ตอนที่ 401: ไม่ต้องสนใจเขา กินข้าวเถอะ
ฮ่องเต้รู้ดี ในใจเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าเต้าผิงถูกใส่ร้าย เต้าผิงเป็นคนเห็นโลกมาจนเบื่อแล้ว ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้แน่
ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ก็กินยาลูกกลอนของเขามาตลอด ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นเป็นอะไร
อีกทั้งหลังจากกินเข้าไปร่างกายก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย ดังนั้นเต้าผิงต้องถูกใส่ร้ายแน่นอน!
หากเต้าผิงไม่ได้เป็นคนทำ เช่นนั้นเจ้าสามเป็นคนทำอย่างนั้นหรือ?
เหมือนที่เจ้าหกพูด เจ้าสามจัดการเรื่องต่างๆอย่างเผด็จการมาโดยตลอด การจะขู่ให้เขากลัวก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ใช่! ต้องเป็นเช่นนี้แน่!
*ปัง!*
ฮ่องเต้ตบเตียงด้วยความโมโห กัดฟันกรอดตรัสออกมา “พวกเจ้าไปสืบมา หาความจริงมาให้เราให้ได้! อีกเรื่อง ให้เจ้าสามเข้าวังมาพบเราเดี๋ยวนี้!”
โอรสทั้งสามรีบออกไปจัดการทันที ในสายตาของพวกเขา เรื่องนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว นั่นก็คือ เฉินอ๋องเป็นคนแต่งเรื่องและแสดงละครตบตาทุกคน
เพียงแต่พวกเขามีเวลาจำกัดแค่หนึ่งวัน พวกเขาจะต้องเร่งมือ!
........
เฉินอ๋องได้รับรายงานว่าฮ่องเต้เรียกเข้าเฝ้าขณะกำลังนั่งกินข้าวกับพระชายา เมื่อพูดถึงพระชายาจะว่าไปแล้วก็ต้องขอบคุณเหอจิ่วเหนียง ความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยาในช่วงหลายวันมานี้เหมือนเพิ่งแต่งงานใหม่ๆก็มิปาน ทันทีที่ว่างจากงานราชกิจ เฉินอ๋องก็จะมาอยู่กับพระชายาทันที
“เหตุใดเสด็จพ่อถึงรีบให้เข้าเฝ้าเช่นนี้ คงไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไรกระมังเพคะ?”
พระชายาเป็นห่วงเฉินอ๋องเล็กน้อย ถึงอย่างไรสวามีของนางกับฮ่องเต้ก็ไม่ลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไร บางครั้งก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าสวามีจะตายเมื่อใด
“ไม่ต้องสนใจเขา กินข้าวก่อนเถอะ”
อากัปกิริยาของเฉินอ๋องเรียบนิ่ง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว และด้วยอารมณ์ของฮ่องเต้ ไม่แน่อาจเรียกเขาไปรับโทษก็ได้ ในเมื่อรู้เช่นนี้แล้วสู้กินให้อิ่มก่อนแล้วค่อยไปดีกว่า
เขายอมรับว่านับตั้งแต่ลู่ไป่ชวนมาอยู่ข้างกายและช่วยเขาคิดแผนการต่างๆ เขาก็รู้สึกเบาสบายแทบจะลอยได้เลย
ไม่ว่าคนพวกนั้นจะหาเรื่องเช่นไร ลู่ไป่ชวนล้วนมีหนทางรับมือทั้งสิ้น เขาแค่นั่งรออยู่เฉยๆก็พอแล้ว
คิดได้ดังนี้ อ๋องหนุ่มก็เอ่ยขึ้นอย่างอิ่มอกอิ่มใจ “นี่คือข้อดีที่มีคนมีความสามารถอยู่ใกล้ตัว ทำให้ข้าเบาใจไม่น้อยเลย!”
กล่าวจบ ข้าวถ้วยที่สองก็ถูกเขากินหมดอย่างรวดเร็ว
อย่าแรกเพราะอารมณ์ดี อย่างที่สอง เพราะผักดองบ้านลู่ไป่ชวนช่วยทำให้เจริญอาหารยิ่งนัก!
พระชายาเห็นเช่นนี้ก็วางใจ ในใจยิ่งชอบครอบครัวของลู่ไป่ชวนมากขึ้น
.........
ฮ่องเต้รออยู่ในตำหนักเริ่มโมโหขึ้นแล้ว ยังคงเป็นหลิวกุ้ยเฟยที่คอยปลอบ “ฝ่าบาท ระงับโทสะก่อนเพ.คะ หม่อมฉันได้ยินมาว่าเมื่อคืนเฉินอ๋องเฝ้าอยู่ที่อารามเต๋าทั้งคืนกว่าจะทำให้นักพรตเหล่านั้นสารภาพออกมาได้ เขาอดหลับอดนอนมาทั้งคืน แถมยังพานักพรตเหล่านั้นออกไปประณามกลางตลาดด้วยตัวเอง ย่อมเหนื่อยเป็นธรรมดาเพ.คะ อาจเป็นเพราะเขาเพิ่งได้นอนพัก ตื่นขึ้นมาก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยนะเพ.คะ!”
คำพูดนี้ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอใจ “เจ้ากำลังบอกว่าเราทำเกินไปอย่างนั้นหรือ?”
หลิวกุ้ยเหยถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน “หม่อมฉันมิกล้าเพ.คะ หม่อมฉันแค่รู้ว่าหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นกับฝ่าบาท ก็มีแค่เฉินอ๋องที่ร้อนใจต้องการสืบหาความจริง เฝ้าทำคดีอยู่ในอารามเต๋าทั้งคืน แต่ฝ่าบาทกลับยอมเชื่อลัทธิมารที่ทำร้ายฝ่าบาท ไม่ยอมเชื่อลูกชายของตัวเอง! ฝ่าบาทเพ.คะ หม่อมฉันไม่เข้าใจหลักการเหล่านั้นหรอกนะเพ.คะ หม่อมฉันแค่อยากเห็นฝ่าบาทมีพลานามัยแข็งแรง คนลัทธิมารผู้นั้นตัวเองอายุไม่เท่าไรก็กล้าเอายาลูกกลอนมั่วซั่วมาถวายฝ่าบาท แค่หม่อมฉันคิดถึงภาพที่ฝ่าบาทกระอักเลือดในวันนั้น หัวใจของหม่อมฉันก็ยังสั่นอยู่เลยนะเพคะ!”
คำพูดเหล่านี้ หากเป็นสนมอื่นพูด ฮ่องเต้ต้องโกรธเกรี้ยวเป็นแน่ แต่เมื่อเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากสตรีคนโปรด เขาย่อมไม่โกรธอยู่แล้ว
ที่ผ่านมาหลิวกุ้ยเฟยไม่เคยยุ่งเกี่ยวงานราชกิจ และไม่เคยถามเรื่องบรรดาโอรสของเขาเลย แต่วันนี้กลับพูดแทนเฉินอ๋องด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางเองก็รู้สึกว่าเต้าผิงมีปัญหา
หลิวกุ้ยเฟยเป็นคนดูแลปรนนิบัติเขาด้วยตัวเอง เขาดูออกว่านางสงสารและปวดใจที่เขาต้องเป็นเช่นนี้ และรู้ว่านางพูดออกมาจากใจจริง
ฮ่องเต้นิ่งเงียบไป เขาไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของหลิวกุ้ยเฟย อันที่จริงเขายังยินดีเชื่อว่าเต้าผิงเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ยินดีที่จะเชื่อว่าสิ่งที่เจ้าสามตรวจสอบออกมาคือเรื่องจริง เขากับบุตรชายคนนี้ ไม่เคยลงรอยกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เขาไม่สนใจงานราชกิจ แต่บุตรชายคนนั้นสนใจเป็นพิเศษ ความคิดความเห็นส่วนมากก็ไม่เหมือนกับเขา ท่าทางเช่นนั้นราวกับว่าอยากไล่เขาลงจากตำแหน่งนี้ไปเร็วๆ
คนเช่นนี้ จะให้เขาชอบลงได้อย่างไรกัน!
ขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิด ขันทีน้อยด้านนอกก็เข้ามารายงานว่าเฉินอ๋องมาแล้ว
เขาโบกมือพลางบอกให้เข้ามา
เฉินอ๋องเข้ามาก็คารวะตามธรรมเนียม จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไร
ฮ่องเต้ก็ไม่ตรัสอะไร พลันนั้นบรรยากาศก็พานอึดอัดเล็กน้อย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เป็นเฉินอ๋องที่เอ่ยถามก่อน “เสด็จพ่อ เสด็จพ่อเรียกลูกมามีเรื่องจะคุยกับลูกไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ความหมายก็คือ ข้ามาแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ปริปากพูดสักคำ
ในใจของฮ่องเต้สับสน ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี
เขามองไปที่เฉินอ๋อง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย แล้วพูดขึ้น “เรื่องเต้าผิง ตกลงมันอย่างไรกันแน่?”
“ตามรายงานที่ลูกให้กับเสด็จพ่อเมื่อตอนเช้าพ่ะย่ะค่ะ เต้าผิงไม่ได้มีอายุยืนยาวแต่อย่างใด แค่ปลอมตัวเท่านั้น ส่วนสาเหตุของเรื่องนี้ ก่อนหน้านี้ลูกได้บอกกับเสด็จพ่อชัดเจนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงของเฉินอ๋องราบเรียบ ท่าทางไม่เกรงกลัวฮ่องเต้เลย และไม่กลัวว่าอ๋ององค์อื่นจะไปตรวจสอบ
ยิ่งเขาสงบนิ่งเช่นนี้ ใจของฮ่องเต้ก็ยิ่งร้อนรน ไม่มั่นใจเลยว่าเรื่องนี้มันเป็นเช่นไรกันแน่
ยังดีที่เฉินอ๋องมีความประนีประนอมอยู่บ้าง เขาพูดต่อ “ถ้าเสด็จพ่อไม่เชื่อ ก็รอดูผลการตรวจสอบของพวกเจ้าหกคืนนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ ลูกให้เวลาพวกเขาหนึ่งวันในการตรวจสอบ”
“แค่หนึ่งวัน…”
ฮ่องเต้จะคัดค้าน แต่เพิ่งอ้าปากเฉินอ๋องก็ตัดบทขึ้นเสียก่อน “เสด็จพ่อ เวลาหนึ่งวันก็ไม่น้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเขามีกันตั้งสามคน คนละวันก็เท่ากับสามวันแล้ว ทุกคนล้วนเป็นโอรสของเสด็จพ่อ ลูกใช้เวลาแค่คืนเดียวก็ตรวจสอบได้แล้ว หรือว่าพวกเขาทำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ?”
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ย่ำแย่ลงกว่าเดิม คำพูดนี้ทำให้เขาไม่อาจโต้ตอบได้เลย
“เสด็จพ่อ หากไม่มีธุระอื่นแล้ว ลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ไม่ตรัสอะไรอีกจึงขอตัว ฮ่องเต้เพียงโบกมือไม่ได้กล่าวอะไร
หลังจากเฉินอ๋องออกไปแล้ว หลิวกุ้ยเฟยก็ลูบพระอุระให้ฮ่องเต้สงบสติอารมณ์และหายใจได้สะดวก ก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ฝ่าบาท ร้อนพระทัยไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์นะเพคะ คืนนี้ก็จะได้รู้ความจริงแล้ว พวกองค์รัชทายาทต้องมีคำอธิบายที่พอพระทัยให้กับพระองค์เป็นแน่เพคะ”
ฮ่องเต้รู้สึกว่าที่หลิวกุ้ยเฟยพูดมาก็ถูก จึงพยักหน้า “ก็ยังคงเป็นเจ้านี่แหละที่ห่วงใยเรา”
นึกถึงท่าทางที่เจ้าสามมีต่อเขาเมื่อครู่ เขาโกรธแต่ไม่อาจระบายความโกรธได้เลย เขารู้สึกว่า นับวัน เจ้าสามยิ่งไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
แต่เรื่องตงถิงก็ไม่อาจนั่งมองอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรได้ ช่างน่ารำคาญใจยิ่งนัก!
.......
ลู่ไป่ชวนใช้โอกาสนี้กลับไปนอนพัก เขาหลับไปนานจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความสะลึมสะลือ สิ่งแรกที่ทำคือเรียกหาภรรยาอย่างลืมตัว แต่ชั่วครู่หนึ่งก็สามารถประมวลผลและตระหนักได้ว่า ตอนนี้ตนเองอยู่ที่เมืองหลวง ไม่ใช่จิงโจว
เวลาผ่านไปเพียงชั่วพริบตา บัดนี้เขาอยู่ที่จิ้นโจวมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ภรรยากำลังทำอะไรอยู่
ก่อนมา เขาจงใจบอกที่อยู่ที่นี่ไว้กับนางแล้ว อยากให้นางเขียนจดหมายมาหาบ้าง แต่นานเพียงนี้แล้วก็ยังไม่มีอะไรเลย
ตอนที่ 402: กระหม่อมมีวิธีเปิดโปงการปลอมตัวของเต้าผิง
ในใจชายหนุ่มรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ถอนหายใจยาวๆออกมาหนึ่งที ก่อนจะเดินไปหาพู่กัน หมึก และกระดาษมาเขียนจดหมาย
นางไม่เขียนจดหมายมาหาเขา เช่นนั้นเขาเป็นฝ่ายเขียนหานางเองก็ได้
ตั้งแต่มาเยือนเมืองหลวงไม่มีวันไหนที่ลู่ไป่ชวนว่างเลย สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เขาเขียนเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ภรรยารู้อย่างไม่ลังเล ทั้งยังบอกข้อสันนิษฐานของตัวเองให้นางได้รู้ด้วย ที่ว่าหลินอี้ผิงอาจจะเป็นหลินอ๋องหรือไม่ก็องค์รัชทายาท เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์
ในตอนท้ายของจดหมาย เขาเขียนบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้นางตอบกลับ โดยบอกเรื่องที่เฉินอ๋องและพระชายาคาดหวังอยากเจอนางมาก หากงานในจิงโจวไม่ค่อยยุ่งก็มาเยี่ยมเขาที่เมืองหลวงบ้าง
ในจดหมายไม่มีคำว่าคิดถึงนาง ทว่าแต่ละประโยคได้บ่งบอกถึงความคิดถึงอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อเขียนเสร็จ เขาก็ส่งจดหมายไปกับนกพิราบส่งสาร ก่อนจะเริ่มกินอาหารมื้อค่ำ
ฝีมือการทำอาหารของแม่ครัวในคฤหาสน์ย่อมไม่เลวอยู่แล้ว แต่เขากลับรู้สึกว่าอาหารเหล่านี้ไม่มีรสชาติเท่าไร หลังจากกินไปได้สองสามคำเพื่อรองท้องเขาก็ไปหาเฉินอ๋องที่จวนเฉินอ๋อง
เวลาหนึ่งวันผ่านไปแล้ว ต้องไปดูหน่อยว่าอ๋องทั้งสามตรวจสอบได้ความว่าอย่างไรบ้าง
เฉินอ๋องเองก็กำลังรอเขาอยู่เหมือนกัน เห็นเขามาแล้วก็ดีใจมาก หลังจากคุยเรื่องสัพเพเหระกันไม่กี่ประโยคสองนายบ่าวก็ขี่ม้าไปนำตัวคนที่อารามเต๋าออกมา
ใช่แล้ว พวกเขาเตรียมไปนำตัวเต้าผิงเข้าวังเพื่อไต่สวนต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ นี่เป็นเรื่องที่ปรึกษากันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กลัวการตรวจสอบของพวกองค์รัชทายาท
ต่อให้ตรวจสอบจนพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ตราบใดที่เบาะแสสำคัญอย่างเต้าผิงยังไม่เป็นอะไรไป และเจอวิธีการไต่สวนของพวกเขาล่ะก็ ความจริงอย่างไรก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ทันทีที่มาถึงอารามเต๋าก็มีองครักษ์เข้ามารายงานทันที “ท่านอ๋อง พวกเราพบว่ามีคนกำลังเฝ้าดูพวกเราอยู่บริเวณรอบๆจำนวนมากพ่ะย่ะค่ะ น่าจะเป็นพวกคนตงถิง ดูท่าน่าจะพร้อมเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่พวกเราป้องกันเอาไว้แน่นหนา พวกนั้นจึงยังไม่กล้าผลีผลามพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องพยักหน้า “จับตาดูต่อไป เตรียมพร้อมให้ดีตลอดเวลา”
“พ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์ตอบรับ
เฉินอ๋องกับลู่ไป่ชวนมุ่งหน้าไปที่ห้องขังเต้าผิง
หลังจากเต้าผิงถูกจับกุมมาที่อารามเต๋าเขาก็ถูกนำตัวไปขังเดี่ยวในห้องมืดเล็กๆ เมื่อคืนไต่สวนนักพรตคนอื่นๆ ตลอดทั้งคืนจึงไม่ได้มาดูเต้าผิงเลย
ผ่านไปแค่คืนเดียวสภาพของเต้าผิงดูโทรมลงไปไม่น้อย ทว่าพอเห็นเฉินอ๋องเขาก็ยังมีท่าทีสงบอยู่
เฉินอ๋องกล่าวชื่นชม “เจ้ายังอดทนได้เก่งจริงๆนะ”
เขาเหลือบมองเฉินอ๋องอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าว “ผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องแก้ต่างก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่วันยังค่ำ ท่านอ๋องคิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะใส่ร้ายข้าน้อยได้อย่างนั้นหรือ?”
