ตอนที่ 341: คนหน้าตาดีไม่รังเกียจคนหน้าตาอัปลักษณ์
ลู่ไป่ชวนทำงานหามรุ่งหามค่ำที่ศาลาว่าการ ในที่สุดตอนฟ้าสางใกล้เวลาที่เหอจิ่วเหนียงจะออกเดินทาง เขาก็มาขึ้นรถม้ากลับหมู่บ้านทัน
เหอจิ่วเหนียงเห็นสามีขอบตาดำคล้ำราวกับสยงเมาก็รู้สึกหมดคำพูด ก่อนหน้านี้นางบอกเขาแล้วว่าตนจะกลับไปก่อน เขาจัดการงานในมือเสร็จค่อยตามกลับไปก็ได้ คนในครอบครัวใช่ว่าเป็นคนไร้เหตุผลเสียหน่อย
“ท่าน… ไม่เป็นไรกระมัง ไหวหรือไม่ หรือจะกลับเข้าไปนอนพักก่อน?”
“ไม่เป็นไร นอนหลับบนรถม้าได้ ข้าจะไปเก็บของก่อน”
ลู่ไป่ชวนอดหลับอดนอนมาหลายคืนแล้ว ความจริงตอนนี้เขารู้สึกหนักศีรษะมาก แต่เขาพยายามมาหลายวันเพื่อสิ่งนี้ จะล้มเลิกไปตอนนี้ได้อย่างไรกัน
เขากำลังจะเดินเข้าไปด้านในก็ถูกเหอจิ่วเหนียงคว้ามือรั้งเอาไว้ หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “ไปกันเถอะ ข้าเก็บของให้ท่านแล้ว”
นางรู้ว่าหลายคืนมานี้เขารีบทำงานจนไม่ได้กลับจวนเพื่อจะได้กลับหมู่บ้านพร้อมนาง ดังนั้นนางจะไม่มีน้ำใจช่วยเขาเก็บของหน่อยเลยได้อย่างไรกัน
อย่างไรเสียก็ไม่ได้มีข้าวของอะไรมาก แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด เหอจิ่วเหนียงจัดการให้เขาเรียบร้อยแล้ว
ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็แย้มยิ้ม
ถึงแม้ภรรยามักจะมีทีท่าในเชิงรังเกียจเขา แต่ก็ช่วยเขาเก็บข้าวของ แสดงให้เห็นชัดว่าในใจนางจริงๆ ไม่ได้รังเกียจเขาเลย
การเดินทางกลับหมู่บ้านอันผิงวันนี้มีรถม้าทั้งหมดสามคัน เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนนั่งคันเดียวกัน ส่วนอีกสองคันเป็นพวกสาวใช้ ครั้งนี้พากลับไปด้วยสิบคน สี่คนเป็นคนที่หมิงเจ๋อส่งมาให้เมื่อวาน ส่วนอีกหกคนเป็นสาวใช้ที่เหอจิ่วเหนียงซื้อตัวมาก่อนหน้านี้
ที่พาพวกนางกลับไปครั้งนี้ด้วยก็เพื่อให้พวกนางทำความคุ้นเคยกับโรงงาน ถึงอย่างไรสัญญาทาสก็อยู่ในมือของเหอจิ่วเหนียง ไม่กลัวพวกนางจะปริปากบอกความลับในโรงงานส่งเดชแน่นอน
หลังจากอาศัยอยู่ในเมืองหลักมานาน เหอจิ่วเหนียงมองเห็นโอกาสทำการค้าได้อีกหลายอย่าง ถึงวันนั้นต้องอาศัยกำลังคนไม่น้อย จึงไม่พ้นต้องมอบหมายงานเหล่านี้ให้สาวใช้เหล่านี้ช่วยดูแล แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นต้องใช้เวลาฝึกฝนระยะหนึ่ง จึงต้องพาพวกนางกลับไปฝึกมือที่โรงงานเสียแต่ตอนนี้
นอกจากลู่ไป่ชวนแล้ว นี่ก็เป็นครั้งแรกที่สาวใช้เหล่านี้ไปหมู่บ้านเช่นกัน ระหว่างทางทั้งตื่นเต้นทั้งรอคอย เหอจิ่วเหนียงนั่งอยู่ในรถม้าคันหน้าก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะเฮฮาดังมาจากรถม้าคันด้านหลัง
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองลู่ไป่ชวนที่หลับตางีบพักอยู่ข้างๆ จึงตัดสินใจรับบทเป็นคนใจร้ายชั่วคราว
นางเปิดม่านและบอกชิวเทียนที่นั่งอยู่หน้ารถม้า “ไปบอกพวกสาวๆ ข้างหลังว่าเบาเสียงลงหน่อย นายท่านสามกำลังหลับอยู่”
“ขอรับ”
ชิวเทียนไปบอกรถม้าสองคันหลังตามคำสั่ง ลู่ไป่ชวนลืมตาขึ้น หรี่ตาลงเล็กน้อยมองนางพลางยิ้ม เอ่ยถามทั้งที่รู้ความจริงอยู่แล้ว “เป็นห่วงข้าหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบนไม่สนใจเขา
นี่เป็นปัญหาหนึ่งของพวกบุรุษกระมัง เห็นๆอยู่ว่าฝ่ายหญิงเป็นห่วง แต่ก็ยังอยากถามอีกรอบ ให้นางพูดให้ฟังอีกทีถึงจะพอใจ
เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางยอมให้ลู่ไป่ชวนเคยชินกับนิสัยเช่นนี้แน่
ลู่ไป่ชวนยกมือลูบจมูกด้วยความจนปัญญา จับมือนางมาวางบนหัวเข่าของตัวเองและหลับตาลงต่อ
ในรถม้าปูด้วยเบาะนุ่ม เขานอนได้อย่างสบายตัว พวกสาวใช้ควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้ดังเกินไป ไม่นานนักเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
เหอจิ่วเหนียงมองสามีที่นอนหลับอยู่ข้างกายอย่างเหม่อลอย
หลังจากผ่านการรักษามาระยะหนึ่ง อาการของลู่ไป่ชวนดีขึ้นมาก ตามหลักแล้วอีกประมาณครึ่งปีถึงหนึ่งปีก็จะหายสนิทกลับมาเป็นปกติ แต่อาจเป็นเพราะลู่ไป่ชวนเป็นคนร่างกายแข็งแรงแต่เดิม ตอนนี้อาการของเขาจึงฟื้นฟูมาได้เร็วกว่าระยะเวลาปกติ
อยู่ต่อหน้าคนอื่นเขายังคงสวมหน้ากาก แต่เมื่ออยู่กับเหอจิ่วเหนียงตามลำพัง เขาสบายใจที่จะถอดหน้ากากออก
เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงเคยบอกเขาก่อนหน้านี้ว่านางไม่รังเกียจเขา
ในตอนที่ได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่าไม่รังเกียจ เขาทั้งรู้สึกดีใจและตื่นเต้น ต่อมาก็พบว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นคนชอบคนหน้าตาดี ซื้อสาวใช้ก็เลือกซื้อที่หน้าตางดงาม เขาจึงตระหนักได้ว่า คำพูดเหล่านั้นที่เหอจิ่วเหนียงพูดกับเขามันมีค่ามากเพียงใด
สามารถทำให้คนที่ชอบคนหน้าตาดีไม่รังเกียจคนหน้าตาอัปลักษณ์ได้ นี่มันเป็นเรื่องยากมาก
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าสามีคิดเรื่องเหล่านี้มาตลอด ตอนนี้นางกำลังจดจ้องมองรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเขา พลางคิดวางแผนขั้นตอนการรักษาขั้นต่อไป
ตอนนี้ความเหี่ยวบนใบหน้าราบเรียบแล้ว เหลือเพียงริ้วรอยที่เกิดจากรอยพับก่อนหน้านี้ในบางจุด ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดจึงเป็นเรื่องกำจัดริ้วรอยเหล่านั้น หรือก็เทียบเท่ากับขั้นตอนการกำจัดรอยแผลเป็น
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว แต่ความจริงนี่เป็นเรื่องยากที่สุด เพราะการกำจัดรอยแผลเป็นนั้นอย่าว่าแต่ยุคนี้เลย แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษา
เหอจิ่วเหนียงวางแผนว่า รอกลับมาจากหมู่บ้านก่อนค่อยเริ่มศึกษายาทาที่ช่วยลบรอยแผลเป็นโดยเฉพาะให้เขา นอกจากนี้ สำหรับการค้าอื่นๆ นางก็เตรียมความคิดใหม่ๆเอาไว้แล้ว ค่อยๆจัดการทีละขั้นตอนก็พอ
รถม้าเคลื่อนที่ไปตามทาง ในที่สุดก็มาถึงอำเภอต้าหลิ่ง ตอนนี้พวกเขาไม่ได้รีบกลับหมู่บ้านแต่อย่างใด คิดว่าจะไปดูกิจการในอำเภอก่อน
ที่ผ่านมาได้เขียนจดหมายกับที่บ้าน รู้ว่าตอนนี้กิจการร้านค้าล้วนอาศัยพวกเหลียนฮวากับเด็ก ๆ เป็นคนดูแล ส่วนพวกผู้ใหญ่ต่างก็ยุ่งกับงานอื่น
ถึงกระนั้นกิจการร้านค้าก็ถูกจัดการดูแลอย่างดี ค้าขายรุ่งเรือง ทุกๆเดือนก็ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
ทั้งคณะไปกินข้าวที่หอสุราแห่งหนึ่งก่อน หลังจากกินเสร็จก็พารถม้าไปพักเรียบร้อย ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ร้าน
กลุ่มของพวกนางมีจำนวนคนค่อนข้างเยอะ ระหว่างที่เดินบนถนนจึงดึงดูดสายตาผู้คนจำนวนไม่น้อย ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงให้ทุกคนแยกกันเดิน
นางกับลู่ไป่ชวนแยกมาเดินกันสองคน ส่วนพวกสาวใช้ก็แบ่งกลุ่มกันสามสี่คนแยกกันเดินเล่น และพวกบุรุษอย่างพวกชิวเทียนก็อยู่เฝ้ารถม้าที่เดิม
“เจ้าทำท่าทางลับๆล่อๆเช่นนี้ อยากทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ไป่ชวนได้นอนพักบนรถม้าแล้ว บวกกับได้กินอิ่มจึงมีเรี่ยวแรงเดินกับภรรยา ใบหน้าแจ่มใสเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เพียงแต่ก่อนลงจากรถม้าเขาสวมหน้ากากอำพรางใบหน้าเอาไว้ จึงไม่มีใครเห็นรอยยิ้มของเขา
“ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก แค่อยากรู้ว่าตอนที่พวกเราไม่อยู่ พวกเขาจะจัดการดูแลร้านกันอย่างไร ข้าจะเล่าอะไรให้ฟัง เหลียนฮวาน่ะเป็นเด็กมีฝีมือคนหนึ่งเลย ครอบครัวของพ่อแม่พี่สะใภ้รองอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้มาดีมาก อยู่กับครอบครัวเรามาตั้งแต่ระหว่างทางลี้ภัย ช่วยเหลืองานได้ไม่น้อย ครอบครัวทำการค้า หากไม่มีนางช่วย ข้าคนเดียวก็ไม่รู้ว่าต้องเหนื่อยมากเพียงใด”
ด้านการทำการค้า ตั้งแต่ตอนแรกเริ่มก็มีแค่เหลียนฮวาที่ช่วยงานได้เยอะทีเดียว เหอจิ่วเหนียงไม่ปิดบังเลยว่าชอบนางมาก
สำหรับคนที่มีความสามารถและขยัน เหอจิ่วเหนียงยินดีให้ความสำคัญเสมอ
ดังนั้นหลังจากที่นางเข้าไปอยู่ในเมืองหลัก สิ่งที่นางคิดมาตลอดก็คือ อยากรับพวกเหลียนฮวาไปอยู่ด้วย ให้พวกนางได้มีพื้นที่ในการพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนที่เก่งยิ่งขึ้น
“อืม เช่นนั้นเราก็ไปดูกันเถอะ จะว่าไปข้าก็อยากรู้จักนางแล้วสิ เดี๋ยวเจ้าต้องแนะนำให้ข้ารู้จักด้วยนะ”
ลู่ไป่ชวนยื่นมือไปจูงมือนาง เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองเล็กน้อยแต่ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เขาจูงมือไป ทั้งสองเดินไปอย่างสบายๆ
เมื่อเปรียบเทียบกับในเมืองหลักแล้ว คนในอำเภอต้าหลิ่งค่อนข้างหัวโบราณกว่า ชายหญิงทำตัวสนิทสนมเดินจับมือถือแขนกันเช่นนี้ น้อยนักที่จะพบเห็น ทั้งสองเพิ่งจะเดินจับมือกันไม่นานก็มีคนจำนวนมากต่างพากันมองมาที่พวกเขา
ตอนที่ 342: ถ้าเจ้ายินดี เรามีก็ได้นะ
เหอจิ่วเหนียงเป็นคนในโลกยุคใหม่ ย่อมไม่สนใจเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว นางจงใจวางท่าเรียบนิ่งเพื่อลอบสังเกตปฏิกิริยาของลู่ไป่ชวน
ผลลัพธ์คือ ลู่ไป่ชวนยังคงท่าทีเหมือนกับว่า หากนางไม่ปล่อยเขาก็ไม่ปล่อย ตลอดทางไม่มีท่าทีผิดปกติอะไรเลย
เหอจิ่วเหนียงสบายใจอย่างบอกไม่ถูก …เอาเถอะ นางประมาทเอง นางประเมินความกล้าของสามีต่ำไป
เมื่อมาถึงถนนเส้นที่เป็นที่ตั้งของร้านพวกเขาก็ไม่ได้เดินไปที่ร้านทันที แต่กลับหาหอน้ำชาที่อยู่บริเวณนั้นนั่ง หาที่นั่งจุดที่มองเห็นร้านเพื่อสังเกตสถานการณ์ในร้าน
เหลียนฮวายังคงเป็นเหมือนเดิม ต้อนรับและส่งลูกค้าอย่างยิ้มแย้ม และดูเหมือนว่านางจำความชอบของลูกค้าแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังแนะนำสินค้าใหม่ๆ ตามความชอบของลูกค้า ถ้าการตอบสนองของลูกค้ายังดูไม่พอใจก็จะนำสินค้าใหม่มาแนะนำให้อีก
เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจในตัวสาวน้อยคนนี้มาก ชี้ให้ลู่ไป่ชวนดูอยู่ตลอด
“นั่นคือเหลียนฮวา เป็นหลานสาวของพี่สะใภ้รอง หน้าตาดีทั้งยังฉลาดอีกด้วย เฮ้อ ถ้าข้ามีลูกสาวที่เก่งเช่นนี้สักคนก็คงดี!”
เหอจิ่วเหนียงชี้ และมองเหลียนฮวาพลางทอดถอนใจ หากตอนนี้เหลียนฮวาไม่ได้อยู่ในความดูแลของครอบครัวรอง นางคงรับมาอยู่ในความดูแลของครอบครัวสามแล้ว
ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยแววตาเร่าร้อน และเอ่ยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม “ถ้าเจ้ายินดี เรามีก็ได้นะ”
เหอจิ่วเหนียง “...”
ทันใดนั้นนางดึงมือตัวเองกลับมา และเฉมองไปทางอื่น ก่อนจะกล่าว “ข้าก็แค่พูดไปเรื่อนน่ะ”
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางนางก็รู้สึกขำ “อืม เจ้าต้องการเช่นไร ข้าก็ตามใจเจ้าทุกอย่าง”
เหอจิ่วเหนียงเบ้ปาก ขยับออกหากเขาเล็กน้อย แววตามีร่องรอยของความรังเกียจเจืออยู่สามส่วน
เหตุใดจู่ๆถึงพูดจาเลี่ยนๆเช่นนี้กัน
อากัปกิริยาของนางทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของลู่ไป่ชวน เขารู้สึกว่านางน่ารักมาก
เหตุใดถึงน่ารักได้ขนาดนี้กัน
แล้วตกลงเมื่อไรเขาจะได้ย้ายกลับไปนอนในห้องนอนหลักกับภรรยาเสียที!
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจมอยู่กับความน่ารักของภรรยา ร่างของเด็กสาวคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของพวกเขา
ลู่ไป่ชวนจำได้ทันที “นั่นคงเป็นโยวยาโถวกระมัง โตขึ้นถึงเพียงนี้แล้วหรือ!”
