ตอนที่ 421: ท่านรู้จักเจียมตัวซะบ้าง
ลู่ไป่ชวนหมดคำจะพูดจริงๆ ชั่วครู่หนึ่งจึงรู้สึกขี้เกียจจะสนใจนาง
แต่สุดท้ายเขาก็ทำเป็นไม่สนใจนางไม่ได้จริงๆ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงยื่นมือไปคว้ามือที่อยู่ไม่เป็นสุขของนางเอาไว้ แล้วกล่าว “พอได้แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงสะดุ้งเล็กน้อย
นางก้มมองมือของตัวเอง และพบว่ามือของตนไปคลำในจุดที่ไม่สมควรโดนเข้า ใบหน้าพลันร้อนผ่าว รู้สึกอายไม่น้อย
แต่นางเป็นคนหน้าหนามาแต่ไหนแต่ไร ย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว ต่อให้ถูกลู่ไป่ชวนจับมือห้ามเอาไว้ แต่นางก็จงใจหยิกมือเขา แล้วเอ่ยอย่างวางอำนาจ กลบเกลื่อนความอาย “ความสัมพันธ์ของเราสองคนลูบคลำแค่นี้ไม่ได้หรืออย่างไร ฮะ?”
ลู่ไป่ชวน “...”
ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดเช่นไร เดิมทีเขาก็เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว ครานี้ก็ยิ่งหาข้ออ้างไม่ได้
“ดะ ได้สิ…”
“ก็แค่นี้!”
เหอจิ่วเหนียงเบะปากกล่าวอย่างไม่พอใจ “ใครๆก็อ้อนวอนอยากให้ข้าลูบคลำ แต่ข้าไม่สนใจจะทำ ท่านก็รู้จักเจียมตัวซะบ้างนะ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
ถะ… ถูกแล้ว ไม่ว่าภรรยาจะพูดอะไรล้วนถูกต้องทุกอย่าง!
สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ไปในเงื้อมมือของเหอจิ่วเหนียง ทำได้แค่กัดฟันอดทนกับปฏิกิริยาที่ไม่ปกติของร่างกาย ยอมให้ภรรยาลูบคลำร่างกายของตนขึ้นๆลงๆ
ในตอนนี้เอง พวกลูกน้องก็เข้ามาเยี่ยมลู่ไป่ชวนพอดี เหอจิ่วเหนียงรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว และยิ้มตาหยีกวักมือเรียกพวกเขาให้เข้ามา
ลู่ไป่ชวนลอบถอนหายใจหนักหน่วง เขาไม่เคยรู้สึกอยากขอบคุณเหล่าสหายพี่น้องมากๆ เหมือนครั้งนี้มาก่อนเลย
หากปล่อยให้ภรรยาลูบๆคลำๆเช่นนี้ต่อไป เขาอาจทำเรื่องที่ไม่ควรทำโดยไม่สนใจบาดแผลที่เจ็บอยู่เป็นแน่…
เหอจิ่วเหนียงตีหน้านิ่งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รับของขวัญเยี่ยมคนป่วยที่ทุกคนนำมาให้ จากนั้นก็สั่งให้คนรับใช้ยกน้ำชามาต้อนรับ กล่าววาจาเกรงอกเกรงใจกันไปมาสองสามประโยค
คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่นานมาก ไม่นานก็กลับกันไป ก่อนจากไปก็ยังไม่ลืมที่จะยักคิ้วหลิ่วตาให้ลู่ไป่ชวน ทำท่าทางให้กำลังใจเขา
ลู่ไป่ชวนเบะปากอย่างหมดคำพูด เขาไม่อยากพูดอะไรแล้ว
หลังจากพวกเขากลับไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “สหายพี่น้องเหล่านี้ของท่านไม่เลวเลย รู้จักมาเยี่ยมด้วยความห่วงใย ช่างเป็นกลุ่มที่แน่นแฟ้นยิ่งนัก”
เหอจิ่วเหนียงพูดพลางพลิกดูสิ่งของที่พวกเขานำมาให้ ส่วนมากก็เป็นพวกผลไม้ และมีพวกขนมเล็กๆน้อยๆ ไม่ต่างอะไรกับคนในยุคสมัยใหม่นัก เพียงแต่คนยุคสมัยใหม่ส่วนมากมักจะนำดอกไม้มาเยี่ยม
หญิงสาวหยิบสาลี่ลูกหนึ่งขึ้นมาปอกเปลือกและป้อนให้ลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนมีความสุขยิ่งนัก กินเข้าไปคำหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้น “พวกเขาไม่ได้มาเยี่ยมข้าหรอก มาดูเจ้าต่างหาก”
ตอนแรกลู่ไป่ชวนก็คิดว่าพวกเขามาเยี่ยมตนจริงๆ แต่กลับพบว่าตั้งแต่พวกเขาย่างเท้าเข้ามาก็เอาแต่จดจ้องมองไปที่ภรรยาของเขา แค่นี้เขาก็รู้แล้วว่า สหายพี่น้องพวกนี้มีเจตนาอะไร
แน่นอนว่าพวกเขาแค่รู้สึกทึ่งกับเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น จึงอยากมาเห็นหน้าค่าตานางด้วยตาตัวเอง พวกเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด ดังนั้นแม้ว่าในใจลู่ไป่ชวนจะรู้สึกหึงหวงเล็กน้อย อยากให้ภรรยาสวมผ้าปิดบังใบหน้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ภายนอกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจออกมา
ถึงอย่างไร สหายพี่น้องเหล่านี้ก็มีเจตนาดี
นี่เป็นครั้ง เขายังรับได้ แต่หากมีครั้งที่สองอีกก็รอเขาจัดการได้เลย!
เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว เดิมทีเขาคิดว่าภรรยาจะถ่อมตัวซะอีก นึกไม่ถึงเลยว่านางยังคงวางท่าเหมือนเดิม พลางกล่าวเรียบเรื่อยราวกับพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ “ก็จริง ข้ารู้อยู่แล้วว่าตัวเองหน้าตาพอไปวัดไปวาได้…”
ลู่ไป่ชวนอึ้ง “...”
“...ไม่สิ ไม่ใช่แค่พอไปวัดไปวาได้ แต่หน้าตา.งดงามเลยแหละ ท่านดูสิ แม้แต่พระชายาพอเห็นข้าก็ถึงกับเดินไม่ถูกไปเลย เฮ้อ∼”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจราวกับกลัดกลุ้มใจหนักหนา จากนั้นก็ป้อนสาลี่ให้คนบนเตียงต่อด้วยอารามทอดถอน
ลู่ไป่ชวนไม่ค่อยอยากกินเท่าไร แต่เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถปฏิเสธได้ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะไม่มีครั้งต่อไปที่นางจะป้อนให้แล้ว ดังนั้นจึงอ้าปากกินต่อไป
จากนั้นเขาก็ยังยืนยันคำเดิม “พระชายากับท่านอ๋องเขารักกันดี เจ้าอย่าคิดมากไปเลย”
ตอนที่ 422: สัญญาลมๆแล้งๆ
“ก็ได้ ก็ได้ เชื่อแล้วเจ้าค่ะ เชื่อแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงตอบให้พอผ่านๆไป จากนั้นก็หยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าในใจนางคงคิดว่า เฉินอ๋องและพระชายาไม่ได้รักกันแน่นอน แต่ก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดนางถึงคิดเช่นนั้น เขาจึงเงียบไปครู่หนึ่ง และย้อนขบคิดเรื่องนี้หลายครั้งอย่างละเอียด
จากนั้นไม่นาน ในที่สุดเขาก็รู้สาเหตุ!
“ฮูหยิน…”
เขาเอ่ยปากหยั่งเชิง เหอจิ่วเหนียงทำทีไม่สนใจเขา แค่ขานรับ “อืม” คำเดียว
“ที่พระชายาชื่นชอบเจ้ามากถึงเพียงนี้ อาจเป็นเพราะชื่นชมในความสามารถของเจ้ามากก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินก็ขมวดคิ้ว
‘พูดจบไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก?’
“ทำไม ชอบเพราะว่าข้ารูปร่างหน้าตางดงามไม่ได้หรือ ชอบแค่เพราะความสามารถของข้าอย่างเดียวหรืออย่างไร เอารูปร่างหน้าตาข้ามาเป็นเหตุผลในการชอบไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ วางตำราในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง และยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้างจ้องมองเขาเขม็ง
มือข้างหนึ่งวางบนรองเท้า คล้ายกับว่าหากลู่ไป่ชวนกล้าพูดจาไม่เข้าหูนางแค่คำเดียว นางก็พร้อมจะถอดรองเท้าตบปากเขาได้ตลอดเวลา
ลู่ไป่ชวน “...”
ชายหนุ่มเข้าใจถึงความคิดของนาง กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง และกล่าวออกไป “ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน ความงามของฮูหยินข้าย่อมไม่มีใครเทียบได้อยู่แล้ว! ข้าก็แค่อยากวิเคราะห์เหตุผลกับเจ้าสักหน่อยว่าเพราะเหตุใดพระชายาถึงชอบเจ้า อยากบอกเจ้าว่าเจ้าไม่ใช่แค่หน้าตางดงามเท่านั้น ความสามารถในด้านต่างๆ ก็เป็นจุดเด่นที่น่าดึงดูดมากอีกด้วย!”
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังประจบประแจงเหอจิ่วเหนียงอยู่ บอกนางว่าไม่ใช่แค่แจกันดอกไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นแจกันดอกไม้ที่มีเรื่องราวมากมาย
ต้องยอมรับเลยว่า การประจบประแจงนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจมาก หากมีหางคาดว่าตอนนี้คงชี้ขึ้นฟ้าไปแล้วเป็นแน่
“เช่นนั้นท่านว่ามาซิ ความสามารถอะไรของข้าที่ทำให้พระชายาชอบข้าถึงเพียงนี้?”
สีหน้านางเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจ อารมณ์กลับมาใจเย็นลงมากทีเดียว
ลู่ไป่ชวนลอบถอนหายใจยาวๆครั้งหนึ่ง เมื่อครู่เขาเคร่งเครียดมาก กลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้เรื่องย้ายกลับไปนอนห้องนอนหลักของเขาพังลง
“เป็นเพราะของขวัญเหล่านั้นที่เจ้าฝากมาให้พระนางอย่างไรล่ะ พระนางชอบทุกอย่างเลย ทั้งยังตั้งตารอคอยที่จะได้เจอเจ้าตัวเป็นๆอีกด้วย และอยากสั่งตัดอาภรณ์กับเจ้าเพิ่มอีกหลายชุด หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้ข้าได้รับบาดเจ็บ มาเจอกันในโอกาสที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร พระนางต้องลากเจ้าไปพูดคุยด้วยแน่นอน”
ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะไม่เคยถามถึงเรื่องของผู้หญิง แต่ในช่วงนี้เวลาที่เขาอยู่กับเฉินอ๋องก็จะได้ยินเฉินอ๋องพูดให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าพระชายาชื่นชมภรรยาของเขามาก หากมีโอกาสก็อยากเจอตัวเป็นๆสักครั้ง หรือเวลาที่เขาไปหาเฉินอ๋องแล้วพระชายาอยู่ด้วย พระนางก็จะบอกเช่นนี้กับลู่ไป่ชวนเองเลย
บอกตามตรงว่าเขาฟังจนเบื่อแล้ว แต่เพราะด้วยสถานะของอีกฝ่าย เขาจึงพูดไปตรงๆไม่ได้
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็พอจะเข้าใจได้”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ นางมั่นใจในสิ่งของที่ตนเองค้นคิดออกมามาก ไม่เช่นนั้นกิจการในจิงโจวคงไม่รุ่งเรืองถึงเพียงนั้น
นับตั้งแต่เริ่มต้องดูแลจัดการเรื่องการสร้างสถานบันเทิง เหอจิ่วเหนียงก็ไม่มีเวลาดูแลการออกแบบเสื้อผ้าของหอเจียย่วนเลย นางรับช่างปักฝีมือที่มีความสามารถมาหลายคนเพื่อทำหน้าที่ออกแบบ แม้ฝีมือจะเทียบนางไม่ได้ แต่ก็สามารถออกแบบอาภรณ์ใหม่ๆออกมาได้ เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ใช่ว่าจะหยุดออกแบบให้กับหอเจียย่วนจริงๆ เพียงแต่ต่อไปนางจะออกแบบให้แค่คนที่สั่งตัดส่วนตัวเท่านั้น ทั้งยังตั้งราคาสูงลิ่วเพื่อสำหรับบริการเศรษฐีมีเงินเท่านั้น และออกแบบให้แค่เดือนละหนึ่งชุดเท่านั้น
ไม่มีข้อเว้นใดๆทั้งสิ้น คงจะแย่งกันจนคลั่งแน่
เดือนละหนึ่งชุดสำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ประเดี๋ยวเดียวก็ทำเสร็จแล้ว ดังนั้นตอนนี้นางจึงผ่อนคลายไม่น้อย
“ในเมื่อพระนางชอบถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าจะออกแบบให้พระนางสักสองชุด ให้พระนางหาช่างตัดเย็บไปตัดเย็บเอง และข้ายังจะให้สิ่งที่สามารถทำให้พระนางดีใจจนร้องไห้ได้เลยอีกด้วย”
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มลึกลับ จงใจยั่วให้อีกฝ่ายอยากรู้
ชั่วขณะนั้นลู่ไป่ชวนก็ไม่รู้จะต้องพูดเช่นไร เขารู้ว่าภรรยาของตนมีความรอบรู้ความสามารถมากมาย แต่นึกไม่ถึงว่านางจะลงมือวาดภาพออกแบบในตอนนี้เลย
ในเวลานี้ควรอยู่เป็นเพื่อนเขาไม่ใช่หรือ?
“เอ่อ… อย่างไรเจ้าก็ยังต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบหรอก”
“ไม่เป็นไร รีบทำให้เสร็จๆ ข้าถึงจะวางใจ
อ่อใช่ ตอนที่ข้ามา ลูกชายของท่านเป็นห่วงท่านมาก ท่านว่างอยู่นี่นา เช่นนั้นก็เขียนจดหมายกลับไปบอกเขาสักหน่อยเถอะ”
ลู่ไป่ชวน “...”