“อืม หวังว่าเดี๋ยวอยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อ เจ้าจะยังสงบเช่นนี้ได้นะ”
เฉินอ๋องพยักหน้าก่อนจะหันหลังเดินออกไป จากนั้นก็ให้องครักษ์นำตัวเต้าผิงออกมา
องครักษ์จะจับตัวเขาขณะเดินเอาไว้ แต่เต้าผิงทะนงตัวแสดงท่าทีว่าตัวเองเดินเองได้ หลังจากได้รับการอนุญาตจากลู่ไป่ชวน องครักษ์จึงปล่อยให้เขาเดินเอง
…...
ในวังหลวง
พวกองค์รัชทายาทมารออยู่แล้ว หากแต่สีหน้าของแต่ละคนย่ำแย่มาก
วันนี้ทั้งวันพวกเขาไม่ได้เบาะแสอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เมื่อเห็นเฉินอ๋องนำตัวเต้าผิงมา แต่ละคนก็มองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ก็ไม่ได้ดีนัก ตอนที่โอรสทั้งสามมาถึงเขายังหวังว่าจะได้เบาะแสที่มีประโยชน์มาบ้าง แต่พวกเขากลับมามือเปล่าไม่มีอะไรเลย
เช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้แค่สองอย่างแล้ว
อย่างแรกคือ อิทธิพลของเจ้าสามในตอนนี้แข็งแกร่งถึงขั้นฝ่ามือเดียวปิดฟ้าได้ หากเขาไม่อนุญาต สามคนนี้ก็ไม่มีทางสืบหาข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์ได้
และความเป็นไปได้อย่างที่สองก็คือ สิ่งที่เจ้าสามตรวจสอบได้ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง
เฉินอ๋องพาลู่ไป่ชวนมาด้วย คารวะด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ฮ่องเต้ถามสาเหตุการสวมหน้ากากของลูกน้องคนสนิท เฉินอ๋องจึงชิงอธิบายไปก่อน บอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บจนใบหน้าเสียโฉม
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “มาก็มา เหตุใดต้องเอาคนหน้าเสียโฉมมาด้วย?”
เขารู้สึกว่าเจ้าสามช่างเป็นคนประหลาด คนหน้าตาดีๆมีถมเถไป หาคนหน้าตาดีมาอยู่ข้างกายก็ช่วยทำให้อารมณ์ดีไปด้วย เหตุใดต้องเอาคนใบหน้าเสียโฉมมาอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้
“เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ คนคนนี้เป็นมือขวาของลูก สร้างคุณูปการมาแล้วไม่น้อย ถึงจะเสียโฉม แต่ก็ยังเป็นมือดีที่อยู่ข้างกายลูก ย่อมต้องพามาด้วยอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่าง ที่สามารถจัดการเรื่องเต้าผิงได้รวดเร็วเช่นนี้ ก็เป็นเพราะฝีมือการตรวจสอบของเขาพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องปกป้องลู่ไป่ชวนอย่างเปิดเผย ไม่ยอมให้ฮ่องเต้มาว่าลู่ไป่ชวนในทางที่ไม่ดี
ฮ่องเต้รู้สึกประหลาดใจกับวาจาบางถ้อยคำของเฉินอ๋อง แต่ก็ไม่มีเวลาทบทวนนานนัก เขาเบนสายตาไปมองเต้าผิง “เต้าผิง เจ้ารู้ความผิดของเจ้าหรือไม่?”
เต้าผิงคุกเข่าลงตรงหน้าฮ่องเต้ทันที ตอบกลับอย่างไม่รีบร้อน “ฝ่าบาท ผู้บริสุทธิ์ ไม่ต้องแก้ต่างก็ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่วันยังค่ำ กระหม่อมไม่มีสิ่งใดจะพูดไปมากกว่านี้ กระหม่อมช่วยปรับสมดุลร่างกายให้ฝ่าบาท จะดีหรือร้ายฝ่าบาทย่อมรู้ดี บัดนี้กระหม่อมถูกคนเลวใส่ร้าย ฝ่าบาทโปรดคืนความยุติธรรมให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
สดับวาจา ฮ่องเต้ก็ยิ่งเชื่อว่าเต้าผิงถูกใส่ร้าย จึงหันไปมองเฉินอ๋องอย่างไม่พอใจ แสดงออกชัดว่าต้องการให้เฉินอ๋องให้คำอธิบาย
เฉินอ๋องกล่าว “เจ้าไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรร่างกายกับอายุก็ไม่สามารถหลอกลวงได้ ข้าเชิญหมอหลวงไปตรวจร่างกายของเจ้าแล้ว ต่อให้เจ้าอายุยาวนานอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ ร่างกายเจ้าก็ไม่มีทางแข็งแรงเช่นนี้ได้”
“เหอะ! เด็กไร้ความรู้!”
เต้าผิงตวัดสายตามองเขาด้วยความแค้นเคือง เครากระตุกเล็กน้อย แค่มองก็รู้แล้วว่าเขาไม่พอใจมาก
ฮ่องเต้เองก็คิดว่าเฉินอ๋องไร้ความรู้เหมือนกัน ในเมื่อเป็นนักพรตผู้สูงส่ง ร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงที่เหนือธรรมชาติอยู่แล้ว ปุถุชนตรวจสอบไม่ได้ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ
ขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะเอ่ย เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เฉินอ๋องเหลือบมองลู่ไป่ชวนวูบหนึ่ง ลู่ไป่ชวนออกมายืนคำนับก่อนจะกล่าว “ฝ่าบาท กระหม่อมมีวิธีเปิดโปงการปลอมตัวของเต้าผิงพ่ะย่ะค่ะ”
ปลอมตัวอย่างนั้นหรือ?
ทุกคนหันไปมองบุรุษสวมหน้ากากด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ เต้าผิงที่เดิมทีไร้ท่าทีหวาดกลัว เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็พลันรู้สึกถึงความเย็นเยียบจนตัวสั่นเล็กน้อย แต่เขาจิตใจแข็งแกร่งมาก ไม่นานก็สามารถปรับอารมณ์เป็นปกติได้ เขาคิดว่าไม่มีใครสังเกตเห็นอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปเพียงวูบเดียวของตนเอง
แต่หารู้ไม่ว่าความจริงแล้ว ลู่ไป่ชวนเห็นทุกอย่าง
“ปลอมตัวอะไร เจ้ารู้อะไรมาอย่างนั้นหรือ?”
ฮ่องเต้ตื่นตัวเล็กน้อย เขาอยากรู้ความจริงมาก อย่างน้อยจะได้เลิกพะวักพะวงเช่นนี้
ลู่ไป่ชวนตอบ “ฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร”
พูดจบเขาก็นำขวดเล็กๆขวดหนึ่งที่เตรียมไว้นานแล้วออกมา
ตอนที่ยังไม่ได้มาเมืองหลวง เฉินอ๋องเคยเล่าเรื่องเต้าผิงให้เขาฟังแล้ว
เฉินอ๋องส่งคนไปจับตาดูเต้าผิงเป็นเวลานาน จึงพบว่าเขาไม่ได้ปลอมตัวโดยใช้หน้ากากหนังมนุษย์ แต่ร่างกายอ่อนเยาว์กลับมีใบหน้าราวกับคนอายุสี่สิบห้าสิบปีได้ เห็นได้ชัดว่าไม่ปกติ
ลู่ไป่ชวนได้ปรึกษาปัญหานี้กับเหอจิ่วเหนียงอย่างจริงจัง เหอจิ่วเหนียงดีดนิ้วอย่างสบายๆ ไม่กี่วันต่อมาก็มอบยาขวดหนึ่งให้กับเขา บนขวดยาติดชื่อเอาไว้ว่า ‘ปีศาจสำแดงฤทธิ์’
ถึงแม้ชื่อจะฟังดูน่าขัน แต่ลู่ไป่ชวนก็ไม่กังขาในความสามารถของภรรยาเลย
เขาให้คนสองคนกดตัวเต้าผิงไว้ ส่วนตนเองถือขวดยาพลางเดินเข้าไปใกล้
ในใจเต้าผิงเกิดลางสังหรณ์ร้ายขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะภาพลู่ไป่ชวนย่างเท้ามาใกล้ตนเองทีละก้าว เขายิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนก แต่ก็ยังบอกตัวเองว่า หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก่อนเลย ครั้งนี้ก็ต้องไม่มีปัญหาแน่นอน เขาต้องเชื่อในตัวท่านราชครูของพวกเขา
ตอนที่ 403: ปีศาจสำแดงฤทธิ์
หลังจากที่ลู่ไป่ชวนเดินไปถึงตรงหน้าเต้าผิงแล้ว จู่ๆ หลินอ๋องก็เอ่ยถามขึ้น “ของในมือเจ้าคืออะไร?”
ลู่ไป่ชวนกำลังรอประโยคนี้อยู่พอดี จึงอธิบายอย่างไม่หวาดหวั่น “นี่คือยาชนิดพิเศษ ถ้าใช้กับใบหน้าคนปกติจะไม่เกิดผลร้ายอะไร แต่ถ้าใช้กับใบหน้าของคนที่ใช้อุบายบางอย่างอำพรางละก็ จะเปลี่ยนกลับไปเป็นใบหน้าเดิมทันที”
สดับคำอธิบาย จิ้งอ๋องหัวเราะเย้ยหยันออกมาทันที “เจ้าบอกว่านักพรตเต้าผิงปลอมตัวมาไม่ใช่หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นกระชากหน้ากากมนุษย์ออกมาก็สิ้นเรื่องแล้ว เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยากขนาดนี้ด้วย?”
สำหรับจิ้งอ๋องเขามองว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย ลู่ไป่ชวนที่เฉินอ๋องชมนักชมหนาว่าสร้างคุณูปการมามากมายคนนี้ เขารู้สึกว่าก็แค่ทำเรื่องง่ายๆให้ดูใหญ่โตเท่านั้นเอง
ลู่ไป่ชวนไม่สนใจแต่อย่างใด ทั้งยังกล่าวกับจิ้งอ๋อง “ท่านจิ้งอ๋องลองมาตรวจสอบด้วยตัวเองดูสิว่าบนหน้าเต้าผิงมีหน้ากากหนังมนุษย์หรือไม่”
“ดูก็ดูสิ!”
จิ้งอ๋องไม่ค่อยพอใจกับท่าทางของลู่ไป่ชวน รู้สึกว่าคนคนนี้เคารพเขาไม่มากพอ แต่ก็ไม่อาจหาพิรุธใดจากเขาได้เลย ดังนั้นจึงเดินตึงตังไปข้างกายเต้าผิง ผลักลู่ไป่ชวนให้หลบ และกล่าวกับเต้าผิง “เต้าผิง นี่เป็นโอกาสที่เจ้าจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองแล้ว ครั้งนี้หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้าคือตัวจริง ในเป่ยเหยียนก็จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้าอีก”
ตอนนี้เต้าผิงจิตใจระส่ำระสายกับคำพูดของลู่ไป่ชวนจนแทบอยู่ไม่ติดแล้ว ตอนแรกยังหวังว่าตนเองจะโชคดี นึกไม่ถึงเลยว่าลู่ไป่ชวนจะมาไม้นี้ ยาในมือเขาจะทำลายฝีมือของท่านราชครูได้จริงหรือไม่
ไม่! เป็นไม่ได้!
ความสามารถของท่านราชครูเป็นหนึ่งไร้ผู้เป็นรอง ไม่มีใครที่จะมีความสามารถเช่นนี้ได้อีก!
รออยู่ครู่หนึ่งเต้าผิงก็ไม่ตอบ จิ้งอ๋องคิดว่าเป็นเพราะความหยิ่งทะนงของเขา จึงไม่สนใจอะไรอีก ลงมือตรวจสอบใบหน้าเขาทันที
องค์ชายหกคลำใบหน้าของผู้ต้องสงสัยจนทั่วก็หารอยต่อของหน้ากากหนังมนุษย์ไม่เจอ
เช่นนี้หมายความว่า ใบหน้าเขาไม่ใช่ของปลอม
“ก็ไม่มีหน้ากากหนังมนุษย์นี่”
จิ้งอ๋องถอยออกมาอยู่ข้างๆ ในใจเขายังยินดีเชื่อเต้าผิง หากเต้าผิงมีอายุยืนยาวจริง เช่นนั้นต่อไปหลังจากเขาได้นั่งบัลลังก์มังกร เขาก็อยากแสวงหาหนทางให้มีชีวิตยืนยาวสักหน่อย มิเช่นนั้นคงรู้สึกผิดต่อความพยายามอย่างสุดชีวิตที่กว่าจะได้ตำแหน่งนี้มาครองเป็นแน่
องค์รัชทายาทเองก็เดินเข้าไปดูด้วยความสงสัยเช่นกัน หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีหน้ากากหนังมนุษย์ก็หันไปพยักหน้ากับฮ่องเต้
ส่วนหลินอ๋องไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร ยืนอยู่กับที่ไม่ได้เข้าไปดู
เขาเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เห็นทุกอย่างจนเบื่อหน่ายแล้ว ถึงเมื่อวานจะไปตรวจสอบหาความจริงด้วยแต่ก็เป็นเพราะถูกจิ้งอ๋องลากไปด้วยกัน หากเป็นตัวเขาเองไหนเลยจะอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว
จิ้งอ๋องเข้าใจว่าพี่ชายคนนี้ไม่มีความมุ่งมาดปรารถนาในตำแหน่งนั้น ดังนั้นตอนที่เห็นเขายืนอยู่เฉยๆ จิ้งอ๋องจึงไม่ได้พูดอะไร
ลู่ไป่ชวนเรียกลูกน้องมาคนหนึ่ง ให้เขาถอดหมวกและยืนต่อหน้าทุกคน
ลูกน้องทำตามที่เขาบอก ลู่ไป่ชวนกล่าว “เชิญท่านอ๋องทุกท่านมาตรวจสอบว่าองครักษ์คนนี้สวมหน้ากากหนังมนุษย์หรือไม่”
จิ้งอ๋องกังวลว่ามือขวาเฉินอ๋องจะใช้อุบายอะไร จึงรีบเข้าไปตรวจสอบอย่างรวดเร็ว และพบว่าองครักษ์คนนี้ไม่ได้สวมหน้ากากหนังมนุษย์
ลู่ไป่ชวนกล่าว “ใบหน้าองครักษ์คนนี้ไม่ได้สวมหน้ากาก และบนใบหน้าก็ไม่ได้ใช้กลลวงอะไร หากกระหม่อมเทยานี่ลงบนหน้าเขา เขาก็จะไม่เป็นอะไร ใบหน้าก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง”
พูดจบลู่ไป่ชวนก็เทยาลงบนใบหน้าองครักษ์คนนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งใบหน้าขององครักษ์ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรจริงๆ
“รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ฮ่องเต้ตรัสถาม.องครักษ์ องครักษ์ตอบ “ทูลฝ่าบาท ไม่รู้สึกอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ ไม่ต่างจากน้ำเปล่าธรรมดาธรรมดาเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ลู่ไป่ชวน “คราวนี้เรามาลองกับใบหน้าของเต้าผิงดู”
กล่าวจบก็ส่งสายตาให้ลูกน้อง ให้ทั้งสองจับตัวเต้าผิงไว้
เต้าผิงเดิมทีคุกเข่าอยู่กับพื้น มือเท้ามีโซ่พันธนาการเอาไว้ ยิ่งถูกคนสองคนจับกดเช่นนี้ก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
ลู่ไป่ชวนเดินไปตรงหน้าเขา และเทยาในขวดลงบนใบหน้าอีกฝ่าย
เกิดปฏิกิริยาขึ้นทันทีที่น้ำยาสัมผัสกับใบหน้าของเต้าผิง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างจากองครักษ์เมื่อครู่อย่างชัดเจน เกิดเสียง *ซู่ว* ขึ้น ตามมาด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ส่วนเต้าผิงก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ปล่อยข้า! อ๊ากๆๆ!”
