single mom ep411-420

ตอนที่ 411: เรื่องราวในอดีต


สายฝนยังคงเทกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังรุนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะ ลู่ไป่ชวนเปียกชุ่มไปทั้งร่าง กายาปวดร้าวไปทุกอณู เรี่ยวแรงค่อยๆเลือนหายราวกับถูกชะล้างไปกับสายฝน


เมื่อแน่ใจว่าบริเวณรอบกายปลอดภัยแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงยอมปล่อยใจให้สติสัมปชัญญะดับวูบอย่างสิ้นแรง…ทว่าความสงบที่เขาคาดหวังกลับไม่ยืนยาว—เพราะทันทีที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขากลับพบว่าโลกภายนอกกำลังโกลาหล คนของหลินอี้ผิงและเฉินอ๋องต่างออกตามหาเขาอย่างบ้าคลั่ง

.......


ทางด้านจัวเจียอวี้ หลังกลับถึงจวนอย่างปลอดภัยก็ตรงกลับไปยังเรือนของตน ทว่าแทนที่ค่ำคืนฝนฟ้ากระหน่ำ อากาศเย็นสบายจะทำให้คนนอนหลับพักผ่อนได้อย่างสุขอุรา ในอกของหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยความข้องใจ นางนอนพลิกซ้ายตะแคงขวาทั้งคืน จนเมื่อแสงแรกของวันใหม่มาเยือน จัวเจียอวี้ก็ตัดสินใจลุกขึ้น เดินไปยังเรือนของมารดาด้วยความแน่วแน่


ขณะนี้ นางเหยียน–ฮูหยินจัว–มารดาของจัวเจียอวี้กำลังกินมื้อเช้าอยู่พอดี เมื่อเห็นบุตรสาวก็เรียกมากินข้าวด้วยกันด้วยความกระตือรือร้น


จัวเจียอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธ


“ท่านแม่ ท่านพ่อไปที่เรือนพวกแม่เล็กอีกแล้วหรือเจ้าคะ?”


เมื่อนึกย้อนกลับไป จัวเจียอวี้ยังจำได้ดี วัยเยาว์ของนางเต็มไปด้วยภาพของท่านพ่อและท่านแม่ที่ตัวติดกันไม่ห่างราวเงาเคียงแสง ทั้งสองมักใช้เวลาอยู่ร่วมกันแทบทุกวัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะยังคงชัดเจนในความทรงจำ ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ทุกสิ่งก็ค่อยๆเปลี่ยนไปโดยไร้คำอธิบาย แม้ภายนอกจะยังดูเหมือนปกติดี แต่ในแววตากลับซ่อนรอยร้าวบางอย่างไว้อย่างเงียบงัน นางเคยได้ยินว่าผู้ให้กำเนิดทั้งสองเคยมีปากเสียงกันด้วยเรื่องบางอย่างที่ไม่มีใครพูดถึงอีก จากนั้นเป็นต้นมา ท่านพ่อก็ไม่ค่อยแวะมาหาท่านแม่ที่เรือนเหมือนเคย


นางเหยียนที่กำลังนั่งกินมื้อเช้าอย่างผ่อนคลาย เมื่อได้ยินคำถามของบุตรสาวก็ไม่สบอารมณ์ทันที


นางวางถ้วยในมือลง แล้วเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ไม่กี่วันก่อน พ่อเจ้าพานางแพศยาเข้าจวนมาอีกคน พักนี้ก็เอาแต่หมกตัวอยู่กับนางนั่น”


เมื่อได้พูดถึงเรื่องนี้ไฟโทสะก็พลันลุกโชนขึ้นในอก ชายสารเลวนั่นจะรักใครชอบใครก็ช่าง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้หญิงที่เขาพาเข้าจวนแต่ละคนกลับล้วนมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับ ‘นางนั่น’ …นี่มันไม่ต่างอะไรกับการตบหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาคิดจะบีบให้นางต้องทนให้ได้อย่างนั้นหรือ?


จัวเจียอวี้เห็นท่าทีของมารดาในตอนนี้ก็.อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ นางจึงเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ข้ารู้สึกอยู่เสมอว่าท่านพ่อยังเคืองท่านแม่อยู่ หากท่านยอมเป็นฝ่ายอ่อน ลองไปขอโทษท่านพ่อ บางทีเรื่องราวอาจคลี่คลายก็ได้นะเจ้าคะ เหตุใดต้องปล่อยให้ความขุ่นข้องกัดกินใจอยู่เช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”


นางเหยียนส่ายหน้า เรื่องของนางกับสามีไม่ใช่แค่ขอโทษแล้วจะแก้ปัญหาได้ เขาเกลียดนางจากก้นบึ้งของหัวใจเสียปานนั้น


แต่ช่างประไร ตราบใดที่ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ยังเป็นของนาง เรื่องอื่นนางจะต้องสนใจทำไมกัน


“เรื่องพวกนี้เด็กอย่างเจ้าไม่ต้องสนใจหรอก แล้วนี่มาหาแม่ตั้งแต่เช้า มีเรื่องอะไรหรือ?”


ฮูหยินใหญ่ของจวนมองบุตรสาวอย่างตั้งใจ


กับคนนอกนางเป็นคนอย่างไรไม่รู้ แต่กับบุตรทั้งสองของนาง นางมีความใจเย็นต่อพวกเขาสูงมาก


จัวเจียอวี้เรียบเรียงความยุ่งเหยิงในหัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป “ท่านแม่ ท่านจำได้หรือไม่เจ้าคะว่าข้ายังมีพี่สาวอีกคนที่ชื่อจิ่วเอ๋อร์?”


*แกร๊ง!*


ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ ตะเกียบในมือฮูหยินจัวถึงกับหล่นจากมือ


เห็นปฏิกิริยาของมารดา คนถามก็ยิ่งมั่นใจว่าความทรงจำของตนเองถูกต้องชัดเจน


“ใครเป็นคนบอกเจ้า เจ้ารู้ชื่อนี้มาจากไหน?”


นางเหยียนลุกขึ้นคว้าแขนบุตรสาว ออกแรงบีบแน่นโดยไม่รู้ตัว ถลึงตาจับจ้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกระคนชิงชัง ทั้งยังเจือความหวาดหวั่นเล็กน้อย


จัวเจียอวี้เห็นท่าทีมารดาเป็นเช่นนี้ ในใจก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ๆ แต่ก็ยอมตอบคำถามไปตามจริง “ตอนเด็กๆเคยได้ยินท่านย่าพูดถึงเจ้าค่ะ เมื่อวานข้าบังเอิญได้ยินใครบางคนเรียกชื่อนี้ที่ริมทาง จู่ๆข้าก็เลยนึกขึ้นได้ จึงมาถามท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านย่าเคยเล่าให้ฟังว่า พี่สาวคนนั้นอายุสั้นจากไปตั้งแต่เด็ก…ข้าอยากรู้ นางป่วยตายหรือเจ้าคะ?”


“พี่สาวรึ? หึ! พี่สาวบ้าบออะไร! เจ้ามีแค่พี่ชายคนเดียว ส่วนนางเด็กนั่นไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเจ้าแม้แต่น้อย!”


นางเหยียนมองคนตรงข้ามอย่างดุดัน ออกปากย้ำเตือนอีกครั้ง “เข้าใจหรือไม่!?”


จัวเจียอวี้ไม่อาจหาคำใดมาอธิบายทีท่าของมารดาในตอนนี้ได้เลย บุคคลที่อยู่ตรงหน้ายามนี้ราวกับคนคลุ้มคลั่ง ไม่เหมือนท่านแม่ผู้ใจเย็นที่นางคุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย


พี่สาวที่ชื่อจิ่วเอ๋อร์ผู้นั้น… มีเบื้องลึกเบื้องหลังเช่นไรกันแน่ ถึงทำให้ท่านแม่ถึงกับหวาดหวั่นและต่อต้านอย่างสุดใจถึงเพียงนี้?


หญิงสาวยอมพยักหน้ารับคำด้วยความเกรงกลัว นางเหยียนจึงสงบใจลงได้เล็กน้อย ก่อนพูดขึ้น “ต่อไปเจ้าห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด คนก็ตายไปหลายปีแล้ว เจ้าพูดถึงไม่กลัวเคราะห์ร้ายบ้างหรืออย่างไร เอาละ เจ้ากลับไปได้แล้ว ข้าจะพักผ่อน”


เพิ่งพูดคุยกันได้เพียงไม่กี่คำมารดาก็ออกปากไล่นางกลับ เรื่องเช่นนี้.. ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยตลอดชีวิตของจัวเจียอวี้


คุณหนูจัวจึงยิ่งมั่นใจว่า เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในแน่นอน ทว่าพอเห็นแววตาและท่าทีของมารดา นางก็ไม่กล้าซักไซ้อะไรอีก ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำอย่างเงียบงัน ก่อนจะยอมถอยหลังกลับออกไปแต่โดยดี


กว่านางเหยียนจะสงบใจลงได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร หากบุตรสาวไม่เอ่ยถึงชื่อต้องห้ามนี่ขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว นางก็แทบลืมเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไปแล้ว… เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้รับการจัดการให้สิ้นซากเสียที


…ในปีนั้น ทุกคนต่างเชื่อว่านางเด็กนั่นได้ย่ำเข้าประตูปรโลกไปแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ เป็นนางต่างหากที่ลอบสั่งให้คนจับตัวนางเด็กนั่นส่งไปขายให้กับนายหน้าค้าทาส หวังให้นายหน้าค้าทาสเอาตัวนางเด็กนั่นจากไปให้ไกล เสมือนว่าไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป


อันที่จริงนางเองก็คิดจะจัดการด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการปลิดชีพนางเด็กนั่นซะ แต่เมื่อนึกดูอีกที… ความตายอาจง่ายดายเกินไปสำหรับสองแม่ลูกคู่นั้น ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนใจ เลือกที่จะปล่อยให้นางเด็กนั่นมีชีวิตอยู่ เพื่อให้ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานบนโลกใบนี้


ช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นอีกหลายปี นางยังคงคอยจับตาดูความเป็นไปของนางเด็กนั่นอยู่เป็นระยะ จึงได้เห็นว่านางเด็กนั่นถูกขายต่อเป็นทอดๆให้กับคนหลากหลายประเภท ไม่ว่างานลำบาก งานสกปรกเพียงใด นางเด็กนั่นล้วนผ่านมาหมดแล้ว จนท้ายที่สุดก็ถูกซื้อตัวไปเป็นสะใภ้ของครอบครัวชาวนายากจนครอบครัวหนึ่ง ทว่าแต่งงานได้เพียงวันเดียวสามีก็ออกจากบ้านไม่หวนกลับมาอีก ปล่อยให้นางต้องกลายเป็นม่าย


ข่าวนี้ทำให้นางเหยียนรู้สึกสะใจยิ่งนัก เคราะห์ร้ายเกิดกับเด็กคนนั้นดังที่นางคาดไว้ไม่มีผิด …หึ กลายเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว ชีวิตนี้ทั้งชีวิตคงไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก


ต่อมา นางได้ยินข่าวว่าชางโจวเกิดภัยแล้งรุนแรง ผู้คนอดอยากล้มตายแทบทั้งเมือง นางคิดว่านางเด็กนั่นก็คงสิ้นชีพในห้วงหายนะนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่เห็นความจำเป็นต้องเสียเวลาเฝ้าดูอีกต่อไป


ตลอดหลายปีที่เฝ้าแก้แค้น ดวงใจของนางถูกปลอบประโลมด้วยภาพความพินาศของอีกฝ่าย และการตายอันน่าสังเวชของมัน คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของนางแล้ว


นางพึงพอใจยิ่งนัก


แต่แล้ววันนี้ บุตรสาวกลับมาเล่าว่า ได้ยินใครบางคนเรียกชื่อนี้ที่ริมทาง หัวใจของนางพลันสะดุด หรือว่า… นางเด็กนั่นจะยังไม่ตาย ทั้งยังมาอยู่ในเมืองหลวงอีกด้วย?


ไม่สิ… เป็นไปไม่ได้


อาจบังเอิญเป็นคนที่ชื่อเหมือนกันก็ได้!


ที่ชางโจวไม่ได้เกิดเพียงภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังตามมาด้วยเหตุจลาจลครั้งใหญ่ นางเด็กนั่นก็ใช่ว่าหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ต่อให้ไม่ตายก็ต้องถูกรุมย่ำยีไปแล้วบ้างแหละ ไม่มีทางมาเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในเมืองหลวงได้แน่นอน


แต่นางรู้ดีว่าไม่มีอะไรแน่นอน บางทีนางเด็กนั่นอาจดวงแข็งก็ได้


ไม่ได้การ นางต้องส่งคนไปตรวจสอบ!


ในครานั้น เมื่อนางสามารถขับไล่นางแพศยาเจียงกับนางเด็กนั่นออกจากจวนได้ นางรู้สึกว่าชัยชนะอยู่ในมือแล้ว นางแพศยาเจียงนั่นสิ้นใจอยู่กลางป่าแถบชานเมือง ซากศพไร้คนเหลียวแล ถูกสัตว์ป่ารุมกัดกินจนไม่เหลือซาก ส่วนนางเด็กนั่นก็ตกต่ำถึงขีดสุด นางถือว่านี่คือการล้างแค้นที่สมบูรณ์แล้ว


คิดได้ดังนี้ นางก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย


“ใครก็ได้ ไปตามแม่นมเฉียนมาหาข้าหน่อย!”


สาวใช้รีบทำตามคำสั่งทันที พร้อมกันนั้นอารมณ์ของฮูหยินจัวก็ค่อยๆสงบลง


เมื่อครู่นางแตกตื่นเกินไป บุตรสาวต้องเกิดความสงสัยเป็นแน่ บุตรสาวเป็นคนใสซื่อไร้เดียงสา จะให้นางรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด


ส่วนเรื่องสามี… บุตรสาวพูดถูก นางควรจะยอมลดทิฐิลงสักหน่อย ขอโทษและเกลี้ยกล่อมเขาให้กลับมา ถึงอย่างไร เรื่องนั้นนางก็เป็นผู้ชนะที่แท้จริงอยู่แล้ว ผู้ชนะอย่างนางเหตุใดต้องคิดเล็กคิดน้อยให้เปลืองใจด้วย


โชคดีที่นางกับสามีมีไมตรีต่อกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงแม้จะมีรอยร้าวอยู่บ้างในช่วงหลัง แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีทางหักหน้านางเป็นแน่


สิ่งใดที่เป็นของนาง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจแย่งชิงไปได้!


ในตอนนั้นเจียงรั่วหย่าก็ยังแย่งไปไม่ได้ ตอนนี้นางแพศยาที่มาใหม่พวกนั้นก็อย่าหวังว่าจะแย่งไปจากนางได้!


เมื่อแม่นมเฉียนเข้ามา อาหารตรงหน้านางเหยียนก็ถูกยกไปเก็บเรียบร้อยแล้ว แม่นมคำนับทำความเคารพ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ผู้เป็นนายก็เอ่ยออกมาเสียก่อน “ส่งคนไปสืบเรื่องนางเด็กนั่น ดูให้แน่ว่ามันตายไปพร้อมกับภัยแล้งคราวนั้นแล้วหรือไม่ หากยังไม่ตาย ไปตามหามันให้เจอ ข้าต้องการควบคุมทุกย่างก้าวของมันไว้ในกำมือข้า”


แม่นมเฉียนนิ่งอึ้งไป ประหลาดใจที่จู่ๆนายหญิงก็เอ่ยถึงคุณหนูใหญ่ นางจึงถามอย่างระมัดระวัง “เหตุใดจู่ๆฮูหยินถึงพูดถึงคุณหนู… เอ่อ… นางเด็กนั่นขึ้นมาล่ะเจ้าคะ หรือว่าฮูหยินได้ข่าวอะไรมา?”


ตอนที่ 412: ขอกำลังเสริมจากจิงโจว


เดิมทีนางเหยียนจะบอกความจริงว่าจัวเจียอวี้ได้ยินใครบางคนเรียกชื่อนางเด็กนั่นระหว่างทาง แต่คิดๆไปแล้ว ก็เห็นว่าบางทีอาจจะเป็นแค่คนที่ชื่อเหมือนกันเท่านั้น นางจึงพูดเลี่ยงๆด้วยท่าทีใจเย็น


“ไม่มีอะไร แค่อยู่ดีๆก็นึกได้ว่าไม่ได้ยินข่าวคราวนางเด็กนั่นนานแล้ว ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เจ้าให้คนไปสืบดูทีว่าครอบครัวบ้านนอกนั่นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะนางเด็กนั่น ถ้าตายไปแล้วก็ดี แต่ถ้ายังไม่ตาย ก็จับตาดูพวกมันเอาไว้ แล้วมารายงานข้า”


แม่นมเฉียนได้ยินดังนั้นก็โล่ง.อกเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางนึกหวั่นใจว่า…หรือคุณหนูใหญ่จะปรากฏตัวขึ้นที่เมืองหลวง หากเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมไม่อาจปล่อยไว้ให้ใครพบเห็นได้ หาไม่ เรื่องราวในปีนั้นคงไม่มีทางปกปิดได้อีกต่อไปแน่


“ฮูหยิน บ่าวเห็นว่า หากนางเด็กนั่นอยู่ที่เมืองอื่น เราก็แค่จับตาดูนางไว้ตลอดก็พอเจ้าค่ะ แต่หากนางอยู่ในเมืองหลวง เราต้องชิงลงมือทันที ไม่อย่างนั้น หากนายท่านกับฮูหยินผู้เฒ่ารู้เข้า เรื่องที่เราปิดบังมาทั้งหมด…อาจไม่มีทางซ่อนเร้นได้อีกแล้วนะเจ้าคะ!”