มือก็บาดเจ็บอยู่ ถึงจะไม่ได้สาหัสมาก แต่ก็ยังพันผ้าพันแผลอยู่เลย…
ถึงเขาจะว่าง แต่จะให้เขียนจดหมายตอนนี้ก็คงยังไม่ได้หรอกกระมัง
แต่ในเมื่อภรรยาบอกว่าเขียนได้ เช่นนั้นก็ต้องเขียนได้ ถึงอย่างไรหมอเทวดาก็คิดว่า อย่างมากก็แค่พันแผลใหม่อีกรอบ
ตอนนี้เขายังเคลื่อนไหวไม่สะดวก เหอจิ่วเหนียงก็ยังใส่ใจเตรียมกระดาษกับพู่กันให้ ใช้ตำราเล่มหนึ่งวางบนผ้าห่มเพื่อให้เขาเขียนได้สะดวก
ลู่ไป่ชวนคิดทบทวนแล้วก็รู้สึกจนปัญญาจริงๆ เขาไม่อยากให้บุตรชายเห็นลายมือเหมือนไก่เขี่ยของตนตอนนี้เลย เสียศักดิ์ศรีความเป็นพ่อของเขาหมด
“ฮูหยิน เจ้าเขียนแทนข้านะ ข้าเขียนไม่ได้จริงๆ”
เขามองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าเว้าวอน ทว่าอีกฝ่ายกลับจดจ่ออยู่กับการวาดภาพออกแบบ ไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
ลู่ไป่ชวนถูกเมินเฉยโดยสมบูรณ์ และรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้วที่เมื่อครู่พยายามอธิบายเรื่องพระชายา นี่มันเป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธโดยไม่คิดเลย “คงไม่ได้หรอก โก่วเอ๋อร์จำลายมือข้าได้ เด็กคนนั้นฉลาดจะตายไป ไม่แน่อาจยิ่งคิดมากกว่าเดิมว่าข้ากำลังหลอกเขาอีก”
ที่นางพูดเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากช่วยแต่อย่างใด อย่างแรก เหตุผลที่นางกล่าวมานั้นเป็นความจริง โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กฉลาดเกินวัย ไม่ใช่ว่าจะหลอกเขาได้ง่ายๆ และอย่างที่สอง มือของลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้บาดเจ็บสาหัส อีกทั้งการได้ขยับมือสักหน่อยก็เป็นผลดีเสียด้วยซ้ำ
ลู่ไป่ชวนไม่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงให้เหตุผลจากใจจริง แค่รู้สึกว่าตนเองไม่น่าพูดเรื่องพระชายาเลย ไม่อย่างนั้นตนก็คงไม่ถูกเมินเช่นนี้
ถึงกระนั้นเขาก็ทำได้เพียงพยายามเขียน ไม่ให้จดหมายฉบับนี้ออกมาดูแย่เกินไป
เนื่องจากบุตรชายเป็นเด็กฉลาดมาก เขาจึงไม่อาจมองโก่วเอ๋อร์เป็นเด็กทั่วไปที่หลอกง่ายๆได้ เขาอธิบายอาการบาดเจ็บของตัวเองไปอย่างตั้งใจ บอกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้ก็นั่งเขียนอยู่บนเตียง ตัวอักษรจึงดูน่าเกลียดไปหน่อย แต่มีแม่ของลูกอยู่ข้างๆ ตนไม่เป็นอะไรแน่นอน รอจัดการเรื่องทางนี้เสร็จก็จะกลับไปพาเขาขี่ม้าเล่น
หลังจากเขียนเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็หยิบไปอ่าน ก่อนส่งเสียงชิแล้วกล่าว “ดูท่านซิ ชอบสัญญาลมๆแล้งๆ ไปๆมาๆก็สัญญาแต่เรื่องนี้ ผ่านไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังเป็นเรื่องนี้! ดีนะที่โก่วเอ๋อร์เป็นลูกแท้ๆของท่าน เขายังแสร้งทำลืมๆให้อภัยท่านได้ หากเป็นเด็กคนอื่นคงไม่สนใจท่านไปนานแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวพลางกลอกตามองบน ไม่ใช่ว่านางพูดแทงใจดำเขา เพียงแต่ลู่ไป่ชวนชอบพูดเช่นนี้อยู่เรื่อย หากปล่อยไว้ ลูกคงตีตัวห่างเหินเขาไปแน่ๆ
ที่สำคัญคือ เขาชอบสัญญาว่าจะพาลูกไปขี่ม้า แต่ก็เลื่อนออกไปทุกครั้งเพราะมีเรื่องเข้ามา ไม่เคยทำได้ตามที่พูดเลย ลูกก็ได้แต่รอแล้วรอเล่า สุดท้ายแล้วเมื่อความผิดหวังถึงจุดสิ้นสุด เขาก็จะเลิกรอ เลิกหวังไปเอง
หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ลู่ไป่ชวนที่ไม่เคยมีเวลาให้ลูกตั้งแต่แรก ก็คงไม่มีความจำเป็นอะไรสำหรับลูกอีกต่อไป
เมื่อถูกตักเตือนอย่างจริงจัง ลู่ไป่ชวนก็ยอมรับโดยดุษณี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยถามเสียงแผ่ว “เช่นนั้น ข้าควรพูดอย่างไรดี?”
ตอนที่ 423: ฉินเจียนคิดเองเออเอง
เหอจิ่วเหนียงมองซ้ายมองขวา ก่อนจะพูดขึ้น “ครั้งนี้ก็ช่างมันเถอะ รอท่านทำเรื่องนี้ได้แล้วค่อยว่ากันใหม่ ข้าก็เพียงอยากเตือนท่านเฉยๆ ว่าต่อไปอย่าสัญญาอะไรลมๆแล้งๆ เพราะขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบไม่ดีต่อจิตใจลูกได้”
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจดีว่าที่ลู่ไป่ชวนผิดคำพูด ส่วนมากก็เพราะเหตุสุดวิสัย และไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการให้เกิดขึ้นเลย แต่คำที่ให้ไว้กับลูก ต่อให้ยากเพียงใดก็ต้องพยายามทำให้ได้ หากทำไม่ได้จริงๆ อย่างน้อยก็ควรหาทางชดเชยให้ลูกรู้สึกว่าไม่ได้ถูกละเลย
ลู่ไป่ชวนไม่ได้คิดซับซ้อนถึงเพียงนั้น เขาเพียงแค่อยากพาลูกไปขี่ม้าเล่นจริงๆ ทว่าด้วยเหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาไม่คาดคิด ทำให้เขาทำได้เพียงเลื่อนนัดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ถึงแม้ความคิดของเขาจะต่างจากภรรยา แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย เหอจิ่วเหนียงจึงเตือนเขาด้วยความหวังดี ก็เพียงเพราะอยากให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกดีขึ้นเท่านั้น
“เข้าใจแล้ว”
ลู่ไป่ชวนเม้มริมฝีปากเล็กน้อย รู้สึกว่าตนเองเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
อาจเพราะไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาที่ลูกเติบโต จึงไม่รู้วิธีปรับตัวเข้าหาลูก ทำให้ตกอยู่ในวังวนเช่นนี้
โชคดีที่บุตรชายของเขาเป็นเด็กที่รู้ความมาก ให้อภัยพ่ออย่างเขาได้ ไม่เช่นนั้นคงถูกหักหน้าไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อไปนานแล้ว
จดหมายลายมือบิดเบี้ยวฉบับนี้จึงถูกส่งกลับไปยังจิงโจวจนถึงมือโก่วเอ๋อร์
สองวันที่ผ่านมา โก่วเอ๋อร์วิตกกังวลอยู่ตลอด กลัวว่าบิดาจะเป็นอะไรไป เขารู้สึกไม่ดีนัก แต่เพราะไม่อยากให้พี่ๆเป็นห่วง จึงยังฝืนยิ้มออกมาได้ เมื่อตอนได้รับจดหมายจากลู่ไป่ชวน เขาก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง
ท่านพ่อปลอดภัยดี แค่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่มีท่านแม่คอยดูแลอยู่ ท่านพ่อจะไม่เป็นอะไรแน่นอน
เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว เขาคิดว่าตนเองจะเสียท่านพ่อไปอีกครั้งเสียแล้ว
เขายกมือป้อมๆขึ้นปาดน้ำตาเร็วๆ พวกพี่ๆจึงไม่เห็นถึงความผิดปกติอะไร
โชคดีที่เขาฉลาดและรู้ตัวหนังสือหลายตัวแล้ว มิฉะนั้นถ้าอ่านจดหมายไม่ออก ก็คงต้องให้พี่ชายช่วยสอนอ่านแน่ และถ้าเป็นเช่นนั้น เรื่องที่ท่านพ่อได้รับบาดเจ็บก็จะถูกเปิดเผยออกไปแน่นอน
“โก่วเอ๋อร์ เป็นอะไรไปหรือ?”
เหลียนฮวาสังเกตเห็นโก่วเอ๋อร์ยืนยิ้มคนเดียวก็รู้สึกแปลกใจ
“ท่านพ่อส่งจดหมายมาให้ข้าขอรับ บอกว่าจะอยู่จัดการเรื่องในเมืองหลวงอีกหน่อย อีกสักระยะหนึ่งถึงจะกลับมา หลังจากกลับมาจะพาพวกเราไปขี่ม้าเล่นขอรับ ฮี่ๆๆ!”
อารมณ์ของเด็กชายในตอนนี้สามารถใช้คำว่า ‘ตื่นเต้นยินดี’ มาบรรยายได้เลย ไม่ใช่เพราะท่านพ่อจะพาเขาไปขี่ม้า แต่เป็นเพราะรู้ว่าท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่
เหลียนฮวาไม่รู้เรื่องที่ลู่ไป่ชวนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของโก่วเอ๋อร์ในตอนนี้ แค่คิดว่าเด็กน้อยคงจะคิดถึงบิดามารดา ดังนันนางจึงก้มลงไปกอดเขา แล้วกล่าว “โก่วเอ๋อร์เด็กดี ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามต้องมีเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการแน่นอนจึงยังกลับมาในตอนนี้ไม่ได้ พี่เหลียนฮวาจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง ดีหรือไม่?”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้ากอดเหลียนฮวา พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอรับ ข้าชอบพี่เหลียนฮวาที่สุดเลย!”
......
ทางด้านจิ้นโจว
ในที่สุด ฉินเจียนและผู้ติดตามที่เดินทางอย่างเร่งรีบก็มาถึงจวนเฉินอ๋อง พวกเขารีบเข้าไปพบผู้เป็นนาย แต่กลับได้รับแจ้งว่า เฉินอ๋องยังไม่ตื่น
ฉินเจียนถึงกับงุนงงระคนตกตะลึง
นี่ตะวันขึ้นสูงแล้ว ปกติเวลานี้องค์ชายก็คงเลิกประชุมและกลับมาแล้วกระมัง
“ท่านอ๋องไม่ได้ไปประชุมในท้องพระโรงหรอกหรือ?”
เขาคิดว่าเป็นเพราะตามหาลู่ไป่ชวนจึงไม่ได้เข้าร่วมประชุมในท้องพระโรง องค์ชายทุ่มเทเกินไปแล้ว เขาไม่เข้าร่วมประชุมเช่นนี้ คาดว่าต้องถูกพวกขุนนางซ้ำเติมสารพัดแล้วแน่ๆ!
“หลายวันมานี้ไม่ได้ไปเลย ท่านอ๋องลาพักรักษาตัวอยู่ที่จวนขอรับ”
บ่าวรับใช้ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำให้ฉินเจียนยิ่งร้อนใจมากขึ้น “ท่านอ๋องประชวรอย่างนั้นหรือ?”
ตามหาลู่ไป่ชวนจนประชวรเลยหรือ!
ฮือๆๆ องค์ชายของพวกเขาช่างแสนดีเกินไปแล้ว ดีกับลูกน้องถึงเพียงนี้ ชีวิตนี้เขาจะยอมจงรักภักดีต่อองค์ชายไปทั้งชีวิต!
บ่าวรับใช้ส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ ช่วงนี้องค์รัชทายาทเป็นคนออกว่าราชกิจ ท่านอ๋องไม่อยากเห็นหน้าเขาก็เท่านั้น”
ฉินเจียน “???”
ฉินเจียนงุนงงอีกครั้ง หมายความว่าองค์ชายไม่ได้ประชวรจริงๆอย่างนั้นหรอกหรือ?
แต่ว่า ลู่ไป่ชวนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขายังนอนจนตะวันโด่งฟ้าเช่นนี้ได้อีก ท่าทางเหมือนไม่ทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย?!
เมื่อครู่เขาเพิ่งจะชื่นชมว่าเฉินอ๋องเป็นคนดีอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเหมือนโดนตบหน้ากะทันหันเสียอย่างนั้น
เป็นไปไม่ได้! องค์ชายให้ความสำคัญกับลู่ไป่ชวนมาโดยตลอด เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้นกับลูกน้องคนโปรดของตัวเอง เขาคงไม่สามารถกินอิ่มนอนหลับได้อย่างสบายใจเช่นนี้หรอกกระมัง!
หรือเป็นเพราะคิดว่าหาไม่เจอแล้วจริงๆ ก็เลยตัดใจปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างนั้นหรือ?
คิดได้ดังนี้เขาก็ร้อนใจยิ่งขึ้น จับแขนบ่าวรับใช้ผู้นั้นแล้วกล่าวเสียงร้อนรน “รีบไปปลุกท่านอ๋องมาเดี๋ยวนี้เลยนะ บอกว่าข้าฉินเจียนมาแล้ว! หรือไม่ก็ให้เฉิงเหมิงมาหาข้าก็ได้!”
บ่าวรับใช้ส่ายหน้าเรียบนิ่ง “ท่านอ๋องบอกไว้ว่า โอกาสจะได้นอนหลับอย่างสบายใจเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง จึงไม่ให้ใครไปรบกวนขอรับ ส่วนใต้เท้าเฉิงก็ได้รับอนุญาตให้ลาหยุดแล้ว ตอนนี้คงกลับจวนตัวเองไปแล้วขอรับ”
ฉินเจียน “!!!”
ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมา!
เขารู้สึกว่าเฉินอ๋องล้อเล่นกับความรู้สึกคนอื่นมากเกินไปแล้ว ตอนที่ลู่ไป่ชวนยอมสละชีพเพื่อเขา เขาทั้งชอบทั้งชื่นชม แต่พอลู่ไป่ชวนล้มลง ก็ถูกมองว่าหมดประโยชน์ จึงจะไม่สนใจไยดีแล้วอย่างนั้นหรือ?
แต่เฉินอ๋องที่เขารู้จักไม่ใช่คนเช่นนั้นนี่!
“เหตุใดถึงไม่มีใครอยู่เลยสักคน แล้วที่เรียกข้ามานี่ให้มาทำอะไรฮะ! ความเป็นความตายของลู่ไป่ชวนยังมีความหมายอยู่หรือไม่!”
ฉินเจียนโกรธมากจริงๆ ผลักบ่าวรับใช้ผู้นั้นให้พ้นทาง วันนี้เขาจะต้องพบเฉินอ๋องให้ได้ ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง!
บ่าวรับใช้ได้ยินเขาเอ่ยถึงลู่ไป่ชวน จึงรีบเข้าไปขวาง แล้วอธิบาย “ใต้เท้าฉิน ใต้เท้าลู่อยู่พักรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่คฤหาสน์ของตัวเองขอรับ! มีฮูหยินลู่คอยดูแลอยู่ข้างๆ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ท่านอ๋องก็เลยพักผ่อนได้อย่างวางใจขอรับ”
“ว่าอย่างไรนะ เจ้าบอกว่าสหายของข้าไม่เป็นอะไรแล้วอย่างนั้นหรือ?”
เรื่องนี้พลิกไปพลิกมา จนเขาเริ่มไม่เข้าใจแน่ชัดแล้ว
ไหนจะมีฮูหยินลู่อีก? ฮูหยินลู่อะไรกัน!
น้องสะใภ้เขายังตามหลังมาอยู่เลย หากไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่ายามอู่ก็คงจะมาถึง แล้วฮูหยินลู่ที่นี่เป็นใคร??!
บ้าชะมัด! หรือว่าช่วงที่สหายของเขาอยู่จิ้นโจวจะมีคนใหม่อย่างนั้นหรือ! แล้วน้องสะใภ้ล่ะ?!
ฉินเจียนโกรธเกรี้ยวอย่างหนักจนรู้สึกเวียนศีรษะ ปวดหนึบจนแทบทรงตัวไม่อยู่
“ไป ไปดูกับข้าว่าเจ้าบ้าไป่ชวนนั่นทำเรื่องบัดซบอะไรของมัน!”
ใต้เท้าฉินหันหลังสาวเท้ายาวๆออกไป โดยมีเหล่าสหายพี่น้องของหน่วยหั่วอวิ๋นเดินตามหลังไปด้วยความแค้นเคืองเช่นกัน พวกเขาล้วนได้รับแต่สิ่งดีๆจากเหอจิ่วเหนียงไม่น้อย ไม่เพียงแค่ส่วนลดของเป็ดดำลู่เท่านั้น แต่ยังไปฝากท้องที่สวนชีสุ่ยอยู่บ่อยๆ ได้กินของอร่อยๆแปลกใหม่มากมาย และที่สำคัญ เหอจิ่วเหนียงยังช่วยรักษาแผลเก่าที่เรื้อรังมาหลายปีให้กับพวกเขาด้วย น้ำใจเหล่านี้พวกเขาระลึกเอาไว้ในใจเป็นอย่างดี
เรื่องที่ลู่ไป่ชวนยังปลอดภัยพวกเขาย่อมดีใจอยู่แล้ว แต่หากหัวหน้าของเขาทรยศหักหลังพี่สะใภ้ไปมีคนใหม่ละก็ อย่ามาโทษว่าสหายพี่น้องอย่างพวกเขาไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน!
กลุ่มชายฉกรรจ์ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของลู่ไป่ชวนด้วยความเดือดดาล เมื่อมาถึงหน้าประตูก็ไม่เคาะหรือส่งเสียงบอกกล่าวแต่อย่างใด ฉินเจียนถีบประตูเดินอาดๆเข้าไป ทำเอาบ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูถึงกับตกตะลึง
“ใต้เท้า พวกท่านทำอะไรขอรับ?”
บ่าวรับใช้ที่เฝ้าประตูคฤหาสน์รู้จักฉินเจียนกับโหลวชง ในความทรงจำ พวกเขากับเจ้านายของตนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทว่าเหตุใดวันนี้ถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้ล่ะ?
