ตอนที่ 41: แสดงละครตบตาทั้งทีต้องให้เนียน
เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการผู้นั้นหงุดหงิดจริงๆ ที่หญิงชราพุ่งตัวเข้ามาสร้างความตกใจ แต่เมื่อหันไปมองครอบครัวของนางแล้วก็อดรู้สึกเวทนาไม่ได้ ทำได้เพียงสบถเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มจัดการเรื่องให้พวกเขา
“ครอบครัวเจ้ามีคนเยอะแบบนี้ ยอมแยกกันอยู่คนละหมู่บ้านได้หรือไม่ หรือจะอยู่หมู่บ้านเดียวกันทั้งหมดนี่?”
เจ้าหน้าที่ใช้น้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก
“ใต้เท้า พวกเราเป็นญาติตระกูลเดียวกันต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว โปรดจัดการให้พวกเราได้อยู่หมู่บ้านเดียวกันด้วยขอรับ!”
ชาวบ้านตระกูลลู่ยังไม่มีใครเปล่งเสียงใด ลู่ฟู่กุ้ยก็เสนอความต้องการทันทีไม่รีรอ ล้อเล่นหรืออย่างไร พวกเขาพึ่งพาอาศัยครอบครัวลู่จึงสามารถเดินทางมาถึงที่นี่ได้ จนกว่าจะตั้งตัวได้พวกเขาก็ยังหวังพึ่งครอบครัวลู่ต่อไป จะให้แยกกันอยู่ได้อย่างไร
คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาไม่เคยคิดจะแยกกับครอบครัวลู่มาก่อนเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคุ้นชินกับการติดตามครอบครัวนี้แล้ว
เจ้าหน้าที่เข้าใจความสัมพันธ์ในเครือญาติดี ตราบใดที่เครือญาติอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ก็จะไม่มีใครมารังแกง่ายๆ
“เช่นนั้นข้าจะจัดให้พวกเจ้าไปอยู่หมู่บ้านที่ไกลออกไปหน่อยก็แล้วกัน”
เจ้าหน้าที่กล่าวจบก็ไล่รายชื่อหมู่บ้านห่างไกลเพื่อส่งพวกเขาไป เหอจิ่วเหนียงเดินไปข้างหน้า นำป้ายหยกที่ฉินเจียนมอบให้ออกมาวางบนโต๊ะ
“ไม่ทราบว่าท่านรู้จักของสิ่งนี้หรือไม่?”
หญิงสาวแย้มรอยยิ้มพลางมองเจ้าหน้าที่ตรงหน้า ฝ่ายถูกถามส่งเสียงชิชะด้วยความรำคาญ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะก็นิ่งอึ้งไปทันที เขาหยิบป้ายหยกขึ้นมาดูอย่างละเอียด จากนั้นเอ่ยถาม “เจ้า…เจ้าได้ป้ายหยกนี่มาจากไหน?”
“มีผู้สูงศักดิ์มอบให้ข้าเป็นรางวัล ระหว่างทางที่ลี้ภัยพวกข้าได้ช่วยชีวิตคนของเฉินอ๋องไว้ ญาติพี่น้องผู้ชายในครอบครัวข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสก็เพราะเหตุนี้ เขาซาบซึ้งในบุญคุณของครอบครัวข้าจึงมอบป้ายนี่มา
โปรดจัดหาหมู่บ้านที่ใกล้เมืองที่สุดให้พวกเราด้วย”
เหอจิ่วเหนียงต่อรองด้วยความสงบเยือกเย็น เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการถือป้ายหยกเอาไว้พลางหันมองซ้ายขวา ก่อนลากสหายร่วมงานที่อยู่ข้างๆไปอีกด้าน และกระซิบปรึกษาด้วยคิ้วขมวดมุ่น “เจ้าหลี่ เจ้าว่ามันเป็นของจริงหรือไม่?”
“ในเมื่อนางพูดถึงพระนามขององค์ชายเช่นนี้ก็อาจเป็นของจริงถึงแปดส่วนนะ”
บนป้ายห้อยเอวไม่มีการตกแต่งโดดเด่น ดูแล้วเหมือนเป็นเพียงป้ายคำสั่งธรรมดา ไม่มีทางที่คนทั่วไปจะรู้ได้ว่าเป็นของตำหนักเฉินอ๋อง
“อีกอย่าง พวกเขาตั้งใจจะตั้งหลักปักฐานที่นี่ คงไม่กล้าสร้างเรื่องเท็จมาหลอกพวกเราหรอก”
เจ้าหน้าที่คนนั้นฟังแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย เมื่อเดินกลับมาอีกครั้งรอยยิ้มอบอุ่นก็ฉายขึ้นบนใบหน้า “ที่แท้ก็เป็นผู้มีบุญคุณต่อตำหนักเฉินอ๋องนี่เอง ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา ข้าจะหาหมู่บ้านใกล้ๆให้พวกเจ้าอยู่ก็แล้วกัน แต่ครอบครัวพวกเจ้ามีกันหลายคนเช่นนี้ อาจต้องเบียดเสียดกันหน่อยนะ”
เมืองจิงโจวมีจำนวนประชากรสวนทางกับขนาดพื้นที่ เป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนได้คืบจะเอาศอก ขอเพียงไม่ใช่หมู่บ้านที่อยู่ป่าเขาก็พอ
“ขอบคุณใต้เท้ามากขอรับ!”
วาจาประจบประแจงของลู่ฟู่กุ้ยดึงดูดให้เหอจิ่วเหนียงมองเขาอีกครั้ง
ตลอดการลี้ภัย นางพบว่าลู่ฟู่กุ้ยเป็นคนฉลาดและมีไหวพริบคนหนึ่ง เข้าใจพลิกแพลงสถานการณ์ ในวันข้างหน้าคงมีโอกาสพึ่งพาเขาในด้านนี้ ไม่เสียแรงที่พาเขามาด้วย
สุดท้ายเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการจึงจัดให้ชาวบ้านตระกูลลู่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านอันผิงในอำเภอต้าหลิ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้โจวฝู่และเขตเศรษฐกิจมากที่สุด ทั้งยังเดินทางสะดวก
หลังจากเตรียมทะเบียนบ้านเสร็จเรียบร้อยทั้งกลุ่มก็ไปรับเงินช่วยเหลือ จากนั้นขั้นตอนต่อไปพวกเขาต้องไปรายงานตัวที่อำเภอต้าหลิ่ง
ตามหลักต้องเป็นเช่นนี้ แต่เนื่องจากพวกเขามีป้ายห้อยเอวของตำหนักเฉินอ๋อง เจ้าหน้าที่ทั้งสองจึงอำนวยความสะดวกให้เป็นพิเศษ และยังอาสาจะพาพวกเขาไปโรงหมอ
ชาวตระกูลลู่ร้อนใจทันที พวกเขาแค่แกล้งบาดเจ็บ หากพาไปหาหมอ ความจริงจะไม่ถูกเปิดเผยเอาหรือ!
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร! ใต้เท้า พวกท่านช่วยจัดการเรื่องที่อยู่อาศัยให้พวกเราก็รบกวนมากพอแล้ว จะให้พวกท่านลำบากอีกได้อย่างไร อย่าทำให้ชีวิตบั้นปลายของคนแก่อย่างข้าสั้นลงกว่านี้เลย พวกเรารับไว้ไม่ไหวจริงๆ!”
นางซุนเตรียมจะคุกเข่า เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการที่ถูกเรียกว่าเจ้าหลี่รีบประคองนางเอาไว้ “ท่านยาย รีบลุกขึ้นเถอะ เช่นนั้นพวกเราไม่พาไปก็ได้ พวกเจ้าไปหาหมอเองก็แล้วกันนะ”
อันที่จริงเจ้าหน้าที่ทั้งสองแค่เสนอตัวเป็นมารยาทเท่านั้น ทำงานมาทั้งวันก็เหนื่อยพอแล้ว ไม่ต้องไปก็ดีเหมือนกัน
ชาวตระกูลลู่กล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ จากนั้นจึงจากไป
ห่างออกมาถึงจุดหนึ่ง ทุกคนก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“น้องสะใภ้สามเยี่ยมไปเลย! พวกเราเกือบถูกส่งไปอยู่ในหมู่บ้านบนป่าบนเขาแล้ว”
นางฉินอดทอดถอนใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้นางยังคิดเสียดายอยู่เลยว่าป้ายห้อยเอวที่คุณชายฉินให้ไว้ยังไม่ทันได้ใช้ นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากนั้นไม่นานจะมีเรื่องให้ใช้จริงๆ
“นั่นสิ ข้าเองก็นึกไม่ถึงว่าจะผกผันเช่นนี้!”
ลู่กุ้ยหลานเองก็ยิ้มอย่างโล่งใจ ตั้งแต่เดินทางจากเมืองเฉียนโจวจนถึงที่นี่นางก็เห็นความสามารถของเหอจิ่วเหนียงแล้ว ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องใด สุดท้ายพี่สะใภ้สามก็แก้ปัญหาได้เสมอ
“แล้วตอนนี้พวกเราต้องไปไหนกันหรือ ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว หากเดินทางไปต้าหลิ่งตอนนี้คงไม่ทัน”
จางซงเข้าเรื่อง หากวันนี้ไปไม่ถึงต้าหลิ่งก็อาจต้องนอนกลางดินกินกลางทรายอีกคืน
“ไปโรงหมอกันก่อนเถอะ แล้วไปนอนพักที่ค่ายผู้ลี้ภัยสักคืน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยเดินทางไปอำเภอต้าหลิ่งกัน”
เหอจิ่วเหนียงตอบ พลางจูงโก่วเอ๋อร์ไปหานางซุน
“โรงหมอหรือ พวกเราไม่ได้…”
ลู่เหอหรงเกือบหลุดปากออกมา แต่เมื่อคิดได้ก็รีบยกมือปิดปากทันที นางซุนหันขวับไปจ้องเขม็ง “เจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ!”
คนปากไวรู้ตัวว่าตนเองผิดจึงไม่อาจเอ่ยคำแก้ตัว แต่สายตายังคงมองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความร้อนใจ อยากรู้ว่านางมีความคิดอะไร
เหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะไม่ได้ จากนั้นจึงกล่าว “แสดงละครตบตาทั้งทีต้องให้เนียนๆหน่อยสิเจ้าคะ อย่างน้อยพวกเราต้องส่งคนไปสักสองคนเพื่อซื้อยารักษาแผลกลับมา”
“แบบนี้จะไม่เป็นการเปลืองเงินหรือ?”
สองพี่น้องหลิวเอ่ยคำถามเสียงเบา อย่าคิดว่าทุกคนจะมีเงินอยู่ในมือ ตอนนี้แม้แต่ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี วันหน้ายังต้องใช้เงินอีกมาก ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด
“จะสิ้นเปลืองพวกข้าก็ไม่ได้ขอเงินพวกเจ้าสองพี่น้องมาจ่าย พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก!”
นางฉินตอกกลับด้วยความไม่พอใจ ตลอดการเดินทางยามต้องใช้เงินก็ล้วนเป็นเงินครอบครัวนาง หากนับจริงๆ ไม่รู้พวกเขาติดค้างครอบครัวลู่มากเท่าไรแล้ว
“ที่น้องสะใภ้พูดก็ถูก จะตบตาทั้งทีต้องทำให้ครบ ตอนนี้พวกเราทุกคนมีเงินติดตัว ยารักษาแผลทั่วไปซื้อได้อยู่แล้ว”
ลู่ฟู่กุ้ยเอ่ยออกมา เพื่อแสดงออกว่าครั้งนี้พวกเขาจะใช้เงินตัวเองซื้อเอง ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน อย่างไรเสียจะให้ครอบครัวลู่ออกเงินอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจ “เช่นนั้นข้าจะไปซื้อกับพี่สะใภ้ใหญ่เอง พี่ใหญ่กับพี่รองพาทุกคนไปจับจองที่ในค่ายผู้ลี้ภัยเถอะ”
“ตกลง!”
นางหยูนึกไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะเลือกให้ตนไปด้วย นางรู้สึกดีใจมาก เพราะจะได้ใช้โอกาสนี้เป็นการเดินเล่นด้วย หากไปกันหมดนี่คงไม่สะดวก
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไป นางหยูก็เอ่ยขึ้น “น้องสะใภ้สาม เราหาโรงหมอใกล้ๆซื้อยา เสร็จแล้วไปเดินเล่นกันสักหน่อยเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่คัดค้าน “เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่ เราไปซื้อพวกเครื่องเขียนด้วย ข้าจะวาดภาพคนในครอบครัวของท่าน พรุ่งนี้เช้าข้าจะนำป้ายหยกออกมาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการสองคนนั่นให้ช่วยท่านตามหาคนในครอบครัว เช่นนี้ท่านคิดว่าดีหรือไม่?”
ตอนที่ 42: ตามหาคน
นางหยูได้ยินข้อเสนอนั้นก็อึ้งไป แม้แต่ตัวนางยังไม่คิดถึงเรื่องนี้ แต่สะใภ้สามกลับเป็นกังวลแทนนาง
“น้องสะใภ้สาม ขอบใจมาก ขอบใจเจ้ามาก!”
คนได้รับความช่วยเหลือน้ำตาคลอพร้อมกับคลี่ยิ้มตื้นตัน ซาบซึ้งในน้ำใจของเหอจิ่วเหนียงจากใจจริง
“ครอบครัวเดียวกันจะขอบคุณทำไมเจ้าคะ เพียงแต่ถึงแม้ตอนนี้พวกเรามาถึงจิงโจวแล้วก็บอกไม่ได้ว่าจะตามหาพวกเขาเจอหรือไม่ พี่สะใภ้ใหญ่เองก็ต้องเตรียมใจเอาไว้บ้างนะ”
เหอจิ่วเหนียงจับมืออีกฝ่ายพลางบอกอย่างจริงจัง ในยุคโบราณก็มีข้อเสียในเรื่องการติดต่อสื่อสารที่ไม่สะดวกเช่นนี้ หากพลัดพรากจากกัน โอกาสพบกันอีกครั้งช่างยากเย็นจนแทบริบหรี่
“ข้ารู้” นางหยูพยักหน้าเข้าใจ “ตอนนั้นทุกอย่างฉุกละหุกไปหมดจึงไม่ได้กลับไปบอกที่บ้านสักคำ ข้าทำใจเอาไว้แล้วละว่าชาตินี้อาจไม่ได้เจอกันอีก”
สตรีแซ่หยูฝืนยิ้มแม้ในใจโศกเศร้า ความจริงนางเคยได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่าครอบครัวทางฝั่งบิดามารดาลี้ภัยออกไปก่อนแล้ว…หากครอบครัวนางเป็นห่วงนางสักหน่อยก็น่าจะส่งข่าวมาบอกกันสักคำ แต่นางกลับไม่ได้รับข่าวคราวใดจากทางบ้านเลย นึกแล้วในใจก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน
“อืม พี่สะใภ้เข้าใจก็ดีแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ควรปลอบเช่นไร หวังเพียงให้เจ้าตัวคิดและเข้าใจด้วยตัวเอง
นางหยูยกมือปาดน้ำตา แล้วเอ่ย “ตอนนี้ครอบครัวเรามาถึงจิงโจวอย่างปลอดภัยข้าก็พอใจแล้ว อีกอย่าง ทุกคนในครอบครัวก็ดีกับข้ามาก ข้าไม่มีอะไรต้องเสียใจ น้องสะใภ้สาม เจ้าวางใจเถอะ น้ำใจนี้ของเจ้าข้าจดจำเอาไว้แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร และจูงมือพี่สะใภ้เดินหาซื้อยาจินฉวงราคาถูกที่สุดในโรงหมอริมทาง จากนั้นก็พากันเดินเล่นชมความครึกครื้น
โดยสตรีทั้งสองหารู้ไม่ว่า…
หลังจากที่พวกนางเดินออกจากโรงหมอ มีคนสองคนเดินออกมาจากมุมหนึ่งทางด้านหลัง
สองคนนี้ก็คือเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการก่อนหน้านั่นเอง
ทั้งสองเดินออกมาจากข้างกำแพงโรงหมอด้วยสีหน้าเคลือบแคลง
“พวกเขามีคนบาดเจ็บตั้งหลายคนกลับไม่พากันมาหาหมอ แต่ซื้อยาแค่นี้กลับไปอย่างนั้นหรือ อีกทั้งยังเป็นแค่ยาจินฉวงถูกๆเนี่ยนะ?”
จะคิดเช่นไรก็ไม่เข้าใจ บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น ได้เงินช่วยเหลือมาแล้วอันดับแรกก็ต้องมาหาหมอสิ
แต่นี่มาซื้อแค่ยา?
เจ้าหน้าที่แซ่หลี่เหลือบมองสหายพลางกล่าว “เจ้าจะเข้าใจอะไร เงินสำหรับชาวนาธรรมดามีค่าขนาดไหน หากพากันมาหาหมอก็ต้องใช้เงินมาก จะให้จ่ายก้อนใหญ่แบบนั้นได้อย่างไรกัน!”
“เอาเถอะ ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดปกติก็กลับกันเถอะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
สาเหตุที่ทั้งสองแอบตามชาวบ้านตระกูลลู่ก็เพราะกังวลว่าจะถูกหลอก หากเป็นเช่นนั้นพวกตนคงไม่พ้นถูกลงโทษแน่ ทว่าตอนนี้เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าสงสัย พวกเขาก็สบายใจในที่สุด
.......
ฉินเจียนกลับมาถึงเมืองหลวง และเล่าเรื่องที่ได้รับมาจากเหอจิ่วเหนียงให้เฉินอ๋องฟังแล้ว ผู้ฟังตกใจอย่างมาก แต่หลังจากวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้
“มิน่าล่ะ เหตุใดพวกมันถึงรู้ความเคลื่อนไหวพวกเราดี ที่แท้ก็เป็นคนใกล้ตัวนี่เอง!”
เฉินอ๋องแค่นหัวเราะเสียงเย็น …หมากกระดานนี้ยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆแล้ว!
“องค์ชายคิดว่าเป็นใครหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฉินเจียนมองผู้เป็นนายด้วยสายตาตึงเครียด ในใจรู้สึกหดหู่เมื่อตระหนักว่าในราชวงศ์ไม่มีคำว่าครอบครัว หากเรื่องนี้เป็นฝีมือของพี่น้องกันเองละก็ นับเป็นเรื่องที่น่าปวดใจจริงๆ
“ไม่รู้”
เฉินอ๋องส่ายหน้า ตอนนี้เขาเองก็ยังบอกไม่ได้ ยามที่พี่น้องอยู่ต่อหน้ากันภายนอกก็ยิ้มแย้มหัวเราะปกติ แต่เบื้องหลังใครจะรู้กันว่าใครแอบทำอะไรอยู่
แต่สิ่งที่ทำให้อ๋องหนุ่มโมโหมากก็คือ ตอนนี้บ้านเมืองมีศึกทั้งในและนอก พวกเขาชิงชังกันเองยังพอเข้าใจได้ แต่การที่ไปช่วยหนานไท่โจมตีตนนี่หมายความว่าอย่างไร เรื่องนี้ไม่อาจปล่อยไปได้เด็ดขาด!
“เจ้าบอกว่านักฆ่าพวกนั้นมีรอยสักเขี้ยวหมาป่าอยู่บนตัว เช่นนั้นจงส่งคนไปสืบมาว่ารอยสักนี่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง”
เฉินอ๋องยกมือนวดขมับ ฉินเจียนน้อมรับคำสั่งแล้วเอ่ยต่อ “องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ครั้งนี้กระหม่อมตัดสินใจโดยพลการ มอบป้ายห้อยเอวให้คนผู้นั้นไป ให้พวกเขาเดินทางไปตั้งตัวที่จิงโจว โปรดองค์ชายลงโทษกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเปิดเมืองจิงโจวก็เพื่อรับผู้ลี้ภัยอยู่แล้ว เจ้าผิดอะไรกัน?”
“เพราะคนในครอบครัวนั้นมีกลุ่มชายหนุ่มแข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจียนก้มหน้าลงน้อมรับความผิด ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการให้บุรุษร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงเข้าไปเสริมกองทัพ แต่เขากลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ยอมให้ชายหนุ่มเหล่านั้นเข้าเมืองจิงโจว เรื่องนี้หากปล่อยเอาไว้นานก็เท่ากับเป็นการลบหลู่เบื้องสูง
เฉินอ๋องกลับไม่มีปฏิกิริยาอย่างที่ควรเป็น เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่เป็นไร ครอบครัวนั้นช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ ทั้งยังบอกเรื่องสำคัญกับเจ้า ถือว่ามีความดีความชอบ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยองค์ชาย”
ฉินเจียนเตรียมจะถอยออกไป ทันใดนั้นเสียงขององครักษ์ด้านนอกก็ดังขึ้น “ทูลองค์ชาย ข่าวด่วนจากแปดร้อยลี้พ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องหันไปส่งสายตาให้ฉินเจียน “รีบไปเอาเข้ามา”
ฉินเจียนรีบไปรับจดหมาย ทันทีที่กวาดสายตาผ่านเนื้อหาบนหน้ากระดาษดวงตาก็พราวระยับ “องค์ชาย ข่าวจากหนานไท่พ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินอ๋องผุกลุกขึ้นอย่างร้อนใจทันทีและรีบรับจดหมายมาเปิดดู อยากรู้นักว่าหนานไท่จะมีความเคลื่อนไหวใดเกิดขึ้น
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆคนร้อนใจก็หัวเราะออกมา บ่งบอกว่าพึงพอใจยิ่งนัก
“ฮ่าๆๆ! ไม่เลว ไม่เลวเลย! ซุนฉีผู้นี้ ข้ามองเขาไม่ผิดจริงๆ! รอเขากลับมาข้าจะตกรางวัลให้อย่างหนัก!”
เมื่อได้ยินชื่อที่ถูกเปล่งออกมาจากปากของผู้เป็นนาย คนสนิทของ.องค์ชายสามก็พลอยตื่นเต้น บอกชัดว่าเขาอยากรู้เพียงใดว่าตกลงแล้วในจดหมายมีใจความอย่างไรบ้าง
โชคดีที่เฉินอ๋องเชื่อใจคนสนิทแซ่ฉินผู้นี้มากจึงยื่นจดหมายให้เขา ผ่านไปครู่หนึ่งการแสดงออกของฉินเจียนก็ไม่ต่างไปจากเจ้านายเขาเลย
“นี่เขาสังหารองค์รัชทายาทหนานไท่แล้วหรือ! นี่มันเรื่องจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ!”
ก่อนหน้านี้หนานไท่รู้ว่าทางเป่ยเหยียนเกิดภัยแล้งจึงคิดจะนำทัพบุกเข้ามา เฉินอ๋องกังวลอยู่เลยว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร นึกไม่ถึงว่าซุนฉีจะจัดการเรื่องที่สุมอกเขาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้!
“ใช่ เขาลอบเข้าไปในตำหนักองค์รัชทายาทคนเดียวและลงมือ แถมยังหนีออกมาได้ ช่างเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีคนหนึ่งจริงๆ! ไม่เสียแรงที่ข้าช่วยชีวิตเขาไว้ในคราวนั้น!”
เฉินอ๋องสุขใจอย่างมาก “ในเมื่อแก้ไขปัญหาด่วนได้แล้ว เช่นนั้นจดหมายที่ข้าให้เจ้าไปส่งก็ไม่จำเป็นแล้ว เจ้าไปตรวจสอบเรื่องนักฆ่าพวกนั้นให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปรวมตัวกับซุนฉี ฝากบอกเขาด้วยว่าระวังตัวให้ดี รอเขากลับมาข้าจะทูลขอเสด็จพ่อแต่งตั้งให้เขาเป็นแม่ทัพใหญ่! ฮ่าๆๆ!”
แค่ศีรษะของว่าที่กษัตริย์หนานไท่ก็เพียงพอจะตกรางวัลแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ซุนฉีส่งข่าวสำคัญมากมายให้เขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เดิมทีราชวงศ์หนานไท่ก็มีผู้สืบสกุลน้อยอยู่แล้ว คนที่มีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ก็มีเพียงองค์รัชทายาทผู้นั้น บัดนี้ผู้เป็นความหวังในการสืบทอดอำนาจเพียงหนึ่งเดียวดับสูญแล้ว ราชสำนักจึงตกอยู่ในภาวะสั่นคลอนอย่างรุนแรงแน่นอน
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ฉินเจียนยินดีกับสหายของเขาอย่างยิ่งจากใจจริง นี่เป็นความดีความชอบที่ซุนฉีสมควรได้รับ!
.......
หลังจากพักค้างอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยหนึ่งคืน เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นและเดินออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อันที่จริงนางนอนไม่หลับ กลิ่นตัวเหม็นสาบรุนแรงเกินจะบรรยายคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสบตาแสบจมูกจนแทบไม่อยากหายใจ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหลับสนิทเลย
เดินออกมาได้ไกลพอสมควรหญิงสาวก็รีบโกยเอาอากาศเข้าปอดอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับสิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่านางยังมีชีวิตรอดอย่างแท้จริง
ไหนๆก็ตื่นแล้ว นางจึงไปที่หน้าประตูศาลาว่าการตั้งแต่เช้าตรู่ รอเจ้าหน้าที่สองคนนั้นออกมา จะได้เข้าสู่แผนการของตน
กระทั่งเป้าหมายมาถึงแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที “ใต้เท้าทั้งสอง นี่คือคนในครอบครัวของข้าที่พลัดหลงกัน ข้าวาดรูปพรรณสัณฐานมาให้แล้ว ด้านล่างเขียนชื่อเอาไว้ด้วย โปรดใต้เท้าทั้งสองช่วยเป็นหูเป็นตาให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ!”
ขณะขอความช่วยเหลือนางก็ควักเงินหนึ่งตำลึงยัดใส่มือพวกเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนึกไม่ถึงว่าสตรีชาวบ้านจะใจใหญ่เช่นนี้ เมื่อวานกระเบียดกระเสียรเงินไม่กี่อีแปะซื้อยาราคาถูก แต่ตอนนี้กลับควักเงินหนึ่งตำลึงเพื่อขอให้ตามหาคน…
ช่างน่าสงสัยจริงๆ
“หากข้าจำไม่ผิด ครอบครัวเจ้าแซ่ลู่ไม่ใช่หรือ คนในภาพนี่แซ่หยูทั้งนั้น เหตุใดถึงบอกว่าเป็นคนในครอบครัวเจ้ากัน?”
“เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะใต้เท้าทั้งสอง คนเหล่านี้เป็นครอบครัวของพี่สะใภ้ใหญ่ข้า เพราะไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกัน อีกทั้งตอนลี้ภัยไม่ได้เดินทางมาพร้อมกัน ตอนนี้จึงไม่รู้ข่าวคราวจากพวกเขาเลย พี่สะใภ้ใหญ่ของข้าไม่สบายใจมาก ข้าจึงมาขอความช่วยเหลือจากคนมีความสามารถอย่างพวกท่านเจ้าค่ะ”
ตอนที่ 43: น่ารังเกียจ ถูกนางตบตาเข้าแล้ว
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการพยักหน้า พวกเขาจำได้ว่าเมื่อวานตอนลงทะเบียน มีสตรีแซ่หยูอยู่ในกลุ่มนางคนหนึ่งจริงๆ
“แต่ผู้คนมากหน้าหลายตา…”
เจ้าหน้าที่พูดพร้อมกับก้มหน้าลงจะมองภาพวาดบุคคลที่อยู่ในมือ เขากำลังจะบอกว่า ‘หายาก’ แต่พูดได้เพียงเท่านั้นก็ต้องชะงักไป เมื่อถูกภาพบนกระดาษนั่นทำให้ตกตะลึง
ภาพวาดนี้เสมือนจริงมาก!
“นี่ นี่เจ้าเป็นคนวาดเองหรือ?”
ต้าโถวคิ้วขมวด หันมองสตรีชาวบ้านด้วยสีหน้าโง่งมเพราะความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าค่ะ ข้าเป็นคนวาดเอง” เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับ พร้อมทั้งแสดงท่าทางทอดถอนใจเล็กน้อย “แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่เคยเห็นหน้าคนในครอบครัวพี่สะใภ้ ข้าวาดหยาบๆไปตามลักษณะที่นางบอกเท่านั้น ไม่รู้ว่าเหมือนหรือไม่”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองนิ่งเงียบ…
นี่เรียกว่าวาดหยาบๆอย่างนั้นหรือ!?
นางจะรู้หรือไม่ว่าภาพที่นางเรียกว่า ‘หยาบๆ’ นี่ ยังละเอียดกว่าภาพที่มาจากฝีมือนักวาดภาพเชี่ยวชาญประจำศาลาว่าการของพวกเขาเสียอีก!
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดเพื่อถ่อมตนแต่อย่างใด อย่างไรเสียนางก็ไม่เคยเห็นคนในภาพมาก่อนจริงๆ อีกอย่าง นี่เป็นครั้งแรกที่นางใช้พู่กันวาดภาพ ยังไม่ค่อยคุ้นมือนัก ไม่ถึงเกณฑ์ที่ตัวเองกำหนดเอาไว้เลย
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ามาขอความช่วยเหลือถึงที่นี่ ข้าสองคนจะช่วยเจ้าเอง แต่พวกข้าไม่รับประกันนะว่าจะเจอหรือไม่”
เจ้าหน้าที่แซ่หลี่ถือภาพวาดไว้ นัยน์ตาเผยแววชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง สตรีผู้นี้เก่งกาจกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้มากโข
“ข้าเข้าใจ ใต้เท้าทั้งสองยอมช่วยก็เป็นความโชคดีของครอบครัวข้าแล้วเจ้าค่ะ หากมีข่าวคราวรบกวนใต้เท้าทั้งสองช่วยส่งคนไปแจ้งพวกข้าที่หมู่บ้านอันผิงด้วยนะเจ้าคะ ครอบครัวข้าจะตกรางวัลพวกท่านอย่างหนัก!”
หญิงสาวทำท่าทางจริงจัง ทำเอาเจ้าหน้าที่ทั้งสองรู้สึกขบขัน ครอบครัวนางยากจนปานนั้นยังกล้าพูดเช่นนี้ออกมาได้ ต่อให้ตอนนี้ได้รับเงินช่วยเหลือ แต่วันข้างหน้าก็ยังต้องใช้เงินอีกเยอะ เอาความกล้าที่ไหนมาพูดว่าจะตกรางวัลให้พวกเขาอย่างหนักกัน
แต่เห็นแก่ป้ายคำสั่งของตำหนักเฉินอ๋อง พวกเขาจึงรับปาก
“พ่อแม่สามีของพวกเจ้ายอมจ่ายเงินให้ลูกสะใภ้ตามหาครอบครัวเช่นนี้ช่างประเสริฐจริงๆ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับคำชม “ไม่เพียงช่วยตามหาครอบครัวของพี่สะใภ้ใหญ่เท่านั้น ระหว่างทางลี้ภัยบังเอิญเจอหลานสาวของพี่สะใภ้รองกำลังถูกลักพาตัว แม่สามีข้ายังให้ทุกคนในครอบครัวรวบรวมเงินไปช่วยไถ่ตัวนางมา และให้นางอยู่ในครอบครัวด้วยกัน ก็แม่นางน้อยที่ชื่อเหลียนฮวานั่นแหละเจ้าค่ะ”
เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการได้ฟังก็ตกตะลึง ที่แท้แม่นางน้อยผู้นั้นเป็นหลานสาวของสะใภ้รองบ้านนี้หรือ มิน่าล่ะเหตุใดถึงสกุลฉิน ตอนลงทะเบียนพวกเขายังรู้สึกแปลกใจอยู่เลย
ดูแล้วเป็นครอบครัวที่จิตใจดีจริงๆ
คิดได้เช่นนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการทั้งสองก็ยิ่งจริงใจ ต้าโถวยังเอ่ยต่อ “ถ้าอย่างนั้นเอาเช่นนี้ก็แล้วกัน พวกข้าจะติดภาพวาดนี่ไว้บนป้ายประกาศ เช่นนี้พวกชาวบ้านก็จะได้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย”
เหอจิ่วเหนียงดีใจมาก “เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลย รบกวนใต้เท้าทั้งสองประกาศให้ทุกคนทราบด้วยว่าหากใครพบเจอ ข้าจะตกรางวัลขอบคุณด้วยเงินหนึ่งตำลึง!”
เมื่อบอกออกไปเช่นนั้นนางก็ยิ้มด้วยความเก้อเขิน “ครอบครัวข้าลำบากยากจน ให้มากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองเข้าใจดี อย่างไรเสียครอบครัวนางก็อัตคัดถึงขั้นไม่พาคนในบ้านไปหาหมอแต่เพียงซื้อยาถูกๆกลับไป และแบ่งเงินอีกส่วนออกมาใช้ตามหาญาติ แม้จะเป็นเพียงเงินหนึ่งตำลึง แต่สำหรับคนลี้ภัยนับว่าเป็นเงินจำนวนมากโข
เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา สองผู้มีอำนาจถือโอกาสตอนที่คนเข้ามาลงทะเบียนยังไม่มากนี้ติดภาพวาดบนป้ายประกาศ เหอจิ่วเหนียงดูพวกเขาติดจนเสร็จ ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงค่ายลี้ภัย ทุกคนก็เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเห็นเหอจิ่วเหนียงเดินกลับมาก็ไม่ได้ถามอะไร เพราะเดี๋ยวก็มีเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เป็นคนถามอยู่แล้ว
เหอจิ่วเหนียงถูกบุตรชายเกาะหนึบจนไร้ทางรอด จึงตอบเพียงสั้นๆ “แม่ตื่นมาไม่มีอะไรทำก็เลยออกไปเดินเล่นน่ะ”
“เหตุใดท่านแม่ไม่พาข้าไปด้วยล่ะขอรับ?”
เด็กน้อยทำปากยู่ แสดงให้เห็นว่าเคืองเล็กน้อย
“ก็ลูกหลับอยู่ แม่จะรบกวนเวลานอนของลูกสุดที่รักของแม่ได้อย่างไรล่ะ?”
เฮ้อ ดีจริงๆเลยเด็กคนนี้ แค่พูดเพราะๆเขาก็เลิกดื้อแล้ว
ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็พอใจ ยิ้มตาหยีไม่งอแงอีกแล้ว
ฮี่ๆๆ ท่านแม่บอกว่าเขาคือลูกสุดที่รักของนาง!
นางซุนเบื่อความหวานเลี่ยนของพวกเขา อดตีไหล่ลูกสะใภ้คนเล็กเบาๆไม่ได้ “เห็นๆอยู่ว่าเจ้าน่ะไม่ชอบความสกปรก!”
ตลอดการเดินทางมานี้นางซุนสังเกตได้ว่าสะใภ้สามรักความสะอาดมาก แม้ลำบากเพียงใดนางก็จะพยายามหาทางทำให้ตนเองสะอาดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะขาดแคลนน้ำอย่างไรนางก็ยังบอกให้ทุกคนล้างมือตลอด ลำบากจะตายอยู่แล้วไม่ยอมอะลุ่มอล่วยบ้างเลย
เมื่อก่อนก็ไม่เห็นเป็นแบบนี้!
