single mom ep371-380

ตอนที่ 371: ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะบอกข้าเอง


เหอจิ่วเหนียงแหวไม่ทันจบร่างนางก็ถูกยกลอยลิ่ว ลู่ไป่ชวนก้มลงช้อนเอวนางยกขึ้นบ่าเดินไปที่เตียง


เหอจิ่วเหนียงพลันรู้สึกตื่นตระหนก …หรือว่าเขารู้เรื่องที่สุภาพสตรีซุนค่อนแคะเขาไม่มีน้ำยาทำเรื่องอย่างว่า คืนนี้เขาก็เลยจะพิสูจน์ให้เห็นอย่างนั้นหรือ!?


หากนางต่อต้านก็ไม่มีปัญหา …แต่นางรู้สึกไม่ค่อยอยากต่อต้านเล็กน้อย


จะทำเช่นไรดี


หัวใจหญิงสาวเต้นแรงขึ้น ไม่รู้ต้องทำเช่นไร ขณะกำลังสับสน ร่างบางก็ถูกลู่ไป่ชวนวางลงบนเตียงเรียบร้อยแล้ว


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ที่บ้านไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองเสียหน่อย กิจการที่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องของเจ้าแค่คนเดียว นอน”


ดุเสียงเข้มเสร็จเขาก็ขึ้นเตียงแล้วล้มตัวลงนอน


เขานอนตะแคงหันไปทางเหอจิ่วเหนียง ยกแขนข้างหนึ่งกอดเอวนางแน่น กันไม่ให้นางลุกไปทำงานอีก


เหอจิ่วเหนียงหายใจเร็วแรงด้วยความเคร่งเครียด กำหมัดแน่น และผ่อนคลาย และกำหมัดแน่นอีกครั้ง


หลังจากกำหมัดคลายหมัดสลับกันไปมาหลายครั้งก็พบว่า ลู่ไป่ชวนไม่ได้เคลื่อนไหวทำอะไรนาง


เฮ้อ…


เพราะความเครียดเกร็ง เหอจิ่วเหนียงจึงนอนตัวแข็งทื่ออยู่ในท่าเดิมตั้งแต่ถูกวางร่างลงบนเตียง เป็นดังคาด มือที่ถูกแขนเขาทับอยู่เกิดอาการชาไปทั้งมือ


นางทำหน้าตาเหยเก แอบขยับมือเล็กน้อย ลู่ไป่ชวนลืมตาขึ้นมองนาง “นอนไม่หลับหรือ?”


“มะ มะ มือ… ชาแล้ว…”


นางใช้จังหวะนี้ชักมือที่ลู่ไป่ชวนทับออกมาอย่างรวดเร็ว สะบัดมือหลายครั้งด้วยใบหน้าเหยเก พอหันกลับมาก็พบว่าลู่ไป่ชวนกำลังมองหน้านางแล้วยิ้ม นางรีบตั้งสติให้กลับมาเป็นปกติ และถามเขาด้วยความระแวง “มองอะไรของท่าน?”


ลู่ไป่ชวนดึงมือข้างที่ชาของนางมานวดเบาๆ ก่อนจะกล่าว “ข้ากำลังคิดว่า ตัวตนของเจ้าเป็นแบบใดกันแน่”


เหอจิ่วเหนียงคาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเช่นนี้ นางตกใจเล็กน้อย หรือว่าเขาจะมองออกว่านางไม่ใช่เจ้าของร่างนี้!? ก่อนจะถามอย่างระแวดระวัง “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”


“อยู่ต่อหน้าท่านแม่เจ้าทำตัวเหมือนเด็ก อยู่ต่อหน้าพวกคนเลวเจ้าดูร้ายกาจกว่าคนเลวพวกนั้นซะอีก อยู่ต่อหน้าพวกเด็กๆ เจ้าก็เหมือนเด็ก แต่พออยู่ต่อหน้าข้ากลับเคร่งขรึมมาก เจ้าระวังตัวแค่ตอนอยู่กับข้า”


พูดถึงตรงนี้ ลู่ไป่ชวนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “เวลาอยู่ต่อหน้าข้า เมื่อไรเจ้าจะผ่อนคลายบ้าง?”


เหอจิ่วเหนียงถึงกับพูดไม่ออก นางระวังตัวเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขาอย่างนั้นหรือ? แต่จะว่าไปแล้วก็จริงอย่างที่เขาว่า


ลู่ไป่ชวนฉลาดมาก หากนางไม่ระวังแค่นิดเดียวก็อาจเผยความลับให้เขาเห็นได้ ถึงอย่างไรนางก็ใช้ร่างของภรรยาเขาอยู่ หากถูกเขาจับได้ คาดว่านางคงแย่แน่


นับตั้งแต่เขากลับมา นางก็รับรู้ได้มาโดยตลอดว่าที่ลู่ไป่ชวนทำดีกับนางและดูแลนาง เขาพยายามชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปหลายปีที่ผ่านมาให้กับนาง


หากแต่ไม่ใช่นาง… การชดเชยเหล่านี้เขาชดเชยให้เจ้าของร่างนี้ต่างหาก


เหอจิ่วเหนียงจมอยู่ในภวังค์ความว้าวุ่น นางทั้งชื่นชมผู้ชายคนนี้ ทั้งบอกตัวเองอย่างมีเหตุผลว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมได้รับ อย่าเอาตัวเองเข้าไปพัวพันส่งเดช ไม่อย่างนั้นจะถอนตัวออกมายาก


ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์อย่างตอนนี้ขึ้น ด้านหนึ่งก็เผลอทำดีกับเขาไปตามธรรมชาติ อยากใช้ชีวิตสามีภรรยาอย่างปกติเหมือนคนทั่วไป อีกด้านหนึ่งก็กังวลถึงเจ้าของร่างเดิมสตรีที่อยู่ในใจเขา แต่เจ้าของร่างเดิมไม่อยู่แล้ว นางใช้ร่างของเจ้าของร่างเดิมและยังมีความเห็นแก่ตัวไม่อยากเป็นตัวแทนของนาง จึงต้องหักห้ามการกระทำของตัวเอง


สองเรื่องตีกันในหัวไม่หยุด ปัญหามันก็อยู่ที่ตรงนี้


“ฮะ… เออะ เอ่อ เปล่านี่…”


นางหาเหตุผลที่ดีไม่ได้ จึงแกล้งตีมึน


ลู่ไป่ชวนรู้ว่านางมีบางอย่างในใจ จึงกล่าว “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ข้าจะรอเจ้าจนกว่าเจ้าจะพร้อมบอกข้าด้วยตัวเจ้าเอง”


ถึงอย่างไรตอนนี้ก็อยู่ด้วยกัน ยังมีเวลาและโอกาสอีกมาก


“นอนเถอะ ดึกมากแล้ว”


คราวนี้เขาวางมือเหอจิ่วเหนียงไว้บนอกเขา


ร่างของเหอจิ่วเหนียงยังคงแข็งทื่อ ในใจรู้สึกสับสนไปหมด


ผ่านไปครู่หนึ่งลู่ไป่ชวนเห็นนางยังไม่ผ่อนคลาย จึงเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ไม่ต้องกลัว ถ้าเจ้ายังไม่พร้อม ข้าจะไม่ทำ”


ฮู่ว~


ทันใดนั้นหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก ร่างกายที่เครียดเกร็งพลันผ่อนคลายลง


ความจริงแล้วก็ใช่ว่านางจะไม่ยินยอม กระทั่งก่อนหน้านี้ครั้นที่พวกนางหยูสนับสนุน นางก็เป็นฝ่ายเริ่มก่อนแล้ว แต่พอนึกถึงเจ้าของร่างเดิมขึ้นมานางก็รู้สึกไม่ดี ส่วนรู้สึกไม่ดีอย่างไรนางก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน


ถึงแม้จะรู้ว่าการที่ตนเองเป็นเช่นนี้ช่างงี่เง่าไร้เหตุผล แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจริงๆ เพราะนางเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


เห็นเหอจิ่วเหนียงเป็นเช่นนี้ลู่ไป่ชวนก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ นี่ความพยายามของเขากำลังล้มเหลวอย่างนั้นหรือ


รอหลังจากลมหายใจของเหอจิ่วเหนียงคงที่แล้ว ลู่ไป่ชวนจึงแอบออกไปอยู่กับตัวเองเงียบๆคนเดียวครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามานอนใหม่อีกครั้ง


ทั้งสองผ่านค่ำคืนที่ไม่มีอะไรกันไปอีกคืน


เช้าวันต่อมา ทุกคนต่างตื่นขึ้นไปทำหน้าที่ของตัวเอง ลู่จิ้งซวนยังคงไปเรียนตีทอง ส่วนพวกเหลยจื่อวันนี้เป็นวันหยุดจึงตามพวกเหลียนฮวาไปดูแลร้านด้วยกัน


นางหยูไม่ได้ไปในอำเภอ แต่ไปจัดการงานในร้านใหม่ นางไม่ต้องลงมือทำเอง แค่เดินดูความเรียบร้อยรอบๆ หากเห็นสิ่งใดไม่ถูกต้องก็บอกให้แก้ใหม่เท่านั้น


ลู่ไป่ชวนกับลู่จิ้งซวนไปสั่งซื้อวัสดุที่จะใช้สร้างหอบรรพชน ส่วนญาติพี่น้องคนอื่นๆก็แบ่งหน้าที่ช่วยงานนี้เช่นกัน


เมื่อถึงยามอู่ก็กลับมาจัดแจงสิ่งของง่ายๆ และไปกินข้าวที่บ้านอาจารย์คัง


บ้านคังซิ่วไฉอยู่ด้านหลังของสำนักศึกษา เหอจิ่วเหนียงเคยไปมาแล้ว และโก่วเอ๋อร์ก็เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาทุกวัน ย่อมคุ้นเคยกับที่นี่เป็นอย่างมาก


ครอบครัวลู่ทั้งห้าคนออกเดินทางด้วยรถม้า โก่วเอ๋อร์นั่งตักลู่ไป่ชวน และลอบสังเกตอาการของท่านพ่อและท่านแม่


เขารู้สึกว่าวันนี้ท่านพ่อกับท่านแม่แปลกไป แม้การกระทำกับคำพูดจะเหมือนเดิม แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ


เมื่อคืนท่านพ่อคงไม่ได้รังแกท่านแม่กระมัง


ท่านแม่ถึงได้อารมณ์ไม่ดีเช่นนี้


แต่ดูๆไปแล้ว เหมือนไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะ!


นางซุนและผู้เฒ่าลู่ก็รู้สึกได้เช่นกัน แต่เรื่องระหว่างคนสองคนก็ต้องให้พวกเขาจัดการกันเอง พวกตนเป็นคนนอก เสนอตัวมากไปก็ไม่ดี


ดังนั้นจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หันไปมองบรรยากาศนอกหน้าต่างรถม้า และหันมาหยอกล้อหลานชายบ้างบางครั้ง ตลอดทางเป็นไปอย่างกลมเกลียว


เมื่อมาถึงสำนักศึกษาก็เห็นคังซิ่วไฉมารออยู่ที่หน้าประตูแล้ว เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงเจ้าบ้านก็ทำความเคารพและทักทายอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม “ท่านหมอเหอมาแล้ว ยินดีต้อนรับท่านลุงท่านป้าขอรับ ท่านนี้คงจะเป็นนายท่านสามกระมัง ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว”


ก่อนหน้านี้โก่วเอ๋อร์ลาเรียนไปหลายวัน บอกว่าท่านพ่อกลับมาหาเขาแล้ว คังซิ่วไฉจึงพอรู้คร่าวๆ และรู้ด้วยว่าสถานะของลู่ไป่ชวนตอนนี้ไม่ธรรมดา ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้ความเคารพมาก


“ข้าน้อยลู่ก็ได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์คังมานานแล้วเหมือนกัน วันนี้ได้เจอรู้สึกยินดีมาก! อาจารย์คังเป็นอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆลำบากท่านแล้ว”


ลู่ไป่ชวนสวมบทเถ้าแก่โรงพนันอยู่ในหนานไท่มานานหลายปี ชำนาญการพบปะผู้คนพอตัว ผู้เฒ่าลู่และนางซุนรู้สึกภูมิใจมาก


เดิมทีคิดว่าบุตรชายจะเชี่ยวชาญแค่เรื่องการต่อสู้ แต่พอมาเห็นการสนทนาของเขากับอาจารย์คังเป็นไปได้ด้วยดี ย่อมภูมิใจจนยิ้มปากไม่หุบ


ทั้งสองฝ่ายเกรงใจกันไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นคังซิ่วไฉก็นำพวกเขาเข้าไปด้านใน


วันนี้นางเฉินมารดาของคังซิ่วไฉและนางหวังพี่สะใภ้ใหญ่ของเขาเป็นคนลงมือทำอาหารเอง โดยมีสาวใช้สองคนคอยเป็นลูกมือ ตอนที่พวกเหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปอาหารอย่างสุดท้ายก็ถูกยกมาที่โต๊ะพอดี


“รบกวนพวกท่านแล้วที่ต้องทำอาหารมากมายเช่นนี้”


นางซุนทักทายนางเฉินอย่างเป็นกันเอง ส่วนนางเฉินก็เป็นคนง่ายๆสบายๆ นางยิ้มตาหยีพลางกล่าวทันที “เมื่อเทียบกับท่านหมอเหอที่ช่วยชีวิตลูกชายของข้าแล้วนี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย! ตอนนี้สุขภาพของลูกชายข้าดีขึ้นมากจนสามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้ ข้ารู้สึกดีใจยิ่งนัก! เราอยากเชิญพวกท่านมากินข้าวด้วยกันตั้งนานแล้ว วันนี้ถือว่าสมความปรารถนาของข้าแล้วละ!”


ตอนที่ 372: คนตระกูลถังมา


ทั้งสองพูดคุยกันอย่างยิ้มแย้มพลางนั่งลง ทุกคนต่างดื่มให้กัน เรื่องที่พูดคุยส่วนมากก็เป็นการขอบคุณ


หลังจากนั้นก็พูดถึงเรื่องคังซิ่วไฉกำลังจะไปเรียนต่อ และปรึกษากันเรื่องสำนักศึกษาดีๆในเมือง เหอจิ่วเหนียงถามโก่วเอ๋อร์ “ท่านอาจารย์คังจะไปเรียนในเมืองแล้ว เจ้าอยากไปด้วยหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ถ้าพวกพี่ๆไปข้าก็ไปขอรับ!”


“เด็กน้อยคนนี้มีความสัมพันธ์กับพวกพี่ๆดียิ่งนัก!”


