ตอนที่ 351: คนอิ่มไม่เข้าใจความรู้สึกคนหิวหรอก
บรรยากาศอึดอัดเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี เพราะเรื่องนี้ความคิดของทุกคนไม่เหมือนกัน นางคิดว่าหากลู่เหอหรงอยากออกไปหาประสบการณ์ก็ให้ไป ถึงอย่างไรคนในครอบครัวก็ไปด้วยกันหลายคน จะได้ช่วยกันดูแล ไม่มีทางปล่อยให้ใครเป็นอะไรไปเด็ดขาด แต่ตอนนี้นางฉินกำลังตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวน ที่นางเป็นห่วงเขาก็มีเหตุผล
นางฉินเช็ดน้ำตา “ข้ารู้ว่าความคิดข้าเห็นแก่ตัว แต่เขาเคยออกเดินทางไกลสุดก็ตอนลี้ภัยนี่แหละ ตอนนั้นครอบครัวลี้ภัยด้วยกันยังลำบากถึงเพียงนั้น นี่พวกเขาจะออกไปกันเอง ไม่รู้อีกกี่เดือนถึงจะกลับมา ข้ากลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป…”
นี่เป็นความเป็นห่วงของภรรยาที่มีต่อสามี เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดอะไร นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้รอง ความคิดของท่านไม่ผิดเลยเจ้าค่ะ และท่านก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวด้วย ก็แค่เป็นห่วงพี่รองมาก กลัวว่าเขาอยู่ข้างนอกจะลำบาก เรื่องเหล่านี้ข้าเข้าใจ เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวตอนกินข้าวลองถามความเห็นของพี่รองต่อหน้าทุกคนดู พวกเราช่วยกันโน้มน้าวเขา ถ้าเขายังยืนยันจะไปจริงๆ ข้าขอรับประกันเจ้าค่ะว่าจะให้เขากลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อพูดถึงขั้นนี้แล้ว นางฉินย่อมต้องตกลง น้องสะใภ้สามพูดถูก ต้องให้สามีนางเป็นคนเลือกเอง
สาเหตุที่สามีนางอยากออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกก็เพราะอยากให้นางกับลูกๆมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ทั้งสองไม่มีใครผิด แค่วิธีแสดงความรักของแต่ละฝ่ายไม่เหมือนกันก็เท่านั้น
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วนางฉินก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย จูงมือเหอจิ่วเหนียงพาไปดูเสื้อผ้าที่นางทำให้
รูปแบบเสื้อผ้าเป็นแบบที่เหอจิ่วเหนียงออกแบบไว้ให้ก่อนหน้านี้ ฝีตะเข็บละเอียดยิบ ทั้งยังมีลายปักที่นางฉินออกแบบเองเพิ่มไปด้วย
สะใภ้รองก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย “ที่ผ่านมาเจ้าเตรียมของขวัญให้พวกเรามาโดยตลอด ข้าก็อยู่แต่บ้านไม่สามารถหาซื้อของอะไรให้พวกเจ้าได้ ก็เลยตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับสวมชั้นในให้พวกเจ้าเล็กๆน้อยๆ เจ้าอย่ารังเกียจเลยนะ”
“พี่สะใภ้รอง ดูท่านพูดสิ ข้าเคยรังเกียจสิ่งของที่ท่านทำตั้งแต่เมื่อไรกัน ข้าชอบมากเลยแหละเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงชอบมากจริงๆ ในยุคปัจจุบันเสื้อผ้าล้วนผลิตจากเครื่องจักร คุณภาพจึงเป็นไปตามมาตรฐานเหมือนกันทุกตัว แต่ในยุคโบราณเช่นนี้ที่ยังไม่มีเครื่องจักร ผลงานที่ทำออกมาจึงมาจากฝีมือล้วนๆ
ทุกรอยเย็บ ทุกการเดินเข็มรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของผู้ทำ เหอจิ่วเหนียงปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง
......
อีกทางด้านหนึ่ง
ลู่เหอหรงถือโอกาสปรึกษาเรื่องเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้ากับลู่ไป่ชวน ในมุมของเขา เขาอยากออกไปเห็นโลกภายนอก แต่ก็ไม่อยากให้ครอบครัวเป็นห่วง จึงถามลู่ไป่ชวนว่าการเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้านั้นอันตรายหรือไม่
ไม่ใช่ว่าเขากลัวตาย แต่เพราะที่บ้านยังมีพ่อแม่ มีภรรยา เขาต้องรับประกันว่าตัวเองจะปลอดภัยครอบครัวจึงจะวางใจ
“ไม่ได้ปลอดภัยเต็มร้อย แต่ข้าสามารถบอกได้ว่าเมื่อเทียบกับที่อื่นแล้ว เส้นทางนี่นับว่าเป็นเส้นทางที่ปลอดภัย ข้าจะส่งคนให้ติดตามไปด้วยบางส่วนขอรับ เอาป้ายคำสั่งของข้าไปด้วย ระหว่างทางก็คงไม่เจอปัญหาอะไร แต่เข้าไปในเขตดินแดนทุ่งหญ้าแล้ว อำนาจค่อนข้างซับซ้อน หลายๆเรื่องไม่อาจควบคุมได้ และอาจเจอการปล้นม้าได้ขอรับ”
ลู่ไป่ชวนบอกเล่าตามสถานการณ์ อธิบายเรื่องที่ตนรู้ให้เขาฟัง
สีหน้าของลู่เหอหรงพลันเผยความลังเลเล็กน้อย เขาไม่ได้มีทักษะการเอาตัวรอดเหมือนน้องสาม หากพบเจอสถานการณ์ไม่สู้ดีจริงๆ เขาอาจทำให้สหายร่วมทางเดือดร้อนไปด้วย
แต่จะให้อยู่บ้านเฉยๆ เขาก็ไม่สบายใจ และจะกลายเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางของพี่ชายจึงพูดขึ้น “พี่รอง เรื่องบางเรื่องรีบร้อนไปก็ไม่ดีนะขอรับ ตอนนี้พี่สะใภ้รองกำลังท้อง เป็นช่วงเวลาที่ต้องการให้ท่านอยู่ด้วยมากที่สุด ต่อให้ท่านอยากออกไปท่องโลกภายนอกจริงๆ ทางที่ดีก็รอให้นางคลอดก่อนแล้วค่อยไปก็ได้ ข้าออกจากบ้านไปหลายปี รู้ถึงความยากลำบากข้างนอก และเรื่องที่น่าเสียดายมากที่สุดก็คือ ตอนที่คลอดโก่วเอ๋อร์ ข้าไม่ได้อยู่เคียงข้างภรรยาข้า พี่รองอย่าตามรอยข้าเลยนะขอรับ”
ลู่เหอหรงเกาศีรษะเล็กน้อย “พี่สะใภ้รองของเจ้าเพิ่งจะตั้งท้องได้ไม่นาน กว่าจะคลอดก็ตั้งครึ่งปี ไปดินแดนทุ่งหญ้าคงไม่ใช้เวลานานขนาดนั้นหรอกกระมัง?”
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินมาว่าใช้เวลาประมาณสองสามเดือนก็กลับมาแล้ว เหตุใดน้องสามถึงพูดดูร้ายแรงเพียงนั้นกันนะ
ท่าทางของลู่ไป่ชวนยังคงเหมือนเดิม เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้างนอกมีเรื่องที่ไม่แน่นอนมากมาย ตอนที่ข้าออกไปก็ไม่คิดเหมือนกันว่าต้องใช้เวลาถึงสี่ปี”
ลู่เหอหรงนึกสงสัยว่าน้องสามจงใจพูดให้เขากลัวหรือไม่ แต่เขาก็ไม่อาจพิสูจน์ได้
“ข้าแค่คิดว่าอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ สู้ลองออกไปบุกน้ำลุยไฟข้างนอกดู เจ้ากับพี่ใหญ่ล้วนมีสิ่งที่ตัวเองอยากทำ มีแค่ข้าที่อยู่บ้านคนเดียว ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ข้า…”
ขณะพูดเขาก็ก้มหน้าลงด้วยความหดหู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เขาทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำออกมาได้ไม่ดี เขาจึงอยากออกไปเรียนรู้ประสบการณ์ดูบ้าง
ที่สามารถมีชีวิตดีได้อย่างทุกวันนี้ก็เป็นเพราะความรักของพี่ๆน้องๆที่เต็มใจช่วยเหลือเขา แต่เขาก็ไม่อยากพึ่งพาทุกคนไปตลอดชีวิต
ลู่ไป่ชวนรับรู้ถึงความกังวลภายในใจเขา จึงพูดขึ้น “พี่รอง ผู้ชายทุกคนล้วนปรารถนาออกไปท่องโลกกว้าง ท่านอยากออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกข้าสนับสนุน แต่ข้าก็ยังคงยืนยันคำเดิม เรื่องบางเรื่องรีบไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้พี่สะใภ้รองกำลังท้องอยู่ ถ้าท่านไปตอนนี้ นางที่อยู่บ้านก็จะเอาแต่เป็นห่วงท่าน ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ท่านไม่ได้อยู่ข้างๆนาง นางจะทำเช่นไรล่ะขอรับ?
อย่าคิดว่าในบ้านมีครอบครัวคอยดูแล การดูแลของใครก็เทียบไม่ได้กับการมีท่านอยู่เคียงข้าง ท่านไปตอนนี้รู้สึกองอาจผึ่งผายมากเพียงใด หลังจากกลับมาท่านก็จะรู้สึกต่ำต้อยมากเท่านั้น”
…อย่างเช่นเขาในตอนนี้… จนถึงตอนนี้แล้วยังไม่ได้นอนร่วมเตียงกับภรรยาเลย…
ลู่ไป่ชวนรู้สึกเสียใจอยู่มิคลายที่ตอนนั้นเป็นคนเอ่ยปากแยกห้องนอน ใครจะคิดล่ะว่าโอกาสได้กลับไปนอนห้องเดียวกันมันจะหายากขนาดนี้!
ลู่เหอหรงเกิดความสับสน…
“อยู่ๆคงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกกระมัง?”
ลู่เหอหรงมีท่าทีไม่มั่นใจ ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็ยื่นแขนออกไปโอบไหล่พี่ชาย เดินพลางกระซิบเสียงเบา “พี่รอง ท่านน่ะเป็นผู้ชายที่ได้กินอิ่ม ไม่เข้าใจความรู้สึกคนหิวหรอก!”
ลู่เหอหรง “???”
ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาก็ได้กระมัง คนทั้งใต้หล้ารู้กันหมดแล้วว่าเจ้ากับน้องสะใภ้แยกห้องกันนอน!
ในความทรงจำของเขา น้องสามเป็นคนเย็นชา ตอนนั้นที่แต่งงานก็เพราะครอบครัวบังคับ และด้วยความที่ไม่อยากทำร้ายหัวใจใคร จึงเลือกที่จะซื้อหญิงสาวที่หน้าตาดีจากนายหน้าค้าทาสให้มาแต่งงานกับเขา
ใครเลยจะคิดว่า น้องสะใภ้สามจะพาครอบครัวของพวกเขามามีชีวิตที่ดีในเมืองใหญ่อย่างจิงโจว โชคชะตาช่างเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายได้จริงๆ
และใครจะคิดว่า สี่ปีต่อมาน้องสามผู้ไม่เคยสนใจเรื่องความรักระหว่างชายหญิง จะเอาแต่พูดถึงน้องสะใภ้สามไม่หยุด ทั้งยังพูดเรื่องแยกห้องนอนกับภรรยาอย่างน้อยเนื้อต่ำใจอีกด้วย
ดูท่า ช่วงที่อยู่ในเมืองหลัก ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของทั้งสองไม่เลวเลย
หลังจากสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวถาม “เจ้าหมายความว่า ข้าควรอยู่บ้านก่อนดีกว่าใช่หรือไม่?”
ตอนที่ 352: ตระหนักได้แล้ว
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ท่านอยากออกไปหาประสบการณ์พวกเราย่อมสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ตอนนี้พี่สะใภ้รองกำลังท้องอยู่ ข้าแนะนำให้ท่านรอหลังนางคลอดก่อนแล้วค่อยไปก็ได้”
“ก็ได้ เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า!”
ลู่เหอหรงถูกโน้มน้าวสำเร็จ ถึงแม้เขาจะคิดว่าภรรยาเคยคลอดลูกมาแล้วสองครั้ง ครั้งนี้ก็คงไม่เป็นอะไร แต่ก็ยังเชื่อฟังคำพูดของน้องสาม รอนางคลอดก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ลู่ไป่ชวนพูดต่อ “พี่รอง ข้าจำได้ว่านิสัยของท่านไม่ใช่คนที่คิดอยากออกไปไหน เหตุใดจู่ๆถึงอยากออกไปหรือขอรับ?”
อันที่จริงสาเหตุหลักๆ ลู่ไป่ชวนก็พอจะเดาได้ แต่ก็ยังอยากฟังจากปากของพี่รองอยู่ดี
เป็นดังคาด เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าของลู่เหอหรงก็เคร่งขรึมขึ้นทันที ทั้งยังเจือความหงุดหงิดเล็กน้อย
เขาหงุดหงิดที่ตัวเองมีสภาพเช่นนี้
“เจ้าพูดถูก ข้าไม่ใช่คนชอบออกไปไหน ข้าพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ ข้ารู้สึกว่าครอบครัวเรามีชีวิตที่ดีและสุขสบายมากแล้ว ชีวิตนี้ข้าไม่ได้อยากไปไหนอยากทำอะไรอีก อยากอยู่ดูแลท่านพ่อท่านแม่ที่บ้าน ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลาดื่มก็ดื่ม ถึงเวลาทำงานก็ไปทำงาน ใช้ชีวิตเหมือนทุกๆวัน”
เขาปรับอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเจื่อนแล้วกล่าว
ลู่ไป่ชวนไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ เขาพยักหน้า “นั่นสิ นี่ต่างหากคือตัวตนของท่านจริงๆ แล้วเหตุใดอยู่ดีๆถึงอยากออกไปล่ะขอรับ?”
“เพราะตอนนี้ที่บ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว ทุกคนจึงไปทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เมื่อก่อนน้องสะใภ้สามเคยถามทุกคนว่ามีความฝันอะไร พี่ใหญ่อยากเป็นช่างตีทอง ตอนนี้ก็ไปคารวะอาจารย์เรียนตีทอง พี่สะใภ้ใหญ่อยากเปิดหอสุรา ตอนนี้ก็ไปเรียนทำอาหารกับพ่อครัวที่หอสุรา ส่วนเจ้ากับน้องสะใภ้สามไม่ต้องพูดถึง มีความสามารถกันทั้งคู่ ก็เหลือแต่ครอบครัวรองของข้านี่แหละที่ไม่มีความก้าวหน้า ข้าไม่มีความฝัน ข้าก็เลยไม่สบายใจ…
อีกไม่นานลูกคนที่สามของข้าก็จะคลอด แต่ข้ากลับยังเหมือนเดิม ยังไม่ประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง เอาดีเหมือนพี่ใหญ่ไม่ได้ ยิ่งเอาดีเหมือนเจ้าไม่ได้ ข้ารู้สึกว่าตัวเองทำให้ครอบครัวต้องอับอาย ในอนาคตก็ทำให้ลูกๆอับอายอีก…”
พูดถึงตรงนี้ลู่เหอหรงก็ยกสองมือลูบหน้า และถอนหายใจออกมา รู้สึกว่าชีวิตนี้มันยากมากจริงๆ
ครั้นที่ลำบากยากจนก็รู้สึกว่าชีวิตนี้มันยาก จินตนาการว่าหากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชีวิตก็คงไม่ยากอีกแล้ว
ทว่าตอนนี้มีชีวิตที่ดีแล้ว คนเราก็มีความต้องการอย่างอื่นอีก ดูเหมือนว่าจิตใจคนเราทำอย่างไรก็ไม่รู้จักพอ มีความละโมบโลภมากอยู่เสมอ
ถ้าเขาไม่คิดจะพัฒนาชีวิต ก็ต้องตามหลังพวกพี่ๆน้องๆไปอย่างนี้ ช่วยเหลือใครไม่ได้ และต้องคอยแต่ให้คนอื่นช่วย
“ข้าไม่เข้าใจ” ลู่ไป่ชวนตัดบท “เห็นๆอยู่ว่าท่านก็เป็นคนที่มีความฝัน เหตุใดถึงพูดว่าตัวเองไม่มีความฝันล่ะขอรับ?”