แต่อาจเป็นเพราะความคุ้นชิน เมื่อวานตอนที่มาถึงค่ายผู้ลี้ภัยนางซุนก็มีความรู้สึกรังเกียจอยู่ในใจเล็กน้อย กลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ ตอนที่เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นเดินออกไปนางเองก็รู้
เหอจิ่วเหนียงหันมายิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว “รักสะอาดเป็นเรื่องดีนะเจ้าคะ รักสะอาดสักหน่อยจะได้ไม่ป่วย”
นางหยูไม่พูดอะไร เพียงมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาซาบซึ้ง ตอนที่นางตื่นก็พบว่าภาพวาดของครอบครัวไม่อยู่แล้ว น้องสะใภ้สามต้องเอาไปให้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการแล้วเป็นแน่
หลังจากทุกคนเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทาง นางหยูจึงได้โอกาสขอบคุณเหอจิ่วเหนียง
“พี่สะใภ้ใหญ่ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านเอาแต่ขอบคุณข้าเช่นนี้ข้ารู้สึกห่างเหินอย่างไรไม่รู้” เหอจิ่วเหนียงตีมืออีกฝ่ายเบาๆ “อีกอย่าง จะเจอหรือไม่ก็ยังไม่รู้ ท่านอย่าเพิ่งรีบขอบคุณเลย”
“ต่อให้ไม่เจอข้าก็ต้องขอบคุณเจ้า เจ้าวาดได้เหมือนมาก ขอเพียงพวกเขามาถึงจิงโจวได้อย่างปลอดภัย จะต้องเจออย่างแน่นอน!”
นางหยูเชื่อใจน้องสะใภ้มาก นางฉินเองก็เข้ามาพูดคุยด้วยเช่นกัน “น้องสะใภ้สามเก่งยิ่งนัก ข้ารู้สึกว่านางทำได้ทุกอย่างเลย การวาดภาพไม่ใช่คนที่เรียนมาเท่านั้นหรือจึงจะทำได้? แต่เมื่อคืนข้าเห็นนางวาดภาพ ข้ารู้สึกเหมือนคนในครอบครัวท่านยืนอยู่ตรงหน้าจริงๆเลย!”
ลู่กุ้ยหลานได้ยินก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย ดวงตาดอกท้อเป็นประกาย
เหอจิ่วเหนียงหันมองนางฉินด้วยความตกใจเล็กน้อย “ฮะ? คนที่ได้เรียนเท่านั้นหรือจึงจะวาดภาพได้? ข้าไม่รู้เลยเจ้าค่ะ ข้าเพียงรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากอะไร ก็แค่อยากลองดู เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่ข้าวาด”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกตะลึง “นี่เจ้าหมายความว่า…เจ้าไม่เคยเรียนวาดภาพมาก่อนอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงตกตะลึงยิ่งกว่า “ตอนข้ายังเด็กข้าถูกลักพาตัวไปขาย จะมีปัญญาเรียนได้อย่างไรกัน?”
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเอาตัวเองไปเทียบกับนางแล้วก็ยิ่งนึกกังขา เหตุใดสะใภ้สามถึงเก่งกาจมากเพียงนี้ ส่วนพวกนางแต่ละคนราวกับคนโง่ก็มิปาน
นางซุนดึงเหอจิ่วเหนียงไปกระซิบ “เจ้ามีความสามารถถึงเพียงนี้ ต้องระวังตัวเอาไว้บ้าง อย่าให้ใครเขาหลอกได้”
คนถูกเตือนรู้สึกขบขัน แต่เข้าใจความหวังดีของหญิงชรา จึงพยักหน้าตอบรับ “ท่านแม่วางใจได้เจ้าค่ะ จากที่ทุกคนบอกมาก็หมายความว่าข้าสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยทักษะของข้า แล้วข้าจะยอมให้ใครมาหลอกง่ายๆได้อย่างไรเจ้าคะ?”
นางซุนรู้สึกเห็นด้วย แต่ยังคงกำชับให้สะใภ้หัวดีใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง
ทุกคนพูดคุยพลางหัวเราะระหว่าการเดินทางมุ่งสู่อำเภอต้าหลิ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในใจเต็มไปด้วยความหวัง นับจากนี้ไปพวกเขาไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปล้น และไม่ต้องกังวลว่าจะเจอกับพวกโจรเร่ร่อนอีกแล้ว ในที่สุดก็จะได้นอนหลับอย่างวางใจเสียที
นั่นคือชีวิตที่พวกเขาปรารถนาและเฝ้าฝัน!
ระหว่างทาง ตระกูลลู่พบกับกลุ่มคนกลุ่มอื่นกำลังเดินพูดคุยกันอยู่ข้างๆพวกเขา
“เจ้ารู้เรื่องที่เมืองเฉียนโจวเกิดการจลาจลหรือไม่ จวนขุนนางจวนหนึ่งถูกฆ่าตายยกครัวเลย!”
“ใช่ๆ! ข้าได้ยินมาว่าในคืนนั้นขุนนางผู้นั้นยังมีกะจิตกะใจไปเที่ยวที่หอคณิกาอยู่! ตายไปก็สมควรแล้ว!”
“เฮ้อ จะว่าไป หญิงคณิกานั่นมีใจลึกซึ้งเหมือนกันนะ เกิดเรื่องถึงขั้นนั้นแล้วยังไม่หนีอีก กลับยอมเผชิญความลำบากไปกับขุนนางผู้นั้น!”
“ความรักลึกซึ้งบ้าบออะไรกัน ผู้หญิงคนนั้นคงคิดไม่ถึงมากกว่าว่าพวกกลุ่มจลาจลจะกล้าลงมือกับขุนนางจริงๆ หากรอดคืนนั้นมาได้ ไม่แน่คงหนีเอาตัวรอดไปแล้ว แต่น่าเสียดาย สุดท้ายนางก็คิดผิด…”
ตอนที่ 44: นั่งรอรับประโยชน์จากความขัดแย้งคนอื่น
ได้ยินคำพูดนี้เข้า คนตระกูลลู่ก็หันมาสบตากันทันที
นึกไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์ที่เฉียนโจวจะรุนแรงขนาดนี้
หากคืนนั้นพวกเขาไม่เชื่อเหอจิ่วเหนียง มุ่งหน้าไปประตูเมืองทิศเหนือและออกจากเมืองกลางดึกละก็ เกรงว่าครอบครัวของพวกเขาคงกลายเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ท่ามกลางสมรภูมินรกนั่นไปแล้ว
ต่อให้จะเป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกันแต่พวกเขาก็อยู่ในเมือง ไม่ใช่ผู้ที่ร่วมก่อจลาจล การจะเอาตัวรอดก็คงยาก
“พี่ชายทั้งสอง สถานการณ์ที่เฉียนโจวเป็นเช่นไรบ้างหรือ จะมีผลกระทบมาถึงจิงโจวหรือไม่?”
ลู่จิ้งซวนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจไถ่ถามกลุ่มคนที่อยู่ข้างๆ พวกเขาเดินทางมาไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลยจึงอยากรู้สถานการณ์ และเพื่อไขความเคลือบแคลงบางอย่างในใจ
“ข้าไม่รู้รายละเอียดมากนักหรอก รู้แค่ว่าผู้ลี้ภัยยึดเมืองเฉียนโจวได้แล้ว พวกเขาเผาทำลายสถานที่ ปล้นชิง ก่อเรื่องเลวร้ายสารพัด คาดว่าราชสำนักคงส่งคนไปจัดการแล้ว หากปล่อยให้ก่อเรื่องราวจนใหญ่โต เป่ยเหยียนต้องวุ่นวายเป็นแน่!”
กล่าวจบ คนผู้นั้นก็ส่ายหน้าพลางเดินต่อไปด้วยสีหน้าโศกสลด
แม้จิงโจวจะอยู่ห่างจากเฉียนโจวมาก แต่ใครจะรับประกันได้กันว่าจะไม่มีผลกระทบมาถึงที่นี่ อีกอย่าง จิงโจวเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอย่างยิ่ง เกิดคนพวกนั้นโกรธจนสติฟั่นเฟือน บุกมาก่อเรื่องที่นี่จะทำเช่นไร
.......
ข่าวคราวสถานการณ์ในเฉียนโจวมาถึงเมืองหลวงแล้ว หลายวันก่อนเหล่าขุนนางปรึกษาหารือเรื่องนี้จนทะเลาะกันอย่างไม่มีใครยอมใครในท้องพระโรง ฮ่องเต้เองก็คิดไม่ถึงว่าพลังของผู้ลี้ภัยจะรุนแรงถึงเพียงนี้ ลงมือฆ่าชาวบ้านคนธรรมดาไม่พอ แม้แต่พวกข้าหลวงก็ไม่ถูกละเว้น
เดิมทีองค์เหนือหัวมีแผนการส่งคนไปควบคุมสถานการณ์ แต่ทั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ไม่มีใครยอมไปเลย
ฮ่องเต้พิโรธมาก พวกขุนนางเหล่านี้ไม่ได้เรื่องสักคน!
สุดท้ายจิ้งอ๋องเสนอขุนนางระดับสูงท่านหนึ่งซึ่งอยู่ใต้บัญชาของเฉินอ๋อง เจ้าตัวไม่ทันได้ตัดสินใจ ฮ่องเต้ที่ร้อนพระทัยก็ตัดสินใจเลือกเขาทันที
เป็นเหตุให้ขุนนางผู้นั้นถูกบีบบังคับให้เดินทางไปเฉียนโจวโดยไม่ทันตั้งตัว
เฉินอ๋องไม่ได้มีความเห็นใด สถานการณ์วิกฤตของหนานไท่แก้ไขได้แล้ว และตอนนี้ไม่ได้มีเรื่องด่วนอะไร เฉียนโจวเป็นเมืองหนึ่งของเป่ยเหยียน ควรฟื้นฟูให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว เขาให้คำแนะนำกับขุนนางใต้อาณัติไปเล็กน้อย และกำชับให้เขาทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ
.......
ณ ห้องส่วนตัวในหอสุราแห่งหนึ่ง
เสียงหัวเราะเบิกบานใจของชายผู้หนึ่งดังขึ้น “สามารถผลักปัญหาที่แก้ยากให้เขาได้แล้ว ไม่รู้ตอนนี้จะโกรธจนเสียสติไปแล้วหรือไม่ ฮ่าๆๆ! ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นมากไม่ใช่หรือ นี่อย่างไรเล่า ข้าโยนเรื่องนี้ให้เขาจัดการแล้ว! อยากรู้นักว่าเขาจะทำให้เมืองพังๆนั่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างไร!”
ผู้เป็นเจ้าของผรุสวาจาเหล่านี้หาใช่ใครอื่น เป็นจิ้งอ๋องนั่นเอง บุคคลที่นั่งตรงข้ามเขาคือบุรุษคนหนึ่งนามว่าหลินอี้ผิง รูปลักษณ์ธรรมดาทั่วไป หากอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ไม่ได้โดดเด่นสะดุดตา
ทว่าคนเราไม่อาจตัดสินจากภายนอกได้ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้นคนทั่วไปไม่อาจเทียบได้เลย และที่สำคัญ จิ้งอ๋องให้ความสำคัญกับเขามาก
หลินอี้ผิงนั่งพิงเบาะนุ่ม พัดวีช้าๆ ริมฝีปากหยักยิ้มเล็กน้อย “องค์ชายอย่าเพิ่งดีใจเร็วไปหน่อยเลย เฉียนโจวดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากก็จริง แต่หากคนของเฉินอ๋องจัดการได้ละก็ นับว่าเป็นความชอบใหญ่หลวงเหมือนกัน ไม่แน่ แม้แต่องค์รัชทายาทเองก็อาจถูกนำมาเปรียบเทียบได้”
จิ้งอ๋องโพล่งออกมาอย่างมั่นใจ “เจ้าประเมินเสด็จพ่อข้าต่ำเกินไปแล้ว ในใจเขาคิดแต่จะให้เสด็จพี่รัชทายาทสืบทอดบัลลังก์ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเทียบคนในใจเขาได้ นอกเสียจากว่า…เสด็จพี่รัชทายาทจะไม่อยู่แล้ว”
อ๋องมากแผนการยกมุมปากขึ้น ความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งจะมีแค่วันสองวัน แต่เขาไม่อาจเป็นคนลงมือเอง หาไม่คนอื่นจะใช้โอกาสนี้หาประโยชน์ได้
“ก็จริง ตำแหน่ง.องค์รัชทายาทใช่ว่าจะแตะต้องได้ง่ายๆ …แต่หาก.องค์รัชทายาทไม่เข้มแข็งเองล่ะ?”
หลินอี้ผิงมองคู่สนทนา รอยยิ้มที่มุมปากยิ่ง.กดลึก
จิ้งอ๋องเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความเช่นไร “เจ้าหมายความว่า ให้เสด็จพี่รัชทายาทสู้กับเฉินอ๋องอย่างนั้นหรือ?”
“องค์ชายก็แค่นั่งรอรับผลประโยชน์จากพวกเขา ไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
คนเสนอแผนการรวบพัดกำไว้ในมือ สายตาจับจ้องไปที่จิ้งอ๋องราวกับรอให้เขาตัดสินใจ
จิ้งอ๋องตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยท่าทางตื่นเต้น “สหายอี้ผิง เจ้าช่างฉลาดยิ่งนัก! แผนการนี้ไม่เลวเลย ข้าจะกลับไปคิดวิธีดู!”
พูดจบอ๋องหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นและเดินออกไปทันที หลินอี้ผิงยังคงนั่งสบายๆราวกับพึงพอใจในผลลัพธ์นี้มาก
หลังจากมั่นใจว่าจิ้งอ๋องกลับไปแล้ว ชายชุดดำคนหนึ่งก็กระโดดลงมาจากคานไม้ด้านบนในทันใด คุกเข่าลงตรงหน้าหลินอี้ผิง “นายท่าน จิ้งอ๋องจะสามารถทำให้องค์รัชทายาททะเลาะกับเฉินอ๋องได้จริงๆหรือขอรับ?”
จิ้งอ๋องมีนิสัยใจร้อน มีความทะเยอทะยานสูงแต่กลับไร้สมอง หากฝากแผนการไว้ให้เขาจัดการ จะไม่เกิดปัญหาจริงๆหรือ?
หลินอี้ผิงยิ้มไม่แยแส “เขาไร้ความสามรถ แต่ก็มีนายของเจ้าอย่างข้าอยู่ไม่ใช่หรือ?”
กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้น ดึงบางอย่างที่บริเวณหลังใบหูเบาๆ
นึกไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่เขาดึงออกมาจะเป็นหน้ากากหนังมนุษย์! จากนั้นใบหน้าหล่อเหลาจึงเผยออกมาให้เห็น
“ฟู่∼ อากาศร้อนยิ่งนัก สวมหน้ากากนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ เจ้าไปจัดการเรื่องของเจ้าเถอะ ไม่ต้องตามข้ามา”
ชายหนุ่มใบหน้าคมคายโยนหน้ากากหนังมนุษย์ให้ลูกน้อง จากนั้นกระโดดออกไปทางหน้าต่าง
ชายชุดดำเก็บหน้ากากหนังมนุษย์อย่างระมัดระวัง และกระโดดออกไปทางหน้าต่างเช่นกัน
.......
การเดินทางของชาวบ้านตระกูลลู่จากอำเภอต้าหลิ่งมุ่งสู่หมู่บ้านอันผิงนับว่าราบรื่นมาก ไปรายงานตัวที่อำเภอ จากนั้นนายอำเภอส่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมานำทางพวกเขาไปส่งที่หมู่บ้านอันผิง
ต้องบอกเลยว่าไม่เหมือนที่คิดไว้ เดิมทีพวกเขาคิดว่าหมู่บ้านอันผิงคงเป็นเหมือนหมู่บ้านที่พวกเขาเคยอยู่ ซึ่งเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็พอใจมากแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าหมู่บ้านอันผิงจะเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหมู่บ้านละแวกนี้ และมีจำนวนประชากรมากที่สุดเช่นกัน ทุกเจ็ดวันที่ประตูทางเข้าหมู่บ้านจะมีตลาด คนในหมู่บ้านโดยรอบก็จะมาจับจ่ายใช้สอยกันที่ตลาด เทียบกับเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งได้เลย
เจ้าหน้าที่ที่นายอำเภอส่งมามีนามว่าจางเทียน เรื่องเหล่านี้จางเทียนเป็นคนเล่าให้พวกเขาฟังระหว่างทาง
“ถึงแม้หมู่บ้านอันผิงจะมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่จำนวนประชากรก็เยอะมากเช่นกัน พวกเจ้าจะได้ที่ดินกว้างเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าจ่ายเงินเท่าไร”
พูดถึงเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ก็ไร้หนทางจะช่วย คนกลุ่มนี้มีจำนวนสมาชิกเยอะเกินไป เดิมทีก็ไม่เหมาะจะอยู่ในหมู่บ้านอันผิงด้วยซ้ำเพราะจะทำให้เกิดความแออัด หากไปอยู่หมู่บ้านที่ติดป่าติดเขาสักหน่อย พวกเขายังพอถางพื้นที่เองได้ตามใจชอบ
แม้หมู่บ้านอันผิงจะมีพื้นที่รกร้างอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจรับคนได้มากอยู่ดี ที่ดินงามๆก็ถูกคนอื่นยึดครองไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่เหลืออยู่ก็แค่ที่ดินขาดสารอาหาร จืดจนไม่รู้จะจืดอย่างไร
วันข้างหน้า ครอบครัวนี้ต้องมีชีวิตลำบากแน่.นอน
ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่จางเทียนควรกังวลแทน คนกลุ่มนี้เป็นคนร้องขออยากอยู่ที่นี่เองก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา
“เจ้าค่ะ เรื่องนี้พวกเรารู้ดี ถึงแม้ที่ดินดีๆจะน้อย แต่ก็อยู่ห่างจากเมืองไม่มาก วันข้างหน้าเด็กๆไปเรียนหนังสือจะได้สะดวก ผู้ใหญ่อย่างพวกข้าลำบากหน่อยไม่เป็นไรหรอก”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางบอกกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่มองนางด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม “เจ้าหมายความว่า พวกเจ้าอยากส่งพวกเด็กๆไปเรียนอย่างนั้นหรือ?”
ผู้เฒ่าลู่พยักหน้า “ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ รู้ตัวหนังสือเอาไว้เป็นเรื่องดี”
เจ้าหน้าที่เกือบหลุดหัวเราะออกมา ครอบครัวลี้ภัยสภาพตกอับเช่นนี้แล้ว ยังคิดจะส่งลูกหลานไปเรียนหนังสืออีกอย่างนั้นหรือ?
แต่เอาเถอะ นับว่าเป็นความคิดที่ดี เจ้าหน้าที่จึงพยักหน้าหงึกหงัก “การเรียนก็ต้องใช้เงิน พวกเจ้าเองก็มีชีวิตลำบากอยู่แล้ว…”
พูดถึงตรงนี้จู่ๆเขาก็นึกขึ้นได้ว่าคนกลุ่มนี้มีม้ามาด้วยสองตัว คาดว่าคงมีสินเดิมติดตัวอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
อย่างไรเสียนับจากนี้ไปคนเหล่านี้ก็เป็นประชากรในเขตปกครองของเขา หากมีคนมีความรู้ มีอนาคตอยู่ในอำเภอนี้ ก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับพวกเขาเหล่าเจ้าหน้าที่ด้วย
ตอนที่ 45: ปัญหาที่ดิน
ตอนนี้เป็นช่วงที่อากาศกำลังร้อนจัด ยังเหลือเวลาเกือบหนึ่งเดือนกว่าจะเข้าสู่ฤดูการทำนา ในท้องนาจึงไม่ค่อยมีคน ชายหญิงวัยแรกแย้มนิยมหาที่ร่มๆ พบปะและนั่งพูดคุยกัน
และด้วยเหตุนี้ กลุ่มของชาวตระกูลลู่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้านจึงเป็นที่ดึงดูดสายตาของคนจำนวนมาก สีหน้าของทุกคนไม่ค่อยยินดีเท่าไรนัก ชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นคนหนึ่งเอ่ยถามออกมา “ใต้เท้า ชาวบ้านในหมู่บ้านพวกเราก็เยอะมากพออยู่แล้ว เหตุใดยังส่งผู้ลี้ภัยกลุ่มใหญ่ขนาดนี้เข้ามาอีก?”
คนอื่นต่างสำทับ “ใช่ๆ นี่เป็นผู้ลี้ภัยทั้งนั้น เนื้อตัวสกปรก แถมยังมีแผลเต็มตัวอีก ใครจะไปรู้กันว่าพวกเขาเป็นใคร!”
“แล้วนี่หากมีโรคมาด้วย เอามาแพร่เชื้อให้คนในหมู่บ้านจะทำอย่างไร?”
ทุกคนต่างพร่ำบ่นด้วยความไม่พอใจ และเข้ามาขวางทางไม่ให้คนกลุ่มนี้เข้าไป
“บังอาจ! นี่เป็นการจัดการของนายท่าน พวกเจ้ามาขวางทางเช่นนี้คิดจะก่อกบฏรึ?”
จางเทียนตะคอกพร้อมชักดาบออกมาด้วยความโมโห สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านจนต้องถอยออกไป กระนั้นสีหน้าของพวกเขายังคงบอกชัดถึงความรังเกียจและไม่ต้อนรับ
หมู่บ้านอันผิงใหญ่มาก ผู้คนที่อาศัยในนี้ก็มีนิสัยหลากหลายแตกต่างกันไป ต่างจากหมู่บ้านเล็กๆหลายแห่งที่อาศัยอยู่กันแค่คนตระกูลเดียวกัน อาจมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างทว่านั่นก็เป็นเรื่องภายใน แต่ยามที่ต้องรับมือกับคนนอกพวกเขาก็ร่วมใจกันขับสู้
ตระกูลลู่ฉลาดที่ไม่พูดอะไรในตอนนี้ เรื่องนี้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่เป็นคนจัดการ การที่นายอำเภอส่งเขามาเห็นได้ชัดว่าคงคาดไว้แล้วว่าหากมาถึงหมู่บ้านอันผิงจะต้องเจอกับอะไร
“ผู้นำหมู่บ้านล่ะ พาพวกข้าไปหาผู้นำหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ เรื่องในหมู่บ้านไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามายุ่ง!”
จางเทียนถือดาบไว้ในมือ ดวงตาแข็งกร้าวกวาดมองทุกคน เหล่าชาวบ้านจึงไม่กล้าบันดาลโทสะอีก
พวกเขามีคนมากกว่าไหนเลยจะกลัวคนถือดาบแค่คนเดียว เพียงแต่อีกฝ่ายเป็นคนของหลวง หากพวกเขาล่วงเกินข้าหลวง ชีวิตหลังจากนี้ไม่มีทางได้อยู่เป็นสุขแน่นอน
ด้วยเหตุนี้แม้อยากจะต่อต้าน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมนำทางกลุ่มคนแปลกหน้าไปที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน
ช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ ชาวบ้านในหมู่บ้านเกินครึ่งรวมตัวกับกลุ่มคนตระกูลลู่ตั้งขบวนมุ่งหน้าไปที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน เมื่อมาถึงตัวแทนก็เข้าไปเคาะประตู
ผู้นำหมู่บ้านที่กำลังนั่งรับลมอยู่ในลานบ้านรีบออกมาเปิดประตู เมื่อเห็นผู้คนเนืองแน่นก็ผงะไป แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทางการและคนแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งทางด้านหลังก็เข้าใจทันที
“ใต้เท้า ไหนก่อนหน้านี้บอกว่าหมู่บ้านของพวกเรามีชาวบ้านเยอะแล้ว จะไม่ส่งคนมาอีกไม่ใช่หรือ หรือว่านี่จะเป็น…”
โชคดีที่ผู้นำหมู่บ้านเป็นข้าหลวงระดับต่ำ จึงได้รับข่าวสารเร็วกว่าคนทั่วไป ตอนที่รู้ว่าเฉินอ๋องจะเปิดเมืองรับผู้ลี้ภัย เขาก็ไปสอบถามสถานการณ์ที่ที่ว่าการอำเภอมาแล้ว เขาจึงจำได้ว่านายอำเภอบอกมาเช่นนั้น
“ทางการสั่งมา คนตระกูลลู่มีความดีความชอบ พวกเจ้าอย่าคิดเรื่องไม่สมควรเด็ดขาด หากเบื้องบนตรวจสอบขึ้นมาละก็ ต่อให้เป็นนายอำเภอก็ช่วยพวกเจ้าไม่ได้!”
จางเทียนกล่าวแกมข่มขู่ ชาวบ้านจึงเริ่มพูดคุยกัน แม้แต่ผู้นำหมู่บ้านเองก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลันเช่นกัน
คนตระกูลลู่หันมองหน้ากัน ในใจตระหนักว่าจากนี้ไปความเป็นอยู่ของพวกเขาในหมู่บ้านนี้คงไม่สงบสุข
แต่ไม่เป็นไร
ระหว่างทางพบเจออุปสรรคตั้งมากมายยังผ่านมาได้ นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้ จะกลัวชาวบ้านพวกนี้ไปทำไมกัน กาลเวลาจะพิสูจน์คนเอง อยู่ด้วยกันไปนานๆ ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างแน่นอน
หลังจากผู้นำหมู่บ้านชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจแล้ว จึงเผยสีหน้ายินดีออกมา และเอ่ยกับผู้เฒ่าลู่ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ในเมื่อมาหมู่บ้านอันผิงแล้วก็นับว่าเป็นชาวบ้านของหมู่บ้านอันผิง ข้าชื่อหวังหยวน เป็นผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ มีเรื่องอะไรในหมู่บ้านก็มาหาข้าได้ ข้าจะจัดการอย่างยุติธรรมแน่นอน”
เมื่อผู้นำหมู่บ้านต้อนรับเช่นนี้จางเทียนจึงวางใจและกลับไป
เรื่องมาถึงขั้นนี้ พวกชาวบ้านก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อะไรอีก เพียงแต่ยังยืนอยู่บริเวณรอบๆบ้านของผู้นำหมู่บ้านเพื่อดูเหตุการณ์
“ทุกคนฟังกันให้ดี นับจากนี้ไปพวกเขาก็คือสมาชิกของหมู่บ้านพวกเรา ช่วยเกรงใจข้าด้วยล่ะ! อย่าทำอะไรให้พวกเขาต้องลำบากใจเด็ดขาด เมื่อครู่ท่านเจ้าหน้าที่ก็บอกแล้วว่าพวกเขามีความดีความชอบ หากเกิดความผิดพลาดใดขึ้นในหมู่บ้าน ข้าไม่ละเว้นพวกเจ้าแน่!”
ทุกคนเงียบ ในใจแอบขุ่นเคือง
ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่มีใครพูดอะไร ผู้นำหมู่บ้านจึงเริ่มโมโห และตะโกนขึ้น “ได้ยินหรือไม่!?”
ทุกคนยังคงเงียบ กระทั่งมีคนหนึ่งพูดขึ้น “ที่ทำกินในหมู่บ้านก็มีน้อยอยู่แล้ว พวกเขามีกันเป็นโขยงเช่นนี้จะแบ่งที่ดินกันอย่างไร คงไม่ให้พวกข้ายกที่นาของตัวเองให้พวกเขาหรอกกระมัง หากเป็นเช่นนั้น ข้าเป็นคนแรกที่ไม่เห็นด้วย!”
คนเป็นชาวนา สิ่งที่หวงแหนมากที่สุดก็คือที่ดิน เนื่องจากคนในหมู่บ้านมีจำนวนมาก ที่ดินเฉลี่ยต่อคนก็ได้กันน้อยอยู่แล้ว หากแบ่งให้คนอื่นอีก ต่อให้ข้าหลวงมาเอง พวกเขาก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด!
ผู้นำหมู่บ้านหันขวับไปจ้องเขม็งคนผู้นั้น แต่ก็เข้าใจว่าทุกคนอยากรู้ว่าเรื่องนี้จะจัดการเช่นไร จึงอธิบาย “สิ่งที่เป็นของพวกเจ้าก็ยังคงเป็นของพวกเจ้า ไม่มีใครแย่งไปได้ หากพวกเขาอยากได้ก็ต้องซื้อจากพวกเจ้าเอง”
นี่เป็นการบอกให้ชาวบ้านได้รู้ ขณะเดียวกันก็เป็นการแจ้งกับคนตระกูลลู่ด้วย ว่าหมู่บ้านอันผิงจะไม่มีการแบ่งที่ดินให้
ครั้งนี้พวกชาวบ้านพึงพอใจ ทว่ากลุ่มคนตระกูลลู่กลับยิ้มไม่ออก ต้องการที่ทำกินก็ต้องซื้อ แล้วพวกเขาจะเอาเงินมากมายปานนั้นมาจากไหน?
…หรือว่าพวกเขาคิดผิดที่เลือกมาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้
มีเพียงเหอจิ่วเนียงและนางซุนที่ยังคงสงบนิ่ง นางซุนคิดว่าตอนนี้มีเงิน แม้ต้องชักเงินซื้อก็สามารถซื้อได้ ส่วนเหอจิ่วเหนียงกลับคิดว่าต่อให้ไม่มีที่นานางก็อยู่ได้ ดังนั้นจึงไม่รู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด
ซุ่ยเอ๋อร์แอบดึงชายเสื้อเหอจิ่วเหนียง แววตาเต็มไปด้วยความร้องขอ อยากให้นางคิดหาวิธี
เพราะอย่างไรเสีย ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาทุกคนล้วนฟังนาง
เหอจิ่วเหนียงพลันกลัดกลุ้มใจ นางไม่อยากเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่ใครใช้ให้นางได้รับความไว้วางใจจากทุกคนกันเล่า
นางส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามผู้นำหมู่บ้าน “ท่านผู้นำหมู่บ้าน หากหมู่บ้านไม่มีที่นาให้พวกเรา เช่นนั้นพวกเราไปถางป่ารอบๆนี่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
อย่างไรเสียภูเขาก็อยู่ไม่ไกล ขอเพียงยอมทำก็ไม่มีทางสิ้นไร้ไม้ตอกแน่นอน
ผู้นำหมู่บ้านคาดไม่ถึงว่าหญิงสาวผู้นี้จะคิดเรื่องเหล่านี้ได้ “ย่อมได้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ดินที่สภาพดีหน่อยบนภูเขาใกล้ๆนี่ล้วนถูกถางหมดแล้ว พวกเจ้าไปตอนนี้เกรงว่าคงไม่มีเหลือ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ดูแลใส่ใจดีๆ สามปีห้าปีก็เปลี่ยนให้เป็นดินดีได้”
ชาวหมู่บ้านอันผิงรู้สึกว่าสตรีผู้นี้กำลังเพ้อฝัน ดินบนภูเขาจืดเช่นนั้น บางจุดก็ไม่มีน้ำ แล้วจะปลูกพืชพันธุ์อะไรให้งอกเงยได้
แต่ตระกูลลู่กลับถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก อย่างน้อยมีก็ดีกว่าไม่มี ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเชื่อคำพูดของเหอจิ่วเหนียง
ผู้นำหมู่บ้านไม่นึกเลยว่าผู้อพยพกลุ่มนี้จะไม่เรียกร้องให้แบ่งที่ทำกินอย่างไร้เหตุผล จึงมีท่าทีต่อพวกเขาดีขึ้นไม่น้อย จากนั้นจึงพูดแค่สองสามประโยคไล่ชาวบ้านที่ห้อมล้อมอยู่กลับไป และให้กลุ่มคนมาใหม่เข้ามาในลานบ้านเพื่อจัดการขั้นตอนต่อไป
บ้านของผู้นำหมู่บ้านมีสมาชิกในครอบครัวหลายคน ทันใดนั้นลานเล็กๆก็แน่นขนัด โชคดีที่ทุกคนสามารถหลบแดดใต้ชายคาได้จึงไม่ร้อนมากนัก
“เอาละ คือมันเป็นเช่นนี้นะ…” ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยขึ้น “...เรื่องที่ทำกิน เมื่อครู่พวกเจ้าก็ได้ยินแล้วว่าพวกเจ้าต้องหาซื้อเอาเอง ไม่ว่าจะซื้อกับคนในหมู่บ้านเดียวกัน หรือกับพวกเถ้าแก่ พวกนายหน้าก็ได้ทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเจ้า”
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ
ผู้นำหมู่บ้านเอ่ยต่อ “ส่วนเรื่องที่อยู่อาศัย ในหมู่บ้านเรามีบ้านว่างอยู่หลายหลัง แต่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ตอนนี้จึงเข้าไปอยู่ไม่ได้ พวกเจ้าต้องซ่อมแซมเอาเองอย่างหนักเลยละ และก็ใช่ว่าข้าให้พวกเจ้าอยู่เปล่าๆ ปัจจุบันบ้านเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของหมู่บ้าน หากพวกเจ้าอยากเข้าไปอยู่ก็ต้องจ่ายเงินค่าเช่า หรือจะซื้อไปเลยก็ได้”
ตอนที่ 46: ซื้อที่ดินสร้างบ้าน
เรื่องที่ผู้นำหมู่บ้านบอกมาเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไว้อยู่แล้ว อย่างไรเสียของแบบนี้ก็ไม่มีใครยกให้คนแปลกหน้าเปล่าๆหรอก
“ท่านผู้นำหมู่บ้าน แล้วบ้านต้องเช่าอย่างไรหรือขอรับ?”
