ตอนที่ 361: กิจการใหม่
ผู้เฒ่าลู่พยักหน้าบอกเล่า “สร้างได้ เป็นเพราะครอบครัวเราทำประโยชน์ให้หมู่บ้านไม่น้อย พวกชาวบ้านก็เลยไม่ว่าอะไร ไม่อย่างนั้นต่อให้ผู้นำหมู่บ้านอนุญาตแต่ชาวบ้านไม่ยอมก็ทำไม่ได้ โชคดีที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเราได้ใจชาวบ้านไม่น้อย”
ก่อนไปชายชราก็คิดเช่นนี้เอาไว้ และแล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปดังคาด ผู้นำหมู่บ้านเป็นคนพูดง่าย หลังจากตอบตกลงยังสรรเสริญพวกเขาอีกว่าโรงงานของครอบครัวลู่นำพาชาวบ้านให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ทุกคนต้องยินดีให้พวกเขาอยู่ที่นี่ถาวรแน่นอน จะได้นำพาทุกคนไปสู่ความรุ่งโรจน์ด้วยกัน
นางซุนพยักหน้า และหันไปพูดกับลู่ไป่ชวน “เห็นหรือยัง นี่ล้วนเป็นความดีความชอบของเมียเจ้า ต่อไปถ้าเจ้ากล้าทำไม่ดีกับนาง ข้าจะให้นางเลิกกับเจ้า!”
ลู่ไป่ชวน “…”
นี่นางเป็นแม่แท้ๆของเขาแน่นะ?
ผู้เฒ่าลู่รีบพยักหน้าสนับสนุนนางซุน “ใช่ๆ ให้เลิกกับเจ้าแล้วไล่เจ้าออกจากบ้าน!”
ลู่ไป่ชวน “…”
เจ็บซ้ำสอง!
นางฉินรู้สึกขำขันยิ่งนัก ท่านแม่ปฏิบัติต่อครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เคยทำให้บุตรชายและลูกสะใภ้ต้องลำบากใจ แต่กับครอบครัวสามกลับแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารักและเอ็นดูใครเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้นทั้งหมดก็เป็นแค่การหยอกเย้า ความจริงแล้วสองผู้เฒ่ารักลูกหลานทุกคนเท่าเทียมกัน บรรยากาศในครอบครัวมีแต่ความอบอุ่น
อันที่จริงนางฉินรู้สึกอิจฉาเหอจิ่วเหนียงมาก แต่ก็รู้ว่าตัวเองไม่มีความน่าสนใจเหมือนน้องสะใภ้สาม และไม่กล้าต่อปากต่อคำกับแม่สามีด้วย
เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างลำพองใจ และกำลังคิดว่าเดี๋ยวจะบอกลู่ไป่ชวนดีหรือไม่ว่าสุภาพสตรีซุนคิดว่าเขามีปัญหาเรื่องอย่างว่า
แต่คิดไปคิดมาแล้วก็ช่างเถอะ ไม่พูดดีกว่า ไม่อย่างนั้นเจ้าเด็กโข่งคงต้องปวดใจมากเป็นแน่
แค่เรื่องที่เขาจากบ้านไปนานหลายปี กลับมาอีกทีพบว่าตัวเองกลายเป็นลูกนอกไส้ไปแล้วในใจก็คงรู้สึกหดหู่ไม่น้อย นางไม่อยากซ้ำเติมให้เขาต้องเจ็บปวดอีก
หึหึ
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ลู่ไป่ชวนกับผู้เฒ่าลู่ก็ออกจากบ้านไปอีกครั้งเพื่อไปดำเนินการซื้อที่ดิน และปรึกษาเรื่องสร้างหอบรรพชน การปรึกษานี้บรรดาญาติพี่น้องก็เข้าร่วมด้วย
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง ช่วงนี้พวกญาติพี่น้องก็ไม่ได้ออกไปทำงานที่ไหน สองพ่อลูกจึงไปหาพวกเขาเพื่อปรึกษาหารือ
ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็อยู่กับนางซุนและนางฉินที่กำลังนั่งทำงานเย็บปักถักร้อย ทั้งสามพูดคุยกัน วันเวลาเช่นนี้ช่างสบายใจยิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านแม่ ข้าซื้อสาวใช้มาเพิ่มอยู่ในเมืองหลายคน ช่วงนี้กำลังให้พวกนางเรียนรู้อักษร ตอนนี้ในร้านของเราคงไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะ ข้าก็เลยคิดว่าจะทำการค้าอย่างอื่นเพิ่มเจ้าค่ะ”
กล่าวจบ นางก็ทำหน้าตาซุกซนกับนางซุน
ถึงแม้ตอนนี้ครอบครัวไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง แต่ถ้าหาเงินได้เพิ่ม ใครจะไม่ชอบกันล่ะ
โดยเฉพาะพวกเขาที่ผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย ย่อมอยากหาเงินมาให้ได้เยอะๆอยู่แล้ว ต่อไปหากเกิดเหตุการณ์อะไรก็สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้
เมื่อได้ยินดังนั้น ไม่เพียงนางซุนเท่านั้นที่ดีใจ แม้แต่นางฉินเองก็ดีใจด้วย รีบถามทันที “น้องสะใภ้สาม ละ ละ แล้ว… แล้วพวกเราร่วมลงขันกับเจ้าด้วยได้หรือไม่ เจ้าจะให้ข้าทำอะไรข้าจะทำทุกอย่าง!”
ครอบครัวรองไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่อะไร แต่ก็คิดอยากร่วมลงขันทำการค้ากับครอบครัวใหญ่และครอบครัวสาม ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนในครอบครัวก็ยินดีที่จะช่วยเหลือครอบครัวรอง
“ได้สิเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางตอบ “ตอนนี้ในเมืองก็มีเป็ดดำลู่กับหอเจียย่วนแล้ว ช่วงนี้กิจการเป็นไปได้ดีทีเดียวเจ้าค่ะ ดังนั้นพวกเราไม่ต้องห่วงร้านพวกนี้แล้ว
ข้าพบว่าพวกเศรษฐีในเมืองชอบกินขนมกันมาก ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าอยากเปิดร้ายขายขนมเจ้าค่ะ”
“ร้านขนมอย่างนั้นหรือ?”
นางซุนขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่ครอบครัวเราไม่มีใครทำขนมเป็นเลยนะ?”
“ข้าก็ทำไม่เป็นเจ้าค่ะ ฮี่ๆๆ”
เหอจิ่วเหนียงขำคิกคัก และพูดต่อ “แต่พวกพี่สาวที่สวนซีสุ่ยฝีมือไม่เลวเลยละเจ้าค่ะ ข้าคิดสูตรขนมให้พวกนางได้ ลองให้พวกนางทำสักสามสี่วันก็ทำออกมาได้แล้วเจ้าค่ะ”
“น้องสะใภ้สาม เจ้าเก่งมากจริงๆ รู้สูตรอาหารเยอะแยะเลย!”
แววตานางฉินลุกวาว น้องสะใภ้สามอาจดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่ความจริงแล้วนางคือคนที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง ทั้งยังทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดไม่หยุดอีกด้วย ไม่รู้ว่าสมองของนางทำด้วยสิ่งใด ช่างน่าทึ่งมากจริงๆ
“ฮี่ๆๆ ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่ชอบชิมนู่นนี่ไปเรื่อย พอกินแล้วก็สัมผัสรสชาติให้ละเอียดและคิดสูตรออกมา บวกกับความคิดเพิ่มเติมของพวกเราเองด้วย แค่นี้ก็ได้สินค้าใหม่แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงถ่อมตัวเล็กน้อย ไม่ทำให้ตัวเองโดดเด่น
แต่ถึงกระนั้นนางฉินก็ยังคงชื่นชม “น้องสะใภ้สามช่างเป็นดาวนำโชคของครอบครัวเราจริงๆ!”
นางซุนไม่อยากชม เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะลำพองใจเกินไป แต่ตอนที่นางฉินชื่นชมนางก็ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด ถึงอย่างไรนางเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของนางฉิน
“ฮี่ๆๆ ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว! กลับเข้าเรื่องกันก่อนเจ้าค่ะ พวกท่านคิดว่าความคิดนี้เป็นเช่นไรเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงมองพวกนางด้วยแววตาคาดหวัง
“เรื่องพวกนี้พวกเราไม่ค่อยเข้าใจนัก เจ้าตัดสินใจได้เลย พวกเราสนับสนุนเจ้าแน่นอน!”
นางฉินแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาทันที นางซุนเองก็กล่าว “ถ้าเจ้ามั่นใจก็ทำได้เลย ครอบครัวสนับสนุนเจ้า ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน ทุกคนจะแบกรับไปด้วยกัน!”
นางฉินพยักหน้ารัวๆ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกซาบซึ้งใจในคำพูดของนางซุน
ฮือๆๆ ท่านสุภาพสตรีซุนช่างมีความคิดก้าวหน้ามากจริงๆ
นางซุนไม่ได้พูดถึงกำไรเท่านั้น แต่ยังพูดถึงการขาดทุนอีกด้วย นี่ก็เพื่อให้คนที่ร่วมลงขันทำกิจการกับนางได้รู้ว่า การทำการค้าไม่ได้มีแค่กำไรเท่านั้น แต่มีโอกาสขาดทุนได้ด้วย
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ!”
นางคล้องแขนนางซุนอย่างสนิทสนม ทั้งยังหอมแก้มนางซุนไปหนึ่งฟอด นางซุนยังทำอย่างเดิม ง้างมือจะตีนางแต่นางก็หลบอย่างรวดเร็วเช่นเคย
ทั้งสามหัวเราะร่า เหอจิ่วเหนียงอธิบายรายละเอียดให้ฟังต่อ “ร้านขนมนี่ข้าอยากทำให้ใหญ่ๆ จะไม่ได้เป็นแค่ร้านขายขนมธรรมดาธรรมดา แต่จะเปิดพื้นที่ให้พวกเศรษฐีมานั่งพักผ่อน พบปะพูดคุยกัน คล้ายกับหอน้ำชาน่ะเจ้าค่ะ เช่นนี้เงินลงทุนก็ต้องมากหน่อย และจำเป็นต้องใช้เวลาเตรียมตัว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็สามารถเปิดร้านได้ภายในสิ้นปีนี้เจ้าค่ะ”
นางฉินกล่าว “ถ้าตอนนี้ครอบครัวยังไม่มีการค้าอะไร ข้าสามารถเอาเงินในมือทั้งหมดลงขันด้วยได้เลย!”
ตอนนี้ครอบครัวแบ่งเงินปันผลบ่อยขึ้น บวกกับมีกิจการในเมืองหลักด้วย ตอนนี้นางฉินมีเงินสำรองอยู่ในมือหลายร้อยตำลึง รอจนถึงเวลาที่ลงขันจริงๆ ก็คงจะเก็บเงินได้ประมาณหนึ่งพันตำลึง นางตั้งใจอยากเอาไปลงขันทั้งหมด
ความรู้สึกที่ได้รับความเชื่อใจมันวิเศษมากจริงๆ เหอจิ่วเหนียงกล่าว “พี่สะใภ้รองวางใจได้ ข้าจะพาท่านจับเงินก้อนใหญ่ได้แน่เจ้าค่ะ!”
ความมั่งคั่งของเหอจิ่วเหนียงในตอนนี้สามารถเปิดร้านเองได้อยู่แล้ว แต่ถ้าสามารถนำพาครอบครัวหารายได้ไปพร้อมๆกันได้นางย่อมยินดี ส่วนเฉิงเสวี่ยเวยต้องชวนมาทำด้วยอยู่แล้ว พี่สาวเงินหนาท่านนี้ไม่ดึงเข้ามาร่วมด้วยคงน่าเสียดาย
“น้องสะใภ้สาม ข้าเชื่อเจ้าอยู่แล้ว!”
นางฉินหัวเราะด้วยความสุขใจ สองสามีภรรยาครอบครัวสามกลับบ้านมาสองวัน อย่าว่าแต่พ่อแม่สามีเลยที่ดีใจ แม้แต่นางเองก็ดีใจมากเหมือนกัน
น้องสามพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็โน้มน้าวสามีนางให้ล้มเลิกความคิดอยากออกไปต่างแดนได้แล้ว ตอนนี้น้องสะใภ้สามยังคิดกิจการใหม่ออกมาได้อีก ต่อให้พวกเขาไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอก ดูแลการค้าของครอบครัวให้ดี ก็สามารถมีชีวิตที่มั่งคั่งได้ ไม่มีเรื่องใดดีไปกว่านี้แล้ว
ขณะที่สตรีทั้งสามพูดคุยกันอยู่ เสียงกีบม้าอย่างเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก ขณะที่พวกนางกำลังสงสัย ลู่เสี่ยวหยางก็วิ่งพรวดเข้ามา
“เสี่ยวหยาง เหตุใดถึงรีบกลับมาเช่นนี้ล่ะ?”
นางฉินมองลู่เสี่ยวหยางสภาพเหงื่อโซมกาย หายใจหืดหอบ ในใจก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี
ตอนที่ 362: นางหยูมีเรื่อง
ลู่เสี่ยวหยางมองไปที่เหอจิ่วเหนียง “เกิดเรื่องกับท่านป้าสะใภ้ใหญ่แล้วขอรับ!”
นางหยูเกิดเรื่องอย่านั้นหรือ!
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วแน่น “เกิดอะไรขึ้น พี่สะใภ้ใหญ่ไปเรียนทำอาหารที่หอสุราไม่ใช่หรือ?”
“ใช่ขอรับ แต่เมื่อเที่ยงท่านป้าสะใภ้ใหญ่ทำแจกันดอกไม้แตกตอนกำลังช่วยยกอาหารไปให้ลูกค้า เถ้าแก่หอสุราบอกว่าแจกันดอกไม้นั่นราคานับพันตำลึง ต้องการให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ชดใช้เป็นเงินให้ขอรับ!”
ลู่เสี่ยวหยางเล่าต่อทั้งที่ยังหายใจกระหืดกระหอบ “ป้าสะใภ้ใหญ่สงสัยว่ามันเป็นแค่ของที่วางตกแต่งในร้าน ดูแล้วราคาไม่น่าถึงพันตำลึงก็เลยแอบบอกให้ข้าไปเชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเครื่องลายครามมาช่วยดู ข้าไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน ก็เลยกลับมาบอกที่บ้านก่อนขอรับ!”