ลู่เหอหรงไม่เข้าใจที่น้องชายพูด จึงเงยหน้ามองเขา
ลู่ไป่ชวนพูดต่อ “ความฝันของท่านก็คือ พอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ อยู่ที่บ้าน อยู่ดูแลท่านพ่อท่านแม่และครอบครัวของท่าน ดูแลเรือกสวนไร่นาที่บ้าน ท่านก็แค่ทำตามสิ่งที่ใจตัวเองต้องการพวกนี้ เหตุใดต้องคิดอะไรให้ยุ่งยากด้วยล่ะขอรับ การที่ท่านฝืนใจไปดินแดนทุ่งหญ้าท่านก็ไม่มีความสุข ทั้งยังรู้สึกกดดันหนักเข้าไปอีก ถ้าเป็นเช่นนี้ ชีวิตจะมีความหมายอะไรล่ะขอรับ
ทุกคนต่างก็มีความฝันของตัวเอง พี่ใหญ่อยากเป็นช่างตีทอง ข้าอยากเป็นทหารปกป้องแคว้น ส่วนท่านก็อยากเป็นตัวเอง นี่มันไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะขอรับ
สาเหตุที่ข้ากับพี่ใหญ่ออกจากบ้านก็ทำเพื่อตัวเอง ท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่ที่บ้าน พวกข้าก็ไม่ได้ทำหน้าที่ลูกกตัญญู ท่านอยู่บ้านก็ถือเป็นการช่วยข้ากับพี่ใหญ่ไม่ใช่หรือขอรับ?”
พูดถึงตรงนี้ลู่ไป่ชวนก็ตบไหล่เขาเบาๆ และพูดต่อด้วยสีหน้าอ่อนโยน “เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในสายตาลูก ท่านสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีของเขาได้ ท่านเป็นพ่อเขา ขอเพียงท่านรักภรรยา กตัญญูต่อพ่อแม่ รับผิดชอบหน้าที่ของความเป็นพ่อ อบรมเลี้ยงดูพวกเขาให้เติบโต ก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาได้แล้ว
ดูอย่างข้าสิ ข้าพลาดช่วงเวลาสำคัญที่สุดสี่ปีแรกที่ควรจะได้อยู่กับโก่วเอ๋อร์ ไม่ได้อยู่ข้างๆเขาในวันที่เขาเติบโต แต่เขาเห็นว่าข้าเป็นพ่อของเขา จึงยังมองข้าเป็นแบบอย่าง และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพราะคำสอนของจิ่วเหนียง”
เขารู้ว่าตอนนี้พี่รองอยู่ในทางตัน และเริ่มนึกกังขาในตัวเอง แต่ก็เป็นเรื่องปกติ ขอแค่ทำให้เขามองเห็นคุณค่าในตัวเองก็จะรู้ว่า การที่ตัวเองเป็นเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดเลย
ลู่เหอหรงสะดุดกับคำพูดของน้องชาย เขาคิดมาโดยตลอดว่าคนเราจะต้องมีความฝัน มีความทะเยอทะยาน ถึงจะเป็นแบบอย่างให้กับลูกได้ แต่น้องสามบอกเขาว่าเส้นทางความฝันในชีวิตคนเราไม่เหมือนกัน การตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้เช่นกัน
แค่ประโยคสั้นๆทำให้คนหลงทางในความมืดมิดจนแทบหมดหวังมองเห็นแสงสว่างอีกครั้ง ลู่เหอหรงน้ำตารื้น เขารีบยกมือเช็ดหน้าลวกๆ เป็นลูกผู้ชายจะร้องไห้ง่ายๆได้อย่างไร หากเด็กๆมาเห็นจะไม่กลายเป็นเรื่องน่าขันหรือ
“เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว เป็นข้าเองที่ไม่เข้าใจอะไรเลย”
เขายิ้มออกมาแล้วพูดต่อ “ข้าจะพูดโดยไม่กลัวเจ้าจะหัวเราะเลยนะ ความจริงเรื่องไปดินแดนทุ่งหญ้าข้าก็กลัวมากเหมือนกัน อย่างที่เจ้าบอก ระหว่างทางมีแต่ความยากลำบาก ไม่แน่อาจเจอพวกโจรปล้นม้า คนอย่างข้าเรื่องบุ๋นก็ไม่เป็นเรื่องบู๊ก็ไม่ได้ ออกไปก็เป็นภาระให้คนอื่น ข้าก็ไม่อยากเป็นภาระของใครเหมือนกัน”
ขณะที่สองพี่น้องกำลังพูดคุยกันนางซุนก็เดินผ่านมา และชี้ไปที่พวกเขาสองพี่น้องพลางบ่น “ข้าให้พวกเจ้าไปซื้อเนื้อแกะเหตุใดถึงยังอืดอาดยืดยาดกันอยู่ตรงนี้ คืนนี้จะไม่กินข้าวกันแล้วใช่หรือไม่!”
สองพี่น้องหันสบตากันและรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว หันไปยิงรอยยิ้มขี้เล่นให้มารดาพลางตะโกน “รู้แล้วขอรับรู้แล้ว พวกเราจะไปซื้อเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าสาม เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้! สภาพเจ้าตอนนี้อย่าออกไปทำให้คนตกใจเลย อยู่ฆ่าไก่ฆ่าเป็ดที่บ้านนี่แหละ!”
หลังจากกลับมาถึงบ้านลู่ไป่ชวนก็ไม่สวมหน้ากาก แน่นอนว่าคนในบ้านเข้ามาล้อมดูอาการของเขาอยู่ครู่หนึ่ง แต่อาการของเขาในตอนนี้ดีกว่าตอนแรกมาก ไม่ได้น่ากลัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว ทุกคนปลอบใจเขาไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก
แต่นางซุนยังคงกังวล กลัวว่าหากเขาออกไปจะทำให้ชาวบ้านตกใจ หากเป็นเช่นนั้นชาวบ้านจะซุบซิบนินทาไร้สาระเอาได้ นางคร้านจะอธิบายให้ฟังทีละคน ดังนั้นจึงต้องยับยั้งปัญหาที่ต้นเหตุ
ลู่ไป่ชวนที่วิ่งไปถึงประตูรั้วแล้วพลันชะงักฝีเท้า เหลือบมองพี่รองวูบหนึ่ง ยิ้มเจื่อนๆให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือถูจมูกและเดินคอตกกลับเข้าบ้าน
“ท่านแม่ เป็ดไก่ต้องฆ่าประมาณกี่ตัวขอรับ?”
เขาถามพลางเดินหาเล้าเป็ดไก่ และแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า พื้นที่ในลานบ้านว่างเปล่า อย่าว่าแต่เป็ดไก่สักตัวเลย แม้แต่มูลไก่สักหยดก็ไม่มี
นางซุนเห็นท่าทางของบุตรชายก็รู้สึกขัดใจ อยากจะดุเขา แต่ก็เห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขากลับมาบ้าน ยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ นางจึงบอกอย่างใจเย็น “พวกเป็ดไก่เลี้ยงเอาไว้ข้างนอก ให้เหลยจื่อพาเจ้าไปจับมา คืนนี้คนเยอะ พวกพี่ฟู่กุ้ยของเจ้าก็มาด้วย ฆ่าเป็ดไก่อย่างละสี่ตัวก็พอ”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้ารับรู้ และเรียกเหลยจื่อไปจับสัตว์ด้วยกัน ส่วนลู่เหอหรงก็รีบออกไปซื้อเนื้อแกะ
ลู่เหอหรงที่คลายความสับสนในใจได้แล้ว ตอนนี้ก็คลอเพลงไปด้วยตลอดทาง เขาคิดดีแล้วว่าจะใช้ชีวิตไปเช่นนี้ เชื่อน้องสาม อยู่บ้านกับครอบครัว ดูแลท่านพ่อท่านแม่ และดูแลกิจการภายในบ้าน เหมือนกับที่เขาวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรก
ตอนที่ 353: ข้อเสนอของผู้เฒ่าลู่
หลังจากนั้นไม่นาน สองพี่น้องจางซงกับจางหย่งก็กลับมา เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนก็ทักทายกันตามประสา ถามไถ่ชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเขาด้วยความห่วงใย จากนั้นก็สำรวจบาดแผลตามร่างกายเขา และเอ่ยคำห่วงใยไม่กี่ประโยค
ตอนนี้ลู่ไป่ชวนกำลังจัดการขนเป็ดขนไก่อยู่ สองพี่น้องจางกลับมาก็มานั่งช่วยเขาทันที
จางซงเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น “ท่านอยู่ข้างนอกมานานหลายปีคงจะแข็งแรงบึกบึนขึ้นไม่น้อย ทักษะการต่อสู้ก็คงเยี่ยมยอดมากกระมังขอรับ เดี๋ยวท่านพอจะแสดงฝีมือให้พวกเราดูหน่อยได้หรือไม่?”
คนทำอาชีพฆ่าสัตว์ล้วนมีจิตใจเข้มแข็งตรงไปตรงมา โดยเฉพาะจางซงที่อิจฉาลู่ไป่ชวนมากที่ได้ไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย เขาเป็นคนที่ยกย่องนับถือผู้มีวรยุทธ์เก่งกาจมาก
ลู่ไป่ชวนไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ยิ้มตอบตกลง “ได้สิ เดี๋ยวจะแสดงให้ดูสักสองกระบวนท่า”
จางซงยิ้มร่า พี่สามออกไปสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ ทั้งยังเป็นลูกน้องคนสนิทของเฉินอ๋องได้ ฝีมือต้องเหนือชั้นแน่นอน ถึงแม้ตนจะไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น แต่แค่ได้เห็นความเก่งกาจขั้นนั้นกับตาตัวเองก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็รีบจัดการถอนขนไก่อย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่เหมันตฤดูจนกระทั่งถึงตอนนี้ สองพี่น้องจางถอนขนไก่มาจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยรู้สึกมีความสุขเท่ากับครั้งนี้มาก่อน
ขนเป็ดขนไก่ที่ถอนออกมาทั้งหมดถูกบรรจุไว้ในกระสอบ ลู่ไป่ชวนอาสาจะเอาไปทิ้ง แต่จางซงห้ามไว้ “ไม่ทิ้งขอรับไม่ทิ้ง นี่เป็นของทำเงินชั้นดีเลยนะขอรับ!”
จากนั้นสองพี่น้องจางก็เล่าเรื่องเสื้อผ้าขนสัตว์กับเสื้อผ้าขนอ่อนจากสัตว์ให้เขาฟัง ลู่ไป่ชวนถึงกับเปิดโลก คิดไม่ถึงว่าภรรยาของตนจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย!
“ต้องโทษข้าที่ไม่เข้าใจกิจการของที่บ้านเลย ไหนพวกเจ้าเล่าทุกอย่างให้ข้าฟังหน่อยซิ”
และแล้วทั้งสามก็ได้หัวข้อสนทนา พวกเขาจับกลุ่มกัน สองพี่น้องจางเล่าเรื่องการทำการค้าหลังจากที่อพยพมาอยู่ที่นี่ให้คนที่จากบ้านไปหลายปีฟังละเอียดยิบ ในเนื้อหามีแต่บอกว่า การค้าของครอบครัวที่เกิดขึ้นเป็นความคิดของเหอจิ่วเหนียงทั้งสิ้น
ลู่ไป่ชวนยิ่งฟังก็ยิ่งชื่นชมความสามารถของภรรยามากจริงๆ เขาแทบ.อดใจไม่ไหว อยากไปกอดหอมนางเสียแต่ตอนนี้
แน่นอนว่าทำไม่ได้ คนเยอะเช่นนี้มีหวังถูกล้อไปสามวันแปดวัน
อีกอย่าง หากเขาพรวดพราดไปตอนนี้ มิวายคงถูกภรรยาทุบเข้าให้
คิดได้ดังนี้จิตใจเขาก็สงบ.ลงมาก
หนุ่มๆกลุ่มนี้พูดคุยกันจนลืมงานในมือไปแล้ว กระทั่งในครัวตั้งหม้อจนน้ำเดือดก็ยังจัดการกับเป็ดไก่เหล่านี้ไม่เสร็จ
นางซุนออกมาดู เห็นพวกเขานั่งคุยกันไม่หยุดปากก็โมโห
“พวกเจ้ามัวแต่จับกลุ่มทำอะไรกัน ฟ้าจะมืดแล้วผักเผิกเนื้อเห็ดเป็ดไก่ยังไม่ได้ลงหม้อเลย คืนนี้พวกเจ้าไม่อยากกินข้าวกันแล้วใช่หรือไม่ฮะ!”
นางซุนโกรธจนหน้าแดงก่ำ ย่างสามขุมเข้ามาหาพวกเขาและง้างมือตีหลังไปคนละที ปากยังคงดุด่าไม่หยุด
พวกเขาก้มหน้าก้มตายอมรับความผิด เร่งมือทำงานต่ออย่างรวดเร็ว ทั้งยังเรียกเด็กๆที่เล่นอยู่ใกล้ๆมาช่วยด้วย
หลังจากเหอจิ่วเหนียงและนางฉินพูดคุยกันเสร็จก็ออกมานั่งรับลมใต้ชายคา นางฉินเย็บพื้นรองเท้าให้พวกเด็กๆ เหอจิ่วเหนียงนั่งไขว้ขา พูดคุยกับนางพลางมองภาพเหตุการณ์อันแสนอลหม่านระหว่างนางซุนและพวกชายหนุ่ม มุมปากนางยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นี่แหละ ความรู้สึกของการมีครอบครัว
......
ขณะเดียวกัน ผู้เฒ่าลู่กำลังคุยโม้อยู่ใต้ร่มไม้ที่จุดรวมพลกลางหมู่บ้าน เขาแค่เล่าผ่านๆว่าเจ้าสามของเขากลับมาแล้ว ช่วงนี้กำลังทำงานอยู่ในเมือง และเป็นคนที่มีความสามารถมาก
นอกเหนือจากนี้เขาไม่ได้เล่า ส่วนมากจะพูดเรื่องครั้นวัยหนุ่มของตัวเอง ตอนที่เขาออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย
ตอนนี้ตะวันลับขอบฟ้าแล้ว พวกชาวบ้านกลับมาจากไร่นา พวกผู้ชายก็รอกินข้าวกินปลา ระหว่างนี้จึงมานั่งรับลมอยู่ที่นี่ ฟังชายชราเล่าเรื่องเหล่านั้น แต่ละคนรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก
ลู่จิ้งซวนและนางหยูก็กลับมาจากอำเภอ ขณะที่ผ่านจุดนี้ก็เห็นพ่อของตัวเองกำลังเล่าเรื่องอย่างสนุกสนานอยู่ในกลุ่ม จึงเดินเข้าไปฟังด้วย และก็ได้รู้ว่าน้องสามกลับมาแล้ว สองสามีภรรยาจึงรีบกลับบ้านทันที
“ท่านพ่อ ค่ำแล้ว เรารีบกลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะขอรับ!”
ผู้เฒ่าลู่ยังรู้สึกไม่หนำใจ นึกย้อนถึงเรื่องราวในวัยหนุ่มเหล่านั้นแล้วก็รู้สึกว่าเล่าเช่นไรก็เล่าไม่จบ
แต่ตอนนี้ก็รู้สึกหิวมากจริงๆ จึงไปเรียกพวกลู่ฟู่กุ้ยกลับบ้านไปกินข้าวด้วยกัน
ตอนที่พวกเขากลับมาถึงบ้าน พวกลู่ไป่ชวนก็จัดการเป็ดไก่กันเสร็จแล้ว นำใส่หม้อให้สุภาพสตรีซุนทำอาหารเรียบร้อย และตอนนี้ลู่ไป่ชวนกำลังประลองฝีมือกับจางหย่ง
สาเหตุที่เขากำลังประลองฝีมือกับจางหย่งก็เพราะว่า จางซงถูกกระบวนท่าของลู่ไป่ชวนเล่นงานจนลุกขึ้นไม่ไหวแล้ว จางหย่งเห็นก็รู้สึกอยากลองบ้าง จึงร่วมประลองด้วย
จุดจบของเขาไม่ต่างจากพี่ชาย ภายในไม่กี่กระบวนท่าก็ลงไปกองกับพื้นเช่นกัน ทั้งที่จริงแล้วลู่ไป่ชวนยังไม่ได้ออกแรงเท่าไรเลย
“เจ้าหนุ่ม ฝีมือไม่เลวเลยจริงๆ! ถ้าตอนที่ลี้ภัยมีเจ้าอยู่ด้วย ญาติพี่น้องของพวกเราก็คงไม่…”
“ไอ้หยา พูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมาทำไมอีกล่ะ! คืนนี้เป็นวันที่ควรจะมีความสุข อย่าพูดถึงเรื่องพวกนั้นอีกเลยนะ!”
“อ๋อใช่ๆๆ ดูปากข้าสิ… ข้าก็แค่ปากพล่อยพูดไปเรื่อย พวกเจ้าอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ!”