เขารู้สึกว่าท่าไม่ดีแล้ว ขณะกำลังจะวิ่งไปรายงาน กลับถูกโหลวชงคว้าหลังคอเสื้อเอาไว้เสียก่อน แล้วกล่าว “เจ้าไม่ต้องพูดมาก รีบพาพวกข้าไปพบนายของเจ้าเดี๋ยวนี้!”
บ่าวรับใช้ “!!!”
เหลือจะเชื่อยิ่งนัก! แม้แต่คำว่า ‘นายท่านสาม’ ก็ไม่เรียกแล้ว ใช้คำว่า ‘นายของเจ้า’ แทนแล้ว…
ตอนที่ 424: โอกาสด่าหัวหน้าหาได้ยากนัก
‘แหม่ ท่าทางของโหลวชงมันได้จริงๆ!’
ฉินเจียนแอบชื่นชมอยู่ในใจ
บ่าวรับใช้ตกใจมาก ทำได้เพียงแบกใบหน้าบิดเบี้ยวและส่งเสียงคร่ำครวญพร้อมนำทางทุกคนเข้าไป
......
เหอจิ่วเหนียงกำลังพยุงลู่ไป่ชวนลงจากเตียงเพื่อเดินสักหน่อยเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายให้ได้ยืดเส้นยืดสาย ได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ตามมาด้วยเสียงขอร้องอ้อนวอนของบ่าวรับใช้ “ใต้เท้าทุกท่าน ใจเย็นๆก่อนเถิดขอรับ! เข้าใจผิด ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆขอรับ!...
อย่านะขอรับ! ให้ข้าน้อยไปแจ้งนายท่านก่อนเถอะนะขอรับ…
อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องของบ่าวรับใช้ดังปิดท้ายพร้อมกับประตูห้องถูกเปิดออกด้วยแรงถีบมหาศาล
ฉินเจียนตะคอกเสียงดังด้วยความเดือดดาล
“ลู่ไป่ชวน! เจ้าคนหัวใจชั่วช้ายิ่งกว่าสุนัข! น้องสะใภ้เป็นห่วงเจ้าอยู่ที่จิงโจว แต่เจ้ากลับกกคนใหม่อยู่ที่นี่ ทั้งยังให้บ่าวรับใช้เรียกนางว่าฮูหยินอีก! นางคู่ควรรึ! ไหน ให้ข้าดูหน้านางจิ้งจอกนี่หน่อยซิว่าหน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้ข้าจะฉีกหน้านางแทนน้องสะใภ้เอง!”
ฉินเจียนพุ่งพรวดเข้ามาก็เห็นสองหนุ่มสาวกำลังประคองกันเดินอยู่ เนื่องจากทั้งสองหันหลังให้ เขาจึงไม่ได้คิดว่าผู้หญิงคนนี้คือเหอจิ่วเหนียง มือใหญ่ยื่นออกไปคว้าหลังคอเสื้อสตรีตัวปัญหาทันที
เหอจิ่วเหนียงตอบสนองรวดเร็ว นางเบี่ยงตัวหลบทันและหันมาเผชิญหน้า
ฉินเจียนและพรรคพวกเห็นดังนั้นก็ถึงกับอึ้ง …ผู้หญิงคนนี้รูปร่างหน้าตาเหมือนน้องสะใภ้/พี่สะใภ้มาก!
หรือว่า ลู่ไป่ชวน/ใต้เท้าลู่คิดถึงน้องสะใภ้/พี่สะใภ้มาก ก็เลยหาคนมาเป็นตัวแทนของนาง!?
ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น! อยู่หนานไท่ตั้งหลายปีเขายังอดทนได้ นี่อยู่จิ้นโจวแค่ไม่กี่วัน กลับทนไม่ได้ซะแล้วอย่างนั้นรึ!
มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ!!
ไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว!!!
ดังนั้นเขาต้องถูกมารยาสาไถยบางอย่างเข้าเป็นแน่ ผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นไส้ศึกที่หลินอี้ผิงส่งมาแน่นอน!
“ฮี่ๆๆ พี่ใหญ่ฉิน!”
เหอจิ่วเหนียงมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับฉินเจียนอยู่แล้ว ตอนนี้ถึงฉินเจียนจะ ‘พัง’ ประตูเข้ามา และยังพูดจาเข้าข้างนาง นางก็รู้สึกดีใจมาก
“หึ! ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ฉิน! ใครเป็นพี่ใหญ่ฉินของเจ้า! เลิกคิดจะตีสนิทข้าด้วยวิธีนี้ซะ! เจ้าอย่าคิดว่าตัวเองหน้าตาเหมือนน้องสะใภ้ข้าแล้วข้าจะเกรงใจเจ้า!”
วาจาและน้ำเสียงของฉินเจียนเปี่ยมไปด้วยความกราดเกรี้ยว น้องสะใภ้ยังอยู่ระหว่างทาง ตอนนี้เขาต้องรีบจัดการนางจิ้งจอกนี่ออกไปให้เร็วที่สุด น้องสะใภ้มาถึงจะได้ไม่ต้องพบเจอกับเรื่องราวสะเทือนใจ
ขอแค่พวกเขาไม่พูด น้องสะใภ้ก็จะไม่รู้ว่าตนเองถูกสามีสวมเขาทำให้เสียใจ
เหอจิ่วเหนียง “...”
นางคาดไม่ถึงเลยว่าฉินเจียนจะมาด้วยปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้ พลันนั้นก็รู้สึกขบขันแทบกลั้นไม่อยู่ ขณะกำลังจะอธิบาย ก็ถูกอีกฝ่ายขัดขึ้น “เจ้าไม่ต้องพล่ามอะไรทั้งนั้น ข้าไม่อยากฟังคำพูดหลอกลวงของเจ้าแม้แต่คำเดียว!”
เหอจิ่วเหนียง “…”
ลู่ไป่ชวน “…”
“นาง…”
ลู่ไป่ชวนจะอธิบายแทนภรรยาว่า ภรรยาของเขามีความสามารถพิเศษ อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว เขาจะต้องรีบอธิบายโดยด่วน
“เจ้าเองก็หุบปากไปเลยนะ!” แต่คนโมโหไม่ยอมให้พวกเขาได้แก้ตัวอะไรทั้งนั้น “เจ้าบาดเจ็บที่ร่างกาย สมองไม่ได้บาดเจ็บซะหน่อย เหตุใดเจ้าถึงได้สิ้นคิดเพียงนี้ฮะ! แค่หน้าตาคล้ายกันเจ้าก็คิดว่าเป็นน้องสะใภ้ได้แล้วหรือ ข้าจะบอกเจ้าไว้นะ น้องสะใภ้ออกเดินทางมาช้ากว่าข้า คาดว่าวันนี้ยามอู่กว่าจะมาถึง ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะอธิบายกับนางอย่างไร!”
ลู่ไป่ชวน “...”
ตอนสหายเงียบปากก็ยังพอทน แต่พอเขาอ้าปากพูดแค่คำเดียวก็ยิ่งทำให้ความโกรธของฉินเจียนเพิ่มทวีคูณ จนอดฉีกหน้าดุด่าเขาสารพัดไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงทั้งร้อนใจและอบอุ่นใจในเวลาเดียวกัน นางรู้ดีว่าตนได้ทำเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ ทว่าไม่เพียงฉินเจียน แม้แต่คนอื่นๆก็ยังลุกขึ้นมาช่วยพูดแทนนางถึงเพียงนี้ ความรู้สึกซาบซึ้งที่เอ่อล้นอยู่ในใจ นางไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้จริงๆ
ลู่ไป่ชวนขี้เกียจจะอธิบายแล้ว ปล่อยให้พวกเขาต่อว่าตนต่อไปเช่นนี้ก่อนก็แล้วกัน
ใช่ ปล่อยพวกเขาทำไป
ตอนแรกก็มีแค่ฉินเจียนคนเดียวที่ต่อว่า แต่ต่อมาโหลวชงก็ร่วมวงด้วย จากนั้นก็ตามมาด้วยเหล่าสหายพี่น้อง ยิ่งต่อว่าก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะอยากพูดแทนเหอจิ่วเหนียง หรือเป็นเพราะอยากร่วมผสมโรงด้วย หรือไม่ก็เพราะเห็นว่าโอกาสที่จะได้ด่าหัวหน้าเช่นนี้หาได้ยากนัก หากไม่คว้าไว้ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว ดังนั้นแต่ละคนจึงทำผลงานกันอย่างแข็งขันไม่มีใครยอมใคร
ไม่รู้ว่าพวกเขาด่าไปนานแค่ไหน เหอจิ่วเหนียงนั่งดื่มชาเงียบๆ หมดไปถึงสองกา กว่าพวกเขาจะหยุดลง
ฉินเจียนด่าได้เผ็ดร้อนที่สุด ด่าจนคอแห้ง พอหันมาเห็นสตรีน่าโมโหนั่งดื่มชาด้วยท่วงท่าสบายๆ ก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอีก ชี้นิ้วสั่งนางอย่างหงุดหงิด “เจ้า ยกชามาให้ข้าหน่อย!”
ลู่ไป่ชวนทนดูไม่ได้อีกต่อไป ขมวดคิ้วแน่น “จะมากเกินไปแล้วกระมัง!”
เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้คิดอะไร นางหยิบจอกสะอาดขึ้นมารินชาส่งให้ฉินเจียน ฉินเจียนทำเสียงฮึดฮัด ก่อนจะยกชาซดรวดเดียวหมดจอก
ดื่มเสร็จก็ด่าต่อ “ทำไม ข้าเรียกใช้นางนิดหน่อยเจ้าก็ทนไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ เดี๋ยวน้องสะใภ้มาถึง ข้านี่แหละจะคอยดูว่าเจ้าจะอธิบายกับนางอย่างไร!
เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ตอนที่เจ้าห่างจากบ้านไปหลายปี ใครเป็นคนเลี้ยงดูโก่วเอ๋อร์? ใครเป็นคนดูแลกิจการทุกอย่างจนมั่นคงได้ถึงเพียงนี้? น้องสะใภ้ต้องลำบากแค่ไหน เจ้ารู้ดีอยู่แก่ใจ! ต่อให้เจ้าจะใจดำเพียงใด ก็ไม่สมควรพานางจิ้งจอกเข้ามาแทนที่นางเช่นนี้!
จริงสิ ท่านลุงกับท่านป้าลู่ล้วนรักน้องสะใภ้มาก ข้านี่อยากจะดูจริงๆ ว่าเจ้าจะอธิบายต่อพวกเขาเช่นไร หึ!”
ฉินเจียนยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เดิมทีเขาไม่อยากพูดแล้ว แต่พอได้เริ่มพูดก็หยุดไม่ได้จริงๆ
สีหน้าของลู่ไป่ชวนเต็มไปด้วยความจนปัญญา เขากลอกตามองบนไปหลายรอบแล้ว
“เจ้าจะฟังข้าอธิบายได้หรือยัง?”
ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็หาโอกาสพูดแทรกขึ้นมาได้ สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความหมดอาลัยตายอยาก
“อธิบายอย่างนั้นหรือ? เจ้าจะมีคำอธิบายอะไรได้อีก! จะบอกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้ชั่วขณะ? หรือรู้สึกว่าอยู่ที่นี่คนเดียวมันเหงาก็เลยหาคนมาคลายเหงา? เจ้าคิดว่าข้าจะฟังคำพูดเพ้อเจ้อพวกนี้ของเจ้าอย่างนั้นรึ?”
บัดนี้ฉินเจียนไม่หลงเหลือความเป็นห่วงลู่ไป่ชวนเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว มีเพียงความโกรธเต็มอก หากรู้ว่าเรื่องเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่รีบร้อนมาหรอก!
สวรรค์รู้ดีว่าเพื่อที่จะรีบมาช่วยสหาย พวกเขารีบเร่งเดินทางตลอดสามวันสามคืนโดยไม่หยุดพัก ต้องเปลี่ยนม้าไปตั้งกี่ตัวกว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ แต่สุดท้ายกลับมาเห็นภาพเฮงซวยพวกนี้!
ไม่มีใครเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของเขาหรอก!
ในเมื่อเขาไม่มีความสุข เขาก็จะทำให้ลู่ไป่ชวนไม่มีความสุขด้วย!
“เจ้าพูดจาเหลวไหลจบหรือยัง ถ้าจบแล้วเจ้าก็ดูให้ดีๆซะว่านี่คือฮูหยินของข้า!”
ลู่ไป่ชวนใช้น้ำเสียงดังมาก เพราะต้องการให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจน
แต่ฉินเจียนกลับยังคงยืนหยัดในความคิดของตัวเอง ยิ่งได้ฟังวาจาโง่เง่าของสหายเขาก็ยิ่งโกรธ จึงพุ่งตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิมจนแทบประชิดตัวอีกฝ่าย แล้วตะคอกใส่หน้าเขา “จะให้ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งว่าน้องสะใภ้ยังอยู่ระหว่างทาง! เจ้าถูกหลอกแล้ว! คนผู้นี้ไม่ใช่น้องสะใภ้ นางคือตัวปลอม! ตัวปลอม! สมองของเจ้าเป็นอะไรไปแล้วฮะ!”
หากไม่เห็นว่าลู่ไป่ชวนบาดเจ็บอยู่ ฉินเฉียนอยากจะเหวี่ยงหมัดใส่หน้าเขาหรือถีบเขาสักฝ่าเท้าไปแล้ว
เหอจิ่วเหนียงประเมินสถานการณ์แล้วรู้สึกว่า พูดอะไรไปในตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์ ฉินเจียนไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่านางคือเหอจิ่วเหนียงตัวจริง พูดไปไม่แน่อาจโดนด่ากลับมา ดังนั้นจึงนั่งดูพวกเขาเงียบๆ คิดว่ารออีกเดี๋ยว ให้เขาระบายโทสะเสร็จแล้วค่อยอธิบาย
ลู่ไป่ชวนมองเหอจิ่วเหนียงอย่างหมดปัญญา การปล่อยให้ฉินเจียนด่าเช่นนี้ต่อไป เขาเองก็ชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่า สรุปสตรีตรงหน้าใช่ภรรยาของเขาจริงหรือไม่…
ถึงอย่างไร ก็มีพิษบางชนิดที่ล้างสมองได้จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากร่วมวงกับพวกเขา ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ไปนำชานมมาหนึ่งกาเพื่อรินให้ทุกคนได้ดื่ม ทั้งยังเอ่ยอย่างใส่ใจ “ด่ามาตั้งนานแล้วคอแห้งแล้วกระมัง มาๆๆ ดื่มชานมให้ชุ่มคอกันหน่อย”
ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ๆ ในมือก็ถูกยัดชานมคนละจอก เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นอันคุ้นเคยของนมและชา ใบหน้าของทุกคนก็เผยความตกตะลึง
“ช่างเป็นตัวปลอมที่สมจริงยิ่งนัก ยังแอบฝึกทำชานมสูตรของน้องสะใภ้ข้าด้วย เจ้านี่มันไร้ยางอายจริงๆ…”
ฉินเจียนชิมไปหนึ่งอึกก็อ้าปากดุด่าขึ้นอีกครั้ง ทว่ายังไม่ทันด่าจบ เข็มเงินเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้าไปปักตรงจุดหย่าเหมิน ทำให้เขาพูดไม่ออก
ตอนที่ 425: ต่อให้แกร่งเพียงใดร่างกายก็รับไม่ไหวแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนี้เชื่อได้หรือยังว่าข้าคือตัวจริง?”
ฉินเจียนมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาเหลือเชื่อ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
คนที่มีทักษะเข็มเงินชั้นสูงทั้งยังใช้ได้อย่างคล่องแคล่วเช่นนี้ มีแค่น้องสะใภ้เท่านั้น ตอนนี้จะไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้ว
นี่มัน… เป็นไปได้อย่างไร!
ชายชาติทหารร่างกายกำยำอย่างพวกเขาเดินทางกันมาสามวันสามคืนติดเพิ่งจะมาถึง ตอนนี้ก็อาศัยว่าร่างกายแข็งแรงจึงไม่ได้เป็นลมเป็นแล้งไป แต่เหอจิ่วเหนียงเป็นผู้หญิงร่างบาง มาถึงก่อนพวกเขาก็น่าประหลาดใจแล้ว แต่สีหน้าท่าทางของนางกลับยังดูแจ่มใสมาก แถมยังดูแลลู่ไป่ชวนอยู่อีกด้วย!