ตามความต้องการของนางหยูก็คือ ต้องการเชิญผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบว่าแจกันใบนั้นมีราคาถึงพันตำลึงจริงหรือไม่ หากเป็นจริงนางก็ยอมรับและจะรับผิดชอบ
การทำเช่นนี้นับเป็นเรื่องถูกต้อง
แต่ทุกคนก็สงสัยเหมือนนางหยู แจกันดอกไม้ใบนั้นน่าจะมีราคาไม่ถึงพันตำลึง
จะมีใครเขาเอาแจกันดอกไม้ล้ำค่าปานนั้นมาวางสุ่มสี่สุ่มห้าไว้ในร้านเช่นนี้ล่ะ
คนเดินกันในร้านขวักไขว่ ความเสียหายต่อแจกันเกิดขึ้นได้ทุกโอกาส เถ้าแก่หอสุราในอำเภอเล็กๆจะกล้าเอาของล้ำค่าขนาดนี้มาวางหรือ
“ไป ข้าจะไปดูกับเจ้า”
เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็เดินออกไปทันที ลู่เสี่ยวหยางรีบตามไปอย่างรวดเร็ว นางซุนก็อยากตามไปด้วย แต่เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านแม่ ท่านรอฟังข่าวกับพี่สะใภ้รองอยู่ที่บ้านนะเจ้าคะ ข้าไปดูเอง ถ้าเป็นของโบราณล้ำค่าจริงๆ พวกเราก็จะยอมรับว่าเป็นคราวเคราะห์และจ่ายเงินชดใช้…”
พูดถึงตรงนี้นางก็แสยะยิ้มเล็กน้อย ‘แต่ถ้าไม่ใช่ ก็รอข้าสั่งสอนได้เลย’
ตอนนี้เงินของครอบครัวใหญ่กับเงินครอบครัวรองมีจำนวนไม่ต่างกันมาก ครอบครัวใหญ่มีน้อยกว่าครอบครัวรองเล็กน้อย ครอบครัวใหญ่เหลยจื่อกำลังเรียนอยู่ ส่วนถิงยาโถวก็กำลังเรียนเย็บปักถักร้อย เด็กทั้งสองล้วนต้องใช้เงิน นอกจากนี้ ตอนนี้สองสามีภรรยาครอบครัวใหญ่ก็กำลังเรียนรู้งานที่จะนำมาประกอบอาชีพอยู่ด้วย แต่ถึงจะออกไปเรียนก็ได้รายได้กลับมา ทว่าแต่ละเดือนก็หาเงินได้เพิ่มแค่ไม่กี่ร้อยอีแปะ
ส่วนครอบครัวรองมีแค่เจี๋ยจื่อที่กำลังเรียนอยู่ นางหยูกำลังตั้งครรภ์ในระยะแรกจึงไม่ได้ไปทำงาน แต่หลังจากนี้หากอาการคงที่แล้วก็สามารถไปทำงานที่โรงงานได้ทุกวัน เดือนหนึ่งก็มีรายได้จำนวนไม่น้อย ส่วนลู่เหอหรงไม่เคยหยุดพักเลย ไปหาของในป่าทุกวัน บางครั้งก็ไปจัดการเรื่องซื้อขายที่ดิน งานเหล่านี้เป็นรายได้อีกทางหนึ่งของเขาด้วย
ทั้งยังมีรายได้จากโยวยาโถวและเหลียนฮวาด้วย รายได้ของเด็กสาวสองคนนี้ไม่ธรรมดาเลย มีส่วนแบ่งในการขายด้วย ตอนนี้นับได้ว่าดรุณีน้อยทั้งสองกับลู่เสี่ยวหยางเป็นคนที่มีเงินเดือนมากที่สุดแล้ว
นางฉินไม่รับเงินทั้งหมดของสาวน้อยทั้งสอง แต่ก็รับมาบ้างเล็กน้อย เพื่อช่วยสะสมไว้เป็นสินเดิมให้พวกนาง
จากเรื่องราวเหล่านี้บอกได้ว่า ครอบครัวใหญ่ไม่ได้มีเงินมากมาย ดังนั้นการให้นางหยูควักเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึงออกมาชดใช้จึงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
และต่อให้ต้องชดใช้จริงๆ ก็ต้องขอยืมจากเหอจิ่วเหนียงแล้ว
ทว่าเหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมในแปลกๆ ไปดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน
นางซุนย่อมปวดใจหากต้องเสียเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้น กว่าจะหาเงินจำนวนนั้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางจึงร้อนใจ “เจ้ารอข้าเดี๋ยว!”
นางหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในห้องตัวเอง ไม่นานก็วิ่งออกมาพร้อมกับหีบเล็กๆใบหนึ่ง ยัดหีบใส่มือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าว “นี่เป็นเงินปันผลส่วนของข้ากับพ่อเจ้า ถึงแม้จะไม่เยอะมาก แต่เจ้าเอาไปเผื่อด้วยก่อน เผื่อได้ใช้!”
นางฉินได้ยินดังนั้นก็ร่วมด้วยทันที “น้องสะใภ้สามรอข้าเดี๋ยว พี่สะใภ้ใหญ่น่าจะเอาเงินติดตัวไปไม่เยอะ ข้าพอมีอยู่บางส่วน เจ้าเอาไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ก่อน!”
ขณะปากบอกก็หันหลังก้าวฉับๆกลับไปที่ห้องตัวเอง แต่เหอจิ่วเหนียงห้ามเอาไว้ “ข้ารู้ว่าพวกท่านร้อนใจ แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้สถานการณ์ชัดเจน ใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ ข้าพอมีเงินอยู่ ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้าช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ได้ พวกท่านเอาคืนไปเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยัดหีบคืนให้นางซุน และรีบออกจากบ้านไปทันที
เพิ่งจะขึ้นรถม้าเตรียมออกเดินทาง ผู้เฒ่าลู่และลู่ไป่ชวนก็กลับมาพอดี ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็ไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น รีบขึ้นรถม้าไปกับภรรยาก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ผู้เฒ่าลู่มองรถม้าที่เคลื่อนออกไป และหันไปเห็นหญิงชรากับสะใภ้รองที่วิ่งตามออกมา จึงถามด้วยความสงสัย “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
นางซุนขมวดคิ้วด้วยความร้อนใจ “สะใภ้ใหญ่เจอปัญหาเข้าแล้ว สะใภ้สามกำลังตามไปดู”
“สะใภ้ใหญ่ไปเรียนทำอาหารที่หอสุราไม่ใช่หรือ เกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร?”
ผู้เฒ่าลู่เค้นถาม แต่ตอนนี้นางซุนไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจเขา เดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยความกลัดกลุ้ม
ตอนนี้ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดอันตรายใด ขอแค่คนปลอดภัย ส่วนเงิน…เงินหมดก็หาใหม่ได้!
ชายชราประหลาดใจมาก หญิงชราไม่พูด เขาก็ทำได้แค่ไปถามนางฉิน นางฉินจึงเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง เมื่อได้ยินว่าต้องชดใช้เงินจำนวนหนึ่งพันตำลึงก็สูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ
ทางด้านบนรถม้า เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ลู่ไป่ชวนฟังจบแล้ว
“ข้าคิดว่านี่ไม่ใช่แค่การหลอกเอาเงิน ข้าว่าเถ้าแก่หอสุราน่าจะรู้ฐานะของพี่สะใภ้ใหญ่”
เหอจิ่วเหนียงวิเคราะห์แล้วก็รู้สึกว่า เรื่องนี้คงไม่ง่ายแค่นั้น
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เราไปดูสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสพลิกสถานการณ์”
ลู่ไป่ชวนตบหลังมือนางเบาๆ เพื่อปลอบให้นางใจเย็น
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ข้าไม่ได้ร้อนใจ แค่โมโหที่ตัวเองตรากตรำทำงานหนักเพื่อจะกลับบ้านมาพักผ่อนสักสองสามวันแล้วมาเจอเรื่องเช่นนี้ หวังว่าเถ้าแก่หอสุรานั่นจะไม่ตุกติก ไม่อย่างนั้นละก็ ข้าจะตีให้อึราดเลย!”
ลู่ไป่ชวน “…”
ขณะนี้หน้าประตูหอสุราเซิ่งคังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทุกคนต่างเข้ามารับชมความบันเทิง
นางหยูยืนอยู่กลางฝูงชน นางทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่ไม่นานเหลียนฮวาและลู่จิ้งซวนก็มา หลังจากถามต้นสายปลายเหตุชัดเจนก็รอคำชี้ขาดของช่างฝีมือ ถ้ามีค่าถึงพันตำลึงจริงก็คงต้องรับผิดชอบ
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะ”
ลู่จิ้งซวนจับมือปลอบภรรยา ถึงแม้ตอนนี้ครอบครัวใหญ่จะไม่ได้มีเงินมากมายนัก แต่ก็สามารถยืมจากพวกน้องๆเอามารวมกันได้ โชคดีที่ตอนนี้ครอบครัวทำการค้า ยังพอกัดฟันควักเงินจำนวนนี้ออกมาได้ แต่หากเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ต้องแก้ผ้าถอดกางเกงพวกเขาก็คงไม่มีปัญญาหาเงินมากมายเช่นนี้ได้แน่นอน
นางหยูน้ำตาคลอ เอาแต่พึมพำโทษตัวเอง “ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าก็แค่ช่วยยกอาหารไปให้ลูกค้า ไม่นึกว่าแจกันดอกไม้นั้นจะแตก…”
ตั้งแต่แจกันดอกไม้แตกจนถึงตอนนี้ นางหยูก็ตกใจกลัวจนตัวแข็งทื่อตลอด กระทั่งถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจว่าจู่ๆ เหตุใดแจกันดอกไม้นั่นถึงแตกได้ หรือเป็นเพราะนางไม่ระวังไปโดนมันเข้า แต่เท่าที่จำได้นางไม่ได้แตะแจกันดอกไม้นั่นเลยด้วยซ้ำ…
“ไม่เป็นไร อย่าเสียใจไปเลยนะ ไม่มีเงินเราก็หาใหม่ได้ ขอแค่เจ้าไม่เป็นอะไรก็พอแล้ว”
ลู่จิ้งซวนยกมือเช็ดน้ำตาให้หญิงสาว เขารู้สึกสงสารนางจับใจ
หลังจากภรรยามาที่หอสุราแห่งนี้ก็หมดแรงกลับบ้านทุกวัน นางยุ่งตัวเป็นเกลียวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ นอกจากนี้ คนในหอสุราก็ไม่ได้ตั้งใจสอนนางจริงๆเลย เอาแต่เรียกใช้ราวกับนางเป็นสาวใช้ เขาพยายามโน้มน้าวภรรยาอยู่หลายครั้งว่าถ้าไม่ไหวก็กลับไปทำงานที่บ้านดีกว่า ถึงอย่างไรตอนนี้ฐานะทางครอบครัวก็ดีกว่าเมื่อก่อนมาก อีกอย่าง ฝีมือการทำอาหารของนางก็ดีอยู่แล้ว ต่อให้เปิดร้านอาหารเล็กๆก็ต้องขายดิบขายดีแน่นอน ไม่ต้องเรียนทำอาหารจานหลักของหอสุราก็ได้
แต่ภรรยาเขามีความอดทนสูง นางคิดว่าในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องตั้งใจทำให้เต็มที่ และอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อพัฒนาความสามารถจริงๆ วันข้างหน้านางออกมาเปิดร้านเองก็จะส่งผลดีต่อนางด้วย ทว่าสุดท้ายกลับมาเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น
เถ้าแก่หอสุรายืนกอดอกอยู่ตรงหน้านางสักพักจนทนไม่ไหว จึงให้คนยกเก้าอี้มาให้นั่ง จากนั้นถามด้วยอารามหงุดหงิด “นานป่านนี้แล้ว ตกลงพวกเจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?”
ตอนที่ 363: คำนวณทุกอย่างให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด
วาจานี้กดดันพวกนางหยูได้ไม่น้อย พวกนางกำลังรอให้ลู่เสี่ยวหยางไปตามผู้เชี่ยวชาญมาชี้ขาด ทว่าเหตุใดนานป่านนี้แล้วยังไม่มาอีก
ได้ยินดังนั้นลู่จิ้งซวนก็กล่าวทันที “เถ้าแก่ รบกวนท่านรออีกหน่อย หลานชายข้ากำลังกลับไปเอาเงินที่บ้านแล้ว”
การแสดงออกภายนอกของพวกเขาตอบตกลงว่ากำลังกลับไปเอาเงินที่บ้าน แต่ความจริงแล้วกลับให้ลู่เสี่ยวหยางไปตามผู้เชี่ยวชาญมา เช่นนี้เถ้าแก่หอสุราจะได้ไม่มีการป้องกันตัว
ผู้คนที่มามุงดูต่างสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ ไม่อยากเชื่อเลยว่าสองสามีภรรยาคนธรรมดาคู่นี้จะมีเงินพันตำลึงมาชดใช้ให้ได้จริงๆ คงไม่ได้โกหกกระมัง
หากเป็นพวกเขา ฐานะทางบ้านมีเงินมากมายเช่นนั้นจะมาทำงานให้เหนื่อยในหอสุราอีกทำไม นอนกอดเงินหนึ่งพันตำลึงนั่น ใช้ชาตินี้ทั้งชาติก็ใช้ไม่หมด นางหยูกลับยังลำบากตรากตรำมาทำงาน สมองฟั่นเฟือนไปแล้วแน่
“ข้าว่าพวกเจ้าไม่น่ามีเงินมากมายขนาดนั้นนะ หนึ่งพันตำลึง? ข้าว่าพวกเจ้าสองผัวเมียคงควักออกมาได้แค่สิบตำลึงกระมัง ฮ่าๆๆ…”
หนึ่งในฝูงชนคันปากอดเย้ยหยันไม่ได้ สองผัวเมียคู่นี้สวมเสื้อผ้าธรรมดา ผ้าก็เป็นผ้าเนื้อหยาบราคาถูกที่สุดทั้งยังสกปรกมอมแมม เนื้อตัวผู้ชายคนนี้เปื้อนขี้เถ้าเต็มตัว ส่วนเนื้อตัวฝ่ายหญิงก็เลอะเทอะด้วยคราบน้ำมัน สภาพเช่นนี้จะมีเงินหนึ่งพันตำลึงได้อย่างไร
คำพูดของสองผัวเมียคู่นี้เป็นคำโกหกชัดๆ!
ทุกคนแค่ดูสารรูปก็สามารถตัดสินได้แล้ว ทว่าเถ้าแก่หอสุรากลับยังคงนั่งรอ ช่างเป็นคนซื่อสัตย์ยุติธรรมกับตัวเองยิ่งนัก!
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกดีต่อเถ้าแก่หอสุราขึ้นมาไม่น้อย
เถ้าแก่หอสุรานั่งรออย่างสงบ ดูไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด ทั้งยังพยักหน้ารับคำพูดของลู่จิ้งซวนและนั่งรอต่อไป
เหตุการณ์นี้ดึงดูดความสนใจของฝูงชนได้มากทีเดียว
ขณะนี้ดวงอาทิตย์ส่องแสงแผดเผาอยู่ตำแหน่งเหนือศีรษะ ฝูงชนยังคงปักหลักรอชมเหตุการณ์ ระหว่างรอก็พูดคุยกันไปต่างๆนานา โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นประเด็นนั่นก็คือ เรื่องราคาพันตำลึงของแจกันดอกไม้
“เถ้าแก่หอสุรารวยเกินไปแล้วกระมัง แจกันดอกไม้ราคาแพงหูฉี่ปานนั้นเอามาวางในร้านเช่นนั้น มันก็เสียหายได้ง่ายสิ!”
“นั่นน่ะสิ ข้าเองก็มากินข้าวที่หอสุรานี่บ่อยๆเหมือนกัน เดินผ่านแจกันดอกไม้นั่นก็หลายครั้ง พอมานึกๆดูตอนนี้ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาเหมือนกัน ถ้าคนที่ทำแจกันนั่นแตกเป็นข้า ข้าไม่มีปัญญาชดใช้แน่ๆ ต่อให้ข้าเอาตัวเองไปขายก็คงไม่ได้เงินขนาดนั้น!”
“ถ้าพวกเจ้าไม่พูดขึ้นมาข้าก็ลืมนึกไปแล้วนะเนี่ย คนปกติที่ไหนเขาเอาของล้ำค่าราคาแพงมาวางในร้านในที่ที่คนเดินไปเดินมากันล่ะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเถ้าแก่หอสุราเซิ่งคังคิดอะไรอยู่”
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม กระทั่งผ่านไปอีกครู่ใหญ่ คนของครอบครัวลู่ก็ยังไม่โผล่มา อย่าว่าแต่เถ้าแก่หอสุราเลย แม้แต่คนที่มามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหล่านี้ก็แทบทนรอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
“ตกลงจะเอาอย่างไรกันแน่ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ไปแจ้งทางการเถอะ!”
“นั่นสิ พวกเรารอดูกันจนเหนื่อยแล้วเนี่ย!”
“เดี๋ยวนะ ข้ารู้สึกคุ้นหน้าแม่นางน้อยสองคนนี้จริง เหมือนว่าจะเป็นแม่ค้าขายเป็ดดำลู่นี่นา เหตุใดถึงมายืนดูเรื่องชาวบ้านอยู่ตรงนี้ล่ะ ไม่ขายของหรือ?”
ท่ามกลางฝูงชน ในที่สุดก็มีคนจำเหลียนฮวาและโยวยาโถวได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังปะติดปะต่อไม่ได้ว่าเหลียนฮวาและนางหยูคือครอบครัวเดียวกัน
“เมื่อครู่เหมือนข้าได้ยินแม่นางน้อยสองคนนี้เรียกผู้หญิงคนนั้นว่าป้าสะใภ้ใหญ่นะ…พวกนางคงไม่ใช่คนครอบครัวเดียวกันกระมัง?”