ทุกคนรวมถึงฮ่องเต้ต่างตกตะลึง โดยเฉพาะองค์รัชทายาท รีบวิ่งไปหลบข้างกายฮ่องเต้อย่างรวดเร็วเพราะกลัวว่าความคลุ้มคลั่งของเต้าผิงจะทำให้เขาบาดเจ็บไปด้วย
ลู่ไป่ชวนเทยาในมือจนหมดขวด ก่อนจะกล่าว “กว่ายาจะออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ต้องรอสักระยะ ฝ่าบาทและท่านอ๋องทุกท่านโปรดอดทนรอก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เฉินอ๋องได้เห็นภาพเช่นนี้ เขาเองก็ตกใจมาก เพียงแต่เขาสามารถรักษาท่าทีได้ดีกว่าคนอื่นๆ
เต้าผิงยังคงดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด คนอื่นต่างมีสีหน้ามืดครึ้มจนถึงที่สุด
เฉินอ๋องกล่าว “อันที่จริงไม่จำเป็นต้องรอผลลัพธ์สุดท้ายแล้วก็ได้ แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าใบหน้าเขามีปัญหา และความไว้ใจของพวกเจ้าที่มีต่อเขา กับความสงสัยที่มีต่อข้า ทุกอย่างคงแก้ตกได้แล้ว”
ตอนที่พูดประโยคนี้เขาหันไปมองพวกองค์รัชทายาท แล้วพูดต่อ “เสด็จพ่อถูกเต้าผิงปั่นหัว เสด็จพ่อไม่เชื่อก็ยังพอเข้าใจได้ แต่พวกเจ้าสามคนกลับออกมาปกป้องเต้าผิง ทำไมหรือ หรือว่าเต้าผิงเป็นคนที่พวกเจ้าส่งมาให้อยู่ข้างพระวรกายเพื่อจับตาดูเสด็จพ่อ? หรือพูดง่ายๆคือ ระหว่างเต้าผิงกับพวกเจ้ามีความสัมพันธ์อะไรที่ไม่สามารถบอกใครได้ พวกเจ้าถึงไม่สนใจพระพลานามัยของเสด็จพ่อ คิดแต่จะปกป้องคนผู้นี้?”
พลันนั้นสถานการณ์ก็พลิกตลบ องค์ชายทั้งสามกลับกลายเป็นผู้ไม่จงรักภักดีไปเสียแล้ว พวกเขาหันมองหน้ากันไปมา
“เจ้าสาม เจ้าอย่ามาใส่ร้ายคนอื่นเช่นนี้นะ!”
“พวกเราแค่ไม่อยากให้เสด็จพ่อเสียพระทัยมากเกินไป และไม่อยากเข้าใจคนบริสุทธิ์ผิดก็เลยอยากตรวจสอบอีกครั้ง”
“พวกเราล้วนเป็นห่วงเสด็จพ่อด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้นเลย!”
เฉินอ๋องเห็นท่าทางโมโหของพวกเขาก็ยิ้มพลางกล่าว “อย่างนั้นหรือ แล้วพวกเจ้าจะร้อนรนไปทำไมกัน?”
จากข้อมูลที่เขาวิเคราะห์ได้ในตอนนี้ จิ้งอ๋องไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แค่ถูกหลินอี้ผิงหลอกใช้ให้เป็นแพะรับบาปก็เท่านั้น
องค์รัชทายาทกับหลินอ๋อง คนหนึ่งภายนอกดูขี้ขลาด อ่อนแอ ตามหลักแล้วไม่มีทางเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่นอน แต่กลับดูใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ส่วนอีกคนภายนอกสงบราวกับมวลเมฆ เหมือนไม่สนใจอะไรและทำอะไรตามที่คนขอให้ช่วยเท่านั้น แต่ความจริงก็สังเกตสถานการณ์ทั้งหมดอยู่ตลอดเช่นกัน
แต่ละคนปากอย่างใจอย่าง ไม่อาจประมาทได้เลย
“เสด็จพ่อ! ลูกไม่ได้มีใจคิดเป็นอื่นเลยจริงๆนะพ่ะย่ะค่ะ ลูกแค่ปวดใจที่เสด็จพ่อโดนหลอก ลูกไม่รู้จริงๆว่าเรื่องมันจะเป็นเช่นนี้…”
ทันใดนั้นองค์รัชทายาทก็คุกเข่าลงตรงพระพักตร์ฮ่องเต้ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง มีความสะอึกสะอื้นเล็กน้อยราวกับว่าอีกประเดี๋ยวน้ำตาก็จะไหลออกมาก็มิปาน
ลู่ไป่ชวนมองทุกอย่างตรงหน้าด้วยความเย็นชา ในใจคิดว่าหากภรรยาเขาเห็นฉากนี้ ไม่แน่อาจอดกระแนะกระแหนองค์รัชทายาทไม่ได้ก็ได้ ถึงอย่างไรภรรยาของเขาก็เป็นคนที่ไม่กลัวฟ้าดินอยู่แล้ว
และเมื่อเห็นสถานการณ์ที่พี่น้องทั้งสามคนแย่งชิงกันความโปรดปรานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ในใจเขาก็คิดถึงครอบครัวของตัวเองขึ้นมา สามพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสะใภ้ด้วยกันก็ไม่เลว หากราชวงศ์เป็นเหมือนกับครอบครัวเขา ก็คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายมากมายเช่นนี้ขึ้น
แต่แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว
ฮ่องเต้ไม่ทันได้กล่าวอะไร เสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานของเต้าผิงก็เงียบไป เขาเป็นลมหมดสติไปแล้ว พร้อมกับใบหน้าที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่เคลือบอยู่บนใบหน้าของเขาหลุดลอกออกมาเป็นคราบต่างๆมากมาย ลักษณะโครงหน้ายังคงเดิมไม่เปลี่ยน แต่ร่องรอยแห่งวัยเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ใบหน้าก่อนหน้านี้เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่ถึงห้าสิบปี แต่ใบหน้าเขาในตอนนี้เป็นเพียงเด็กวัยหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีเท่านั้น
ตอนที่ 404: สัญญาณของการสูญเสียแคว้น
ตอนนี้ฮ่องเต้ไม่อยากพูดอะไรทั้งสิ้น หัวใจเขาแตกสลาย หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขายกถ้วยชาข้างๆขึ้นมา…
และปาไปที่ศีรษะของเต้าผิงเต็มแรง เต้าผิงที่หมดสติอยู่ถูกถ้วยชากระแทกศีรษะจนฟื้น ดวงตายังคงพร่ามัว รู้สึกแค่ศีรษะกับใบหน้าเจ็บปวดมาก จนไม่รู้ว่าควรจะจับศีรษะหรือจับใบหน้าก่อนดี
“พูดมา เราเชื่อใจเจ้าถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าต้องทำร้ายเราด้วย!”
ฮ่องเต้ตะคอกราวกับใกล้จะคลุ้มคลั่งเต็มที หากไม่ใช่เพราะว่าหลิวกุ้ยเฟยคอยรั้งไว้ ตอนนี้อาจโผเข้าหาเต้าผิงถวายพระบาทให้เขาไปสักทีแล้ว
ตลอดมาไม่ว่าเต้าผิงจะเอ่ยปากขอสิ่งใดเขาก็ตอบรับทันที ทั้งยังคิดว่าขอเพียงเต้าผิงไม่มีใจคิดร้ายต่อเขา ต่อให้ดูดเลือดมนุษย์มาหลอมเป็นยาลูกกลอนจริงๆ เขาก็เลือกที่จะให้อภัย แต่ความเป็นจริงทุกอย่างล้วนโกหกหลอกลวง ล้วนเป็นแผนการที่พวกเขาวางเอาไว้
บนโลกใบนี้ไม่มีความเป็นอมตะอะไรนั่นอยู่เลย เป็นเขาที่ดึงดันมาโดยตลอด ดื้อดึงจนถึงขั้นเลอะเลือนถูกคนเหล่านี้หลอกลวงเอาได้!
ในที่สุดฮ่องเต้ก็คิดได้แล้ว ยังดีที่คิดได้ตอนนี้ ยังไม่ถือว่าสายเกินไป
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เต้าผิงเองก็ไม่อาจแก้ต่างได้อีก เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองจนตรอกไม่มีทางหนีทีไล่แล้ว ดังนั้นจึงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา “เลิกพล่ามได้แล้ว จะฆ่าจะแกงก็แล้วแต่พวกเจ้าจะตัดสินเถอะ!”
เขายังมีความหยิ่งทะนงอยู่สูง ลู่ไป่ชวนประเมินเขาสูงขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย
“หากราชวงศ์ตงถิงรู้ว่าเจ้าจงรักภักดีถึงเพียงนี้ ต้อตอบแทนครอบครัวของเจ้าอย่างดีเป็นแน่!”
จู่ๆ เฉินอ๋องก็พูดออกมาอย่างกะทันหัน เห็นอีกฝ่ายอายุไม่มาก ทั้งยังพูดภาษาเป่ยเหยียนได้ดีมากอีกด้วย ดูๆแล้วไม่เหมือนคนตงถิงแม้แต่น้อย น่าจะเป็นเพราะเติบโตมาในเป่ยเหยียน ส่วนครอบครัวของเขาอยู่ในเป่ยเหยียนหรือตงถิงนั้นไม่อาจรู้ได้
เมื่อได้ยินเฉินอ๋องพูดถึงครอบครัว เต้าผิงกลับไม่มีอาการตอบสนองแต่อย่างใด ดวงตาเหม่อลอยราวกับตนเองเป็นคนที่ตายไปแล้วก็มิปาน
“ตงถิงอย่างนั้นหรือ?”
จิ้งอ๋องประหลาดใจ เป็นแค่นักพรตไม่ใช่หรือ ไปเกี่ยวข้องกับคนตงถิงได้อย่างไร?
สีหน้าขององค์รัชทายาทตื่นตระหนกมากเช่นกัน “น้องสาม มีเรื่องอะไรที่พวกเราไม่รู้อย่างนั้นหรือ นี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับตงถิงกัน?”
“ทำไม พวกเจ้าตรวจสอบมาทั้งวันไม่เจอข้อมูลอะไรสักอย่างเลยหรือ?”
เฉินอ๋องเลิกคิ้วถาม มอง.องค์รัชทายาทอย่างยั่วยุเล็กน้อย
ไม่ต้องถามเลยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงไม่เคารพพี่ชายคนนี้เลย ก็เพราะความแข็งแกร่งอย่างไรล่ะ
อืม ลู่ไป่ชวนคือความแข็งแกร่งของเขา มีลู่ไป่ชวนอยู่ข้างกายเขาไม่ต้องครั่นคร้ามเลย
สีหน้าขององค์รัชทายาทจืดเจื่อนเล็กน้อย เขาก็อยากตรวจสอบให้ดีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ควรเริ่มจากตรงไหน จึงทำได้แค่ตามเจ้าห้ากับเจ้าหกไป แต่พวกเขาสองคนไม่มีสมองเอาซะเลย แต่ละคนไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงไปตรวจสอบทางนี้นิดทางนั้นหน่อย สุดท้ายก็หาเบาะแสไม่เจอสักอย่าง
เฉินอ๋องพูดต่อ “ข้าได้เบาะแสมาตั้งนานแล้วว่าพวกมันเป็นไส้ศึกที่พวกตงถิงส่งมาก่อกวนแคว้นพวกเรา ใจข้าอยากกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก แต่พวกเจ้ากลับเอาแต่ปกป้องคนผิด จนข้าชักไม่แน่ใจแล้วว่าพวกเจ้ามีความสัมพันธ์อะไรกับตงถิงหรือไม่”
“พวกข้าจะไปมีความสัมพันธ์อะไรกับตงถิงได้กัน เจ้าเลิกใส่ร้ายคนอื่นได้แล้ว!”
จิ้งอ๋องสวนกลับทันควัน ถึงเขาจะไม่ยอมศิโรราบในศึกภายใน แต่กับศัตรูของแคว้น เขาก็แยกแยะถูกผิดได้!
“พอได้แล้ว!”
ฮ่องเต้ตะคอกแทรกอย่างเหลืออด ถลึงตามองพวกเขาด้วยความไม่พอใจ ก่อนพูดกับเฉินอ๋อง “เอาตัวออกไป เจ้าอยากจัดการเช่นไรก็แล้วแต่เจ้า ทุกคนออกไปให้หมด!”
เพียงประโยคเดียวก็สามารถไล่โอรสทั้งหมดออกไปได้อย่างง่ายดาย
ท่าทางของบุตรชายทั้งสามดูไม่เสียอกเสียใจเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเห็นชัดว่าพวกเขาไม่ได้กระตือรือร้นอยากตรวจสอบเรื่องนี้
ไหนจะยาลูกกลอนเลือดมนุษย์เหล่านั้นที่เขากินเข้าไป ทั้งหมดล้วนหันมาทำร้ายเขา
ฮ่องเต้อยู่ในอาการสะเทือนใจ
เฉินอ๋องเห็นท่าทางของฮ่องเต้ก็รู้สึกสาแก่ใจ
ในที่สุดพระบิดาก็ได้รู้ซึ้งถึงสัญญาณของการสูญเสียแคว้น!