คืนนี้เป็นคืนรวมญาติ มาพูดเรื่องลี้ภัยในตอนนี้เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมจริงๆ แต่ญาติๆก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกมา สีหน้าแต่ละคนเผยความรู้สึกผิด
แต่ถึงกระนั้นลู่ไป่ชวนก็ยังคงพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “ก็จริง ข้าไม่อยู่ตั้งหลายปี ไม่ได้ช่วยเหลือครอบครัวเลย ในใจข้ารู้สึกผิดอยู่ตลอด แต่ต่อจากนี้ไปจะไม่เกิดเรื่องพวกนั้นอีกแล้ว ข้ากลับมาแล้ว มีความสามารถที่จะปกป้องทุกคนได้ ขอเพียงทุกคนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จะไม่มีใครกล้ามารังแกพวกเราได้แน่นอน”
“พูดได้ดี! มีอนาคตจริงๆ เจ้าเป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูลของเรา!”
ลู่ฟู่กุ้ยตบไหล่ลู่ไป่ชวน แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและนับถือ
นับตั้งแต่ผู้เฒ่าลู่กลับมาจากเมืองหลัก พวกเขาก็ได้ฟังชายชราพูดถึงประสบการณ์ที่อยู่ข้างนอกของลู่ไป่ชวนหลายครั้งหลายหน เนื้อหาประมาณว่า ในปีนั้นเขาออกจากบ้านไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย และไม่ได้กลับบ้านมาอีกเลย อยู่ข้างนอกมานานหลายปีได้รับความยากลำบากมาไม่น้อย แต่ยังอาศัยความสามารถของตัวเองสร้างคุณูปการได้ ความสำเร็จของเขาในตอนนี้ได้มาก็เพราะความสามารถของตัวเอง
ผู้เฒ่าลู่กล่าว “ตอนนี้เจ้าสามก็กลับมาแล้ว ในที่สุดเราได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันจริงๆเสียที ถึงแม้ญาติพี่น้องของเราจะจากไปหลายคน แต่พวกเราก็ยังต้องใช้ชีวิตกันต่อไป ที่สำคัญ พวกเราจะละเลยต่อบรรพบุรุษไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปปรึกษาผู้นำหมู่บ้าน หาซื้อที่ดินสร้างหอบรรพชนของตระกูลลู่ ทำการเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตระกูล บอกกล่าวกับบรรพบุรุษว่าพวกเรามาลงหลักปักฐานกันที่นี่แล้ว ทุกคนคิดเห็นเช่นไร?”
“ข้าเห็นด้วย ตอนนี้พวกเราแต่ละครอบครัวก็เก็บเงินกันได้บ้างแล้ว เรื่องสร้างหอบรรพชนจะรอช้าไม่ได้ เดี๋ยวพวกเรามาปรึกษากัน ใครมีเงินก็ช่วยกันออกเงิน ใครมีกำลังก็ช่วยกันออกกำลัง จะให้บรรพบุรุษต่ำต้อยไม่ได้”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย ไม่มีใครคัดค้าน
ชาวบ้านตระกูลลู่สามารถรอดชีวิตมาอยู่ที่นี่ได้ล้วนซาบซึ้งในบุญคุณของครอบครัวผู้เฒ่าลู่ ไม่มีใครคิดเอาเอาเปรียบและเนรคุณ
ทุกคนล้วนเข้าใจดี ญาติพี่น้องสกุลลู่ตอนนี้มีชีวิตที่ดีได้ก็เพราะพึ่งพาอาศัยครอบครัวของผู้เฒ่าลู่ทั้งสิ้น ครอบครัวของผู้เฒ่าลู่เป็นคนใจกว้างมีเมตตา ย่อมไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาไม่เป็นธรรมแน่นอน
ดังนั้น แม้แต่ญาติพี่น้องที่ตอนนี้ยังเช่าบ้านร้างอาศัยอยู่ พอได้ยินผู้เฒ่าลู่พูดถึงเรื่องสร้างหอบรรพชนพวกเขาก็ตอบตกลงทันที ในความรู้สึกของพวกเขา ที่ที่มีหอบรรพชนอยู่ถึงจะเป็นบ้านของพวกเขาจริงๆ
ตอนที่ 354: ไว้อาลัยให้พ่อสามีสามเฟิน
ผู้เฒ่าลู่เห็นญาติพี่น้องกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้ก็รู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก เขาพูดขึ้น “เรื่องนี้เป็นข้าที่เสนอขึ้นมา และในบรรดาญาติพี่น้องตอนนี้ ครอบครัวข้าก็มีอันจะกินที่สุด ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการสร้างหอบรรพชน ครอบครัวข้าจะเป็นคนออกเอง ส่วนที่เหลือพวกเจ้าก็แบ่งเท่าๆกัน ถือเป็นการทำดีสร้างบุญกุศลร่วมกัน และอุทิศให้กับบรรพบุรุษตระกูลลู่ของพวกเรา”
สดับวาจา ทุกคนต่างก็หันมองหน้ากัน จากนั้นก็เผยรอยยิ้มดีใจและพูดคุยกันอย่างคึกคัก
ลู่ไป่ชวนที่เดิมทียืนอยู่ข้างผู้เฒ่าลู่ เมื่อได้ยินสิ่งที่บิดาพูดออกมาก็แอบขยับห่างออกไปไกลๆ
ครอบครัวของเราเป็นคนออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการสร้างหอบรรพชน
เรื่องใหญ่เช่นนี้ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านพ่อจะตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาท่านแม่สักคำ เดี๋ยวต้องโดนบ่นแน่นอน และหากตนยืนอยู่ใกล้ท่านพ่อก็อาจจะพลอยโดนไปด้วย
ลู่จิ้งซวนกับนางหยูต่างก็หาข้ออ้างถอยออกจากวงล้อม พยายามไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับผู้เฒ่าลู่
ไม่ใช่ว่าพวกเขาใจแคบ พวกเขาเองก็รู้ว่าตอนนี้ครอบครัวอยู่ดีกินดีแล้ว มีความสามารถที่จะสร้างหอบรรพชนได้สบายๆ และพวกเขาก็เห็นด้วยและยินดี
แต่ปัญหาก็คือ ผู้เฒ่าลู่กลับตัดสินใจเรื่องการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองโดยไม่ปรึกษานางซุนเลย
ถึงแม้ลูกๆทั้งสี่ของครอบครัวลู่จะแยกบ้านกันแล้ว แต่ก็แค่แยกทรัพย์สินเงินทองกันเท่านั้น ตอนนี้ทุกคนยังอาศัยอยู่ด้วยกัน และนางซุนก็ยังคงเป็นคนตัดสินใจในเรื่องทั่วไปอยู่
หลังถอยออกจากวงล้อม นางหยูเหลือบไปเห็นเหอจิ่วเหนียงนั่งพูดคุยกับนางฉินอยู่ใต้ชายคา จึงเดินไปหาด้วยความเบิกบานใจ
“ไอ้หยา น้องสะใภ้สาม พวกเจ้ากลับมาเสียที ข้าคิดถึงเจ้าจะแย่อยู่แล้ว! เจ้าไม่อยู่ ครอบครัวเราเหมือนขาดอะไรไปเลย!”
“ฮี่ๆๆ ข้าชอบพี่สะใภ้ใหญ่พูดเช่นนี้จังเลยเจ้าค่ะ อ้อจริงสิเจ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่ ช่วงนี้ท่านเรียนทำอาหารเป็นเช่นไรบ้าง?”
ทั้งสองจับมือทักทายกันอย่าง.อบอุ่น ไม่ได้สนใจเรื่องในวงล้อมที่อยู่ใกล้ๆเลย ถึงอย่างไรเรื่องสร้างหอบรรพชนก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว และการที่ผู้เฒ่าลู่จะถูกนางซุนสั่งสอนก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนไม่อาจเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
“ก็ยังเหมือนเดิมนะ ให้ข้าเป็นลูกมืออยู่ทุกวัน ยังไม่ให้ข้าทำอาหารจานหลักอะไรเลย ข้าคิดว่าอาจเพราะวิธีการทำมันยากก็เลยอยากทดสอบข้ากระมัง”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้านางหยูเจื่อนลงหลายส่วน ตอนแรกก็เริ่มจากทางหอสุราสอนให้นางทำอาหารทั่วไปไม่กี่อย่าง แต่มันง่ายมาก นางหยูสามารถทำทุกจานออกมาได้อย่างง่ายดาย
ต่อมานางหยูจึงอยากฝึกทำอาหารจานหลักที่ซับซ้อนกว่านี้ ทั้งยังอยากลงนามทำสัญญากับหอสุราให้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่อีกฝ่ายบอกว่าหลังเรียนทำอาหารจบจะต้องทำงานในหอสุราเป็นเวลาหนึ่งปี ถึงจะออกไปเปิดร้านเองได้
เรื่องสัญญาเป็นอันตกลงตามนั้น ทว่าทางด้านหอสุราก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ทุกๆวันให้นางทำแต่งานทั่วๆไป ทั้งยังอ้างเหตุผลว่าเพื่อฝึกนาง
ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ นางหยูจะหงุดหงิดงุ่นง่านมาก แต่วันนี้เป็นวันดีที่ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา นางหยูไม่อยากพูดออกมาให้ไม่สบายใจจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังฝืนทำตัวเป็นปกติ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ คิดว่านางคงมีเรื่องที่ยากจะพูด ไว้ตนค่อยหาโอากาสพูดคุยเป็นการส่วนตัวจะดีกว่า
“เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ เช่นนั้นข้าจะรอท่านเปิดหอสุราพาครอบครัวทำเงินด้วยกันนะเจ้าคะ! ท่านต้องตั้งใจเรียนนะเจ้าคะ!”
ใบหน้านางหยูเผยรอยยิ้มออกมาทันที ยกมือตบหน้าอกรับประกัน “ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน แต่เจ้าคงต้องรอข้าอีกสามสี่ปีกระมัง ฮ่าๆๆ…”
นางฉินแทรกขึ้น “สามสี่ปีก็ไม่นานนะเจ้าคะ แค่กะพริบตาเวลาก็ผ่านไปแล้ว”
“นั่นสิ เวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ แค่ประเดี๋ยวเดียวเราก็มาอยู่ที่นี่ได้เกือบปีแล้ว”
พวกนางนั่งเล่นกันใต้ชายคาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เข้าไปในครัวกับนางหยู
นางหยูไปช่วยทำอาหาร ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็เดินป้วนเปี้ยนหาจังหวะฟ้องนางซุน
ทันทีที่เข้าไป ทั้งสองยังไม่ทันได้อ้าปากนางซุนก็พูดขึ้น “สะใภ้ใหญ่กลับมาแล้วหรือ มาๆๆ รีบมาช่วยทำอาหารพวกนี้หน่อย ต้องให้เจ้าเป็นคนทำถึงจะอร่อย!”
พูดจบนางก็ถอยออกมาให้นางหยูเข้าไปจัดการ จากนั้นหันไปถามเหอจิ่วเหนียง “ข้างนอกมัวแต่คุยอะไรกัน ให้พวกเขาไปยืมโต๊ะยืมเก้าอี้มาตั้งเตรียมไว้ซิ จะถึงเวลากินข้าวกินปลาแล้ว”
“ฮี่ๆๆ ท่านสุภาพสตรีซุน ข้าจะพูดเรื่องบางอย่างกับท่านหน่อย แต่ท่านอย่าเพิ่งโกรธตอนนี้นะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงยื่นหน้าเข้าหาหญิงชราด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ รอยยิ้มราวกับสนุกกับความทุกข์ของคนอื่น
นางซุนเห็นท่าทางเช่นนี้ก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี จึงถามอย่างระแวดระวัง “เรื่องอะไร?”
เหอจิ่วเหนียงไม่เล่นลิ้น บอกไปตรงๆ “ก็เมื่อครู่น่ะสิเจ้าคะ ท่านพ่อใจป้ำมาก บอกกับญาติๆว่าพรุ่งนี้จะไปหาผู้นำหมู่บ้านเพื่อหาซื้อที่ดินมาสร้างหอบรรพชน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ครอบครัวเราเป็นคนออก ส่วนที่เหลือก็ให้ญาติๆแบ่งกันออกเจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ! เรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ตาเฒ่าไม่ปรึกษาข้าสักคำก็ตัดสินใจเองแล้วหรือ!”
เป็นดังคาด ทันทีที่นางซุนได้ยินก็โกรธมาก ถลึงตาจ้องเหอจิ่วเหนียง พยายามหาร่องรอยความโกหกบนใบหน้านาง
แต่เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันอ้าปาก นางหยูก็เข้ามาเสริมด้วยเจตนาดี “ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ ที่ท่านพ่อทำไปก็เพราะตอนนี้ครอบครัวเราอยู่ดีกินดีแล้ว การช่วยเหลือสนับสนุนญาติพี่น้องก็เป็นเรื่องที่สมควร การสร้างหอบรรพชนเป็นเรื่องใหญ่ ทำไปก็เพื่ออุทิศให้เหล่าบรรพบุรุษตระกูลลู่ของเรา ถือเป็นการสร้างบุญ อีกอย่าง ที่น้องสามสามารถกลับมาหาพวกเราได้อย่างปลอดภัยก็ต้องขอบคุณเหล่าบรรพบุรุษที่ช่วยปกป้องคุ้มครอง…”
นางหยูยังช่วยพูดไม่ทันจบ นางซุนก็ขัดขึ้น “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่า ตาเฒ่านั่นประกาศออกไปแล้วจริงๆ โดยไม่มาคุยกับข้าก่อนใช่หรือไม่!”
นางหยูสะดุ้งโหยง ก่อนจะหันไปเห็นเหอจิ่วเหนียงที่พยายามกลั้นหัวเราะ จากนั้นนางก็ดึงสติกลับมาได้ และพยักหน้าหงึกหงักด้วยท่าทางแข็งทื่อ
พ่อสามีข้ามหน้าข้ามตาแม่สามีเข้าให้แล้ว
ตอนนี้คงไม่ต้องพูดอะไรอีก ไว้อาลัยให้พ่อสามีสามเฟินก็แล้วกัน
เหอจิ่วเหนียงมีความสุขมาก แต่จะมีความสุขชัดเกินไปคงไม่ดี ดังนั้นจึงกลั้นหัวเราะเอาไว้
นางซุนโกรธมาก อยากออกไปสั่งสอนตาเฒ่าในตอนนี้ เหอจิ่วเหนียงมือไวคว้าแขนนางเอาไว้ และเกลี้ยกล่อม “ท่านแม่ ท่านแม่ ใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ ข้างนอกคนเยอะ ถือว่าไว้หน้าท่านพ่อสักหน่อยนะเจ้าคะ! ต่อให้เราโกรธมากเพียงใดก็ต้องรอก่อน คืนนี้ค่อยพูดเถอะเจ้าค่ะ!”
“ข้าไว้หน้าตาเฒ่า แล้วตาเฒ่าไว้หน้าข้าหรือไม่ล่ะ! เรื่องใหญ่เช่นนี้ไม่ปรึกษาข้าสักคำ หอบรรพชนแค่พูดว่าสร้างก็จะสร้างได้เลยอย่างนั้นหรือ เขาคิดว่าสร้างเสร็จก็ไม่ต้องดูแลไม่ต้องสนใจแล้วหรืออย่างไร เมื่อก่อนข้าว่าเจ้าชอบผลาญเงิน แต่ดูท่าตอนนี้คนที่ชอบผลาญเงินคงเป็นตาเฒ่านั่นมากกว่า มีเงินในมืออยู่ไม่เท่าไรก็จะโยนแจก ทำราวกับตัวเองเป็นเซียนจ๋ายต่งจื้อ ข้าไม่ให้เงินเขา ข้าจะดูซิว่าเขาจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างหอบรรพชน หึ ตาเฒ่า!”