“สองผัวเมียคู่นี้รู้จักกับเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่อย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่กระมัง… คงไม่ใช่แบบที่พวกเราคิดหรอกกระมัง?”
พลันนั้นทุกคนก็มองไปที่พวกนางหยูด้วยสายตาเหลือเชื่อ รู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะไม่ง่ายอย่างที่พวกเขาคิดไว้
และสิ่งที่เถ้าแก่หอสุรารอคอยก็คือโอกาสนี้ เมื่อเห็นว่ามีคนจำพวกเหลียนฮวาได้ก็หันไปกระซิบสั่งบางอย่างกับลูกน้อง จากนั้นลูกน้องเขาก็เดินออกไป
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของฝูงชนก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีคนตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “สองผัวเมียคู่นี้คือเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่นี่ ข้าเคยเห็นมาก่อน!”
“ที่แท้ก็เป็นเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่นี่เอง! มิน่าล่ะบ้านถึงได้มีเงิน! ตัวเองเป็นเถ้าแก่อยู่แล้ว เหตุใดต้องหาเรื่องเหนื่อยให้ตัวเองอีกล่ะ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่เข้าใจอยู่ดี”
“ความคิดของคนรวยๆ คนธรรมดาอย่างพวกเราจะไปเข้าใจได้อย่างไร?”
“อืม ก็จริงอย่างที่เจ้าพูด”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ในที่สุดเถ้าแก่หอสุราก็เอ่ยปาก “รอนานจนป่านนี้แล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้า ในเมื่อพวกเจ้าเป็นเถ้าแก่ร้านเป็ดดำลู่ ถ้าไม่มีเงินจ่าย… เช่นนั้นก็เอาสูตรเป็ดดำลู่มาชดใช้แทนก็แล้วกัน!”
สองสามีภรรยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเถ้าแก่หอสุราผู้นี้จะหน้าไม่อายถึงเพียงนี้
ตอนแรกที่นางหยูมาที่หอสุราแห่งนี้ก็บอกจุดประสงค์ของตัวเองชัดเจนว่าอยากมาเรียนเพื่อเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง ต่อไปจะออกไปเปิดร้านของตัวเอง นางจ่ายค่าเล่าเรียนไม่พอ ยังยินยอมทำสัญญาด้วย โดยสัญญาระบุว่าต้องทำงานที่หอสุราเป็นเวลาสามปีถึงจะออกไปเปิดร้านของตัวเองได้ เงื่อนไขเหล่านี้เขียนไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ทำให้นางไม่เพียงต้องทุ่มเทความพยายามเท่านั้น แต่ยังต้องทุ่มเทเวลาสามปีอีกด้วย
แต่ตอนนี้เถ้าแก่หอสุรากลับอยากได้สูตรเป็ดดำลู่เพียงเพราะแจกันดอกไม้ที่แตก นี่ไม่ใช่เป็นการหาเรื่องหรอกหรือ
ทุกคนยังไม่ทันได้พูดอะไร จู่ๆ เสียงเย้ยหยันเสียงหนึ่งก็ดังมาจากนอกวงล้อม “คำนวณทุกอย่างให้ตัวเองได้ผลประโยชน์สูงสุด ข้าอยู่ที่บ้านยังมองเห็นความเจ้าเล่ห์ของเจ้าเลย!”
สดับวาจา ฝูงชนต่างก็เปิดทางให้โดยมิได้นัดหมาย ลู่เสี่ยวหยางพาเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนเดินเข้ามา
“น้องสะใภ้สาม!”
นางหยูเห็นเหอจิ่วเหนียงก็วิ่งเข้าไปจับมือ ไม่รู้เพราะเหตุใด พอเห็นหน้าน้องสะใภ้สาม นางก็รู้สึกสบายใจกว่าเห็นสามีตัวเองเสียอีก
เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือนางเบาๆ เพื่อปลอบ “พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ พวกข้ามาแล้ว”
เหลียนฮวาและโยวยาโถวก็เข้าไปหาเหอจิ่วเหนียงเช่นกัน
ลู่ไป่ชวนที่มาด้วยกันแต่ถูกมองข้าม “..?”
ลู่ไป่ชวนถูกเบียดให้ห่างจากภรรยา ชายหนุ่มจนปัญญา ภรรยาของเขาได้รับความรักจากคนในครอบครัวมาก เขาจึงทำได้เพียงไปยืนมองหน้ากันกับพี่ใหญ่
เหอจิ่วเหนียงถามเหลียนฮวา “พวกเจ้ามาได้อย่างไร?”
“ได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ พวกเราเป็นห่วงก็เลยรีบมาเจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวชิงตอบก่อน เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขำนางมาก ลูบศีรษะนางพลางกล่าว “เอาละ รีบกลับไปดูแลร้านเถอะ ทางนี้มีพวกอาอยู่ อากาศร้อนเช่นนี้ถ้าของขายไม่หมดของจะเสียเอา”
“เจ้าค่ะ พวกเราจะกลับไปเดี๋ยวนี้!”
สาวน้อยทั้งสองพยักหน้า ดึงลู่เสี่ยวหยางกลับไปด้วย ตอนนี้จึงเหลือแค่ผู้ใหญ่สี่คน ทั้งสี่เผชิญหน้ากับเถ้าแก่หอสุราและบรรดาลูกน้องของเขา
“พวกเจ้าเป็นใคร?”
เถ้าแก่หอสุรามองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ ถึงแม้ตอนที่เห็นเหอจิ่วเหนียงครั้งแรกจะทึ่งกับความงามของนางเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าในอำเภอเล็กๆ จะมีโฉมงามปานนี้อยู่ด้วย แต่หัวใจของเขาก็มีคติที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งอื่นใดว่า โฉมงามไหนเลยจะเทียบได้กับเงินทองของล้ำค่า ดังนั้นสีหน้าเขาจึงพลันแสดงความหงุดหงิดอย่างแรง
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “หืม อยากได้สูตรเป็ดดำลู่ของข้า แต่ไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร เถ้าแก่อ้วนกำลังล้อเล่นข้าอยู่กระมัง?”
สิ่งที่เถ้าแก่หอสุราเกลียดที่สุดก็คือมีคนมาเรียกเขาว่าอ้วน! ผู้หญิงคนนี้เรียกเขาว่าอ้วนต่อหน้าผู้คนมากมาย ช่างน่าโมโหยิ่งนัก! แต่ยังไม่ทันตอบโต้อะไร เสียงเซ็งแซ่ของฝูงชนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้หยา นี่ท่านหมอเหอนี่! ไม่ได้เจอท่านหมอเหอนานแล้วเหมือนกันนะ”
“ท่านหมอเหอไปอยู่เมืองหลักแล้วไม่ใช่หรือ กลับมาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย วันหน้ายังมาประจำการในอำเภอรักษาโรคให้พวกเราอีกหรือไม่?”
“ที่แท้ท่านหมอเหอก็เป็นเจ้าของร้านเป็ดดำลู่นี่เอง! ท่านหมอเหอเก่งยิ่งนัก ทำเป็นหมดไปซะทุกอย่าง!”
ตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงไปรักษาในเมืองหลัก พวกเขาก็ไม่ได้เจอนางนานแล้ว แต่ใครจะจำหมอหญิงที่หน้าตางดงามทั้งยังมีวิชาแพทย์เป็นเลิศเช่นนี้ไม่ได้ล่ะ
ตอนที่ 364: เพราะเจ้าอัปลักษณ์เกินไป
เถ้าแก่หอสุราได้ยินคำพูดของฝูงชนก็พอจะคาดเดาได้
เขาไม่เคยรู้จักเหอจิ่วเหนียงมาก่อน ย่อมไม่รู้ และดูแล้วก็ไม่รู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้จะมีความสามารถอะไร
คนพวกนี้คงเห็นว่าหมอหญิงหน้าตาดี อยากผูกสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นจึงสรรเสริญเยินยอนางมาก
แต่ว่า… ผู้หญิงคนนี้เป็นเจ้าของร้านเป็ดดำลู่อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็จัดการง่ายเลย
“ไม่ต้องให้สูตรอาหารก็ได้ เช่นนั้นก็จ่ายเงินชดใช้มาหนึ่งพันตำลึง ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่ข้าพูดไปก่อนหน้านี้ก็แค่ช่วยหาทางออกให้นาง”
เถ้าแก่หอสุรายักไหล่ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดูเหมือนเขาไม่ได้ปรารถนาในสูตรเป็ดดำลู่จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าก็ต้องขอบคุณจริงๆ พี่สะใภ้ของข้าทำแจกันดอกไม้ของเจ้าแตก การชดใช้ด้วยเงินก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ราคาคงไม่ใช่หนึ่งพันตำลึง ต้องดูก่อนถึงจะรู้ เพราะอย่างไรข้าก็รู้สึกว่าไม่มีคนปกติที่ไหนเขาเอาแจกันดอกไม้ราคาแพงปานนั้นมาวางกลางร้านหรอก เจ้าว่าหรือไม่ เถ้าแก่อ้วน?”
เหอจิ่วเหนียงจับสังเกตได้ว่า ยามที่นางเรียกเขาว่าเถ้าแก่อ้วน สีหน้าของเถ้าแก่หอสุราพลันย่ำแย่ลงมาก ดังนั้นนางจึงจงใจเรียกเช่นนั้นอีก
คราวนี้ไม่ใช่แค่เถ้าแก่หอสุราเท่านั้นที่สีหน้าย่ำแย่ บรรดาเด็กในร้านแต่ละคนก็วางท่าดุดันขึ้นเมื่อได้ยินคำเรียกลบหลู่เจ้านายของตัวเอง
“ของของข้า ข้าบอกว่าราคาเท่าไรก็ราคาเท่านั้น ไม่ว่าเจ้าจะหาใครมาตรวจสอบผลก็เหมือนกัน!”
เถ้าแก่หอสุราทำเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจ ไม่เห็นสตรีอย่างเหอจิ่วเหนียงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“เหอะ! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเย้ยหยัน และหันไปกล่าวกับฝูงชน “ทุกคนได้ยินแล้วใช่หรือไม่ แจกันดอกไม้ใบที่แตกนั่นไม่ใช่ราคาพันตำลึงจริงๆ แต่เถ้าแก่อ้วนนี่ตั้งราคาขึ้นมาเองเพราะอยากรีดไถคนอื่น!”
“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร รีดไถคนอื่นอะไรของเจ้า?”
เถ้าแก่อ้วนใบหน้าแดงก่ำ เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าไม่ใช่เพราะเขาละอายใจ แต่เป็นเพราะโกรธ
ฝูงชนได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง
“ตอนแรกคิดว่าเป็นเครื่องลายครามโบราณอะไรซะอีก ที่แท้ก็ตั้งราคาซี้ซั้วขึ้นมาเอง เถ้าแก่หอสุราคนนี้หน้าเลือดเกินไปแล้วกระมัง!”
“เมื่อครู่ข้ายังมองว่าเขาเป็นคนดีอยู่เลย ตอนนี้ดูแล้วร้ายไม่เบา วางท่าทำเป็นคนยุติธรรม พวกเราโดนหลอกแล้ว!”
“โกหกเก่งจริงๆ! พวกเราดูอยู่เยอะแยะเช่นนี้ เจ้ายังกล้าหลอกลวงได้!”
“นั่นสิ พวกเรายืนดูอยู่นะ อย่ามาหลอกลวงกันสิ!”
ฝูงชนเริ่มทวงความเป็นธรรมให้นางหยู ถ้าหากเป็นเครื่องลายครามโบราณจริงก็ถือว่าเป็นคราวซวยของนางหยู ไม่ว่าจะต้องขายตัวหรือทำเช่นไรก็ต้องหาเงินมาชดใช้ให้ได้
แต่ตอนนี้เมื่อได้รู้ว่าเป็นแค่แจกันดอกไม้ธรรมดา แต่กลับถูกเรียกราคาถึงพันตำลึง ทุกคนจึงทนอยู่เฉยๆไม่ได้จริงๆ
“เงียบ!”
ผู้ดูแลหอสุราตะคอกเสียงดัง ฝูงชนพลันเงียบสงัด เขาพูดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง “แจกันดอกไม้นี่วางอยู่ในหอสุราตั้งแต่วันเปิดหอสุราวันแรกจนถึงตอนนี้ เป็นของล้ำค่าที่เรียกลูกค้าให้หอสุรา มูลค่าของมันประเมินค่าไม่ได้ด้วยซ้ำ คนจนอย่างพวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร หลบไปให้หมด! อย่ามาวิจารณ์เถ้าแก่ข้า!”
ทันใดนั้นทุกคนก็ไม่พอใจ “คนจนอย่างพวกข้าไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ ข้าจนตั้งแต่เมื่อไร สุนัขอย่างเจ้าแม้แต่มาเลียรองเท้าข้าก็ยังไม่คู่ควร!”
ท่ามกลางฝูงชนมีคนคนหนึ่งเดินออกมา สวมอาภรณ์เนื้อผ้าชั้นดี น่าจะเป็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ เขาเดินออกมาหมายจะเข้าไปถีบผู้ดูแลหอสุรา แต่โชคดีคนที่อยู่ข้างๆรีบห้ามเขาเอาไว้ และผู้ดูแลก็รีบวิ่งไปหลบด้านหลังเถ้าแก่หอสุราอย่างรวดเร็วจึงรอดไปได้
ฝูงชนก็ไม่สบอารมณ์เช่นกัน พลันรู้สึกแย่ต่อหอสุราเซิ่งคัง
“เจ้าดูซิว่าเจ้าหาเรื่องอะไรมาให้ข้า ไปจัดการให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นข้าจะไล่เจ้าออก!”
เถ้าแก่อ้วนที่เดิมทีไม่พอใจกับคำพูดของเหอจิ่วเหนียงอยู่แล้ว ตอนนี้ผู้ดูแลสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีกก็ยิ่งโกรธ ยกขาถีบอีกฝ่าย รังเกียจในความเย่อหยิ่งของเขา แต่ก็ไม่ได้โกรธเขาขนาดนั้น
ผู้ดูแลรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย เขากำลังช่วยเถ้าแก่อยู่แท้ๆ แต่กลับโดนด่าเสียอย่างนั้น แต่เพื่อเอาตัวรอด เขาจึงฉีกยิ้มและเข้าไปขอโทษคุณชายผู้นั้น
เถ้าแก่อ้วนกล่าว “เมื่อครู่ลูกน้องข้าพูดจาไม่เหมาะสม เรื่องนี้ข้าจะจัดการเขาเอง ต้องขอโทษทุกคนตรงนี้ด้วย แต่เรื่องแจกันดอกไม้เขาพูดถูก แจกันดอกไม้นั่นวางอยู่ในหอสุราเราตั้งแต่เราเปิดกิจการกระทั่งถึงตอนนี้ มันมีความหมายสำหรับข้ามาก ราคานับพันตำลึง วันนี้ถ้าไม่คิดบัญชีให้ชัดเจน พวกเจ้าก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!”
“เจ้าเข้าใจพวกเราผิดแล้ว พวกเราไม่ได้คิดจะหนีไปไหน”
เหอจิ่วเหนียงยกมือกอดอก ยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางเกียจคร้าน สีหน้าเอ้อระเหยลอยชาย
“ในเมื่อไม่ได้คิดหนีก็รีบจ่ายเงินชดใช้มาเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ได้มีเวลาว่างมาเล่นกับเจ้า!”
เถ้าแก่อ้วนแสดงท่าทางหมดความ.อดทนออกมาอย่างชัดเจน ความตั้งใจเดิมคืออยากได้สูตรเป็ดดำลู่ แต่หากพวกเขายอมจ่ายเงินชดใช้ให้ก็ไม่มีปัญหา ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยเนือยๆ “ให้พวกเราจ่ายเงินชดใช้ให้เจ้า ข้าจ่ายให้ได้ แต่เจ้าก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ให้ข้าเหมือนกัน”
ได้ยินประโยคแรก เถ้าแก่อ้วนยกยิ้มลำพองเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินประโยคหลัง รอยยิ้มของเขาก็พลันหุบฉับ
“หมายความว่าอย่างไร เห็นๆกันอยู่ว่าคนของพวกเจ้าทำแจกันดอกไม้ข้าแตก เจ้าต่างหากที่ควรจ่ายเงินชดใช้ให้ข้า เหตุใดข้าต้องจ่ายเงินให้พวกเจ้าด้วย?”
