ตอนที่ 381: ไต่สวนโดยการทรมาน
อวี้เฟินที่ร้องไห้อธิบายกับลู่ไป่ชวนอย่างจริงใจ ประจบประแจงเขาสารพัด เมื่อได้ยินว่าจะไต่สวนด้วยวิธีทรมานนางก็ตกใจตัวแข็งทื่อไปทันที
คนผู้นี้ไม่เข้าใจสิ่งที่นางกำลังพูดหรืออย่างไร นางพูดมาตั้งนาน ร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้แล้วเขาก็ยังไม่เชื่ออีกหรือ!
“นายท่าน บ่าวถูกใส่ร้ายป้ายสีจริงๆนะเจ้าคะ!”
ความอดทนของลู่ไป่ชวนหมดลงแล้ว คร้านจะคุยกับนางเต็มที จึงหันหลังเดินออกไปและบอกกับผู้คุมที่อยู่ข้างๆ “เอาตัวนางออกมา ใช้วิธีทรมานไต่สวน”
ก่อนมา เหอจิ่วเหนียงได้มอบยาหลายชนิดให้เขาเพื่อเอาไว้ใช้ในการไต่สวนกลุ่มนักฆ่า แต่ยังไม่ทันได้ใช้กับคนเหล่านั้น ก็ขอลองใช้กับอวี้เฟินก่อนแล้วกัน
เมื่ออวี้เฟินได้ยินว่าตนเองกำลังจะถูกไต่สวนโดยวิธีทรมานนางก็แทบเกิดอาการคลุ้มคลั่ง นางคิดไม่ถึงเลยว่าการที่ตนเองใจอ่อนจะนำภัยร้ายมาสู่ตัวเช่นนี้
ที่นางช่วยเหลือสหายผู้นั้นอันที่จริงนางมีจุดประสงค์จริงๆ ช่วงนี้คนผู้นั้นได้รับความทรมานอย่างต่อเนื่อง นางกลัวว่าเขาจะทนไม่ไหวจนสารภาพออกไป ดังนั้นจึงอยากทำดีกับเขาสักหน่อย แต่ไม่นึกเลยว่านางระมัดระวังมากถึงเพียงนั้นแล้วก็ยังถูกจับได้
นางรู้ว่าเรื่องนี้พูดไปก็ไม่ชัดเจน แต่นางยังคงเชื่อมั่นว่าตราบใดที่นางยืนกรานว่าเป็นเพราะความเมตตา คนผู้นั้นจะไม่เปิดโปงนางแน่ นางก็จะยังปลอดภัย ตราบใดที่พวกเขาไม่สามารถหาหลักฐานได้นางก็จะไม่เป็นอะไร
แต่ใครจะคิดล่ะว่าหลังจากกักขังนางได้สองวัน พอลู่ไป่ชวนกลับมาก็จะไต่สวนนางโดยการใช้วิธีทรมานอย่างไม่ลังเลเช่นนี้
นางเข้าหาลู่ไป่ชวนเพียงเพื่อดึงดูดความสนใจจากเขา และจะดีที่สุดถ้าได้ตำแหน่งภรรยามา แต่ในเวลาแค่ไม่กี่วัน นางยังไม่ได้ทำอะไรก็ถูกจับได้เสียก่อน ตอนนี้ลู่ไป่ชวนยังเป็นคนไต่สวนนางด้วยตัวเองอีก จะให้นางยอมรับได้อย่างไร
“นายท่าน ไม่นะเจ้าคะ! บ่าวโดนใส่ร้าย บ่าวไม่รู้เรื่องอะไรเลย!”
นางพยายามขัดขืนสุดแรง แต่นางไม่มีทักษะการต่อสู้ และไม่อาจสู้แรงของผู้คุมสองคนได้ ดังนั้นจึงถูกมัดตัวไว้กับเสาทรมานอย่างง่ายดาย
ลู่ไป่ชวนหยิบผงยาห่อหนึ่งออกมาแล้วโยนให้ผู้คุม พลางกล่าว “โรยลงบนตัวนาง ระวังอย่าให้โดนตัวเองล่ะ”
ผู้คุมถือเอาไว้อย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าผงยาจะติดตัวจึงเอาผ้าพันมือไว้
ก่อนที่ผู้คุมจะลงมือ ลู่ไป่ชวนพูดเตือนนักโทษหญิงอีกครั้ง “ผงยานี่ไม่มียาถอนพิษ เจ้าไตร่ตรองให้ดีล่ะ”
ตอนนี้อวี้เฟินกลัวมากจริงๆ นางเพิ่งมาอยู่ในคุกนี่ไม่นาน แต่นางได้เห็นการลงโทษหลายรูปแบบแล้ว แต่ละวิธีน่ากลัวอย่างยิ่ง นางเองก็เตรียมใจไว้ว่าสักวันหนึ่งมันอาจจะถูกนำมาใช้กับตัวเอง แต่ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วเช่นนี้
เรื่องที่เจ้านายสั่งมานางยังไม่ทันได้ทำสักเรื่อง และตอนนี้หากนางทนความทรมานไม่ได้จนต้องสารภาพออกไป นางต้องตายเป็นแน่
แต่ไม่ว่าทางไหน ก็มีแต่ความตายที่รอนางอยู่
ขณะหญิงสาวกำลังสับสน ผงยาทั้งหมดก็ถูกโปรยลงบนตัวนางแล้ว
“อ๊าๆๆ!”
อวี้เฟินไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่นางกลัวมากจริงๆ หลังจากที่ผู้คุมโรยผงยาเสร็จก็รีบถอยกลับทันที
ตอนนี้อวี้เฟินยังไม่รู้สึกอะไร แต่นางก็ไม่กล้าดูถูกในพลังอำนาจนี้เลย
แต่แล้วเพียงไม่นาน ร่างกายก็มีปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ตอนแรกนางรู้สึกร้อนผ่าวราวกับร่างกายถูกไฟแผดเผา นางดิ้นอย่างหนัก แต่เนื่องจากถูกมัดไว้แน่น จึงไม่สามารถดิ้นได้มากนัก
ต่อมาร่างกายนางก็เจ็บปวดมากขึ้นราวกับมีบางอย่างกัด ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนเสียงกรีดร้องของอวี้เฟินแหบแห้งไปแล้ว
ลู่ไป่ชวนรู้สึกแสบแก้วหู จึงให้ผู้คุมเอาผ้ายัดปากนาง
นี่ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ยาจะออกฤทธิ์ถึงขั้นเลวร้ายที่สุด แต่นางก็ทนไม่ไหวแล้ว
ดูเหมือนว่าการทรมานด้วยวิธีต่างๆที่นางเห็นก่อนหน้านี้ เมื่อเทียบกับวิธีนี้แล้วเทียบไม่ติดเลยสักนิด
“อ๊าก! อ้าโอนใออ๊ายอิงๆ! โอดไอ๊อีอิ๊ตอ้าอ้วย!”
(อ๊าก! ข้าโดนใส่ร้ายจริงๆ! โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!)
“อายอ้าน อ้วยอ่าวอ้วย อ่าวโอนใอ่อ๊ายอิงๆ!”
(นายท่าน ช่วยบ่าวด้วย บ่าวโดนใส่ร้ายจริงๆ!)
นางถูกปิดปาก เสียงที่พูดออกมาจึงอู้อี้ แต่ก็พอจับใจความได้ว่านางพูดอะไร
ถึงแม้จะเจ็บปวดมาก แต่นางรู้ว่าหาก.อดทนผ่านไปได้ จะต้องมีที่ว่างให้นางได้อยู่เคียงข้างลู่ไป่ชวนจริงๆแน่ เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่สุขสบาย และงานใหญ่ของเจ้านายลุล่วง นางต้องอดทนต่อไปให้ได้!
ทว่าทันทีที่พูดจบ ความรู้สึกตามร่างกายก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง คันราวกับว่ามีมดนับล้านไต่อยู่บนร่างกาย
ทั้งคันทั้งเจ็บปวด แถมยังเกาไม่ได้
นี่คือความทรมานที่แท้จริง!
ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือใจ ต่างก็ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง
“ใต้เท้าขอรับ ไม่นึกเลยว่านางจะปากแข็งขนาดนี้ ให้ข้าน้อยเพิ่มผงยาอีกหรือไม่ขอรับ?”
ผู้คุมถามอย่างประจบประแจง ลู่ไป่ชวนพยักหน้า
ขณะที่ผู้คุมเอาผงยาเข้าไปใกล้นางอีกครั้ง ในที่สุดอวี้เฟินก็สามารถพ่นเศษผ้าขี้ริ้วในปากออกมาได้ แล้วกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง “ไม่! อย่านะ! อย่า! ข้าพูดแล้ว ข้ายอมบอกทุกอย่างแล้ว!”
นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ทำเอาพวกนักโทษในห้องขังข้างๆ ต่างพากันขนหัวลุก
คนผู้นั้นได้รับการลงโทษเช่นไรกันนะ ถึงได้ทรมานปางตายเช่นนี้
ลู่ไป่ชวนแสยะยิ้ม “ถ้ายอมบอกตั้งแต่แรกข้าก็คงไม่ต้องเปลืองผงยา”
ผงยาที่ภรรยาเขามอบให้ล้ำค่ายิ่งนัก!
“บอกข้ามาว่าเรื่องมันเป็นเช่นไร”
อวี้เฟินยังไม่ปริปาก นางกลิ้งตาไปมาแล้วกล่าว “ขอยา…ขอยาถอนพิษให้ข้า”
“เจ้าต่อรองกับข้าหรือ?”
ลู่ไป่ชวนเย้ยหยัน แล้วลุกยืนขึ้น
ตอนที่ 382: ยอมรับสารภาพ
ลู่ไป่ชวนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อครู่ก็บอกไปชัดเจนแล้วนี่
“เมื่อครู่ข้าบอกไปแล้วว่าไม่มียาถอนพิษ”
อวี้เฟินกัดฟันกรอด และถามด้วยความเดือดดาล “แล้วถ้าข้าเลือกสารภาพมันจะมีความหมายอะไรกัน!?”
ไม่ว่าทางไหนก็ต้องทรมานอยู่ดี สู้แสดงความจงรักภักดีต่อเจ้านายยังดีซะกว่า ตายไปก็ไม่ถูกสาปส่ง
“ย่อมมีความหมายแน่นอน ถ้าเจ้าพูดตอนนี้ข้าก็จะไม่เพิ่มปริมาณผงยา แต่ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าจะเพิ่มปริมาณผงยาไปเรื่อยๆ แล้วข้าจะบอกอะไรให้อย่าง สิ่งนี้มันไม่ฆ่าเจ้าให้ตายหรอก แต่มันจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น”
ลู่ไป่ชวนอธิบายอย่างใจเย็น ผู้คุมรู้สึกว่าหัวหน้าของพวกเขาจัดการอารมณ์และเข้าใจสถานการณ์ได้ดีจริงๆ เวลาเช่นนี้ยังมีกะจิตกะใจอธิบายให้นักโทษฟังยืดยาว มิน่าล่ะ เหตุใดถึงสำเร็จงานใหญ่ๆได้ และเป็นขุนนางยศใหญ่ได้
ลู่ไป่ชวนไหนเลยจะรู้ว่าผู้คุมคิดอะไรอยู่ ถ้าเขารู้ เขาก็จะพูดว่า ‘เปล่าหรอก ข้าแค่ไม่อยากใช้ผงยาของภรรยาข้าสิ้นเปลืองก็เท่านั้น’
อวี้เฟินทั้งเจ็บปวดทั้งคันแทบขาดใจ ปริมาณของผงยาที่ได้รับในตอนนี้ก็ทนแทบไม่ไหวอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มปริมาณเลยว่าต้องทรมานมากอีกเพียงใด
แต่นางก็สงสัยในคำพูดของลู่ไป่ชวน ผงยานี่ไม่มียาถอนพิษจริงๆหรือ?
หรือถ้าเพิ่มปริมาณยาแล้ว ความรู้สึกเหล่านี้ยังจะเพิ่มขึ้นไปได้กว่านี้อีกอย่างนั้นหรือ?
หรือลู่ไป่ชวนแค่ขู่ให้นางกลัว?
หากเป็นเช่นนั้น นางก็เสียเปรียบน่ะสิ!
ขณะที่หญิงสาวยังคงดิ้นรน ฉินเจียนก็มาพอดี
“ไอ้หยา! นี่เจ้าใช้เครื่องมือทรมานไต่สวนแล้วหรือ เจ้านี่นะ ทำใจทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ไม่รักหยกถนอมบุปผาเอาซะเลย”
ตอนแรกฉินเจียนอยู่ดมกลิ่นผักดองอีกห้องขังหนึ่ง แต่ได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นจากทางด้านนี้จึงรีบมาดูทันที นึกไม่ถึงเลยว่าสหายจะใช้เครื่องมือทรมานแล้ว ฟังจากเสียงของนักโทษคงทรมานน่าดู
ใครบ้างไม่ชอบดูความบันเทิง ดังนั้นเรื่องเช่นนี้เขาจะพลาดได้อย่างไรล่ะ!
เขารู้มาตลอดว่าอวี้เฟินคิดจะเข้าหาลู่ไป่ชวน เขารู้สึกโมโหที่น้องสะใภ้ต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ เขาได้รับประโยชน์มากมายจากน้องสะใภ้ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อวี้เฟินกับลู่ไป่ชวนมีเรื่องอย่างว่าในห้องขังขึ้นแน่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจากระแทกแดกดันออกมา
หึ! ใครใช้ให้เขามีเสน่ห์ดึงดูดผู้หญิงคนนี้มาล่ะ
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเขาจงใจประชดประชันจึงไม่เก็บมาใส่ใจ ก่อนหันไปถามอวี้เฟินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์อีกครั้ง “ว่าอย่างไร ตัดสินใจได้หรือยัง?”
จังหวะที่ฉินเจียนเข้ามา ทำให้อวี้เฟินมีเวลาครุ่นคิด และนางก็ตัดสินใจได้ว่าจะลองบ่ายเบี่ยงอีกครั้ง บางทีอาจรอดก็ได้
“นายท่านสาม เมื่อครู่บ่าวทนไม่ไหวก็เลยพูดเช่นนั้นไป แต่บ่าวไม่รู้เรื่องจริงๆนะเจ้าคะ”
ท่าทางน้ำตาเอ่อคลอของนาง คนที่ไม่รู้จะต้องรู้สึกสงสารนางแน่นอน และหากมีคนรักหยกถนอมบุปผาอยู่ตรงนี้จริง ไม่แน่อาจเข้าไปกอดปลอบนางแล้วก็ได้
ฉินเจียนมองลู่ไป่ชวนด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ “ขนาดใส่หน้ากากก็ยังมีเสน่ห์ถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไปจริงๆ”
ลู่ไป่ชวนยังคงเมินฉินเจียน และหันไปพยักหน้าให้ผู้คุม
ผู้คุมยังคงถือผงยาไว้ในมือ ทันทีที่ได้รับคำสั่ง ก็ลงมือโรยผงยาไปที่อวี้เฟินทันที
ดวงตาของอวี้เฟินพลันเบิกกว้าง นางไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าลู่ไป่ชวนเป็นคนอำมหิตถึงเพียงนี้ ตอนนี้ไม่เพียงแค่นางที่ขอความเมตตาให้ตัวเองเท่านั้น ฉินเจียนที่อยู่ข้างๆก็ช่วยพูดแทนนางด้วย แม้ว่าลู่ไป่ชวนจะไม่ฟังนางก็ตาม แต่เขาควรฟังคำแนะนำของสหายตัวเอง
ใช่แล้ว นางคิดว่าฉินเจียนกำลังเข้าข้างนาง
นางลืมไปแล้วว่าคนที่จับนางขังคุกเมื่อสองวันที่แล้วคือฉินเจียน
“ช้าก่อน!”