ลู่ฟู่กุ้ยร้อนใจ ตอนนี้พวกเขาไม่มีเงินจนสามารถซื้อบ้านได้ แถมยังติดหนี้ครอบครัวลู่มากโข จะยืมเงินอีกไม่ได้เด็ดขาด ทำได้เพียงเช่าอยู่ชั่วคราว
“คือ มันเป็นเช่นนี้นะ ทั้งหมดมีอยู่สี่หลัง จะมีสองหลังที่ใหญ่หน่อย สามารถอยู่ได้ถึงสิบคน ค่าเช่าจะอยู่ที่ยี่สิบห้าอีแปะต่อเดือน ส่วนหลังเล็กเบียดกันหน่อยก็อยู่ได้ห้าถึงหกคน ค่าเช่าสิบห้าอีแปะต่อเดือน พวกเจ้าคิดจะร่วมกันเช่าหรือไม่ จะได้ถูกลงหน่อย”
ราคาที่ผู้นำหมู่บ้านเสนอนับว่ายุติธรรมมาก อย่างไรเสียก็เป็นบ้านร้าง ไม่ได้ดูแลมาหลายปี ไม่อาจเรียกราคาสูงกว่านี้ได้
ทุกคนยอมรับเรื่องราคาได้ ปัญหาก็คือ ต่อให้พวกเขาเช่าบ้านทั้งสี่หลัง แต่ด้วยคนจำนวนมากเช่นนี้ก็ยังอยู่กันไม่พอ
พวกเขามีกันทั้งหมดเกือบหกสิบคน
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูด ผู้นำหมู่บ้านก็เอ่ยต่อ “พวกเจ้ามีกันหลายคนเช่นนี้อยู่ไม่พอหรอก ในหมู่บ้านมีที่ดินสำหรับสร้างบ้านอยู่หลายผืนเหมือนกัน พวกเจ้าจะซื้อไปแล้วสร้างบ้านเองก็ได้ เพียงแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเรามีกันเยอะ การแข่งขันก็สูง ที่ดินสำหรับสร้างบ้านจึงแพงมาก”
บ้านร้างทั้งสี่หลังนั้นสาเหตุที่ราคาถูกก็เพราะเป็นบ้านร้างไม่ได้รับการดูแล และอีกสาเหตุที่สำคัญก็คือ…บ้านเหล่านั้นเคยมีคนตาย จึงเชื่อกันว่าหากอยู่อาศัยจะทำให้โชคไม่ดี
คนเราล้วนอยากให้ในบ้านมีแต่ความโชคดี บ้านอาถรรพ์เช่นนี้เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ดังนั้นหลายปีมานี้บ้านเหล่านั้นจึงถูกทิ้งร้าง
แต่หากเป็นที่ดินสำหรับสร้างบ้านจะต่างออกไป เพราะซื้อไปแล้วอยากจะสร้างบ้านอย่างไร แก้ไขอย่างไรก็ได้ ทั้งยังเพิ่มความมงคลได้อีกด้วย
และด้วยเหตุนี้ราคาที่ดินเปล่าจึงสูงลิ่ว มีเพียงครอบครัวเศรษฐีไม่กี่ครอบครัวที่ซื้อไป
ผู้นำหมู่บ้านเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ที่ดินสำหรับสร้างบ้านผืนที่เล็กที่สุดมีขนาดห้าเฟิน ขายคนในหมู่บ้านกันเองสามตำลึง ผืนที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็มีหนึ่งหมู่ และสองหมู่ ผืนหนึ่งหมู่ก็หกตำลึง ผืนสองหมู่สิบตำลึง พวกเจ้าเลือกแล้วกันว่าต้องการแบบไหน”
ฟังแล้วเห็นได้ชัดว่าที่ดินขนาดสองหมู่จะเหมาะสมกว่า แต่ปกติครอบครัวชาวนาไม่มีเงินมากถึงขั้นซื้อที่ดินราคานี้ได้ ส่วนมากก็ซื้อแค่ที่ดินผืนเล็กห้าเฟิน หรือเต็มที่ก็ที่ดินผืนหนึ่งหมู่
ทว่าในตอนนี้นอกจากครอบครัวลู่แล้ว คนอื่นๆ หากเอาเงินไปซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านก็จะไม่มีเงินเหลือ
ครอบครัวของซุ่ยเอ๋อร์อยากซื้อบ้านอยู่เอง อย่างไรเสียครอบครัวนางก็มีกันแค่สามคน หากเช่าอยู่ร่วมกับคนอื่นคงไม่สะดวกนัก พลันนั้นลู่ต้าผิงจึงเอ่ยขึ้น “ท่านผู้นำหมู่บ้าน ยังมีที่ผืนเล็กกว่านี้สักหน่อยหรือไม่ขอรับ?”
ผู้นำหมู่บ้านส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงช่วยเสนอความเห็น “หากพวกเจ้าสมัครใจ สองครอบครัวร่วมกันซื้อที่ดินผืนหนึ่งก็ได้นะ ซื้อผืนห้าเฟินแล้วแบ่งเท่าๆกัน อย่างมากก็แค่มีพื้นที่ลานบ้านเล็กลงหน่อย”
นั่นน่ะสิ!
ดวงตาของทุกคนพลันทอประกาย หมู่บ้านไม่แบ่งที่ดินเป็นผืนเล็กๆให้ แต่พวกเขาสามารถซื้อที่ดินมาแล้ววางแผนจะทำอย่างไรก็ได้ไม่ใช่หรือ!
“เช่นนั้นข้าจะซื้อที่ดินผืนห้าเฟิน มีใครสมัครใจจะแบ่งที่ดินครึ่งหนึ่งกับข้าหรือไม่?”
ลู่ต้าผิงหันมองทุกคน บางคนตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเช่าอยู่ไปก่อน แต่บางคนก็อยากวางแผนเสียแต่ตอนนี้เพื่ออนาคต
นางหลี่ มารดาของเถี่ยต้านเสนอตัว “ข้าสมัครใจ! ข้ามีลูกสองคน ไม่ได้ต้องการพื้นที่มากนัก”
ก่อนหน้านี้นางสามแม่ลูกได้รับเงินส่วนแบ่งจากรังโจรถึงเก้าตำลึง มาถึงจิงโจวได้รับเงินช่วยเหลืออีกหกตำลึง ตลอดทางที่ลี้ภัยก็ไม่ได้ใช้จ่าย ในมือจึงยังพอมีเงินเหลือ
ครอบครัวของซุ่ยเอ๋อร์กับครอบครัวของนางหลี่สามแม่ลูกล้วนเป็นคนตระกูลลู่ มีสายสัมพันธ์ของเครือญาติกันอยู่แล้ว อยู่ด้วยกันย่อมไม่มีปัญหา อีกอย่าง ระหว่างทางลี้ภัย ซุ่ยเอ๋อร์และพวกนางหลี่ นางเกาได้สร้างมิตรภาพต่อกัน เช่นนี้พวกนางจึงยินดีมากที่จะได้เป็นเพื่อนบ้านกัน
“ตกลง พี่สะใภ้ ต่อไปเราก็จะได้เป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว!”
ซุ่ยเอ๋อร์จับมือนางหลี่พลางเอ่ยด้วยความดีใจ
นางเกาก็ไม่อยากเช่าอยู่ร่วมกับคนอื่น จึงเอ่ยขึ้น “ข้าก็จะซื้อที่ดินผืนห้าเฟินด้วย” จากนั้นหันไปหาสองพี่น้องแซ่หลิว “พวกเจ้าสองพี่น้องยังเป็นเด็กแรกรุ่นคงไม่สะดวกอยู่ร่วมกับคนอื่นกระมัง สนใจซื้อที่ดินอยู่กับพวกข้าหรือไม่?”
ระหว่างทางสองพี่น้องสกุลหลิวนับว่าวางตัวดีมาก อย่างไรเสียพวกนางอายุยังน้อยคงไม่กล้าทำเรื่องผิดอีก นางเกาคิดว่าแม้ตนจะไม่ชอบพฤติกรรมที่พวกนางทำต่อครอบครัวลู่ก่อนหน้านี้ แต่ก็ยินดีที่จะเป็นเพื่อนบ้านกับพวกนาง
ตอนนี้สองพี่น้องหลิวไม่กล้าคิดเรื่องขออยู่กับครอบครัวลู่อีกแล้ว อีกอย่างพวกนางคิดว่า หากไปเช่าอยู่ร่วมกับคนอื่นอาจถูกรังแกได้ จึงพยักหน้าตกลงอย่างเกรงใจ
หลิวต้ายาเอ่ย “แต่…ท่านอาสะใภ้ พวกเราสองพี่น้องยังไม่ประสีประสา จะสร้างบ้านได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”
พวกนางเพิ่งจะอายุสิบสามปี ห่างจากวัยปักปิ่นอีกไกล ยังไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ
“จะไปยากอะไร พวกเราทุกคนร่วมทางกันมาจนถึงที่นี่ จะไม่ช่วยพวกเจ้าสองพี่น้องได้อย่างไรล่ะ รอพวกเราตั้งตัวได้แล้วจะช่วยพวกเจ้าสร้างบ้านอย่างแน่นอน!”
ลู่ฟู่กุ้ยตอบด้วยความจริงใจ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ถูกต้อง พวกเขาร่วมทางกันมา ผ่านความยากลำบากและช่วยดูแลกันและกันมาถึงตอนนี้แล้ว จะไม่สนใจพวกนางสองคนได้อย่างไร
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านอา ท่านลุง ท่านน้าทุกท่านนะเจ้าคะ!”
สองพี่น้องหลิวซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล เดิมทีพวกนางคิดว่าชีวิตที่ถูกบุพการีทอดทิ้งต้องร่อนเร่ไร้ที่พึ่งเสียแล้ว ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าสวรรค์จะยังมอบโอกาสให้พวกนางเช่นนี้
“เอาละ พอได้แล้ว วันมงคลเช่นนี้พวกเจ้าจะร้องไห้ทำไมกัน เช่นนั้นตกลงตามนี้ก็แล้วกันนะ!”
นางเกาอดรู้สึกสงสารไม่ได้ จึงยกมือตบไหล่พวกนางเบาๆเพื่อปลอบใจ
ด้านกลุ่มคนที่ถูกช่วยมาจากรังโจรที่มีเงินมากหน่อยก็ตกลงร่วมกันซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้าน ส่วนชาวบ้านตระกูลลู่กลุ่มที่เจอกันที่เมืองเฉียนโจวตัดสินใจเช่าบ้านของหมู่บ้านอยู่ชั่วคราว
สำหรับครอบครัวของลู่กุ้ยหลาน พวกเขามีเงินไม่มาก บ้านสำหรับเช่าก็มีไม่พอแล้ว คิดจะสร้างบ้านเองยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ จึงได้แต่เงียบและหลบอยู่ด้านหลังครอบครัวลู่
ผู้นำหมู่บ้านคิดไม่ถึงเลยว่าผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้จะมีความกลมเกลียวและประนีประนอมกันเช่นนี้ อย่างไรเสียบ้านสำเร็จรูปย่อมสะดวกและประหยัดกว่าการซื้อที่ดินเปล่าแล้วสร้างบ้านใหม่ เขาจึงคิดไว้ว่าคนเหล่านี้จะต้องทะเลาะแย่งชิงบ้านร้างเหล่านั้นกันแน่นอน แต่พวกเขากลับแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน อีกทั้งทุกฝ่ายล้วนยินดีเช่นนี้ นี่ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
ผู้นำหมู่บ้านพลันบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ คนกลุ่มนี้เป็นเครือญาติกัน สามัคคีปรองดองกัน อีกอย่างจำนวนคนก็เยอะ เปรียบได้กับครอบครัวเก่าแก่ในหมู่บ้านหนึ่งเลยทีเดียว เช่นนี้ต่อไปก็ไม่มีใครในหมู่บ้านกล้ารังแกพวกเขาแล้ว
แน่นอนว่าในฐานะที่เขาเป็นผู้นำหมู่บ้านย่อมไม่มีทางรังแกชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่มาใหม่อย่างคนกลุ่มนี้ อีกฝ่ายไม่เพียงมีคนจำนวนมาก ยังมีความดีความชอบติดตัวด้วย สามารถทำให้ทางการจัดการเรื่องสถานที่อยู่อาศัยได้เช่นนี้ เบื้องหลังต้องมีคนใหญ่คนโตช่วยอยู่เป็นแน่
และในตอนนี้เอง ครอบครัวลู่ก็เริ่มปรึกษากัน ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้น “ครอบครัวเรามีกันหลายคน เช่นนั้นซื้อที่ดินผืนสองหมู่ก็แล้วกัน วันหน้าเด็กๆโตมาจะได้สะดวก”
นี่เป็นเรื่องที่ทั้งคณะคาดเอาไว้ ตลอดการเดินทางพวกเขารู้ดีว่าครอบครัวลู่มีเงิน ก่อนหน้านี้ขายม้าแล้วเอาเงินให้พวกเขายืม ครอบครัวลู่ก็ยังมีเงินจากส่วนนั้นเหลืออยู่ อีกทั้งก่อนหน้านี้พวกเขายังช่วยคุณชายฉินเอาไว้ จะต้องได้รับค่าตอบแทนแน่นอน
แต่ทุกคนไม่รู้สึกริษยาแต่อย่างใด พวกเขารู้ดีว่านี่คือความสามารถของครอบครัวลู่ อีกอย่างการที่พวกเขามีชีวิตรอดมายืนอยู่ตรงนี้ได้ก็เพราะการช่วยเหลือจากครอบครัวลู่ ติดตามคนเก่งเช่นนี้ ต่อไปพวกเขาต้องมีชีวิตที่ดีอย่างแน่.นอน!
ผู้นำหมู่บ้านกลับรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง ครอบครัวนี้ดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลย แต่จู่ๆกลับบอกว่าจะซื้อที่ดินผืนสองหมู่ เรื่องหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ชาวบ้านบางคนยังไม่กล้าทำ
“ดีๆๆ ในเมื่อทุกคนตัดสินใจกันได้แล้วเช่นนั้นก็ตามข้าไปดูบ้านกับที่ดินเลยดีกว่า จากนั้นก็ทำสัญญา แล้วไปแจ้งกับทางการกัน”
ตอนที่ 47: สร้างสัมพันธ์อันดี
ผู้นำหมู่บ้านยิ้มเบิกบาน เขามีความสุขมากจริงๆ ในที่สุดบ้านที่ถูกทิ้งร้างมานานกับที่ดินเปล่าก็มีที่ไปเสียที จากนี้บัญชีของหมู่บ้านก็จะมีรายได้เข้ามา!
อืม… การที่คนกลุ่มนี้เข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์
เหอจิ่วเหนียงถามขึ้น “ท่านผู้นำหมู่บ้าน ข้าขอถามหน่อยสิ ในทรัพย์สินของหมู่บ้านมีที่นาจะขายบ้างหรือไม่ หรือมีชาวบ้านคนไหนต้องการขายที่นาบ้างหรือไม่เจ้าคะ?”
ผู้ดูแลชุมชนลูบเคราพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า “ยึดตามกฎในตอนนี้ ที่ดินของหมู่บ้านไม่อาจขายได้ตามใจ เพราะต้องเก็บไว้จัดสรรให้ชายหนุ่มในหมู่บ้าน หากพวกเจ้าอยู่ในหมู่บ้านเกินสามปี ชายที่อยู่ในวัยหนุ่มก็จะได้รับสิทธิ์การจัดสรรที่ดิน เพียงแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้เดิมทีก็มีกันเยอะ จึงแบ่งได้คนละไม่มากนัก ตอนนี้ข้าทำเรื่องขอให้ทางการจัดสรรที่ดินให้เราเพิ่มแล้วละ แต่จะอยู่ห่างไกลหน่อย สภาพดินก็ไม่ดี พวกเจ้าต้องเตรียมใจเอาไว้บ้างนะ”
ด้วยจำนวนประชากรของหมู่บ้านอันผิงที่มีมาก ผู้นำหมู่บ้านจึงต้องไปทำเรื่องขอที่ดินทำกินที่ที่ว่าการอำเภอให้กับหมู่บ้าน แต่หมู่บ้านโดยรอบย่อมไม่ยินยอมหากทางการจะขอปันส่วนของพวกเขาให้หมู่บ้านอันผิง ดังนั้นหมู่บ้านอันผิงจึงจำต้องยอมได้รับการจัดสรรที่ดินที่ค่อนข้างห่างไกล
“ส่วนคนในหมู่บ้าน ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่ามีใครต้องการขายที่นาบ้าง เดี๋ยวข้าจะช่วยพวกเจ้าถามก็แล้วกัน แล้วพวกเจ้าต้องการเท่าไรล่ะ?”
ทันทีที่ท่านผู้นำกล่าวจบ นางซุนก็ตอบออกมาเสียงดัง ท่าทีเย่อหยิ่งเฉกเช่นคนมีเงิน “ มีเท่าไรข้าซื้อหมด!”
ผู้นำหมู่บ้านหันมองหญิงชราด้วยความประหลาด “...”
นางตัดสินใจเองได้ด้วยหรือ?
เมื่อครู่หญิงสาวผู้นั้นออกความเห็นแล้วไม่มีใครคัดค้านก็น่าประหลาดใจแล้ว แต่ก็แล้วไป ทว่าตอนนี้ยังมีหญิงชราผู้นี้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะซื้อที่นาทั้งหมดที่มีในทันทีทันใดอีกหรือ!
นี่มันอะไรกัน?
คนกลุ่มนี้ให้สตรีเป็นช้างเท้าหน้าอย่างนั้นหรือ?
ผู้เฒ่าลู่สังเกตเห็นสายตาเต็มไปด้วยคำถามของผู้นำหมู่บ้าน จึงนึกถึงสถานะผู้นำครอบครัวของตนเองขึ้นได้ รีบส่งเสียงกระแอมไอโดยพลันก่อนเอ่ยออกมา “ ใช่ๆ ฮ่าๆๆ สิ่งที่เมียข้าพูดเป็นความต้องการของข้าเอง ครอบครัวข้ามีกันหลายคน ซื้อที่นาเอาไว้เยอะๆหน่อยข้าจึงจะวางใจ”
นางซุนมองผู้นำหมู่บ้านด้วยสายตาไม่พอใจ ความคิดของเจ้าเฒ่านี่ช่างน่ารังเกียจนัก! คติชายเป็นใหญ่อย่างนั้นหรือ นางนี่แหละที่เป็นคนดูแลเรื่องต่างๆในครอบครัว แล้วใครจะทำไม! หึ!
ผู้เฒ่าลู่ยกมือถูจมูกแก้ความประดักประเดิด หันมองภรรยาด้วยรอยยิ้มประจบและสายตาเอาอกเอาใจ เพื่อบอกเป็นนัยว่า ‘อยู่ข้างนอกไว้หน้าข้าสักหน่อยได้หรือไม่’
นางซุนกลอกตามองฟ้า ทำท่าทางเย่อหยิ่งไม่สนใจสายตาขอร้องของผู้เป็นสามี
สะใภ้ทั้งสามลอบหัวเราะ
ผู้นำหมู่บ้านตกตะลึงอีกครั้ง!