“ฮ่าๆๆ ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ…”
เหอจิ่วเหนียงห้ามไปหัวเราะไปโดยไม่กลัวนางซุนจะง้างมือตีเลย แต่ก็แค่หัวเราะนิดหน่อย จากนั้นนางก็พูดขึ้นอย่างจริงจัง
“ท่านแม่ เรื่องนี้ช่างเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ญาติพี่น้องที่อยู่กับเราก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ทั้งนั้น เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกข้าก็เห็นนะเจ้าคะ ท่านพ่อไม่ใช่คนใช้เงินไม่มีเหตุผลเสียหน่อย ท่านพ่อเสนอเรื่องสร้างหอบรรพชนขึ้นมาก่อน ถามความเห็นจากพวกญาติๆ ทุกคนต่างก็เห็นด้วยอย่างเต็มใจ แถมยังบอกอีกว่าจะควักเงินที่มีอยู่ตอนนี้ทั้งหมดร่วมสร้างหอบรรพชน ท่านพ่อเห็นถึงความจริงใจของพวกเขา ก็เลยบอกว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ครอบครัวเราจะเป็นคนออกเองเจ้าค่ะ”
เรื่องจริงเป็นเช่นนี้ ครอบครัวลู่มีเงิน อย่าว่าแต่ออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เลย ต่อให้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดครอบครัวเขาก็สามารถสร้างหอบรรพชนได้สบาย แต่ก็แค่อยากเห็นท่าทีและความคิดของญาติๆ ดูว่าจะควรค่าแก่การออกค่าใช้จ่ายให้หรือไม่ก็เท่านั้น
ตอนที่ 355: ท่านสุภาพสตรีซุน ทำเช่นนี้ไม่ได้นะ
หากผู้เฒ่าลู่เอ่ยเรื่องสร้างหอบรรพชนออกมาแล้วมีคนพูดว่า ‘ฮะ ครอบครัวเจ้ามีเงินก็สร้างสิ’ ผู้เฒ่าลู่คงไม่ยินดีพูดประโยคอาสาออกเงินส่วนใหญ่แน่นอน
แต่ไม่มีใครพูดเช่นนั้นออกมาก อีกทั้งแม้แต่ครอบครัวที่เพิ่งคืนเงินที่ยืมครอบครัวลู่ไปในครั้นลี้ภัย ตอนนี้มีเงินเก็บอยู่น้อยนิดก็ยังอยากช่วยออกเงิน มีแรงก็อยากออกแรง ทุกคนมีความมุ่งมั่นแรงกล้า จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เฒ่าลู่เอ่ยเช่นนั้นออกมา
เมื่อเหอจิ่วเหนียงพูดเช่นนี้ ในที่สุดนางซุนก็สงบสติอารมณ์ลงเล็กน้อย คิดไปคิดมาแล้วนางก็กล่าว “เห็นข้าเป็นคนขี้เหนียวหรืออย่างไร ที่ข้าโกรธก็เพราะเขาไม่มาปรึกษาข้าก่อนเลย หากเขามาบอกข้า มาปรึกษาข้าสักคำ มีหรือที่ข้าจะปฏิเสธ?”
“จริงเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านสุภาพสตรีซุนใจดีและน่ารักที่สุด ต้องโทษท่านพ่อที่ไม่ปรึกษาท่านสุภาพสตรีซุนก่อน คืนนี้เราต้องจัดการเขาสักหน่อยแล้ว ให้เขาได้จำเอาไว้ให้ขึ้นใจ ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียวปลอบนางซุนราวกับปลอบเด็กก็มิปาน รอยยิ้มบนใบหน้านางซุนปิดอย่างไรก็ปิดไม่อยู่ ง้างมือตีเหอจิ่วเหนียงไปหนึ่งที “เจ้าก็ขยันปลอบให้ข้าอารมณ์ดีได้ทั้งวันจริงๆนะ!”
“ปลอบเปลิบที่ไหนกันล่ะเจ้าคะ ข้าพูดความจริงต่างหาก ท่านสุภาพสตรีซุนเดิมทีก็เป็นคนใจดี หน้าตาดี ใจกว้างอยู่แล้ว ทั้งยังเห็นอกเห็นใจคนอื่น…”
“เอาละ เอาละ พอได้แล้ว หุบปากของเจ้าได้แล้ว พูดอะไรของเจ้ากัน ไม่รู้จักอายบ้างรึ!”
ถึงแม้ปากจะต่อว่า แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางหายไป ความจริงนี้พิสูจน์แล้วว่า สะใภ้สามอยู่บ้าน หญิงชรามีความสุขกว่าวันไหนๆจริงๆ
ส่วนเหอจิ่วเหนียงที่พูดจาหยอกเย้า มองเผินๆดูเหมือนว่าแค่อยากเอาใจหญิงชรา แต่ความจริงแล้วนางพูดออกมาจากใจจริง
หากนางซุนเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียง ระหว่างทางลี้ภัยคราวนั้นคงไม่ทุ่มเงินมากมายไถ่ตัวเหลียนฮวาออกมา และคงไม่ยอมขายม้าของตัวเองไปถึงสองตัวเพื่อเอาเงินให้ญาติพี่น้องยืม ช่วยเหลือทุกคนให้พ้นจากความยากลำบาก
และเรื่องสร้างหอบรรพชน อันที่จริงหญิงชราก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ครอบครัวนางสามารถลี้ภัยมาถึงที่นี่ได้ ไม่เพียงไม่มีคนได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่ชีวิตยังค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย นางรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพราะเหอจิ่วเหนียง แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องขอบคุณเหล่าบรรพบุรุษที่ช่วยคุ้มครอง
คนในยุคสมัยนี้เชื่อเรื่องเทพเจ้า และเชื่อว่ามีเหล่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วแอบคอยปกป้องคุ้มครองพวกเขาอยู่ พวกเขามาลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ก็เกือบครบหนึ่งปีแล้ว ถึงเวลาที่ต้องสร้างหอบรรพชนให้กับเหล่าบรรพบุรุษ
ในบรรดาสมาชิกตระกูลลู่ ครอบครัวลู่มีฐานะที่สุด คนในครอบครัวก็สุขภาพแข็งแรงกันทุกคน ด้วยเหตุนี้ การจ่ายเงินมากกว่าเพื่อสร้างหอบรรพชนก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้
เหอจิ่วเหนียงเห็นอารมณ์ของหญิงชราสงบ.ลงแล้ว ก็ออกไปบอกกับพวกลู่ไป่ชวนว่าให้ไปยืมโต๊ะเก้าอี้จากเพื่อนบ้านรอบๆมา พวกพี่ๆน้องๆก็ออกไปยืมโต๊ะเก้าอี้กันอย่างเบิกบานใจ
พวกผู้ชายจัดโต๊ะเก้าอี้เรียบร้อยแล้วแต่อาหารยังไม่เสร็จ บัดนี้ท้องฟ้าใกล้มืดสนิท เหอจิ่วเหนียงให้คนไปหยิบถ้วยสำหรับเทสุรามา แต่ละโต๊ะจะมีเป็ดดำลู่จานใหญ่วางอยู่ ให้พวกเขาดื่มสุรานั่งพูดคุยกันก่อน ส่วนอาหารในครัวก็ค่อยๆทำกันไป
เป็ดดำลู่ราคาขายแพงหูฉี่ ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์หน่อยถึงจะทำใจจ่ายเงินซื้อได้ ส่วนญาติพี่น้องตระกูลลู่เหล่านี้ทำใจซื้อไม่ไหวจริงๆ
หลายๆคนได้ชิมรสชาติเป็ดดำลู่เป็นครั้งแรก แต่ละคนต่างตบโต๊ะตะโกนว่าอร่อยมาก
หลังจากกัดแทะคอเป็ดกันไปได้สักพัก ในที่สุดอาหารจานหลักก็ถูกยกออกมา
สมาชิกหลายคนจึงมีที่นั่งหลายโต๊ะ พวกผู้ชายที่ดื่มเหล้านำโต๊ะมาต่อกันสองสามโต๊ะเพื่อจะได้นั่งพูดคุยกัน
ส่วนโต๊ะของเด็กๆก็โต๊ะหนึ่ง โต๊ะของพวกผู้หญิงก็โต๊ะหนึ่ง แต่ละโต๊ะต่างก็กินไปพลางพูดคุยกันไป
ทางฝั่งผู้ชายพูดคุยกันเฮฮาสนุกสนาน พูดถึงเรื่องจะสร้างหอ.บรรพชนเช่นไรกันบ้าง ญาติพี่น้องที่ไม่มีเงินจริงๆ ก็ออกตัวว่าจะออกแรง ส่วนคนที่มีเงินก็ไม่ได้ตระหนี่ ออกเงินลงขันร่วมกัน และทุกคนก็ช่วยกันสร้าง จากนั้นก็พูดคุยเรื่องลู่ไป่ชวนออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย ครวญคร่ำถึงความลำบากยากเข็ญของโลกใบนี้ ออกไปสักครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
พูดคุยกันไปก็มาถึงเรื่องลู่เหอหรงและสองพี่น้องจางจะไปซื้อวัวที่ดินแดนทุ่งหญ้า
สำหรับเรื่องนี้ ลู่เหอหรงตัดสินใจได้แล้วว่าจะไม่ไป บอกว่าก่อนหน้านี้ตัวเองยังคิดไม่ได้ ตอนนี้เมื่อคิดทบทวนถึงปัจจัยต่างๆ ก็ตัดสินใจไม่อยากไปแล้ว
ส่วนจางซงและจางหย่งตัดสินใจว่า ไม่ว่าอย่างไรก็อยากออกไปลองดูสักตั้ง ไม่แน่อาจมีโอกาสอะไรรออยู่ก็ได้
ทุกคนถกเถียงกันว่าพวกเขาควรไปหรือไม่ จนเป็นหัวข้อที่พูดคุยกันนานทีเดียว
บางคนบอกว่าไม่ไปก็ดี ตอนนี้ใต้หล้ากำลังอยู่ในช่วงโกลาหล ออกไปอาจไม่มีโอกาส.รอดกลับมา
บางคนบอกว่านี่เป็นโอกาสดี ไม่แน่อาจเหมือนลู่ไป่ชวนก็ได้ ประสบความสำเร็จ นำพาความรุ่งโรจน์มาให้แก่ครอบครัวและวงศ์ตระกูล
จากนั้นก็มีคนคัดค้านขึ้นมาว่า ถ้าไม่มีความสามารถเหมือนลู่ไป่ชวนก็อย่าคิดว่าจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น
…..
ทางด้านพวกผู้หญิงก็กำลังนั่งพูดคุยกัน ด้านนี้มีความอ่อนโยนมากกว่า ไม่เหมือนโต๊ะผู้ชายที่พูดกันโฉงเฉงเสียงดังและดุดัน
ช่วงนี้ปฏิกิริยาการตอบสนองของครรภ์นางฉินแสดงออกชัด ปกตินางไม่ค่อยอยากอาหาร แต่วันนี้เหอจิ่วเหนียงกลับมา และให้พวกสาวใช้ทำอาหารเรียกน้ำย่อยตามสูตรของนาง มื้อนี้นางฉินจึงกินได้มากกว่าหลายๆมื้อที่ผ่านมา
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ครอบครัวเราอยู่ดีกินดีแล้ว พวกพี่สะใภ้กับพวกน้องๆ ถ้าอยากมีลูกเพิ่มก็รีบมีกันนะเจ้าคะ ถ้าพวกท่านตั้งครรภ์ก็บอกข้าได้เลย ข้าจะเขียนเทียบยาบำรุงครรภ์ให้ รับรองว่าลูกน้อยคลอดออกมาขาวอวบอ้วนหน้าตาน่ารักน่าชังแน่นอน!”
“โอ๊ะ ท่านพูดเรื่องพวกนี้กับพวกเราทำไมเจ้าคะ พวกเราอายุน้อยกว่าท่านแต่คลอดลูกออกมาสองสามคนแล้ว ท่านนี่สิ ยังมีแค่โก่วเอ๋อร์คนเดียว พวกท่านต่างหากเจ้าค่ะที่ต้องรีบมีเพิ่ม”
“ฮ่าๆๆ ใช่ๆๆ ยังจะมาบอกให้พวกเรามีเพิ่มอีกนะ!”
“ตอนที่พวกท่านแม่กลับมา ข้าได้ยินท่านแม่พูดว่าเจ้ากับน้องสามยังแยกห้องนอนกันอยู่เลย สองผัวเมียอยู่ดีๆทะเลาะเรื่องอะไรกันล่ะ แล้วตอนนี้เจ้าให้เขากลับมานอนที่ห้องหรือยัง?”
“เหตุใดต้องแยกห้องนอนกันด้วยล่ะ หรือว่าเจ้าโกรธที่น้องสามออกจากบ้านไปนานหลายปีไม่ส่งข่าวใดมาเลย ก็เลยลงโทษเขาอย่างนั้นหรือ? ข้าแนะนำนะ จะลงโทษก็ลงโทษได้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสามีภรรยากัน ลงโทษนิดๆหน่อยๆก็พอแล้ว อย่าให้น้องสามต้องรอนานล่ะ!”
เหอจิ่วเหนียง “...”
ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายหยอกล้อพวกนาง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นตัวเองถูกรุมหยอกล้อเสียเอง
คนถูกรุมแซวกะพริบตาปริบๆ มองไปยังนางซุนด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย “ท่านสุภาพสตรีซุน ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ! เหตุใดถึงพูดทุกอย่างเลยล่ะเจ้าคะ!”
นางซุนตอบโต้ด้วยความโกรธทันที “ทำไม เจ้าพูดเรื่องคนอื่นได้คนเดียว คนอื่นพูดเรื่องเจ้าไม่ได้รึอย่างไร!”
เหอจิ่วเหนียงไม่สบายใจ รีบแก้ต่างให้ตัวเอง “ท่านแม่ก็รู้ว่าคนที่ออกปากขอแยกห้องนอนก็คือเขา เหตุใดถึงโยนความผิดมาให้ข้าล่ะเจ้าคะ?”
นางซุนกลอกตาไปมา “เช่นนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว นี่เป็นเรื่องของพวกเจ้าสองผัวเมีย”
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ‘เหตุใดยิ่งอธิบายถึงยิ่งงงกันนะ’
นางจึงอธิบายเรื่องราวที่ผ่านมาให้ทุกคนฟัง “เขารู้สึกเกรงใจ เห็นว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บจนเสียโฉม กลัวจะทำให้ข้ากลัวก็เลยเป็นคนขอแยกห้องนอนเอง”
“ไอ้ยะ ไอ้ยะ น้องสามของพวกเรานี่ใส่ใจจริงๆเลยนะ!”
นางหยูเป็นคนแรกที่หยอกล้อ พวกซุ่ยเอ๋อร์พากันหัวเราะตาม ใบหน้าที่เก็บอารมณ์เก่งของเหอจิ่วเหนียงในที่สุดก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
นางฉินที่นั่งอยู่ข้างๆสะกิดนาง และกระซิบ “แต่ข้าว่า หน้าของน้องสามก็หายแทบจะกลับมาเป็นปกติแล้วนะ อีกอย่าง… คืนนี้มีโอกาสแล้ว เจ้าต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้นะ!”
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว อ้าปากจะปฏิเสธ แต่นางซุนโพล่งออกมา “ข้าเห็นด้วย!”
อย่ามองว่าปกติหญิงชราไม่พูดเรื่องนี้แปลว่าไม่สนใจเชียว ในใจสองผู้เฒ่าคาดหวังอยู่ตลอดอยากให้สามีภรรยาครอบครัวสามได้กระชับความสัมพันธ์กัน ถึงอย่างไรบุตรชายของนางก็ห่างจากบ้านไปนานหลายปี กลับมาทั้งทีกลับเสียโฉมกลับมา ไม่ค่อยคู่ควรกับลูกสะใภ้นางจริงๆ นางผู้เป็นแม่เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกทุกข์ร้อนมาก กลัวว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะจืดจาง
ตอนที่ 356: อยู่คนเดียวข้ากลัว
เหอจิ่วเหนียงถูกทุกคนยุยงเช่นนี้ จิตใจที่เดิมทีสงบอยู่พลันพุ่งพล่าน
ดูเหมือนว่าคืนนี้… ก็เป็นโอกาสจริงๆ
ความจริงแล้วนางรู้มาโดยตลอดว่าลู่ไป่ชวนอยากกลับมานอนที่ห้องกับนาง แต่ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ยอมเอ่ยปาก หากนางเป็นฝ่ายพูดก่อนจะดูไม่ดีหรือไม่
เรื่องอื่นนางถึงไหนถึงกัน แต่เรื่องนี้นางกลับกลายเป็นคนคิดมากไร้เหตุผล
เห็นท่าทางขบคิดของสะใภ้สาม ทุกคนก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมมา โดยเฉพาะนางซุนที่ลอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
เห็นท่าทางลูกสะใภ้เช่นนี้ ในใจก็ไม่นึกตำหนิบุตรชาย ขอแค่พวกเขาให้โอกาสกันและกัน รอวันที่พวกเขาพร้อม ทั้งสองก็สามารถสานสัมพันธ์กันต่อได้
แต่ในเมื่อเลือกฤกษ์งามยามดีกันไม่ได้ คืนนี้ก็วางแผนให้พวกเขาเองเลยก็แล้วกัน!
อาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ โต๊ะกลุ่มผู้ชายดื่มกันหนักมาก แต่ละคนพูดเสียงดังลั่น
ทุกคนชินแล้วกับเสียงทางด้านนั้น ทว่าจู่ๆ เสียงของลู่เหอหรงก็ดังทะลุกลางปล้อง โดดเด่นกว่าสรรพเสียงในงาน
“เมียจ๋า ข้าคิดได้แล้ว ข้าไม่ออกไปท่องโลกกว้างอะไรแล้ว ข้าจะอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ อยู่เคียงข้างเจ้า ใช้ชีวิตอยู่กับลูกๆในหมู่บ้านแห่งนี้นี่แหละ! ก่อนหน้านี้ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ทำให้เจ้าต้องเสียใจ ข้าขอโทษนะ!”
เขาลุกขึ้นยืนจากโต๊ะสุราฉับพลัน ปากตะโกนพูดกับนางฉิน แต่ใบหน้ากลับเงยขึ้นมองจันทราที่ส่องสกาวอยู่บนท้องฟ้า
นางฉินที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆก็ตกใจจนนิ่งอึ้ง ยามอู่นางยังเป็นกังวลเรื่องสามีอยากออกไปท่องโลกกว้างอยู่เลย ตอนนี้สามีดื่มหนักจนเมาแต่กลับบอกว่าไม่ไปแล้ว ทั้งยังบอกอีกว่าจะอยู่เคียงข้างนาง นางได้ยินเช่นนี้ก็ทั้งโล่งใจและดีใจมาก มากเสียจนไม่รู้จะพรรณนาอย่างไร
อารมณ์ของคนท้องแปรปรวนง่าย ขณะที่นางฉินกำลังสับสนว่าควรใช้อารมณ์ใดรับมือกับเรื่องนี้ น้ำตาของนางก็ไหลอาบหน้าเป็นอย่างแรกแล้ว
นางซุนหันไปเห็นสะใภ้รองร้องไห้ จึงหันไปดุลู่เหอหรง “เจ้ารอง ทำอะไรของเจ้าฮะ! ทำเมียเจ้าร้องไห้แล้วนะ ยังไม่มาปลอบนางอีก!”
ลู่เหอหรงดื่มจนแทบไม่มีสติ ตามหลักเขาไม่น่าเข้าใจคำพูดของนางซุนแล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าภรรยาร้องไห้ เขาก็รีบพุ่งพรวดไปดูนางทันที
“โอ๋ๆๆ เมียจ๋า ไม่ร้องนะ ไม่ร้องนะ ต่อไปข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องเสียใจอีกแล้วนะ”
ลู่เหอหรงปลอบพลางยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้ภรรยา เขาดื่มสุราไปไม่น้อย กลิ่นสุราติดตัวแรงหึ่ง เมื่อเข้ามาใกล้นางฉินมากเพียงนี้ ลมหายใจร้อนผ่าวก็เป่ารดบนใบหน้านาง
นางฉินเป็นสตรีในยุคโบราณ บวกกับเป็นคนขี้อายมาก จะยอมรับความใกล้ชิดของสามีต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ทันใดนั้นนางก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
นางซุนต้องดุด่าบุตรชายซื่อบื้ออีกหน “รีบพาเมียเจ้ากลับเข้าห้องสิ ถ้าปลอบนางไม่ได้เจ้าก็ไม่ต้องออกมา!”
ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจ มองสองสามีภรรยาประคองกันเดินเข้าห้องไป จากนั้นก็หันกลับมาพูดคุยกันต่อ
ลู่จิ้งซวนลุกขึ้นอย่างโซเซ เดินไปที่โต๊ะของพวกเด็กๆ ล้วงเอาจี้ทองคำเล็กๆออกมาให้บุตรชายและบุตรสาว รวมทั้งพวกหลานๆ ถึงจะเป็นจี้ทองคำชิ้นเล็กๆ แต่เด็กๆได้รับกันทุกคน
เขากล่าวด้วยอาการเมา “นี่เป็นจี้ทองคำที่ลุงตีให้พวกเจ้าเองกับมือเลยนะ เล็กไปหน่อย แถมตรงกลางยังกลวงอีกด้วย! ตอนนี้ความสามารถของลุงยังน้อย ตั้งใจจะตีออกมาให้เป็นรูปหัวใจแต่ยังทำได้ไม่ดี และยังตีเป็นชิ้นใหญ่ไม่ได้ แต่พวกเจ้าเชื่อลุง สักวัน ลุงจะตีทองเป็นจี้รูปหัวใจอันใหญ่ๆให้พวกเจ้าได้แน่นอน!”
จู่ๆก็ได้รับของขวัญ พวกเด็กๆต่างดีใจกันมาก ถึงแม้รูปลักษณ์จะไม่ค่อยสวยเท่าไร ขนาดก็เท่าเล็บมือ แต่ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นน้ำใจของท่านลุง
ทองมีค่ามากกว่าเงินหลายเท่า เห็นอันเล็กๆเท่านี้ หากเทียบกับเงินก็ได้จี้เงินใหญ่ชิ้นหนึ่งเลย
อาหารมื้อนี้ดำเนินไปจนถึงดึกดื่น ทุกคนกินจนอิ่มท้องก่อนเดินเรอแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนโก่วเอ๋อร์ก็เล่นจนเหนื่อยจนฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะ
ลู่ไป่ชวนเดินมาด้วยอาการเมา อุ้มบุตรชายขึ้นมาเตรียมจะพาไปนอน ปากหยักพึมพำ “เราไปอาบน้ำกันก่อนแล้วค่อยนอนนะ”
เห็นท่าทางของบุตรชายคนเล็ก นางซุนก็รู้สึกทั้งโมโหทั้งจนใจ
โอกาสดีๆเช่นนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆว่าเขาจะไปนอนกับลูก ใครจะอ่อนประสบการณ์เท่าเจ้าสามได้อีก
สี่ปีที่แล้ว หากนางไม่เป็นแม่สื่อช่วยหาภรรยาให้เขาจนได้บุตรชายมาหนึ่งคน ตอนนี้เขาก็ยังอยู่เป็นโสดแน่นอน!
เห็นเช่นนั้น แม่สื่อจำเป็นจึงเข้าไปแย่งโก่วเอ๋อร์มา “เจ้าเมาแล้ว อย่าเอากลิ่นเหล้ามาติดตัวลูก! โก่วเอ๋อร์เขานอนคนเดียวได้!”
ลู่ไป่ชวนงุนงงเล็กน้อย ยืนสะลึมสะลืออยู่ที่เดิม ประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังไม่เข้าใจ สุดท้ายจึงเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสา “เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะไปนอนที่ไหนล่ะขอรับ ยังมีห้องเหลือหรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่สร้างบ้านหลังนี้ ได้มีการสร้างห้องเผื่อเอาไว้หลายห้อง นอกจากนี้ ในบ้านมีสาวใช้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นางซุนจึงสร้างที่พักขึ้นมาโดยมีห้องเพิ่มอีกหลายห้อง วันนี้พวกเหอจิ่วเหนียงพาคนบังคับรถม้ากับสาวใช้มาด้วยสิบกว่าคน ที่หลับที่นอนจึงไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้นจะว่าไปแล้วก็ยังมีห้องเหลืออยู่ แต่เขามีภรรยา จะให้ไปนอนคนเดียวได้อย่างไรกัน
นางซุนถลึงตาใส่เขา และเอ็ดเสียงดุ “มาถามข้าทำไมกัน เจ้าไปถามเมียเจ้าสิ!”
ทุกคนหันไปมองเหอจิ่วเหนียงอย่างพร้อมเพรียงราวกับดูละคร ใบหน้าแต่ละคนเปี่ยมความใส่ใจใคร่รู้
ลู่ไป่ชวนอยู่ในอาการเมา ไหนเลยจะสนว่าตอนนี้ใครกำลังมองเช่นไร เขาเดินโซเซไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงด้วยความดีใจแทบบ้าราวกับเด็ก “เมียจ๋า ท่านแม่ไม่ให้ข้านอนกับลูก เช่นนั้นข้าจะไปนอนที่ไหนดีล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงยกมือปิดหน้าทันที ในใจพึมพำ ‘ให้ตายเถอะ! ผู้ชายเวลาเมาเหตุใดถึงโง่เง่าเพียงนี้กันนะ!’
ผ่านไปครู่หนึ่งเห็นเหอจิ่วเหนียงยังไม่สนใจ ลู่ไป่ชวนก็รู้สึกร้อนใจเล็กน้อย ยื่นมือออกไปจะจับมือนาง
“นอนกับข้า นอนกับข้านี่แหละ!”
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากให้ทุกคนรับชมความตลกของตนเองอีกแล้ว จึงเป็นฝ่ายปิดจบละครฉากนี้อย่างฉับไว ดึงมืออีกฝ่ายเดินไปที่ห้องของตัวเอง
เสียงหัวเราะยังคงดังมาจากทางด้านหลัง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่า คืนนี้เป็นคืนที่นางขายหน้าที่สุดแล้ว…
ถึงแม้จะไปอยู่ในเมืองหลักมาระยะหนึ่ง แต่ห้องของเหอจิ่วเหนียงที่บ้านหลังนี้ก็ยังถูกทำความสะอาดเป็นอย่างดี ไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย ส่วนผ้าห่มก็ให้สาวใช้ในบ้านมาเปลี่ยนให้วันนี้ สะอาดหมดจด ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์เลย
ลู่ไป่ชวนนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างเชื่อฟัง มองภรรยาที่กำลังแอบมองออกไปข้างนอกผ่านช่องประตูด้วยท่าทางน่ารัก
เหอจิ่วเหนียงกำลังสอดส่องสถานการณ์ด้านนอกว่าเป็นเช่นไร ตอนนี้ดึกมากแล้ว ทุกคนต่างกำลังแยกย้ายกันกลับเข้าห้องของตัวเอง
บรรดาสาวใช้เตรียมจัดการเก็บกวาดสถานที่ นางซุนพูดขึ้นทันที “ดึกมากแล้ว ถ้วยโถโอชามพวกนี้เอาแช่ไว้ในกะละมังก่อนเถอะ ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยล้าง”
เจ้านายจิตใจดี ข้อนี้บรรดาสาวใช้ล้วนรู้ดี พวกนางจึงพยักหน้ารับ จากนั้นก็รีบช่วยกันเก็บจานชามไปแช่
เห็นทุกคนต่างแยกย้ายกลับเข้าห้องตัวเองแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก
*เฮ้อ!*
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงถอนหายใจจากทางด้านหลัง จึงหันไปมองด้วยความสงสัย “ท่านถอนหายใจตามข้าทำไม?”
“เพราะข้าเห็นเจ้าถอนหายใจแล้วน่ารักดี”
ลู่ไป่ชวนกะพริบตาปริบๆ ตอบอย่างจริงจัง
เหอจิ่วเหนียง “...”
ทำเอาข้าไปไม่ถูกเลย
“เอาละ ท่านเมามากแล้วข้าจะไม่ถือสาแล้วกัน ท่านรอข้าก่อน ข้าจะไปเอาน้ำมาล้างหน้าล้างตาให้ท่าน”
นางหันหลังจะเดินออกไป แต่จู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างอยู่ด้านหลัง
นางยกมือเท้าสะเอวอย่างจนปัญญา ถามโดยไม่หันกลับไปมอง “ท่านจะตามข้ามาทำไม?”
ลู่ไป่ชวนเลียริมฝีปากตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “อยู่คนเดียวข้ากลัว…”
ตอนที่ 357: สามีคนนี้แกล้งเมาหรือไม่
เหอจิ่วเหนียงถลึงตาใส่อีกฝ่าย เหลือเชื่อจริงๆ ชายชาติทหารร่างกายกำยำอายุป่านนี้แล้ว บอกนางว่ากลัว ไม่อยากอยู่คนเดียว!
หญิงสาวรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย ข้างนอกยังมีสาวใช้กำลังเก็บกวาดอยู่ หากเขาตามนางออกไปด้วยท่าทางเช่นนี้ มีหวังนางได้อายจนอยากมุดดิน แต่ให้เขาอยู่ในนี้คนเดียวเขาก็ต้องไม่ยอมเป็นแน่
ทว่าสาวใช้ในบ้านเหล่านี้รู้งานรู้หน้าที่ เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันออกไปเอาน้ำเอง สาวใช้ก็ยกกะละมังน้ำอุ่นเข้ามาให้แล้ว
สาวใช้รู้จักการปฏิบัติตัวมาก หลังจากเดินก้มหน้านำน้ำอุ่นเข้ามาวางให้ในห้องก็ยอบตัวทำความเคารพและก้มหน้าออกไปทันที ไม่มองสิ่งใดทั้งนั้น จึงไม่เห็นท่าทางของลู่ไป่ชวนที่ตามหลังเหอจิ่วเหนียงต้อยๆราวกับเด็กเลย
…ใช่ ไม่เห็น…กระมัง
เหอจิ่วเหนียงตบหน้าอกปุๆ ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดตนถึงรับมือกับเรื่องง่ายๆเช่นนี้ได้ยากเย็นยิ่งนัก
ครั้นที่อยู่ในเมืองหลัก ลู่ไป่ชวนก็ดื่มสุรากับพวกโหลวชงอยู่บ่อยครั้ง แต่ละหนก็ดื่มไปไม่น้อย แต่ทุกครั้งก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เหตุใดวันนี้ถึงเมาหนักได้ล่ะ
คงไม่ได้แกล้งเมากระมัง?
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ เหอจิ่วเหนียงก็จับจ้องลู่ไป่ชวนด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงทันที แต่กลับเห็นอีกฝ่ายเบิกตากว้างมองนางกลับด้วยท่าทางไร้เดียงสามาก
ทั้งยังยิ้มเซ่อๆ และเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “เมียจ๋า เหตุใดเจ้าถึง.งดงามเพียงนี้กัน?”
ไม่เพียงแค่พูด มือใหญ่ยังยื่นออกไปหมายสัมผัสใบหน้าของภรรยา หญิงสาวจิตใจปั่นป่วนไม่ยอมให้อีกฝ่ายทำเช่นนั้นแน่ นางปัดมือเขาออกทันควัน
“อย่านะ ท่านไปล้างหน้าล้างตาได้แล้ว ล้างเองได้หรือไม่?”
นางยกมือเท้าสะเอวมองเด็กโข่งตรงหน้า เด็กน้อยในคราบผู้ใหญ่กะพริบตาปริบๆอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะจับใจความคำพูดของนางได้ แล้วจึงพยักหน้าหงึกหงัก “ได้ ล้างได้”
“เช่นนั้นท่านไปล้างหน้าล้างตาเถอะ”
นางเชิดหน้าขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ เด็กในคราบผู้ใหญ่กลับเชิดหน้าเลียนแบบนาง
เหอจิ่วเหนีย “???”
หมดปัญญาแล้วจริงๆ
สุดท้ายหญิงสาวก็ต้องเป็นฝ่ายลากเด็กโข่งไปที่อ่างน้ำและช่วยล้างหน้าล้างตาให้ นำน้ำยาบ้วนปากออกมาจากห้วงมิติให้เขากลั้วปาก จากนั้นก็ช่วยเขาล้างเท้า
เด็กในคราบผู้ใหญ่จะลากนางล้างด้วยกันให้ได้ ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงไม่มีแรงจะบ่นแล้ว จึงล้างเท้าพร้อมกับเขาด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยเหลือหลาย
ถังล้างเท้าไม่ใหญ่มาก สองคนแช่เท้าลงไปพร้อมกัน เท้าจึงทับซ้อนกันอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ เหอจิ่วเหนียงเหยียบบนเท้าของลู่ไป่ชวนไปตรงๆ
อากาศร้อน น้ำก็ค่อนข้างร้อน แช่เท้าไปได้ไม่นานเหงื่อก็ผุดท่วมตัว เหอจิ่วเหนียงจึงถูเท้า และเตรียมจะยกเท้าออกมาเช็ดแล้ว
ทว่าลู่ไป่ชวนกลับแย่งผ้าเช็ดเท้าจากนาง เหอจิ่วเหนียงถามเขาด้วยท่าทางสงบนิ่ง (เจือความเอือมระอาหนึ่งส่วน) “ทำไม ท่านจะเช็ดเท้าให้ข้าหรืออย่างไร?”
“อืมๆ ข้าจะเช็ดเท้าให้เจ้า!”