นางเฉินชื่นชมจากใจจริง ความสัมพันธ์ของลูกๆนางก็ไม่เลวเหมือนกัน แต่นั่นก็เพราะเป็นพี่น้องแท้ๆพ่อแม่เดียวกัน จะว่าไปพอพูดถึงลูกๆก็นึกถึงบุตรชายคนเล็กคนนี้ของนางขึ้นมา ป่านนี้ยังไม่ได้แต่งงาน เรื่องนี้ทำให้หัวใจนางร้อนรุ่มยิ่งนัก


ได้รับคำชมว่าเด็กๆในบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดี นางซุนย่อมรู้สึกปลาบปลื้มอยู่แล้ว “ครอบครัวรักใคร่ปรองดองกันถึงจะนำพาทุกคนไปสู่ความเจริญ พวกเด็กๆรักใคร่ปรองดองกันครอบครัวก็ยิ่งเจริญ! ครอบครัวท่านเป็นตระกูลบัณฑิตที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น พี่น้องล้วนรักและเคารพซึ่งกันและกัน รออีกสองปีอาจารย์คังแต่งงานแล้วต้องมีหลานชายตัวน้อยๆให้ท่านแน่นอน ถึงตอนนั้นครอบครัวจะยิ่งครึกครื้นเป็นแน่!”


คำพูดนี้ช่างถูกใจนางเฉินยิ่งนัก นางรีบคล้อยตามไปกับนางซุนทันที “ก็นั่นน่ะสิ หลายปีมานี้จื้อเอ๋อร์ของข้าสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงก็เลยไม่กล้าหาคู่ครอง กลัวจะทำให้ผู้หญิงเหล่านั้นต้องเสียเวลา แต่ตอนนี้สุขภาพเขาแข็งแรงแล้ว ข้าก็จัดการเป็นแม่สื่อหาคู่ให้เข้าทันที เพิ่งจะหมั้นหมายไปไม่นานนี้เอง คาดว่าสิ้นปีก็คงแต่งแล้วละ”


นางเฉินกล่าวพลางเหลือบมองเหอจิ่วเหนียง นึกถึงเรื่องที่ตนเข้าใจผิดคิดว่าเหอจิ่วเหนียงมีความสัมพันธ์กับบุตรชายในตอนนั้นก็รู้สึกผิดยิ่งนัก โชคดีที่ตอนนั้นไม่ได้บุ่มบ่ามทำอะไร ไม่อย่างนั้นต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่


โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ลู่ไป่ชวนกลับมาแล้ว ตอนนั้นหากนางวู่วามไปพูดเรื่องหมั้นหมายจริงๆละก็ ความประสงค์ดีของนางได้กลับกลายเป็นเรื่องเลวร้ายเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ ดังนั้นจึงไม่ได้รับรู้ถึงความพิพักพิพ่วนในแววตาของนางเฉิน ในใจยังคิดถึงเรื่องลู่ไป่ชวนอยู่ เห็นได้ชัดว่าจิตใจนางไม่อยู่กับเนื้อกับตัว


นางซุนก็ไม่ได้สังเกตเช่นกัน ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ไอ้หยา ช่างเป็นวาสนาของแม่นางตระกูลนั้นจริงๆ! อาจารย์คังมีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ต้องสอบได้แน่นอน อนาคตยาวไกลเป็นแน่!”


วาจาเช่นนั้นนางเฉินชอบฟังเป็นที่สุด หญิงสูงวัยทั้งสองพูดคุยกันถูกปากถูกคอ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย จากนั้นก็พูดคุยกันไม่หยุด


ส่วนพวกบุรุษก็คุยกันเรื่องบ้านเมืองกับสถานการณ์ในปัจจุบัน พูดคุยเรื่องน่ายินดีก็ชนจอกสุรากันไปครั้งหนึ่ง พูดเรื่องกลัดกลุ้มใจก็ชนกันอีกจอกหนึ่ง


และแน่นอนว่าตัวแทนการดื่มสุราของครอบครัวลู่ก็คือผู้เฒ่าลู่นั่นเอง ส่วนลู่ไป่ชวนนับตั้งแต่ดื่มจนเมาในคราวก่อนก็ไม่กล้าแตะสุราเลยแม้แต่น้อย


แต่เขาไม่ได้คิดจะเลิกขาดสุรา แค่คิดว่าความสัมพันธ์กับภรรยาในตอนนี้ยังครึ่งๆกลางๆ นางยังไม่ได้ยอมรับเขาเต็มร้อย จึงรู้สึกเกรงใจหากให้นางต้องคอยดูแลตลอด


เช่นนี้จะทำลายความรู้สึกของนางเอาได้ง่ายๆ


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอย่างสุขใจ จู่ๆ ก็มีบ่าวรับใช้เข้ามารายงานว่า คนของตระกูลถังมาขอพบ


ตระกูลถังก็คือฝ่ายคู่หมั้นของคังซิ่วไฉนั่นเอง 


จู่ๆ ก็มาในตอนนี้ หรือว่าจะมีเรื่องด่วนอะไร?


นางเฉินกล่าวขอโทษทุกคนบนโต๊ะอาหาร จากนั้นก็ขอตัวลุกออกไปด้านนอก คังซิ่วไฉก็ลุกตามไปด้วย ถึงอย่างไรก็เป็นคนของครอบครัวคู่หมั้น เขาจะเมินเฉยไม่ได้


บ่าวรับใช้กระซิบข้างหูเขาเบาๆ “ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรื่องดีขอรับ!”


คังซิ่วไฉขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”


“ฝ่ายนั้นพาคนมากลุ่มหนึ่งพร้อมกับหีบใหญ่หลายหีบ ข้าน้อยสังเกตอย่างละเอียดแล้ว ดูเหมือนจะเป็นของหมั้นที่พวกเรามอบให้ในคราวนั้นขอรับ ที่พวกเขาเอามาถึงบ้านเช่นนี้ …คงไม่ใช่เพราะอยากถอนหมั้นกระมัง?”


คำรายงานนี้บ่าวรับใช้ไม่กล้าบอกนางเฉิน เพราะนางเฉินกังวลเรื่องการแต่งงานของคังซิ่วไฉมาโดยตลอด การหมั้นหมายครั้งนี้กว่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางเฉินไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดใดขึ้นเป็นที่สุด


นางเฉินเดินนำหน้า ได้ยินพวกเขากระซิบกันอยู่ด้านหลังก็อดเร่งไม่ได้ “รีบเดินเร็วๆหน่อย อย่าให้พวกเขาต้องรอนาน”


คังซิ่วไฉขานรับทันทีพร้อมเร่งฝีเท้า “ขอรับท่านแม่!”


คนที่ตระกูลถังส่งมาก็คือแม่นมคนหนึ่ง คนคนนี้นางเฉินรู้จัก เป็นคนรับใช้ประจำตัวฮูหยินถัง


สถานการณ์ของตระกูลคังและตระกูลถังไม่ค่อยต่างกันมาก นายท่านถังก็สอนตำราอยู่ในอำเภอมานานหลายปี ค่อนข้างมีชื่อเสียงอยู่เหมือนกัน นับว่าทั้งสองฝ่ายมาจากครอบครัวที่มีฐานะระดับเดียวกัน


เดิมทีการเกี่ยวดองระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยความยินดี พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายพึงพอใจมาก แต่ตอนนี้กลับให้คนนำของหมั้นที่ให้ไปมาคืน…


การกระทำเช่นนี้ไม่ต้องพูดก็รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร


ตอนที่นางเฉินเห็นหีบเหล่านั้นเบื้องหลังแม่นมก็เข้าใจทันที


“แม่นม นี่มันอะไรกัน?”


แม้ในใจจะรู้สึกโกรธ แต่นางเฉินก็ยังฝืนยิ้มออกมา ในฐานะมารดาของบัณฑิต มารยาทข้อนี้นางย่อมมีอยู่แล้ว


แม่นมทำความเคารพนางเฉินด้วยท่าทางเศร้าเสียใจ ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาก็ร้องไห้ทันที


“ฮูหยินคังเจ้าคะ ตระกูลถังต้องขอโทษพวกท่านจริงๆเจ้าค่ะ”


“ไอ้หยา แม่.นม ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ไหนคุยกันก่อนซิ!”


แม่นมเล่าไปปาดน้ำตาไป


“คุณหนูของเราโชคดีมากที่จะได้แต่งงานกับอาจารย์คัง นายท่านกับฮูหยินล้วนดีใจกันมาก ตั้งตารอสิ้นปีจะมีงานมงคล แต่นึกไม่ถึงเลยว่าคุณหนูของเราจะเคราะห์ร้าย ไม่กี่วันก่อนเกิดป่วยกะทันหันจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ เชิญหมอมารักษานับไม่ถ้วนก็ได้คำตอบเดียวกันว่าคุณหนูจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน นายท่านไม่อยากทำให้ตระกูลคังต้องเดือดร้อน ก็เลยให้บ่าวนำของมาคืน และขอถอนหมั้นของสองตระกูลเจ้าค่ะ”


กล่าวจบ แม่นมก็ส่งเทียบฉบับหนึ่งให้ บนหัวกระดาษมีอักษรสี่คำเขียนไว้ว่า ‘หนังสือถอนหมั้น’


ตอนที่ 373: ไปบ้านตระกูลถัง


สดับวาจาแม่นม สีหน้าของนางเฉินพลันเปลี่ยนไป ตอนแรกคิดว่าตระกูลถังต้องการถอนหมั้นอย่างไร้เหตุผล คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงกะทันหันเช่นนี้


คุณหนูถังยังสาวอยู่เลย หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง นายท่านถังกับฮูหยินต้องตรอมใจหนักเป็นแน่


“คุณหนูถังป่วยเป็นอะไร เหตุใดอาการถึงปุบปับเช่นนี้?”


ก่อนหน้านี้ตอนที่พบปะพูดคุยเรื่องหมั้นหมาย นางเฉินก็เห็นแม่นางถังกับตาตัวเอง ผิวพรรณขาวผ่องอมชมพู ดูแล้วสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่อยากเชื่อเลยว่าภายในเวลาอันสั้นจะเจ็บป่วยจนถึงขั้นไร้ทางรักษา


เมื่อครู่บนโต๊ะอาหาร นางเพิ่งพูดไปเองว่าสิ้นปีนี้จะจัดงานมงคล ตอนนี้เรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ นางควรทำเช่นไรดี


แม่นมทอดถอนใจ “ไม่แน่ใจเจ้าค่ะว่าเป็นโรคอะไร เชิญหมอมาตรวจหลายท่านแล้ว ต่างก็บอกว่าอาการป่วยของคุณหนูกะทันหันเกินไป เวลาแค่ไม่ถึงห้าหกวันหน้าเหลืองตัวเหลือง เห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ ฮูหยินเอาแต่ร้องไห้จนเป็นลมไปหลายครั้งแล้วเจ้าค่ะ…”


นางเฉินได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก แต่ก็ยังรับหนังสือถอนหมั้นมา หากคุณหนูถังเป็นอะไรไปจริงๆ นางก็ไม่อยากให้บุตรชายของตนต้องได้ชื่อว่าเป็นบุรุษกินเมีย (ความหมายเหมือนกับสตรีกินผัว ทำให้คู่ครองตนเองตาย)


ด้านคังซิ่วไฉก็ร้อนใจมากเหมือนกัน ถึงแม้เขาเคยเจอคุณหนูถังแค่ครั้งเดียว ยังไม่ได้รู้สึกอะไรลึกซึ้ง แต่เขาเองเคยเจ็บป่วยหนัก จึงเข้าใจหัวอกอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ดังนั้นตอนนี้จึงรู้สึกสะเทือนใจกับโชคชะตาอันขมขื่นของคุณหนูถังเป็นพิเศษ เขาจึงบอกกับนางเฉิน “ท่านแม่ เย็นนี้พาพี่สะใภ้นำของไปเยี่ยมนางสักหน่อยเถอะขอรับ”


ถอนหมั้นแล้ว เขาก็กลายเป็นบุรุษคนนอก ให้ไปเยี่ยมคงไม่สะดวก เพราะอาจทำให้คุณหนูถังเสื่อมเสียชื่อเสียงได้


นางเฉินเห็นด้วยกับคำแนะนำของบุตรชาย “ตกลง เดี๋ยวข้าจะไป…”


แต่แล้วทันใดนั้น จู่ๆ นางเฉินก็นึกขึ้นได้ว่า เหอจิ่วเหนียง–หมอหญิงมากความสามารถกำลังนั่งกินข้าวอยู่ในบ้าน ในหัวนางพลันสว่างเจิดจ้า รีบพูดกับแม่นมด้วยแววตาทอประกาย “แม่นมคงจะรู้ว่าจื้อเอ๋อร์ของข้าก็เคยป่วยหนักมานานหลายปี เขาได้ท่านหมอเหอแห่งโรงหมออวี้หยวนช่วยรักษาจนตอนนี้หายดีแล้ว ทางด้านคุณหนูถังอยากเชิญท่านหมอเหอไปตรวจดูอาการสักหน่อยหรือไม่?”


“ท่านหมอเหอหรือเจ้าคะ ใช่หมอเทวดาหญิงท่านนั้นหรือไม่เจ้าคะ?”


ดวงตาของแม่นมเปล่งประกายขึ้นทันที นางเฉินพยักหน้า


ทว่าแววตาของแม่นมก็หม่นแสงลงอีกครั้ง กล่าวด้วยความสิ้นหวัง “นายท่านอยากเชิญท่านหมอเหอไปตรวจอาการคุณหนูมากเจ้าค่ะ แต่ท่านหมอเหออยู่ในเมืองหลัก ได้ยินว่าช่วงนี้ยังไม่รับตรวจโรค กำลังคิดอยู่ว่าอีกสักสามสี่วันค่อยไปเชิญอีกทีเจ้าค่ะ!”


นางเฉินสวนทันที “บังเอิญมาก! ตอนนี้ท่านหมอเหอกำลังกินข้าวอยู่ในบ้านข้า ถ้าตระกูลถังยินดี ข้าจะไปถามนางให้เดี๋ยวนี้เลย!”


“ยินดีเจ้าค่ะ ยินดีมาก ขอบคุณฮูหยินคังมากเจ้าค่ะ!”


แม่นมกำผ้าเช็ดหน้าแน่นด้วยความตื่นเต้น ที่ท่านหมอเหอยังไม่รับตรวจโรคก็เป็นเพราะว่านางกลับมาแล้วนี่เอง ช่างบังเอิญยิ่งนัก!


นางเฉินตอบตกลง เหลือบมองบุตรชายวูบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินเร็วๆไปหาเหอจิ่วเหนียง


กว่าบุตรชายจะมีคู่ครองช่างลำบากยากเข็ญ นางคาดหวังอยากให้บุตรชายรีบแต่งงานเร็วๆ เพราะอายุเขาก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว หากยังไม่แต่งงานอีก ต้องโดนคนติฉินนินทาแน่


หากท่านหมอเหอสามารถรักษาอาการป่วยของคุณหนูถังได้ เช่นนั้นก็จะได้ไม่ต้องถอนหมั้น งานมงคลสิ้นปีนี้อาจได้จัดตามเดิมก็ได้


แต่ก็ต้องถามท่านหมอเหอก่อน ตนเองไม่อาจตัดสินใจแทนเหอจิ่วเหนียงได้


เหอจิ่วเหนียงกินอิ่มแล้ว เพิ่งจะวางตะเกียบลง นางเฉินก็เข้ามาพอดี ยิ้มขอลุแก่โทษและกล่าวกับนางซุน “น้องหญิง วันนี้ต้องขอโทษเจ้าจริงๆ พอดีเกิดเรื่องขึ้นกับคุณหนูตระกูลถังนิดหน่อย ข้าจึงจะไปเยี่ยมนาง วันนี้ต้อนรับทุกคนไม่ดีเลย ต้องขอโทษมากจริงๆ!”