แต่ตอนนี้เขาไม่อยากเสวนาอะไรกับพวกเขาอีก ถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็พบทางสว่างแล้ว เขาก็สามารถขุดหาสายสนกลในของเรื่องนี้ได้อย่างสะดวก พวกตงถิงหยั่งรากลึกในเป่ยเหยียนมานานแล้ว เรื่องนี้ใช่ว่าจะจัดการได้ภายในวันสองวัน ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป
เต้าผิงถูกนำตัวออกจากวัง ถูกสาดด้วยผงคันของเหอจิ่วเหนียง จากนั้นถูกแขวนร่างบนกำแพงเมืองเจ็ดวันเจ็ดคืนให้เขาทรมานจนตาย
แต่ละวันจะมีคนมากรอกน้ำใส่ปากให้เขา เพื่อให้กล่องเสียงของเขายังคงใช้งานได้ตามปกติ ยามแหกปากกรีดร้องคอจะได้ไม่แหบแห้ง ให้ราษฎรได้เห็นจุดจบของไส้ศึกตงถิงคนนี้
ในระหว่างนี้คนตงถิงก็หาโอกาสช่วยเต้าผิงอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนถูกคนของเฉินอ๋องขัดขวางเอาไว้ได้ ด้วยเหตุนี้เฉินอ๋องจึงได้รับความชื่นชมยกย่องจากราษฎรมากขึ้น
แต่เฉินอ๋องกลับไม่เบิกบานใจเลยแม้แต่น้อย เพราะวันแรกที่เต้าผิงถูกนำตัวไปแขวนบนกำแพงเมือง ฮ่องเต้ก็เอาแต่บอกว่าตัวเองป่วยต้องการพักฟื้นร่างกาย จึงมอบอำนาจงานราชกิจทั้งหมดให้องค์รัชทายาทเป็นคนจัดการ
ถูกต้อง ให้องค์รัชทายาทเป็นคนจัดการ
ตอนที่ 405: เขาอยากกลับไปหาภรรยา
ฮ่องเต้ไม่สนใจงานราษฎร์งานหลวงก็ไม่เป็นไร มอบหมายงานทั้งหมดให้องค์รัชทายาทจัดการก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องที่ทำให้เฉินอ๋องโมโหมากก็คือ เพียงไม่นาน.องค์รัชทายาทก็ให้คนหอบงานเหล่านั้นมาวางกองบนโต๊ะเขา
เฉินอ๋องได้ชื่อว่าเป็นคนมีความรู้เรื่องกิจการบ้านเมือง มอบหมายให้เขาจัดการย่อมดีแน่นอน
ถึงแม้งานราชกิจจะมอบหมายให้เฉินอ๋องจัดการ แต่ผู้ที่ออกว่าราชการในท้องพระโรงแต่ละวัน ยังคงเป็นองค์รัชทายาททุกครั้ง
นี่หมายความว่า องค์รัชทายาทให้เฉินอ๋องทำงานให้เขา ส่วนผลงานล้วนตกเป็นของ.องค์รัชทายาท เฉินอ๋องเหน็ดเหนื่อยทำงานเปล่า ทั้งยังถูกคนกล่าวหาว่าอยากได้ตำแหน่งนั้น
เฉินอ๋องอยากโยนภาระกลับไป เขาไม่อยากทำ แต่งานเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร เขาเห็นใจราษฎร จึงใจดำทำเช่นนั้นไม่ได้
ด้วยเหตุนี้เฉินอ๋องจึงเรียกลู่ไป่ชวนมาปรึกษา สิ่งที่ลู่ไป่ชวนแนะนำก็คือ “รับไว้ แต่ไม่ทำ”
เฉินอ๋องกะพริบตาปริบๆ นิ่งเงียบไปเพราะไม่เข้าใจว่าลูกน้องคนสนิทหมายความว่าอย่างไร
ลู่ไป่ชวนขยายความ “องค์รัชทายาทโยนงานตัวเองมาให้องค์ชายทำ องค์ชายก็รับไว้ รอจนถึงพลบค่ำตอนที่คนในวังมา องค์ชายก็ส่งสาส์นที่ไม่ได้ทำเหล่านั้นคืนกลับไปให้เขา โดยให้เหตุผลว่างานยุ่งจนลืม ทำเช่นนี้ไปหลายๆวัน องค์รัชทายาทก็จะไม่กล้าโยนงานมาให้องค์ชายอีกพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนี้งานพวกนี้ก็ไม่มีใครทำน่ะสิ?”
เฉินอ๋องร้อนใจเล็กน้อย เขาไม่อยากทำเช่นนี้
ลู่ไป่ชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “เช่นนั้น.องค์ชายลองดูเรื่องที่เร่งด่วนก่อน ทำความเข้าใจสถานการณ์พวกนั้น หากเรื่องไหนเร่งด่วนมากๆ ก็ทำเก็บเอาไว้เอง ไม่ต้องเขียนในสาส์น คืนแบบเดิมกลับไปให้องค์รัชทายาทก็พอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่ออธิบายเช่นนี้ เฉินอ๋องก็เข้าใจแล้ว
ตอนนี้เขาทำงานให้องค์รัชทายาททุกวัน แต่ขุนนางในราชสำนักก็เอาแต่ชื่นชมองค์รัชทายาท เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าเรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเฉินอ๋องเป็นคนทำ
แต่หากเฉินอ๋องรับงานเหล่านั้นมาโดยที่ไม่ช่วยเขียนสาส์นให้ ทำให้องค์รัชทายาทไม่สามารถออกว่าราชการต่อหน้าเหล่าขุนนางได้ เหล่าขุนนางก็จะเริ่มตำหนิองค์รัชทายาท ความฝันที่ได้อยู่สุขสบายของ.องค์รัชทายาทก็จะพังลง
“ความคิดนี้ดี! ตกลง เช่นนั้นก็เอาตามนี้!”
เฉินอ๋องมีกำลังวังชาขึ้นมาทันที เผชิญหน้ากับงานกองพะเนินตรงหน้าโดยไม่ต้องกลัดกลุ้มใจมากแล้ว
“ช่วงนี้ผลการตรวจสอบเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่ออารมณ์ดีขึ้น เฉินอ๋องก็ใส่ใจสถานการณ์ในช่วงนี้ของลู่ไป่ชวนสักหน่อย
นับตั้งแต่เต้าผิงถูกแขวนร่างบนกำแพงเมือง ลู่ไป่ชวนก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีก เขาเอาเวลาไปแอบจับตาดูหลินอี้ผิง หลินอี้ผิงไม่ออกจากจวน เขาก็ไปสะกดรอยตามหลินอ๋อง เขามักจะรู้สึกว่า ระหว่างสองคนนี้น่าจะมีความเชื่อมโยงกันบางอย่าง
“ตอนนี้ยังไม่ได้ความคืบหน้าอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยังคอยจับตาดูอยู่”
พูดถึงเรื่องนี้ลู่ไป่ชวนก็รู้สึกทดท้อเล็กน้อย เขามาเมืองหลวงพักใหญ่แล้ว บัดนี้ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เขาอยากลับไปหาภรรยา
แต่กว่าจะได้มาเมืองหลวงสักครั้งก็ยากเย็น ช่วงนี้หลินอี้ผิงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ เขาไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป
หลินอี้ผิงมีความคิดจะฆ่าปิดปากภรรยาเขาอยู่ตลอด คนผู้นี้ไม่อาจปล่อยเอาไว้ได้นาน หาไม่ปัญหาในอนาคตยากจะจบลงด้วยดีได้
สำหรับเรื่องนี้เฉินอ๋องไม่กังวลเลย ความสามารถของลู่ไป่ชวนเขาไม่จำเป็นต้องนึกกังขา ทั้งยังมั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าลู่ไป่ชวนจะจัดการได้ และมอบผลลัพธ์อันเป็นที่น่าพอใจให้กับเขาได้แน่นอน
“อืม เช่นนั้นเรื่องนี้ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายเจ้า เรื่องนี้เจ้าจัดการตามใจเจ้าได้เลย ถ้าต้องการกำลังคนก็จัดได้ตามใจเจ้า ถ้ามีเรื่องที่จัดการไม่ได้ก็มาหาข้าได้ตลอดเวลา”
เฉินอ๋องให้คำมั่นเช่นนี้แล้วลู่ไป่ชวนย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน เขาตอบตกลงและขอตัวกลับ
เขาคิดว่าตนเองไม่อาจเอ้อระเหยได้อีก ไม่อย่างนั้นไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับจิงโจว เหมือนครั้นที่อยู่ในหนานไท่ เขาต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด
.......
ทางด้านหลินอี้ผิง นับตั้งแต่เรื่องของเต้าผิงจบลง เขาก็ไม่ได้ติดต่อกับคนของตงถิงมาหลายวันแล้ว
เฉินอ๋องลงมืออย่างโหดเหี้ยม ทำลายรังของพวกเขาไปได้ไม่น้อยแล้ว คนของพวกเขาบาดเจ็บล้มตายไปกว่าครึ่งภายในระยะเวลาอันสั้น พวกเขาจึงไม่กล้าโผล่หัวออกมา
อารมณ์ของหลินอี้ผิงในตอนนี้หงุดหงิดงุ่นง่าน อุตส่าห์ทุ่มเทอย่างเหน็ดเหนื่อยมาตั้งหลายปี กว่าจะสบโอกาสสักครั้งช่างยากเย็น สุดท้ายกลับถูกทำลายไปง่ายๆ เขาหงุดหงิดใจมากจริงๆ
ปกติเฉินอ๋องเป็นคนเงียบๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะค้นพบแหล่งกบดานของพวกเขาในจิงโจวได้ ส่วนเรื่องเต้าผิง ต้องเป็นเขาแน่นอนที่ใช้แผนการบางอย่าง ไม่อย่างนั้นฮ่องเต้คงไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆเช่นนี้
ตอนนี้หากจะโค่นล้มเฉินอ๋องก็คงมีเพียงวิธีเดียว นั่นคือหาหลักฐานที่เฉินอ๋องวางยาพิษฮ่องเต้ให้ได้
แต่ปัญหาคือ ตอนนี้เต้าผิงตายไปแล้ว เขาจะไปหาหลักฐานพวกนั้นจากที่ไหน
คนสวมหน้ากากข้างกายเฉินอ๋องคนนั้นก็น่าจับตามองจริงๆ บุคลิกเป็นคนพูดน้อย แต่ฝีมือของเขาไม่ธรรมดาเลย มักจะใช้ยาประหลาด.ประหลาดมากมายออกมาจัดการคนอื่น
คนในอารามเต๋ายอมรับสารภาพอย่างรวดเร็วก็เป็นเพราะยาประหลาดหายากพวกนั้นของชายสวมหน้ากากนั่น ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทนได้
อย่าว่าแต่นักพรตน้อยที่รู้เรื่องเพียงผิวเผินพวกนั้นเลย แม้แต่คนที่ตงถิงฝึกอบรมมาเป็นพิเศษอย่างเต้าผิงก็ยังทนไม่ได้ ดังนั้นเฉินอ๋องจึงสามารถทำลายแหล่งกบดานมากมายของพวกเขาได้ในระยะเวลาอันสั้น
คนของตงถิงร่วมมือกับหลินอี้ผิงมาโดยตลอด ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้ช่วยเหลือกันและกันมาหลายเรื่องแล้ว แต่ตอนนี้กลับล้มไม่เป็นท่า แล้วต่อไปเส้นทางของเขาควรเดินทางไหนต่อ
ที่สำคัญที่สุด เฉินอ๋องกำลังจับตาดูเขาอยู่ ก่อนหน้านี้ยังแอบจับตาดู แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าจับตาดูเขาอย่างโจ่งครึ่ม
ถึงแม้ในใจหลินอี้ผิงจะกลัดกลุ้มแต่ก็เพียงสามส่วน อีกเจ็ดส่วนเขายังมีความทะนงตนและนึกเหยียดหยัน การที่เขาเดินมาถึงจุดนี้ได้ก็ใช่ว่าจะพึ่งพาพวกคนตงถิงเพียงอย่างเดียว
เฉินอ๋องอยากจับพิรุธเขา คงยากหน่อย
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เขาจะกระโตกกระตากเกินไปไม่ได้ จำเป็นต้องอยู่นิ่งๆไปสักระยะก่อน
“นายท่าน จิ้งอ๋องมาหาขอรับ!”
ด้านนอกมีคนเคาะประตูแจ้งด้วยน้ำเสียงเบา ทั้งยังมีทีท่าระมัดระวังเล็กน้อย
ตอนที่ 406: ทำตัวให้ยุ่งก็ไม่ต้องคิดเรื่องเหล่านั้นแล้ว
ณ จิงโจว
กิจการสถานบันเทิงของเหอจิ่วเหนียงได้เริ่มเตรียมการอย่างจริงจังแล้ว
สิ่งที่สำคัญที่สุดของร้านก็คือการเลือกที่ตั้ง เฉิงเสวี่ยเวยอยากได้ที่ที่ผู้คนพลุกพล่านที่สุดในเมือง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับมองว่าควรจะเป็นที่ที่สงบท่ามกลางความพลุกพล่าน ควรอยู่ใกล้กับถนนสายที่พลุกพล่านที่สุด แต่ไม่แออัดมากเกินไป
เฉิงเสวี่ยเวยเลื่อมใสในกลยุทธ์การค้าของเหอจิ่วเหนียงเป็นอย่างยิ่ง เหอจิ่วเหนียงว่าเช่นไรนางก็เอาตามนั้น
เหอจิ่วเหนียงเป็นเถ้าแก่ใหญ่ เงินซื้อที่ดินนางเป็นคนออกแต่เพียงผู้เดียว ส่วนคนอื่นร่วมลงทุนในส่วนของการก่อสร้างและตกแต่งร้าน สมาชิกในครอบครัวลู่ระดมเงินจำนวนหนึ่งร่วมสมทบ ถึงไม่ได้มากมายนัก แต่ตราบใดที่การค้าเป็นไปได้ด้วยดี ถึงวันแบ่งเงินปันผลก็จะได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขไม่น้อยเลย
ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงงานยุ่งมากทุกวัน ตอนเช้าไปตรวจโรคตามบ้านผู้ป่วยกรณีใหญ่ ตอนกลางวันไปนั่งประจำการตรวจโรคที่โรงหมอ ส่วนตอนเย็นกลับมาถึงบ้านยังต้องวาดภาพออกแบบต่างๆ
ตอนนี้สถานบันเทิงอยู่ในช่วงกำลังก่อสร้าง ฝีมือการออกแบบแน่นอนว่าเป็นของเหอจิ่วเหนียง ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดภายนอกหรือภายใน เหอจิ่วเหนียงต้องไปตรวจดูด้วยตัวเองถึงจะวางใจ
แต่อันที่จริงนางไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ ถึงอย่างไรการก่อสร้างก็ใช้แต่ช่างฝีมือชำนาญทั้งสิ้น เป็นเหอจิ่วเหนียงเองที่ทำให้ตัวเองยุ่ง
เพราะเมื่อทำตัวให้ยุ่ง นางก็จะไม่มีเวลาไปคิดเรื่องพวกนั้น
ช่วงนี้นางได้รับจดหมายจากลู่ไป่ชวนหลายฉบับ เขาเล่าเรื่องราวต่างๆให้นางอ่านมากมาย มีทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับเต้าผิง เรื่องที่เกี่ยวกับหลินอี้ผิง ทั้งยังมีเรื่องของคนในราชวงศ์เหล่านั้น และแน่นอนว่ามีข้อความบอกคิดถึงนางกับลูกลงท้ายทุกครั้ง
ทุกครั้งที่ได้รับจดหมาย เหอจิ่วเหนียงเขียนจดหมายตอบกลับด้วยความตั้งใจ ช่วยเขาวิเคราะห์สถานการณ์ในราชสำนัก รวมถึงเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างหลินอี้ผิงและหลินอ๋อง
นางเขียนทุกอย่างลงไปในจดหมาย เว้นแต่เรื่องหนึ่งที่ปิดปากไม่ยอมเขียนลงไปก็คือ นางคิดถึงเขาหรือไม่
ในใจของเหอจิ่วเหนียงว้าวุ่นมาก นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกเช่นนี้กับผู้ชายคนหนึ่ง
สำหรับคำถามที่ว่า คิดถึงเขาหรือไม่ ในใจนางปรากฏคำตอบที่ชัดเจน…แต่นางไม่อยากยอมรับ
ตอนที่เขาอยู่ เขาจะคอยรับส่งนางทุกวัน ครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านกันหมด พวกเขาทั้งสองใช้ชีวิตกันแบบสองต่อสองอยู่ด้วยกันมาพักใหญ่แล้ว
ตลอดช่วงเวลานั้นทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก เป็นความอบอุ่นที่เหอจิ่วเหนียงไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
ถึงแม้เขาจะอยู่ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี แต่เขากลับใส่ใจและเคารพนางเสมอ ไม่เคยทะนงตนว่าตัวเองเก่งหรือก้าวก่ายอาชีพของนางเลย
เมื่อก่อนนางมักจะคิดเสมอว่า ตัวเองแข็งแกร่งพอ ไม่จำเป็นต้องให้ใครคอยดูแล แต่เมื่อนึกถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ นางก็รู้สึกว่า ความคิดของตัวเองก่อนหน้านี้ผิด
นางคุ้นชินกับการที่ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งพร้อมเผชิญกับทุกอย่าง แต่กลับลืมไปว่าตัวเองก็ต้องการเป็นคนที่ถูกรักและถูกปกป้องเหมือนกัน และลู่ไป่ชวนก็เป็นคนที่เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายเหล่านี้ให้กับนาง
นางคิดว่า บางที…
…นางอาจจะตกหลุมรักผู้ชายคนนี้เข้าแล้ว
เพียงแต่ ไม่รู้ว่าจะจัดการตัวเองเช่นไรดี
หากบอกไปในจดหมายมันจะดูทางการเกินไปหรือไม่ หรือจะดูไม่จริงใจหรือเปล่า
หากบอกต่อหน้าก็รู้สึกเขินอาย แต่น่าจะเป็นการแสดงความจริงใจที่ดีที่สุดแล้วกระมัง
ดังนั้นนางจึงทำได้แค่ยืดเยื้ออยู่เช่นนี้ อยากรอให้เขากลับมาแล้วค่อยบอก
“ฮูหยิน ได้เวลารับประทานอาหารแล้วเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงกำลังวาดภาพออกแบบ แต่ภาพในกระดาษตรงหน้ายังคงวาดไปได้เพียงครึ่งเดียว ในมือถือพู่กันเอาไว้ด้วยท่าทางเหม่อลอย จนกระทั่งเยว่เหมยเข้ามาเรียก นางถึงจะได้สติกลับมา
“เอาวางไว้ก่อนเถอะ ข้ายังไม่ค่อยหิว”
เหอจิ่วเหนียงมีเรื่องในใจ อย่าว่าแต่หิวเลย แม้แต่จิตใจตอนนี้ก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
หญิงสาวผู้จิตใจล่องลอยก้มลงมองภาพวาดของตัวเอง ทันใดนั้นดวงตาก็ต้องเบิกโพลง แทบอยากทึ้งหัวตัวเอง
นี่มันใช่ภาพวาดที่ไหนกัน!