เถ้าแก่อ้วนนั่งไม่ติดแล้ว ต้องผุดลุกขึ้นมาแสดงอำนาจของตัวเอง
แต่พอลุกขึ้นมาก็พบว่าตัวเองตัวเตี้ยเกินไป ท่าทางไม่สง่าเหมือนตอนนั่งเลย คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจนั่งลงอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงกล่าวเรียบๆ “เพราะว่าเจ้าอัปลักษณ์เกินไป”
ทุกคนได้ยินดังนั้นทั้งตกใจและงุนงง
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่พวกนางหยูเองเมื่อได้ยินคำตอบก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่านางหมายความว่าอย่างไร
“พูดบ้าอะไรของเจ้า?”
เถ้าแก่อ้วนขมวดคิ้ว ในใจที่เดิมทีหลงเหลือความรู้สึกดีเพราะรูปร่างหน้าตาของนาง บัดนี้ความรู้สึกเหล่านั้นพลันหมดลง
“พูดจาให้มันดีๆหน่อย!”
ลู่ไป่ชวนไม่ชอบให้ใครมาพูดจาหยาบคายกับคนรักของตน จึงออกปากตักเตือนด้วยสีหน้าเย็นชา
เหอจิ่วเหนียงกลับยิ้มพลางพูดต่ออย่างไม่ใส่ใจ “ง่ายนิดเดียว ดวงตาของข้ามีค่ามาก แต่ความอัปลักษณ์ของเจ้าทำให้ดวงตาของข้าแปดเปื้อน เจ้าต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ข้า”
“นี่เจ้า พูดจาเหลวไหลยิ่งนัก!”
เถ้าแก่อ้วนโกรธเกรี้ยวจนกระทืบเท้า นึกไม่ถึงเลยว่านางจะมาไม้นี้
ฝูงชนรู้สึกสะใจ ทั้งยังมีคนปรบมือ ตะโกนชมนางว่าเยี่ยมอีกด้วย
นี่อาจจะเรียกได้ว่า ‘ร้ายมาก็ร้ายกลับ’ กระมัง
ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยแววตาวิบวับ นัยน์ตามีรอยยิ้มแฝงอยู่
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดทุกคนในครอบครัวถึงได้โปรดปรานภรรยาของเขานัก เพราะทันทีที่นางมายืนอยู่ตรงนี้ นางก็เป็นคนที่โดดเด่นที่สุด
ทุกประโยคที่นางพูดออกมาดูไม่สมเหตุสมผล แต่กลับเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนใคร
ส่วนเขาที่ตามมาก็ดูเหมือนว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตนเองตอนอยู่กับลูกน้องเป็นถึงหัวหน้า แต่พออยู่กับภรรยาก็เป็นแค่ตัวเสริมบารมีของนาง
หากแต่เขายินดีที่จะเป็นตัวเสริมบารมีของนางอย่างเต็มใจ
“เถ้าแก่อ้วน เจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะ ข้าก็ทำแบบเดียวกับที่เจ้าทำอย่างไรล่ะ เจ้าบอกว่าแจกันดอกไม้เจ้าราคาแพงนับพันตำลึง ข้าบอกว่าดวงตาของข้าประเมินค่าไม่ได้ก็ไม่ได้ผิดตรงไหนนี่ เจ้าทำให้ดวงตาข้าต้องแปดเปื้อน ก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ไม่ใช่หรือ?”
เหอจิ่วเหนียงมองคู่กรณีด้วยสีหน้าไรเดียงสา ทำเหมือนไม่เข้าใจว่าเหตุใดเถ้าแก่อ้วนถึงได้โมโหเช่นนี้
“นี่เจ้า! เจ้า! ข้าไม่ได้ชื่อเถ้าแก่อ้วน!”
เถ้าแก่อ้วนโมโหจนหายใจติดขัด อากาศก็ร้อน คนก็อ้วน โมโหก็โมโห จึงหายใจไม่สะดวก และเริ่มมีอาการตาเหลือก
ตอนที่ 365: ไอ้หยา ข้ากลัวจริงๆเลย
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะชื่อแซ่อะไร ตอนนี้ดวงตาข้าแปดเปื้อนเพราะเจ้าแล้ว จ่ายเงินชดใช้มาให้ข้าสามพันตำลึง ไม่อย่างนั้นข้าจะไปแจ้งทางการ!”
เหอจิ่วเหนียงพูดพร้อมแบมือเรียกเงิน วางท่าเจ้าหนี้ ภายในชั่วพริบตาจากที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบก็กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างตกใจจนอึ้ง คิดไม่ถึงจริงๆว่าเรื่องนี้จะจัดการเช่นนี้ได้ด้วย
เถ้าแก่อ้วนพยายามสงบสติอารมณ์ จับจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็ง พลางถามเสียงแข็ง “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าเจ้าจะเบี้ยวข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะส่งคนไปพังร้านเป็ดดำลู่เจ้ารึ?”
“ไอ้หยา! ข้ากลัวจริงๆเลย!”
แม้ปากจะร้องออกมาเช่นนี้ ทว่าใบหน้ากลับยกยิ้มเหยียดหยาม เถ้าแก่อ้วนโกรธจัดจนควบคุมสติไม่อยู่อีกต่อไป หันไปตะคอกสั่งกับลูกน้องทันที “สั่งสอนพวกมันให้เห็นดีเดี๋ยวนี้! ทำแจกันดอกไม้ข้าแตกแล้วคิดจะเบี้ยวข้า หึ ไม่มีทาง!”
“ไอ้หยา คนคนนี้ช่างไร้คุณธรรมยิ่งนัก! พวกข้าไม่ได้พูดเลยสักคำว่าจะไม่จ่าย เหตุใดถึงใจร้อนเช่นนี้ แล้วเจ้าเองก็ยังไม่จ่ายให้ข้าเลยนะ!”
เหอจิ่วเหนียงตบมือ ท่าทางตื่นเต้นมาก
“อ้าว ทุกคน! มาช่วยกันตัดสินหน่อยว่าที่ข้าพูดมันผิดหรือไม่ ถ้าเขาให้ชดใช้ราคาปกติ มีหรือที่พวกข้าจะไม่ยอม นี่เห็นชัดๆว่าเขาคิดอยากได้สูตรเป็ดดำลู่ของพวกข้า จึงจงใจใช้อุบายนี้กับพวกข้า! ทั้งข้าและเขาล้วนทำการค้าเลี้ยงปากท้อง คิดว่าอีกฝ่ายโง่อย่างนั้นหรือ ถ้าแค่แผนการกระจอก.กระจอกแค่นี้ก็มองไม่ออกแล้วจะไปทำมาค้าขายอะไรได้!”
เหอจิ่วเหนียงพูดจบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ละคนรู้สึกว่า ที่เหอจิ่วเหนียงพูดมาไม่ผิด
และในตอนนี้ พวกบ่าวรับใช้ของเถ้าแก่อ้วนก็ถือไม้กระบองพุ่งเข้ามาจะสั่งสอนพวกเหอจิ่วเหนียงให้เห็นดี
ลู่ไป่ชวนคว้าเหอจิ่วเหนียงมาไว้ด้านหลัง และรับมือกับไม้กระบองเหล่านั้น
ลู่จิ้งซวนก็ไม่ได้อ่อนแอ ขณะเดียวกันก็พุ่งเข้าไปโจมตี
เห็นได้ชัดว่ามดปลวกพวกนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลู่ไป่ชวนเลย ไม่จำเป็นต้องให้ลู่จิ้งซวนลงมือเขาก็จัดการไปได้เกินครึ่งแล้ว
เดิมทีฝูงชนโดยรอบต่างคิดว่า ฝ่ายหมอเหอมีกันแค่ไม่กี่คน ทั้งยังปากเก่งเพียงนี้ต้องไม่มีกำลังสู้เป็นแน่ แต่คิดไม่ถึงว่าจะรับมือสถานการณ์ที่อันตรายได้อย่างง่ายดาย ภายในชั่วพริบตา ทุกคนก็หันไปยกย่องลู่ไป่ชวนมาก
พวกเขาเห็นกับตาว่าลู่ไป่ชวนจัดการบ่าวรับใช้เหล่านี้จนลงไปกองกับพื้นได้อย่างง่ายดาย ไม่คิดมาก่อนว่าบุรุษสวมหน้ากากคนนี้จะเก่งกาจถึงเพียงนี้ มิน่าล่ะ เหตุใดสาวงามถึงกล้ากล่าววาจารุนแรง ที่แท้ความมั่นใจของครอบครัวพวกเขาก็อยู่ตรงนี้นี่เอง
คราวนี้ความร้อนรนก็ตกมาที่เถ้าแก่อ้วน ทั้งๆที่ฝ่ายตนมีกำลังคนเยอะกว่า ในใจหมายมาดว่าจะสั่งสอนคนพวกนี้สักยก แล้วค่อยบีบให้พวกเขามอบสูตรเป็ดดำลู่ให้
นับตั้งแต่เป็ดดำลู่วางขายจนถึงตอนนี้ เขารู้สึกริษยามาตลอด หากหอสุราของเขาได้สูตรเป็ดดำลู่มา ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแล้วว่ากิจการจะค้าขายไม่ดี
เดิมทีมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะได้สูตรเป็ดดำลู่มาแน่ๆ แต่ไม่คิดเลยว่า จู่ๆสองคนนี้จะบุกเข้ามาจนทำให้เขาไม่ทันระวังตัว
ผู้หญิงคนนี้ฝีปากแก่กล้ายิ่งนัก ส่วนบุรุษข้างกายนางก็มีฝีมือคล่องแคล่ว เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงไร้หนทางที่จะจัดการกับสองคนนี้ได้
เหอจิ่วเหนียงมองหน้าเถ้าแก่อ้วนอย่างลำพองใจ “เป็นอย่างไร จะเอาอีกหรือไม่?”
“เจ้า!”
เถ้าแก่อ้วนสะกดความเดือดดาลเอาไว้ ไม่อาจระบายออกมาได้จริงๆ เพื่อละครในวันนี้ เขาอุตส่าห์อดทนรอจังหวะมาตั้งนาน หากล้มเลิกไป ความพยายามที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่าทั้งหมด เขาทำใจไม่ได้เลย
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ หากไม่ประนีประนอมก็ดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผลดีต่อเขา
“พวกเจ้าทำแจกันดอกไม้ข้าแตก แถมยังคิดว่าตัวเองไม่มีความผิดอีก ข้าไม่เคยพบเคยเห็นใครที่หน้าด้านอย่างพวกเจ้ามาก่อนเลยจริงๆ!”
เมื่อโกรธจัดถึงขีดสุด คนมีแววว่าจะแพ้ก็ทำได้แค่พาล ด่าทออีกฝ่ายแบบหัวชนกำแพง
เหอจิ่วเหนียงยักไหล่ ไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด ทั้งยังกล่าวอีก “ถ้าเจ้าถามใจตัวเองแล้วคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ไปแจ้งทางการได้เลย ในเมื่อเจรจาหาทางออกร่วมกันไม่ได้ก็ให้นายอำเภอเป็นคนตัดสิน!”
ความจริงนางไม่อยากไปที่ว่าการอำเภอสักเท่าไร เพราะอย่างไรเรื่องระหว่างครอบครัวลู่และนายอำเภอจางเมื่อวานก็จบลงไม่ค่อยดีนัก คาดว่าตอนนี้นายอำเภอก็ไม่อยากเห็นหน้านางเช่นกัน
เถ้าแก่อ้วนเองก็ไม่อยากไปเช่นกัน ครอบครัวเขาเป็นแค่ครอบครัวคนทำการค้า ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ ย่อมไม่อยากไปหาทางการง่ายๆอยู่แล้ว เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่เคยคิดจะให้ถึงนายอำเภอเลย
“เรื่องเล็กแค่นี้เหตุใดต้องให้นายอำเภอเข้ามาไกล่เกลี่ยด้วย เป็นหนี้ก็ต้องจ่าย พวกเจ้าทำแจกันดอกไม้ข้าแตกก็จ่ายเงินชดใช้มา! ไม่อย่างนั้นข้าไม่มีทางให้พวกเจ้าอยู่เป็นสุขแน่!”
เถ้าแก่อ้วนยังคงเรียกร้อง เหอจิ่วเหนียงเย้ยหยัน “เหอะ! ดูท่าอยากจะวัดว่าใครร้ายกว่ากัน ก็ได้ เช่นนั้นมาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะอยู่ไม่เป็นสุข!”
พูดจบนางก็แคะขี้มูกและดีดใส่เถ้าแก่อ้วน เถ้าแก่อ้วนตกใจจนต้องกระโดดหลบทันที
ตอนที่ 366: ทำชั่วได้ชั่ว
“โอ๊ะ โอ๊ย! เจ็บ! อ๊าๆๆ!”
ทันใดนั้นเถ้าแก่อ้วนรู้สึกแสบร้อนที่แผ่นหลังอย่างฉับพลัน ราวกับถูกไฟคลอกก็มิปาน ทว่าเห็นๆกันอยู่ว่าแผ่นหลังเขาไม่มีสิ่งใด
“นางสารเลว เจ้าทำอะไรข้า!?”
เขาร้องตะโกนพร้อมจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็ง เมื่อครู่นางแค่แคะขี้มูกดีดใส่เขา …นางต้องมีเล่ห์กลมนตร์คาถาเป็นแน่!
เหอจิ่วเหนียงเห็นเขามีปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วเช่นนี้ก็ประเมินเขาสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ดูแล้วเจ้าหมอนี่ไม่ใช่คนโง่เท่าไร
หญิงสาวยังไม่ทันได้ตอบอะไร พริบตานั้นจู่ๆ ปากของเถ้าแก่อ้วนก็ถูกหินก้อนเล็กๆก้อนหนึ่งกระแทกใส่อย่างแม่นยำ เลือดสีแดงสดพลันไหลออกมา…ลู่ไป่ชวนเอ่ยถ้อยคำตักเตือนอย่างเย็นชา “ข้าบอกให้เจ้าระวังปากหน่อย ถ้ามีอีกครั้ง ที่จะโดนดีอาจไม่ใช่ปากของเจ้าก็ได้”
เถ้าแก่อ้วนยกมือปิดปาก ไม่เปล่งคำใดออกมาอีกแม้เพียงครึ่งคำ ทำได้แค่ส่งเสียง อือๆๆ ออกมาจากลำคอ
คนอื่นไม่รู้ว่าเขาสื่ออะไร แต่ผู้ดูแลหอสุรากลับเข้าใจทันที หันหลังเดินกลับเข้าไปในร้าน ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับบ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่ง ในมือแต่ละคนถือไม้กระบองออกมาคนละอัน
ทันทีที่ออกมา ผู้ดูแลก็สั่งอย่างไม่ลังเล “ลุย!”
กลุ่มบ่าวรับใช้พุ่งตัวเข้าไปโจมตีเป้าหมายอย่างสุดชีวิต ฝูงชนรีบถอยหลังหนีโดยพร้อมเพรียง แต่ก็ไม่อยากถอยออกไปไกลนัก เพราะกลัวว่าตัวเองจะพลาดฉากอันน่าทึ่งไป
ทุกคนล้วนอยากรู้ว่าคราวนี้ลู่ไป่ชวนจะเอาชนะบ่าวรับใช้เหล่านี้ได้อย่างง่ายดายอีกหรือไม่
เหอจิ่วเหนียงหันไปถามลู่ไป่ชวนอย่างตื่นเต้น “ต้องการให้ข้าช่วยหรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนยิ้มมองนาง “เรื่องแค่นี้เจ้าไม่จำเป็นต้องเสียแรงหรอก”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา สุดยอดไปเลย!