นางซุนรีบพูดทันที “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะไม่เป็นไร มีธุระพวกท่านก็ไปเถอะ พวกเรากินอิ่มพอดี ขอบคุณท่านมากที่ต้อนรับ เช่นนั้นพวกเราก็ขอตัวกลับ…”


นางเฉินรีบโบกไม้โบกมือร้องห้าม “ไม่ใช่ ไม่ใช่ อย่าเพิ่งรีบไป ยังต้องรบกวนพวกท่านอยู่ต่ออีกสักพัก ข้ามีเรื่องอยากขอให้ท่านหมอเหอช่วยหน่อย”


นางอธิบาย “อยู่ดีๆ คุณหนูถังก็ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อ บอกว่าเชิญหมอมาตรวจอาการหลายท่านแล้วต่างก็บอกว่าไร้หนทางรักษา… ข้าอยากเชิญท่านหมอเหอไปตรวจอาการให้นางหน่อย ไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่?”


ประโยคหลังนางหันไปกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง แสดงชัดว่ากำลังขอร้องและถามความเห็นจากอีกฝ่าย


เหอจิ่วเหนียงว่างพอดีจึงตอบทันที “ได้สิเจ้าคะ เช่นนั้นก็ไปกันเลย ข้ากินอิ่มพอดี ออกไปเดินย่อยสักหน่อยก็ไม่เลวเจ้าค่ะ”


ลู่ไป่ชวนยืนขึ้น “ให้ข้าไปกับเจ้าด้วยนะ”


เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “ไม่ต้องหรอก คุณหนูถังยังไม่ได้แต่งงาน ท่านไปด้วยจะดูไม่เหมาะสม ท่านดูลูก รออยู่ที่นี่เป็นเพื่อนท่านพ่อท่านแม่เถอะ ข้าไปไม่นานก็กลับแล้ว”


นางซุนพยักหน้า “เจ้าไปเถอะ พวกเราจะรออยู่ที่นี่”


นางเฉินขอบคุณเหอจิ่วเหนียง จากนั้นก็เดินนำนางออกไปด้วยตัวเอง คังซิ่วไฉครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตามไป จึงอยู่ดูแลแขกที่บ้าน


บ้านตระกูลถังอยู่ห่างจากสำนักศึกษาของตระกูลคังไม่ไกลนัก ตระกูลถังก็เปิดสำนักศึกษาเช่นกัน ทั้งสองตามพวกแม่นมไปที่เรือนตระกูลถัง รอแม่นมเข้าไปรายงานก่อน จากนั้นพวกนางจึงจะถูกพาเข้าไป


“ท่านหมอเหอ วันนี้ต้องขอโทษมากจริงๆ เชิญมากินข้าวด้วยกันแท้ๆ แต่กลับรบกวนหมอเหอให้มาที่นี่ แม่นมถังบอกข้าว่าก่อนหน้านี้พวกนางไปเชิญท่านในเมืองหลักแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่าช่วงนี้ท่านไม่รับตรวจโรค ก็เลยไม่ได้เจอ”


นางเฉินพยายามอธิบาย นางต้องการบอกเหอจิ่วเหนียงว่าตระกูลถังอยากเชิญนางมาช่วยตรวจโรคมากแต่ไม่ได้เจอนาง ไม่อยากให้เหอจิ่วเหนียงคิดมาก


“ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม นางไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ออกมากินข้าวแต่ก็ยังถูกเชิญให้ไปตรวจโรค นั่นหมายความว่า ฝีมือการรักษาของนางเยี่ยมยอดเป็นที่ประจักษ์


และที่สำคัญ นางก็อยากออกมาสงบสติอารมณ์ด้วย เพราะรู้สึกว่าอยู่กับลู่ไป่ชวนแล้วไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเลย


ไม่นานแม่นมถังก็ออกมา ด้านหลังมีสตรีสวมอาภรณ์งดงามนางหนึ่งตามมาด้วย นางเฉินแนะนำเสียงเบา “ท่านนี้คือฮูหยินถัง”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ เมื่อพวกนางเดินมาถึง เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้เอ่ยทักทาย ฮูหยินถังก็พูดคุยกับนางเฉินทันที


สภาพของฮูหยินถังไม่ค่อยดีนัก แต่ขณะที่พูดคุยกับนางเฉินก็ยังคงฝืนยิ้มออกมา


หลังจากทักทายนางเฉินครู่หนึ่งแล้วจึงหันมาพูดคุยกับเหอจิ่วเหนียง “ท่านนี้คงจะเป็นท่านหมอเหอกระมัง ได้ยินชื่อเสียงมาร้อยครั้งไม่เท่าได้เห็นด้วยตาครั้งเดียว ฝีมือการแพทย์ยอดเยี่ยม ทั้งยังรูปลักษณ์งดงามอีกด้วย!”


“ยินดีที่ได้พบฮูหยินถัง”


เหอจิ่วเหนียงทักทาย ทำความรู้จักกับพวกนางเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน


ฮูหยินถังกล่าวกับนางเฉิน “พี่หญิง เรื่องถอนหมั้นข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดขึ้นจริงๆนะเจ้าคะ ไม่กี่วันมานี้ชวนเอ๋อร์ของข้าน้ำหนักลดฮวบ ข้าช่าง…”


พูดได้แค่นี้นางก็น้ำตาไหลอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าจะเสียเวลาไปมากกว่านี้ จึงรีบตัดบท “นี่ก็ค่ำแล้ว รีบไปดูอาการป่วยของคุณหนูถังเถอะเจ้าค่ะ”


แค่รบกวนเหอจิ่วเหนียงมาในยามค่ำเช่นนี้นางเฉินก็รู้สึกเกรงใจมากอยู่แล้ว ดังนั้นจึงรีบให้ฮูหยินถังนำทาง


ฮูหยินถังพยักหน้า จูงมือนางเฉินเดินนำไป


เรือนด้านหลังของสำนักศึกษาของตระกูลถังใหญ่กว่าของตระกูลคังเล็กน้อย เพราะทางด้านตระกูลคังปกติแล้วก็มีแค่คังซิ่วไฉที่อาศัยอยู่คนเดียว พวกนางเฉินอาศัยอยู่ในชนบท มาเยี่ยมเยียนเพียงบางครั้งบางคราว จึงไม่จำเป็นต้องสร้างใหญ่โต


เหอจิ่วเหนียงกวาดตาสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบแค่แวบเดียวเท่านั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องรีบไปตรวจอาการป่วยของคนไข้


อีกทางด้านหนึ่ง


ถังชวนกำลังนอนอยู่บนเตียง จู่ๆได้ยินสาวใช้รีบวิ่งเข้ามาแจ้ง “คุณหนู แย่แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินคังมาเจ้าค่ะ!”


ตอนที่ 374: เจ้าแอบกินอะไรเข้าไป


ถังชวนที่อยู่ในอาการง่วงงุนได้ยินดังนั้นก็ตื่นขึ้นมาทันที


นางผุดลุกขึ้นนั่ง และถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านแม่ให้ท่านแม่นมไปถอนหมั้นแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดนางถึงยังมาอีกล่ะ?”


“เหมือนว่าจะเป็นห่วงอาการป่วยของคุณหนูเจ้าค่ะก็เลยมาเยี่ยม อ๋อใช่ นางยังพาหมอหญิงมาด้วยนะเจ้าคะ เหมือนจะเป็นหมอหญิงของโรงหมออวี้หยวนท่านนั้น!”


ถังชวนยิ่งประหลาดใจ แววตาเริ่มเจือความแตกตื่น “หมอหญิงท่านนั้นตอนนี้ยังไม่รับตรวจโรคไม่ใช่หรือ?”


“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่ได้ยินแม่นมถังบอกว่าท่านหมอหญิงมากินข้าวที่บ้านตระกูลคังพอดี ก็เลยเชิญมาตรวจอาการให้คุณหนู ตอนนี้ฮูหยินออกไปต้อนรับด้วยตัวเองแล้วเจ้าค่ะ”


ใบหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก หากเป็นเช่นนั้น เรื่องที่คุณหนูแกล้งป่วยก็จะถูกจับได้น่ะสิ!


…ถูกต้อง


คุณหนูถังแกล้งป่วยเพราะอยากถอนหมั้นกับคุณชายคัง เรื่องนี้มีเพียงพวกนางสองนายบ่าวเท่านั้นที่รู้กัน


หมอที่มาตรวจก่อนหน้าฝีมือไม่ดี จึงถูกตบตาไปได้ หลายวันก่อนนายท่านส่งคนไปเชิญหมอเหอที่เมืองหลักแต่กลับได้รับแจ้งว่า ท่านหมอเหอยังไม่รับตรวจโรค พวกนางสองนายบ่าวจึงได้โล่งใจ


ได้ยินว่าทักษะการแพทย์ของท่านหมอเหออยู่ในระดับขั้นสูง ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ไม่แน่อาจจับได้ว่านางเแกล้งป่วย


หากถูกจับได้ขึ้นมา ชื่อเสียงของนางต้องเสื่อมเสียเป็นแน่


“ข้าควรทำเช่นไรดี!?”


ถังชวนมองสาวใช้ด้วยความตื่นตระหนก สองมือจับปลายผ้าห่มไว้แน่น ความรู้สึกของนางตอนนี้ยุ่งเหยิงไม่ต่างอะไรกับผ้าห่มที่ถูกขยำจนแน่นเลย


สาวใช้ก็ไม่รู้เช่นกันว่าควรทำอย่างไร จึงพยายามคิดหาคำปลอบใจให้สงบลง “ของที่คุณชายหลิวให้มาคงจะหลอกท่านหมอเหอได้กระมังเจ้าคะ”


ถังชวนรอดจากการตรวจของหมอมาได้หลายคนก็เพราว่ามีของดีที่คุณชายหลิวให้มา ความจริงนางไม่ได้ป่วยเลย แต่ของดีสิ่งนั้นสามารถตบตาคนอื่นให้เห็นว่านางป่วยหนักและมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน


“น่าจะได้กระมัง ไม่สนแล้ว เอาตามนี้ไปก่อน รีบมาประคองข้านอนเร็วเข้า!”


จู่ๆ ก็เกิดสถานการณ์คับขัน ตอนนี้นางนึกไม่ออกเลยว่าควรทำเช่นไรดี ได้แต่ภาวนาขอให้หมอหญิงคนนั้นดูไม่ออกว่านางแกล้งป่วย


ทันทีที่เอนกายลงนอนทุกคนก็มาถึงหน้าห้อง ยังไม่ทันได้เดินเข้าประตูก็ได้ยินเสียงไอคอกแคกดังมาจากด้านใน


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วทันที ไหนบอกว่าคุณหนูถังอาการหนักมากไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังมีแรงไอได้ขนาดนี้กัน?


ที่สำคัญ เสียงนั่นดูเหมือนจงใจเล็กน้อย


ดูท่า …คุณหนูถังคนนี้มีเรื่องปิดบังซะแล้ว!


เหอจิ่วเหนียงลอบยกยิ้มมุมปาก นางชอบใส่ใจเรื่องพวกนี้ซะด้วยสิ หมอหญิงเดินตามเข้าไปโดยไม่พูดอะไร และได้ยินฮูหยินถังถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะถาม “ชวนเอ๋อร์ วันนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”


ฮูหยินถังนั่งลงข้างเตียง ถามบุตรสาวด้วยความเป็นห่วง ท่าทางของนางไม่เหมือนแสดงละครตบตาเลย


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเหลือง ดูแล้วอาการหนักเหมือนจะไม่ไหวแล้วจริงๆ


นางเฉินก็เดินเข้าไปถามอาการด้วยความเป็นห่วง ถังชวนตอบพวกนางทีละคน ทั้งยังส่งเสียงไอคอกแคกออกมาบางครั้ง ทำให้นางเฉินรู้สึกสงสารจนปวดใจ


“อยู่ดีๆ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ท่านหมอเหอ รบกวนช่วยดูอาการให้หน่อยนะ ชวนเอ๋อร์อายุยังน้อยยังสาวอยู่เลย…”


ประโยคหลังจากนั้นนางเฉินไม่ได้พูดต่อ แต่ทุกคนล้วนเข้าใจความหมายดี


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร พยักหน้าแล้วเดินไปนั่งลงข้างเตียง ส่วนฮูหยินถังกับนางเฉินก็ถอยออกมายืนดูอยู่ข้างๆ


ช่างบังเอิญยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงหันไปเห็นคุณหนูถังส่งสายตาเลศนัยให้กับสาวใช้ประจำตัวพอดี ตอนนี้ไม่ต้องจับชีพจรก็สามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าคุณหนูถังคนนี้ไม่ได้ป่วย


แต่ในเมื่อมีคนยืนดูอยู่หลายคน นางก็จะแสร้งเล่นละครตบตาให้สักหน่อยแล้วกัน


ตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงนั่งลง หัวใจของถังชวนก็เต้นตุ้มๆต่อมๆ เรื่องกังวลหลักๆก็คือหมอหญิงท่านนี้ฝีมือเก่งกาจมากจริงๆ นางไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย


เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำเป็นไม่เห็นความหวาดหวั่นของอีกฝ่าย จับชีพจรให้นางอย่างเงียบๆ และทำการตรวจอย่างอื่นเล็กน้อย


“ท่านหมอเหอ เป็นอย่างไรบ้าง อาการของชวนเอ๋อร์จะรักษาหายได้หรือไม่?”


ฮูหยินถังมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความเคร่งเครียด บุตรสาวป่วย นางย่อมปวดใจยิ่งกว่าใคร อย่างไรนี่ก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง หลายวันมานี้นางเครียดจนซูบเซียวลงไปไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ควรปลอบใจนางเช่นไร บุตรสาวนางช่างคิดอะไรตื้นเขินซะจริง ไม่ว่าจะอยากถอนหมั้นด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ควรเอาชีวิตตัวเองมาล้อเล่นเช่นนี้ ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องทุกข์ใจ


เหอจิ่วเหนียงพยายามคิดหาผลวินิจฉัยที่ฟังดูไม่ร้ายแรง แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “อาการของคุณหนูถังหนักมากจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะป่วยเป็นโรค… นางถูกวางยาพิษ!”


ถูกวางยาพิษ!


ทุกคนต่างตกตะลึง และหันไปมองถังชวน


ถังชวนเองก็ตกใจมากเช่นกัน เหตุใดนางถึงไม่รู้เลยว่าตัวเองถูกวางยาพิษ


“อยู่ดีๆ เหตุใดถึงโดนวางยาได้ล่ะ แล้วเป็นยาพิษอะไรหรือ?”