อวี้เฟินตะโกนขึ้น ไม่สามารถแสร้งทำตัวน่าสงสารได้อีกต่อไป นางตะคอกใส่ลู่ไป่ชวนอย่างเดือดดาล “ท่านจะโหดเหี้ยมอย่างไม่ยุติธรรมเช่นนี้จริงๆหรือ?”
“จุๆๆ”
ก่อนที่ลู่ไป่ชวนจะตอบ ฉินเจียนก็ส่งเสียงจุปากออกมา “เจ้าทรยศต่อความรู้สึกของนางซะแล้ว! เจ้าต้องรับผิดชอบนะ!”
ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าเจ้าสหายคนนี้เสียงดังน่ารำคาญเกินไปแล้ว จึงส่งสายตาดุๆให้เขา และพูดกับผู้คุม “ต่อเลย”
ผู้คุมไม่ปรานี อวี้เฟินดิ้นรนสุดแรงแต่ก็ไม่อาจรอดพ้นการกระทำของเขาได้
คราวนี้ความเจ็บปวดรุนแรงยิ่งขึ้น ห่อยาเล็กๆแค่นี้ทำให้อวี้เฟินแทบอยากตายไปซะตั้งแต่ตอนนี้
เสียงร้องไห้อันเจ็บปวดดังขึ้นอีกครั้ง ฉินเจียนรับชมด้วยความรู้สึกมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ตอนที่ได้ยินเสียงตอนที่เขายังอยู่อีกห้องหนึ่ง เขานึกสงสัยว่าลู่ไป่ชวนลงโทษแบบใดถึงทำให้นางแหกปากกรีดร้องได้ขนาดนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเพียงผงยาห่อเล็กๆนี่
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน้องสะใภ้เป็นคนให้มา
เฮ้อ น้องสะใภ้ช่างประเสริฐจริงๆ เก่งกาจยิ่งนัก ทำได้หมดทุกอย่าง เจ้าไป่ชวนโชคดีแล้ว!
ไม่รู้เมื่อไรเขาจะได้เจอผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขาบ้าง และคนผู้นั้นจะเป็นหมอหญิงด้วยหรือไม่
เขามองไปที่ลู่ไป่ชวน ดวงตาทอประกายความอิจฉา
ลู่ไป่ชวนดูปฏิกิริยาของอวี้เฟิน แล้วพูดขึ้น “เพิ่มผงยาอีก”
เดิมทีเพื่อประหยัดผงยา เขายินดีที่จะให้เวลานางได้ไตร่ตรอง นางจะได้ทรมานน้อยลง และเขาก็สามารถประหยัดผงยานี้ได้ด้วย เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แต่นางไม่รู้จักเอาตัวรอด เช่นนั้นจะมาโทษเขาไม่ได้
ครั้งนี้อวี้เฟินไม่อาจปากแข็งได้อีกต่อไป นางไม่ได้สารภาพรายละเอียด แต่โพล่งชื่อผู้บงการออกมาโดยตรง
“นายท่านห้าหลิ่ว! นายท่านห้าหลิ่วส่งข้ามา เอายาถอนพิษมาให้ข้า! หรือไม่ก็ฆ่าข้าซะเถอะ ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!”
ท่านห้าหลิ่ว
ในที่สุดก็ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากนางจนได้
ครั้นที่ภรรยาเขาไปซื้อทาสก็ได้ยินชื่อท่านห้าหลิ่วมาเช่นกัน เขาส่งคนไปจับตาดูแล้ว แต่ช่วงนี้ฝ่ายนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ที่แท้ก็ส่งคนมาอยู่ข้างกายเขานี่เอง คิดวาดฝันสวยหรูเกินไปแล้ว
“ท่านห้าหลิ่วทำอะไร?”
“ไม่รู้ ข้าไม่รู้!”
อวี้เฟินดิ้นรนอย่างเจ็บปวดพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนจากก้นบึ้งของหัวใจ นางรู้สึกว่าการตายยังทำให้นางมีความสุขยิ่งกว่ามีชีวิตอยู่อย่างตอนนี้เสียอีก
“ถ้าเจ้าไม่บอกความจริงก็คงต้องเพิ่มผงยาอีก”
ลู่ไป่ชวนพูดจบก็โบกมือไปทางผู้คุม อีกฝ่ายตอบรับอย่างขันแข็งและเริ่มหยิบผงยา
“เปิดโรงพนัน!”
อวี้เฟินรีบตะโกนออกมา ผู้คุมหยุดมือ และมองลู่ไป่ชวนเพื่อรอคำสั่ง
“เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว บอกเรื่องอื่นมา”
อวี้เฟินเงียบ แต่คราวนี้ลู่ไป่ชวนไม่ได้กดดันนาง และให้เวลานางคิด
ถึงอย่างไรตอนนี้นางก็ได้รู้รสชาติของความเจ็บปวดจากการเพิ่มผงยาแล้ว ดังนั้นจึงให้นางชั่งน้ำหนักตัดสินใจเอง
ฉินเจียนหยิบผงยาจากมือของผู้คุมมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพึมพำ “นี่คือสิ่งใดกัน เหตุใดถึงมีประโยชน์เช่นนี้นะ”
“ลองดูสิ”
“ข้าลองก็บ้าแล้ว!”
ฉินเจียนรีบส่งห่อผงยาคืนให้ผู้คุม และถอยกลับไปสองก้าวเพื่อแสดงท่าทีปฏิเสธ
อวี้เฟินถามหยั่งเชิง “ถ้าข้าบอก จุดจบข้าจะเป็นเช่นไร?”
“เห็นแก่ที่เจ้าทำตัวดี ให้ศพเจ้าอยู่ครบสามสิบสองก็แล้วกัน”
ได้ยินคำตอบ อวี้เฟินหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง หากนางมีชีวิตอยู่ต่อได้ก็คงดี ไม่มีใครอยากตายหรอก
แต่ตอนนี้นางไร้หนทางแล้ว แม้ว่าลู่ไป่ชวนจะไม่ฆ่านาง แต่นายท่านห้าหลิ่วไม่มีทางปล่อยนางไปแน่
เป็นเช่นนี้ สู้ยอมตายซะดีกว่า!
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง “เขาช่วยทำงานให้คนอื่น จับผู้หญิงมาดูดเลือด และส่งเลือดไปให้เจ้านายของเขา…”
สิ่งที่อวี้เฟินสารภาพคล้ายกับข้อมูลที่พวกเขาสืบหาได้ก่อนหน้านี้ แต่ช่วงนี้นายท่านห้าหลิ่วระวังตัวมาก เขาหยุดทำเรื่องนี้ไปในตอนนี้
“แล้วอย่างไรต่อ?”
ตอนที่ 383: แหวกหญ้าให้งูตื่น
ลู่ไป่ชวนไต่สวน ผู้คุมทำหน้าที่บันทึกคำให้การ บันทึกนี้อวี้เฟินจะต้องประทับลายมือหลังเสร็จสิ้น
“แล้วอย่างไรต่อ?”
อวี้เฟินพยายามเค้นสมองอย่างหนัก นึกเรื่องราวที่ตัวเองพอรู้ ในเมื่อจะตายก็ให้ตัวเองตายแบบมีประโยชน์กับใครสักคนแล้วกัน
“เจ้านายของเขาไม่ใช่คนเป่ยเหยียน ส่วนจะเป็นคนที่ไหนข้าไม่รู้ เพราะข้าฟังที่พวกเขาพูดไม่ออก
อ่อใช่ เขาจะต้องไปเมืองหลวงเดือนละครั้ง
เรื่องนี้เขาไม่ได้ทำคนเดียว เขาแค่เป็นตัวแทนของจิงโจวเท่านั้น…”
นางสารภาพออกมาหลายอย่าง เมื่อสารภาพถึงตอนหลังเหมือนนางกำลังพยายามนับจำนวนคำ ลู่ไป่ชวนเลือกจำแค่ประเด็นสำคัญ แล้วให้ผู้คุมแก้มัดให้นาง
ทันใดนั้นนางก็ต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง ตอนนี้ร่างกายของนางไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว หากแต่เสื้อผ้าของนางเปียกโชกจนถ้าให้เล่าก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าคนคนหนึ่งจะเหงื่อออกมากขนาดนี้
“เอาตัวนางกลับไปขัง”
การไต่สวนกินเวลาทั้งคืน ลู่ไป่ชวนเดินออกจากห้องไต่สวนพร้อมกับบันทึกคำให้การสารภาพที่ประทับลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว แต่อวี้เฟินถามขึ้นก่อนด้วยความแปลกใจ “ท่านไม่ฆ่าข้าหรือ?”
“ทำตัวดีๆ แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกสองสามวัน”
ลู่ไป่ชวนพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับมามอง
อวี้เฟินถูกผู้คุมพาตัวกลับไปขัง ขณะที่นางเดิน นางก็มองย้อนกลับไปในทิศทางที่ลู่ไป่ชวนออกไป
เขาไม่ฆ่านาง เขาเสียดายนางหรือ
…...
ขณะเดียวกันฉินเจียนเองก็คิดเหมือนอวี้เฟิน จึงถามให้คลายสงสัย
“เหตุใดเจ้าถึงยังเก็บนางไว้ หรือว่าเจ้าจะเสียดายนางขึ้นมาแล้ว?”
“ถ้าสมองเจ้ามีปัญหาก็ไปหาหมอซะ เอาแต่อู้งานพูดเรื่องไร้สาระข้างหูข้าอยู่ได้!”
ลู่ไป่ชวนอดทนกับเขามาทั้งคืน ตอนนี้ทนไม่ไหวอีกแล้ว เจ้าหมอนี่ท่าจะบ้าไปแล้วกระมัง
“ก็แล้วเหตุใดถึงยังเก็บนางไว้อีกเล่า!”
ต้องบอกก่อนว่า ในบางครั้งฉินเจียนก็เป็นคนที่คิดอะไรไม่รอบคอบ หลายปีที่ผ่านมานี้ถ้าไม่ใช่เพราะติดตามลู่ไป่ชวน ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำงานผิดพลาดไปกี่ครั้งแล้ว
ลู่ไป่ชวนหันมองสหายซื่อบื้อพลางคิดว่า ควรรายงานปัญหานี้ต่อเฉินอ๋องหรือไม่ ในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าเขาประเมินว่า สมองของฉินเจียนไม่พร้อมใช้งานแล้วจริงๆ
แต่ถึงอย่างไรทั้งสองก็ผ่านความเป็นความตายด้วยกันมาหลายปี ตนเองจะคิดอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสหายร่วมงานด้วย
ช่างเถอะ อดทนต่อไปก็แล้วกัน
เขาหลับตาลง สงบสติอารมณ์เล็กน้อย ก่อนจะอธิบาย “คนข้างนอกไม่รู้ว่านางสารภาพแล้ว ไม่แน่อาจกำลังคิดหาวิธีมาปิดปากนางอยู่เช่นกัน เรานั่งรออยู่เฉยๆก็พอ”
“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
ฉินเจียนยกมือถูปลายจมูกอย่างเก้อเขิน และในที่สุดก็เงียบลง
เมื่อมาถึงห้องพักเจ้าหน้าที่ ลู่ไป่ชวนหันไปมองคนที่ยังคงเดินตามมา “เจ้าว่างหรือ?”
ฉินเจียน “ก็ไม่ได้ว่างมาก… ก็แค่…”
“ไปเล่นพนันที่โรงพนันของท่านห้าหลิ่วสักสองสามตาสิ ถือโอกาสปล่อยข่าวเรื่องอวี้เฟินถูกจับตัวให้พวกมันรู้”
ตอนนี้ท่านห้าหลิ่วอาจยังไม่รู้ว่าอวี้เฟินถูกจับได้แล้ว ดังนั้นจึงต้องช่วยแจ้งข่าวกับเขาสักหน่อย
ลู่ไป่ชวนสั่งงานเสร็จก็จะกลับบ้าน ฉินเจียนถามขึ้น “แล้วเจ้าล่ะ?”
“กลับบ้านไปกินข้าว”
ฉินเจียน “...”
เขาก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เขาจึงกำลังจะบอกว่า ขอไปกินด้วย แต่ก็คิดได้ว่าไม่ค่อยเหมาะสม จะไปรบกวนบรรยากาศคู่รักที่กำลังกระชับความสัมพันธ์กันอยู่ได้อย่างไร
อีกอย่าง เมื่อครู่เขาก็เพิ่งยั่วโมโหลู่ไป่ชวนไปด้วย
เจ้าหมอนี่ไม่ชอบให้เขาพูดถึงผู้หญิงคนนั้นอย่างนั้นหรือ?
คุณชายฉินยกมือเกาศีรษะด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดไป น้องสะใภ้เป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ การที่ช่วยผู้มีพระคุณจับตาดูไม่ให้สามีนางทำเรื่องเลวร้ายก็เป็นเรื่องที่เขาควรทำ นี่เป็นหน้าที่สำคัญนะ ถ้าเขาไม่ทำ เขาจะมีหน้าไปกินข้าวบ้านน้องสะใภ้อีกได้อย่างไร
เดิมทีคิดว่า อาจใช้เวลาสองสามวันกว่าที่ท่านห้าหลิ่วจะเข้ามาติดกับดัก นึกไม่ถึงว่าฝ่ายนั้นจะส่งคนบุกเข้าไปในห้องขังในคืนนี้เลย และพวกเขาก็ถูกจับได้ในคราวเดียว
ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะไม่ได้เป็นคนจัดการเอง แต่ผู้คุมทุกคนก็มียาพิษที่เหอจิ่วเหนียงทำขึ้นมา ไม่ว่าจะมากี่คนก็จับได้ทั้งหมด
แม้ว่าคนที่มาจะไม่ใช่ท่านห้าหลิ่ว แต่เมื่อมีพยานบุคคลเหล่านี้ ดังนั้นหน่วยหั่วอวิ๋นจึงบุกเข้าไปจับท่านห้าหลิ่วที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ในบ้านกลางดึกทันที
ในเวลาเดียวกันยังบุกทลายโรงพนันและหอคณิกาที่เกี่ยวข้องได้อีกหลายแห่ง
แน่นอนว่า มีการใช้ข้อหาอื่นในการจับกุมท่านห้าหลิ่ว โดยบอกว่าเขาท้าทายอำนาจกล้าวางแผนปล้นคุก
แต่พวกเขาก็ประมาทจนได้ ท่านห้าหลิ่วปลิดชีพตัวเองระหว่างทางนำตัวไปที่คุก เขากระทำรวดเร็วมากจนไม่มีใครทันสังเกต
ส่วนลูกน้องของเขาพอไต่สวนแล้วก็ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรเลย
เบาะแสที่หวังว่าจะได้จากท่านห้าหลิ่ว…จบลงแล้ว
ลู่ไป่ชวนหัวเสียมาก ท่านห้าหลิ่วคนนี้ต้องกุมเรื่องราวมากมายเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เตรียมยาพิษให้ตัวเองเช่นนี้หรอก
จะว่าไปก็เป็นความประมาทของลูกน้องเขาจริงๆ แต่ใครจะคิดล่ะว่าท่านห้าหลิ่วสามารถซ่อนยาพิษขณะนอนหลับเปลือยกายได้!
