single mom ep391-400

ตอนที่ 391: ของไม่ดี ก็ใช่ว่าจะใช้ประโยชน์ไม่ได้


แผนการของลู่ไป่ชวนก็คือ โรยยาพิษลงไปในยาลูกกลอนของเต้าผิง เต้าผิงเป็นคนนำถวายฮ่องเต้เอง เช่นนี้ฮ่องเต้ก็จะสงสัยในตัวเต้าผิงโดยสมบูรณ์


ช่วงนี้เต้าผิงเป็นที่โปรดปรานมาก ฮ่องเต้เฒ่าถึงขั้นบูรณะอารามเต๋าแห่งหนึ่งให้เขาโดยเฉพาะเพื่อจะได้ฝึกบำเพ็ญตบะด้วยกัน


ลู่ไป่ชวนไปแอบสอดส่องที่อารามแห่งนั้นก่อน พบว่าวันนี้ไม่มีการหลอมยา เช้าวันนี้เพิ่งถวายยาลูกกลอนให้ฮ่องเต้ไปสามเม็ด คาดว่าพรุ่งนี้ถึงจะหลอมอีกที


ลู่ไป่ชวนไม่ได้อยู่ตรงนี้นาน เขาเตรียมจะมาใหม่พรุ่งนี้


และในขณะนั้นเขาก็ได้รับแจ้งว่า วันนี้หลินอี้ผิงจะออกจากจวน เขาจึงเตรียมตามไปดู


ช่วงนี้หลินอี้ผิงกำลังรอข่าวจากทางด้านจิงโจว รออยู่เฉยๆ เขาคงรู้สึกเบื่อไม่น้อย วันนี้จิ้งอ๋องนัดเขาไปดื่มสุราพอดี เขาจึงจะออกไปตามนัด


ช่วงนี้เขาเองก็รู้ว่าคนของเฉินอ๋องกำลังจับตามองเขาอยู่ เขาจึงไม่เคลื่อนไหว วันนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาโผล่หน้าออกมา


คนของเฉินอ๋องน่าจะรู้ว่าเขาคือคนของจิ้งอ๋อง ด้วยเหตุนี้วันนี้เขาจึงจงใจออกจากจวนอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ได้มีท่าทีระแวดระวังแต่อย่างใด


เขาต้องการให้คนพวกนั้นรู้ว่า เขากับจิ้งอ๋องเป็นพันธมิตรกัน เพื่อที่หากเขาทำเรื่องอะไรลงไปก็สามารถโยนให้จิ้งอ๋องได้


ขณะที่เขาเดินอยู่กลางถนนอย่างโจ่งแจ้ง ลู่ไป่ชวนก็แอบสังเกตพฤติกรรมทั้งหมดของเขาไปด้วย


เนื่องจากรู้แล้วว่าเขาสวมหน้ากากหนังมนุษย์ ดังนั้นลู่ไป่ชวนจึงไม่ใส่ใจกับใบหน้าเขา แต่สังเกตรูปพรรณสัณฐานของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ ขอเพียงจำจุดเด่นบนตัวเขาได้ ก็สามารถระบุได้ว่าเขาเป็นใคร


หลินอี้ผิงเดินเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่ง น่าจะเป็นหอสุราที่มาบ่อย ทันทีที่มาถึงเสี่ยวเอ้อร์ก็ออกมาต้อนรับ และพาเขาขึ้นไปในห้องส่วนตัวชั้นบนทันที


ภายในห้องส่วนตัว จิ้งอ๋องนั่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว


ลู่ไปชวนปลอมตัวเป็นแขกที่เข้ามาใช้บริการ เขาเข้าไปนั่งในห้องส่วนตัวห้องข้างๆ


ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตเป็นไส้ศึกมานานหลายปี การปลอมตัวสำหรับเขาแล้วเป็นเรื่องง่ายมาก


ปกติแล้วหลินอี้ผิงมักจะสังเกตเห็นคนของเฉินอ๋อง แต่วันนี้กลับไม่สังเกตเลยว่ามีลู่ไป่ชวนเพิ่มมาอีกคน


“องค์ชาย ไม่ได้เจอกันนานแล้ว!”


ทันทีที่เข้ามา คุณชายหลินก็ทักทายจิ้งอ๋องอย่างกระตือรือร้น


จิ้งอ๋องไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้มาก่อนจึงเกิดความประหลาดใจเล็กน้อย “สหายอี้ผิง เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?”


“อ๋อ เล่าไปเรื่องก็ยาวพ่ะย่ะค่ะ!”


หลินอี้ผิงถอนหายใจยาวออกมา ยกชาขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “องค์ชายอาจจะยังไม่ทราบ ช่วงนี้ข้าน้อยใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง…ข้าน้อยถูกคนของเฉินอ๋องจับตามองพ่ะย่ะค่ะ”


“เจ้าสามหรือ! เกิดอะไรขึ้น?”


จิ้งอ๋องขมวดคิ้วทันที เขากับเฉินอ๋องไม่ลงรอยกันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ต้องแย่งชิงกับเฉินอ๋องเสมอ แต่ในช่วงนี้เขาไม่รู้ตัวเลยว่าเฉินอ๋องมีความเคลื่อนไหว รู้แค่ว่าเมื่อคืนอีกฝ่ายไปเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อ ไม่ให้เชื่อลัทธิมารนั่น แต่กลับถูกลงโทษด้วยการให้นั่งคุกเข่าทั้งคืน


ผลลัพธ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เขาชอบมากที่สุด


หลินอี้ผิงถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง แล้วพูดต่อ “ไม่รู้เหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ อาจเป็นเพราะเห็นว่าเราสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกระมัง ก็เลยอยากสืบหาจุดอ่อนของข้าน้อย แล้วเอาไปลอบจัดการ.องค์ชาย แต่ถึงอย่างไรช่วงนี้ข้าน้อยก็ระวังตัวมาก ไม่มีทางให้องค์ชายต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาแน่”


เขาตอบอย่างจริงใจ ราวกับว่าวางแผนแทนจิ้งอ๋องก็มิปาน


สดับวาจา จิ้งอ๋องโกรธเกรี้ยวขึ้นทันที ตบโต๊ะเสียงดังก่อนจะตะเบ็งเสียง “ข้าว่าแล้วเชียว เหตุใดช่วงนี้เขาถึงไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย ที่แท้ก็แอบจับตาดูเจ้าอยู่นี่เอง! เขาจับตาดูเจ้าแล้วจะมีประโยชน์อะไร ถ้าเก่งจริงก็มาที่ข้านี่!”


จิ้งอ๋องเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานแต่ไร้สมอง หลินอี้ผิงพูดแค่นี้เขาก็เชื่อหมดใจโดยไม่สงสัย และคิดจะไปจัดการเฉินอ๋องสักตั้งแล้ว


หลินอี้ผิงยกยิ้มเล็กน้อยและหุบ.ลงอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ช่วงนี้ข้าน้อยระวังตัวให้มากหน่อยก็พอแล้ว องค์ชายไม่ต้องร้อนใจ ถ้ามีเรื่องอะไรข้าน้อยจะต้องรายงานท่านแน่นอน อ้อจริงสิ ข้าน้อยได้ยินมาว่าเมื่อคืนเฉินอ๋องเข้าวังแล้วถูกฮ่องเต้ลงโทษ องค์ชายรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”


“ก็จะเรื่องอะไรอีกล่ะ เขาไปเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อเรื่องลัทธิมารนั่นน่ะสิ ว่างมากกระมังถึงหาเรื่องใส่ตัวเช่นนั้น รู้ทั้งรู้ว่าตอนนี้เสด็จพ่อเลอะเลือนไปแล้ว คำเกลี้ยกล่อมพวกนั้นเสด็จพ่อไม่ฟังหรอก จะไปยุ่งอีกทำไมกัน?”


จิ้งอ๋องส่งเสียงชิชะอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดต่อ “แต่เรื่องนี้ถือว่าส่งผลดีต่อข้า ยิ่งเขาหาเรื่องใส่ตัวมากเท่าไร เสด็จพ่อก็ยิ่งเกลียดเขามากขึ้นเท่านั้น เช่นนี้จะส่งผลดีกับข้า”


พูดจบจิ้งอ๋องก็ยิ้มอย่างมีความสุข อย่างไรแล้วสำหรับเขา ยิ่งเฉินอ๋องกับฮ่องเต้ขัดแย้งกันเท่าไร เขาก็ยิ่งพอใจมากขึ้นเท่านั้น


สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดก็คือ เฉินอ๋องแสดงออกว่าเป็นหนึ่งในผู้แย่งชิงอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังสร้างภาพผู้เมตตาต่ออาณาประชาราษฎร์ เห็นแล้วช่างสะอิดสะเอียนยิ่งนัก!


เขาคิดเสมอว่า ผู้ครองตำแหน่งที่แท้จริงจะต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น!


“เป็นเช่นนั้นจริงพ่ะย่ะค่ะ ว่าแต่ เรื่องนักพรตเต้าผิงนั่น องค์ชายมองอย่างไรหรือ?”


หลินอี้ผิงจิบชาเล็กน้อย มองไปที่จิ้งอ๋องอย่างจริงจัง


จิ้งอ๋องรู้สึกแปลกที่เขาถามเช่นนี้ แต่ก็ตอบไปแบบผ่านๆ “จะมองเช่นไรล่ะ ก็แค่ละครหลอกลวงฉากหนึ่ง พฤติกรรมเกินเยียวยาของเสด็จพ่อในตอนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าลัทธิมารนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีอะไร!”


“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ประโยชน์ไม่ได้นี่”


หลินอี้ผิงแอบจับจ้องอีกฝ่ายเขม็ง รอดูว่าเขาจะเข้าใจหรือไม่


จิ้งอ๋องขมวดคิ้ว ไตร่ตรองวาจาของอีกอย่างละเอียดแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “สหายอี้ผิง เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ข้าไม่เข้าใจ?”


“ข้าน้อยหมายความว่า ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะทำให้ฝ่าบาทโปรดปรานท่าน หาก.องค์ชายคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ตำแหน่งนั่นก็จะเป็นของท่านอย่างง่ายดายแล้วไม่ใช่หรือ?”


หลินอี้ผิงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่จิ้งอ๋องก็เข้าใจแล้ว เพียงแต่เขาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร “เจ้าหมายความว่า จะให้ข้าคบหากับลัทธิมารนั่นหรือ? ข้าไม่เอาด้วยหรอกนะ!”


“องค์ชาย จะทำการใหญ่อย่าคิดเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถึงวันที่ท่านคว้าตำแหน่งนั้นมาได้แล้วจริงๆ ถ้าไม่ชอบใคร ฆ่าทิ้งเสียก็สิ้นเรื่อง จำเป็นต้องสนใจด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


หลินอี้ผิงรู้ใจจิ้งอ๋องมาก พูดประโยคสั้นๆแค่ไม่กี่คำก็สามารถปลุกระดมความคิดของจิ้งอ๋องได้แล้ว


จุดประสงค์ที่เขาออกมาเจอในวันนี้ เขาทำสำเร็จแล้ว


“ไม่ได้ เรื่องนี้ข้าต้องไตร่ตรองให้ดีก่อน เรื่องพวกนี้ถ้าเข้าไปพัวพันด้วยละก็ ปัญหาในอนาคตยากจะจบลงได้ด้วยดี หากไม่มั่นใจเต็มร้อยว่ามันจะสำเร็จ ข้าไม่มีทางทำแน่นอน!”


จิ้งอ๋องยังคงมีสติปัญญาเหลืออยู่บ้าง แต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าใครที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ล้วนมีจุดจบที่ไม่ดี และเขาก็ไม่อยากกลายเป็นหนึ่งในนั้น


หลินอี้ผิงพยักหน้าอย่างอ่อนโยน “ข้าน้อยก็แค่ให้ความเห็นเท่านั้น ส่วนคิดจะทำหรือไม่ก็ต้องให้องค์ชายเป็นคนตัดสินใจ อย่างไรข้าน้อยก็หวังว่าคนที่จะได้นั่งตำแหน่งนั้นก็คือท่าน”


ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ จิ้งอ๋องก็ใจเต้นแรงด้วยความฮึกเหิม แต่เขาไม่ได้แสดงออกมาให้เห็น


จากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องในราชสำนักอีก เปลี่ยนมาคุยเรื่องสัพเพเห.ระ


ตอนที่ 392: ช่วงนี้เจ้าร้อนเงินหรือ


หลังจากลู่ไปชวนมั่นใจแล้วว่าพวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันอีกจึงเก็บเครื่องดักฟังที่เหอจิ่วเหนียงให้มา และออกไปจากที่นี่ทันที


เดิมทีคิดว่าเจ้าสิ่งเล็กๆนี่จะใช้ประโยชน์ไม่ได้ซะอีก นึกไม่ถึงว่าจะช่วยให้ได้ยินคำพูดของห้องข้างๆได้อย่างชัดเจน


ภรรยาเขาเป็นคนฉลาด เขาควรนำของขวัญอะไรกลับไปฝากนางดีนะ


ชายคลั่งรักคิดไปพลางเดินออกไปด้านนอก ภาพของเขาในตอนนี้หากคนนอกมองมาก็ต้องคิดว่า คนคนนี้กำลังเมามายและคิดอะไรบางอย่างอยู่จนอดยิ้มออกมาไม่ได้


ตั้งแต่ต้นจนจบ หลินอี้ผิงกับจิ้งอ๋องไม่รู้เลยว่ามีคนแอบฟังเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกัน แม้แต่คนของพวกเขาที่มาด้วยก็ไม่รู้


ลู่ไป่ชวนกลับจวนอย่างรวดเร็วเพราะอยากฟังการสนทนาอีกรอบอย่างละเอียด


หลินอี้ผิงจงใจพูดถึงเรื่องลัทธิมารนั่นเพื่อหยั่งเชิงความคิดของจิ้งอ๋อง แต่จิ้งอ๋องกลับไม่สนใจ ทั้งยังรู้สึกรังเกียจด้วย


แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จิ้งอ๋องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเหล่านั้น


กลับเป็นหลินอี้ผิงที่พยายามดึงให้จิ้งอ๋องเอนเอียงไปทางลัทธิมาร เขามีเจตนาใดกันแน่?


หรือว่าเขาต้องการใช้จิ้งอ๋องรับหน้าเพื่อปิดบังตัวเอง?


เช่นนั้นตอนนี้ก็สามารถอนุมานได้ว่า …ผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังลัทธิมารก็คือหลินอี้ผิง… แล้วหลินอี้ผิงเกี่ยวข้องกับใครในเชื้อพระวงศ์? หรือหลินอี้ผิงคือใครในเชื้อพระวงศ์ที่ปลอมตัว?


เป้าหมายของเขาก็คือสร้างความขัดแย้งระหว่างจิ้งอ๋องและเฉินอ๋อง จากนั้นก็รอรับผลประโยชน์จากความขัดแย้งของคนอื่น


แล้วหลินอี้ผิงจะเป็นใครไปได้ล่ะ?


จะเป็นองค์รัชทายาทที่ภายนอกดูอ่อนแอไร้ความสามารถ หรือจะเป็นคนที่จิตใจสะอาดผ่องใสตั้งแต่ไหนแต่ไรมาอย่างหลินอ๋อง หรือคนอื่นที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋อง


ขอบเขตของตัวเลือกกว้างมาก แต่ตอนนี้คงต้องพุ่งเป้าไปที่องค์รัชทายาทกับหลินอ๋องก่อน


เกิดมาเป็นโอรสของฮ่องเต้ หากไร้ความสามารถจริงๆ จะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไรกัน


ลู่ไป่ชวนวิเคราะห์เรื่องนี้ จากนั้นจึงไปที่จวนเฉินอ๋องเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้เจ้านายรู้


หลังจากเฉินอ๋องได้ฟังการวิเคราะห์ของลูกน้องคนเก่งก็ตกใจมาก ก่อนจะเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ถ้าเป็นหนึ่งในพวกเขาสองคน เช่นนั้นก็คงแสดงละครตบตาเก่งมาก หลายปีที่ผ่านมาข้าถึงไม่เคยสังเกตเห็นเลย!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เฉินอ๋องจับสังเกตไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ ขนาดจิ้งอ๋องที่ถึงขั้นเรียกเขาว่าสหายถูกหักหลังระยะเผาขนก็ยังไม่รู้ตัวเลย!


เมื่อลูกน้องสร้างผลงานเป็นที่น่ายกย่อง เฉินอ๋องปลาบปลื้มใจยิ่งนัก ทั้งให้คำชื่นชมและตกรางวัล


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ปฏิเสธ ผลงานของเขาครั้งนี้ส่วนมากเป็นเพราะความช่วยเหลือจากภรรยา เขาจะปฏิเสธรางวัลที่ภรรยามีส่วนช่วยได้อย่างไรกัน


เฉินอ๋องเห็นอีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ ทั้งยังทำท่าคาดหวังให้เขาตกรางวัลให้เยอะๆ ก็.อดยิ้มถามไม่ได้ “ทำไม ช่วงนี้เจ้าร้อนเงินหรืออย่างไร?”