ฮูหยินถังจะเข้าไปจับมือเหอจิ่วเหนียงด้วยความร้อนใจ แต่ยื่นมือออกไปเล็กน้อยก็ดึงมือกลับ และหันไปกำผ้าเช็ดหน้าในมือเอาไว้แน่น


“เรื่องนี้คงต้องถามคุณหนูถังแล้วเจ้าค่ะว่ากินอะไรเข้าไป”


เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นยืน และเดินไปนั่งที่โต๊ะอีกด้านเตรียมเขียนเทียบยา


“ขะ ขะ ข้า ข้าไม่รู้…”


ถังชวนเฉสายตามองไปทางอื่นด้วยความหวาดหวั่น กล่าววาจาตะกุกตะกัก


ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่คนโง่ ดูแวบเดียวก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ


“ชวนเอ๋อร์ ที่ท่านหมอเหอพูดหมายความว่าอย่างไร เจ้ากินอะไรเข้าไป บอกแม่มาตรงๆ!”


สีหน้าฮูหยินถังเปลี่ยนไปในบัดดล สวรรค์รู้ดีว่าหลายวันมานี้นางเป็นห่วงและวิตกกังวลกับอาการของบุตรสาวมากเพียงใด ที่แท้ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นหรือ


สุขภาพร่างกายไม่ได้เจ็บป่วยย่อมเป็นเรื่องดี แต่การกระทำที่โกหกคนอื่นเช่นนี้มันไม่ถูกต้อง


ถังชวนส่ายหน้าพัลวันด้วยความเคร่งเครียด “ข้าไม่ได้…”


เหอจิ่วเหนียงแทรกทะลุกลางปล้องด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณหนูถัง สิ่งที่เจ้ากินเข้าไปตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไร แต่ความจริงมันได้แทรกซึมเข้าไปในตับไตไส้พุงแล้ว หากไม่กินยาถอนพิษให้ทันเวลา อาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงสามสิบปี เจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าจะมียาถอนพิษนั่น?”


ถังชวนหัวหมุนติ้วเมื่อได้ยินคำถามนี้ นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตนเองยังต้องกินยาถอนพิษด้วย!


เหอจิ่วเหนียงพูดต่อ “เจ้ามักจะรู้สึกเวียนหัว ตาพร่ามัว ไม่ค่อยมีแรงใช่หรือไม่?”


ถังชวนเงียบไป …เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่นางกลับคิดมาตลอดว่าเป็นเพราะความมหัศจรรย์ของยานั่นที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายได้


นางเฉินไม่มีอะไรจะพูดแล้ว นางไม่ได้โง่ ย่อมรู้ว่าที่ถังชวนทำเช่นนี้เพราะอะไร


น่าขบขันยิ่งนัก ถังชวนยอมกินยาพิษเพื่อจะได้ถอนหมั้นกับบุตรชายของนาง คงไม่ชอบบุตรชายนางเอามากๆ


เห็นฮูหยินถังโกรธอย่างรุนแรงนางก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก และตอนนี้นางไม่หลงเหลือความเป็นห่วงถังชวนเหมือนเมื่อครู่แล้ว


เพราะคนอย่างถังชวนไม่คู่ควรกับการได้รับความห่วงใย


กลับกัน นางรู้สึกผิดมากที่เชิญเหอจิ่วเหนียงมาตรวจให้คนเช่นนี้


*เพียะ!*


ฮูหยินถังเห็นบุตรสาวเอาแต่เงียบ จึงง้างมือตบหน้านาง


“ข้าถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าแอบกินอะไรเข้าไป!”


ฮูหยินถังโกรธมากจริงๆ นางสั่นไปทั้งตัว แม่นมถังรีบเข้าไปช่วยประคองนายหญิงไว้ ไม่อย่างนั้นคงล้มลงไปเป็นแน่


ถังชวนถูกตบจนวิงเวียนศีรษะ สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก นางค่อยๆลุกขึ้นนั่ง พลันนั้นก็กระอักเลือดคำโตออกมาที่ข้างเตียง


คราวนี้ถังชวนสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในใจของจริงแล้ว นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะกระอักเลือดได้ด้วย


“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว! ข้าก็แค่อยากถอนหมั้น ข้ามีคนรักอยู่แล้ว ข้าไม่อยากแต่งงานกับคุณชายคังเจ้าค่ะ!


ตะ… แต่ แต่ข้าไม่รู้จริงๆ เจ้าค่ะว่าจะถูกพิษ ข้าไม่รู้จริงๆ… 


พรวด…”


ขณะพูดอยู่นางก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง


ฮูหยินถังปวดใจอย่างยิ่ง ตอนนี้ไม่อาจคำนึงถึงอะไรอีกแล้ว รีบลากเหอจิ่วเหนียงให้มาช่วย


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด “อาเจียนเป็นเลือดเป็นเรื่องปกติ ถึงอย่างไรพิษก็แทรกซึมอยู่ในร่างกายมาหลายวันแล้ว แต่สีเลือดยังแดงอยู่ อาการยังไม่นับว่าสาหัส…”


ตอนที่ 375: ระหว่างชีวิตตัวเองกับความรักจะเลือกสิ่งใด


ฮูหยินถังได้ยินว่าอาการบุตรสาวยังไม่สาหัสก็โล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง


หมอท่านอื่นตรวจไม่เจอ แต่หมอเหอตรวจครู่เดียวก็เจอแล้ว นางเชื่อมั่นว่าหมอเหอต้องรักษาบุตรสาวให้หายได้แน่นอน


ถังชวนเองก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่งเช่นกัน เมื่อครู่ที่ได้ยินว่าตัวเองถูกวางยาพิษ ก็คิดแค่ว่าตัวเองต้องรอความตายมาเยือนในเร็วๆนี้แล้วซะอีก


เพียงแต่ว่า ของที่คุณชายหลิวให้นางมาเหตุใดถึงมีพิษล่ะ?


เขาบอกว่าไม่ได้ส่งผลร้ายต่อร่างกายไม่ใช่หรือ ทว่าตอนนี้นางถึงขั้นกระอักเลือดออกมาเลยนะ


ตาบอดชอบเขามาตั้งนาน นี่เป็นครั้งแรกที่ถังชวนเกิดความสงสัยในตัวคุณชายหลิว


“ท่านหมอเหอ โปรดช่วยข้าด้วย ข้ายังไม่อยากตาย!”


หญิงสาวบนเตียงยื่นมือไปจับชายแขนเสื้อเหอจิ่วเหนียง ขอร้องด้วยแววตาอ้อนวอน นางไม่เคยรู้สึกปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเหมือนตอนนี้มาก่อนเลย


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รับปาก แค่ยิ้มมองนางพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ต้องดูแล้วว่าคุณหนูถังมีความซื่อสัตย์หรือไม่”


ถังชวนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆหันมองสาวใช้


สาวใช้เข้าใจความหมายของเจ้านาย คุกเข่าต่อหน้าทุกคนและก้มหน้าลงบอกเล่าเรื่องราว “คุณชายหลิวให้คนเอายาลูกกลอนมาให้เจ้าค่ะ บอกว่าช่วยทำให้คุณหนูแกล้งป่วยได้ จะได้ถอนหมั้นอย่างมีเหตุผล…”


ฮูหยินถังโกรธมาก แต่ยังควบคุมตัวเองให้ใจเย็นได้ “หลิวซื่อเหวินนั่นน่ะหรือ?”


สาวใช้พยักหน้าด้วยความกลัว ฮูหยินถังง้างมือจะตบสาวใช้ แต่ถูกถังชวนรีบห้ามไว้


“ท่านแม่ เป็นข้าเองที่ไม่ให้นางบอกทุกคน ถ้าจะโทษก็โทษข้าเถอะเจ้าค่ะ!”


ถังชวนกับสาวใช้คนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาก พวกนางเติบโตมาด้วยกัน มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ย่อมทนเห็นใครคนใดคนหนึ่งถูกทำร้ายไม่ได้


“ฮูหยิน เป็นความผิดของบ่าวเจ้าค่ะที่ไม่ห้ามคุณหนู ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ! บ่าวยินดีรับโทษ ฮูหยินโปรดอย่าถือโทษคุณหนูเลยนะเจ้าคะ!”


สาวใช้ก็รักและซื่อสัตย์ต่อเจ้านาย คุกเข่าโขกศีรษะจนหน้าผากมีเลือดซึมออกมา


ฮูหยินถังควบคุมความโกรธไม่ไหวอีกต่อไป แต่พอจะตบตีสาวใช้ก็ถูกถังชวนเข้ามาห้ามไว้ เมื่อตีไม่โดนสาวใช้ นางจึงทำได้แค่ดุด่า “ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าหลิวซื่อเหวินนั่นไม่ใช่คนดี! มันเป็นคนใจคด เรียนหนังสือหนังหาก็ขี้เกียจ ไม่คู่ควรกับเจ้าเลยสักนิด! พ่อแม่ทาบทามคุณชายคังให้เจ้า เขาเป็นผู้ชายที่ดีและเพียบพร้อมที่สุดแล้ว สอบซิ่วไฉได้ตั้งแต่อายุยังน้อย นิสัยใจคอก็เป็นคนดี พ่อแม่จะหลอกเจ้าได้อย่างไร”


เดิมทีนางเฉินโกรธมากที่ถูกใช้วิธีเช่นนี้มาถอนหมั้น แต่ตอนนี้ได้ยินฮูหยินถังชื่นชมก็รู้สึกภูมิใจ บุตรชายของนางเป็นผู้ชายที่ดีและเพียบพร้อมที่สุด หากไม่ติดเรื่องปัญหาสุขภาพ ก็คงสอบเป็นขุนนางรับใช้ราษฎรไปตั้งนานแล้ว


เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ถังชวนคิดว่าไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก จึงแก้ต่างให้คนรักทั้งน้ำตา “แต่เขาบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อข้า เขาจะตั้งใจเรียน สอบขุนนางให้ได้ และจะมาสู่ขอข้า!”


ฮูหยินถังโมโหจนหมดคำจะพูด หายใจแรงอยู่หลายเฮือก ก่อนจะตะคอกออกมา “เขาดีกับเจ้าจนเอายาลูกกลอนบ้านี่มาทำร้ายร่างกายเจ้าอย่างนี้น่ะหรือ ข้าอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้วยังไม่เคยเห็นคนดีที่ไหนทำเช่นนี้เลย! วันนี้ข้าจะพูดให้ชัดเจนตรงนี้ ถ้าเจ้ายังไม่สำนึก ข้าจะให้ท่านหมอเหอกลับ เจ้าจะเป็นจะตายร้ายดีอย่างไร ข้ากับพ่อของเจ้าจะไม่สนใจไยดีเจ้าแล้ว!”


คำประกาศิตของฮูหยินถังชี้ขาดว่าตอนนี้ถังชวนต้องคิดให้ได้ ถึงขั้นนี้นางต้องตาสว่างได้แล้ว ต้องเลือกระหว่างชีวิตตัวเองกับความรักปลอมๆ


การตัดสินของฮูหยินถังเกินความคาดหมายของเหอจิ่วเหนียงมาก นึกไม่ถึงเลยว่าฮูหยินถังจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้


แม้แต่ถังชวนเองก็คาดไม่ถึงว่ามารดาจะใจดำเช่นนี้ สดับวาจากราดเกรี้ยว หญิงสาวก็ถึงกับตกตะลึง


ฮูหยินถังถือโอกาสหันไปขอโทษนางเฉินจากก้นบึ้งของหัวใจ “พี่หญิง ข้าต้องขอโทษท่านจริงๆ ข้าเองก็คิดไม่ถึงเลยว่าลูกสารเลวคนนี้จะคิดทำเรื่องเช่นนี้…”


นางเฉินเห็นฮูหยินถังทั้งเสียใจทั้งโกรธก็ไม่ได้จมอยู่กับความแค้นนาน แม้ในใจจะโกรธ แต่เห็นอีกฝ่ายสำนึกผิดตนก็ไม่อาจแสดงความไม่พอใจออกมาได้


กลับกันนางยังปลอบใจฮูหยินถัง “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อย่างไรข้าก็รับหนังสือถอนหมั้นของเจ้าไว้แล้ว หากลูกๆไม่เต็มใจก็อย่าบังคับเลย แต่สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด น้องหญิงก็อย่าวู่วามล่ะ”


ฮูหยินถังเข้าใจ ในเมื่อพูดเรื่องหลิวซื่อเหวินออกมาแล้ว ตระกูลคังไม่มีทางยอมรับบุตรสาวของนางเป็นสะใภ้อีกแน่นอน และนางก็ไม่มีหน้าไปเจรจาเรื่องหมั้นหมายให้บุตรสาวอีกครั้งอีกแล้ว


ตอนนี้การถอนหมั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองตระกูล


“เฮ้อ เป็นความผิดของข้าที่สั่งสอนลูกไม่ดี ต้องขอโทษพี่หญิงกับคุณชายคังจากใจจริง เรื่องนี้ตระกูลข้าเป็นฝ่ายผิด พวกเรายินดีชดใช้…”


นางเฉินรีบตับบท “น้องหญิงอย่าพูดเช่นนี้ ตอนนี้ครอบครัวข้าก็ยังไม่ได้เสียหายอะไร เรื่องชดใช้ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเลย ดูเจ้าสิ เวลาแค่ไม่กี่วันร่างกายซูบเซียวถึงเพียงนี้ ข้าเห็นแล้วสงสารจับใจ ต่อไปต้องบำรุงร่างกายดีๆนะ”


ฮูหยินถังทั้งขอโทษทั้งขอบคุณ ทั้งยังหลั่งน้ำตาแห่งความขมขื่นออกมายกใหญ่


และในที่สุดถังชวนก็ตัดสินใจได้แล้ว นางกัดฟันแน่น “ท่านแม่ ลูกอยากมีชีวิตอยู่ต่อเจ้าค่ะ…”


ตั้งแต่นางรู้ว่ายาที่หลิวซื่อเหวินให้มาส่งผลร้ายต่อร่างกาย หัวใจของนางก็สั่นสะท้าน บวกกับถูกมารดากดดัน ต่อให้อาลัยอาวรณ์คุณชายหลิวมากเพียงใดนางก็ไม่มีทางคิดจะตัดขาดกับครอบครัว


ความจริงในใจนางก็พอจะรู้อยู่แล้ว ว่าหลิวซื่อเหวินไม่มีทางเป็นที่พึ่งพิงที่ดีที่สุดให้กับนางได้


ตอนที่ 376: ปล่อยคนไม่เอาไหนคนนั้นไป และปล่อยวางเพื่อตัวเอง


หลิวซื่อเหวินเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของครอบครัว ครอบครัวเขามีฐานะระดับหนึ่ง ก่อนหน้านี้เคยศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาของตระกูลถังอยู่หลายปี


นายท่านถัง–ผู้ควบตำแหน่งอาจารย์ของสำนักศึกษาไม่ใช่คนคร่ำครึ ในตอนนั้นเขายังเป็นซิ่วไฉ เขาอบรมสั่งสอนบุตรสาวให้อ่านเขียนเรียนตำราด้วยตัวเอง ถังชวนจึงได้ไปสำนักศึกษากับบิดาด้วยตั้งแต่ยังเด็ก เขาอยากให้นางมีความรู้ผ่านหูผ่านตาให้ได้มากที่สุด