ครั้นที่เขาออกจากบ้าน โยวยาโถวยังไม่โตเท่าโก่วเอ๋อร์ในตอนนี้เลย เวลาผ่านไปแค่ชั่วพริบตา ตอนนี้นางสามารถดูแลการค้าได้แล้ว
“ใช่ เด็กคนนี้เป็นคนที่มีความคิดเป็นคนของตัวเองสูง ตอนแรกอยากเรียนหนังสือ ข้าคิดว่าจะหาอาจารย์ผู้หญิงให้สอนนาง แต่ต่อมานางบอกว่าอยากเรียนทำการค้ากับเหลียนฮวา และนางก็ทำได้ดีเลยทีเดียว ข้าก็เลยตัดสินใจว่าต่อไปจะให้นางกับเหลียนฮวาไปอยู่ในเมืองด้วยกัน ให้สภาพแวดล้อมในเมืองค่อยๆหล่อหลอม ต่อไปจะยิ่งเก่งขึ้นแน่นอน”
เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าพลางมองสถานการณ์ภายในร้าน แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
แม้เด็กๆเหล่านี้จะไม่ใช่ลูกแท้ๆของนาง แต่นางก็รักเด็กๆในบ้านมาก แต่ละคนมีความกระตือรือร้น ใฝ่รู้ ขยัน มองโลกในแง่ดี อนาคตต้องรุ่งโรจน์มากเป็นแน่
ลู่ไป่ชวนประหลาดใจ “ปกติพี่ใหญ่กับพี่รองเป็นคนพูดน้อย คิดไม่ถึงว่าโยวยาโถวจะเป็นคนกล้าหาญ เป็นเรื่องดีจริงๆ”
กล่าวจบ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ถือกล่องอาหารกล่องหนึ่งเดินออกมาจากร้าน น่าจะนำอาหารไปส่งที่บ้านลูกค้า
เหอจิ่วเหนียงชี้พลางกล่าวแนะนำ “คนนั้นคือลู่เสี่ยวหยาง ระหว่างทางลี้ภัยทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ ทำให้ญาติๆเราต้องเดือดร้อน จึงต้องแยกตัวออกจากทุกคน ต่อมา หลังจากพวกเรามาถึงจิงโจวไม่นานก็เจอเขา ตอนแรกที่เจอพวกเราหนักใจมาก เด็กคนนี้ติดหนี้พนัน ถูกคนในโรงพนันทุบตีจนขาหักข้างหนึ่ง ทั้งยังคิดมาเอาเปรียบครอบครัวเราอีก โดนข้าสั่งสอนไปยกหนึ่ง ต่อมาไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆเขาก็คิดได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ช่วยจัดการเรื่องยุ่งยากให้ครอบครัว ทั้งยังช่วยเหลียนฮวากับพวกพี่ๆได้ดีด้วย ข้าเห็นว่าจิตใจของเขาไม่ได้เลวร้ายจริงๆ จึงหางานให้เขาทำ แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ในการทำการค้ามาก ช่วงที่ผ่านมาความสามารถเขาก็โดดเด่นมากทีเดียว พิสูจน์ให้เห็นว่าในตอนนั้นข้าตัดสินใจไม่ผิด”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เสี่ยวหยางเด็กคนนี้ตอนเด็กๆดื้อมากจริงๆ เคยถูกข้าตีไปหลายครั้งแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ก็เห็นชายสูงศักดิ์ในอาภรณ์สีม่วงคนหนึ่งเดินเข้าไปในร้าน พวกเขาไม่ได้สนใจอะไร คิดว่าเป็นลูกค้าปกติ
แต่คิดไม่ถึงว่า ทันทีที่ชายคนนั้นเข้าไป ลูกค้าในร้านต่างก็ตกใจจนรีบกรูกันออกมา
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วฉับ ตั้งใจเพ่งมอง
เหลียนฮวากับโยวยาโถวแสดงท่าทางออกมาอย่างเห็นได้ชัดว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอกับสถานการณ์เช่นนี้ เหลียนฮวายกมือข้างหนึ่งขึ้นปกป้องโยวยาโถว และพยายามยิ้มต้อนรับ กล่าวถาม “คุณชายต้องการซื้ออะไรหรือเจ้าคะ?”
คุณชายชุดม่วงไม่ปิดบังจุดประสงค์ของตัวเองเลย จับจ้องไปที่เหลียนฮวาไม่วางตา ใช้พัดในมือชี้ไปที่ไหล่ของนาง ยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางกล่าว “อยากซื้อเจ้า บอกราคามาเลยแม่นางน้อย!”
ทันใดนั้นเหลียนฮวาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “คุณชาย พวกเราทำมาค้าขายอย่างซื่อตรงและสุจริต โปรดอย่าล้อเล่นเรื่องเช่นนี้”
“ข้าไม่ได้ล้อเล่นเสียหน่อย ข้าชอบเจ้ามานานแล้ว!”
คุณชายชุดม่วงทำท่าทางราวกับตัวเองมีเหตุผลเสียเต็มประดา ย่างเท้าเข้าไปใกล้เหลียนฮวาอีกสองก้าว “เจ้าเป็นแค่แม่ค้า แต่ข้าเป็นถึงลูกหลานขุนนาง แต่งมาเป็นอนุฯข้า ก็ไม่ถือว่าเจ้าเสียเปรียบ เป็นเช่นไร พิจารณาดูสักหน่อยสิ!”
ทันทีที่ได้ฟังวาจาหยามเหยียด เหลียนฮวาไม่ทันได้โต้ตอบอะไร แต่เป็นโยวยาโถวที่ทนไม่ได้ เดินไปยืนขวางหน้าปกป้องพี่สาว “พี่สาวของข้าจะไม่เป็นอนุฯ ของใครเด็ดขาด!”
“เหอะ เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอะไร เป็นอนุฯแล้วอย่างไร มีคนตั้งมากมายที่อยากเป็นอนุฯ ของข้าแต่ไม่มีโอกาส! พวกเจ้าไม่รู้จักอะไรดีไม่ดีซะแล้ว!”
เหลียนฮวาไม่ชอบผู้ชายมั่นหน้าเช่นนี้เป็นที่สุด ทำการค้ามาก็นาน ไม่เคยเจอคนคุกคามเช่นนี้มาก่อน “ขอบคุณน้ำใจของคุณชาย ข้าเป็นแค่แม่ค้า ไม่คิดหวังสูง อีกอย่าง ข้าก็อายุยังน้อย ตอนนี้แค่อยากช่วยครอบครัวทำงานเท่านั้น ยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน โปรดคุณชายอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลยเจ้าค่ะ”
นางกล่าวปฏิเสธ แล้วหยิบชามไผ่มาใบหนึ่ง เลือกเป็ดดำลู่กับผักเครื่องเคียงใส่ลงไปอย่างคล่องแคล่ว และส่งให้อีกฝ่ายด้วยความเคารพ
นางปฏิเสธชัดเจนมาก ถ้าเป็นคนปกติได้รับคำตอบเช่นนี้ก็จะไม่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ นางจึงคิดว่าเรื่องในวันนี้สามารถแก้ไขได้อย่างน่าพอใจ…
แต่คิดไม่ถึง
วันนี้คุณชายคนนี้ไม่ได้รับมือง่ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เขายื่นมือปัดชามไผ่ที่เหลียนฮวาส่งให้จนหล่นลงพื้น อาหารในชามหกกระจาย โยวยาโถวรู้สึกเสียดายมาก จะก้มลงเก็บแต่ถูกเหลียนฮวาห้ามเอาไว้ คว้านางไปอยู่ด้านหลังเพื่อปกป้อง
“คุณชายทำเช่นนี้จะไม่ยอมจบใช่หรือไม่ ครอบครัวคุณชายมีญาติเป็นขุนนาง ไม่กลัวว่าครอบครัวข้าก็มีญาติเป็นขุนนางบ้างหรือ?”
นางกัดฟันกรอดมองคุณชายกักขฬะเขม็ง ไม่ไว้หน้าเขาอีกต่อไป
นางพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ท่าทางจริงจัง แต่คุณชายตรงหน้ากลับหัวเราะเสียงดัง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ถ้าคนในครอบครัวเจ้ามีคนเป็นขุนนางจริง เหตุใดเจ้าไม่อยู่บ้านเป็นคุณหนูใหญ่รักษาความสูงศักดิ์ล่ะ มาขายของข้างถนนทำไมกัน?”
“ข้าจะขายของข้างถนนมันก็เรื่องของข้า เป็นความชอบของข้า ครอบครัวก็สนับสนุน เหตุใดข้าจะออกมาขายของไม่ได้ ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า เจ้าออกไปซะ!”
เหลียนฮวาคิดไม่ออกแล้วว่าจะรับมือกับเขาเช่นไร ใช้ทั้งวิธีที่อ่อนโยน ก็แล้ว ทั้งตอบโต้ด้วยการข่มขู่เล็กน้อยก็แล้ว แต่ก็ยังจัดการอันธพาลคนนี้ไม่ได้
พลันนั้นในใจเริ่มตื่นตระหนก…
ตอนที่ 343: เหลยจื่อ วีรบุรุษช่วยหญิงงาม
คุณชายชุดม่วงเบ้ปาก พูดวาจาเหยียดหยาม “ข้าต้องตาเจ้าก็นับว่าเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว ข้าไว้หน้าเจ้าแต่เจ้ากลับทำตัวโง่เง่า!”
เหลียนฮวาหมดความอดทน ความโกรธพุ่งขึ้นสูง “ข้าไม่ได้ขอให้เจ้ามาชอบซะหน่อย! ข้าเปิดร้านทำมาค้าขายของข้าดีๆ เจ้าพาคนมาหาเรื่องจนส่งผลกระทบต่อการค้าของข้า คนที่ไร้ยางอายก็คือเจ้า!”
คุณชายลูกหลานขุนนางตั้งแต่เด็กจนโตไหนเลยจะเคยถูกใครด่าเช่นนี้ ยิ่งเจ้าของคำพูดเป็นแค่แม่ค้าที่มีฐานะต่ำกว่า เขาก็ยิ่งรู้สึกโกรธ
เขายกเท้าถีบโต๊ะที่อยู่ข้างๆของที่อยู่บนโต๊ะตกกระจายลงบนพื้น โยวยาโถวตะโกนด้วยความตกใจ “นี่มันวัตถุดิบของเราที่เพิ่งส่งมานะ!”
“แล้วอย่างไร ในอำเภอต้าหลิ่งข้าพูดเช่นไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น! พังร้านให้หมด! ข้าก็อยากรู้นักว่านางจะมีปัญญาทำอะไรข้าได้!”
คุณชายสูงศักดิ์ยืนเท้าสะเอว ท่าทางโอหังยิ่งนัก สั่งบ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านหลังให้พังข้าวของในร้าน
เหลียนฮวาโกรธมาก มือเล็กกำหมัดแน่น ขณะกำลังจะพุ่งตัวเข้าไปสู้ตาย คุณชายตัวร้ายก็เข้ามาคว้ามือนางไว้
เขาคว้าข้อมือเหลียนฮวาอย่างแรง และพูดลอดไรฟัน “เจ้ายอมไปกับข้าเสียแต่โดยดี เจ้าไม่ต้องเปิดร้านโกโรโกโสนี่ ต่อไปก็มีกินมีใช้มีทุกอย่าง…”
ลู่ไป่ชวนที่กำลังนั่งมองอยู่ในร้านตรงข้ามอยากเข้าไปช่วย แต่เหอจิ่วเหนียงกลับห้ามเขาเอาไว้ “ไม่ต้องรีบ ดูทางนั้นสิ”
นางชี้ไปอีกด้าน ลู่ไป่ชวนมองตามทิศทางที่นิ้วเรียวชี้ เด็กกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมาที่จุดเกิดเหตุ ทุกคนล้วนมีใบหน้าคุ้นตา
“รอดูก่อนว่าพวกเขาจะจัดการเช่นไร”
เหอจิ่วเหนียงก็เป็นห่วงเหลียนฮวาไม่น้อยเหมือนกัน แต่ก็หวังอยากให้พวกเขาเติบโต วันนี้พวกนางอยู่ตรงนี้ก็จริง แต่ถ้าพวกนางไม่อยู่ตรงนี้ล่ะ
ผู้นำกลุ่มเด็กๆคือเหลยจื่อ เขาวิ่งเร็วมาก กระเป๋าผ้าใบเล็กที่สะพายหลังถูกเขาโยนทิ้งไป
เวลาคับขันเช่นนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจคำนึงถึงพวกน้องชายแล้ว รีบวิ่งเข้าไปในร้าน และเจอกับคุณชายสูงศักดิ์กำลังจับข้อมือเหลียนฮวาแน่นพอดี เขาเข้าไปดึงคอเสื้อคนคุกคามอย่างไม่ลังเล ดันอีกฝ่ายถอยออกไป และถีบไปหนึ่งที
“เหลียนฮวา เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง?”
เหลยจื่อมองเหลียนฮวาด้วยความเป็นห่วง กลัวจริงๆว่าหากตนมาช้ากว่านี้เหลียนฮวาจะถูกรังแกถึงขั้นไหน
เหลียนฮวาส่ายหน้า “ไม่เป็นไร แต่พวกเขาพังร้านเราแล้ว”
“คนปลอดภัยก็ดีแล้ว!”
เหลยจื่อได้ยินเช่นนี้ก็วางใจ ขณะกำลังจะหันไปเอาเรื่องกับคุณชายสูงศักดิ์ จู่ๆ เหลียนฮวาก็ตะโกนขึ้น “ระวัง!”
โชคดีที่เหลียนฮวาดึงแขนเขาให้เบี่ยงหลบได้ทัน ไม้กระบองที่ฟาดลงมาด้านข้างศีรษะเขาจึงพลาดเป้าหมายไป
เป็นฝีมือของบ่าวรับใช้คุณชายชุดม่วง
“กล้าถีบข้า พวกเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ! เด็กๆจัดการมัน! ตีมันให้ตาย! โดยเฉพาะเจ้าหมอนี่ วันนี้ข้าจะส่งมันไปนรก!”
คุณชายบ้านรวยโมโหจนเลือดขึ้นหน้า การถูกเด็กเมื่อวานซืนถีบเป็นเรื่องหยามเกียรติเขามาก จึงสั่งให้บ่าวรับใช้จัดการให้ถึงที่สุด
หากเป็นเมื่อก่อนเหลยจื่อกลัวการมีเรื่องกับคนที่มีสถานะอย่างคุณชายคนนี้แน่นอน แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าท่านอาสามเป็นขุนนางอยู่ในเมือง ครอบครัวของเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนกัน อีกอย่าง เรื่องในวันนี้ก็เป็นอีกฝ่ายที่มาหาเรื่องก่อน ถ้าเขาไม่ตอบโต้ นั่นก็เท่ากับเป็นคนขี้ขลาดปกป้องใครไม่ได้น่ะสิ
เมื่อก่อนครั้นที่อาสะใภ้สามอยู่ อาสะใภ้สามจะคอยปกป้องพวกเขาตลอด ตอนนี้อาสะใภ้สามไม่อยู่ด้วย เขาในฐานะพี่ใหญ่ของครอบครัวย่อมต้องเป็นคนออกมาปกป้องคนในครอบครัวเป็นคนแรก
โดยเฉพาะหลังจากคราวนั้นที่ถูกเศรษฐีล้อมโจมตีระหว่างทาง พวกเขาก็เริ่มฝึกวรยุทธ์การต่อสู้ ครึ่งปีที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จขั้นพื้นฐานแล้ว เขาแย่งไม้กระบองมาจากมือของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว และฟาดใส่คนเหล่านั้นทันที
เหอจิ่วเหนียงมองการต่อสู้ของเหลยจื่อด้วยแววตาชื่นชม
“เหลยจื่อเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลย เจออันธพาลเช่นนี้ต้องสั่งสอน ทำถูกแล้ว!”
ลู่ไป่ชวนมองกระบวนท่าของเหลยจื่อ กระบวนท่าต่อสู้เป็นขั้นเป็นตอน ไม่เลวเลยจริงๆ เขาอดถามไม่ได้ “พวกเขาเรียนวรยุทธ์ตั้งแต่เมื่อไร เชิญอาจารย์มาสอนหรือ?”