ลูกสะใภ้กล้าขำพ่อสามีเช่นนี้ได้ด้วยหรือ!?
ครอบครัวนี้สติฟั่นเฟือนไปแล้ว!
“อะแฮ่ม ตกลง ข้าจะช่วยพวกเจ้าถามก็แล้วกันนะ แต่พวกชาวบ้านไม่ได้มีที่ดินมากนักหรอก คนที่ยอมขายจริงๆก็มีน้อย”
เมื่อได้สติกลับมาประธานหมู่บ้านก็เอ่ยทำลายบรรยากาศอันแสนกระอักกระอ่วน ครั้นนึกถึงปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญขึ้นได้ก็เอ่ยอีกครั้ง “กว่าจะสร้างบ้านเสร็จก็ใช้เวลาตั้งหลายวัน หากไม่มีที่อยู่ ลองถามหาบ้านเช่าคนในหมู่บ้านดู หลายครอบครัวมีห้องว่างให้เช่า เพียงแต่ค่าเช่าก็เป็นเรื่องที่คุยกันยากอยู่”
ห้องพักเหล่านั้นมีคนดูแล ย่อมดีกว่าบ้านร้างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่แปลกหากค่าเช่าห้องหนึ่งจะแพงกว่าบ้านร้างทั้งหลัง
แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นคนตระกูลลู่ก็ต้องแยกกันอยู่ เพราะแม้แต่บ้านทั่วไปก็ยังไม่อาจรองรับจำนวนคนที่มากขนาดนี้ได้ นับประสาอะไรกับห้องห้องหนึ่ง
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว นางไม่อยากแยกกันอยู่กับครอบครัว
อีกอย่าง รสชาติการพึ่งพาอาศัยคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างนางพึงใจเลย
ลู่จิ้งซวนเอ่ยถาม “ท่านผู้นำหมู่บ้านขอรับ ในหมู่บ้านมีที่อยู่เก่าๆว่างหรือไม่ จะแบบไหนก็ได้ ราคาสูงหน่อยก็ไม่เป็นไรขอรับ”
ผู้นำหมู่บ้านส่ายหน้าอย่างจนใจ ทุกวันนี้ชาวบ้านมีกินอิ่มท้องก็ดีมากแล้ว ใครจะมีเงินเหลือเฟือไปสร้างบ้านทิ้งร้างเอาไว้กัน
“ไม่เป็นไร เรามีที่ดินสำหรับสร้างบ้านแล้ว อีกอย่างตอนนี้ไม่ใช่หน้าหนาว ทำกระท่อมมุงจากง่ายๆสักสองสามหลังอยู่ไปก่อนก็แล้วกัน”
เหอจิ่วเหนียงมีความคิดในใจแล้ว สร้างกระท่อมมุงจากไม่สิ้นเปลือง พวกเขามีกันหลายคน ยามเว่ยก็คงสร้างเสร็จ แค่ต้องใช้จากแห้งกับผ้าน้ำมันเยอะหน่อย ใช้จากแห้งมุงเป็นหลังคา และใช้ผ้าน้ำมันล้อมรอบต่างผนัง นับว่าเป็นกระโจมที่ประณีตเลยทีเดียว
อย่างไรเสียก็ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าชีวิตในช่วงสองเดือนกว่าที่ผ่านมาแล้ว นอนในกระท่อมมุงจากเช่นนี้สบายมาก
คนอื่นเมื่อได้ฟังความคิดของเหอจิ่วเหนียงก็เห็นด้วยทันที “นั่นสิ พวกเราทำกระท่อมมุงจากอยู่ด้วยกัน เช่นนี้ก็ไม่ต้องรบกวนพวกชาวบ้านแล้ว”
ผู้นำหมู่บ้านกลับคิดว่าพวกเขาคิดเรื่องวุ่นวาย คนกลุ่มใหญ่เช่นนี้จะอยู่กระท่อมมุงจากได้อย่างไร ลมกระโชกมาทีจะไม่ปลิวเอาหรือ
“เอ่อ…คงไม่เหมาะกระมัง?”
คนเห็นต่างเอ่ยเตือนอย่างนุ่มนวล แต่ทุกคนกลับเชื่อเหอจิ่วเหนียงอย่างสนิทใจ
ผู้เฒ่าลู่รู้สึกว่าตนไม่มีสิทธิ์มีเสียงเลย และกลัวว่าบทบาทผู้นำครอบครัวของตนจะถูกลืม จึงรีบทำหน้าที่โดยการหันไปบอกผู้นำหมู่บ้าน “รบกวนผู้นำหมู่บ้านถามชาวบ้านให้หน่อยได้หรือไม่ว่าบ้านไหนมีจากแห้งบ้าง พวกเราจะขอซื้อสักหน่อย”
ผู้นำสูงวัยหมดคำพูด เป็นเช่นนี้จริงหรือ สตรีที่ไม่รู้ประสาเหล่านี้คิดเรื่องยุ่งยากไม่พอ บุรุษพวกนี้ยังหลับหูหลับตาเออออตามพวกนางอีก ไม่ได้เรื่อง!
แต่เขาก็ไม่อาจเข้าไปก้าวก่าย จึงทำเพียงรับปาก
เหอจิ่วเหนียงควักถุงเงินออกมา ไม่เปิดดูเลยว่าในนั้นมีเงินอยู่เท่าไร ยัดทั้งถุงใส่มือผู้นำหมู่บ้านทันที และยิ้มพลางเอ่ย “รบกวนท่านผู้นำหมู่บ้านแล้ว เงินนี่ถือเสียว่าเอาไว้ซื้อขนมให้เด็กๆในบ้านท่านกินก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
ผู้นำหมู่บ้านชั่งน้ำหนักด้วยมือ คะเนว่าข้างในคงจะเป็นเศษเหรียญทองแดง จะว่าไปก็หนักเหมือนกัน แต่อย่างมากคงไม่กี่สิบอีแปะ
นางซุนเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ แต่ก็รู้ดีว่าสะใภ้สามทำเช่นนี้ถูกต้องแล้ว พวกเขาเพิ่งจะมาอยู่ ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีอำนาจเอาไว้ มิเช่นนั้นต่อไปจะอยู่ในหมู่บ้านลำบาก
อีกอย่าง หากไม่มอบผลประโยชน์ให้เลย อีกฝ่ายก็คงไม่ตั้งใจจัดการเรื่องต่างๆให้พวกเขา
ผู้นำหมู่บ้านรู้สึกแปลกใจมากจริงๆ ตกลงแล้วครอบครัวนี้ใครเป็นผู้นำครอบครัวกันแน่ จากที่สังเกตพบว่าไม่มีใครคัดค้านหรือเห็นต่างความคิดของหญิงสาวผู้นี้เลย ชี้ชัดว่าความสำคัญของสตรีเพศในคนกลุ่มนี้ไม่ธรรมดา พลันนั้นเขาจึงทำทีไม่รับถุงเงินพลางกล่าว “ไม่ต้องหรอก มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีและผลักถุงเงินกลับไป “ท่านผู้นำหมู่บ้านรับเอาไว้เถอะเจ้าค่ะ วันข้างหน้าพวกเรายังต้องรบกวนท่านอีกมาก!”
สุดท้ายผู้ดูแลหมู่บ้านก็รับถุงเงินไว้ด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน เอาละ เราไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูบ้านกับที่ดิน หากจะสร้างกระท่อมก็รีบๆหน่อย ประเดี๋ยวจะไม่ทันคืนนี้!”
ทั้งคณะเดินออกจากลานหน้าบ้านผู้นำหมู่บ้าน ทันทีที่เปิดประตูก็พบว่าด้านนอกมีผู้คนมากมายยืนอยู่ คนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวบ้านที่ถูกไล่ให้กลับไปเมื่อครู่ ตอนนี้พวกเขากลับมาอีกครั้ง
“มายืนทำอะไรกันตรงนี้ฮะ! มีอะไรทำก็แยกย้ายกันไปทำไป!”
เจ้าของบ้านตะคอกสลายการชุมนุมด้วยความไม่สบอารมณ์
แต่ทุกคนกลับไม่ฟังคำของผู้เป็นใหญ่ในหมู่บ้าน มีคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม “ท่านผู้นำหมู่บ้าน พวกเราว่างไม่มีอะไรทำก็เลยมาที่นี่ นี่พวกเขาซื้อที่ดินสร้างบ้านแล้วหรือ?”
“พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง!”
ผู้นำหมู่บ้านถลึงตาใส่คนผู้นั้น ช่างเถอะ จะอยู่ก็อยู่ไป เขาขี้เกียจจะสนใจแล้ว จากนั้นจึงนำทางคณะตระกูลลู่ไปดูบ้าน
......
เป็นบ้านที่ถูกทิ้งร้างไม่ได้รับการดูแลมานานจริงๆ สภาพทรุดโทรมทุกซอกหลืบ ใยแมงมุมเกาะโยงใยเต็มไปหมด หลังคาบางจุดพังลงมา หากไม่รีบจัดการ มีโอกาสพังหนักกว่านี้แน่
แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ ชาวตระกูลลู่ก็พึงพอใจมากแล้ว
“ในเมื่อพวกเจ้าจ่ายเงินเช่าแล้ว ข้าก็จะเก็บเงินนี้ไว้ในบัญชีของหมู่บ้าน เดี๋ยวข้าจะให้คนในหมู่บ้านมาช่วยทำความสะอาด ไม่ต้องห่วงนะ”
ผู้นำหมู่บ้านกลัวว่าพวกเขาจะไม่พอใจสภาพบ้านแล้วคิดจะต่อรองค่าเช่า จึงหัวเราะแห้งๆ พร้อมกล่าวเช่นนี้ออกไป
ทุกคนพยักหน้ายอมรับข้อเสนอ มีคนมาช่วยเก็บกวาดก็ดีเหมือนกัน จะได้ช่วยผ่อนแรงพวกเขาด้วย
ตอนที่ 48: ใครเป็นผู้นำครอบครัว
สดับวาจาผู้นำหมู่บ้าน หญิงชราแซ่จางซึ่งตามมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็รีบเสนอตัวด้วยความกระตือรือร้น “ท่านผู้นำหมู่บ้าน ข้าว่างอยู่พอดี ให้ข้าช่วยพวกเขาเถอะ!”
ผู้นำหมู่บ้านเหลือบมองหญิงชราด้วยความไม่พอใจ และตอกกลับไปอย่างเย็นชา “จ้างคนทำงานทั้งทีต้องหาคนที่ทำงานคล่องแคล่วว่องไว คนขี้เกียจอย่างเจ้าข้าไม่กล้าให้ทำหรอก!”
แม่เฒ่าจางเป็นคนเกียจคร้านที่สุดในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างรู้ดี แต่กลับเป็นคนฉลาดในการคิดวิธีแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ในเวลาเช่นนี้จึงมักจะเห็นนางเสนอตัวเข้ามา
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองหญิงชรา จดจำนางไว้ในใจ ยายเฒ่านี่คือคนขี้เกียจเลื่องชื่อ ทั้งยังชอบใช้ความฉลาดเอาเปรียบคนอื่น ไม่จำเป็นต้องคบค้าสมาคมด้วย
แม่เฒ่าจางนึกไม่ถึงว่าผู้นำหมู่บ้านจะเผยธาตุแท้ของนางต่อหน้าชาวบ้านที่เพิ่งเข้ามาใหม่เช่นนี้ จึงรู้สึกอับอายมาก ทั้งยังทำให้ชาวบ้านโดยรอบหัวเราะบนความทุกข์ของนางด้วย ต่อให้หน้าหนาเพียงใดนางก็รู้สึกอับอาย จึงก้มหน้าและวิ่งหนีไป
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเสนอตัวอีก ผู้นำหมู่บ้านจึงเอ่ยขึ้น “เรื่องการหาคนข้าจะจัดการให้เอง ชาวบ้านแต่ละคนมีนิสัยอย่างไรข้าย่อมรู้ดี คนที่ถูกเลือกจะได้รับค่าแรงคนละห้าอีแปะ ส่วนคนที่ไม่ถูกเลือกก็ทำตัวดีๆเข้าไว้ ครั้งหน้าอาจมีโอกาสได้รับเลือก หลายปีมานี้ทุกคนคงรู้ดีว่าข้าจัดการทุกเรื่องอย่างยุติธรรม หากใครมีความเห็นอะไรก็เสนอมาได้เลยตอนนี้ หากใครกล้านินทาลับหลัง ข้าจะจัดการให้เข็ด!”
ผู้นำหมู่บ้านประกาศกร้าว สีหน้าเคร่งขรึม ชาวบ้านเองก็เชื่อฟัง ดูแล้วชายมีอายุผู้นี้เป็นคนมีความสามารถทีเดียว มิเช่นนั้นคงไม่อาจปกครองหมู่บ้านขนาดใหญ่แบบนี้ได้
ชาวบ้านตระกูลลู่กลุ่มที่เลือกเช่าบ้านเลือกสถานที่อยู่อาศัยของตัวเอง และจ่ายเงินค่าเช่าครึ่งปีให้กับผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านรู้ว่าพวกเขาอยากเข้าอยู่เร็วๆ จึงรีบดำเนินการเลือกคนที่ซื่อสัตย์มาช่วยทำความสะอาดและซ่อมแซมบ้าน
จากนั้น คนที่เหลืออีกกลุ่มหนึ่งก็ตามไปดูที่ดินสำหรับสร้างบ้าน
เริ่มจากที่ดินผืนเล็กห้าเฟิน หลายครอบครัวตัดสินใจทำบ้านดินหลังคามุงจากอยู่ไปก่อน รอวันหน้ามีเงินค่อยคิดหาทางขยับขยาย
แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือใบจากแห้งจำนวนมาก พวกเขาต้องทำกระท่อมเพื่อใช้พักผ่อนในคืนนี้ ผู้นำหมู่บ้านนึกถึงเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงไหว้วานก่อนหน้านี้ได้ จึงหันไปบอกกับกลุ่มชาวบ้าน “พวกเจ้าบ้านไหนมีใบจากแห้งก็เอามาขายให้คนสกุลลู่ได้นะ พวกเขาต้องการใบจากแห้งจำนวนมาก”
มีคนถามขึ้นทันที “จะซื้อราคาเท่าไรล่ะ หากต่ำเกินพวกเราไม่ขายให้หรอกนะ!”
ผู้นำหมู่บ้านหันไปมองเหอจิ่วเหนียงทันที
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางตอบกลับ “ยึดตามราคาที่ทุกคนขายกันนั่นแหละ พวกเราไม่ให้ทุกคนเสียเปรียบแน่.นอน”
เมื่ออีกฝ่ายออกปากเช่นนี้ ผู้นำหมู่บ้านจึงเอ่ยต่อ “เช่นนั้นก็ดี ราคาจากแห้งปกติที่นี่ขายกันมัดละสองอีแปะ ยึดราคาตามนี้ก็แล้วกัน พวกเจ้ามีเท่าไรก็ขายเท่านั้น!”
ใบจากแห้งครอบครัวชาวนาล้วนมีกันทุกบ้านอยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้ซ่อมแซมหลังคาบ้าน หรือนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงก็ดี ตอนนี้เมื่อได้ยินว่ามีคนต้องการซื้อ ชาวบ้านจึงวิ่งแยกย้ายกันกลับบ้านไปนำของมาขายแลกเงิน
ในตอนแรกเหล่าชาวบ้านไม่ยินดีต้อนรับผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้เลย ทว่าทันทีที่พวกเขามาถึงก็ทำรายได้ให้หมู่บ้านมากมาย ทุกคนจึงเลิกคิดเล็กคิดน้อยกับพวกเขา อีกทั้งนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เห็นคนย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านใหม่ๆ ไม่แย่งชิงที่ดินกัน คนประเภทนี้หาได้ยากนัก
และแล้ว คนตระกูลลู่ก็สร้างความประทับใจให้เหล่าชาวบ้านอันผิงอย่างล้นหลามโดยไม่รู้ตัว
ความประหลาดใจยังไม่จบเท่านั้น ขณะที่ครอบครัวของผู้เฒ่าลู่ซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านผืนสองหมู่ดวงตาของทุกคนก็ลุกวาว ที่แท้พวกเขาก็เป็นคนมีเงิน ถึงซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านขนาดสองหมู่ได้สบายๆเช่นนี้!