ขณะพูดเขาก็ยกเท้าเหอจิ่วเหนียงขึ้นจากถังน้ำอย่างระมัดระวัง และวางลงบนต้นขาของตัวเอง ใช้ผ้าช่วยเช็ดน้ำที่เท้าให้นางอย่างตั้งใจ
ความรู้สึกประหลาดบางอย่างผุดขึ้นในใจของเหอจิ่วเหนียงอย่างฉับพลัน แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีคนทำเช่นนี้ให้นางมาก่อน และตัวนางเองก็ไม่ยอมให้ใครทำเช่นนี้ให้ตัวเองเหมือนกัน
แต่…
เพราะเหตุใด ขณะที่ลู่ไป่ชวนทำให้นาง นางไม่เพียงจะไม่ต่อต้าน แต่ยังรู้สึกชอบอย่างน่าแปลกอีกด้วย
ยิ่งคิด หัวใจของนางก็เต้นเร็วขึ้น
เพียงไม่นานลู่ไป่ชวนก็เช็ดเท้าให้นางเสร็จ และเริ่มเช็ดเท้าตัวเองด้วยท่าทางงุ่มง่าม
ตอนที่ช่วยเช็ดเท้าให้เหอจิ่วเหนียงเขาตั้งใจเช็ดมาก แต่เมื่อเช็ดให้ตัวเองเขาแค่เช็ดพอผ่านๆ เท้ายังแห้งไม่สนิทก็วางผ้าลงแล้ว
เหอจิ่วเหนียงยิ้มทั้งน้ำตา แต่ก็ปล่อยให้เขาทำไป ถึงอย่างไรอากาศช่วงนี้ก็ค่อนข้างร้อน ต่อให้เช็ดไม่แห้งก็ไม่เป็นไร
นางจะเอาน้ำล้างเท้าไปเททิ้ง แต่ลู่ไป่ชวนชิงยกถังน้ำออกไปก่อน
เหอจิ่วเหนียง “...”
คิ้วเรียวสวยขมวดเล็กน้อย ตาสามีคนนี้กำลังแกล้งเมาอยู่หรือไม่?
เพื่อใขข้อข้องใจ นางจึงแอบตามไปดู
ลู่ไป่ชวนเพิ่งออกจากประตูไปก็มีสาวใช้เข้ามาช่วย แต่เขาปฏิเสธ และวิ่งเอาน้ำไปเทข้างนอกเอง จากนั้นก็รีบกลับมาขอคำชมจากเหอจิ่วเหนียงอย่างรวดเร็ว
ท่าทางของเขาไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่เอาใจเจ้านายเลย
เห็นเหล่าสาวใช้ก้มหน้าพยายามปิดบังรอยยิ้ม เหอจิ่วเหนียงออกคำสั่งกับพวกนาง “พวกเจ้าไปพักผ่อนกันเถอะ ไม่ต้องทำแล้ว”
เหล่าสาวใช้รับคำสั่งและถอยไปทันที ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ลากลู่ไป่ชวนกลับเข้าห้อง
“นอนเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงนั่งลงขอบเตียง ตบลงบนที่นอนพลางกล่าว สีหน้าท่าทางของนางไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย
อาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นางนอนกับผู้ชาย นางไม่กล้ารับประกันว่าคืนนี้นางจะถีบเขาตกเตียงหรือไม่
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ถอดเสื้อคลุมออก ลงไปนอนบนเตียง และตบพื้นที่ว่างข้างตัวเองเพื่อบอกให้เหอจิ่วเหนียงมานอนบ้าง
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ทำตามที่เขาบอก
นั่งรถม้ามาทั้งวันเมื่อยตัวไม่น้อย วันนี้นางรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ
แต่ตาสามีคนนี้ไม่ให้นางได้พักเลย ทันทีที่นางนอนลง เขาก็พลิกตัวหันหลังให้นาง และกล่าว “ข้าโดนยุงกัดแน่ๆเลย ข้าคันหลัง ช่วยเกาหลังให้ข้าหน่อยสิ”
เหอจิ่วเหนียง “...”
เช่นนี้แล้วนางยังจะทำอะไรได้อีก ก็ต้องเกาสิ!
นางเกาหลังให้เขาอย่างเหนื่อยหน่าย แต่การเกาผ่านเสื้อชายหนุ่มก็ยังไม่พอใจ ต้องให้นางล้วงมือเข้าไปเกาข้างใน
เหอจิ่วเหนียงไม่อาจคัดค้าน และทันทีที่มือบางสัมผัสกับผิวแผ่นหลังของเขานางก็ตกใจ
นี่มันโดนยุงกัดเสียที่ไหนกัน นี่มันอาการแพ้ชัดๆ!
บวมแดงไปทั้งหลังแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงที่เดิมรู้สึกง่วงงุนพลันตาสว่าง ความง่วงอันตรธานเป็นปลิดทิ้ง
“เกาต่อสิ ข้าคันมากเลย”
เหอจิ่วเหนียงชะงักมือ ทำให้คนถูกเการู้สึกคันมากจนทรมาน
หมอหญิงตบแผ่นหลังสามีไปหนึ่งที ก่อนถามเสียงดุๆ “ตัวเองมีอาการแพ้เหตุใดถึงไม่บอกฮะ?”
“อะไรนะ?”
ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจ เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจยาว “ช่างเถอะ พูดกับท่านตอนนี้ท่านก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ข้าจะไปหยิบยา ท่านรอข้าอยู่ตรงนี้แหละ!”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าด้วยท่าทางน่าสงสาร มองเหอจิ่วเหนียงเดินไปมาอยู่ในห้องตาปริบๆ
เหอจิ่วเหนียงจงใจเดินไปเดินมา จากนั้นก็หาโอกาสเอายาแก้แพ้และยาทาภายนอกออกมาจากห้วงมิติ ก่อนจะเดินกลับมาหาเขา
นางให้ลู่ไป่ชวนนอนคว่ำ จากนั้นก็ลงมือทายา
นางพยายามคิดว่าอาหารในค่ำคืนนี้มีอาหารจานใดบ้างที่อาจทำให้เขาเกิดอาการแพ้ ปกติลู่ไป่ชวนก็กินอยู่บ่อยๆ ไม่เห็นเขาจะมีอาการแพ้เลยนี่นา หรือว่าที่ผ่านมาเขา.อดทนมาโดยตลอดอย่างนั้นหรือ?
ไม่สมเหตุสมผล เขาโตจนป่านนี้แล้วคงไม่หาเรื่องทรมานตัวเองหรอกกระมัง?
หรือว่าถ้ากินในปริมาณน้อยๆ จะไม่เกิดอาการแพ้ ถ้ากินมากเกินไปจึงจะเกิดอาการ?
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า คิดในใจว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ ต่อไปต้องให้เขาระวังมากขึ้น
“เจ้าทาสิ่งใดให้ข้าหรือ รู้สึกสบายยิ่งนัก อยู่ดีๆก็หายคันแล้ว”
“ทายา”
“เจ้าทำเองหรือ?”
“อืม”
เหอจิ่วเหนียงตอบส่งๆ ในยุคสมัยนี้ยาเหล่านี้ไม่มีขาย หากนางบอกว่าซื้อก็ดูไม่สมจริง เช่นนั้นก็บอกว่าทำขึ้นมาเองเลยแล้วกัน
“เจ้าเก่งมากจริงๆ เหตุใดถึงทำเป็นทุกอย่างเลยล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงก้มหน้ามองอีกฝ่าย เห็นเขานอนคว่ำอยู่บนเตียงแต่ก็พยายามชูคอหันมาถามนางก็.อดยิ้มไม่ได้ นางถามกลับไป “ทำไม รู้สึกว่าตัวเองโชคดีหรืออย่างไร?”
ลู่ไป่ชวนพึมพำกับตัวเอง “ถ้าข้าไม่คู่ควรกับเจ้าข้าจะทำเช่นไร?”
เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจ ผู้ชายคนนี้ ที่แท้ก็มองว่านางเก่งเกินไปจึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ
หญิงสาวพยายามคิดคำพูด ก่อนจะกล่าวออกไป “จะไม่คู่ควรได้อย่างไรล่ะ ท่านก็เป็นคนเก่งมีความสามารถมากเหมือนกันนะ”
“ข้าเก่งตรงไหนหรือ?”
เหอจิ่วเหนียง “...”
นางคิดกับตัวเองเป็นครั้งที่ล้าน …ตาบ้านี่แกล้งเมาหรือไม่?
จะบอกว่าไม่ได้เมา แต่การพูดการจาของเขาก็เง้าๆงอดๆเหมือนเด็ก
จะบอกว่าเมาจริง เขาก็ยังสามารถหลอกให้นางชื่นชมเขาได้…
ไว้ใจไม่ได้ ไว้ใจไม่ได้จริงๆ
ตอนที่ 358: ขอบคุณจริงๆ
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด เหอจิ่วเหนียงจึงหาเรื่องตีหลังเขาไปหนึ่งที พร้อมเอ็ดเสียงดุๆ “ข้าทายาอยู่ ท่านอยู่นิ่งๆหน่อย!”
ลู่ไป่ชวน “...”
ลู่ไป่ชวนน้อยใจ เห็นๆกันอยู่ว่าเขาไม่ได้ขยับเลย เหตุใดภรรยาถึงต้องดุเขาด้วย
หลังจากทายาเสร็จ เพื่อไม่ให้ยาเลอะเสื้อผ้า เหอจิ่วเหนียงจึงให้เขาถอดเสื้อ.นอนรอให้ยาแห้งก่อน
ผ่านไปครู่เดียว ลู่ไป่ชวนก็เริ่มขยับตัว
“ข้าคอแห้งอยากดื่มน้ำ เจ้ารอข้าก่อนนะ ข้าจะไปรินน้ำมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้”
เหอจิ่วเหนียงไม่เข้าใจคำพูดของเขา
ตัวเองหิวน้ำ แต่บอกว่าจะไปรินน้ำมาให้นาง?
อาจเป็นเพราะเมาเขาจึงพูดผิดๆถูกๆกระมัง
แต่ช่างเถอะ นางขี้เกียจจะสนใจเขาแล้ว อยากทรมานตัวเองเช่นไรก็ทำไป
นางพยักหน้าส่งๆ ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเตรียมจะนอน ส่วนลู่ไป่ชวนกระโดดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว ออกไปเอาน้ำในครัว
ไม่นานเขาก็กลับเข้ามา และปลุกเหอจิ่วเหนียงที่กำลังหลับอยู่จนนางตื่น “ภรรยาสุดที่รักของข้า น้ำมาแล้ว ดื่มน้ำหน่อยนะ!”
เหอจิ่วเหนียงอยากง้างมือฟาดเขามากจริงๆ แต่เห็นแก่ที่เขาเมาอยู่ จึงทำได้เพียงอดทนต่อความโมโหของตัวเอง
“ข้าไม่ดื่ม ท่านดื่มเถอะ ข้าจะนอนแล้ว”
ลู่ไป่ชวนเดินไปนั่งที่โต๊ะด้วยความกลัดกลุ้ม “ภัยแล้งรุนแรงถึงเพียงนั้น เจ้าเก็บน้ำเอาไว้ให้โก่วเอ๋อร์ดื่ม แล้วเหตุใดเจ้าไม่ดื่มเองบ้าง?”
สดับวาจาไร้ที่มาที่ไป เหอจิ่วเหนียงลืมตาหันไปมองเขาทันที …ตาทึ่มนี่พอเหล้าเข้าปากก็เลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร
ขณะที่นางตกตะลึง ลู่ไป่ชวนก็ถือจอกชาเดินมาจากโต๊ะ นั่งลงบนเตียง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ภรรยาสุดที่รักของข้า เจ้าดื่มเถอะนะ มีข้าอยู่ ข้าไม่มีทางปล่อยให้เจ้าอดน้ำแน่นอน ข้ารู้ว่าตลอดหลายปีที่ข้าไม่อยู่เจ้าต้องลำบากมากเพียงใด ต่อจากนี้ไปข้าไม่มีทางให้เจ้าต้องลำบากอีกแล้ว มีของดีๆอะไรข้าจะมอบให้เจ้าหมดทุกอย่างเลย”
ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงไม่อยากดื่ม แต่พอได้ยินคำพูดแปลกๆเหล่านี้ก็เริ่มรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาทันที จึงรับชามาจิบ
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าประตูห้องยังไม่ได้คั่นกลอน นางจึงกล่าว “ไปคั่นกลอนประตูห้องก่อนเถอะ”
ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ไม่ได้ หากกลางดึกเกิดอันตรายขึ้นมาจะหนียาก”
เหอจิ่วเหนียงอนุมานว่า คงเพราะการเป็นไส้ศึก ใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองในตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขา ทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา ดังนั้นเวลานอนเขาจึงไม่เคยคั่นกลอนประตูกระมัง
เมื่อคิดถึงเหตุผลเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจ มองตาลู่ไป่ชวนแล้วรู้สึกสงสารเขาเล็กน้อย
บางทีเจ้าของร่างเดิมที่ไม่รู้ความจริงอาจเคยตำหนิสามีคนนี้ก็ได้ แต่งงานได้วันเดียว เช้าวันต่อมาก็ทิ้งนางไปแล้ว ให้นางต้องเผชิญกับการติฉินนินทาอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากกับโก่วเอ๋อร์
แต่ในมุมมองของนาง นางสามารถเข้าใจการกระทำของลู่ไป่ชวนได้ สถานการณ์ในปีนั้นบางทีอาจ.อดตายกันทั้งครอบครัวก็ได้ สู้ลองพยายามไขว่คว้าโอกาสดูสักตั้ง
หากไม่ใช่เพราะความพยายามในหลายปีที่ผ่านมาของเขาจนทำให้เขามีสถานะเป็นขุนนาง วันนี้เรื่องที่เหลียนฮวาถูกรังแกคงไม่สามารถจัดการได้อย่างง่ายดายแน่
พูดได้แค่ว่ามีได้ย่อมมีเสีย คงต้องดูด้วยว่าคนในจะคิดกับเขาเช่นไร
“เอาละ ข้าดื่มแล้ว รีบมานอนเถอะ”
ใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆ แล้วเหอจิ่วเหนียงก็.อดให้อภัยเขาในเรื่องที่เขาทำตอนเมาคืนนี้ไม่ได้ แม้แต่น้ำเสียงที่ใช้ก็อ่อนโยนขึ้นมาก
ลู่ไป่ชวนชวนพยักหน้าหงึกหงัก คลานขึ้นเตียงมานอนคว่ำตามที่เหอจิ่วเหนียงบอกอย่างเชื่อฟัง
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ …ในที่สุดก็ได้นอนดีๆเสียที จากนั้นนางก็ดับตะเกียงและเอนกายลงนอน
หญิงสาวหลับตาลง จมลงสู่ห้วงนิทรา
หากแต่คนข้างกายนางยังไม่ง่วง ดวงตาเปล่งประกายในความมืดคู่นั้นกำลังจับจ้องไปที่เหอจิ่วเหนียง
เขามองอยู่พักหนึ่ง ต่อมาสัญชาตญาณก็สั่งให้เขายื่นมือเข้าไปสัมผัสใบหน้าของนาง
ปลายนิ้วหยาบจากการทำงานหนักแตะลงบนเปลือกตาสีมุกและขนตา.งอนยาวเบาๆ จากนั้นไล่ปลายนิ้วลงมาที่จมูกเล็ก เขาแวะบีบหยอกเย้าเบาๆ จากนั้นก็เลื่อนไปที่พวงแก้มขาว.อมชมพูผิวเนียนนุ่ม ยิ่งสัมผัสหัวใจก็ยิ่งสุขสม
ภรรยาเขามีดีทุกอย่าง แม้แต่ขนตาก็ยังน่ารักขนาดนี้…
*เพียะ!*
ในความมืดมิด ท่ามกลางความลุ่มหลงที่คุกรุ่นอยู่ในหัวใจของชายหนุ่ม จู่ๆก็เกิดเสียง *เพียะ* ดังก้องห้อง
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงแหวด้วยความโมโหของหญิงสาว “ถ้าท่านไม่นอนก็ไสหัวออกไป!”
เหอจิ่วเหนียงคว้ามือลู่ไป่ชวนไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และฟาดแผ่นหลังเขาอย่างไร้ความปรานีด้วยมืออีกข้าง “ถ้ารู้ว่าคออ่อนทีหลังก็ไปนั่งกับโต๊ะเด็กๆ อย่ามากวนข้าดึกๆดื่นๆเช่นนี้!”
เมื่อครู่นางยังรู้สึกสงสารเขาอยู่แท้ๆ แค่ระยะเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็ทำให้ความสงสารของนางกลายเป็นความน่ารำคาญจนแทบอยากตีมือเขาให้หัก!
ฮึ่ย!