“อย่าโมโหไปเลย บนร่างกายคนเรามีที่ซ่อนได้ตั้งหลายที่”
หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงฟังจบ นางก็ปลอบให้เขาสงบสติอารมณ์ลง ผู้เข้าใจเรื่องพิษ ก็สามารถซ่อนได้แม้แต่ที่เส้นผม
“สายเบาะแสเส้นนี้ขาดแล้ว แต่เราไม่อาจอยู่เฉยๆได้ ตอนนี้แหวกหญ้าให้งูตื่นไปแล้ว จะรอช้าอีกไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะมอบหมายงานในมือให้ฉินเจียน ข้าจะไปเมืองหลวง ไปรายงานสถานการณ์ที่นี่กับท่านอ๋อง จะไปตรวจสอบเรื่องหลินอี้ผิงด้วย”
ขณะกล่าวลู่ไป่ชวนก็จับมือเหอจิ่วเหนียงแน่น ยามพูดเรื่องบ้านเมือง น้ำเสียงของเขาหนักแน่นมาก
เพิ่งได้เจอกับภรรยาไม่นานก็ต้องจากกันอีกแล้ว และครั้งนี้ก็มีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกทีวันไหน
ตอนที่ 384: รอข้ากลับมานะ
“ไปเถอะ แต่เรื่องสืบคดีสำคัญกว่า เรื่องหลินอี้ผิงไม่ต้องรีบหรอก จัดการเรื่องคดีให้เสร็จแล้วค่อยว่ากัน”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ตอนนี้เขามีตำแหน่งขุนนางใหญ่ย่อมต้องรับผิดชอบหน้าที่ก่อน อีกอย่าง ช่วงนี้อารมณ์ของเหอจิ่วเหนียงค่อนข้างแปรปรวน ห่างกันครั้งนี้นางจะได้ถือโอกาสสงบจิตสงบใจด้วย
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าพลางมองหน้านาง
เขากำลังจะไม่อยู่ แต่ดูเหมือนภรรยาจะไม่อาลัยอาวรณ์เขาเลย ทั้งยังรู้สึกเหมือนนางรอคอยวันที่เขาจะออกจากบ้านด้วยซ้ำ
เขาเองก็รู้ดี ตั้งแต่คืนนั้นที่เขาพูดคำเหล่านั้นกับภรรยาไปก็ทำให้นางไม่สบายใจ สองสามวันที่ผ่านมานางก็เอาแต่หลบหน้าเขา
เขารู้ว่ามันกะทันหันไปหน่อยที่จะพูดเรื่องพวกนั้น แต่นั่นคือความในใจของเขาจริงๆ ดังนั้นสองสามวันที่ผ่านมานี้จึงให้เวลานางได้คิด
เหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็นแววตาวูบไหวของอีกฝ่ายจึงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “เป็นอะไรหรือ?”
ลู่ไป่ชวนมองสีหน้าไม่เดียงสาของนาง และคิดในใจ
ข้าไม่ชอบท่าทางแข็งเหมือนหินเช่นนี้ของเจ้าเลย!
“เปล่า ข้าแค่รู้สึกคะนึงหาเจ้าน่ะ”
เขาตอบกลับคนละอย่างกับที่ใจคิด แต่เมื่อพูดเช่นนี้เขาก็รู้สึกเศร้าใจจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วก็ไม่รู้ควรพูดเช่นไร
เป็นผู้ชาย เหตุใดต้องพูดจาอ่อนโยนถึงเพียงนี้กัน
หรือว่านี่เป็นอนุรักษ์นิยมในด้านธรรมเนียมปฏิบัติของคนโบราณ
แต่ภายนอก นางตบไหล่เขาราวกับเป็นสหาย และปลอบใจ “เอาน่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยนี่นา ข้าอยู่ที่นี่ ไม่ได้หนีไปไหนเสียหน่อย วางใจเถอะ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
นางแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้จริงๆ!
เช้าวันต่อมา ลู่ไป่ชวนเริ่มมอบหมายงานในมือให้กับฉินเจียน โชคดีที่ช่วงนี้ฉินเจียนอาศัยอยู่ในศาลาว่าการและทำงานไปกับเขา ดังนั้นหลายเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก การมอบหมายงานจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
“ข้าไม่อยู่ เจ้าต้องระวังให้มาก นักฆ่าพวกนั้นรีบไต่สวนให้เร็วที่สุด พวกท่านห้าหลิ่วก็ควรจัดการโดยเร็ว ในคุกมีนักโทษมากเกินไปจะเกิดอันตรายแฝงได้”
ลู่ไป่ชวนกังวลว่าฉินเจียนจะทำตัวเถลไถลเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตอนอยู่หนานไท่ก็ดีอยู่ แต่พอกลับมาที่นี่ พักหลังมานี้การทำตัวของฉินเจียนทำให้เขากังวลจริงๆ
ฉินเจียนตอบ “ข้ารู้แล้วน่า วางใจเถอะ!”
เขาก็แค่ทำตัวไม่จริงจังในเรื่องของอวี้เฟินเท่านั้น ประเด็นหลักคืออยากช่วยเหอจิ่วเหนียงทดสอบหัวใจของลู่ไป่ชวนนั่นเอง
นางเป็นถึงผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้นะ เขาจะไม่ยอมให้ลู่ไป่ชวนทำให้นางผิดหวังเป็นอันขาด!
แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้วเขาพอใจมาก ลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนประเภทที่ชอบความวุ่นวาย และไม่เคยเห็นเขาเป็นฝ่ายไปหาอวี้เฟินเรื่องอื่นเลยนอกจากเรื่องงาน
ดังนั้นฉินเจียนจึงกลับมาทำตัวเป็นปกติ รีบจัดการงานต่างๆในมือให้เสร็จโดยเร็ว หากยิ่งล่าช้าจะเกิดปัญหาเอาได้
หลังจากจัดการทุกอย่างอย่างเหมาะสมแล้ว เช้าวันต่อมา ลู่ไป่ชวนก็ออกเดินทาง
ลู่ไป่ชวนไปเข้าพบเฉินอ๋องในครั้งนี้ เหอจิ่วเหนียงตั้งใจเตรียมของขวัญเล็กๆน้อยๆให้กับเฉินอ๋องเป็นพิเศษด้วย
ใกล้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง นางจึงเลือกเสื้อผ้าขนสัตว์แบบที่ขายปีที่แล้ว โดยมีชุดบุรุษและสตรีอย่างละชุด ให้ลู่ไป่ชวนนำไปมอบเป็นของขวัญแก่เฉินอ๋อง
นอกจากนี้ยังมีเสื้อผ้าสตรีแบบใหม่ในหอเจียย่วนอีกหลายชุด มีทั้งของผู้ใหญ่และของเด็ก หลักๆก็มอบให้สตรีในจวนเฉินอ๋องอย่างเช่นพระชายา และท่านหญิง
รวมถึงผักดองที่ท่านสุภาพสตรีซุนเตรียมให้นาง นางแบ่งไปฝากเฉินอ๋องส่วนหนึ่ง ทั้งยังเน้นย้ำกับผู้เป็นสามี “ผักดองนี่ท่านต้องโพรโมตกับท่านอ๋องเยอะๆนะ ของสิ่งนี้หากินที่อื่นไม่ได้นะข้าจะบอกให้”
ผักดองสูตรนี้ที่บ้านเริ่มลองทำหลังจากที่ปลูกพริกได้จำนวนมาก ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะมอบสูตรการทำให้หลายสูตร แต่สูตรที่นางหยูกับนางซุนทำออกมากลับอร่อยยิ่งกว่าสูตรที่นางเอาออกมาจากห้วงมิติเสียอีก ไม่รู้ว่าแม่สามีกับพี่สะใภ้ใหญ่ทำเช่นไรถึงได้อร่อยเพียงนี้
แน่นอนว่าของฝากที่ขาดไม่ได้ที่สุดก็คือเป็ดดำลู่ ตอนนี้อากาศร้อน เอาไปเช่นนี้ต้องเสียแน่ เหอจิ่วเหนียงจึงแอบใช้ถุงสุญญากาศอาหารบรรจุ ใช้น้ำแข็งลดอุณหภูมิ และใส่ในกล่องรักษาอุณหภูมิ
กล่องรักษาอุณหภูมิถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยอย่างเหมาะสม โดยนางเพิ่งปรับแก้เองเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา
ของเหล่านี้นางไม่อยากให้คนอื่นเห็น ดังนั้นจึงกำชับลู่ไป่ชวน “ก่อนจะเอาให้ท่านอ๋อง ท่านเอามีดกรีดถุงนี่แล้วเทอาหารใส่กล่องก่อน จากนั้นค่อยเอาไปให้ท่านอ๋องนะ ที่สำคัญให้เผาถุงนี่ทิ้งด้วย เข้าใจหรือไม่ เป็ดดำลู่เป็นอาหารจานเด่นของร้านเรา ดังนั้นท่านต้องโพรโมตกับท่านอ๋องด้วยล่ะ!”
ตอนแรกลู่ไป่ชวนไม่รู้คำว่า ‘โพรโมต’ ที่นางพูดคืออะไร แต่เมื่อนางพูดย้ำในบริบทเดิมเขาจึงเข้าใจ ดังนั้นจึงพยักหน้าพลางกล่าว “วางใจเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว”
อันที่จริงในใจเขารู้สึกต่อต้านเล็กน้อย สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างเร่งด่วน การนำสิ่งของเหล่านี้ไปให้ท่านอ๋องเขารู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
แต่คนที่เตรียมของเหล่านี้คือภรรยา เขาย่อมนำไปด้วยอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องเผาถุงที่นางกำชับหนักหนา ตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจ ทว่าเมื่อเห็นนางวางก้อนน้ำแข็งไว้รอบๆถุง แต่น้ำที่ละลายกลับไม่สามารถเข้าไปในถุงได้ ทำให้อาหารข้างในไม่เกิดความเสียหาย เขาจึงพอจะเข้าใจแล้ว ไม่รู้ว่านางเอาของดีเช่นนี้มาจากไหน เกรงว่านางคงไม่อยากให้ใครรู้กระมัง
นางเอาของเหล่านี้ออกมาใช้อย่างเปิดเผย ทั้งยังบอกเขาอีก เห็นได้ชัดว่านางไว้ใจเขา แต่คงเป็นเพราะนางคิดคำพูดไม่ได้ก็เลยไม่อธิบายกระมัง
เฮ้อ… ความลับของภรรยานับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
แต่เขาไม่กล้าถาม ช่วงนี้นางค่อนข้างหลบหน้าเขา หากเขาพูดไม่เข้าหูอีกมีหวังถูกไล่ออกจากบ้านเป็นแน่
บังเอิญที่เหอจิ่วเหนียงก็คิดเช่นนั้นจริงๆ สิ่งของเหล่านี้เป็นของยุคสมัยใหม่ นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไรจริงๆ
แต่เมื่อจำเป็นต้องเอาออกมาใช้แล้วก็ไม่อาจปิดบังลู่ไป่ชวนได้ ก็ใช้อย่างเปิดเผยเลยแล้วกัน ถ้าเขาถามก็แสร้งทำเป็นมึนๆไป
แต่ถ้าเขาไม่ถามก็ยิ่งดี และถึงอย่างไรนางก็ไม่มีทางเป็นคนบอกก่อนอยู่แล้ว!
หลังจากห่อของทั้งหมดเสร็จ เหอจิ่วเหนียงยังมอบของอย่างหนึ่งให้เขาอีก นั่นคือเสื้อกันฝน นางกำชับ “ถ้าฝนตกแล้วต้องออกไปข้างนอก จำไว้ว่าต้องใส่สิ่งนี้ไว้ข้างใน อย่าให้คนอื่นเห็นล่ะ”
ลู่ไป่ชวนเอามือลูบ สัมผัสมันลื่น น่าจะเป็นถุงแบบเดียวกับที่ใส่เป็ดดำลู่กระมัง ช่วยกันน้ำได้
“อืม”
ต่อมาก็เป็นขวดลายครามใบเล็กๆหลายใบ ภายในบรรจุไว้ทั้งยาและยาพิษ มีสลากเล็กๆเขียนกำกับติดอยู่เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ให้เขาไว้ใช้ยามจำเป็น
ลู่ไป่ชวนรับมาทีละขวด รู้สึกอบอุ่นหัวใจ และอาลัยอาวรณ์นางมาก
ปกติภรรยาภายนอกดูเย็นชากับเขา แต่ภายในใจกลับเป็นห่วงเขามาก ไม่นึกเลยว่านางจะเตรียมของมากมายเช่นนี้ให้เขาโดยที่เขาไม่รู้
“ท่านออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่นานก็กลับมาแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่บ้านนะ ข้าดูแลได้ ไปถึงแล้วก็ อือ…”
นางกำลังกำชับเรื่องต่างๆไม่หยุดราวกับหญิงชรา แต่ไม่ทันพูดจบ ลู่ไป่ชวนก็โน้มตัวไปปิดปากนางด้วยริมฝีปากของตัวเอง
บ่าวรับใช้เห็นก็รีบละสายตาไปทางอื่นทันที
ดูไม่ได้ เสียมารยาท เสียมารยาท!
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าอยู่ที่นี่ก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะ รอข้ากลับมานะ”
เขาไม่ได้จูบนาน แค่แตะริมฝีปากนางเบาๆเท่านั้น
จูบเสร็จเขาก็เลียริมฝีปากตัวเองราวกับว่ายังไม่หนำใจ จากนั้นไม่นานก็กระโดดขึ้นหลังม้า ออกเดินทางไปอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ 385: เจียงรั่วหย่าอาการดีขึ้นแล้ว
เหอจิ่วเหนียงมองตามแผ่นหลังที่ไกลออกไปเรื่อยๆ พลางถอนหายใจออกมา
ตามหลักแล้ว หลังจากลู่ไป่ชวนไป นางควรจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นสิ แต่เหตุใดถึงไม่รู้สึกดีใจ ทั้งยังลางสังหรณ์ไม่ดีอีก…
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า คิดว่าตนเองคงกังวลเกินไป
“ฮูหยิน นี่คือขนมที่ฮูหยินสั่งให้เตรียมเจ้าค่ะ”
สะใภ้สวีถือกล่องขนมออกมาสามกล่อง ด้านในบรรจุขนมชนิดเดียวกันสามชุด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นขนมที่สะใภ้สวีปรับสูตรใหม่ออกมา
กลับมาหลายวันแล้วเหอจิ่วเหนียงยังไม่ได้ไปโรงหมอ นางยังคงรู้สึกเหนื่อยจึงพักผ่อนต่ออีกหน่อย อีกอย่าง จะได้ดูพวกสะใภ้สวีทำขนมรสชาติที่ดีที่สุดออกมาด้วย
ขนมทั้งสามชุดนี้เตรียมเอาไว้ให้เจียงรั่วหย่า เฉิงเสวี่ยเวย และบรรดาท่านหมอที่โรงหมอ เดี๋ยวนางจะไปจวนตระกูลหมิงกับโรงหมอพอดี จึงถือโอกาสนำไปให้พร้อมกันเลย
“อืม เอาไปวางไว้ในรถม้าเถอะ เดี๋ยวเจ้าเรียกเยว่เจินกับเยว่จูออกไปกับข้าด้วยนะ”
เหอจิ่วเหนียงปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว ต้องรีบจัดการงานในมือให้เสร็จแล้ว
ตามแผนการที่วางไว้ก่อนหน้า ตอนเช้าต้องไปที่จวนตระกูลหมิงก่อน
เมื่อคืนส่งคนไปแจ้งไว้แล้ว ดังนั้นตอนที่เหอจิ่วเหนียงไปถึงก็มีคนรอต้อนรับอยู่หน้าประตูจวน
เจอเหอจิ่วเหนียงมาเยือนครั้งนี้ พบว่าหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยดูท่าทางดีใจกว่าทุกครั้ง รีบวิ่งมาต้อนรับนางแต่ไกล
ก่อนหน้านี้พวกนางเรียกเหอจิ่วเหนียงว่าท่านหมอเหอ หรือไม่ก็แม่นางเหอ แต่เช้าวันนี้กลับเปลี่ยนคำเรียกนางว่า ‘แม่นาง’
“แม่นาง กลับมาซะที หลายวันมานี้ฮูหยินคิดถึงแม่นางมากเลยละ!”