ภาพที่ถูกออกแบบไปได้กว่าครึ่ง บัดนี้ถูกเขียนทับด้วยคำว่า ‘ลู่ไป่ชวน’ เต็มไปหมด
บ้าไปแล้ว!
บ้าไปแล้วจริงๆ!!
ทันทีที่ได้สติ นางกลัวว่าเยว่เหมยจะเห็นจึงรีบเทหมึกลงบนกระดาษเพื่อปิดทับชื่อลู่ไป่ชวน
เหล่าคนรับใช้ในเรือนล้วนสังเกตได้ว่าช่วงนี้ฮูหยินผิดปกติไป จิตใจมักไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว บางครั้งถามเรื่องนี้กับนาง นางก็จะตอบอีกอย่างที่ไม่ตรงคำถาม
ทุกคนดูออกและพอจะเดาได้ว่าเหตุใดฮูหยินถึงเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เรื่องของเจ้านาย พวกเขาจะพูดพล่ามตามใจชอบไม่ได้
อย่างเช่นในตอนนี้ เห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของเหอจิ่วเหนียงเยว่เหมยก็ไม่จู้จี้ เพียงรีบวางถาดอาหารลงแล้วถาม “ให้บ่าวช่วยเก็บหรือไม่เจ้าคะ?”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงโบกมืออย่างลนลาน เยว่เหมยตอบรับและถอยออกไป
ไม่ใช่ว่าเยว่เหมยเป็นสาวใช้ไม่รู้จักหน้าที่ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่เหมือนกับเจ้านายคนอื่น บางอย่างก็ชอบทำเอง ก่อนหน้านี้พวกนางเคยช่วยเก็บสองสามครั้ง ต่อมาถูกสั่งเอาไว้ว่าก่อนพวกนางจะทำอะไรให้ถามก่อน เพราะสิ่งของบางอย่างจำเป็นต้องได้รับคำสั่งก่อน หรือไม่ก็นางจะเป็นคนจัดการเอง
เหอจิ่วเหนียงหยิบกระดาษที่วาดภาพได้ครึ่งหนึ่งแล้วมาขยำจนกลมและโยนทิ้งถังขยะ จากนั้นก็ไปกินข้าวด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กินเข้าไปได้สองสามคำก็วางตะเกียบลง
คิดไปคิดมาอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ตัดสินใจไปที่จวนตระกูลหมิง
ช่วงนี้อาการของเจียงรั่วหย่าคงที่แล้ว นอนหลับปกติ ทุกครั้งที่เจียงรั่วหย่าเห็นเหอจิ่วเหนียงก็จะยิ้มตาหยีด้วยความดีใจ อาการนางดีกว่าที่เหอจิ่วเหนียงคาดเอาไว้มาก
เนื่องจากอาการของนางคงที่ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ได้ไปที่จวนตระกูลหมิงหลายวันแล้ว บวกกับสาเหตุหลัก ๆ ก็คือนางยุ่งมากจริงๆ
ตอนนี้สภาพจิตใจของเจียงรั่วหย่าหายเป็นปกติแล้ว ถึงแม้อยากจะเจอหน้าบุตรสาวทุกวัน แต่ก็รู้ว่าตอนนี้บุตรสาวมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย ดังนั้นจึงพยายามไม่เพิ่มภาระให้กับบุตรสาว
เพิ่งจะกินมื้อเย็นเสร็จก็ได้ยินสาวใช้มารายงานว่าเหอจิ่วเหนียงมาหา เจียงรั่วหย่าเกือบคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง ไปดูว่าเหอจิ่วเหนียงมาจริงหรือไม่
“ท่านป้าเจียง ไม่ได้เจอกันหลายวัน ข้าคิดถึงท่านแล้วเจ้าค่ะ!”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้เห็นเจียงรั่วหย่า เหอจิ่วเหนียงก็อยากจะกอดนาง
“จิ่วเอ๋อร์ของป้า ป้าก็คิดถึงเจ้าเหมือกัน!”
เจียงรั่วหย่ากอดเหอจิ่วเหนียง มือข้างหนึ่งตบแผ่นหลังนางเบาๆ ราวกับปลอบเด็กน้อยก็มิปาน
กอดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะปล่อย เจียงรั่วหย่าจับนางสำรวจอย่างละเอียด พบว่านางผอมลงอย่างน่าสงสาร จึงกล่าวด้วยความตกใจ “ช่วงนี้มัวแต่ยุ่งอะไรอยู่ ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วันผอมลงถึงเพียงนี้เลย!
หรือว่าอาหารที่บ้านไม่ถูกปาก มาๆๆ ป้าจะทำอาหารให้เจ้าเอง!”
เจียงรั่วหย่าพูดพลางจูงมือบุตรสาวเดินไปที่ห้องครัว เดิมทีเหอจิ่วเหนียงจะบอกว่าตนเองไม่หิว แต่เมื่อนึกถึงอาหารที่ตนชอบเหล่านั้นที่เจียงรั่วหย่าทำ นางจึงห้ามใจไม่พูดออกมา นางคิดถึงฝีมือการทำอาหารของเจียงรั่วหย่าแล้วจริงๆ
หมิงเจ๋อไม่ออกมาปรากฏตัว อยากให้เวลาพวกนางสองแม่ลูกได้อยู่ด้วยกัน
ทั้งสองไปที่ห้องครัว ลงมือทำอาหารกันเองโดยไม่ให้สาวใช้ช่วย
เหอจิ่วเหนียงไม่ชอบทำอาหารจึงช่วยเด็ดผัก ฟังเจียงรั่วหย่าเล่าว่าช่วงนี้ฝึกทำอาหารใหม่ๆอะไรบ้าง รสชาติพอใช้ได้ เดี๋ยวจะทำให้นางกิน
เหอจิ่วเหนียงได้พูดคุยกับเจียงรั่วหย่าอารมณ์ว้าวุ่นก็เริ่มสงบลง ผ่านไปครู่หนึ่งหลังจากเจียงรั่วหย่าพูดคุยไปได้สักพัก นางจึงเอ่ยออกมา
“ท่านป้าเจียง ช่วงนี้จิตใจข้าสับสนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่รู้ควรทำเช่นไรดี และก็ไม่รู้ว่าจะไปพูดกับใครดี ดังนั้นข้าเลยมาหาท่านป้าเจ้าค่ะ ท่านเป็นผู้อาวุโสที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ความสัมพันธ์กับนายท่านหมิงก็ดีมากทีเดียว น่าจะช่วยให้คำปรึกษาข้าได้เจ้าค่ะ”
สดับวาจา มือที่กำลังผัดอาหารของเจียงรั่วหย่าก็ชะงักเล็กน้อย
ตอนที่ 407: คิดได้แล้ว
ฟังจากคำพูดของนาง น่าจะอยากปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องความรัก
หลังจากรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงคือบุตรสาวที่พลัดพราก เรื่องราวของนาง เจียงรั่วหย่าจึงพอได้รู้มาบ้าง
ตอนนั้นเหอจิ่วเหนียงถูกครอบครัวลู่ซื้อตัวไป การที่ชีวิตต้องกลายเป็นทาสถูกซื้อขายตัวไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่โชคดีมากที่ครอบครัวลู่เป็นคนดี นับตั้งแต่ซื้อตัวนางไปก็ไม่เคยปฏิบัติต่อนางอย่างโหดร้าย
สามีแต่งงานได้เพียงวันเดียวก็ออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันภัย เขาจากบ้านไปนานหลายปี เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้ แต่ครอบครัวลู่ก็ไม่เคยพาลใจร้ายกับนางเลย
หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงได้เจอกับลู่ไป่ชวนอีกครั้ง ดูๆไปแล้วความสัมพันธ์สามีภรรยาของทั้งสองก็ไม่เลวนี่นา
ในเมื่อความสัมพันธ์เป็นไปได้ด้วยดี แล้วนางจะมาปรึกษาเรื่องความรักทำไมกัน
เจียงรั่วหย่ากังวลเล็กน้อย เด็กคนนี้ไม่มีแม่คอยชี้แนะอยู่ข้างๆมาตั้งแต่เด็ก และนางก็ยังไม่ค่อยรู้จักมุมมองของบุตรสาวมากนัก จึงไม่แน่ใจถึงชุดความคิดของอีกฝ่าย
“ไหน ว่ามาซิ”
ฮูหยินเจียงยิ้มตาหยีพร้อมรับฟัง การจะให้คำปรึกษาได้ก็ต้องฟังความคิดของอีกฝ่ายก่อน
เหอจิ่วเหนียงเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าออกมา “ท่านป้าเจียง ท่านก็รู้เรื่องของข้ากับสามี หลังจากแต่งงานได้แค่วันเดียวสามีข้าก็ออกจากบ้านไปเป็นทหาร หลายปีที่ผ่านมานี้ ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเขาก็แค่คุ้นเคยกว่าคนแปลกหน้านิดหน่อย ตอนที่เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ความจริงแล้วข้าไม่ได้ดีใจอย่างที่ตัวเองจินตนาการเอาไว้เลยเจ้าค่ะ ทั้งยังเคยคิดเห็นแก่ตัวด้วยว่าถ้าเขาไม่กลับมา ชีวิตของข้าอาจจะคล่องตัวกว่านี้
ในตอนแรก ความสัมพันธ์ของข้ากับเขาก็เป็นไปตามมารยาท ข้ามักจะรู้สึกว่าเขาเข้ามาอยู่ในโลกของข้ากะทันหันเกินไป ทำให้ข้ารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
แต่เขาจากบ้านไปนานหลายปีไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงอื่นเลย ทั้งยังใจจดใจจ่อกับการสร้างผลงานเพื่อนำความรุ่งโรจน์มาให้ครอบครัว เขาดีกับข้ามาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะมาถามความเห็นของข้าก่อนจะตัดสินใจ ไม่เคยบังคับให้ข้าทำเรื่องที่ข้าไม่อยากทำเลย ครั้งนี้เขาไปเมืองหลวงข้าก็ยังได้รับจดหมายจากเขาอยู่เรื่อยๆ
ในใจข้าสับสนมากเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้ข้ารู้สึกกับเขาเช่นไรกันแน่ ได้เห็นจดหมายของเขา ข้าทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น แต่พอตอบจดหมายข้ากลับหลีกเลี่ยงคำถามที่เกี่ยวกับความรู้สึกเหล่านั้น
ข้าไม่รู้ว่าควรเผชิญหน้ากับเขาในตอนนี้อย่างไร และไม่รู้ว่าควรบอกความรู้สึกนี้กับเขาเช่นไร ข้าสับสนไปหมดเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี…”
กล่าวจบนางก็ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา รู้สึกว่าปัญหาของความรักความสัมพันธ์มันช่างซับซ้อนจริงๆ
เจียงรั่วหย่าฟังจบก็ส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างจนปัญญา สัมผัสได้ว่าในใจนางกำลังสับสนมากจริงๆ แม้แต่คำพูดก็วกไปวนมา พอจะเข้าใจว่าในใจนางปั่นป่วนมากเพียงใด
แต่ต้องบอกว่าปัญหาที่เหอจิ่วเหนียงเล่ามาดีกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้มาก ตอนแรกนางคิดว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรระหว่างพวกเขาทั้งสองเสียอีก ที่แท้ก็เพียงปัญหาเรื่องหัวใจตัวเอง
หากแต่ถึงจะเป็นแต่เรื่องความรู้สึก ถ้าเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีก็ทำให้คนปวดหัวได้มากจริงๆ ทว่าฟังจากคำพูดของเหอจิ่วเหนียงแล้ว เห็นชัดว่าเป็นสถานการณ์ที่ดี
สตรีผู้ผ่านโลกมาก่อนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกความคิดของตัวเอง “อันที่จริงป้าคิดว่า ตั้งแต่เจ้าพูดเรื่องพวกนี้กับป้า และอธิบายแทนเขามากมาย ในใจของเจ้าก็คงมีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย เจ้าน่ะรักเขาเข้าแล้ว
ความรู้สึกที่เจ้ามีต่อเขาในตอนนี้ไม่เหมือนกับที่ตอนที่พวกเจ้าแต่งงานกันแรกๆ แค่อยู่ด้วยกัน ทำหน้าที่ของชีวิตให้ดี ก็ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นพ่อของโก่วเอ๋อร์หรือมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะรักเขาจริงๆแล้วต่างหาก
ความรู้สึกมันต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป ตอนที่เขากลับมาแรกๆ ในใจเจ้ารู้สึกต่อต้านเล็กน้อย พอได้อยู่กับเขาไปเรื่อยๆก็เริ่มเข้ากันได้ จนถึงตอนนี้ที่เจ้าควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามขั้นตอนธรรมชาติ เจ้าถูกดึงดูดด้วยข้อดีและเสน่ห์ของเขา ตัดเหตุผลทุกอย่างออกไป เจ้ารักผู้ชายคนนี้เข้าแล้ว
เพียงแต่เจ้าไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นเจ้าถึงได้กลุ้มใจเช่นนี้อย่างไรล่ะ ในเมื่อเจ้ามาหาป้า นั่นก็หมายความว่าเจ้าไว้ใจป้า เช่นนั้นป้าก็จะไม่อ้อมค้อมกับเจ้า
ชีวิตของคนเรา จะบอกว่ายาวก็ไม่ได้ยาว จะบอกว่าสั้นก็ไม่ได้สั้น การได้เจอคนที่เราจะรักได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ในเมื่อเจ้าเจอแล้วก็อย่าพลาด!