ลู่ไป่ชวนตอบอย่างตรงไปตรงมา “ก็ไม่ได้ร้อนเงินขนาดนั้นพ่ะย่ะค่ะ”


อืม เพราะปกติเขาก็ไม่ได้ใช้เงินอยู่แล้ว


“แล้วเหตุใดพอเห็นรางวัลถึงทำตาลุกวาวเช่นนี้ล่ะ ทำอย่างกับไม่เคยเห็นอย่างไรอย่างนั้น ฮ่าๆๆ!”


ที่ผ่านมาเฉินอ๋องก็มักจะให้รางวัลกับลูกน้องคนนี้ไม่น้อย แม้แต่ครั้นที่เลื่อนตำแหน่งให้เขาก็ไม่เห็นเขามีท่าทางตื่นเต้นเลย แต่ท่าทางราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่ของเขาในตอนนี้ ทำเอาเฉินอ๋องอดหัวเราะไม่ได้จริงๆ


ลู่ไป่ชวนเอ่ยอย่างเกรงใจ “ภรรยากระหม่อมทำการค้า นางหาเงินได้มากกว่ากระหม่อมหลายเท่า กระหม่อมไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองเทียบกับนางไม่ติดน่ะพ่ะย่ะค่ะ”


ถึงแม้รางวัลเหล่านี้จะไม่ได้มากเท่ากับเงินที่ภรรยาหาได้ แต่ก็นับว่าเขามีรายได้เข้ามาบ้างแล้ว


“ฮ่าๆๆ เหมือนว่าเจ้าจะกำลังตำหนิข้าว่าตกรางวัลให้เจ้าน้อยไปนะ! ได้! ข้าจะเพิ่มให้เจ้าอีกลัง! ก็ใครใช้ให้เจ้าทำงานได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้กันล่ะ!”


ลู่ไป่ชวนก็ไม่ปฏิเสธเช่นเคย รับมาด้วยความยินดี “ขอบพระทัย.องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!”


เฉินอ๋องชอบนิสัยร่าเริงเช่นนี้ของเขา ไม่เสแสร้ง ชอบเงินก็บอกว่าชอบ เงินน้อยก็บอกว่าน้อย ไม่เหมือนคนอื่น ตอนมอบให้ปากบอกว่าไม่เอาไม่เอา แต่พอลับหลังกลับค่อนแคะไปต่างๆนานา


พวกวายร้ายเสือสิงห์กระทิงแรดก็เจอมาเยอะแล้ว แต่เขาชอบคบหากับคนตรงไปตรงมาเช่นนี้มากกว่า


ลู่ไป่ชวนไม่อาจเสียเวลาอยู่ที่จวนเฉินอ๋องนานได้ ตอนนี้ต้องรีบจัดการงานให้เร็วที่สุด และต้องจัดการให้เงียบที่สุด ดังนั้นพูดคุยธุระจบเขาก็ขอตัวลาทันที


รอให้ฟ้าเริ่มมืด เขาจะแอบเข้าไปซ่อนตัวในอารามเต๋า และรอจนหลอมยาออกมาสำเร็จ เขาจะเอายาที่เตรียมไว้ใส่ลงไป


เฉินอ๋องก็กลับมาคิดทบทวนเรื่องที่ลู่ไป่ชวนรายงาน เขาคิดว่า จิ้งอ๋องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รวมทั้งองค์รัชทายาทและหลินอ๋องด้วย พวกเขาอาจปลอมตัวเป็นตัวละครใดสักตัวในเรื่องนี้


ลู่ไป่ชวนไปทักทายกลุ่มลูกน้องเพื่อบอกให้พวกเขาเตรียมกำลังสนับสนุนให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา


ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของอารามเต๋าแห่งนี้ ดังนั้นจำเป็นต้องรับประกันความปลอดภัยให้ตัวเองเอาไว้


“ใต้เท้า ให้ข้าน้อยไปกับท่านด้วยเถอะขอรับ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันได้”


คนที่พูดคือผู้ช่วยคนหนึ่งที่เฉิงเหมิงเตรียมเอาไว้ให้ลู่ไป่ชวนโดยเฉพาะ ชื่อเซี่ยงอี้ชาง บทบาทของเขาก็ถือว่าเป็นหัวหน้าตัวเล็กๆคนหนึ่ง


เฉิงเหมิงกำชับให้เขาดูแลความปลอดภัยของลู่ไป่ชวนให้ดี เขาจึงคิดว่าถ้าไม่ตามไปด้วยแล้วตนจะปกป้องอีกฝ่ายได้อย่างไร


“ไม่จำเป็น ข้าไปคนเดียวคล่องแคล่วกว่า เจ้าพาพี่น้องไปซุ่มดูบริเวณรอบนอก ถ้าข้ามีอันตรายจะส่งสัญญาณให้เจ้า”


ลู่ไป่ชวนปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่ชอบนำคนไปทำภารกิจด้วยอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะเขาอวดดี แต่เขารู้สึกว่าไปคนเดียวจะหาที่ซ่อนตัวสะดวกด้วย และถอยออกมาสะดวกกว่า


“แต่ว่า…”


“วางใจเถอะ ข้ามียาติดตัวอยู่ ต่อให้ถูกจับได้จริงๆ ข้าก็ถ่วงเวลาจนกว่าพวกเจ้าจะเข้าไปได้”


ลู่ไป่ชวนตบไหล่เขาเบาๆ จากนั้นกำชับไม่กี่ประโยคก็อันตรธานหายไปในความมืดทันที


เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและว่องไวมาก แม้แต่พวกเซี่ยงอี้ชางก็ไม่ทันเห็น


“มิน่าล่ะ เหตุใดท่านอ๋องถึงชื่นชมใต้เท้าลู่นัก ความสามารถของใต้เท้าลู่ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ!”


เซี่ยงอี้ชาง.อดอุทานออกมาไม่ได้ องครักษ์ข้างๆคนหนึ่งพูดขึ้น “ได้ยินมาว่าใต้เท้าลู่เพิ่งเริ่มฝึกวรยุทธ์หลังจากที่ติดตามท่านอ๋องเมื่อหลายปีที่ผ่านมานี่เอง ภายในเวลาสั้นๆ เขาก็สามารถพัฒนาฝีมือมาถึงขั้นนี้ได้ เหลือเชื่อยิ่งนัก!”


“นั่นน่ะสิ อาจเป็นเพราะใต้เท้าลู่มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งด้วยกระมัง!”


ทุกคนชื่นชมกันไปต่างๆนานา และตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นเหมือนลู่ไป่ชวนให้ได้ เช่นนี้ถึงจะได้เลื่อนตำแหน่งบ้าง

…...

ลู่ไป่ชวนแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มนักพรตน้อยในอารามเต๋าแล้ว


หลังจากเดินสำรวจแล้วหนึ่งรอบก็พบว่าอารามเต๋าแห่งนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษ หากจะบอกว่าพิเศษก็คงเป็นความโอ่อ่าหรูหราของอารามเต๋าแห่งนี้ที่ดูมั่งคั่งกว่าอารามอื่น ของประดับตกแต่งแต่ละชิ้นล้วนแสดงให้เห็นถึงความร่ำรวย


ลู่ไป่ชวนแอบส่ายหัว ดูท่าฮ่องเต้เฒ่าให้ความสำคัญกับนักพรตเต้าผิงผู้นี้มากจริงๆ ภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็บูรณะอารามเต๋าออกมาได้ดีถึงเพียงนี้ ทุ่มเงินอย่างหนักเช่นนี้ หากเป็นอารามอื่นคงบูรณะไปได้เจ็ดแปดอารามแล้ว


“ฝ่าบาทดีกับท่านอาจารย์ของพวกเรามากจริงๆ ยาลูกกลอนแค่สามเม็ดก็แลกของล้ำค่าเป็นลังใหญ่กลับมาเช่นนี้”


“หลักๆก็เป็นเพราะความสามารถของท่านอาจารย์ด้วย ข้าเห็นสีพระพักตร์ของฝ่าบาทช่วงนี้ดีขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยเลย!”


“ใช่ ถ้าพวกเราตั้งใจฝึกบำเพ็ญกับท่านอาจารย์ให้ดีจะต้องเป็นอมตะได้แน่!”


เหล่านักพรตน้อยคนเดินไปพูดคุยกันไปอย่างมีความสุข ลู่ไป่ชวนเบะปาก ฮ่องเต้เฒ่ากินยาลูกกลอนนั่นต่อก็น่าโมโหแล้ว นี่ยังตกรางวัลอย่างหนักอีก ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเฉินอ๋องเลย หากเฉินอ๋องรู้เข้าจะรู้สึกเสียใจเพียงใด


ทว่า จากที่เขารู้จักเฉินอ๋องมา เฉินอ๋องน่าจะบอกฮ่องเต้แล้วว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตงถิง แต่ฮ่องเต้เฒ่ากลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อยอย่างนั้นหรือ เขาจะไม่สนใจจริงๆหรือ?


หรือว่ามีสิ่งใดที่พวกเขาพลาดไป?


ตอนที่ 393: เรียนกับท่านอาจารย์ จะเป็น.อมตะและร่ำรวย!


ลู่ไป่ชวนนึกสงสัย และคิดว่าต้องเพิ่มระดับการจับตาสังเกตให้ถ้วนถี่ขึ้น


นักพรตน้อยเหล่านี้น่าจะต้องไปเข้าเรียนตอนค่ำ จึงเดินแยกออกเป็นกลุ่มละสองคนบ้างสามคนบ้าง มุ่งหน้าไปที่ห้องโถงใหญ่


ลู่ไป่ชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจตามไปด้วย ทางด้านห้องหลอมยายังไม่มีความเคลื่อนไหว ไปดูสถานการณ์ทางนี้ก่อนแล้วกัน


เป็นดังคาด นักพรตน้อยเหล่านั้นมาเข้าเรียนจริงๆ


หลังจากที่นักพรตน้อยทั้งหลายมารวมตัวกันพอสมควรแล้ว เต้าผิงก็ออกมาสอน


เขาสอนถึงหลักการเหตุผลใหญ่ๆอันเกี่ยวกับการเป็นอมตะทั้งสิ้น ลู่ไป่ชวนฟังแล้วก็หาว


มีเพียงเหล่านักพรตน้อยที่ฟังแล้วรู้สึกฮึกเหิม แต่ละคนเลือดลมพลุ่งพล่าน แทบอยากลุกไปหลอมยาเสียแต่ตอนนี้


และยังไม่หมดแค่นั้น ขณะที่ลู่ไป่ชวนคาดว่าการเรียนการสอนใกล้จะจบแล้ว เต้าผิงก็เรียกนักพรตน้อยไปช่วยกันหามหีบใบใหญ่หลายหีบเข้ามา เมื่อเปิดฝาหีบออกก็พบว่า ภายในเต็มไปด้วยทองแท่งสีเหลืองอร่ามและของล้ำค่านานัปการ


“ว้าว!”


นักพรตน้อยตกตะลึงอ้าปากค้าง แต่ละคนรีบผุดลุกขึ้นชะเง้อมอง


“เงินทองมากมายยิ่งนัก!”


“ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์เก่งยิ่งนัก!”


“พวกเราต้องร่ำรวยเหมือนท่านอาจารย์ให้ได้!”


ลู่ไป่ชวนตะลึงค้าง


เต้าผิงยังคงฮึกโหม “ถ้าพวกเจ้าตั้งใจฝึกตนจนมีความรู้ความสามารถเหมือนอาจารย์ อนาคตไม่เพียงจะเป็น.อมตะเท่านั้น แต่ยังหาเงินทองได้มากมายอีกด้วย ไม่แน่อาจจะได้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ!”


เหล่านักพรตน้อยได้ฟังดังนั้นจิตใจก็ยิ่งฮึกเหิม แซ่ซ้องสรรเสริญอย่างบ้าคลั่ง “เรียนกับท่านอาจารย์ จะเป็นอมตะและร่ำรวย!”


ลู่ไป่ชวนยังคงนิ่งอึ้ง


ในหัวเกิดความสงสัย อารามเต๋านี่ยังเป็นสถานที่ล้างสมองอีกด้วยหรือ?


ที่สำคัญ เรื่องที่น่ากังวลไม่แพ้กันก็คือ จากที่ฟังสำเนียงของเหล่านักพรตน้อย พวกเขาน่าจะเป็นราษฎรชาวเป่ยเหยียน …หากถูกเต้าผิงชี้นำไปในทางที่ผิดเช่นนี้ต่อไป เป่ยเหยียนต้องตกต่ำอย่างไม่อาจเลี่ยงเป็นแน่


หลังจากเต้าผิงล้างสมองเสร็จก็ออกไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติเหล่านั้น ปล่อยให้เหล่านักพรตน้อยได้ฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเอง


ลู่ไป่ชวนตามออกไปอย่างรวดเร็ว


ดึกๆดื่นๆเช่นนี้นักพรตเต้าผิงช่างงานยุ่งซะจริง หลังจากปลุกระดมเหล่านักพรตน้อยเสร็จก็ไปที่ห้องรับแขก บริเวณรอบๆห้องรับแขกไม่มีที่ซ่อนตัว ลู่ไป่ชวนจึงไม่กล้าเข้าไปใกล้ เขาเลือกที่จะแอบมองอยู่ไกลๆ


ภายในห้องรับแขกมีผู้ชายคนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว การแต่งกายของอีกฝ่ายเรียบๆเหมือนคนทั่วไป หากแต่ลู่ไป่ชวนมองจากไกลๆ ก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายไม่ธรรมดาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา


หัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นจับตามองอย่างตั้งใจ ระยะทางค่อนข้างเป็นอุปสรรค เครื่องดักฟังก็นำมาใช้ไม่ได้ ทำได้เพียงพยายามเพ่งสายตาอ่านปากว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้พูดภาษาเป่ยเหยียนแต่คงเป็นภาษาตงถิง เพราะลู่ไป่ชวนจับคำพูดจากรูปปากไม่ได้เลย


เมื่อการแกะคำพูดหมดหนทาง ลู่ไป่ชวนทำได้เพียงจดจำรูปพรรณสัณฐานของคนคนนั้นเอาไว้ ค่อยหาปรมาจารย์วาดให้ภาพเหมือนออกมา แล้วส่งคนไปสืบ


บุรุษสองคนในห้องรับแขกพูดคุยกันเพียงไม่นานฝ่ายมาเยือนก็ขอตัวกลับ …ขณะที่คนผู้นั้นยืนขึ้น ลู่ไป่ชวนรู้สึกคุ้นตากับรูปร่างของเขาอย่างน่าประหลาด…คล้ายว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจ


อาจเป็นเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ก็มีรูปร่างคล้ายๆกันกระมัง ดูคุ้นตาคงเป็นเรื่องปกติ


เป้าหมายที่ลู่ไป่ชวนมาที่นี่ในวันนี้คือลอบวางยา ดังนั้นตอนนี้เขาจึงไม่มีเวลาจะใส่ใจคนผู้นั้น หลังจากเต้าผิงส่งแขกกลับเรียบร้อยแล้ว ลู่ไป่ชวนก็แอบตามเต้าผิงไปที่ห้องหลอมยา


ห้องหลอมยามีองครักษ์ดูแลอย่างแน่นหนา ตอนนี้ลู่ไป่ชวนจึงทำได้แค่ซ่อนตัวอยู่ด้านนอกและหาโอกาสเข้าไป


เห็นได้ชัดว่าเต้าผิงตั้งใจหลอมยาอย่างจดจ่อ เพราะหลังจากเข้าไปก็ยังไม่ออกมาเลย ลู่ไป่ชวนรอจนดึกสงัด องครักษ์หลายคนเริ่มผล็อยหลับกันไปบ้างแล้ว ในจังหวะนี้เขาจึงนำผงยาของเหอจิ่วเหนียงออกมาจัดการองครักษ์ทั้งหมดให้หมดสติ เปิดช่องทางให้เขาเข้าไปได้อย่างง่ายดาย


เมื่อเข้ามาถึงภายในได้ลู่ไป่ชวนก็ใช้ยาตัวเดียวกันกับเมื่อครู่จัดการเต้าผิง นักพรตเฒ่าพลันตกอยู่ในอาการง่วงงุน แต่ถึงเขาจะมีความรู้เรื่องหยูกยา เขากลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขาอ้าปากหาวแล้วหลับไปอย่างไม่นึกสงสัย


หลังจากทางสะดวก ลู่ไป่ชวนรีบนำผงยาที่เตรียมมาโรยลงบนยาลูกกลอนนั้น และรีบออกไปอย่างรวดเร็ว


ภารกิจในคืนนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยที่เทพไม่รู้ ผีไม่เห็น…


ด้านนอกมีสหายพี่น้องรอสนับสนุน ลู่ไป่ชวนส่งสัญญาณบอกพวกเขา จากนั้นต่างก็แยกย้ายกันกลับไปนอน


ลู่ไป่ชวนเอนกายอยู่บนเตียง ในสมองใคร่ครวญถึงเรื่องที่รู้มาวันนี้


…หลินอี้ผิงเป็นใครกันแน่ องค์รัชทายาทกับหลินอ๋องปลอมตัวเป็นใครในเรื่องนี้ และคนที่ไปพบเต้าผิงในคืนนี้คือใคร?