หลิงเยว่เข้าไปคล้องแขนนางพลางกล่าว ท่าทางราวกับพี่น้องที่พลัดพรากจากกันมานานหลายปีก็มิปาน
เหอจิ่วเหนียงงุนงงกับคำเรียกของนางเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก อาจเป็นเพราะนางกลับบ้านไปหลายวัน พวกนางก็เลยคิดถึงนางมากจริงๆกระมัง
หลังจากเดินเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวเจียงรั่วหย่าก็เดินออกมารับนางด้วยตัวเอง และยังมีหมิงเจ๋ออยู่ข้างกาย
เหอจิ่วเหนียงทักทายนางว่าฮูหยิน และหันไปทักทายหมิงเจ๋อ “นายท่านหมิงก็อยู่ด้วย!”
“จิ่วเอ๋อร์!”
เจียงรั่วหย่าวิ่งเหยาะๆไปหาเหอจิ่วเหนียงด้วยความตื่นเต้น ไม่ทันรอให้นางพูดอะไร เจียงรั่วหย่าก็โผเข้าไปกอดนางแล้ว
“จิ่วเอ๋อร์ของข้า จิ่วเอ๋อร์จริงๆด้วย!”
นางพึมพำกับตัวเอง หลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ แต่สีหน้าท่าทางกลับดีใจเป็นอย่างมาก
เหอจิ่วเหนียงเห็นนางทั้งร้องไห้ทั้งยิ้มเช่นนี้ก็ยิ้มพลางกล่าวอย่างจนปัญญา “ฮูหยินอย่าร้องสิเจ้าคะ ข้าก็แค่กลับบ้านไปไม่กี่วันเอง นี่ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
นางคิดว่าที่เจียงรั่วหย่าเป็นเช่นนี้เพราะไม่ได้เจอนางหลายวัน หากแต่…ยากนักที่เหอจิ่วเหนียงจะเลินเล่อจนไม่สังเกตเห็นว่า อาการของเจียงรั่วหย่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว
“ใช่ๆ กลับมาแล้ว จิ่วเอ๋อร์ของข้ากลับมาแล้ว!”
เจียงรั่วหย่ายื่นมือไปสัมผัสใบหน้าอีกฝ่าย แม้เหอจิ่วเหนียงจะรู้สึกแปลกเล็กน้อย แต่เมื่อไตร่ตรองถึงอาการป่วยของเจียงรั่วหย่านางก็ไม่ได้พูดอะไร ยืนอยู่เช่นนั้นให้นางแสดงความคิดถึงต่อไป
หมิงเจ๋อที่อยู่ข้างๆ ยิ้มพลางมองพวกนาง รอเมื่ออารมณ์ของเจียงรั่วหย่าคงที่แล้ว จึงพูดขึ้น “เอาละเอาละ จิ่วเอ๋อร์กลับมาก็ดีแล้ว เจ้าทำของอร่อยๆให้นางโดยเฉพาะไม่ใช่หรือ พวกเรากินกันไปแล้วพูดคุยกันไปดีกว่านะ”
หมิงเจ๋อเดินเข้ามาจูงมือเจียงรั่วหย่า อีกฝ่ายก็เดินไปกับเขา ส่วนมืออีกข้างจูงมือเหอจิ่วเหนียงไปด้วย
“ใช่ๆ ไปกินข้าวกันก่อน! จิ่วเอ๋อร์ ข้าทำอาหารที่เจ้าชอบไว้หลายอย่างเลย เจ้าต้องกินเยอะๆนะ!”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าวันนี้ครอบครัวนี้ดูตื่นตัวผิดวิสัย ทำให้นางรู้สึกเกร็ง ไม่ค่อยคุ้นชิน แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงรั่วหย่า นางก็รู้สึกว่าความจริงแล้วเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
“เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินมากนะเจ้าคะ”
เห็นนางไม่ปฏิเสธ เจียงรั่วหย่าก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นเป็นทวีคุณ
จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็นึกย้อนไปถึงระหว่างทางลี้ภัยที่ได้พบกับเจียงรั่วหย่าครั้งแรก อาการของนางในตอนนั้นอมทุกข์ระทมใจมาก เมื่อเทียบกับตอนนี้ อาการนางดีขึ้นไม่น้อย
ในยุคโบราณที่การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างยากลำบาก การตามหาคนคนหนึ่งที่หายตัวไปตั้งแต่เด็กให้เจอแทบไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย
เมื่อเป็นเช่นนี้ นางคล้อยตามไปสักหน่อย เพื่อให้เจียงรั่วหย่าไม่รู้สึกเสียใจมากเกินไป ถือซะว่าเป็นการทำบุญก็แล้วกัน
เมื่อมาถึงโต๊ะอาหาร เหอจิ่วเหนียงเห็นอาหารราคาแพงเต็มโต๊ะก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก กินอาหารมากมายตั้งแต่เช้าเช่นนี้มันจะดีจริงๆหรือ
ทั้งหมดนี้เจียงรั่วหย่าเป็นคนลงมือปรุงด้วยตัวเอง นางตักข้าวให้เหอจิ่วเหนียง และคีบอาหารให้อย่างกระตือรือร้น ไม่นานถ้วยของหญิงสาวก็มีกองภูเขาอาหารลูกเล็กๆ ตั้งตระหง่านเหอจิ่วเหนียงรู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย
หมิงเจ๋อที่นั่งอยู่ตรงข้ามยิ้มพลางกล่าวกับอย่างอ่อนโยน “นางไม่ได้เจอเจ้ามาหลายวัน หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสานะ”
เขาพูดถึงขั้นนี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ นางพยักหน้ายิ้ม “เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะที่ตื่นเช้ามาทำอาหารมากมายเช่นนี้ ลำบากท่านแล้ว!”
เหอจิ่วเหนียงยกตะเกียบ อันที่จริงอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่บรรดาคนสูงศักดิ์กินกันเป็นประจำ ก่อนหน้านี้นางเคยกินมาแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ไม่แน่อาจเป็นรสชาติที่นางชอบก็ได้
เจียงรั่วหย่าเอาแต่มองเหอจิ่วเหนียงอยู่ตลอด และถามอย่างคาดหวัง “อร่อยหรือไม่?”
“อร่อยมากเจ้าค่ะ ขอบคุณเจ้าค่ะฮูหยิน”
จู่ๆ สีหน้าของเจียงรั่วหย่าก็เศร้าลง เอ่ยอย่างขมขื่นเล็กน้อย “เจ้าเลิกเรียกข้าว่าฮูหยินเถอะ เรียกข้าว่าท่านป้าดีหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองหมิงเจ๋อ เห็นหมิงเจ๋อพยักหน้า จึงยอมตกลง “เจ้าค่ะ ท่านป้าเจียง”
เจียงรั่วหย่ายิ้มขานรับทันที น้ำตาเอ่อคลออีกครั้ง มองหญิงสาวด้วยความรัก คะยั้นคะยอให้นางกินอาหารชามใหญ่นี้ให้หมด
หลังจากกินข้าวเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมจะฝังเข็ม เจียงรั่วหย่ากลับพูดขึ้น “ช่วงนี้อาการป้าดีขึ้นมากแล้ว ไม่ต้องฝังเข็มแล้วได้หรือไม่ ให้ป้าดื่มยาก็พอแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงจับชีพจรให้นาง และพบว่าอาการนางดีขึ้นมากจริงๆ แค่ตนต้องคอยสังเกตอาการนางให้ละเอียดก็พอแล้ว ดังนั้นจึงกล่าว “ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนเทียบยาที่อ่อนลงกว่านี้ให้นะเจ้าคะ ดื่มยาไปสักระยะดูอาการไปก่อน แล้วค่อยฝังเข็มอีกทีเจ้าค่ะ”
เจียงรั่วหย่าพยักหน้า
เหอจิ่วเหนียงนำขนมที่เตรียมมามอบให้กับนางพลางกล่าว “ท่านป้าเจียง นี่เป็นขนมที่จวนข้าฝึกทำในช่วงนี้เจ้าค่ะ รสชาติไม่เลวเลยนะเจ้าคะ ท่านป้าลองชิมดูนะเจ้าคะ!”
“ดีเลย ป้าชอบกินขนมมาก!”
เจียงรั่วหย่ารับมากอดไว้ราวกับของล้ำค่าที่หายากก็มิปาน
จากนั้นเหอจิ่วเหนียงอยู่พูดคุยกับนางสักพัก เมื่อเห็นว่าสายมากแล้วจึงขอตัวเพราะต้องไปที่โรงหมอต่อ
เจียงรั่วหย่ากับหมิงเจ๋อเดินออกไปส่งนางที่หน้าประตูจวนด้วยตนเอง มองรถม้านางเคลื่อนไกลออกไป ก่อนจะพรูลมหายใจยาวออกมาอย่างสบายใจ
ฮูหยินเจียงเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “อาเจ๋อ นี่คือลูกสาวของข้าจริงๆ ข้านึกไม่ถึงเลยว่าหลายปีผ่านไป นางจะรูปร่างหน้าตางดงามมากถึงเพียงนี้”
แววตาคนเป็นแม่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงหาอาทร จนกระทั่งรถม้าลับสายตาแล้ว นางก็ยังมองไปยังทิศทางนั้นอยู่
“ใช่ นางเก่งมาก ครอบครัวสามีนางก็ดีกับนางมาก ตอนนี้ชีวิตนางมีความสุขดี เจ้าก็อย่าโทษตัวเองอีกเลยนะ”
หมิงเจ๋อสัมผัสพวงแก้มภรรยาอย่างแผ่วเบา ใบหน้านางยังคงเปื้อนรอยน้ำตา
ตอนที่ 386: กอดกองทอง
สองวันก่อน จู่ๆ เจียงรั่วหย่าก็มีกำลังวังชา สดชื่นแจ่มใส ระหว่างนั้นนางคิดถึงเหอจิ่วเหนียงขึ้นมา…หลังจากได้พบปะพูดคุยกับหญิงสาวเป็นเวลานาน ฮูหยินเจียงยิ่งสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ว่า เหอจิ่วเหนียงคือบุตรสาวแท้ๆของนาง
ดังนั้นจึงขอให้หมิงเจ๋อช่วยตรวจสอบ และหมิงเจ๋อก็ให้คำตอบกับนางอย่างมั่นใจในทันใดนั้นว่า เหอจิ่วเหนียงก็คือบุตรสาวที่พลัดพรากของนางจริงๆ
นางเบิกตากว้าง มองหมิงเจ๋อด้วยความตกใจ และในที่สุดหมิงเจ๋อก็อธิบายให้นางฟังอย่างจริงจังว่า ก่อนหน้านี้เขาตรวจสอบมาแล้ว แค่อยากรอให้นางอาการดีขึ้นก่อนแล้วค่อยบอกนาง
เมื่อรู้ความจริง เจียงรั่วหย่าก็อยากจะไปหาเหอจิ่วเหนียงทันที ในตอนนั้นนางรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงเพิ่งกลับมาจากหมู่บ้านที่อำเภอแล้ว
แต่โชคดีที่หมิงเจ๋อโน้มน้าวห้ามนางเอาไว้ได้
นางตระหนักได้ว่านางห่างหายจากชีวิตเหอจิ่วเหนียงไปหลายปี แม้ว่าอยากบอกอยู่เต็มอกว่านางคือแม่ของอีกฝ่าย แต่สุดท้ายนางก็ยังรู้สึกกลัว กลัวว่าในใจของเหอจิ่วเหนียงจะคิดโกรธผู้เป็นแม่อย่างนาง จนกระทั่งตอนนี้นางก็กล้าแค่ให้เหอจิ่วเหนียงเรียกนางว่าป้า
ถึงกระนั้นนางก็พึงพอใจมากแล้ว
เคยมีหลายคืนนางที่ฝันว่า บุตรสาวของตัวเองได้จากโลกนี้ไปแล้ว ประสบการณ์อันโหดร้ายหลายๆอย่างทำให้นางจิตตกจนจิตใจอ่อนแอ ทั้งกังวล ทั้งกลัว จนเป็นสาเหตุที่ทำให้นางล้มป่วยมานานหลายปี
“อาเจ๋อ ในที่สุดข้าก็หานางเจอแล้ว”
ฮูหยินเจียงมองไปยังทิศทางที่รถม้าเหอจิ่วเหนียงจากไป พึมพำอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับมาโผเข้าไปในอ้อมแขนของหมิงเจ๋อ และร้องไห้ออกมา
นางพบกับบุตรสาวระหว่างทางที่กำลังตามหาบุตรสาว และบุตรสาวของนางก็เป็นคนรักษาอาการป่วยให้ ที่แท้ชะตาฟ้าดินก็ลิขิตให้สมหวังตั้งนานแล้ว
ที่ผ่านมานางเอาแต่นึกโทษสวรรค์หลายครั้งว่าสวรรค์ไม่ยุติธรรมต่อนาง ตอนนี้เพิ่งจะตระหนักได้ว่า ทุกอย่างล้วนถูกลิขิตเอาไว้แล้ว
“ใช่ เจอแล้ว เจ้าวางใจได้แล้วนะ”
หมิงเจ๋อลูบแผ่นหลังบางเบาๆ เพื่อปลอบแล้วพูดต่อ “ข้าให้ป้ายคำสั่งนางไว้อันหนึ่ง นางสามารถโยกย้ายกองกำลังในหอเชียนฟานได้ และหอเชียนฟานก็จะคอยปกป้องนางอย่างลับๆด้วย เจ้าไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ”
เจียงรั่วหย่าเพิ่งรู้ว่ามีเรื่องให้ป้ายคำสั่งด้วย นางเงยหน้าขึ้นมองเขา และจมลงในความคิดของตัวเอง
ครึ่งชีวิตแรกของนาง ไม่มีสิ่งใดสมดั่งปรารถนาเลย แต่หลังจากได้พบกับหมิงเจ๋อ ทุกอย่างในชีวิตก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
เขาแอบปกป้องนางอยู่เสมอ และทำให้นางรู้สึกปลอดภัยมาก
เช่นเดียวกับครั้งนี้
เขาได้รู้ตัวตนของบุตรสาวนางตั้งนานแล้ว แต่เห็นว่านางกำลังป่วยและอารมณ์แปรปรวนจึงยังไม่บอกนาง และคอยปกป้องบุตรสาวของนางอย่างเงียบๆ
“อาเจ๋อ ขอบคุณท่านมาก”
เพราะการรักษาของเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้เจียงรั่วหย่าจึงจำความทรงจำที่เลวร้ายเหล่านั้นในเมื่อก่อนไม่ค่อยได้แล้ว แต่นางยังจำได้ว่าครึ่งชีวิตแรกของนางไม่ทุกข์ยากมาก และบุตรสาวของนางไม่ใช่บุตรสาวของอาเจ๋อ
แต่ถึงกระนั้น อาเจ๋อก็รักและปกป้องบุตรสาวของนางอย่างสุดหัวใจ นี่คือความหวานชื่นในช่วงครึ่งชีวิตหลังของนางที่เข้ามาชะล้างความขมขื่นที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของชีวิต
......
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของเจียงรั่วหย่ามากนัก เมื่อมาถึงโรงหมอ นางนำขนมกล่องหนึ่งแบ่งให้กับทุกคน และรสชาติของขนมได้รับคำชมดังคาด
“หมอเหอ แม่ครัวของท่านฝีมือดีจริงๆ! ทำขนมนี่ออกมาได้นุ่มมาก ข้าจะกินชิ้นละคำเลย!”
“ใช่ๆ ปกติข้าไม่ค่อยชอบกินขนมเพราะรู้สึกติดคอ แต่ขนมที่ท่านเอามาไม่ติดคอเลย แถมยังมีกลิ่นหอมนมวัวเข้มข้นอีกด้วย!”