เขาดีต่อเจ้า ย่อมเป็นเพราะในใจเขามีเจ้า แต่ถ้าเจ้าคอยเอาแต่หลบเลี่ยง เขาจะเข้าใจผิดได้ว่าเจ้ารังเกียจเขา เจ้าบอกเองว่าเขาไม่เคยบังคับให้เจ้าทำสิ่งที่เจ้าไม่ชอบ ถ้าเจ้าเอาแต่หลบเลี่ยงไม่ตอบไปตรงๆ เขาอาจจะเก็บความรักนั้นเอาไว้ในใจและไม่แสดงออกมาอีก”
ความหมายของเจียงรั่วหย่าชัดเจนมาก นั่นก็คือให้นางรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ ทำให้อีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึก อย่าพลาดคนดีๆเช่นนี้ไป
เหอจิ่วเหนียงก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ตอนนี้ได้รับคำสนับสนุนจากเจียงรั่วหย่า การตัดสินใจของนางก็ยิ่งชัดเจน
“แต่ข้าควรพูดเช่นไรดีเจ้าคะ จะให้ข้าบอกเขาไปตรงๆ…ข้าพูดไม่ออกจริงๆเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจยาวออกมา เลิกเด็ดผัก ตั้งท่ารอความเห็นของเจียงรั่วหย่าด้วยหัวใจหนักอึ้ง
เจียงรั่วหย่ารู้สึกตลกนางมาก บุตรสาวคนนี้ไม่เข้าใจเรื่องความรักระหว่างชายหญิงเลย ดูนิสัยที่ตรงไปตรงมานี่สิ ไม่รู้ว่าได้มาจากใคร
“เจ้าพูดไม่ออกก็ไม่ต้องพูดก็ได้ บางอย่างไม่จำเป็นต้องแสดงออกด้วยคำพูด เจ้าใช้การกระทำแสดงมันออกมา ทำให้เขารู้ว่าในใจเจ้ามีเขา ทำเช่นนี้ก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำพูดนี้ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองมาปรึกษาถูกคนแล้ว
จริงด้วย เหตุใดนางถึงคิดไม่ได้นะ!
ในหัวของนางล้วนมีแต่วิธีการบอกรักของคนในยุคสมัยใหม่ รักเขาก็ต้องบอกให้เขารู้ รู้สึกอย่างไรก็ต้องตะโกนบอกเขาไปดังๆ
หากพวกเขาเป็นคู่รักที่ความสัมพันธ์ดีมากๆ นางสามารถพูดคำหวานพวกนั้นออกมาได้โดยไม่ต้องกดดันเลย แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างคลุมเครือ นางจึงยากที่จะพูดออกมา
ดังนั้นใช้การกระทำแสดงออก ดูจะเป็นวิธีเดียวที่ดีที่สุดในตอนนี้แล้ว
แล้วนางควรทำอย่างไรล่ะ?
การแสดงออกในเบื้องต้น ความจริงเหอจิ่วเหนียงมีวิธีอยู่ในใจแล้ว
เสื้อผ้าที่นางออกแบบเป็นพิเศษเหล่านั้น ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสามีภรรยามาหลายคู่แล้ว
…ถึงเวลาที่นักออกแบบอย่างนางจะนำมาใช้เองบ้างแล้ว
นางเป็นผู้ที่มีความสามารถรอบด้าน แต่สำหรับเรื่องนั้น…ถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยดู
หากไม่ได้จริงๆ อย่างมากก็เปิดวิดีโอในห้วงมิติศึกษาเพิ่มเติมก็ได้
ฮี่ๆๆ!
ในที่สุดหญิงสาวก็พบทางสว่าง เรื่องราวที่เกาะกุมจิตใจมาหลายวันพลันมลาย ความรู้สึกอับจนหนทางหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“ไอ้หยา ป้าเจียง ข้ารู้อยู่แล้วว่าเรื่องเช่นนี้ควรมาปรึกษาท่าน ท่านน่ารักที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”
นางกอดเจียงรั่วหย่ากระโดดโหยงเหยงด้วยความดีใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
“ท่านพูดถูกเจ้าค่ะ ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็ว ควรเห็นคุณค่าคนรอบข้างให้มากๆ ข้าไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรทั้งนั้นเจ้าค่ะ”
ก่อนหน้านี้นางจิตใจนางมีแต่ความว้าวุ่น เอาแต่ตั้งแง่กับตัวเอง แต่ตอนนี้พอคิดๆแล้ว ลู่ไป่ชวนเป็นบุรุษที่ดีมากๆ ในยุคสมัยนี้แล้ว หากไม่คว้าโอกาสนี้แสดงความรู้สึกออกไป อาจถูกผู้หญิงคนอื่นเข้ามาแทรกได้
อวี้เฟินก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนแล้ว
“เจ้าคิดได้ก็ดีแล้ว ป้าเองก็ทำได้แค่ให้คำแนะนำเล็กๆน้อยๆกับเจ้าจากประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมาเท่านั้น ใต้เท้าลู่เป็นผู้ชายที่ดีมากๆจริงๆ เจ้าต้องรักษาเขาเอาไว้ให้ดีนะ”
ตอนที่ 408: ความคิดบางอย่างของเฉินอ๋อง
เจียงรั่วหย่าตบแผ่นหลังเหอจิ่วเหนียงเบาๆเพื่อปลอบ นางรู้สึกโชคดีมากที่บุตรสาวได้เจอสามีและครอบครัวแม่สามีคนนี้ สิ่งเหล่านี้ช่วยชดเชยความผิดในใจนางได้มากโข ดังนั้นหากมีโอกาส นางก็อยากไปขอบคุณนางซุนด้วยตัวเอง ขอบคุณที่ดูแลบุตรสาวของนางเป็นอย่างดีมาตลอดหลายปี
แต่ตอนนี้ยังไม่กล้าทำความรู้จักกับบุตรสาวในฐานะแม่ลูก จึงยังหาเหตุผลไปพบนางซุนไม่ได้ ทำได้แค่เก็บความตั้งใจเอาไว้ในใจก่อน
เหอจิ่วเหนียงเห็นด้วยกับคำพูดของเจียงรั่วหย่า ในยุคสมัยศักดินาเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนทำได้ถึงขั้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และนางก็ซาบซึ้งใจจริงๆ แล้วเหตุใดยังต้องทำตัวงี่เง่าอยู่อีก
“ได้ข่าวว่าเขาไปเมืองหลวง นี่ก็ระยะหนึ่งแล้วกระมัง ถ้าเจ้าว่างแล้วก็ไปเยี่ยมเขาหน่อยสิ นี่ก็ถือว่าเป็นการแสดงความรักวิธีหนึ่งเหมือนกันนะ”
เจียงรั่วหย่าแนะนำ เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วโป้งขึ้นทันทีพลางเอ่ยชม “ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดจริงๆด้วย สมกับที่เป็นท่านจริงๆ ป้าเจียงช่างเข้าใจอย่างถ่องแท้จริงๆนะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงพูดพร้อมยักคิ้วหลิ่วตา ทำเอาเจียงรั่วหย่าถึงกับอายม้วน
“ไอ้หยา ป้ากำลังพูดเรื่องจริงจังกับเจ้าอยู่นะ เจ้าอย่าล้อกันเช่นนี้สิ!”
เจียงรั่วหย่าหน้าแดงก่ำด้วยความเขิน เดิมทีนางรู้สึกว่าพูดเรื่องเหล่านี้กับบุตรสาวก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถูกบุตรสาวหยอกล้อ นางก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ข้าไม่แกล้งแล้ว” เหอจิ่วเหนียงกลับมาเข้าเรื่อง “ข้าเข้าใจที่ท่านพูดนะเจ้าคะ แต่ตอนนี้ข้ายังมีเรื่องเร่งด่วนหลายอย่างที่ต้องจัดการ ข้าไม่ไปดีกว่าเจ้าค่ะ อีกอย่าง เขาก็ไปนานมากแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะกลับ ถึงตอนนั้นค่อยบอกก็ได้เจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือ จงใจทำท่าไม่แยแส แต่ความจริงนางแค่ยังไม่พร้อม ต้องให้เวลาตัวเองตั้งตัวสักหน่อย
เจียงรั่วหย่ามองปราดเดียวก็รู้ถึงความคิดของนาง จึงได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร ในใจรู้สึกยินดีกับบุตรสาวมาก
ครึ่งชีวิตแรกของนางเจอคนไม่ดี ครึ่งชีวิตหลังถึงจะได้เจอรักแท้ บุตรสาวใช้ชีวิตเร่ร่อนตั้งแต่เด็ก หลังจากเติบโตมาถึงจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง โชคชะตาชีวิตของสองแม่ลูกช่างเหมือนกันมาก
แต่สุดท้ายแล้วความทุกข์ก็ผ่านพ้นไป ความสุขบังเกิด วันเวลาต่อจากนี้ต้องดียิ่งขึ้นแน่นอน
หลังจากจัดการเรื่องในหัวได้แล้วเหอจิ่วเหนียงก็เริ่มรู้สึกหิว นางกินข้าวฝีมือเจียงรั่วหย่าไปสองถ้วยก่อนจะกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ
ภาพวาดที่วาดได้ครึ่งหนึ่งแล้วขยำทิ้งนั่นต้องวาดขึ้นมาใหม่ คืนนี้ต้องวาดออกมาให้เสร็จ
ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว สำนักศึกษาของอาจารย์คังปิดตัวลงแล้ว นักเรียนในสำนักศึกษาถูกแนะนำให้ไปเรียนในสำนักศึกษาต่างๆที่น่าเชื่อถือ ส่วนเด็กๆครอบครัวลู่ล้วนเตรียมตัวมาอยู่ในเมืองหลัก
พรุ่งนี้ก็เป็นวันที่เด็กๆที่บ้านจะเดินทางมาที่นี่ นางต้องพาพวกเขาไปเดินทำความรู้จักตามที่ต่างๆ และซื้อข้าวของที่จำเป็น
เป็นอีกเรื่องที่ทำให้นางยังไม่มีเวลาว่าง กว่าจะจัดการเรื่องเข้าเรียนของเด็กๆและเรื่องต่างๆเสร็จ ลู่ไป่ชวนก็น่าจะกลับมาพอดี ถึงตอนนั้นค่อยแสดงความในใจก็ยังไม่สาย
........
ทางด้านลู่ไป่ชวนไหนเลยจะรับรู้ว่าตอนนี้ภรรยาของเขากำลังอุตลุดอยู่กับการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่มีต่อเขา ในช่วงนี้ภารกิจหลักของเขาคือจับตาดูหลินอี้ผิง องค์รัชทายาท และหลินอ๋อง เพื่อดูว่าทั้งสามมีผลประโยชน์ใดร่วมกัน
แต่จับตาดูมานานแล้วกลับไม่เจอพิรุธอะไรเลย เขาถึงขั้นสงสัยว่า ตัวเองสันนิษฐานผิดไปหรือไม่
ด้านเฉินอ๋องก็จัดการองค์รัชทายาทตามวิธีของลู่ไป่ชวน ทำให้องค์รัชทายาทอับอายขายหน้าในท้องพระโรงแล้วหลายครั้ง ทั้งยังถูกเหล่าขุนนางตำหนิ น่าสะใจยิ่งนัก
บางครั้งก็ไถ่ถามสถานการณ์ของลู่ไป่ชวนบ้าง เมื่อได้รับคำตอบที่ยังไม่คืบหน้า เขาก็คอยปลอบใจลู่ไป่ชวนไปหลายหน
อย่างเช่นวันนี้
เฉินอ๋องตั้งใจจัดงานเลี้ยงในจวนขึ้นเพื่อให้เหล่าลูกน้องได้ร่วมกินดื่มกัน
เขานั่งโต๊ะเดียวกับลู่ไป่ชวน
“เจ้ามาเมืองหลวงก็สองเดือนกว่าแล้ว ครอบครัวคงคิดถึงเจ้าแล้วเป็นแน่ ให้ข้าส่งคนไปรับฮูหยินของเจ้ามาดีหรือไม่ ให้พวกเจ้าสองสามีภรรยาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน?”