ยิ่งคิดก็ยิ่งนอนไม่หลับ ตอนนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่สุดที่ยังไม่อาจหาทางแก้ไขได้ เขาได้แต่เหม่อมองเพดานอย่างเลื่อนลอย


ปกติคฤหาสน์ในเมืองหลวงหลังนี้ไม่มีคนอยู่เขาจึงไม่ได้สนใจ มีเพียงบ่าวรับใช้ที่คอยดูแลความปลอดภัยเท่านั้น ตอนนี้จึงมีสภาพทรุดโทรมเล็กน้อย หลังจากนี้คงต้องหาคนมาซ่อมแซมแล้ว


ถึงแม้ครอบครัวจะอยู่ที่จิงโจว แต่ไม่แน่อาจมีโอกาสมาอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงสักพักก็ได้ โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่เป็นคนมุมานะไม่อยู่เฉย หากหลังจากกิจการที่จิงโจวเติบโตมากพอ ไม่แน่นางอาจขยับขยายการค้าเข้ามาในเมืองหลวงก็ได้


ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การแย่งชิงอำนาจระหว่างบรรดาอ๋องยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และเฉินอ๋องก็มีโอกาสชนะสูง หากเฉินอ๋องเป็นฝ่ายชนะได้ตำแหน่งนั้นมาครอง ไม่แน่เขาอาจต้องตามมาอยู่ในเมืองหลวงก็ได้ เมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับไปจิงโจวสักครั้ง


และเมื่อถึงตอนนั้นก็ต้องรับท่านพ่อท่านแม่ ภรรยาและลูกมาอยู่ด้วยกัน ดังนั้นคฤหาสน์หลังนี้จำเป็นต้องซ่อมแซมสักหน่อยแล้ว


คิดได้ดังนี้ เขาจึงตั้งใจว่า พรุ่งนี้เช้าจะกำชับให้บ่าวรับใช้จัดการทันที

.......

หลังจากหลอมยาลูกกลอนเสร็จ สองวันต่อมา เต้าผิงก็นำยาลูกกลอนมาถวายฮ่องเต้


เพราะกินยาลูกกลอนของเขามานานแล้ว ฮ่องเต้จึงไว้ใจเต้าผิงมาก ขันทีประจำพระองค์จะเข้ามาทดสอบพิษก็ถูกปฏิเสธ เพราะกลัวว่าการที่ขันทีกินยาลูกกลอนของเขาไปบางส่วนนั้นจะส่งผลต่อระดับประสิทธิภาพของยาที่ควรได้รับ


ฮ่องเต้กลืนยาลงไป จิบชาตามเพื่อช่วยให้กลืนง่าย ก่อนจะผ่อนลมหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง


“ช่วงนี้เรารู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก นี่ล้วนเป็นความดีความชอบของเจ้า”


องค์ราชันมองผู้ถวายพระโอสถด้วยสีพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความชื่นชม


เรื่องที่เฉินอ๋องบอกกับเขา เขาเองก็เคยสงสัยเช่นกัน แต่เขาลองหยั่งเชิงดูแล้ว เต้าผิงไม่เข้าใจภาษาตงถิงเลย และไม่ได้รู้จักคนตงถิงอะไรด้วย ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเชื่อเต้าผิงต่อไป


เต้าผิงเป็นนักพรตชราที่อยู่มากว่าสองร้อยปีแล้ว แล้วเขาจะยังสนใจเรื่องแย่งชิงอำนาจทางโลกอีกได้อย่างไรกัน


ปกติยามที่เขาตกรางวัลให้เต้าผิง เขาคะยั้นคะยออยู่นานกว่าเต้าผิงจะยอมรับไว้


เขาไม่ได้ปฏิเสธว่าคนตงถิงร้ายกาจเพียงใด แต่เต้าผิงไม่เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นแน่นอน ไม่ว่าเฉินอ๋องจะใช้วิธีใดจัดการตงถิง เขาจะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่ห้ามแตะต้องเต้าผิงเด็ดขาด


“ฝ่าบาททรงชมเกินไปแล้ว กระหม่อมแค่อยากให้ฝ่าบาทมีพระพลานามัยแข็งแรง มีชีวิตอมตะก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


ขณะที่เต้าผิงบอกกล่าวก็ยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อยไปด้วย ท่าทางดั่งเทพเซียน ยิ่งทำให้ฮ่องเต้หลงไหลเข้าไปอีก


ฮ่องเต้สุขเกษมเปรมปรีดิ์ยิ่งนัก คิดว่าจะตกรางวัลให้เขา แต่ทันทีที่อ้าปากเตรียมจะกล่าวก็กระอักเลือดออกมาทันที!


“ไอ้หยา ฝ่าบาท!”


ขันทีประจำพระองค์ตกใจอย่างมาก รีบเข้าไปประคองนายเหนือหัวอย่างรวดเร็ว และตะโกนให้คนตามหมอหลวงมา


เต้าผิงเองก็ตกใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันนี้เช่นกัน เขาจะเข้าไปดูอาการ แต่กลับถูกขันทีขวางเอาไว้


“นักพรตเต้าผิง ฝ่าบาททรงเสวยยาลูกกลอนของเจ้าจนกระอักเลือดออกมา ทางที่ดีเจ้าอย่าเข้ามาใกล้พระองค์เด็ดขาด! ทหาร จับตัวนักพรตเต้าผิงไว้เดี๋ยวนี้!”


ขันทีปกป้องฮ่องเต้ วาจาและน้ำเสียงที่เขาใช้หนักแน่นน่าเกรงขาม


เต้าผิงตื่นตระหนกมาก รีบคุกเข่าขอรับโทษ “ฝ่าบาท กระหม่อมถูกใส่ความ! กระหม่อมไม่มีเจตนาจะทำร้ายฝ่าบาทเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!”


ฮ่องเต้รู้สึกเจ็บปวดทรมานไปทั้งตัว แค่จะเปล่งวาจาออกมาก็ยังยากเย็น แต่เมื่อเห็นเต้าผิงตกใจเขาก็ทำใจไม่ได้ รับสั่งออกมาอย่างยากลำบาก “จับ…จับตัว…ไปขังที่…อารามเต๋า และรอรับ…โทษ!”


ตอนที่ 394: ฮ่องเต้ยังคงดึงดัน


เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วฝ่าบาทยังจะปกป้องนักพรตเต้าผิงอีกหรือ?


ขันทีประจำพระองค์หมดคำจะพูดจริงๆ แต่ก็ทำได้แค่ทำตามคำสั่ง


เต้าผิงมองฮ่องเต้อย่างร้อนรน เขาไม่สบายใจที่ถูกจับออกไปเช่นนี้ เสียแรงที่เขาคอยเอาอกเอาใจสารพัดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่พบว่าฮ่องเต้เฒ่ากลับยังไม่เชื่อใจเขา!


ไม่นานคณะหมอหลวงก็มาถึง เนื่องจากเกิดเรื่องขึ้นกับ.องค์จักรพรรดิแห่งแคว้น คนทั้งสำนักหมอหลวงจึงต้องมาช่วยทำการรักษาทั้งหมด


ระหว่างที่กำลังรักษา ฮ่องเต้รู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก กระอักเลือดออกมาเป็นระยะระยะ สีพระพักตร์ซีดเผือดลงทันใด


บรรดาอ๋องรู้เรื่องเข้าก็รีบเข้าวังมาดู หากฮ่องเต้มีอันเป็นไป ก็จะรับตำแหน่งต่อได้ในทันที


อาการของโอรสสวรรค์สาหัสมาก เขาอนุญาตให้หลิวกุ้ยเฟยอยู่ดูแลปรนนิบัติข้างกาย ทุกครั้งที่ป่วย เขาชอบให้หลิวกุ้ยเฟยเป็นคนดูแล หลิวกุ้ยเฟยรูปลักษณ์งดงาม เป็นคนอ่อนโยน ตอนอยู่ปรนนิบัติก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี


หลิวกุ้ยเฟยนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างเตียงฮ่องเต้ “ฝ่าบาท หม่อมฉันเห็นฝ่าบาทเป็นเช่นนี้แล้วปวดใจยิ่งนักเพ.คะ! หัวใจหม่อมฉันจะแตกสลายอยู่แล้ว ถ้าฝ่าบาท…”


นางคร่ำครวญพลางกุมมือฮ่องเต้มาวางที่ตำแหน่งหัวใจของนาง สัมผัสมือเขาอย่างอ่อนโยน ฮ่องเต้เจ็บปวดทรมานเจียนตาย แต่พลันนั้นก็รู้สึกมีกำลังใจและรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย


“หยุด…ร้องไห้…ได้แล้ว ก็มีแต่…เจ้า…นี่แหละที่…ใส่ใจ…เรา เราต้องหาย…แน่นอน อย่ากังวล…ไปเลย…นะ”


มืออีกข้างของฮ่องเต้ตบหลังมือกุ้ยเฟยคนโปรดเบาๆ เพื่อปลอบและยิ้มให้นาง


ทว่าทางด้านเหล่าหมอหลวงกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด พระอาการของฮ่องเต้พวกเขาวินิจฉัยหาสาเหตุไม่ได้เลย


หากบอกว่าถูกยาพิษ ฮ่องเต้ก็ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต หากบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่กลับกระอักเลือดออกมาไม่หยุด สีพระพักตร์ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด


“ท่านหมอจ้ง ตกลงฝ่าบาททรงเป็นอะไรกันแน่ ห้ามไม่ให้กระอักเลือดได้หรือไม่?”


หลิวกุ้ยเฟยอดกลั้นความเศร้าเอาไว้และเอ่ยถามออกมา มือข้างหนึ่งยังคงจับพระหัตถ์ฮ่องเต้เอาไว้ด้วยความห่วงใย ทำให้ฮ่องเต้เฒ่ารู้สึกอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก


เขารับรู้ได้ถึงความโศกเศร้าและความใส่ใจที่หลิวกุ้ยเฟยมีต่อเขา ไม่เหมือนสนมคนอื่นๆ ภายนอกร้องห่มร้องไห้ แต่ในใจไม่รู้มีแผนการอะไรอยู่


“ตอบกุ้ยเฟย ฝ่าบาททรงถูกยาพิษทำให้กระอักพระโลหิตไม่หยุดเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”


หลังจากตรวจร่างกายมาครึ่งวัน เหล่าหมอหลวงก็วินิจฉัยออกมาได้ว่าอาการของฮ่องเต้เกิดจากการถูกยาพิษ ส่วนเป็นพิษชนิดใดยังไม่อาจระบุได้


“อยู่ดีๆ เหตุใดถึงโดนวางยาได้ล่ะ… เสี่ยวฉวนจื่อ ปกติเจ้าเป็นคนทดสอบพิษให้ฮ่องเต้ เจ้าสบายดี แต่เหตุใดฝ่าบาทถึงได้ประชวรเช่นนี้?”


หลิวกุ้ยเฟยปาดน้ำตา หันมองขันทีที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว “ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้ สู้ให้ข้าเป็นคนทดสอบพิษให้ฝ่าบาทเองยังดีซะกว่า! ข้ายอมโดนพิษเอง ไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้กับฝ่าบาทแน่!”


เสี่ยวฉวนจื่อที่คุกเข่าอยู่ให้เหตุผลด้วยความรู้สึกกลัว “กุ้ยเฟยระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทดสอบพิษให้ฝ่าบาทมาโดยตลอด พระกระยายาหารที่ฝ่าบาททรงเสวยล้วนผ่านการทดสอบพิษจากกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ จะมีก็เพียงแค่… แค่…”


“อะไร เจ้ารีบบอกมาสิ!”


หลิวกุ้ยเฟยแสดงท่าทางออกมาให้เห็นว่า หากไม่ใช่เพราะจับมือฮ่องเต้อยู่ไม่อยากปล่อย คงลงมือสั่งสอนเสี่ยวฉวนจื่อไปสักฉาดแล้ว ทำเอาฮ่องเต้เฒ่ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก


“มีเพียงแค่ยาลูกกลอนที่นักพรตเต้าผิงนำมาถวายเท่านั้นที่กระหม่อมไม่ได้ทดสอบพิษพ่ะย่ะค่ะ!”


เสี่ยวฉวนจื่อรีบพูดความจริงออกมา


พระพักตร์ฮ่องเต้ลึกล้ำเล็กน้อย หมอหลวงจ้งพูดต่อจากขันที “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่กระหม่อมตรวจดูกล่องใส่ยาลูกกลอนแล้ว พบว่าในกล่องมีพิษอยู่จริงพ่ะย่ะค่ะ แต่ปริมาณของพิษน้อยมาก จึงไม่อันตรายถึงชีวิต ตามหลักแล้วไม่อาจตรวจเจอได้ แต่ฝ่าบาททรงเป็นโอรสวรรค์สวรรค์ย่อมคุ้มครอง จึงตรวจเจอ ตอนนี้ยังมีเวลารักษา แต่ถ้ารอช้าปล่อยให้พิษแทรกซึมไปทั่วร่างกาย มันจะสายเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”


ถึงแม้ตอนนี้ยังปรุงยาถอนพิษออกมาไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็รับประกันได้แล้วว่าชีวิตของฮ่องเต้จะไม่มีอันเป็นไป ดังนั้นบรรดาหมอหลวงจึงไม่ได้ตื่นตระหนกมากเหมือนเมื่อครู่แล้ว


ฮ่องเต้ยังคงไม่อยากเชื่อว่าเป็นฝีมือของเต้าผิง เขาเงียบไปครู่ใหญ่ จึงเป็นหลิวกุ้ยเฟยที่เป็นฝ่ายถามขึ้น “แล้วตอนนี้ทำเช่นไรได้บ้าง พวกเจ้ามีวิธีถอนพิษหรือไม่?”


“ทูลกุ้ยเฟย ตอนนี้ยังไม่มีเทียบยาถอนพิษพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะลองฝังเข็มขับพิษให้ฝ่าบาทดูว่าจะได้ผลหรือไม่”


“เช่นนั้นก็เริ่มเลย พระวรกายของฝ่าบาทสำคัญที่สุด!”


หลิวกุ้ยเฟยหลีกทางให้อย่างเร็วรี่ แต่มือยังคงจับพระหัตถ์พระสวามีเอาไว้แน่น ทั้งยังคอยปลอบโยนไม่ห่าง “ฝ่าบาทวางพระทัยนะเพคะ หม่อมฉันจะอยู่กับฝ่าบาทไม่ไปไหน!”


ฮ่องเต้พยักหน้า และซึ้งใจยิ่งนัก


ขณะที่หมอหลวงทำการฝังเข็ม ฮ่องเต้กระอักเลือดออกมาสองครั้ง หลิวกุ้ยเฟยเป็นคนเช็ดเลือดให้เขาด้วยตัวเอง


เขารู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ.ลงมาก แต่ก็ยังถาม “พวกลูกทรพีของเรามากันหรือยัง?”


หลิวกุ้ยเฟยรีบตอบ “มากันนานแล้วเพ.คะ ตอนนี้คุกเข่าอยู่ข้างนอก หม่อมฉันเป็นห่วงกลัวว่าอ๋องทั้งหลายจะรบกวนความสงบของฝ่าบาทก็เลยไม่ให้พวกเขาเข้ามา ฝ่าบาทอยากเรียกให้เข้ามาหรือไม่เพ.คะ?”