“บ้านหมอเหอมีของดีเยอะเกินไปแล้ว ขนมนี่ไม่เลวเลยจริงๆ ขอให้แม่ครัวที่จวนท่านทำเพิ่มให้ข้าอีกชุดได้หรือไม่ ข้าจะซื้อกลับไปให้คนที่บ้านได้ลองชิมสักหน่อย!”
บรรดาหมอและเด็กผู้ช่วยต่างชื่นชมไม่หยุดปาก เพราะปกติเหอจิ่วเหนียงเป็นคนเข้าถึงง่าย ทุกคนจึงแสดงความคิดเห็นออกมาอย่างเป็นกันเอง
เหอจิ่วเหนียงเห็นทุกคนชื่นชมขนาดนี้ นั่นก็แสดงว่ารสชาติเช่นนี้ถูกปากคนเหล่านี้มาก นางจึงพูดขึ้น “ช่วงนี้ข้ากำลังคิดจะทำการค้าใหม่ขึ้นมาอีกอย่าง นั่นก็คือขายขนมพวกนี้นี่แหละ ถึงวันที่ข้าเปิดร้าน ทุกท่านอย่าลืมไปอุดหนุนด้วยนะเจ้าคะ! ข้ามีส่วนลดให้พวกท่านแน่นอน”
“ไอ้หยา! รอบตัวหมอเหอมีแต่คนเก่งมีความสามารถ! เป็ดดำลู่ของร้านท่านทำให้คนติด.งอมแงมทั้งเมืองแล้ว ถ้าขนมนี่วางขาย คนจะไม่แย่งซื้อกันจนเกลี้ยงอีกหรือ ข้าไม่สน พวกเรากับท่านถือว่าเป็นคนกันเอง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเผื่อให้ข้าชุดหนึ่งด้วยนะ!”
“ใช่ๆ พวกเราก็เอาด้วยคนละชุด!”
“ขนมนี่ข้าซื้อมากินแทนข้าวได้ทุกวันเลย!”
“เหลวไหล ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะมีปัญญาซื้อได้ทุกวันหรือไม่ ฮ่าๆๆ!”
“ก็จริง เช่นนั้นสองสามวันข้าจะซื้อสักครั้งก็ได้!”
“ฮ่าๆๆ…”
โรงหมอคึกคักเป็นพิเศษ เหล่าท่านหมอและเด็กผู้ช่วยมารวมตัวกันกินขนมดื่มชา เพราะพวกผู้ป่วยยังไม่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงกลับมาวันนี้ คนที่มาตรวจโรคในโรงหมอจึงไม่เยอะ เหล่าท่านหมอจึงมีโอกาสได้พักผ่อน
ตอนนี้ผู้ป่วยไม่มากนัก เหอจิ่วเหนียงไม่อยากทำให้ทุกคนเสียเวลา นางพูดคุยกับเหล่าท่านหมอสักพักแล้วขอตัวลา
นางบอกกับหมอผู้เฒ่าซ่ง “ท่านหมอซ่ง บอกทุกคนได้เลยเจ้าค่ะว่าข้ากลับมาแล้ว พรุ่งนี้ยามอู่จะมาประจำการตรวจโรค แต่วันนี้ข้าต้องขอตัวก่อน”
นางมีธุระต้องไปหาเฉิงเสวี่ยเวยต่อ หากทุกอย่างราบรื่น วันนี้ก็คงจัดการเรียบร้อยได้ภายในวันเดียว
หมอซ่งเพิ่งกินขนมที่เหอจิ่วเหนียงนำมาให้เสร็จ รู้สึกอารมณ์ดีไม่น้อย สำหรับเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงจะกลับมาทำงานตอนไหนเขาไหนเลยจะสนใจฟัง จึงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไปเถอะ สักพักข้าจะให้เด็กไปกระจายข่าว”
เหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้าและมุ่งหน้าไปหาเฉิงเสวี่ยเวย แต่ระหว่างทางกลับพบกับรถม้าของคนที่กำลังจะไปหาพอดี ฟางต้ารายงานผู้เป็นนาย หญิงสาวจึงรีบโผล่ศีรษะออกนอกหน้าต่างเพื่อเรียก
“พี่เฉิง ท่านจะไปไหนหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือให้นางพลางทักทาย
เฉิงเสวี่ยเวยก็โผล่ศีรษะออกมา “ข้าได้ยินว่าเจ้ากลับมาแล้ว ก็เลยจะไปหาเจ้าที่โรงหมอน่ะสิ!”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะกระโดดลงจากรถม้าไปขึ้นรถม้าของเฉิงเสวี่ยเวย
“ดูสิ เราสองคนนี่ใจตรงกันจริงๆ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน นี่กำลังจะไปหาท่านอยู่พอดี”
เหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้ามาพร้อมกับกล่องขนม ทันทีที่หย่อนกายนั่งก็พูดคุยทันที
เห็นดังนั้นเฉิงเสวี่ยเวยก็รับกล่องขนมมาด้วยความตื่นเต้น “ไหนข้าดูหน่อยซิว่าวันนี้เจ้าเอาของอร่อยๆอะไรมาให้ข้าอีก!”
ทันทีที่เปิดกล่อง กลิ่นหอมของนมโชยเข้าจมูกทันที ทั้งยังมีกลิ่นหอมของไข่อีกด้วย
ไข่!?
“พระเจ้า! นี่มันขนมนี่!”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ แต่ของพวกนี้เป็นตัวที่ทำให้อ้วนชั้นดีเลย ข้าไม่แนะนำให้ท่านกินเยอะนะเจ้าคะ วันนี้แค่เอามาให้ท่านชิมรสชาติ…แล้วก็ครั้งนี้ ข้าอยากทำการใหญ่เจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงพูดพร้อมทำหน้าตาซุกซน
เฉิงเสวี่ยเวยเข้าใจความหมายของนางทันที จึงรอฟังอย่างตื่นเต้น “บอกมาได้เลย ข้าฟังเจ้าทุกอย่าง!”
หลังจากร่วมลงทุนทำการค้ากับครอบครัวลู่ รายได้ของเถ้าแก่เนี้ยเฉิงก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เงินที่นางลงทุนก่อนหน้านี้ได้ทุนคืนตั้งนานแล้ว และกำไรของนางก็เป็นที่น่าพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ นางรู้ว่านางกำลังกอดกองทองอยู่ และต้องกอดเอาไว้ให้แน่น!
เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าความคิดที่ตนเองอยากเปิดสถานบันเทิงให้คู่ค้าฟัง เป็นสถานบันเทิงที่เหมาะกับทั้งบุรุษสตรีวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน โดยจะแยกพื้นที่ชายหญิง ด้านในมีทั้งการแสดงระบำ ห้องส่วนตัวสำหรับศิลปะทั้งสี่ เช่นการบรรเลงพิณ หมากรุก ตำรา และวาดภาพ และความบันเทิงในการพักผ่อนประเภทต่างๆ
ที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่มาใช้จ่ายที่นี่สามารถซื้อเป็ดดำลู่กับขนมได้ในจำนวนที่ไม่จำกัด
อยู่บนรถม้า เหอจิ่วเหนียงพูดคุยกับนางไปมากมาย แต่ก็ยังไม่หนำใจ ทั้งสองจึงไปที่ร้านเป็ดดำลู่ เข้าไปในห้องส่วนตัว สั่งเป็ดดำลู่ มันฝรั่งทอด และชานมมานั่งกินและค่อยๆพูดคุยกันไป
ทางด้านเหอจิ่วเหนียงกำลังเจรจาขยายการค้า ส่วนทางด้านลู่ไป่ชวน หลังจากเดินทางข้ามวันข้ามคืนติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวง
ตอนที่ 387: ชอบจนวางไม่ลง
หลังจากมาถึงเมืองหลวง ใต้เท้าลู่ไม่ได้ไปที่จวนอ๋องในทันที แต่ไปที่จวนของตัวเองก่อน และสั่งบ่าวรับใช้ไปถามว่าเฉินอ๋องมีเวลาว่างหรือไม่ ตนจะเข้าไปคารวะ
หลังจากสั่งงานเสร็จเขาก็ไปล้างหน้าล้างตาและนอนพักผ่อน
เขาตื่นมาอีกครั้งในยามอู่ ตามคำแนะนำของเหอจิ่วเหนียง เขานำเป็ดดำลู่ที่แช่เย็นส่วนหนึ่งออกมาเทใส่จาน
อากาศร้อนมาก เขาใช้เวลาเดินทางท่ามกลางอากาศหฤโหดถึงสามวัน แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่าน้ำแข็งในกล่องจะละลายไปแค่เล็กน้อย เป็ดดำลู่ในถุงยังคงสดใหม่ ลู่ไป่ชวนลองชิมเล็กน้อยเพื่อให้มั่นใจว่ารสชาติไม่เปลี่ยน ก่อนจะนำส่วนที่เหลือใส่กล่องเพื่อนำไปที่จวนอ๋อง
ทางจวนอ๋องตอบกลับมาว่าวันนี้เฉินอ๋องอยู่จวนทั้งวัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวล
เฉินอ๋องคิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้ที่ได้เจอกันครั้งแรกหลังจากปีใหม่ ลู่ไป่ชวนจะนำสิ่งของมากมายมามอบให้เขา ราวกับญาติที่มาจากบ้านเกิดก็มิปาน
เห็นเช่นนี้ก็อดยิ้มขำไม่ได้ เมื่อลูกน้องคนสนิทเดินมาถึงตรงหน้าจึงเอ่ยถามทันที “เป็นอะไรไป อยู่ดีๆ มาหาข้าถึงเมืองหลวง อยู่ที่บ้านไม่มีความสุขหรืออย่างไร?”
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเฉินอ๋องกำลังหยอกล้อตนเองอยู่ จึงยิ้มอย่างไขสือ เขาคารวะท่านอ๋องพลางกล่าว “ทูล.องค์ชาย ของขวัญเหล่านี้ล้วนเป็นของขวัญที่ภรรยาของกระหม่อมฝากมาถวายพระองค์ เพื่อเป็นการขอบคุณในความเมตตาที่พระองค์มีต่อกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
“ไอ้หยา ให้ข้าหมดนี่เลยหรือ?”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าและพูดต่อ “ยังมีของพระชายาและท่านหญิงน้อยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบเขาก็ส่งห่ออาภรณ์ทั้งหมด ตามด้วยกล่องผักดองและเป็ดดำลู่
เฉินอ๋องไม่สนใจอาภรณ์มากนัก แต่เขาสนใจอาหารสองอย่างนี้ไม่น้อย ทันทีที่เปิดกล่องออกกลิ่นหอมก็โชยเข้าจมูก ดึงดูดความสนใจของเขาไปในทันที
“นี่คือเป็ดเหรอ เหตุใดถึงหอมขนาดนี้?”
“เหตุใดถึงมีแต่คอกับตีน ไม่มีเนื้อเลยล่ะ แล้วนี่… ไส้เป็ดใช่หรือไม่?”
เฉินอ๋องทั้งแปลกใจทั้งรังเกียจ เหตุใดถึงส่งส่วนที่ไม่ดีเหล่านี้มาเป็นของขวัญกัน
แต่ต้องบอกเลยว่ากลิ่นหอมของอาหารชนิดนี้ทำให้ทนไม่ไหวจริงๆ และตอนนี้ถึงเขาจะรู้สึกรังเกียจแต่ก็ยังลอบกลืนน้ำลายไปด้วย
“นี่เป็นอาหารตุ๋นที่ภรรยาของกระหม่อมเป็นคนคิดสูตรพ่ะย่ะค่ะ ที่บ้านกระหม่อมทำขายด้วย กิจการเป็นไปได้ดีมากทีเดียว จึงนำมาถวายองค์ชาย นอกจากนี้ นี่เป็นผักดองที่ท่านแม่กับพี่สะใภ้กระหม่อมทำ รสชาติก็ไม่เลวเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ…”
ลู่ไป่ชวนยังแนะนำไม่ทันจบ เฉินอ๋องก็ทนกับกลิ่นหอมอันยั่วยวนไม่ไหวแล้ว ลงมือชิมผักดองไปเล็กน้อย
ทั้งกรอบทั้งสดชื่น มีความเผ็ดเล็กน้อย กินเปล่าๆจะเค็มสักหน่อย แต่นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เจริญอาหารได้ดีเลยเชียว ตอนนี้ในจวนเขาไม่มีใครทำผักดองเช่นนี้ออกมาได้เลย
เมื่อมาถึงเป็ดดำลู่ เฉินอ๋องมองลู่ไป่ชวนวูบหนึ่ง สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว รีบสั่งบ่าวรับใช้ “ไปเอาตะเกียบมาให้ข้า!”
ลู่ไป่ชวนรีบแนะนำ “ใช้ตะเกียบจะกินไม่สะดวกพ่ะย่ะค่ะ ของสิ่งนี้ต้องใช้มือกิน”
กล่าวจบ ลู่ไป่ชวนอยากสาธิตให้ดู แต่กลับถูกเฉินอ๋องยกกล่องหนีไปเสียก่อน “มีแค่นิดเดียว อีกอย่างก็เป็นอาหารของบ้านเจ้า เจ้าไม่ต้องกินหรอก”
จากนั้นหันไปสั่งการบ่าวรับใช้ข้างกายอีกคน “ไปตามพระชายากับท่านหญิงมา บอกว่ามีของดีจะให้พวกนาง”
เฉินอ๋องกับพระชายามีบุตรด้วยกันสามคน บุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายสองคน บุตรชายทั้งสองยังเล็กอยู่จึงยังไม่ให้พวกเขากิน
ลู่ไป่ชวนรู้สึกหมดคำพูด ได้แต่อ้าปากพะงาบพะงาบยืนเงียบๆ โชคดีที่ช่วงที่เขาอยู่บ้าน เขาอยากกินมากเท่าไรก็ได้กินเท่านั้น หาไม่ตอนนี้คงยืนน้ำลายไหลเป็นแน่ ท่านอ๋องขี้เหนียวยิ่งนัก!
ระหว่างที่รอพระชายามา เฉินอ๋องหยิบตีนเป็ดข้างหนึ่งขึ้นมากัด …รสชาตินี้ไม่สามารถพรรณนาเป็นคำพูดได้เลย เขาไม่เคยสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน เพียงคำแรก การเคลื่อนไหวก็เลยช้าลงเล็กน้อย
โอรสในฮ่องเต้จับตีนเป็ดขึ้นมาแทะเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย โชคดีที่อยู่ในจวนตัวเอง อีกทั้งกลิ่นหอมของอาหารจานนี้ไม่อาจต้านทานได้จริงๆ ไม่อย่างนั้นไหนเลยเขาจะอยากหยิบขึ้นมา
ไม่นาน พระชายากับท่านหญิงน้อยก็มา ท่านหญิงน้อยอายุประมาณแปดเก้าขวบ แต่งตัวน่ารักสมวัย ลู่ไป่ชวนเห็นแล้วเอ็นดูมาก
เฮ้อ… เมื่อไรภรรยาเขาจะมีบุตรสาวตัวน้อยๆน่ารักน่ารักเช่นนี้ให้เขาบ้างนะ
ระหว่างที่เดินมา พระชายาก็ได้ฟังคำรายงานแล้วว่าลู่ไป่ชวนนำของขวัญมาให้พวกนาง นางเคยได้ยินเรื่องราวของลู่ไป่ชวนมาก่อน เพราะสวามีพูดถึงเขาอยู่บ่อยๆ ถึงไม่อยากรู้ก็คงยาก
“พระชายา รีบมานี่เร็วเข้า เป็ดที่ไป่ชวนเอามานี่รสชาติวิเศษไปเลย! ข้าไม่เคยกินเป็ดที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน!”