และในตอนนั้นเองที่ถังชวนได้รู้จักกับตัวปัญหาอย่างหลิวซื่อเหวิน


หลิวซื่อเหวินแตกต่างจากนักเรียนคนอื่นๆ นักเรียนคนอื่นก้มหน้าก้มตาศึกษาเล่าเรียน แต่หลิวซื่อเหวินมักจะพานางออกไปผจญภัยข้างนอกบ่อยๆ ทำให้นางได้มีช่วงเวลาวัยเด็กที่ไม่เลวเลย


เมื่อนางเติบโตขึ้น นักปราชญ์ถังก็ไม่พาบุตรสาวไปสำนักศึกษาอีก และในขณะเดียวกันเจ้าตัวปัญหาแซ่หลิวก็ยิ่งดื้อรั้นขึ้นเรื่อยๆ ถูกอาจารย์ถังตีฝ่ามือด้วยไม้บรรทัดทุกวัน


เมื่อไม่ได้เจอกันที่สำนักศึกษาอีก หนุ่มสาวทั้งสองจึงแอบนัดเจอกันข้างนอก เรื่องเหล่านี้นักปราชญ์ถังกับฮูหยินถังไม่ได้รับรู้


หลิวซื่อเหวินยังพานางเที่ยวเตร่ไปทั่วเช่นเคย แต่เขาไม่เคยพูดคำว่าชอบนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว


กลับเป็นนางที่รู้สึกมีความรักตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังรักอย่างลึกซึ้งอีกด้วย


นางคิดว่า ขอแค่ตนเองยินดีที่จะรอ สักวันเขาต้องเป็นคนเอ่ยปากบอกก่อนแน่


แต่รอแล้วรอเล่า ผ่านไปหลายปีกระทั่งถึงทุกวันนี้ ตอนนี้ทั้งสองอายุไม่ใช่น้อยๆแล้ว แต่หลิวซื่อเหวินก็ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่มีเปลี่ยน วันนี้แข่งจิ้งหรีด พรุ่งนี้แข่งชนไก่ ไม่เคยเปรยถึงชีวิตคู่ของทั้งสองเลย


ต่อมาครอบครัวถังจัดแจงเรื่องการหมั้นหมายให้บุตรสาว ถังชวนจึงเริ่มร้อนใจ จนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยกับเขาก่อน


นางถามเขาว่าคิดอย่างไรกับนาง หลิวซื่อเหวินให้คำตอบกลับมาว่า “ชอบสิ ถ้าไม่ชอบข้าจะพาเจ้าออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันทำไมล่ะ?”


ถังชวนหัวใจเต้นระรัว ถึงแม้นางจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน แต่ประโยคนี้ก็เป็นประโยคที่นางรอคอยมานาน


“แล้วเหตุใดเจ้าไม่มาคุยเรื่องหมั้นหมายที่บ้านข้าเสียทีล่ะ?”


จนถึงตอนนี้นางยังจำอากัปกิริยาของหลิวซื่อเหวินในตอนนั้นได้ เขามองหน้านางด้วยความตกใจมาก และให้คำตอบกลับมาว่า “คุยเรื่องหมั้นหมายอย่างนั้นหรือ? ถ้าข้ากล้าไปคุยเรื่องหมั้นหมายที่บ้านเจ้าข้าก็บ้าแล้ว! พ่อแม่ของเจ้าเกลียดขี้หน้าข้าจะตาย ข้าเคยทำให้พ่อเจ้าโกรธจนเป็นลมมาแล้วนะ ถ้าข้ากล้าไปพูดเรื่องหมั้นหมายที่บ้านเจ้า ข้าไม่โดนแม่เจ้าไล่ตะเพิดออกมาหรือ? อีกอย่าง เจ้าก็หมั้นหมายไปแล้วนี่ ข้าจะไปพูดเรื่องหมั้นหมายกับเจ้าได้อย่างไร?”


ถังชวนได้ยินคำตอบของเขาถึงกับอึ้งไป ชั่วครู่หนึ่งก็ยังไม่รู้ว่าควรตอบสนองเช่นไร แต่แล้วก็ได้ยินหลิวซื่อเหวินพูดต่อว่า “หรือไม่เจ้าก็ไปถอนหมั้นสิ ข้าจะกลับไปตั้งใจเรียนอีกสักสองปี แล้วค่อยไปคุยเรื่องหมั้นหมายที่บ้านเจ้า”


ท่าทางของเขาขณะพูดวาจาเหล่านี้ดูไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเรื่องเล่าเรียนเป็นเรื่องง่ายๆก็มิปาน


แน่นอนว่าเขาแค่พูดอย่างขอไปที ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เคยเห็นเขาไปเรียนที่สำนักศึกษาที่ไหนกัน เห็นเอาแต่เที่ยวเตร่อยู่ตามที่นั่นที่นี่เหมือนเดิม


ในใจถังชวนไม่ค่อยเชื่อเขาเท่าไร แต่ก็หาได้ยากนักที่เขาจะพูดวาจาเหล่านี้ออกมา นางซาบซึ้งในคำพูดของเขา จึงตัดสินใจเลือกที่จะเชื่อเขาอีกครั้ง


ดังนั้นนางจึงกล่าว “คุณชายคังเป็นคนดี ข้าควรคิดหาทางถอนหมั้นโดยที่ไม่ทำให้ทั้งสองตระกูลต้องบาดหมางกันและอับอาย”


“ข้ามีวิธีดีๆวิธีหนึ่ง! ข้ารู้จักสหายคนหนึ่ง เขามักจะมียาลูกกลอนแปลกๆ ข้าจะลองไปถามดูแล้วซื้อมาให้เจ้าสักเม็ด จัดการได้ง่ายๆ สบายมาก!”


หลิวซื่อเหวินตอบด้วยท่าทางสบายๆเช่นเคย ถังชวนเองก็รู้สึกว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดี จึงพยักหน้าตอบตกลง…


…แต่คาดไม่ถึงว่า ยาลูกกลอนที่เขาให้มาจะมีพิษอยู่ด้วย!


ของที่นำมาให้นางกิน นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเขาจะไม่ตรวจสอบให้ละเอียด!


หรืออีกอย่าง เขาไม่ได้ใส่ใจมันตั้งแต่แรก!


ชั่วพริบตานี้ถังชวนก็ตระหนักได้แล้วว่า …หรือมันถึงเวลาแล้วที่นางควรจะปล่อย…


…ปล่อยคนไม่เอาไหนคนนั้นไป และปล่อยวางเพื่อตัวเอง


ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ


ฮูหยินถังเห็นบุตรสาวกำหมัดแน่น เห็นได้ชัดว่านางกำลังกดดันให้ตัวเองเลือก


เห็นบุตรสาวเจ็บปวด ฮูหยินถังก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน แต่หลิวซื่อเหวินไม่เหมาะสมกับบุตรสาวจริงๆ หากบุตรสาวแต่งงานกับเขา ชีวิตนี้ก็มีแต่ความพังพินาศ


“คิดได้ก็ดีแล้ว เจ้ายังคงเป็นลูกของพ่อกับแม่นะ”


ฮูหยินถังตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ จากนั้นหันไปกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง “รบกวนท่านหมอเหอช่วยรักษาให้ชวนเอ๋อร์ด้วย ตระกูลถังจะขอบคุณอย่างมาก!”


ขณะกล่าวนางก็ย่อตัวทำความเคารพเหอจิ่วเหนียงอย่างตั้งใจ


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เตรียมกระดาษกับพู่กันให้ข้า ข้าจะเขียนเทียบยาให้”


ฮูหยินถังรีบสั่งให้สาวใช้ไปจัดการทันที


ขอแค่ถังชวนคิดได้ ตัดขาดความสัมพันธ์กับคุณชายหลิวนั่น ฮูหยินถังก็จะไม่ถือโทษโกรธสาวใช้


นางเฉินถอนหายใจยาวออกมา รู้สึกว่าบุตรชายของตัวเองช่างโชคไม่ดีเอาซะเลย เหตุใดเรื่องร้ายๆถึงต้องเกิดแต่กับบุตรชายของนางด้วย


แต่ถึงอย่างไรก็ยังอยู่ในบ้านตระกูลถัง คำพูดบางอย่างก็ไม่ควรพูดออกมา นางจึงได้แต่อยู่เงียบๆ


ไม่นานเหอจิ่วเหนียงก็เขียนเทียบยาเสร็จ “จัดสมุนไพรตามเทียบยานี่ ต้มดื่มวันละสามเวลาติดต่อกันสี่สิบเก้าวัน”


ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องดื่มนานถึงเพียงนั้น แต่เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าวิธีการของถังชวนทำเกินไปหน่อย จึงอยากมอบบทเรียนให้กับนาง


เขียนเทียบยาที่ขมที่สุดให้กับนาง ให้นางดื่มไปนานๆให้นางได้จดจำเอาไว้ว่าจุดจบของคนคิดน้อยเป็นเช่นไร


ขณะจะออกมาจากบ้านตระกูลถัง ฮูหยินถังจ่ายเงินค่ารักษาให้เหอจิ่วเหนียงแปดสิบตำลึง และมอบให้นางเฉินยี่สิบตำลึงแทนคำขอโทษและคำขอบคุณ จากนั้นก็เดินออกไปส่งทั้งสองด้วยตัวเองด้วยความขอบคุณเป็นอย่างมาก


เงินจำนวนนี้สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วไม่ได้มากมายเลย แต่สำหรับครอบครัวของอาจารย์ถังคงจะมีค่ามาก ดังนั้นนางจึงรับน้ำใจนี้เอาไว้


ส่วนนางเฉินปฏิเสธรับเงินนี้ แต่ฮูหยินถังยืนกรานจะมอบให้ นางเฉินไม่มีทางเลือกจึงจำต้องรับมา


ระหว่างทางนั่งรถม้ากลับบ้านตระกูลคัง นางเฉินจับมือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าว “หมอเหอ ข้าต้องขอโทษจริงๆ คืนนี้ทำให้หมอเหอต้องเจอเรื่องตลกแล้ว ข้าเองก็ไม่คิดเลยว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้…”


ตอนที่ 377: ท่านพ่อโก่วเอ๋อร์ เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้ อาจารย์คังเป็นคนดี ต้องได้เจอผู้หญิงที่คู่ควรและเหมาะสมกับเขาแน่เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่านางเฉินคงอับอายกับสถานการณ์ในวันนี้ไม่น้อย บุตรชายถูกขอถอนหมั้นด้วยวิธีการดุเดือด คนเป็นแม่ย่อมทั้งเจ็บใจทั้งสงสารลูก


หากทุกคนในตระกูลถังรวมหัวกันหลอกตระกูลคังคงจะเกิดเรื่องใหญ่โต แต่สองสามีภรรยาแซ่ถังไม่ได้รู้เรื่องด้วย ตอนที่รู้เรื่องก็เดือดดาลแทบคลั่ง นางเฉินก็ไม่พอใจมากเช่นกัน แต่ก็ยังยอมเป็นฝ่ายเย็นลงและปลอบใจฮูหยินถัง สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต่างก็เจ็บปวดกันทั้งสองฝ่าย


“เฮ้อ!” นางเฉินถอนหายใจออกมา “ไม่นึกเลยว่าเรื่องการแต่งงานของลูกชายข้าจะยุ่งยากขนาดนี้ สวรรค์ช่างกลั่นแกล้งจริงๆ!


หลายปีที่ผ่านมาสุขภาพของเขาไม่ดี ถึงแม้ครอบครัวจะร้อนใจ แต่ความจริงแล้วก็ไม่กล้าหาคู่ให้เขาหรอก กลัวจะทำให้ฝ่ายหญิงต้องเสียเวลา กว่าการหมั้นหมายครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้อีก ข้าเป็นห่วงลูกชายจริงๆ กลัวว่าเขาจะรับเรื่องนี้ไม่ได้”


ดูเหมือนว่าเรื่องแต่งงานของคังซิ่วไฉจะกลายเป็นเรื่องหลักเรื่องใหญ่ในชีวิตของนางเฉิน ตอนแรกคังซิ่วไฉไม่ยอมพูดเรื่องแต่งงานเลย เขาแค่บอกว่าอยากสอบขุนนางให้ได้ก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องแต่งงาน แต่นางเฉินร้อนใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สุดท้ายเพื่อไม่ให้ผู้เป็นมารดาต้องกังวล เขาจึงยอมให้มารดาช่วยเป็นแม่สื่อหาคู่ครองให้เขาก่อน


หลังจากตกลงเรื่องแต่งงานกับตระกูลถัง เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาเลยสักครั้ง ทั้งยังทำตามทำเนียมปฏิบัติทุกอย่างที่ควรทำ และขณะเดียวกันก็ตั้งใจอ่านตำราและสอนหนังสือไปด้วย


ความตั้งใจของเขาคือ รอถึงวันแต่งงานก็จะแต่งงานรับคุณหนูถังเข้าจวนตามธรรมเนียมประเพณี และจะใช้ชีวิตด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน


แต่ตอนนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ต่อให้ระหว่างคุณหนูถังกับคุณชายหลิวไม่ได้มีความสัมพันธ์คลุมเครือกัน ตระกูลคังก็ไม่มีทางยอมรับแม่นางผู้นั้นได้อีกแล้ว เพื่อชายอื่น ยอมโกหกหลอกลวงได้แม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ผู้หญิงเช่นนี้นางเฉินไม่กล้ารับมาเป็นสะใภ้


เหอจิ่วเหนียงยังยืนยันคำเดิม “นี่ก็หมายความว่าทั้งสองไร้วาสนาต่อกัน คนที่มีวาสนาต่อกันจะหนีอย่างไรก็หนีกันไม่พ้น ท่านอย่ากังวลไปเลยนะเจ้าคะ


อ๋อใช่ ในเมื่อไม่อยากให้อาจารย์คังเสียใจ เช่นนั้นเราก็ไม่ต้องบอกความจริงกับเขาสิเจ้าคะ บอกเขาว่าคุณหนูถังป่วยหนักจริงๆ ก็เลยถอนหมั้น เช่นนี้ก็ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ”


ดวงตานางเฉินเปล่งประกายขึ้นทันที “จริงด้วย เหตุใดข้าถึงคิดไม่ได้นะ! เช่นนั้นก็เอาตามนี้!”


เรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้ สีหน้านางเฉินมีรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลคัง คังซิ่วไฉถามถึงสถานการณ์ทันที นางเฉินก็เล่าตามที่ตกลงกับเหอจิ่วเหนียงบนรถม้า


คังซิ่วไฉไม่ได้ประหลาดใจกับเรื่องนี้มากนัก อาจเป็นเพราะเขาเองก็ไม่ได้สนใจในตัวคุณหนูถัง แถมยังรู้สึกสบายใจมากด้วยที่ได้ถอนหมั้น


“ท่านแม่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องรีบหาคู่ให้ข้าแล้วขอรับ ข้าอยากเตรียมตัวสอบอย่างสบายใจ ถือโอกาสครั้งนี้สอบติดให้ได้”


เห็นบุตรชายเป็นเช่นนี้นางเฉินทั้งรู้สึกสงสารและรู้สึกปลื้มใจ จึงฝืนตอบกลับไป “ตกลง เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า รอหลังจากเจ้าสอบเสร็จ แม่ค่อยเป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเจ้า!”