“เปล่าหรอก แค่ฝึกกับท่านพ่อในทุกๆเช้าน่ะ”
เหอจิ่วเหนียงกำลังจะบอกว่าตนเองซื้อตำราฝึกวรยุทธ์เล่มเล็กให้พวกเขาด้วย แต่ยังไม่ทันได้พูดก็เห็นกลุ่มเด็กๆที่เหลือวิ่งตามเข้าไปทีหลัง ไม่สนว่าตัวเองจะตัวเล็กหรืออีกฝ่ายจะตัวใหญ่ เข้าไปถึงก็ช่วยกันทุบตีทันที
โก่วเอ๋อร์บุตรชายของนางวิ่งตามหลังสุด แต่พละกำลังของเขาไม่ได้อ่อนแอเลย เขายังล้วงเอาต้านกงออกมาจากกระเป๋า เล็งเป้าไปที่ศีรษะของคุณชายสูงศักดิ์และยิงไปทันที
[* ต้านกง คือ: หนังสติ๊ก]
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะชอบใจ “ดูสิ ลูกชายข้าฉลาดหรือไม่ รู้ว่าตัวเองตัวเล็ก เข้าไปก็ช่วยอะไรไม่ได้จึงใช้วิธีอื่น”
“อืม ฉลาดยิ่งนัก”
แววตาของลู่ไป่ชวนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และจงใจเตือนขำๆ “นั่นก็ลูกชายข้าเหมือนกัน”
ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจจะสนทนากับอีกฝ่ายแล้ว มองไปที่กลุ่มเด็กๆอย่างตั้งใจ
บริเวณรอบๆ มีฝูงชนล้อมมุงดู แต่ละคนอดปรบมือให้กำลังใจไม่ได้ บางคนตะโกนออกมาว่า ‘ดี’
ไม่ใช่ว่าพวกเขาส่งเสริมการใช้ความรุนแรง แต่เห็นว่าเด็กๆเหล่านี้กล้าต่อสู้กับคนที่มีอำนาจ จึงควรค่าแก่การชื่นชม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณชายสูงศักดิ์ผู้นี้ ดูเหมือนว่าทุกคนจะรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะปกติชอบหาเรื่องรังแกคนอื่นอยู่เสมอ วันนี้เห็นเขาถูกคนอื่นสั่งสอนบ้าง ช่างสะใจยิ่งนัก
“อ๊ากๆๆ พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำเช่นนี้กับข้า!”
“เจ้าพวกสารเลว!”
“รีบเข้ามาช่วยข้าเร็วสิ!”
“หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ! ท่านอาข้าเป็นนายอำเภอ! พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่!”
คุณชายอวดดีถูกทุบตีจนใบหน้าปูดโปน เป็นชายมาดภูมิฐานแต่กลับแหกปากร้องไห้ราวกับเด็กห้าขวบ ชาวบ้านที่มุงดูรู้สึกขบขันยิ่งนัก
แต่ก็มีคนเป็นกังวลแทนพวกเหลยจื่อ ที่ทำการค้าแสดงว่าฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก แต่คู่กรณีเป็นถึงหลานชายของนายอำเภอ ตอนนี้ถูกทำร้ายร่างกายจนมีสภาพเช่นนี้ เรื่องต่อจากนี้ไม่อยากคิดเลยจริงๆว่าจะเป็นเช่นไร
ตอนที่เหลียนฮวาได้ยินคุณชายชุดม่วงบอกว่าเป็นหลานของนายอำเภอก็รู้สึกกลัดกลุ้มเล็กน้อย ถึงแม้นางจะรู้ว่าบิดาของโก่วเอ๋อร์เป็นขุนนาง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นขุนนางระดับใด หากตำแหน่งเทียบนายอำเภอไม่ได้ ครอบครัวต้องเดือดร้อนเป็นแน่
อีกอย่าง ท่านอากับอาสะใภ้ก็อยู่ในเมือง ถึงแม้จะถูกรังแกก็ไม่อาจตามพวกเขามาช่วยได้ หากนางทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบของนาง เช่นนั้นคนที่ผิดเต็มๆก็คือนาง
เมื่อคิดได้ดังเด็กสาวก็รีบเข้าไปห้ามเหลยจื่อ และกระซิบกับเขา “เหลยจื่อ ข้าว่าช่างมันเถอะ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ”
เหลยจื่อกลับตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว “จะช่างมันได้อย่างไร นี่เป็นความผิดของพวกมันนะ! ถ้าข้ามาไม่ทันเจ้าก็โดนรังแกไปแล้ว! ท่านย่าบอกเอาไว้แล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนในครอบครัวสำคัญที่สุด!”
พูดจบเขาก็ดึงร่างเหลียนฮวาไปอยู่ด้านหลังเพื่อปกป้อง จากนั้นตัวเองก็พุ่งเข้าไปโจมตีศัตรูอีกครั้ง
เหลียนฮวาร้อนใจมากแต่ไม่รู้ควรทำเช่นไร นางไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ และไม่อยากทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน ทว่าตอนนี้ไม่อาจห้ามได้แล้ว
เหลยจื่อชกต่อยคุณชายสูงศักดิ์ไม่ยั้งมือ แต่ละหมัดไม่นับว่าดุดัน ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตแน่นอน ทว่าดูแล้วใส่อารมณ์โกรธลงไปหลายส่วนทีเดียว
คุณชายหลานนายอำเภอเจอคนจริงเข้าก็หวาดกลัว เริ่มร้องขอความเมตตา ทั้งยังเรียกเหลยจื่อว่าท่านเหลยอีกด้วย
ตอนที่ 344: จำกริชของท่านแม่ได้
ในที่สุดเหลยจื่อก็ยอมปล่อยอีกฝ่าย เหวี่ยงร่างคู่กรณีออกไปกองบนพื้น ก่อนจะหันไปบอกเหลียนฮวา “เหลียนฮวา เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
เหลียนฮวาอายุมากกว่าเหลยจื่อประมาณหนึ่งปี ตอนแรกเหลยจื่อก็เรียกเหลียนฮวาว่าพี่เหลียนฮวาเหมือนน้องๆ แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เด็กหนุ่มเริ่มเปลี่ยนสรรพนามของอีกฝ่าย
เหอจิ่วเหนียงนั่งดูด้วยความสนใจ คล้ายกับว่านางมองเห็นรัศมีบางอย่าง
“เหลยจื่อเจ้าเด็กคนนี้ใช้ได้ทีเดียว ข้าไม่ได้กลับบ้านแค่สองสามเดือน เขาเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้แล้ว จุๆๆ ไม่เลวเลย! ฮี่ๆๆ คราวนี้พี่สะใภ้ใหญ่ได้ยิ้มจนหน้าบานแล้วละ…”
นางพูดอย่างครึ้มอกครึ้มใจ ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของนาง ขณะกำลังจะเอ่ยถาม ก็เห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นยืน
“ไปกันเถอะ เราควรออกโรงแล้ว ถ้ายังไม่ออกไปตอนนี้เด็กๆต้องถูกรังแกจริงๆแน่”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจยาวออกมา ในใจคิดว่า โชคดีมากที่ครั้งนี้พาสาวๆยอดฝีมือกลับมาด้วย ต่อไปก็ให้อยู่ในร้านสักคน หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกก็ไม่ต้องกลัวแล้ว
ว่าแต่ ในร้านไม่ควรมีแค่พวกเด็กๆนี่นา ตามหลักแล้วต้องมีสาวใช้ที่ซื้อตัวมาอยู่ในร้านด้วย แล้วนี่ไปไหนซะล่ะ
นางทดเรื่องนี้เอาไว้ในใจ เดี๋ยวกลับไปแล้วต้องถามให้ชัดเจน
สองสามีภรรยาออกจากหอน้ำชาเดินไปที่ร้าน
สถานการณ์ในร้านตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากคุณชายสูงศักดิ์ถูกปล่อยตัวก็กลับมาปากเก่ง เขาให้บ่าวรับใช้พยุงตัวขึ้นมา และสาดวาจากราดเกรี้ยว “พวกเจ้ากล้าทำร้ายข้า พวกเจ้าตายแน่!”
“ก็จะต่อยเจ้าน่ะ ทำไม ใครใช้ให้เจ้ามารังแกพี่สาวของพวกเราล่ะ!”
โก่วเอ๋อร์เดินมาอย่างองอาจ ตัวเล็กนิดเดียวแต่รัศมีความกล้าหาญไม่เบาเลย ทั้งยังตอบกลับเสียงดังฟังชัด ราวกับว่ากลัวอีกฝ่ายไม่ได้ยิน
“เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เชื่อหรือไม่ว่าข้าตีเจ้าให้ตายได้! คนที่ยิงหินใส่หัวข้าเมื่อครู่ก็คือเจ้าใช่หรือไม่!”
คุณชายสูงศักดิ์เห็นโก่วเอ๋อร์เป็นเด็กอายุเพียงสามสี่ขวบแต่กลับกล้าดีกับเขาก็โกรธมาก พุ่งตัวเข้าไปจะกระชากคอเสื้อโก่วเอ๋อร์
แต่ยังไม่ทันถึงตัวเป้าหมาย กริชสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาจากไหนไม่รู้ ตัดนิ้วมือสี่นิ้วข้างนั้นของเขาทันที
*ฉับ*
*ฉับ*
*ฉับ*
“อ๊ากๆๆ!!!”
ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นบนกำแพง ทั้งยังกระเซ็นไปโดนใบหน้าของโก่วเอ๋อร์ด้วย
แต่โก่วเอ๋อร์กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาหันไปมองทิศทางที่กริชบินมา ก็พบว่าเป็นท่านพ่อกับท่านแม่ของเขาจริงๆ
“ท่านพ่อ ท่านแม่!”
เด็กน้อยใจใหญ่อ้าแขนวิ่งเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง แต่วิ่งไปได้ครึ่งทางก็ตระหนักได้ว่า ตัวเองโตแล้ว กลัวว่ามารดาจะอุ้มไม่ไหว จึงวิ่งไปหาบิดาแทน
ลู่ไป่ชวนโน้มตัวอุ้มเขาขึ้นมา เหอจิ่วเหนียงล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าให้บุตรชาย และเอ่ยถามด้วยความอ่อนโยน “เมื่อครู่แม่ทำให้ลูกตกใจหรือไม่?”
“ไม่ขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างหนักแน่น “ข้าจำกริชของท่านแม่ได้ขอรับ!”
“ฉลาดมาก สมกับเป็นลูกแม่!”
เหอจิ่วเหนียงเอียงหน้าหอมแก้มโก่วเอ๋อร์ไปหนึ่งฟอด
เหลยจื่อมองบุคคลที่ไม่ได้เจอมานานหลายปี ก่อนหน้านี้ได้ยินผู้อาวุโสในครอบครัวพูดว่า ใบหน้าของท่านอาสามเสียโฉม ตอนนี้จึงสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้
ถึงแม้ไม่เห็นหน้าของอีกฝ่าย แต่เขาก็รู้ได้ว่าคนคนนี้ก็คือท่านอาสามของเขา เพราะเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนไป
“ท่านอาสาม ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
เจี๋ยจื่อกับโยวยาโถวรีบวิ่งไปเข้าไปหา ครั้นที่ลู่ไป่ชวนออกจากบ้านไปเด็กๆยังเล็กมาก มีเพียงเหลยจื่อกับโยวยาโถวที่พอมีภาพจำท่านอาสามอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความคิดถึงท่านอาสามของเด็กๆจางหายไปเลย
“ใช่ ไม่เจอกันหลายปี พวกเจ้าโตกันหมดแล้ว”
ขณะนั้นหูจื่อที่อยู่ข้างๆ ก็วิ่งดุกดิกเข้ามาหาเช่นกัน เขาเอ่ยทักทายด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ท่านลุงสาม”
หูจื่ออายุยังน้อย ตอนที่ลู่ไป่ชวนออกจากบ้านเขายังเป็นทารกอยู่เลย จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลุงสามแม้แต่น้อย ตอนนี้เมื่อได้เจอกันเขาจึงทักทายด้วยความขัดเขิน
แต่กับเหอจิ่วเหนียง เด็กน้อยรู้สึกผูกพันกับนางมาก เพราะตอนที่อยู่ในเมืองเฉียนโจว ก็เป็นเหอจิ่วเหนียงที่หาเขาพบเป็นคนแรก
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าลู่ไป่ชวนไม่มีภาพความทรงจำเกี่ยวกับหูจื่อ จึงแนะนำให้เขารู้จัก “นี่คือเสี่ยวหูจื่อ ลูกชายน้องหญิง”
ลู่ไป่ชวนลูบศีรษะหูจื่อ “เด็กดี กลับไปลุงสามจะให้ของขวัญเจ้านะ”
เหลียนฮวาก็เข้ามาทักทาย เรียกอีกฝ่ายว่าท่านอาสามเช่นกัน เมื่อครู่ยังรู้สึกกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มาก แต่ตอนนี้เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้า ความตื่นตระหนกภายในใจพลันอันตรธานหายไปในชั่วพริบตา ในใจเด็กสาวตอนนี้เต็มไปด้วยความดีใจ ในที่สุดครอบครัวก็กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันจริงๆเสียที
ทางด้านนี้ทักทายกันอย่างมีความสุข ส่วนคุณชายสูงศักดิ์และพรรคพวกถูกเมินอยู่ข้างๆ คุณชายคนเก่งนิ้วมือข้างหนึ่งหายไปแล้ว ทรมานจนแทบจะหมดสติแต่ก็ยังมีสติแจ่มชัด สามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อย่างชัดเจน
ตอนที่ชาวมุงเห็นภาพนิ้วมือทั้งสี่ขาดสะบั้นร่วงลงพื้นต่างก็รู้สึกตกใจ พากันถอยหลังไปหลายก้าวโดยพร้อมเพรียง และคิดว่า ครั้งนี้ครอบครัวสาวน้อยคนนี้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว แม้แต่หลานชายของนายอำเภอก็กล้าสั่งสอนขนาดนี้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเป็นแน่แท้
“พวกสถุล วันนี้ข้าไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆแน่! ไปจัดการพวกมันเดี๋ยวนี้ ฆ่าพวกมันให้หมด!”
คุณชายจับมือตัวเองไว้ และสั่งพวกบ่าวรับใช้อย่างคลุ้มคลั่ง
บรรดาบ่าวรับใช้เห็นนายน้อยของตัวเองนิ้วขาดก็คิดว่า ต่อให้กลับไปตนก็คงไม่มีชีวิตรอด ดังนั้นจึงคว้าไม้กระบองพุ่งเข้าไปสู้ตายสุดชีวิต ในใจคิดเผื่อไว้ว่า ถ้าได้ความดีความชอบในผลงานครั้งนี้ ไม่แน่กลับไปอาจได้รับการละเว้นโทษก็ได้
ทว่าลูกสมุนพวกนี้ไม่เคยได้รับการฝึกทักษะการต่อสู้อะไรมาเลย จะเป็นคู่ต่อสู้ของเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนได้อย่างไรกัน
ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องถึงมือเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวน เหลยจื่อกับเจี๋ยจื่อเข้าไปขวางหน้าสู้กับพวกเขาแล้ว
รวมทั้งหญิงสาวคนของหมิงเจ๋อทั้งสี่ที่แฝงตัวอยู่ในฝูงชน เมื่อเห็นเจ้านายลงมือ พวกนางก็ไม่อยู่เฉยอีกต่อไป ออกมาช่วยสั่งสอนพวกคนเลวทันที
เหลยจื่อกับเจี๋ยจื่ออายุยังน้อย รับมือกับคนเหล่านี้ต้องใช้แรงค่อนข้างเยอะ แต่เมื่อมีหญิงสาวทั้งสี่เข้ามาช่วย การต่อสู้ที่เพิ่งเริ่มไม่นานก็จบลง
หญิงสาวทั้งสี่ยังไม่ได้เอาอาวุธออกมาใช้ ก็สามารถเหยียบคนเหล่านี้ให้จมดินได้สบายๆ
คุณชายหัวโจกเห็นลูกน้องตัวเองพ่ายแพ้ราบคามก็ตื่นตระหนกและหวาดกลัว กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พะ พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าท่านอาข้าเป็นนายอำเภอ สุนัขอย่างพวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่! ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวท่านอาข้ามา จะต้องเอาชีวิตของพวกเจ้าแน่!”