ฮ่องเต้พยักหน้ารับรู้ กุ้ยเฟยช่างเอาใจใส่เขาดีจริงๆ


“ให้เจ้าสามเข้ามาหาเรา”


ขณะรับสั่ง ฮ่องเต้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ รู้สึกว่าตนเองแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง


หลิวกุ้ยเฟยรับคำสั่ง และให้ขันทีคนหนึ่งไปแจ้งเฉินอ๋อง ก่อนจะหันมากล่าว “เช่นนั้นหม่อมฉันออกไปรอข้างนอกนะเพ.คะ”


พูดจบนางก็ทำท่าจะลุก แต่ถูกฮ่องเต้รั้งมือห้ามเอาไว้ “ออกไปทำไมกัน เจ้าอยู่กับเราตรงนี้นี่แหละ”


ตอนนี้หลิวกุ้ยเฟยเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดของเขา หากนางออกไป เขาเกรงว่าตัวเองจะทนไม่ไหว


หลิวกุ้ยเฟยยิ้มละมุน “ก็ได้เพ.คะ หม่อมฉันไม่ไป จะอยู่กับฝ่าบาทตรงนี้”


ดูเหมือนว่าบรรดาหมอหลวงได้ยินวาจาหวานเลี่ยนเช่นนี้จนชินกันแล้ว พวกเขายังคงจดจ่อกับการทำหน้าที่ช่วยฮ่องเต้ขับพิษอย่างตั้งใจ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ก็เห็นได้ไม่ชัดเจนนัก


แต่พวกเขาบอกว่ามันเป็นพิษเรื้อรัง ไม่สามารถขับออกได้หมดในคราวเดียว ต้องค่อยๆรักษาไป กล่าวคือ ฮ่องเต้ต้อง.อดทนกับความเจ็บปวดนี้ไปก่อน ช่วงนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการกระอักเลือดได้


ตอนที่เฉินอ๋องเข้ามา ฮ่องเต้กำลังหลับตาพักผ่อน บนแขนเต็มไปด้วยเข็มเงิน รู้สึกได้ว่าร่างกายแย่ลงกว่าเดิมอย่างฮวบฮาบ


เฉินอ๋องคุกเข่าคำนับ “ลูกคารวะเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”


“ลุกขึ้นเถอะ ข้าจะมอบหมายเรื่องเต้าผิงให้เป็นหน้าที่เจ้าไปตรวจสอบ ถ้าเขามีความสัมพันธ์กับคนตงถิงจริงๆ เจ้าก็จัดการไปตามที่เจ้าเห็นสมควรแล้วกัน แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ เจ้าต้องนำตัวเขากลับมาให้เราอย่างปลอดภัยทุกประการ”


ความจริงแล้วฮ่องเต้ยังอยากดึงดัน เพราะคิดว่านักพรตผู้สูงส่งที่มีอายุกว่าสองร้อยปีอย่างเต้าผิงไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวเรื่องทางโลก


ส่วนเรื่องที่เขาถูกวางยาพิษ อย่างมากก็บอกว่าเขาถูกลอบวางยาไป


วาจาของฮ่องเต้เห็นได้ชัดว่ายังเลือกที่จะเชื่อใจเต้าผิง เฉินอ๋องจนปัญญาแล้วจริงๆ ไม่อยากพูดอะไรกับเขามากแล้ว จึงเพียงตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะสืบหาความจริงมาให้เสด็จพ่อให้ได้”


เขารับคำสั่งและออกไปทันที ด้านนอกยังมีอ๋ององค์อื่นนั่งคุกเข่าอยู่ เมื่อเห็นเขาออกมาแล้วกลับไปทันทีเช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้น 


“เขามีสิทธิ์อะไรกลับไปเช่นนี้ได้?”


จิ้งอ๋องเสียงเข้มด้วยความไม่พอใจ ตามหลักแล้วไม่ควรจะเช่นนี้!


หลังจากเขาพูดจบ จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องไห้มาจากด้านข้าง


ตอนที่ 395: องค์รัชทายาทแสดงละครตบตาเก่ง


เมื่อหันไปมองตามเสียง ปรากฏว่าเป็น.องค์รัชทายาทผู้ไร้ประโยชน์


จิ้งอ๋องรู้สึกรำคาญอย่างไม่มีเหตุผล บ่นอย่างไม่สบอารมณ์ “เสด็จพ่อยังไม่ตายเสียหน่อย ร้องไห้ตอนนี้มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ?”


หลินอ๋องคว้าแขนเตือน “น้องหก ระวังคำพูดด้วย”


“ข้าพูดผิดตรงไหน เป็นองค์รัชทายาทแต่ไม่มีท่าทางของความเป็น.องค์รัชทายาทเลย เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้นกับเสด็จพ่อ เจ้าสามนั่นกลับเป็นคนที่ได้รับมอบหมายภารกิจเรื่องนี้ แค่นี้ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่าในใจของเสด็จพ่อยังมีเจ้าสามอยู่ หึ!”


ผ่านไปครู่หนึ่งจิ้งอ๋องก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเฉินอ๋องถึงออกไปได้ สองวันก่อนเจ้าสามเพิ่งมาเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อ ตอนนี้เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสด็จพ่อย่อมเรียกหาเจ้าสามอยู่แล้ว คราวนี้หากเจ้าสามทำงานสำเร็จ ไม่แน่ตำแหน่ง.องค์รัชทายาทอาจต้องเปลี่ยนคนแล้ว


การเปลี่ยนคนขึ้นครองตำแหน่ง.องค์รัชทายาทย่อมเป็นเรื่องที่เขายินดีให้เกิดขึ้น แต่ถ้าเปลี่ยนให้เฉินอ๋องขึ้นแทน เขาไม่ยินดีแน่นอน


เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองจะด้อยไปกว่าเฉินอ๋องเลย


“น้องหก ข้าก็แค่เสียใจมากที่เสด็จพ่อต้องเจอเรื่องเช่นนี้ เหตุใดเจ้าต้องซ้ำเติมด้วย!”


องค์รัชทายาทปาดน้ำตา กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “หลายปีที่ผ่านมาเสด็จพ่อสนใจลัทธิเต๋ามาโดยตลอด กว่าจะได้เจอนักพรตอาวุโสที่เชื่อใจได้สักคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตอนนี้ต้องมาเกิดเรื่องเช่นนี้อีก เสด็จพ่อต้องเสียพระทัยมากแน่ ความรู้สึกพวกนี้ พวกเจ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก!”


ท่าทีขององค์รัชทายาทราวกับระบายโทสะแทนฮ่องเต้ คำพูดแต่ละคำล้วนตรงกับสิ่งที่ฮ่องเต้คิดอยู่ในใจ


จิ้งอ๋องคร้านจะฟัง “เสด็จพ่ออยู่ข้างใน คำพูดพวกนี้เก็บไว้พูดต่อหน้าเสด็จพ่อเถอะ!”


พวกเขาล้วนรู้ดีว่าการที่องค์รัชทายาทไม่มีความสามารถแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นที่โปรดปรานได้ ก็เพราะเขาประจบประแจงฮ่องเต้เก่ง ไม่ว่าฮ่องเต้จะพูดอะไร องค์รัชทายาทล้วนสำทับทุกอย่างไม่ขัดข้อง คนเช่นนี้หากไม่เป็นที่โปรดปรานน่ะสิถึงจะแปลก


แต่จิ้งอ๋องผู้มุทะลุไม่ชอบท่าทางเหยาะแหยะน่ารำคาญของ.องค์รัชทายาทเลยจริงๆ


หลินอ๋องห้ามเขาอีกครั้ง “น้องหก หยุดพูดได้แล้ว”


โดยปกติจิ้งอ๋องจะเชื่อฟังหลินอ๋อง เพราะความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองเป็นไปอย่างดีตั้งแต่เด็ก แต่เรื่องในวันนี้จิ้งอ๋องไม่สบอารมณ์จริงๆ จึงสะบัดมือหลินอ๋อง แล้วตะโกนเสียงดัง “ข้าจะไปพบเสด็จพ่อ!”


สิ้นเสียงเขาก็ลุกพรวดพุ่งตัวไปที่ประตู ขันทีที่เฝ้าประตูขวางเอาไว้ แต่ก็ถูกผลักออกไป ทันใดนั้นหน้าประตูตำหนักก็เกิดความวุ่นวายขึ้น


หลินอ๋องถอนหายใจออกมา แล้วกล่าวกับองค์รัชทายาท “น้องหกเป็นคนใจร้อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เหตุใดพี่ใหญ่ต้องยั่วยุเขาด้วย?”


ในมุมมองของหลินอ๋อง องค์รัชทายาททำเช่นนี้เพราะตั้งใจหลอกให้จิ้งอ๋องติดกับ เจ้าหกเป็นคนนิสัยโผงผาง ไร้ความยับยั้งชั่งใจ จึงตกหลุมพรางได้ง่าย


องค์รัชทายาทสูดลมหายใจด้วยความขมขื่น กล่าวกับหลินอ๋อง “เจ้าห้า เจ้าเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าก็แค่รู้สึกเสียใจแทนเสด็จพ่อจริงๆ หากไม่มีนักพรตเต้าผิงผู้นี้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเสด็จพ่อจะหาคนที่เข้าใจเจออีก เฮ้อ!”


หลินอ๋องกดมุมปากอย่างเบื่อหน่ายเล็กน้อย ไม่อยากเสวนากับพี่ชายคนนี้อีก องค์รัชทายาทแสดงละครเก่ง เพียงแต่แสดงได้ไม่ตรงประเด็นก็เท่านั้น


ปัญหาตอนนี้คือ ฮ่องเต้กินยาลูกกลอนของเต้าผิงแล้วถูกพิษ เขาควรร้องไห้เพราะร่างกายฮ่องเต้ถูกพิษ ไม่ใช่เพราะฮ่องเต้เสียคนที่เข้าใจไป


องค์รัชทายาทผู้นี้ช่างไร้สมองจริง ๆ


หลินอ๋องรู้สึกว่าหากยังคุกเข่าอยู่กับเขาต่อไปอาจส่งผลกระทบต่อสติปัญญาของตัวเองได้ ดังนั้นจึงเว้นระยะห่างจากเขามากขึ้น

......

ส่วนทางด้านจิ้งอ๋องได้ก่อเรื่องไปจนถึงตรงหน้าฮ่องเต้แล้ว


ฮ่องเต้ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายที่ประตูตั้งนานแล้ว เดิมทีอยากระบายโทสะออกมา แต่โชคดีที่หลิวกุ้ยเฟยคอยห้ามอยู่ข้างๆ จึง.อดกลั้นโทสะเอาไว้ได้ รอจนกว่าจิ้งอ๋องเดินเข้ามาคุกเข่าหน้าเตียง จึงจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหก เจ้าก่อเรื่องวุ่นวายอะไรอีกฮะ?”


“เสด็จพ่อ ลูกอยากสืบคดีเต้าผิงให้เสด็จพ่อด้วย อยากช่วยเสด็จพ่อขจัดความทุกข์ใจพ่ะย่ะค่ะ!”


สีหน้าท่าทางเขาขึงขังมาก ดูไปแล้วเหมือนกำลังโกรธอยู่


เดิมทีฮ่องเต้อยากปฏิเสธ แต่ก็เปลี่ยนความคิดอย่างฉับพลัน เรื่องนี้หากมอบหมายให้เฉินอ๋องสืบคนเดียว ไม่แน่เฉินอ๋องอาจเล่นแร่แปรธาตุได้ เห็นชัดๆว่าเต้าผิงถูกใส่ร้าย กลับจงใจให้เต้าผิงเป็นคนรับผิด แต่หากให้จิ้งอ๋องร่วมสืบคดีด้วยจะได้สมดุลกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีโอกาสใช้อุบายใดแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น หากเรื่องนี้เฉินอ๋องได้รับความดีความชอบไปคนเดียว ก็จะเป็นการบดบังความโดดเด่นของ.องค์รัชทายาท 


ไม่ได้ ต้องควบคุมเอาไว้สักหน่อย


บิดาผู้รักลูกไม่เท่ากันไตร่ตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสออกมา “เช่นนั้นก็ให้องค์รัชทายาทร่วมสืบคดีด้วย พวกเจ้าสามคนช่วยกันสืบคดีนี้!”


จิ้งอ๋องดีใจขึ้นโดยพลันแต่ยังไม่ถึงขั้นสุด “เสด็จพ่อ ให้องค์รัชทายาทอยู่ดูแลเสด็จพ่อเถอะพ่ะย่ะค่ะ เขายังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ข้างนอกอยู่เลย!”


“เหลวไหล! เป็นถึง.องค์รัชทายาทจะร้องไห้ขี้มูกโป่งอย่างที่เจ้าว่าได้อย่างไร เจ้าไปเรียกเขาเข้ามา เราจะสั่งสอนเขาเอง!”


จิ้งอ๋องนิ่งไป


เขาไม่อยากขยับตัวไปตามเลย!


เขาไม่เข้าใจจริงๆ องค์รัชทายาทไร้ความสามารถเช่นนั้น เหตุใดเสด็จพ่อถึงยังโปรดปรานเขาถึงเพียงนั้นอยู่ได้!


เรื่องที่จะร่วมสืบคดีกับเฉินอ๋อง ก็เป็นเขาที่หาโอกาสให้ตัวเอง องค์รัชทายาทที่อยู่ข้างนอกนั่นไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง แต่กลับได้รับโอกาสไปอย่างง่ายดาย


น่าโมโหจริงๆ!


“เสด็จพ่อ พี่ห้าก็คุกเข่าอยู่ข้างนอกด้วย จะให้ลูกตามเข้ามาด้วยกันหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


เขากัดฟันกรอด หากจะมีเรื่องก็มีเรื่องไปด้วยกันหมดนี่แหละ อย่าหวังว่าใครจะอยู่สบาย!


ฮ่องเต้รู้สึกว่าคำแนะนำนี้ไม่เลว เขาเองก็ชอบเห็นพวกลูกๆทะเลาะกันเสียด้วย มีเพียงการทำตัวเหลวแหลกของพวกเขาเท่านั้น ตำแหน่งฮ่องเต้ของเขาถึงจะยังคงรักษาไว้ได้ต่ออีกยาวนาน


“อืม เจ้าไปตามเข้ามาเถอะ”


หลิวกุ้ยเฟยเห็นดังนั้นก็รู้สึกหมดคำพูดจริงๆ ฮ่องเต้เฒ่าไม่สนใจงานบ้านเมือง ชอบทรมานลูกๆพวกนี้อยู่ได้


ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ เขาชอบทรมานเฉินอ๋อง


การที่เขาส่งอ๋องพวกนี้ไปร่วมสืบคดี เห็นได้ชัดว่าต้องการให้ไปก่อกวนเฉินอ๋องมากกว่า


แต่นางไม่ได้แสดงท่าทางไม่พอใจออกมาแต่อย่างใด ยังยิ้มป้อยอคำหวาน “ฝ่าบาทของพวกเราทรงปฏิบัติต่อโอรสธิดาทุกพระองค์อย่างเท่าเทียมกัน อ๋องทุกพระองค์จึงย่อมเป็นห่วงฝ่าบาทอย่างสุดหัวใจ นี่ถึงจะเรียกว่าครอบครัวรักใคร่ปรองดอง ความเจริญก็บังเกิดเพ.คะ!”


จิ้งอ๋องที่อยู่ข้างๆ ได้ยินวาจาของนางสีหน้าก็ดำคล้ำ กลับเป็นฮ่องเต้ที่ชอบใจมาก เขาคิดว่าสิ่งที่ตนทำยุติธรรมและเป็นกลางที่สุดแล้ว ให้พวกเขาได้แย่งชิงกันเอง ดีจะตาย!


ไม่นานองค์รัชทายาทและหลินอ๋องก็เข้ามา หลินอ๋องรักษาท่าทีเป็นปกติ ทันทีที่เข้ามาก็คารวะเหมือนทุกครั้ง


แต่องค์รัชทายาทกลับต่างไป ทันทีที่เข้ามาก็ร้องไห้ พุ่งตัวไปข้างเตียงฮ่องเต้ พรั่งพรูอย่างสะอึกสะอื้น “เสด็จพ่อ ลูกอกตัญญู ทำให้เสด็จพ่อต้องเจ็บปวดเช่นนี้ หากเป็นไปได้ลูกยอมเจ็บปวดแทนเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ฮือๆๆ…”


จิ้งอ๋อง “...”


หลินอ๋อง “...”


หลิวกุ้ยเฟย “...”


ฮ่องเต้เฒ่ารู้สึกแช่มชื่น ยกมือลูบศีรษะเขา ก่อนจะแสร้งทำเป็นโกรธเล็กน้อย “เอาละ โชคดีที่ตรวจเจอเร็ว เรายังไม่ตายเสียหน่อย โตจนป่านนี้แล้วยังจะร้องไห้อีก เจ้าไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะหรือ! เมื่อครู่เจ้าหกมาขอเราแล้ว เราจะให้พวกเจ้าไปช่วยเจ้าสามสืบคดีด้วยกัน…”


“ไม่พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกไม่ไป! ลูกอยากอยู่ดูแลเสด็จพ่อตรงนี้ ฮือๆๆ…”


“เหลวไหล! เจ้าเป็นถึงองค์รัชทายาทจะไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร ถ้าเจ้าเป็นเช่นนี้ ต่อไปขึ้นครองบัลลังก์แล้วใครจะยอมจำนนนต่อเจ้าฮะ?”