ผู้เฒ่าลู่กำลังลังเลว่าจะสร้างบ้านมุงจากพร้อมกับทุกคนดีหรือไม่ ส่วนเหอจิ่วเหนียงดึงนางซุนและพี่สะใภ้ทั้งสองไปพูดคุยกันข้างๆ
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าในเมื่อเราจะสร้างบ้านแล้วก็สร้างด้วยอิฐไปเลยทีเดียวดีกว่า ตอนนี้เราพอมีเงิน แบ่งเป็นครอบครัวละหลังก็ได้ ครอบครัวเรามีเด็กเยอะ แล้วอีกไม่กี่ปีพวกเหลยจื่อก็จะถึงวัยแต่งงาน การแยกบ้านอยู่คนละหลังเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพวกเขานะเจ้าคะ”
ดวงตาของนางหยูและนางฉินเป็นประกาย พวกนางเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมา เพราะกลัวแม่สามีจะไม่พอใจ
และเป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ เมื่อได้ยินดังนั้นนางซุนก็ง้างมือเตรียมตีแขนคนพูดทันที แต่เหอจิ่วเหนียงเตรียมตัวหลบเอาไว้แล้ว ไม่รอให้หญิงชราดุด่านางก็เอ่ยต่อ
“เรื่องนี้ข้าคิดมาแล้วเจ้าค่ะ ข้อแรก จากนี้ไปพวกเราต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอันผิงอยู่แล้ว หากไม่อยากถูกเจ้าถิ่นในหมู่บ้านรังแก เราก็ต้องแสดงอำนาจออกมาอย่างเหมาะสม ให้พวกเขาได้รู้ว่าเราก็เป็นครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ ใช่ว่าจะรังแกได้ง่ายๆ
ข้อสองก็คือปัญหาของเด็กๆ ตอนนี้ครอบครัวเรามีเด็กหลายคน พี่สะใภ้ทั้งสองก็ยังสาว ครอบครัวของน้องหญิงก็ต้องอยู่กับพวกเรา ไม่แน่ ผ่านไปปีสองปีอาจมีหลานชายหลานสาวน่ารักจ้ำม่ำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่มอีกหลายๆคนก็ได้ คนยิ่งเยอะก็ยิ่งครึกครื้นใช่หรือไม่เจ้าคะ หากไม่คิดสร้างตอนนี้ วันข้างหน้าต้องลำบากแน่เจ้าค่ะ
และข้อสุดท้าย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำบ้านเล็กๆเผื่อเอาไว้สักสองหลัง หากวันหน้ามีแขกเหรื่อมาจะได้มีที่พักให้พวกเขา”
นางซุนตั้งใจฟังมาก กระทั่งได้ยินสะใภ้สามพูดว่า ให้ครอบครัวลู่กุ้ยหลานอาศัยอยู่ด้วยกัน จึงชะงักไปและอดถามไม่ได้ “เจ้าไม่ถือสาที่ลูกสาวออกเรือนไปแล้วแต่กลับหอบครอบครัวกลับมาอยู่กับพ่อแม่เช่นนี้หรือ?”
ความตั้งใจของหญิงชราคือ ให้ครอบครัวบุตรสาวยืมเงินจำนวนหนึ่ง และซื้อที่ดินผืนห้าเฟินให้พวกนางไปสร้างบ้านอยู่กันเอง เรื่องนี้นางตั้งใจจะเอาไว้ปรึกษาทุกคนในคืนนี้ ไม่นึกว่าเหอจิ่วเหนียงจะเสนอความคิดออกมาก่อน
“ถือสาอะไรกันเจ้าคะ น้องหญิงเป็นลูกสาวของท่านพ่อท่านแม่ พ่อแม่สามีนางก็สิ้นไปแล้ว สามีภรรยาคู่นี้ยังอ่อนประสบการณ์ ยังหวังให้ผู้อาวุโสอย่างพวกท่านคอยชี้นำ อยู่ด้วยกันกับเราดีที่สุดแล้วเจ้าค่ะ
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของข้า อย่างไรก็ต้องถามพวกน้องหญิงด้วยว่ายินดีหรือไม่ หากไม่ เราก็ให้เงินพวกนางไปตั้งตัวกันเอง แบบไหนก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆ ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานล้วนเป็นคนดี นางเองก็ยินดีอยู่ร่วมกับพวกเขา
นางซุนหันไปมองสะใภ้ทั้งสอง “แล้วพวกเจ้าคิดอย่างไร?”
นางหยูกับนางฉินรีบตอบทันที “พวกเราเห็นด้วยกับสิ่งที่น้องสะใภ้สามพูดเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นพวกนางรักใคร่ปรองดองกันเช่นนี้ นางซุนก็รู้สึกสุขใจมาก สะใภ้เหล่านี้ล้วนเป็นลูกของนาง ยิ่งบุตรสาวในไส้ของตนนางก็ต้องรักอยู่แล้ว หากกุ้ยหลานได้อยู่กับสามคนนี้นางต้องดีใจแน่
ดังนั้นหญิงชราจึงพยักหน้าเป็นอันตกลง และเรียกลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นไปอีกด้านเพื่อถามความเห็น
นางซุนบอกเล่าความคิดของเหอจิ่วเหนียงให้พวกนางฟังรอบหนึ่ง และถามความเห็นว่าพวกนางยินดีหรือไม่
ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นได้ฟังก็เผยสีหน้าประหลาดใจ
“พวกพี่สะใภ้พูดเช่นนี้จริงๆหรือเจ้าคะ?”
ลู่กุ้ยหลานมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ นางซุนถลึงตามองบุตรสาวพลางสบถอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเป็นแม่เจ้า ข้าจะโกหกเจ้าทำไมกัน!?”
“เช่นนั้นก็ต้องถามความเห็นของท่านพ่อ พี่ใหญ่และพี่รองด้วยนะเจ้าคะ” ลู่กุ้ยหลานซาบซึ้งใจมาก แต่ยังคงไม่วางใจ
“พวกเขากล้าเห็นต่างอย่างนั้นหรือ?”
นางซุนถลึงตาด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง นี่ลูกสาวแท้ๆของนางไม่เชื่อว่านางเป็นผู้นำครอบครัวหรือ!
ตาเฒ่านั่นเป็นสามีของนาง เจ้าใหญ่เจ้ารองก็เป็นลูกของนาง คิดว่านางจัดการพวกเขาไม่ได้อย่างนั้นหรือ!
ตอนที่ 49: เป็นคนมีความสามารถ
ได้ยินเช่นนี้ลู่กุ้ยหลานก็ยิ่งตื้นตันใจ ไม่นึกเลยว่าหลังจากออกเรือนไปแล้วจะได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวเดิมอีกครั้ง นางจึงยินดีอย่างยิ่ง หากแต่ทางด้านนางเสิ่น ลู่กุ้ยหลานไม่อาจตัดสินใจแทนนางได้ ดังนั้นจึงถามอีกฝ่าย “น้องสะใภ้ เจ้ายินดีหรือไม่?”
นางเสิ่นก้มหน้าพลางเอ่ยตอบ “ข้าเชื่อฟังพี่สะใภ้ทุกอย่างเจ้าค่ะ”
แม้การอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวเดิมของพี่สะใภ้เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ก็รู้ดีว่านี่คือน้ำใจจากครอบครัวลู่ อีกอย่าง ตลอดทางการลี้ภัย นางประจักษ์ชัดว่าครอบครัวลู่เป็นคนดี อาศัยอยู่กับพวกเขาไม่มีเรื่องให้ไม่สบายใจแน่.นอน
และที่สำคัญที่สุด นางรู้ว่าตอนนี้สถานะการเงินของครอบครัวลู่มั่นคงแล้ว พึ่งพาพวกเขาไปก่อนอาจเป็นการเปิดโอกาสให้หนทางชีวิตในวันข้างหน้าของครอบครัวนางดีขึ้นก็ได้
เมื่อได้คำตอบแล้วว่าน้องสะใภ้เองก็คิดเหมือนกับตน ลู่กุ้ยหลานจึงกล่าวกับมารดา “ตกลงเจ้าค่ะ พวกเราจะอยู่กับทุกคน รอให้ตั้งตัวได้ มีเงินพอแล้ว พวกเราจะย้ายออกไปอยู่กันเองเจ้าค่ะ”
นางซุนแสร้งถามบุตรสาวด้วยสีหน้าเช่นเดียวกับที่บุตรสาวใช้ถามตนก่อนหน้านี้ “เจ้าตัดสินใจเองได้หรือ ไม่ไปถามพ่อหู่จือก่อนหรือ?”
ลู่กุ้ยหลานนึกไม่ถึงว่ามารดาจะเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเช่นนี้ ทันใดนั้นจึงหัวเราะออกมาเล็กน้อย “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าตัดสินใจเองได้ เขาไม่มีทางคัดค้านหรอก ถึงอย่างไรพวกเราก็ใช่ว่าจะอาศัยอยู่กับพวกท่านตลอดไป”
ความคิดของลู่กุ้ยหลานเหมือนกับเหอจิ่วเหนียง หากยืมเงินครอบครัวของท่านแม่สร้างบ้านหลังคามุงจากในตอนนี้ ครอบครัวก็ไม่อาจหลุดพ้นจากความลำบาก มิสู้อาศัยอยู่กับครอบครัวเดิมก่อน รอให้มีเงินสักก้อนแล้วค่อยออกไปตั้งตัว เช่นนี้ชีวิตจึงจะมองเห็นความหวัง
อีกอย่าง ความสัมพันธ์ของนางและครอบครัวเดิมก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน จึงไม่มีอะไรให้ลำบากใจ
นางซุนพยักหน้า จากนั้นไปคุยเรื่องรูปแบบการสร้างบ้านของครอบครัวตนกับผู้นำหมู่บ้าน
ท่านผู้นำได้ยินดังนั้นก็หันไปมองผู้เฒ่าลู่ตามสัญชาตญาณ ชายชรามีสีหน้าจนปัญญา รู้สึกว่าตนไร้ซึ่งอำนาจในครอบครัวไปโดยสมบูรณ์ พวกลูกสะใภ้จะปรึกษาเรื่องอะไรก็ไปปรึกษากับภรรยาเขาทุกเรื่อง ความเป็นผู้นำของเขาไม่หลงเหลืออีกแล้ว
เห็นอากัปกิริยาสิ้งหวัง ผู้นำหมู่บ้านก็เข้าใจได้อย่างชัดเจน ขณะที่เขากำลังจะถาม เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยเสียก่อน “รบกวนท่านผู้นำหมู่บ้านช่วยหาผู้ชายแข็งแรงๆ และซื่อสัตย์มาช่วยพวกเราสร้างบ้านได้หรือไม่เจ้าคะ ยิ่งเยอะยิ่งดี ค่าแรงวันละสิบห้าอีแปะ ไม่มีอาหารให้ ท่านคิดว่าราคานี้เหมาะสมหรือไม่?”
ค่าแรงจำนวนนี้เหอจิ่วเหนียงอ้างอิงจากการที่เห็นผู้ใหญ่บ้านจ้างคนทำความสะอาดด้วยเงินห้าอีแปะ ในยุคนี้ค่าแรงต่ำ การทำความสะอาดใช้แรงไม่มาก ค่าแรงห้าอีแปะเหมาะสมแล้ว แต่การสร้างบ้านต้องใช้พละกำลังมหาศาล ดังนั้นนางจึงเสนอราคาสิบห้าอีแปะ
ผู้นำและเหล่าชาวบ้านจึงหันไปปรึกษากัน ไปเป็นคนงานรับจ้างในอำเภอได้ค่าแรงวันละยี่สิบอีแปะ ไม่มีอาหารให้เหมือนกัน แต่การเดินทางนั้นนอกจากระยะทางไกลแล้วยังเสียเวลาอีก บางครั้งยังต้องควักเงินตัวเองซื้อข้าวกิน แต่หากรับจ้างในหมู่บ้านก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง อีกทั้งยังกลับไปกินข้าวที่บ้านได้ เมื่อพิจารณาแล้ว ค่าจ้างสิบห้าอีแปะต่อวันก็ไม่เลวเลย พวกเขาจึงพอใจมาก
เนื่องจากก่อนหน้านี้ทุกคนเห็นการกระทำของแม่เฒ่าจางเป็นตัวอย่าง ดังนั้นในตอนนี้ทุกคนจึงไม่กล้าปริปากเสนอตัว ทำได้เพียงหันไปมองผู้นำหมู่บ้านตาปริบๆ หวังว่าจะเป็นคนที่ถูกเลือก
เห็นชัดว่าผู้นำหมู่บ้านก็เป็นคนที่นึกถึงตัวเองก่อนเหมือนกัน เขาเรียกบุตรชายทั้งสาม และลูกเขยทั้งสองของตัวเองออกมาก่อนโดยไม่ลังเล จากนั้นเลือกชาวบ้านที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจังกลุ่มหนึ่งออกมา รับเงินคนเขามาแล้ว จะจัดการธุระให้แบบขอไปทีได้อย่างไร
ผู้มีอำนาจสูงสุดในหมู่บ้านมองบรรดาคนที่ถูกเลือกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พลางให้โอวาท “ในเมื่อพวกเจ้าถูกเลือกแล้ว ก็จงตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ หากข้ารู้ว่าใครเอาเปรียบ ปัดความรับผิดชอบ หรือแอบอู้งานละก็ หลังจากนี้อย่าคิดว่าข้าจะเลือกให้ทำงานไหนอีก! ได้ยินหรือไม่?”
“ได้ยินแล้วขอรับ!”
ไม่นานัก เหล่าสตรีที่กลับไปเอาใบจากแห้งที่บ้านก็กลับมา เนื่องจากมีหลายหลังคาเรือน เมื่อนำใบจากที่ได้มากองรวมกันแล้วจึงมีจำนวนไม่น้อยเลย หลังจากที่พวกซุ่ยเอ๋อร์แบ่งเอาไปตามที่ตนเองต้องการใช้แล้ว ส่วนที่เหลือทั้งหมดครอบครัวลู่จึงซื้อไว้
“แค่นี้คงยังไม่พอกระมัง?”
ซุ่ยเอ๋อร์มองกองใบจากแห้งตรงหน้าครอบครัวลู่ก็รู้สึกเกรงใจ จึงคิดจะแบ่งขายของตนให้อีกฝ่ายส่วนหนึ่ง
เหอจิ่วเหนียงเอ่ย “เท่านี้ก็พอแล้ว แค่ใช้มุงพออยู่ชั่วคราว ข้าตั้งใจจะสร้างบ้านด้วยหลังคากระเบื้องอยู่แล้วละ”
ทุกคนรู้ว่าครอบครัวลู่มีเงินจึงไม่รู้สึกตกใจ
ชาวบ้านหลายคนล้วนได้รับเงินจากการขายใบจากแห้งกันทั่วหน้า บุรุษแข็งแรงหลายบ้านก็ถูกเลือกให้ช่วยสร้างบ้าน ตอนนี้เป็นช่วงหลังการเก็บเกี่ยว ครอบครัวลู่สร้างบ้านตอนนี้ก็เท่ากับสร้างรายได้ให้พวกเขา ดังนั้นทุกคนจึงยินดีปรีดาอย่างมาก
มีเพียงครอบครัวส่วนน้อยที่เกียจคร้านเป็นอาจิณ ในบ้านจึงไม่มีใบจากแห้งมาขาย ทั้งยังไม่ถูกเลือกให้เป็นแรงงาน จึงพากันเดินกลับไปด้วยความไม่พอใจ
เมื่อได้ที่ดินสร้างบ้านแล้วก็ต้องจ่ายเงินค่าแรงและทำสัญญา ผู้นำหมู่บ้านเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว ไม่นานนักการทำสัญญาก็เสร็จสิ้น ผู้นำหมู่บ้านส่งมอบสัญญาให้กับผู้นำแต่ละครอบครัว ครั้งนี้นางซุนมอบบทบาทผู้นำครอบครัวให้กับผู้เฒ่าลู่อย่างเต็มรูปแบบโดยให้เขาเป็นผู้จัดการเรื่องสัญญาและให้เขาเป็นคนเก็บไว้ จากนั้นนำเงินให้ผู้เฒ่าลู่เป็นผู้มอบให้ผู้นำหมู่บ้าน เปิดโอกาสให้เขาแสดงอำนาจของผู้นำครอบครัวตัวจริงเสียงจริงออกมาอย่างเต็มที่
ผู้นำหมู่บ้านคิดในใจ ‘เช่นนั้นถือเสียว่าข้าไม่เห็น ว่าถุงเงินนี่แม่เฒ่าลู่เป็นคนควักออกมาก็แล้วกัน อืมๆ ครอบครัวพวกเจ้าสบายใจก็ดีแล้ว ก็ดีแล้ว’
เรื่องสร้างบ้านจะรีบร้อนไม่ได้เด็ดขาด เรื่องอุปกรณ์เครื่องมือก่อสร้างต้องเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน แต่การสร้างกระท่อมมุงจากต้องรีบเร่งมือ ดังนั้นบรรดาชายหนุ่มที่ถูกเลือกจึงเริ่มงานกันทันที แบ่งคนกลุ่มหนึ่งขึ้นเขาไปตัดไม้ คนอีกกลุ่มเริ่มลงมือสร้าง ทุกคนต่างรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง และทำงานด้วยความสามัคคี
พวกซุ่ยเอ๋อร์และคนอื่นๆสร้างเพียงบ้านดินมุงจากจึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนในหมู่บ้านมาช่วย พวกเขาจะช่วยกันสร้างให้เสร็จไปทีละครอบครัว จากนั้นจึงจะไปช่วยครอบครัวลู่
นับตั้งแต่ปรึกษากันจนสร้างเสร็จ พวกเขาจะไม่พูดถึงเรื่องค่าแรงเด็ดขาด เพราะเมื่อเทียบกับที่ครอบครัวลู่ช่วยเหลือพวกเขามาตลอดแล้ว อีกทั้งพวกเขายังติดหนี้ครอบครัวลู่อยู่ เรื่องนั้นจึงไม่ควรพูดออกมาเลย พวกเขาแค่อยากใช้การกระทำของตนเองตอบแทนน้ำใจที่ครอบครัวลู่มีต่อพวกเขาเท่านั้น
ลู่จิ้งซวน ลู่เหอหรง และสองพี่น้องจางซงจางหย่งก็ช่วยเหล่าคนงานทำกระท่อมของครอบครัวเช่นกัน พวกเขาแค่อยากให้มีหลังคาคลุมก็พอ คนหลายคนช่วยกันคนละไม้ละมือ ก่อนฟ้ามืดต้องเสร็จแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงส่งตัวโก่วเอ๋อร์ให้นางซุน “ท่านแม่ ท่านคอยดูแลทางนี้นะเจ้าคะ ข้าจะเข้าอำเภอสักหน่อย ไปหาซื้อผ้าน้ำมันกลับมา”
“จะไปซื้อของแพงๆพวกนั้นทำไมกัน ฝนไม่ได้ตกเสียหน่อย!”