นาง… นางมาถึงเร็วปานนี้ได้อย่างไรกัน!
คนอื่นต่างก็ตกใจอึ้งไปตามๆกัน ก่อนหน้านี้ที่กล้าตำหนิลู่ไป่ชวน ก็เพราะรู้ว่า ด้วยระยะทางระหว่างจิงโจวและจิ้นโจว เหอจิ่วเหนียงยังมาไม่ถึงแน่นอน
ไม่คิดเลยว่าสายตาของพวกเขาจะคับแคบราวกับไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนเลยจริงๆ
โหลวชงดึงสติกลับมาได้เป็นคนแรก เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พะ พะ พี่ พี่สะใภ้ ทะ ทะ ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อไร แล้วมาอย่างไรขอรับ?”
ในคืนที่เหอจิ่วเหนียงมาถึงนั้นได้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย อยากปิดบังก็คงเป็นไปไม่ได้ อีกอย่างนี่ก็คนกันเองทั้งนั้น ดังนั้นนางจึงบอกออกไป “ข้าลัดมาทางภูเขา เดินทางตรงมาและมาถึงที่นี่ในคืนนั้นเลย จากนั้นก็หาตัวเขาเจอแล้วพากลับมาที่นี่”
ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง มาถึงตั้งแต่คืนที่ได้รับข่าวแล้วอย่างนั้นหรือ!?
ต่อให้ใช้เส้นทางตัดตรงก็คงไม่รวดเร็วถึงเพียงนี้กระมัง!
พอมาถึงก็หาลู่ไป่ชวนพบ แถมยังพาเขากลับมาที่นี่ได้ นี่มันสมเหตุสมผลหรือ!
“ในเมื่อมีเส้นทางลัด ขากลับพี่สะใภ้พาพวกเรากลับไปด้วยได้หรือไม่ เช่นนี้ต่อไปหากมีเรื่องเร่งด่วนที่เมืองหลวง พวกเราจะได้มาทันเวลา”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “มันอันตรายเกินไป ไม่ใช่คนทั่วไปจะใช้เส้นทางนั้นได้ บางเส้นทางไม่สะดวกในการใช้ม้าก็ต้องเปลี่ยนเป็นแบกม้าแทนด้วย”
ทุกคนตกตะลึง เบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม
แบกม้า!?
“พะ พี่สะใภ้แบกม้าได้ด้วยหรือขอรับ?”
“ไม่เชื่อหรือ จะให้ข้าทำให้ดูหรือไม่ล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็ทำท่าจะเดินไปข้างนอก พวกโหลวชงย่อมอยากเห็นอยู่แล้ว แต่ก็ตระหนักได้ว่าพี่สะใภ้เป็นเพียงสตรี เดินทางมาที่นี่ด้วยวิธีเช่นนั้นก็เหน็ดเหนื่อยมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้พวกเขาดู จึงห้ามนางไว้
“ไม่ต้องขอรับไม่ต้อง พวกเราเชื่อพี่สะใภ้ขอรับ!”
โหลวชงมองเหอจิ่วเหนียง แล้วยกมือคารวะนางด้วยความเลื่อมใส และกล่าว “พี่สะใภ้ เมื่อครู่พวกเราเข้าใจพี่สะใภ้ผิดไปแล้ว ขออภัยพี่สะใภ้ด้วยขอรับ!”
คนอื่นต่างก็ขอโทษตามๆกัน แม้แต่ฉินเจียนที่พูดไม่ออกในตอนนี้ก็ยกมือขอโทษ เมื่อครู่เขาพูดจากับเหอจิ่วเหนียงแรงเกินไปจริงๆ
แต่จะว่าไป ที่พวกเขาทำไปก็เพราะพูดแทนนาง เหอจิ่วเหนียงย่อมไม่โกรธพวกเขาอยู่แล้ว นางโบกมือพลางกล่าว “ข้าคาดเอาไว้แล้วว่าพวกเจ้าจะมาถึงวันนี้ก็เลยให้ห้องครัวเตรียมอาหารเอาไว้ให้ เดี๋ยวกินเสร็จก็นอนพักสักหน่อยเถอะ ช่วงนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
ทุกคนรู้สึกได้ถึงความใส่ใจของเหอจิ่วเหนียง จึงรีบขอโทษนางด้วยความรู้สึกผิดอีกครั้ง
ส่วนลู่ไป่ชวนที่เป็นคนถูกด่ากลับถูกเมิน เขายืนอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ไม่คิดจะขอโทษข้าบ้างรึอย่างไร?”
ดีจริงๆ เห็นๆกันอยู่ว่าคนที่ถูกด่าจนยับเยินคือเขา แต่กลับไม่มีใครขอโทษเขาสักคำ สมเหตุสมผลแล้วหรือ?
“ฮี่ๆๆ นายท่านสาม ที่พวกเราทำไปก็เพราะเป็นห่วงอย่างไรล่ะขอรับ กลัวว่าท่านจะถูกหลอกจนทำเรื่องผิดต่อพี่สะใภ้ แต่ตอนนี้พวกเราเข้าใจทุกอย่างแล้ว ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะขอรับ ใช่หรือไม่พวกเรา?”
โหลวชงกล่าวพลางหันไปหาสหายพี่น้องคนอื่นๆ ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างแข็งขัน
ลู่ไป่ชวน “…”
ช่างเถอะ ในเมื่อเรื่องคลี่คลายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อยอีก พวกเขาล้วนทำไปเพราะภรรยาของเขา ลึกๆเขาก็แอบพอใจอยู่เหมือนกัน
พลันนั้นจึงโบกมือไล่ให้พวกเขาไปกินข้าวและนอนพักผ่อน อย่าอยู่ขวางหูขวางตาตรงนี้
......
เหล่านักรบหน่วยหั่วอวิ๋นนอนพักจนถึงยามพลบค่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าโหลวชงและฉินเจียนไม่อยู่ จึงเรียกบ่าวรับใช้ในจวนมาถาม
บ่าวรับใช้ตอบ “ใต้เท้าทั้งสองไปเฝ้าประตูเมืองตั้งแต่สองชั่วยามก่อนแล้วขอรับ”
พวกเขาไปเฝ้าทำไมน่ะหรือ?
ก็ไปรอดูน่ะสิว่า ที่ประตูเมืองจะมีเหอจิ่วเหนียง ‘ตัวจริง’ โผล่มาหรือไม่
สุดท้ายความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มี ตอนที่ทั้งสองกลับมา ทุกคนในบ้านจึงได้เห็นสายตาประดักประเดิดของพวกเขา
อันที่จริงพวกเขาเชื่อคำพูดของเหอจิ่วเหนียงแล้ว แต่ก็ยังอยากไปดูอยู่ดี เผื่อว่าที่ประตูเมืองจะมีคนต้องสงสัยโผล่เข้ามา ในเมื่อพิสูจน์ความจริงนี้ได้แล้วพวกเขาก็วางใจลง
ทุกคนนั่งพักกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไปที่จวนเฉินอ๋องอีกรอบ ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะปลอดภัยแล้ว แต่โอกาสจะได้มาเมืองหลวงสักครั้งนั้นไม่ได้หาได้ง่ายๆ ในเมื่อมาแล้ว ต้องไปรายงานสถานการณ์ทางด้านจิงโจวให้ท่านอ๋องทราบสักหน่อย
ท่านอ๋องไม่ไถ่ถาม แต่พวกเขาจะเมินเฉยไม่ได้
สุดท้ายพอมาถึงจวนเฉินอ๋อง ก็พบว่าเฉินอ๋องได้จัดงานเลี้ยงเล็กๆให้กับพวกเขา ต้อนรับพวกเขาที่มาจากแดนไกล
ตอนที่ได้เจอกัน เฉินอ๋องยิ้มอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย เขากล่าว “ฮูหยินลู่มาถึงเร็วมากจริงๆ พอไป่ชวนถูกช่วยเอาไว้ได้แล้ว ข้าก็เลยโล่ง.อกจนลืมพวกเจ้าไปเลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ข้าจะลงโทษตัวเองสามจอก!”
เฉินอ๋องกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ การได้รับคำขอโทษจากเจ้านายโดยเฉพาะองค์ชายสูงศักดิ์นั้นถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก ดังนั้นทุกคนจึงไม่ได้ถือสา และยังรู้สึกดีด้วยกันทุกคน
ถึงแม้ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงจะไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงเพราะลู่ไป่ชวนยังบาดเจ็บสาหัส ไม่สะดวกออกจากจวน แต่เฉินอ๋องก็ยังส่งชุดอาหารในงานเลี้ยงไปให้พวกเขาโดยเฉพาะ
ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงพวกนั้นพอดี จึงยอมรับด้วยความยินดี
.......
สองวันต่อมา ฉินเจียนและพรรคพวกเดินทางกลับจิงโจวไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงยังคงอยู่ที่จิ้นโจวต่อ เตรียมจัดการเรื่องหลินอี้ผิงให้จบก่อนกลับ
ส่วนเฉินอ๋องก็แจกเทียบเชิญให้กับเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ กับบรรดาอ๋องและองค์หญิงทั้งหลาย อีกเจ็ดวันข้างหน้าจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านหญิงน้อย จึงเชิญทุกคนมาร่วมงานฉลอง
เบื้องหน้าคือการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดให้ท่านหญิงน้อย แต่ความจริงแล้วงานนี้มีวัตถุประสงค์แอบแฝง นั่นก็คือเพื่อให้ทุกคนได้มารวมตัวกันตามแผนการที่พวกเขาวางไว้ก่อนหน้านี้ แล้วให้เหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนได้หาตัวผู้เป็นหัวหน้าในคืนนั้น ตลอดจนคนที่มีความสัมพันธ์กับหลินอี้ผิง
ช่วงระยะเวลาก่อนถึงวันงาน เพียงพอที่จะให้ลู่ไป่ชวนได้พักรักษาตัวจนหายดี อย่างไรเสียก็เป็นการบาดเจ็บภายนอก ภายในไม่ได้รับความกระทบกระเทือน ทั้งยังมีเหอจิ่วเหนียงคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้แน่นอน
ระหว่างนี้ ทั้งสองใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล ออกไปเดินเล่นในเมืองหลวงทั้งวัน เพื่อให้เหอจิ่วเหนียงได้ทำความรู้จักกับกิจการและรูปแบบการค้าต่างๆในเมืองหลวง
กิจการที่จิงโจวตอนนี้เป็นไปได้ด้วยดี ต้องมีสักวันที่จะขยับขยายมาที่เมืองหลวง ทำความเข้าใจก่อนสักหน่อยมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย
“ช่วงนี้พระชายามาหาข้าบ่อยนัก แนะนำให้ข้าเปิดหอเจียย่วนที่เมืองหลวง เช่นนี้พระนางจะได้สั่งตัดอาภรณ์ได้สะดวกในทุกๆเดือน และที่สำคัญ ที่นี่มีบรรดาเศรษฐีมากกว่าที่จิงโจวหลายเท่า ต้องทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอน”
ในสมองของหญิงสาวมีความคิดมากมายหลายอย่าง มาเปิดกิจการในเมืองหลวงย่อมเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องมีคนคอยดูแล
ทางด้านจิงโจวยังดีที่นางอาศัยอยู่ที่นั่น มีเรื่องอะไรนางก็สามารถจัดการแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ที่เมืองหลวงนั้นห่างไกลเกินไป ไม่ค่อยสะดวกนัก
เฮลิคอปเตอร์นานๆ ใช้ทีก็ได้อยู่ แต่หากเอาออกมาใช้บ่อยเกินไปต้องถูกคนจับได้แน่นอน
อีกอย่าง หากไม่จำเป็นถึงขั้นคอขาดบาดตายจริงๆ นางไม่มีทางนำเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านั้นออกมาใช้แน่นอน
ลู่ไป่ชวนฟังความคิดของนาง รอนางพูดจบเขาจึงจะพูดความคิดเห็นของตัวเองออกมา “พวกเราอาศัยอยู่ที่จิงโจวเป็นหลัก ดังนั้นยังไม่แนะนำให้เจ้ามาเปิดกิจการในเมืองหลวง อีกอย่าง ในเมืองหลวงมีพวกเศรษฐีมีเงินมากมาย ส่วนมากคงต้องการให้เจ้าเป็นคนออกแบบเสื้อผ้าให้พวกเขาด้วยตัวเอง เช่นนั้นเจ้าต้องยุ่งจนหัวหมุนแน่นอน”
ตอนนี้ทางด้านจิงโจวรับออกแบบแค่เดือนละชุด แค่นี้คนต่อแถวก็ยาวไปถึงหลังปีใหม่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงมารับงานเพิ่มที่เมืองหลวงเลย ต่อให้ภรรยาของเขาจะแกร่งมากเพียงใด ร่างกายต้องรับไม่ไหวแน่นอน
ตอนที่ 426: คนโง่มีวาสนาของคนโง่
เหอจิ่วเหนียงเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ถึงแม้ว่าการมีรายได้เยอะๆ จะเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขมาก แต่เราก็ไม่สามารถหักโหมและกดดันตัวเองมากเกินไปได้
ตอนนี้ต้องมุ่งเน้นความสนใจกับสิ่งที่สำคัญที่สุด—สถานบันเทิงในจิงโจวที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างก่อน หลังจากสถานที่ดังกล่าวพร้อมให้บริการและผลการตอบรับเป็นไปอย่างน่าพอใจ นางจะต้องคิดถึงขั้นต่อไปแน่นอน สำหรับสาขาในเมืองหลวง นางจะรอจนกว่านางจะมาลงหลักปักฐานที่นี่ก่อนจึงจะว่ากันอีกที
สองสามีภรรยาสำรวจตลาดในเมืองหลวงและพบว่า สินค้าส่วนใหญ่มีขายในจิงโจว แต่ก็ยังมีอีกหลายอย่างที่ในจิงโจวไม่มี เห็นดังนั้นพวกเขาจึงไม่พลาดที่จะซื้อกลับไปด้วยไม่น้อย
ได้มีโอกาสมาเยือนเมืองหลวงทั้งที จะต้องนำของขวัญติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้าน ถึงแม้จะไม่ใช่สิ่งของมีราคาสูง แต่ก็ถือว่าแสดงถึงน้ำใจและความใส่ใจ และเป็นขนบธรรมเนียมที่ไม่ควรละเลย
ทั้งสองกำลังเดินเล่นอย่างผ่อนคลาย โดยไม่รู้เลยว่า… ตอนนี้มีใครบางคนกำลังกังวลเพียงใด…
......
ณ จวนตระกูลหลิน
ตอนนี้หลินอี้ผิงสืบทราบแล้วว่า ผู้หญิงที่พาลู่ไป่ชวนหนีไปได้และสังหารคนของเขาไปกว่าสี่สิบคนในคืนนั้นเป็นใคร
แม้แต่ฝัน เขาก็ยังไม่เคยคาดมาก่อนว่าหมอหญิงในจิงโจวจะเป็นภรรยาของชายสวมหน้ากากนั่น และขณะที่ชายสวมหน้ากากได้รับบาดเจ็บ นางยังสามารถมาช่วยเหลือได้ทันท่วงทีอีกด้วย
หลังจากได้เรียนรู้ตัวตนของเหอจิ่วเหนียงมากขึ้นในครั้งนี้ หลินอี้ผิงจึงตระหนักได้แล้วว่า เหตุใดคนที่เขาส่งไปจิงโจวเพื่อลอบสังหารเหอจิ่วเหนียงจึงเงียบหายไม่ส่งข่าวคราวใดกลับมาอีก
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้เขาหวาดหวั่นที่สุด—เรื่องที่ชายสวมหน้ากากใช้ยาแปลกประหลาดบางอย่างจัดการกับเต้าผิง ตลอดมาเขานึกสงสัยไม่คลายว่าต้องเป็นคนประเภทใดจึงจะมีความสามารถพิเศษถึงเพียงนั้น—บัดนี้ความสงสัยที่ติดอยู่ในใจเขาไม่จำเป็นต้องเดาอีกต่อไปแล้ว… ต้องเป็นฝีมือของหมอหญิงนั่นแน่นอน
นางคือใคร? ความสามารถของนางน่ากลัวมากจริงๆ
แต่เขาตรวจสอบจนถึงที่สุดแล้ว ตรวจสอบซ้ำๆไปหลายครั้ง ข้อมูลที่ได้ก็บอกเพียงว่า นางเป็นเด็กที่ถูกขายให้นายหน้ารายใหญ่ตั้งแต่วัยเยาว์ นางเพิ่งเริ่มศึกษาวิชาแพทย์หลังจากมาอยู่ที่จิงโจว ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีในการสำเร็จวิชา
…หนึ่งปี? พัฒนาการก้าวกระโดดจนความสามารถล้ำเลิศเพียงนี้ เป็นไปได้จริงๆหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะทางการแพทย์ของผู้ที่นางคารวะเป็นอาจารย์นั้นไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นนั้นเลย จะบอกว่าเทียบไม่ได้กับขี้เล็บของนางด้วยซ้ำก็ไม่เกินจริง แล้วเขาจะฝึกฝนลูกศิษย์ให้โดดเด่นได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?