องค์รัชทายาทส่ายหน้าพัลวัน “ไม่พ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่อยากขึ้นครองบัลลังก์อะไรทั้งนั้น ลูกอยากให้เสด็จพ่อมีพระพลานามัยแข็งแรง เสด็จพ่อต้องมีอายุยืนยาวเป็นหมื่นๆปี และจะครองบัลลังก์ตลอดไปพ่ะย่ะค่ะ!”


วาจานี้กระตุ้นให้ฮ่องเต้พอใจมากเหลือเกิน เขาเองก็ปรารถนาชีวิตเช่นนั้นเหมือนกัน!


สองพ่อลูกพูดวาจาหวานเลี่ยนประจบประแจงกันไปมาอยู่พักหนึ่ง จิ้งอ๋องฟังแล้วได้แต่กลอกตา.มองบน


นี่คือสิ่งที่เสด็จพ่อบอกว่าจะสั่งสอนองค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ พูดแค่นี้นี่น่ะหรือ!?


ตอนที่ 396: จะตัดสินว่าเป็นหลินอ๋องเพราะเหตุผลแค่นี้ไม่ได้


สุดท้ายหลิวกุ้ยเฟยก็ทนฟังต่อไม่ไหว เป็นฝ่ายทำลายความพะอืดพะอมนี้ “องค์รัชทายาทหยุดร้องไห้ได้แล้ว ฝ่าบาทกำลังประชวร ต้องการความสงบ อย่าทำให้ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยสิ”


ได้ยินดังนั้นองค์รัชทายาทก็รีบปาดน้ำตาทันที แล้วเอ่ยราวกับเด็กน้อยที่เชื่อฟัง “จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะรบกวนเสด็จพ่อไม่ได้ เสด็จพ่อโปรดอภัยให้ลูกด้วย”


เขาหยุดร้องไห้ แต่ไม่ได้มีท่าทีจะลุกขึ้น ยังคงคุกเข่าอยู่ข้างเตียงไม่ไปไหน ท่าทางของเขาดูไม่ได้สนใจเรื่องสืบคดีเลยแม้แต่น้อย


ฮ่องเต้เห็นแล้วชอบยิ่งนัก ถึงแม้องค์รัชทายาทจะไร้ความสามารถ แต่กลับเป็นคนที่เข้าใจเขามากที่สุด และกตัญญูต่อเขามากที่สุด ด้วยเหตุนี้เขาจึงยอมยกตำแหน่ง.องค์รัชทายาทให้ และยินดีช่วยเขาขยายอำนาจ สั่งสมชื่อเสียงในหมู่ราษฎรให้กับเขา


โอรสสวรรค์มองบุตรชายคนโปรดด้วยความรักใคร่เอ็นดู “ไปเถอะ เจ้าสามเพิ่งจะออกไปได้ไม่นาน พวกเจ้าขี่ม้าเร่งตามไปตอนนี้ยังทัน”


ครั้งนี้องค์รัชทายาทไม่ได้พูดอะไร หากแต่เงยหน้ามองพระบิดาด้วยแววตาดื้อดึง ฮ่องเต้หว่านล้อมเขาอยู่สองสามประโยคเขาจึงจะยอมลุกขึ้นด้วยท่าทางขัดใจ ตามจิ้งอ๋องกับหลินอ๋องออกไป


องค์รัชทายาทปากบอกว่าไม่อยากสืบคดี แต่ความจริงทันทีที่ออกจากวังก็รีบพุ่งตัวไปก่อนใคร เพียงไม่นานก็ตามเฉินอ๋องทัน


ดูเหมือนว่าเฉินอ๋องคุ้นชินกับสถานการณ์เช่นนี้แล้ว ตอนที่ออกมาจากวังเขาเองก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ทางปล่อยให้เขาเป็นคนสืบคดีคนเดียวแน่นอน ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเลยที่ทั้งสามตามมา


เฉินอ๋องกลับไปที่จวนตัวเองก่อน จากนั้นนำกำลังคนไปปิดล้อมอารามเต๋า


ขณะเดียวกันเขาก็ให้คนไปตามลู่ไป่ชวนมาด้วย ตอนนี้มีเพียงลู่ไป่ชวนเท่านั้นที่เหมาะจะช่วยเขาทำคดีนี้ที่สุด


เพียงแต่ การปรากฏตัวของลู่ไป่ชวนเป็นที่ดึงดูดสายตาขององค์ชายทั้งสามทันที สายตาของพวกเขาจดจ้องไปที่หน้ากากของลู่ไป่ชวน


“กลางวันแสกๆ เจ้าจะใส่หน้ากากทำไมกัน?”


จิ้งอ๋องปากไวพูดขึ้นทันที เขาไม่ชอบขี้หน้าเฉินอ๋อง ดังนั้นย่อมไม่ชอบคนใกล้ตัวเฉินอ๋องทุกคนด้วย


“ตอบจิ้งอ๋อง ใบหน้าของกระหม่อมเสียโฉมพ่ะย่ะค่ะ ไม่กล้าเปิดให้ผู้คนขยะแขยงสายตา”


ลู่ไป่ชวนคำนับพลางตอบ ในน้ำเสียงไม่บ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึกใด


จิ้งอ๋องได้ยินดังนั้นก็หุบปากเงียบทันที


กลับเป็นหลินอ๋องที่จับสังเกตคำพูดของเขาได้ …เขาแทนตัวเองว่า ‘กระหม่อม’ ไม่เหมือน.องครักษ์ทั่วไปที่แทนตัวเองว่า ‘ข้าน้อย’


สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนผู้นี้มีตำแหน่งขุนนางที่เฉินอ๋องเป็นคนแต่งตั้งให้


ฟังจากน้ำเสียงแล้วอายุยังไม่มาก ได้เป็นขุนนางตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้ คนผู้นี้ต้องทำคุณูปการที่โดดเด่นเป็นแน่…


และแล้วภายในชั่วพริบตา หลินอ๋องก็นึกถึงเรื่องการสังหาร.องค์รัชทายาทหนานไท่ก่อนหน้านี้ขึ้นได้ ได้ยินมาว่าเป็นฝีมือคนของเฉินอ๋อง แต่เขาไม่รู้ว่าคนไหน


พลันนั้นเขาจึงอนุมานได้ว่า…น่าจะเป็นฝีมือของคนผู้นี้


ขณะที่หลินอ๋องจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ลู่ไป่ชวนก็ลอบสังเกตเขาอยู่เช่นกัน …เขารู้สึกว่า ลักษณะทางกายภาพของหลินอ๋องช่างคุ้นตายิ่งนัก


ก่อนหน้านี้เขาจดจำลักษณะรูปร่างของหลินอี้ผิงเอาไว้…คนที่ไปพบเต้าผิงในคืนนั้น มีรูปร่างคล้ายกับหลินอ๋องมาก 


เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่า 


…สองคนนี้อาจเป็นคนคนเดียวกัน


เพียงแต่น้ำเสียงของคนทั้งสองไม่เหมือนกัน เขาจึงตั้งข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งว่า


…หลินอ๋องอาจใช้ยาบางอย่างปลอมแปลงเสียง


เพียงแต่ความคิดของเขาตอนนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ถึงอย่างไรผู้ชายบนโลกนี้ก็มีตั้งมากมาย ผู้ชายที่มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายคลึงกันก็มีดาษดื่น จะตัดสินว่าเป็นหลินอ๋องเพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ไม่ได้


นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ไป่ชวนได้เผชิญหน้ากับอ๋องทั้งสามในระยะประชิด เนื่องจากเขาสวมหน้ากาก จึงมีความได้เปรียบสูงในการพิจารณาบุคลิกของอีกฝ่าย


ตอนนี้เขายังไม่ได้สงสัยในตัวจิ้งอ๋องมากนัก จิ้งอ๋องเป็นคนมุทะลุแต่ไร้แผนการ คนเปิดเผยที่สามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นนี้สำหรับเขาแล้วไม่มีความน่ากลัวแต่อย่างใด แต่อีกสองคน ดูจากภายนอกเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง และด้วยเหตุนี้ทำให้เขามองว่าเป็นคนที่รับมือได้ยากที่สุด


พลันนั้นเขาคิดขึ้นมาว่า หากภรรยาอยู่ด้วยก็คงดี นางมองปราดเดียวก็สามารถรู้ได้แล้วว่าใครกันแน่คือหลินอี้ผิง


จิ้งอ๋องเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อเสด็จพ่อให้พวกเราร่วมมือกันสืบคดี เช่นนั้นก็เริ่มเลยเถอะ! ทหาร ไปตระเวนดูในอาราม หากมีเบาะแสใดให้รีบมารายงานข้าด่วน!”


ตอนนี้จิ้งอ๋องอยากสร้างผลงานก่อน ถึงแม้ก่อนหน้านี้สหายอี้ผิงจะแนะนำให้เขาใช้ประโยชน์จากเต้าผิงเพื่อใกล้ชิดฮ่องเต้มากขึ้น แต่ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นกับเต้าผิงแล้ว การสร้างผลงานย่อมได้ผลกว่าใช้วิธีซับซ้อนพวกนั้นมาก


นักพรตทั้งหมดในอารามถูกควบคุมตัวเอาไว้ พวกเขาถูกจับมานั่งคุกเข่ารวมตัวกันอยู่บนพื้นกลางลาน หลังจากเหล่าทหารเข้าไปตรวจสอบภายในอาราม ก็พบสิ่งของแปลกประหลาดไม่น้อย


หนึ่งในนั้นแน่นอนว่าเป็นยาพิษบางส่วน และยังมีหน้ากากมนุษย์อีกด้วย


สิ่งของเหล่านี้ค้นเจอมาจากห้องต่างๆ คงเป็นเพราะเกิดเรื่องขึ้นกะทันหันจึงไม่ทันได้เก็บ


ส่วนในห้องเต้าผิงหาเจอเพียงแค่ยาพิษชนิดเดียวกันกับที่ฮ่องเต้โดน และยังมีเงินทองของล้ำค่ามากมาย ส่วนอย่างอื่นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ


เพียงแต่ อาศัยแค่หลักฐานพวกนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ได้ว่าเต้าผิงผู้นี้มีปัญหาจริงๆ นักพรตในอารามเต๋าทั้งหมดถูกพาตัวไปขังในคุก


ที่น่าแปลกก็คือ ไม่มีผู้ใดขัดขืนเลย มีแต่ตะโกนบอกว่าตนเองถูกใส่ร้าย


ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล จึงกระซิบกับเฉินอ๋อง “คนพวกนี้ผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ ต้องระวังสักหน่อย”


เฉินอ๋องพยักหน้ารับรู้ เขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติเหมือนกัน แต่บอกไม่ถูกว่าผิดปกติตรงไหน

.....

ในคืนเดียวกัน กองกำลังสองฝ่ายได้รวมตัวกันที่ศาลเจ้าร้างนอกเมืองแห่งหนึ่ง ไม่ได้มีจำนวนเยอะนัก ฝ่ายละสองคนเท่านั้น


เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ใบหน้าของทั้งสองฝ่ายต่างคร่ำเครียด


“ตอนนี้คนของพวกเราถูกจับตัวไปหมดแล้ว เจ้าควรให้คำอธิบายกับพวกเราสักหน่อยกระมัง?”


ผู้ที่กล่าวออกมามีรูปร่างหน้าตาธรรมดาทั่วไป ทว่าแววตากลับดุร้ายมาก จ้องหน้าคนตรงข้ามเขม็ง น้ำเสียงก็ไม่มีความเกรงใจเลย


คนตรงข้ามตอบโต้ “ใครจะไปรู้ล่ะว่าเต้าผิงจะวางยาพิษฮ่องเต้ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้บอกกันก่อน ข้าก็คิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นเช่นนี้!”


“เต้าผิงถูกคนเล่นงานเข้าแล้วเป็นแน่ เขาไม่มีทางทำอะไรตามอำเภอใจแน่นอน! ตอนนี้คนของเราติดต่อคนข้างในไม่ได้ เจ้ารีบไปดูและถามเขาให้แน่ชัดว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้น!”


“ตกลง ฝั่งพวกข้าจะจับตาให้ดี จะพยายามไม่ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปมากกว่านี้ ว่าแต่ คนที่ใส่ความเต้าผิงมันเป็นใครกันแน่?”


“นอกจากเฉินอ๋องยังจะมีใครอีกล่ะ หน่วยของพวกข้าที่จิงโจวถูกจับได้หมดแล้ว ไม่รู้ว่ามันใช้อุบายใด พวกเราอุตส่าห์หาคนมาได้ไม่น้อย เฉินอ๋องผู้นี้ เห็นทีต้องรีบจัดการถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากแล้ว!”


คนตรงข้ามไม่ได้ตอบในทันที เพราะเมื่อเขาได้ยินคำตอบแล้วก็ตกใจจนอึ้งไป


ฐานที่มั่นในจิงโจวถูกจับได้แล้ว เช่นนั้นคนของเขาล่ะ?


คนของเขาไม่เคลื่อนไหวมานาน ต้องถูกจับได้แล้วเป็นแน่!


ผู้หญิงคนนั้นเก่งกาจถึงเพียงนั้นเลยหรือ?


ถ้าได้ผู้หญิงคนนั้นมาเป็นพวกเดียวกันเขา ตอนนี้ก็คงไม่ต้องลำบากเช่นนี้


แต่ถ้าเอานางมาเป็นพวกเดียวกันไม่ได้ ปล่อยเอาไว้มีแต่หายนะแน่


ดูท่า คงต้องส่งคนไปสืบข่าวที่จิงโจวอีกสักรอบ ผู้หญิงคนนั้นไม่ธรรมดาเลย ต่อไปจะใช้วิธีง่ายๆกับนางไม่ได้แล้ว


ถูกต้อง… คนตรงข้ามที่ว่านี้ก็คือ ‘หลินอี้ผิง’ คืนนี้เขาใช้ใบหน้าอีกใบหน้าหนึ่ง ไม่ใช่ใบหน้าของ ‘หลินอี้ผิง’


“ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ เหตุใดเจ้าถึงเอาแต่เงียบ!”


อีกฝ่ายค่อนข้างโกรธ ขมวดคิ้วจ้องเขา


หลินอี้ผิงไม่ใช่คนที่จะยอมรองรับอารมณ์ของใคร ได้ยินดังนั้นก็สวนทันที “อย่างแรก เรื่องนี้เป็นคนของพวกเจ้าที่ก่อเรื่องขึ้นเอง อย่างที่สอง ตอนนี้พวกเจ้ากำลังเป็นฝ่ายขอร้องให้ข้าช่วย ทางที่ดีพูดจากับข้าให้มันดีๆหน่อย!”


อีกฝ่ายรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น แต่ความจริงก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงไม่ได้โวยวายอะไรอีก


หลินอี้ผิงพูดต่อ “เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง จะแก้ไขให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นก็คงต้องให้เต้าผิงสละชีพแล้ว”


ตอนที่ 397: องค์ชาย โอกาสของท่านมาแล้ว


ได้ยินดังนั้นอีกฝ่ายก็ไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนนี้ไม่มีหนทางที่ดีกว่านี้แล้ว


หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพวกเขาจึงพูดออกมา “ความสัมพันธ์ของเจ้ากับจิ้งอ๋องไม่เลวเลยไม่ใช่หรือ ลองไปคุยกับจิ้งอ๋องดูสิ ขอแค่เขายอมช่วย ทางพวกข้าก็ยินดีที่จะแสดงความจริงใจ


อีกฝ่ายให้ความสำคัญกับเต้าผิงมากจริงๆ แผนการเหล่านี้เตรียมการมานานหลายปี และเต้าผิงก็สามารถเอาชนะใจฮ่องเต้เฒ่าได้สำเร็จ หากเต้าผิงตายไปตอนนี้ การหาคนเข้าไปแทนคงเป็นเรื่องที่แทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้น


หลินอี้ผิงดูออกว่าอีกฝ่ายให้ความสำคัญกับเต้าผิงมาก เขากล่าว “ความจริงใจที่พวกเจ้าหมายถึงคือสิ่งใด?”


“เรื่องนี้พวกข้าต้องกลับไปปรึกษากันก่อน แต่ไม่มีทางทำให้พวกเจ้าผิดหวังแน่นอน”


หลินอี้ผิงพยักหน้าตอบ “ศัตรูหมายเลขหนึ่งของจิ้งอ๋องก็คือเฉินอ๋อง ถ้าพวกเจ้าทำให้กองกำลังของเขาอ่อนแอ.ลงได้ ทางข้าก็จะโน้มน้าวได้ง่ายหน่อย”


เฉินอ๋อง


ได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของอีกฝ่ายก็พลันเปลี่ยนไป “เฉินอ๋องก็เป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกข้าเหมือนกัน! หลายปีมานี้รบราฆ่าฟันกับเขามาโดยตลอด แต่ข้างกายเขามีคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมหลายคน เรื่องนี้พวกข้าไม่กล้ารับปาก แต่หากเป็นเงินทองของล้ำค่า พวกข้ามีให้ไม่อั้นแน่นอน”


“หึ เจ้าคิดว่าคนอย่างจิ้งอ๋องจะขัดสนเงินทองของล้ำค่าอย่างนั้นหรือ?”