คังซิ่วไฉพยักหน้าตอบตกลง จากนั้นก็ขอบคุณเหอจิ่วเหนียงหลายประโยค และครอบครัวลู่ก็เดินทางกลับบ้าน


ระหว่างทาง นางซุนรู้สึกสงสัยจึงถามขึ้น “ตกลงคุณหนูถังนั่นป่วยเป็นโรคอะไรหรือ อยู่ดีๆ เหตุใดถึงป่วยหนักได้?”


เหอจิ่วเหนียงมองนาง และทำท่าทางลึกลับ “ท่านอยากรู้จริงๆหรือเจ้าคะ?”


“ก็ใช่น่ะสิ เจ้ารีบบอกมาเร็วเข้า!”


“ก็แค่ป่วยเป็นโรคไม่อยากแต่งงานกับตระกูลคังน่ะเจ้าค่ะ”


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”


นางซุนรู้สึกฉงน มีโรคประหลาดเช่นนี้ด้วยหรือ?


กลับเป็นลู่ไป่ชวนที่ตอบสนองเร็วมาก  “คุณหนูถังกลับคำหรือ?”


“ใช่ คุณหนูถังคนนี้โหดร้ายกับตัวเองมาก หายาพิษมากินทำให้ตัวเองดูป่วยหนักเหมือนคนใกล้ตาย โหดร้ายกับตัวเองถึงเพียงนี้…ไม่ง่ายเลย”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างทอดถอนใจ รู้สึกว่าคุณหนูถังผู้นี้ยังเด็กเกินไป ถึงได้โดนผู้ชายหลอก


แต่โชคดีที่ตอนหลังนางคิดได้ ระหว่างความรักกับชีวิตของตัวเอง นางก็ยังเลือกชีวิต


ข้อนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงปลื้มใจมาก


บางทีอาจเป็นเพราะด้วยอาชีพหมอของนาง เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ชอบคนที่ไม่รักและเสียดายชีวิตของตัวเอง ดังนั้นตอนที่รักษาให้คุณหนูถัง นางจึงจงใจทำให้คุณหนูถังต้องลำบาก


ที่นางทำไปไม่ได้คิดร้ายแต่อย่างใด แค่อยากให้คุณหนูถังได้จดจำเอาไว้เป็นบทเรียน หวังว่าต่อไปนางจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีก


นางซุนไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ได้ยินเรื่องของคุณหนูถังก็อดตกใจไม่ได้ “ในเมื่อไม่เต็มใจก็ไม่ควรตกลงหมั้นหมายตั้งแต่แรก”


พวกเขาพูดคุยเรื่องนี้กันพักใหญ่ แต่ละคนต่างก็พูดความคิดของตัวเองออกมา บรรยากาศในรถม้าดีกว่าตอนมาไม่น้อย


หลังจากกลับถึงบ้านก็ไม่ได้เล่าเรื่องของสองตระกูลให้กับคนในครอบครัวฟัง ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวคนอื่น จะเอามาพูดสนุกปากไม่ได้


ที่สำคัญ ต้องปิดบังเรื่องนี้กับคังซิ่วไฉ ดังนั้นอย่าให้คนรู้เยอะจะดีที่สุด


พรุ่งนี้เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนจะกลับเมืองหลักแล้ว คืนนี้ครอบครัวเขาสามคนพ่อแม่ลูกจึงนอนด้วยกัน


โก่วเอ๋อร์นอนตรงกลาง เหอจิ่วเหนียงเล่านิทานก่อนนอนให้เขาฟังเหมือนเมื่อก่อน


“ท่านแม่ คืนนี้ให้ท่านพ่อเป็นคนเล่าให้ฟังได้หรือไม่ขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะเล่าได้ไม่กี่ประโยค โก่วเอ๋อร์ก็กะพริบตาปริบๆ มองนางด้วยแววตาออดอ้อน


“ทำไมล่ะ เจ้าไม่ชอบนิทานที่แม่เล่าแล้วหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางเสียใจมากออกมา ทั้งยังทำเป็นเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงด้วย


โก่วเอ๋อร์รีบส่ายหน้า “เพราะท่านพ่อยังไม่เคยเล่านิทานก่อนนอนให้ข้าฟังต่างหากล่ะขอรับ!”


ทันใดนั้นลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆ ก็เหลือบมองเขา …ยังไม่เคยเล่าหรือ เขาจำได้ว่าเคยเล่าให้ฟังแล้วนะ?


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองชายหนุ่ม และถอนหายใจออกมาช้าๆ ก่อนจะกล่าว “ท่านพ่อโก่วเอ๋อร์ เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว”


จากนั้นนางก็ทำท่าทางดีใจพลางเอนกายลงนอนราวกับเด็กที่เชื่อฟังคนหนึ่งก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนรู้สึกเหมือนตัวเองโดนแกล้ง แต่ก็ยังยิ้มพลางเอ่ยถาม “แล้วพวกเจ้าอยากฟังนิทานเรื่องอะไรล่ะ?”


เขาพูดว่า ‘พวกเจ้า’


เหอจิ่วเหนียงหน้าหนาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน และนางไม่ตอบอะไร ได้แต่หลับตารอฟังนิทาน


โก่วเอ๋อร์เป็นฝ่ายตอบกลับ “อยากฟังนิทานเรื่องท่านพ่อเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกขบขันมาก มีวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหนกัน เขาก็แค่ทำเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น


ทว่าแม้ในใจจะคิดเช่นนี้ แต่ก็ยังคัดเลือกเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าให้พวกเขาฟัง


เหอจิ่วเหนียงหลับก่อนโก่วเอ๋อร์ นางรู้สึกเหนื่อยล้าจริงๆ


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นจึงดึงผ้าห่มคลุมให้นางอย่างเบามือ เสียงเล่าของเขาก็เบาลง


“ชู่ว…ท่านพ่อ ครั้งหน้าข้าค่อยฟังก็ได้ขอรับ ท่านแม่หลับแล้ว”


โก่วเอ๋อร์ยกนิ้วชี้แนบปากทำเสียง *ชู่ว* ให้บิดาหยุดเล่า จากนั้นก็หลับตานอนแต่โดยดี


ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจเลยจริงๆ เด็กอายุแค่นี้เหตุใดถึงได้รู้ประสีประสาถึงเพียงนี้นะ


เขาดับตะเกียง ยื่นมือไปกอด ‘เด็กน้อยทั้งสอง’ ของเขา และเข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยกัน


เช้าวันต่อมา


ลู่ไป่ชวนสองสามีภรรยาออกมายืนส่งพวกโก่วเอ๋อร์ไปเรียน จากนั้นก็เตรียมตัวออกเดินทาง


เห็นๆกันอยู่ว่านางซุนรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ยังปากแข็ง “ไปซะที ข้าจะได้อยู่สงบๆหน่อย”


ตอนที่ 378: ผักดองของข้า


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจคำพูดเหล่านี้ โผเข้าไปกอดนางซุนอย่างออดอ้อน “ท่านสุภาพสตรีซุน ถ้าคิดถึงข้าก็ไปหาในเมืองนะเจ้าคะ ในเมืองยินดีต้อนรับท่าน”


“ไปได้แล้ว ไปๆๆ ใครคิดถึงเจ้ากัน ข้ารำคาญเจ้าต่างหาก!”


นางซุนทำท่าทางผลักนาง และพูดต่อ “ผักดองที่เจ้าชอบกินข้าใส่โถให้เจ้าแล้วนะ โถเล็กๆที่เหมือนกันสองโถนั่นน่ะ มีกระดาษเขียนแปะอยู่ข้างบน เจ้าดูก็รู้เอง ให้แม่ครัวในจวนเปิดใช้ทีละโถ อย่าเปิดทีเดียวหมดล่ะ ไม่อย่างนั้นจะเสียรสชาติ…”


ภายนอกทำท่าทางรังเกียจ ทว่าในใจรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงรู้อยู่แล้วว่าหญิงชราปากร้ายแต่ใจดี หลังจากฟังนางกำชับแล้วจึงตอบกลับ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านสุภาพสตรีซุน สาวๆยอดฝีมือทั้งสี่ก็อยู่ที่นี่ อยู่ข้างโก่วเอ๋อร์คนหนึ่ง ตามไปที่ร้านคนหนึ่ง ที่เหลืออีกสองคนท่านก็แบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสมก็แล้วกันเจ้าค่ะ ทางที่ดีให้อยู่ที่บ้านสักคน ป้องกันเอาไว้ถ้า…”


“รู้แล้วน่า รู้แล้ว…”


พวกเขาพูดคุยกันอยู่นานกว่าจะออกเดินทาง


ในรถม้ามีแค่เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน และถามขึ้น “เจ้าอยากอ่านตำราหรือไม่?”


“ไม่อยาก”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า เอียงศีรษะพิงริมหน้าต่าง มองบรรยากาศภายนอกอย่างเหม่อลอย


อีกไม่นานพวกเด็กๆก็คงได้ไปอาศัยอยู่ในเมืองแล้ว ถึงตอนนั้นในจวนก็คงคึกคักขึ้นมาก นางเริ่มรอคอยอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆแล้วสิ


ที่ที่มีพวกเด็กๆอยู่ถึงแม้จะวุ่นวายแต่ก็สนุกสนาน โดยเฉพาะเด็กๆที่บ้าน พวกเขาล้วนรู้ประสีประสามาก ไม่เคยก่อเรื่องเดือดร้อนให้ครอบครัวเลย พอมารวมตัวกัน ส่วนมากก็พากันอ่านเขียนทบทวนตำราและฝึกวรยุทธ์ พวกเขาฝักใฝ่ในการเรียนรู้มาก


ขณะคิดอะไรไปเรื่อยๆ เหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็นจุดสีดำเล็กๆแถวหนึ่งเรียงอยู่บนคันนาไม่ไกลนัก จากนั้นจุดสีดำเล็กๆเหล่านั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวมาทางพวกนางอย่างรวดเร็ว แสงเย็นเยียบส่องสะท้อนขณะเคลื่อนไหว 


สิ่งนั้นก็คือ กลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่งและอาวุธในมือของพวกเขา


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปาก …อดทนมาตั้งหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหวซะแล้วหรือ


หญิงสาวสะกิดลู่ไป่ชวนเบาๆ “เลิกอ่านได้แล้ว มีแขกมาหาถึงที่แล้วน่ะ”


ตำราที่ลู่ไป่ชวนอ่านไม่ได้เป็นตำราสำคัญอะไร เป็นเพียงนิทานที่เหอจิ่วเหนียงวางไว้บนรถม้าก่อนหน้านี้ เมื่อคืนตอนที่เล่านิทานให้โก่วเอ๋อร์ฟังเขาคิดว่านิทานของตนเองแข็งกระด้างไปหน่อย ไม่ค่อยน่าสนใจ จึงอยากเรียนรู้จากนิทานเหล่านี้บ้าง


ขณะกำลังอ่านอย่างตั้งใจก็ถูกคำพูดของเหอจิ่วเหนียงชะงักไว้


ฝ่ายตรงข้ามยังอยู่ไกล ลู่ไป่ชวนไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของพวกเขา แต่หลังจากเหอจิ่วเหนียงเตือนเขาก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเปิดม่านดูก็เห็นจุดเล็กๆสีดำเหล่านั้นพุ่งมาทางพวกเขาจากทุกทิศทาง


“ดูท่าคนพวกนี้อยากได้ชีวิตข้าถึงขั้นยอมกินเลือดตัวเองเลยนะเนี่ย”


เหอจิ่วเหนียงอดเย้ยหยันไม่ได้ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนผู้นั้นจะกลัวนางเพียงนี้


“เจ้ารออยู่ในนี้ ข้าไปจัดการเอง”


ลู่ไป่ชวนพูดจบก็สั่งให้คนบังคับรถม้าหยุดรถ เตรียมลงจากรถม้า


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า นั่งรออยู่ในรถม้าอย่างเชื่อฟัง


คนชุดดำเหล่านั้นใช้เวลาไม่นานก็เคลื่อนตัวมาถึงหน้ารถม้า และลงมือทันทีไม่รีรอ


เป้าหมายของพวกเขามีแค่เหอจิ่วเหนียง ดังนั้นชายที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาหาได้สนใจไม่ คนแค่คนเดียวรีบจัดการรีบจบภารกิจเร็วๆซะ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าฝีมือของลู่ไป่ชวนจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ พวกเขาพากันมาเป็นกลุ่มใหญ่กลับไม่มีโอกาสเข้าใกล้รถม้าได้เลย


เหอจิ่วเหนียงนั่งดูอยู่บนรถม้าอย่างเพลิดเพลิน ฝีมือการต่อสู้ของลู่ไป่ชวนล้ำเลิศมากจริงๆ


ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นเขาแสดงฝีมือมาแล้ว แต่ตอนนั้นพวกที่เขาจัดการล้วนเป็นพวกกระจอก ต่อให้เอาชนะได้ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนในตอนนั้น คนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นนักฆ่า ดูก็รู้ว่าพวกเขาเปี่ยมความสามารถ แต่เมื่อต่อสู้กับลู่ไป่ชวน กลับไม่เห็นความได้เปรียบเลย


สิ่งที่น่าชื่นชมมากที่สุดก็คือ ลู่ไป่ชวนเกิดมาในครอบครัวชาวนา ไม่ได้รับการฝึกฝนการต่อสู้เลยตั้งแต่เด็ก ความสามารถที่เขามีเหล่านี้ล้วนเรียนรู้เองในช่วงที่เขาจากบ้านไปหลายปี และเขาสามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว


เบื้องหลังความสำเร็จของคนคนหนึ่งล้วนต้องทุ่มเทด้วยหยาดเหงื่อนับไม่ถ้วน


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงนับถือลู่ไป่ชวนมากจริงๆ


“ระวังหลัง!”


เหอจิ่วเหนียงตะโกนเตือน ลู่ไป่ชวนก้มศีรษะหลบการโจมตีของคนชุดดำด้านหลังได้ และหมุนตัวโจมตีกลับไป ถีบร่างคนผู้นั้นจนล้มลง


“ข้างขวา!”


“ข้างหลัง!”


“นี่ๆๆ อย่าริอ่านไปที่รถม้าคันนั้นเชียวนะ บนนั้นมีผักดองข้าอยู่ ยิ่งอร่อยๆอยู่ด้วย…!”


*เพล้ง!*


“อ๊า! ผักดองข้า!”