เดิมทีพระชายาก็รู้สึกสนใจอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นมีแต่หัว เท้า และพวกไส้ ก็เกิดรู้สึกต่อต้านเล็กน้อย
นางยิ้มอย่างมีมารยาท ความคิดอยากลองกินพลันมลายหายไปแล้ว ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นอาภรณ์ที่อยู่ด้านข้าง จึงเดินไปดูด้วยความสงสัยทันที
ส่วนท่านหญิงน้อยก็ขึ้นไปนั่งบนตักบิดาและหยิบกึ๋นเป็ดใส่ปากแล้ว
*หงับ~*
“อร่อยใช่หรือไม่?”
“อร่อยเพ.คะ!”
เฉินอ๋องยิ้มมองบุตรสาวบนตัก เด็กหญิงรู้สึกเผ็ดเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างแรง “อร่อยมากเลย!”
ตอนนี้พระชายาไม่ได้ยินการสนทนาของสองพ่อลูกแล้ว นางไล่สายตามองอาภรณ์ในมือด้วยความตื่นเต้น ชอบจนวางไม่ลง!
นางเรียกนางกำนัลมาช่วยถือคนละชุดเพื่อตนจะได้ดูอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นฝีมือการตัดเย็บ หรือจะเป็นเนื้อผ้า ล้วนเป็นของชั้นดีและประณีต ที่สำคัญ การออกแบบงดงามน่าทึ่งจนทำให้แทบอยากกรีดร้องออกมา
“ชุดพวกนี้ใต้เท้าลู่ก็เป็นคนเอามาด้วยหรือ?”
พระชายาหันไปถามลู่ไป่ชวน คนถูกถามค้อมศีรษะพยักหน้าพลางกล่าว “พ่ะย่ะค่ะ ภรรยากระหม่อมเป็นคนออกแบบชุดเหล่านี้เอง ที่บ้านเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้า เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนเป็นแบบใหม่ล่าสุดของฤดูนี้ แต่ละแบบจะมีแค่ชุดเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
แต่ละแบบมีแค่ชุดเดียวอย่างนั้นหรือ!
วาจานี้ทำเอาพระชายาตื่นเต้นมาก นั่นก็หมายความว่า ชุดพวกนี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น หากใส่ออกไปข้างนอกต้องไม่ซ้ำใครแน่นอน!
สำหรับสตรีที่รักความสวยความงาม สิ่งนี้สนองจิตใจอันทระนงของนางได้เลย
แบบของชุดเหล่านี้ ทั่วทั้งเมืองหลวงยังไม่มีร้านไหนตัดเย็บออกมาได้สักร้าน!
“ชุดพวกนี้งดงามมากจริงๆ ข้าชอบทุกชุดเลย ภรรยาเจ้าเก่งมาก! แต่ไม่รู้ว่าชุดพวกนี้ขนาดจะพอดีตัวข้าหรือไม่ ไม่แน่อาจต้องหาช่างฝีมือมาแก้ขนาดให้อีก”
พระชายาแทบอยากลองสวมตอนนี้เลย แต่ก็ตระหนักได้ว่าตัวเองมีฐานะเป็นพระชายา ต้องสงวนท่าทีเอาไว้
เฉินอ๋องที่กำลังกินอย่างเมามันเห็นพระชายาดีใจถึงเพียงนี้ก็อดพูดอย่างสุขใจไม่ได้ “ภรรยาเจ้าเก่งยิ่งนัก มีความสามารถทั้งเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ ทั้งของกิน แถมข้าได้ยินมาว่าวิชาแพทย์ของนางก็ไม่เลว ข้าชักจะสงสัยแล้วสิว่ามีอะไรบ้างที่นางทำไม่ได้”
ลู่ไป่ชวนปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่ง และพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “นางเก่งมากจริงๆพ่ะย่ะค่ะ พระชายาลองดูชุดคลุมขนสัตว์สิพ่ะย่ะค่ะ ชุดขนสัตว์เอาไว้สวมฤดูหนาว ถึงแม้น้ำหนักจะเบา แต่สวมแล้วอบอุ่นมาก สวมสบายกว่าชุดนวมปุยฝ้ายอีกพ่ะย่ะค่ะ”
พระชายาได้ยินดังนั้นก็รีบให้นางกำนัลหยิบมาลองสวมให้ทันที เนื่องจากเป็นชุดคลุมตัวนอกจึงสามารถลองสวมตรงนี้ได้เลย
และแน่นอนว่าระหว่างนี้ลู่ไป่ชวนต้องหันหน้าไปทางอื่น
พลันนั้น เรื่องแรกที่ทำให้พระชายารู้สึกเหลือเชื่อมากก็คือ ชุดคลุมตัวนี้ขนาดพอดีกับนางเลย! ราวกับว่าถูกตัดเย็บมาเพื่อนางโดยเฉพาะก็มิปาน
“เบาสบายจริงๆด้วย แถมยังอุ่นมาก! ขืนข้าใส่ต่ออีกหน่อยเหงื่อข้าต้องออกแน่นอน รักษาอุณหภูมิได้ดีจริงๆ!”
พระชายาสุขอุรามากจนไม่รู้จะพูดอย่างไร ชุดที่นำมาให้ในวันนี้นางชอบหมดทุกชุด นางพอใจมาก
เมื่อนางหันกลับมาอีกทีก็เห็นว่าบุตรสาวกินไปดื่มน้ำไป นางเกลี้ยกล่อมบอกให้กินน้อยๆหน่อย แต่หางตาเหลือบไปเห็นในกล่องเหลือแค่ไม่กี่ชิ้นแล้ว ทันใดนั้นนางก็ไม่สนใจอะไรอีก รีบไปหยิบตีนเป็ดขึ้นมาชิ้นหนึ่ง และเลียนแบบสวามี กัดเข้าไปทันที
เห็นครั้งแรกนางรู้สึกรังเกียจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นอาภรณ์พวกนั้น.งดงามขนาดนี้ รสชาติของอาหารนี่ก็คงไม่เลวด้วยแน่ นางจะพลาดไม่ได้!
ตอนที่ 388: ศึกนอกศึกใน
แต่ทันทีที่ลองกัดไปคำแรก ความหอมก็ฟุ้งกระจายไปทั่วโพรงปาก ไม่รู้ว่าปรุงด้วยเครื่องเทศใด ถึงได้หอมอร่อยเพียงนี้!
พระชายาหันไปมองเฉินอ๋องด้วยความตื่นเต้น เฉินอ๋องยิ้มพลางกล่าว “เป็นอย่างไร อร่อยใช่หรือไม่?”
“อื้มๆๆ!”
พระชายาพยักหน้าไม่สนใจสงวนท่าทางแล้ว หลังจากกลืนลงไปก็พูดขึ้น “ฮูหยินลู่เป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งจริงๆ! ถ้ามีโอกาสข้าอยากทำความรู้จักกับนางสักหน่อย!”
ในฐานะพระชายา ไม่ว่าจะเป็นของล้ำค่าหายากอะไรก็เคยเห็นมาหมดแล้ว แม้แต่อาหารเลิศรสจะไม่เคยลิ้มลองได้อย่างไร
แต่ของขวัญที่ลู่ไป่ชวนนำมาให้ในวันนี้ล้วนทำให้นางประหลาดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางแทบอยากไปจิงโจวเสียแต่ตอนนี้ อยากทำความรู้จักกับฮูหยินลู่ใจจะขาดแล้ว!
ลู่ไป่ชวนเห็นครอบครัวท่านอ๋องชื่นชอบของขวัญที่ภรรยาเป็นคนเตรียมมาให้ก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจมากที่ตนได้ภรรยาที่ดีเช่นนี้ ของขวัญเพียงเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับเฉินอ๋องยิ่งกระชับมากขึ้น
ที่ผ่านมา เฉินอ๋องให้ความสำคัญกับเขาก็เพราะความสามารถ ตอนนี้นอกจากให้ความสำคัญแล้ว ยังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริงใจอย่างแท้จริงมากขึ้นอีกด้วย เป็นความรู้สึกเหมือนกับครอบครัวหรือสหาย
“ภรรยาของกระหม่อมก็ยกย่องนับถือองค์ชายกับพระชายามากพ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้ภรรยากระหม่อมกำลังลองทำขนมรสชาติใหม่ๆออกมา หาก.องค์ชายกับพระชายาเสด็จจิงโจวเมื่อไรต้องได้ชิมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ลู่ไป่ชวนแอบแนะนำกิจการใหม่ของครอบครัวที่กำลังจะเกิดขึ้น ภรรยาเคยบอกเขาแล้วว่า กิจการนี้เกิดขึ้นเพื่อเหล่าเศรษฐีตระกูลสูงศักดิ์โดยเฉพาะ หากได้รับการสนับสนุนจากท่านอ๋องกับพระชายา กิจการต้องรุ่งเรืองมากแน่นอน
ดวงตาของพระชายายิ่งทอประกาย รีบถามด้วยความสนใจ “นางยังทำขนมเป็นด้วยหรือ?”
ลู่ไป่ชวนตอบ “นางไม่ได้ทำเองพ่ะย่ะค่ะ นางเป็นคนคิดสูตรแล้วให้แม่ครัวที่บ้านทำพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ธรรมดาเลย! คนที่ไม่ได้ทำอาหารเองแต่กลับสามารถคิดสูตรอาหารออกมาได้มากมายเช่นนี้ ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งยิ่งนัก!”
พระชายาชื่นชมไม่หยุด จากนั้นก็เรียกนางกำนัลเข้ามาใกล้ๆ “ของขวัญที่ฮูหยินลู่ฝากมาให้ข้าชอบทุกอย่าง เจ้าช่วยไปเตรียมหยกไข่มุก ของล้ำค่าที่ผู้หญิงชื่นชอบให้ข้าหน่อย ข้าจะฝากใต้เท้าลู่เอาไปให้นางเพื่อเป็นการตอบแทน”
“เพ.คะ”
นางกำนัลยอบตัวทำความเคารพ ลู่ไป่ชวนก็คำนับให้กับพระชายา “ขอบพระทัยรางวัลของพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
“ของที่ข้าจะให้เทียบกับของใหม่ๆ น่าสนใจที่พวกเจ้าให้มาไม่ได้เลย แต่ข้าก็มีแค่ของพวกนี้ หวังว่าพวกเจ้าจะไม่รังเกียจนะ”
วาจานี้พระชายากล่าวออกมาจากใจจริง ไม่ใช่เป็นการโอ้อวดแต่อย่างใด
อาภรณ์เหล่านั้นนางดูแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่ของถูก ดังนั้นตระกูลลู่คงไม่ใช่ครอบครัวที่ขัดสนเงินทองแน่นอน แต่นางคิดไม่ออกจริงๆว่าจะมีสิ่งของพิเศษอะไรที่จะเทียบกับของขวัญเหล่านี้ได้ จึงทำได้แค่มอบของเหล่านั้นเป็นการตอบแทน
ลู่ไป่ชวนกล่าว “พระชายาอย่าได้กล่าวเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ ภรรยากระหม่อมชอบของเหล่านี้มาก”
ทันใดนั้นพระชายาก็ยิ้มด้วยความสุขฤทัย ท่านอ๋องเองก็ตกรางวัลให้บางส่วนเช่นกัน ส่วนมากเป็นเงินทองของล้ำค่า ลู่ไป่ชวนรับมาด้วยความยินดี กลับจิงโจวแล้วค่อยนำไปให้ภรรยา นางต้องดีใจมากแน่นอน
ผ่านไปครู่ใหญ่ พระชายาก็พาท่านหญิงน้อยออกไป นางอยากลองเสื้อผ้าชุดใหม่พวกนี้จนแทบอดใจไม่ไหวอยู่แล้ว ส่วนเฉินอ๋องก็ล้างมือ ก่อนจะเข้าเรื่องจริงจัง “ครั้งนี้เจ้ามาด้วยตัวเอง คงไม่ใช่แค่เอาของพวกนี้มาให้ข้าเรื่องเดียวกระมัง เรื่องทางนั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
ลู่ไป่ชวนรายงานทันที “กระหม่อมมาก็เพื่อรายงานสถานการณ์ต่อพระองค์ ตอนนี้เราตรวจสอบได้ว่า หอตันจู๋กับท่านห้าหลิ่วเกี่ยวข้องกันพ่ะย่ะค่ะ พูดง่ายๆก็คือเจ้าของคนเดียวกัน แต่เรื่องนี้ยังมีคนอยู่สูงกว่าท่านห้าหลิ่วอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ กลุ่มของพวกมันกระจายอยู่ทั่วทุกเมืองในเป่ยเหยียน ไม่ได้มีแค่ในจิงโจวเท่านั้น และหัวหน้าที่อยู่แต่ละเมืองอย่างเช่นท่านห้าหลิ่วจะต้องมารายงานความคืบหน้าที่เมืองหลวงเดือนละครั้ง พวกมันระวังตัวมาก พวกมันจะใช้ภาษาตงถิงคุยกัน คนทั่วไปฟังไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ
เป็นเพราะความประมาทของกระหม่อม ระหว่างทางจับกุมตัวท่านห้าหลิ่วไปขังเขาเกิดปลิดชีพตัวเอง ส่วนพวกลูกน้องของมันให้การไม่เป็นประโยชน์เลย ตอนนี้รู้แค่ว่า เต้าผิงนั่นเป็นแค่คนเดียวที่สามารถติดต่อกับหัวหน้าคนตงถิงได้ กระหม่อมสงสัยว่า ในบรรดาเชื้อพระวงศ์มีคนสมรู้ร่วมคิดกับพวกมันพ่ะย่ะค่ะ
ส่วนหลินอี้ผิงก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง ครั้งนี้ส่งคนไปที่จิงโจว อยากเชิญภรรยาของกระหม่อมไปเป็นพวกเดียวกับมัน หลังจากภรรยากระหม่อมปฏิเสธไปพวกมันต้องการฆ่าปิดปาก ตอนนี้กระหม่อมจับนักฆ่าพวกนั้นได้แล้ว พวกมันยังไม่ทันได้ส่งข่าวมาที่เมืองหลวง ดังนั้นทางด้านหลินอี้ผิงยังไม่รู้ว่ากระหม่อมกับภรรยาเป็นสามีภรรยากัน
ที่กระหม่อมมาครั้งนี้หลักๆก็อยากจัดการเรื่องเต้าผิงนั่นให้จบเร็วๆ และจะได้สืบเรื่องหลินอี้ผิงด้วย กระหม่อมสงสัยว่า… เขาคือหนึ่งในเชื้อพระวงศ์ที่ปลอมตัวสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ”
ลู่ไป่ชวนบอกจุดประสงค์ของตัวเองคร่าวๆ สีหน้าเฉินอ๋องเริ่มตึงเครียด คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องจะร้ายแรงถึงขั้นนี้ พวกคนตงถิงเหิมห้าวมากเกินไปแล้ว!
ส่วนหลินอี้ผิงผู้นั้นช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ ช่วงนี้เขาส่งคนไปจับตาดูที่จวนตระกูลหลิน แต่กลับไม่เห็นเขาออกจากจวนเลย สถานการณ์ด้านในเป็นเช่นไรไม่อาจรู้ได้
เฉินอ๋องถอนหายใจออกมาอย่างทดท้อ ก่อนจะเอ่ย “ถ้าเจ้าเต็มใจช่วยข้าจัดการเรื่องนี้ก็ดี ย่อมดีอยู่แล้ว เรื่องมันกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว คนที่ไว้ใจได้ข้างกายข้ามีไม่มาก”
เขาพูดกึ่งร้องขอ เพราะตอนนี้คนที่วางใจให้ทำงานได้ก็มีแค่ไม่กี่คนจริงๆ
สถานการณ์ทางด้านจิงโจวร้ายแรงมาก ไม่อาจคลายความระมัดระวังได้เลยแม้แต่นิดเดียว อย่างน้อยก็จนกว่าจะหาเบาะแสที่แฝงตัวอยู่ในเมืองอื่นให้เจอ
ส่วนทางด้านเมืองหลวง บรรดาพี่น้องเชื้อพระวงศ์ภายนอกดูปรองดองกันแต่ความจริงไม่ถูกกัน แต่ละคนล้วนยอมหัวร้างข้างแตกเพื่อแย่งชิงอำนาจ แต่กลับไม่มีใครสนใจปากท้องของราษฎรเลย ช่างน่าขมขื่นยิ่งนัก
ตอนนี้มีทั้งศึกภายในและศึกภายนอก เฉินอ๋องกังวลจนแทบจะหัวล้านอยู่แล้ว
“องค์ชายโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะทำให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!”