ลู่ไป่ชวนจู่ๆถูกตีก็เบะปากหน้างอ ไม่กล้าขยับตัวอีก ในความมืดถึงแม้จะมองเห็นใบหน้าของเหอจิ่วเหนียงไม่ชัด แต่ก็พอจินตนาการได้ว่าตอนนี้นางคงจะโกรธมาก เขาจึงพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง “อย่าโกรธสิ ถ้าเจ้ากอดข้าข้าก็จะนอนแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงถูกเขารบกวนจนแทบคลั่ง คว้าศีรษะเขามารัดในอ้อมแขนแน่น ข่มขู่เสียงลอดไรฟัน “นอนเดี๋ยวนี้ ถ้ายังขยับอีกข้าจะฆ่าท่าน!”
ลู่ไป่ชวนไม่กล้าขยับตัวอีก ถึงแม้จะถูกภรรยารัดหัวไว้แน่น.จนเขาหายใจไม่สะดวก แต่ในอ้อมกอดของนางช่างหอมยิ่งนัก และเพียงไม่นานความง่วงก็ย่างกรายเข้ามา
เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจคงที่ เหอจิ่วเหนียงก็กลอกตามองบนทันที
นี่คือโอกาสที่สุภาพสตรีซุนมอบให้นางอย่างนั้นหรือ?
หากรู้ว่าผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ นางคงไม่เอาโอกาสนี้หรอก!
นางต้องขอบคุณจริงๆ!
โชคดีที่นางเองก็รู้สึกเหนื่อย จึงโกรธได้ไม่นาน นอนกอดศีรษะลู่ไป่ชวนทั้งอย่างนั้นและหลับไป
......
และคนที่ลำบากไม่ต่างกันในคืนนี้ก็คือ ผู้เฒ่าลู่
ชายชราดื่มสุราไปไม่น้อย ทว่าเขาไม่ได้ทำตัววุ่นวายเหมือนลู่ไป่ชวน หากแต่เป็นฝ่ายที่อยากนอนหลับอย่างสงบๆ
ใครจะคิดว่าทันทีที่เอนกายลงนอน ก็ถูกหญิงชราตีและสั่งให้ลุกไปยืน
“ลู่ชิ่ง เจ้านี่มีความสามารถจริงๆเลยนะ!”
นางซุนนั่งไขว่ห้างอยู่ขอบเตียง จ้องหน้าสามีอย่างเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ผู้เฒ่าลู่ที่อยู่ในอาการมึนเมาตกใจจนสร่างเมาแทบปลิดทิ้ง
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว มีเรื่องอะไรหรือ?”
เขาถามเสียงเบาหวิว ตอนนี้พวกบุตรชายกับลูกสะใภ้คงยังไม่นอน หากพวกเขาได้ยินว่าตนถูกหญิงชราลงโทษให้ยืนเช่นนี้ พวกเขาต้องแอบหัวเราะเป็นแน่
“มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ยังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือว่ามีเรื่องอะไร! เรื่องที่เจ้าจะซื้อที่ดินสร้างหอบรรพชนเหตุใดถึงไม่มาปรึกษาข้า เก่งนักนะ! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าบ้านหลังนี้ใครเป็นคนมีสิทธิ์ตัดสินใจ ข้าจะไม่ให้เงินเจ้า ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อที่ดินสร้างหอบรรพชน! หึ!”
ได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าลู่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีความสุขจนเผลอใจป้ำ และลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปเลย
ในที่สุดเขาก็สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง มองหญิงชราตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มเอาอกเอาใจ “เจ้าคิดดูสิ ครอบครัวเรามาอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้วก็ควรสร้างหอบรรพชนให้บรรพบุรุษได้แล้ว ตอนนี้ครอบครัวเราอยู่ดีมีฐานะขึ้นมาบ้างแล้ว ทุกคนก็อยู่กันครบพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนครอบครัวพวกญาติๆ บ้างก็ล้มหายตายจาก บ้างก็พลัดพรากจากกัน…”
“เจ้าเลิกพูดคำพูดพวกนี้กับข้าซะที ข้าบอกตั้งแต่เมื่อไรว่าจะไม่ให้เจ้าสร้างหอบรรพชน?”
นางซุนขัดขึ้นอย่างหมดความ.อดทน เป็นสามีภรรยาอยู่กินกันมานานเป็นหลายสิบปี ผู้เฒ่าลู่นิสัยเช่นไรมีหรือนางจะไม่รู้
ชายชราเลียริมฝีปากเล็กน้อยอย่างประหม่า ก่อนจะยอมรับผิดอย่างกล้าหาญ “เรื่องวันนี้ข้าผิดเองที่คิดไม่รอบคอบ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่คัดค้านเรื่องสร้างหอบรรพชน ที่เจ้าโกรธก็เพราะข้าไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้าก่อน ข้ารับรองว่าคราวหน้าไม่ว่าเรื่องอะไรข้าจะปรึกษาเจ้าก่อน ดีหรือไม่?”
นางซุนมองเขาด้วยความประหลาดใจ “ยังมีคราวหน้าอีกรึ?”
ผู้เฒ่าลู่ “…”
ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ถึงอย่างไรก็ถูกลงโทษให้ยืนแล้ว ลงโทษเสร็จเรื่องก็จะจบ
สองสามีภรรยาอาวุโสมองหน้ากันอยู่ในห้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องบุตรคนที่สาม ประเดี๋ยวก็เปิดประตู ประเดี๋ยวก็ปิดประตู ผู้เฒ่าลู่ฟังไปยืนหาวหวอดๆไป
ระหว่างที่กำลังฟังด้วยความใส่ใจ จู่ๆก็ได้ยินเสียงเหอจิ่วเหนียงตะโกนขึ้นมาว่า ‘ไม่นอนก็ไสหัวออกไป!’
หญิงชายชราทั้งสองดวงตาลุกวาวทันที หันมองหน้ากัน และรีบวิ่งไปแอบฟังข้างประตูห้อง
หลังจากที่เงี่ยหูฟังอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่งก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีเสียงอะไรแล้ว นางซุนทอดถอนใจ ก่อนจะบ่นพึมพำ “เจ้าลูกชายคนนี้ชอบทำให้ข้าหนักใจจริงๆ! โอกาสอยู่ตรงหน้าเช่นนี้แล้วยังไม่รู้จักคว้าเอาไว้อีก ชิ น่าโมโหยิ่งนัก!”
ตอนที่ 359: ถอดกางเกงมาคลุมหัว
ผู้เฒ่าลู่เห็นว่านางซุนหันไปสนใจบุตรชายแล้วก็ลอบถอนหายใจโล่ง.อก ทำทีเข้าไปปลอบนางอย่างใส่ใจ “ลูกๆหลานๆก็มีทางเดินเป็นของตัวเอง เจ้าสามอาจจะเฉื่อยชาไปหน่อย แต่เมียเขาได้เรื่องได้ราว ต้องสั่งสอนเขาได้แน่นอน เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ใจเย็นๆ ทำใจให้สบายเถอะ”
กล่าวจบเขาก็ยกมือนวดไหล่นางอย่างเอาอกเอาใจ
นางซุนหันไปมองเขาด้วยหางตา และกล่าวด้วยแววตาตักเตือน “เจ้าถอยไปยืนที่เดิมเลยไป ข้าให้เจ้าพูดตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
ได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าลู่ก็ทำท่าทางสงบเสงี่ยม “เจ้าโกรธลูกอยู่ เหตุใดลามมาถึงข้าได้ล่ะ?”
“ก็เขาได้เชื้อเจ้ามาอย่างไรล่ะ! ไม่ให้โกรธเจ้าแล้วจะให้โกรธใครฮะ!”
ผู้เฒ่าลู่ “...”
หมดปัญญาตอบโต้แล้วจริงๆ
ช่างเถอะ…
นางซุนพ่นลมหายใจฮึดฮัดแล้วเดินตึงตังกลับไปที่เตียง หลังจากหงุดหงิดอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดนางก็เอ่ยปาก “ดับตะเกียงแล้วมานอนได้แล้ว!”
“อ้อ! มาแล้ว มาแล้ว!”
ชายชรารีบวิ่งเหยาะๆด้วยท่าทางดีใจ ดับตะเกียงแล้วขึ้นเตียง เพียงไม่นานก็หลับไป
นางซุนมองเขาโดยไม่ได้พูดอะไร…
นางติดหนี้ตระกูลลู่จริงๆ…
…...
เช้าวันต่อมา
ลู่ไป่ชวนรู้สึกอึดอัดจนสะดุ้งตื่น รู้สึกหายใจไม่สะดวก พยายามขยับตัวอยู่ครู่หนึ่ง พลันนั้นกลิ่นหอมอันคุ้นเคยก็ลอยเข้าจมูก พร้อมกับสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่อวบอูมนุ่มนิ่ม ทันใดนั้นเขาก็ตัวแข็งทื่อ
เหอจิ่วเหนียงถูกปลุกให้ตื่นอย่างง่วงงุน ในที่สุดนางก็ปล่อยมือจากศีรษะเขา ทันใดนั้นความรู้สึกชาก็แล่นไปตามแขน
“ซี้ด!”
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วด้วยความปวดเมื่อย มือไม้ชาไปหมด อยากยกมือก็ยกไม่ขึ้น
ลู่ไป่ชวนจับมือนางไว้ทันที ค่อยๆนวดคลายเส้นให้นาง
เมื่อคืนเหอจิ่วเหนียงถูกรบกวนทั้งคืน ตอนนี้ยังรู้สึกง่วงมาก ลู่ไป่ชวนช่วยนวดให้นางนางก็ไม่สนใจและหลับต่อ
ลู่ไป่ชวนมองใบหน้าหญิงสาวที่กำลังนอนหลับ เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะถูกริมฝีมากอิ่มสีแดงระเรื่อดึงดูดให้โน้มหน้าลงไปช้าๆเพื่อจุมพิต แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันยื่นหน้าไปถึง ก็ถูกนางง้างมือตบหน้าเบาๆเสียก่อน
“อยู่ห่างๆข้าหน่อย ข้าไม่พอใจท่านอยู่นะ”
สั่งจบเหอจิ่วเหนียงก็ชักมือกลับ หันหลังให้เขาและนอนต่อ
ลู่ไป่ชวนชะงัก เขาก้มลงสำรวจร่างกายตัวเองและพบว่า ตนเองไม่ได้สวมเสื้อผ้าท่อนบน แต่กางเกงท่อนล่างยังอยู่ ส่วนภรรยาสวมชุดนอนตัวยาวปกติ เสื้อผ้าทุกชิ้นยังอยู่ครบ …หากเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น หลังจากเสร็จกิจแล้วนางคงไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าให้ครบหรอกกระมัง
ดังนั้นคงไม่ใช่เพราะเขากระมังที่ทำให้ภรรยารับไม่ได้ถึงขั้นไม่พอใจเช่นนี้
ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดภรรยาถึงกอดหัวเขานอนล่ะ เขาต่างหากที่ควรเป็นคนกอดนางไม่ใช่หรือ?
เรื่องเมื่อคืนเขาจำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่เหตุใดเขาถึงมานอนกับภรรยาได้เขาก็ไม่รู้เรื่อง
แต่เขาไม่มีทางปริปากพูดอะไรแน่นอน ได้มานอนเตียงเดียวกับนางแล้ว เขาไม่คิดจะลงไปเด็ดขาด!
ตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้า เขายังอยากกอดภรรยานอนต่ออีกสักหน่อย แต่ภรรยาไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ เขาจึงใช้เวลานี้นั่งครุ่นคิดอยู่บนเตียง พยายามย้อนนึกว่าตกลงเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ผลลัพธ์ที่ได้คือ…
อืม… สมองว่างเปล่า
ผ่านไปสักพัก ด้านนอกเริ่มมีเสียงคนอื่นตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเด็กๆจะต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา แต่ก่อนอื่นเมื่อตื่นแล้วต้องฝึกวรยุทธ์ก่อน ด้านสาวใช้เวลานี้ก็กำลังเตรียมอาหารให้เจ้านาย
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงด้านนอกก็นอนไม่หลับอีก ค่อยๆลืมตาขึ้น เห็นลู่ไป่ชวนที่ยังคงเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ จึงเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองเชิงประชดประชันเล็กน้อย “ลู่ไป่ชวน ท่านราวกับเป็นสาวน้อยของข้าจริงๆ”
ลู่ไป่ชวนเห็นอีกฝ่ายตื่นแล้วก็ไม่อาจกักเก็บความสงสัยได้อีก ในที่สุดก็ขยับเข้าไปใกล้นางและถาม “ตกลงเมื่อคืนข้าทำอะไรลงไปหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงมองเขาด้วยความแปลกใจ “ท่านจำอะไรไม่ได้เลยหรือ?”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “อืม…”
“ลู่ไป่ชวน ถ้าท่านคออ่อนทีหลังก็ไปนั่งกับพวกเด็กๆนะ หรือไม่มานั่งกับข้าก็ได้ ข้าช่วยดื่มแทนท่านได้สักสองสามจอก”
ลู่ไป่ชวน “???”
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางเขาสับสนมึนงงเจือกังวลก็รู้สึกสนุกขึ้นมา นางลุกขึ้นนั่งตัวตรง ทั้งสองสบตากัน และนางก็เริ่มช่วยรื้อฟื้นความทรงจำเมื่อคืนให้เขาฟังด้วยความหวังดี
เจ้าจะต้องไม่อยากเชื่อแน่ ลู่ไป่ชวน!
“พอเข้าห้องมาท่านก็เริ่มออดอ้อนข้า บอกว่าโดนยุงกัด ให้ข้าช่วยเกาหลังให้หน่อย
พอข้าดูว่าโดนยุงกัดตรงไหนก็พบว่าไม่ใช่ยุง แต่ท่านมีอาการแพ้ ท่านโตจนป่านนี้แล้ว ตัวเองแพ้อะไรก็ต้องบอกสิ แค่กินข้าวที่บ้านเหตุใดต้องฝืนตัวเองด้วย!
พอข้าทายาเสร็จข้าก็ให้ท่านนอน แต่ท่านบอกว่าคอแห้ง อยากดื่มน้ำ จะไปเอาน้ำมาให้ข้าดื่ม…”
ปากเล็กๆของเหอจิ่วเหนียงขยับไปมา เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนให้เขาฟังอย่างลื่นไหล
นางรับบทปีศาจร้ายที่ช่วยถ่ายทอดเหตุการณ์ตอนเขาเมาให้ตัวเขาได้รับรู้
ใบหน้าลู่ไป่ชวนจืดเจื่อนในทันใด ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนเมาเขาจะทำตัวเช่นนั้น!
“เอาละ เอาละ พอแล้ว ไม่ต้องเล่าแล้ว…”
ลู่ไป่ชวนปวดหัวจนต้องยกมือนวดขมับ เขารู้สึกเสียใจทีหลังที่ถามคำถามนี้ออกไป
แต่เหอจิ่วเหนียงยังคงหวังดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ลู่ไป่ชวนทำลงไปแล้วหรือเรื่องที่ยังไม่ได้ทำนางก็เล่าออกมาเป็นฉากๆ เพราะถึงอย่างไรเขาก็จำไม่ได้อยู่แล้ว
“จะไม่ให้เล่าได้อย่างไรกัน ท่านดึงดันจะให้ข้ากอดท่านนอนทั้งคืน ทั้งยังบอกอีกว่าท่านเป็นเด็กน้อย ต้องกอดถึงจะนอนหลับ… อื้อๆๆ…”
เหอจิ่วเหนียงกำลังเล่าได้ถึงอรรถรส ลู่ไป่ชวนทนฟังต่อไม่ได้จริงๆ จึงโผเข้าหานางและปิดปากนางเอาไว้…ด้วยปากของตัวเอง
การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วมาก ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ตั้งรับเลย ปากเล็กๆที่กำลังเจื้อยแจ้วจึงถูกล่วงล้ำอย่างง่ายดาย
ดวงตาเหอจิ่วเหนียงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะกำลังจะต่อต้าน จู่ๆก็ได้ยินเสียงตกใจของโก่วเอ๋อร์ดังขึ้น “ท่านพ่อรังแกท่านแม่ทำไมขอรับ! อยากจุ๊บท่านแม่ก็จุ๊บดีๆสิขอรับ เหตุใดต้องทับร่างท่านแม่ด้วย!”
หลังจากนั้น ทั้งสองยังไม่ทันได้ตอบสนอง เจ้าตัวเล็กก็วิ่งออกไปทันที ทั้งยังทิ้งคำพูดไว้หนึ่งประโยค “ข้าจะไปฟ้องท่านย่า!”
“ฮะ โก่วเอ๋อร์! โก่วเอ๋อร์!...”
ลู่ไป่ชวนไม่อยากให้ใครรับรู้เรื่องเช่นนี้ เขาเรียกห้ามบุตรชายไว้ แต่เจ้าตัวเล็กวิ่งปรู๊ดไปไกลแล้ว
ชายหนุ่มรู้สึก.ทดท้อ หันมองเหอจิ่วเหนียงอย่างขมขื่น “เหตุใดถึงไม่คั่นกลอนประตู?”