อีกฝ่ายพูดอะไรไม่ออก ยิ่งไตร่ตรองสีหน้ายิ่งเผยความกลัดกลุ้มมากขึ้น ข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเสนอไปยากเกินกว่าจะจัดการได้


“เช่นนั้นพวกข้าจะกลับไปปรึกษากันก่อน พรุ่งนี้ยามดึกจะมาให้คำตอบเจ้าที่นี่”


อีกฝ่ายรอบคอบมาก ยังไม่ผลีผลามตอบรับหรือปฏิเสธ


หลินอี้ผิงเข้าใจ อย่างไรเสียหลายปีที่ผ่านมา เฉินอ๋องก็ได้คนที่มีความสามารถไปเป็นพวกไม่น้อย หากจะโจมตีเขาก็ต้องคำนึงให้ถี่ถ้วน


ภายนอกฮ่องเต้ดูเหมือนไม่สนใจงานราชกิจ แถมยังเข้าข้าง.องค์รัชทายาท ส่วน.องค์รัชทายาทไร้ความสามารถ แต่กลับแอบอ้างความดีความชอบของเฉินอ๋องมาเป็นของตัวเองเก่งนัก ทุกครั้งที่เฉินอ๋องทำความดีความชอบ ฮ่องเต้เฒ่าก็มักหาข้ออ้าง.ยกความดีความชอบให้องค์รัชทายาทตลอด ดังนั้นฮ่องเต้จึงคัดค้านหากบอกว่าเฉินอ๋องทำเพื่อราษฎร เห็นได้ชัดว่าแค่อยากให้เฉินอ๋องช่วยออกแรงแทน.องค์รัชทายาทก็เท่านั้น


เพียงแต่เฉินอ๋องเองก็ไม่ใช่คนโง่ ราษฎรก็ไม่ได้กินหญ้า ถึงแม้จะยกความดีความชอบให้องค์รัชทายาท แต่คนที่ได้ประโยชน์และได้ใจราษฎรจริงๆก็คือเขา ราษฎรคือตัวชี้วัด ผู้ที่ได้ใจราษฎรก็คือผู้ที่ได้ปกครองใต้หล้า ชื่อเสียงของเฉินอ๋องในหมู่ราษฎรนั้นนำอ๋องทั้งหลายไปไกลลิบแล้ว


และนี่ก็เป็นเรื่องที่อ๋องทั้งหลายกังวลมากที่สุด ที่ผ่านมาพวกเขาไม่สนใจทำเพื่อราษฎร พอตอนนี้จะมาเสียใจก็ไม่ทันแล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้เฉินอ๋องเป็นคนได้รับไปแล้ว


ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่ทำได้ก็คือทำลายชื่อเสียงที่ดีของเฉินอ๋องให้ฉาวโฉ่ ทำลายความเชื่อใจที่ราษฎรมีต่อเขา เช่นนี้อ๋องคนอื่นๆจะได้มีโอกาสอีกครั้ง


“ตกลง คืนพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกที”


หลินอี้ผิงพยักหน้า และขึ้นม้ากลับไป


ระหว่างทางกลับ บ่าวรับใช้ของเขาถามขึ้น “นายท่าน เราต้องไปขอร้องจิ้งอ๋องจริงหรือขอรับ?”


“ทำไมล่ะ มีของดีเช่นนี้ไม่ใช้ก็เสียดายแย่”


หลินอี้ผิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ในใจมีแผนการแล้ว


ความจริงแล้วจิ้งอ๋องก็เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อยู่เหมือนกัน เพราะเขาไร้สมอง แต่ชอบหาเรื่องขัดแย้งกับเฉินอ๋องเป็นชีวิตจิตใจ ฮ่องเต้จึงชอบใช้เขาเป็นตัวก่อกวนเฉินอ๋อง ดังนั้นทุกครั้งไม่ว่าเขาจะก่อเรื่องอะไร ฮ่องเต้ก็ไม่เคยโกรธเขาจริงๆเลย ทั้งยังช่วยเหลือเขาด้วยซ้ำ


“นายท่านปราดเปรื่องยิ่งนัก!”


บ่าวรับใช้ประจบประแจง จากนั้นทั้งสองก็รีบกลับเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว

.......

ทางด้านอารามเต๋า


โดยปกติแล้วจากหลักฐานมัดตัวที่พบ พวกเขาสามารถตัดสินโทษของเต้าผิงได้เลยในตอนนี้ แต่ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดังนั้นจึงจงใจให้เฉินอ๋องประวิงเวลาก่อน …ไม่แน่อาจดักได้ปลาใหญ่ก็ได้


ส่วนอ๋อง.องค์อื่นๆ หลังจากได้เห็นหลักฐานแล้วก็แยกย้ายกันกลับไปตั้งนานแล้ว เพียงทิ้งลูกน้องของตัวเองให้เฝ้าดูสถานการณ์ตรงนี้ไว้เท่านั้น


จะบอกว่า ‘เฝ้าดูสถานการณ์’ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะความจริงแล้วพวกเขาได้รับหน้าที่ให้จับตาดูเฉินอ๋องมากกว่า หากเฉินอ๋องมีความเคลื่อนไหวอะไรก็ให้รีบไปรายงานทันที


พฤติกรรมพวกนี้เฉินอ๋องชินชาแล้วจึงไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้นั่งกินมื้อดึกกับลูกน้องอยู่ในอารามเต๋า โต๊ะของเฉินอ๋องมีลู่ไป่ชวนกับพวกขุนนางที่เป็นหัวหน้าระดับสูงไม่กี่คน ส่วนพวกลูกน้องของอ๋องคนอื่นๆ ต่างมองด้วยความรู้สึกอิจฉา


สำหรับเจ้านายของพวกเขา พวกเขาก็ถูกมองเป็นแค่ลูกน้อง ไม่มีทางได้นั่งกินอาหารร่วมโต๊ะกับเจ้านายเช่นนี้


อีกอย่าง ดึกๆดื่นๆเช่นนี้ไม่รู้ว่าพวกเจ้านายจะไปเสพสุขกันอยู่ที่ไหนแล้ว คงไม่มานึกถึงลูกน้องที่ทำงานทั้งคืนอย่างพวกเขาหรอก


ในตอนนี้พวกเขาจึงเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดข้างกายเฉินอ๋องถึงมีแต่คนเก่งๆ มีความสามารถมากมาย


“เจ้าว่าพวกมันจะดิ้นกันเมื่อไร?”


เฉินอ๋องกินไปพลางถามลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนตอบ “น่าจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ เราก็แค่ยังไม่ได้รับข่าว แต่ไม่ต้องร้อนใจไปพ่ะย่ะค่ะ หากเรากระตุ้นสักหน่อย ไม่แน่อาจเผยพิรุธออกมาเร็วกว่าเดิมก็ได้”


“กระตุ้นหรือ? เจ้าหมายความว่า…”


เฉินอ๋องเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวนคิดเหมือนเขาหรือเปล่า


“ใช้วิธีทรมานพ่ะย่ะค่ะ”


พูดจบลู่ไป่ชวนยกมือตบหน้าอกตัวเองเบาๆ…ในอกเสื้อของเขามีขวดลายครามที่เหอจิ่วเหนียงให้มาหลายขวด หลายวันนี้เขาพกติดตัวตลอดเวลา สามารถเอาออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ


เฉินอ๋องพยักหน้า “รออีกหน่อย พรุ่งนี้เช้าลองดูสักตั้ง”


หากไม่ผิดตามที่คาดไว้ คืนนี้น่าจะมีละครดีๆสักฉาก


ทว่าเฉินอ๋องคาดเดาผิดเสียแล้ว ค่ำคืนนี้เงียบสงัดทั้งคืน ไม่ใช่แค่ทางด้านพวกเขาเท่านั้น แม้แต่ทางด้านพวกนักพรตที่ถูกจับไปขังก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร


มีเพียงเสียงร้องไห้ระงมของพวกนักพรตและคำพูดที่บอกว่าตนเองถูกใส่ร้าย


ทางด้านอารามเต๋าสงบมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าที่อื่นจะสงบ…

.......

หลินอี้ผิงไปหาจิ้งอ๋องกลางดึก


จิ้งอ๋องกำลังกอดสาวงามนอนเสพสุข จู่ๆหลินอี้ผิงก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง จับแขนเขาด้วยสีหน้าท่าทางดีใจ


“องค์ชาย ข้าน้อยได้ยินมาว่าที่อารามเต๋าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ?”


จิ้งอ๋องที่ถูกรบกวนช่วงเวลาแห่งความสุขโมโหมาก เตรียมจะระบายโทสะออกมา แต่เมื่อเห็นว่าเป็นหลินอี้ผิง ความโกรธเกรี้ยวเหล่านั้นก็พลันอันตรธานหายไป หลินอี้ผิงเป็นที่ปรึกษาทางทหารของเขา มาหาเขากลางดึกเช่นนี้ต้องมีเรื่องปรึกษาเป็นแน่


ดังนั้นเขาจึงไล่สาวงามออกไป จากนั้นถามขึ้น “สหายอี้ผิง มาหาข้าดึกๆดื่นๆเช่นนี้มีเรื่องอะไรหรือ?”


“มีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชาย โอกาสของท่านมาถึงแล้ว!”


หลินอี้ผิงทำท่าทางดีใจอย่างยิ่ง เดินไปนั่งข้างโต๊ะ จิบชาอึกหนึ่งก่อนจะพูดสาระสำคัญ “เรื่องวันนี้ข้าน้อยได้ยินข่าวมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่ารายละเอียดของเรื่องเป็นเช่นไร องค์ชายเล่ารายละเอียดให้ข้าน้อยฟังที ข้าน้อยคิดว่านี่คือโอกาสของท่านแล้ว!”


หัวข้อนี้จิ้งอ๋องสนใจมาก ทันทีที่ได้ยินดังนั้นก็มีกำลังวังชาขึ้นมาทันที เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวังให้เขาฟังละเอียดยิบ


“องค์ชายยังจำท่าทีของฝ่าบาทที่มีต่อเต้าผิงในตอนนั้นได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


จิ้งอ๋องทบทวนอย่างละเอียดก่อนจะกล่าว “เสด็จพ่อยังหวังอยู่มากว่าเต้าผิงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ในใจของเสด็จพ่อเห็นลัทธิมารนั่นสำคัญมาก”


“ดีเลย! ในเมื่อฝ่าบาทคิดดังนั้น เช่นนั้นเราก็จัดการตามความคาดหวังของฝ่าบาทเลยสิพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทจะไม่ดีใจได้อย่างไร องค์ชายที่องค์รัชทายาทเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทมานานหลายปีก็เพราะองค์รัชทายาททำตามความต้องการของฝ่าบาท หากครั้งนี้เราไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ คงถูก.องค์รัชทายาทแย่งชิงไปแน่ องค์ชายเสียโอกาสไปหลายครั้งหลายคราแล้ว จะเสียโอกาสนี้ไปอีกไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”


หลินอี้ผิงทำท่าทางวิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะพูดเช่นไร ฮ่องเต้ก็ยังคงเป็นฮ่องเต้ ขอแค่เอาใจเขาให้อยู่ เรื่องอะไรๆหลังจากนี้ก็จะตก.ลงได้ง่าย


ตอนที่ 398: ล้มเหลว


จิ้งอ๋องในอาการง่วงงุนตอนนี้ไม่ค่อยจะมีสติเท่าไร และต่อให้มีสติก็ไม่ได้ฉลาดอะไรอยู่แล้ว โดนหลินอี้ผิงหลอกอยู่ก็ยังคิดว่าที่หลินอี้ผิงพูดมามีเหตุผล


“แต่หลักฐานทั้งหมดตอนนี้ชี้ไปที่เต้าผิง ครั้งนี้เขายังวางยาเสด็จพ่อได้ หากครั้งหน้าเขาทำอีกล่ะ ถึงตอนนั้นข้าจะไม่กลายเป็นตัวการก่อกบฏหรอกหรือ”


ยังดีที่ต่อให้เขาตื่นเต้นกับข้อเสนอนี้ แต่ก็ยังฉุกคิดได้ เรื่องนี้หากตัดสินใจผิดพลาด ไม่มีทางกู้สถานการณ์กลับมาได้แล้ว


“องค์ชายคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิด แต่ท่านลองคิดดูสิพ่ะย่ะค่ะ เต้าผิงผู้นั้นเป็นคนที่มีอายุสองร้อยปีแล้ว เหตุใดต้องสนใจเรื่องทางโลกพวกนี้ด้วย ข้าน้อยมองว่าเรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในเป็นแน่ เต้าผิงต้องถูกใส่ร้ายแน่นอน เขาเป็นนักพรตคนหนึ่ง จะทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”


หลินอี้ผิงโน้มน้าวจนจิ้งอ๋องเริ่มคล้อยตาม


นั่นสิ นักพรตอายุถึงสองร้อยปีคนหนึ่งคงจะเห็นเรื่องทางโลกมาจนเบื่อหน่ายแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่นี้อาจจะแค่อยากตั้งใจศึกษาหาวิธีมีชีวิตยืนยาว ส่วนเรื่องฮ่องเต้โดนพิษ น่าทบทวนจริงๆ


“ที่สหายอี้ผิงวิเคราะห์มาก็มีเหตุผล”


“นั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ เขาก็เป็นแค่นักพรตคนหนึ่ง หากจะบอกว่าเขามีความผิด ก็คงผิดที่นำยาลูกกลอนมีพิษนั่นถวายฝ่าบาท แต่ใครจะโง่ถึงขั้นยื่นยาพิษให้ฝ่าบาทต่อหน้าทุกคนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนั้นล่ะพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น กว่าเขาจะมีชีวิตยืนยาวมาถึงสองร้อยปีได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จู่ๆจะสิ้นคิดทำเรื่องรนหาที่ตายเช่นนั้นทำไมกัน เขาต้องถูกใส่ร้ายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”


หลินอี้ผิงยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งชัดเจนขึ้น ยิ่งทำให้จิ้งอ๋องคิดว่า หลินอี้ผิงคิดวางแผนเพื่ออนาคตของเขาจริงๆ


เห็นจิ้งอ๋องยิ่งลังเลใจ เขาก็ยิ่งใส่เชื้อไฟเข้าไปอีก “องค์ชายลองคิดดูสิพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นใครเป็นคนต่อต้านมากที่สุด…คนคนนั้นก็น่าจะเป็นคนทำ และเราแค่จับคนทำออกมา ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเต้าผิงได้แล้ว ขณะเดียวกันก็ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาทด้วย เช่นนี้ในใจของฝ่าบาท องค์ชายก็อยู่เหนือกว่าองค์รัชทายาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


หลินอี้ผิงจงใจชี้เป้าไปที่เฉินอ๋อง เป็นดังคาด จิ้งอ๋องตกหลุมพรางเขาอย่างจัง


“ตกลงใครกันแน่ที่เป็นตัวบงการ นี่ก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ ไม่กี่วันก่อนเจ้าสามเข้าวังไปใส่ร้ายเต้าผิง แต่กลับถูกเสด็จพ่อลงโทษ จู่ๆเสด็จพ่อก็โดนพิษ ใต้หล้านี้มันจะมีเรื่องบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน”


ทันใดนั้นจิ้งอ๋องก็เข้าใจแล้ว และพูดซ้ำอีกครั้ง “ใช่ ถูกต้องแล้ว เรื่องนี้ต้องเป็นเจ้าสามแน่ที่ใส่ร้ายเต้าผิง! เขานี่ก็นะ อยู่ดีไม่ว่าดีจะไปหาเรื่องเต้าผิงทำไมกัน หึ ข้าจะเข้าวังไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อตอนนี้เลย ให้เสด็จพ่อได้รู้ว่าเจ้าสามเป็นคนวางยาพิษเขา เช่นนี้ข้าก็ไม่ต้องเสียแรงสู้รบตบมือกับเจ้าสามอีกแล้ว ให้เสด็จพ่อเป็นคนเขี่ยเขาทิ้งเอง!”


ยิ่งคิดจิ้งอ๋องก็ยิ่งตื่นเต้น ในใจคิดว่าเฉินอ๋องทำเช่นนี้ช่างโง่เขลาจริงๆ แต่ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ส่งผลดีต่อเขาก็พอแล้ว


เมื่อคิดว่าจะลากเฉินอ๋องลงมาได้แล้ว เขาก็ยิ่งอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างไม่อาจควบคุมได้!