“อืม ส่งคนไปสืบก่อน”


ฮูหยินจัวหลับตาลง ในหัวคิดหาทางออกให้กับเรื่องนี้ จะปล่อยให้เรื่องราวในปีนั้นถูกเปิดโปงไม่ได้เด็ดขาด แต่อีกใจก็นึกลำพอง…นางเด็กนั่นโง่เขลาจะตายไป มันไม่มีปัญญาสาวเรื่องนั้นมาถึงตนได้หรอก


ถึงกระนั้น ความคิดที่ตีกันในหัวก็บอกกับนางว่าไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อย หัวใจของคนมีชนักร้อนรุ่มไม่สงบ นางรู้สึกเหมือนว่า กำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในไม่ช้านี้


แม่นมเฉียนรับคำสั่งและออกไปทันที นางเหยียนยังคงจิตใจปั่นป่วน ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่อาจปลอบใจให้สงบลงได้เลย กลับกัน ความคิดวกวนพาให้นางนึกถึงเหล่าอนุในจวน ที่มักทำให้นางหงุดหงิดอยู่เนืองๆ เมื่อความโมโหปะทุอยู่ในอกจนยากจะควบคุม นางจึงลุกพรวดขึ้น แล้วก้าวเท้าออกจากเรือนไป


ในเมื่อจิตใจนางไม่เป็นสุข หญิงแพศยาพวกนั้นก็อย่าคิดว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!

........


ทางด้านจวนเฉินอ๋อง 


คนของเฉินอ๋องที่ประจำการอยู่ตามที่ต่างๆ ในเมืองหลวงกระจายกำลังออกตามหาลู่ไป่ชวนตลอดทั้งคืน แต่ก็ยังไม่ได้เบาะแสใด เฉินอ๋องเดินไปเดินมาด้วยความร้อนใจ คนที่มีความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่เขาก็ส่งออกไปตามหาหมดแล้ว


เฉิงเหมิงเอ่ยปลอบให้เจ้านายใจเย็นลง “ท่านอ๋อง โปรดใจเย็นก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเชื่อว่าหลินอี้ผิงก็คงยังไม่พบตัวใต้เท้าลู่เช่นกัน ไม่อย่างนั้นป่านนี้พวกนั้นคงชูคออวดดีไปแล้ว ตราบใดที่ใต้เท้าลู่ยังไม่อยู่ในเงื้อมมืออีกฝ่าย พวกเราก็วางใจได้ระดับหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”


“ถึงเจ้าจะพูดเช่นนี้ ข้าก็ยัง.อดห่วงไม่ได้ หากพวกมันจับตัวไป่ชวนไปแล้วแต่จงใจไม่ให้พวกเรารู้ล่ะ? ไม่เช่นนั้น เวลาผ่านไปนานป่านนี้แล้ว หากเขายังแอบหลบอยู่ข้างนอกจริง เหตุใดถึงไม่ส่งสัญญาณติดต่อพวกเราเลยล่ะ”


นับตั้งแต่ได้รับรายงานเรื่องของลู่ไป่ชวน เฉินอ๋องก็ไม่อาจข่มตาหลับได้เลยตลอดทั้งคืน ลูกน้องฝีมือโดดเด่นเช่นนี้ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ ในใจเฉินอ๋องได้แต่ภาวนาว่ามือขวาของเขาจะไม่เป็นอะไร


เฉิงเหมิงไม่อาจหาคำใดมาตอบโต้ได้ไปชั่วขณะ ท่านอ๋องพูดถูก ตามหลักแล้วใต้เท้าลู่ควรจะส่งสัญญาณบางอย่างให้พวกเขาบ้าง แต่จนถึงบัดนี้อีกฝ่ายกลับยังไม่ส่งข่าวคราวใดกลับมา นี่เป็นเรื่องที่ผิดวิสัยจริงๆ พลันนั้นเขาเองก็เริ่มไม่สบายใจขึ้นมา


“ข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะไม่ธรรมดาแล้ว หากแค่คนของหลินอี้ผิง ไม่มีทางทำให้ไป่ชวนอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้แน่… ต้องมีคนช่วยเหลือพวกมันแน่นอน เพียงแต่ คนผู้นั้นเป็นใครกัน”


เฉินอ๋องยังคงเดินวนไปเวียนมาไม่หยุด ในใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย หลายวันมานี้เขาแสร้งอ้างว่าตนเองป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ แม้แต่แขกเหรื่อก็ปฏิเสธไม่ยอมพบหน้า หากวันนี้เขาออกไปตามหาลู่ไป่ชวนด้วยตัวเอง ต้องเผยพิรุธต่อคนที่กำลังจับตามองอยู่เป็นแน่


เขาไม่สามารถออกไปตามหาด้วยตัวเองได้ จึงทำได้แค่ให้คนใต้อาณัติไปจัดการ แต่คนของเขาพยายามตามหากันอย่างเต็มที่แล้วก็ยังไม่พบตัวลู่ไป่ชวน…แม้แต่ร่องรอยใดๆก็ไม่มีให้เห็น ทำให้เขายิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้น


เฉิงเหมิงที่เงียบไปพักหนึ่งนึกบางอย่างออก “ท่านอ๋อง หรือเป็นเพราะพวกเราไม่ค่อยเข้าใจใต้เท้าลู่มากนัก ไม่แน่ใต้เท้าลู่อาจทิ้งร่องรอยเป็นสัญญาณให้พวกเราแล้วแต่พวกเราดูไม่ออก เราเรียกพวกฉินเจียนมาช่วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ฉินเจียนกับใต้เท้าลู่ทำงานด้วยกันมานานหลายปี เขาต้องเข้าใจใต้เท้าลู่แน่นอน!”


“จริงด้วย! ดี! รีบเขียนจดหมายให้นกพิราบส่งไปที่จิงโจว บอกว่าไป่ชวนเจอเรื่องลำบากเข้าแล้ว ให้ฉินเจียนนำคนมาช่วยกันตามหาด่วนที่สุด อ่อจริงสิ ใช้นกพิราบส่งข่าวมีโอกาสเกิดเหตุไม่คาดคิดได้ ใช้ม้าเร็วไปส่งข่าวอีกทางหนึ่งด้วย และส่งคนไปรอที่ศาลาพักม้าระหว่างทางอีกกลุ่มหนึ่ง ให้พวกฉินเจียนเดินทางมาถึงจิ้นโจวได้เร็วที่สุด!”


ตอนนี้เฉินอ๋องทำได้มากที่สุดก็เท่านี้แล้ว


นกพิราบส่งสารใช้เวลาครึ่งวันจึงจะถึงจิงโจว ส่วนม้าเร็วใช้เวลาหนึ่งวันครึ่ง โอกาสที่พวกฉินเจียนจะได้รับจดหมายเร็วที่สุดก็คือเวลาครึ่งวัน หากไม่เกิดความผิดพลาด จากจิงโจวมาถึงศาลาพักม้าเพื่อเปลี่ยนม้าแล้วออกเดินทางต่อจนถึงจิ้นโจวโดยไม่หยุดพัก เร็วสุดก็ใช้เวลาสามวัน…ในสถานการณ์เช่นนี้ สามวันถือเป็นระยะเวลาที่นานเหลือเกิน หากลู่ไป่ชวนเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นก็คงสายไปแล้ว


“อย่าฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้ที่พวกฉินเจียน เจ้าก็ต้องนำคนออกไปตามหาด้วย หากรอดก็ต้องพากลับมาให้ได้ หากตายก็ต้องเห็นศพ!” เฉินอ๋องตบโต๊ะระบายโทสะ “หลินอี้ผิง กล้าแตะต้องคนของข้า ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”


เฉิงเหมิงรับคำสั่งและรีบไปจัดการทันที ตอนนี้สำหรับลู่ไป่ชวนแล้ว เวลาคือชีวิต ต้องตามหาเขาให้เจอโดยเร็วที่สุด จึงจะสามารถรับประกันความปลอดภัยของเขาได้

.......


นกพิราบของเฉินอ๋องถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ในที่สุดก็สามารถส่งข่าวไปถึงจิงโจวก่อนอาทิตย์ตกดินภายในวันนั้น


โหลวชงเป็นคนแรกที่เห็นนกพิราบส่งสาร เขายังพูดขึ้นด้วยความดีใจ “ต้องเป็นข่าวจากนายท่านสามเป็นแน่ รีบไปเรียกนายท่านรองมาดูเร็วเข้า!”


ฉินเจียนเป็นบุตรชายคนรองของตระกูลฉิน ตอนที่อยู่หนานไท่จึงถูกเรียกว่านายท่านรอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหายพี่น้องต่างเคยชินกับชื่อนี้ แต่ก็มีหลายคนเรียกเขาด้วยสรรพนามอื่นปะปนกันไป แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ใครจะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ใจ คิดคำใดได้ก็เอ่ยเรียกตามนั้น


โหลวชงสั่งการจบก็หันมาเปิดอ่านจดหมายด้วยความตื่นเต้น แต่พอได้กวาดตาข้อความสั้นๆไม่กี่คำนั้นจบ ก็ตกตะลึงไปในบัดดล 


ในจดหมายเขียนไว้ว่า :


‘ไป่ชวนเจอเรื่องลำบาก หายตัวไปยังหาไม่เจอ รีบมาช่วยตามหาที่จิ้นโจวด่วน!’


ส่วนท้ายของจดหมายประทับตราส่วนตัวของเฉินอ๋อง แสดงให้เห็นชัดเจนว่านี่คือเรื่องจริง และเฉินอ๋องเป็นคนเรียกตัวพวกเขาไปด้วยตัวเอง


ด้านฉินเจียน ขณะนี้กำลังอยู่เล่นกับพวกนักฆ่าที่หลินอี้ผิงส่งมาอยู่ที่คุก ถึงแม้พวกเขาจะสารภาพในสิ่งที่ควรสารภาพออกมาแล้ว แต่ด้วยความที่ฉินเจียนว่างไม่มีอะไรทำ ก็เลยอยู่เล่นสนุกกับพวกเขาต่อ


เมื่อได้ยินว่าลู่ไป่ชวนส่งข่าวกลับมาก็รีบกลับมาดูจดหมายด้วยความดีอกดีใจ ตะโกนถามโหลวชงมาแต่ไกล “ภารกิจเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ เจ้าหมอนั่นบอกหรือไม่ว่าจะกลับมาเมื่อไร?”


“นายท่านรอง เกิดเรื่องขึ้นกับนายท่านสามแล้วขอรับ!”


โหลวชงส่งจดหมายให้ฉินเจียน ส่วนตัวเองก็ไปเรียกรวมตัวทหารม้า “สหายพี่น้องมารวมตัวกันด่วน!”


ฉินเจียนอ่านข้อความในจดหมายเสร็จ ในสมองก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะ


…เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร?


ลูกน้องคนหนึ่งจูงม้ามาด้วยความเร่งรีบ เรื่องนี้ย่อมชักช้าไม่ได้


“นายท่านรอง จะแจ้งเรื่องนี้กับพี่สะใภ้สักคำหรือไม่ขอรับ?”


โหลวชงเตรียมขึ้นควบม้าเพื่อมุ่งหน้าสู่จิ้นโจว จู่ๆก็นึกถึงเหอจิ่วเหนียงขึ้นได้ จึงถามขึ้น


ฉินเจียนเองก็เพิ่งจะนึกได้เช่นกัน จึงรีบสั่งการด้วยความรวดเร็ว “ใช่ ส่งคนไปแจ้งน้องสะใภ้ด้วย น้องสะใภ้ฝีมือการแพทย์ยอดเยี่ยม หากไป่ชวนได้รับบาดเจ็บสาหัสนางต้องช่วยได้แน่นอน!


พวกเราเดินทางล่วงหน้ากันไปก่อน ส่งคนไปสองคนให้คุ้มกันน้องสะใภ้เดินทางตามไปด้วย!”


กล่าวจบเขาก็ฟาดแส้ลงบนหลังม้า มุ่งหน้าออกเดินทางไม่รีรอ


พวกโหลวชงก็รีบตามไปด้วยจิตใจอันรุ่มร้อน แทบอยากให้ถึงจิ้นโจวเสียเดี๋ยวนี้


พวกเขากลุ่มนี้แฝงตัวอยู่ในหนานไท่มานานหลายปี ผ่านความเป็นความตายในดินแดนศัตรูมานักต่อนัก แต่ก็รอดชีวิตกลับมาได้อย่างปลอดภัย คิดไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าของพวกเขากลับต้องมาพบเคราะห์ร้ายในจิ้นโจว เมืองหลวงของบ้านเกิดตัวเอง ช่างน่าแสลงใจจริงๆ


ในหน่วยหั่วอวิ๋นพลันเกิดความอลหม่าน ทุกคนต่างอยากเดินทางไปจิ้นโจวเพื่อช่วยตามหาลู่ไป่ชวน แต่ก็ไม่อาจทิ้งจิงโจวไปโดยไม่สนใจได้ ดังนั้นจึงเหลือคนไว้ที่จิงโจวส่วนหนึ่ง และให้ไปแจ้งข่าวเหอจิ่วเหนียงที่สวนชีสุ่ย


ตอนที่ 413: ลู่ไป่ชวน ขอให้เป็นอย่างที่ข้าคิดเถอะนะ


ในยามนี้เป็นเวลาที่แต่ละบ้านต่างกำลังพากันล้อมวงกินมื้อเย็น แต่ทางด้านสวนชีสุ่ยกลับยังวุ่นวายไม่น้อย พวกเด็กๆเพิ่งจะกลับมาจากสำนักศึกษา กว่าจะจัดเตรียมทุกสิ่งเสร็จเรียบร้อย เวลามื้อเย็นจึงเลื่อนออกไป กระทั่งบัดนี้ เพิ่งจะได้เริ่มนั่งลงกินข้าวกัน


ตอนนี้เด็กๆที่บ้านมาอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว นอกจากเด็กๆที่กำลังศึกษาเล่าเรียน ก็ยังมีลู่เสี่ยวหยาง เหลียนฮวา และโยวยาโถว ที่มาเรียนรู้การทำการค้าด้วยกันที่นี่


เหอจิ่วเหนียงจัดหาสำนักศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เด็กๆ พวกเขายังคงไปเรียนและกลับพร้อมกันทุกวันดั่งเช่นก่อนหน้า ส่วนพวกเหลียนฮวา ก็ถูกจัดวางให้ไปฝึกวิชาค้าขายตามร้านสาขาต่างๆเพื่อสั่งสมประสบการณ์


โยวยาโถวค่อนข้างติดเหลียนฮวา นางอยากอยู่ร้านเดียวกับพี่สาว แต่เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธโดยอธิบายว่า หากคิดจะเติบโต ก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า เมื่อสถานบันเทิงสร้างเสร็จ จะให้พวกนางไปช่วยดูแลกิจการที่นั่น ส่วนระหว่างนี้ก็เรียนรู้ฝึกฝนความสามารถให้เต็มที่


เหอจิ่วเหนียงพาเด็กหนุ่มสาวทั้งสามไปประจำที่ร้านต่างๆ โดยไม่บอกกับเสี่ยวเอ้อร์ว่าพวกเขาเป็นลูกหลานในครอบครัว อีกทั้งยังกำชับกับหลานๆของตนอย่างเคร่งครัดว่า ห้ามเรียกตนว่าอาสะใภ้เมื่ออยู่ในร้าน เพราะไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา ไม่เช่นนั้น เสี่ยวเอ้อร์อาจจะเข้าหา ประจบเอาใจ และให้ความช่วยเหลือได้


ในวันแรกๆที่เริ่มงาน พวกเด็กๆพากันรู้สึกท้อแท้หมดอาลัยตายอยาก การจะเข้ากลุ่มกับคนที่อยู่มาก่อนแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะร้านที่มีการแข่งขันภายในกันอย่างดุเดือดเช่นนี้ หากอยากเรียนรู้สิ่งใด ก็ต้องกล้าพาตัวเองเข้าไปเผชิญกับสถานการณ์นั้นอย่างเด็ดเดี่ยว


ครั้งหนึ่งโยวยาโถวถึงขั้นร้องไห้ บอกว่าในร้านมีคนรังแกนาง เพียงเพราะนางเป็นเด็ก อายุน้อยกว่าคนอื่น จึงกลั่นแกล้งโดยไม่สนใจว่านางจะรู้สึกเช่นไร


ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะรู้สึกสงสารมากเพียงใดแต่ก็ต้องใจแข็ง เพราะนางรู้ดีว่า หากอยากให้เด็กๆเติบโต แข็งแกร่ง และยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ก็ต้องให้เรียนรู้จากความยากลำบากด้วยตัวเอง นางจึงทำได้เพียงปลอบโยนโยวยาโถวว่า ทุกอย่างต้องใช้เวลา ค่อยๆปรับตัวไป แล้วจะเข้มแข็งขึ้นเอง และแล้วเพียงไม่กี่วันให้หลัง เด็กสาวที่เคยร้องไห้ฟูมฟายก็เริ่มยืนหยัดได้ด้วยตนเอง เรียนรู้ที่จะรับมือกับแรงกดดัน แม้จะยังมีสะดุดบ้าง แต่เงาของความอ่อนแอกลับจางลงทุกวัน


เพราะโยวยาโถวรู้ดีว่าน้ำตาไม่ได้ช่วยอะไร ถึงอย่างไรอาสะใภ้ก็ไม่มีทางช่วยเหลือนางแน่นอน ดังนั้นนางจึงทำได้แค่คิดหาวิธีจัดการด้วยตัวเอง ในเมื่อต้านไม่ได้ ก็เข้าร่วมด้วยซะเลย!