“ท่านโทษข้าหรือ?” เหอจิ่วเหนียงแสยะยิ้มเล็กน้อย “นี่ท่านยังมีหน้ามาโทษข้าอีกหรือ?”
ลู่ไปชวนรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ
เป็นดังคาด เหอจิ่วเหนียงเช็ดปากตัวเอง และเอ่ยเย้ยหยัน “ใครกันล่ะที่ดึงดันไม่ยอมคั่นกลอนประตู บอกว่าถ้าคั่นกลอนจะไม่ปลอดภัย ถ้าเกิดอันตรายขึ้นจะหนีลำบาก?”
ลู่ไป่ชวน “???”
เขาอยากถอดกางเกงมาคลุมหัวตัวเองยิ่งนัก เขาทำตัวน่าอายเกินไปแล้ว!
โชคดีที่นางซุนคาดหวังให้ครอบครัวสามสร้างความสัมพันธ์กันอยู่แล้ว เมื่อได้รับข่าวดีเช่นนี้นางก็รู้สึกมีความสุขมาก นางอุ้มหลานชายไปกินอาหารเช้าด้วยความเบิกบาน ชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดกับโก่วเอ๋อร์จนในที่สุดก็ทำให้เจ้าตัวเล็กลืมเรื่องที่ท่านพ่อรังแกท่านแม่ได้
ส่วนเหอจิ่วเหนียง นางไม่ให้โอกาสลู่ไป่ชวนก่อกวนอีก ผลักเขาออกและลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตา นางจะต้องทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นทุกคนในบ้านได้ล้อยันลูกโตแน่!
เพียงแต่เมื่อครู่โก่วเอ๋อร์ตะโกนเสียงดังมาก อย่างไรทุกคนก็ได้ยินกันถ้วนทั่ว พอเห็นเหอจิ่วเหนียง ใบหน้าของแต่ละคนก็อมยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกโมโหยิ่งนัก แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ ทำได้แค่อยู่เงียบๆยอมรับชะตากรรม
ขณะกินอาหารเช้า ลู่ไป่ชวนถือถ้วยข้าวเดินเงียบๆไปนั่งกับพวกเด็กๆ
ผู้เฒ่าลู่ที่ตั้งใจว่าจะหยอกล้อบุตรชายสักหน่อย เมื่อหันไปเห็นสายตาตักเตือนของนางซุนก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองไป
ลู่เหอหรงเหลือบมองน้องชายแวบหนึ่ง และหันไปมองภรรยาตัวเองตาปริบๆ เมื่อคืนเขาเองก็เมาและทำเรื่องน่าอายไว้ จึงยกถ้วยข้าว เดินคอตกไปนั่งกับลู่ไป่ชวน
ทุกคนมองตามโดยไม่ได้พูดอะไร…
ตอนที่ 360: เจ้าสามไม่ได้เรื่องเอาซะเลย
สองพี่น้องหันมองหน้ากัน เห็นความสิ้นหวังในแววตาของกันและกัน
เหอจิ่วเหนียงนั่งกินอาหารของตัวเองเงียบๆ พูดคุยกับทุกคนเป็นครั้งคราว อาหารเช้ามื้อนี้เป็นไปอย่างผ่อนคลายและสุขใจ
หลังกินเสร็จ ทุกคนก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง สองสามีภรรยาครอบครัวใหญ่พาพวกเด็กๆออกเดินทาง เด็กผู้ชายไปเรียนหนังสือ ส่วนเด็กผู้หญิงก็ไปเปิดร้าน ไปเรียนเย็บปักถักร้อย
ลู่เหอหรงกับสองพี่น้องจางไปดูเป็ดไก่ ช่วยกันทำความสะอาด เสร็จจากนั้นก็แยกย้ายกันไปดูเรือกสวนไร่นา
ตอนนี้ครอบครัวลู่มีที่นามากมายหลายแปลง ในแต่ละวันทั้งสามคนจะมีหน้าที่ออกไปตรวจตรา
ความจริงแล้วไร่นาพวกนี้มีคนงานที่จ้างระยะยาวคอยดูแล ถึงแม้พวกเขาไม่ต้องออกไปทำไร่ไถนาเอง แต่ก็ยังต้องไปตรวจสอบความเรียบร้อย ดูผลผลิตที่ได้ด้วยตัวเอง
ส่วนเด็กๆที่อายุยังไม่ถึงวัยเข้าเรียนก็ออกไปเล่นกับเด็กๆในหมู่บ้าน ตอนนี้ในบ้านจึงเหลือเพียงสองปู่ย่า สองสามีภรรยาครอบครัวสาม และนางฉิน
ผู้เฒ่าลู่พูดกับลู่ไป่ชวน “เราไปหาผู้นำหมู่บ้านกันเถอะ ไปคุยเรื่องที่ดินสร้างหอบรรพชน ถึงอย่างไรครอบครัวเราก็มาจากต่างถิ่น ต้องไปพูดคุยและขออนุญาตผู้นำหมู่บ้านให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อน”
คนในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับวงศ์ตระกูลมาก หากจะสร้างหอบรรพชนที่ไหนสักแห่ง นั่นหมายความว่าจะลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นถาวรแล้ว แต่หากผู้นำหมู่บ้านไม่อนุญาต หรือชาวบ้านในหมู่บ้านส่วนใหญ่ต่อต้าน เช่นนั้นการสร้างหอบรรพชนก็เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
ถึงแม้จะบอกเช่นนี้ แต่ในใจผู้เฒ่าลู่กลับมั่นใจมากว่า จากความสัมพันธ์ของตนกับผู้นำหมู่บ้าน รวมทั้งจากที่ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายครอบครัวทำงานอยู่ในโรงงานครอบครัวลู่ เรื่องนี้คงทำได้ไม่ยาก
หลังจากสองพ่อลูกออกไป เหอจิ่วเหนียงก็คิดจะกลับเข้าไปนอนต่ออีกสักหน่อย ถึงอย่างไรที่บ้านก็ไม่มีเรื่องอะไรให้นางต้องช่วยแล้ว แต่ปรากฏว่าทันใดนั้นนางซุนกับนางฉินลากแขนเหอจิ่วเหนียงเข้าไปคุยในห้องโถงหลัก
“อะไรกันเจ้าคะ?”
คนถูกลากงุนงงกับการกระทำของแม่สามีและพี่สะใภ้มาก ยากนักที่จะได้เห็นสองคนนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเช่นนี้
“ไม่ต้องมาเฉไฉ เจ้ารีบบอกมาว่าระหว่างเจ้ากับเจ้าสามเป็นเช่นไรบ้างแล้ว เมื่อคืนทำภารกิจสำเร็จหรือไม่?”
นางซุนเป็นคนแก่ที่ผ่านประสบการณ์มาก่อน จึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาไม่อ้อมค้อมและไม่อาย
เหอจิ่วเหนียงหญิงสาวยุคสมัยใหม่พอฟังได้ แต่นางฉินแค่ได้ยินคำถามตรงๆ ทั้งที่ไม่ได้ถามตัวเอง ใบหน้าก็พลันแดงก่ำด้วยความเขินอาย
“พี่สะใภ้รอง ท่านสุภาพสตรีซุนถามข้า เหตุใดท่านต้องหน้าแดงด้วย ท่านกำลังท้องกำลังไส้อยู่นะเจ้าคะ หรือว่าเมื่อคืนท่านกับพี่รองจะ…”
นางฉินรีบปฏิเสธทันที “เปล่านะเปล่า ข้าเปล่าเสียหน่อย…”
“ฮี่ๆๆ ข้าก็พูดไปอย่างนั้น ท่านจะร้อนตัวทำไมกันเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี ยักคิ้วหลิ่วตาหยอกล้อ ทำเอานางฉินเขินอายหนัก
“พอเลยเจ้าน่ะ!”
นางซุนตีแขนคนที่จะมาเป็นประเด็นสนทนา “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ เจ้าไปแกล้งสะใภ้รองทำไม ความสัมพันธ์ของนางสองผัวเมียไม่ได้มีปัญหาซะหน่อย!”
“ข้าก็ไม่ได้มีปัญหานี่เจ้าคะ! พวกเราสบายดีกันจะตาย!”
เหอจิ่วเหนียงจงใจเบี่ยงเบนคำถาม นางซุนง้างมือเตรียมจะตีคนกวนประสาทอีกที แต่คนจะถูกตีรีบร้องขึ้น “พอแล้วเจ้าค่ะ เลิกตีข้าได้แล้ว ข้าบอกแล้วก็ได้เจ้าค่ะ”
หญิงสาวทำปากงุบงิบ ก่อนจะเลือกแค่บางเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนมาเล่าให้พวกนางฟังอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
นางซุนอุทานอย่างไม่พอใจ “แค่นี้เองหรือ เจ้าสามไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงแบมือยักไหล่ “เรื่องนี้ท่านต้องถามเขาเองแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าเป็นแม่เขานะ จะพูดเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน หรือว่าตอนอยู่ข้างนอกร่างกายเขาได้รับบาดเจ็บหรือผิดปกติตรงไหน ไอ้หยา! จะทำเช่นไรดี เจ้าเป็นหมอ เจ้ารีบตรวจร่างกายเขาซิ!”
นางซุนร้อนใจมากจริงๆ หน้าตาเสียโฉมก็พอทนแล้ว หากมีปัญหาเรื่องอย่างว่าอีก แล้วสะใภ้สามของนางจะหวังอะไรกับเขาได้อีกล่ะ
…เขาเสียโฉม เขาทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้ จะหวังอะไรได้อีกล่ะ…
เฮ้อ!
นางซุนยิ่งคิดก็ยิ่งหนักใจ นางต้องหาสามีใหม่ให้สะใภ้สามจริงๆหรือ!
ตั้งแต่ลู่ไป่ชวนกลับมาเหอจิ่วเหนียงก็ปรับสมดุลร่างกายให้เขามาโดยตลอด นางเข้าใจสุขภาพร่างกายของลู่ไป่ชวนเป็นอย่างดี และย่อมรู้ว่าลู่ไป่ชวนไม่ได้มีปัญหาเรื่องอย่างว่า เมื่อเห็นท่าทางนางซุนตอนนี้ นางรู้สึกขำขันมากจริงๆ
ถ้าลู่ไป่ชวนมาได้ยินเข้า ในใจต้องรู้สึกเจ็บปวดมากเป็นแน่ ฮ่าๆๆ…
“ไม่สิ!”
ทันใดนั้นนางซุนก็เหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “เมื่อครู่โก่วเอ๋อร์ยังเห็นพวกเจ้าสองคนจูบกันอยู่เลย! ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เหอจิ่วเหนียง “...”
“โอ๊ย จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะเจ้าคะท่านแม่”
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากคิดถึงเรื่องที่ตนถูกเอาเปรียบอีกแล้วแม้แต่นิดเดียว จึงบอกปัดส่งๆ “ก็แค่โก่วเอ๋อร์ตาฝาดมองผิดไปน่ะเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะยืนหน้านิ่งๆเช่นนี้ได้หรือเจ้าคะ? ไม่เชื่อท่านก็มองตาข้าสิ”
ทันใดนั้นนางซุนก็รู้สึกเหมือนถูกหลอกเมื่อเห็นว่าที่อีกฝ่ายพูดมามีเหตุผล อีกทั้งสีหน้าท่าทางก็นิ่งสงบไร้พิรุธ แต่หญิงชราก็ไม่อยากเชื่อ จึงถามกลับไปอีกครั้ง “จริงหรือ?”
“จริงสิเจ้าคะ ตอนนั้นข้ากับเขาก็ออกมาจากห้องเลยไม่ใช่หรือ ถ้าจูบกันจริงจะเร็วขนาดนั้นได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”
นางซุนกลิ้งตาไปมา “อืม ก็จริง”
เหอจิ่วเหนียง “…”
ดูท่าสุภาพสตรีซุนท่านนี้จะไม่แปลกใจในความสามารถของลูกชายตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“แต่ข้าพูดจริงๆนะ มีเวลาเจ้าก็ตรวจร่างกายให้เขาหน่อย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเขาคนเดียว แต่เป็นเรื่องของเจ้าด้วย เข้าใจหรือไม่?”
นางซุนจับมือลูกสะใภ้คนที่สาม กำชับนางอย่างจริงจัง เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างมึนงง โชคดีที่ลู่ไป่ชวนไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาได้ยินเช่นนี้ มีหวังต้องโกรธจนกระอักเลือดเป็นแน่
แต่คนที่ใบหน้าจืดเจื่อนยิ่งกว่าใครในตอนนี้ก็คือนางฉิน
นางฉินเหลือบมองนางซุนด้วยความขมขื่นเล็กน้อย แต่นางซุนก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีอะไร หลังจากคาดคั้นให้เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงแล้วก็บอกว่าตนจะไปเดินดูที่โรงงานสักหน่อย จากนั้นก็พุ่งตัวออกไป ทิ้งเหอจิ่วเหนียงกับนางฉินยืนมองหน้ากันไปมา
นางฉินรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย ยกมือเกาศีรษะ คิดหาคำพูดทำลายความปั่นป่วน จนกระทั่งพูดออกมา “น้องสะใภ้สาม เอ่อ… เจ้าเองก็ไม่ต้องเครียดนะ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นหมอ…”
“ไม่ๆๆ พี่สะใภ้รอง ข้าไม่ได้เครียดเลย…” เหอจิ่วเหนียงตอบจริงจัง “...จริงๆเจ้าค่ะ!”
แต่เห็นได้ชัดว่านางฉินไม่เชื่อ ตบหลังมือน้องสะใภ้เบาๆด้วยความเห็นใจ และเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “น้องสะใภ้สาม เจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าเข้าใจ ในเมื่อเมื่อคืนนอนไม่อิ่มก็ไปนอนพักต่ออีกหน่อยเถอะ”
เหอจิ่วเหนียง “...”
หมดคำพูดจริงๆ…
ช่างเถอะ ตอนนี้ทำได้แค่ยอมรับสภาพ พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อ
นางจึงพยักหน้าและเดินกลับเข้าห้องอย่างเหม่อลอย
ความจริงแล้วนางก็นอนไม่พอจริงๆ ลู่ไป่ชวนมีอาการแพ้ กลางคืนนอนหลับไม่สนิท นางลุกมาทายาให้เขาอยู่หลายรอบ ดังนั้นเมื่อหัวถึงหมอนนางก็หลับไปทันที
กระทั่งตื่นมาอีกทีก็ถึงเวลาอาหารมื้อเที่ยงพอดี
ช่วงเวลาอาหารมื้อเที่ยงคนในครอบครัวส่วนมากไม่อยู่บ้าน มีแค่พวกนางไม่กี่คน จึงทำอาหารกินกันง่ายๆ
พวกสาวใช้ที่อยู่ที่นี่แต่เดิมไปทำงานที่โรงครัวกันหมดจึงกินข้าวที่นั่น ครอบครัวลู่มีเมตตา จ่ายค่าแรงให้พวกนางไม่น้อย ดังนั้นทุกคนจึงขยันและตั้งใจทำงานมาก
ภายในระยะเวลาสั้นๆ พวกนางเก็บเงินได้ไม่น้อยเลย ร่ำรวยกว่าสาวใช้ในตระกูลเศรษฐีเสียอีก แม้แต่ยามหลับพวกนางก็ยังรู้สึกโชคดีมากที่ได้มาเป็นสาวใช้ในบ้านครอบครัวลู่
ส่วนสาวใช้ที่เพิ่งมาใหม่ถูกเครื่องจักรเย็บผ้าดึงดูดความสนใจเข้าแล้ว แม้แต่ยอดฝีมือสาวทั้งสี่ที่ถนัดด้านการรบราฆ่าฟันก็ยังแย่งกันลองใช้สิ่งประดิษฐ์อันล้ำค่าชิ้นนี้ ในใจพวกนางรู้สึกทึ่งกับความฉลาดของเจ้านายมาก
ผู้เฒ่าลู่กับลู่ไป่ชวนกลับมาจากบ้านผู้นำหมู่บ้านในมื้อเที่ยงพอดี ไม่ใช่ว่าผู้นำหมู่บ้านตระหนี่ถี่เหนียว แต่เป็นเพราะผู้หญิงในครอบครัวผู้นำหมู่บ้านมาทำงานที่โรงงานครอบครัวลู่กันหมด ผู้ชายในบ้านจึงต้องหาข้าวปลากินกันเอง
เมื่อเห็นสองพ่อลูกกลับมา นางซุนก็ถามทันที “เป็นอย่างไร สร้างได้หรือไม่?”
จบตอน
Comments
Post a Comment