ลู่ไป่ชวนกำหมัดแน่นด้วยความแน่วแน่ เฉินอ๋องพูดขึ้น “ตอนนี้เสด็จพ่อถูกเต้าผิงนั่นเป่าหูจนเลอะเลือนไปแล้ว เอาแต่กินยาลูกกลอนไร้ชื่อไร้ที่มาของเต้าผิงทุกวัน แต่ท่าทางก็ดูดีกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย ด้วยเหตุนี้เขาจึงยิ่งเชื่อใจเต้าผิงนั่นมากขึ้น แต่กับข้าทำเหมือนกับเป็นศัตรู ข้าเองก็ไม่รู้จะทำเช่นไรแล้ว”
เฉินอ๋องทอดถอนใจ รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มาก เสด็จพ่อมีโอรสตั้งหลายคน แต่นอกจากเข้าข้าง.องค์รัชทายาทเป็นพิเศษแล้ว กับโอรสองค์อื่นก็นับว่าปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แต่กับเขาเหตุใดถึงไม่เป็นเช่นนั้น
เขารู้สึกเสียใจกับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก คิดว่าตัวเองคงเก่งไม่พอ เสด็จพ่อก็เลยไม่ชอบ ดังนั้นเขาจึงพยายามทำให้ตัวเองเป็นคนที่เก่งขึ้น แต่สุดท้ายเสด็จพ่อก็ยังไม่ชอบเขาอยู่ดี แถมนับวันก็ยิ่งเกลียดชังเขามากขึ้นเรื่อยๆ
และแล้วเขาก็ได้เข้าใจว่า การที่เสด็จพ่อไม่ชอบใครสักคนไม่ได้มีเหตุผลอะไรเลย ไม่ชอบก็คือไม่ชอบแค่นั้น
ลู่ไป่ชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “กระหม่อมมีวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องดูก่อนว่าองค์ชายจะลองหรือไม่”
“วิธีอะไร?”
เฉินอ๋องมองลู่ไป่ชวนด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย เขารู้ว่าลู่ไป่ชวนเป็นคนที่มีความคิดมาโดยตลอด เขาบอกว่ามีวิธี โอกาสสำเร็จก็เห็นได้แต่ไกลแล้ว
ลู่ไป่ชวนไม่ได้ตอบไปในทันที เขากลับคลำหาของบางอย่างในอกเสื้อ และล้วงเอาห่อผ้าเล็กๆห่อหนึ่งออกมา เขาเปิดห่อผ้านั้นอย่างช้าๆ และวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเฉินอ๋อง
เฉินอ๋องมองดู พบว่าเป็นขวดใบเล็กๆน่ารัก มีอักษรตัวกระจิริดติดกำกับบนขวด
ท่านอ๋องสุ่มหยิบขึ้นมาดูหนึ่งขวด พบว่าด้านบนกำกับอักษาไว้ว่า ‘ไม่เห็นดวงตะวันของวันพรุ่งนี้’
ตอนที่ 389: มีเรื่องอะไรก็คุกเข่าพูด
เฉินอ๋องสะดุ้งเล็กน้อย รีบวางขวดไว้ที่เดิม และถามลู่ไป่ชวน “ขวดพวกนี้คืออะไร?”
ลู่ไป่ชวนตอบ “เป็นยาพิษที่ภรรยากระหม่อมปรุงขึ้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับ.องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องเลิกคิ้ว “เจ้าหมายความว่า ให้วางยาพิษนักพรตนั่นหรือ?”
ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ให้กับฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าเฉินอ๋องพลันถมึงทึง ลู่ไป่ชวนคุกเข่าลงทันที
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา?”
น้ำเสียงเฉินอ๋องกดต่ำเจือความโกรธ
ลู่ไป่ชวน “กระหม่อมยังยืนยันคำเดิม โปรด.องค์ชายลองใช้วิธีนี้ ยาพิษบางตัวแค่ทำให้ร่างกายอ่อนแรงแต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ทำให้ฝ่าบาททรงคิดว่า ยาลูกกลอนของนักพรตเต้าผิงมีปัญหา ฝ่าบาทจะได้ไม่ไว้พระทัยเต้าผิงอีก และจะทำให้เราได้โอกาสพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องฟังแผนการแล้วสีหน้าก็อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย เขาคิดว่าลู่ไป่ชวนจะให้วางยาปลิดชีพเสด็จพ่อเสียอีก หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกทรพีมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต
ถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่ชอบหน้าเขา แต่ถึงอย่างไรก็เป็นบิดาของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจใช้วิธีชั่วช้าขนาดนั้นได้
“จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายจริงใช่หรือไม่?”
“วิชาแพทย์ของภรรยากระหม่อมล้ำเลิศ ยาที่นางปรุงออกมาสามารถใช้ได้สบายใจพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรับประกันด้วยชีวิตของกระหม่อม”
ก่อนมา เขาปรึกษาเรื่องนี้กับเหอจิ่วเหนียงแล้ว เขาถามจากนางว่ามียาพิษที่มีฤทธิ์เช่นนี้หรือไม่ หากท่านอ๋องเอาไปใช้จะได้ไม่รู้สึกกดดัน
เหอจิ่วเหนียงตอบทันทีว่า “ไม่มี แต่สามารถปรุงให้ได้”
จากนั้นเช้าวันต่อมานางก็เอายาให้เขาแล้ว ทั้งยังกำชับวิธีการใช้ให้เขาฟัง
เฉินอ๋องยกมือห้าม “ไม่จำเป็น ข้าเชื่อใจเจ้า เพียงแต่เรื่องนี้ค่อนข้างเสี่ยง รอให้ข้าไปหาจังหวะเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อก่อนค่อยว่ากันอีกที”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าตอบตกลง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องให้เวลาเฉินอ๋องได้ไตร่ตรองสักหน่อย
เฉินอ๋องเชื่อในวิชาแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงจากใจ มิเช่นนั้นหลินอี้ผิงคงไม่หวาดกลัวนางถึงเพียงนี้แน่ และฮูหยินลู่ทำอาหารก็เป็น ออกแบบเสื้อผ้าก็ได้ วิชาแพทย์เลิศล้ำ ทั้งยังเข้าใจทำการค้าอีก ดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดที่นางทำไม่ได้เลย ช่างเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ
ลู่ไป่ชวนก็เป็นคนของเขา สามีภรรยาย่อมมีความคิดไปในทางเดียวกัน ตนเองมีข้อได้เปรียบเช่นนี้ หากไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ก็น่าเสียดาย
เพียงแต่ว่า เรื่องที่จะให้วางยาพิษฮ่องเต้เป็นเรื่องที่อันตรายมากจริงๆ หากไม่ระวังจะกลายเป็นความผิดฐานลอบปลงพระชนม์ได้
ก่อนที่ลู่ไป่ชวนจะกลับ เฉินอ๋องให้เฉิงเหมิงพาเขาไปทำความรู้จักกับเหล่าสหายพี่น้อง ต่อไปเวลาเรียกใช้งานจะได้คุ้นเคย
ส่วนเฉินอ๋องก็ถือโอกาสนี้รีบเข้าวังไปขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้
ฮ่องเต้ถูกเต้าผิงเป่าหูจนเลอะเลือน ช่วงนี้เอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญตบะ ไม่ออกว่าราชการ และไม่ให้ผู้ใดเข้าเฝ้า เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียร เหล่าขุนนางบีบบังคับอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เฉินอ๋องมาครั้งนี้ก็พอรู้อยู่แก่ใจว่าพูดอย่างไรเขาก็คงไม่ฟัง
แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยากลองดู จะให้เขาโหดเหี้ยมวางยาพิษเสด็จพ่อไปเลยได้อย่างไรกัน
เฉินอ๋องยืนอยู่หน้าประตูตำหนักฮ่องเต้ สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าจะโดนดุด่า
“บอกเสด็จพ่อว่าข้าตรวจสอบเจอเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับนักพรตเต้าผิง อยากขอเข้าเฝ้า!”
ขันทีเฝ้าประตูคำนับรับคำสั่งและเข้าไปรายงาน ส่วนเรื่องจะได้เข้าเฝ้าหรือไม่ก็ต้องดูอารมณ์ของฮ่องเต้
ขันทีเพิ่งจะพูดออกไปว่า เฉินอ๋องขอเข้าเฝ้า ฮ่องเต้เฒ่าก็ปฏิเสธทันที พอขันทีบอกว่าตรวจสอบเจอเรื่องของนักพรตเต้าผิง ฮ่องเต้ก็คิดว่าเฉินอ๋องจะมาหาเรื่อง จึงยิ่งไม่อยากเจอเข้าไปอีก
“ไม่พบ บอกเขาว่าถ้าว่างก็ออกจากวังไปดูแลความทุกข์ยากของราษฎร อย่าเอาแต่จับตาดูเรา น่ารำคาญ!”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ตรัสอย่างหมดความอดทน ขันทีรับคำสั่งและเดินออกไป แต่ก่อนที่ขันทีจะไปถึงประตู ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นอีกครั้ง “ช่างเถอะ ให้เขาเข้ามา”
ในเมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับนักพรตเต้าผิง ฮ่องเต้ก็กังวลว่า หากตนไม่สนใจ เฉินอ๋องจะเหิมเกริมแอบไปจัดการอะไรลับหลัง นักพรตเต้าผิงเป็นคนที่มีความสามารถ เขาต้องปกป้องเอาไว้
ขันทีคำนับรับคำสั่ง และไปเชิญเฉินอ๋องเข้ามา
บัดนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ภายในพื้นที่พระราชวังมีโคมไฟให้ความสว่างทั่วบริเวณ แต่ภายในตำหนักของฮ่องเต้มีเพียงแค่เชิงเทียนอันเดียว พื้นที่กว้างใหญ่ แสงสว่างจากเชิงเทียนแค่นั้นไม่เพียงพอแน่นอน บริเวณโดยรอบมืดมิด บรรยากาศพาให้รู้สึกวังเวงไม่น้อย
“ลูกคารวะเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องคุกเข่าคารวะ ฮ่องเต้กลับไม่รับสั่งให้เขาลุกขึ้น แสดงให้เห็นชัดว่า หากมีเรื่องอะไรก็คุกเข่าพูด
“เจ้าสาม เจ้าเองก็คงจะรู้ดีว่าเราชอบอะไรไม่ชอบอะไร ปกติไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ตราบใดที่มีประโยชน์ต่อราษฎรเราก็จะไม่ยุ่ง แต่เจ้าอย่าคิดนะว่าเราจะยกอำนาจให้เจ้าจริงๆ”
สุรเสียงของฮ่องเต้ดังก้องไปทั้งตำหนัก น้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับซ่อนอำนาจที่น่ากลัวอยู่
เฉินอ๋องก้มหน้ากล่าว “เสด็จพ่อตรัสถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่กล้าบังอาจตัดสินใจโดยพลการ”
“เจ้าไม่กล้าหรือ?”
น้ำเสียงฮ่องเต้เคร่งขรึมลงเล็กน้อย “เจ้าเริ่มตรวจสอบนักพรตเต้าผิงไปแล้ว ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่กล้าอีกหรือ! เราอายุปูนนี้ ในสายตาของเจ้าเห็นว่าเราเป็นคนโง่อย่างนั้นหรือ!”
ความโกรธเกรี้ยวของฮ่องเต้พุ่งทะยานถึงขีดสุด จับจ้องเฉินอ๋องด้วยแววตาโหดเหี้ยม ราวกับคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าไม่ใช่โอรสของตัวเอง หากแต่เป็นศัตรูตัวฉกาจในชีวิตของเขาก็มิปาน
“เสด็จพ่อ ลุกไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ! ลูกไม่ได้มุ่งเป้าตรวจสอบนักพรตเต้าผิงพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่ระหว่างที่กำลังสืบคดีอื่น ไปสืบเจอว่านักพรตเต้าผิงมีความเกี่ยวโยง ตอนนี้มีหลักฐานทุกอย่างแล้ว ทั้งพยานวัตถุและพยานปากคำพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องรู้ว่าบัดนี้ฮ่องเต้โมโหมาก แต่ก็ยังเลือกที่จะพูดต่อไป
เขานำหลักฐานที่ลู่ไป่ชวนมอบให้มาด้วยทั้งหมด หวังว่าเมื่อได้เห็นพยานหลักฐานเหล่านี้ เสด็จพ่อจะรั้งม้าหน้าผากลับตัวทัน
“คดีอะไร หลักฐานอะไร เจ้าสามนะเจ้าสาม เจ้านี่นะ นับวันก็ยิ่งหาญกล้าขึ้นจริงๆ!”
ฮ่องเต้โกรธจนหนวดสั่น คิดว่าล้วนเป็นเรื่องงี่เง่าน่าขบขัน
“นักพรตเต้าผิงก็เป็นแค่นักพรตคนหนึ่ง ชีวิตนี้ก็แค่ปรารถนาอยากมีชีวิตที่ยืนยาวเหมือนกับเรา จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอะไรได้?”
ผู้ปกครองแผ่นดินแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการปกป้องนักพรตเต้าผิง ท่าทางแข็งกร้าว หากเป็นคนอื่นคงไม่กล้าพูดอะไรต่อแล้ว
เฉินอ๋องเองก็กังวลเล็กน้อย แต่คิดว่าไหนๆก็มาถึงขั้นนี้แล้ว หากกลับไปดื้อๆ ความตั้งใจทั้งหมดก็สูญเปล่า และหลังจากนี้คงไม่มีโอกาสได้เปิดโปงเรื่องนี้กับเสด็จพ่ออีก จึงเลือกที่จะยืนหยัดต่อไป “เกิดคดีลักพาตัวเด็กที่จิงโจว เด็กที่ถูกลักพาตัวไปล้วนเป็นเด็กอายุสามถึงห้าขวบ คนของลูกไปเจอในอารามเต๋าแห่งหนึ่งที่อยู่นอกเมือง
เหล่านักพรตในอารามแห่งนั้นเป็นคนสารภาพเองว่าลักพาตัวเด็กๆไปก็เพื่อดูดเลือดเอามาหลอมยาลูกกลอน คนของลูกสกัดจดหมายของอารามที่จะส่งมาเมืองหลวงเอาไว้ได้ ในจดหมายนั่นระบุถึงผู้รับชัดเจนก็คือนักพรตเต้าผิง
ไม่ใช่แค่พวกเด็กๆเท่านั้น ยังมีผู้หญิงพรหมจรรย์ที่ตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ด้วย พวกนางถูกลักพาตัวไปขังเพื่อดูดเลือด บางคนก็เสียเลือดจนตาย หากโชคดีมีชีวิตรอดก็จะถูกส่งตัวไปทำงานตามหอคณิกา นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของพวกมัน…เป็นแผนการของชาวตงถิงที่แฝงตัวเข้ามารุกรานแคว้นพวกเรา โปรดเสด็จพ่อตรวจสอบให้กระจ่างด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาเล่าเรื่องราวทุกอย่างออกมาในคราวเดียว และล้วงเอาหลักฐานจากอกเสื้อส่งให้พระบิดา ฮ่องเต้ไม่รับ แต่กลับตบโต๊ะอย่างแรง
*ปัง!*
“เหลวไหล! เจ้าสาม เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา! แคว้นเป่ยเหยียนของเราสงบสุขดี จะเกิดเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร! เพื่อจัดการเต้าผิง เจ้าถึงขั้นแต่งเรื่องเหลวไหลเช่นนี้เลยหรือ!”