ความจริงแล้ว วาจาของเฉินอ๋องแฝงเจตนาบางอย่าง…
หลังจากได้ลิ้มรสเป็ดดำลู่ในคราวนั้นเขาก็จดจำรสชาติได้ไม่ลืมเลือน ในฐานะอ๋องผู้ผดุงความยุติธรรม เขาไม่อาจใจไม้ไส้ระกำให้ลูกน้องเดินทางไปๆมาๆ เพื่ออาหารแค่อย่างเดียว จึงทำได้แค่อดทนมาตลอดตั้งแต่วันนั้น
อีกอย่าง ผักดองที่ลู่ไป่ชวนนำมาฝากจากที่บ้านก็ใกล้จะหมดแล้ว เขาอยากได้เพิ่มอีกสักโถสองโถ
และไหนจะพระชายาที่เอาแต่บ่นอยากเจอฮูหยินลู่มาก อยากเชิญนางมาช่วยออกแบบเสื้อผ้าให้อีกหลายๆชุด
อ๋องมีแผนการมองลูกน้องผู้เป็นความหวังด้วยแววตาลุกโชน ขอเพียงลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขาจะให้คนไปจัดการในทันที
ทว่าลู่ไป่ชวนกลับปฏิเสธโดยไม่คิดเลย และเอ่ยอย่างขอลุแก่โทษ “ฮูหยินของกระหม่อมมีเรื่องต้องจัดการมากมายที่จิงโจว ปลีกตัวออกมากะทันหันไม่ได้ ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องทอดถอนใจอย่างรู้สึกเสียดาย แต่นึกถึงเรื่องที่ลู่ไป่ชวนเคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ขึ้นได้ นางเป็นหมอประจำการตรวจโรคอยู่ที่โรงหมอ ทั้งยังทำกิจการค้าขายมากมายหลายอย่าง จึงรู้ว่านางต้องยุ่งมากแน่นอน ปลีกตัวออกมาไม่ได้ก็สมเหตุสมผล
แต่ต้องรู้สึกผิดต่อลิ้นเจ้ากรรมของตัวเองแล้ว คงอีกนานเลยที่ไม่ได้ลิ้มรสของอร่อยเหล่านั้น
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ข้าแค่คิดว่าพวกเจ้าสองสามีภรรยาห่างกันมานานหลายปี ตอนนี้ต้องมาอยู่ห่างกันอีก ข้ารู้สึกเสียดายเวลาแทนเจ้าน่ะ”
กล่าวจบเฉินอ๋องก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
เขาจนปัญญาจริงๆ คนที่มีความสามารถและไว้วางใจได้รอบตัวเขามีไม่มาก ดังนั้นจึงจำต้องให้คนที่ประจำการอยู่ที่จิงโจวอย่างลู่ไป่ชวนมาช่วยงานที่จิ้นโจว
ความจริงแล้วเขาอยากย้ายลู่ไป่ชวนมาอยู่ที่จิ้นโจวมาก ได้คนมีความสามารถอย่างลู่ไป่ชวนมาอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าอยากจะทำอะไรก็ทำได้ทันที
แต่เมื่อไตร่ตรองแล้ว กว่าลู่ไป่ชวนจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกอย่าง ครอบครัวของเขาก็ลงหลักปักฐานอยู่ที่จิงโจวแล้ว อย่างไรก็ต้องคำนึงถึงเขาด้วย ให้เขาได้อยู่กับครอบครัวอีกสักระยะหนึ่งแล้วค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงนี้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างผึ่งผาย อีกทั้งได้เห็นองค์รัชทายาทออกว่าราชการในท้องพระโรงแล้วถูกเหล่าขุนนางตำหนิทุกวันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ชีวิตช่วงนี้ช่างมีความสุขยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้เขาคอยช่วยจัดการเขียนสาส์นให้ ทุกๆเช้าองค์รัชทายาทก็แค่นำสาส์นที่จัดการเรียบร้อยแล้วถ่ายทอดออกไป ถึงแม้ขุนนางเก่าแก่เหล่านั้นจะรู้ว่าองค์รัชทายาทไม่ได้ทำเอง แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้รักษาราชการแทน ข้าหลวงอย่างพวกเขาจะพูดอะไรได้
ทว่าตอนนี้ สาส์นเหล่านั้นในแต่ละวันก็จัดการไม่เรียบร้อย วันต่อๆมาก็เป็นเช่นเดิมไปเรื่อยๆ หลายวันเข้างานที่ค้างเติ่งไร้ความคืบหน้าก็ทับถม เหล่าขุนนางย่อมทนดูต่อไปไม่ได้อีก
ฮ่องเต้เฒ่าโง่เขลาก็เกินทน แต่ยังหาคนไม่ได้เรื่องมาออกว่าราชการแทนอีก ถ้าเรื่องนี้เล่าลือออกไป จะไม่กลายเป็นเรื่องขบขันของชาวบ้านหรอกหรือ
องค์รัชทายาทมีชีวิตอยู่อย่างคนโง่ แต่เฉินอ๋องดำเนินชีวิตด้วยความสูงสง่า ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือน ก็มีขุนนางจำนวนไม่น้อยหันมาเข้าข้างเขาอย่างชัดเจน สำหรับเขาแล้วนี่เป็นเรื่องที่ดีมากทีเดียว
ลู่ไป่ชวนยกมือคำนับ “ขอบพระทัยความหวังดีของ.องค์ชาย ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน กระหม่อมยังไม่วางใจให้คนในครอบครัวเดินทางมาจิ้นโจวพ่ะย่ะค่ะ รอจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จเรียบร้อย กระหม่อมจะพาฮูหยินมาคารวะองค์ชายและพระชายาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ได้ ก็ได้ ก็ยังคงเป็นเจ้าที่คิดได้อย่างรอบคอบ เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า รอให้ฮูหยินของเจ้ามา ข้าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆฉลองกัน!”
เฉินอ๋องพยักหน้า เปล่งถ้อยคำดีๆออกมาหลายประโยค พร้อมกันนั้นในใจก็คิดไปด้วยว่า ฮูหยินลู่มากความสามารถถึงเพียงนี้ น่าจะมอบตำแหน่งให้นางสักตำแหน่ง เพียงแต่ในเป่ยเหยียนไม่มีขุนนางหญิง เรื่องนี้อาจถูกต่อต้านได้
ตอนที่ 409: ลู่ไป่ชวนติดกับดักแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงความคิดของเฉินอ๋องเท่านั้น หลักๆต้องถามความเห็นจากเหอจิ่วเหนียงด้วย หากนางไม่ยินดี เขาก็ไม่มีอำนาจที่จะบังคับนางได้
และความคิดนี้ก็เป็นเพียงความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นมากะทันหันในหัวเขา ดังนั้นยังไม่เหมาะจะพูดกับลู่ไป่ชวนในตอนนี้ ทุกอย่างต้องรอวันที่ได้ทำความรู้จักกับเหอจิ่วเหนียงก่อนถึงจะตัดสินใจได้อีกครั้ง
ขณะกินดื่มกันอย่างสุขสำราญ องครักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาและกระซิบบางอย่างข้างหูลู่ไป่ชวน
ลู่ไป่ชวนวางตะเกียบลงทันที และบอกกับเฉินอ๋อง สีหน้าคร่ำเคร่ง “องค์ชาย ดูเหมือนว่าทางด้านหลินอี้ผิงมีความเคลื่อนไหวแล้ว กระหม่อมขอตัวไปดูสักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องเองก็รู้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่อาจปล่อยไปได้ ถึงอย่างไรก็จับตาดูมาตั้งนานแล้ว หากพลาดข้อมูลสำคัญในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ไป ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
“อืม รีบไปเถอะ!
…ช้าก่อน เจ้าเพิ่งกินไปได้ไม่เท่าไร พกของกินติดตัวไปด้วยเถอะ!”
กล่าวจบเฉินอ๋องก็สั่งให้คนไปเอากระดาษน้ำมันมา เขาหยิบไก่ครึ่งตัวห่อให้ลู่ไป่ชวนด้วยตัวเอง ให้ลูกน้องคนสนิทเอาไว้กินตอนกลางคืน
ลู่ไป่ชวนรับมาโดยไม่หันมอง และใช้วิชาตัวเบารีบทะยานออกไปทันที
คนที่สามารถทำให้เฉินอ๋องห่ออาหารให้ด้วยตัวเองก็คงมีแค่ลู่ไป่ชวนคนนี้คนเดียวแล้ว แต่ละคนมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกอิจฉา
“ท่านอ๋องของพวกเราดีกับพวกเรามากจริงๆ มาๆๆ สหายพี่น้องทั้งหลาย พวกเราทุกคนมาดื่มคารวะท่านอ๋องหนึ่งจอก!”
มีคนดื่มคารวะตนเองเช่นนี้ เฉินอ๋องก็ยินดีมิได้ปฏิเสธ ยกจอกสุราขึ้นกระดกรวดเดียวหมดจอก
พอได้ยกก็ยกติดต่อกันถึงสามจอก เฉินอ๋องเริ่มไม่ไหว แต่ก็ยังหัวเราะเสียงดังพูดคุยกับทุกคน “เป็นลูกน้องของข้า มีโอกาสมากมายให้พวกเจ้าได้ไขว่คว้าความสำเร็จ ตราบใดที่พวกเจ้ามีความกล้าหาญ มีมันสมอง มีความมุมานะ จะต้องคว้าเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ให้ตระกูลได้อย่างแน่นอน!”
“ท่านอ๋องปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
คำปลุกใจนี้กระตุ้นให้ทุกคนมีกำลังใจและฮึกเหิม แต่ละคนยกจอกสุราดื่มกันจนถึงยามดึก
.......
ทางด้านลู่ไป่ชวน ขณะนี้เขากำลังแอบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ใบหนาทึบต้นหนึ่ง พร้อมกับสิ่งของทั้งหลายที่เหอจิ่วเหนียงเตรียมไว้ให้ สายตากวาดมองต้นไม้ทุกต้น ใบหญ้าทุกใบในจวนตระกูลหลินอย่างละเอียด
ส่วนไก่ครึ่งตัวที่เฉินอ๋องให้มาด้วย เขาไม่ได้นำออกมา
ไก่มีกลิ่นหอม ไม่เหมาะที่จะนำออกมา หากเจอคนที่จมูกไวเข้า ไม่ว่าจะซ่อนตัวมิดชิดเพียงใดต้องถูกจับได้ง่ายๆแน่
ช่วงนี้หลินอี้ผิงทำตัวแปลกๆ ก่อนหน้านี้เขามักจะออกจากจวนวันละครั้งทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ไปทำอะไร แค่ออกไปเดินเล่น หรือไม่ก็ไปนั่งในหอน้ำชาแล้วก็กลับ
แต่ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้กลับไม่มีความเคลื่อนไหว ลู่ไป่ชวนเฝ้าดูอยู่นอกจวนตลอดก็ไม่พบความผิดปกติ
แต่คืนนี้ตอนที่ลูกน้องของเขาเปลี่ยนเวร กลับมาบอกเขาว่าทางด้านหลินอี้ผิงเริ่มมีความเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้ว
คืนนี้ลูกน้องของเขาบอกว่า เห็นคุณชายหลินกลับเข้ามาทางประตูหลังจวน
ปัญหาที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือ ลู่ไป่ชวนจับตาดูเขามาหลายวันแล้ว ไม่เห็นว่าเขาออกจากจวนเลย…เขาออกไปตั้งแต่เมื่อไร แล้วออกไปทางไหน? ทั้งยังเดินกลับเข้ามาอย่างไม่หวั่นกลัว
ทุกอย่างดูแปลกไปหมด
ลู่ไป่ชวนสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ในใจตั้งมั่นว่าครั้งหน้าตนจะละสายตาไปแม้เพียงแวบเดียวเช่นนี้ไม่ได้อีกแล้ว คืนนี้ไม่ได้เห็นหลินอี้ผิงกลับเข้าจวนด้วยตาตัวเอง จึงไม่รู้เลยว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น
ต้นไม้ที่เขาซ่อนตัวอยู่สูงมาก และเพียงพอที่จะบดบังสายตาได้ ทั้งยังอยู่ในมุมที่มองเห็นสถานการณ์ในจวนตระกูลหลินได้อย่างดี ยามนี้ยังไม่ใช่ยามดึกดื่นครึ่งคืน แต่ในจวนเงียบสงัดไม่ค่อยมีคนทำงานกันแล้ว มีเพียงสาวใช้ที่เดินผ่านไปผ่านมาแค่คนสองคน ทั้งยังพูดคุยกันไปตลอดทาง ท่าทางดูผ่อนคลาย
ปกติจวนตระกูลหลินไม่ได้มีการป้องกันอย่างเข้มงวดมากนัก แต่คืนนี้กลับรู้สึกแปลกไปจริงๆ เมื่อคิดๆดูแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงตัดสินใจว่าจะเข้าสำรวจข้างในด้วยตัวเอง
ขณะกำลังจะเรียกองครักษ์เงาข้างกาย ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ตนเองมาถึงได้บอกให้พวกเขากลับไปกินข้าวกันแล้ว ตอนนี้บริเวณนี้จึงมีแค่เขาคนเดียว
ในใจเขารู้ดีว่ามีอันตราย แต่เขาไม่อยากพลาดโอกาสนี้
ต่อให้หลินอี้ผิงจะใช้แผนการหลอกล่อ แต่อย่างน้อยก็ต้องวางเหยื่อเอาไว้ ปลาถึงจะติดเบ็ด
และสิ่งที่ลู่ไป่ชวนต้องการก็คือเหยื่อชิ้นนี้
หลังจากตัดสินใจได้แล้วชายหนุ่มก็ไม่หลงเหลือความลังเลอีกเลย เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆสองสามรอบ และกระโดดลงจากต้นไม้ใหญ่ เข้าไปในจวนตระกูลหลินทันที
บริเวณโดยรอบเงียบสงัด ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ
เมื่อเข้ามาในเขตรั้วได้แล้ว ลู่ไป่ชวนจึงเข้าไปสำรวจภายในเรือนเป็นอย่างแรก แต่เมื่อตรวจสอบหลายๆจุดแล้วก็พบแต่…ความว่างเปล่า
สถานที่นี้มีร่องรอยของการเคยอยู่อาศัยอย่างเห็นได้ชัด ทว่าตอนนี้กลับไม่หลงเหลือสิ่งใดเลย ราวกับว่าถูกขนย้ายออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
คิ้วกระบี่ขมวดแน่น …น่าจะติดกับดักเข้าแล้ว
เขารีบหันหลังหลบหนีทันที ขณะที่เตรียมจะปีนรั้วออกไป จู่ๆก็ได้ยินเสียงบุรุษดังมาจากด้านหลัง
“ไหนๆก็มาแล้ว ไม่สำรวจต่ออีกหน่อยล่ะ รีบกลับเช่นนี้ไม่สนุกเอาซะเลย”
น้ำเสียงของหลินอี้ผิงเบาสบาย หากแต่แฝงความเย้ยหยันเล็กน้อย
ลู่ไป่ชวนตัวแข็งทื่อ …เขาติดกับดักเข้าแล้วจริงๆด้วย!
ช่วงนี้เขาจดจ่ออยู่กับความคิดอยากกลับไปหาภรรยามากเกินไป จึงอยากรีบจัดการเรื่องทางนี้ให้จบเร็วๆ ทว่ากลับสะเพร่าถึงข้อสำคัญที่ว่า อีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน
“ข้าเคยเห็นเจ้าอยู่หลายครั้ง เป็นคนสนิทของเฉินอ๋อง ได้ยินมาว่าเจ้าเก่งมาก อืม คืนนี้ข้าจะได้รับชมความเก่งของเจ้าแล้ว”
พูดจบหลินอี้ผิงก็ตบมือ
ภายในพริบตา คนจำนวนมากก็พุ่งออกมาล้อมลู่ไป่ชวนไว้จากทุกทิศทางพร้อมกระบี่ยาวในมือ ท่าทางดุร้ายราวกับปีศาจ จากการปรากฏตัวอย่างรวดเร็วของพวกเขา เห็นชัดว่าซุ่มรออยู่ที่นี่นานแล้ว
ต่อให้ลู่ไป่ชวนเก่งกาจมากเพียงใด หมัดสองหมัดก็ไม่อาจเอาชนะอาวุธได้ ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะสู้ เตรียมหาโอกาสถอยหนี
เขาล้วงเอาขวดยาเหล่านั้นออกมา แต่เนื่องจากรีบร้อน ยาแต่ละชนิดจึงปะปนกันจนไม่รู้ว่าเป็นยาชนิดใดบ้าง ต้องบอกก่อนว่ายาพิษบางชนิดไม่มียาถอนพิษ ดังนั้นเขาไม่กล้าใช้ส่งเดช เพราะกลัวว่าตนเองจะพลอยถูกพิษไปด้วย
และในจังหวะที่เขาลังเล คนเหล่านั้นก็พุ่งเข้ามาโจมตีทันที
เขาล้มเลิกความคิดที่จะใช้ยาพิษ หันมาชักกระบี่สู้กับคนพวกนี้
คนคนเดียวรับมือกับคู่ต่อสู้นับสิบกว่าคน และอีกฝ่ายล้วนเป็นยอดฝีมือ หลังจากกัดฟันสู้ไปครู่ใหญ่ลู่ไป่ชวนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างกายถูกคมกระบี่ฟาดฟันไปหลายแผล
เดิมทีก็เสียเปรียบอยู่แล้ว สวรรค์ไม่เป็นใจ ตอนนี้ฝนกำลังจะตกลงมาอีก ยิ่งร่างกายเครียดเกร็งก็ยิ่งทำให้การรับมือเหนื่อยล้ายากลำบากมากขึ้น
เรี่ยวแรงของลู่ไป่ชวนหมดลงแล้ว หลินอี้ผิงหัวเราะเสียงดังออกมา “ยอดฝีมือในตำนาน มีฝีมือแค่นี้เองหรือ! ข้ายอมให้เจ้าจับตาดูข้าแค่วันสองวัน แต่เจ้ากลับเอาแต่จับตาดูข้าไม่คิดจะเลิก มันไม่เกินไปหน่อยกระมัง เห็นว่าคืนนี้เฉินอ๋องจัดงานเลี้ยงเล็กๆให้เจ้าด้วยนี่ แต่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นงานเลี้ยงอำลาเจ้าเสียแล้ว ฮ่าๆๆ!”