ระหว่างมื้อเย็นนี้ แต่ละคนก็กินไปพลางพูดคุยกันไป บรรยากาศเป็นไปอย่างครื้นเครง


คนที่ไปเรียนหนังสือก็ฟังคนที่ทำการค้าเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในร้าน ส่วนคนที่ทำการค้าก็ฟังคนเรียนหนังสือเล่าถึงความรู้ใหม่ๆที่ได้เรียนมา ทุกถ้อยคำเป็นทั้งบทเรียนและกำลังใจ กลายเป็นช่วงเวลาเล็กๆที่ช่วยหล่อหลอมพวกเขาให้เติบโตขึ้นทีละน้อย


เพราะเหอจิ่วเหนียงเชื่อว่า การกินอิ่มท้องอย่างเดียวไม่พอ ต้อง ‘อิ่มสมอง’ ไปด้วย ในทุกๆเรื่องที่คุยกัน เหอจิ่วเหนียงจะให้แต่ละคนสรุปออกมาสั้นๆ ถึงข้อดีและข้อเสียของเรื่องนั้น และพูดคุยถึงวิธีการแก้ไขปัญหา ด้วยเหตุนี้ มื้อเย็นของสวนชีสุ่ยที่เปรียบเสมือนห้องเรียนเล็กๆประจำวันของพวกเขาจึงยาวนานกว่าปกติ


ระหว่างที่ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โก่วเอ๋อร์เอ่ยถามมารดาขึ้นมาเสียงเบา “ท่านแม่ เมื่อไรท่านพ่อจะกลับมาขอรับ ข้ามาอยู่ที่นี่นานแล้วท่านพ่อก็ยังไม่กลับมาเสียที”


ปากเล็กๆยู่ย่น ท่าทางหดหู่เล็กน้อย เขาอยากให้ท่านพ่อพาพวกเขาไปขี่ม้าเล่น ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไร


“หากเจ้าคิดถึงท่านพ่อ เดี๋ยวเราเขียนจดหมายไปหาเขาดีหรือไม่ พ่อเจ้าเห็นจดหมายปุ๊บต้องรีบกลับมาแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะของบุตรชายอย่างอ่อนโยน ในใจรู้สึกทอดถอน อย่าว่าแต่บุตรชายเลย นางเองก็อยากให้ลู่ไป่ชวนกลับมาเร็วๆเหมือนกัน


หลังจากรู้ใจตัวเองแล้ว นางคิดถึงเขามากกว่าใครซะอีก อยากเจอเขา อยากให้เขารู้ความในใจของนาง


“ดีขอรับ! กินข้าวเสร็จข้าจะไปเขียนจดหมายหาท่านพ่อ!”


โก่วเอ๋อร์ตอบตกลง จากนั้นก็ฟังพี่ๆพูดคุยต่อ หากฟังแล้วไม่เข้าใจก็จะถามจนกว่าจะเข้าใจแจ่มแจ้ง


ท่ามกลางเสียงหัวเราะของเด็กๆ จู่ๆเยว่เหมยก็วิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว กระซิบบางอย่างข้างหูเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงพลันตกใจ สีหน้าเปลี่ยนไปไม่ค่อยสู้ดี แต่แวบเดียวก็สามารถรักษาท่าทีให้สงบได้ จากนั้นจึงบอกกับเด็กๆ “พวกเจ้ากินข้าวกันไปก่อนนะ อาออกไปข้างนอกประเดี๋ยว”


พวกเด็ก ๆ เห็นท่าทีเป็นปกติของอาสะใภ้ก็รู้สึกว่าไม่มีเรื่องใหญ่อะไร จึงไม่ได้ซักไซ้ไถ่ถาม เพียงรับปากและพูดคุยกันต่อ


เหอจิ่วเหนียงรีบออกไปที่ประตูรั้วด้วยความรีบร้อน คนที่มาส่งข่าวก็มีสีหน้าท่าทางร้อนใจไม่แพ้กัน


“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”


“ข้าน้อยก็ไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดขอรับ นายท่านรองนำคนเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ให้ข้าน้อยมารับพี่สะใภ้ หากพี่สะใภ้จะไป ข้าน้อยจะให้คนคุ้มกันพี่สะใภ้เดินทางไปจิ้นโจวขอรับ”


รายละเอียดยังไม่มีใครรู้แน่ชัด ทุกคนรู้แค่ว่าเกิดเรื่องขึ้นลู่ไป่ชวน สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ไปตามหาลู่ไป่ชวนที่จิ้นโจว


“ตกลง ข้าจะเข้าไปเก็บข้าวของก่อน แต่พวกเจ้าไม่ต้องมาคุ้มกันข้าหรอก พวกเจ้ามีงานอะไรก็ไปทำกันเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า ข้ามีวิธีของข้าเอง”


เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจในทันที หากเดินทางไปกับพวกเขา ไม่แน่อาจจะสายเกินไป นางไปคนเดียวจะเร็วกว่า


ทหารนายนั้นอึกอักลังเล “แต่นายท่านรองกำชับเอาไว้ว่า…”


ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นกับหัวหน้า หากพวกเขาปกป้องพี่สะใภ้ไม่ได้อีกคน และจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร


“ไม่มีคำว่าแต่ เจ้ากลับไปเถอะ ข้าจะเดินทางไปด้วยตัวเอง เอาตามนี้!”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็หันหลังกลับเข้าไปทันที คนที่มาส่งข่าวไม่อาจพูดอะไรได้อีก หลังจากยืนลังเลอยู่สักพัก เขาก็ตัดสินใจหันหลังกลับ


เขาวางแผนในใจได้แล้วว่า จะให้สหายพี่น้องแอบตามหลังไปปกป้องพี่สะใภ้ ในยามนี้ใครเลยจะวางใจให้นางเดินทางไปคนเดียวจริงๆ นี่มันอันตรายเกินไป


หลังจากกลับเข้ามา เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ไปหาพวกเด็กๆที่โต๊ะอาหารอีก นางมุ่งตรงไปที่ห้องของตัวเอง และเริ่มเก็บข้าวของไม่รีรอ


ช่วงนี้นางศึกษาปรุงยาใหม่ๆออกมาไม่น้อย ตั้งใจว่าจะส่งให้ลู่ไป่ชวนพอดี เช่นนั้นก็ถือโอกาสนี้เอาไปให้ด้วยตัวเองเลยแล้วกัน


จิตใต้สำนึกของนางบอกว่า ลู่ไป่ชวนจะไม่เป็นอะไร นางเชื่อในสัมผัสที่หกของตัวเองมาโดยตลอด ตอนนี้เขาหายตัวไป เป็นไปได้สูงว่าเขายังไม่มีหนทางติดต่อกลับมา หรือติดต่อแล้วแต่เกิดความล่าช้าบางอย่างขึ้นระหว่างที่สารกำลังเดินทางมาก็เป็นได้


“ลู่ไป่ชวน ขอให้เป็นอย่างที่ข้าคิดเถอะนะ!”


นางพูดกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ในใจบอกตัวเองตลอดว่าให้ใจเย็นๆ ทว่าสองมือกลับสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้


ครั้งล่าสุดที่นางร้อนใจเช่นนี้ก็คือ…


ตอนที่โก่วเอ๋อร์ถูกลักพาตัวไป เหตุการณ์นั้นเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่นาน ความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนเช่นนี้กลับมาเกิดขึ้นกับนางอีกแล้ว


…ลู่ไป่ชวนต้องไม่เป็นอะไร นางยังไม่ได้บอกความรู้สึกของตัวเองเลย ยังไม่ได้ให้เขากลับมานอนในห้องนอนหลักอย่างเป็นทางการเลย ยังไม่ได้มีบุตรสาวตัวน้อยๆให้เขาเลย และยังไม่ได้รับท่านพ่อท่านแม่มาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเลย


ก่อนหน้านี้เขาเคยรับปากเอาไว้ว่าจะสอนวรยุทธ์ให้โก่วเอ๋อร์ จะพาโก่วเอ๋อร์ไปขี่ม้า…ยังไม่ทันได้ทำอะไรสักอย่าง เขาจะเป็นอะไรไปไม่ได้ทั้งนั้น!


หึ เขากล้าผิดคำพูดอย่างนั้นหรือ หากเขากล้า นางจะจดชื่อเขาไว้ในบัญชีดำแน่นอน! คนที่ผิดคำพูดเช่นนี้ น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!


ความคิดร้อยแปดหมุนวนอยู่ในหัว กระทั่งจู่ๆก็รู้สึกเย็นที่หลังมือ…น้ำใสๆไหลหยดลงบนหลังมืออย่างไม่รู้ตัว นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองร้องไห้ หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตา ตั้งสติ รีบเก็บข้าวของยัดใส่ย่าม และเดินออกจากห้อง ตะโกนเรียกเหลียนฮวาให้มาหา


เหลียนฮวารีบวิ่งมาที่ห้อง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ “อาสะใภ้จิ่วเหนียง มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”


ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงปรับอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติแล้ว นางยิ้มพลางกล่าว “ข้ามีเรื่องด่วนต้องเดินทางไปจิ้นโจว คาดว่าน่าจะไปหลายวัน เจ้าเป็นพี่สาวคนโต ฝากดูแลพวกน้องๆด้วยนะ หากรู้สึกว่าไม่ไหวจริงๆ ก็เขียนจดหมายกลับไปที่บ้าน ให้ท่านปู่กับท่านย่าของเจ้ามาอยู่ที่นี่สักระยะ”


เหลียนฮวาพยักหน้าตอบตกลง “อาสะใภ้ต้องระวังตัวให้มากๆนะเจ้าคะ แล้วจะเดินทางเมื่อไรเจ้าคะ ให้ข้าไปส่งที่ประตูเมืองดีกว่าเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ข้าจะขี่ม้าไปเอง เจ้ากลับไปกินข้าวต่อเถอะ ช่วยเรียกโก่วเอ๋อร์มาหาข้าด้วยนะ”


เหลียนฮวาเห็นอีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดการสนทนาจึงไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด นางเดินกลับไปด้วยอารมณ์เป็นปกติ


ไม่นานนักโก่วเอ๋อร์ก็เข้ามา เหอจิ่วเหนียงบอกกับเขา “แม่มีธุระนิดหน่อยต้องไปหาพ่อของเจ้า เจ้าจะเขียนจดหมายให้พ่อเจ้าไม่ใช่หรือ ไปเขียนตอนนี้เลย เดี๋ยวแม่เดินทางจะเอาไปให้พ่อเจ้า ดีหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์จับจ้องมารดาอย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดออกมา “ท่านแม่ร้องไห้หรือขอรับ หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านพ่อขอรับ?”


ตอนที่ 414: ลู่ไป่ชวน ข้ามาแล้ว


เหอจิ่วเหนียงตกใจเล็กน้อย นางคิดว่าตนเองปกปิดความรู้สึกเอาไว้ได้ดีแล้ว นึกไม่ถึงว่าบุตรชายจะดูออกได้ง่ายเช่นนี้


นางไม่อยากให้บุตรชายเป็นกังวลจึงกล่าว “หืม ทำไมแม่จะต้องร้องไห้ล่ะ เจ้าคิดมากไปแล้ว พอดีแม่ต้องไปรักษาเศรษฐีที่ป่วยอยู่ที่จิ้นโจวน่ะ เสร็จแล้วแม่ก็จะกลับมาพร้อมกับพ่อของเจ้า”


โก่วเอ๋อร์เด็กฉลาดเกินวัยไหนเลยจะเชื่อ แต่ในเมื่อท่านแม่บ่ายเบี่ยง เขาก็จะไม่ถามต่อ เพียงกล่าววาจาเป็นห่วงออกไป “ท่านแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดี และกลับมาพร้อมกับท่านพ่อนะขอรับ”


อันที่จริงเขาอยากร้องขอตามไปด้วย หากไปก็จะได้รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับท่านพ่อจริงหรือไม่ แต่เขารู้ว่าตัวเองยังเด็กเกินไป ไปด้วยก็มีแต่จะเป็นภาระ เขารออยู่ที่บ้านจะเป็นผลดีกว่า


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจอีกครั้ง มองบุตรชายด้วยความสับสน นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะพูดง่ายเช่นนี้


“เช่นนั้นเจ้ารีบไปเขียนจดหมายให้พ่อเจ้าเถอะ”


นางลูบศีรษะเล็กๆเอ่ยเร่งให้เขารีบไปเขียนจดหมาย ทว่าโก่วเอ๋อร์กลับส่ายหน้า พลางกล่าว “ในเมื่อท่านแม่ไปหาท่านพ่อข้าก็ไม่จำเป็นต้องเขียนจดหมายแล้ว ขอเพียงท่านพ่อกลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้วขอรับ”


เขาคิดว่า หากท่านพ่อเป็นอะไรไปก็คงไม่ได้อ่านจดหมายอยู่ดี


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าบุตรชายน่าจะคาดเดาได้แล้ว เพียงแต่ไม่อยากทำให้นางเป็นห่วง จึงจงใจไม่ซักไซ้


เด็กอายุแค่นี้ เหตุใดความคิดความอ่านถึงได้ละเอียดรอบคอบเพียงนี้กันนะ


นางรู้สึกสงสารมาก ขณะกำลังจะพูดบางอย่าง จู่ๆโก่วเอ๋อร์ก็โผเข้าไปกอดนาง เขายังคงพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วพูดขึ้น “ท่านแม่ ท่านกับท่านพ่อต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ ข้าจะเป็นเด็กดีรอท่านพ่อกับท่านแม่ที่บ้านนะขอรับ”


เรื่องหลายเรื่องไม่ใช่สิ่งที่เด็กอย่างเขาสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเข้าไปมีส่วนร่วมได้ การที่เขาเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำสั่งในตอนนี้ก็ถือเป็นการช่วยท่านพ่อกับท่านแม่ได้มากแล้ว


เด็กชายกำมือแน่น ในใจรู้ดีว่า การเดินทางไปจิ้นโจวของท่านแม่ครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาไม่อาจทำตัวไร้เหตุผลห้ามนางไม่ให้ไปได้ เพราะหากท่านแม่ไม่ไป ท่านพ่อของเขา…อาจจะไม่มีวันได้กลับมาอีก


อารมณ์และความรู้สึกของเหอจิ่วเหนียงแสดงออกทางใบหน้าโดยมิอาจปกปิดได้อีกต่อไป นางกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น “วางใจเถอะ ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เจ้าอยากให้เป็นแน่นอน”


กล่าวจบ หญิงสาวก็หอมแก้มป่องๆของเขาหนึ่งที แล้วพูดต่อ “รีบกลับไปกินข้าวต่อเถอะ แม่เก็บของอีกหน่อยเดี๋ยวก็จะออกเดินทางแล้ว”


โก่วเอ๋อร์รู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ยังพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง และเดินออกไป


ในห้วงมิติของเหอจิ่วเหนียงมีทุกอย่างพร้อมสรรพ ไม่จำเป็นต้องเก็บข้าวของอะไรมาก มีเพียงสิ่งสำคัญที่สุดก็คือยาต่างๆที่นางปรุงขึ้น นางนำขวดแก้วผลึกใสเหล่านั้นเข้าไปไว้ในห้วงมิติก็เป็นอันเสร็จสิ้น จากนั้นกำชับบรรดาสาวใช้ให้ดูแลเด็กๆให้ดี ก่อนจะไปบอกลาพวกเด็กๆในเรือน


นอกจากโก่วเอ๋อร์แล้ว เด็กๆที่เหลือไม่มีใครสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเหอจิ่วเหนียงเลย ได้ยินอาสะใภ้บอกว่าจะไปเมืองหลวง พวกเขายังบอกลาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี “ท่านอาสะใภ้เดินทางปลอดภัยนะขอรับ พวกเราอยู่บ้านจะเป็นเด็กดี จะดูแลโก่วเอ๋อร์ให้ดีแน่นอนขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวยิ้มๆ “อารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าทุกคนเป็นเด็กดีเชื่อฟังทุกอย่าง กลับจากเมืองหลวงแล้วอาจะซื้อของมาฝากพวกเจ้านะ!”


“ขอรับ!”


“เจ้าค่ะ!”