“เหอะ มาถึงขั้นนี้แล้วยังกล้าปากดีอีก เจ้านี่ช่างกล้าหาญจริงๆ”
เหอจิ่วเหนียงอดปรบมือให้เขาไม่ได้ นับถือในความกล้าหาญของอีกฝ่าย
ทว่าวาจาของนาง คนอื่นฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ …ดูเหมือนเป็นการเย้ยหยันมากกว่านะ
โก่วเอ๋อร์เห็นอีกฝ่ายยังวางก้ามไม่สำนึก จึงพูดขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่ คนเลวคนนี้ขอรับที่เป็นคนรังแกพี่เหลียนฮวา ทั้งยังจะตีข้าด้วย! ท่านพ่อกลัวนายอำเภอหรือไม่ขอรับ?”
ลู่ไป่ชวนรู้สึกขำขันกับคำถามของบุตรชายมาก ยกมือขึ้นเขี่ยปลายจมูกเล็กๆของเขาพลางย้อนถาม “แล้วเจ้าคิดว่าพ่อกลัวเขาหรือไม่ล่ะ?”
โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้าทันที “ท่านพ่อไม่กลัวเขาอยู่แล้ว ท่านพ่อของข้าเป็นถึงวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่!”
ตอนที่ 345: รู้นานแล้วว่าพี่เหลยจื่อชอบพี่เหลียนฮวา
“ฮ่าๆๆ…”
ลู่ไป่ชวนได้ยินคำชมของบุตรชายก็อารมณ์ดีไม่น้อย จึงเลียนแบบเหอจิ่วเหนียง หอมแก้มอ้วนๆของเขาไปหนึ่งฟอด
เมื่อแสดงความรักกันพอประมาณแล้ว ทั้งครอบครัวก็หันไปมองพวกตัวสร้างปัญหา ลู่ไป่ชวนกล่าวเรียบๆ “เจ้าเอาแต่พูดว่าอาของเจ้าเป็นนายอำเภอ เช่นนั้นเจ้าก็ไปเรียกนายอำเภอมาสิ”
คุณชายสูงศักดิ์เจ็บปวดจนหน้าซีดเหงื่อโซม ได้ยินดังนั้นก็เตะบ่าวรับใช้ข้างๆ “รีบไปสิ! หรือจะรอให้ข้าตายอยู่ตรงนี้ก่อนพวกเจ้าถึงจะไป พวกเจ้ามันสวะไร้ประโยชน์จริงๆ!”
เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าการที่ตนชอบสาวน้อยหน้าตาดีคนหนึ่ง อยากรับนางไปเป็นอนุฯ จะทำให้นิ้วเขาขาดทั้งมือเช่นนี้
มือเขาพิการแล้ว แล้วจะใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้อย่างไร
บ่าวรับใช้ที่ถูกเตะยิ่งรู้สึกกลัว รีบตะเกียกตะกายวิ่งไปตามคนมาช่วย ในใจคิดว่า ถ้าท่านนายอำเภอมา ต้องจัดการให้พวกเขาได้แน่ อย่างไรคนที่ถูกทำร้ายจนสภาพยับเยินก็คือพวกเขา อีกทั้งนายอำเภอยังเป็นอาของนายน้อยด้วย ต้องช่วยนายน้อยของพวกเขาได้แน่นอน
ขณะที่รอนายอำเภอมา เหอจิ่วเหนียงก็เดินสำรวจข้าวของภายในร้าน และบอกกับเหลียนฮวา “จดบันทึกข้าวของที่เสียหายทั้งหมด เดี๋ยวจะให้นายอำเภอชดใช้สองเท่า”
เหอจิ่วเหนียงรู้จักกับนายอำเภอ ก่อนหน้านี้เคยไปรักษาอาการป่วยให้บุตรสาวของเขามาแล้ว อีกทั้งคุณหนูจวนนายอำเภอก็เป็นผู้คลั่งไคล้ตัวยงของเป็ดดำลู่มาโดยตลอด ได้ยินว่าต้องซื้อกลับไปกินวันละชุดทุกวัน ด้วยความสัมพันธ์นี้ นางก็ไม่อยากเอาเรื่องนายอำเภอจนมองหน้ากันไม่ติด
ดังนั้นสิ่งที่นางคิดไว้ก็คือ ขอเพียงนายอำเภอตัดสินอย่างเป็นธรรม นางก็จะไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้
เหลียนฮวาขานรับ และบ่นอย่างทอดถอนใจ “แต่เสียดายอาหารพวกนี้นะเจ้าคะ ตกพื้นหมดเลย”
“ไม่เป็นไร เก็บขึ้นมาได้ เดี๋ยวคิดบัญชีเสร็จแล้วค่อยเอาไปแจกเด็กๆครอบครัวยากจน”
อาหารเหล่านี้บางอย่างถึงจะตกพื้นแต่ดูแล้วแค่เปื้อนเล็กน้อย เป่าออกนิดหน่อยก็กินต่อได้ ไม่ส่งผลกระทบอะไร นำไปให้เด็กยากจนกินดีกว่าเอาไปทิ้งเปล่าๆ
เหลียนฮวาพยักหน้ารับ ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงฉลาดยิ่งนัก เมื่อครู่นางยังคิดไม่ได้เลย
เด็กสาวไปจดรายการข้าวของที่เสียหาย โยวยาโถวเริ่มเก็บกวาด พวกเด็กๆเองต่างก็ช่วยเก็บกวาดคนละไม้คนละมือ
เหลยจื่อเข้าไปหาเหลียนฮวา ถามนางว่าให้เขาช่วยตรวจสอบหรือไม่
การตรวจสอบและจดบันทึกรายการครั้งนี้ค่อนข้างยุ่งเหยิง เพราะข้าวของที่เสียหายไม่ได้มีแค่อาหารเท่านั้น ยังมีโต๊ะ เก้าอี้ แม้กระทั่งผนังร้านและของตกแต่งต่างๆ ดังนั้นเหลียนฮวาคนเดียวอาจจะช้า เมื่อเห็นเหลยจื่ออาสามาช่วย จึงตอบตกลงไม่ได้คิดอะไรมาก
พลันนั้นเด็กหนุ่มก็กระตือรือร้นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด และทั้งสองก็ช่วยกันจดรายการ
เหอจิ่วเหนียงที่อยู่ไม่ไกลมองแล้วรู้สึกเบิกบานใจอย่างมาก
นางดูคนเดียวไม่พอ ยังลากลู่ไป่ชวนมาดูด้วย กระซิบกระซาบกับเขา “ท่านดูสิ บุรุษมีความสามารถกับสตรีผู้งดงาม ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก!”
ลู่ไป่ชวนคิดว่า ตัวเองเป็นผู้อาวุโส มายืนจับตามองเด็กหนุ่มสาวโท่งๆ เช่นนี้จะดูไม่ดี จึงเหลือบมองเล็กๆน้อยๆ และพยักหน้า “อืม บุรุษมีความสามารถกับสตรีผู้งดงามอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ”
ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงกลับไม่สบอารมณ์ขึ้น “ท่านไม่สนใจก็ไม่ต้องดู ไม่ต้องมาทำแบบขอไปทีกับข้า”
นางแย่งโก่วเอ๋อร์มาอุ้ม และไม่สนใจเขาอีก
โก่วเอ๋อร์เหลือบมองท่านพ่อแวบหนึ่ง และกล่าว “ท่านแม่ ข้ารู้มาตั้งนานแล้วว่าพี่เหลยจื่อชอบพี่เหลียนฮวา”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยดึงดูดความสนใจของเหอจิ่วเหนียงได้อย่างแรง ดวงตาของนางลุกวาวทันที “เมื่อไร จุๆๆ เหลยจื่อนี่ใช้ได้จริงๆ!”
“หลังจากที่ข้ากลับมาขอรับ ข้าเห็นพี่เหลยจื่อชอบยิ้มคนเดียว ข้าถามว่ายิ้มอะไรก็ไม่ยอมบอก ต่อมาข้าเห็นเวลาพี่เหลยจื่อคุยกับพี่เหลียนฮวาหูจะแดงมากขอรับ บางครั้งเขาก็แอบมองพี่เหลียนฮวาละก็แอบยิ้มคนเดียว เหมือนเวลาที่ท่านพ่อมองท่านแม่แล้วแอบยิ้มคนเดียว ข้าก็เลยรู้ขอรับ!”
ลู่ไป่ชวนหันขวับมามองบุตรชายด้วยความตกใจ ….ใครยิ้ม ข้ารึ? ข้ายิ้มคนเดียวตั้งแต่เมื่อไร!
เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำพูดของบุตรชายก็หันไปมองลู่ไป่ชวนอย่างไม่น่าเชื่อ …จริงหรือ เขายิ้มคนเดียวเพราะข้าเมื่อไร เหตุใดข้าถึงไม่รู้เลย?
“แคกๆๆ…”
เพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน ลู่ไป่ชวนจึงส่งเสียงไอกระแอมออกมา
โก่วเอ๋อร์ไหนเลยจะสนใจบรรยากาศระหว่างบิดามารดาตอนนี้ เขากระตุกชายแขนเสื้อของลู่ไป่ชวน และถามอย่างตั้งใจ “ท่านพ่อ ข้าพูดถูกหรือไม่ขอรับ?”
“เออะ เอ่อ… อ๋อ ถูก ถูกแล้ว…”
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางเขาทำอะไรไม่ถูกก็.อดยิ้มไม่ได้
โก่วเอ๋อร์ลอบอมยิ้ม ท่านพ่อฉลาดทุกอย่าง แต่กับท่านแม่กลับไม่รู้ว่าควรเอาใจนางอย่างไร ทั้งยังมักทำให้ท่านแม่ไม่สบอารมณ์ ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ยังต้องให้เขาช่วยอีก!
ครอบครัวลู่กลุ่มหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการตรวจสอบความเสียหายของร้าน กลุ่มหนึ่งเก็บกวาดทำความสะอาด และอีกกลุ่มกำลังหยอกเอินกัน ไม่มีใครว่างมาสนใจคุณชายสูงศักดิ์ที่อยู่ข้างๆเลย
คุณชายก้ามโตเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจอยู่แล้ว ยิ่งเห็นว่าครอบครัวนี้ไม่มีทีท่าจะกลัวนายอำเภอเลยก็รู้สึกโมโหจนเป็นลมไปในที่สุด
“นายน้อย! นายน้อยฟื้นสิขอรับ! อย่าทำให้พวกเราตกใจเช่นนี้ขอรับ นายน้อย!”
บ่าวรับใช้ตะโกนเรียกเสียงดังลั่น จงใจให้พวกเหอจิ่วเหนียงได้ยิน
เสียงตะโกนแสบแก้วหูนั่นก็รบกวนเหอจิ่วเหนียงจริงๆ หลิงฉินรู้งาน ยกถังน้ำเกลือมาสาดใส่คุณชายสูงศักดิ์ทันที พริบตาต่อมาเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดก็ดังลั่นทั้งร้าน
เสียงร้องบาดหูทำเอาชาวมุงต่างถอยหนีไปสองสามก้าว เพราะกลัวว่าแก้วหูจะแตก
แต่ต้องชมจริงๆ ว่าครอบครัวนี้ดุดันยิ่งนัก กล้าต่อสู้กับความไม่ถูกต้องอย่างไม่เกรงกลัว ทำเอาพวกเขาต่างรู้สึกหวาดกลัวไปด้วย
แต่ท้ายที่สุดก็เป็นคุณชายสูงศักดิ์ต่างหากที่เป็นคนหาเรื่องใส่ตัว ใครใช้ให้เขามารังแกแม่นางน้อยกันล่ะ
“อ๊ากๆๆ ข้าเจ็บจะตายอยู่แล้ว! เจ้า นางสารเลว!”
คนที่ถูกด่าก็คือหลิงฉิน หลิงฉินจะทนได้อย่างไรกัน ยกถังในมือเตรียมจะฟาดลงบนร่างเขาทันที
แต่ยังไม่ทันที่ถังน้ำจะลอยมาปะทะ คนปากดีก็รีบเปลี่ยนคำพูด “อ๊ากๆๆ แม่นางอย่าตีข้า ข้าผิดไปแล้ว! ฮือๆๆ ข้าไม่กล้าอีกแล้ว!”
หลิงฉินเอือมระอากับคนเช่นนี้จริงๆ ทำเสียงชิชะอย่างหงุดหงิดก่อนกล่าว “ไร้ประโยชน์!”
คุณชายนิ้วด้วนโกรธมากแต่ทำอะไรไม่ได้ ประคองมือข้างที่บาดเจ็บด้วยมืออีกข้าง ขยับตัวไปหาบ่าวรับใช้ข้างๆ พร้อมกับร้องไห้ “ฮือๆๆ พวกมันด่าข้าไร้ประโยชน์! ข้าไร้ประโยชน์ตรงไหนกัน ฮือๆๆ คนที่รู้สถานการณ์คือผู้มีปัญญาเป็นเลิศต่างหาก รอให้ท่านอาข้ามาก่อนเถอะ ข้าจะ…
…ท่านอา!”
พรั่งพรูไม่ทันจบเขาก็เห็นไพ่ตายของตัวเองพุ่งพรวดเข้ามาด้วยความเร่งรีบ คนมีความหวังรีบกระเสือกกระสนเข้าไปหาแสงสว่างทันที
“ท่านอา ท่านต้องจัดการให้หลานนะขอรับ! ท่านดูมือหลานสิ ต่อไปหลานจะใช้ชีวิตอย่างไรขอรับ!”
เขายื่นมือที่เต็มไปด้วยเลือดให้นายอำเภอดู นายอำเภอเห็นแล้วตกใจมาก จนถอยหลังไปหลายก้าวกว่าจะทรงตัวอยู่
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
นายอำเภอเห็นสภาพร้านพังยับเยิน และหลานชายที่นิ้วขาดไปสี่นิ้วก็ฉุนเฉียวขึ้น
อยู่ในอำเภอนี้ไม่เห็นแก่หน้าเขา ทั้งยังทำหลานชายเขาจนสภาพเป็นเช่นนี้ นี่เป็นการหักหน้าเขาชัดๆ!
ทว่าทันทีที่เขาบันดาลโทสะจบก็เห็นร่างของสองสามีภรรยาที่หันมาพอดี พลันนั้นใบหน้าโกรธขึ้งก็ค่อยๆอ่อนลง
เขาไม่รู้จักลู่ไป่ชวน แต่รู้จักเหอจิ่วเหนียง ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงเคยรักษาอาการป่วยให้บุตรสาวของเขา และไหนจะเรื่องจุดจบของเศรษฐีต่ง เขาไม่สะดวกที่จะมีเรื่องกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ…
ตอนที่ 346: รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านนายอำเภอ คนคนนี้คือหลานชายของท่านไม่ผิดกระมัง?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีให้นายอำเภอ แต่นายอำเภอมองรอยยิ้มนั้นแล้วกลับรู้สึกหวั่นกลัวในใจ
“เอ่อ อ๋อ ใช่ๆๆ เป็นหลานชายที่ไม่เอาไหนของข้าเอง”
ไม่รู้เพราะเหตุใด นายอำเภอที่เดิมทีมาด้วยความโกรธเกรี้ยว พอเจอหน้าเหอจิ่วเหนียง ความโกรธเหล่านั้นก็พลันหายไปทั้งหมด
แต่เรื่องหลานชายนิ้วขาดเขาจะปล่อยไปไม่ได้ ไม่มีนิ้วแล้ว ชีวิตข้างหน้าของหลานเขาจะทำเช่นไร
“ในเมื่อรู้ว่าไม่เอาไหนท่านนายอำเภอก็ต้อง.อบรมสั่งสอนบ้างสิ ท่านดูสภาพร้านข้า พังยับหมดแล้ว เข้ามารังแกหลานสาวข้าในร้านกลางวันแสกๆ คิดว่าเป็นหลานนายอำเภอแล้วจะรังแกคนอื่นง่ายๆได้เช่นนี้น่ะหรือ บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแปแล้วหรืออย่างไร?”
เหอจิ่วเหนียงถือคติเปิดก่อนได้เปรียบ ขณะพูดยังยิ้มตาหยีไปด้วย ทว่านายอำเภอกลับรู้สึกยิ้มไม่ออก
เขาหันไปถามบ่าวรับใช้ข้างๆ “เจ้าบอกข้ามา เรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่!”
เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นขัด “ให้เขาเล่าก็ไร้ประโยชน์ ให้ชาวบ้านที่มามุงดูเล่าดีกว่า มาๆๆ พี่สาวท่านนี้ ข้าเห็นท่านอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เริ่มเกิดเรื่องแล้ว ท่านช่วยเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังหน่อย ข้าจะให้เป็ดดำลู่ท่านชุดหนึ่งเป็นการตอบแทนเป็นเช่นไร?”
“ดีๆๆ!”
พี่สาวผู้ถูกเลือกยินดีอย่างมากที่ได้เล่าเรื่องนี้ แถมยังได้รับผลตอบแทนอีกด้วย จึงเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างตั้งใจ นางเล่าพลางทำท่าทางประกอบ อรรถรสมาเต็ม
สีหน้าของนายอำเภอย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะคนเล่าเรื่องย้ำอยู่ตลอดว่าเหลียนฮวาเป็นฝ่ายถูกรังแก คุณชายสูงศักดิ์ข่มเหงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสั่งให้ลูกน้องพังร้านพวกเขา
นายอำเภอถึงขั้นสงสัยว่า นางถูกซื้อตัวด้วยเป็ดดำลู่ไปแล้วหรือไม่
“นี่มัน… มีเรื่องอะไรเข้าใจผิดกันหรือไม่?”
เขารู้ว่า ที่ครอบครัวเหอจิ่วเหนียงมาลงหลักปักฐานที่นี่ได้ก็เพราะมีคนเบื้องบนปกป้องอยู่ และเหอจิ่วเหนียงเองก็มีความสามารถ ดังนั้นเขาจึงพยายามทำให้เรื่องนี้ดูเบาที่สุด เป็นเรื่องที่คุยกันได้
ลู่ไป่ชวนเห็นทีท่าของอีกฝ่ายก็รู้ว่าเขาอยากแสร้งตีมึนเพื่อให้เรื่องผ่านไป จึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “กฎหมายมาตราที่เจ็ดร้อยยี่สิบสามบัญญัติไว้ว่า หากญาติของขุนนางแอบอ้างอำนาจรังแกผู้อื่น ให้ดูจากสถานการณ์ความหนักเบา โทษเบาโดนเนรเทศ โดนหนักให้ประหาร”
นายอำเภอได้ยินก็ตกใจจนเบิกตากว้าง หันไปมองบุรุษสวมหน้ากาก
คนที่ท่องข้อกฎหมายได้ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!
แค่รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขาก็ไม่เหมือนคนทั่วไปแล้ว
เขายืนเฉยๆอยู่ตรงนั้น แต่สามารถทำให้คนอื่นสัมผัสได้ถึงความกดดันโดยไม่ต้องแสดงตัวเลย
ทว่านายอำเภอไม่รู้จักเขา และไม่เคยได้ยินว่ามีขุนนางท่านใดสวมหน้ากากปกปิดใบหน้าเช่นนี้มาก่อน
“ไอ้หยา แหะๆๆ…มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ…”
นายอำเภอไม่แน่ใจตัวตนของลู่ไป่ชวนจึงทำได้แค่ยิ้มรับขับสู้ และโบกมือบอกลูกน้องที่อยู่ด้านหลังให้ไล่ชาวบ้านที่มามุงดูให้แยกย้าย
พี่สาวที่เพิ่งทำหน้าที่รายงานสถานการณ์เอ่ยขึ้น “ข้ายังไม่ได้เป็ดดำลู่ที่ตกลงกันเมื่อครู่เลย!”
โยวยาโถวจัดการห่อเป็ดดำลู่ให้นางหนึ่งชุด เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “อย่าเพิ่งรีบไปสิ เรื่องยังไม่จบเลย! โยวยาโถว ไปรินชามาให้ทุกคนซิ ค่อยๆดูกันไปช้าๆ”
“เจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวขานรับและไปจัดการทันที สีหน้าของนายอำเภอย่ำแย่อย่างสมบูรณ์ เขามองเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าว “ท่านหมอเหอจะไม่ไว้หน้าข้าบ้างเลยหรือ?”
“ท่านเห็นว่าหน้าตาตัวเองมีค่ามากแค่ไหนล่ะ เป็นนายอำเภอก็ควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่ปล่อยให้ญาติตัวเองมารังแกชาวบ้านเช่นนี้ และท่านในฐานะอา ไม่เพียงไม่ลงโทษเขาเท่านั้น ยังปกป้องคนที่ทำผิดอีก นี่เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองอย่างท่านควรทำอย่างนั้นหรือ?”
ลู่ไป่ชวนสวนกลับอย่างเย็นชา ในน้ำเสียงแฝงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ถึงแม้นายอำเภอจะหวั่นเกรงต่อตัวตนของลู่ไป่ชวน แต่อีกฝ่ายเอาแต่ค่อนขอดฉีกหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัลไม่หยุดเช่นนี้ เขาก็หมดความอดทนเป็นเหมือนกัน!
“นี่เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า!”
เขาโกรธจนสั่นไปทั้งตัว ในใจคิดว่าที่อีกฝ่ายสวมหน้ากากไม่กล้าเปิดเผยตัวตนเพราะต่อให้มีสถานะก็คงไม่ใหญ่โตอะไร ไม่แน่คนครอบครัวนี้อาจกำลังหลอกลวงเขาก็ได้
เขารู้มาตลอดว่าครอบครัวลู่มีคนคอยหนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ไม่เคยเห็นคนเบื้องหลังออกมาแสดงตัวเลยสักครั้ง เขาชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่าตัวเองโดนหลอกหรือเปล่า
ลู่ไป่ชวนรอคำถามนี้จากเขาตั้งแต่แรก ทันใดนั้นก็ล้วงเอาป้ายคำสั่งออกมาชูตรงหน้าเขา นายอำเภอเห็นแล้วก็ขาอ่อนแรงทันที
ลู่ไป่ชวนไม่ได้แสดงป้ายคำสั่งของหน่วยหั่วอวิ๋น เพราะสถานะตรงนั้นไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้ง่ายๆ ป้ายคำสั่งที่เขานำออกมา คือป้ายคำสั่งจวนเฉินอ๋อง
ป้ายคำสั่งนี้มีเฉพาะคนของจวนเฉินอ๋อง และเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากเฉินอ๋องเท่านั้น สามารถเข้าออกจวนอ๋องได้ตามใจ และในสถานการณ์คับขัน ยังสามารถเคลื่อนกำลังทหารของเฉินอ๋องได้อีกด้วย
คนที่สามารถทำงานในจวนอ๋อง แค่สุ่มออกมาสักคนและเปรียบเทียบกับนายอำเภอ ตำแหน่งก็สูงกว่านายอำเภอแล้ว
ชายตรงหน้าคนนี้ คาดไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นคนของเฉินอ๋อง!
ทันใดนั้นเขาก็เตรียมคุกเข่า แต่ลู่ไป่ชวนหวังดีเข้าไปประคองห้ามเขาไว้ และไถ่ถามเล็กน้อย “เป็นเช่นไร ตอนนี้ข้าสามารถสั่งสอนเจ้าได้หรือยัง?”
นายอำเภอพยักหน้ารัวเร็ว “ดะดะได้ ได้แล้วขอรับ!”
“เจ้าปกป้องญาติที่ทำผิด รังแกชาวบ้าน เรื่องนี้ถ้าท่านอ๋องรู้เข้า เจ้าคิดว่าหมวกขุนนางบนหัวเจ้าจะยังรักษาไว้ได้อยู่หรือไม่?”
พูดจบลู่ไป่ชวนก็ยกมือ ถอดหมวกขุนนางของอีกฝ่ายลงมา นายอำเภอสั่นไปทั้งตัวหากแต่ไม่ใช่เพราะความโกรธ เขารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถยืนได้มั่นคงอีกต่อไป …มีใครสามารถช่วยเขาได้บ้าง!?
เขาคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆนานา อย่างเดียวที่คิดไม่ถึงเลยก็คือ ชายตรงหน้าจะมีสถานะสูงส่งขนาดนี้ เขาเป็นแค่นายอำเภอตัวเล็กๆ ถึงแม้สามารถเบ่งอำนาจในอำเภอได้ แต่อยู่ต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงแล้ว เขาก็แค่ฝุ่นผงที่เทียบไม่ได้เลย
อีกอย่าง หากคนเหล่านี้จะเอาชีวิตเขา ก็ง่ายยิ่งกว่าฆ่ามดตัวเดียวเสียอีก
“ตะตะตะ ใต้เท้า ขะขะข้า ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ล่วงเกินใต้เท้าละ…”
คนถึงคราวเคราะห์พูดจาตะกุกตะกัก แต่โชคดีที่ลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น เขาพูดออกไป “ตอนนี้เรากำลังพูดเรื่องหลานชายเจ้ารังแกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์กันอยู่ เจ้าว่าควรจัดการเช่นไร?”
“ขะขะขอ ขอรับ…”
เขากลัวจนพูดไม่ออก ในหัวพลันว่างเปล่า คิดไม่ถึงเลยว่าจะเจอสถานการณ์เช่นนี้ ล่วงเกินขุนนางใหญ่ ไม่เพียงหมวกขุนนางเท่านั้นที่จะรักษาเอาไว้ไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่ชีวิตเขาก็แทบจะรักษาเอาไว้ไม่ได้อยู่แล้ว
คุณชายตัวต้นเรื่องก็คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ เขาก็แค่ชอบแม่นางคนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าจะถึงกับต้องสูญเสียนิ้วสี่นิ้ว และยังทำให้ท่านอาต้องมาเดือดร้อน
เขาทรุดตัวลงแทบเท้านายอำเภอ คราวนี้ไม่มีคำพูดใดเปล่งออกมาแล้ว
ความคิดที่ตั้งใจจะวางอำนาจในตอนแรก เมื่อเห็นท่านอาตัวสั่นแทบขาดใจ เขาก็รู้ชะตากรรมทันที …จบเห่แล้ว
ชาวบ้านที่มามุงดูก็คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะพลิกผันเป็นเช่นนี้ คนที่ครอบครัวลู่พึ่งพาคนนี้ สามารถทำให้นายอำเภอหมดสภาพได้ ต้องเป็นขุนนางใหญ่เป็นแน่
และแล้วทุกคนที่ตอนแรกเป็นห่วงพวกเหลียนฮวาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
ในอำเภอ ขุนนางที่ใหญ่ที่สุดก็คือนายอำเภอ ชาวบ้านคนธรรมดาอย่างพวกเขาต่อให้ไม่พอใจมากเพียงใดก็ไม่กล้าเรียกร้อง แต่วันนี้ได้เห็นนายอำเภอโดนสั่งสอน นี่เป็นเรื่องที่หลายสิบปีก็ยากจะได้เห็น ย่อมต้องตั้งใจดูให้ดี หลังจากนี้จะได้มีเรื่องเล่าให้ลูกหลานรุ่นหลังฟัง
พวกเด็กๆก็ดูด้วยความตื่นเต้น ท่านอาสามเก่งกาจยิ่งนัก!
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก นางย้ำคำถามของสามีอีกครั้ง “ท่านนายอำเภอ ตกลงคิดจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร?”
ตอนที่ 347: คิดคร่าวๆเช่นนี้ก็ได้หรือ
เดิมทีภาวะทางจิตใจของนายอำเภอก็ไม่ปกติอยู่แล้ว พอเหอจิ่วเหนียงตอกย้ำอีกก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร
เขามองหลานชายที่นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้นก็อดตบหน้าไปฉาดหนึ่งไม่ได้ “เจ้ามันไม่เอาไหน เป็นบ้าไปแล้วหรือ!”
“ท่านอา ข้าผิดไปแล้ว ท่านอา ท่านอาช่วยข้าด้วย ได้โปรดช่วยข้าด้วย ข้าไม่กล้ารังแกคนอื่นอีกแล้ว!”
คุณชายสูงศักดิ์… ไม่สิ สภาพสุนัขจนตรอกขนาดนี้ไม่อาจเรียกว่าคุณชายสูงศักดิ์ได้อีกแล้ว ตอนนี้เรียกเขาว่าคนดวงซวยเหมาะสมกว่า
คนดวงซวยจับชายชุดของนายอำเภอ พยายามอ้อนวอนให้ช่วย แต่นายอำเภอไร้หนทางจะช่วยเขาได้จริงๆ
เขาจึงตระหนักได้ว่าควรทำอะไรต่อ จึงหันไปโขกศีรษะให้ลู่ไป่ชวน “ใต้เท้า ข้าน้อยผิดไปแล้ว ต่อไปข้าน้อยไม่กล้ามาที่นี่อีกแล้ว โปรดใต้เท้าเมตตาข้าน้อยด้วย ข้าน้อยไม่กล้าทำอีกแล้ว…”
ร้องขอความเมตตาอยู่ครึ่งค่อนวันลู่ไป่ชวนก็ไม่สนใจ เขาหันไปเห็นเหลียนฮวาที่เพิ่งตรวจสอบร้านเสร็จกำลังเดินมา จึงลุกขึ้นพรวดเข้าไปหาหญิงสาว เหลยจื่อรีบเข้าไปขวางหน้าปกป้องเหลียนฮวาไว้
“เจ้าจะทำอะไร!?”
เหลยจื่อมองคนที่พุ่งเข้ามาอย่างระแวดระวัง คิดว่าอีกฝ่ายจะใช้กำลัง แต่คาดไม่ถึงว่าสองขาของเขากลับอ่อนลงอีกครั้ง คุกเข่าลงตรงหน้าเหลียนฮวา “แม่นางเหลียนฮวา ข้ามีตาหามีแววไม่ไปล่วงเกินเจ้า เจ้ามีอำนาจอย่าถือสาผู้น้อยอย่างข้าเลยนะ เห็นแก่ที่ข้าตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชเช่นนี้ อภัยให้ข้าเถอะนะ ข้ารับรองว่าจะไม่มาหาเรื่องเจ้าอีกแล้ว ฮือๆๆ…”
เหลียนฮวาไม่ได้มีความรู้สึกดีๆต่อคนผู้นี้แต่เดิมอยู่แล้ว ตอนนี้เห็นมือเขาเลือดไหลอาบ ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำมูกน้ำตา ก็ไม่ได้รู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย จะดูอย่างไรก็น่ารังเกียจ นางย่อมไม่อยากเสวนากับเขา
นางแค่เหลือบ.มองแวบเดียวก็หันหนี และเดินอ้อมเขาไปหาเหอจิ่วเหนียง จากนั้นรายงานอย่างราบเรียบ “อาสะใภ้จิ่วเหนียง คำนวณความเสียหายเสร็จแล้วเจ้าค่ะ อาหาร โต๊ะ เก้าอี้ ผนัง และพวกข้าวของต่างๆที่เสียหายวันนี้ ทั้งหมดหกสิบเจ็ดตำลึงสี่ร้อยอีแปะ คิดสองเท่าก็เท่ากับหนึ่งร้อยสามสิบสี่ตำลึงแปดร้อยอีแปะเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “อืม เช่นนั้นก็คิดคร่าวๆ ให้เขาชดใช้สองร้อยตำลึงก็แล้วกัน”
ชาวมุงต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ …คิดคร่าวๆเช่นนี้ก็ได้หรือ?
เพียงแต่นางดูดีมีภูมิฐาน นางพูดเช่นไรก็เช่นนั้นแหละ!
คนดวงซวยตอบสนองรวดเร็วมาก โพล่งออกมาทันที “ชดใช้หรือ! ข้ายินดีชดใช้! ชดใช้ห้าร้อยตำลึงก็ได้!”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก “ตกลง เช่นนั้นก็ห้าร้อยตำลึง!”
คราวนี้เหลียนฮวาเป็นฝ่ายตกตะลึงบ้าง …แล้วที่นางนั่งคิดคำนวณอยู่ตั้งนานคืออะไรกัน
นายอำเภอโล่งอกเป็นปลิดทิ้ง แค่ชดใช้เงินให้เรื่องก็จบ เช่นนี้ครอบครัวของเขาก็ไม่เดือดร้อนมาก ใช้เงินแก้ปัญหาก็จบแล้ว
ทว่าเพิ่งจะลอบถอนหายใจเสร็จ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังจ้องมาตาไม่กะพริบ จากนั้นนางก็ย้ำคำถามเดิมอย่างหมดความ.อดทน “ท่านนายอำเภอ ยังคิดไม่ออกอีกหรือว่าจะลงโทษเช่นไร หรือต้องให้ข้าช่วย?”