จังหวะที่ทั้งสองพูดคุยกัน ไม้กระบองอันหนึ่งกำลังโจมตีมาที่พวกเขา ลู่ไป่ชวนตอบโต้สกัดไม้นั่นเอาไว้ได้โดยที่ไม่หันไปมองเลย จากนั้นก็โจมตีกลับไปทันที
ผู้คนโดยรอบต่างเสียงโห่ร้องชื่นชม อันที่จริงเมื่อครู่ทุกคนตกใจจนเหงื่อผุดแทนเขาแล้ว
เห็นน้องสามฝีมือเก่งกาจเพียงนี้ ลู่จิ้งซวนก็ไม่กล้าเข้าไปเป็นตัวถ่วง จึงยืนอยู่ข้างๆภรรยา มองน้องสามที่กำลังแสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมด้วยความทึ่ง
บ่าวรับใช้ยี่สิบสามสิบคน สำหรับลู่ไป่ชวนแล้วสบายมาก ทุกคนต่างบอกว่ายังดูไม่สาแก่ใจเลย ฉากการต่อสู้ก็สิ้นสุดลงแล้ว
ตอนนี้ทางด้านเถ้าแก่อ้วนเจ็บปวดทรมานไปทั้งตัวจนลงไปนอนกลิ้งกับพื้นแล้ว
เขาปวดร้าวไปทั้งสันหลังทว่าไม่อาจส่งเสียงกรีดร้องออกมาได้ ภายในเวลาอันสั้นเขารู้สึกทรมานราวกับถูกหักกระดูกซ้ำๆ หลายร้อยครั้งแล้วก็มิปาน
เมื่อเห็นลูกน้องของตัวเองพ่ายแพ้อีกครั้ง ในที่สุดก็มองสถานการณ์ออกชัดเจน จึงลุกนั่งอยู่บนพื้นและร้องขอชีวิต
“ชะ ช่วยข้า ช่วยข้าด้วย!”
เขายื่นมือไปทางเหอจิ่วเหนียง และกล่าวถ้อยคำคลุมเครือ “ยะ ยะ อย่าง… อย่างมาก พวกเจ้าก็ไม่ต้องชดใช้แล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงคว่ำปากให้คำพูดของเขา และแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ชาวมุงโดยรอบเป็นฝ่ายช่วยส่งเสียงแทนเหอจิ่วเหนียง “พวกเขาไม่ได้บอกนี่ว่าจะไม่ชดใช้ พวกเขาบอกว่าให้เจ้าชดใช้พวกเขาด้วย แต่เป็นเจ้าเองที่พานทำร้ายพวกเขาก่อน!”
“ใช่ๆ นางก็บอกแล้วว่าไปแจ้งทางการได้ แต่เป็นเจ้าเองที่ไม่กล้าไป ตอนนี้จะโทษใครได้อีกล่ะ!”
“ข้าละรู้สึกสมน้ำหน้าจริงๆ ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะอยากได้สูตรเป็ดดำลู่มากกว่า ไร้ยางอายยิ่งนัก!”
เถ้าแก่อ้วนนึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องจะพลิกเป็นเช่นนี้ ตอนแรกเขามีโอกาสชนะอยู่เต็มร้อย บัดนี้กลับกลายเป็นว่าไม่ได้อย่างหวังแล้วยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบซะเอง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาไตร่ตรองแล้ว มีเพียงใจที่อยากอ้อนวอน จึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียงที่ยังคงสงบนิ่งไม่พูดจาและรีบร้องถามละล่ำละลัก “จะ เจ้า… เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรถึงจะยอมช่วยข้า?”
“สารภาพออกมาตรงๆ ว่าตกลงเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่”
ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็หันไปมองหน้าเขา แต่เขากลับหลบสายตา เห็นได้ชัดว่าไม่กล้ามองตาเหอจิ่วเหนียง
เขากำลังลังเล
เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นแผนการที่เขาวางไว้มานานแล้ว และเพื่อให้นางหยูเชื่อว่าพวกเขารับศิษย์อย่างจริงจัง จึงให้นางลงนามสัญญาต่างๆนานา แต่ความจริงแล้วตั้งแต่ต้นจนจบ เขาแค่อยากได้สูตรเป็ดดำลู่ก็เท่านั้น
ถ้าต้องสารภาพออกมาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อกิจการหอสุราของเขาเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวเขาอย่างมากด้วย ลูกๆของเขาเกรงว่าจะหาคู่ครองดีๆได้ยากแล้ว
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกรำคาญ ไม่อยากเสียเวลากับเขาแล้ว “ถ้าเจ้ารู้จักเอาตัวรอดก็สารภาพออกมา ไม่อย่างนั้นภายในสามวัน ร่างกายเจ้าจะเจ็บปวดทรมาน…จนถึงแก่ความตาย”
กล่าวจบนางก็เดินไปตรวจสอบแจกันดอกไม้ที่แตก
“นี่มันแจกันดอกไม้ธรรมดาที่วางขายทั่วไปในตลาดนี่ อย่างมากราคาก็แค่สามสิบอีแปะ ข้าจะจ่ายเงินชดใช้ให้เจ้าตอนนี้เลย แต่วันนี้เจ้าแต่งเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายพี่สะใภ้ของข้า ทำให้พวกข้าต้องรับบทเป็นตัวร้ายในละครตบตาของเจ้า ทั้งยังจะทำร้ายร่างกายพวกข้าอีก เรื่องนี้สร้างบาดแผลภายในใจให้พวกข้าอย่างร้ายแรง พวกข้าจำเป็นต้องให้พวกเจ้าจ่ายค่าชดเชยจำนวนสามร้อยตำลึง พวกเจ้าก็คิดเอาเองว่าจะทำเช่นไร ไม่อย่างนั้นข้าจะไปแจ้งทางการว่าเจ้าเป็นนักต้มตุ๋น”
เหอจิ่วเหนียงโต้กลับ ทุกคนหันมองนางด้วยความเหลือเชื่อ ภายนอกนางดูอ่อนโยนมีเมตตา นึกไม่ถึงว่าแค่เอ่ยปากก็จะเอาสามร้อยตำลึงแล้ว อีกอย่าง สถานการณ์ในวันนี้ ฝ่ายที่ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชสุดก็คือฝ่ายของหอสุราเซิ่งคัง
แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายไปกว่านั้นคือ ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าเหอจิ่วเหนียงทำเกินไปเลย ทั้งยังรู้สึกว่า ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นที่น่าพอใจมาก ก็ใครใช้ให้หอสุราเซิ่งคังคิดไม่ซื่อตั้งแต่แรกล่ะ!
ขณะทุกคนกำลังกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ เหอจิ่วเหนียงก็พูดต่อ “อ้อ จริงสิ ส่วนอาการเจ็บปวดของเจ้า เจ้าต้องพูดความจริงทั้งหมดออกมาต่อหน้าทุกคนก่อน ข้าถึงจะยอมช่วย”
พูดจบนางก็หันหลังเตรียมเดินออกไปจากวงล้อม …นางยังไม่ได้จะไปจากที่นี่ เพียงแต่ตรงนี้มันร้อนเกินไป หากยืนอยู่ตรงนี้ตลอดผิวนางต้องคล้ำแดดเป็นแน่
“ยะ อย่า อย่าเพิ่งไป! ข้าพูดแล้ว! ข้ายอมสารภาพแล้ว!”
เถ้าแก่อ้วนส่ายหน้าหวือ ตะโกนออกไปด้วยน้ำตาคลอเบ้า
เขาไม่อยากพูดจริงๆ แต่ก็ยังไม่อยากตายเหมือนกัน
“ข้าอยากได้สูตรเป็ดดำลู่ ก็เลยใช้วิธีนี้ต่อรองให้นางยอมบอกสูตรมา ตอนนี้ข้าก็ทำไม่สำเร็จแล้ว เจ้ารีบช่วยรักษาให้ข้าเถอะ!”
เขากลัวมากจริงๆ ทว่าหลังจากที่เขาสารภาพออกไป ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเกลือกกลิ้งบนพื้นและเสียงกรีดร้องดังลั่น ฝูงชนต่างตกใจอย่างมาก
ไม่รู้ว่าหมอเหอทำอะไรเขากันแน่ ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!
เหอจิ่วเหนียงยังคงยืนกอดอกอยู่ในร่ม ยังไม่คิดจะรักษาให้เขา และยิงคำถามต่อ “แล้วสามร้อยตำลึงที่ข้าเรียกร้องไปล่ะ…”
“จ่าย! ข้าจ่ายให้!”
ทุกคนไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ที่เถ้าแก่หอเซิ่งคังทำมาทั้งหมดนี้ ตกลงเพื่ออะไรกันแน่?
ลู่จิ้งซวนและนางหยูมองผู้ดูแลหอสุรานำตั๋วเงินสามร้อยตำลึงออกมายื่นให้เหอจิ่วเหนียงด้วยความเคารพ จากนั้นก็เห็นเหอจิ่วเหนียงทำท่าแคะขี้มูกดีดใส่คนบนพื้นเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้ง ทันใดนั้นเถ้าแก่อ้วนก็หายจากอาการเจ็บปวดเป็นปลิดทิ้ง
“หึ สมน้ำหน้าจริงๆ! ทำชั่วย่อมได้ชั่ว!”
กลุ่มคนพากันตื่นเต้น และยิ่งนับถือเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น นึกไม่ถึงเลยว่าสตรีคนนี้จะเก่งกาจถึงเพียงนี้ สามารถจัดการปัญหาใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
และบุรุษสวมหน้ากากข้างกายนางคนนั้นด้วย ฝีมือเก่งกาจไม่เบา ทั้งสองใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ดูแล้วน่าจะเป็นสามีภรรยากัน ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก
แต่น่าเสียดายที่ชายคนนั้นสวมหน้ากาก ไม่อย่างนั้นก็คงได้เห็นแล้วว่าเขาหน้าตาเป็นเช่นไร
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจคำวิจารณ์ของฝูงชน คล้องแขนนางหยูอย่างเริงร่าและเดินออกจากวงล้อมที่เปิดทางให้ ระหว่างนั้นกลุ่มคนยังตะโกนชื่นชมไปด้วยว่า ‘ท่านหมอเหอยอดเยี่ยมจริงๆ!’
เพื่อไม่ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาถูกลืม ลู่ไป่ชวนและลู่จิ้งซวนก็รีบเร่งฝีเท้าตามภรรยาไปติดๆ แต่ไม่ได้เดินแซงหน้าอย่างใด แค่เดินตามหลังพวกนางไปเท่านั้น
ตอนที่ 367: มิน่าล่ะ เหตุใดถึงชอบข้ามาก
เถ้าแก่อ้วนเจ็บปวดทรมานจนศีรษะท่วมเหงื่อ ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วแต่ยังหายใจกระหืดกระหอบ จากนั้นก็ถอนใจหายออกมาด้วยความโล่ง.อกอีกครั้ง
ผู้ดูแลถามด้วยความไม่สบายใจ “เถ้าแก่ จะปล่อยพวกมันไปง่ายๆเช่นนี้จริงหรือขอรับ?”
เถ้าแก่อ้วนง้างมือตบหน้าเขาอย่างไม่ลังเล ก่อนจะสบถด่า “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร! หรือเจ้าอยากให้ข้าตายไปจริงๆอย่างนั้นหรือ!”
ความจริงแล้วต้องบอกว่า แผนการหลอกเอาสูตรเป็ดดำลู่ครั้งนี้ ก็เป็นความคิดของผู้ดูแล
แน่นอนว่าก็ได้รับการสนับสนุนจากเขาด้วย แต่ใครจะคิดว่านางหยูจะมีคนหนุนหลังที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ เป็นเขาเองที่ประเมินครอบครัวลู่ต่ำเกินไป
สุดท้ายเอาเปรียบไม่ได้แถมยังกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ทั้งยังต้องเสียเงินอีกสามร้อยตำลึง แต่เมื่อทำให้เรื่องจบได้ ก็ถือซะว่าเป็นการจ่ายเงินซื้อบทเรียนก็แล้วกัน
เพียงแต่ เจ้าคนที่เสนอความคิดจนเกิดเรื่อง เขาไม่อาจเก็บเอาไว้ใกล้ตัวได้อีกต่อไป
“จะว่าไปเจ้าเองก็ทำงานกับข้ามานานหลายปีแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนเสียที เอาเงินนี่กลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดเจ้าเถอะ”
ขณะกล่าว เถ้าแก่ยื่นก้อนเงินมูลค่ายี่สิบตำลึงให้ผู้ดูแลสองก้อน รวมแล้วเป็นเงินสี่สิบตำลึง เงินจำนวนนี้สำหรับคนทั่วไปถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย
ผู้ดูแลตกใจมาก เขาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าผู้เป็นนายทันที
“เถ้าแก่ เถ้าแก่ ข้าน้อยผิดไปแล้ว โปรดให้โอกาสข้าน้อยอีกครั้งนะขอรับ ต่อไปข้าน้อยจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว!
เป็นข้าน้อยเองที่ทำไม่สำเร็จ ต่อไปข้าน้อยไม่มีทางให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกแน่นอนขอรับ!
ข้าน้อยจะคิดหาวิธีเอาสูตรเป็ดดำลู่นั่นมาให้ได้!”
ถ้าเขาไม่พูดประโยคหลังออกมา เถ้าแก่อาจใจอ่อนยอมให้โอกาสเขาก็ได้ แต่เขายังจะพูดถึงสูตรเป็ดดำลู่อีกครั้ง สีหน้าของเถ้าแก่อ้วนพลันถมึงทึงขึ้นหลายส่วน
“ข้าบอกให้เจ้าไปเจ้าก็ต้องไป เงินนี่เจ้าก็รับไว้ ถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องเอา!”
พูดจบเขาก็จะดึงเงินกลับ แต่ผู้ดูแลมือไวรีบฮุบเงินไปกอดไว้ได้ทัน ทั้งยังร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
เถ้าแก่อ้วนถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง อยากจะกล่าวบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรอีก หันหลังเดินจากเขาไปทันที
เหล่าผู้ชมต่างทยอยกันแยกย้าย จนกระทั่งเหลือเพียงผู้ดูแลคนเดียวที่ยังคุกเข่าอยู่หน้าประตูหอสุรา กำเงินสี่สิบตำลึงโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ
เขารู้สึกคับข้องใจ แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของครอบครัวลู่ ทว่าเงินสี่สิบตำลึงมันน้อยเกินไปสำหรับเขา ยังไม่พอเอาไปเล่นพนันสักตาเลย
เขาทำงานในหอสุราแห่งนี้มาหลายปีได้เงินไม่น้อย มากกว่าเงินปลอบใจก้อนนี้เสียอีก
ตอนนี้ไม่มีหน้าที่ในหอสุราแห่งนี้อีกแล้ว ชีวิตข้างหน้าควรทำเช่นไรดี
ทว่าเขาไม่ได้จมอยู่กับความโศกเศร้านานนัก ในมือมีเงินอยู่สี่สิบตำลึง ทันใดนั้นก็เริ่มคันไม้คันมือขึ้นมา
ไม่สนแล้ว ไปลองเสี่ยงโชคดูสักตั้งแล้วค่อยว่ากัน!
อดีตผู้ดูแลหอสุราเซิ่งคังกำเงินเดินไปที่โรงพนันด้วยความมุ่งมั่น
......