พวกเด็กๆยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่ มีเพียงโก่วเอ๋อร์ที่ฝืนยิ้มออกมาบางๆ


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทีของบุตรชายก็รู้สึกปวดใจราวกับถูกเข็มนับพันทิ่มแทง แต่ก็ต้องใจแข็งไม่สนใจ หันหลังเดินออกไปทันที

…....


ขณะนี้สวีต้าซานจูงม้ามายืนรออยู่ที่หน้าประตูรั้วแล้ว


เหอจิ่วเหนียงขึ้นควบอาชา มุ่งหน้าออกเดินทางสู่จิ้นโจว แต่ขณะออกเดินทางได้ไม่นาน นางสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังติดตามนางอยู่ อย่างไรก็ตาม นางก็สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด นางสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนของหน่วยหั่วอวิ๋นที่คอยตามดูแลความปลอดภัยให้นาง


หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจ… เลือกใช้เส้นทางตัดเข้าไปในป่าทึบผ่านภูเขาซึ่งมีความสลับซับซ้อน หมายสลัดให้หลุดจากผู้ลอบคุ้มกัน


นางเร่งความเร็วจนถึงขีดสุด สองคนที่ตามด้านหลังจู่ๆก็เห็นคนและม้าเบื้องหน้าพุ่งออกไปเร็วกว่าปกติจึงไม่ทันตั้งตัว หลังจากตั้งสติได้ก็รีบตามไปอย่างรวดเร็ว


แต่เพราะความเร็วของเหอจิ่วเหนียงมากเกินไป กลุ่มที่ตามอยู่ด้านหลังฟาดแส้บนหลังม้าไม่ยั้งเพื่อเร่งความเร็วจนม้าได้รับบาดเจ็บ สุดท้ายเมื่อความเร็วของม้าไม่อาจสู้ไหว พวกเขาจึงทำได้แค่มองร่างเงาของเป้าหมายไกลออกไปเรื่อยๆ กระทั่งหายลับไปกับเส้นทางโค้ง 


“พระเจ้าช่วย นี่พี่สะใภ้เก่งกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


“นั่นสิ เร็วจนพวกเราตามไม่ทันแล้ว เราจะทำเช่นไรดี?”


“จะทำเช่นไรได้ล่ะ ก็รีบตามไปสิ หากเกิดอะไรขึ้นกับพี่สะใภ้ เราสองคนจะตอบหัวหน้าอย่างไร?”


“ใช่ๆๆ เจ้าพูดถูก รีบตามไปเถอะ!”


แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ เหอจิ่วเหนียงเลือกใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งทำให้สามารถสลัดหลุดจากการติดตามของพวกเขาได้อย่างสิ้นเชิง


ยามนี้เป็นเวลากลางคืน เหอจิ่วเหนียงฟาดแส้เร่งม้าอย่างต่อเนื่อง นางเลือกที่จะไปในพื้นที่ที่คิดว่าไม่มีผู้คนสามารถเข้าถึงได้


นางประเมินแล้วมองว่า หากใช้ม้าเดินทางอย่างต่อเนื่องเพียงอย่างเดียวไปจนถึงจิ้นโจว อย่างเก่งก็ใช้เวลาเกือบๆสองวัน ระยะเวลาขนาดนั้นไม่ทันการณ์แน่ ดังนั้นนางจึงจำต้องพึ่งพาพาหนะขั้นสูงจากห้วงมิติแล้ว


รอจนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท สตรีสองภพพาม้าเข้าไปเก็บไว้ในห้วงมิติ เมื่อมั่นใจแล้วว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีใคร จึงนำ ‘เฮลิคอปเตอร์’ เก็บเสียงออกมาจากห้วงมิติ


ตอนแรกนางคิดจะนำรถยนต์ออกมาใช้ แต่ถนนหนทางในยุคสมัยนี้ไม่เอื้ออำนวยเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งรถยนต์ก็ไม่เร็วเท่าเฮลิคอปเตอร์ ตอนนี้การช่วยคนสำคัญที่สุด นางไม่สนใจอะไรแล้ว


นางขึ้นเฮลิคอปเตอร์ทันที ทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์การใช้งานต่างๆอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ทำการบิน


นางพูดในใจ ‘ลู่ไป่ชวน ข้ามาแล้ว!’


ถึงแม้จะไม่เคยไปจิ้นโจวมาก่อน แต่เหอจิ่วเหนียงก็รู้ทิศทางคร่าวๆ อย่างไรก็ไม่หลงทางแน่


หลังจากบินไปได้ประมาณหนึ่งชั่วยามก็มองเห็นกำแพงเมืองที่สูงใหญ่เบื้องล่าง


ประตูเมืองแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่าและมีลักษณะโดดเด่นกว่าที่อื่น ที่นี่คือเมืองหลวงไม่ผิดแน่


เหอจิ่วเหนียงนำเครื่องลงแถวริมธารชานเมือง จากนั้นเก็บเฮลิคอปเตอร์เข้าไปในห้วงมิติ และนำม้าออกมาอีกครั้ง จากนั้นก็ขี่ม้าเข้าเมือง


ในยามนี้ประตูเมืองปิดแล้ว คนทั่วไปไม่อาจเข้าเมืองได้ เมื่อเห็นมีม้าพุ่งมาด้วยความเร็ว ทหารเฝ้าเวรยามประตูเมืองแต่ละคนจึงเตือนกันให้ระมัดระวังและตั้งรับขวางเอาไว้ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นสตรีโฉมงาม ก็เกิดความหลงใหลเมามายไปชั่วขณะ


“แม่นาง ประตูเมืองปิดแล้ว ตอนนี้ยังเข้าไม่ได้นะ”


เผชิญหน้ากับโฉมสะคราญ ทหารเฝ้ายามก็พูดจาอ่อนโยนขึ้นมาก


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากเสวนาให้เสียเวลา จึงล้วงเอาป้ายคำสั่งที่ลู่ไป่ชวนเคยให้ไว้ออกมา “มีสิ่งนี้ เข้าได้หรือไม่?”


ทหารเฝ้าประตูเมืองรับป้ายคำสั่งมาตรวจสอบ พบว่าบนป้ายสีทองอร่ามสลักตัวอักษรเด่นหราสามคำ ‘หน่วยหั่วอวิ๋น’


ทุกคนล้วนรู้ดีว่าหน่วยหั่วอวิ๋นเป็นกองกำลังของเฉินอ๋อง ผู้ที่เข้าหน่วยนี้ได้เป็นคนที่มีความสามารถโดดเด่นทั้งสิ้น


…แม่นางรูปโฉม.งดงามผู้นี้ คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคนของหน่วยหั่วอวิ๋น!


“เข้าได้ เข้าได้ แม่นางเชิญๆ!”


ทหารเฝ้าประตูเมืองเปิดทางให้อย่างง่ายดาย พร้อมกับตะโกนสั่งการเสียงดัง “เปิดประตูเมือง!”


ประตูเมืองบานเขื่องน้ำหนักมากค่อยๆแง้มออก ทันทีที่ขนาดความกว้างของช่องที่ประตูเปิดออกเพียงพอสำหรับม้าตัวหนึ่งผ่านเข้าไปได้ เหอจิ่วเหนียงก็ฟาดแส้เร่งม้าเข้าประตูเมืองไม่รอช้า


ทหารเฝ้าประตูเมืองเห็นท่าทีเร่งรีบของนาง ก็พอจะเดาได้ว่าต้องไปหาเฉินอ๋องด้วยเรื่องสำคัญและเร่งด่วนมากเป็นแน่


แต่จะเป็นเรื่องอะไรนะ ช่างน่าใคร่รู้ยิ่งนัก

........


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะสนใจความอยากรู้อยากเห็นของทหารเฝ้าประตูเมือง นางรีบเข้าเมืองไปอย่างรวดเร็ว


คนอื่นหาลู่ไป่ชวนไม่เจอ แต่นางไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากลู่ไป่ชวนพกขวดยาของนางติดตัวไปหลากหลายชนิด ยาเหล่านั้นล้วนเป็นยาที่นางปรุงขึ้นด้วยตัวเอง เพียงแค่เขาได้เปิดใช้ก็ไม่อาจรอดพ้นจมูกของนางไปได้


นางจึงมุ่งหน้าไปที่ประตูจวนตระกูลหลินทันที


เมื่อคืนฝนตกกระหน่ำลงมาจึงชะล้างกลิ่นยาหายไปไม่น้อย แต่นางยังมั่นใจว่าลู่ไป่ชวนต้องใช้ยาในจวนตระกูลหลินแน่


และก็เป็นเช่นนั้นจริง เหอจิ่วเหนียงสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นยาจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ นางหลับตาลง พยายามวิเคราะห์ทิศทางของกลิ่นอย่างละเอียดที่สุด ผ่านไปครู่ใหญ่ ดวงตากลมโตค่อยๆลืมขึ้น


เขามาที่นี่จริงๆ 


จากนั้นเขาก็… หนีไปแล้ว


เขาหนีไปทาง…


หญิงสาวมองไปตามทิศทางที่สัมผัสกลิ่นได้ จากนั้นรีบควบม้ามุ่งหน้าไปทางตะวันออกของเมืองทันที


กลิ่นค่อยๆจางจนแทบจะหายไป ทว่าจู่ๆก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆอีกครั้ง หัวใจหญิงสาวพลันเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ 


เป็นไปได้ว่า… เขาน่าจะอยู่แถวนี้


นางกระโดดลงมาจากหลังม้า เปลี่ยนเป็นจูงม้าเดินสำรวจไปบนถนนเปล่าเปลี่ยวเบื้องหน้า


ตอนที่ 415: ภรรยาข้าหรือ?


แถวนี้มีกลิ่นยารักษาบาดแผลภายนอกสูตรที่เหอจิ่วเหนียงปรุงเอง กลิ่นชัดและเข้มข้นมาก


…แสดงว่าลู่ไป่ชวนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเขาน่าจะอยู่แถวนี้


ทว่าแถวนี้มีแต่ที่เปลี่ยวร้าง ตามตรอกเล็กๆมีขอทานนอนอยู่ให้เห็น แต่นางกลับมองหาลู่ไป่ชวนไม่เจอเลย…

........


ลู่ไป่ชวนในตอนนี้ยังคงหมดสติ เนื่องจากเปียกชื้นจากฝนบวกกับบาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลังที่ยังไม่ได้ทายา ทำให้เขามีอาการไข้สูง ชายหนุ่มในสภาพไร้สติสัมปชัญญะ ไหนเลยจะรู้ว่า… บัดนี้ภรรยาของเขาอยู่ห่างกับเขาเพียงแค่ไม่ถึงร้อยหมี่


ย้อนกลับไปเมื่อตอนบ่าย เขาฟื้นขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเขาคิดว่าตนต้องย้ายที่ซ่อนตัว แต่พบว่าข้างนอกยังคงมีหลายคนกำลังตามหาตัวเขาอยู่ ไม่อาจแยกแยะได้เลยว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู เขาจึงจำต้องหลบซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ต่อไป


วันนี้อากาศร้อนมาก หญ้าแห้งที่เปียกฝนเมื่อคืนตอนนี้โดนแดดสาดส่องจนแห้งแล้ว เขาไม่ได้กินข้าวดื่มน้ำมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็ม ทันใดนั้นก็นึกถึงไก่ครึ่งตัวที่เฉินอ๋องห่อให้ขึ้นมาได้


เขาเลียริมฝีปากเพื่อให้ความชุ่มชื้นด้วยอาการสะลึมสะลือ คิดจะงีบต่ออีกหน่อย รอค่ำกว่านี้ค่อยคิดหาวิธีหลบหนี ดูเหมือนว่าที่นี่ ทางตะวันออกของเมืองตรงนี้ จะไม่มีคนของตัวเองเลย เห็นทีเขาต้องไปทางทิศตะวันตกกับทิศใต้


กระทั่งล่วงเลยสู่ยามรัตติกาล ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าทันทีที่ออกจากห้วงนิทราด้วยสติยังไม่เต็มร้อย เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าอันบางเบาไม่หนักหน่วงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


เป็นเสียงฝีเท้าของคน…


…มีม้าด้วย


จากที่อยู่ในอาการสะลึมสะลือชายหนุ่มก็ตั้งสติได้ในบัดดล อีกฝ่ายดูเหมือนจะมาคนเดียว แค่ไม่รู้ว่าเป็นมิตรหรือศัตรู


ใต้เท้าลู่เผชิญทั้งฝนทั้งแดด บัดนี้ร่างกายไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับใครแล้ว แต่ในอกเสื้อเขายังมียาสำหรับป้องกันตัวที่ภรรยาให้มา หากมีศัตรูมาจริงๆ เขาก็ยังพอมีโอกาสรอด


พลันนั้นชายหนุ่มก็คิดถึงภรรยาขึ้นมา… เฮ้อ ภรรยาของเขาเก่งกาจและรอบคอบจริงๆ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาคง…

........


เหอจิ่วเหนียงได้กลิ่นยาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งชะงักฝีเท้าอยู่ที่ทางเข้าตรอกตรอกหนึ่ง นางปล่อยม้าไว้ที่ทางเข้าตรอก และเดินเข้าตรอกไปคนเดียวด้วยดวงใจที่ยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ


นางไม่กล้าตัดสินเลยว่าลู่ไป่ชวนยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ หากแต่เพียงแค่เขายังมีลมหายใจอยู่ นางย่อมช่วยเขาได้แน่นอน ทว่าหากสิ้นลมไปแล้ว… นางควรทำเช่นไร


“ลู่ไป่ชวน ออกมา ข้ารู้ว่าท่านอยู่ที่นี่”


นางพูดขึ้นด้วยเสียงไม่เบาไม่ดังพร้อมกับมองไปรอบๆ ดูแล้วบริเวณนี้ไม่มีตึกรามบ้านช่องให้หลบซ่อนตัวเลย นอกจากกองหญ้าแห้งๆกองนั้น…


เขาอยู่ในกองหญ้าแห้งนั่นอย่างนั้นหรือ?


ข้อสันนิษฐานของนางยิ่งกระจ่างชัด หญิงสาวสืบเท้าเข้าไปหากองหญ้าแห้งน่าสงสัยอย่างรวดเร็ว


ส่วนลู่ไป่ชวน เมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้ก็ตัวแข็งทื่อไปแล้ว …เขาหูฝาดไปใช่หรือไม่?


ภรรยาเขาอยู่ที่จิงโจวนะ จะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?


ต้องเป็นแผนการของหลินอี้ผิงเป็นแน่!


แต่เสียงของภรรยา มันเหมือนจริงมาก


เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ลู่ไป่ชวนเปิดฝาขวดยาในมือเตรียมเอาไว้แล้ว จากนั้นหญ้าแห้งที่คลุมร่างเขาไว้ก็ถูกเปิดออก ทว่าเขาบาดเจ็บอยู่ การเคลื่อนไหวจึงเชื่องช้า ทำให้เหอจิ่วเหนียงสามารถคว้ามือเขาเอาไว้ได้ 


“ภรรยาของข้าหรือ?”


ลู่ไป่ชวนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นตอนนี้ คนตรงหน้าเป็นคนที่เขาคิดถึงอยู่ตลอดจริงๆหรือ!


“ข้าเอง!”


เห็นสามียังมีชีวิตอยู่ เหอจิ่วเหนียงก็ทั้งโล่ง.อกทั้งดีใจอย่างหาใดเปรียบ หัวใจอัดแน่นด้วยความเต็มตื้น แต่ท่าทางภายนอกยังคงสงบนิ่ง


ลู่ไป่ชวนยังคงคิดว่านี่ไม่ใช่ความจริง เขาต้องถูกพิษไข้เล่นงานจนเลอะเลือนอยู่แน่ๆ จึงคว้าร่างนางมากอดในอ้อมอก


เหอจิ่วเหนียงได้กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจากร่างกายเขา ผ่านมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วแต่คนของหลินอี้ผิงยังตามหาเขาไม่เจอ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะใช้ยาจินฉวงของนางกำจัดกลิ่น จะได้กลิ่นคาวเลือดก็ต่อเมื่ออยู่แนบชิดกันเท่านั้น


เหอจิ่วเหนียงไม่อาจกลั้นความตื้นตันในใจเอาไว้ได้อีกต่อไป ดวงตาค่อยๆร้อนผ่าว นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เหตุใดถึงไม่ระวังตัวเลย?”


ได้กลิ่นหอมสดชื่นจากคนในอ้อม.อก ในที่สุดลู่ไป่ชวนจึงมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นภรรยาของตนจริงๆ พลันนั้นความเคร่งเครียดอันหนักหน่วงตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งถึงตอนนี้ก็มลายหายไปหมดสิ้น


“ข้าใจร้อนเกินไป ขอโทษ...”


เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ ในที่สุดก็ไม่อาจ.อดทนได้อีกต่อไป หลังจากกล่าวขอโทษได้เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มผู้ได้รับความอบอุ่นก็หมดสติไปโดยสมบูรณ์


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจยาวออกมา ดูจากสภาพของเขาแล้ว คืนวันที่ผ่านมาของเขานั้นไม่ง่ายเอาเสียเลย


นางพยุงร่างสูงขึ้น เรียกม้าเข้ามา และนำร่างลู่ไป่ชวนขึ้นบนหลังม้า


สถานการณ์ของลู่ไป่ชวนในตอนนี้อยู่ในขั้นอันตราย เพื่อความปลอดภัย นางจึงใช้ผ้าคลุมใบหน้าตัวเองไว้


เป็นดังคาด หลังเดินออกมาได้ไม่ไกล นางก็ถูกทหารชุดเกราะกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมไว้


“ทิ้งคนบนหลังม้าไว้ แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”


ลู่ไป่ชวนสวมหน้ากากอำพรางใบหน้าจึงจำได้ง่าย


พวกเขาตามหาจนแทบพลิกแผ่นดิน ทุ่มเวลาทั้งวันทั้งคืนก็หาไม่เจอ นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกสตรีผู้นี้ช่วยเอาไว้


เหอจิ่วเหนียงกำลังกลัดกลุ้มใจไม่รู้จะระบายความคับแค้นอย่างไรอยู่พอดี นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาหาถึงที่ นางยิ้มพลางกล่าว “ทำไม พวกเจ้าเองหรือที่ทำร้ายเขา?”


“ใช่แล้วอย่างไร! ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี ทางที่ดีอย่าเข้ามายุ่งเรื่องนี้จะดีกว่า!”


อีกฝ่ายหาได้สะทกสะท้านไม่ สตรีผู้หนึ่งจะทำอะไรพวกเขาได้ ใบหน้าชั่วร้ายแสยะยิ้มเย้ยหยันออกมา


เหอจิ่วเหนียงไม่พูดอะไรอีก ยกแส้ม้าขึ้นตวัดไปทางคนผู้นั้นทันที แส้นั่นก็ราวกับรู้ความอย่างไรอย่างนั้น พุ่งไปเกี่ยวรอบคอคนผู้นั้นอย่างแม่นยำ และลากเขามาตรงหน้า


การโจมตีกะทันหันทำให้คนผู้นั้นตกตะลึง คาดไม่ถึงเลยว่าสตรีผู้นี้จะเก่งกาจขนาดนี้ รู้สึกเจ็บใจที่ตนประมาทศัตรูเกินไป แต่จะมาเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว


เหอจิ่วเหนียงลากเขาเข้ามาตรงหน้า ยกขาถีบศีรษะเขาจนมึน ทันใดนั้นฝ่ายถูกโจมตีก็รู้สึกแขนขาไร้เรี่ยวแรง จนทรุดลงไปคุกเข่าแทบเท้าเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่อาจควบคุมได้


ทหารคนอื่นๆ คิดไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าของตนจะคุกเข่าลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ พวกเขาจึงชักกระบี่ยาวออกมาและพุ่งเข้าหาเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด มือข้างหนึ่งกดศีรษะบุรุษตรงหน้าเอาไว้ และหมุนคอเขาจนหักได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะยกร่างของเขาขึ้นมาแล้วทุ่มใส่กลุ่มคนที่พุ่งเข้ามาหานาง


“หัวหน้าของพวกเจ้าไร้ความสามารถถึงเพียงนี้เลยหรือ หึ กระจอกสิ้นดี!”


เหอจิ่วเหนียงเยาะเย้ยจบก็ชี้หน้าพวกเขาทีละคน “อยากลองดีก็รีบเข้ามา เสียเวลาข้าช่วยชีวิตคน”


คนพวกนั้นหันมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็ง้างกระบี่ยาวพุ่งเข้าหาเหอจิ่วเหนียงอย่างพร้อมเพรียงกัน


เหอจิ่วเหนียงหันไปพูดกับม้า “เจ้าถอยไปข้างหลังหน่อย”


ม้าตัวนั้นก็เข้าใจในสิ่งที่นางพูดจริงๆ ถอยไปด้านหลังอย่างเชื่อฟัง


คนเหล่านั้นไม่สนใจเรื่องราวน่าทึ่งอะไรนี่อีกแล้ว คืนนี้พวกเขาต้องชิงตัวคนผู้นี้มาให้ได้ เช่นนี้เจ้านายของพวกเขาถึงจะจัดการจุดอ่อนของเฉินอ๋องได้


สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้ว คนเหล่านี้ไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้เลย นางง้างมือขึ้น พลังอันแข็งแกร่งก็พุ่งโจมตีไปที่พวกเขาจนร่างกระเด็นลอยออกไป


ครั้งนี้นางไม่ออมมือเหมือนที่โรงหมอในคราวก่อน หลังจากร่างของคนเหล่านั้นกระแทกพื้นแต่ละคนต่างกระอักเลือดออกมาคำโต หลายคนไม่อาจทนต่อพลังอันแข็งแกร่งนี้ได้ อวัยวะภายในพลันเสียหาย และสิ้นลมหายใจไปในที่สุด


คนพวกนี้เกือบเอาชีวิตลู่ไป่ชวนไป ล้วนสมควรตาย!


ความตายแบบไม่ทันตั้งตัวที่พวกเขาได้รับนี้นับว่านางปรานีมากแล้ว หากไม่ใช่เพราะตอนนี้นางต้องรีบพาสามีไปจากที่นี่เพื่อทำการรักษาละก็ นางไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาตายง่ายๆเช่นนี้แน่นอน


เหอจิ่วเหนียงกวักมือเรียกม้า ม้าคู่ใจก็มาหานางอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังส่งเชือกบังเหียนที่คอให้ผู้เป็นนายจับอีกด้วย


ส่วนคนที่เหลือรอดชีวิต นางกล่าวกับพวกเขาอย่างเย็นชา “กลับไปบอกเจ้านายของพวกเจ้าซะ ไม่ว่าใครหน้าไหนที่มาทำร้ายคนของข้า ชีวิตก็จะเจอชะตากรรมเช่นนี้เหมือนกัน”


กล่าวจบนางก็กระโดดขึ้นหลังม้าจากไปทันที


นางติดต่อกับลู่ไป่ชวนทางจดหมายมาโดยตลอด จึงรู้ว่าคฤหาสน์ในเมืองหลวงของเขาอยู่ที่ไหน เพียงแต่จากตรงนี้ไม่อาจรู้ที่ตั้งที่แน่ชัดได้ คงต้องลองหาดู


แต่เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่า ไม่นานก็คงจะมีคนมานำทางนางไป

........


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนขวัญให้กับเหล่าทหารชุดเกราะไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ยังมีชีวิตรอดไม่กี่คนเหล่านั้น พวกเขารีบกลับไปรายงานผู้เป็นนายด้วยความตื่นตระหนก ส่วนทางด้านเหอจิ่วเหนียงก็เป็นดังที่นางคาดไว้ หลังจากเดินทางไปได้ครึ่งทางก็พบกับคนของเฉินอ๋อง


ตอนที่ 416: เขาคือสามีข้า


เหอจิ่วเหนียงปิดบังใบหน้า คนเหล่านี้ไม่เคยเจอเหอจิ่วเหนียงมาก่อนจึงย่อมไม่รู้จักนาง ทั้งยังคิดว่าเป็นคนของหลินอี้ผิงอีกด้วย


กลุ่มคนเข้ามาห้อมล้อมเหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง หญิงสาวจำได้ว่า ชุดที่พวกเขาสวมคล้ายกับเครื่องแบบของลู่ไป่ชวน นางจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ผลีผลามทำอะไร


อย่างไรก็ตาม เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ให้ความมั่นใจเต็มร้อย นางรอให้พวกเขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน


“แม่นาง คนที่แม่นางแบกมาคือใต้เท้าของพวกเรา ส่งตัวมาให้พวกเราเถอะ แล้วพวกเราจะไม่ทำร้ายเจ้า”


หัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นท่าทีจริงจัง พวกเขาไม่อาจเปิดเผยสถานะมากเกินไปได้ แต่ก็ต้องทำให้อีกฝ่ายเชื่อใจ เพื่อจะได้ส่งตัวลู่ไป่ชวนมาให้พวกเขา


“ใต้เท้าของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงย้อนถาม


“ใช่ โปรดแม่นางวางเขาลงด้วย”


ท่าทางของอีกฝ่ายนับว่าสุภาพให้ความเคารพ ดีกว่าคนกลุ่มก่อนหน้านี้มาก เหอจิ่วเหนียงจึงวางใจไม่น้อย


“จะพิสูจน์ตัวตนของพวกเจ้าได้อย่างไร ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่ได้โกหกข้า ฉวยโอกาสจะเอาชีวิตเขา”


เหอจิ่วเหนียงจูงม้า และเดินเข้าหาพวกเขาหลายก้าว


อีกฝ่ายหันมองหน้ากันไปมาด้วยความลังเล


เหอจิ่วเหนียงสงสัยพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่ไว้ใจนางเช่นกัน การที่เหอจิ่วเหนียงจงใจจะเปิดเผยตัวตนของพวกเขา เท่ากับว่าเป็นการเปิดเผยเฉินอ๋องไปด้วย


เห็นพวกเขาลังเล เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ซักไซ้ นางอ้อมไปข้างกายลู่ไป่ชวนและจับชีพจรตรวจอาการให้เขา


ตอนนี้เขามีไข้สูงและไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย อาการเข้าขั้นอันตราย ส่วนบาดแผลเมื่อคืนลู่ไป่ชวนทำแผลเองแล้ว นางมั่นใจในฤทธิ์ยาของตัวเอง เรื่องบาดแผลจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง


หลังจากวินิจฉัยแล้ว แพทย์หญิงจึงหยิบยาลดไข้ออกมาจากห้วงมิติหนึ่งเม็ดป้อนให้เขา


กลุ่มตรงข้ามเห็นดังนั้นก็ตกใจทันที “เจ้าให้เขากินอะไร!?”


เหอจิ่วเหนียงสังเกตอากัปกิริยาของพวกเขา ดูเหมือนว่าพวกเขาร้อนใจและกังวลมากจริงๆ


นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเจือไม่สบอารมณ์เล็กน้อย “เขามีไข้สูง หากยังชักช้าอีก เขาอาจจะเป็นอะไรไปก็ได้”


หัวหน้ากลุ่มกัดฟันแน่น หลังชั่งน้ำหนักความสำคัญแล้ว เขาจึงเดินไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง และล้วงเอาป้ายคำสั่งออกมาจากอกเสื้อ


ป้ายคำสั่งนี้เหอจิ่วเหนียงเคยเห็นมาก่อน เป็นป้ายคำสั่งเหมือนกับที่ฉินเจียนเคยให้นางไว้ในกาลก่อนครั้นพบกันระหว่างทางลี้ภัย พลันนั้นนางจึงมั่นใจแล้วว่า อีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกัน


คนได้รับการยืนยันพยักหน้า พลางกล่าว “อืม เราพวกเดียวกัน รีบไปกันเถอะ นำทางข้าไปที่พัก ข้าจะรักษาให้เขา”


หัวหน้ากลุ่มทั้งอึ้งทั้งสับสน …นางบอกว่าเป็นพวกเดียวกันอย่างนั้นหรือ? แต่เขาในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลยว่ากลุ่มของพวกเขามีแม่นางคนนี้ด้วย!


แต่เสียงการต่อสู้ทางด้านตะวันออกเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือของแม่นางคนนี้… ฝีมือเก่งกาจขนาดนั้น ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ


อีกฝ่ายนำป้ายคำสั่งออกมายืนยันตัวตนแล้ว เหอจิ่วเหนียงจะเงียบเฉยได้อย่างไร นางจึงแสดงตัวบ้าง “เขาคือสามีของข้า”


หัวหน้ากลุ่มตกตะลึงไปอีกครั้ง เปล่งวาจาอุทานอย่างเหลือเชื่อ “พี่สะใภ้หรือ?”


เสียงอุทานของนายทหารร่างใหญ่ค่อนข้างดัง กลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังจึงได้ยินอย่างชัดเจน แต่ละคนพลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ข้าเพิ่งเคยมาจิ้นโจวครั้งแรก ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไร พวกเจ้าช่วยนำทางข้าหน่อย มีเรื่องอะไรเดี๋ยวค่อยคุยกัน”


“ตะ… แต่… แต่พี่สะใภ้อยู่จิงโจวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึง…”


หัวหน้ากลุ่มยังอยู่ในอาการไม่อยากเชื่อ หากจะบอกว่านางคือสตรีบ้านเล็กบ้านน้อยของใต้เท้าลู่ แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินว่าใต้เท้าเป็นคนเช่นนั้นมาก่อนเลย!


“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งมาจากจิงโจว แล้วก็ใช้สิ่งนี้ถึงจะเข้าเมืองมาได้อย่างไรล่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพูดพร้อมกับล้วงเอาป้ายคำสั่งที่ใช้ก่อนหน้านี้ออกมาให้อีกฝ่ายดู


ทันทีที่ป้ายสีทองอร่ามสะท้อนแสงวาบวามประจักษ์ตรงหน้า ก็ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาจะไม่เชื่ออีกแล้ว นี่คือป้ายคำสั่งของหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋น ยามใดที่พวกเขาเห็นป้ายนี้ก็ต้องให้ความเคารพ


“ที่แท้ก็เป็นพี่สะใภ้นี่เอง! ใต้เท้าได้รับการช่วยเหลือแล้ว! รีบตามพวกเรามาเถอะขอรับ!”


หัวหน้ากลุ่มคำนับเหอจิ่วเหนียงด้วยความดีใจ จากนั้นรีบทำหน้าที่นำทางพร้อมกับคุ้มกันพวกนางกลับ


พร้อมกันนั้นก็ส่งคนไปรายงานเฉินอ๋อง ให้คนทางนั้นได้วางใจ


ตอนที่เฉินอ๋องได้รับข่าวนี้ก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เมื่อเช้าเพิ่งให้นกพิราบไปส่งข่าว ตกกลางคืนเหอจิ่วเหนียงก็มาถึงจิ้นโจวแล้ว


นี่มัน… รวดเร็วเกินไปแล้วกระมัง!


อีกอย่าง นี่ก็ยังไม่เห็นเงาของพวกฉินเจียนเลยด้วยซ้ำ!


เฉิงเหมิงกล่าวเสริม “กระหม่อมส่งคนไปถามที่ประตูเมืองแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮูหยินลู่เพิ่งจะเข้าเมืองมาไม่นานนี่เอง ทั้งยังถือป้ายคำสั่งของหน่วยหั่วอวิ๋นมาด้วย น่าจะเป็นใต้เท้าลู่ให้ไว้ก่อนหน้านี้พ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องยังรู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง จึงตัดสินใจจะไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง


พระชายารีบมาห้ามเขาไว้ “ท่านอ๋อง นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยไปเถอะเพ.คะ ฮูหยินลู่เดิมทีก็เป็นสตรีน่าทึ่งอยู่แล้ว ไม่ต้องประหลาดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางหรอกเพ.คะ นางฝีมือการแพทย์เยี่ยมยอด มีนางอยู่ ใต้เท้าลู่ต้องไม่เป็นอะไรแน่นอนเพ.คะ”


เฉินอ๋องได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ตอนนี้นางน่าจะกำลังทำแผลให้ลู่ไป่ชวนอยู่ ต่อให้เขาไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตอนนี้อย่าร้อนใจเกินไปดีกว่า


“พระชายาพูดถูก เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยไปก็แล้วกัน”


พระชายาพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วกล่าวเสริม “พรุ่งนี้หม่อมฉันจะไปกับท่านอ๋องด้วยนะเพ.คะ หม่อมฉันอยากทำความรู้จักกับฮูหยินลู่มานานแล้ว!”


เฉินอ๋องได้ยินวาจาของภรรยาก็รู้สึกขบขัน “ก็ได้ ก็ได้ ข้ารู้ว่าเจ้าน่ะอยากทำความรู้จักกับฮูหยินลู่ตั้งนานแล้ว เช่นนั้นพรุ่งนี้เราไปด้วยกัน!”


พระชายาพยักหน้าพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะพาสาวใช้ประจำตัวกลับไป ส่วนเฉินอ๋อง หลังพระชายากลับไปพักผ่อนแล้วเขาก็กลับมาครุ่นคิดเรื่องลู่ไป่ชวนต่อ


ผ่านไปชั่วยามกว่าอ๋องวัยกลางคนก็ยังนอนไม่หลับ เขาถามเฉิงเหมิงขึ้น “ทางด้านหลินอี้ผิงเป็นอย่างไรบ้าง?”


“เหมือนว่าตอนที่ฮูหยินลู่พบใต้เท้าลู่ได้ไม่นาน คนของจวนตระกูลหลินก็เจอกับพวกนางเข้าพ่ะย่ะค่ะ คนพวกนั้นจะชิงตัวใต้เท้าลู่ แต่ถูกฮูหยินลู่จัดการจนเรียบ เหลือรอดกลับไปส่งข่าวแค่ไม่กี่คนพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องได้ยินดังนั้นก็ยิ่งสนใจ เขาถามต่อ “อีกฝ่ายยกพวกกันไปกี่คน?”