ถึงอย่างไรหลินอี้ผิงก็เชื่อว่า ไม่มีใครสามารถมีฝีมือระดับนี้ได้เพียงในเวลาสั้นๆ เขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างในกาลก่อนแน่นอน จึงได้มีความสามารถเช่นนี้ แต่นางปิดบังซ่อนเร้น แล้วนางเรียนรู้ความสามารถเหล่านี้จากใครกัน?
มีใครบงการอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่?
เมื่อนึกถึงประโยคที่เหอจิ่วเหนียงข่มขู่เขาตอนที่นางต้อนเขาจนมุมในโรงเตี๊ยมครานั้น บวกกับความสามารถของชายสวมหน้ากาก เขาก็ตระหนักได้ว่า สองคนนี้ไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ
หลายวันที่ผ่านมาหลินอี้ผิงไม่มีการเคลื่อนไหว เขาอยากรอดูว่าสถานการณ์จะเป็นไปในทิศทางใด แต่เมื่อเห็นว่าเรื่องราวเริ่มไม่ชอบมาพากลมากขึ้นเรื่อยๆ แผนการชักไม่เป็นไปตามคาด และรู้สึกว่าอันตรายกำลังค่อยๆคืบคลานเข้ามา เขาก็รู้ได้ว่าตนไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกแล้ว
เทียบเชิญจากเฉินอ๋องเขาเองก็ได้รับเช่นกัน ในนั้นระบุว่าเป็นงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่านหญิงน้อย ทว่าเหตุใดเขาจะไม่รู้ ว่าจริงๆแล้วงานเลี้ยงนี้มีจุดประสงค์อะไร
ไม่ว่าอย่างไร หลินอี้ผิงก็จะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงนี้แน่ ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะไม่ได้กลับออกมาอีก
“นายท่าน จิ้งอ๋องมาขอพบขอรับ”
คนรับใช้เข้ามารายงาน ตอนแรกหลินอี้ผิงจะหาข้ออ้างปฏิเสธ แต่เมื่อคิดดูอีกที ช่วงนี้ตนค่อนข้างเหินห่างจิ้งอ๋องไปหน่อยแล้ว หากเป็นเช่นนี้ไปนานๆ อาจทำให้อีกฝ่ายสงสัยเอาได้ ดังนั้นจึงยอมให้เขาเข้ามา
จิ้งอ๋องกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามา ทีท่าและน้ำเสียงตื่นเต้น “สหายอี้ผิง ข้ามีข่าวดีมาบอก!”
ปกติแล้ว ‘ข่าวดี’ ของจิ้งอ๋องมักจะไม่ใช่เรื่องดีๆสำหรับหลินอี้ผิง ดังนั้นคนถูกเรียกจึงไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไร แต่เขาก็ยังยิ้มและถาม “ข่าวดีอะไรที่ทำให้องค์ชายมีความสุขมากปานนี้ รีบบอกข้าน้อยให้มีความสุขด้วยกันเถอะ”
“ข้ากำลังจะบอกเจ้านี่แหละ!” จิ้งอ๋องสูดลมหายใจเข้าออก ปรับอารมณ์ให้สงบลง แล้วพูดต่อ “เจ้าสามจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้ลูกสาว แล้วข้าก็ได้รับคำเชิญด้วย สหายอี้ผิง เจ้าไปร่วมงานกับข้านะ!”
หลินอี้ผิงย่อมรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องดี เมื่อครู่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปร่วมงานเลี้ยงนี้ ดังนั้นถึงแม้ตอนนี้จิ้งอ๋องจะมาชวนด้วยตัวเอง เขาก็ไม่ลังเลที่จะปฏิเสธ
“ข้าน้อยไม่ไปดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ เพราะนี่เป็นงานฉลองในเชื้อพระวงศ์ ข้าน้อยเป็นเพียงสามัญชน มิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ”
เขาปฏิเสธด้วยรอยยิ้มเจียมตัวแสนอ่อนโยน ใครเห็นก็รู้สึกว่าเขาสุภาพและรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ
แต่จิ้งอ๋องยังคงรบเร้า “สหายอี้ผิงคงยังไม่รู้ ข้าได้ยินมาว่าไม่กี่วันก่อนลูกน้องคนหนึ่งของเจ้าสามได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ถูกช่วยเหลือเอาไว้ได้ทัน เจ้าสามสงสัยว่าผู้บงการคือพวกข้าพี่น้อง ต้องการทวงความยุติธรรมให้ลูกน้องของเขา งานเลี้ยงนี้เขาจึงจัดขึ้นเพราะต้องการจับตัวคนร้าย! เจ้าไปดูเรื่องสนุกกับข้าเถอะนะ!”
หลินอี้ผิงยังคงหนักแน่นในคำตอบ “งานเลี้ยงนี้ข้าน้อยไม่เหมาะที่จะไปร่วมงานจริงๆ องค์ชายไปคนเดียวเถิดพ่ะย่ะค่ะ ถ้ามีเรื่องอะไรสนุกๆ ท่านก็มาเล่าให้ข้าน้อยฟังด้วย”
รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงประดับบนใบหน้าของหลินอี้ผิง หากแต่อุณหภูมิรอบตัวเขากลับเย็นลงเล็กน้อย
ทว่าจิ้งอ๋องกลับไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกตินี้เลย คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ยังพยายามโน้มน้าวที่ปรึกษาคู่ใจต่อไป “ไม่ใช่แค่นั้นนะ ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้เจ้าสามมีคนต้องสงสัยที่น่าจับตามองที่เก่งมากอีกคน เห็นว่าคนผู้นั้นสวมหน้ากากหนังมนุษย์ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าจะใส่กี่ชั้นมองแค่แวบเดียวก็เจอได้แล้ว มันจะต้องไปที่นั่นแน่นอน ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าจริงหรือไม่ เจ้าไปกับข้านะ อยู่รอฟังจากคนอื่นมันจะไปสนุกอะไร ต้องเห็นกับตาตัวเองสิถึงจะดี!”
หลินอี้ผิงเงียบไป
ถ้าเขาไปละก็ เขาจะไม่เพียงได้ดูเรื่องสนุกเท่านั้น แต่เขานี่แหละที่จะกลายเป็นตัวละครหลักในเรื่องสนุกนั่นเสียเอง!
หลินอี้ผิงอดนึกเสียใจไม่ได้ที่ตนร่วมมือกับจิ้งอ๋อง เสียทีที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ เหตุใดถึงได้โง่เง่าไร้ไหวพริบขนาดนี้!
ที่น่าหัวเราะก็คือ คนที่โง่ขนาดนี้แต่กลับสามารถมีชีวิตอยู่มาได้จนถึงป่านนี้ นับว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อจริงๆ
บางทีอาจเป็นดังสุภาษิตที่ว่า ‘คนโง่ย่อมมีวาสนาของคนโง่’ กระมัง
“ข้าน้อยแสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วว่าจะไม่ไป องค์ชายอย่าได้พูดอะไรอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ หาก.องค์ชายไม่มีธุระอะไรแล้วก็กลับเถิด ข้าน้อยยังมีเรื่องที่ต้องทำ”
หลินอี้ผิงมีสีหน้าเย็นชาโดยสมบูรณ์ และออกปากขับไล่อีกฝ่ายไม่ไยดี ไม่คำนึงถึงมิตรภาพหรือความสัมพันธ์อะไรอีก
ตอนนี้เองจิ้งอ๋องจึงจะตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ แต่เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายโกรธเรื่องอะไร กำลังจะอ้าปากถาม แต่กลับเห็นว่าสหายอี้ผิงหันหลังเดินกลับเข้าไปยังส่วนลึกของเรือนแล้ว
ในฐานะองค์ชาย จิ้งอ๋องได้รับการยกย่องและเอาอกเอาใจมาตลอดตั้งแต่เด็ก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกคนไม่ให้เกียรติเช่นนี้ อีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็นแค่สามัญชน พลันนั้นอ๋องเจ้ายศก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
แต่เมื่อคิดได้ว่าหลินอี้ผิงเป็นสหายที่ดีของตน และช่วยเหลือเขาคิดแผนการดีๆมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงแก้ต่างให้อีกฝ่ายในใจ …สหายอี้ผิงอาจจะอารมณ์ไม่ดีจึงเป็นเช่นนี้
หากเป็นคนอื่น เขาไม่มีวันยอมปล่อยไปง่ายๆเช่นนี้แน่!
หลังจากเข้าใจทุกอย่างแล้ว จิ้งอ๋องก็กลับมาเป็นปกติ
ที่มาที่นี่วันนี้ เขาตั้งใจมาชวนหลินอี้ผิงไปร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยืนกรานหนักแน่นว่าไม่อยากไป เช่นนั้นเขาไปเองคนเดียวก็ได้ อย่างไรเสียเขาก็ตั้งใจจะไปร่วมงานนี้แน่นอน เพราะอยากดูเรื่องสนุกๆพวกนั้น
เขายังคิดเอาไว้ว่า ถ้าลูกน้องของเจ้าสามคนนั้นเก่งจริงๆ เขาอาจจะต้องคิดหาทางดึงตัวอีกฝ่ายมาเป็นพวกให้ได้
ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร เขาก็ต้องแย่งมาให้ได้!
อ๋องอารมณ์ร้อนกำหมัดแน่น
......
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งวันก่อนวันงานเลี้ยง…
ตอนที่ 427: ใครไม่ชอบอยู่ใกล้สาวงามบ้าง
ยามเช้า เฉินอ๋องพาพระยาชามาที่คฤหาสน์ลู่ไป่ชวนด้วยความเร่งรีบ ช่วงนี้ดูเหมือนสองสามีภรรยามีความกระตือรือร้นมาก ไม่ว่ามีเรื่องเล็กเรื่องใหญ่อะไรก็จะเป็นฝ่ายมาหาเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนด้วยตัวเอง
แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเฉินอ๋องให้ความสำคัญกับลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงมาก
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถ่อมตนต่อทั้งคู่มากนัก เนื่องด้วยหลังจากที่ได้ไปมาหาสู่กันแล้ว นางประจักษ์ว่าสองสามีภรรยาสูงศักดิ์ไม่ได้ปฏิบัติกับพวกนางอย่างเจ้านายกับลูกน้องเลย เหมือนเป็นสหายกันมากกว่า
โดยเฉพาะพระชายา พอมีเวลาว่างก็จะมาหาเหอจิ่วเหนียงทันที ทั้งสองจึงกลายเป็นพี่สาวน้องสาวกันไปแล้ว
เมื่อสนิทสนมกัน ความคิดของเหอจิ่วเหนียงที่มีต่อพระชายาก่อนหน้านี้ ที่คิดว่าพระชายามีรสนิยมทางเพศไม่เหมือนตน ก็ไม่หลงเหลืออีกแล้ว
พระชายาท่านนี้แตกต่างจากสตรีชนชั้นสูงที่หญิงสาวสองภพจินตนาการเอาไว้มาก นางเป็นคนนิสัยดีมาก ร่าเริงยิ้มเก่ง ชอบหรือไม่ชอบสิ่งใดนางก็จะแสดงออกมาตรงๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรือท่าทีอ้อมค้อมเลย ไม่ว่าจะแง่มุมใดก็เป็นที่ถูกใจเหอจิ่วเหนียงมาก
นางกล่าวได้ว่า คบหากับพระชายา สบายใจกว่าคบหากับเฉิงเสวี่ยเวยเสียด้วยซ้ำ
กับเฉิงเสวี่ยเวยก็ดีไม่น้อย แต่ด้วยทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางด้านการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันจึงต้องไตร่ตรองถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายด้วย แต่กับพระชายาไม่ได้เป็นเช่นนั้น และไม่เหมือนกับลู่ไป่ชวนและเฉินอ๋องด้วย ลู่ไป่ชวนมีฐานะเป็นลูกน้องของเฉินอ๋อง มีหน้าที่ทำงานให้เจ้านายและได้รับรางวัลตอบแทนเมื่องานสำเร็จ ถึงแม้เจ้านายจะปฏิบัติกับเขาดุจญาติมิตร แต่ถึงอย่างไรฐานะหน้าที่ของคนทั้งสองก็ชัดเจน
ส่วนเหอจิ่วเหนียงและพระชายาไม่ได้มีธุรกิจหรือภาระหน้าที่ใดที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ก็แค่สตรีสองคนที่แบ่งปันสิ่งที่แต่ละฝ่ายชอบให้กันและกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ฉันพี่สาวน้องสาวของทั้งสองจึงลึกซึ้งมากกว่า
ว่าแต่ การที่สองผู้สูงศักดิ์มาเยือนถึงคฤหาสน์ตั้งแต่ไก่โห่วันนี้ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก หากเป็นเมื่อหลายวันก่อนยังเป็นเพราะมาเยี่ยมเยียนลู่ไป่ชวน ทว่าตอนนี้ลู่ไป่ชวนไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว ครานี้มีเรื่องอะไรกัน?
เหอจิ่วเหนียงเกิดความสงสัยขึ้นในใจ แต่ยังไม่เอ่ยปากถาม ในส่วนนี้นางไม่ล้ำเส้นก้าวก่ายแทนลู่ไป่ชวน ถึงอย่างไรคนที่ทำงานให้เฉินอ๋องก็คือลู่ไป่ชวน ไม่ใช่นาง
นางไหนเลยจะอยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพันเรื่องอื่น แค่อยากทำการค้า เป็นหมอรักษาคน หาเงินด้วยความสบายใจแค่นี้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องแย่งชิงอำนาจในราชสำนักกันอย่างนองเลือดพวกนั้น ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนอื่นเขาปวดหัวกันเองเถอะ
“คารวะท่านอ๋อง พระชายา”
ลู่ไป่ชวนประสานมือคารวะ เฉินอ๋องโบกมือพลางกล่าว “ไม่ได้มีคนนอกเสียหน่อย ไม่ต้องมากพิธีหรอก ข้ามาวันนี้ก็เพื่ออยากจะถามพวกเจ้าว่า ตอนนี้ยังมีความคิดอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หากมี ตอนนี้ยังมีเวลาเตรียมพร้อมทัน”
เฉินอ๋องพูดพลางหันไปมองเหอจิ่วเหนียง เห็นได้ชัดว่ากำลังบอกเป็นนัยกับนางว่า หากมีความคิดเห็นอะไรให้รีบบอกเลยนะ
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า บ่งบอกว่าตนไม่มีความคิดเห็นอื่นใดอีก
เฉินอ๋องไม่เชื่อ ใช้สายตาและมือแสดงท่าทางราวกับเค้นหาคำตอบสองสามครั้ง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเพียงยิ้มบางๆ ส่ายหน้าเบาๆตอบกลับ ก็อดพูดออกมาไม่ได้ “เจ้าลองคิดดูดีๆอีกทีซิ ไม่มีจริงๆหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงคาดได้ว่าเฉินอ๋องน่าจะมีคำถามบางอย่างในใจ เพียงแต่อยากฟังว่านางมีความคิดที่ช่วยไขข้อข้องใจของเขาหรือไม่ นางจึงพูดออกไปตรงๆ “ท่านอ๋องมีอะไรก็พูดมาตรงๆได้เลยเพ.คะ ข้านึกไม่ออกจริงๆ”
ก่อนหน้านี้นางยังแทนตัวเองว่าหม่อมฉัน บัดนี้กลับแทนตัวเองว่าข้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์อันสนิทชิดเชื้อระหว่างทั้งสองฝ่ายพัฒนาไปเร็วมากทีเดียว
สดับวาจา เฉินอ๋องมีทีท่ากระดากกระเดื่อง จึงยกมือขึ้นปิดปากกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่า ขอแค่หลินอี้ผิงปรากฏตัว ไม่ว่าเขาจะสวมหน้ากากอำพรางใบหน้ากี่ชั้นเจ้าก็จำได้ คือ…ข้าอยากถามว่า ต้องเตรียมการอะไรเพิ่มหรือไม่ จะได้ช่วยเจ้าจับได้ง่ายขึ้น?”