นับตั้งแต่วันนี้ไปจะต้องมีรายจ่ายจำนวนมากทุกวัน แค่คิดหญิงชราผู้เป็นกระเป๋าเงินของบ้านก็รู้สึกปวดใจแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องซื้อของที่ใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวพวกนั้นเลย
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้อธิบายให้อีกฝ่ายฟังมากนัก เพียงบอกสั้นๆ “มันได้ใช้ประโยชน์แน่.นอน ถึงเวลาท่านแม่จะรู้เองเจ้าค่ะ”
กล่าวจบหญิงสาวก็แกะเชือกผูกม้าออก กระโดดควบหลังอาชาแล้วพุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็ว
ชาวหมู่บ้านอันผิงเห็นภาพนั้นก็ตกตะลึงจนตาค้าง สตรีผู้นี้มีทักษะการขี่ม้ายอดเยี่ยมเพียงนี้เลยหรือ?
มิน่าล่ะ เหตุใดทุกเรื่องในครอบครัวนางถึงเป็นคนตัดสินใจตลอด ที่แท้ก็เป็นคนมีความสามารถนี่เอง!
เมื่อวิเคราะห์จากทุกสิ่งที่ได้รับรู้ด้วยตัวเอง ตอนนี้พวกชาวบ้านจึงยกย่องเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น
หลังจากผู้นำหมู่บ้านจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จสิ้นก็กลับมาถึงบ้าน ตอนนี้เขาจึงมีเวลาควักถุงเงินที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ออกมานับ
“ทั้งหมดหกสิบแปดอีแปะ นึกไม่ถึงเลยว่าครอบครัวลู่จะใจกว้างถึงเพียงนี้!”
นางหลิว ภรรยาผู้นำหมู่บ้านอุทานด้วยความตกใจ ผู้นำหมู่บ้านพยักหน้า บอกชัดว่าพึงพอใจมาก “เรื่องใจกว้างก็อีกเรื่อง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขามีเงินแต่กลับไม่ดูถูกคน ปฏิบัติต่อข้าและทุกคนในหมู่บ้านด้วยความถ่อมตน คนเช่นนี้ต่อให้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านอีกหลายๆครอบครัวข้าก็ยินดีมาก!”
ชายสูงวัยยิ้มด้วยความเบิกบานใจ และเอ่ยต่อ “ครอบครัวพวกเขาจะสร้างบ้านอิฐหลังคามุงกระเบื้องด้วยเงินนับร้อยตำลึง เจ้าคอยบอกให้พวกเจ้าใหญ่ตั้งใจทำงานให้ดี อย่าก่อเรื่องวุ่นวายให้ข้าเด็ดขาด อีกสองสามวันข้าจะไปส่งรายงานที่อำเภอ ข้าจะสืบความเป็นมาของตระกูลลู่นี่สักหน่อย”
นางหลิวรับปาก และเก็บถุงเงินไว้ รอยยิ้มที่มีก็ยิ่งกว้างขึ้น
ตอนที่ 50: สำนักศึกษาซงเฮ่อ
เหอจิ่วเหนียงเดินสำรวจในอำเภอหนึ่งรอบ จิงโจวไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเลย แม้เป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่คึกคักกว่าเมืองเฉียนโจวมาก บนท้องถนนมีคนพลุกพล่าน นางรู้สึกว่า นี่ต่างหากที่เป็นการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
สตรีสองภพเดินวนในตลาดมารอบหนึ่งแล้ว ซื้อปลามาหลายตัว และไก่อีกสองตัว ตลอดการลี้ภัยทุกคนกินอย่างประหยัด ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องบำรุงร่างกายแล้ว
นอกจากนี้ยังมีผักใบเขียวอีกหลายอย่าง ใบใหญ่สีสวยดูสดกรอบ น่ากินยิ่งนัก!
“เจ้ารู้ข่าวหรือยัง สำนักศึกษาซงเฮ่อเปิดรับนักเรียนใหม่แล้วนะ คนแห่กันไปเยอะเลย พวกเราไปดูกันเถอะ!”
“จริงหรือ? คังซิ่วไฉป่วยไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังรับนักเรียนอีกล่ะ?”
[1] ซิ่วไฉ หมายถึง "นักเรียนที่มีความสามารถ" หรือ "ผู้ที่สอบได้ดี" ใช้กับผู้ที่สอบเซียงซื่อผ่าน
“เพราะเหตุนี้คนก็เลยแห่กันไปดูอย่างไรเล่า! เจ้าจะไปหรือไม่ หากไม่ไปข้าไปเองก็ได้!”
“ไปๆๆ อยากรู้นักว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
สตรีสองคนเดินพูดคุยกันด้านหน้าเหอจิ่วเหนียง คำพูดของพวกนางคนด้านหลังได้ยินทุกประโยค
สำนักศึกษาซงเฮ่ออย่างนั้นหรือ?
นางกำลังคิดจะส่งเด็กๆที่บ้านให้เรียนหนังสือพอดี เช่นนั้นไปดูด้วยดีกว่า
ในฐานะที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ เหอจิ่วเหนียงยังไม่รู้สถานการณ์ของสำนักศึกษาซงเฮ่อ ดังนั้นก่อนไปนางจึงเข้าไปสอบถามแม่ค้าขายไก่และขายปลาที่นางเพิ่งอุดหนุน
“สำนักศึกษาซงเฮ่อน่ะหรือ เป็นสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในอำเภอของเราเลยละ…”
ทันทีที่เอ่ยปาก หญิงสาวทั้งสองก็เล่าเรื่องราวออกมายาวเหยียด
เหอจิ่วเหนียงได้รับข้อมูลว่า สำนักศึกษาซงเฮ่อเป็นสำนักศึกษาที่ซิ่วไฉแซ่คังเป็นเจ้าของ เขามีโอกาสเข้าศึกษาสำนักศึกษาในเมือง และสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉตั้งแต่อายุยังน้อย วิชาความรู้ที่เขาสั่งสมมานั้นยอดเยี่ยมทีเดียว เดิมทีจะไปสอบขุนนาง แต่มีอุปสรรคด้านปัญหาสุขภาพ
เงินทองของครอบครัวถูกนำมารักษาอาการป่วยของเขาจนไม่มีความสามารถส่งเขาเรียนแล้ว เขาจึงจำต้องลาออกจากสำนักศึกษาในเมือง และด้วยความรู้ความสามารถที่มีเขาจึงเปิดสำนักศึกษาขึ้นในอำเภอ วัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นกับเด็กๆ และหาเงินมาเป็นค่ารักษาตัวเอง
แต่ในปีก่อน อาการป่วยของคังซิ่วไฉกลับมาทรุดหนักอีกครั้งจนแทบไม่ไหว เขาจึงปิดสำนักศึกษาไปอย่างไม่มีกำหนด ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงรู้สึกเสียใจและเสียดาย
หลังจากได้รู้เรื่องราวคร่าวๆ เหอจิ่วเหนียงก็ถามอีก “ในอำเภอยังมีสำนักศึกษาอื่นอีกไม่ใช่หรือ เหตุใดสำนักศึกษาซงเฮ่อถึงมีชื่อเสียงที่สุดล่ะ?”
แม่ค้าอธิบายอย่างใจเย็น “เหตุผลแรกก็เพราะคังซิ่วไฉมีวิชาความรู้อย่างลึกซึ้งหลายแขนง เขาเป็นคนที่ได้คะแนนดีที่สุดของสำนักศึกษาในเมืองเชียวนะ! เหตุผลที่สอง คังซิ่วไฉไม่เพียงมีรูปลักษณ์ดูดีเท่านั้น เขายังปฏิบัติกับทุกคนอย่างอ่อนโยน ไม่เหมือนอาจารย์ของสำนักศึกษาอื่น ดุยิ่งกว่าอะไรดี! และเหตุผลสุดท้าย ทุกคนเห็นว่าคังซิ่วไฉป่วยหนักน่าสงสาร จึงส่งลูกๆหลานๆไปเรียนกับเขา ให้เขามีเงินรักษาอาการป่วย”
ขณะบอกกล่าวแม่ค้าก็ถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยต่อ “หลายปีมานี้ กว่าจะมีคนที่ศึกษาวิชาจนเก่งกาจเพียงนี้หาได้ยากนัก คังซิ่วไฉคือความภาคภูมิใจของทุกคนในอำเภอเรา”
อ๋า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงทะลุมิติมานางประจักษ์ได้ถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง คนส่วนมากในยุคนี้เป็นคนจิตใจดี ดูท่าในโลกนี้คนดีจะมีมากกว่าคนเลว
“ขอบคุณพี่สาวมาก เช่นนั้นข้าจะไปดูสักหน่อย”
เหอจิ่วเหนียงมัดเท้าและปีกไก่ โยนลงไปในตะกร้าสะพายหลัง จากนั้นเดินจูงม้าไปดูเหตุการณ์ที่สำนักศึกษาซงเฮ่อ
เมื่อมาถึง เหอจิ่วเหนียงพบว่าหน้าประตูสำนักศึกษาซงเฮ่อห้อมล้อมไปด้วยผู้คนจำนวนหนึ่ง มีทั้งคนที่พาบุตรหลานมาสมัครเรียน และคนที่มาดูสถานการณ์
หน้าประตูมีบัณฑิตสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าคราม ดูแล้วอายุประมาณยี่สิบกว่าปีคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ สีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย สภาพบอบบางราวกับหากถูกลมพัดก็ปลิวได้
“อาจารย์คัง ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ท่านป่วยหนัก ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
มีคนไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง คังซิ่วไฉกำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่เกิดอาการสำลักจึงกำมือยกขึ้นป้องปากไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะพยายามฝืนยิ้มพลางตอบกลับ “ดีขึ้นมากแล้วละ”
ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยังเห็นไปในทางเดียวกันว่า เขาจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นานแล้ว เมื่อคิดดังนั้นในใจก็รู้สึกโศกสลด สวรรค์ช่างใจร้ายกับคนดีๆเหลือเกิน
“อาจารย์ต้องรักษาสุขภาพให้มากนะเจ้าคะ ตั้งแต่ปีก่อนที่ท่าานปิดสำนักศึกษาไป เสี่ยวหนิวลูกข้าก็ไม่ได้ไปเรียนที่สำนักอื่นเลย ได้แต่รอให้อาจารย์คังกลับมาเปิดสำนักศึกษาอีกครั้ง”
คังซิ่วไฉมีวิชาความรู้อย่างลึกซึ้งหลายแขนง ให้ความรู้ทุกอย่างกับนักเรียน เขาทำการสอนมาหกปี มีนักเรียนหลายคนสอบเข้าสำนักศึกษาในเมืองได้ ทุกคนล้วนประจักษ์ถึงความดีและความสามารถของเขา
“ได้รับความรักความเมตตาจากทุกคน ข้าน้อยดีขึ้นมากทีเดียว อีกอย่าง ข้าอยากสอนเด็กๆให้มากกว่านี้ ให้พวกเขาได้มีวิชาความรู้ วันข้างหน้าจะได้มีอนาคตที่ดี เช่นนี้จะได้ไม่รู้สึกผิดต่อทุกท่านที่เมตตาข้าน้อย”
ซิ่วไฉแซ่คังรู้ดีว่าที่ทุกคนยอมส่งบุตรหลานมาเรียนที่สำนักศึกษาของเขาก็เพราะอยากช่วยเขา อย่างไรเสียสำนักศึกษาอื่นก็มีอาจารย์ที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่า ส่วนเขาเป็นแค่คนขี้โรคคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลใดเลยที่คนอายุน้อยอย่างตนจะได้รับการยอมรับมากกว่าอาจารย์ที่มีประสบการณ์
คนกลุ่มนี้รู้สึกชื่นชมชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะมีคนถามขึ้น “อาจารย์คัง ปีนี้สำนักศึกษาอื่นขึ้นค่าสอนเป็นสามตำลึงต่อปีกันหมดแล้ว ไม่ทราบว่าสำนักศึกษาของท่านขึ้นค่าสอนด้วยหรือไม่?”
เรื่องนี้คังซิ่วไฉเพิ่งได้รู้ในตอนนี้นี่เอง เพราะตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาเขาป่วยนอนติดเตียง คล้ายกับว่าไม่ได้รับรู้โลกภายนอกเลย
เจ้าของสำนักศึกษาซงเฮ่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “สำนักศึกษาซงเฮ่อยังคงเก็บค่าสอนสองตำลึงตามเดิม สำนักศึกษาอื่นมีอาจารย์หลายคน ความรู้ที่สอนก็มีมากกว่า ที่นี่มีแค่ข้าคนเดียว ความรู้ก็ไม่ค่อยมาก ขึ้นค่าสอนไม่ได้หรอก”
อันที่จริงการเก็บค่าเล่าเรียนคนละสองตำลึงต่อปีก็นับว่าแพงมากแล้ว เงินสองตำลึงเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวหนึ่งได้ทั้งปี แต่ค่าเล่าเรียนสองตำลึงนี้ก็เป็นเพียงแค่ค่าครู อุปกรณ์การเรียนอาทิกระดาษ พู่กัน นักเรียนต้องซื้อเอง ของเหล่านั้นก็แพงใช่ย่อย หากคำนวณแล้วปีหนึ่งตกอยู่ที่ประมาณสามตำลึงเลยทีเดียว
ความจริงแล้วทุกคนคิดว่า ขอเพียงคังซิ่วไฉเปิดสอนต่อ ต่อให้เก็บปีละสามตำลึงพวกเขาก็ยินดี ถึงอย่างไรครอบครัวที่สามารถส่งบุตรหลานเรียนได้ก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินอยู่แล้ว
กระนั้นเมื่อได้ยินว่าสำนักศึกษาซงเฮ่อไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน ทุกคนก็พลอยเบาใจ สำหรับเรื่องความรู้ที่สอนมากน้อยเท่าไรพวกเขาไม่ถือสา ไม่ใช่ทุกคนที่หวังให้บุตรหลานไปสอบขุนนาง อย่างมากแค่ให้พวกเขารู้ตัวหนังสือ คิดคำนวณง่ายๆได้ และสามารถใช้ความรู้หาเลี้ยงชีพในวันหน้าก็เพียงพอแล้ว
มีคนทยอยเข้ามาสมัครเรียนและจ่ายค่าบำรุงการศึกษา ระยะเวลาในการเปิดรับสมัครมีเพียงเจ็ดวัน แต่วันนี้รับสมัครได้ไม่นานก็ต้องปิดรับแล้ว เพราะสุขภาพของคังซิ่วไฉไม่ค่อยดี เขาคนเดียวไม่อาจดูแลการเรียนการสอนได้ครอบคลุม
แม้คังซิ่วไฉไม่ขึ้นค่าสอน แต่เขาก็ต้องใช้เงินรักษาอาการป่วย ทุกคนจึงนำผักผลไม้ ไข่ไก่มามอบให้ ถือเป็นของขวัญอวยพรให้เขาแข็งแรงในเร็ววัน
เหอจิ่วเหนียงยืนมองบุรุษชุดสีครามอยู่ท่ามกลางฝูงชน คิดว่าคังซิ่วไฉผู้นี้ไม่เลวเลย เป็นคนสุภาพเรียบร้อย มีมารยาท พูดจานอบน้อม นักเรียนที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์เช่นนี้ต้องเป็นคนดีของสังคมแน่.นอน
“อาจารย์คัง” หญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าไปในบัดดล “เด็กอายุสี่ถึงห้าปีสามารถส่งมาเรียนที่สำนักศึกษาได้หรือไม่เจ้าคะ?”
โก่วเอ๋อร์อายุยังไม่ถึงสามปี เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ตอนนี้จึงยังไม่เหมาะที่จะเข้าเรียนสำนักศึกษา แต่เจี๋ยจื่อ บุตรของพี่รองอายุห้าปี และหู่จื่อบุตรชายของลู่กุ้ยหลานก็สี่ปีแล้ว น่าจะถึงวัยที่เข้าเรียนได้
คังซิ่วไฉไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นสตรี เขายังคงความสุภาพอ่อนโยน ยิ้มพลางเอ่ยตอบ “ย่อมได้ ข้าน้อยแยกเป็นสองชั้นเรียน นักเรียนช่วงอายุสี่ถึงแปดปีห้องเรียนขั้นต้น ส่วนนักเรียนเก้าปีขึ้นไปจะศึกษาลึกขึ้น วันข้างหน้าสามารถเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อได้”
[2] การสอบเซียงซื่อ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการสอบขุนนาง มักจัดขึ้นในระดับจังหวัด เน้นการทดสอบความรู้ในด้านวรรณกรรม ข้อคิด และระบบการปกครอง โดยมุ่งเน้นไปที่การเขียนบทกวีและการประพันธ์
เหอจิ่วเหนียงถามต่อ “ครอบครัวข้ามีเด็กคนหนึ่ง ปีนี้สิบเอ็ดปีแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่เคยเรียนขั้นต้นมาก่อน เช่นนี้ต้องเริ่มศึกษาขั้นต้นก่อนหรือไม่เจ้าคะ?”
คังซิ่วไฉพยักหน้า “จำเป็นต้องศึกษาขั้นต้นก่อน เด็กทุกคนต้องผ่านการศึกษาขั้นต้นจึงจะสามารถเรียนความรู้ต่อจากนั้นได้ หากเด็กไม่ผ่านการศึกษาขั้นนี้ ไปเรียนห้องเรียนขั้นสูงก็ฟังไม่เข้าใจอยู่ดี”
จบตอน
Comments
Post a Comment