เหอจิ่วเหนียงเดินจูงมือนางหยูขึ้นรถม้า จากนั้นก็ส่งตั๋วเงินสามร้อยตำลึงที่ได้มาเมื่อครู่ให้นาง
นางหยูไม่ยอมรับ เอาแต่ส่ายหน้าพลางกล่าว “น้องสะใภ้สาม เจ้าทำอะไรน่ะ เรื่องวันนี้ถ้าไม่ได้เจ้ากับน้องสามช่วย ข้าก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร วันนี้เจ้าช่วยข้าแก้ปัญหา เงินนี่ก็ควรเป็นของเจ้า ไม่ต้องให้ข้าหรอก”
หากไม่ใช่เพราะนั่งอยู่ในรถม้า นางหยูคงวิ่งหนีไปไกลแล้ว
น้องสะใภ้สามดีกับนางมาโดยตลอด ความจริงเรื่องในวันนี้นางก็ไม่อยากรบกวนพวกน้องสะใภ้สาม แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่าวันนี้หากพวกนางไม่มา นางกับลู่จิ้งซวนสองสามีภรรยาไม่อาจแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เลย และไม่แน่อาจต้องเสียเงินก้อนใหญ่ให้หอสุราเซิ่งคังด้วย
ตอนนี้เหตุร้ายถูกพลิกกลับกลายเป็นดีได้นางก็พอใจมากแล้ว จะยังรับเงินของเหอจิ่วเหนียงอีกได้อย่างไร
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “พี่สะใภ้ใหญ่เข้าใจผิดแล้ว เงินนี่ข้าไม่ได้ให้ท่านเปล่าๆเจ้าค่ะ นี่เป็นเงินร่วมลงขันหอสุรา ท่านช่วยข้าเก็บเอาไว้ก่อน ต่อไปหากหอสุราทำกำไรได้ ข้าต้องได้ส่วนแบ่งด้วยนะเจ้าคะ!”
“หอสุราหรือ หอสุราอะไร?”
นางหยูไม่เข้าใจ เหอจิ่วเหนียงจึงอธิบาย “ท่านบอกมาตลอดไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าอยากเปิดหอสุราของตัวเอง นี่โอกาสมาถึงแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
นางหยูตั้งสติได้ก็ยิ้มเจื่อนๆ “จริงอยู่ที่ข้าอยากเปิดหอสุรา แต่หอสุราก็ไม่ได้เปิดกันได้ง่ายๆ ตอนนี้ข้ากำลังคิดว่ากลับไปทำงานที่โรงงานต่อดีกว่า ไม่ต้องเหนื่อยด้วย”
นางกล่าวอย่างทอดถอนใจ หวนนึกถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ผ่านมาตลอดหลายเดือนก็ตระหนักได้อย่างถ่องแท้ว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“พี่สะใภ้ใหญ่ มีคำพูดบางอย่างที่ข้าอยากพูดกับท่านมานานแล้ว แต่ข้ากลัวว่าท่านจะไม่มั่นใจในตัวเอง ที่ผ่านมาก็เลยไม่ได้พูด”
เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจจะพูดบางอย่างกับพี่สะใภ้
นางหยูมองน้องสะใภ้อย่างตั้งใจ “เจ้าพูดมาได้เลย”
“ท่านเป็นคนมีพรสวรรค์ในการทำอาหาร ความจริงแล้วไม่ต้องไปเรียนท่านเองก็ทำอาหารพวกนั้นได้ เลือกทำพวกอาหารเรียกน้ำย่อยออกมาสักชุด ท่านอย่าลืมสิเจ้าคะ ระหว่างทางที่พวกเราลี้ภัย พวกเราก็ได้เงินจากฮูหยินเจียงเพราะฝีมือการทำอาหารของท่าน”
นางหยูรู้สึกว่าคำชมของอีกฝ่ายเกินจริงไป “ไอ้หยา อาหารที่ข้าทำพวกนั้นล้วนเป็นอาหารธรรมดา จะยกขึ้นโต๊ะหอสุราได้อย่างไรกัน…”
“ไม่มีกฎเกณฑ์บอกไว้นี่เจ้าคะว่ายกขึ้นโต๊ะไม่ได้ ตราบใดที่ถูกปากคนกินก็ทำเงินได้ทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงพยายามแก้ไขความคิดผิดๆของนาง
นางหยูประหลาดใจ “เช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ?”
“ได้สิเจ้าคะ ไม่ว่าอาหารเลิศหรูแค่ไหนถ้ากินซ้ำๆก็น่าเบื่อ ท่านต้องมั่นใจในฝีมือของตัวเองนะเจ้าคะ อ้อ ความจริงข้าเตรียมของขวัญไว้ให้ท่านด้วย คิดว่ารอให้ท่านเรียนจบก่อนแล้วค่อยให้ แต่ตอนนี้ก็ถือเป็นโอกาสดี ของขวัญอยู่ที่บ้าน กลับไปข้าจะเอาให้ท่านนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงจงใจอุบไว้ ยังไม่บอกว่าของขวัญชิ้นนั้นคือสิ่งใด
นางหยูหัวใจคันยุบยิบคล้ายมีแมลงไต่ตอม เอ่ยถามแทบอดใจรอไม่ไหว “ของขวัญอะไรหรือ?”
“จุจุจุ รอกลับไปถึงท่านก็จะรู้เองเจ้าค่ะ!”
นางจงใจทำเป็นความลับ และฉวยโอกาสนี้ถาม “แล้วตกลงท่านจะเปิดหอสุราหรือไม่เจ้าคะ เดิมทีของขวัญชิ้นนี้ข้าตั้งใจจะให้ตอนที่ท่านเป็นเถ้าแก่”
นางหยูตบขาตัวเอง และโพล่งออกมาโดยไม่ลังเล “เปิด! น้องสะใภ้สาม ในเมื่อเจ้าบอกว่าข้าเปิดได้ข้าก็ต้องเปิดแน่นอน! ในเมื่อเจ้าพูดออกมาเช่นนี้ข้าก็มีความมั่นใจ ข้าเชื่อเจ้า!”
“ฮ่าๆๆ พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอย่าเชื่อข้าสิเจ้าคะ ท่านต้องเชื่อมั่นในตัวเองต่างหากเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่สน ข้าจะเชื่อเจ้านี่แหละ! เจ้าเป็นดาวนำโชคของครอบครัวเราเลยนะ!”
“จริงหรือเจ้าคะ มิน่าล่ะ เหตุใดพวกท่านถึงชอบข้ามากเพียงนี้!”
......
ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากในรถม้า บุรุษสองพี่น้องที่นั่งบังคับรถม้าอยู่ด้านนอกก็หันมองหน้ากันยิ้มๆ
ลู่จิ้งซวนกล่าว “เรื่องวันนี้ต้องขอบใจพวกเจ้ามากจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าคนที่จ้องอยากได้สูตรเป็ดดำลู่ของครอบครัวเราจะมีเยอะมาก วิธีไร้คุณธรรมเช่นไรก็คิดออกมาได้ ถ้าไม่ได้พวกเจ้า พวกข้าคงทำได้แค่ต้องจ่ายเงินชดใช้แล้ว”
ถึงอย่างไรลู่จิ้งซวนก็ตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่า ต่อให้ต้องชดใช้ด้วยเงิน เขาก็ไม่มีทางมอบสูตรเป็ดดำลู่ให้คนพวกนั้นเด็ดขาด นี่เป็นสูตรอาหารที่น้องสะใภ้สามคิดค้นขึ้นมา พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมอบให้ใครได้ตามใจ
“พลาดไปหนึ่งครั้งก็ได้เรียนรู้ไปหนึ่งครั้ง พี่ใหญ่ เรื่องวันนี้เป็นการเตือนว่า วันหน้าต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้หลายเท่า อยากมีช่องโหว่ให้ใครมาเอาเปรียบเราได้”
“อืม เจ้าวางใจเถอะ วันนี้ก็ถือว่าข้าได้เห็นอะไรอะไรหลายอย่าง …แต่จะว่าไปแล้ว น้องสาม ฝีมือเจ้านี่ยอดเยี่ยมมากจริงๆนะ!”
ลู่จิ้งซวนชื่นชมพลางตบไหล่น้องชาย แววตาเต็มไปด้วยความนับถือ
ในบรรดาพวกเขาสามพี่น้อง เจ้าสามเป็นคนที่มีอนาคตสดใสที่สุดแล้ว
ตอนที่ 368: นางหยูมีความสุขจนแทบเป็นลม
ลู่จิ้งซวนรู้สึกยินดีกับน้องชายจากใจจริง ไม่มีความคิดริษยาแม้แต่น้อย เพราะน้องสามมีอนาคตก้าวไกลก็ช่วยดูแลเหล่าบรรดาพี่น้องอย่างพวกเขาอยู่แล้ว เหมือนอย่างวันนี้
ได้ยินพี่ใหญ่ชื่นชมตรงๆเช่นนี้ ใบหน้าลู่ไป่ชวนก็เผยรอยยิ้มออกมา “พี่ใหญ่เองก็ฝีมือไม่เลวเหมือนกันขอรับ”
“เฮ้อ ข้าน่ะไม่ไหวแล้ว คงทำได้แค่ดูความสำเร็จของพวกลูกๆหลานๆ ถ้ามีเวลาเจ้าก็สอนเหลยจื่อบ้างสิ หลานเจ้าคนนั้นน่ะสนใจวรยุทธ์มากทีเดียว”
“ไม่มีปัญหาขอรับ”
ลู่ไป่ชวนตอบตกลง ไม่ต้องให้พี่ใหญ่พูดเขาก็ตั้งใจเอาไว้อยู่แล้ว “ข้าเห็นว่าเด็กๆครอบครัวเราชอบเรียนวรยุทธ์กันทุกคน ทุกเช้าจะต้องตื่นมาฝึกก่อนไปเรียน”
ลู่จิ้งซวนทอดถอนใจ “ก็ไม่ถึงกับชอบมากหรอก พวกเขาแค่อยากทำตัวเองให้เก่งขึ้น ยามใดที่เจออันตรายจะได้ปกป้องคนในครอบครัวได้”
ลู่ไป่ชวนสัมผัสได้ว่าคำพูดนี้มีความหมายแฝงอยู่ “หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
ลู่จิ้งซวนจึงเล่าเรื่องที่พวกเศรษฐีต่งลอบดักทำร้ายระหว่างทางให้เขาฟัง
“ตอนนั้นพวกเด็กๆตกใจมาก ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสะใภ้สามฝีมือเก่งกาจละก็ เกรงว่าพวกเขาคงไม่มีวันกลับมาได้แล้ว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็เริ่มฝึกกับโก่วเอ๋อร์”
การฝึกวรยุทธ์ของเด็กๆทุกวันนี้ หากจะบอกว่าชื่นชอบ คาดว่าคงมีแค่โก่วเอ๋อร์คนเดียวที่ชื่นชอบมากจากใจจริง เพราะในใจเขามีความมุ่งมาดอยากเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหมือนบิดาของเขาให้ได้
ส่วนเด็กคนอื่นๆก็แค่อยากเพิ่มพูนความสามารถให้ตัวเอง เพื่อปกป้องคนในครอบครัวได้เท่านั้น
ลู่ไป่ชวนคาดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ด้วย ที่แท้หลังจากมาถึงจิงโจวครอบครัวก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบสุข หากไม่ได้ภรรยาของเขาช่วยเหลือ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนในครอบครัวจะต้องประสบกับปัญหามากมายเพียงใด
…หากไม่มีภรรยาเขาคอยดูแลทุกคน ไม่แน่ตอนนี้เขาอาจเหลือตัวคนเดียวในโลกนี้แล้วก็ได้
กว่าจะได้เจอกับเขาอีกครั้ง ภรรยาต้องแบกรับความยากลำบากมากมาย ตอนนี้ไม่ว่าเขาจะทำอะไรเพื่อนาง ก็เป็นสิ่งที่สมควรทำทั้งสิ้น
ทั้งสี่แวะไปที่ร้านเป็ดดำลู่ก่อน หลังจากบอกพวกเหลียนฮวาว่าจัดการปัญหาเรียบร้อยแล้วจึงจะมุ่งหน้ากลับบ้าน
ระหว่างทาง สตรีทั้งสองพูดคุยเรื่องซุบซิบกัน ส่งเสียงหัวเราะออกมาเป็นบางครั้ง ส่วนบุรุษที่ทำหน้าที่บังคับรถม้าอยู่ข้างนอกสองคนก็อารมณ์ดีเช่นกัน
เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องที่ตนเองรู้มาเมื่อวานให้นางหยูฟัง “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านรอมีความสุขได้เลยเจ้าค่ะ เหลยจื่อมีความหวังให้ท่านแล้ว!”
นางหยูคิดไปถึงเรื่องการเรียนของเหลยจื่อ ขณะตั้งใจฟังก็ได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดด้วยความตื่นเต้น “เมื่อวานข้ารู้มาว่า เหลยจื่อชอบเหลียนฮวาเจ้าค่ะ! เมื่อวานตอนที่เหลียนฮวาถูกรังแกในร้าน ท่าทางเหลยจื่อร้อนรนมาก ข้าเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้เลยเจ้าค่ะ!”
“จริงหรือ!?”
ดวงตานางหยูพลันเปล่งประกาย นางดีใจยิ่งกว่าได้ยินว่าการเรียนของเหลยจื่อก้าวหน้าซะอีก!
นางชื่นชอบเหลียนฮวามาโดยตลอด รู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ทั้งหน้าตาดีทั้งมีความสามารถ ขยันขันแข็ง กระตือรือร้น ไม่ว่าจะมองเช่นไรนางก็ชอบมาก
ที่ผ่านมาก็เคยคิดๆว่าอยากให้บุตรชายลองดูสักตั้งว่าจะคว้าใจเหลียนฮวามาได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็รู้สึกว่าบุตรชายยังเป็นคนมุทะลุ คิดเรื่องเช่นนี้ยังไม่ได้ นางจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป
เหตุใดตอนนี้เจ้าเด็กนั่นถึงคิดได้เช่นนี้แล้วนะ
เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายยินดีปรีดามาก จึงพูดพร้อมรอยยิ้ม “ข้าจะโกหกท่านทำไมล่ะเจ้าคะ เมื่อวานมีคนมาหาเรื่องที่ร้าน เหลยจื่อเดือดร้อนอย่างกับอะไร วิ่งหน้าตั้งเข้าไปปกป้องเหลียนฮวาเป็นอย่างแรกเลย และไม่ได้เรียกนางว่าพี่เหลียนฮวาด้วยนะเจ้าคะ เขาพูดว่า ‘เหลียนฮวา ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!’ ฮ่าๆๆ ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ข้าก็ยังอยากจะนั่งดูต่ออีกสักพัก!”
เหอจิ่วเหนียงเรียกได้ว่าเล่าละเอียดยิบ ทำเอารอยยิ้มของผู้เป็นแม่อย่างนางหยูแย้มกว้างจนอยากหุบอย่างไรก็หุบไม่ได้
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้นางหยูก็รีบพูด “ถ้าเจ้าไม่บอกข้าก็ไม่สังเกตเลยนะ เมื่อก่อนเขาเรียกเหลียนฮวาว่าพี่เหลียนฮวา แต่ดูเหมือนหลังๆไม่ได้เรียกพี่แล้วจริงๆ เรียกแค่ชื่อนาง แหม เจ้าเด็กนี่ร้ายจริงๆ อยู่ดีๆก็คิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้ ไอ้หยา คนเป็นแม่อย่างข้าดีใจมากจริงๆ!”
“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหลียนฮวาจะชอบเขาหรือไม่ เหลียนฮวาแก่กว่าเขาอยู่หลายเดือน ไม่แน่นางอาจจะมองเขาเป็นน้องชายก็ได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ความดีใจของนางหยูพลันหายไปเล็กน้อย เหลียนฮวาเก่งกาจปานนั้น หากจะไม่ชอบบุตรชายของนางก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ…
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเจ้าค่ะ ตอนนี้เด็กๆอายุยังน้อย ให้พวกเขาได้เรียนรู้เอง ถ้าเรื่องของพวกเขาเป็นไปได้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็อย่าเสียใจเลยนะเจ้าคะ อย่างไรก็เป็นลูกๆหลานๆครอบครัวเดียวกัน เหลียนฮวาก็ยังเรียกท่านว่าป้าสะใภ้ใหญ่อยู่ดี ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ถือว่าเป็นแม่คนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นไปไม่ได้ ท่านก็รับเหลียนฮวาเป็นลูกบุญธรรมของท่านได้! ฮี่ๆๆ ถ้าไม่ใช่เพราะข้าอายุมากกว่านางไม่กี่ปี ข้าเองก็อยากรับนางมาเป็นลูกบุญธรรมเหมือนกัน…”
“น้องสะใภ้สาม ที่เจ้าพูดมาก็ถูก ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นลูกๆหลานๆ ครอบครัวเดียวกัน! แต่ในเมื่อเหลยจื่อคิดมีความรัก ข้าในฐานะแม่ย่อมต้องช่วยเขาแน่นอน เหลียนฮวาเป็นเด็กฉลาดเพียงนั้น ถ้านางกับเหลยจื่อลงเอยกันได้จริง จะต้องเสริมดวงกันอย่างดีแน่นอน! โอ๊ยให้ตายสิ นี่ข้าดีใจจนไม่รู้จะดีใจอย่างไรแล้ว!”