“ไม่จำเป็นเพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าตอบน้ำเสียงเรียบนิ่ง เฉินอ๋องเกิดความฉงน “เช่นนั้นเจ้าจะจำเขาได้อย่างไร? ในงานคนเยอะแยะปานนั้น เจ้าจะลองตรวจสอบทีละคนอย่างนั้นหรือ?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่เปิดโปงเต้าผิง เฉินอ๋องจำได้แม่นว่าต้องใช้น้ำยากัดกร่อนจึงจะเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายออกมาได้ เขาคิดว่าครั้งนี้ก็ต้องจัดฉากบางอย่างขึ้นมา จากนั้นจงใจทำให้น้ำสาดโดนแขกในงาน
เรื่องเช่นนี้จะประมาทไม่ได้ ดังนั้นเขาต้องมาปรึกษาให้แน่ชัดถึงที่นี่ด้วยตัวเองอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงยังคงส่ายหน้า กะพริบตาปริบๆ ท่าทางไร้เดียงสาเต็มประดา “ท่านอ๋องไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยเพคะ ข้าแค่นั่งอยู่เฉยๆ มีคนเดินเข้ามาข้าก็รู้ว่าใครคือหลินอี้ผิง”
เฉินอ๋องถึงกับตกตะลึง ถามอย่างไม่อยากเชื่อ “จริงหรือ เจ้าแน่ใจนะ?”
แค่ใช้ตามองเท่านั้นหรือ? มองอย่างไรกัน?
ย้อนกลับไปครั้นกรณีของเต้าผิง ในตอนนั้นพวกเขามีกันตั้งหลายคน แต่กลับไม่มีใครเห็นถึงพิรุธอะไรเลย
แต่ฮูหยินลู่บอกว่า แค่นั่งมองเฉยๆก็สามารถดูออก นี่จะขี้โม้ไปหน่อยแล้วกระมัง?
“ท่านอ๋องคงไม่รู้ว่ายาที่ข้าปรุงออกมาล้วนแต่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีเพียงข้าคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ได้ถึงกลิ่นนั้น คนที่เคยใช้ยาของข้าล้วนไม่สามารถหลุดรอดไปจากจมูกข้าได้ …ที่ข้าจะบอกก็คือ ก่อนหน้านี้หลินอี้ผิงเคยมาให้ข้ารักษาโรคให้ ยาที่ข้าใช้กับเขาก็เป็นยาที่มีกลิ่นพิเศษ ดังนั้นเพียงได้กลิ่นก็รู้แล้วเพคะ”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบ ลู่ไป่ชวนก็พยักหน้าทันที พร้อมรีบเสริม “ในคืนนั้นที่นางตามหากระหม่อมเจอก็เพราะกระหม่อมนำยาของนางติดตัวไปหลายชนิด นางตามหากระหม่อมเจอเพราะกลิ่นยาพ่ะย่ะค่ะ”
ต้องบอกเลยว่า จมูกของภรรยาเขาไวยิ่งกว่าสุนัขซะอีก!
เฉินอ๋องและพระชายาได้ฟังดังนั้นถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ทั้งสองลอบสูดดมอากาศรอบตัวลู่ไป่ชวนเข้าปอดลึก เนื่องจากบาดแผลของลู่ไป่ชวนยังไม่หายดีจึงยังต้องทายาอยู่ พอลองดมก็ได้กลิ่นหอมของยาจริงๆ หากแต่เป็นกลิ่นหอมแบบปกติทั่วไป ไม่ได้รับกลิ่นที่พิเศษอะไรเลย
แต่เหอจิ่วเหนียงสามารถดมออก? น่าประหลาดเกินไปแล้ว!
ทว่าสตรีแซ่เหอผู้นี้ก็ทำเรื่องที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจได้ตลอด ดังนั้นตอนนี้ถึงจะตกใจ แต่ไม่นานอารมณ์ก็กลับมาเป็นปกติ
ตั้งแต่ทั้งสองได้รู้จักกับเหอจิ่วเหนียง ไม่ว่าเรื่องน่าทึ่งอะไรที่เกิดขึ้นจากนาง อาจบอกได้ว่าพวกเขาเห็นกันจนชินแล้ว
“เยี่ยม! เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว”
เฉินอ๋องชื่นชมจากใจจริง ที่ผ่านมาเขารู้สึกว่า แค่มีลู่ไป่ชวนอยู่ข้างกายก็ช่วยให้ชีวิตของเขาราบรื่นมากแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็มีคนเก่งๆ ช่วยคิดแผนการให้อยู่ตลอด
แต่หลังจากที่มีเหอจิ่วเหนียงเข้ามาด้วย เฉินอ๋องจึงจะสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งถึงความรู้สึกของ ‘ชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง’
ลู่ไป่ชวนสามารถหาคิดวิธีแก้ไขปัญหา ไปจัดการ จากนั้นเขาก็รอผลลัพธ์
แต่เหอจิ่วเหนียงนั้น เขาแค่รอผลลัพธ์อย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องกระบวนการหรือปัญหาระหว่างการจัดการเลย
อย่างไรก็ตาม เขาก็รู้สึกเกรงใจไม่น้อย เฉินอ๋องจึงกล่าวถาม “เช่นนั้นข้าต้องทำอะไรบ้าง?”
“ท่านอ๋องไม่ต้องทำอะไรเลยเพคะ ท่านอ๋องกับพระชายาแค่จัดงานเลี้ยงก็พอแล้ว …อ่อ หากอยากช่วยอะไรสักอย่าง ข้าขอเป็นอาหารดีๆแล้วก็สาวๆสวยๆ ทรวดทรงองเอวชดช้อย มายกอาหารให้ข้าก็พอเพคะ”
เหอจิ่วเหนียงพยายามคิดหาเรื่องให้พวกเขาช่วยจนได้ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ฮ่าๆๆ…”
เฉินอ๋องและพระชายาหัวเราะชอบใจ พวกเขาอยู่มาจนครึ่งชีวิตแล้ว ยังไม่เคยเห็นใครสบายๆเท่าฮูหยินลู่มาก่อนเลย
พระชายาจับมือผู้เปรียบเสมือนน้องสาว พลางกล่าว “ดูเจ้าซิ ตัวเองเป็นผู้หญิงแท้ๆ เหตุใดถึงชอบดูสาวงามกัน หากเจ้าเป็นผู้ชายก็ว่าไปอย่าง!”
“ไม่เห็นจะเป็นไรเลยเพ.คะ ทุกคนก็ชอบของสวยๆงามๆกันทั้งนั้น มีใครไม่ชอบอยู่ใกล้สาวงามบ้าง ท่านเองก็ชอบจ้องข้าตลอด ไม่ใช่เพราะข้างดงามหรือเพ.คะ?”
พระชายา “…”
ก็จริง เพียงแต่…
ชอบอยู่ใกล้สาวงาม หมายความว่าอย่างไรกัน?
แล้วใครชอบจ้องนาง!
ข้าเปล่าซะหน่อย!
เห็นพระชายามีทีท่าปั่นป่วน เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขันยิ่งนัก นางกล่าวต่อ “ถึงแม้งานวันพรุ่งนี้จะเป็นงานฉลองวันคล้ายวันเกิดท่านหญิงน้อย แต่พระชายาก็ต้องแต่ง.องค์ทรงเครื่องดีๆนะเพ.คะ เครื่องประทินผิวทั้งหลายที่ข้ามอบให้ต้องใช้นะเพ.คะ ช่วงนี้ผิวพรรณของท่านดีขึ้นไม่น้อย พรุ่งนี้ต้องงดงามโดดเด่นที่สุดในงานแน่นอนเพ.คะ!”
ตอนที่ 428: เหมือนถูกรังแก
หลังจากเหอจิ่วเหนียงมาถึงที่นี่ได้สองวัน นางได้มอบของขวัญให้พระชายา
นอกจากเครื่องประทินผิวมากมายแล้ว ยังมีภาพวาดที่นางออกแบบเอง ของทั้งหมดล้วนเอาออกมาจากห้วงมิติ
ทว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งของในยุคสมัยใหม่ แต่เป็นสิ่งที่นางศึกษาและทำขึ้นมาใหม่ในช่วงที่ผ่านมา
หากเอาสิ่งของในยุคสมัยใหม่ออกมาตลอดจะเกิดพิรุธ และมีโอกาสถูกจับได้ง่าย ถึงตอนนั้นคงยากจะอธิบาย ดังนั้นเอาไว้ใช้เองและให้คนในครอบครัวใช้ก็พอแล้ว
ส่วนสิ่งของที่จะมอบให้คนอื่น นางทำออกมาเองจะดีกว่า
แน่นอนว่าสิ่งของที่นางทำออกมาเองนั้นมีประสิทธิภาพไม่แพ้สิ่งของในยุคสมัยใหม่เลย อย่างเครื่องประทินผิว นางล้วนสกัดมาจากพืชบริสุทธิ์ ทั้งยังเพิ่มสมุนไพรลงไปไม่น้อย เผลอๆ ผลลัพธ์ยังดีกว่าของในยุคสมัยใหม่เสียอีก
ทว่ามันย่อมมีข้อเสีย นั่นก็คือมีอายุการเก็บรักษาไม่นาน เนื่องจากไม่ได้ใส่สารกันเสียลงไป
ดังนั้นในตอนที่มอบให้พระชายา นางจึงต้องกำชับอย่างเคร่งครัดว่า ต้องใช้ให้หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด อย่าเสียดายและไม่ต้องประหยัด
หลังจากพระชายาได้ใช้แล้ว ผิวพรรณของนางพลันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับไข่ไก่ต้มที่ถูกปอกเปลือกก็มิปาน ช่วงนี้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง พบเจอใครก็ย่อมอดอวดผิวพรรณของตนเองไม่ได้ ทำเอาเหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์พากันอิจฉา
หลายคนซักไซ้พระชายาไม่หยุดว่าได้ของดีเช่นนี้มาจากที่ใด แต่พระชายากลับปิดปากสนิท ไม่ว่าใครจะถามอย่างไรนางก็ไม่มีทางบอกเด็ดขาด
“วางใจเถอะน่า เรื่องใหญ่เช่นนี้ข้าจะลืมได้อย่างไรกัน ไอ้หยา พูดถึงเรื่องผิวพรรณของข้าแล้ว มันช่างดี!…”
เสียงค่อยๆไกลออกไปพร้อมร่างอรชรสองร่างเยื้องย่างไปทางเรือนหลัง
เหอจิ่วเหนียง “...”
นางเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาเอง ต่อให้อ้อนวอนขอให้ใครช่วยก็ไม่มีใครช่วยได้ ทำได้แค่ต้องฟังให้จบ เหอจิ่วเหนียงถูกพระชายาลากไปพร้อมกับฟังอีกฝ่ายพูดเจื้อยแจ้วด้วยสีหน้าราวกับคนอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เฉินอ๋องกับลู่ไป่ชวนเห็นแล้วก็ทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆให้กำลังใจไป
หลังจากสตรีทั้งสองออกจากห้องโถงไปแล้ว เฉินอ๋องกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม “นับตั้งแต่ฮูหยินของเจ้ามา พระชายาก็ดูสดใสร่าเริงขึ้นไม่น้อย เมื่อก่อนนางมักจะบ่นว่าไม่ชอบไปพบปะกับบรรดาฮูหยินคุณหนูพวกนั้น แต่ก็จำใจต้องทำ หมดแรงกลับมาทุกครั้ง แต่ตอนนี้ทุกวันที่ลืมตาตื่นขึ้นก็เอาแต่จะมาคฤหาสน์เจ้าให้ได้ ตัวติดฮูหยินเจ้าแทบจะทุกวันอยู่แล้ว
ตอนที่เจ้าเอาแต่พูดถึงฮูหยินเจ้าทุกวัน ข้าก็นึกว่าเจ้ากลัวเมียซะอีก หากไม่ได้พบหน้ากันก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฮูหยินเจ้าจะคู่ควรกับเจ้ามากเช่นนี้”
อันที่จริงภูมิหลังของพระชายาไม่ใช่เชื้อพระวงศ์หรือราชนิกุลแต่อย่างใด ตอนที่นางและเฉินอ๋องอภิเษกกัน บิดานางเป็นแค่ขุนนางเล็กๆ ดำรงตำแหน่งซื่อหลางเท่านั้น
นางและเฉินอ๋องเป็นคู่รักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก โตมาจึงได้แต่งงานกัน อีกอย่าง เฉินอ๋องเป็นโอรสที่ไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ดังนั้นการที่เขาอภิเษกชายาเอกที่ฐานะต่ำกว่าก็เป็นความต้องการของฮ่องเต้พอดี ดังนั้นฮ่องเต้จึงไม่เข้ามาขัดขวาง
เรื่องนี้ทำให้เหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงไม่พอใจอย่างมาก พวกนางหมายมาดอยากจะปีนป่ายแต่งงานกับอ๋องที่มีโอกาสได้สืบทอดบัลลังก์ ต่อให้ไม่ได้ ก็ยังมีเฉินอ๋องเป็นตัวสำรอง เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นอ๋อง และพวกนางก็ยังจะได้เป็นพระชายา
แต่ไม่คิดเลยว่าเฉินอ๋องที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกนางเลย กลับมีผู้หญิงที่เขาเลือกให้เป็นพระชายาอยู่แล้ว แถมผู้หญิงคนนั้นยังเป็นแค่บุตรสาวของขุนนางตำแหน่งซื่อหลางชั้นต่ำอีก!
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่คิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความแข็งแกร่งของเฉินอ๋องพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งยังสามารถต่อกรกับอ๋ององค์อื่นได้อย่างเห็นชัด ทำเอาบรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่นึกกังขาเขาในตอนแรกทั้งเจ็บใจทั้งเสียดาย และนึกอิจฉาริษยาพระชายาเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเวลาที่พวกนางได้พบปะกับพระชายา ถึงแม้ภายนอกจะแสดงออกถึงความเป็นมิตร แต่ในใจกลับเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เกลียดชังเข้าไส้ จึงทำให้พระชายาที่สัมผัสได้รู้สึกอึดอัดมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ก็ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ทุกครั้งที่ต้องเจอกับฮูหยินและคุณหนูพวกนั้น นางรู้สึกราวกับอยู่บนแท่นประหารก็มิปาน
แต่กับเหอจิ่วเหนียงไม่เป็นเช่นนั้น การได้พบกับเหอจิ่วเหนียงทำให้นางรู้สึกกระดี๊กระด๊ากระชุ่มกระชวยราวกับปลาได้น้ำ เอาแต่จะมาหาเหอจิ่วเหนียงทุกวัน กลับจวนไปก็พูดแต่เรื่องดีๆของเหอจิ่งเหนียงไม่หยุด จะตื่นหรือจะนอนก็พูดถึงแต่เหอจิ่วเหนียง จนบางทีเขาเองก็ถึงขั้นชักจะเริ่มหึงหวงแล้ว
แต่เห็นพระชายามีความสุข เฉินอ๋องก็มีความสุขมากเช่นกัน คนที่หวังอยากให้พระชายามีความสุขมากที่สุดก็คือเขา
......
และแล้ววันจัดงานเลี้ยงก็มาถึง
เหอจิ่วเหนียงนอนจนตะวันโด่งฟ้าจึงจะตื่น เมื่อลืมตาขึ้นมา ก็เห็นลู่ไป่ชวนกำลังนอนยิ้มมองตนอยู่
เหอจิ่วเหนียงสะพรึง “!!!”
อิตาบ้า ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!
“ท่านมองข้าแล้วยิ้มเหมือนคนโรคจิตเช่นนี้ทำไมกัน น่าขนลุกยิ่งนัก! หลบไป หลบไป!”
สตรีที่เพิ่งออกจากห้วงนิทราผลักคนโรคจิต แล้วพลิกตัวหันหลังให้จะนอนต่อ
ลู่ไป่ชวนกอดเอวนางจากด้านหลัง แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ตื่นได้แล้ว ข้าทำผมให้เจ้าดีหรือไม่?”