พูดจบก็จะเดินออกไปข้างนอก เขาจะเข้าวังไปเข้าเฝ้าตอนนี้ โดยไม่คิดเลยว่าเวลานี้เป็นยามดึก


หลินอี้ผิงคว้าแขนเขาห้ามเอาไว้ “องค์ชายยังใจร้อนเหมือนเดิมเลย อย่าเพิ่งรีบร้อนสิพ่ะย่ะค่ะ เราต้องวางแผนกันก่อนว่าจะพูดอย่างไรถึงจะทำให้ฝ่าบาทเชื่อได้ ไม่ใช่บุ่มบ่ามไปเช่นนี้ อีกอย่าง เราช่วยเต้าผิงครั้งนี้ จะช่วยโดยไม่มีสิ่งตอบแทนไม่ได้ ต้องทำให้เต้าผิงรู้ ให้เขาซาบซึ้งในน้ำใจ วันหน้าจะได้ตอบแทน.องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”


“ใช่ๆๆ ข้าลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย! เป็นข้าที่ใจร้อนเอง เอาเป็นว่าเอาตามที่สหายอี้ผิงว่ากันแล้วกัน!”


จิ้งอ๋องพยักหน้าตอบรับ ในใจนับถือหลินอี้ผิงมาก และรู้สึกขอบคุณมากที่มาวางแผนเพื่อเขากลางดึกเช่นนี้


แต่สิ่งที่ทั้งสองไม่รู้ก็คือ ภาพเหตุการณ์ตั้งแต่ที่หลินอี้ผิงเข้าไปในจวนจิ้งอ๋อง อยู่ในสายตาของใครบางคนแล้ว และเขานำเรื่องนี้ไปรายงานทางด้านเฉินอ๋องกับลู่ไป่ชวนเรียบร้อย


“เจ้าว่าพวกเขาปรึกษาเรื่องอะไรกัน?”


เฉินอ๋องมองลู่ไป่ชวน อยากฟังความคิดของเขา


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ตอบในทันที เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “หลินอี้ผิงมักจะมีบุคลิกคุณชายผู้ดีมาโดยตลอด ภาพลักษณ์ความสัมพันธ์ของเขากับจิ้งอ๋องคือสุภาพชนที่มีไมตรีต่อกัน ตอนนี้กลับบุกเข้าไปในจวนจิ้งอ๋องกลางดึก เห็นชัดว่าอยู่ไม่ติดแล้ว เขาต้องอยากให้จิ้งอ๋องช่วยเรื่องเต้าผิงแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ


ก่อนหน้านี้ที่กระหม่อมสะกดรอยตามหลินอี้ผิงไปนัดพบจิ้งอ๋อง ตอนที่ทั้งสองคุยกันเรื่องเต้าผิง จิ้งอ๋องเรียกเต้าผิงว่าลัทธิมาร และน้ำเสียงก็ดูถูกเหยียดหยามมากด้วย คงเป็นเพราะเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเต้าผิง แต่หลินอี้ผิงเคยแอบเสนอให้จิ้งอ๋องร่วมมือกับเต้าผิง จิ้งอ๋องก็หวั่นไหวอยู่บ้าง


การไปพบจิ้งอ๋องในคืนนี้ต้องมุ่งเป้ามาที่องค์ชายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ จิ้งอ๋องเป็นคนหัวอ่อน ต้องหลงเชื่อแน่ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ สถานการณ์ของ.องค์ชายก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว”


ถึงแม้จะพูดเช่นนี้ ท่าทางของลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด ทั้งยังทำท่าทางมั่นใจว่าจะรับมือได้


เฉินอ๋องฟังการวิเคราะห์ของลูกน้องคนสนิทพลางพยักหน้า สิ่งที่ลู่ไป่ชวนพูดมาไม่ต่างจากที่เขาคิดมากนัก และหลายสิ่งหลายอย่างเขาก็คิดไม่ถึง แต่ภายในชั่วครู่เดียวลู่ไป่ชวนก็วิเคราะห์ภาพรวมทั้งหมดออกมาได้


“เฮ้อ สมองของเจ้าหกนี่นะ ไม่รู้ว่าได้ใครมา ถูกเขาทรยศแถมยังช่วยเขาอีก ต่อให้เป็นพี่น้องต่างมารดา ข้าก็ไม่อยากให้เขาถูกคนอื่นหลอกใช้ไปตลอดชีวิต”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เช่นนั้นก็คงต้องให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนครั้งนี้แล้วละพ่ะย่ะค่ะ”

.......

เช้าวันต่อมา จิ้งอ๋องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เตรียมตัวเข้าวัง ขณะที่กำลังจะออกจากจวนก็ได้ยินพวกบ่าวรับใช้ในจวนแอบคุยกันเรื่องเต้าผิง


เขาได้ยินไม่ชัดแต่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงเรียกบ่าวรับใช้มาถาม “พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น?”


บ่าวรับใช้ตัวสั่น ไม่กล้าพูด


จิ้งอ๋องเริ่มโมโห “ข้าบอกให้เจ้าพูด! เจ้านั่นแหละ พูดมา!”


“เอ่อ…คือ…”


บ่าวรับใช้ตะกุกตะกัก “คือว่า….เออะ…เอ่อ…”


“เล่าดีๆ!”


จิ้งอ๋องหมดความ.อดทน ยกขาถีบจนร่างบ่าวรับใช้ผู้นั้นกลิ้งไปกับพื้น “ถ้ายังพูดอึกๆอักๆ เช่นนี้ข้าจะสั่งตัดลิ้นแล้วส่งตัวเจ้าไปขายซะ!”


“ท่านอ๋องระงับโทสะด้วย ข้าน้อยจะเล่าเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!”


บ่าวอีกคนรู้จักเอาตัวรอด เล่าอย่างไม่ติดขัดเลย


“เช้าวันนี้เฉินอ๋องนำเรื่องที่จับนักพรตเต้าผิงไปประกาศให้ชาวบ้านรู้ ลากตัวนักพรตเหล่านั้นเดินให้ชาวบ้านประณามในตลาด นักพรตเหล่านั้นสารภาพออกมาทั้งหมดว่านักพรตเต้าผิงไม่ได้มีอายุสองร้อยปีจริงๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องหลอกลวง! เฉินอ๋องยังให้หมอหลวงตรวจร่างกายของนักพรตเต้าผิงด้วย หมอหลวงยืนยันว่าร่างกายของเขาเป็นแค่ชายวัยหนุ่มเท่านั้น ไม่มีทางเป็นคนอายุสองร้อยปีแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!


และเขาก็ไม่ใช่นักพรตผู้มีคุณธรรมอะไรนั่นด้วย อยู่อารามเต๋าก็ไม่ได้พูดเรื่องหลักการแห่งเต๋าเลย แต่ละวันเอาแต่คิดว่าจะหลอกเอาเงินจากฝ่าบาทอย่างไรเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!


ข้าน้อยรู้แค่นี้พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย!”


เขาขอร้องพร้อมโขกศีรษะจนศีรษะปรากฏรอยเลือดออกมา เขากลัวถูกจับไปขายมากจริงๆ


ในฐานะบ่าวไพร่ ไม่มีอำนาจในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองเลย


จิ้งอ๋องกลับอึ้งค้างไปแล้ว เขาตกใจมาก เต้าผิงคือตัวปลอมอย่างนั้นหรือ!


ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องหลอกลวงอย่างนั้นหรือ!


“เด็กๆไปตามคนที่ข้าให้เฝ้าที่อารามเต๋าเมื่อคืนกลับมาให้หมด ข้าจะถามเรื่องราวให้ชัดเจน!”


ตอนที่ 399: ล้วนเป็นความดีความชอบของภรรยากระหม่อม


น้ำเสียงแข็งกร้าวของจิ้งอ๋องดังสนั่นราวกับท้องฟ้าคำรนก็มิปาน


เมื่อคืนเพิ่งจะวางแผนเสร็จ คิดว่าเช้าวันนี้จะรีบเข้าวังไปบอกกับเสด็จพ่อ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องตัดหน้าเช่นนี่ขึ้น!


หากทั้งหมดนี้เป็นความจริง เรื่องทั้งหมดเมื่อคืนก็เสียแรงเปล่าน่ะสิ และที่สำคัญที่สุด เฉินอ๋องได้กลายเป็นคนที่เก่งที่สุดในใจของราษฎรไปแล้ว


อีกแล้ว!


เขาแค่นอนหลับไปไม่นาน เหตุใดเรื่องราวถึงได้กลับตาลปัตรเช่นนี้!


เห็นๆกันอยู่ว่าเต้าผิงผู้นั้นอายุถึงสองร้อยปีแล้ว เหตุใดจู่ๆถึงไม่ใช่ซะแล้วล่ะ


ขณะที่ในหัวของจิ้งอ๋องเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ลูกน้องที่เขาให้เฝ้าในอารามเต๋าเหล่านั้นก็กลับมา จิ้งอ๋องถามด้วยความโกรธเกรี้ยว “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเจ้าบอกความจริงข้ามาเดี๋ยวนี้!”


ผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์เดิมทีคิดว่าหลังจากเฝ้ามาทั้งคืนจะได้กลับมานอนพัก ไม่นึกเลยว่าจะโดนเรียกมาถามตั้งแต่เช้า ทั้งยังต้องมารองรับอารมณ์ของจิ้งอ๋องอีก


ในใจรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ได้แต่คิดในใจ ภายนอกยังคงคำนับและตอบกลับไป “รายงานท่านอ๋อง เมื่อคืนเฉินอ๋องลงมือไต่สวนนักพรตพวกนั้นด้วยตัวเอง ไต่สวนจนนักพรตพวกนั้นสารภาพความจริงออกมา พวกเราก็ตกใจมากเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ!”


“เจ้าก็ตกใจอย่างนั้นรึ!”


จิ้งอ๋องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตบศีรษะเขาอย่างแรงไปหนึ่งครั้ง ก่อนจะสบถด่าทอ “เรื่องใหญ่เช่นนี้ เหตุใดเจ้าถึงไม่มารายงานข้า!”


“ท่านอ๋อง นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรือพ่ะย่ะค่ะ! ข้าน้อยเองก็คิดว่ามันดึกมากแล้วท่านอ๋องคงจะนอนแล้วจึงจะค่อยมารายงานตอนเช้า! ลัทธิมารนั่นไม่เพียงแค่หลอกเอาเงินฝ่าบาทเท่านั้นนะพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังวางยาพิษฝ่าบาทด้วย ตัวหายนะเช่นนี้ต้องมีโทษประหารสถานเดียว คนอื่นจะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่างพ่ะย่ะค่ะ!


ท่านอ๋อง ตอนนี้เฉินอ๋องนำนักโทษพวกนั้นไปเดินประณามกลางถนน ส่วน.องครักษ์ของท่านอ๋อง.องค์อื่นก็แยกย้ายกลับไปรายงานเจ้านาย ข้าน้อยกลับมาเร็วหน่อย หากท่านอ๋องรีบไปตอนนี้อาจจะไปถึงเร็วกว่าอ๋อง.องค์อื่นนะพ่ะย่ะค่ะ!”


ความคิดของ.องครักษ์ช่างสวยหรู รู้ว่าเจ้านายของตัวเองอยากแย่งชิงความดีความชอบของเฉินอ๋องจึงเตือนว่าหากรีบไปตอนนี้ยังสามารถไปอยู่ข้างหน้าทัน แต่กลับไม่รู้เลยว่า คำพูดแต่ละคำของตัวเองล้วนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของจิ้งอ๋องมาก


จิ้งอ๋องรู้อยู่แล้วว่าตนเองมีความคิดเช่นไร แต่เมื่อถูกผู้ที่เป็นลูกน้องซ้ำเติมเช่นนี้ บอกว่าพวกเขาชอบแย่งชิงความดีความชอบของเฉินอ๋องมาเป็นของตัวเองเป็นชีวิตจิตใจ เช่นนั้นแล้วหน้าตาศักดิ์ศรีเขาอยู่ที่ใดล่ะ


ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เขาได้วางแผนกับสหายอี้ผิงมาเมื่อคืน ตอนนี้เขาไม่ได้มองว่าการที่เฉินอ๋องทำให้นักพรตเหล่านั้นสารภาพออกมาเป็นเรื่องดี


“ไสหัวออกไป! ไสหัวออกไปให้หมด! พวกเจ้ามันโง่ไม่ได้เรื่องสักคน!”


จิ้งอ๋องถีบร่างพวกเขาระบายโทสะ ไม่ได้สนใจเลยว่าลูกน้องเหน็ดเหนื่อยกับการไปเฝ้าที่อารามมาทั้งคืน


หัวหน้าองครักษ์ไม่รู้ว่าเหตุใดจิ้งอ๋องถึงโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ ถูกถีบก็ไม่ได้ขัดขืน ทำได้เพียงคุกเข่าขอร้อง


“ข้าน้อยมีความผิด โปรดท่านอ๋องชี้แนะให้กระจ่างด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”


เป็นบุรุษล้วนมีความทระนงกันทั้งสิ้น ทำงานแล้วยังโดนทุบตีอีก ไม่ว่าใครก็ไม่พอใจกันทั้งนั้น


ยิ่งไปกว่านั้น มีการเปรียบเทียบจากเรื่องเมื่อคืน เฉินอ๋องปฏิบัติกับลูกน้องอย่างไร และเจ้านายของพวกเขาปฏิบัติกับพวกเขาเช่นไร


“นี่เจ้ายังไม่ยอมรับใช่หรือไม่!”


จิ้งอ๋องยังคงอยู่ในอารมณ์โกรธ คว้าสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวขึ้นมาจะปาใส่หัวหน้าองครักษ์ แต่โชคดีที่องครักษ์อีกคนห้ามไว้ได้ทัน


“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะด้วย ตอนนี้รีบไปดูสถานการณ์ก่อนดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ!”


ในฐานะองครักษ์เหมือนกัน ทุกคนล้วนเข้าใจความรู้สึกของกันและกันดี หากสามารถช่วยได้ก็ช่วย แต่หัวหน้าองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเริ่มเปลี่ยนความคิดแล้ว


เป็น.องครักษ์ถวายชีวิตเหมือนกัน จงรักภักดีต่อเจ้านายเหมือนกัน เหตุใดเขาถึงหาเจ้านายที่ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาบ้างไม่ได้


จิ้งอ๋องไม่ได้สังเกตแต่อย่างใด แค่สูดลมหายใจเข้าออกสงบสติอารมณ์ และไม่สนใจเขาอีก พุ่งตัวออกไปด้วยความร้อนใจ


หัวหน้าองครักษ์ลุกขึ้นมาเอง หันมองทางที่จิ้งอ๋องเดินไป แล้วส่งเสียงถุยอย่างดูถูกออกมา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป


เมื่อคืนเขาอยู่เฝ้ามาทั้งคืน ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ต้องกลับไปนอนพักเหมือนกัน! หึ!

.......

ตอนนี้กลุ่มนักพรตได้เดินไปถึงหน้าทางเข้าตลาดแล้ว ชาวบ้านต่างเข้ามารุมล้อมก่นด่าสาปแช่งประณามสารพัด


ในใจชาวบ้านต่างรู้ดีว่า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันโง่เง่าไม่ได้เรื่อง โดนนักพรตกำมะลอหลอกจนไม่สนใจงานราชกิจ ตอนนี้นักพรตถูกจับตัวแล้ว ชาวบ้านอย่างพวกเขาดีใจยิ่งนัก!


หวังว่าฮ่องเต้จะมีสติกลับอีกครั้ง เริ่มจัดการงานราชกิจ ทำให้เป่ยเหยียนแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไป


เฉินอ๋องและลู่ไป่ชวนขี่ม้าประกบขบวน มองรถม้าที่คุมตัวนักโทษข้างๆ ภาพนี้พวกเขารู้สึกพอใจอย่างยิ่ง


“ทำได้ไม่เลว เอาคำชมไปก่อน นับวันข้ายิ่งติดค้างเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ฮ่าๆๆ!”