นางหยูถูฝ่ามือด้วยความตื่นเต้น น้องสะใภ้สามนี่ก็จริงๆเลย เดี๋ยวก็พูดเรื่องเปิดหอสุรากับนาง ทั้งยังบอกอีกว่าเตรียมของขวัญเอาไว้ให้นาง นี่ยังมาบอกอีกว่าเหลียนฮวาอาจจะได้เป็นลูกสะใภ้ของนาง ดูซิ แต่ละเรื่องเป็นเรื่องดีทั้งนั้น นางสำลักความสุขจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว
เห็นได้ชัดว่า ตราบใดที่มีน้องสะใภ้สามอยู่ ไม่ว่าเรื่องร้ายๆอะไรก็จะกลับกลายเป็นเรื่องดีได้ บางครั้งในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่
นางกอดเหอจิ่วเหนียงแน่น “น้องสะใภ้สาม มีเจ้าอยู่มันดีมากจริงๆ ถ้าเจ้าไม่ต้องไปอยู่เมืองหลัก อยู่ที่บ้านกับพวกเราตลอดได้คงดีไม่น้อย”
นางย่อมรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ทำได้แค่พร่ำบ่นความในใจเหล่านี้ออกมาก็เท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงยิ้มดีใจ รู้สึกว่าพี่สะใภ้ใหญ่ปลอบได้ไม่ยากเลย เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้นางลืมเรื่องทุกข์ใจได้แล้ว
ทางด้านนี้พูดคุยกันไปหัวเราะกันไปอย่างสนุกสนาน บรรยากาศอบอวลด้วยความสุข
......
ส่วนทางด้านนางซุนที่อยู่บ้านร้อนใจจนไฟแทบลุกไหม้ที่กลาง.อก เครียดจนเหงื่อผุดทั่วหน้า เดินไปเดินมาอยู่ที่ลานบ้านหลายรอบแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงรถม้าก็รีบวิ่งออกไปดู หญิงชราในสภาพเหงื่อท่วมศีรษะเผชิญหน้ากับคนทั้งสี่ที่กำลังยิ้มแย้มสดชื่นถึงกับนิ่งอึ้ง ก่อนจะถามออกมา “จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ระดับข้าเสียอย่าง”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือตอบแบบขอไปที นางไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ตั้งแต่แรก จากนั้นก็วิ่งเข้าไปในครัวหาน้ำดื่ม อากาศร้อนกระหายน้ำยิ่งนัก
นางซุนกับนางฉินยังไม่วางใจ รีบลากนางหยูไปสอบถามให้แน่ชัด
นางหยูจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้คนในครอบครัวฟัง เมื่อได้ยินว่าเถ้าแก่หอสุรานั่นทำไปเพื่ออยากได้สูตรเป็ดดำลู่ นางซุนก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“ต้องโทษสะใภ้สามที่ไม่ให้ข้าไปด้วย ไม่อย่างนั้นคงได้เจอข้าสักยก! หน็อย คนอะไรเกิดมาจิตใจอำมหิตได้ปานนี้!”
พูดถึงตรงนี้ก็หันไปเห็นเหอจิ่วเหนียงที่ดื่มน้ำเสร็จแล้วเดินออกมา จึงถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าสั่งสอนคนพวกนั้นไปรึยัง?”
“เรื่องนั้นจำเป็นต้องทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านลองถามพี่สะใภ้ใหญ่ดู เถ้าแก่หอสุรานั่นลงไปนอนเกลือกกลิ้งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่กับพื้น ขอร้องอ้อนวอนให้ข้าหยุดทำร้ายเขา แถมยังจ่ายเงินชดใช้ให้พวกเราถึงสามร้อยตำลึงด้วยนะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงกอดอกเชิดหน้าบอกเล่าอย่างภาคภูมิใจ ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าท่าทางของนางเหมือนห่านขาวตัวใหญ่ที่ที่บ้านเลี้ยงไว้ตัวที่ไม่มีใครสู้ได้ตัวนั้นไม่มีผิด
นางหยูพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่เจ้าค่ะ! น้องสะใภ้สามจัดการพวกนั้นได้สะใจมาก! ไม่รู้เหมือนกันว่านางทำได้อย่างไร แค่ทำเช่นนี้…” นางหยูเล่าพร้อมทำท่าแคะขี้มูกแล้วดีดเหมือนที่เหอจิ่วเหนียงทำประกอบ “...ก็ทำเอาเถ้าแก่นั่นลงไปนอนร้องโหยหวนอยู่บนพื้นเลยเจ้าค่ะ”
“อี๋~ น่าขยะแขยงยิ่งนัก! เจ้าเล่าทำไมกันเนี่ย!”
นางซุนหันมองเหอจิ่วเหนียงพร้อมทำท่าทางรังเกียจ เหอจิ่วเหนียงถามอย่างยั่วยุ “ท่านอยากลองสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”
ตอนที่ 369: ฮือๆๆ น้องสะใภ้สามช่างดีกับข้ายิ่งนัก
นางซุนง้างมือจะตีคนกวนประสาท ลู่ไป่ชวนคว้าภรรยามาปกป้องไว้ด้านหลัง พลางยิ้มกล่าว “ท่านแม่ นางล้อเล่นน่ะขอรับ อย่าตีนางเลย”
จากนั้น…
ฝ่ามืออรหันต์ของนางซุนจึงฟาดเข้าใส่ลู่ไป่ชวนอย่างไร้ความปรานี
หญิงชราดุด่า “คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่านางล้อเล่น ข้าตีนางไม่ได้ก็ตีเจ้านี่แหละ เหมือนกัน!”
ลู่ไป่ชวน “…”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะชอบใจ นางหยูกับนางฉินเข้ามาปลอบนางซุน “ท่านแม่ น้องสามรักและทะนุถนอมน้องสะใภ้สามเช่นนี้ก็เป็นเรื่องดีแล้วนี่เจ้าคะ”
นางซุนคว่ำปากไม่พูดอะไร แต่อันที่จริงในใจกลับพึงพอใจอย่างมาก
เจ้าลูกชายทำได้ไม่เลว คืนนี้จะได้มีโอกาสอีก!
แต่ก็อดกังวลแทนบุตรชายหัวทึบคนนี้ไม่ได้จริงๆ
เมื่อปัญหาในวันนี้จัดการได้แล้ว ทุกคนต่างก็พูดคุยหัวเราะและเดินเข้าบ้าน นางซุนพูดกับนางหยู “เรื่องวันนี้ก็ถือซะว่าเป็นคราวเคราะห์ก็แล้วกันนะ ถ้าเจ้ายังอยากเรียนก็ไปหาหอสุราอื่นเรียน”
นางหยูเหลือบมองเหอจิ่วเหนียง ภายใต้แววตาให้กำลังใจของเหอจิ่วเหนียง สะใภ้ใหญ่จึงตัดสินใจเปรยออกมา “ท่านแม่ ข้าไม่คิดจะไปเรียนแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะทำตามคำแนะนำของน้องสะใภ้สาม จะเปิดหอสุราเร็วๆนี้เจ้าค่ะ!”
กล่าวจบก็มองหน้านางซุนด้วยความตื่นเต้น ไม่รู้แม่สามีจะสนับสนุนนางหรือไม่
ถึงอย่างไรนางไปเรียนที่หอสุราก็ไม่ได้ความรู้ใหม่ๆมาเลย จู่ๆมาบอกว่าจะเปิดหอสุรา ไม่รู้ว่าคนในครอบครัวจะคิดว่านางไม่ประเมินตัวเองหรือไม่
แต่ไม่คิดเลยว่าทันทีที่นางซุนได้ยินคำพูดนี้ก็ตบมืออย่างแรง “ดี! เปิดเลย! ข้าก็บอกอยู่ตลอดว่าฝีมือการทำอาหารของเจ้าไม่มีใครเทียบได้แล้ว ไม่ต้องไปเรียนก็สามารถทำกิจการได้สบายๆ!”
“ใช่ ฝีมือการทำอาหารของเจ้าดีกว่าทุกคนในบ้าน เปิดหอสุราเองเจ้าต้องทำเงินได้มากแน่นอน!”
ผู้เฒ่าลู่ก็เอ่ยปากชื่นชม นางฉินพยักหน้ารัวๆ ส่วนคนอื่นๆก็ยิ้มมองนางด้วยสายตายินดี
ทั้งที่เป็นเรื่องดี แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางหยูถึงได้น้ำตาคลอเบ้า และร้องไห้ออกมาในที่สุด
“ไอ้หยา เจ้าจะร้องไห้ทำไมกันฮะ?”
นางซุนจับมือลูกสะใภ้คนโตด้วยความสงสาร กับเหอจิ่วเหนียงการแสดงออกของนางค่อนข้างดุดัน แต่กับสะใภ้ทั้งสองหญิงชราอ่อนโยนและเป็นมิตรมาก เมื่อเห็นนางหยูร้องไห้นางก็เป็นคนแรกที่เป็นห่วง ทั้งยังล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาเช็ดน้ำตาให้
จู่ๆ ก็ร้องไห้ต่อหน้าทุกคนเช่นนี้นางหยูก็รู้สึกประดักประเดิด จึงพยายามฝืนยิ้มออกมา แต่กลับกลายเป็นท่าทางแปลกๆ สีหน้าหัวเราะทั้งร้องไห้ของนางทำเอาทุกคนอดหัวเราะตามไม่ได้จริงๆ
“ข้าก็แค่รู้สึกว่าทุกคนดีกับข้ามากๆ…”
“แปลกตรงไหนกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ดีกับเจ้าก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือ ไปๆๆ เข้าไปข้างในกันก่อน แดดร้อนจะตายอยู่แล้ว”
ความอ่อนโยนของนางซุนทำเอาเหอจิ่วเหนียงแทบจำนางไม่ได้ หญิงสาวรู้สึกขนลุกซู่
นางจงใจพูดกระแนะกระแหน “ท่านสุภาพสตรีซุน เมื่อไรท่านจะอ่อนโยนเช่นนี้กับข้าบ้างล่ะเจ้าคะ?”
นางซุนที่เดิมทียังน่ารักอ่อนโยน ได้ยินคำพูดของเหอจิ่วเหนียงก็จะง้างมือตีนาง เหอจิ่วเหนียงรู้ทันอยู่แล้ว เห็นหญิงชราง้างมือก็รีบวิ่งไปหลบด้านหลังลู่ไป่ชวนอย่างว่องไว
“ข้ายังไม่ดีกับเจ้าหรืออย่างไรฮะ ถ้าเจ้าไม่ยั่วโมโหข้า ข้าน่ะหรือจะตีเจ้า!”
คนถูกกวนทำหน้าถมึงทึงใส่คนชอบกวน ก่อนจะประคองนางหยูเดินเข้าไปด้านในต่อ
เหอจิ่วเหนียงจงใจทำเสียงแปลกๆออกมา “ฮือๆๆ น่าเสียใจจริงๆ…”
นางซุนก็จงใจไม่สนใจ ทำเอาคนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะชอบใจ
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางของภรรยาก็รู้สึกว่านางน่ารักมาก
ดูเหมือนว่ามีเพียงแค่อยู่ต่อหน้าท่านแม่เท่านั้น ภรรยาเขาถึงจะทำตัวเหมือนเด็กเช่นนี้ …หากต่อหน้าเขานางเป็นเช่นนี้บ้างคงจะดีไม่น้อย
ทุกคนไปที่ห้องโถงหลัก ส่วนเหอจิ่วเหนียงกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง และออกมาอีกครั้งพร้อมกับตำราเล่มหนึ่ง นางส่งตำราในมือให้นางหยูต่อหน้าทุกคน
“พี่สะใภ้ใหญ่ นี่คือของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ให้ท่านเจ้าค่ะ”
นางหยูประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นตำราสูตรอาหาร
ถึงแม้นางจะรู้ตัวหนังสือไม่มาก แต่ภาพประกอบภายในเล่มชัดเจนมาก ทั้งยังมีสีสันอีกด้วย ดูแค่ภาพก็รู้แล้วว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ
คนอื่นๆก็เข้ามาดูด้วยความประหลาดใจ เห็นภาพอาหารเหล่านั้นก็อดตกตะลึงไม่ได้ ภาพนี้เสมือนจริงเกินไปแล้วกระมัง!
“ข้าได้มาจากร้านขายตำราน่ะเจ้าค่ะ เห็นแล้วก็คิดว่าไม่เลว ก็เลยซื้อมาฝากพี่สะใภ้ใหญ่เจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงพูดด้วยท่าทางสบายๆ แต่ทุกคนรู้ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่นางบอกแน่นอน
ตำราเล่มนี้ใหม่กริบ ไม่มีทางเป็นตำราเก่าแก่ที่ไม่มีใครไม่ถามถึงเป็นแน่ อีกอย่าง ปกติร้านขายตำราจะทำตำราออกมาตามความนิยมของบัณฑิต ไม่มีทางมีตำราอาหารเช่นนี้แน่นอน
ตำราเช่นนี้ถ้าเป็นตำราเก่าแก่ของตระกูลใดจะมีคุณค่าเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้ ผู้เป็นเจ้าของไม่มีทางนำออกมาขายแน่นอน
ดังนั้นตำราเล่มนี้อาจเป็นน้องสะใภ้สามวาดขึ้นมาเอง หรือไม่ก็ให้ช่างฝีมือวาดให้
นางหยูเปิดดูแต่ละหน้าอย่างตั้งใจ ถึงแม้จะรู้ตัวอักษรไม่มากนัก แต่ก็สามารถเข้าใจขั้นตอนการทำได้อย่างครบถ้วน
นางไม่สนใจอะไรแล้ว คว้าร่างเหอจิ่วเหนียงมากอดแล้วร้องไห้ออกกมา “ฮือๆๆ น้องสะใภ้สาม เจ้าช่างดีกับข้ามากจริงๆ!”
นางเหน็ดเหนื่อยอยู่ในหอสุราเซิ่งคังมาตั้งหลายเดือน ต้องอดทนอดกลั้นไม่น้อย แต่พวกเขาก็ไม่ตั้งใจสอนวิชาความรู้ให้นางเลย
ไม่เหมือนกับน้องสะใภ้สาม พอรู้ว่านางถูกรังแก ไม่เพียงแต่ช่วยออกหน้า ยังมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้นางอีก
ตำราเล่มหนาเตอะเล่มนี้เพียงพอที่จะทำให้นางเปิดหอสุราได้เลย ทั้งยังเป็นอาหารใหม่ๆอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “นั่นก็เพราะท่านมีฝีมือในการทำอาหาร สูตรอาหารนี่อยู่ในมือท่านถึงจะเกิดประโยชน์จริงๆ พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้ใหญ่จะเปิดหอสุราแล้ว ท่านอยากร่วมลงขันด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
ประโยคหลังเหอจิ่วเหนียงหันไปถามนางฉิน อยากชวนนางมาร่วมด้วย
นางฉินรู้ดีว่าฝีมือการทำอาหารของตัวเองเทียบพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้ ดังนั้นตอนที่เห็นสูตรอาหารก็ไม่ได้มีความคิดอื่นใด ยิ่งเมื่อได้ยินคำถามของเหอจิ่วเหนียงนางก็พยักหน้าตกลงทันทีอย่างไม่ลังเล
“เอา! ครอบครัวข้าไม่ได้มีความสามารถอะไร พวกเจ้าทำการค้าพวกเราก็อยากลงขันด้วย แต่ไม่ได้ทำอะไรก็ได้ส่วนแบ่ง พวกข้าเอาเปรียบพวกเจ้าแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเสียงดังลั่น “คนฉลาดเท่านั้นที่จะทำเช่นนี้ นอนอยู่บ้านเฉยๆก็ได้เงิน ใครจะไม่ชอบกันล่ะเจ้าคะ?”