“ไม่ต้องรีบหรอก งานเลี้ยงจัดตอนเย็นไม่ใช่หรือ นี่ยังเช้าอยู่เลย”
“แต่ข้าอยากทำผมให้เจ้านี่”
เมื่อวานหลังจากที่เฉินอ๋องและพระชายากลับไป เขาก็ให้บ่าวรับใช้ในจวนสอนทำทรงผมของสตรีให้ ทั้งนี้ก็เพื่อรอทำให้เหอจิ่วเหนียงวันนี้นั่นเอง
เหอจิ่วเหนียงหลับตาพลางกล่าว “สายๆหน่อยค่อยทำก็ได้”
“ไม่ได้ ข้ายังไม่ชินมือ กลัวว่าถ้าใช้เวลาแค่ชั่วยามเดียวจะทำออกมาได้ไม่ดี”
เหอจิ่วเหนียง “…”
ไม่ว่านางจะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่เป็นผล สุดท้ายจึงถูกลู่ไป่ชวนอุ้มขึ้นจากเตียง พาไปนั่งที่หน้ากระจกเครื่องแป้งอย่างเสียไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่เขายังบาดเจ็บอยู่ นางคงจะขัดขืนสุดฤทธิ์แล้ว!
ตั้งแต่ตื่นจนถึงยามอู่ เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม ในที่สุดบัดนี้ เหอจิ่วเหนียงทั้งมีน้ำโห ทั้งอยากจะหัวเราะให้ท้องคัด เพราะคำว่า ‘เรียบร้อยแล้ว’ ของลู่ไป่ชวน!
เวลาสองชั่วยาม ปกตินางล้างหน้า กินอาหารเช้า ทั้งยังแต่งหน้าสวยสดงดงามเสร็จไปแล้ว
ทว่าตอนนี้กลับใช้เวลาไปกับการให้สามีสุดหล่อลองทำทรงผมให้
และผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้น…
ไม่อยากจะพูดเลยจริงๆ!!
“งดงาม…งดงามมาก!”
เหอจิ่วเหนียงปรบมือชื่นชม ท่าทางให้กำลังใจถึงขีดสุด
ทว่าลู่ไป่ชวนกลับยิ้มไม่ออก เขารู้ว่าตัวเองพยายามมากแล้วจริงๆ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเทียบกับที่สาวใช้สอนมาไม่ได้เลย
“ข้าให้สาวใช้มาทำให้เจ้าใหม่ดีกว่า ข้าทำให้ไม่สวยเลย”
“ไม่ต้องแล้ว ข้าว่ามันสวยดีออก!”
เหอจิ่วเหนียงชมจากใจ “ท่านดูการแต่งหน้าของข้าสิ มันเข้ากับทรงผมยุ่งๆนี่ดีนะ สวยแบบไม่ได้ตั้งใจก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ”
ลู่ไป่ชวนจึงมองใบหน้านางอย่างตั้งใจ ทันใดนั้นก็ทึ่งในความงดงามของภรรยา
เมื่อครู่เขาใจจดจ่ออยู่กับการทำผม ไม่ได้สังเกตเลยว่านางแต่งหน้าแล้ว
ในชีวิตประจำวัน เหอจิ่วเหนียงจะไม่ผัดหน้าทาชาด แม้จะออกไปข้างนอกก็ตาม เพราะนางมีองค์ประกอบเครื่องหน้าที่งดงามมาก ทั้งยังมีผิวพรรณดีอยู่แล้ว ต่อให้ไม่แต่งหน้าออกจากบ้าน นางก็งดงามกว่าคนที่แต่งหน้าจัดหลายๆคน
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า พอนางได้แต่งหน้า นางจะงดงามถึงขั้นนี้
หากจะใช้คำว่า ‘งดงามจนน่าทึ่ง’ มาบรรยาความสวยของนาง ก็ไม่เกินจริงแม้แต่น้อย
เพียงแต่ บริเวณขอบปากของนาง ไม่แน่ใจว่าตั้งใจหรือไม่… ทาชาดไม่ทั่วริมฝีปาก มีความแดงเข้มข้างในและไล่ระดับออกมาเป็นสีระเรื่อ บวกกับทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยแล้ว เหมือนกับว่านาง…เพิ่งผ่านการถูกรังแกมาก็มิปาน
ทันใดนั้นลู่ไป่ชวนก็เกิดอารมณ์บางอย่าง ตัวพลันแข็งทื่อ
ภรรยาในรูปลักษณ์เช่นนี้ ช่างทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ยากยิ่งนัก!
พระเจ้าช่วยลูกช้างด้วย!
เขายิ่งเป็นบุรุษที่ขาดเรื่องอย่างว่ามานานหลายปีซะด้วยสิ…
“ไหน ให้ข้าดูซิ”
มือใหญ่ยื่นไปสัมผัสใบหน้าของหญิงสาว ทำทีพิจารณาใบหน้านางอย่างละเอียด ทว่าหลังจากนั้น เขาฉวยโอกาสก้มลงไปจูบเหอจิ่วเหนียงโดยที่นางไม่ทันได้ตั้งตัว
ตอนที่ 429: ท่านว่าทำเช่นนี้มันเหมาะสมหรือไม่
เหอจิ่วเหนียงเป็นคนที่มีสัมผัสไวและตอบสนองรวดเร็วมาตลอด ทว่าเหตุใดครั้งนี้ นางถึงปล่อยให้ถูกคนแต๊ะอั๋งง่ายๆเช่นนี้ได้!
แต่เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นไปแล้ว นางเบิกตากว้างด้วยความสะพรึง มองชายหนุ่มที่ช่วงชิงจังหวะทีเผลอพุ่งเข้ามาฉกฉวยริมฝีปากในระยะประชิด พร้อมร้องอุทานในใจเพียงประโยคเดียว
‘ให้ตายเถอะ! เครื่องสำอางข้าหายหมดแล้ว!’
นางเตรียมจะผลักเขาออกโดยสัญชาตญาณ ทว่าเสียงในหัวของนางกลับบอกให้หยุดไว้… อึดใจต่อมา มือบางทั้งสองข้างที่วางอยู่กลางหน้าอกลู่ไป่ชวนจากเดิมเตรียมจะผลักเขาออก กลับอ่อนแรงไปเสียอย่างนั้น และ เปลี่ยนเป็นยกขึ้นคล้องคอคนที่โน้มตัวลงมาเอาไว้ พร้อมตอบรับการรุกล้ำจากริมฝีปากของอีกฝ่ายไม่ถอยหนี!
อย่างที่รู้กันว่า การที่เหอจิ่วเหนียงมาจิ้นโจวในครั้งนี้ นอกจากมาช่วยเหลือลู่ไป่ชวนแล้ว ก็ยังตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สารภาพความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายรับรู้ แต่ลู่ไป่ชวนกำลังอยู่ในช่วงบาดเจ็บ นางจึงต้องรอจังหวะเหมาะๆก่อน
ทว่าตอนนี้ อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเริ่มให้ …ในเมื่อจังหวะมาถึงแล้ว เสียงในหัวของนางจึงตะโกนอย่างหนักว่า ‘เจ้าอย่าได้พลาดโอกาสนี้ไปเชียวล่ะ!’
จากนั้นเพียงไม่นาน นางก็พลิกบทบาท กลายเป็นฝ่ายจู่โจมและรุกเขาทันที
ลู่ไป่ชวนสัมผัสได้มาโดยตลอดว่า หลังจากที่ภรรยามาหาเขาครั้งนี้ นางเปลี่ยนไปแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่านางจะแสดงออกอย่างแรงกล้าขนาดนี้
และนี่ก็ทำให้ ความเป็นชายของเขาถูกปลุกขึ้นมา!
เรื่องอื่นเขายอมนางได้ทุกอย่าง แต่เรื่องนี้เขายอมไม่ได้!
ดังนั้น คนสองคนที่อ่อนประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้แต่อยากเป็นฝ่ายรุกทั้งคู่ ต่างฝ่ายจึงต่างไม่มีใครยอมใคร ทำให้การแต่งหน้าแต่งตัวของเหอจิ่วเหนียงในครั้งนี้พังไปแล้ว
และในที่สุด ลู่ไป่ชวนก็ได้ประจักษ์ว่า สิ่งใดที่เรียกว่า ความยุ่งเหยิงที่งดงาม
ต่อมา จู่ๆ คนทั้งสองจากที่อยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งก็ย้ายไปอยู่บนโต๊ะแล้ว จากนั้นก็ย้ายไปอยู่บนเตียง เสื้อผ้าของเหอจิ่วเหนียงร่นขึ้นไปอยู่บนไหล่ เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องน่าหลงใหล
ความปรารถนาที่ซ่อนลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของลู่ไป่ชวนถูกปลุกให้ตื่นโดยสมบูรณ์ และเตรียมจะกลืนกินนางให้หนำใจ!
ทว่า
เหอจิ่วเหนียงกลับตั้งสติขึ้นมาได้ นางกดจุดลมปราณของคนบนร่างอย่างรวดเร็ว
ลู่ไป่ชวนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่โดยพลัน
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกข้องใจอะไร ในหัวกลับยิ่งเต็มไปด้วยอารามคึกคักสนใจ ‘ภรรยาข้าน่าตื่นเต้นถึงเพียงนี้เลยหรือ
เอาละ ในเมื่อครั้งนี้ข้าช้ากว่านางไปก้าวหนึ่ง เช่นนั้นก็ยอมให้นางทำตามที่ใจนางปรารถนาก็แล้วกัน’
ชายหนุ่มหลับตาลงด้วยความยินยอม ในใจเตรียมพร้อม ตั้งตารอให้เหอจิ่วเหนียงกระทำตามที่นางต้องการ
ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมาคือ…
“อะแฮ่ม”
เหอจิ่วเหนียงกระแอมไอออกมา ยื่นมือผลักลู่ไป่ชวนไปด้านข้าง และปั้นท่าทางจริงจัง ก่อนจะกล่าว “แผลท่านยังไม่หาย จะเคลื่อนไหวรุนแรงมากเกินไปไม่ได้ ท่านโปรดเชื่อฟังคำสั่งหมอด้วย”
ลู่ไป่ชวน “!!!”
เขาเบิกตากว้างแทบหลุดออกจากเบ้า ตกตะลึงสุดขีด มองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
‘ธนูง้างสายจนสุด กำลังจะยิงศรอยู่แล้ว แต่จู่ๆกลับมาพูดเช่นนี้เนี่ยนะ!’
เขาใช้กำลังภายในของตนเองเพื่อคลายจุดลมปราณ แต่เหอจิ่วเหนียงกลับลุกขึ้นยืน หันหลังให้เขา จัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเอง แล้วเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมอง “อย่าเสียเวลาเลย ท่านคลายจุดลมปราณเองไม่ได้หรอก
ข้าจะไปแต่งตัวใหม่ ท่านอยู่สงบสติอารมณ์คนเดียวไปก่อนนะ”
เอ่ยจบนางก็เหลือบมองไปที่…กล่องดวงใจของลู่ไป่ชวนวูบหนึ่ง จากนั้นก็เดินลั้นลาออกไปด้วยท่าทางที่มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
ลู่ไป่ชวนโมโหมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงมองเพดานด้วยดวงจิตหลุดลอย
หน็อย ยายตัวแสบ!
ครั้งหน้า! ครั้งหน้าก่อนทำภารกิจ เห็นทีต้องจับนางมัดมือเอาไว้ก่อนแล้ว!
หึ! จับมัดนี่แหละ!
ดูเหมือนจะเป็นวิธีที่ไม่เลวเลย
ฮึ่ย ให้ตายสิ ยิ่งคิดก็ยิ่งสงบสติอารมณ์ไม่ได้!
เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และพ่นออกแรงๆหลายครั้ง กัดฟันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์และปฏิกิริยาของร่างกายตัวเองจนเหงื่อท่วม
.......
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เหอจิ่วเหนียงก็คลายจุดลมปราณให้สามี ตอนนี้ความโกรธของลู่ไป่ชวนหายไปหมดแล้ว เขาถอนหายใจออกมายาวๆหนึ่งครั้ง ก่อนจะพูดข้อเสนอของตัวเองออกมา “หลังจากกลับไปจิงโจวข้าจะย้ายกลับไปนอนที่ห้องนอนหลัก”
“ก็ย้ายสิ ตอนนั้นท่านเองไม่ใช่หรือที่เสนอตัวขอไปนอนห้องอื่น ข้าก็คิดว่าท่านอยากจะไปมีคนอื่นก็เลยอยากรักษาระยะห่างกับข้าซะอีก”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงเบาสบายไม่ยี่หระ แต่ฝ่ายที่ได้ฟังกลับทั้งอึ้งทั้งทึ่งทั้งงุ่นง่านจนแทบจะบ้าแล้ว
ก็ดูตอนแรกๆสิ เห็นๆกันอยู่ว่าท่าทางของนางเย็นชามาก นอกจากนี้ เขากลัวว่าสภาพของตนเองในตอนนั้นจะทำให้นางกลัวและรังเกียจ เขาจึงอาสาย้ายไปนอนห้องอื่น
แต่นางกลับบอกว่าเป็นความผิดของเขาเนี่ยนะ!
หลายเดือนที่ผ่านมา เขากลัดกลุ้มเพราะเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เหตุใดถึงยังเพิ่มบาดแผลให้ดวงใจของเขาอีก!
เขาไม่อาจทนได้จริงๆ พลันผุดลุกขึ้น เตรียมจะเดินเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นห้ามเขาเอาไว้ แล้วกล่าว “หยุดเดี๋ยวนี้นะ! หยุด! ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง! ข้าทำไปก็เพราะหวังดีต่อท่าน ตอนนี้แผลของท่านยังไม่หายดี เดี๋ยวแผลฉีกขึ้นมาจะทำอย่างไร ตอนเย็นท่านไม่อยากไปร่วมงานเลี้ยงจวนท่านอ๋องแล้วหรือ?
หากแผลฉีก ไปไม่ได้ขึ้นมา ท่านอ๋องถามว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วข้าตอบไปว่า ‘ทำเรื่องบนเตียงรุนแรงเกินไปหน่อย แผลก็เลยฉีกเพคะ’ ท่านว่าเช่นนี้มันเหมาะสมหรือ?”
ลู่ไป่ชวน “…”
“มันก็ไม่เหมาะสมจริงๆ”
เขาพยักหน้าอย่างจำนน เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทีคอพับคอตกของอีกฝ่าย ก็วางท่าเหนือกว่าขึ้นมาทันที “ดูท่านซิ ยอมรับแล้ว…”
“ข้าหมายถึงเจ้านั่นแหละ”
เหอจิ่วเหนียง “…”
ลู่ไป่ชวนเหลือบมองนางเล็กน้อย ไม่นานก็ละสายตาไปทางอื่น แล้วเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเอง
ภรรยาเขางดงามเหลือเกิน เขากลัวว่าหากอยู่ตรงนี้ต่ออีกเพียงเฟินเดียว ตนเองอาจจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วถูกทำให้ทรมานอีกครั้ง
.......
สองสามีภรรยาห้ำหั่นกันอยู่ค่อนวัน ตอนที่ออกจากคฤหาสน์ก็สายมากแล้ว ทั้งสองนั่งรถม้าคันเดียวกัน มุ่งหน้าไปร่วมงานฉลองที่จวนเฉินอ๋อง
บนรถม้า เหอจิ่วเหนียงนั่งห่างจากลู่ไป่ชวนมาก เห็นได้ชัดว่านางรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยกับเขาอยู่
ลู่ไป่ชวนรู้สึกหมดคำพูดกับนาง ออกจากบ้านมาเช่นนี้แล้วเขาจะทำอะไรได้อีกเล่า หากทำก็เสียเวลาทำภารกิจสำคัญน่ะสิ
คิดไปคิดมา จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า การที่มีภรรยาฉลาดและเก่งกาจมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเหมือนกัน อย่างน้อยในด้านความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ความสามารถนี้ไม่ส่งผลดีต่อเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่!
คอยดู รอให้จัดการเรื่องหลินอี้ผิงให้เรียบร้อยก่อนเถอะ เขาต้องพยายามให้มากกว่าเดิม จะต้องข่มเหงสตรีคนเก่งคนนี้ให้ได้ ต้องแสดงพลังความเป็นชายของตัวเองออกมาสักหน่อยแล้ว!
“เจ้าเตรียมของขวัญอะไรให้ท่านหญิงน้อยหรือ?”
เพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดเกินไป ลู่ไป่ชวนจึงเป็นฝ่ายหาเรื่องคุย
ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน เตรียมของขวัญเพียงชิ้นเดียวก็พอแล้ว เหอจิ่วเหนียงเป็นคนจัดการเรื่องในบ้าน และเป็นคนดูแลเรื่องพวกนี้มาโดยตลอด ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงไม่เคยเข้าไปยุ่มย่ามเลย
“เดี๋ยวท่านก็รู้!”
เหอจิ่วเหนียงจงใจอุบไว้ ทำหน้ามีเลศนัย ลู่ไป่ชวนหายใจเข้าลึก ลอบกัดฟันแน่น บอกตัวเองว่าอย่าโกรธ
ยุบหนอ พองหนอ นี่คือภรรยาของข้า อดทนไว้…แล้วทุกอย่างจะดีเอง
ไม่นาน รถม้าก็เดินทางมาถึงประตูจวนเฉินอ๋อง หลายวันที่ผ่านมา เหอจิ่วเหนียงได้ฝึกเรื่องกิริยามารยาทของชนชั้นสูงมากับพระชายาเล็กน้อย นางจึงเตรียมจะลงรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม
ปรากฏว่า
ทันทีที่นางเปิดม่านออก คาดไม่ถึงว่าจะเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนจับจ้องมาทางนี้ ประหนึ่งรอนางลงจากรถม้า
ตอนที่ 430: พระชายาหย่ากับท่านอ๋องแล้วมาอยู่กับข้าเลยเถอะ
“พระชายา”
เหอจิ่วเหนียงพบกับกลุ่มฮูหยินและคุณหนูที่นำโดยพระชายา มายืนรออยู่หน้าประตูจวน ทันใดนั้นก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี
ใบหน้าพระชายาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หลังจากที่เหอจิ่วเหนียงลงมาจากรถม้า นางก็เป็นฝ่ายเดินเข้าไปคล้องแขน ส่วนลู่ไป่ชวนที่ตามลงมาอยู่ข้างๆแน่นอนว่า เขาถูกมองข้าม
“สวรรค์ ช่างงดงามเกินไปแล้วกระมัง เจ้าแต่งหน้าเช่นไร เหตุใดถึงได้งดงามหมดจดถึงเพียงนี้ ใครแต่งให้เจ้าหรือ?”
พระชายาพูดคุยกับผู้เปรียบเสมือนน้องสาวอย่างสนิทสนม ตั้งแต่เดินเข้ามาก็เอาแต่ชื่นชมความงามของเหอจิ่วเหนียงไม่หยุดปาก
ด้านเหล่าฮูหยินและคุณหนู ทันทีที่ได้เห็นเหอจิ่วเหนียง ทุกคนต่างก็ทึ่งในความงดงามของนางไปแล้ว พวกนางเติบโตมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยเห็นสตรีใดรูปโฉมงดงามถึงเพียงนี้มาก่อน
ที่สำคัญ พระชายายังให้ความสำคัญกับสตรีผู้นี้มากอีกด้วย ทำให้คนเหล่านี้อิจฉาขึ้นมา
ได้ยินคำเยินยอของพระชายา เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน “จะงดงามกว่าพระชายาไปได้อย่างไรกันเพ.คะ ดูสิเพ.คะ ผัดแป้งแต่งหน้าได้อย่างเหมาะสม ไม่บางไม่หนาจนเกินไป ไหนจะอาภรณ์ชุดที่ข้าออกแบบให้พระนางโดยเฉพาะชุดนี้อีก วันนี้พระชายาต่างหากล่ะเพ.คะที่งดงามและโดดเด่นที่สุดในงาน”
วาจาของเหอจิ่วเหนียงไม่ได้กล่าวเกินจริง นางรู้ว่านางเอกของงานในวันนี้ก็คือท่านหญิงน้อยกับพระชายา ดังนั้นการแต่งหน้าและอาภรณ์ที่นางเลือกใช้ในวันนี้จึงไม่โอ่อ่าเกินหน้าเจ้าของงาน โดยนางเลือกสวมอาภรณ์สีม่วงควันบุหรี่ ช่วยขับผิวให้นวลผ่องยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้กลบความโดดเด่นของเจ้าภาพแต่อย่างใด
ส่วนการแต่งหน้า นางก็แค่ใช้วิธีการปัดหน้าด้วยลูกเล่นเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้ใบหน้ามีมิติยิ่งขึ้นก็เท่านั้น
เดิมทีนางอยากติดขนตาปลอมด้วยซ้ำ แต่กลัวว่าสตรีเหล่านี้จะจับสังเกตสิ่งของแปลกปลอมชิ้นนี้ได้ นางจึงล้มเลิกไป
ปกติขนตาของร่างนี้ก็ไม่ได้สั้น เรียกได้ว่างอนยาวอย่างเป็นธรรมชาติ แค่ปัดขนตาให้ดูงอนยาวอีกเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่เลวแล้ว
เมื่อเทียบกันแล้ว อาภรณ์ที่พระชายาสวมดูโอ่อ่ากว่ามาก นางสวมอาภรณ์ที่เหอจิ่วเหนียงออกแบบให้เมื่อหลายวันก่อน เมื่อได้แบบชุดมาก็รีบให้ช่างเย็บปักฝีมือลงมือทำทันที ด้านช่างฝีมือเมื่อเห็นแบบชุดก็รู้สึกเลือดลมสูบฉีด เพราะน้อยมากที่จะมีแบบตัดเย็บอาภรณ์ที่น่าสนใจและท้าทายฝีมือเช่นนี้ ดังนั้นการตัดเย็บอาภรณ์ชุดนี้โดยสมบูรณ์จึงใช้เวลาอย่างรวดเร็ว
ส่วนการแต่งหน้าไม่จำเป็นต้องพูดเยอะเช่นกัน ช่วงนี้ใช้เครื่องประทินผิวที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ปรับสภาพผิว ผิวพรรณจึงดีเยี่ยม แต่งหน้าติดทนไม่เป็นคราบเลยแม้แต่น้อย เมื่อช่วงกลางวันก่อนถึงเวลาที่แขกจะมาร่วมงาน นางนั่งส่องคันฉ่องชื่นชมใบหน้าตัวเองเป็นชั่วยามๆเลยทีเดียว
เห็นได้ชัดว่าพระชายาชอบคำชมของเหอจิ่วเหนียงมาก ยิ้มจนตาหยี ไม่ถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย
คนอื่นเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจมาก คิดไม่ถึงเลยว่าพระชายากับฮูหยินลู่จะสนิทสนมกันมากถึงเพียงนี้ ผิดกับตอนที่อยู่กับพวกนางลิบลับ ดูห่างเหินยิ่งนัก
“มายืนรอข้ากันเป็นกลุ่มเช่นนี้ มีเรื่องอะไรหรือเพคะ?”
เหอจิ่วเหนียงกลับเข้าเรื่อง พระชายาจึงนึกขึ้นได้ว่าพาคนกลุ่มหนึ่งมายืนรออยู่ด้วย แต่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ฮูหยินผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มได้ยินดังนั้นก็ตอบออกไป “ได้ยินชื่อเสียงของฮูหยินลู่มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันเลย พวกเราจึงรบกวนให้พระชายาพามารอท่านตรงนี้ หวังว่าฮูหยินลู่จะไม่ตำหนินะ”
ฮูหยินอีกคนกล่าวต่อ “ใช่ๆ พวกเรารออยู่ในเรือนด้านหลังนานแล้ว ฮูหยินลู่ก็ยังไม่มาเสียที พวกเราอดไม่ไหวเลยออกมารอตรงนี้ ฮูหยินลู่เป็นงดงามเหมือนที่เขาร่ำลือกันจริงๆ!”
“นั่นสิ แถมข้าได้ยินมาว่าฮูหยินลู่ไม่เพียงสามารถออกแบบอาภรณ์สวยๆได้เท่านั้น แต่ยังเป็นหมอรักษาโรคอีกด้วย ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ทำให้เหอจิ่วเหนียงเข้าใจแล้วว่า เหตุใดพระชายาถึงไม่ชอบคบหากับคนเหล่านี้
ภายนอกยกย่องชื่นชมสารพัด แต่ความจริงแล้วกำลังตำหนินางอยู่ต่างหาก
ปากบอกว่า ได้ยินชื่อเสียงของนางมานาน อยากทำความรู้จักใจจะขาด ทว่ากลับแฝงคำตำหนิเอาไว้ว่านางมาสาย ทำให้พวกนางมากมายต้องรอนาน
ปากบอกว่า งดงามเช่นนี้ ดูไม่ออกเลยว่าจะเก่งกาจมากความสามารถ แต่ความจริงกำลังบอกว่า อย่างนางก็เป็นแค่แจกันดอกไม้ที่งดงามเท่านั้น จะมีความสามารถน่าทึ่งจริงหรือไม่ก็ไม่รู้
ถึงกระนั้น เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ นางยิ้มพลางกล่าวกับทุกคน “ต้องขอบคุณทุกท่านด้วยเจ้าค่ะ ข้าแค่มีความสามารถเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง ไม่ได้เก่งมากมายอย่างที่พระชายาชมเลยเจ้าค่ะ”
สดับวาจา แต่ละคนเผยสีหน้าท่าทีพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกว่าฮูหยินลู่ยังรู้จักวางตัวอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้เย่อหยิ่งกดข่มฮูหยินคุณหนูเหล่านี้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนั้น มนุษย์เราเมื่อมีคนรักก็ย่อมมีคนชัง ด้วยรูปร่างหน้าตางดงามปานเทพธิดาของเหอจิ่วเหนียง จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นนางเป็นมิตร ดังนั้นย่อมมีบางคนที่เกิดความรู้สึกริษยาต่อนางขึ้นมา
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจดี นางถึงขั้นคิดว่า หากตนรูปร่างหน้าตาธรรมดาธรรมดา บางทีฮูหยินคุณหนูเหล่านี้อาจจะเป็นมิตรกับนางมากกว่านี้ก็ได้ แต่เพราะนางงดงามมากเกินไป ฮูหยินกับคุณหนูบางคนจึงรู้สึกหมั่นไส้ จึงกล่าววาจาเหน็บแนมออกมา
กลุ่มสตรีสูงศักดิ์เดินเข้าไปด้านในด้วยรอยยิ้มปลอมๆ เหอจิ่วเหนียงและพระชายาเดินคล้องแขนกันไป ด้วยทั้งสองใกล้กันมาก พระชายาจึงแอบกระซิบกับเหอจิ่วเหนียงด้วยระดับเสียงที่พวกนางสองคนเท่านั้นได้ยิน “พวกนางเอาแต่รบเร้าให้ข้าพามาเจอเจ้า ข้ารำคาญจนไม่รู้จะทำเช่นไร ก็เลยต้องตอบตกลงไป สุดท้ายพอได้เจอเจ้า พวกนางกลับทำกิริยาเช่นนั้นกับเจ้า ข้าโมโหจริงๆ!”
“ไม่เป็นไรเพ.คะ พวกนางก็แค่อิจฉาที่ข้าสวย!”
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือสาเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ต่างขั้วย่อมดึงดูดกัน ในขณะที่สิ่งที่เป็นขั้วเดียวกันย่อมไม่ถูกกัน เรื่องของแรงดึงดูดเป็นกฎของธรรมชาติที่มีมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะในยุคโบราณที่ใช้ระบบเจ้าขุนมูลนาย ถือยศถืออำนาจในการเข้าหากัน หากอีกฝ่ายเพียบพร้อมกว่าตน ไม่ว่าจะมีจิตคิดเป็นมิตรหรือศัตรู พวกเขาย่อมแสดงออกอย่างชัดเจน
คนที่ได้รู้จักกันแล้วกลายเป็นมิตรอย่างเช่นพระยาชา เรียกได้ว่าหาได้ยากนัก
พระชายาแกล้งกลอกตามองบน จากนั้นก็กล่าวติดหยอกล้อ “นั่นน่ะซี้ ดูเจ้าซิเนี่ย เหตุใดถึงได้รูปลักษณ์งดงามถึงเพียงนี้กันนะ ข้าดูออกว่าเจ้าไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มนักเพราะอยากไว้หน้าข้า แต่งานฉลองวันนี้ข้าก็ยังสวยสู้เจ้าไม่ได้อยู่ดี”
“มีอะไรให้น่าเปรียบเทียบกันเพ.คะ” เหอจิ่วเหนียงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านหญิงน้อย ไม่ใช่วันเกิดข้ากับพระชายาเสียหน่อย พระชายาไม่เห็นต้องคิดมากเลยเพ.คะ”
พระชายายิ้มรับ “ก็จริงของเจ้า วันนี้นางเอกไม่ใช่ข้าเสียหน่อย รอให้ถึงวันเกิดข้าแล้วค่อยพูดก็แล้วกัน!”
“พระชายาวางใจได้เลยเพ.คะ วันงานฉลองวันคล้ายวันเกิดพระชายาข้าจะไม่มาร่วมงานให้พระนางลำบากใจแน่นอน พระชายาจะต้องเป็นดวงดาราที่สุกสกาวและสวยงามที่สุดในงานเพ.คะ!”
“การที่เจ้าไม่มาน่ะสิจะทำให้ข้าลำบากใจ! ถ้าเจ้าไม่มา ข้าก็จะไปจัดงานฉลองวันเกิดที่จิงโจว!”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะชอบใจ “พระชายา หย่ากับท่านอ๋องแล้วมาใช้ชีวิตอยู่กับข้าเลยเถอะเพ.คะ!”
......
ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เหล่าแขกสตรีนั่งเล่นพักผ่อนกันอยู่ในศาลาสวนดอกไม้ ดื่มชาชมความงามของดอกไม้ไปพลางๆ แต่ครู่ต่อมา ก็มีคนเริ่มเข้ามาถามเหอจิ่วเหนียงต่างๆนานาว่า จะสั่งตัดชุดกับนางเช่นไร เครื่องประทินผิวที่นางมอบให้พระชายาก่อนหน้านี้คือสิ่งใด สามารถขายให้พวกนางได้หรือไม่ ราคาสูงแค่ไหนก็พร้อมจ่าย จากนั้นจึงกลายเป็นว่า ทุกคนหันมาให้ความสนใจเหอจิ่วเหนียงเป็นตาเดียว ตั้งตารอคำตอบแทบทนไม่ไหว จิตใจของพวกนางไม่ได้อยู่ที่ชากับดอกไม้อีกต่อไป…
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทีของพวกนางก็รู้สึกกระหยิ่มใจขึ้นมาทันที คิดถูกแล้วที่ล้มเลิกความคิดที่จะมาเปิดร้านสาขาในจิ้นโจว
เศรษฐีนีในจิ้นโจวเหล่านี้ไม่ได้ขัดสนเงินทองของมีค่าเลย สิ่งที่พวกนางขาดก็คือ ความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ต่างหาก
สรุปก็คือ การหาเงินจากคนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพราะเมื่อครู่พวกนางกล่าววาจาเหน็บแนมออกมา ทำให้เหอจิ่วเหนียงไม่สบอารมณ์ นางจึงไม่อยากได้เงินของคนเหล่านี้แล้ว ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง
ภายใต้สายตาร้อนรุ่มของฮูหยินและคุณหนูเหล่านี้ นางจิบชาด้วยท่าทีสงบ ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “ขอบคุณฮูหยินและคุณหนูทุกท่านที่อยากอุดหนุน แต่เนื่องจากกิจการที่จิงโจวขายดีมาก ข้ายุ่งจนทำไม่ทัน จึงไม่สามารถออกแบบตัดเย็บอาภรณ์ให้ทุกท่านได้ ดังนั้นในจิ้นโจว ข้าจะทำให้พระชายาแค่คนเดียวเจ้าค่ะ ส่วนพวกเครื่องประทินผิวซึ่งเป็นของขวัญที่ข้ามอบให้พระชายา ในเมื่อเป็นของขวัญ ย่อมเตรียมมาจำกัด และข้าก็มอบให้พระชายาไปหมดแล้ว แต่หากต้องการ ข้าสามารถทำขึ้นมาใหม่ได้ เพียงแต่เครื่องประทินผิวพวกนี้กระบวนการทำค่อนข้างยุ่งยาก ข้าไม่อยากทำปริมาณมากๆ อย่างมากเดือนหนึ่งก็ทำได้แค่สามชุด ชุดละสามร้อยตำลึงขึ้นไป ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดคนนั้นก็จะได้ไป”
จบตอน
Comments
Post a Comment