เฉินอ๋องมองลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆ ด้วยแววตาชื่นชมจนความรู้สึกเหล่านั้นแทบจะทะลักออกมาจากดวงตา


ยอดเยี่ยมจริงๆ เหตุที่ทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างในตอนนี้ ทำให้จิ้งอ๋องดีใจเล่นได้ไม่นาน ก็เพราะเมื่อคืนลู่ไป่ชวนทำให้คนพวกนี้สารภาพออกมาได้


และที่คนพวกนี้ยอมสารภาพความจริงออกมาแต่โดยดี ก็เพราะใช้ยาเหล่านั้นของเหอจิ่วเหนียง


ด้วยยาเหล่านี้ของเหอจิ่วเหนียง ไม่มีใครสามารถพูดความเท็จได้เลย ไม่มีสักคน


ลู่ไป่ชวนยิ้มอย่างถ่อมตน “ล้วนเป็นผลงานของภรรยากระหม่อมต่างหากพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องพยักหน้า เขาเองก็เห็นด้วยว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากได้เห็นฤทธิ์ของยาเหล่านั้นกับตาตัวเองเมื่อคืน เขาถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เหตุใดหลินอี้ผิงถึงอยากได้ตัวเหอจิ่วเหนียงไปช่วยถึงเพียงนั้น มีความสามารถขนาดนี้ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ถูกหมายตา ขณะเดียวกันก็ทำให้คนหวาดกลัว


แต่เมื่อฟังจากปากของลู่ไป่ชวน นางเป็นสตรีที่น่าทึ่งและฝีมือเก่งกาจเช่นนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้ชีวิตแค่เป็นหมอประจำการอยู่ในโรงหมอธรรมดาธรรมดา ทั้งยังขมีขมันทำกิจการหาเงินอีกด้วย


ช่างน่าสนใจจริงๆ!


“ตั้งแต่เจ้ามาหาข้าจนถึงวันนี้ ข้าได้ยินเจ้าพูดถึงฮูหยินของเจ้าจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ถ้ามีโอกาสก็พามาที่เมืองหลวงบ้างสิ ข้าอยากทำความรู้จักสักหน่อย พระชายาก็คงจะชอบนางมากเหมือนกัน”


พระชายาเฉินอ๋องชื่นชอบเหอจิ่วเหนียงมาก ถึงขั้นยกย่องนางเลยทีเดียว


หลังจากวันนั้นที่นางกลับไปลองเสื้อผ้าเหล่านั้นก็พบว่าขนาดพอดีกับสัดส่วนของนาง นางดีใจมาก จากนั้นหันไปเห็นถุงเล็กๆอีกถุงที่อยู่ข้างถุงเสื้อผ้าเหล่านั้น นางหยิบขึ้นมาดู คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นผ้าปิดหน้า.อกรูปร่างแปลกประหลาดหลายตัว และยังมีชุดสายเดี่ยวกระโปรงยาว รวมถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่เหอจิ่วเหนียงเป็นคนเขียนให้ด้วยตัวเอง สอนวิธีการสวมใส่ชุดเหล่านี้ให้กับนาง


นี่เรียกว่าใส่ใจจนไม่รู้จะใส่ใจอย่างไรแล้ว!


อีกอย่าง พอสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้นเหล่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของนางกับเฉินอ๋องก็ยิ่งหวานฉ่ำมากขึ้นด้วย


ชายาอ๋องแทบอดใจไม่ไหวอยากไปหาเหอจิ่วเหนียงที่จิงโจวเสียแต่ตอนนี้ อยากทำความรู้จักผู้หญิงน่าทึ่งคนนี้สักหน่อย และอยากสั่งตัดเย็บเสื้อผ้าพวกนี้ออกมาเยอะๆ!


ในตอนนี้ เฉินอ๋องพูดถึงขั้นนี้แล้วนั่นหมายความว่า พวกเขายอมรับเหอจิ่วเหนียงแล้ว ลู่ไป่ชวนค้อมศีรษะตอบรับ จากนั้นก็ดูชาวบ้านระบายความเกลียดชังต่อ


ไม่นาน คนที่พวกเขารอก็มากันแล้ว…


องค์รัชทายาท หลินอ๋อง และจิ้งอ๋อง


เดิมทีจิ้งอ๋องควรจะถึงก่อนใคร แต่เนื่องจากระบายโทสะอยู่ที่จวนครู่หนึ่งจึงช้าไปเล็กน้อย


“น้องสาม นี่มันเกิดอะไรขึ้น นักพรตเต้าผิงนั่นไม่ใช่ตัวตนจริงๆหรือ?”


ในบรรดาสามคนนี้ มีแค่องค์รัชทายาทเท่านั้นที่แสดงท่าทางร้อนใจที่สุด ท่าทางเหมือนเป็นห่วงเต้าผิงมาก


แต่เขาก็ยังฉลาด รู้ว่าชาวบ้านไม่ชอบเต้าผิงจึงเอ่ยถามเสียงเบา มีแค่พวกเขาที่ได้ยิน


“เป็นจริงดังนั้น ข้าให้หมอหลวงมาตรวจร่างกายเขาแล้ว ดูจากสุขภาพทางกายของเขา เป็นเพียงชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าองค์รัชทายาทอีก”


ตอนที่ 400: ให้เวลาแค่วันเดียว


เฉินอ๋องมอง.องค์รัชทายาทด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม รอดูว่าเขาจะแสดงละครตบตาอย่างไรต่อ


องค์รัชทายาทถอนหายใจด้วยความเศร้าสร้อย ก่อนจะกล่าว “อยู่ดีๆ เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ล่ะ? ก่อนออกจากวังข้ายังรับปากกับเสด็จพ่ออยู่เลยว่าจะคืนความบริสุทธิ์ให้เต้าผิงให้ได้ ไม่นึกเลยว่าเต้าผิงจะหลอกเสด็จพ่อถึงขั้นนี้! ถ้าเสด็จพ่อรู้ต้องเสียพระทัยมากเป็นแน่”


เฉินอ๋องแสดงละครตามน้ำไปกับเขา ตีสีหน้าปลงตก “นั่นน่ะสิ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ข้าก็ไม่อยากบอกเสด็จพ่อเลย แต่บัญชาฮ่องเต้ไม่อาจขัดได้ เมื่อเช้านี้ทันทีที่ประตูวังเปิด ข้าก็เลยส่งคนเข้าวังทันที ตอนนี้เสด็จพ่อคงจะรู้เรื่องแล้ว”


“ว่าอย่างไรนะ! เจ้าส่งคนเข้าวังไปแจ้งแล้วหรือ!?”


จิ้งอ๋องเกิดอาการแตกตื่น เดิมทีเขาคิดเอาไว้ว่าจะรอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยหาโอกาสบอกฮ่องเต้ จะได้บิดเบือนความจริงของเฉินอ๋องด้วย นึกไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าสามจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเช่นนี้ ส่งคนเข้าวังไปรายงานแล้ว


“ใช่แล้ว หรือว่าน้องหกมีความเห็นเช่นไร?”


เฉินอ๋องยิ้มตาหยีมองจิ้งอ๋อง รู้สึกว่าน้องชายโง่เง่าคนนี้ไร้หนทางเยียวยาแล้วจริงๆ


หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์พี่น้อง เขาก็คงไม่รีบจัดการเรื่องนักพรตเต้าผิงในตอนนี้ คงเล่นละครตามน้ำกับเขาไปก่อนสักฉากสองฉาก แต่หากเป็นเช่นนั้น เขาก็จะไม่มีโอกาสแม้แต่ได้เจอหน้าเสด็จพ่ออีก


แน่นอนว่านี่ยังเรียกว่าเขายังปรานีอยู่ เพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ เขาคาดหวังว่าจะได้เห็นตัวละครหลินอี้ผิงปรากฏตัวในเหตุการณ์นี้ เช่นนั้นจะได้จับให้หมดในคราวเดียว


จิ้งอ๋องเอามือลูบปลายจมูกด้วยความประดักประเดิด “พี่สามตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนี้แล้ว น้องจะมีความเห็นอะไรอีก เพียงแต่ พี่สามรับประกันหรือไม่ว่าทุกอย่างในวันนี้คือเรื่องจริง ความแข็งแรงของร่างกายเต้าผิง อาจเป็นไปได้ว่าเป็นผลมาจากเขาฝึกบำเพ็ญมานานก็เลยทำให้ดูอายุน้อย พี่สามด่วนสรุปทุกอย่างโดยไม่สนใจหลักเหตุผล มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ?”


องค์รัชทายาทได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมาก จึงรีบสมทบ “ใช่ๆ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ถ้านักพรตเต้าผิงมีความสามารถจริงแต่กลับโดนหมอหลวงที่ผ่านโลกมาน้อยกว่าวินิจฉัยผิดก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เช่นนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับนักพรตเต้าผิงนะ”


หลินอ๋องไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา


ลู่ไป่ชวนจับสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาทั้งหมด เย้ยหยันอยู่ในใจ แต่ภายนอกสงบนิ่ง


เฉินอ๋องได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ความคิดขององค์รัชทายาทกับน้องหกช่างน่าประหลาดใจจริงๆ ตอนนี้เสด็จพ่อถูกเต้าผิงวางยาพิษจนล้มหมอนนอนเสื่อลุกเดินไม่ไหว พวกเจ้ากลับยังแก้ตัวแทนลัทธิมารนั่น… มีเจตนาอะไรกันแน่?”


องค์รัชทายาทกับจิ้งอ๋องตกตะลึง ก่อนจะเป็นองค์รัชทายาทที่ได้สติก่อน “พวกเราไม่ได้พูดแทนเต้าผิงเสียหน่อย แค่กลัวว่าเสด็จพ่อจะเสียพระทัยเท่านั้น! เสด็จพ่ออายุมากแล้ว พวกเราในฐานะลูกย่อมอยากเห็นเสด็จพ่อมีความสุข จะทำใจเห็นเสด็จพ่อเสียพระทัยได้อย่างไรล่ะ?”


“องค์รัชทายาท ตอนนี้อยู่ต่อหน้าพวกเราพี่น้องกันเอง คำพูดพวกนี้ไม่จำเป็นต้องพูดกับพวกเราหรอก”


องค์รัชทายาทเป็นโอรสคนโต ตามหลักแล้วอ๋ององค์อื่นควรเรียกเขาว่าเสด็จพี่ แต่เนื่องจากนิสัยที่อ่อนแอและไร้ความสามารถของเขา คอยแต่ประจบประแจงฮ่องเต้มาตั้งแต่เด็กๆจึงทำให้อ๋องผู้เป็นน้อง.องค์อื่นๆ ไม่เคารพนับถือ


อาจเป็นเพราะความเคยชินตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์รัชทายาทจึงไม่ได้สนใจสรรพนามที่น้องๆใช้เรียกตน เขายิ้มตาหยีพลางอธิบาย “ข้าในฐานะพี่ชายคนโต ทำเรื่องพวกนี้ก็สมเหตุสมผลแล้ว น้องสาม ข้าไม่ได้มีความคิดอื่นใด เห็นแก่ความไม่สบายพระทัยของเสด็จพ่อในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เราตรวจสอบให้ดีอีกทีเถอะ อย่าทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวัง”


เขาพูดออกมาจากใจ 


หากเป็นยามปกติ จิ้งอ๋องคงกระแนะกระแหนเขาไปแล้ว ทว่าครั้งนี้เขากลับเห็นด้วยกับที่องค์รัชทายาทพูด เขารู้สึกว่าเต้าผิงถูกใส่ร้าย และคนที่กระทำเรื่องนี้ก็คือเฉินอ๋อง


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จิ้งอ๋องไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดเฉินอ๋องต้องอยากกำจัดเต้าผิงด้วย เต้าผิงก็แค่นักพรตคนหนึ่งเท่านั้นเอง


หากจะพูดไม่น่าฟังสักหน่อยก็คือ ฮ่องเต้ถูกลัทธิมารเป่าหูจะเลอะเลือน นี่เป็นโอกาสดีของทุกคนรวมทั้งเฉินอ๋อง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเฉินอ๋องวางแผนทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร


เฉินอ๋องไม่มีทางบอกเรื่องตงถิงกับพวกเขาอยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าหนึ่งในสามคนนี้ใครกันแน่ที่สมคบคิดกับพวกตงถิง เขาจึงกล่าวเพียงแค่ “เช่นนั้นพวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนใส่ร้ายเต้าผิงอย่างนั้นหรือ ก็ไปตรวจสอบหาหลักฐานมาสิ ข้ายินดีทุกเมื่อ…อ่อ ข้าให้เวลาพวกเจ้าแค่วันนี้เท่านั้นนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะตัดสินคดีแล้ว”


กล่าวจบก็ไปทันที ทำให้ทุกคนรู้สึกราวกับว่าเขาไม่สนใจเรื่องนี้เลย จิ้งอ๋องกับ.องค์รัชทายาทถึงกับอึ้ง


เฉินอ๋องรู้สึกสะใจมาก หากไม่ได้แผนสำรองที่ลู่ไป่ชวนทิ้งเอาไว้ให้ เขาไม่อาจเดินออกมาอย่างมั่นใจเช่นนี้ได้เลย


องค์รัชทายาทกับจิ้งอ๋องกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ เห็นเฉินอ๋องไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาก็รู้สึกขัดใจยิ่งนัก อำนาจของเฉินอ๋องทิ้งห่างพวกเขาไปไกลตั้งแต่เมื่อใดแล้ว


หลังจากเฉินอ๋องจากไป พวกเขาก็หันมองหน้ากัน จากนั้นจึงตัดสินใจเข้าวังไปดูปฏิกิริยาของฮ่องเต้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ


เดิมทีหลินอ๋องไม่ได้สนใจ แต่เห็น.องค์รัชทายาทกับจิ้งอ๋องยืนหยัดเช่นนี้จึงตามไปดูสถานการณ์ด้วยกัน


ส่วนนักพรตเหล่านั้น หลังจากที่เฉินอ๋องไป ก็มีคนมานำตัวพวกเขากลับไปขังต่อ


มียาเหล่านั้นของเหอจิ่วเหนียงอยู่ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าพวกเขาจะตุกติกเลย แค่ระวังไม่ให้คนเหล่านั้นปลิดชีพตัวเองก็พอ

.......

ภายในวังเวลานี้ ฮ่องเต้รู้เรื่องเต้าผิงแล้ว เขามีท่าทีไม่อยากจะเชื่อ


หลิวกุ้ยเฟยคอยปลอบอยู่ข้างๆ “ฝ่าบาทเพคะ เต้าผิงคนนี้ทำผิดต่อความรักความเมตตาที่ฝ่าบาทมีต่อเขามาก ฝ่าบาทต้องรักษาพระวรกายให้ดี นำตัวเจ้าลัทธิมารนั่นเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายด้วยพระองค์เอง ความแค้นนี้ต้องได้รับการชำระนะเพ.คะ!”


ฮ่องเต้ไม่ได้กล่าวอะไร คงเพราะรู้สึกเสียใจมาก คนที่เขาไว้ใจกลับทำกับเขาได้ถึงเพียงนี้


ขณะกำลังเสียใจ โอรสทั้งสามก็มาขอเข้าเฝ้า ฮ่องเต้คิดว่าพวกเขาจะมารายงานเรื่องเต้าผิงจึงให้พวกเขาเข้ามา


“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เรารู้เรื่องแล้ว ควรจัดการเช่นไรก็จัดการเช่นนั้นไปเถอะ”


ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์อย่างเหนื่อยล้า รู้สึกหัวใจแทบจะสลายอยู่แล้ว


องค์รัชทายาทพูดขึ้นเป็นคนแรก “เสด็จพ่อ ตอนนี้เรื่องเป็นเช่นนี้จริงๆ แต่พวกลูกคิดว่าคดีน่าจะเปลี่ยน มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่านักพรตเต้าผิงถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!”


องค์รัชทายาทคุกเข่าหน้าแท่นบรรทมด้วยใบหน้าเปี่ยมความกตัญญู ยืด.อกหลังตรงดั่งปลายทวน


ฮ่องเต้ถูกวาจานั้นดึงดูดความสนใจ รีบหันมองเขาพลางถาม “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”


จิ้งอ๋องกล่าว “เสด็จพ่อ พวกลูกรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลพ่ะย่ะค่ะ ทุกอย่างมันบังเอิญเกินไป เสด็จพ่อไม่รู้สึกหรือพ่ะย่ะค่ะ?


อย่างแรก เต้าผิงเป็นแค่นักพรตคนหนึ่ง เหตุใดต้องวางยาพิษเสด็จพ่อด้วย ข้อนี้ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนเลย! อีกอย่าง เหตุใดพี่สามถึงจ้องแต่จะจัดการเรื่องนี้ให้ได้ คดีใหญ่เช่นนี้ พี่สามใช้เวลาไต่สวนแค่คืนเดียว ไต่สวนนักโทษมันง่ายขนาดนั้นเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?


พี่สามแข็งแกร่งมาโดยตลอด เขาเกลี้ยกล่อมเสด็จพ่อไม่สำเร็จ ก็เลยวางแผนสร้างเรื่องนี้ขึ้น นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”


จิ้งอ๋องให้เหตุผล ฮ่องเต้ฟังแล้วก็รู้สึกว่าสมเหตุสมผล


เพียงแต่ สาเหตุที่เจ้าสามจับเรื่องนี้ไม่ปล่อยเขารู้อยู่แล้ว ลูกๆพวกนี้คงจะไม่รู้ ก็เลยคิดว่าเฉินอ๋องเล่นงานเต้าผิงอย่างไร้เหตุผล



จบตอน

Comments