นางซุนตะโกนขึ้นทันที “เช่นนั้นพวกเราร่วมลงขันด้วย!”
นางหยูยิ้มกว้าง “เจ้าค่ะ รอตอนเย็นทุกคนกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันข้าจะพูดเรื่องนี้อีกครั้ง จะได้ถามพวกน้องเขยด้วยความคิดเช่นไร”
ทุกคนล้วนคิดว่า ‘ได้’ แน่นอน
ยามเย็น ทุกคนกลับบ้านมากันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว เหลยจื่อได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นกับท่านแม่ก็วิ่งไปถามเรื่องราวเป็นคนแรก
นางหยูรู้สึกอบอุ่นใจอย่างยิ่ง เมื่อนึกถึงเรื่องที่บุตรชายชอบเหลียนฮวาก็ยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่
หลังจากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ทุกคนฟัง นางหยูก็บอกเรื่องที่ตนเองจะเปิดหอสุรา หากคนในครอบครัวสนใจก็ร่วมลงทุนกับนางได้
ทุกคนตอบตกลงร่วมด้วยอย่างไม่ลังเล
นี่เป็นการเปิดกิจการครั้งแรกของนางหยู ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสนับสนุน อีกอย่าง เมื่อมีตำราสูตรอาหารที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้นางด้วย พวกเขาเชื่อว่ากิจการหอสุราของนางฉินต้องขายดิบขายดีแน่นอน
จู่ๆ เหลยจื่อก็ถามขึ้น “พวกเราขอร่วมลงขันด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”
ที่ผ่านมาพวกเด็กๆเก็บเงินค่าขนมได้ไม่น้อย ปกติก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร สู้เอาเงินเหล่านี้มาร่วมลงทุนด้วย เมื่อแบ่งเงินปันผลจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น
ที่สำคัญที่สุดก็คือ…เขาชอบเหลียนฮวา แต่ตนเองกำลังเรียนอยู่ ยังไม่มีโอกาสหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว ดังนั้นโอกาสนี้เขาจำเป็นต้องคว้าเอาไว้
นางหยูเข้าใจความคิดของบุตรชายทันที หันไปสบตากับเหอจิ่วเหนียง ทั้งสองยิ้มกรุ้มกริ่ม จากนั้นนางหยูก็ตอบทันที “ได้สิ”
ตอนที่ 370: เทียบเชิญของคังซิ่วไฉ
คำตอบนี้เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก ทันใดนั้นเด็กๆคนอื่นๆก็ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น บอกว่าจะเอาเงินค่าขนมของตัวเองลงขันทำการค้านี้ด้วย
นางหยูย่อมตอบตกลงอยู่แล้ว ตอนนี้เด็กๆเหล่านี้คิดจะหาเงิน พวกเขาในฐานะผู้อาวุโสย่อมสนับสนุน
เหอจิ่วเหนียงรีบกล่าว “อาแนะนำให้พวกเจ้าเก็บเงินค่าขนมเอาไว้ครึ่งหนึ่ง เพราะอีกไม่นานอาจะเปิดร้านอื่นอีก ถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะมาโทษว่าอาไม่เตือนไม่ได้นะ!”
สดับวาจา อย่าว่าแต่พวกเด็กๆเลย แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างพวกลู่กุ้ยหลานก็ชะงักไป เมื่อครู่พวกเขากำลังคิดจะเอาเงินทั้งหมดร่วมลงขันกับนางหยู แต่ตอนนี้ได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่าจะเปิดร้านใหม่ เช่นนั้นต้องแบ่งเงินไว้สำหรับร้านของนางด้วยส่วนหนึ่งแล้ว
ลู่กุ้ยหลานคิดเอาไว้ในใจว่า ความจริงเดือนหน้าก็สามารถซื้อที่ดินสร้างบ้านได้แล้ว ถ้าลงขันร่วมกิจการก็คงต้องยืดเวลาออกไปอีกสักสองสามเดือน
แต่เปรียบเทียบแล้ว เอาเงินจำนวนนี้ไปร่วมลงทุนให้งอกเงยอีกสักหน่อยดีกว่า นางถึงจะคิดเรื่องสร้างบ้านได้อย่างหายห่วง
“พี่สะใภ้สาม ท่านจะทำการค้าอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ตอนแรกข้าอยากทำร้านขายขนม แต่พอคิดๆดูแล้วก็อยากทำให้ใหญ่ๆ เป็นสถานที่ที่รวมบริการครบวงจรอยู่ในที่เดียว กิจการนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ถ้าพวกท่านสนใจอยากร่วมลงทุนด้วยย่อมได้แน่นอน ร่วมลงขันตามกำลังความสามารถของตัวเองก็ได้เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้ทุกคนฟังให้ชัดเจนก่อน ให้พวกเขาได้เตรียมใจเตรียมพร้อม
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
กิจการนี้ของเหอจิ่วเหนียงฟังแวบเดียวก็รู้แล้วว่าทำขึ้นเพื่อพวกเศรษฐีคนมีเงิน และยิ่งเป็นกิจการที่เหอจิ่วเหนียงทำละก็ไม่มีทางขาดทุนแน่นอน
ถูกต้อง ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเหอจิ่วเหนียงมาก!
นางหยูตัดสินใจได้ทันที “เช่นนั้นครอบครัวข้าเอาเงินไปลงขันกับเจ้าก่อนดีกว่า จะพลาดโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในกิจการใหม่ของน้องสะใภ้สามไม่ได้เด็ดขาด!”
เพื่อคว้าโอกาสทำเงินร่วมกับน้องสะใภ้สาม นางเลื่อนแผนการเปิดหอสุราออกไปก่อนก็ได้!
ทุกคนหัวเราะออกมา เห็นได้ชัดว่าทุกคนมองเหอจิ่วเหนียงเป็นบ่อเงินบ่อทองไปแล้ว ตราบใดที่ร่วมมือกับนาง ไม่ว่าจะกิจการใดย่อมทำเงินได้แน่นอน ทั้งยังทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย!
เหอจิ่วเหนียงชอบที่คนในครอบครัวเชื่อมั่นในตัวนางมาก ยกจอกสุราขึ้นมาพร้อมให้คำมั่น “ข้าพาทุกคนหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอน!”
“ดี! ได้เงินเป็นกอบเป็นกำไปด้วยกัน!”
ลู่ไป่ชวนยืนข้างนางราวกับเป็นฉากหลัง แต่ก็ยินดีที่จะส่งเสริมให้นางโดดเด่นขึ้น
ต่อมาก็ถึงเวลาที่ทุกคนเริ่มพูดคุยกันเรื่องจำนวนเงินร่วมลงทุนของแต่ละครอบครัว ชายหนุ่มผู้จากบ้านไปนานเพิ่งจะได้รู้ว่า แท้จริงแล้วทุกคนในครอบครัวมีเงินเก็บมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณภรรยาของเขามาก
ดูท่าเขาต้องเพิ่มความขยันแล้ว ไม่อย่างนั้นความเร็วในการหาเงินของเขาคงตามหลังภรรยาเป็นแน่!
โก่วเอ๋อร์ดึงชายเสื้อเหลยจื่อ และเอ่ยเตือน “พี่เหลยจื่อ ท่านลืมบอกเรื่องท่านอาจารย์คังแล้ว!”
เหลยจื่อจึงนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เขาหันไปบอกกับเหอจิ่วเหนียง “อาสะใภ้สามขอรับ ท่านอาจารย์คังรู้ว่าท่านกลับมาก็เลยอยากเชิญทุกคนในครอบครัวเราไปกินข้าวเพื่อเป็นการขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตท่านอาจารย์ พรุ่งนี้สำนักศึกษาหยุดหนึ่งวัน ครอบครัวท่านอาจารย์เป็นคนจัดงานเลี้ยงเอง พวกเราจะไปหรือไม่ขอรับ?”
พูดจบก็ส่งเทียบเชิญให้เหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงเปิดดู ในเทียบเชิญระบุว่าเชิญทุกคนในครอบครัวเหอจิ่วเหนียงไปด้วยกัน
หญิงสาวอ่านเสร็จก็เอ่ยขึ้นทันที “พรุ่งนี้ว่างพอดี เช่นนั้นพวกเราทุกคนก็ไปด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ”
นางหยูกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม “น้องสะใภ้สาม เจ้าพาท่านพ่อกับท่านแม่ไปก็พอแล้ว พวกเราแยกบ้านกันแล้วจะยกโขยงไปกันหมดนี่ได้อย่างไร จุดประสงค์หลักๆของอาจารย์คังก็เพื่ออยากขอบคุณเจ้าที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา กลับกัน อาจารย์คังอบรมสั่งสอนให้ความรู้ลูกๆหลานๆของเรา ควรเป็นพวกเราต่างหากที่ต้องเลี้ยงขอบคุณเขา”
นางหยูเป็นคนเข้าใจหลักเหตุผล ถึงแม้อาจารย์คังจะแสดงเจตนาชัดเจนว่าเชิญทุกคนในครอบครัวลู่ไป แต่ก็จะเสียมารยาทไปกันทุกคนไม่ได้
ลู่กุ้ยหลานเสริม “จริงเจ้าค่ะ ยิ่งพวกเรายิ่งไม่ควร สู้รอตอนที่อาจารย์คังไปในเมือง พวกเราค่อยเชิญเขามาเป็นแขกดีกว่าเจ้าค่ะ”
ทุกคนก็เห็นด้วยเช่นกัน เหอจิ่วเหนียงจึงหันไปถามนางซุน “เอาเช่นนี้หรือเจ้าคะ?”
นางซุนคิดๆดูแล้วก็รู้สึกว่า หากสมาชิกทุกคนในครอบครัวสิบกว่าชีวิตแห่กันไปกินข้าวที่บ้านอาจารย์คังทั้งหมดก็ไม่เหมาะสมจริงๆ “อืม เช่นนั้นก็เอาตามนี้ เดี๋ยวให้คนไปแจ้งอาจารย์คังเสีย เขาจะได้ไม่ต้องเตรียมอาหารเยอะแยะ”
“เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงมองไปที่ลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนตอบทันที “วางใจได้ขอรับ ข้าจะจัดการให้”
จากนั้นทุกคนก็กินมื้อเย็น และพูดถึงเรื่องหอสุราเซิ่งคังขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนทั้งหัวเราะทั้งตื่นเต้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างครึกครื้น
โก่วเอ๋อร์กอดถ้วยข้าวกินอย่างตั้งใจ ราวกับเรื่องรอบตัวไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา ในหัวของเขามีแค่เรื่องตั้งใจกินข้าว
หลังจากเสร็จสิ้นมื้อเย็นเด็กน้อยยังต้องอ่านตำราอีกครู่ใหญ่ จากนั้นจึงจะเตรียมตัวเข้านอน
ก่อนนอน โก่วเอ๋อร์วิ่งไปหาลู่ไป่ชวนแล้วกระซิบเสียงเบา สีหน้าเคร่งเครียด “ท่านพ่อ คืนนี้ท่านนอนกับข้าได้หรือไม่ขอรับ?”
ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจ กว่าเขาจะได้นอนเตียงเดียวกับภรรยาสุดที่รักไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุใดต้องไปนอนกับบุตรชายด้วย
“ทำไมหรือ เจ้าอยากนอนกับพ่ออย่างนั้นหรือ?”
โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้า “ก็ไม่ได้อยากนะขอรับ ข้าแค่กลัวว่าท่านจะรังแกท่านแม่อีก เพราะฉะนั้นท่านพ่อนอนกับข้าดีกว่าขอรับ!”
ลู่ไป่ชวน “...”
บุรุษลูกเล็กแทบกุมขมับ ก่อนจะตอบกลับอย่างยากลำบาก “ไม่ดี”
โก่วเอ๋อร์ร้อนใจขึ้นในทันใด “เช่นนั้นท่านพ่ออย่ารังแกท่านแม่ได้หรือไม่ขอรับ! ถ้าท่านอยากจุ๊บท่านแม่ก็จุ๊บเบาๆหน่อยสิขอรับ ไม่อย่างนั้นท่านแม่จะเจ็บ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
นอนกับเมียยังต้องให้ลูกสอนอีกหรือ เขาคงต้องขอบคุณลูกชายคนนี้มากจริงๆ!
“รู้แล้วน่า พ่อรู้แล้ว เจ้ารีบเข้านอนได้แล้ว!”
ลู่ไป่ชวนสาบานได้เลยว่าเขาไม่เคยรู้สึกอับอายเท่านี้มาก่อน
หลังจากกล่อมบุตรชายจอมจุ้นนอนหลับได้แล้ว ขณะกลับเข้าห้อง ลู่ไป่ชวนเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงอาบน้ำเสร็จแล้ว นางสวมชุดนอนกำลังเช็ดผมอยู่
ใช่ นางไตร่ตรองแล้วว่ามีลู่ไป่ชวนอยู่ นางจึงไม่กล้าสวมชุดนอนสายเดี่ยว
ไม่อย่างนั้นอาจเกิดเหตุการณ์เหมือนคืนนั้นได้!
ลู่ไป่ชวนเดินไปจะช่วยนางเช็ดผม แต่เหอจิ่วเหนียงกลับพูดทะลุกลางปล้องออกมา “ไม่ต้อง ท่านไปอาบน้ำเถอะ ข้าเตรียมน้ำไว้ให้แล้ว”
เมื่อคืนเป็นเพราะเขาเมาจึงไม่ได้อาบน้ำ แค่ล้างหน้าล้างตา ล้างเท้าเท่านั้น วันนี้ตากแดดอยู่หน้าหอสุราเซิ่งคังอยู่นาน เหงื่อไหลไคลย้อยไปทั้งตัว หากไม่อาบอีกต้องเหม็นเป็นแน่
ลู่ไป่ชวนเห็นนางยืนหยัดก็ไม่พูดอะไร ไปอาบน้ำอย่างเชื่อฟัง
หลังจากอาบน้ำเสร็จออกมาก็พบว่าเส้นผมของภรรยายังไม่แห้ง แค่น้ำไม่หยดลงมาจากเส้นผมแล้วก็เท่านั้น
นางนั่งวาดภาพอยู่ที่โต๊ะโดยที่เส้นผมยังหมาดๆเช่นนั้น
ฤดูร้อนใกล้จะผ่านไปแล้ว ต้องเริ่มคิดออกแบบเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ร่วง
ตอนนี้งานส่วนมากยังไม่จำเป็นต้องให้นางลงมือเอง แต่การออกแบบเสื้อผ้าใหม่ๆ ในแต่ละฤดูก็ยังเป็นนางที่ต้องทำเอง
“เจ้าทำเป็นทุกอย่างเลยหรือ?”
ลู่ไป่ชวนไปหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดผมให้นาง มองนางวาดภาพอย่างคล่องแคล่วก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ภรรยาเขามีความสามารถรอบด้านจริงๆ เขารู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่ายิ่งนัก!
“อิจฉาหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงพูดอย่างภาคภูมิใจ
ลู่ไป่ชวนกลับตอบ “สงสารน่ะ”
คำตอบของเขาทำให้เหอจิ่วเหนียงชะงักไป
“เจ้าทำเป็นหมดทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งใดเจ้าก็ทำเองหมด เช่นนี้คงทำให้เจ้าเหนื่อยไม่น้อย ข้าเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ รอกลับเมืองหลักข้าจะไปหาคนที่มีความสามารถเรื่องพวกนี้มาช่วยเจ้าแบ่งเบาภาระนะ”
เห็นภรรยาเช่นนี้เขารู้สึกสงสารมากจริงๆ นางตั้งใจลางานที่โรงหมอกลับบ้านเพื่อมาพักผ่อน แต่นี่ดึกๆดื่นๆ ยังต้องมาออกแบบเสื้อผ้าอีก เฮ้อ…
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “อันที่จริงข้าทำเองได้ ข้าวาดภาพเร็วมาก… เอ๊ะๆๆ ท่านจะทำอะไร!”
จบตอน
Comments
Post a Comment