ในใจเหอจิ่วเหนียงรู้สึกโกรธเล็กน้อย เดิมทีนางคิดเอาไว้ว่า หากนายอำเภอตัดสินอย่างเป็นธรรม นางก็จะไม่ทำให้ลำบากใจอยู่แล้ว ทุกคนยังคงพอไว้หน้าและเก็บความโกรธเอาไว้ได้ แต่นี่นายอำเภอมาถึงก็เอาแต่เข้าข้างหลานตัวเอง ทั้งยังคิดจะทำให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆอีก ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
หากครอบครัวพวกนางไม่มีอำนาจ ก็คงทำได้แค่แสร้งเป็นใบ้ปล่อยให้เรื่องผ่านไป อย่างมากหลังจากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็แอบแก้แค้นเอาทีหลัง แต่ตอนนี้ลู่ไป่ชวนมีอำนาจ ย่อมต้องใช้อำนาจให้สมเหตุสมผล ทำคนอื่นเช่นไรก็ต้องได้รับการตอบแทนด้วยการกระทำเช่นนั้นถึงจะเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดและเป็นวิธีที่สะใจที่สุด
นายอำเภอสูดลมหายใจลึกเข้าปอด รู้ว่าคราวนี้หลานชายไม่อาจพ้นความผิดได้ จะโทษใครได้ล่ะ ก็คงต้องโทษเจ้าตัวเองที่ไปล่วงเกินคนไม่ควรล่วงเกิน
เขาเอ่ยอย่างช้าๆ “ข้าน้อยจะสั่งให้คนตีขาเขาให้หักทั้งสองข้าง จะส่งเขาให้ไปอยู่ในชนบท ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ให้เขากลับมาเหยียบที่นี่ได้อีก ใต้เท้าว่าเป็นเช่นไรขอรับ?”
ลู่ไป่ชวนหันมองเหอจิ่วเหนียง อยากถามความเห็นของนาง
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “และต้องชดใช้เงินจำนวนห้าร้อยตำลึงด้วย”
ท่าทีของเหอจิ่วเหนียงแสดงว่าเห็นด้วยกับวิธีการจัดการของนายอำเภอ ถึงอย่างไรเหลียนฮวาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ และข้าวของในร้านที่เสียหายก็ถูกเรียกค่าเสียหายสองเท่าแล้ว
ลู่ไป่ชวนสำทับ “เช่นนั้นก็เห็นแก่หน้าของนายอำเภอ ลงโทษน้อยๆ ตักเตือนให้มากๆ จัดการเสียตอนนี้เลยเถอะ”
ทันทีที่วาจานี้ลั่นออกมา นายอำเภอก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ตอนแรกเขาคิดจะพาหลานชายกลับไปก่อน ตีสั่งสอนสักสองสามทีก็จบๆไป แต่ลู่ไป่ชวนกลับให้เขาลงมือตรงนี้
นี่เท่ากับเหยียบหน้าเขาจมดินแล้ว ยังจะพูดว่าไว้หน้าเขาอีก!
เกียรติและศักดิ์ศรีของเขาป่นปี้ไปหมดแล้วจริงๆ
ฮือๆๆ…
คนดวงซวยหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา ส่งเสียงร้องไห้ดังลั่นอีกครั้ง
“ท่านอา ท่านอาช่วยหลานด้วย! หลานไม่กล้าทำอีกแล้วท่านอา!”
เขาพยายามอย่างสุดชีวิต แต่นายอำเภอจำต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ติดตามมาด้วยจับตัวหลานชายไว้ และจงใจกล่าวอย่างดุดัน “เรื่องวันนี้เป็นตัวเจ้าเองที่หาเรื่องใส่ตัว แต่ละวันเจ้าก็เอาแต่แอบอ้างอำนาจข้าทำเรื่องชั่วช้า ข้าสั่งสอนเจ้ากี่ครั้งแล้วเหตุใดถึงยังไม่เปลี่ยนตัวเองอีก! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าต่อหน้าทุกคนให้เจ้าได้จดจำเอาไว้ ดูซิว่าต่อไปเจ้ายังจะหาเรื่องรังแกชาวบ้านอีกหรือไม่!”
สิ้นเสียงเจ้าหน้าที่ก็เริ่มลงมือทันที อยู่ต่อหน้าสาธารณชน ต่อให้พวกเขาอยากยั้งมือก็ไม่มีทางทางที่จะทำได้ ทั้งยังต้องลงมือให้เร็ว ให้คนรับโทษได้รับความทรมานระยะเวลาน้อยที่สุด
เสียงร้องโหยหวนราวกับเสียงหมูถูกเชือดก็ดังขึ้นอีกครา ฝูงชนต่างทำหน้าตาเหยเกด้วยความหวาดเสียว เห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดแทน
เหอจิ่วเหนียงเดินไปตรงหน้าเหล่าชาวบ้าน และกล่าว “วันนี้ทำให้ทุกคนได้เห็นเรื่องขายหน้าแล้ว แต่ตอนนี้ข้าอยากพูดคำพูดที่ไม่ค่อยน่าฟังสักหน่อย ต่อจากนี้ไป ถ้ามีใครกล้ามารังแกพวกสาวๆในร้านข้าอีก จุดจบของคนคนนั้นจะอนาถกว่าคุณชายคนนี้แน่นอน ข้า เหอจิ่วเหนียงพูดคำไหนคำนั้น ถ้าใครไม่เชื่ออยากลองดีก็มา”
นางลั่นวาจาอย่างห้าวหาญ ทำให้ทุกคนเงียบกริบ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็แอบได้ยินกันมาแล้วว่า เจ้าของร้านเป็ดดำลู่เป็นคนที่ล่วงเกินไม่ได้ แม้แต่เศรษฐีต่งก็พลาดท่าอยู่ในเงื้อมมือของนาง
และหลังจากที่ได้เห็นเหตุการณ์ในวันนี้ พวกเขาจึงยิ่งได้รับการยืนยันสิ่งที่ได้ยินมาชัดเจน ความจริงที่ว่า เจ้าของร้านเป็ดดำลู่ไม่ใช่คนที่ล่วงเกินได้ เป็นความจริง
แม้แต่หลานชายของนายอำเภอก็ตกอยู่ในสภาพนี้ คนธรรมดาไร้เส้นสายอย่างพวกเขาก็อย่าแม้แต่จะคิดทำเรื่องเช่นนี้เลย!
“นายอำเภอ ห้าร้อยตำลึง ท่านว่าจ่ายเป็นก้อนตำลึงหรือตั๋วเงินดีล่ะ? อืม แต่ข้าว่าตั๋วเงินพกพาสะดวกกว่า ท่านว่าอย่างไร?”
หลังจากที่คนดวงซวยถูกทุบตีจนขาหัก เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มทวงหนี้
ห้าร้อยตำลึง ห้ามขาดแม้แต่อีแปะเดียว!
ตอนนี้นายอำเภอเหงื่อท่วมไปทั้งตัว แทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้ว อาศัยให้ลูกน้องคอยพยุงถึงยังยืนอยู่ได้ เมื่อได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดขึ้นก็พยักหน้าทันที “ใช่ๆๆ ข้าน้อยจะให้คนไปเอาตั๋วเงินมาเดี๋ยวนี้”
แน่นอนว่าต้องไปเอาที่บ้านตัวต้นเหตุของเรื่องวันนี้ วันนี้เขาเกือบถูกหลานตัวซวยทำให้เดือดร้อนเกือบตาย จะจ่ายเงินแทนเขาอีกได้อย่างไร!
คนดวงซวยเจ็บปวดจนหมดสติไป หลังจากได้รับอนุญาตจากเหอจิ่วเหนียง บ่าวรับใช้ก็รีบหามร่างนายน้อยของตัวเองกลับบ้าน
ระหว่างที่รอลูกน้องไปเอาเงินมาให้ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยคำพูดจากใจออกมา “ท่านนายอำเภองานยุ่ง แต่เรื่องในบ้านก็ไม่อาจปล่อยปละละเลยได้นะ ท่านลองคิดดูสิว่าเหตุใดท่านถึงไม่ได้เลื่อนขั้นมาหลายปีแล้ว มันเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้หรือไม่
เรื่องวันนี้ข้าเห็นทุกอย่างกับตาชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ระหว่างเกิดเหตุหลานสาวข้าก็บอกแล้วว่าครอบครัวเราก็มีคนเป็นขุนนางเหมือนกัน แต่หลานชายท่านกลับไม่สนใจ ทั้งยังพูดจาดูถูกหลานสาวข้าอีก ทำไม ไม่มีญาติเป็นขุนนางแล้วมันสมควรโดนขุนนางหรือลูกหลานขุนนางรังแกอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ หรือถึงจะมีญาติเป็นขุนนาง แต่มีอำนาจไม่เท่าก็คิดว่าจะทำอะไรพวกเขาก็ได้อย่างนั้นหรือ?
ท่านเป็นขุนนางระดับอำเภอรับใช้เฉินอ๋อง ท่านลองเดาดูสิ ถ้าท่านอ๋องรู้เรื่องนี้เข้า คนที่ไร้ความสามารถ และตามใจให้ญาติตัวเองรังแกชาวบ้านอย่างท่าน อย่าว่าแต่หมวกขุนนางเลย แม้แต่ชีวิตท่านท่านคิดว่าจะรักษาไว้ได้หรือไม่?”
ตอนที่ 348: เสี่ยวหยางตามหลังไปหนึ่งก้าว
ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะพูดจาไม่น่าฟังแต่กลับมีเหตุผล เพียงแต่ตอนนี้นายอำเภอฟังอะไรไม่เข้าหัวแล้ว ในหัวเขาตอนนี้คิดเพียงแค่ว่า จะรักษาตำแหน่งขุนนางเอาไว้ได้หรือไม่
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆหมอเหอทำงานอยู่ในจวนท่านอ๋อง หากเขากลับไปบอกท่านอ๋อง แล้วตนจะไม่จบเห่เอาหรือ
ตอนนี้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจบลงแล้ว ชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกต่างพากันแยกย้าย นายอำเภอเห็นบริเวณรอบๆไม่มีใครแล้ว สองขาของเขาก็อ่อนแรงลงทันใด ลงไปคุกเข่าตรงหน้าลู่ไป่ชวน
“ใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้จริงๆว่าใต้เท้าจะมาเอง ข้าน้อยผิดไปแล้ว โปรดใต้เท้าเห็นแก่ความดีก่อนหน้านี้ที่ข้าน้อยจัดการให้ครอบครัวท่านลงหลักปักฐานได้อย่างเหมาะสม ให้โอกาสข้าน้อยอีกสักครั้งนะขอรับ!”
ก่อนหน้านี้คนเยอะ เขาไม่อาจเผยตัวตนของลู่ไป่ชวนได้ นี่เป็นกฎภายใน ตอนนี้ไม่มีคนแล้ว เขาจึงกล้าคุกเข่าขอร้อง
เรื่องหลานชายของเขาได้แก้ปัญหาไปแล้ว แต่เรื่องของเขายังไม่ได้แก้ อีกอย่าง สถานการณ์ของเขายังย่ำแย่กว่าหลานชายมาก
เหตุใดวันนี้ถึงได้ซวยเช่นนี้นะ!
“จางเซิ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าการกระทำของเจ้าวันนี้ถ้าโดนตรวจสอบขึ้นมาจริงๆ จุดจบของเจ้าจะเป็นเช่นไร หลานชายของเจ้ากล้าทำก่อเรื่องในอำเภอเช่นนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าที่ผ่านมาเจ้าช่วยปกปิดความผิดให้เขาไม่น้อย เจ้าคิดว่าอำเภอนี้ไม่มีกฎหมายบ้านเมืองแล้วใช่หรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนเรียกชื่อนายอำเภอออกไปตรงๆ นายอำเภอคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าเงย เอาแต่พร่ำขอโทษ บอกว่าตัวเองรู้ความผิดแล้ว
“ต่อไปข้าน้อยจะควบคุมพฤติกรรมของญาติๆข้าน้อยให้ดี ไม่ให้เกิดเรื่องเหมือนวันนี้ขึ้นอีกเด็ดขาด โปรดใต้เท้าให้โอกาสข้าน้อยอีกสักครั้งเถอะนะขอรับ!”
นายอำเภอให้คำมั่นอย่างหนักแน่นและฮึกเหิม แต่ท่าทางของลู่ไป่ชวนยังคงเป็นเช่นเดิม ใบหน้าภายใต้หน้ากากไม่รู้เลยว่าแสดงอารมณ์เช่นไร
แต่ถึงกระนั้นก็ทำให้นายอำเภอตื่นตระหนกและร้อนรนมาก
ลู่ไป่ชวนไม่พูดอะไรอีก นายอำเภอก็ยังคงคุกเข่าอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งลูกน้องนำตั๋วเงินจำนวนห้าร้อยตำลึงมา
เหอจิ่วเหนียงให้เหลียนฮวาไปรับเงิน และแล้วลู่ไป่ชวนก็พูดขึ้น “กลับไปเถอะ ต่อไปนี้ข้าจะคอยจับตาดูพฤติกรรมของเจ้า ถึงอย่างไรก็ยังมีคนอยากเป็นนายอำเภออีกมากมาย”
นายอำเภอคุกเข่าจนขาชา พอได้ยินเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ
นี่หมายความว่า… อีกฝ่ายพร้อมจะถอดเขาออกได้ทุกเมื่อเลยหรือ!
“ขะขะ ขอบ… ขอบคุณขอรับใต้เท้า…”
เขาลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทา ก่อนจะถูกลูกน้องช่วยพยุงกลับไป
“ไอ้หยา ท่านพ่อสุดยอดไปเลยขอรับ!”
ทันทีที่คนเหล่านั้นออกไป โก่วเอ๋อร์ก็เริ่มประจบประแจงบิดาทันที ส่วนเด็กๆแต่ละคนก็เป็นเหมือนตอนแรกที่เจอกัน ต่างเข้ามาห้อมล้อมลู่ไป่ชวนด้วยความตื่นเต้นอย่างมาก
เหลยจื่อกับเจี๋ยจื่อเอาแต่ถามตลอดว่าหลายปีที่อยู่ข้างนอกท่านอาทำอะไรมาบ้าง ไปที่ไหนมาบ้าง โลกภายนอกหน้าตาเป็นเช่นไร
ลู่ไป่ชวนเลือกเรื่องที่ไม่อ่อนไหวเล่าให้พวกเขาฟังเล็กๆน้อยๆ บรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยความสุข
และในตอนนี้ ลู่เสี่ยวหยางที่ออกไปส่งอาหารก็กลับมา เมื่อเห็นสภาพร้านพังระเนระนาด และพวกเหอจิ่วเหนียง เขาก็รู้สึกงุนงง
“ท่านอาสาม ท่านอาสะใภ้สาม พวกท่านกลับมาแล้ว! แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
คนมาใหม่มองข้าวของในร้านสลับกับมองทุกคนในร้านด้วยความงุนงง พวกเหลยจื่อคงไม่ถึงขั้นดีใจที่ท่านอาทั้งสองกลับมาจนพังร้านหรอกกระมัง!
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก จัดการเรียบร้อยแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม ไม่อยากพูดถึงเรื่องรำคาญใจเหล่านั้นอีก แต่ลู่เสี่ยวหยางก็ไปถามเรื่องราวจากเหลียนฮวาอีกรอบ
ขณะนี้เหลียนฮวากับเหลยจื่อกำลังซ่อมขาโต๊ะกันอยู่ ลู่เสี่ยวหยางจึงเข้าไปช่วยด้วย
เหอจิ่วเหนียงมองแผ่นหลังลู่เสี่ยวหยางด้วยความสงสารเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับตัวเอง “โชคชะตาเล่นตลกกับคนจริงๆ เสี่ยวหยางตามหลังไปก้าวหนึ่งแล้ว”
ลู่ไป่ชวน “???”
เหตุใดถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าภรรยาของเขาจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นด้วย
สาวใช้ที่พามาด้วยทั้งสิบคนก็ช่วยเก็บกวาดร้าน ช่วยกันคนละไม้ละมือในที่สุดก็ทำความสะอาดร้านจนเสร็จ อาหารที่ตกพื้นก่อนหน้านี้ถูกนำไปล้างจนสะอาด นำมาราดน้ำจิ้มใหม่ จากนั้นก็นำไปแจกคนยากจน ก่อนจะเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ
เด็กผู้ชายอย่างพวกเหลยจื่อสนใจเรื่องที่ลู่ไป่ชวนไปเผชิญข้างนอกมาก เหอจิ่วเหนียงจึงให้ลู่ไป่ชวนไปนั่งรถม้าคันเดียวกับพวกเขา ส่วนนางก็นั่งรถม้าคันเดียวกับเหลียนฮวาและโยวยาโถว จะได้ถามสถานการณ์ภายในร้านในช่วงนี้กับพวกนางด้วย
โดยรวมสรุปแล้วนับว่าการค้าเป็นไปได้ด้วยดี แต่บางครั้งก็มีคนอิจฉาริษยามาสร้างความเดือดร้อนให้ที่ร้านบ้าง ทว่าสุดท้ายก็จัดการปัญหาเหล่านี้ได้
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่เป็นไร หลังจากเกิดเรื่องวันนี้คาดว่าต่อไปคงไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องที่ร้านอีกแล้วละ พวกเจ้าก็ทำงานดูแลร้านอย่างวางใจเถอะนะ หาคนที่จะมารับช่วงดูแลร้านต่อด้วย ต่อไปข้าจะพาพวกเจ้าไปอยู่ในเมืองด้วยกัน”
“เจ้าค่ะ!”
สาวน้อยทั้งสองได้ยินดังนั้นดวงตาก็ลุกวาวทันที พวกนางรอคอยการไปในเมืองมานานแล้ว!
“อาสะใภ้จิ่วเหนียงเจ้าคะ กลับมาคราวนี้พวกท่านจะอยู่กี่วันเจ้าคะ?”
“ประมาณสี่ห้าวันนะ ในเมืองยังมีผู้ป่วยรอรักษาอยู่ อยู่นานเกินไม่ได้”
“พวกเราจะตั้งใจทำงาน จะได้รีบไปในเมืองเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงชอบท่าทางมุ่งมาดปรารถนาเช่นนี้ที่สุด แต่นางก็ยังอดเตือนเล็กน้อยไม่ได้ “การค้าขายในเมืองไม่ได้ง่ายเหมือนในอำเภอ การแข่งขันสูงมาก พวกเจ้าต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับมือให้ดีล่ะ”
ที่ใดมีคนที่นั่นย่อมมีการแข่งขัน นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ร้านในอำเภอแต่ละร้านจะเป็นกิจการที่คนในครอบครัวดูแลกันเอง ไม่ได้มีการแข่งขันอะไร แต่ร้านในเมืองไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกร้านล้วนดูแลด้วยคนที่ถูกจ้างมา พวกเขาต้องทำผลงาน จึงทุ่มเทความพยายามอย่างมาก
“เจ้าค่ะ พวกเราเข้าใจแล้ว พวกเราจะขยันแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ดรุณีน้อยทั้งสองรอคอยการเข้าไปค้าขายในเมืองมานานแล้ว จึงแสดงความแน่วแน่ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นเพียงใด พวกนางจะอดทนแล้วสู้ต่อไป
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ การแสวงหาความก้าวหน้าย่อมเป็นเรื่องดี
นางเอ่ยถามต่อ “อ๋อใช่ แล้วเหตุใดที่ร้านถึงมีแค่พวกเจ้าสามคนล่ะ คนอื่นไปไหนกันหมด?”
เหลียนฮวาตอบ “ในร้านมีพวกเราสามคนก็เอาอยู่เจ้าค่ะ แต่ที่บ้านจำเป็นต้องใช้คนทำงาน ก็เลยให้พวกพี่สาวอยู่ช่วยที่บ้านเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ เช่นนี้ก็นับว่าใช้คนอย่างคุ้มค่า
“วันนี้เกิดเรื่องนี้ขึ้นคงมีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องที่ร้านแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ต่อไปในร้านจะต้องมีคนมาช่วยเพิ่มสักคนสองคน จะหัวเดียวกระเทียมลีบเหมือนวันนี้อีกได้ วันนี้ถ้าพวกอาไม่กลับมาเจอ พวกเจ้าก็คงไม่รู้จะทำเช่นไรใช่หรือไม่”
เหลียนฮวากับโยวยาโถวพยักหน้าเข้าใจ เหอจิ่วเหนียงลูบหลังมือเหลียนฮวาพลางกล่าว “เจ้ายิ่งโตขึ้นก็ยิ่งสวย ควรหาใครสักคนมาปกป้องดูแลได้แล้ว เกิดมาหน้าตาดีไม่ผิดหรอก แต่ก็ต้องเข้าใจสภาพสังคมและต้องปกป้องตัวเองด้วย เข้าใจหรือไม่?”
ถูกชมตรงๆเช่นนี้เหลียนฮวาก็เขินอายจนหน้าแดง แต่ก็พยักหน้าเข้าใจ จะว่าไปให้พี่สาวเหล่านั้นกลับไปช่วยงานที่บ้านก็เป็นความคิดของนางเอง เพราะคิดว่าที่ร้านก็ไม่ได้มีงานอะไรยุ่งยาก ทว่านี่กลับนำเรื่องเดือดร้อนมาให้ตัวเองเสียแล้ว
“ครั้งนี้ข้าพาสาวๆยอดฝีมือสี่คนกลับมาช่วยพวกเจ้า พวกนางล้วนมีฝีมือสุดยอดเลยละ ต่อไปให้อยู่ที่ร้านสักคน พวกเราก็จะได้วางใจ”
ความรักความเอ็นดูที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อเหลียนฮวาเกินกว่าจะบรรยายได้ ทำเอาโยวยาโถวอิจฉา เด็กน้อยจึงพูดหน้างอ “อาสะใภ้สามดีกับพี่เหลียนฮวามากเลยนะ!”
“อย่างไร อาสะใภ้คนนี้ไม่ดีกับเจ้าหรือ เอ… อามีของขวัญมาให้เจ้าโดยเฉพาะด้วยนะ แต่ถ้าเจ้าไม่ชอบ เช่นนั้นอาก็จะ…”
“เอ๊ะ ไม่เจ้าค่ะ ไม่ ข้าไม่มีหรอกเจ้าค่ะที่จะไม่ชอบ ท่านอา∼ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวโผตัวซุกเข้าไปในอ้อมกอดของเหอจิ่วเหนียง พยายามเอามือปิดปากนาง ทั้งสามหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะภายในรถม้าคันนี้ดังออกไปถึงรถม้าอีกคัน ทำให้ลู่ไป่ชวนรู้สึกหดหู่ใจ เขานึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าจะถูกภรรยาไล่ออกมาเช่นนี้!
ตอนที่ 349: ท่านสุภาพสตรีซุน ข้ากลับมาแล้ว
หลังจากเสียงหัวเราะดังอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดทั้งคณะก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านอันผิง
ทันทีที่มาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านจำนวนมากพากันมามุงดู เพราะครั้งนี้กลุ่มของครอบครัวลู่พากันมาเป็นขบวน พวกเหอจิ่วเหนียงมาสามคันรถม้า และรถม้าของร้านอีกหนึ่งคัน รวมเป็นสี่คัน ยิ่งใหญ่มาก
“ไอ้หยา ชีวิตครอบครัวลู่นับวันก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ พวกเราไม่มีปัญญาจะซื้อแม้แต่เกวียน ดูพวกเขาสิ ซื้อรถม้าเป็นว่าเล่น!”
“นั่นสิ… เอ๊ะ เดี๋ยวนะ คนที่บังคับรถม้าพวกนี้เราไม่รู้จักเลยนี่ ใช่คนตระกูลลู่หรือ?”
“ไม่ใช่คนตระกูลลู่แล้วจะเป็นใครอีกล่ะ พวกเราไม่รู้จักก็เพราะพวกเขามาจากในเมืองกระมัง สะใภ้สามของครอบครัวลู่ไปอยู่ในเมืองหลายเดือนแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เจ้าว่าสะใภ้สามลู่แต่งงานใหม่กับเศรษฐีในเมืองแล้วหรือไม่ นานๆ กว่าจะกลับบ้านเช่นนี้!”
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร นางอยู่ในเมืองก็เพราะรักษาผู้ป่วย! อีกอย่าง ก่อนหน้านี้ดูเหมือนข้าได้ยินครอบครัวลู่พูดกันว่าเจอลูกชายคนที่สามของพวกเขาแล้ว อยู่ในเมืองเหมือนกัน สองคนผัวเมียอาศัยอยู่ในเมืองมีชีวิตดีจะตายไป!”
“ไอ้หยา จริงๆเลยนะ เรื่องราวดีๆไม่ว่าเรื่องอะไรก็เกิดขึ้นแต่กับครอบครัวลู่ น่าอิจฉายิ่งนัก!”
ชาวบ้านที่พากันมามุงดูต่างพูดกันไปต่างๆนานาโดยไม่ควบคุมเสียงเลย ทุกอย่างที่พวกเขาพูดเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนได้ยินทั้งหมด
ตอนนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายครัวเรือนทำงานอยู่ในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของครอบครัวลู่ ถึงจะอิจฉาที่เห็นครอบครัวลู่ได้ดิบได้ดีก็ย่อมไม่พูดจาไม่ดีอยู่แล้ว เหอจิ่วเหนียงฟังคำพูดเหล่านั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร
เมื่อมาถึงประตูบ้าน พวกเด็กๆก็กระโดดลงจากรถม้า วิ่งเข้าไปในบ้านพลางตะโกนเรียกคนในบ้านเสียงดังลั่น “ท่านปู่ท่านย่า ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามกลับมาแล้วขอรับ!”
ทันทีที่มาถึงบ้าน ความเป็นผู้ใหญ่ของเหลยจื่อที่แสดงต่อหน้าเหลียนฮวาพลันหายไป เขาในตอนนี้ดูเหมือนหลานชายวัยเด็กคนหนึ่งของบ้าน สะพายกระเป๋าตำราใบเล็กวิ่งเข้าไปเรียกคนในบ้านให้มารวมตัวกันเสียงดังลั่น
นางซุนกำลังดุผู้เฒ่าลู่อยู่ ช่วงนี้ตาเฒ่านี่ได้ดีแล้วลืมตัว ลูกชายกับลูกสะใภ้มอบสิ่งของแทนความกตัญญูให้นิดๆหน่อยๆ ก็อดใจไม่ไหวรีบเอาไปอวดคนอื่นแล้ว ครั้งสองครั้งก็ช่างเถอะ แต่นี่หลายครั้งเข้าก็ยากจะเลี่ยงให้คนอื่นรู้สึกอิจฉาจนเกิดความหมั่นไส้ นางซุนต้องเตือนให้เขาสำรวมสักหน่อย จะได้ไม่ทำให้คนอื่นเกลียดชัง
ขณะกำลังสั่งสอนสามีก็ได้ยินหลานชายคนโตวิ่งมาบอกว่าเจ้าสามกับสะใภ้สามกลับมาแล้ว นางประหลาดใจเล็กน้อย ทิ้งชายชราไว้และวิ่งออกไปดูหน้าบ้านทันที
“ท่านสุภาพสตรีซุน ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ! ดีใจหรือไม่ คิดถึงข้าหรือไม่เจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงลงมาจากรถม้าก็เห็นนางซุนวิ่งออกมาทันที กลัวว่าหญิงชราจะเอวเคล็ดจึงเป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปหานาง กอดแน่นๆ ทั้งยังหอมแก้มไปฟอดใหญ่อีกด้วย
นางซุนไม่ชอบสรรพนามแปลกประหลาดที่เหอจิ่วเหนียงใช้เรียกตนเลย แต่ตอนนี้พอได้ยินแล้วกลับรู้สึกใกล้ชิดยิ่งขึ้น สะใภ้สามไม่อยู่บ้านมันช่างเป็นวันที่น่าเบื่อมากจริงๆ!
ถึงแม้ในใจจะรู้สึกดีใจมาก แต่การแสดงออกของหญิงชราก็ยังคงยกมือเช็ดหน้าทำท่ารังเกียจอยู่ดี นางบ่น “ใครคิดถึงเจ้ากัน ข้าคิดถึงลูกชายข้าต่างหาก!”
“เฮ้อ น่าเสียใจจริงๆ ยอมรับว่าคิดถึงข้ามันยากมากหรืออย่างไรเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงเบะปากเล็กน้อยราวกับจะร้องไห้ก็มิปาน และผลลัพธ์ก็เป็นดังคาด นางซุนยกมือตีนางไปหนึ่งที
“โตจนป่านนี้แล้วยังจะทำตัวเป็นเด็กอีก!”
หญิงชราไม่ได้ออกแรงตีแต่อย่างใด ตีเสร็จนางยังเอียงตัวกระซิบถาม “เจ้าสามรังแกเจ้าหรือไม่?”
“ฮ่าๆๆ…”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะออกมาทันที นี่ยังไม่ยอมรับอีกว่าคิดถึงนาง หากคิดถึงบุตรชายจริงๆ ก็คงพุ่งเข้าไปหาลู่ไป่ชวนตั้งนานแล้ว นี่กลับกันยังมาถามนางอีกว่าโดนเขารังแกหรือไม่
“เขาไม่ได้รังแกข้าเจ้าค่ะ คนที่รังแกข้าได้ก็คงมีแค่คนเดียวก็คือท่านสุภาพสตรีซุนนี่แหละเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่นางหยอกล้อเช่นนี้ นางซุนก็ง้างมือจะตีนางอีก
ในตอนนี้เองลู่ไปชวนก็เดินมา คว้าร่างเหอจิ่วเหนียงมาข้างกาย และกล่าวทักทายมารดาอย่างอารมณ์ดี
นางซุนเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ดึงร่างสะใภ้สามไปข้างกายเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร กลัวแม่อย่างนางจะรังแกภรรยาเขาหรืออย่างไร!
นางซุนอารมณ์เสียแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร บุตรชายรักและเอ็นดูภรรยาตัวเองนับว่าเป็นเรื่องดี
นางฉินกับพวกลู่กุ้ยหลานรู้ข่าวก็รีบกลับมาจากโรงงานทันที
ตอนนี้ท้องของนางฉินเริ่มโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางเดินค่อนข้างช้า และมีลู่กุ้ยหลานคอยประคองอยู่ตลอด
ทุกคนล้วนทักทายเหอจิ่วเหนียงก่อน แล้วจึงจะหันไปมองลู่ไป่ชวน
นางฉินพูดคุยกับน้องสะใภ้เล็กน้อย และหันไปทักทายน้องสาม บอกว่ากลับมาก็ดีแล้ว อารมณ์นับว่าอยู่ในระดับปกติ
ผิดกับลู่กุ้ยหลาน นางเอ่ยได้แค่คำว่าพี่สาม จากนั้นน้ำตาก็ไหลพรากออกมา ร้องไห้โฮจนพูดอะไรไม่ได้
อย่างไรก็เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน พี่ชายเงียบหายไปหลายปีไม่มีวี่แววที่จะติดต่อกลับมาเลย ลู่กุ้ยหลานเป็นห่วงเขามาก
ลู่ไป่ชวนปล่อยมือจากเหอจิ่วเหนียง และเดินมากอดน้องสาวตัวเอง
“พี่กลับมาแล้ว ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ”
เผชิญกับบรรยากาศเช่นนี้ลู่ไป่ชวนก็พูดไม่ค่อยออก ได้แต่บอกครอบครัวว่าเขากลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนอย่างอื่นไม่เหมาะที่จะพูดออกมาได้มากกว่านี้จริงๆ ยิ่งบอกมากไปเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งปวดใจมากขึ้นเท่านั้น
“ในที่สุดครอบครัวเราก็ได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียที!”