“ประมาณสี่สิบห้าสิบคนพ่ะย่ะค่ะ ทางทิศตะวันออกของเมืองมีศพจำนวนสี่สิบกว่าศพ ศพเหล่านั้นยังไม่มีใครเข้าไปจัดการ คนของเราไปตรวจสอบแล้ว พบว่าอวัยวะภายในแตกจนหมดพ่ะย่ะค่ะ”


เฉินอ๋องได้ฟังก็พออนุมานได้แล้ว เขากล่าวน้ำเสียงติดทึ่งๆเล็กน้อย “นั่นก็หมายความว่า นางจัดการคนสี่สิบกว่าคนได้ภายในกระบวนท่าเดียวน่ะสิ”


“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”


เฉิงเหมิงพยักหน้า โชคดีที่นางเป็นพวกเดียวกัน หากเป็นศัตรู คาดว่าพวกเขาเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางแน่นอน


ฮูหยินลู่ผู้นี้ เหตุใดถึงได้เก่งกาจเพียงนี้กันนะ


“สตรีน่าทึ่งก็ยังคงเป็นสตรีน่าทึ่ง! ไม่แปลกใจเลยที่นางสามารถนำพาครอบครัวลี้ภัยไปถึงจิงโจวได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังสามารถสร้างกิจการได้ใหญ่โตเช่นนี้อีก สองสามีภรรยาแซ่ลู่คู่นี้ช่างเป็นความโชคดีของข้ามากจริงๆ!”


เฉินอ๋องชื่นชมไม่หยุดปาก เฉิงเหมิงที่อยู่ข้างๆ ก็ดีใจแทนเจ้านายตัวเองเหมือนกัน มีคนที่มีความสามารถเช่นนี้คอยช่วยเหลือ เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนพวกนั้นจะทำอะไรได้


“หลินอี้ผิงนั่นสูญเสียครั้งใหญ่ อาจหมดหนทางจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีก หรืออย่างมากก็ระยะเวลาหนึ่ง เจ้าส่งคนไปจับตาดูให้ดี แล้วบอกพวกสหายพี่น้องที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทั้งคืนเหล่านั้นไปพักผ่อนเสีย”


“พ่ะย่ะค่ะ”


เฉิงเหมิงรับคำสั่งและออกไปจัดการทันที ส่วนเฉินอ๋อง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจสงบจิตใจกับความตื่นเต้นนี้ได้เลย รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ


ตามหลักแล้ว ความเร็วของนกพิราบต้องใช้เวลาถึงค่อนวันกว่าจะไปถึงจิงโจว ยามนั้นก็น่าจะเกือบพลบค่ำ และหากเหอจิ่วเหนียงออกเดินทางเร็วที่สุดหลังจากได้รับข่าวก็ต้องเป็นช่วงพลบค่ำ แต่นี่ตกกลางคืนนางก็มาถึงจิ้นโจวแล้ว เวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่นาน ทั้งยังตามหาลู่ไป่ชวนได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะคิดพิสดารอย่างไรก็น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก


น่าทึ่ง ช่างน่าทึ่งเกินไปแล้ว!


นางทำได้อย่างไรกัน!


เร็วยิ่งกว่านกพิราบซะอีก นางบินมาหรืออย่างไร!


ตอนที่ 417: ชีวิตนี้จะขออยู่เป็นภรรยาของเขาอย่างมีความสุข


ในเรื่องการแก่งแย่งชิงดี ย่อมมีทั้งฝ่ายสุขสมและฝ่ายที่ต้องทุกข์ตรม


หลินอี้ผิงเข้านอนไปแล้ว ทว่ากลับถูกลูกน้องของเขาปลุกขึ้นมาจากห้วงนิทรา พร้อมกับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทางทิศตะวันออกของเมืองด้วยความตื่นตระหนก พอได้ฟังคำรายงาน คนที่ถูกปลุกจากฝันดีก็ต้องตกใจจนอึ้ง ความง่วงงุนมลายหายไปในบัดดล


“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้าหมอนั่นถูกผู้หญิงคนหนึ่งเอาตัวไป ทั้งยังฆ่าคนของเราไปสี่สิบกว่าคนอย่างนั้นหรือ?”


เขาไม่อยากจะเชื่อเลย ดวงตาแข็งกร้าวแผ่ไอโหดเหี้ยมจับจ้องลูกน้องเขม็ง ลูกน้องคนนั้นก็ได้รับบาดเจ็บหนักมาเช่นกัน มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกไว้ คุกเข่าอยู่บนพื้น เอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก


ถึงแม้สภาพแทบจะไม่ไหวแล้วเขาก็ไม่กล้าแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้เป็นนายในยามนี้ พยักหน้าแล้วกัดฟัดอดทนต่อความเจ็บปวด พยายามรายงานต่อ “ผู้หญิงคนนั้นโหดร้ายมากขอรับ นางเก่งกาจยิ่งนัก พวกเรา…อึก พวกเราล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง…


พรวด!”


พูดได้เพียงเท่านี้เขาก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป ผลจากการที่อวัยวะภายในถูกทำลายทำให้ต้องกระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง และเขาก็ฟุบลงไปต่อหน้าต่อตาหลินอี้ผิง…แน่นิ่งไปในที่สุด


คนจำนวนมากตายไปในที่เกิดเหตุ คนที่เหลือรอดมีสองคนที่สิ้นลมหายใจไประหว่างทาง มีเพียงเขาที่กัดฟันกลับมารายงานข่าวถึงที่นี่ได้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย


หลินอี้ผิงพลันเดือดดาลเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น เขาหันไปสั่งการลูกน้องข้างกายเรื่องหนึ่งก่อน “เอาศพพวกเขาไปฝัง นำเงินเยียวยาให้ครอบครัวพวกเขาด้วย”


ถึงแม้เขาจะไม่เรียกลูกน้องว่าสหายพี่น้องเหมือนที่เฉินอ๋องทำ แต่คนที่ยอมตายเพื่อเขา เขาไม่มีทางปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมแน่นอน


“ขอรับ”


ในห้องเหลือเพียงหลินอี้ผิง เขาเอามือไพล่หลังพร้อมกำหมัดแน่น เห็นได้ชัดว่าความโกรธของเขาพุ่งถึงขีดสุด


ช่วงนี้เขาพบเจอแต่ความสูญเสียไม่หยุดยั้ง คนที่ส่งไปสังหารผู้หญิงคนนั้นที่จิงโจวก็เงียบหายไปไม่ส่งความคืบหน้ากลับมา ครั้งนี้ก็สูญเสียกำลังไปอีกกว่าหลายสิบชีวิต คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เขาฝึกฝนมาอย่างตั้งใจตลอดหลายปี …แต่กลับถูกปลิดชีพไปง่ายๆเช่นนี้น่ะหรือ?


ผู้หญิงในคืนนี้คนนั้น…เป็นใครกันแน่?


ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เฉินอ๋องรับคนมีความสามารถมาใหม่เป็นสตรี…


ถึงจะโมโหมากแค่ไหน แต่คนอย่างเขารู้ดีว่าต้องสงบสติอารมณ์เอาไว้ สถานการณ์ในตอนนี้เขาไม่อาจบุ่มบ่ามได้


ตอนนี้นอกจากเพิ่มกำลังป้องกัน เขาก็ไม่อาจทำอย่างอื่นได้แล้ว


เฉินอ๋องต้องส่งคนมาจับตาดูเป็นแน่ เห็นชัดว่าเริ่มสงสัยตัวตนของเขาแล้ว ช่วงนี้เขาไม่อาจปรากฏตัวได้อีก หาไม่อาจถูกจับได้แน่ ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขาคงได้สูญเปล่า


ส่วนเฉินอ๋อง เขาต้องเร่งหาวิธีกำจัดความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายให้ได้ ไม่อย่างนั้นหากชักช้า แม้แต่โอกาสเพียงน้อยนิดก็จะไม่มีอีกแล้ว


ตอนนี้ต้องบอกว่า สถานการณ์การแย่งชิงบัลลังก์ทางด้านของเขาน่าเป็นห่วง หากเฉินอ๋องได้นั่งตำแหน่งนั้นละก็ พวกเขาต้องตายแน่!

.......


ทางด้านเหอจิ่วเหนียง เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ก็ให้ห้องครัวทำอาหารมื้อดึกให้กลุ่มคนที่นำทางนางมาได้กินกัน ทั้งยังให้จัดเตรียมห้องหับให้พวกเขาได้ค้างแรม


คนเหล่านี้อดหลับอดนอนออกตามหาลู่ไป่ชวนกันมาทั้งวันทั้งคืน ต้องแสดงความขอบคุณต่อพวกเขา


เหล่าทหารทั้งเหนื่อยทั้งหิวมากจริงๆ แต่กลับไม่มีใครสนใจการกินการนอนเลยสักคน เพราะพวกเขามีเรื่องแปลกใจมากที่ไม่อาจวางลงได้ …พี่สะใภ้มาถึงจิ้นโจวรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร? เหล่าชายฉกรรจ์จึงมารวมตัวกัน อยากดูอาการของลู่ไป่ชวน และอยากรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมาจิ้นโจวด้วยวิธีใดด้วย


ลู่ไป่ชวนบาดเจ็บภายนอก และเขาได้ทำแผลให้ตัวเองมาก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่ได้เป็นอะไรมาก เหอจิ่วเหนียงก็ใจดี ให้พวกเขาได้เข้ามาเยี่ยม


ในเมื่อมีคนอยู่ นางจึงสั่งให้พวกเขาช่วยนางด้วยเสียเลย


“ถอดเสื้อผ้าเขาออกให้หมด เหลือไว้แค่กางเกงชั้นในก็พอ”


เรื่องเหล่านี้ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะทำคนเดียวได้ แต่อยู่ต่อหน้าคนมากมาย นางไม่สะดวกจะทำจริงๆ อย่างไรเสียมีคนให้เรียกใช้ หากไม่ใช้ก็เสียดายเปล่า


เหล่าทหารย่อมพยักหน้าตอบตกลงอยู่แล้ว ขอแค่ใต้เท้าลู่รอด จะให้พวกเขาทำสิ่งใดพวกเขาทำได้ทั้งหมด


ทว่าตอนที่พวกเขาช่วยกันถอดเสื้อผ้าให้ลู่ไป่ชวน และได้เห็นบาดแผลทั่วร่างเขา ใบหน้าแต่ละคนต่างก็แข็งทื่อโดยพลัน


แผลบนหน้าอกสี่แผล แผ่นหลังสองแผล บนหน้าอกมีสามแผลที่อันตรายถึงชีวิต! 


หากไม่ได้ยาของเหอจิ่วเหนียง คาดว่าคงอดทนมาจนถึงตอนนี้ไม่ได้แน่


นอกจากนี้ ทั่วทั้งร่างกายยังมีบาดแผลเล็กๆเต็มไปหมด ถึงจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความเจ็บปวดมาก


“หลินอี้ผิงนั่นต้องการชีวิตของใต้เท้าชัดๆ!”


หัวหน้ากลุ่มสบถออกมาด้วยความโกรธแค้น


คนอื่นๆขยับเข้ามาดู แต่ละคนถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดเฮือกใหญ่ด้วยความตกใจ


เหอจิ่วเหนียงยังมีท่าทีสงบ จากสภาพของเขา การบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้เป็นเรื่องที่นางคาดเอาไว้บ้างแล้ว


ทุกคนดูเพียงแวบเดียวก็ถอยร่นออกไป เว้นพื้นที่ให้เหอจิ่วเหนียงได้ทำแผลให้คนเจ็บ ตอนแรกพวกเขากะว่าจะถามเรื่องราวการเดินทางมาจิ้นโจวของเหอจิ่วเหนียงสักหน่อย แต่พอเห็นลู่ไป่ชวนบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะถามเรื่องใดอีกแล้ว ได้แต่กล่าว “พี่สะใภ้ทำแผลเถอะขอรับ อย่ากังวลมากไปล่ะ ใต้เท้าต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า นางรู้ว่าลู่ไป่ชวนต้องไม่เป็นอะไร


ทุกคนพากันออกไป เหอจิ่วเหนียงจึงได้ลงมือทำแผลให้เขาอย่างจริงจัง


แผลที่ใส่ยามาก่อนแล้วไม่มีอะไรน่าห่วง แต่แผลที่ไม่ได้ใส่ยามาก่อนนี่สิ ปัญหาใหญ่ทีเดียว บวกกับโดนฝนมาด้วย ตอนนี้แผลเริ่มเปื่อยแล้ว หากไม่รีบทำแผลจะติดเชื้อและเป็นอันตรายได้


เหอจิ่วเหนียงล้างแผลที่ใส่ยามาก่อนหน้าไปรอบหนึ่ง แผลใหญ่ก็ทำการเย็บ แผลเล็กก็ใช้ผ้าพันแผลเอาไว้ จากนั้นจึงเริ่มรักษาแผลหนองบริเวณด้านหลัง


แผลหนองส่วนที่เน่าเปื่อยต้องตัดออกและใส่ยาลงไป จากนั้นจึงเย็บและใช้ผ้าพันแผลไว้ ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะทำทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว แต่ก็ใช้เวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามกว่าจะทำแผลเสร็จ


ระหว่างนั้นลู่ไป่ชวนสลบไสลลึกมาก ไม่มีการตอบสนองเลยแม้แต่น้อย


ในที่สุดกว่าเหอจิ่วเหนียงจะได้นั่งพักก็เป็นเวลารุ่งสางแล้ว คนรับใช้ยกอาหารเช้าเข้ามา “ฮูหยิน บ่าวต้มโจ๊กมาให้ ดื่มสักหน่อยนะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงหิวอยู่พอดี จึงรับมาดื่ม ก่อนหันไปกำชับกับคนรับใช้ “เตรียมน้ำอุ่นมาให้ข้าหน่อย แล้วก็ต้มโจ๊กมาเพิ่มอีก เดี๋ยวไป่ชวนตื่นจะได้กิน”


“เจ้าค่ะ”


หญิงรับใช้วัยกลางคนตอบรับด้วยความเคารพก่อนเดินออกไป


เหอจิ่วเหนียงใช้เวลานี้สำรวจบรรยากาศโดยรอบ คฤหาสน์หลังนี้เทียบกับสวนชีสุ่ยไม่ได้ แต่ก็ไม่แย่เลย สิ่งของที่ควรมีก็มีพร้อม นอกจากนี้ ในช่วงนี้ลู่ไป่ชวนสั่งให้คนปรับปรุงใหม่ในหลายๆส่วน ทั้งยังตกแต่งออกมาในแบบที่นางชอบอีกด้วย เมื่อเทียบกันแล้ว ที่นี่แทบไม่ต่างจากเรือนหลักในสวนชีสุ่ยที่นางอาศัยอยู่เลย


เหอจิ่วเหนียงมองคนที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงด้วยอารมณ์และความรู้สึกภายในใจที่แสนซับซ้อน


ถึงแม้นางจะยังไม่มีแผนการเดินทางมาที่จิ้นโจว แต่เขาก็คิดเพื่อนางอยู่ตลอด ทำให้นางที่มาจิ้นโจวตอนนี้รู้สึกไม่ต่างจากอยู่ที่จิงโจวเลย


นางเดินกลับไปเฝ้าเขาข้างเตียงอีกครั้ง มองคนที่หลับไหล ดวงใจที่หนักอึ้งก็ค่อยๆสงบลง


ขณะนี้ชายหนุ่มไม่ได้สวมหน้ากาก ใบหน้าของเขาฟื้นฟูจนแทบเป็นปกติแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆเท่านั้น อันที่จริงไม่ต้องสวมหน้ากากแล้วก็ได้ แต่ช่วงนี้อยู่ในระหว่างการตามสืบเรื่องของหลินอี้ผิง การไม่เปิดเผยหน้าตาจึงดีกว่า


ผู้เฒ่าลู่และนางซุนหน้าตาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ สี่พี่น้องบ้านสกุลลู่ล้วนหน้าตาดีกันทั้งสิ้น และลู่ไป่ชวนก็หน้าตาดีที่สุดในบรรดาสามพี่น้องชาย 


เมื่อยิ่งมองเขา เหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งถูกใจ


โชคดีที่คืนนี้นางมาถึงเร็ว ขืนนางช้าไปเพียงก้าวเดียว คนของจวนตระกูลหลินต้องตามหาลู่ไป่ชวนเจอแน่ ถึงตอนนั้นน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ต่อให้ใช้ยาพิษก็อาจสู้กำลังของอีกฝ่ายไม่ได้


“เฮ้อ ดูเหมือนว่าท่านจะติดค้างข้ามากเกินไปแล้ว คงทำได้แค่เอาตัวเข้าแลกแล้วละ”


เหอจิ่วเหนียงพึมพำกับตัวเองเสียงเบา แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ


ชีวิตนี้ทั้งชีวิต นางจะขออยู่เป็นภรรยาของเขาอย่างมีความสุข


ตอนที่ 418: การบาดเจ็บครั้งนี้ดูเหมือนจะคุ้มค่ามาก


ตอนที่ลู่ไป่ชวนฟื้นขึ้นมา เหอจิ่วเหนียงไม่ได้อยู่ในห้อง เห็นตัวเองนอนอยู่ในห้องตัวเองเช่นนี้คนหมดสติไปนานก็รู้สึกงุนงง ไม่รู้ว่าตนกลับมาที่นี่ได้อย่างไร


ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็นึกถึงความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนที่ภาพจะตัดไปได้ ดูเหมือนว่าภรรยาของเขาจะมาช่วย…


แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้กระมัง ภรรยาเขาอยู่จิงโจวไม่ใช่หรือ?


เขาจำได้ว่า ตนเองซ่อนตัวอยู่ใต้กองหญ้าแห้งเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ภรรยาเขาจะมาถึงเร็วขนาดนี้ได้อย่างไรกัน?


หรือว่าเขาฝันไป?


พอก้มลงมองสำรวจร่างกายตนเองก็พบว่า ตอนนี้ตนสวมเพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว… เขาจำได้รางๆว่า เมื่อคืนเหมือนจะมีผู้หญิงคนหนึ่งเช็ดตัวให้เขา…


หากนั่นไม่ใช่ภรรยาเขาแล้วจะเป็นใครล่ะ…


คนรับใช้ในคฤหาสน์ล้วนแต่มีอายุแล้วทั้งนั้น ไม่น่าจะเป็นพวกนางไปได้


หรือตอนที่เขาไม่มีสติ… ได้ทำเรื่องผิดต่อภรรยาลงไปแล้ว… อย่างนั้นหรือ?


คนเพิ่งได้สติคิดสาละวนจนเกิดเสียงเขย่าขวัญขึ้นในหัว… สรรพางค์พลันชาวาบ ร้อนรุ่มราวกับภายนอกไหม้เกรียม ภายในหลอมเหลวไปแล้วก็มิปาน


เขาอยู่หนานไท่มาตั้งหลายปี เผชิญกับการยั่วยวนมาหลากหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่เคยเผลอไผลกับพวกมันเลยสักครั้ง คงไม่พลาดพลั้งง่ายๆเช่นนี้กระมัง!


ลู่ไป่ชวนยิ่งคิดก็ยิ่งตกใจ จึงรีบลุกขึ้นตรวจสอบร่างกายของตนเองว่ามีร่องรอยของการร่วมรักหรือไม่ โดยไม่สนใจบาดแผลบนร่างกายของตนเองเลย


เหอจิ่วเหนียงถือชามโจ๊กเดินเข้ามาพอดี จึงเห็นท่าทีของเขาที่กำลังหันรีหันขวางมองร่างกายตัวเองด้วยความตื่นตระหนก


“ท่านจะดูอะไรหรือ นอนดีๆสิ เดี๋ยวแผลก็ฉีกหรอก”


น้ำเสียงอันคุ้นเคยทำให้ลู่ไป่ชวนพลันตัวแข็งทื่อ เงยหน้ามองที่มาของเสียงด้วยความตกใจถึงขั้นลืมหายใจ เมื่อเห็นใบหน้าที่เขาคิดถึงทุกคืนวัน ก็ยังรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความจริง


“ฮูหยิน ใช่เจ้าจริงๆหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วพลางถามเขา “ทำไม เห็นหน้าข้าแล้วผิดหวังมากถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”


“ปะ… เปล่า!”


เขาส่ายหน้าราวกับส่ายกลองป๋องแป๋ง จากนั้นพูดต่อ น้ำเสียงยังคงเจือความอึ้ง “ข้าก็แค่ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าจะมาถึงจิ้นโจวรวดเร็วถึงเพียงนี้ เจ้ามาได้อย่างไร…”


“ข้าบินมาน่ะ”


เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างราบเรียบ มุมปากลู่ไป่ชวนกระตุกเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เชื่อ


เขาคิดเอา(แบบเข้าข้างตัวเอง) ว่า อาจเป็นเพราะภรรยาคิดถึงเขาแล้วก็เลยเดินทางมาจิ้นโจว แล้วระหว่างทางได้รู้ข่าวว่าเขาหายตัวไปพอดี จึงมาถึงเร็วเช่นนี้


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่อยากหลอกเขา นางกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านเองก็คงจะรู้อยู่แล้วว่าข้ามีของลึกลับมากมายหลายอย่าง ที่ข้ามาถึงจิ้นโจวเร็วเพียงนี้ก็เพราะข้ามีวิธีของข้า ต่อให้ในใจท่านสงสัยมากเพียงใดก็ต้องเก็บเอาไว้ก่อน เมื่อไรที่ข้าอยากบอกท่าน ข้าจะบอกเอง”


วาจาของนางหมายความว่าตอนนี้ยังไม่อยากบอก ลู่ไป่ชวนน้อยใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจให้เสียบรรยากาศ จึงพยักหน้าพลางกล่าว “ก็ได้ เจ้าอยากบอกเมื่อไรก็ค่อยบอกข้าแล้วกัน แต่หากไม่อยากบอกเลยก็ไม่เป็นไรนะ ข้าจะไม่ถาม”


เขารู้สึกมาตั้งนานแล้วว่า ภรรยาของเขาไม่เหมือนเดิม ถึงแม้ในใจจะอยากรู้มากว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับนาง แต่เขาก็ไม่อยากบังคับให้นางต้องลำบากใจ


เขารู้แค่ว่า นี่คือภรรยาของเขา เก่งกาจมากความสามารถ เป็นวาสนาของเขาที่มีนางเป็นภรรยา เท่านี้ก็พอแล้ว


เหอจิ่วเหนียงพอใจกับทัศนคติของเขามาก ผู้ที่ฉลาดล้วนต้องมีไหวพริบ หลายๆเรื่องไม่จำเป็นต้องเปิดเผย รอถึงเวลาที่นางอยากบอก ตอนนั้นก็จะได้รู้เอง


เหอจิ่วเหนียงนั่งลงข้างเตียง เตรียมจะป้อนโจ๊กให้สามี เขาเองก็กลับขึ้นมาบนเตียง แล้วคว้าร่างนางมากอดไว้ในอ้อมอก


“ฮูหยิน ขอบใจเจ้ามาก”


เขาหมดสติไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ในความฝันของเขาล้วนเป็นเงาร่างของนาง รอยยิ้มของนาง กระทั่งท่าทางซุกซนของนาง ทุกอย่างที่เป็นนางล้วนเป็นแรงผลักดันให้เขายืนหยัดต่อไป


เหอจิ่วเหนียงปล่อยให้อีกฝ่ายกอด สวรรค์รู้ดีว่าเมื่อคืนตอนที่นางรู้ว่าเขาหายตัวไป จะเป็นหรือตายไม่รู้แน่ชัด หัวใจของนางทุกข์ร้อนมากเพียงใด ถึงขั้นคิดไว้ว่า หากลู่ไป่ชวนเป็นอะไรไปละก็ นางจะทำให้หลินอี้ผิงรู้สึกเสียใจไปทั้งชีวิต


“เอาละ ในเมื่อข้ามาแล้วก็ไม่มีทางให้ท่านต้องเจ็บตัวเปล่าๆแน่ ข้าจะช่วยแก้แค้นให้ท่านแน่นอน”


นางตบหลังบริเวณที่ไม่มีแผลของลู่ไป่ชวนเบาๆเพื่อปลอบ ท่าทางของนางราวกับ… สามีกำลังปลอบภรรยาที่ได้รับความกล้ำกลืนใจก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนรู้สึกแปลกๆ…


เอ๊ะ… บทบาทมันผิดไปหน่อยหรือไม่!


แต่ไม่นานความคิดของเขาก็เลือนหาย เพราะเหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อเสียงเย็น “หลินอี้ผิงกล้าเล่นงานท่าน ข้าจะทำให้เขารู้จักกับคำว่า ‘เสียใจทีหลัง’ เอง”


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ว่าจะบอกความในใจของตัวเองกับคนในยุคโบราณเช่นไร ตอนนี้ในหัวของสตรีสองภพมีเพียงประโยคที่ว่า…


‘พี่พูดไม่เก่ง แต่พี่รักหนูนะ’


ลู่ไป่ชวนไหนเลยจะรับรู้ถึงความคิดกระด้างกระเดื่องแต่เถรตรงในใจของหญิงสาว เขาเกรงว่าตอนนี้นางคิดเพียงอยากจะไปสับร่างหลินอี้ผิงเป็นชิ้นๆแล้ว จึงรีบกล่าว “เจ้าอย่าใจร้อนนะ หลินอี้ผิงผู้นี้มีความน่าสงสัยเต็มไปหมด อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามดีกว่า รอตอนค่ำข้าจะให้คนไปถามความเห็นจากท่านอ๋องก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”


เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบน “นี่ในใจท่านคิดว่าข้าเป็นคนไร้สมองไปแล้วอย่างนั้นหรือ ต้องการให้ใครสักคนตายน่ะมันง่าย แต่สำหรับหลินอี้ผิงแล้ว ไม่คู่ควรกับอะไรง่ายๆเช่นนั้น”


ลู่ไป่ชวนยิ้มเจื่อนๆ และยอมรับผิด “เป็นข้าที่ประเมินเจ้าต่ำไป เจ้าน่ะฉลาดเกินกว่าใครๆซะอีก”


“แน่นอนอยู่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงน้อมรับคำชมอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นก็ป้อนโจ๊กให้เขา “อะ กินตอนที่ยังร้อนๆ นี่ข้าทำเองเลยนะ”


ความหมายโดยนัยก็คือ รีบกินซะ อย่าทำให้เสียของ


ลู่ไป่ชวนเผยสีหน้าเปรมปรีดิ์ออกมา กินไปคำหนึ่งแล้วพยักหน้า “อร่อยมาก ข้าชอบมาก!”


“อร่อยใช่หรือไม่ หากเป็นคนอื่นข้าไม่ยอมทำให้กินหรอกนะจะบอกให้”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางภาคภูมิใจ ไม่ใช่ว่านางทำอาหารไม่เป็น เพียงแต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ความชอบของนาง ดังนั้นก่อนหน้านี้ตอนอยู่บ้าน นางก็ทำให้พอผ่านๆไป ทำให้คนในบ้านรู้สึกว่านางทำอาหารไม่อร่อย จากนั้นก็เปลี่ยนให้คนอื่นมาทำ


นี่เป็นแผนการของคนขี้เกียจอยากอู้งานอย่างไรล่ะ ฮี่ๆๆ…


เห็นรอยยิ้มอันสดใสของภรรยา ลู่ไป่ชวนก็รู้สึกสบายใจมาก อ้าปากกินเข้าไปอีกคำโต


ลู่ไป่ชวนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า การกระทำของเหอจิ่วเหนียงที่มีต่อเขาในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว หากเป็นเมื่อก่อน นางไม่มีทางเป็นคนเริ่มป้อนอาหารให้เขาแน่นอน ทั้งยังมักหนีหน้าเขาอยู่บ่อยๆ รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยกับเขา แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ครั้งนี้นางเป็นคนเริ่มเข้าหาและทำสิ่งต่างๆให้เขามากขึ้น


ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า การบาดเจ็บในครั้งนี้ดูเหมือนจะคุ้มค่ามาก


แต่เขาก็เก็บความร่าเริงเหล่านั้นเอาไว้ในใจ เขาไม่เพียงไม่พูดเท่านั้น แต่ไม่แสดงออกมาอีกด้วย คิดอยากจะดูการกระทำของภรรยาต่อไป หากนางเป็นเช่นนี้ไปได้ตลอด ไม่แน่กลับจิงโจวไป เขาอาจได้ย้ายกลับไปนอนในห้องหลักก็ได้


อืม ย้ายกลับไปนอนห้องหลัก คาดว่าจะเป็นจริงในไม่ช้า!


ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆคนรับใช้ก็เข้ามารายงาน “นายท่าน ฮูหยิน ท่านอ๋องและพระชายามาเจ้าค่ะ”


“รีบเชิญเข้ามา!”


ลู่ไป่ชวนตอบรับทันที และพยายามจะลุกขึ้น ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร แต่ก็ยังช่วยพยุงเขา


แต่ยังไม่ทันได้พยุงขึ้นมา เฉินอ๋องและพระชายาก็เข้ามาพอดี ทั้งสองเห็นดังนั้นก็รีบห้าม “เจ้าบาดเจ็บอยู่นะ นอนเถอะ ไม่ต้องมากพิธีหรอก!”


“ขอบพระทัย.องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”


“ขอบพระทัยเพ.คะ”


ลู่ไป่ชวนเอนกายลงนอนทันที เหอจิ่วเหนียงจึงได้เข้าใจแล้วว่า เมื่อครู่เขาแค่แสร้งทำท่าทางเท่านั้น ที่แท้ก็รอให้เฉินอ๋องกล่าวประโยคนี้


เฉินอ๋องไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เห็นสีหน้าของลูกน้องคนสนิทดูดีใช้ได้ ทั้งยามพูดจาก็มีเรี่ยวมีแรง ในที่สุดเขาก็วางใจลงแล้ว


ตอนที่ยังไม่ได้เข้ามา เขาจินตนาการไปว่า ตนเองจะเข้ามาเห็นลู่ไป่ชวนในสภาพหมดสติและอยู่ในอาการย่ำแย่


ส่วนพระชายาไม่ได้มองลู่ไป่ชวนเลย ทันทีที่เข้ามาสายตาก็หยุดอยู่ที่เหอจิ่วเหนียง ตกตะลึงกับความ.งดงามของอีกฝ่ายไปแล้ว


ตอนที่ 419: โดนประจบประแจง


ชายาอ๋องคิดไว้อยู่แล้วว่าเหอจิ่วเหนียงต้องรูปโฉม.งดงามมากแน่ๆ แต่พอได้เห็นตัวจริง ก็ยังต้องตกตะลึงในความ.งดงามจนอึ้งไป


สตรีตรงหน้าขนาดยังไม่ได้แต่งเติมยังงดงามมากถึงเพียงนี้ ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะ ริมฝีปากสีหวานอวบอิ่มมีเสน่ห์ เส้นผมดำขลับรวบไปด้านหลังโดยใช้ปิ่นอันเดียวปักยึดไว้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ปอยผมที่ห้อยลงมาจากหน้าผากยิ่งทำให้เห็นชัดว่าไม่ตั้งใจ หากแต่ขับให้นางงดงามมากขึ้น


พระชายาสามารถตบหน้าอกรับประกันได้เลยว่า ทั่วทั้งเมืองหลวงไม่มีสตรีคนใดงดงามเทียบได้กับสตรีที่อยู่ตรงหน้านางในตอนนี้ได้อีกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะประคองลู่ไป่ชวนให้นอนลง ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นพระชายาจับจ้องตนเองด้วยแววตาลุ่มหลงก็ผงะไป รู้สึกประดักประเดิดเล็กน้อย


พระชายาเป็นอะไรไปนะ?


สายตาคู่นั้น… เหตุใด…


ถึงแม้กิริยาท่าทางของนางจะห้าวๆเหมือนผู้ชาย แต่นางก็ชอบผู้ชายนะ!


อาจเป็นเพราะรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายทำตัวไม่ถูก พระชายาจึงดึงสายตากลับมา จากนั้นยิ้มพลางกล่าว “ท่านนี้คงเป็นฮูหยินลู่กระมัง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ งดงามน่าทึ่งยิ่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก!”


เหอจิ่วเหนียง “...”


วาจานี้… ราวกับว่า พระชายาเป็นชายคลั่งสาวงามตงิด.ตงิด แฮะ


แต่คนถูกชมยังคงยิ้มอย่างให้เกียรติและกล่าวอย่างนอบน้อม “พระชายากล่าวชมเกินไปแล้วเพคะ”


ส่วนเฉินอ๋อง ถึงแม้จะเห็นด้วยว่าฮูหยินลู่มีรูปโฉม.งดงาม แต่เขาไม่มีความคิดอื่นใดไปมากกว่านี้ และนางคือภรรยาของลู่ไป่ชวน เพียงแต่ เขาทึ่งกับความสามารถในการเดินทางมาถึงจิ้นโจวของนางเท่านั้น เขาจึงกล่าวถามออกไป “ฮูหยินลู่เดินทางมาอย่างไรหรือ หากไม่ผิดจากการคาดการณ์ของข้า  กว่าจดหมายจะไปถึงจิงโจว ก็คงจะเป็นยามพลบค่ำแล้วกระมัง?”


“เพคะ รู้ข่าวตอนพลบค่ำแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างจริงใจ แล้วกล่าวต่อ “พอรู้ข่าวก็รีบเดินทางมาเลยเพ.คะ รีบเร่งจนระหว่างเดินทางม้าตายไปหลายตัวเลยเพ.คะ”


“แล้วพวกฉินเจียนล่ะ?”


“พวกเขาตามหลังมายังไม่ถึงเพ.คะ ข้ามาถึงเร็วก็เพราะคิดถึงและเป็นห่วงสามีน่ะเพ.คะ แหะๆ”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มอย่างเขินอาย เห็นได้ชัดว่าต้องการบอกให้สองสามีภรรยาสูงศักดิ์รู้ว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะพลังแห่งความรักของนาง


ทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะชอบใจออกมา


“ฮูหยินลู่ช่างไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปอย่างที่คาดเอาไว้จริงๆด้วย!”


“นั่นสิเพ.คะ นิสัยสดใสร่าเริงเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบ!” คนถูกชมรับคำแถมยังเสริมคำชมให้ตัวเองอีกด้วย


สองสตรีกล่าววาจาชื่นชมไปมาอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่รู้สึกอึดอัดเลย


เหอจิ่วเหนียงเองก็คาดไม่ถึง ตนได้เจอกับเฉินอ๋องและพระชายาครั้งแรกก็ถูกประจบประแจงถึงเพียงนี้แล้ว ตอนนี้นางรู้สึกแทบจะลอยอยู่แล้ว


มีเพียงลู่ไป่ชวนที่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาถึงเป็นเช่นนี้ เพราะภรรยาของเขาทั้งเก่งกาจทั้งมีความสามารถ และแน่นอน ที่สำคัญก็คือ ภรรยาของเขารูปโฉม.งดงามมาก!


เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในใจชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกหวานล้ำกว่าใคร บนโลกใบนี้ไม่มีใครโชคดีเทียบกับเขาได้อีกแล้ว


“ขอบพระทัยท่านอ๋องและพระชายาที่ชื่นชมเพ.คะ แต่ข้า เออะเอ่อ หม่อมฉัน…หม่อมฉันมาค่อนข้างเร่งรีบ ไม่ทันได้ตระเตรียมของขวัญมาให้ทั้งสองพระองค์ รอครั้งหน้า หม่อมฉันจะนำมาให้เยอะๆแน่นอนเพ.คะ!”


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงสามารถนำข้าวของออกมาจากห้วงมิติได้ แต่หากทำเช่นนั้นต้องถูกสงสัยในสายตาพวกเขาแน่นอน ในสถานการณ์ตอนนั้น การช่วยชีวิตคนต้องมาก่อน หากยังมีกะจิตกะใจเตรียมของขวัญก็กะไรอยู่


ได้ยินดังนั้น พระชายาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจดี ถึงอย่างไรการช่วยชีวิตคนย่อมต้องมาก่อน อีกอย่าง ต่อให้เหอจิ่วเหนียงนำของขวัญมา ระหว่างทางม้าตายไปหลายตัวเช่นนั้น กว่าสิ่งของจะมาถึงที่นี่ คาดว่าก็ต้องเสียหายหมดแล้ว


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ที่นี่ไม่ได้ขาดเหลือสิ่งใดเสียหน่อย ขอแค่ใต้เท้าลู่ปลอดภัย ท่านอ๋องก็ดีใจแล้ว ท่านอ๋องดีใจ ข้าเองก็ดีใจเหมือนกัน”


พระชายายิ้มมีไมตรี ทว่าในใจกลับลอบทอดถอนใจ โอกาสในการเจอกันไม่ค่อยจะดีเท่าไร ไม่อย่างนั้นนางต้องลากเหอจิ่วเหนียงไปพูดคุยเรื่องอาภรณ์สวยๆสักหน่อยแล้ว ไหนจะเรื่องเปิดร้านเป็ดดำลู่สาขาย่อยอีก อ๋อใช่ นางอยากจะถามเรื่องวิธีการบำรุงผิวพรรณของอีกฝ่ายด้วย ทำอย่างไรผิวพรรณถึงได้ขาวผ่องชุ่มชื้นถึงเพียงนี้


เมื่อคิดเช่นนี้ พระชายาก็รู้สึกอิจฉาลู่ไป่ชวนขึ้นมาแล้วสิ ชาติที่แล้วต้องทำบุญใหญ่เพียงใดกัน ชาตินี้ถึงได้มีภรรยาที่เพียบพร้อมมากถึงเพียงนี้


ลู่ไป่ชวนพลันเห็นสายตาของพระชายา “…”


หากเขาไม่ได้เข้าใจผิด คาดว่าสายตาของพระชายาคงจะแอบบ่นอยู่กระมัง และในความแอบบ่นก็ยังเจือความอิจฉาเล็กน้อย


ทว่า เป็นเพราะเหตุใดกันนะ?


พวกเขาพูดคุยกันอยู่หลายประโยค เฉินอ๋องถามไถ่ถึงอาการบาดเจ็บของลู่ไป่ชวนและมั่นใจแล้วว่าไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงพักผ่อนและรักษาอาการบาดเจ็บไปสักพักก็จะกลับมาเป็นปกติ เขาจึงโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง


จากนั้นก็เริ่มพูดคุยเรื่องสำคัญ “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าเป็นคนที่ระมัดระวังตัวมาตลอด เหตุใดจู่ๆถึงตกหลุมพรางหลินอี้ผิงได้?”


“เป็นกระหม่อมที่ประมาทเองพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนเล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นให้ผู้เป็นนายฟัง แต่ไม่ได้บอกสาเหตุที่เขาใจร้อนเพราะคิดถึงภรรยา อยากรีบกลับไปหานาง


ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เรื่องนี้ล้วนเป็นความผิดของเขาทั้งสิ้น แต่หากพูดเหตุผลที่ว่าออกไป คนฟังอาจจะตีความไปอีกทางได้ กลายเป็นว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของภรรยา


ทำเองก็ต้องยอมรับเอง เขาไม่ใช่คนประเภทที่หาข้ออ้างให้ตัวเอง


“ดูท่าหลินอี้ผิงจับตาดูเจ้ามานานแล้ว ความสามารถในการซ่อนตัวของเจ้าเก่งกาจมาก ไม่ใช่จะจับพิรุธได้ง่ายๆ ข้าเดาว่าอาจเป็นเพราะวรยุทธ์ของหลินอี้ผิงสูงเทียบเคียงกับเจ้า หรือไม่ก็คนของหลินอี้ผิงแฝงตัวมาอยู่กับกลุ่มของพวกเรา เรื่องนี้ข้าให้เฉิงเหมิงไปตรวจสอบแล้ว ต้องมีคำอธิบายให้กับเจ้าแน่นอน”


เฉินอ๋องกล่าวอย่างจริงจัง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ตนเองสมควรฟัง จึงอยากหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป แต่คิดไม่ถึงว่าเฉินอ๋องจะรั้งให้นางอยู่ด้วย


“ข้าได้ยินไป่ชวนชื่นชมฮูหยินมาหลายครั้งแล้ว ความสามารถของฮูหยินไม่อาจดูถูกได้เลย อยู่ฟังด้วยกันนี่แหละ หากช่วยออกความเห็นได้ก็ยิ่งดี ต่อให้ไม่ออกความเห็น อยู่ฟังด้วยกันก็ไม่เป็นไร”


เฉินอ๋องอยากรับเหอจิ่วเหนียงมาทำงานให้ตนเองมาก แต่ดูออกว่าเหอจิ่วเหนียงคงไม่ยินดี ไม่เช่นนั้นนางคงไม่หาข้ออ้างที่จะปลีกตัวออกไป


แต่ต่อให้ไม่ยินดีทำงานให้เขา รั้งให้นางอยู่ฟังด้วย เสนอความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆ ก็นับว่าช่วยเขามากแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเองก็คิดว่าอยู่ฟังด้วยก็ไม่เป็นไร หลักๆคือ หลินอี้ผิงผู้นี้ล่วงเกินนางเช่นกัน หากเป็นคนอื่นนางคงไม่อยู่ฟังด้วย


ถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่คนในยุคสมัยนี้ ความสามารถก็ต่างจากคนทั่วไป สำหรับนางแล้วไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม ไม่ชอบขี้หน้าใครก็จัดการคนผู้นั้นไปตรงๆเลย อย่างไรเสียหากนางต้องการจัดการใครสักคน มันก็ง่ายราวกับปอกกล้วยอยู่แล้ว


แต่นางรู้ว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ ทำได้แค่ทำตามแผนการของพวกเขาไปทีละขั้นตอน ตรวจสอบความจริงให้ชัดเจน นำตัวคนผิดมาจัดการตามกระบวนการกฎหมาย และค่อยๆเข้าใกล้เป้าหมายของตัวเองไปทีละขั้น


ลู่ไป่ชวนกล่าว “คนที่ตามไล่ฆ่ากระหม่อมในคืนนั้นค่อนข้างแปลก”


ทุกคนหันมองไปที่เขา รอเขาเล่าต่อ


ลู่ไป่ชวนก็ไม่ชักช้า “คนที่ตามไล่ฆ่ากระหม่อมในคืนนั้นกลุ่มหนึ่งเป็นนักฆ่าที่ออกมาจากจวนตระกูลหลิน และมีอีกกลุ่มที่สวมชุดเกราะทหารของจวน.องค์รัชทายาท แต่เสียงของหัวหน้ากลุ่มผู้นั้นไม่ใช่เสียงของ.องค์รัชทายาท กระหม่อมไม่เห็นหน้าตาของเขา แค่รู้สึกคุ้นเสียง แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร”


คำบอกเล่านี้ขอบเขตกว้างมาก เฉินอ๋องขมวดคิ้วพลางขบคิด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงจะกล่าวขึ้น “เช่นนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ภายนอกหลินอี้ผิงเป็นคนของเจ้าหก แต่ความจริงเขาคือคนของ.องค์รัชทายาท หรืออีกอย่าง พวกเขาอาจจะใช้โอกาสนี้ใส่ร้าย.องค์รัชทายาท”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขาเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน


“เสียงของคนผู้นั้นกระหม่อมยังจำได้แม่น หากมีโอกาสได้ยินอีกครั้ง ต้องจำได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”


ดังนั้นหากอยากรู้ว่าหลินอี้ผิงเป็นคนของใคร ก็ต้องหาให้เจอก่อนว่าหัวหน้าที่ลู่ไป่ชวนกล่าวถึงผู้นั้นคือใคร


อย่างไรก็น่าจะอยู่ในบรรดาอ๋อง แต่แค่ยังชี้ตัวได้ไม่แน่ชัดก็เท่านั้น


เฉินอ๋องกล่าว “เช่นนั้นก็ต้องหาโอกาสให้ทุกคนมารวมตัวกันสักหน่อยแล้ว”


ตอนที่ 420: เฉินอ๋องกับพระชายาต่างจิตต่างใจกัน


ความหมายของเฉินอ๋องง่ายๆตรงไปตรงมา นั่นก็คือหาวิธีให้ทุกคนมารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน จากนั้นให้ลู่ไป่ชวนลองฟังเสียงของแต่ละคนอีกครั้ง


ตอนนี้นับว่าพวกเขาอยู่ในที่ลับ อีกฝ่ายอยู่ในที่แจ้ง หากต้องการสืบหาจริงๆ ถือว่าง่ายมาก


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขาเห็นด้วยว่านี่เป็นวิธีที่ดี


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กล่าวอะไร พยักหน้าเห็นพ้องเช่นกัน


ทว่านางกล่าวเสริมไปประโยคหนึ่ง “พวกท่านอยากรู้มาโดยตลอดว่าหลินอี้ผิงเกี่ยวข้องกับอ๋ององค์ใด ก่อนหน้านี้ข้าเคยรักษาโรคให้เขา และแอบใช้วิธีบางอย่างกับเขาไป พรุ่งนี้หากเขาใช้ใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองออกมา ข้าจำได้แน่นอน”


น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงมั่นใจมาก คนที่เคยผ่านมือนางมาแล้ว นางจะจำไม่ได้ได้อย่างไร


“เยี่ยมไปเลย!”


ดวงตาของเฉินอ๋องลุกโชน ความมั่นใจยิ่งพุ่งสูง เขาต้องหาวิธีให้ทุกคนมารวมตัวกันได้แน่นอน


เหอจิ่วเหนียงมีความสามารถนี้ หากไม่นำมาใช้ประโยชน์ก็คงน่าเสียดาย และตัวตนของหลินอี้ผิงก็เป็นเรื่องที่พวกเขาปวดหัวอยู่พอดี


“เช่นนั้นเจ้าพักรักษาตัวให้ดีเถอะ รออาการบาดเจ็บของเจ้าหาย พวกเราค่อยมาวางแผนกัน”


หลังจากปรึกษาเรื่องนี้กันเสร็จ เฉินอ๋องก็ขอตัว ตอนนี้ลู่ไป่ชวนยังบาดเจ็บหนัก ควรให้เขาได้พักรักษาตัวอย่างเต็มที่


เดิมทีพระชายาอยากจะอยู่สนทนากับเหอจิ่วเหนียงต่อ แต่นางรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงจำต้องกลับไปพร้อมกับสามี


ขณะเดินจากไป ดวงตานางยังฉายแววอาลัยลึกซึ้ง จนเหอจิ่วเหนียงอดคิดไม่ได้ว่า... พระชายาเฉินอ๋องอาจมีรสนิยมที่ไม่ธรรมดาจริงๆ


แล้วที่นางอภิเษกกับเฉินอ๋อง…เพราะโดนบีบบังคับอย่างนั้นหรือ?


จู่ๆ หญิงสาวผู้ถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากสตรีด้วยกันก็รู้สึกว่า ตนเองได้ล่วงรู้ความลับอันใหญ่หลวงของคนคนหนึ่งเข้าแล้ว! นางหันไปถลึงตามองลู่ไป่ชวน ท่าทางอยากรู้อยากเห็น


ลู่ไป่ชวนไหนเลยจะเข้าใจว่านางทำท่าทางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร จึงถามด้วยสีหน้างุนงง “เป็นอะไรไปหรือ?”


“ข้าได้รู้ความลับอันใหญ่หลวงเข้าแล้วน่ะสิ!”


“ความลับอันใหญ่หลวง? ความลับอะไร?”


“ก็ท่านอ๋องกับพระชายานอนเตียงเดียวกันแต่ต่างจิตต่างใจกันน่ะสิ!”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางส่ายหน้า และจุปากไม่หยุด …จุจุจุ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนระดับนี้จะมีรสนิยมเปิดกว้างถึงเพียงนี้ จุจุจุ จะว่าไปแล้วก็ไม่รู้ว่า เฉินอ๋องจะรู้หรือไม่


อืม ไม่น่าจะรู้กระมัง บุรุษในยุคสมัยนี้คงรับไม่ได้กระมังหากรู้ว่าตนเองโดนหลอกให้แต่งงาน


ลู่ไป่ชวน “…”


ภรรยาของเขากำลังคิดอะไรอยู่กันนะ ความสัมพันธ์ของท่านอ๋องและพระชายาดีจะตายไป เหตุใดนางถึงพูดว่าต่างจิตต่างใจ?


“อย่าพูดจาเหลวไหลเลย ท่านอ๋องกับพระชายารักกันมาก ทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก”


วาจาของนางพูดต่อหน้าเขาก็แล้วไป แต่หากเป็นคนอื่มมาได้ยินเข้าละก็ ไม่รู้จะเอาไปบอกท่านอ๋องถึงไหนต่อไหนแล้ว


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ไม่ๆๆ ข้าไม่คิดเช่นนั้น”


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วฉับ ขณะกำลังจะอธิบายความรักของท่านอ๋องและพระชายาให้ภรรยาฟัง จู่ๆหญิงสาวก็พูดต่อ “เข้ากันได้ดีไม่สู้คู่ของเราหรอก!”


ลู่ไป่ชวน “...”


“เอ่อ… อ้อ ใช่ ข้าว่าเจ้าพูดถูก!”


ลู่ไป่ชวนถึงกับจัดการอารมณ์ตัวเองตามอีกฝ่ายไม่ถูก ชั่วครู่หนึ่งจึงจะพยักหน้าหงึกหงักราวกับสับกระเทียม


ตอนนี้เขามั่นในเต็มร้อยแล้วว่า ทัศนคติของภรรยาที่มีต่อเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นนางคงไม่พูดวาจาเช่นนี้ออกมา


เขามองหน้าภรรยาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจัง และพบว่าภรรยาหลบสายตาและทำตัวไม่ค่อยถูกเล็กน้อย เขาจึงมั่นใจอีกครั้งว่า เรื่องที่เขาจะได้ย้ายกลับไปนอนห้องหลักกับนางเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว


เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหยิบผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้เขา


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงช่วยเช็ดตัวให้เขา ทว่าที่ผ่านมาที่ไม่มีอาการประดักประเดิด เพราะนางมีบทบาทความเป็นหมอสูง ในสายตาหมอไม่มีการแบ่งแยกชายหญิง ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมด้วยจิตวิญญาณของหมอ แต่เมื่อคืนกับวันนี้ไม่เหมือนกาลก่อนอีกต่อไป ตอนนี้เพียงแค่เช็ดตัวให้เขา หญิงสาวก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบระเบิด


เมื่อก่อนไม่เห็นจะรู้สึกว่าเขาหุ่นดีถึงเพียงนี้เลย จุจุจุ ดูซิ กล้ามเนื้อแน่นแข็งโป๊ก จับๆคลำๆแล้วพาให้รู้สึกดียิ่งนัก แถมลูบๆคลำๆไปก็ยิ่งเพลินจนหยุดไม่ได้อีกด้วย


ลู่ไป่ชวนมองเหอจิ่วเหนียงช่วยเช็ดตัวให้ตนนิ่งๆ แรกๆที่เช็ดก็ยังปกติ แต่พอเช็ดไปเช็ดมา มือไม้อ่อนนุ่มก็เริ่มอยู่ไม่สุขเสียอย่างนั้น เริ่มลูบคลำกล้ามเนื้อเขาวนไปวนมา


“อะแฮ่ม…”


คนถูกลวนลามจงใจส่งเสียกระแอม เพราะหากยังปล่อยให้นางทำต่อไป เขาเกรงว่า… ตนต้องพยายามห้ามใจอย่างสุดชีวิตจนขาดใจไปเสียก่อนแน่ ตอนนี้ก็เกร็งจนเจ็บแผลไปหมดจนใบหน้าซีดเผือดแล้ว


“เป็นอะไร คอแห้งหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงได้สติกลับมา รีบหันไปมองสีหน้าของคนบนเตียง



จบตอน

Comments