พระเจ้าแผ่นดินยกนิ้วชี้หน้าพระโอรสน่าชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว
เฉินอ๋องมองเขาอย่างสงบ ก่อนจะกัดฟันถามออกมา “เสด็จพ่อไม่เชื่อจริงๆ หรือจงใจปกป้องกันแน่พ่ะย่ะค่ะ ยาลูกกลอนที่เสด็จพ่อเสวยเข้าไปทุกวัน เสด็จพ่อไม่รู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นขนาดนั้นบ้างเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ตอนที่ 390: เฉินอ๋องผิดหวังมาก
“เสด็จพ่อไม่รู้จริงๆหรือรู้ดีอยู่แล้วว่าราษฎรเดือดร้อนแต่แกล้งบอกตัวเองว่าบ้านเมืองสงบสุขราษฎรปลอดภัยกันแน่พ่ะย่ะค่ะ!”
ประโยคนี้น้ำเสียงที่เฉินอ๋องให้ดังจนเหมือนเกือบจะตะโกนออกมา คืนนี้ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ต้องทำให้ฮ่องเต้มีสติให้ได้!
*ตุบ เพล้ง!*
กาน้ำชาบนโต๊ะถูกปาใส่คนหนุ่ม เฉินอ๋องหลบไม่พ้นจึงโดนเข้าที่ศีรษะเต็มแรง เลือดสีแดงสดไหลอาบลงมา
เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิด ดังนั้นจึงตั้งใจหลบหลีกการลงโทษนี้
“บังอาจ! เจ้าสาม เจ้าอยากให้เราโกรธจนตายหรือเจ้าถึงสบายใจ!”
พระหัตถ์ของฮ่องเต้สั่นเทา…ความจริงแล้วตอนนี้ในใจเขาเกิดความตื่นตระหนกเล็กน้อย
อันที่จริงเขาเองก็รู้สึกเคลือบแคลงมานานแล้วว่ายาลูกกลอนเหมือนจะมีปัญหา แต่ยานี่ทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นไม่น้อย เขาจึงไม่ได้ติดใจอะไรมาก ทั้งยังคิดว่ากลิ่นคาวเลือดที่สัมผัสได้คงจะเป็นเลือดของสัตว์
นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเลือดของเด็กกับสาวพรหมจรรย์!
ในใจเขาพลันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว แต่เขาไม่อาจยอมรับได้ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ราษฎรทั้งใต้หล้าจะมองเขาอย่างไร
เขาไม่สนใจเรื่องใต้หล้าได้ แต่เรื่องที่เขากินยาลูกกลอนจากเลือดมนุษย์จะให้แพร่งพรายออกไปไม่ได้เด็ดขาด! มิเช่นนั้นต้องกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ไปชั่วลูกชั่วหลานแน่
ตอนแรกเรื่องทั้งหมดนี้ถึงจะรู้ความจริงเขาก็จะไม่กังวลเลย แต่นี่กลับรู้ไปถึงเจ้าสามด้วย นั่นหมายความว่าเขาต้องหยุดยาลูกกลอนนั่น เขาย่อมเสียดายอยู่แล้ว แต่หากไม่หยุดกิน แล้วจะต้องตอบกลับเรื่องนี้อย่างไรล่ะ
“เสด็จพ่อ หยุดเถอะนะพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องโขกศีรษะให้ฮ่องเต้ ท่าทางหนักแน่นมาก
ฮ่องเต้โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ชักกระบี่อาญาสิทธิ์ออกมาจากผนังกำแพงวางทาบลงบนคอของเฉินอ๋อง!
กระบี่เล่มนี้คมปลาบอย่างไร้ที่เปรียบ เพียงแค่วางทาบลงไป ที่คอของเฉินอ๋องก็ปรากฏรอยเลือดแล้ว
แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“เจ้า ไม่กลัวเราจะฆ่าเจ้าหรือ?”
สีหน้าเฉินอ๋องไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เขาพูดเพียงว่า “ก่อนเข้าวังมา ลูกได้สั่งเสียเอาไว้แล้ว หากลูกไม่มีชีวิตรอดกลับไป ให้ประกาศเรื่องนี้กับใต้หล้าทันที!”
“เจ้า!”
ฮ่องเต้มีความคิดสังหารขึ้นแล้วจริงๆ แต่คิดไม่ถึงว่าเฉินอ๋องจะใช้วิธีนี้
“เสด็จพ่อ เรื่องนี้เกี่ยวพันไปอย่างกว้างขวาง ตงถิงจ้องจะเขมือบเป่ยเหยียนตาเป็นมัน หากเสด็จพ่อลุ่มหลงอยู่เช่นนี้ต่อไปจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้แน่พ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องยืนหยัดเสียงดัง กลิ่นอายความน่าเกรงขามแผ่ออกมา เขาจ้องหน้าฮ่องเต้อยู่เช่นนั้น ความโกรธเกรี้ยวของเขาเหนือกว่าอีกฝ่ายแล้วก็ว่าได้
“ของที่ทำมาจากเลือดมนุษย์ จะเรียกว่ายาอายุวัฒนะได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาจงใจหลอกท่าน ให้ท่านต้องผิดต่อใต้หล้า!”
ฮ่องเต้โกรธจนสั่นไปทั้งตัว “ทรพี เจ้ามันลูกทรพี!”
ปลายกระบี่ถูกยกชี้หน้าเฉินอ๋อง แต่คนถูกหักหน้าก็ทำได้แค่ด่าว่าเขาเป็นลูกทรพีซ้ำๆอยู่อย่างนั้น
เมื่อพูดถึงตงถิง ในใจผู้ปกครองแผ่นดินเป่ยเหยียนก็รู้สึกกลัวจริงๆ แคว้นสามแคว้นที่อยู่รอบๆ ปรารถนาอยากได้แคว้นเป่ยเหยียนมาโดยตลอด แคว้นตงถิงกับแคว้นหนานไท่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งที่สุด ต่อมาองค์รัชทายาทหนานไท่ถูกลอบสังหาร หนานไท่จึงตกต่ำลงชั่วคราว บัดนี้ศัตรูตัวฉกาจจึงเหลือแค่ตงถิง
ที่ผ่านมาความต้องการของหนานไท่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ด้านตงถิงกลับเลือกที่จะอยู่เงียบๆ หนานไท่อยู่ในที่แจ้งเป่ยเหยียนจึงจัดการได้ แต่ตงถิงแอบอยู่ในที่ลับมาตลอด ดังนั้นฮ่องเต้จึงไม่ทันได้ระวังตัวจริงๆ
นักพรตเต้าผิงจะเป็นไส้ศึกที่ตงถิงส่งมาอย่างนั้นหรือ?
ทันใดนั้นในใจฮ่องเต้ก็ตกอยู่ในความสับสนปนขัดแย้ง ยาลูกกลอนที่เขากินทุกวันนี้เป็นยาที่ได้ผลดีที่สุดในยาทุกขนานที่เขาเคยกินมา หลังจากกินเข้าไปก็รู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นมาไม่น้อย เขาเชื่อว่ายาลูกกลอนนี่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายปี
แต่หากสิ่งที่เจ้าสามพูดมาเป็นความจริง–ยาลูกกลอนนี่ทำมาจากเลือดมนุษย์ เขาก็จะตกเป็นผู้รับคำสาปแช่งว่าเป็นคนดูดเลือดดูดเนื้อราษฎรไปหลายชั่วโคตรอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้
หากถึงคราวที่เรื่องกษัตริย์เป่ยเหยียนปล่อยให้ตงถิงแทรกซึมเข้ามาทำลายบ้านเมืองถูกแพร่งพราย บวกกับเรื่องที่เขาพบว่ายาลูกกลอนที่ตัวเองกินเข้าไปเหล่านั้นไร้ประโยชน์และมีที่มาอย่างโหดเหี้ยม ทั้งยังต้องแบกรับคำสาปแช่งไปชั่วชีวิต เขาจะรับไหวหรือ?
“เสด็จพ่อ! หากท่านยังไม่เลิกลุ่มหลง ลูก…”
เฉินอ๋องพูดได้เท่านี้ก็ถูกฮ่องเต้ตัดบท “พอ! เจ้าไสหัวออกไปได้แล้ว! เราจะต้องคิดดูให้ดี! เรา…จะต้องคิดดูให้ดี”
ภายในชั่วพริบตา ท่าทางของฮ่องเต้ดูแก่ลงไปหลายปี เจตนาของเขาก็แค่ลุ่มหลงในการบำเพ็ญตบะ ปรารถนาอยากเป็นอมตะไม่มีวันแก่เท่านั้นเอง คิดไม่ถึงเลยว่าจะโยงใยไปถึงคดีร้ายแรงมากมายเช่นนี้
ต่อให้เขาเห็นแก่ตัวมากเพียงใด ในใจก็ยังรู้สึกสะเทือนใจ
เฉินอ๋องเห็นฮ่องเต้ยังรับไม่ไหวจริงๆ กลัวพระบิดาจะโกรธจนเป็นอะไรไปจึงไม่พูดอะไรอีก เขาทิ้งหลักฐานเหล่านี้ไว้ที่นี่ก่อนออกไป
แต่ฮ่องเต้พูดขึ้น “เอามันไปด้วย เราไม่อยากเห็นของพวกนี้!”
เฉินอ๋องไม่เข้าใจ ในเมื่อเขาเป็นคนพูดเองว่าจะคิดให้ดี หากไม่ดูหลักฐานเหล่านี้แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าที่ตนพูดไปคือเรื่องจริง
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ หลักฐานพวกนี้กว่าคนของลูกจะรวบรวมมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างน้อยเสด็จพ่อก็ดูสักหน่อย…”
“ไสหัวออกไป! เราขอสั่งให้เจ้าไสหัวออกไปคุกเข่าข้างนอกเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเราห้ามลุก!”
ดีจริงๆ!
สีหน้าของเฉินอ๋องพลันทดท้อ เขาพูดความหวังดีไปตั้งมากมายสุดท้ายก็ยังหนีการลงโทษไม่พ้น
แต่เฉินอ๋องก็คิดปลอบใจตัวเอง ขอเพียงเสด็จพ่อมองเห็นอะไรๆได้ชัดเจน อย่าเมามายกับมันอีก ตนจะถูกลงโทษให้คุกเข่าก็ไม่เป็นไร
ปรากฏว่าเขาต้องคุกเข่าอยู่อย่างนั้นทั้งคืน จนกระทั่งยามรุ่งสาง ในที่สุดฮ่องเต้ก็ให้คนไปส่งเขากลับจวน
ตอนที่ออกจากวัง เฉินอ๋องสวนกับนักพรตเต้าผิงที่กำลังเข้าวังมา คงเป็นเพราะฮ่องเต้อยากถามจากปากเขาเองว่าตกลงเรื่องมันเป็นเช่นไรกันแน่กระมัง
พลันนั้น ความผิดหวังที่ก่อตัวขึ้นในใจเฉินอ๋องก็ฉายออกมาบนใบหน้า
หลักฐานที่เขายื่นให้ไม่ยอมดู แต่กลับอยากฟังคำพูดเหลวไหลของมารปีศาจนั่น
เสด็จพ่อของเขา ไร้หนทางเยียวยาแล้วจริงๆ
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ สายลับที่เฉินอ๋องทิ้งไว้ในวังก็ส่งข่าวออกมาว่า ฮ่องเต้พูดคุยกับเต้าผิงด้วยความเบิกบานใจ ทั้งยังให้เต้าผิงหลอมยาออกมาอีกเยอะๆ และเช้าวันนี้ ฮ่องเต้ก็เสวยยาลูกกลอนที่เต้าผิงประทานให้ไปสามเม็ดรวด
เฉินอ๋องโมโหมากจนไม่อยากทำอะไรแล้ว เขานั่งหายใจฮึดฮัดด้วยความโกรธอยู่บนเก้าอี้
พระชายาทายาที่เข่าให้เขาด้วยความรู้สึกปวดใจมาก และอดพูดขึ้นไม่ได้ “ท่านอ๋อง ดูท่าเสด็จพ่อไม่ฟังคำเกลี้ยกล่อมแล้ว เราวางแผนกันตั้งแต่เนิ่นๆไว้จะดีกว่าเพคะ ท่านอ๋ององค์อื่นต่างก็จ้องจะเล่นงานพวกเราตาเป็นมัน ท่านต้องระวังตัวให้มากนะเพ.คะ”
“ข้ารู้ เสด็จพ่อนับวันยิ่งเลอะเลือนเข้าไปใหญ่แล้ว!”
กล่าวจบ เขาหันไปสั่งบ่าวรับใช้ข้างๆ “ไปตามลู่ไป่ชวนมาหาข้า”
ลู่ไป่ชวนเองก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นในวังแล้ว และคาดเอาไว้แล้วว่าเฉินอ๋องต้องเรียกเขาไปพบแน่นอน ดังนั้นจึงเตรียมตัวรอตั้งแต่เช้า
เฉินอ๋องไม่ใช่คนประวิงเวลา หลังจากที่รู้ว่าตนเองไม่สามารถเกลี้ยกล่อมฮ่องเต้ได้ เมื่อลู่ไป่ชวนมาถึงเขาก็พูดขึ้นทันที “เจ้าบอกข้ามาหน่อยว่ายาในขวดพวกนั้นของเจ้ามันใช้เช่นไร”
ลู่ไป่ชวนเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้วจึงพกขวดยาเหล่านั้นติดตัวเอาไว้ตลอด เขาล้วงออกมา และแนะนำให้เฉินอ๋องรู้จักทีละขวด
เฉินอ๋องฟังจนเวียนหัว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้ยินว่า ยาพิษสามารถใช้ได้ร้อยแปดพันเก้าเช่นนี้
ในยาพิษเหล่านี้มีทั้งยาพิษที่สามารถปลิดชีพได้ทันที มีทั้งสามารถปลิดชีพได้ภายในระยะเวลากี่วัน และมีทั้งไม่ถึงขั้นปลิดชีพ แต่ทำให้ทรมานได้ราวกับตายทั้งเป็น ทั้งยังมีชนิดที่หลังจากกินไปแล้วทำให้ร่างกายอ่อนแอ.ลงได้
และที่ลู่ไป่ชวนเตรียมไว้ให้ฮ่องเต้ก็คือ ชนิดที่กินเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายอ่อนแอ ถึงแม้ยังไม่เคยทดลองมาก่อน แต่เขาก็เชื่อมั่นในภรรยาของตัวเองว่าผลต้องออกมาอย่างที่นางบอกไว้แน่นอน
“มียาถอนพิษหรือไม่?”
“ไม่จำเป็นต้องใช้ยาถอนพิษพ่ะย่ะค่ะ หลังจากกินไปเจ็ดวัน อาการก็จะหายเป็นปกติเองพ่ะย่ะค่ะ”
นี่เป็นผลที่เหอจิ่วเหนียงตั้งใจทำออกมาโดยเฉพาะ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่พวกเขาจะต้องกลับไปแอบวางยาถอนพิษให้ฮ่องเต้ ดังนั้นจึงทำออกมาให้เกิดผลในหนึ่งเดียว
เฉินอ๋องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เช่นนั้นเรื่องนี้ก็มอบหมายให้เป็นหน้าที่เจ้าไปจัดการแล้วกัน ระวังตัวด้วยล่ะ”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้ารับคำสั่ง เก็บขวดยาเหล่านั้น และหันหลังจากไปทันที
เฉินอ๋องมองตามแผ่นหลังอีกฝ่าย ก่อนจะอุทานออกมา “ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment