็นล้นพ้น หากแต่รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้านั้นแสดงออกอย่างชัดเจน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสแสร้ง


ฮูหยินเฉียนเห็นทีท่าของอีกฝ่ายก็ยิ่งเจ็บใจ “วันนี้ข้าไม่ค่อยสบาย อีกสองสามวันค่อยไปก็แล้วกัน”


“ดูท่าทางของฮูหยินเฉียนก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่นา ไปหาหมอมาหรือยังเจ้าคะ?”


“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ขอบใจฮูหยินหลี่ที่เป็นห่วง”


ฮูหยินเฉียนยังคงรักษาความสุภาพเอาไว้ นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม


“อ๋า ในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรมาก เช่นนั้นก็ไปหาฮูหยินลู่ด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรเมื่อวานเราก็ทำไม่ถูกจริงๆ ที่ไปล่วงเกินนางเช่นนั้น จะว่าไปฮูหยินเฉียนเองก็ไม่เมตตากันบ้างเลย ท่านรู้ทั้งรู้ว่านางเป็นใคร เหตุใดถึงไม่เตือนพวกเราสักคำ แต่ช่างเถอะ มาพูดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ ทำได้แค่ไปขอโทษนางที่จวนก่อน”


หญิงร่างท้วมยกแขนขึ้นเข้าไปคล้องแขนฮูหยินเฉียนเพื่อลากออกไปด้วยกัน แต่คนถูกรบกวนเบี่ยงตัวหลบทันทีด้วยความรังเกียจ ในที่สุดก็ทนไม่ได้อีกต่อไป พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่สบาย ฮูหยินหลี่อย่าบังคับให้คนอื่นลำบากใจเลย ท่านกลับไปเถอะ ข้าไม่ส่งนะ”


พูดจบนายหญิงตระกูลเฉียนก็หันหลังเดินเข้าเรือนไปทันที ไม่ให้โอกาสแขกได้พูดเลย


ฮูหยินหลี่ไม่ได้โกรธเคือง ทั้งยังยิ้มตาหยีมองคนที่เดินห่างออกไป ก่อนจะกลับออกไปหาบุตรสาวของตัวเอง


ระหว่างทางก็มีเหตุการณ์บังเอิญเกิดขึ้น ฮูหยินหลี่ได้ยินเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเข้า สาวใช้สองคนที่เดินสวนนางไปกำลังพูดคุยกัน เรื่องเมื่อคืนนายท่านของพวกนางโกรธจนไม่กลับจวน


ผู้ว่าการเมืองโกรธจนไม่กลับจวนน่าจะเป็นเพราะเรื่องเหอจิ่วเหนียง ทว่าผู้ว่าการเมืองเป็นคนโมโหรุนแรงถึงเพียงนี้เลยหรือ? …หรือแท้จริงแล้วเป็นความลับเรื่องอื่นภายในจวน?


เมื่อคิดได้ดังนี้ฮูหยินหลี่ก็รู้สึกว่า สามีของตนเป็นคนใจกว้างขึ้นมาทันที เขาโกรธก็จริง แต่ก็แค่บอกให้นางไปขอโทษเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้


ไม่เหมือนผู้ว่าการเมืองที่โกรธถึงขั้นไม่กลับจวน ต้องไปนอนกกหญิงแพศยาที่ไหนสักแห่งอยู่เป็นแน่


นางรีบเดินออกจากจวนตระกูลเฉียน ทันทีที่ขึ้นรถม้าก็เล่าเรื่องเผ็ดร้อนนี้ให้บุตรสาวฟัง และบอกว่าสามีของนาง พ่อของลูกนางเป็นคนที่น่าเชื่อมั่นมากกว่าผู้ว่าการเมืองเสียอีก


สองแม่ลูกพูดคุยเรื่องซุบซิบไปจนถึงสวนซีสุ่ย กระทั่งมาถึงก็เพิ่งนึกได้ว่า วันนี้ตัวเองออกมาขอโทษเหอจิ่วเหนียง ทั้งสองจึงหันสบตากันอย่างลังเล ไม่รู้ว่าควรต้องพูดเช่นไรดี


ตอนแรกตั้งใจจะพาฮูหยินเฉียนมาเป็นเกราะกำบัง แต่สุดท้ายแผนการล้มเหลว สองแม่ลูกจึงมากันเอง


“เดี๋ยวเข้าไปเจ้าก็แค่ขอโทษอย่างเดียวพอนะ อย่างอื่นไม่ต้องพูด ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่ เข้าใจหรือไม่?”


ฮูหยินหลี่ตบหลังมือหลี่หยวนเบาๆ เพื่อให้วางใจ แต่อันที่จริงตอนนี้นางต่างหากที่ตื่นเต้นกว่าใคร จนหัวใจแทบจะหลุดจากอกแล้ว


ไม่ว่าอย่างไรฮูหยินลู่ก็เป็นภรรยาของหัวหน้าสามีของนาง และที่เมื่อวานสามีนางได้รู้เรื่องนั้น ต้องเป็นเพราะหัวหน้าเขาเป็นคนบอกแน่นอน ต่อจากนี้ไม่รู้ว่าเส้นทางหน้าที่การงานในวันข้างหน้าจะต้องยากลำบากเพียงใด


ที่นางตั้งใจพูดเรื่องขบขันกับบุตรสาวมาตลอดทางก็เพราะไม่อยากให้บุตรสาวเครียด ถึงแม้ในใจนางจะทั้งเครียดและตื่นตระหนกมาก


วันนี้ถ้าไม่ได้รับการให้อภัยจากฮูหยินลู่ละก็ นางไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะต้องอธิบายกับสามีเช่นไร


คนมีความผิดกลัดกลุ้มระหว่างที่เดินเข้าไปในสวนซีสุ่ย


หลังจากแจ้งสถานะตัวเอง คนรับใช้ก็นำทางแขกสองแม่ลูกเข้าไปโดยไม่ต้องไปรายงานเจ้านายเลย ราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าแขกสองท่านนี้จะมาเยือนก็มิปาน


สองแม่ลูกจับมือกันเดินเข้าไปด้านในด้วยความประหม่า ไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเจอกับพายุเช่นไร


วันนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ไปโรงหมอ เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับหมู่บ้าน ทางด้านผู้ป่วยที่ต้องรักษาระยะยาว นางก็เตรียมการวางแผนเอาไว้อย่างเหมาะสมเรียบร้อยแล้ว


หญิงสาวกำลังนั่งวาดภาพอยู่ที่โต๊ะหินใต้ต้นไม้ เสื้อผ้าแบบใหม่กำลังจะวางขายแล้ว นางต้องรีบออกแบบแนวใหม่ๆออกมา


เสื้อผ้าในโรงงานล้วนเป็นนางที่มีหน้าที่ออกแบบมาโดยตลอด เมื่อก่อนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องหนักหนาอะไร แต่ตอนนี้มีเรื่องต้องทำมากมาย จึงเริ่มจัดการไม่ไหว นางกำลังคิดว่า คงต้องฝึกนักออกแบบสักคนเพื่อมาทำงานแทนนาง


เรื่องนี้รอให้กลับหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยปรึกษากับครอบครัวอีกที


แน่นอนว่าระหว่างนี้นางยังคงทำหน้าที่เป็นอย่างดี ไม่ให้กิจการต้องเสียเวลาแน่นอน


สาวใช้เดินเข้ามาแจ้งว่าฮูหยินหลี่มาแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้บ่ายเบี่ยง ให้สาวใช้พาแขกสองแม่ลูกเข้ามาในเรือนทันที


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าฮูหยินหลี่ชื่นชอบเป็ดดำลู่มาก จึงตั้งใจให้คนเตรียมเอาไว้ให้นางหนึ่งชุด และยังมีชามนมเย็นๆอีกสองแก้วด้วย


ตอนที่ฮูหยินหลี่สองแม่ลูกเข้ามาก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังวาดภาพอยู่ ไม่รู้ว่านางวาดอะไร แต่เครื่องหมายบนกระดาษนั้นคุ้นตามาก


กระดาษที่เหอจิ่วเหนียงใช้ออกแบบเป็นกระดาษที่มีตราประทับของหอเจียย่วนโดยเฉพาะ กระดาษชนิดนี้สะดวกในการเก็บรักษา และสีไม่จางง่าย ภาพวาดของนางทั้งหมดต้องจัดเก็บไว้เป็นต้นฉบับ และถูกจัดเก็บในหอเจียย่วนเป็นอย่างดี


ฮูหยินหลี่รู้สึกคุ้นตามากแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ทว่าหลี่หยวนที่อยู่ข้างๆ กลับจำได้ทันที นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินลู่จะเอากระดาษที่มีตราประทับของหอเจียย่วนมาวาดภาพ นางมีความสัมพันธ์อะไรกับหอเจียย่วนกัน


เมื่อคิดเช่นนี้นางก็แอบเดินเข้าไปดู เมื่อเห็นได้ถนัดแล้วก็พบว่า อีกฝ่ายกำลังวาดแบบเสื้อผ้าอยู่


“ทั้งสองเชิญนั่งเชิญนั่ง ไม่ต้องเกรงใจ ข้ายังยุ่งอยู่นิดหน่อย รบกวนรอเดี๋ยว กินของว่างดื่มชานมรอก่อนได้เลย”


ท่าทางของเหอจิ่วเหนียงอ่อนโยนมาก ขณะที่บอกกับพวกนางก็ยิ้มแย้มไปด้วย ราวกับว่าเมื่อวานไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยก็มิปาน


ฮูหยินหลี่เห็นเป็ดดำลู่กับชานมตั้งอยู่บนโต๊ะดวงตาก็เปล่งประกาย แต่เมื่อคิดว่าวันนี้พวกนางมาที่นี่เพื่อขอโทษ จึงไม่กล้าแตะต้องแต่อย่างใด


“ฮูหยินลู่ พวกเรามาวันนี้ก็เพื่อมาขอโทษและนำของขวัญเล็กๆน้อยๆมามอบให้ เมื่อวานเป็นความผิดของพวกเราที่ทำเช่นนั้นกับฮูหยินลู่ ทั้งยังพูดจาล่วงเกินอีก ฮูหยินลู่โปรดอย่าถือสาพวกเราเลยนะ วันหน้าถ้าฮูหยินลู่มีเรื่องอะไรที่ต้องการในจิงโจวก็บอกพวกเราได้เลย พวกเราไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน!”


ฮูหยินหลี่แสดงความขอโทษ และให้สาวใช้ที่ตามหลังมายกของขวัญมาข้างหน้า


เหอจิ่วเหนียงกำลังก้มหน้าก้มตาวาดภาพ ไม่ได้ปรายตามองของเหล่านั้นเลย เห็นได้ชัดว่านางไม่สนใจอยากได้


ฮูหยินหลี่พยายามคิดหาคำพูดเพื่อแก้ไขบรรยากาศกระอักกระอ่วน แต่จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็ทำลายความเงียบ “คุณหนูหลี่มองข้านานแล้ว สนใจการวาดภาพหรือ?”


หลี่หยวนแอบมองภาพวาดของเหอจิ่วเหนียงตั้งแต่เข้ามา เหอจิ่วเหนียงไม่ได้หันมามองนางเลย นางจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่เห็น ดังนั้นจึงเผลอจับจ้องลวดลายบนภาพวาดนั้นอย่างตั้งใจ เมื่อพินิจเสื้อผ้าที่ออกแบบใหม่แต่ละชุดเหล่านั้นดวงตาเด็กสาวก็ยิ่งเปล่งประกาย อยากจะเอ่ยถามแต่ก็ไม่กล้า


นางคิดไม่ถึงว่าขณะที่ตนกำลังมองอย่างหลงใหลจะถูกเจ้าของผลงานจับได้ว่าแอบมองเสียได้


ตอนที่ 335: ย่อมต้องเลือกตัดปัญหาออกอยู่แล้ว


หลี่หยวนรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย สถานการณ์ในตอนนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าควรเผชิญหน้าเช่นไร


นางหันมองมารดาอย่างระมัดระวังเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ท่านแม่นางไม่เข้าใจความหมายที่นางสื่อ ทั้งยังยิ้มตาหยีพลางกล่าวอีก “หยวนเอ๋อร์ เจ้าสนใจการวาดภาพมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ รีบเรียนรู้จากฮูหยินลู่สิ ดูสิ ฮูหยินลู่วาดออกมาได้งดงามมาก!”


อันที่จริงฮูหยินหลี่ยังไม่เห็นเลยว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังวาดอะไร ในหัวคิดแค่ว่าวันนี้มาเพื่อขอโทษ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพูดคำพูดดีๆเอาไว้ก่อน


หลี่หยวนได้ยินมารดาพูดเช่นนี้ก็ยิ่งหน้าเจื่อน พูดอะไรไม่ออก ไม่มีความกล้าเหมือนเมื่อวานหลงเหลืออยู่อีกแม้แต่น้อย


กลับเป็นเหอจิ่วเหนียงที่ยิ้มพลางกล่าวอย่างไม่ถือสา “พูดเช่นนี้ ฝีมือการวาดภาพของคุณหนูหลี่ต้องโดดเด่นมากเป็นแน่?”


“มะ มะ ไม่เจ้าค่ะ…” หลี่หยวนส่ายหน้าพัลวัน เอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “ฝีมือการวาดของข้าด้อยกว่าการบรรเลงพิณเจ้าค่ะ…”


ฝีมือการบรรเลงเพลงเมื่อวานก็ถูกเหอจิ่วเหนียงกดทับจนโงหัวไม่ขึ้น หากโอ้อวดฝีมือการวาดภาพของตัวเองให้อีกฝ่ายย่ำยีอีก นางคงอับอายจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเป็นแน่


เห็นท่าทางเด็กสาวเคร่งเครียด เหอจิ่วเหนียงก็ได้แต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่คิดจะทำให้นางลำบากใจแต่อย่างใด ทั้งยังเชิญชวนให้พวกนางลองดื่มชานม


สองแม่ลูกไม่กล้าแตะต้องอะไรส่งเดชเลยจริงๆ หลี่หยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยความจริงใจ “ฮูหยินลู่ เรื่องเมื่อวานต้องขอโทษฮูหยินด้วยจริงๆเจ้าค่ะ ข้าไม่ควรทำเช่นนั้นกับท่าน ไม่ว่าฮูหยินลู่จะมีศักดิ์สูงหรือเป็นคนธรรมดาก็ตาม”


ประโยคแรกที่เด็กสาวเอื้อนเอ่ย เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร แต่ประโยคหลังนั้นทำให้สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงอ่อนโยนขึ้นไม่น้อย


“คุณหนูหลี่ตระหนักได้เช่นนี้ น่ายกย่องจริงๆ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มแล้วพูดต่อ “เรื่องเมื่อวานผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ ถ้าคุณหนูหลี่คิดได้ ก็จำไว้เป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้เรียนรู้”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดเอาความกับฮูหยินเหล่านี้เลยจริงๆ ถึงอย่างไรนางก็ทำกิจการการค้า จะขาดลูกค้ากระเป๋าหนักเหล่านี้ไปไม่ได้ อยากทำการค้าให้ใหญ่ ต้องมีมิตรสหายมากๆ


หลี่หยวนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้คิดไว้เลยจริงๆ ว่าฮูหยินลู่จะพูดง่ายเช่นนี้


ฮูหยินหลี่เห็นสถานการณ์ก็รู้สึกใจชื้น ตอนนี้ฮูหยินลู่ไม่มีทีท่าต่อต้านเหมือนเมื่อวาน ดูๆแล้วก็เป็นคนที่น่าคบหามากคนหนึ่งเหมือนกัน ไหนจะยังคะยั้นคะยอให้พวกนางกินอีกด้วย ตอนนี้นางจึงคิดว่าเหอจิ่วเหนียงให้อภัยพวกนางแล้ว ในที่สุดก็นั่งลงข้างโต๊ะทันที


มืออวบอิ่มยกแก้วชานมขึ้นมาเป็นอย่างแรก ยกจรดริมฝีปากและเตรียมจะถามหลังดื่มเสร็จว่าบ้านเกิดนางอยู่ดินแดนทุ่งหญ้าหรือไม่ เหตุใดถึงชอบดื่มชานม แต่พอของเหลวสีชาไหลเข้าไปในปากคำแรก ปรากฏว่าทำให้หยุดดื่มไม่ได้เลย


“นะ นะ นี่… นี่มันอร่อยยิ่งนัก! ไม่เหมือนชานมที่ข้าคิดเอาไว้เลย! หยวนเอ๋อร์ มัวแต่ยืนอยู่ทำไม รีบมาชิมชานมของฮูหยินลู่เร็วเข้า รสชาติสุดยอดจริงๆ!”


ฮูหยินหลี่ดูเผินๆ เป็นคนไม่มีมรรยาท ทั้งยังเป็นคนตะกละ พอเห็นของกินก็ลืมสิ้นทุกอย่าง


เหมือนในงานเลี้ยงเมื่อวาน เดิมทีฮูหยินหลี่วางท่าใส่เหอจิ่วเหนียงมาก แต่สุดท้ายพอได้กินก็ไม่เอาอะไรแล้ว หากไม่ใช่เพราะหลี่หยวนเป็นคนยุยงให้เหอจิ่วเหนียงลงมาร่วมวงด้วยละก็ เรื่องก็คงไม่วุ่นวายถึงขั้นนี้


เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รังเกียจสองแม่ลูกคู่นี้เหมือนอย่างที่รังเกียจฮูหยินเฉียน ถึงอย่างไรพวกนางก็ร้ายออกมาให้เห็น แต่ฮูหยินเฉียนกลับร้ายลึก ร้ายเงียบ ภายนอกแสร้งทำเป็นคนดีมีเมตตา ช่างร้ายกาจเสียจริง


เดิมทีหลี่หยวนรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่เห็นท่าทางมารดาเปรมปรีดิ์เช่นนี้อารมณ์นางก็ผ่อนคลายตาม หลังจากนั่งลงก็ค่อยๆชิมอย่างระมัดระวัง


ทว่าเมื่อได้ชิมแล้วก็หยุดไม่ได้


“เป็นอย่างไรบ้าง อร่อยใช่หรือไม่?”


ฮูหยินหลี่มองบุตรสาวอย่างรอคอย ท่าทางของนางตอนนี้ หากคนไม่รู้คงคิดว่านางแสร้งทำท่าว่าอร่อยแน่นอน


“อร่อยจริงๆเจ้าค่ะ!”


เด็กสาวพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ และหันไปถามเจ้าบ้าน “ฮูหยินลู่ซื้อชานมนี่มาจากไหนหรือเจ้าคะ บอกข้าได้หรือไม่?”


ขณะถามนางก็ยังไม่กล้ามองเหอจิ่วเหนียง แต่เพื่อให้ได้เครื่องดื่มรสชาติที่อร่อยนี่มาครอบครอง นางจึงกล้าถามออกไป


ฮูหยินหลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเช่นกัน “นั่นสิ ชานมนี่ซื้อมาจากร้านไหน เดี๋ยวข้าจะซื้อกลับไปสักถัง!”


อาศัยอยู่ในจิงโจวมานานหลายปียังไม่เคยดื่มเครื่องดื่นที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน หอมนม ทั้งยังไม่มีกลิ่นคาว ปริมาณของชากับน้ำตาลก็เหมาะสมเข้ากันได้ดี ไม่หวานเลี่ยนและไม่จืดเกินไป


ฮูหยินหลี่ดื่มไปไม่กี่อึกก็หมดแก้ว ทั้งยังเลียริมฝีปากอย่างไม่หนำใจ


“นี่เป็นเครื่องดื่มใหม่ของร้านเป็ดดำลู่ แต่ยังไม่ได้วางขาย นมวัวหายาก ชาก็ใช้ชาแดงชั้นดีที่ทั้งล้ำค่าและหายาก ราคาขายของชานมแก้วนี้ประมาณสองตำลึง”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คำพูดนี้หากสุภาพสตรีซุนได้ยินเข้าต้องง้างมือตีนางเป็นแน่ เงินสองตำลึงสามารถใช้เลี้ยงปากท้องคนยากคนจนได้ทั้งปี แต่ในหมู่คนรวยแล้วมีค่าเพียงแค่ชานมแก้วเดียว!


นี่เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงคิดเอาไว้แล้ว ในยุคสมัยนี้นมวัวมีราคาแพงมาก และนางทำชานมออกมาไม่ได้เพื่อขายให้คนธรรมดาทั่วไปอยู่แล้ว ขายให้คนรวย เช่นนี้ก็จะได้ขายได้เยอะๆ


ย่อมต้องเลือกตัดปัญหาที่ไม่จำเป็นออกอยู่แล้ว!


เป็นดังคาด แม้ฮูหยินหลี่ได้ยินราคาแล้วจะรู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้าพลางกล่าว “รสชาติอร่อยเช่นนี้ก็ถือว่าสมราคาแล้วจริงๆ! แต่ไม่ทราบว่าชานมร้านเป็ดดำลู่นี่จะวางขายเมื่อไรหรือ ข้าแทบอดใจรอไม่ไหวอยากซื้อกลับไปลิ้มรสแล้ว!”


สิ่งที่ฮูหยินหลี่คิดก็คือ ต่อให้ราคาแพงกว่านี้นางก็จะซื้อกลับไปสักถังดื่มให้หนำใจ แล้วค่อยเชิญเหล่าสหายไปลิ้มรส


หากไม่ผิดพลาด นอกจากครอบครัวลู่แล้ว พวกนางสองแม่ลูกน่าจะเป็นคนแรกที่ได้ลิ้มรสอร่อยๆของเครื่องดื่มนี้ เรื่องนี้หากพูดออกไปคงได้หน้าไม่เบา!


สถานการณ์เช่นนี้ นี่นับว่านางอยู่เหนือกว่าฮูหยินเฉียนขึ้นมาอีกขั้นหรือไม่


เมื่อคิดเช่นนี้ฮูหยินหลี่ผู้ชอบเอาชนะก็ยิ่งตั้งตารอคอย แทบอยากจะซื้อกลับไปเสียตอนนี้เลย!


“ฮูหยินหลี่อย่าใจร้อนสิ ถึงแม้ชานมยังวางขายหน้าร้านไม่ได้เนื่องจากขาดแคลนนมวัว แต่หลังบ้านก็ขายให้กับผู้มีวาสนาได้นะ เมื่อวานข้าให้ตั๋วกับฮูหยินหลี่ไปแล้วไม่ใช่หรือ ทุกครั้งเวลาไปซื้อก็แสดงตั๋วนั่นให้ที่ร้านดูก็จะซื้อได้”


เหอจิ่วเหนียงเสนอขายสินค้าอย่างใจเย็น ฮูหยินหลี่ได้ยินก็ดีใจมากจนลืมไปแล้วว่าตัวเองมาที่นี่เพราะอะไร


มีตั๋วนั่นอยู่ก็สามารถซื้อสินค้าในร้านได้ทุกอย่างเท่าไรก็ได้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนที่มีตั๋วก็มีเพียงแค่นางกับฮูหยินเฉียนเท่านั้น วันนี้ฮูหยินเฉียนไม่มา ตราบใดที่นางไม่พูด ฮูหยินเฉียนก็จะไม่รู้ว่าตั๋วใบนั้นสามารถซื้อชานมเลิศรสได้ เมื่อถึงตอนนั้นนางต้องโอ้อวดสักหน่อยแล้ว!


ช่วยไม่ได้ ก็ใครใช้ให้นางไม่มาขอโทษฮูหยินลู่ด้วยกันล่ะ!


“ไอ้หยา ต้องขอบใจฮูหยินลู่มากๆ ที่ทำให้ข้าได้พบเจอเรื่องดีๆเช่นนี้! ฮูหยินลู่ช่างมีเมตตาจริงๆ ข้าไม่รู้จะพูดเช่นไรแล้ว ของขวัญเหล่านี้ฮูหยินลู่ต้องรับไว้นะ ไม่อย่างนั้นข้าต้องรู้สึกไม่ดีเป็นแน่ที่กินของอร่อยๆของฮูหยินลู่ไป่มากมายเช่นนี้!”


นางเลื่อนสิ่งของเหล่านั้นไปข้างหน้าเพื่อแสดงความจริงใจ จากนั้นยกคอเป็ดขึ้นมาแทะพลางฟ้องเรื่องฮูหยินเฉียน


“ถ้าฮูหยินเฉียนมาด้วยกันก็คงดี แต่เมื่อครู่ข้าไปหานางที่จวน นางไม่ค่อยสบาย เอาแต่หงุดหงิดโมโหอยู่ในจวน! เฮ้อ ฮูหยินลู่ดูสิ  นางเองก็อายุจนปูนนี้แล้ว เหตุใดถึงยังโกรธจนไม่ยอมปล่อยวางเช่นนี้ด้วย…”


นางอ้าปากปุ๊บก็เล่าเรื่องในจวนฮูหยินเฉียน ท่าทางช่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นจริงๆ เหอจิ่วเหนียงฟังถึงกับตกตะลึง


นี่มันแสดงออกโจ่งแจ้งเกินไปแล้วกระมัง


ว่าแต่…


นางอดที่จะพูดแทรกขึ้นไม่ได้ “ฮูหยินหลี่รู้ได้อย่างไรว่าเมื่อคืนผู้ว่าการเมืองไม่กลับจวน?”


ตอนที่ 336: โรงหมอเกิดเรื่อง


“ข้าได้ยินสาวใช้ในจวนตระกูลเฉียนพูดกัน พวกนางไม่รู้ว่าข้าได้ยิน”


ฮูหยินหลี่ทำท่าทางภาคภูมิใจกับการสอดรู้สอดเห็นของตัวเอง ทำเอาเหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะไม่ได้


แต่จะว่าไปแล้ว ถึงแม้ตำแหน่งผู้ว่าการเมืองจะต่ำกว่าลู่ไป่ชวนหนึ่งขั้น แต่ปกติทั้งสองตระกูลก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกัน ผู้ว่าการเมืองคงไม่โกรธถึงขั้นไม่กลับจวนเพียงเพราะเรื่องนี้หรอกกระมัง


หรือว่าจะโดนลู่ไป่ชวนแอบไปกดดัน?


เหอจิ่วเหนียงวิเคราะห์สถานการณ์ในใจ สายตายังคงมองสองแม่ลูกตรงหน้า ทันใดนั้นก็เข้าใจทุกอย่าง


มิน่าล่ะ เหตุใดวันนี้หลี่หยวนถึงได้เชื่อฟังผิดกับเมื่อวาน คาดว่าก็โดนพ่อตัวเองตักเตือนมาเป็นแน่


นางส่ายหน้ายิ้มอย่างจนใจเล็กน้อย


ลู่ไป่ชวนสามีคนนี้ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ


หากแต่สิ่งที่ฮูหยินเฉียนกับฮูหยินหลี่คิดไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ผู้ว่าการเมืองไม่ได้ไปหาสตรีอื่นข้างนอกแล้วไม่กลับไปนอนที่จวน ความจริงเขาอยู่ที่ศาลาว่าการไต่สวนคดีลักพาตัวเด็กตลอดทั้งคืน


คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเขา เพียงแต่ช่วงนี้พวกลู่ไป่ชวนกำลังตรวจสอบคนที่บงการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อยู่พอดี ดังนั้นหน่วยหั่วอวิ๋นจึงเข้ามาช่วยจัดการเรื่องนี้ด้วย


ตอนแรกผู้ว่าการเมืองอยากเจรจาขอให้ลู่ไป่ชวนรับคดีเร่งด่วนนี้ไปทำทั้งหมด เช่นนี้เขาจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องพวกนี้อีก ทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเลื่อนขั้นของเขาในปีหน้าด้วย


แต่ภรรยาของเขากลับไปล่วงเกินฮูหยินลู่เข้า ลู่ไป่ชวนจึงส่งม้วนเอกสารที่จัดการมาโดยตลอดทั้งหมดให้กับเขา การกระทำนี้ความหมายชัดเจนมาก


และสิ่งที่ทำให้ผู้ว่าการเมืองสิ้นหวังที่สุดก็คือ ความจริงเอกสารเหล่านั้นได้รับการจัดเรียงเรียบร้อยแล้ว ส่งมาให้เขาจัดเรียงอีกเล็กน้อยก็สามารถให้คำอธิบายกับราษฎรได้แล้ว


แต่คาดไม่ถึงเลยว่า เอกสารเหล่านั้นถูกทำให้ยุ่งเหยิงไปหมด เนื้อหาและหมายเลขลำดับเอกสารสลับสับเปลี่ยนผสมปนเป ทำให้เขาต้องมาจัดเรียงหน้าของเอกสารเหล่านั้นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาไม่น้อย


ใกล้ถึงเวลาที่ต้องสรุปคดีแล้ว ทว่าแค่เอกสารเขากลับยังจัดการไม่ได้ ไม่เข้าใจเหตุการณ์อะไรก่อนหลังชัดเจนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสรุปคดีให้คำอธิบายกับราษฎร


ดังนั้นเมื่อคืนเขาจึงพาลูกน้องมาช่วยจัดการเอกสารเหล่านี้ทั้งคืน


หากจัดการคดีนี้ไม่ได้ ปีนี้การเลื่อนขั้นของเขาก็คงไร้ความหวัง


ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะภรรยาตัวดีคนเดียว!


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าน้อยๆ พูดอะไรกับสามีไปก็ไร้ประโยชน์ นางรู้ว่าที่ลู่ไป่ชวนทำก็เพราะต้องการปกป้องนาง พลันนั้นในใจก็รู้สึกหวานชื่นปานเคลือบด้วยน้ำผึ้ง


เรื่องบางเรื่องแม้จะเกินความจำเป็น แต่เขาก็แอบไปจัดการอย่างเงียบๆ นั่นแสดงให้เห็นว่าเขาเก็บทุกเรื่องของนางไปใส่ใจจริงๆ น้ำหยดลงหินทุกวันเช่นนี้ หัวใจดวงน้อยๆที่ไม่เคยสัมผัสความรู้สึกดีๆเหล่านี้มาก่อนก็แอบเริ่มแง้มประตูเปิดใจโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว


หญิงสาวกำลังคิดว่า จะให้สามีย้ายกลับมานอนห้องหลักดีหรือไม่…


“ฮูหยินลู่ ยิ้มอะไรน่ะ เรื่องอะไรกันที่ทำให้มีความสุขเช่นนี้ พูดออกมาให้ทุกคนได้ยินดีไปด้วยกันเถอะ!”


ฮูหยินหลี่ก็คือฮูหยินหลี่ ความสอดรู้สอดเห็นยังคงแล่นในสายเลือด นางเอ่ยถามขึ้นหน้าตากระหยิ่มยิ้มย่อง


“ฮะ อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก อาจจะเพราะรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยกระมัง”


เหอจิ่วเหนียงพลันได้สติ รู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย เห็นน้ำหมึกหยดลงบนกระดาษก็ยิ่งรู้สึกทำอะไรไม่ถูก


ฮูหยินหลี่กินไปได้พอประมาณ และตระหนักได้ว่าควรกลับได้แล้ว จึงจูงมือบุตรสาว ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ในเมื่อฮูหยินลู่เหนื่อยแล้ว เช่นนั้นเราสองคนไม่รบกวนแล้ว”


กล่าวจบสองแม่ลูกก็คำนับเหอจิ่วเหนียงและรีบเดินไปทันที


ขณะที่พวกนางออกไปก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวนเข้ามา เด็กหนุ่มวิ่งหน้าตาตื่น ท่าทางรีบร้อน ไม่ได้สนใจพวกนางสองคนเลย กลับเป็นฮูหยินหลี่ที่รู้สึกแปลกใจมาก จึงชะงักฝีเท้าและหันกลับไปมอง


“ท่านแม่ กลับเถอะเจ้าค่ะ อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่นเลยนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ท่านพ่อต้องเดือดร้อน”


ตอนนี้หลี่หยวนยังกังวลว่าตนเองจะถูกลงโทษด้วยกฎของตระกูล จึงไม่อยากให้ท่านแม่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว ถึงอย่างไรท่านพ่อก็ไม่มีทางลงมือกับท่านแม่ แต่สามารถลงมือกับนางได้


ฮูหยินหลี่รู้สึกว่าที่บุตรสาวพูดมาก็มีเหตุผล จึงรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว


ในใจนางตอนนี้คิดแค่ว่าจะไปซื้อชานม นางเป็นคนมีสิทธิพิเศษ ย่อมไม่ยอมเสียสิทธิ์ไปเปล่าๆแน่


อีกทางด้านหนึ่ง เด็กผู้ช่วยในโรงหมอไปในเรือนเหอจิ่วเหนียงอย่างรีบร้อน “ท่านหมอเหอ มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามาหาท่านในโรงหมอขอรับ นายท่านกับนายน้อยไม่ยอมบอกว่าท่านอยู่ที่ไหนก็เลยถูกคนพวกนั้นทำร้ายร่างกาย ท่านรีบตามไปดูกับข้าเถอะขอรับ!”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอก็ไม่อยากรบกวนเหอจิ่วเหนียง แต่เห็นคนในโรงหมอถูกทุบตีจนน่าสังเวช เขาจึงไม่มีทางเลือกจึงทำได้แค่มาหาเหอจิ่วเหนียง เขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงสามารถจัดการกับคนเลวพวกนี้ได้แน่นอน


มิฉะนั้น วันพรุ่งนี้โรงหมออวี้หยวนคงเหลือแค่ชื่อเป็นแน่


“คนพวกนั้นอันธพาลถึงขั้นนั้นเลยหรือ ท่านหมอซ่งหาคนมาเฝ้าที่โรงหมอแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังโดนพวกนั้นทุบตีเอาได้ล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงรีบเก็บภาพวาดในมือยัดใส่แขนเสื้อ แต่อันที่จริงคือเก็บเอาไว้ในห้วงมิติ ต่อให้หมึกยังไม่แห้งก็ไม่เป็นไร


“ไอ้หยา คนเฝ้าเหล่านั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกมันเลยขอรับ พอเข้าไปรับมือก็ถูกคนพวกนั้นเล่นงานจนร่างกระเด็น เหมือนกับ… เหมือนกับที่ท่านหมอเหอสั่งสอนพวกคนเลวก่อนหน้านี้เลยขอรับ! คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ข้าหมดหนทางแล้วจริงๆ ก็เลยมาหาท่าน!”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอรู้สึกผิดเล็กน้อย เนื่องจากท่านหมอเหอเป็นคนที่แม้แต่นายท่านกับนายน้อยล้วนไม่ทรยศนาง แต่ตอนนี้เขากลับมาตามนางไป เท่ากับทำให้ความพยายามทั้งหมดของนายท่านกับนายน้อยของเขาสูญเปล่า


แต่เพื่อช่วยนายท่านกับนายน้อยเขาก็ไร้หนทางจริงๆ นายท่านดีกับเขามาก เขาไม่อยากให้นายท่านเป็นอะไรไป


“เอาละ เอาละ เจ้าทำถูกแล้ว พวกท่านหมอซ่งทำเช่นนี้ก็ไม่มีความหมาย ในเมื่อคนพวกนั้นมาหาข้า ข้าย่อมต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง รีบไปเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงตบไหล่เขาเบาๆให้ฟางต้าเตรียมรถม้า และรีบมุ่งหน้าไปที่โรงหมออย่างรวดเร็ว


นางไม่เข้าใจความคิดของสองพ่อลูกซ่งเลยจริงๆ ถึงจะรู้ว่าพวกเขาหวังดี น้ำใจนี้นางก็ซาบซึ้งจริงๆ แต่นางก็บอกแล้วบอกอีกว่าอย่าทำเช่นนี้


พวกเขาเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้มีเรี่ยวแรงหรือวรยุทธ์จะไปงัดข้อกับใครได้ สู้กับคนเหล่านั้นโดยไม่คำนึงถึงพละกำลังของตัวเองเลย สุดท้ายจุดจบก็ไม่ได้ดี เหตุใดถึงไม่เข้าใจสถานการณ์บ้างนะ


“ฮูหยิน ที่โรงหมอเกิดเรื่องหรือขอรับ ให้บ่าวไปรายงานนายท่านสามหรือไม่ขอรับ?”


ชิวเทียนเห็นนายหญิงจะออกไปข้างนอกอย่างรีบร้อนก็รีบตามไปถาม


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่ต้องหรอก ข้าจัดการได้ สถานะของนายท่านสามเจ้าตอนนี้ไม่อาจเปิดเผยมากได้”


เหอจิ่วเหนียงมั่นใจในตัวเอง อีกอย่าง นางพอจะคาดเดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร


ชิวเทียบขานรับ แต่กลับไม่ได้ไปไหน เขาเลือกที่จะตามหลังเหอจิ่วเหนียงไป


“เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงนั่งบนรถม้า เห็นเขายังเดินตามจึงบอกให้เขากลับไป


“นายท่านสามไม่อยู่ บ่าวจะปกป้องฮูหยินขอรับ!”


ชิวเทียนส่ายหน้าพลางกล่าวด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว


เหอจิ่วเหนียงระอาใจเล็กน้อย ชิวเทียนเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่ม อายุมากกว่าเหลยจื่อแค่ไม่กี่ปี


อีกอย่าง ก่อนที่จะมาอยู่ในจวน ชีวิตเขาก็ไม่ได้อยู่ดีกินดี ตอนนี้มาอยู่กับนางก็นานแล้วแต่แขนขายังเล็กลีบอยู่เลย สภาพเช่นนี้อยู่ต่อหน้าคนพวกนั้นจะไม่กลายเป็นแค่ก้อนฟางให้เขาเตะเล่นหรอกหรือ


คงมิวายถูกทุบตีจนอ่วม


แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ทำลายความตั้งใจของเด็กหนุ่ม เขากตัญญู รู้จักปกป้องเจ้านาย อย่างมากเดี๋ยวก็ดูแลเขาอย่าให้ถูกรังแกก็พอ


ขณะที่ใกล้จะถึงโรงหมอ เด็กผู้ช่วยบอกให้ฟางต้าไปทางประตูหลัง เพราะตอนนี้ด้านหน้าถูกคนเหล่านั้นคุมอยู่ คนในออกไม่ได้คนนอกเข้าไม่ได้ 


เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงจุปากสองสามครั้ง นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่างน้อยคนนอกก็ไม่รู้


ส่วนที่เด็กผู้ช่วยสามารถวิ่งไปแจ้งข่าวได้ คนเหล่านั้นคงจะจงใจปล่อยออกไป


ตอนที่ 337: นางเป็นคนระมัดระวังตัวมาโดยตลอด


กลุ่มของเหอจิ่วเหนียงอ้อมไปทางประตูหลัง เด็กผู้ช่วยชะเง้อมองสถานการณ์ด้านหน้า ทุกอย่างยังเป็นเหมือนตอนที่เขาออกไป คนเหล่านั้นไม่สังเกตเห็นพวกเขา


“ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที”


ทว่าทันทีที่เหอจิ่วเหนียงลงจากรถม้า เสียงดุดันของชายคนหนึ่งก็ดังออกมาจากด้านใน น้ำเสียงมีความเย้ยหยันราวกับว่าเหอจิ่วเหนียงกลัวพวกตนจึงต้องแอบเข้ามา


เด็กผู้ช่วยหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา เขาคิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายไม่รู้ไม่เห็น แต่ความเป็นจริงกลับรู้ตั้งแต่เขาหนีออกไปแล้ว


เหอจิ่วเหนียงมีท่าทีเรียบนิ่ง นางเดาเสียงของอีกฝ่ายออก …เป็น ‘คนคนนั้น’ ที่นางคิดเอาไว้จริงๆ


“ในเมื่อข้ามาแล้วก็ปล่อยคนในโรงหมอที่ไม่รู้เรื่องซะ ถึงอย่างไรเป้าหมายของพวกเจ้าก็คือข้า อย่าทำเรื่องที่ทำให้ด่าไปถึงตัวเจ้านายของพวกเจ้าให้มันมากนักเลย”


ไม่รู้คนพวกนั้นแอบมุดหัวอยู่ที่ไหน ถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่โผล่หน้าออกมาอีก แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเท่าไร ยืนอยู่กับที่และเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


แต่แล้วทันทีที่นางพูดจบ คนกลุ่มหนึ่งก็พุ่งออกมาปรากฏตัวจากมุมต่างๆ ในมือพวกเขาจับสองพ่อลูกซ่งกับบรรดาหมอที่กำลังโดนปิดปากอยู่


เหอจิ่วเหนียงกวาดตามองอย่างรวดเร็ว นอกจากอาการบาดเจ็บภายนอกของสองพ่อลูกซ่งที่ค่อนข้างสาหัสจนหมดสติไปแล้ว หมอคนอื่นๆก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก


หญิงสาวลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก เช่นนี้ก็ไม่ถือว่าผิดต่อพวกเขามากนัก


นางมองไปที่คนกลุ่มนั้นอีกครั้ง หัวหน้ากลุ่มคือ องครักษ์ประจำตัวหลินอี้ผิงในคราวนั้นนั่นเอง


“ทำไม ตอนนั้นข้ารักษาเจ้านายของพวกเจ้าจนหายดี ตอนนี้พวกเจ้ากลับตอบแทนด้วยความเนรคุณเช่นนี้น่ะหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงมองคนกลุ่มนั้นด้วยความเย้ยหยัน มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม


ใช่ ดูถูกเหยียดหยาม 


นางไม่ได้รู้สึกว่า องครักษ์ชุดดำกลุ่มนี้จะทำอะไรนางได้


“ท่านหมอเหอน่าจะรู้ความหมายของพวกเรา พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อท่านเลย เพียงแต่ท่านหมอเหอไม่ยอมร่วมมือกับพวกเราเสียที ดังนั้นพวกเราจำใจต้องใช้วิธีนี้”


ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาตั้งมั่นว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกตนจะมอบให้เหอจิ่วเหนียง


ถึงอย่างไรก่อนมาที่นี่ เจ้านายก็กำชับเอาไว้แล้วว่า หากหมอเหอยังไม่ยอมร่วมมือด้วย พวกเขาก็ไม่ต้องลังเลที่จะเก็บนางเอาไว้อีก


“เหตุใดข้าต้องร่วมมือกับพวกเจ้าด้วย ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนข้าก็พูดกับเจ้านายของพวกเจ้าชัดเจนแล้ว ข้าไม่อยากร่วมทำเรื่องเลวๆกับพวกเจ้า และหวังว่าพวกเจ้าจะเห็นทางสว่าง รีบล้มเลิกความคิดนั้นซะ”


ยืนคุยเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงรู้สึกเมื่อยเล็กน้อย จึงเดินไปนั่งลงบนหินประดับก้อนใหญ่ ทั้งยังยกขาไขว่ห้างอีกด้วย ท่าทางแสนสบายเหลือคณนา


กลุ่มคนชุดดำรู้สึกว่าตนเองถูกหยามเกียรติ มองไปที่หัวหน้าด้วยความไม่พอใจ นึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา เหตุใดถึงไม่ลงมือสั่งสอนนางสักฉาดก่อนแล้วค่อยคุยกัน!


“ไม่อยากร่วมทำเรื่องเลวๆด้วยอย่างนั้นหรือ ท่านหมอเหอเข้าใจพวกเราผิดไปแล้ว และยิ่งเข้าใจเจ้านายข้าผิดด้วย ขอเพียงท่านยินยอมเป็นพวกเดียวกันกับเรา สถานะของนายท่านย่อมให้ท่านหมอเหอรู้ได้แน่นอน”


“อย่าพยายามดิ้นรนเรื่องที่มันไร้ประโยชน์เลย ข้าบอกว่าไม่สนใจก็คือไม่สนใจ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้พวกเจ้าก็เคยถูกข้าสั่งสอนไปแล้ว คงรู้ดีนะว่าพวกเจ้าล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า ดังนั้นทางที่ดี ข้าว่าเจ้ารีบพาพวกของเจ้ากลับไปเถอะ ไม่อย่างนั้นข้าไม่รับประกันว่าเดี๋ยวจะลงมือหนักไป”


เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็เหลือบมองฟางต้ากับชิวเทียนที่อยู่ด้านหลัง ทั้งสองเข้าใจความหมายของนายหญิง พวกเขาไม่สนใจว่าจะมีคนชุดดำขวางอยู่มากเท่าไร รีบเข้าไปตรวจดูอาการของสองพ่อลูกซ่งกับบรรดาหมอทันที


ถึงอย่างไรตอนนี้คนกลุ่มนี้ก็ได้เจอเหอจิ่วเหนียงแล้ว คนในโรงหมอก็ไม่มีประโยชน์อีก ทั้งสองจึงเข้าถึงตัวตัวประกันได้อย่างราบรื่น


“ท่านหมอเหอ ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านพูดเช่นนี้ออกมาจะต้องชดใช้เช่นไร เจ้านายของข้าถูกใจท่านก็นับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงของท่านแล้ว หากยังไม่รู้จักว่าอะไรควรไม่ควร เช่นนั้นพวกข้าก็จะไม่เกรงใจอีก!”


วาจาทั้งเมตตาทั้งข่มขู่ คนทั่วไปอาจจะลังเล แต่เหอจิ่วเหนียงกลับหัวเราะเยาะ “อย่าให้ข้าต้องพูดเลยว่าพวกเจ้ามันหน้าด้านไร้ยางอายมาก ก่อนหน้านี้ข้าปฏิเสธพวกเจ้าไปหลายครั้งหลายคราแล้ว ตอนนี้ก็ยังจะมาเซ้าซี้ข้าอีก ทำไม ไม่มีข้าสักคนพวกเจ้าอยู่กันไม่ได้ จะเป็นจะตายหรืออย่างไร?”


“นี่เจ้า! เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!”


หนึ่งในคนชุดดำกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่ไหวแล้ว โผออกมาหมายจะปะทะกับเหอจิ่วเหนียง แต่ตอนที่พุ่งตัวเข้าไปก็ทำให้เขาได้เห็นใบหน้าเหอจิ่วเหนียงชัดๆ พลันนั้นคำพูดก็ติดอ่าง กระทั่งพบว่าตัวเองส่งเสียงพูดไม่ออก


แต่แล้วขณะที่กำลังตกอยู่ในความลุ่มหลงในความ.งดงามดั่งเทพธิดาของสตรีตรงหน้านั้น ร่างของเขาก็ถูกพลังรุนแรงโจมตีจนกระเด็นลอยออกไป


แต่ความจริงแล้วเหอจิ่วเหนียงก็แค่สะบัดมือเบาๆเท่านั้นเอง


“ข้ากำลังพูดกับหัวหน้าของพวกเจ้าอยู่ ไม่ได้พูดกับเจ้าเสียหน่อย ทนรอความตายไม่ไหวแล้วหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงแสดงสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย คนที่มองสถานการณ์ออก และแม้กระทั่งผู้เป็นหัวหน้าถึงกับต้องถอยร่นไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว


ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอยู่กับหลินอี้ผิง ก็ถูกเหอจิ่วเหนียงสั่งสอนแล้วครั้งหนึ่ง นางน่ากลัวมากจริงๆ ดังนั้นคราวนี้เขาจึงขนยอดฝีมือมาด้วยจำนวนมาก


เมื่อตระหนักถึงความได้เปรียบเรื่องจำนวนคน ทันใดนั้นหัวหน้ากลุ่มคนชุดดำก็รู้สึกฮึกห้าวขึ้นมาสามส่วน


“เหอจิ่วเหนียง ข้าให้เกียรติเจ้าแล้วเจ้าก็อย่าปฏิเสธเลย ถ้าหากเจ้าไม่ยอมร่วมมือกับพวกข้า ครอบครัวของเจ้าไม่มีวันได้อยู่เป็นสุขแน่!”


ในเมื่อพูดดีๆแล้วยังไม่ยอม เขาจึงเพิ่มระดับการข่มขู่ขึ้นด้วยการใช้ความปลอดภัยของครอบครัวมา.กดดันเหอจิ่วเหนียง


“ไอ้หยา ข้ากลัวจริงๆเลย! ที่นี่เป็นเมืองศักดินาของเฉินอ๋อง เจ้านายของพวกเจ้ากล้าทำตัวเป็นอันธพาลในที่ของเฉินอ๋อง หรือว่าจะเก่งกว่าเฉินอ๋องอีกอย่างนั้นหรือ?”


“นั่น…” คนผู้นั้นกำลังจะโต้ตอบแต่รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงรีบหยุดคำพูดเอาไว้ แล้วต่อรองกับเหอจิ่วเหนียงอย่างเหนือกว่า “อยากรู้ฐานะของเจ้านายข้าก็ต้องร่วมมือกับพวกข้าก่อน ไม่อย่างนั้น…”


“ไม่ต้องไม่อย่างนั้นไม่อย่างนี้แล้ว ข้าไม่อยากร่วมมือด้วย และไม่ได้อยากรู้ด้วยว่าเจ้านายของพวกเจ้าเป็นใคร แต่ข้าต้องขอเตือนพวกเจ้าเอาไว้สักหน่อย เป็นคำเตือนที่พวกเจ้าคาดไม่ถึงเลยละ!”


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มเลศนัย และไม่ปล่อยให้พวกเขารอนาน “เจ้าคงจะจำได้กระมังว่าก่อนหน้านี้เจ้านายของเจ้ามาให้ข้ารักษาอาการป่วยให้?”


สดับวาจา ผู้เป็นหัวหน้าก็มีท่าทีระแวดระวัง ผู้หญิงคนนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวยิ่งนัก เขาเริ่มกลัวว่านางคิดจะทำอะไรกับร่างกายของผู้เป็นนาย


เป็นดังคาด เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างเนิบช้า “ข้าเห็นเขาใส่หน้ากากอำพรางชั้นแล้วชั้นเล่าก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดี ดังนั้นตอนที่ข้ารักษาสมองให้เขา ข้าแค่ขยับเข็มนิดๆหน่อยๆ ต่อไปเวลาเจอหน้ากันไม่ว่าเขาจะเปลี่ยนหน้ากากกี่หน้า ข้ามองแวบเดียวก็รู้ อีกอย่าง ถ้ามาก่อกวนข้ามากๆ ระวังอาการปวดหัวของเขาจะหนักกว่าเดิมเป็นร้อนเท่า”


นางเป็นคนระมัดระวังตัวมาโดยตลอด เมื่อรู้แล้วว่าหลินอี้ผิงไม่ใช่คนดี นางจะไม่เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าได้อย่างไรกัน


“นี่เจ้า… เจ้าพูดอะไร?”


หัวหน้าคนชุดดำเริ่มตื่นตระหนก หากเป็นอย่างที่นางพูดจริง ต่อไปเจ้านายเขาก็จะปรากฏตัวในที่สาธารณะไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?


นี่จะทำให้งานใหญ่เสียเวลาไปมากเพียงใดกัน!


ตอนที่ 338: เหอจิ่วเหนียงไม่เลือกเขาก็ถูกแล้ว


“ตอนแรกข้าก็ไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้าหรอกนะ ถึงอย่างไรต่อไปเราก็คงไม่ได้ข้องเกี่ยวกันอีก ขอแค่พวกเจ้าไม่รนหาที่ตาย ทุกคนก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข แต่พวกเจ้าเอาแต่รนหาที่ตายไม่เลิก มาก่อกวนข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังถึงขั้นทำร้ายคนใกล้ตัวข้า ความแค้นครั้งนี้ข้ารับไม่ได้แล้วจริงๆ”


พูดจบนางก็สะบัดชายกระโปรงลุกขึ้นยืน และหันไปกล่าวกับพวกฟางต้า “พาพวกเขาไปหน้าโรงหมอก่อน เดี๋ยวข้าตามไปดูอาการ”


คำสั่งนี้หมายความว่า ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อน ฟางต้ากับชิวเทียนไม่ค่อยยินดี ถึงอย่างไรจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือปกป้องนายหญิง


คนในโรงหมอได้รับบาดเจ็บไปแล้ว เดี๋ยวค่อยพาไปก็ไม่ต่างกัน


“ฮูหยิน พวกเรา…”


“รีบไปเถอะ พวกเจ้าอยู่ตรงนี้ก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้”


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว ทำท่าไม่พอใจ ฟางต้ากับชิวเทียนจึงไม่กล้าชักช้าอีก หันสบตากันวูบหนึ่ง จากนั้นช่วยกันพาพวกหมอซ่งไปที่หน้าโรงหมอ


เด็กผู้ช่วยรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่เฉยๆ ก็ไร้ประโยชน์จึงเข้าไปช่วย จากนั้นไม่นานด้านหลังโรงหมอก็เหลือแค่เหอจิ่วเหนียงกับกลุ่มคนชุดดำ


“จะทำอะไรก็รีบทำ ข้ายังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ”


นางบริหารข้อนิ้วต่อหน้าเหล่าคนชุดดำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้านทว่าทรงพลัง


เห็นเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว กลุ่มคนชุดดำก็ถอยร่นไปตามก้าวของนางโดยไม่รู้ตัว


“เป็นอะไรไป มาหาเรื่องข้าเองไม่ใช่หรือ แค่นี้ก็กลัวแล้วอย่างนั้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงขี้เกียจพูดจาเยิ่นเย้อกับแมลงน่ารำคาญพวกนี้ พูดจบนางก็พุ่งเป้าโจมตีไปที่คนเป็นหัวหน้าทันที


หัวหน้าคนชุดดำจะถอยหลังหนีแต่ไม่ทันกาล ทำได้เพียงตั้งรับการโจมตีของเหอจิ่วเหนียง


ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้เขากลับอ่อนแอราวกับเต้าหู้ อีกฝ่ายยังไม่ทันถึงตัวเขาก็รู้สึกปวดไปทั้งร่างแล้ว แขนขาพลันไร้เรี่ยวแรง จากนั้นก็ไม่มีโอกาสได้โจมตีกลับเลย


คนอื่นเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วย เหอจิ่วเหนียงมองแล้วยิ้มอ่อน เข้ามาให้หมดเลยก็ดี จะได้จัดการให้หมดทีเดียว


ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเหนือความคาดหมาย เหอจิ่วเหนียงคิดว่าพวกเขาเข้ามาช่วยหัวหน้าจัดการกับนาง ทว่าความจริงพวกเขากลับเข้ามาแบกหัวหน้าขึ้นหลังแล้วรีบเผ่นแน่บไปอย่างว่องไว


เหอจิ่วเหนียง “...”


คนเหล่านี้วางทัพตีกลองชูธงมาหาเรื่องนาง แต่สุดท้ายกลับปอดแหกเสียอย่างนั้น


“พวกเจ้าพังโรงหมอยับเยินเช่นนี้แล้วคิดจะหนีไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ!?”


เหอจิ่วเหนียงตะโกนตามหลังเสียงดังก้อง พวกเขาได้ยินแน่นอน


แต่นางจะยังไม่รีบเอาเรื่องตอนนี้ก็แล้วกัน เพราะนางรู้ว่าคนเหล่านี้ไม่มีทางบุกมาหาเรื่องนางแค่ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแน่นอน


เช่นนั้นนางก็ตั้งตารอคอยเลย!


เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปในโรงหมอก็พบว่า ข้าวของระเกะระกะไปทั่ว สมุนไพรต่างๆหล่นกระจัดกระจาย หมอหญิงรู้สึกโมโหมาก สมุนไพรเหล่านี้ราคาไม่ใช่ถูกๆนะ!


ครั้งหน้าถ้าหากพวกนั้นมาอีกจะต้องเรียกค่าชดใช้ให้สาสม จะให้เสียเปล่าไปไม่ได้!


“ท่านหมอซ่งอาการค่อนข้างหนัก ช่วยถอดเสื้อผ้าให้เขาก่อน ข้าจะรักษาบาดแผล”


กล่าวจบนางก็ไปดูอาการของซ่งฉือ บาดแผลค่อนข้างหนักไม่แพ้กัน แต่เขายังหนุ่ม ร่างกายแข็งแรงกว่าบิดาของเขา ยังพออดทนได้


ส่วนหมอท่านอื่นบาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากถูกแก้เชือกที่มัดไว้ ทุกคนก็รีบเข้ามาช่วยทันที


เหอจิ่วเหนียงต้องรักษาให้หมอซ่ง ส่วนหมอท่านอื่นไปช่วยทำแผลให้ซ่งฉือ


“ช่วงนี้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโรงหมอล้วนเกี่ยวกับข้า ต่อไปถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกต้องรีบไปตามข้าทันที อย่าคิดเหมือนที่ท่านหมอซ่งคิดว่ามันเป็นการทรยศข้า ถ้าไม่ไปตามข้า คนที่รับเคราะห์ก็เป็นพวกเจ้า อีกอย่าง พวกเจ้าก็ไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้ เข้าใจหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงทำแผลให้หมอซ่งพลางกำชับกับเด็กผู้ช่วยและหมอท่านอื่นๆ


วันนี้ทุกคนได้รับความกระทบกระเทือนทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหนัก เมื่อได้ยินคำพูดของเหอจิ่วเหนียงต่างก็พยักหน้าตกลงทันที


ตอนแรกพวกเขาก็เสนอแล้วว่าควรไปตามเหอจิ่วเหนียง ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้พวกเขาก็เห็นแล้วว่าเหอจิ่วเหนียงรับมือกับคนพวกนั้นได้สบายๆ แต่เถ้าแก่กับนายน้อยกลับคิดว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นหมอในโรงหมอของเขา โรงหมอต้องมีหน้าที่ปกป้องหมอและคนงานทุกคนในโรงหมอ สุดท้ายจึงได้รู้ว่าไม่อาจปกป้องได้


ระหว่างที่ใกล้ทำแผลเสร็จ ลู่ไป่ชวนก็มาพอดี เขาวิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบ สีหน้าท่าทางร้อนใจ ทันทีที่เห็นเหอจิ่วเหนียงก็รีบคว้าร่างนางมาสำรวจอย่างละเอียดว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่


“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงไม่ส่งคนไปแจ้งข้าสักคำ?”


เขากลับไปถึงจวนจึงได้รู้จากคนรับใช้ว่า เด็กผู้ช่วยในโรงหมอมาแจ้งฮูหยินว่าที่โรงหมอเกิดเรื่อง แล้วฮูหยินก็รีบไปทันที


เมื่อถามต่อคนรับใช้ก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีก เขาจึงรีบขี่ม้ามาดูด้วยความร้อนใจ


“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก กลับไปข้าจะเล่าให้ฟัง”


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากพูดเรื่องหลินอี้ผิงต่อหน้าคนมากมาย นางตบหลังมือลู่ไป่ชวนเบาๆ ก่อนจะไปจัดการงานของตัวเอง


ลู่ไป่ชวนรีบมาก็เพราะเป็นห่วงเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้เมื่อเห็นนางปลอดภัยดี และกำลังช่วยทำแผลให้คนอื่นอยู่ เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


แม่ทัพใหญ่หันมองสำรวจสภาพโดยรอบ เห็นข้าวของในโรงหมอเสียหายไม่น้อย จึงลากเด็กผู้ช่วยมาคนหนึ่ง ให้จดบันทึกสิ่งของที่เสียหายทั้งหมดให้เขา


สองสามีภรรยาคู่นี้มีความคิดเหมือนกัน โรงหมอถูกทำลายจนพังเช่นนี้จะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องให้คนพวกนั้นชดใช้


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอ.ตอบตกลง แต่ก็เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “คนพวกนั้นหนีไปกันหมดแล้ว พวกมันยังจะกลับมาอีกหรือขอรับ?”


“จะกลับมาที่โรงหมออีกหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ต้องกลับมาหาหมอเหอแน่ ถึงตอนนั้นพวกข้าจะจับตัวพวกมันเอาไว้ ให้พวกมันได้ชดใช้ให้โรงหมอของพวกเจ้า”


อยู่กับเหอจิ่วเหนียงมาพักใหญ่ ลู่ไป่ชวนก็ค่อยๆเข้าใจนิสัยของนาง ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ข้อแรก ข้าวของระเนระนาดเช่นนี้ หากไม่ให้คนทำชดใช้ก็ไม่ใช่นิสัยของเหอจิ่วเหนียงแล้ว


อีกข้อ ที่คนเหล่านั้นเผ่นหนีไปก็หมายความว่า อีกฝ่ายสู้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ ส่วนเหอจิ่วเหนียงที่ยอมปล่อยพวกนั้นไปง่ายๆ ก็เพราะเป็นห่วงคนที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้


และคิดว่า ตราบใดที่คนเหล่านั้นยังมีความแค้น จะต้องหวนกลับมาอีกแน่นอน


และเรื่องน่าบังเอิญที่ไม่มีใครรู้ก็คือ เหอจิ่วเหนียงคิดเช่นนี้จริงๆ


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอพยักหน้ารับ หากได้รับการชดเชยก็เป็นเรื่องดี ถึงอย่างไรสมุนไพรเหล่านี้เป็นของดีทั้งสิ้น ตอนที่รับซื้อมาราคาก็แพงแสนแพง


หมอซ่งอายุมากแล้ว หลังจากทำแผลเสร็จก็ยังไม่ฟื้น เหอจิ่วเหนียงตรวจดูอาการแล้วไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงไปขอบคุณซ่งฉือสองสามประโยค จากนั้นก็ออกไปกับลู่ไป่ชวน


ซ่งฉือคิดไม่ถึงว่า ความหวังดีของเขาจะกลายเป็นการทำให้เรื่องเลวร้ายตลอดทุกครั้ง ตอนนี้อยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียงเขาก็ไม่รู้เลยว่าควรพูดเช่นไร ตอนที่เหอจิ่วเหนียงพูดกับเขา เขาก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง เอาแต่ก้มหน้าครุ่นคิดจนกระทั่งเหอจิ่วเหนียงออกไปแล้วถึงจะได้สติกลับมา


“หมอเหอไปแล้วหรือ?”


เขาถามเด็กผู้ช่วยด้วยท่าทางเหม่อลอย เด็กผู้ช่วยพยักหน้า “นายน้อย แผลของท่านค่อนข้างสาหัส นอนพักก่อนเถอะขอรับ อย่าเพิ่งทำอะไรตอนนี้เลย”


ซ่งฉือส่ายหน้าช้าๆ เขาจะหลับลงได้อย่างไรกัน


เรื่องที่เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธความรักจากเขาก่อนหน้านี้ เขายังคิดไม่ตกว่าเป็นเพราะตนอ่อนแอ กระทั่งเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ยิ่งทำให้เขาตระหนักได้ชัดเจนขึ้นว่า ตัวเองอ่อนแอไร้ความสามารถจริงๆ หมอเหอไม่เลือกเขาก็ถูกแล้ว


ตอนที่ 339: หมิงเจ๋อส่งคนมา


สองสามีภรรยากลับไปถึงจวนก็เข้าไปพูดคุยเรื่องนี้กันในห้องตำรา


เหอจิ่วเหนียงปิดประตูห้อง และเอ่ยขึ้นทันที “เป็นคนของหลินอี้ผิง เรื่องคราวก่อนเขาไม่คิดจะปล่อยข้าไปจริงๆด้วย แถมวิธีการครั้งนี้ก็กดดันกว่าครั้งก่อน ไปพังโรงหมอ บีบบังคับให้หมอซ่งส่งตัวข้าออกไป”


‘หลินอี้ผิง’?


ได้ยินชื่อสามคำนี้ ลู่ไป่ชวนก็ขมวดคิ้วแน่น


หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องหลินอี้ผิงให้เขาฟังครั้งก่อน เขาก็เก็บเรื่องนี้มาคิดอยู่ตลอด เขาเคยถามเรื่องหลินอี้ผิงกับเฉินอ๋อง แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์เลย เขาถึงขั้นสงสัยว่า หลินอี้ผิงอาจจะรู้ตัวแล้วว่าเขากำลังสืบเรื่องตัวเองอยู่จึงยิ่งทำตัวลึกลับกว่าเดิม


“เจ้าควรให้คนไปตามข้า ให้ข้าได้เจอคนพวกนั้น”


ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะรู้ว่านางเก่งมาก แต่ยามที่พบเจออันตราย เขาก็หวังว่าเขาจะสามารถคอยอยู่ข้างกายนางได้


“เรื่องวันนี้ข้าตั้งใจไม่ให้ท่านรู้ ก็เพราะไม่อยากให้ท่านปรากฏตัวต่อหน้าคนพวกนั้น”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างเรียบง่าย “ที่พวกเขามาหาเรื่องที่โรงหมอ ไม่ได้บุกมาที่สวนซีสุ่ยก็อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าข้ากับท่านมีความสัมพันธ์อะไรกัน การไม่ให้ท่านออกหน้า ถึงจะทำให้พวกเขาเผยบางอย่างออกมาได้ง่าย”


ตอนนี้ลู่ไป่ชวนเป็นลูกน้องคนสนิทของเฉินอ๋อง เหอจิ่วเหนียงในฐานะภรรยาย่อมต้องช่วยสามี ถ้าให้หลินอี้ผิงรู้เรื่องนี้ในตอนนี้ เขาต้องทำอะไรบางอย่างเป็นแน่ และยิ่งทำให้เรื่องราวในอนาคตซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม


ความคิดของเหอจิ่วเหนียงในตอนนี้ก็คือ ทำให้คนของหลินอี้ผิงไปบอกหลินอี้ผิงว่านางรู้แผนการร้ายของเขา ทำให้หลินอี้ผิงรู้สึกหวาดหวั่น จากนั้นก็ฮึดสู้อย่างหมาจนตรอก


คนเรายามที่ตื่นตระหนกที่สุดก็จะเผยพิรุธของตัวเองออกมาง่ายๆ เมื่อถึงตอนนั้น ลู่ไป่ชวนก็รายงานต่อเฉินอ๋อง ส่งคนไปซุ่มโจมตี ก็จะรู้ตัวตนของหลินอี้ผิงได้แล้ว


ลู่ไป่ชวนฟังนางอย่างยอมรับ เรื่องบางเรื่อง ภรรยาก็คิดได้รอบคอบกว่าเขาจริงๆ


“วันนี้ยังทำตามเป้าหมายไม่ได้ วันหน้าพวกมันต้องกลับมาอีกแน่ ข้าจะส่งคนคอยปกป้องเจ้าอย่างลับๆ”


เขายอมรับวิธีการของเหอจิ่วเหนียง เห็นด้วยว่าทางที่ดีที่สุดตอนนี้คือตนยังไม่ควรออกหน้า แต่ข้างกายเหอจิ่วเหนียงจะไม่มีคนปกป้องไม่ได้


แม้รู้ว่าฝีมือนางไม่ธรรมดา แต่หากมีคนที่มีฝีมือดีอยู่ข้างกายสักสองสามคน ภรรยาของเขาก็ไม่ต้องลงมือเองในทุกๆครั้ง


เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางกล่าว “ตัวข้าไม่เป็นไรหรอก แต่ข้าเป็นห่วงว่าพวกมันจะลงมือกับคนในครอบครัวเรามากกว่า พรุ่งนี้ตอนกลับบ้าน ให้ข้าพาคนที่มีฝีมือไปด้วยสักหน่อยได้หรือไม่ เวลาเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน”


“เรื่องนี้ข้าต้องทูลขอจากท่านอ๋องก่อน ลูกน้องข้าล้วนเป็นคนของท่านอ๋อง ปกติถึงแม้จะขอให้พวกเขาช่วยได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยได้นาน”


“ก็ได้ เช่นนั้นเรื่องนี้ท่านจัดการก็แล้วกัน”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าตอบตกลง ไม่ได้รบเร้าแต่อย่างใด


หากเขียนจดหมายรายงานเฉินอ๋องตอนนี้ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าวันถึงจะได้รับคำตอบ ตอนนั้นพวกเขาคงกลับหมู่บ้านไปก่อนแล้ว


แต่ไม่เป็นไร ตอนนางอยู่บ้านนางย่อมดูแลทุกคนได้ ขอเพียงส่งคนไปก่อนที่นางจะกลับมาเมืองหลักก็พอ


ลู่ไป่ชวนรีบเขียนจดหมายขอกำลังคนส่งไปให้เฉินอ๋องทันที เรื่องของหลินอี้ผิงไม่ใช่เรื่องเล็ก ตัวตนของเขาน่าสงสัยมาก อำนาจใหญ่โต มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นคู่แข่งแย่งชิงอำนาจกับเฉินอ๋อง หากครอบครัวลู่ต้องตกเป็นเหยื่อในเรื่องนี้ เฉินอ๋องก็มีหน้าที่รับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้เขาจึงกล้าขอกำลังคนจากเฉินอ๋อง แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ปกติแล้วก็จะได้รับอนุญาต


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “เช่นนั้นท่านไปทำธุระของท่านเถอะ พรุ่งนี้จะกลับหมู่บ้านแล้ว ข้าขอตัวไปเก็บของเล็กๆน้อยๆก่อน”


“อืม” ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ในใจรู้สึกขมขื่นแต่ไม่ได้พูดอะไร


ช่วงนี้เขางานยุ่งมาก ยังไม่มีเวลาว่าง แต่ก็รู้ว่าเรื่องกลับบ้านไม่สามารถล่าช้าไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว


ไม่ว่างานในมือจะมากมายเพียงใด เขาต้องหาเวลากลับไปเจอหน้าครอบครัวให้ได้ ไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆ อาจเกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้


ที่สำคัญ ไม่ได้เจอหน้าครอบครัวมาสี่ปีแล้ว เขาคิดถึงทุกคนมาก


ดังนั้น ช่วงนี้ดูเหมือนว่าเขาจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ รีบจัดการงานในมือให้เสร็จแล้ว ส่วนเรื่องที่ไม่รีบร้อน กลับมาค่อยจัดการก็ได้


เดี๋ยวเขียนจดหมายเสร็จก็ต้องกลับไปที่ศาลาว่าการอีก ที่สำคัญต้องไปกำชับพวกโหลวชงให้จับตาดูสตรีที่ชื่ออวี้เฟินให้ดี หวังว่าจะจับคนที่อยู่เบื้องหลังอวี้เฟินได้เร็วๆนี้


พูดถึงอวี้เฟินชายหนุ่มก็ชะงักไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่า หลังจากที่อวี้เฟินปรากฏตัว ภรรยาก็เย็นชากับเขาไปเล็กน้อย


เขาหนักแน่นว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจ แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี


เขาถึงขั้นกังวลว่า เป็นเพราะเรื่องนี้หรือไม่ที่ทำให้ภรรยายื้อเวลาไม่ยอมให้เขากลับมานอนในห้องนอนหลักด้วยกันออกไป


เขาสับสน ดังนั้นจึงอยากรีบจัดการตัวหายนะให้เร็วๆ พยายามไม่ให้กระทบถึงความรู้สึกของภรรยา


เหอจิ่วเหนียงออกมาจากห้องตำรา สาวใช้ในจวนก็เข้ามาแจ้งว่า มีคนมาขอพบอยู่ด้านนอก


“ฮูหยิน มีคนกลุ่มหนึ่งมาขอพบอยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ ผู้นำกลุ่มเป็นพี่สาวรูปร่างหน้าตา.งดงามสองคนชื่อหลิงเยว่กับหลิงเสวี่ย บอกว่ามีของมามอบให้ฮูหยินเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินชื่อหลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยก็รีบกล่าวทันที “รีบไปเชิญพวกนางเข้ามา”


หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยรู้ว่าพรุ่งเหอจิ่วเหนียงจะกลับหมู่บ้าน คงจะนำสิ่งของบางอย่างมาให้นางเอากลับไปด้วยกระมัง


นางสนิทกับหลิงเยว่และหลิงเสวี่ย ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรพวกนั้น นางเดินตามหลังสาวใช้ออกไปรับพวกนางที่ประตูด้วยกัน


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยยืนอยู่หน้าสุด ด้านหลังมีหญิงสาวที่แต่งกายเหมือนสาวใช้อีกสี่คน สิ่งที่ทำให้เหอจิ่วเหนียงไม่เข้าใจก็คือ ในมือของพวกนางไม่ได้ถือสิ่งของใดมาเลย


แล้วนี่จะมอบอะไรให้นางกัน?


“ท่านหมอเหอ เจ้านายข้าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงหมออวี้หยวนวันนี้แล้ว ก็เลยตั้งใจให้ข้าน้อยนำคนมีฝีมือมามอบให้ท่านหมอเหอน่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้พูดอะไร หลิงเยว่ก็บอกถึงจุดประสงค์ที่มาเยือนทันที


เหอจิ่วเหนียงจึงได้เข้าใจว่า ของที่พวกเขาบอกจะนำมามอบให้นั้นก็คือ สาวใช้สี่คนนี้นี่เอง


หอเชียนฟานรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นที่โรงหมอนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สามารถส่งคนมาให้รวดเร็วเช่นนี้ เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายของเหอจิ่วเหนียงไม่น้อย


ต้องบอกเลยว่า หมิงเจ๋อดีกับนางเกินไปมากจริงๆ


บางครั้งนางก็รู้สึกแปลกๆ อยากจะถามให้แน่ชัด แต่กลับไม่รู้ว่าแปลกตรงไหน และไม่รู้ว่าควรเอ่ยถามเช่นไร


“ท่านหมอเหอ พวกนางทั้งสี่รู้ศิลปะอันทรงคุณค่าทั้งสี่ ชื่อหลิงนำหน้าทุกคน เมื่อมอบให้ท่านแล้วต่อไปท่านก็เปลี่ยนชื่อนำหน้าว่าเยว่ได้เลย นายท่านของข้าบอกแล้วว่า คนที่มอบให้ท่านก็นับว่าเป็นคนของท่าน ท่านสั่งงานได้ตามสบายเลย”


“อ้อใช่! พวกนางทั้งสี่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก วรยุทธ์ไม่เลวเลย ไม่ว่าท่านหมอเหอจะเอาไว้ที่บ้านหรือติดตามข้างกายล้วนได้ทั้งสิ้น”


หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยให้สาวใช้ทั้งสี่ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน และแนะนำพวกนางให้รู้จักคร่าวๆ


คนที่หมิงเจ๋อส่งมาย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ติดใจในฝีมือ


“นายท่านหมิงมีน้ำใจเกินไปแล้วจริงๆ ฝากขอบคุณเขาแทนข้าด้วยนะ”


เหอจิ่วเหนียงจูงมือหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยเดินเข้าไปด้านใน ส่วนคนอื่นก็เดินตามหลังกันมา


หลิงเสวี่ยกล่าว “ท่านหมอเหอไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้ก็ได้ นายท่านข้าฝากบอกมาว่า ถ้าท่านอยากขอบคุณจริงๆ ก็ให้ฮูหยินของพวกเราดื่มชานมสักสองแก้วก็พอแล้ว”


ตอนที่ 340: โอกาสดี มีคนใช้แทน


เหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะกล่าว “ไม่ใช่ว่าข้าขี้เหนียวหวงชานมนะ แต่ชานมน่ะดื่มเยอะไปไม่ดี นอกซะจากว่าไม่เติมน้ำตาล แต่ถ้าไม่เติมน้ำตาลฮูหยินก็ไม่ชอบดื่มอีก ฉะนั้นดื่มวันละแก้วเพียงพอแล้วจริงๆ”


เจียงรั่วหย่าชอบของหวานมาก ทุกครั้งที่ดื่มชานมก็เติมน้ำตาลหวานกว่าปกติ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปต้องเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆอย่างไม่อาจเลี่ยงแน่


นางไม่รู้จะอธิบายเรื่องแคลอรีให้คนในยุคสมัยนี้ฟังอย่างไร ทำได้แค่บอกว่าดื่มมากเกินไปไม่ดี


หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะกล่าว “สุขภาพของฮูหยินเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพียงแต่นายท่านเห็นฮูหยินชอบดื่มชานมมากจึงทำใจที่จะควบคุมยาก”


อันที่จริงที่สองสาวใช้พูดมาเป็นความลับเล็กน้อย หมิงเจ๋อไม่เพียงไม่ควบคุมปริมาณการดื่มชานมของเจียงรั่วหย่าเท่านั้น เมื่อวานเจียงรั่วหย่าดื่มชานมไปถึงห้าแก้ว ทั้งยังให้คนไปซื้อแก้วที่หกอีกด้วย แต่ไม่ว่าจะพูดเช่นไรเด็กในร้านก็ไม่ยอมขาย บอกว่าเหอจิ่วเหนียงกำชับมาว่าดื่มเยอะไม่ได้ นางจึงได้ถอดใจ