หลังจากเสียงกรีดร้องดังขึ้นเหอจิ่วเหนียงก็กระโดดลงจากรถม้าทันที และเดินไปหาพวกคนชุดดำที่ทำโถผักดองของนางแตก


คนเหล่านี้เข้าใกล้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงหวงของที่อยู่บนรถม้าคันนี้มากจึงจงใจพังรถม้า กริชถูกขว้างออกไป โถผักดองพลันแตกไปหนึ่งโถ ของที่อยู่ภายในหกเสียหาย 


เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามกำลังจะทำลายอีกโถ เหอจิ่วเหนียงก็พุ่งตัวไปขวางหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็ว


พริบตาต่อมาร่างของคนเหล่านั้นก็ลอยออกไปราวกับว่าวถูกตัดเชือก ร่างพวกเขากระแทกลงบนพื้นอย่างแรง และกระอักเลือดออกมาคำโต


เหอจิ่วเหนียงตะคอกด้วยความโมโห “มีอะไรก็มาลงที่ข้า มีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องโถผักดองของข้า! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าโถผักดองนี่ท่านสุภาพสตรีซุนบรรจุให้ข้าโดยเฉพาะเลยนะ!”


ลู่ไป่ชวน “???”


พวกนักฆ่า “???”


ก่อนหน้านี้ไม่ว่าพวกเขาจะทำเช่นไรเหอจิ่วเหนียงก็เอาแต่นั่งชมความบันเทิงอยู่บนรถม้า ในเมื่อพวกเขาเข้าใกล้รถม้าไม่ได้ เช่นนั้นก็ให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนลงมาจากรถม้าเอง ดังนั้นพวกเขาจึงอาศัยวิธีนี้ล่อเหอจิ่วเหนียงออกมา จากนั้นจะได้ลงมือสะดวกขึ้น


หากแต่ความเป็นจริงในตอนนี้ เหอจิ่วเหนียงลงมาตามที่หวังแล้ว ทว่าผลลัพธ์ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่อาจรับไหว


ครั้งก่อนคนกลุ่มหนึ่งถูกเหอจิ่วเหนียงสั่งสอนไปแล้ว แต่พวกเขาบาดเจ็บยังไม่หายดีจึงไม่กล้าอยู่ด้านหน้าสุด และยิ่งไม่กล้าทำเรื่องยั่วโมโหเหอจิ่วเหนียงเช่นนี้แน่นอน ดังนั้นพวกที่นอนกระอักเลือดอยู่บนพื้นเหล่านั้นล้วนแต่เป็นคนหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเจอดี


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจพวกเขา รีบกระโดดขึ้นบนรถม้าเพื่อดูผักดองของตนเอง


เมื่อเปิดม่านออก กลิ่นผักดองก็โชยเข้าจมูกทันที โถผักดองแตกไปหนึ่งโถ หกกระจายทั่วพื้นรถม้า


นางกำหมัดแน่น พุ่งตัวไปที่นักฆ่าเหล่านั้นและประเคนหมัดไม่ยั้ง


หากระดับการโจมตีของเหอจิ่วเหนียงที่มอบให้นักฆ่ากลุ่มแรกที่โรงหมอก่อนหน้านี้เป็นระดับประถม เช่นนั้นการโจมตีที่มอบให้คนเหล่านี้ในตอนนี้ก็นับว่าเป็นระดับมัธยม แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้จะจัดคนเหล่านี้ถึงขั้นเอาตาย เพราะเก็บพวกเขาไว้ยังมีประโยชน์


แต่ภาพที่คนนอกมองมาล้วนแต่คิดว่า …คนเหล่านี้ต้องตายเป็นแน่แท้


ลู่ไป่ชวนกับคนอีกกลุ่มถึงกับต้องหยุดต่อสู้กัน และมองภาพนั้นด้วยความอึ้ง เหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงทุบตีคนเหล่านั้นอยู่ฝ่ายเดียว แต่ละคนเห็นแล้วถึงกับทำหน้าเหยเกด้วยความหวาดเสียว


โดยเฉพาะพวกฟางต้า ปกติเห็นฮูหยินยิ้มแย้มใจดี และเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่ายมาก แม้แต่คราวก่อนที่เห็นนางสั่งสอนนักฆ่ากลุ่มแรกที่โรงหมอนางก็ยังยิ้มแย้ม แต่วันนี้กลับโกรธจัดเพียงเพราะผักดองโถเดียว ขณะที่สั่งสอนคนเหล่านั้นใบหน้าก็ถมึงทึงและเคียดแค้น


ทุกคนจินตนาการว่าคนเหล่านั้นจะต้องตายเป็นศพร่างไม่สมบูรณ์แน่ๆ จึงได้แต่จ้องมองด้วยความหวาดเสียว


แต่คนเหล่านั้นไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แค่เจ็บปวดส่งเสียงโอดโอย ต่างพากันร้องขอชีวิต


หลังจากเหอจิ่วเหนียงระบายโทสะไปประมาณหนึ่งแล้ว จึงหันไปบอกกับฟางต้า “ไปเอาโถผักดองที่แตกออกมาให้ข้า”


ตอนที่ 379: เจ้าไม่สงสารข้าบ้างหรือ


ทุกคนสงสัยว่าเหอจิ่วเหนียงจะเอาโถผักดองนั่นมาทำอะไร ได้แต่มองฟางต้าไปเอาโถผักดองลงมา และวางลงข้างเท้าเหอจิ่วเหนียง


“ที่หกราดบนพื้นรถม้านั่นก็เอามาให้หมด”


เหอจิ่วเหนียงสั่งการน้ำเสียงเย็นชา ในน้ำเสียงแฝงความโกรธอยู่หลายส่วน เหล่านักฆ่าต่างเริ่มตัวสั่นเทา


ส่วนคนที่ไม่เชื่อในความโหดร้ายของนาง เมื่อเห็นจังหวะเหอจิ่วเหนียงไม่ระวังตัวก็คิดจะฉวยโอกาสนี้ลงมือ 


ผลลัพธ์ก็คือ… 


ทันทีที่กำลังจะขยับไปใกล้เหอจิ่วเหนียง ก็ถูกเข็มเงินหลายเข็มพุ่งมาโจมตีจนร่างแข็งทื่ออยู่กับที่


“ข้าขอเตือนพวกเจ้าสักหน่อยนะ ทางที่ดีอย่าขยับตัวซี้ซั้ว ไม่อย่างนั้นจุดจบจะอนาถยิ่งกว่าคนพวกนี้”


เหอจิ่วเหนียงคร้านจะหันมองพวกเขา และไม่แม้แต่จะเหลือบมองพวกเขาแม้แต่น้อย


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็ตกใจมาก หากเขาไม่ได้ตาฝาด เมื่อครู่ตอนที่ภรรยาเขาขว้างเข็มเงินออกไป นางขว้างโดยไม่ได้หันมองเลยแม้แต่น้อย แต่เข็มเงินเหล่านั้นกลับปักเข้าตรงจุดลมปราณของคนพวกนั้นอย่างแม่นยำ


วรยุทธ์ของภรรยาเหนือกว่าเขาหลายขั้น นางไม่ใช่คนอ่อนแออย่างเมื่อสี่ปีก่อนคนนั้นแล้ว ไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่กล้าพูดเสียงดังนางนั้นอีกแล้ว


เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่?


เขาเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ และเดินมาตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง ช่วยนางระวังการเคลื่อนไหวของพวกนักฆ่า


นักฆ่าอีกกลุ่มเห็นสถานการณ์แล้วก็รู้ทันทีว่าภารกิจการในวันนี้ล้มเหลวอีกครั้ง จึงคิดจะทิ้งเหล่าสหายหนีเอาตัวรอด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกับคนที่จะฉวยโอกาสโจมตีเมื่อครู่ เพิ่งจะก้าวเท้าก็ถูกเข็มเงินโจมตีจนร่างชะงักอยู่กับที่


“ข้าขอเตือนพวกเจ้า ทางที่ดีอย่าได้คิดหนี ก่อนหน้านี้ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ากลับไม่เห็นค่า วันนี้ไม่เพียงใช้วิธีเดิมๆ แต่พวกเจ้ายังทำโถผักดองข้าแตกอีก ข้าไม่มีทางให้พวกเจ้าอยู่เป็นสุขแน่”


เหอจิ่วเหนียงคะนึงหารสชาติผักดองของที่บ้านมานาน และนางซุนก็ตั้งใจเตรียมให้นางด้วยตัวเอง นึกถึงคำพูดที่นางซุนคอยกำชับก่อนออกจากบ้าน นางก็ยิ่งโกรธแค้นคนพวกนี้จนแทบอยากฉีกเนื้อพวกเขาออกเป็นพันๆชิ้น


กลุ่มนักฆ่ารู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกเขานึกเสียใจกับการกระทำในวันนี้


เพียงแต่คำสั่งของเจ้านายไม่อาจขัดได้ พวกเขาได้แต่ทำตามเท่านั้น


ผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก หากนางไม่ถูกกำจัด นายท่านของพวกเขาไม่อาจอยู่อย่างหายห่วงแน่


ไม่นานฟางต้าก็นำผักดองที่กระจัดกระจายบนพื้นรถม้ามาตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงและรอคำสั่งต่อไป เหอจิ่วเหนียงไม่ปล่อยให้ทุกคนรอนาน “ยัดใส่ปากพวกมันซะ!”


“ขอรับ!”


ฟางต้าเดินไปที่นักฆ่าพวกนั้นทันที


เหล่านักฆ่า “!!!”


นี่มันผักดองนะ!


ผัก! ดอง!


พวกเขาปิดปากแน่นและส่ายหน้าอย่างแรงเพื่อปฏิเสธ 


…แต่ก็ไร้ประโยชน์


หลังจากถูกเหอจิ่วเหนียงชกต่อยอย่างแรง พวกเขาส่วนใหญ่ก็หมดเรี่ยวแรงในการขัดขืน และในที่สุดปากของพวกเขาก็เต็มไปด้วยผักดอง…


อื้อๆๆ…


โอ๊ะ!


อืม…


รสชาติไม่เลวเลยแฮะ!


สัมผัสแรกช่างอร่อยถูกปาก แต่หลังจากครั้งแรกและครั้งที่สองผ่านไป…พวกเขาก็รู้สึกขมขื่นอย่างมิอาจบรรยายได้


เค็ม! 


กระหายน้ำยิ่งนัก รู้สึกเหมือนคอกำลังถูกไฟเผา!


แต่เหอจิ่วเหนียงยังคงเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟ นางยืนพูดเนิบๆอยู่ข้างๆ “ไม่ต้องรีบ ค่อยๆกิน โถนี้เป็นของพวกเจ้า”


อื้อๆๆ…


พวกเขาส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่อยากกินอย่างนั้นหรือ ไม่ได้หรอก พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเกลือมันแพงแค่ไหน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าจะทำผักดองโถนี้ได้ต้องซื้อเกลือไปเท่าไร และนี่ก็เป็นสิ่งที่แม่ข้าตั้งใจทำให้ข้าโดยเฉพาะ ในโถนี้เต็มไปด้วยน้ำใจ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันมีค่ามากแค่ไหน ในเมื่อพวกเจ้าทำแตก ข้าไม่มีทางทำให้เสียของเด็ดขาด ฉะนั้นข้าจะยืนดูพวกเจ้ากินจนหมด”


หนังตาลู่ไป่ชวนกระตุกยิก ภรรยาของเขาช่างโหดร้ายจริงๆ …เขาชอบยิ่งนัก!


นักฆ่าหลายคนเริ่มตาเหลือก เหอจิ่วเหนียงจึงหันไปบอกกับนักฆ่าอีกกลุ่มที่อยู่ไม่ไกล “พวกเขากินไม่หมด พวกเจ้าก็มากินด้วยกัน อย่างไรก็ต้องกินให้หมด!”


“เร็วๆหน่อย อย่าบีบให้ข้าต้องลงมือเอง!”


ทันใดนั้นคนที่รู้จักเอาตัวรอดก็เข้ามา มองสภาพราวกับตายทั้งเป็นของสหายบนพื้นอย่างปลงตก ก่อนจะกลืนน้ำลาย และอดทนอย่างไม่มีทางเลือก


ส่วนกลุ่มที่ถูกเข็มเงินสะกดจุดไว้ไม่สามารถขยับตัวได้ ฟางต้าก็บริการยัดเข้าปากให้ถึงที่อย่างใส่ใจ


ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ในที่สุดผักดองโถนั้นก็ถูกยัดใส่ปากพวกเขาจนเกลี้ยง


เหอจิ่วเหนียงพูดขึ้น “ถือว่าพวกเจ้ายังโชคดีที่เป็นโถเล็ก ถ้าโถใหญ่แตกละก็ ข้าจะเอาชีวิตพวกเจ้า!”


ตอนนี้พวกนักฆ่าแทบไม่มีเสียงพูดแล้ว และก็ไม่กล้าตอบโต้อะไรกลับทั้งนั้น


พวกฟางต้าช่วยกันมัดกลุ่มคนร้ายรวมไว้ด้วยกัน แล้วผูกเชือกกับหลังรถม้าพาตัวกลับไป


พวกนักฆ่ากระหายน้ำมาก ทั้งยังถูกบังคับให้เดินกลับไปอีก คอพวกเขาแทบจะขาดอยู่แล้ว หลายคนที่ทนไม่ไหวจึงเป็นลมระหว่างทาง


พวกเหอจิ่วเหนียงออกเดินทางมาตั้งแต่เช้า กว่าจะถึงเมืองหลักก็เป็นเวลาอาหารค่ำแล้ว คนพวกนี้ทำให้พวกนางเสียเวลามาก นางจึงตั้งใจว่าจะคิดบัญชีกับเหล่านักฆ่าอีกครั้ง


จับคนร้ายมาได้กลุ่มใหญ่ ดังนั้นทันทีที่ผ่านประตูเมืองมา ลู่ไป่ชวนจึงจะเอาตัวพวกเขาไปไว้ที่หน่วยหั่วอวิ๋นก่อน ตอนนี้บนถนนมีผู้คนมากมาย จะรีรอจนทำให้ชาวบ้านแตกตื่นไม่ได้


เนื่องจากพวกนักฆ่ากินผักดองเข้าไปไม่น้อย ตอนนี้ปากพวกเขาจึงยังชาอยู่ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกลัวว่าพวกเขาจะกัดลิ้นปลิดชีพตัวเอง


ลู่ไป่ชวนเอ่ย “เจ้ากลับไปก่อน ข้าจะพานักโทษพวกนี้ไปหน่วยหั่วอวิ๋น มื้อเย็นไม่ต้องรอข้า”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเรื่องเช่นนี้ไม่อาจล่าช้าได้ จึงพยักหน้ารับ “ข้าจะส่งอาหารไปให้ท่าน”


“ตกลง”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าและนำตัวคนเหล่านี้ไป 


เมื่อมาถึงประตูหน่วยหั่วอวิ๋น ทหารเฝ้าประตูเห็นว่าหัวหน้าพาคนจำนวนมากมาด้วยหลังกลับจากการพักร้อนก็สงสัยทันทีว่า หัวหน้าอาจจะไม่ได้ไปพักร้อนจริงๆ แต่กำลังทำภารกิจลับบางอย่างอยู่


“หัวหน้า เกิดอะไรขึ้นขอรับ?”


ทหารเดินเข้ามาถาม คนกลุ่มนี้สภาพน่าสังเวชมาก ปากบวมเป่ง ตาเหลือกลอย …พวกเขาถูกทรมานแบบใดกันนะ?