ลู่กุ้ยหลานหยุดร้องไห้ และในที่สุดก็เผยรอยยิ้มออกมา
ลู่ไป่ชวนกล่าว “อืม ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เจ้าเป็นแม่ลูกสองแล้วนะ อย่าร้องไห้สิ”
เห็นบุตรสาวเป็นเช่นนี้นางซุนเองก็เข้าใจ นึกถึงวันที่ตนได้เจอกับบุตรชายแล้วก็อยากร้องไห้เช่นกัน
วันนั้นเป็นวันที่ตามหาโก่วเอ๋อร์เจอ และบุตรชายก็กลับมาพร้อมกัน เมื่อนึกย้อนกลับไปหญิงชราก็ทั้งรู้สึกดีใจและเจ็บปวด จึงกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้อีกคน
“พอแล้วเจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุน หยุดร้องไห้ได้แล้ว ร้องไห้จะไม่สวยเอานะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงคล้องแขนพลางปลอบด้วยไม้แข็ง และก็ได้ผล นางซุนเกือบจะควบคุมอารมณ์อ่อนไหวไม่อยู่ เมื่อถูกเหอจิ่วเหนียงขัดจังหวะนางก็หยุดร้องทันที
“เข้าไปข้างในกันเถอะ กลับมาก็ไม่บอกล่วงหน้าสักคำ ไม่ให้ทุกคนได้เตรียมตัวเลย! ข้าจะให้เจ้ารองไปซื้อเนื้อแกะมา แล้วก็ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ให้หลายๆตัวหน่อย…”
นางซุนตั้งสติได้ก็เริ่มทำตัวยุ่งอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงยิ้มมองนาง หญิงชราเป็นเช่นนี้สิถึงจะน่ารักขึ้นมาหน่อย ร้องไห้ไม่ดีเลยสักนิด
“พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่ไม่อยู่บ้านหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงหันมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นลู่จิ้งซวนกับนางหยู
นางฉินตอบ “พี่ใหญ่ไปเรียนตีทองแล้ว ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ก็ไปเรียนทำอาหารที่หอสุรา เย็นๆนู่นแหละกว่าจะกลับ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนหน้านี้ตอนอ่านจดหมายก็รู้มาบ้างแล้ว แต่นางก็ถามดูเผื่อวันนี้พวกเขามีเรื่องอย่างอื่น
ความจริงนางหยูไม่จำเป็นต้องไปเรียนทำอาหารแล้วก็ได้ เพราะฝีมือการทำอาหารของนางยอดเยี่ยมแล้ว แค่เหอจิ่วเหนียงให้สูตรอาหารนางไปนางก็สามารถเปิดหอสุราได้เลย แต่นางหยูคิดว่าจะพึ่งพาเหอจิ่วเหนียงทุกอย่างไม่ได้ นางอยากออกไปเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง
สำหรับวิธีคิดพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้า เหอจิ่วเหนียงย่อมสนับสนุนอยู่แล้ว รอถึงตอนที่พวกเขาเปิดหอสุราค่อยถือโอกาสนั้นมอบสูตรอาหารให้สักเล่มก็ได้
แต่ลู่จิ้งซวนไปเรียนตีทองรวดเร็วเช่นนี้ กลับเป็นเรื่องที่นางคาดไม่ถึง ตอนแรกคิดว่าเขาจะรออีกสักสองสามเดือนถึงจะไปเรียนซะอีก เพราะก่อนหน้านี้พี่ใหญ่เป็นคนบอกเองว่าต้องดูแลสมุนไพรก่อนถึงจะออกไปเรียน ไม่รู้เป็นเพราะครอบครัวโน้มน้าวไปให้หรือไม่
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน พยายามเพื่อความฝันของตัวเองก็คุ้มค่าที่จะสนับสนุน
ตอนที่ 350: ความกังวลของนางฉิน
นางซุนกับลู่กุ้ยหลานไปจัดการเรื่องอาหารสำหรับคืนนี้ ถึงแม้ในบ้านตอนนี้พวกนางไม่ต้องทำอาหารเอง แต่บุตรชายกับลูกสะใภ้กลับบ้านมาทั้งที นางซุนก็อยากแสดงฝีมือทำอาหารที่พวกเขาชอบสักอย่างสองอย่างให้พวกเขาได้กิน
ลู่ไป่ชวนถูกลู่เหอหรงลากไปพูดคุยอีกทางด้านหนึ่ง กล่าวความในใจที่เขากลับมาได้อย่างปลอดภัยก่อน จากนั้นก็ถามคำถามเหมือนที่พวกเด็กๆถามเขาก่อนหน้านี้
ลู่ไป่ชวนพูดซ้ำอย่างเดิม แต่ไม่รู้สึกรำคาญแม้แต่น้อย เพราะนี่คือพี่รองของเขา เป็นคนในครอบครัวเขา ที่ถามเรื่องเหล่านี้ก็เพราะเป็นห่วงเขา เขาจึงไม่รำคาญใจที่จะเล่าให้ฟังหลายๆรอบ
เรื่องเหล่านี้ครั้นอยู่ในเมืองผู้เฒ่าลู่ฟังจนเบื่อแล้ว ตอนนี้จึงไม่สนใจจะฟังอีก เขาออกไปเที่ยวคุยข้างนอก และไปเรียกพวกลู่ฟู่กุ้ยมากินข้าวที่บ้าน ถือว่าเป็นการรวมญาติ
ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็พานางฉินไปตรวจร่างกายในห้อง และถามไถ่อาการของนางในช่วงนี้
ตั้งแต่นางฉินตั้งครรภ์จนกระทั่งถึงตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงได้ตรวจร่างกายให้นาง ถึงแม้ผลการจับชีพจรบอกว่านางแข็งแรงดี แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังคงถามไถ่อาการอย่างละเอียด และเปลี่ยนเทียบยาบำรุงครรภ์ให้นางใหม่
“พี่สะใภ้รอง ข้าต้องขอโทษจริงๆนะเจ้าคะ ท่านท้องมาหลายเดือนแล้วข้าก็ไม่ได้กลับมาตรวจอาการให้ท่านเลย”
หลังจากตรวจทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงก็จับมือนางฉินพลางกล่าวด้วยความรู้สึกผิด
“น้องสะใภ้สาม เจ้าอย่าพูดเช่นนี้เด็ดขาดนะ ถึงแม้เจ้าจะไม่ได้กลับมา แต่เจ้าก็ห่วงใยจัดการยาบำรุงให้ข้าตลอด อีกอย่าง เจ้าก็ส่งของดีๆกลับมาให้บ่อยๆ ท้องของข้าครั้งนี้อยู่ดีมีสุขกว่าพวกพี่ชายพี่สาวของเขาซะอีก!”
นางฉินไม่เคยคิดว่าเหอจิ่วเหนียงผิดที่ไม่ได้กลับมาเลย เป็นตัวนางเองต่างหากที่ไม่สามารถไปเยี่ยมนางในเมืองได้ ไว้วันหน้านางจะต้องหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนครอบครัวน้องสะใภ้บ้าง เมืองหลักเป็นสถานที่รุ่งเรืองเพียงนั้น ใครบ้างไม่อยากไป
“น้องสะใภ้สาม ข้ารู้ว่าตอนนี้เจ้ายุ่งมาก แต่เจ้าก็ไม่ลืมพวกเราที่อยู่ทางนี้ ทุกครั้งที่กลับมาก็เอาของดีกลับมาฝากมากมาย กลับเป็นพวกข้าเองที่ไม่เคยเตรียมอะไรให้เจ้าเลย”
ขณะกล่าวนางฉินก็ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด นับตั้งแต่ตั้งครรภ์ แม้แต่ในอำเภอก็มีโอกาสน้อยมากที่จะได้ไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโอกาสตระเตรียมของให้พวกเขาที่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ช่วงนี้นางกำลังตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับลูกน้อยในท้อง และคิดว่าจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้พวกเหอจิ่วเหนียงเองกับมือสักหน่อย
ถึงแม้พวกเสื้อผ้าในโรงงานนางฉินก็ทำอยู่เป็นนิจ กล่าวคือ การตัดเย็บเสื้อผ้าของนางถือเป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งไม่ได้พิเศษอะไร แต่เสื้อผ้าที่นางอยากทำให้น้องสามสองสามีภรรยาครั้งนี้คือความตั้งใจและน้ำใจของนาง หวังแค่ว่าพวกเขาจะไม่รังเกียจ
เหอจิ่วเหนียงย่อมไม่รังเกียจแน่นอน เพราะนางเป็นคนไม่ถนัดพวกงานฝีมือ ดังนั้นนางจึงนับถือคนที่ชำนาญในงานฝีมือมาก
โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่นางฉินทำให้นางเองกับมือ ย่อมไม่เหมือนกับพวกเสื้อผ้าที่ตัดเย็บในโรงงาน ทั้งมีความประณีตและอาศัยความ.อดทนในการปักลวดลายบุปผาดอกเล็กๆเหล่านั้น หรือลวดลายอื่นๆก็ตามที ไม่ว่าอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็ชอบทั้งนั้น
“พี่สะใภ้รอง เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องพูดว่าครอบครัวนั้นครอบครัวนี้เลยนะเจ้าคะ ตอนนี้ท่านตั้งใจบำรุงครรภ์ให้ดี หากรู้สึกเบื่อๆ ก็ไปเดินเล่นที่ร้าน อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนก็นอน แต่อย่ากินเยอะจนเกินไปนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นถ้าหลานในท้องอ้วนเกินไปจะลำบากตอนคลอด”
นางฉินได้ยินคำพูดนี้ก็รู้สึกอบอุ่นใจมาก นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
และคิดเรื่องอีกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ “น้องสะใภ้สาม เรื่องที่พี่รองของเจ้าอยากตามไปที่ดินแดนทุ่งหญ้าด้วยพวกเจ้าคงรู้แล้วกระมัง เจ้าคิดเช่นไร… เจ้าช่วยโน้มน้าวเขาให้ข้าได้หรือไม่ อย่าให้เขาไป ข้ากำลังท้องอยู่ ใจข้ารู้สึกกังวลมาก กลัวว่าเขาออกไปแล้วจะเกิดอันตรายขึ้นกับเขา”
มีหลายเรื่องที่นางฉินคิดเอาไว้นานแล้วว่าอยากปรึกษาน้องสะใภ้สาม แต่ในจดหมายก่อนหน้านี้เล่าเพียงเรื่องภาพรวมในครอบครัว นางไม่มีโอกาสได้เล่าเรื่องส่วนตัวเหล่านี้ จึงทำได้แค่รอเหอจิ่วเหนียงกลับมา
เห็นได้ชัดว่านางฉินอัดอั้นตันใจมานาน ท่าทางตอนนี้ร้อนใจมาก กลัวว่าหากตนพูดช้าไปสามีจะไปพูดกับลู่ไป่ชวนเสียก่อน และอีกไม่นานก็จะต้องออกเดินทาง
สำหรับเรื่องนี้ เหอจิ่วเหนียงมองว่าเป็นเรื่องดีที่ลู่เหอหรงได้ออกไปหาประสบการณ์ ออกไปท่องโลกกว้าง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพียงแต่เมื่อตระหนักได้ว่านางฉินตั้งครรภ์อยู่ เช่นนี้ก็พูดยากแล้ว
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ข้าได้ยินว่าพวกน้องเขยก็อยากไป แล้วพวกน้องหญิงคิดอย่างไรเจ้าคะ?”
“พวกนางจะคิดอย่างไรได้ล่ะ ก็เป็นห่วงเหมือนข้านี่แหละ แต่ดูเหมือนว่าพวกผู้ชายจะตั้งใจเอาไว้แล้ว ไม่ว่าพูดเช่นไรก็ไม่ยอมฟัง แม้แต่คำพูดของท่านแม่ก็ไม่ฟัง ช่วงนี้ก็ทะเลาะเรื่องนี้กับข้าอยู่ตลอด”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกแปลกใจ “พี่รองน่ะหรือเจ้าคะทะเลาะกับท่าน เป็นไปไม่ได้กระมังเจ้าคะ?”
“จะเป็นไปไม่ได้ได้อย่างไรล่ะ”
นางฉินถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง แล้วพูดต่อ “ก็ไม่ได้ทะเลาะกันจริงจังขนาดนั้นหรอก ก็แค่พวกเขาตั้งท่าแน่วแน่ว่าจะไปให้ได้ แล้วพวกเราพูดเช่นไรก็ไม่ฟัง ยามปกติก็ดี จะมีปากเสียงก็แค่เรื่องนี้เท่านั้นแหละ พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ไม่พูดอะไรแล้ว ข้าโกรธจนเกือบจะร้องไห้ตั้งหลายครั้ง”
เหอจิ่วเหนียงรีบจับมือนาง “พี่สะใภ้รอง ท่านกำลังท้องกำลังไส้อยู่นะเจ้าคะ จะอารมณ์เสียไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ! ในเมื่อพี่รองตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วว่าอยากไปก็ให้เขาไปเถอะเจ้าค่ะ เป็นโอกาสในการหาประสบการณ์ที่ดี ถึงอย่างไรก็ไปกันตั้งหลายคน ไม่ได้ออกไปคนเดียวเสียหน่อย ถึงตอนนั้นให้สามีข้าส่งคนตามไปด้วย พวกเขาจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอนเจ้าค่ะ”
นางฉินส่ายหน้า “ไม่ใช่ ไม่ใช่เช่นนั้น… เขาแค่อยากออกไปดูว่ามีโอกาสอะไรหรือไม่ ในบรรดาพี่น้องผู้ชายทั้งสามคน เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความคิดความเห็นที่สุด ถึงแม้จะบอกว่าอยู่บ้านก็ดี แต่เขาก็อยากมีเกียรติอย่างลูกผู้ชาย เขารู้สึกไม่สบายใจและคิดอยากออกไปหาประสบการณ์อยู่ตลอด ข้าเองก็รู้มาตลอด แต่ข้าไม่ได้หวังให้เขามีอนาคตที่รุ่งโรจน์แต่อย่างใด ตอนนี้บ้านเรามีกินมีใช้ อยู่ดีมีความสุขมากแล้ว พวกเจ้าทุกคนล้วนออกไปทำงานอย่างหนัก ข้ากับเขาไม่ได้มีความสามารถอะไร ช่วยทุกคนดูแลกิจการ ดูแลบ้านก็นับว่ามีส่วนช่วย แต่เขาก็ไม่ฟังข้า ฮือๆๆ…”
พูดถึงตรงนี้นางฉินก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมา
เหอจิ่วเหนียงถึงกับทำอะไรไม่ถูก สิ่งที่นางไม่ชอบที่สุดก็คือการเห็นคนร้องไห้ ยิ่งมาเจออยู่ตรงหน้าเช่นนี้ก็ยิ่ง… เฮ้อ!
ไม่รู้จะพูดเช่นไรดี!
สถานการณ์ของครอบครัวรองเป็นเหมือนที่นางคิดไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด ก็คือเห็นครอบครัวใหญ่กับครอบครัวสามมีหนทางของตัวเอง ลู่เหอหรงก็เลยอยากพยายามดูบ้าง ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่ความคิดที่ผิด แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่นางฉินพูดมาก็มีเหตุผล
พวกเขาออกไปหาประสบการณ์กันหมดจนไม่มีคนดูแลบ้านมันก็ไม่ใช่เรื่อง
และแน่นอนว่าต้องถามความสมัครใจของลู่เหอหรงด้วย
นางคว้านางฉินมากอดและลูบหลังปลอบ ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร กลัวตัวเองจะพูดผิดไปและทำให้อีกฝ่ายเสียใจ
ผ่านไปครู่หนึ่งนางฉินก็จัดการอารมณ์ตัวเองได้ นางเช็ดน้ำตา และกล่าวด้วยความขอโทษ “เรื่องนี้ท่านแม่ก็เก็บเอาไว้มาตลอด บอกว่ารอพวกเจ้ากลับมาแล้วค่อยปรึกษากัน คืนนี้เขาต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแน่ น้องสะใภ้ เจ้าจะ…เจ้าจะ…”
คำพูดต่อจากนี้ นางฉินรู้สึกลำบากใจที่จะพูดออกไป นางอยากให้เหอจิ่วเหนียงเกลี้ยกล่อมสามีให้ล้มเลิกความคิด แต่ก็รู้ว่าทำเช่นนี้ไม่ดี รู้สึกผิดต่อสามี แต่ก็ไม่สบายใจให้เขาออกไป นางรู้สึกสับสนมาก
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “พี่สะใภ้รอง เรื่องนี้ข้าไม่สามารถรับปากท่านได้ ถ้าพี่รองตั้งใจแล้ว การที่เราบังคับเขาไม่ให้ไป เกรงว่าจะยิ่งทำให้ไม่มีความสุขกันเปล่าๆนะเจ้าคะ…”
จบตอน
Comments
Post a Comment