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ช่วงนี้แม่ครัวจวนข้าทำขนมอร่อยๆออกมาใหม่ พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดี จะได้นำกลับไปให้ฮูหยินลองชิม ข้าคิดว่าฮูหยินน่าจะชอบ”


อันที่จริงเป็นสูตรขนมในยุคปัจจุบันที่เหอจิ่วเหนียงคิดออกมา แล้วให้แม่ครัวฝีมือดีไปลองทำ เพิ่งจะเริ่มทำช่วงไม่กี่วันมานี้ รสชาติยังไม่คงที่มากนัก


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงอยากรอให้นางกลับมาจากหมู่บ้านก่อน เมื่อถึงตอนนั้นพวกแม่ครัวก็คงปรับปรุงรสชาติออกมาได้เหมาะสมแล้ว แล้วค่อยนำไปให้ฮูหยินเจียง แต่ตอนนี้ไหนๆสองสาวใช้ก็มาแล้ว ถือเสียว่าให้ช่วยชิมก่อนแล้วกัน


ถึงแม้ตอนนี้รสชาติจะยังไม่ค่อยดี แต่ในยุคสมัยนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว นำไปให้เจียงรั่วหย่าไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าเกลียด


หลิงเยว่กับหลิงเสวี่ยย่อมยินดีมาก ฮูหยินของพวกนางตอนนี้ตั้งตารอยคอยอยู่ตลอดว่าทางด้านท่านหมอเหอจะมีของอร่อยๆอะไรออกมาอีก


นับตั้งแต่ได้เจอกับเหอจิ่วเหนียง อาการของฮูหยินเจียงไม่เพียงจะดีขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น แต่ยังเจริญอาหารมากอีกด้วย พวกนางเห็นพัฒนาการทุกอย่าง และรู้สึกดีใจมาก พวกนางจึงยิ่งเป็นมิตรสร้างควาสสนิทชิดเชื้อกับเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น


เหอจิ่วเหนียงให้สาวใช้ไปหยิบขนมมา ส่วนตัวเองก็ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกับหญิงสาวทั้งสี่


สตรีทั้งสี่สวมเสื้อผ้าเป็นสาวใช้ ดูๆแล้วอายุน่าจะประมาณสิบห้าสิบหกปี รูปร่างหน้าตาดี ทั้งยังดูไม่แตกต่างจากแม่นางน้อยทั่วๆไปเลย


แต่เมื่อมองอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า มือของพวกนางไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนดรุณีน้อยทั่วไป ร่างกายกำยำกว่าเล็กน้อย คงเป็นผลมาจากการฝึกวรยุทธ์มานานหลายปี


เห็นหมอเหอมองคนที่ตนพามาอย่างพิจารณา หลิงเยว่ก็เอ่ยขึ้น “ตอนที่พวกเราฝึก ปกติก็จะใช้อาวุธที่พกพาสะดวก.สะดวก พวกนางทั้งสี่มีอาวุธลับพกติดตัวก็คือดาบอ่อนกับแส้”


หลิงเยว่กล่าวจบก็โบกมือให้สี่สาว ทั้งสี่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นำอาวุธที่ซ่อนในตัวออกมาอย่างคล่องแคล่ว อาวุธกองพะเนินวางอยู่ตรงหน้า 


พลันนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงพบว่า ร่างของพวกนางผอมบางลงหลายส่วน


ที่แท้ขนาดตัวที่ใหญ่กว่าเด็กสาวทั่วไปนั้นไม่ใช่เพราะการฝึกวรยุทธ์มานานหลายปี แต่เป็นเพราะพวกนางซ่อนอาวุธเอาไว้ติดตัวมากมายหลายชิ้น


เอาเถอะ…


เหอจิ่วเหนียงยิ้มแห้งเล็กน้อย โชคดีที่เมื่อครู่นางไม่ได้พูดอะไรน่าขันออกมา หาไม่คงได้เป็นการปล่อยไก่เป็นแน่


นางแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชื่นชมอาวุธของคนทั้งสี่ มีหลายประเภท นอกจากดาบอ่อนและแส้ที่หลิงเยว่พูดถึงแล้ว ยังมีอาวุธลับอย่างเช่น พวกลูกดอกที่ทำออกมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใบไม้ ปลาตัวเล็กๆเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเข็มเงินอาบยาพิษ พลุส่งสัญญาณ ระเบิดควัน ผงบังตา มีทุกอย่างที่ต้องการ


“ไม่เลวเลย ล้วนเป็นของดี! พวกเจ้าต้องเก็บไว้ให้ดีล่ะ ของพวกนี้ข้าเองก็มีเยอะ ต่อไปจะแบ่งให้พวกเจ้าด้วย”


เหอจิ่วเหนียงชื่นชมจากใจและแสดงความใจกว้าง อยู่กับนาง เรื่องอื่นนางไม่กล้ารับปาก แต่เรื่องยาพิษกับอาวุธลับนั้นสามารถใช้สุรุ่ยสุร่ายอย่างหายห่วงได้เลย


โดยเฉพาะยาพิษ นางยังคิดอยู่เลยว่าหาโอกาสแสดงประสิทธิภาพของสิ่งที่ตัวเองทำออกมาเหล่านี้ไม่ได้เสียที จึงยังไม่เคยได้ใช้ แต่เป็นเพราะนางสนใจ จึงศึกษาและทำสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด


ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดี มีคนมาใช้แทนนางแล้ว!


ชั่วพริบตานางก็พึงพอใจกับสาวน้อยเหล่านี้มาก


ส่วนเหล่าเด็กสาวก็คิดไม่ถึงว่าเจ้านายคนใหม่จะใจกว้างเช่นนี้ พวกนางมองหน้ากัน และมุมปากก็ปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ได้อีก


ตอนที่พวกนางรู้ว่าจะถูกส่งตัวมาอยู่ข้างกายเหอจิ่วเหนียง พวกนางก็แอบสืบมาแล้ว รู้ว่าเจ้านายคนใหม่เป็นคนที่มีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม นิสัยดี ในใจก็รู้สึกรอคอย ตอนนี้ได้เจอตัวจริงก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ถูกเลือกให้มาอยู่กับเจ้านายคนนี้


“ขอบคุณเจ้าค่ะนายหญิง”


หญิงสาวทั้งสี่ทำความเคารพเหอจิ่วเหนียง ความรู้สึกห่างเหินเสมือนคนแปลกหน้าพลันมลายหายไป


ไม่นานสาวใช้ในจวนก็บรรจุขนมเสร็จและนำออกมาให้ หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยรับมา และมอบสัญญาทาสของสี่สาวให้กับเหอจิ่วเหนียง บอกลาเหอจิ่วเหนียงและกลับไป


เหอจิ่วเหนียงกล่าวกับคนที่เข้ามาใหม่ “ในเมื่อเจ้านายของพวกเจ้าส่งพวกเจ้ามาอยู่กับข้า เช่นนั้นพวกเจ้าก็นับว่าเป็นคนของข้าแล้ว ชื่อของพวกเจ้าไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เดิมมีชื่อใดก็ใช้ชื่อนั้น อีกอย่าง ข้าคิดว่าจะส่งพวกเจ้ากลับไปอยู่ที่บ้านข้า คุ้มกันความปลอดภัยของครอบครัวข้า ยามปกติก็ให้พวกเจ้าแสร้งทำเป็นสาวใช้ธรรมดา เช่นนี้รับได้หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าตัวตนก่อนหน้านี้ของหญิงสาวเหล่านี้ลึกลับมาก มักจะได้รับผิดชอบแต่ภารกิจใหญ่ๆ อาจจะดูถูกบ้านหลังเล็กๆในชนบท ครอบครัวชาวนาของนางก็ได้ ดังนั้นจึงต้องบอกพวกนางให้ชัดเจนก่อน หากมีสิ่งใดไม่พอใจก็ให้บอกเสียตอนนี้ จะได้ไม่เกิดเรื่องวุ่นวาย


ทว่าดรุณีน้อยทั้งสี่กลับตอบตกลงด้วยความปลาบปลื้มปีติ “น้อมรับคำสั่งนายหญิงเจ้าค่ะ”


พวกนางไม่ได้คิดเหมือนที่เหอจิ่วเหนียงคิดเลย คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับดาบกับเลือดมาแทบทั้งชีวิตอย่างพวกนางปรารถนาในชีวิตที่เรียบง่ายสงบสุขเป็นที่สุด ถึงแม้บางครั้งจะพบเจอกับอันตรายบ้าง แต่ก็สบายกว่าภารกิจที่พวกนางทำมาก่อนหน้านี้มาก


เมื่อเห็นท่าทางของพวกนาง ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็วางใจ พยักหน้าพลางกล่าว “เช่นนั้นคืนนี้พวกเจ้าพักผ่อนกันให้เต็มที่ พรุ่งนี้เช้าพวกเราเดินทางกลับหมู่บ้านกัน”


เหอจิ่วเหนียงกวักมือเรียนเยว่ซูเข้ามา “พาสาว พาสาว เหล่านี้ไปดูที่พัก ขาดเหลือสิ่งใดก็ไปซื้อมาเพิ่ม ซื้อมาหลายๆชุดหน่อยก็ดี พรุ่งนี้จะได้เอากลับหมู่บ้านด้วย ที่นั่นน่าจะขาดสิ่งของจำเป็นหลายอย่าง”


สั่งการจบนางก็ล้วงเอาถุงเงินให้เยว่ซู ถุงเงินมีน้ำหนักไม่น้อย เพียงพอที่จะซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้แน่นอน


นางรู้ว่าหญิงสาวเหล่านี้ไม่ได้ขาดแคลนเงินแน่นอน แต่ในเมื่อมาอยู่กับนาง นางในฐานะเจ้านายก็ควรรับผิดชอบในส่วนนี้ และต้องให้เงินเดือนทุกเดือนด้วย


หญิงสาวเหล่านี้เป็นคนมีทักษะเฉพาะ หน้าที่ที่ทำอันตรายกว่าคนอื่น เงินเดือนย่อมสูงกว่าสาวใช้ธรรมดา


เรื่องเหล่านี้นางคิดไว้ในใจแล้ว แค่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา


สาวใช้ในจวนหลังนี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ย่อมมีเรื่องพูดคุยคล้ายๆกัน ไม่นานพวกนางก็สนิทสนมกัน เหอจิ่วเหนียงเห็นพวกนางเดินไปที่เรือนหลังแล้วแต่ก็ยังได้ยินเสียงปรึกษากันว่าเดี๋ยวจะออกไปด้วยกัน พลันนั้นมุมปากนายหญิงของจวนก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างห้ามไม่ได้ ปิดอย่างไรก็ไม่อยู่


บรรยากาศในจวนเป็นเช่นนี้สิถึงจะดี มีสาวๆหน้าตา.งดงามมากมายอยู่ในจวน ยิ้มแย้มให้กันทุกวัน นางก็พลอยอารมณ์ดีไปด้วย


จบตอน

Comments