ลู่ไป่ชวนกล่าว “อย่าเพิ่งถามอะไร เอาตัวพวกนี้ไปขังก่อน”


สั่งการเสร็จหัวหน้าหน่วยก็เดินเข้าไปด้านใน ฉินเจียนรู้ข่าวก็ออกมาต้อนรับเขา เหลือบมองกลุ่มคนด้านหลังเล็กน้อยโดยไม่ได้ถามอะไร แต่กลับพูดเรื่องหนึ่งขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีข่าวร้ายจะบอกเจ้า ผู้หญิงที่เจ้าพาเข้ามาคราวก่อนข้าจับนางขังแล้ว เจ้าคงไม่โกรธข้ากระมัง?”


เขายกยิ้มซุกซนขณะพูด ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น?”


“ตื่นเต้นถึงเพียงนี้ ทำไม สงสารนางหรือ?”


ท่าทางยั่วยุของฉินเจียนทำให้เขาโดนหมัดไป แต่ไม่ได้แรงมาก


“นี่ เจ้าสาม เจ้ามันไร้หัวใจจริงๆ! เจ้ากลับบ้านก็ไม่พาข้าไปด้วย พอกลับมาถึงยังลงไม้ลงมือกับข้าอีก!


เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลายวันนี้ข้าใช้ชีวิตเช่นไร เจ้าไม่สงสารข้าบ้างหรือ!”


ลู่ไป่ชวนยังคงไม่สนใจสหาย


เขากลับบ้านแค่ไม่กี่วัน เหตุใดถึงรู้สึกเหมือนฉินเจียนถูกบางอย่างครอบงำไปซะแล้ว!


ชายหนุ่มเดินเข้าไปด้านในต่อโดยไม่สนใจฉินเจียน ในเมื่อฉินเจียนเล่นลิ้น เขาจึงตัดสินใจไปถามจากโหลวชง


แต่กลับพบว่าโหลวชงไม่อยู่ เมื่อลู่ไป่ชวนหันกลับมาก็เห็นฉินเจียนยืนพิงประตู เชิดหน้าขึ้นด้วยท่วงท่าสง่างาม “เสี่ยวชงรีบไปกินเป็ดดำลู่ร้านเจ้าแล้ว ก็มีแต่ข้านี่แหละที่คอยเฝ้าประจำการ ความจริงแล้ว ชื่อ ‘เจียน’ ของข้าน่ะ ก็มาจากคำว่าเจียนฉือ หมายถึงยืนหยัดในหน้าที่…”


*ปัง!*


ลู่ไป่ชวนเตะประตูจะปิด หากเป็นไปได้เขาอยากเตะคนให้สลบไปด้วย ไม่ให้เจ้าหมอนี่เข้ามาได้เด็ดขาด


ตอนที่ 380: เห็นเขาโง่ข้าก็วางใจแล้ว


ลูกเตะของลู่ไป่ชวนไม่รู้ว่าเจือความแค้นส่วนตัวด้วยหรือไม่ เพราะแรงที่ใช้ไปไม่น้อยเลย ประตูเกือบกระแทกจมูกฉินเจียน เขาถึงกับตกใจจนส่งเสียงร้องอุทาน


ฉินเจียนกระโดดหลบได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นผลักประตูเดินเข้ามาอีกครั้งและพูดอย่างจริงจัง “เอาละ เอาละ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้วก็ได้ เรื่องก็คือ หลายคืนก่อนข้าเห็นแม่นางอวี้เฟินแอบเอาอาหารให้นักโทษในห้องขังกิน นางค่อยๆป้อนให้เขาราวกับว่ากลัวนักโทษนั่นจะเจ็บ แล้วสองคนนั่นก็กระซิบกันอยู่พักหนึ่ง ข้าคิดว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกันก็เลยจับนางไปขัง”


ลู่ไป่ชวนนึกไม่ถึงเลยว่า นางจะเผยพิรุธออกมาเร็วขนาดนี้


เขารู้อยู่แล้วว่านางไม่ใช่คนธรรมดา แต่เขาไม่คิดว่านางจะรู้จักนักโทษในนี้ด้วย คาดว่าคงเป็นเพราะนางได้เห็นการไต่สวนด้วยวิธีการแสนโหดร้ายนั่น จึงอดเห็นใจสหายร่วมภารกิจไม่ได้


จุดแข็งของคนเป็นไส้ศึกก็คือห้ามใจอ่อน เพราะหากเผลอใจอ่อนก็จะเผยพิรุธออกมาได้ง่ายๆ


เหมือนอย่างอวี้เฟินในตอนนี้


“ใช้วิธีทรมานไต่สวนหรือยัง?”


เมื่อเห็นเขาจริงจังแล้ว ลู่ไป่ชวนก็หันมาให้ความสนใจ


“ยัง ข้ารอเจ้ากลับมาก่อน ข้าคิดว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันหลายเรื่อง 


อ้อจริงสิ ตอนแรกข้ากะจะเรียกผู้ว่าการเมืองมาดูด้วย จะได้ช่วยเขาไขคดีได้เร็วและรีบมีคำอธิบายให้ราษฎร แต่ข้านึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ที่ฮูหยินของเขาจงใจทำให้น้องสะใภ้ลำบากใจ ข้าก็เลยไม่ได้เรียกเขามา อยากจัดการเช่นไรก็จัดการไป อย่างไรข้าก็ไม่สนใจอยู่แล้ว! 


อ้อ ช่วงนี้ความสัมพันธ์ของผัวเมียคู่นั้นก็ไม่ค่อยดีนัก ฮูหยินของเขาหนีกลับบ้านพ่อแม่ตัวเองไปแล้ว ช่วงนี้เขาเองก็พักอยู่ในศาลาว่าการ คงไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นกระมัง…”


ทันทีที่เปิดปากฉินเจียนก็พูดไม่หยุด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวข้อนี้จะไปจบที่ดาวเคราะห์ดวงใด


ลู่ไป่ชวนไม่สนใจเรื่องสามีภรรยาคู่นั้น จึงเลือกคุยแค่เรื่องจริงจัง “เช่นนั้นข้าจะไปดูเอง อ่อ มีอีกเรื่อง กลุ่มนักโทษที่ข้าเอาตัวมาเมื่อครู่ ถ้าข้าเดาไม่ผิดคงจะเป็นพวกที่หลินอี้ผิงส่งมา ก่อนหน้านี้เคยมาก่อเรื่องที่โรงหมอครั้งหนึ่ง เพื่อให้เมียข้ายอมเป็นพวกเดียวกับมัน แต่จิ่วเหนียงปฏิเสธ พวกมันก็เลยคิดจะฆ่าปิดปาก อีกอย่าง ดูเหมือนว่าพวกมันยังไม่ได้เอะใจและตรวจสอบตัวตนของข้า”


“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”


ฉินเจียนประหลาดใจมาก ยังมีคนสะเพร่าเช่นนี้อยู่อีกหรือ ก่อนลงมือไม่ตรวจสอบเป้าหมายกับคนรอบตัวของเป้าหมายให้ดีก่อนหรือ


แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี เพราะพวกเขาไม่รู้จึงไม่ได้ระมัดระวัง ทำให้รวบตัวได้ในคราวเดียว


ระหว่างทางลู่ไป่ชวนสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างละเอียด คงไม่มีใครหลุดรอดไปได้ เพราะระหว่างทางคนพวกนี้ยังโทษกันเองไปมา ดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้ สถานการณ์ที่นี่ยังไม่ได้ถูกรายงานให้หลินอี้ผิงที่อยู่เมืองหลวงทราบ


“หลินอี้ผิงอาจไม่รู้ตัวตนของข้า หรือแม้แต่การมีอยู่ของข้าเขาก็ไม่รู้ คนที่เขาส่งมาพวกนี้อาจต้องการฆ่าปิดปากสำเร็จก่อนถึงจะรายงาน ดังนั้นจึงไม่ได้วางแผนส่งข่าวระหว่างทำงาน”


“ฮ่าๆๆ…”


ฉินเจียนหัวเราะทันที “มีปัญญาแค่นี้ยังคิดจะเป็นนักฆ่าอีกหรือ เดิมทีข้าคิดว่าหลินอี้ผิงนั่นรับมือยากซะอีก นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าคนรอบตัวเขาจะโง่เง่าเต่าตุ่นเช่นนี้ ดูท่าเจ้าหลินอี้ผิงนั่นก็คงจะไม่เท่าไร เห็นเขาโง่เช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจก็คิดเหมือนฉินเจียน ยิ่งอีกฝ่ายโง่เท่าไร พวกเขาก็ยิ่งมีโอกาสชนะมากขึ้นเท่านั้น


“ไปกันเถอะ! เราไปดูคนพวกนั้นกัน! เจ้าไปดูแม่นางผู้น่าสงสารนั่น ส่วนข้าจะไปดูหน้าคนโง่พวกนั้นซะหน่อย!”


ฉินเจียนลากสหายออกไป หากรู้ว่าน่าสนใจเพียงนี้ คงจะเดินไปที่คุกพลางพูดคุยไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ไหนเลยจะยังเสียเวลาเดินมาตรงนี้อีก เสียเวลาจริงๆ


ลู่ไป่ชวนถูกลากจึงพูดอย่างจนปัญญา “ปล่อย ข้าเดินเองได้”


ฉินเจียนปล่อยมือเขาและเดินนำไป


ทั้งๆที่ยังไม่ได้ใช้วิธีทรมานในการไต่สวน แต่กลุ่มนักฆ่าก็ถูกทรมานจนสภาพจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่แล้ว ตอนนี้พวกเขาคอแห้งจนแทบกลายเป็นผง แต่ละคนนอนแผ่อยู่บนพื้นอย่างท้อแท้ ไม่กล้าออกแรงเลย เพราะกลัวตัวเองจะกระหายน้ำตาย


ทันทีที่ฉินเจียนมาถึงก็ถามด้วยความรังเกียจ “กลิ่นอะไรน่ะ กลิ่นตุแปลกๆ แฮะ!”


ผู้คุมรายงาน “ตอบใต้เท้า ได้ยินว่าคนพวกนี้ทำโถผักดองที่พี่สะใภ้เอามาจากบ้านแตก พี่สะใภ้เลยลงโทษโดยการเอาผักดองที่หกเรี่ยราดยัดปากจนเกลี้ยงก่อนจะนำตัวมาถึงที่นี่ ใต้เท้าลู่สั่งไม่ให้เอาน้ำให้ พวกเขาก็เลยกระหายน้ำจนสภาพเป็นเช่นนี้ขอรับ!”


ผู้คุมพูดพลางหัวเราะอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น


“จุๆๆ ใต้หล้านี้ก็คงมีเพียงน้องสะใภ้แหละที่มีความสามารถเช่นนี้! ไม่นึกเลยนะว่าพวกเจ้าจะกล้าทำโถผักดองนางแตก ช่างหาญกล้าจริงๆ!”


ฉินเจียนเยาะเย้ยด้วยความสะใจ และเดินเข้าไปข้างในต่อ ดูว่าในกลุ่มคนเหล่านี้มีคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาบ้างหรือไม่


อีกทางด้านหนึ่ง ลู่ไป่ชวนไปในห้องที่ขังอวี้เฟินคนเดียว


อวี้เฟินถูกขังเดี่ยว ห้องขังนี้เป็นห้องขังแน่นหนา นอกจากประตูเหล็กบานเดียวแล้ว ไม่มีแม้กระทั่งหน้าต่างเลย คนที่จิตใจไม่แข็งแกร่งพอหากถูกขังในนี้หลายวันต้องตายเป็นแน่


นางถูกจับขังเมื่อสองคืนก่อนจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาสองวันแล้ว ตามหลักอวี้เฟินยังทนได้อยู่


ลู่ไป่ชวนเปิดกรงเหล็กเบาๆเดินเข้ามา ด้านในมืดสนิท มองเห็นไม่ชัดว่าอวี้เฟินอยู่ตรงไหน แต่ได้ยินเสียงร้องไห้ของนางชัดเจน


ได้ยินเสียงประตูกรงเหล็กถูกเปิด เสียงของอวี้เฟินก็ชะงักลงเล็กน้อย เมื่อเดินตามเสียงมาก็เห็นลู่ไป่ชวน ทันใดนั้นเสียงร้องไห้ของนางก็ยิ่งดังขึ้น


“นายท่าน ในที่สุดนายท่านก็กลับมาแล้ว พวกเขาเข้าใจบ่าวผิด เรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ บ่าวแค่เห็นว่านักโทษคนนั้นน่าสงสารมากก็เลยเอาน้ำไปให้เขาดื่ม บ่าวไม่ได้เป็นพวกเดียวกับเขานะเจ้าคะ!”


นางคิดว่า ด้วยรูปลักษณ์งดงามของตัวเอง ตอนร้องไห้ก็คงงดงามปานบุปผาต้องน้ำฝน แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองถูกจับขังอยู่ในนี้สองวันแล้ว หน้าตาไม่ได้ล้าง สกปรกมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมูกน้ำตา หัวตายังมีขี้ตาติดอยู่เป็นก้อน พอร้องไห้ตอนนี้ อย่าว่าแต่บุปผาต้องฝนเลย แค่มองแวบเดียวก็รู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอ้วกอยู่แล้ว


ลู่ไป่ชวนจึงรีบก้าวถอยหลังหลายก้าวอย่างรวดเร็ว กลัวว่ากลิ่นปากที่เหม็นหึ่งของนางจะมาติดตัวเขา


อวี้เฟินกลับไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย นางพยายามแก้ตัว “นายท่าน บ่าวแค่เห็นว่านักโทษคนนั้นน่าสงสารเท่านั้นจริงๆ เจ้าค่ะก็เลยช่วยเขา บ่าวก็แค่หวังดีช่วยคนคนหนึ่ง นายท่าน พวกเขาเข้าใจบ่าวผิด แต่บ่าวรู้ว่านายท่านไม่มีวันเข้าใจบ่าวผิดแน่ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


ช่างหน้าไม่อายจริงๆ วาจาออดอ้อนเช่นนี้ก็พูดออกมาได้


ลู่ไป่ชวนเลิกคิ้ว “เหตุใดเจ้าถึงคิดเช่นนั้น?”


“เพราะนายท่านเป็นคนดี! นายท่านเป็นคนช่วยชีวิตบ่าวเอาไว้ที่ข้างถนน นายท่านเป็นผู้มีพระคุณของบ่าว! ดังนั้นนายท่านไม่มีทางไม่สนใจบ่าวเป็นอันขาด ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


นางมองลู่ไป่ชวนอย่างคาดหวัง หวังว่าเขาจะพยักหน้า


แต่ลู่ไป่ชวนกลับเย้ยหยันอยู่ในใจ ผู้หญิงคนนี้ประจบประแจงเขาเก่งจริงๆ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนหลงกลอะไรพวกนี้


“อวี้เฟิน ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าเจ้ายังไม่สารภาพความจริงออกมา ก็คงต้องใช้วิธีทรมานไต่สวนแล้ว”


ผู้หญิงคนนี้มุ่งเป้าเข้าหาเขาตั้งแต่แรก พวกฉินเจียนไม่อยากลงมือ เช่นนั้นเขาก็คงต้องลงมือจัดการเอง



จบตอน

Comments