หลินอี้ผิงตะคอกเสียงดัง หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ในสายตาเขา คืนนี้ลู่ไป่ชวนต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
ในขณะเดียวกัน ลู่ไป่ชวนถูกกระบี่แทงจากทางด้านหลัง ขณะที่ทรงตัวไม่อยู่จะทรุดมาด้านหน้าก็ถูกกระบี่อีกเล่มแทงเข้าที่ท้อง
สายฝนอันหนาวเหน็บตกลงมากระทบร่างกาย ความหนาวเย็นทำให้ลู่ไป่ชวนเริ่มไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด เขาหมดเรี่ยวแรงแล้วจริงๆ…
แต่เขาเพิ่งได้เจอครอบครัว เพิ่งได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา และยังไม่ทันได้ย้ายกลับไปนอนห้องเดียวกับภรรยาเลย…
เขาจะตายไปง่ายๆเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
เพื่อเอาตัวรอดไปให้ได้ ลู่ไป่ชวนจึงตัดสินใจล้วงเอาขวดยาออกมาจากอกเสื้อสองขวด ปาลงบนพื้นอย่างไม่ลังเล ขวดลายครามแตกกระจาย จากนั้นกลิ่นไม่พึงประสงค์ก็โชยออกมาอย่างรุนแรง และแสบตาแสบจมูกจนทำให้ทุกคนแทบลืมตาไม่ได้
ลู่ไป่ชวนปิดปากปิดจมูก รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดฉวยโอกาสนี้ลุกขึ้นแล้วกระโดดกำแพงหนีออกไป ร่างของเขาก็อันตรธานไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
เป็นเวลาเดียวกันกับที่องครักษ์เงาฝ่ายลู่ไป่ชวนที่เปลี่ยนเวรกลับมาแล้วได้เห็นความผิดปกติ
ตอนที่ 410: จิ่วเอ๋อร์ จิ่วเอ๋อร์…
จวนตระกูลหลินมีร่องรอยของการต่อสู้ ก่อนหน้านี้ไม่เห็นมีใคร บัดนี้ไฟสว่างเจิดจ้า แต่ละคนถืออาวุธ ท่าทางเหมือนกำลังหาใครบางคนอยู่
ทันใดนั้นเหล่าองครักษ์เงาก็รู้สึกว่า พวกเขากำลังตามหาลู่ไป่ชวนอยู่ แต่อีกใจก็คิดว่า ลู่ไป่ชวนไม่น่าทำอะไรบุ่มบ่าม
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องหาวิธีรับมือก่อน
“พวกเราจะไปตามหาใต้เท้าลู่ เจ้ากลับไปรายงานท่านอ๋อง บอกว่าเกิดเรื่องกับใต้เท้าลู่แล้ว!”
องครักษ์เงาเหล่านี้ล้วนถูกฝึกฝนมาอย่างชำนาญ หนึ่งในองครักษ์เงาออกคำสั่ง คนที่ได้รับมอบหมายก็รีบไปจัดการทันที
คนที่เหลือลอบตามคนของตระกูลหลินเพื่อตามหาลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนน่าจะหนีไปแล้ว และฟังจากคำพูดของคนพวกนี้ ใต้เท้าลู่น่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เหล่าองครักษ์เงาพลันร้อนรุ่ม ความสามารถของใต้เท้าลู่ทุกคนล้วนประจักษ์ ปกติยามว่างสหายพี่น้องมักจะเชิญเขาให้มาช่วยสอนกระบวนท่าต่างๆ เขาก็ไม่เคยหวงวิชาเลย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆคนในกลุ่ม ดังนั้นไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับเขา หรือกับใครก็ตามในหมู่สหายพี่น้องเลย
.......
ตอนนี้ลู่ไป่ชวนกำลังซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าแห้งข้างทาง
ถึงแม้จะเป็นหญ้าแห้ง แต่ตอนนี้ฝนตกหนัก หญ้าพวกนี้จึงเปียกชื้น
บริเวณรอบๆอาจจะมีคนของหลินอี้ผิงอยู่ เขาไม่อาจไปไหนต่อได้ และไม่มีหนทางติดต่อกับลูกน้อง
บาดแผลบนร่างกายตอนนี้มีเลือดไหลออกมาไม่หยุด เขามียาติดตัวมา แต่ตอนนี้ยังทำแผลไม่ได้ ทำได้เพียงอดทนเอาไว้
ทันใดนั้น…
มีเสียงกีบม้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ลู่ไป่ชวนกลั้นหายใจ ตั้งใจฟังเสียงนั้น หลังจากรู้ได้ว่ามีรถม้าแค่คันเดียว เขาก็เตรียมตัวตั้งท่ารอให้รถม้าเข้ามาใกล้ และกระโดดเข้าไปในรถม้าจากทางด้านหลัง
อื้อๆๆ!
จัวเจียอวี้เพิ่งกลับมาจากการนัดพบปะกับสหายสนิท กำลังอยู่ในอาการง่วงงุน จู่ๆบุรุษที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในรถม้าและปิดปากนางเอาไว้
ความเย็นเยียบแผ่ซ่านที่ลำคอ
กริชสั้นเล่มหนึ่งทาบคอของนางไว้
จัวเจียอวี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ลู่ไป่ชวนเตือนน้ำเสียงเย็นชา “อย่าส่งเสียงดัง ส่งข้าไปในที่ที่ปลอดภัย ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเจ้า”
อันที่จริงเขาแทบทนไม่ไหวแล้ว แต่เพื่อไม่ให้เด็กสาวคนนี้ดูออก จึงจำเป็นต้องกัดฟันแสดงว่าตัวเองไม่เป็นอะไร
จัวเจียอวี้ตระหนักได้ว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการเอาชีวิตรอดแล้ว ดังนั้นจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ลู่ไป่ชวนเห็นนางยอมฟังจึงปล่อยมือจากนาง จัวเจียอวี้จับกระโปรงตนเองเอาไว้แน่นด้วยความกลัว ก่อนจะพยายามเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “ยะ อย่าฆ่าข้าเลยนะ ข้ารู้ว่าทางตะวันออกของเมืองมีอารามร้างอยู่แห่งหนึ่ง ทะ ทะ ท่าน จะไปหรือไม่?”
“อืม”
ลู่ไป่ชวนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว ทำได้แค่พยายามส่งเสียงออกมาจากลำคอตอบตกลง
จัวเจียอวี้เปิดม่านอย่างระมัดระวัง สั่งคนบังคับรถม้าให้ไปทางตะวันออกของเมือง
“คุณหนู ดึกมากแล้ว ฝนก็ตกด้วย จะไปทำอะไรที่นั่นหรือขอรับ?”
คนบังคับรถม้าไม่รู้เลยว่าตอนนี้บนรถม้ามีคนเพิ่มมาหนึ่งคน เขาถามโดยไม่ได้หันหลังไปมอง
คุณหนูจัวตอบกลับไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง “จู่ๆ ข้าก็อยากกินขนมร้านที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง เดี๋ยวเจ้าลงไปซื้อให้ข้าหน่อยนะ”
“ขอรับคุณหนู”
คนบังคับรถม้าไม่ได้คิดอะไรมาก และมุ่งหน้าไปทางตะวันออกของเมือง
ระหว่างทางเจอกับกลุ่มคนของจวนตระกูลหลิน ลู่ไป่ชวนกลัวว่าจัวเจียอวี้จะทรยศ จึงใช้กริชข่มขู่นางเพื่อรับประกันความปลอดภัยของตนเอง จึงสามารถผ่านมาได้อย่างปลอดภัย
จากตรงนี้ไปถึงทางตะวันออกของเมืองต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะถึง ลู่ไป่ชวนรู้สึกทนไม่ไหวเต็มที หนังตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มสะลึมสะลือ
มือข้างหนึ่งกดบาดแผลเอาไว้พยายามห้ามเลือด มืออีกข้างกำหมัดแน่น กัดฟันพยายาม.อดทน
เขาพยายามบอกกับตัวเองว่า จะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด บุตรชายยังเล็ก เขาพลาดโอกาสไปแล้วสี่ปี จะพลาดโอกาสไปอีกไม่ได้
ภรรยาก็ยังไม่ให้อภัยเขาเต็มร้อย ยังทำให้นางเปิดใจไม่ได้ ยังไม่ได้มีบุตรสาวตัวน้อยๆกับภรรยาเลย หากเขาตายไปต้องตายตาไม่หลับเป็นแน่
ต้องรอด เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้!
“จิ่วเอ๋อร์… จิ่วเอ๋อร์…”
เขาเรียกชื่อนี้ออกมาด้วยอาการสะลึมสะลือ จัวเจียอวี้ที่อยู่ข้างๆได้ยินชัดเจน
จิ่วเอ๋อร์หรือ?
เป็นชื่อที่คุ้นหูยิ่งนัก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ในหัวของนางนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นนางไปอยู่เป็นเพื่อนท่านย่าในอารามอยู่ช่วงหนึ่ง ยามที่ท่านย่าว่างก็มักจะลูบศีรษะนางและพูดกับนางว่า “อวี้เอ๋อร์ ความจริงแล้วเจ้ายังมีพี่สาวอีกคนหนึ่งด้วยนะ นางชื่อจิ่วเอ๋อร์ แต่น่าเสียดายที่นางอายุสั้น ไม่อย่างนั้นตอนนี้คงพาเจ้าไปเที่ยวจนทั่วแล้วเป็นแน่”
ท่านย่ามักจะพูดประโยคนี้กับนางบ่อยๆ แต่หลังจากนางออกมาจากอาราม ไม่ได้อยู่กับท่านย่าแล้ว นางจึงค่อยๆลืมชื่อนี้ไป
บัดนี้กลับได้ยินชื่อนี้จากปากของชายแปลกหน้าผู้นี้อีกครั้ง…
นางคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญแน่นอน อย่างไรเสียพี่สาวของนางคนนั้นก็จากโลกนี้ไปตั้งแต่เด็กแล้ว
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจนางกลับเกิดความรู้สึกแปลกๆบางอย่างขึ้นมาอย่างน่าประหลาด…
…นางรู้สึกว่า
จิ่วเอ๋อร์ที่ผู้ชายคนนี้เพรียกหา เป็นคนคนเดียวกับจิ่วเอ๋อร์ที่นางได้รู้จักจากท่านย่า
“จิ่วเอ๋อร์คือใครหรือ?”
ดรุณีน้อยเอ่ยถามเสียงเบาอย่างลืมตัว ลู่ไป่ชวนไม่สนใจนาง หลังจากได้พัก บวกกับพยายามประคับประคองสติตัวเองอย่างสุดกำลัง บัดนี้สติและเรี่ยวแรงของเขากลับมาได้ไม่น้อยแล้ว
เขาถือโอกาสนี้ล้วงเอายาออกมาจากอกเสื้อ แล้วโรยยาลงบนบาดแผลตามตัว
ยาที่เหอจิ่วเหนียงให้มามีประสิทธิภาพดีมากทีเดียว ถึงแม้จะมีเสื้อผ้าขวางกั้นบาดแผลไว้ แต่ก็ยังสามารถห้ามเลือดได้
ลู่ไป่ชวนเปิดม่านสังเกตสถานการณ์ด้านนอก ตอนนี้ห่างจากจุดเกิดเหตุมาไกลพอสมควรแล้ว คนพวกนั้นน่าจะไม่ได้ตามมาอีก
“ขอบใจมาก”
ชายหนุ่มผู้รอดชีวิตเอ่ยขอบคุณเสียงเบา จัวเจียอวี้ไม่ทันได้ตอบสนองเขาก็กระโดดลงจากรถม้าไปแล้ว
คุณหนูจัวงกๆเงิ่นๆ นี่ยังไม่ถึงทางตะวันออกของเมืองเลย
แต่ในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกโล่งอก โชคดีที่เขารักษาคำพูด ไม่ได้ทำร้ายร่างกายนาง
“เรากลับกันเถอะ ตอนนี้ข้าไม่อยากกินขนมนั่นแล้ว”
นางเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า คนขับรถม้ารู้สึกว่าคุณหนูของตนแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร รีบบังคับรถม้ากลับจวนอย่างเชื่อฟัง
.......
ลู่ไป่ชวนอยู่ในความมืดเห็นรถม้าเคลื่อนออกไปไกลแล้ว จึงเอามือกดบาดแผลไว้และเดินไปอย่างช้าๆ
จุดนี้อยู่ห่างจากคฤหาสน์ของเขากับจวนเฉินอ๋องไกลมาก ร่างกายเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ยังกลับไปไม่ได้ คงต้องรักษาบาดแผลก่อน
เขาไม่ได้ไปที่อารามร้างแต่อย่างใด แต่ไปยังตรอกใกล้ๆแทน นั่งลงใต้ชายคาที่ไม่เปียกฝน และเริ่มทำแผล
โชคดีที่มียาเหล่านี้ที่ภรรยาเตรียมเอาไว้ให้ ไม่อย่างนั้นชีวิตของเขาที่รอดมาจากหนานไท่ได้คงต้องตายในกำมือของหลินอี้ผิงแทนเป็นแน่
ก่อนหน้านี้เขาซ่อนตัวดีมาโดยตลอด แต่ช่วงนี้เขาใจร้อนเกินไป ความอดทนต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เรื่องคืนนี้เขาก็ตั้งเดิมพันเอาไว้ในใจ แต่ปรากฏว่าการเดิมพันครั้งนี้เขาแพ้
นี่เป็นความผิดพลาดของเขา
ไม่นานเขาก็ทำแผลบริเวณหน้าอกเสร็จ แต่บาดแผลด้านหลังเป็นเรื่องลำบาก มือก็ได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจเอื้อมไปทายาที่แผ่นหลังได้ โชคดีที่บาดแผลบริเวณแผ่นหลังไม่ได้สาหัสมาก อดทนอีกหน่อยน่าจะผ่านไปได้
“มันบาดเจ็บสาหัสอยู่ หนีไปได้ไม่ไกลแน่ รีบตามหาให้เจอ!”
จู่ๆ คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น เดินตามหาบางอย่างท่ามกลางสายฝน เสียงของผู้เป็นหัวหน้าช่างคุ้นหูยิ่งนัก
ลู่ไป่ชวนมั่นใจว่าตอนนี้ตนเองซ่อนตัวดีแล้ว จึงอยากดูว่าเจ้าของเสียงนั้นเป็นใคร
เขาแอบชะโงกศีรษะออกไปดูท่ามกลางความมืด
คนพวกนั้นหันหลังให้เขา ทำให้เขาแอบมองได้สะดวก
ตอนยังไม่ดูก็ไม่รู้ แต่เมื่อเห็นแล้ว… คนเหล่านั้นสวมชุดเกราะทหารของจวนองค์รัชทายาท!
คนพวกนี้เป็นคนของ.องค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ?
ไม่สิ ไม่ใช่
คนที่พูดเมื่อครู่เขาต้องเคยเจอแน่นอน และไม่ใช่คนขององค์รัชทายาท เพียงแต่ตอนนี้คิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
หรือว่าองค์รัชทายาทร่วมมือกับใคร?
หลินอี้ผิงกับองค์รัชทายาทเป็นพวกเดียวกันอย่างนั้นหรือ?
เขายังอยากดูให้ละเอียด แต่คนเหล่านั้นเดินหายลับไปแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment