single mom ep431-440

ตอนที่ 431: ข้ออ้าง นี่มันข้ออ้างชัดๆ!


ได้ยินวาจาของฮูหยินลู่ ทุกคนก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา


สามร้อยตำลึงขึ้นไปฟังดูแล้วไม่ได้มากมาย แต่นางบอกว่าขายเดือนละสามชุดเท่านั้น และใครเสนอราคาสูงที่สุดคนนั้นก็จะได้ไป!


เช่นนี้ก็หมายความว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาอาจทะลุถึงหลักพันตำลึง หรืออาจถึงหลักหมื่นตำลึงเลยน่ะสิ!


ถึงแม้ทุกคนในที่นี้จะเป็นเศรษฐีมีเงิน แต่ก็ไม่ถึงขั้นใช้จ่ายไปกับค่าเสื้อผ้าหรือเครื่องประทินผิวในราคาหลักพันหลักหมื่นตำลึงกระมัง นั่นจะอลังการเกินไปแล้ว


“ฮูหยินลู่ ราคาสูงสุดที่ว่าก็คงต้องกำหนดกระมังว่าสูงสุดเท่าไร?”


“นั่นสิ ต้องมีเพดานจำกัดให้พวกเราได้ชั่งใจกระมัง!”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าพลางยิ้มตาหยี “ในเมื่อบอกว่าใครเสนอราคาสูงที่สุดคนนั้นก็จะได้ไป แล้วจะมีเพดานราคาไปทำไมเจ้าคะ ฮูหยินกับคุณหนูทุกท่านคิดให้ซับซ้อนเกินไปแล้ว”


นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ความหมายที่แฝงไว้นั้นกลับมีความเยาะเย้ยเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงหาใช่คนที่ยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ ใครที่ล่วงเกินทำให้นางไม่สบอารมณ์ นางก็จะเอาคืนในตอนนั้นเลย ไม่เช่นนั้นคงอึดอัดใจแย่


เหล่าคนที่โต้แย้งออกมาได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเจื่อน และรู้สึกอับอายทันที


แต่ยังมีอีกคนพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “ราคาเช่นนี้สูงเกินไปกระมัง ฮูหยินลู่ไม่กลัวว่าจะขายไม่ได้หรือ?”


“ขายไม่ได้? เหตุใดจะขายไม่ได้ล่ะเจ้าคะ? เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือโลกหล้ายังมีผู้คน คนที่รักและชอบของพวกนั้นจริงๆ ย่อมแห่กันมาซื้ออยู่แล้วเจ้าค่ะ”


เดิมทีนางอยากจะพูดว่า คนเหล่านี้เหมือนไม่เคยเจอโลกกว้างมาก่อน แต่คิดๆดูแล้วก็เลือกที่จะไว้หน้าไว้ไมตรีพวกนางสักหน่อย อย่างไรต่อไปลู่ไป่ชวนก็อยู่ในแวดวงขุนนาง หากมีเรื่องกับสตรีของขุนนางด้วยกันเหล่านี้มากเกินไป อาจเกิดความลำบากขึ้นได้


อีกอย่าง นางก็อยากจะคบหากับคนเหล่านี้อย่างสันติ ไม่แน่ต่อไปอาจช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้


สีหน้าท่าทีของทุกคนเหมือนกำลังกลืนยาขม ทว่าความจริงแล้วในใจกำลังก่นด่าไม่หยุด รู้สึกว่าเหอจิ่วเหนียงหน้าเลือดเกินไป!


ใจหนึ่งก็อยากโพล่งออกไปแรงๆ เหมือนกันว่าไม่ได้อยากได้นักหรอก แต่เห็นสภาพผิวของพระชายาในช่วงนี้ รวมถึงได้พบเจอเหอจิ่วเหนียงในวันนี้แล้ว ช่างงดงามหมดจดยิ่งกว่าพวกนางมากทีเดียว


บุตรสาวของตระกูลเศรษฐีหลายตระกูลก็ถึงวัยหาคู่หมั้นคู่หมายแล้ว หากได้แต่ง.องค์ทรงเครื่องดูดีหน่อย ก็ช่วยเพิ่มโอกาสได้ตบแต่งเข้าตระกูลดีๆไม่ยาก แต่หากจะต้องใช้เงินมากมายถึงเพียงนั้นเพื่อซื้อของแค่ชุดเดียว…แค่คิดก็ปวดใจแล้ว


อีกอย่าง เดือนหนึ่งก็ขายแค่สามชุด พวกนางจะแย่งซื้อมาได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้


“ฮูหยินลู่ไม่คิดจะมาเปิดกิจกาจที่เมืองหลวงสักร้านหรือ ข้าได้ยินมาว่าชุดที่ต้องซื้อด้วยราคาสูงลิ่วก็มีแค่ชุดที่ฮูหยินลู่เป็นคนออกแบบเองกับมือเท่านั้น ส่วนชุดอื่นๆในร้านสามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบ”


เห็นชัดว่า ดูเหมือนก่อนหน้านี้ฮูหยินเหล่านี้มีหลายคนลองส่งคนไปสืบมาแล้ว จึงได้รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงทำกิจการใหญ่โต เสื้อผ้าเมื่อก่อนนางจะเป็นคนออกแบบเอง ต่อมางานยุ่งมากจึงจ้างคนมาออกแบบ ในร้านมีเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ๆวางขายอยู่ตลอด ราคาก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับได้ของคนส่วนใหญ่


ทว่าน่าเสียดาย รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นวี่แววว่าเหอจิ่วเหนียงจะมาเปิดกิจการในเมืองหลวงเสียที ยิ่งวันนี้ได้ยินคำอธิบายของนางแล้วยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกผิดหวังมาก


“ขอบคุณฮูหยินท่านนี้สำหรับคำแนะดีๆนะเจ้าคะ เพียงแต่ข้ายังไม่มีความคิดนั้น ปกติข้าอาศัยอยู่ที่จิงโจว มาเมืองหลวงเป็นครั้งคราวเท่านั้น ไม่สะดวกที่จะดูแลร้าน รออีกสักระยะค่อยว่ากันอีกทีเจ้าค่ะ”


ความจริงแล้ว หากอยากจะเปิดร้านจริงๆก็เปิดได้ทันที แต่เหอจิ่วเหนียงแค่อยากยั่วความอยากของพวกนางก็เท่านั้น ให้พวกนางได้รู้ว่า จุดจบของการล่วงเกินตนมันเป็นเช่นไร


ถึงแม้นางจะรู้ว่า ลับหลังคนเหล่านี้ต้องนินทานางแน่ๆ แต่นางก็ไม่สนใจ สามารถทำให้คนพวกนี้ไม่สบอารมณ์ได้ นางก็อารมณ์ดีแล้ว


ทุกคนต่างหันมองหน้ากันไปมาอยู่พักหนึ่ง รู้สึกว่าเหอจิ่วเหนียงช่างไม่รู้ความอะไรเลย พวกนางพูดถึงขั้นนี้แล้วนางก็ยังไม่ยอมอีก


ไม่สะดวกที่จะดูแลร้านอย่างนั้นหรือ? หึ หาคนมาช่วยดูแลก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ!


ข้ออ้าง นี่มันข้ออ้างชัดๆ!


ทุกคนรู้สึกไม่พอใจ ทว่าภายนอกกลับยังเอ่ยวาจาแสนเสียดายต่างๆนานาออกมา ต่างพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติ


พระชายาเอ่ยขึ้น “ฮูหยินทุกท่านก็คิดเหมือนกับข้า ข้าเองก็อยากให้ฮูหยินลู่มาเปิดร้านในเมืองหลวงเหมือนกัน แต่นางบอกว่าคิดจะเปิดก็เปิดส่งเดชไม่ได้ โดยเฉพาะร้านที่ให้บริการกับเหล่าฮูหยินคุณหนูด้วยแล้ว จะต้องให้บริการอย่างดีที่สุดถึงจะเปิดได้ ฉะนั้นในระหว่างที่ทุกอย่างยังไม่พร้อม นางจึงยังไม่คิดที่จะมาเปิดที่นี่”


สดับฟังคำอธิบายของพระชายา เหล่าฮูหยินและคุณหนูก็เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย ขนาดพระชายาก็ยังถูกฮูหยินลู่ปฏิเสธมาแล้ว พวกนางโดนปฏิเสธก็ไม่นับว่าแปลกอะไร


“ก็จริง ฮูหยินลู่คิดรอบคอบมากจริงๆ เฮ้อ∼ การที่พวกเราอยากสวมชุดของหอเจียย่วนช่างดูเป็นเรื่องยากเสียเหลือเกิน∼”


ทุกคนต่างพากันทอดถอนใจ พวกนางตั้งตารอมาพบเหอจิ่วเหนียงกันตั้งแต่เช้าแล้ว คิดไม่ถึงว่าพอได้เจอแล้วจะได้รับคำตอบเช่นนี้ รู้อย่างนี้สู้ไม่เจอกันยังจะดีกว่า อย่างน้อยในใจยังพอมีความหวังอยู่บ้าง


พระชายายิ้มพลางกล่าว “ถึงอย่างไรต่อไปข้าก็ต้องส่งคนไปรับชุดที่จิงโจวทุกเดือนอยู่แล้ว หากฮูหยินคุณหนูทุกคนต้องการ ข้าให้คนช่วยซื้อมาให้ได้ เพียงแต่ทุกคนจะไม่ได้เลือกแบบ ทำได้แค่ซื้อแบบใหม่ๆในร้านหรือแบบที่ขายดีกลับมาให้เท่านั้น ส่วนเครื่องประทินผิว ก็คงต้องเป็นไปตามที่ฮูหยินลู่บอก ใครเสนอราคาสูงสุดคนนั้นก็จะได้ไป”


เป็นครั้งแรกที่พระชายาพูดเรื่องการค้า ต้องบอกว่าพูดได้ดีทีเดียว อาจเป็นเพราะช่วงนี้อยู่กับเหอจิ่วเหนียงบ่อย อาจทำให้นางสนใจเรื่องการค้าขึ้นมาเสียแล้วกระมัง


“ไอ้หยา มีเรื่องดีๆเช่นนี้ด้วย! เช่นนั้นก็ต้องขอบพระทัยพระชายาแล้วเพ.คะ!”


“หรือเอาเช่นนี้ดีหรือไม่เพ.คะ พระนางสั่งให้คนเอากลับมาแบบละชุด พวกเราจะได้เลือกกันเอง ถึงอย่างไรก็ไม่เหลือแน่นอนเพ.คะ!”


“ใช่เพคะ แบบละชุด จะได้ไม่มีใครใส่ซ้ำกัน ควรต้องเป็นเช่นนี้เพ.คะ!”


ฮูหยินและคุณหนูเหล่านี้ใส่ใจเรื่องนี้มาก ไม่อยากสวมใส่เสื้อผ้าแบบซ้ำกับใคร เพราะฉะนั้นต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสถานการณ์นั้นขึ้น


พระชายาตอบตกลงด้วยท่าทางสบายๆ ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องง่ายๆ ทั้งยังทำให้ฮูหยินและคุณหนูเหล่านี้จดจำน้ำใจของนางได้ด้วย ถือว่าได้ช่วยเฉินอ๋องเอาชนะใจคนเหล่านี้ก็แล้วกัน


เหอจิ่วเหนียงเห็นพระชายาออกหน้าเป็นตัวแทนขนส่งสินค้าให้ตนโดยไม่ถามกันก่อนเลยเช่นนี้ก็ไม่ได้ขัดข้องแต่อย่างใด อย่างไรก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการหาเงินของนางอยู่แล้ว


หลังจากเรื่องนี้ได้รับข้อยุติ เจ้าของหอเจียย่วนก็เอ่ยขึ้น “พระชายา วันนี้ข้านำอาภรณ์ไข่มุกมาเป็นของขวัญให้ท่านหญิงน้อยหนึ่งชุดเพ.คะ เอาไปให้ท่านหญิงน้อยสวมตอนนี้เลยดีกว่า คืนนี้ท่านหญิงน้อยต้องเป็นเด็กสาวที่โดดเด่นที่สุดในงานแน่นอนเพ.คะ!”


อาภรณ์ไข่มุกอย่างนั้นหรือ!


เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้ยินว่า มีคนนำไข่มุกมาใช้ทำเสื้อผ้า ต้องบอกก่อนว่า อาภรณ์ที่ประดับไข่มุกนั้นมีให้เห็นได้ทั่วไปในแวดวงเศรษฐี โดยปกติแล้วจะใช้ไข่มุกประดับเล็กน้อยเพียงเม็ดสองเม็ดเท่านั้น เพราะไข่มุกมีราคาสูง ซึ่งชุดเหล่านี้จะไม่ได้ถูกเรียกว่า ‘อาภรณ์ไข่มุก’ อันที่จริงต้องบอกว่า เสื้อผ้าที่แซมไข่มุกไว้แค่เม็ดสองเม็ดเช่นนี้ ใครจะกล้าเรียกว่าอาภรณ์ไข่มุกกัน


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับตั้งชื่อว่าอาภรณ์ของท่านหญิงน้อยว่า ‘อาภรณ์ไข่มุก’ นี่อนุมานได้ว่า จำนวนของไข่มุกบนอาภรณ์ชุดนั้นต้องเยอะมากเป็นแน่!


พระชายาตื่นเต้นยินดีมาก รีบสั่งนางกำนัลประจำตัวทันที “รีบไปบอกให้ท่านหญิงน้อยเปลี่ยนชุดใหม่ แล้วพานางไปที่โถงจัดงานเลี้ยง ตอนนี้แขกเหรื่อก็ทยอยมากันแล้ว พวกเราก็ควรไปได้แล้ว”


“เพ.คะ”


นางกำนัลรีบไปทันที ถึงทุกคนจะยังอยู่ในอาการงุนงงระคนประหลาดใจว่าตกลงแล้วอาภรณ์ไข่มุกนั่นหน้าตาเป็นเช่นไร แต่พระชายาก็ลุกขึ้นแล้ว พวกนางก็ทำได้แค่ต้องตามไป อย่างไรเสียอีกเดี๋ยวก็จะได้เห็นแล้ว ไม่ต้องรีบหรอก

.......


ในห้องโถงงานเลี้ยงเริ่มทำการแสดงร่ายระบำแล้ว เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว 


ว่าแต่ ตัวละครสำคัญของงานในคืนนี้จะมาหรือไม่


ตอนที่ 432: อนาคตยังอีกยาวไกล


บรรดาบุรุษได้นั่งประจำที่แล้ว หลังจากเหล่าสตรีขอตัวจากพระชายาก็แยกย้ายกันไปหาสามีหรือบิดาของตนเอง ใบหน้าแต่ละคนเปื้อนรอยยิ้ม ราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องโต้แย้งกับเหอจิ่วเหนียงมาก่อน


เหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มตาหยีตอนที่ขอตัวจากพวกนาง จากนั้นกวาดสายตามองหาโต๊ะของลู่ไป่ชวน พบว่าอยู่ใกล้กับโต๊ะเฉินอ๋อง จึงเดินเข้าไปหาอย่างอารมณ์ดี


“อารมณ์ดีถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


ลู่ไป่ชวนถูกทิ้งตั้งแต่มาถึงจึงรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย พอเห็นภรรยาเดินกลับมาด้วยท่าทีชื่นมื่น ในใจก็ยิ่งรู้สึกกระเง้ากระงอด


“ก็พอได้อยู่นะ ฮูหยินกับคุณหนูพวกนั้นอยากอวดเบ่งอำนาจกับข้าก่อนเอง สุดท้ายโดนข้าเอาคืน วงแตกกันไปเลย”


ปากพูดไป มุมปากก็ยกยิ้มจนจะถึงใบหูอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าศึกเมื่อครู่นางสะใจมากเพียงใด


ลู่ไป่ชวนรู้สึกขบขันระคนเอ็นดูนาง และนี่คือเหตุผลที่เขาไม่เคยต้องห่วงเลยว่ายามที่ภรรยาอยู่ข้างนอกจะถูกคนรังแก


ด้วยนิสัยของภรรยา หากใครไม่มายั่วยุนาง นางไม่มีทางล่วงเกินใครแน่นอน แต่หากมีคนมากวนอารมณ์ของนางให้ขุ่นละก็ นางต้องเอาคืนเป็นเท่าตัวแน่นอน


“มีเรื่องอะไรกันหรือ?” ชายหนุ่มถามต่อ


“ไม่มีอะไรมากหรอก คนพวกนั้นก็แค่อยากซื้อของของข้า แต่ว่าแต่ละคนนิสัยใช้ไม่ได้เลย มาถึงก็ฉีกหน้าข้า ข้าย่อมไม่พอใจอยู่แล้ว ก็เลยปฏิเสธพวกนางไป”


ตอนนี้หากฮูหยินกับคุณหนูเหล่านั้นอยากจะซื้อชุดที่สั่งตัด รวมไปถึงเครื่องประทินผิวที่พระยาชาใช้ ก็มีแต่นางคนเดียวในโลกเท่านั้นที่มี จะบอกใครๆว่ามีความสามารถ ก็ต้องมีความมั่นใจด้วย


ฮูหยินกับคุณหนูพวกนั้นอยากจะขอร้องคนอื่น แต่กิริยาท่าทางที่ใช้ไม่ใช่การขอร้องเลย นางต้องทำให้รู้เสียหน่อย ไม่เช่นนั้นคนพวกนี้จะเห็นว่านางเป็นคนที่กดขี่ข่มเหงได้ง่าย


ได้ยินดังนั้น ลู่ไป่ชวนประหลาดใจเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าถึงปฏิเสธเงินล่ะ?”


“ข้าปฏิเสธเงินเมื่อไรกัน?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาไม่เข้าใจ จากนั้นก็อธิบาย “ท่านคงไม่เข้าใจสินะ นี่เรียกว่า การค้าแบบวางแผนระยะยาวเพื่อผลประโยชน์ที่มากขึ้น ต่างหากล่ะ ทำให้ความต้องการของพวกนางสูงขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย จากนั้นข้าค่อยตอบตกลงทำตามคำขอของพวกนาง เช่นนี้จะสามารถทำให้พวกนางยอมจ่ายเงินอย่างง่ายดาย ราวกับสายน้ำไหลเลยละ! แต่จะว่าไป พูดเรื่องพวกนี้กับท่านท่านก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ท่านรอเกาะเมียกินเฉยๆก็พอแล้ว”


ลู่ไป่ชวน “…”


แม้จะรู้สึกหมดคำพูดกับนาง แต่ก็ยังอยากตอบกลับไปสักประโยค “นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”


เหอจิ่วเหนียงหันไปชมการแสดงระบำด้วยความพึงพอใจมาก ต้องบอกเลยว่าพระชายาทำตามความปรารถนาของนางจริงๆ สาวๆที่ทำการแสดงในวันนี้แต่ละคนรูปร่างหน้าตางดงาม เหอจิ่วเหนียงดูแล้วรู้สึกละลานตามากทีเดียว


ทว่าเฉินอ๋องและลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้ผ่อนคลายเช่นนั้น ทั้งสองเอาแต่จับตาดูแขกเหรื่อที่เดินเข้ามาแต่ละคนราวกับไม่กะพริบตา ดูว่าจะมีใครที่มีอะไรผิดสังเกตหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ตั้งแต่เข้ามานางก็เอาแต่มองสาวงามกับกินของอร่อยๆอย่างเดียว


ฮูหยินที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มหัวเราะเยาะพฤติกรรมการกินของเหอจิ่วเหนียง กระซิบกระซาบกันว่า นางสมกับที่เป็นสาวบ้านป่าจริงๆ ทำท่าทางราวกับไม่เคยกินของอร่อยๆมาก่อนก็มิปาน มาร่วมงานเลี้ยงก็มีแต่ทำให้อับอายขายหน้าเปล่าๆ


หลายๆคนก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์  ตอนที่อยู่ในศาลาสวนดอกไม้ พวกนางเสนอความคิดให้เหอจิ่วเหนียงมาเปิดร้านเสื้อผ้าในเมืองหลวง แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ตอนนี้จึงแอบนินทาเหอจิ่วเหนียงกันอีกครั้งแล้ว


พวกนางซุบซิบนินทากันเสียงเบามาก แต่เหอจิ่วเหนียงกลับได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน นางจดจำหน้าตาของคนพวกนี้เอาไว้หมดแล้ว ในใจคิดว่า อนาคตยังอีกยาวไกล ต้องมีโอกาสทำให้พวกนางชดใช้กับคำพูดในวันนี้แน่นอน


“ท่านหญิงน้อยมาแล้ว!”


เมื่อได้ยินเสียงประกาศของบ่าวรับใช้ เหล่านางระบำต่างพากันถอยออกไป ท่านหญิงน้อยค่อยๆเดินเข้ามาอย่างสง่างาม สวมอาภรณ์ที่ทำมาจากไข่มุกล้ำค่าจนทุกคนต่างพากันชื่นชมไม่หยุดปาก


อาภรณ์ไข่มุกชุดนี้ของท่านหญิงน้อยทำจากไข่มุกทั้งชุด มีทั้งไข่มุกเม็ดเล็กเม็ดใหญ่ เข้ากันอย่างลงตัว


อีกทั้งไข่มุกแต่ละเม็ดล้วนเม็ดกลมแวววาว เปล่งประกายระยิบระยับภายใต้แสงเทียน มิน่าล่ะ เหอจิ่วเหนียงถึงได้บอกว่า คืนนี้นางจะเป็นเด็กสาวที่สุกสกาวที่สุดในงานเลี้ยง 


“ไอ้หยา ชุดของท่านหญิงน้อยชุดนี้ช่างงดงามเหลือเกิน!”


“นี่ไม่ใช่แค่งดงามแล้ว นั่นมันไข่มุกทะเลล้ำค่าเชียวนะ! ต้องใช้ไข่มุกกี่เม็ด ต้องใช้เงินมากเท่าไรกันถึงจะออกมาเป็นชุดนี้ได้!”


“ต้องมีค่ามากแน่นอน! คาดไม่ถึงเลยว่าตระกูลลู่จะร่ำรวยถึงเพียงนี้!”


“ก็แค่ผู้หญิงทำการค้า มีอะไรให้น่าอิจฉากัน”


“ผู้หญิงทำการค้าแล้วอย่างไร ราชสำนักก็สนับสนุนให้ราษฎรทำการค้า แถมยังให้เงินสนับสนุนด้วย มีความสามารถก็สามารถหาเงินได้!”


“นั่นสิ ได้ยินมาว่ากิจการของฮูหยินลู่ใหญ่โตมากทีเดียว คาดว่าอาภรณ์ไข่มุกที่มอบให้ท่านหญิงน้อยชุดนี้ก็ไม่ได้นับว่ามากมายอะไร”


“มิน่าล่ะ เหตุใดเมื่อครู่ตอนที่พวกเราบอกให้นางมาเปิดร้านในเมืองหลวงสักร้านนางถึงไม่สนใจ ที่แท้ก็มีเงินทองมากอยู่แล้ว”


ภายในชั่วพริบตาก็มีคนพูดกันไปต่างๆนานา ทั้งอิจฉาและริษยาก็มีไม่น้อย


“ซินเยว่คารวะเสด็จพ่อ คารวะเสด็จแม่เพ.คะ!”


ท่านหญิงน้อยทำความเคารพเฉินอ๋องและพระชายาด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู จากนั้นเฉินอ๋องก็บอกให้มานั่งข้างกายตนเอง


“ซินเยว่ของพวกเราสวมชุดนี้ช่างงดงามยิ่งนัก นี่เป็นชุดที่ท่านอาสะใภ้ลู่ทำให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ เดี๋ยวเจ้าต้องไปขอบคุณท่านอาสะใภ้ของเจ้าด้วยล่ะ”


ท่านหญิงน้อยพยักหน้าทันทีพลางกล่าว “เพคะเสด็จแม่ ซินเยว่ทราบแล้ว ท่านอาสะใภ้ลู่เก่งมากจริงๆ คิดไม่ถึงเลยเพ.คะว่าจะใช้ไข่มุกมาทำเป็นชุดให้ซินเยว่ ซินเยว่เพิ่งเคยเห็นชุดที่งดงามขนาดนี้เป็นครั้งแรก ซินเยว่อยากโตช้าๆสักหน่อย จะได้สวมชุดนี้ไปได้อีกนานๆเพ.คะ!”


ท่านหญิงน้อยกล่าวพลางมองพู่ที่ห้อยลงมาที่ทำจากไข่มุก นางชื่นชอบชุดนี้เป็นอย่างมาก ในช่วงนี้ได้ยินเสด็จแม่ชื่นชมท่านอาสะใภ้ลู่ว่าเก่งกาจทุกวัน การได้รับของขวัญจากผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้ ท่านหญิงน้อยรู้ว่าทั้งหมดเป็นเพราะบารมีของเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ของตัวเอง


“อย่าพูดจาเหลวไหลเช่นนั้นสิ เป็นเด็กต้องโตไวๆสิถึงจะดี หากว่าเจ้าชอบ แม่จะเป็นคนไปขอให้ท่านอาสะใภ้ลู่ของเจ้าช่วยทำ เจ้าน่ะอย่าคิดอะไรซี้ซั้วเชียว”


พระชายาอบรมสั่งอยากด้วยความใจเย็น ท่านหญิงน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นก็เดินไปหาเหอจิ่วเหนียง ภายใต้สายตาของทุกคน คาดไม่ถึงเลยว่านางจะยอบกายทำความเคารพเหอจิ่วเหนียง แล้วกล่าว “ขอบคุณท่านอาสะใภ้ที่มอบอาภรณ์ไข่มุกชุดนี้ให้ซินเยว่ ซินเยว่ชอบมากเจ้าค่ะ”


ตามหลักแล้วตำแหน่งของท่านหญิงน้อยสูงกว่าเหอจิ่วเหนียง และควรเป็นเหอจิ่วเหนียงที่ต้องทำความเคารพท่านหญิงน้อย แต่การเคลื่อนไหวของท่านหญิงน้อยช่างรวดเร็วยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้ทำอะไร ท่านหญิงน้อยก็ย่อตัวให้นางซะแล้ว


“รีบลุกขึ้นเถิดเพ.คะ หากท่านหญิงน้อยชอบ วันหน้าข้าจะทำให้อีกหลายๆชุดเลยเพ.คะ”


“ดีเลย ขอบคุณท่านอาสะใภ้เจ้าค่ะ!”


ท่านหญิงน้อยปรบมือด้วยความดีใจ และในขณะเดียวกันนั้นเอง แขกคนสุดท้ายของงานในคืนนี้ก็มาถึง


ตอนที่ 433: ตบปาก


ลู่ไป่ชวนเอียงศีรษะ กระซิบบอกเหอจิ่วเหนียง “ท่านนี้คือจิ้งอ๋อง”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ เหลือบมองเพียงวูบเดียวก็ละสายตาไปทางอื่น นางไม่ได้สนใจจิ้งอ๋องผู้นี้


“ยังมีใครอีกบ้างที่ยังไม่มา?”


ลู่ไป่ชวนหันมองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าว “เหมือนจะมีแค่หลินอ๋องที่ยังไม่มา”


เหอจิ่วเหนียงตอบอืมอย่างรับรู้ และกล่าวขึ้น “ดูเหมือนว่าหลินอ๋องผู้นี้จะไม่ปกติแล้ว”


ก่อนหน้านี้ลู่ไป่ชวนก็เคยเกิดความสงสัย ดังนั้นจึงไม่ได้ประหลาดใจกับสถานการณ์ในวันนี้มากนัก


แขกเหรื่อที่เฉินอ๋องเชิญมางานเลี้ยงก็มากันครบทุกคนแล้ว เหลือแค่หลินอ๋องที่ยังไม่เห็นแม้แต่เงา เห็นได้ชัดว่าเขามีความผิดปกติ


ก่อนที่จะถึงวันงานเลี้ยง เฉินอ๋องทำตามคำแนะนำของเหอจิ่วเหนียง กระจายข่าวออกไปว่า นางสามารถจำหลินอี้ผิงได้ หลินอี้ผิงเคยเห็นฝีมือการแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงมาแล้ว ดังนั้นจะต้องเกิดความหวาดกลัวไม่กล้ามาแน่ๆ


และจุดประสงค์ของพวกเขาก็คือสิ่งนี้


อันที่จริงพวกเขาอยากล่อให้ผู้ต้องสงสัยมาร่วมงานเลี้ยงมากกว่า จะได้จับเต่าในไหกันไปเลย แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของท่านหญิงน้อย หากเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา จะกลายเป็นว่าทำให้ครอบครัวเฉินอ๋องลำบากเปล่าๆ ขู่ขวัญไปเช่นนั้นก็สามารถจับคนออกมาได้เช่นกัน วิธีนี้ก็เป็นหนทางที่ไม่เลว


ส่วนเรื่องจัดการกับหลินอ๋องหลังจากนี้ ก็คงต้องทำกันอย่างลับๆแล้ว


“เหตุใดน้องห้าถึงยังไม่มาอีก?”


เฉินอ๋องเห็นแล้วว่าหลินอ๋องไม่มา จึงยิ้มตาหยีเอ่ยถามขึ้น


จิ้งอ๋องกล่าว “พี่ห้าไม่สบาย บอกว่าไม่อยากมาแพร่เชื้อให้ซินเยว่ ก็เลยฝากของขวัญกับน้องมาพ่ะย่ะค่ะ”


ขณะบอกกล่าวจิ้งอ๋องก็ยกมือกวักเรียกท่านหญิงน้อยให้มาหา แล้วยื่นกล่องของขวัญอันประณีตสองกล่องให้กับนาง


“ขอบพระทัยของขวัญจากเสด็จอาหกกับเสด็จอาห้าเพ.คะ!”


ท่านหญิงน้อยรับมาด้วยความดีใจ อดใจรอไม่ไหวเปิดกล่องใบเล็กออกทันที ในกล่องเป็นไข่มุกตะวันที่งดงามประณีตเม็ดหนึ่ง ขนาดเท่ากำปั้นของเด็ก เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่หาได้ยากยิ่งนัก


ส่วนอีกกล่องเป็นสร้อยคุ้มกันภัยที่แกะสลักมาจากหยกขาว เป็นงานฝีมือที่ประณีตมาก เด็กสวมแล้วจะดูดีเป็นพิเศษ


จิ้งอ๋องมองท่านหญิงน้อยผู้น่ารักก็เผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมาจากใจจริง เป็นรอยยิ้มที่ยากจะได้เห็น แล้วเอ่ยถาม “ชอบหรือไม่?”


“ชอบเพ.คะ!”


จิ้งอ๋องบอกให้ท่านหญิงน้อยกลับไปนั่ง แล้วหันไปพูดคุยกับเฉินอ๋องสองสามประโยคก่อนจะนั่งลง แต่ขณะที่หันไป เขาเหลือบมองไปที่เหอจิ่วเหนียงอย่างตั้งใจ ด้วยสายตาที่ประหลาดใจเล็กน้อย


อยู่ต่อหน้าคนอื่น จิ้งอ๋องและเฉินอ๋องจะรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพี่น้องที่เป็นมิตรและเคารพต่อกันเอาไว้ ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสุภาพ ดูไม่ออกเลยว่ามีความขัดแย้งกัน


แต่ลู่ไป่ชวนกลับรู้สึกว่า พฤติกรรมของจิ้งอ๋องในวันนี้ผิดปกติ จึงแอบกระซิบกับเหอจิ่วเหนียง “จิ้งอ๋องดูแปลกๆไปหน่อย ปกติไม่ได้อารมณ์ดีเช่นนี้”


เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องสนใจหรอก ดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน”


จนถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่ได้กลิ่นที่นางทำขึ้นเป็นพิเศษเลย นั่นก็หมายความได้อย่างชัดเจนว่า หลินอี้ผิงไม่กล้ามา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็รอดูสถานการณ์ต่อไปก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ


นอกจากหลินอ๋อง แขกเหรื่อคนอื่นๆก็มากันครบแล้ว เฉินอ๋องผู้จัดงานเลี้ยงก็ออกมากล่าวเปิดงานเล็กๆน้อยๆ และอวยพรวันเกิดให้บุตรสาว จากนั้นงานเลี้ยงก็ดำเนินอย่างเป็นทางการ


ผ่านไปครู่ใหญ่ องค์รัชทายาทและจิ้งอ๋องก็เริ่มแสดงท่าทีหงุดหงิดออกมา


ที่พวกเขามาในวันนี้ก็เพื่ออยากจะดูความสามารถของเหอจิ่วเหนียง แต่จนถึงตอนนี้แล้วก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย 


หรือว่าจะเป็นเรื่องโกหก?


ที่พวกเขามาวันนี้ อย่างแรกคือ อยากเห็นว่าคนข้างกายเฉินอ๋องมีความสามารถมากเพียงใด อย่างที่สองก็คือ อยากมาดูว่าช่วงนี้เฉินอ๋องมีความแค้นกับผู้ใดบ้าง ไม่แน่อาจสามารถร่วมมือกับอีกฝ่ายได้


การแสดงระบำผ่านไปแล้วอีกสองชุด ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด จิ้งอ๋องอดทนไม่ไหวแล้วจึงเอ่ยถามเฉินอ๋องออกไปตรงๆ “ก่อนหน้านี้น้องได้ยินมาว่าข้างกายท่านมีคนที่มีความสามารถอยู่คนหนึ่ง ที่สามารถมองคนที่สวมหน้ากากอำพรางใบหน้าออกได้ เหตุใดตอนนี้ถึงยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย หรือว่าท่านโกหก?”


เมื่อครู่ยังเป็นพี่น้องที่เคารพรักกันอยู่เลย เพิ่งผ่านไปแค่ชั่วครู่เดียวก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ดูท่าจิ้งอ๋องจะแสดงละครไม่เก่งเอาซะเลย


เหอจิ่วเหนียงเอียงศีรษะไปบ่นกับลู่ไป่ชวน “จิ้งอ๋องนี่ไม่มีความอดทนเอาซะเลย วุฒิภาวะต่ำเกินไป ทำงานใหญ่ไม่สำเร็จหรอก”


ถึงแม้นางจะไม่สนใจเรื่องในราชสำนัก แต่นางก็มองคนได้อย่างแม่นยำ หากแต่จิ้งอ๋องผู้นี้ไม่ได้มีสมอง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีความสามารถก็ดูออกแล้ว


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนหน้านี้จิ้งอ๋องถูกหลินอี้ผิงหลอกใช้มาโดยตลอด ถูกหลินอี้ผิงทรยศแล้วยังจะช่วยเขาอีก แค่นี้ก็ดูออกแล้วว่าเขาไม่ได้มีความสามารถและความฉลาดทางอารมณ์เลย


เขาเป็นแค่คนบ้าบิ่นแต่ไร้กลยุทธ์ก็เท่านั้น


เฉินอ๋องมองจิ้งอ๋อง และยิ้มพลางกล่าวถาม “ที่น้องหกมาวันนี้ก็แค่เพราะเรื่องนี้น่ะหรือ?”


“ก็ใช่น่ะสิ! ระบงระบำพวกนี้มันน่าดูตรงไหน น้องก็แค่อยากมาดูความสามารถของคนที่มีความสามารถคนนั้น”


กล่าวจบ สายตาของเขาก็เขม็งมองไปที่เหอจิ่วเหนียง


ก่อนหน้านี้ได้ยินมาแล้วว่า บุรุษที่สวมหน้ากากข้างกายเฉินอ๋องคนนั้นไม่ธรรมดา ตอนนี้ได้ยินมาอีกว่า ฮูหยินของชายสวมหน้ากากคนนั้นไม่ธรรมดายิ่งกว่า เขาจึงอยากเห็นว่า จะไม่ธรรมดาสักเพียงใด


องค์รัชทายาทสมทบ “น้องสามมีคนที่มีความสามารถอยู่ข้างกายตั้งมากมาย ข้าเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน”


เฉินอ๋องจึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อบ่งบอกว่า ผู้ต้องสงสัยไม่ได้มา


เฉินอ๋องตอบพี่ชายและน้องชายของตน “ดูท่าคงทำให้องค์รัชทายาทกับน้องหกผิดหวังเสียแล้ว คืนนี้คนผู้นั้นไม่กล้ามา ไม่เช่นนั้นตอนนี้ก็คงได้เชิญทุกคนดูละครสนุกๆด้วยกันแล้ว”


“ไม่มา? รู้ได้อย่างไรว่าไม่มา? หรือว่าคนที่ท่านเรียกว่าผู้มีความสามารถนั่นจะดีแต่ปาก?”


จิ้งอ๋องวางท่ายกตนข่มท่านทันที ยามพูดก็เหลือบไปมองที่เหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาเหยียดหยามด้วย


เขาว่าแล้วเชียว สตรีแค่คนเดียวจะทำงานใหญ่อะไรได้ ก็เป็นแค่แจกันดอกไม้ที่ดูดีก็เท่านั้น


สตรีเช่นนี้เลี้ยงไว้ดูเล่นในจวนยังพอได้ แต่จะให้พาออกมาแล้วบอกว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถ มันดูเกินจริงไปหน่อย


เหอจิ่วเหนียงก้มหน้า มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย อึดใจต่อมา ปากของจิ้งอ๋องเหมือนกับถูกสัตว์มีพิษบางอย่างต่อยเข้า เพียงชั่วพริบตาเดียวก็บวมเป่งขึ้นทันที


“โอ๊ย! ใคร ใครมันกล้าลอบทำร้ายข้า!”


ทุกคนเห็นปากจิ้งอ๋องบวมเป่งอย่างฉับพลันก็อดมองไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกอยากหัวเราะออกมา แต่ก็ต้องพยายาม.อดทนเอาไว้


ลู่ไป่ชวนนั่งอยู่ข้างๆเหอจิ่วเหนียง เห็นการเคลื่อนไหวของนางอย่างชัดเจน


เขารู้มาโดยตลอดว่าภรรยาเป็นคนเก่ง เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะเขาสายตาดี คาดว่าคงจะเห็นไม่ชัดว่านางลงมืออย่างไร


“คนผู้นี้ช่างปากเสียยิ่งนัก พูดว่าข้าไร้ความสามารถ ว่าข้าเก่งแต่ปาก ข้าไม่ตบปากเขาให้บวมข้าไม่ยอมแน่!”


ลู่ไป่ชวนนั่งอมยิ้ม และไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด


เขาเองก็รู้สึกว่า จิ้งอ๋องปากเสียสมควรโดนตบปาก เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะเห็นว่าภรรยาลงมือไปแล้วละก็ เขาคงลงมือเองแล้ว


“ตกลงเป็นใครกันแน่ แสดงตัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ โอ๊ะ โอ๊ย!”


โดนตบไปอีกครั้ง!


ครั้งนี้เจ็บยิ่งกว่าเมื่อครู่มาก จิ้งอ๋องถึงกับพูดไม่ออกอีก ทำได้แค่จ้องเฉินอ๋องด้วยความโกรธ แล้วพูดด้วยเสียงอู้อี้จนคนฟังไม่รู้เรื่อง “นี่เจ้าสั่งสอนลูกน้องเช่นนี้หรือ!”


เหอจิ่วเหนียงลงมือรวดเร็วและโหดเหี้ยม นอกจากลู่ไป่ชวนแล้วก็ไม่มีใครเห็นเลยว่าใช้สิ่งใดตบจิ้งอ๋อง ทุกคนเห็นแค่ว่า จู่ๆปากของจิ้งอ๋องก็บวมเป่งขึ้นเท่านั้น


เฉินอ๋องสังเกตเห็นว่า ปากจิ้งอ๋องบวมเป่งเหมือนไส้กรอกสองชิ้น ทั้งยังฝืนพูดอย่างยากลำบาก จึงเดินเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ แล้วไถ่ถามด้วยความห่วงใย “น้องหกเป็นอะไรไป หรือพูดจาไม่ดีมากเกินไปก็เลยเป็นเช่นนี้ น้องหก ระวังคำพูดหน่อยสิ!”


คำพูดนี้ทำให้จิ้งอ๋องโกรธจนตาเหลือก หากไม่ใช่เพราะมีบ่าวรับใช้คอยพยุงอยู่ ไม่แน่อาจล้มลงไปแล้วก็ได้


องค์รัชทายาทเองก็เดินมาดูด้วยความร้อนใจ กล่าวกับเฉินอ๋องด้วยความโกรธเล็กน้อย “นี่มันใช่เวลาหรือไม่ น้องสามเลิกพูดจายั่วโมโหน้องหกได้แล้ว รีบตามหมอมาดูอาการเถอะ หากเป็นอะไรขึ้นมาจะอธิบายเสด็จพ่อลำบากนะ”


องค์รัชทายาทมักจะแสดงท่าทีเป็นห่วงน้องๆเช่นนี้อยู่เสมอ ในสายตาฮ่องเต้ เขาเป็นคนที่ซื่อตรงไร้เล่ห์เหลี่ยมและจิตใจดี ดังนั้นแม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนอ่อนแอไร้ความสามารถ แต่ก็รักษาตำแหน่ง.องค์รัชทายาทเอาไว้ให้เขามาโดยตลอด


อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เฉินอ๋องย่อมไม่อาจปล่อยให้จิ้งอ๋องตกอยู่ในสภาพนี้ได้ จึงให้เฉิงเหมิงไปตามหมอหลวงมา


ตอนที่ 434: แสดงความรักเบาๆ


เหอจิ่วเหนียงพูดขึ้นเรียบๆ “ท่านอ๋อง หม่อมฉันพอจะรู้วิชาแพทย์อยู่บ้าง ให้หม่อมฉันช่วยดูอาการให้ท่านจิ้งอ๋องเถอะเพ.คะ”


เฉินอ๋องย่อมไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว แต่.องครักษ์ประจำตัวจิ้งอ๋องกลับไม่เห็นด้วย “เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง หากท่านอ๋องเป็นอะไรขึ้นมาจะรับผิดชอบไหวหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงอุตส่าห์แสดงความหวังดี แต่เมื่อได้ยินดังนั้นนางจึงยักไหล่ พลางกล่าว “เช่นนั้นก็เชิญหมอมาเถอะ”


เฉินอ๋องรู้สึกว่าองครักษ์ผู้นี้เกะกะเสียจริง จึงให้เขาประคองจิ้งอ๋องไปพักด้านข้าง จากนั้นงานเลี้ยงก็ดำเนินต่อไป การแสดงระบำทำการแสดงต่อตามปกติ เหอจิ่วเหนียงก็นั่งชมสาวงามต่อไป


เวลาผ่านไปพักใหญ่ ปากของจิ้งอ๋องยังคงบวมเป่ง ทั้งยังบวมมากกว่าเดิมอีกด้วย จากเดิมยังพอส่งเสียงออกมาได้ บัดนี้ไม่อาจส่งเสียงใดออกมาได้แล้ว ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนาจริงๆ


องครักษ์ประจำตัวเห็นแล้วยิ่งร้อนใจ กระซิบถามผู้เป็นนายเสียงเบา “ท่านอ๋อง หรือจะให้ผู้หญิงคนนั้นมาช่วยดูอาการให้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ?”


จิ้งอ๋องมองไปที่เหอจิ่วเหนียง เขารู้สึกว่าปากของตนบวมจากกลวิธีไม่ชอบมาพากลบางอย่างแน่ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนลงมือ แถมยังบวมขึ้นเรื่อยๆอีก เขาทนรอหมอหลวงไม่ไหวแล้ว จึงพยักหน้าตอบตกลง


องครักษ์เดินเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง ทว่าอากัปกิริยาของเขากลับห้วนๆ “หมอหลวงยังไม่มา ฮูหยินไปดูอาการท่านอ๋องของข้าที”


“หืม?”


เหอจิ่วเหนียงมองเขาด้วยความประหลาดใจ แล้วถามกลับ “เจ้าขอร้องกับข้า หรือว่ากำลังสั่งข้ากัน?”


องครักษ์ขมวดคิ้ว เขาไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดของตนเองมีอะไรที่ผิด


ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น “อย่างไรข้าก็เป็นขุนนางระดับสาม เจ้าพูดจากับฮูหยินข้าเช่นนี้ ไม่ได้เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยหรือ?”


ไม่ใช่องครักษ์ทุกคนที่จะมีระดับขั้นขุนนาง ยิ่งเหมือนกับลู่ไป่ชวนที่มีตำแหน่งขุนนางระดับสามแล้วยิ่งน้อย คนข้างกายจิ้งอ๋องคนนี้อย่างมากก็สถานะดีกว่าบ่าวรับใช้เพียงเล็กน้อย ไม่รู้จักลำดับขั้นและการปฏิบัติตัว ช่างประเมินตัวเองสูงจริงๆ


องครักษ์รู้สึกหน้าเสียเล็กน้อย หันกลับไปมองจิ้งอ๋องวูบหนึ่ง ก็พบว่าเจ้านายมีสีหน้าโกรธมาก จึงรีบหันกลับมากล่าว “เป็นข้าน้อยเองที่มีตาหามีแววไม่ โปรดท่านหมอช่วยไปดูอาการให้ท่านอ๋องของข้าน้อยด้วยขอรับ”


หากไม่ใช่เพราะอยู่ในงานเลี้ยง เหอจิ่วเหนียงคงปฏิเสธไปแล้ว แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในฐานะคนของเฉินอ๋อง จะไม่ไว้หน้าเฉินอ๋องไม่ได้


แต่ถึงกระนั้น เหอจิ่วเหนียงก็ขอเล่นตัวเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็ยังไม่ให้คำตอบ


เฉินอ๋องเห็นดังนั้นก็เอ่ยขึ้นทันที “ในเมื่อฮูหยินลู่มีความสามารถ ก็ช่วยดูอาการให้น้องหกสักหน่อยเถอะ”


เฉินอ๋องช่วยเหอจิ่วเหนียงรับสถานการณ์อันน่าอึดอัดอย่างให้เกียรติมาก เหอจิ่วเหนียงใช้ผ้าเช็ดปากเบาๆ ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่อท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้แล้ว หม่อมฉันจะไปดูอาการให้ท่านจิ้งอ๋องเองเพ.คะ”


กล่าวจบ นางชักถุงมือหนึ่งคู่ออกมาจากแขนเสื้อ ลู่ไป่ชวนจำสิ่งนี้ได้ ยามที่นางตรวจโรคหรือรักษาอาการให้ผู้ป่วย นางมักจะสวมถุงมือนี้ ตอนนี้พอเห็นนางนำออกมา เขาก็อาสาช่วยสวมให้นางทันที


ความหวานชื่นของสามีภรรยาคู่นี้ทำเอาเหล่าฮูหยินที่อยู่บริเวณรอบๆ ต่างพากันอิจฉา ถึงแม้รูปโฉมของลู่ไป่ชวน (ในตอนนี้) จะไม่น่าพิสมัยนัก แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงขุนนางระดับสาม ทั้งยังเป็นคนสนิทของเฉินอ๋อง อนาคตข้างหน้าต้องรุ่งโรจน์แน่นอน


แต่คิดไม่ถึงว่าคนตำแหน่งสูงอย่างเขาจะทำเรื่องเหล่านี้ให้ภรรยาต่อหน้าธารกำนัลได้ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!


บรรดาฮูหยินทุกคนหวนนึกถึงสามีของตัวเอง ทั้งยังนึกถึงพวกอนุเรือนหลังพวกนั้น ก็รู้สึกขื่นขมหัวใจขึ้นมาทันที


เห็นเหอจิ่วเหนียงสวมถุงมือ องครักษ์ของจิ้งอ๋องก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา คิดว่านางรังเกียจท่านอ๋องของเขา แต่ตอนนี้อาการของท่านอ๋องสำคัญที่สุด เขาไม่กล้าพูดอะไรที่เป็นความขัดแย้งออกมาอีก ทำได้แค่เดินนำเหอจิ่วเหนียงไปด้วยสีหน้าถมึงทึง


เหอจิ่วเหนียงเดินไปตรงหน้าจิ้งอ๋อง ยังไม่ทันตรวจดูอาการก็ส่งเสียงจุปากเป็นอย่างแรก “จุๆๆ เหตุใดปากท่านจิ้งอ๋องยิ่งบวมขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้กัน หรือจะเป็นเวรกรรมที่เมื่อครู่ท่านอ๋องพูดจาเหลวไหลอะไรไป แต่จะว่าไป เวรกรรมจะตามสนองเร็วเกินไปแล้วกระมัง”


นางพูดพลางใช้มือที่สวมถุงมือสัมผัสริมฝีปากอันบวมเป่งของจิ้งอ๋อง อาจเป็นเพราะปากบวมเกินไป พอเหอจิ่วเหนียงสัมผัส ปากอันหนาเตอะก็จะขยับตามการสัมผัสของนางด้วย


ทุกคนยังไม่ทันได้แอบขำ เพราะทันทีที่เหอจิ่วเหนียงสัมผัส จิ้งอ๋องก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เสียงนี้ราวกับเสียงหมูถูกเชือดเพื่อเลี้ยงฉลองในเทศกาลปีใหม่ จากที่น่าหัวเราะ คนฟังจึงต่างพากันเสียวท้องน้อยแทน


“ฮูหยินลู่ รักษาได้หรือไม่?”


เฉินอ๋องฟังเสียงร้องครวญครางแสบหูจนรู้สึกปวดหัวตุบๆ รีบถามเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงยิ้มมั่นใจ แล้วตอบกลับ “ท่านอ๋องวางพระทัยได้เพ.คะ หากบนโลกใบนี้ยังมีโรคที่หม่อมฉันรักษาไม่หาย เช่นนั้นต่อให้เทพเซียนต้าหลัวลงมาก็ช่วยไม่ได้แล้ว”


นี่หมายความว่ารักษาได้ เฉินอ๋องและองค์รัชทายาทจึงโล่ง.อก


องค์รัชทายาทจะจริงใจหรือเสแสร้งก็ไม่อาจรู้ได้ ส่วนเฉินอ๋อง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้อยากให้จิ้งอ๋องมาเป็นอะไรในจวนของตัวเอง วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของบุตรี เขาไม่อยากทำให้บุตรีต้องมีเรื่องกระทบจิตใจ


“เช่นนั้นก็ดี ฮูหยินลู่รักษาให้น้องหกเถอะ”


เฉินอ๋องวางใจ แต่ก็ไม่ได้ไปไหน ยังยืนมองอยู่ข้างๆ คนอื่นๆก็เช่นกัน


เหอจิ่วเหนียงหันไปมองลู่ไป่ชวน กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจดั่งสายธาร “ตอนออกจากจวน ท่านพี่พกเข็มเงินมาให้น้องหรือไม่เจ้าคะ?”


ลู่ไป่ชวนล้วงเอาห่อผ้าเล็กๆออกมาจากอกเสื้อ ส่งให้นาง พลางกล่าว “พกมาสิ”


อันที่จริง เหอจิ่วเหนียงพกของเช่นนี้ติดตัวตลอดอยู่แล้ว แต่วันนี้นางมาก็เพื่อแสดงความรักของคู่นางต่อหน้าทุกคนโดยเฉพาะ ย่อมให้โอกาสลู่ไป่ชวนได้แสดงสักหน่อยอยู่แล้ว


นางอยากทำให้บรรดาฮูหยินสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเหล่านี้ได้เห็นว่า ถึงแม้พวกเขาจะมาจากครอบครัวคนธรรมดา แต่ความรักระหว่างสามีภรรยานั้นกลับรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างลึกซึ้ง มีสามีคอยสนับสนุน นางสามารถทำอะไรก็ได้ในงานเลี้ยงคนสูงศักดิ์เหล่านี้


ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้คนเหล่านั้นเลิกคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดด้วย


เฉินอ๋องลอบพยักหน้าในใจ และยิ่งรู้สึกว่า ฮูหยินลู่มีความคิดรอบคอบมาก งานเลี้ยงในวันนี้แม้จะบอกว่าเป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของท่านหญิงน้อย แต่จุดประสงค์แอบแฝงก็คือ เป็นกับดักที่พวกเขาสร้างขึ้นเพื่อกระชากหน้ากากที่แท้จริงของหลินอี้ผิงออกมา ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่เหอจิ่วเหนียงจะได้เปิดตัวของตนเองต่อเหล่าสตรีในเมืองหลวงด้วย บอกให้สตรีในเมืองหลวงทุกคนได้รู้ว่า นางก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับความโปรดปรานจากพระชายาและเฉินอ๋อง ทั้งยังมีสามีที่รักและเคารพนางมากด้วย ไม่ได้เป็นหมาแมวที่คนอื่นจะมาฉีกหน้าได้ง่ายๆ


ดูท่า ต่อไปคงต้องให้พระชายาอยู่กับนางมากขึ้นสักหน่อยแล้ว จะได้เรียนรู้วิธีการจากนางด้วย เวลาที่ต้องพบปะกับฮูหยินและคุณหนูพวกนั้นจะได้ไม่ต้องเหนื่อยใจมากนัก


ลู่ไป่ชวนเปิดห่อเข็มเงินแล้วยื่นไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ท่านพี่ช่างใส่ใจยิ่งนัก ส่งเข็มที่หนาที่สุดเล่มนั้นให้น้องทีสิเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพร้อมกับชี้ไปที่เข็มเล่มที่หนาที่สุดและยาวที่สุดตรงมุมบนขวามือ จากนั้นอธิบายให้ทุกคนฟัง “ที่ท่านจิ้งอ๋องเป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเลือดคั่งปาก แค่เอาเลือดที่คั่งออกก็หายแล้วเจ้าค่ะ”


กล่าวจบนางก็รับเข็มมา เข็มเล่มหนาเตอะพลันแทงลงบนริมฝีปากของจิ้งอ๋องไม่พูดพร่ำทำเพลง


“อือๆๆ!”


จิ้งอ๋องเป็นบุรุษ อายุก็ไม่น้อยแล้ว แต่ตอนนี้กลับน้ำตาไหลพรากเพราะความเจ็บปวด อยากขัดขืนแต่กลับถูกลู่ไป่ชวนจับเอาไว้แน่น เท่านี้ยังไม่พอ ลู่ไป่ชวนยังกล่าว “กระหม่อมต้องขอล่วงเกินแล้ว โปรดท่านอ๋องอภัยให้ด้วย แต่ที่กระหม่อมทำไปก็เพราะหวังดีต่อท่านอ๋องนะพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องโปรดอดทนหน่อย”


ทุกคนที่เห็นภาพตรงหน้าสีหน้าพลันย่ำแย่.ลงมาก การกระทำของสองสามีภรรยาคู่นี้…ช่างเข้าขา…และน่าสะพรึงกลัวมากจริงๆ ดูท่าต่อไปจะล่วงเกินพวกเขาไม่ได้แล้ว


มีเพียงพระชายาเท่านั้นที่แววตาเปล่งประกาย รู้สึกว่าวิธีของเหอจิ่วเหนียงช่างสะใจจริงๆ!


จิ้งอ๋องเป็นคนทั้งปากและนิสัยเสียมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พูดจาเหน็บแนมสวามีของนางเป็นอาจิณ แถมเวลาที่เจอนางก็ไม่มีท่าทีเคารพนางในฐานะพี่สะใภ้เลย นางอยากจะต่อว่าหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีโอกาส วันนี้ก็นับว่าเหอจิ่วเหนียงได้ชำระความแค้นให้นางแล้ว


ตอนที่ 435: ของนอกกายจะสำคัญกว่าชีวิตได้อย่างไร


เนื่องจากเข็มเล่มที่ใช้หนาเพียงพอที่จะทำให้เลือดไหลออกมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานอาการบวมของปากจิ้งอ๋องก็ลดลง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้แสดงฝีมือการแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงให้ทุกคนได้เห็นแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเก็บเข็มเงินอย่างรวดเร็ว ลู่ไป่ชวนปล่อยจิ้งอ๋อง จากนั้นรับห่อเข็มเงินมาเก็บไว้ในอกเสื้อดังเดิม


การเคลื่อนไหวทั้งหมดของชายหนุ่มเป็นไปอย่างราบรื่นและธรรมชาติ ไม่มีท่าทีไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย


ทุกคนลอบอุทานในใจ ดูท่าใต้เท้าลู่ผู้นี้คงจะรักฮูหยินลู่มากจริงๆ!


ในที่สุดปากของจิ้งอ๋องก็กลับมาเป็นปกติ แต่ก็ยังเจ็บอยู่ ยังพูดได้ค่อนข้างลำบาก แต่พยายามหน่อยก็จะฟังออกว่าเขาพูดอะไร 


เขาลุกขึ้นยืน จ้องไปที่ลู่ไป่ชวนเขม็ง แต่ปากพูดกับเฉินอ๋อง “วันนี้มีคนลอบทำร้ายน้อง หวังว่าพี่สามจะมีคำอธิบายให้น้องนะ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวทันควัน “ท่านจิ้งอ๋องอย่าเพิ่งรีบพูดเรื่องอื่นเลยเพ.คะ เมื่อครู่หม่อมฉันรักษาให้ท่านอ๋อง ค่ารักษาสองร้อยตำลึงทอง ท่านอ๋องจะจ่ายตอนนี้เลย หรือจะให้หม่อมฉันให้คนไปเก็บที่จวนหรือเพ.คะ?”


ทุกคน “!!!”


ได้ยินวาจานั้น ทุกคนต่างสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดด้วยความตกใจทันที 


ผู้หญิงคนนี้บ้าไปแล้วกระมัง นึกไม่ถึงเลยว่านางจะกล้าทวงค่ารักษาจากเชื้อพระวงศ์ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้!


ทั้งยังเป็นเงินจำนวนสองร้อยตำลึงทองอีกต่างหาก!


ในที่สุด.องครักษ์ประจำตัวจิ้งอ๋องก็หมดความ.อดทน “สองร้อยตำลึงทอง!? แค่เจาะไปเข็มเดียว ฮูหยินลู่ไม่รู้หนักรู้เบาเกินไปแล้วกระมัง?”


“หืม? พูดว่าแทงไปแค่เข็มเดียวออกมาได้อย่างไร แล้วก่อนหน้านี้เหตุใดเจ้าไม่แทงเองล่ะ ให้ข้ารักษาให้ทำไม? อีกอย่าง แม้ว่าพวกเจ้าจะเห็นว่าข้าแทงไปแค่เข็มเดียว แต่พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าแทงลงไปลึกแค่ไหน ควบคุมน้ำหนักมือเช่นไรที่จะรับประกันว่าเลือดที่คั่งจะออกมาจนหมด และไม่ทำให้ท่านอ๋องต้องเจ็บปวดทรมานอีก


แค่เข็มเดียวของข้าเมื่อครู่ก็คือการช่วยชีวิตของท่านอ๋องเอาไว้ หรือว่าชีวิตท่านอ๋องของเจ้ามีค่าไม่ถึงสองร้อยตำลึงทอง?”


วาจานี้ทำให้องครักษ์ถึงกับพูดไม่ออก


จิ้งอ๋องถลึงตาจ้องลูกน้องอย่างโหดเหี้ยม วันนี้เจ้าบ้านี่ทำเรื่องโง่ๆให้ข้าต้องอับอายขายหน้าไปไม่น้อย กลับไปต้องโดนดีแน่!


ทันใดนั้น.องครักษ์ก็ก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา


จิ้งอ๋องปรับอารมณ์ให้สงบลง แล้วกล่าว “ฮูหยินลู่ช่วยรักษาให้ข้าย่อมต้องได้รับการตอบแทนแน่นอน แค่สองร้อยตำลึงทองไม่ได้ทำให้ข้าเดือดร้อนเลย เดี๋ยวข้าจะให้คนเอาไปให้ที่จวนเจ้าก็แล้วกัน”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลงอย่างพึงพอใจ “ท่านจิ้งอ๋องช่างเข้าใจโลกยิ่งนัก ของนอกกายจะสำคัญกว่าชีวิตได้อย่างไร”


จิ้งอ๋องโกรธจนลอบกำหมัดแน่น ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า ที่ตนปากบวมต้องเกี่ยวข้องกับสตรีผู้นี้แน่ แต่ก็ไม่มีหลักฐาน จึงได้แต่เงียบเอาไว้


และในตอนนี้ แม่นมคนหนึ่งก็เข้ามา ย่อตัวทำความเคารพและรายงาน “ท่านอ๋อง พระชายา นางระบำตะวันตกเตรียมพร้อมแล้วเพ.คะ”


ทุกคนจึงได้สติกลับมา และตระหนักได้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในงานเลี้ยง 


เฉินอ๋องกล่าว “ในเมื่อน้องหกไม่เป็นไรแล้ว เช่นนั้นก็สนุกกับงานเลี้ยงกันต่อเถอะ ข้าให้คนหานางระบำตะวันตกมาทำการแสดงเอกลักษณ์ของตะวันตกโดยเฉพาะเลยนะ”


พลันนั้นทุกคนจึงถูกนางระบำตะวันตกดึงดูดความสนใจ ไม่ได้สนใจเรื่องของจิ้งอ๋องอีก ต่างคนต่างกลับไปนั่งที่ของตัวเอง


“ได้ยินมานานแล้วว่าระบำของตะวันตกมีความโดดเด่นมาก แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ชมเลย วันนี้ได้อาศัยบารมีของท่านหญิงน้อย ได้ชื่นชมระบำตะวันตก นับว่าเป็นเกียรติของกระหม่อมยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!”


ใต้เท้าที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเฉินอ๋องหลายคนเริ่มกล่าวประจบประแจง เฉินอ๋องกล่าวกับทุกคนด้วยความยินดีไปสองสามประโยค จากนั้นการแสดงระบำก็เริ่มขึ้น


องค์รัชทายาทกับจิ้งอ๋องอยากกลับเสียตั้งแต่ตอนนี้ แต่ก็กลัวว่าหลังจากตนเองกลับไป จะพลาดเรื่องสนุกอะไรไป จึงจำต้องฝืนทนอยู่ต่อ


เหอจิ่วเหนียงชื่นชมการแสดงระบำตะวันตกอย่างตั้งใจ รู้สึกว่าชุดของพวกนางมีเอกลักษณ์มาก การออกแบบผสมผสานได้อย่างลงตัว ส่วนใหญ่ทำจากผ้าโปร่งบาง สีสันสดใสแต่ไม่ดูฉูดฉาดเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังให้ความรู้สึกเหมือนได้เห็นเทพเซียนในแดนบุปผาก็มิปาน


ต้องบอกเลยว่า เพื่อหานางระบำเหล่านี้มาให้ได้ เฉินอ๋องทุ่มเทไปไม่น้อย


ทว่าขณะที่ทุกคนกำลังชมการแสดงกันอย่างเพลิดเพลิน เกิดแสงเย็นสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นในกลุ่มนางระบำอย่างกะทันหัน!


จู่ๆ ก็มีคนคนหนึ่งพุ่งเข้ามาที่โต๊ะของพวกลู่ไป่ชวนเพื่อหวังจะสังหาร!


ตอนที่ 436: เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงแค่มีกึ๋นเท่านั้น


ลู่ไป่ชวนตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่แสงเย็นวาบสาดเข้ามา เขาก็ดึงเหอจิ่วเหนียงไปปกป้องไว้ด้านหลังแล้ว ถึงอย่างนั้น พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่านักฆ่าเหล่านี้จะพุ่งเป้ามาที่พวกตนสองสามีภรรยา


เหตุการณ์นี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่บรรดาอ๋องที่มีอำนาจสูง แต่กลับเลือกที่จะลงมือกับคนตัวเล็กๆอย่างพวกเขา เห็นได้ชัดว่าใครเป็นคนส่งพวกนางมา


คนพวกนั้นสบประมาทฝีมือพวกตนเกินไปแล้ว!


เริ่มแรกผู้ลงมือมีแค่นางระบำคนเดียวเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีคนเปิดฉาก นางระบำคนอื่นๆก็พากันชักกริชกับดาบอ่อนข้างเอวตัวเองออกมา และพุ่งเข้ามาโจมตีสองสามีภรรยาลู่


ยิ่งไปกว่านั้น คนที่นั่งเป่าขลุ่ยข้างๆ ก็เข้ามาร่วมในการสังหารด้วย!


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ดูท่าหลินอี้ผิงคงจะเคียดแค้นพวกเรามากทีเดียว”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร หยิบตะเกียบบนโต๊ะขึ้นมา ขวางอาวุธลับที่พุ่งเข้ามาเอาไว้ได้


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่ต้องสนใจข้า ท่านดูแลตัวเองก็พอ ข้าไม่เป็นตัวถ่วงให้ท่านแน่นอน”


“อืม เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภรรยาของตัวเองมีความสามารถ ย่อมวางใจอยู่แล้ว ดังนั้นจึงชักกระบี่ของตัวเองออกมา ตั้งรับการโจมตีของกลุ่มคู่ต่อสู้


เหล่าทหารและองครักษ์ของจวนอ๋องต่างพากันออกมา และต่อสู้กับพวกนักฆ่ากันอย่างอุตลุด


ด้านเหล่ามือสังหาร ความจริงแล้วเป้าหมายของพวกนางไม่ใช่สองสามีภรรยาลู่…แต่เป็นเหอจิ่วเหนียงแค่คนเดียว


พวกนางไม่สนใจจะต่อสู้กับใครทั้งนั้น แต่พุ่งเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลังเหอจิ่วเหนียง


ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางนวยนาด ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ยกน่องไก่ขึ้นมากินอย่างมีความสุข


อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้แค่นั่งกินน่องไก่เฉยๆ นางยังพิจารณากระบวนท่าการต่อสู้ของลู่ไป่ชวนด้วย และหากมีข้อบกพร่องตรงไหน นางก็จะช่วยเขาจัดการ


ใช่แล้ว ถั่วลิสงจานที่วางอยู่ตรงหน้า นางสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้


บัดนี้แขกในงานต่างหาที่หลบกันจ้าละหวั่นทันทีที่เกิดเรื่อง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับยังนั่งกินน่องไก่อยู่ที่เดิม พระชายาเห็นดังนั้นก็ร้อนใจอย่างมาก


“ชีวิตของจิ่วเหนียงเมื่อก่อนต้องผ่านความทุกข์ยากมามากแน่ ถึงขั้นนี้แล้วยังจะเสียดายอาหารอยู่อีก น่าสงสารยิ่งนัก!”


พระชายาเอ่ยจากใจจริง พูดจบก็ยกผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นซับหางตา


เฉินอ๋อง “…”


เขาไม่พูดอะไร มนุษย์เราหากตกอยู่ในยามที่พบเจออันตราย ไม่ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ต้องปกป้องตัวเองตามสัญชาตญาณอยู่แล้ว…คนที่ยังนิ่งสงบได้อย่างเหอจิ่วเหนียง มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ นางเชื่อว่าลู่ไป่ชวนสามารถปกป้องนางได้ และอย่างที่สอง สำหรับนางแล้ว เหตุการณ์นี้ไม่นับว่าเป็นเหตุการณ์อันตรายเลยสักนิด


พระชายาไม่เข้าใจวรยุทธ์ จึงสังเกตไม่ออกว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ แต่เฉินอ๋องแอบสังเกตเห็นเงาความเคลื่อนไหวรางๆ เขารู้สึกประหลาดใจมาก


ฮูหยินลู่ไม่ใช่แค่มีกึ๋นเท่านั้น มิน่าล่ะ เหตุใดนางถึงเดินทางมาจากจิงโจวถึงเมืองหลวงได้ภายในคืนเดียว


เหอจิ่วเหนียงเคี้ยวน่องไก่แล้วกลืนอย่างช้าๆ นางอยู่ในอิริยาบสนี้จนกระทั่งเหล่านักฆ่าถูกจับได้ทั้งหมด


พวกนางแต่ละคนสวมเสื้อผ้าโปร่งบาง ลู่ไป่ชวนกลัวว่าภรรยาตนเองจะไม่พอใจ จึงให้คนอื่นมาจับตัวพวกนาง ส่วนตนก็เดินไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือที่มันเยิ้มให้นาง


“ลำบากท่านแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มหวานให้สามี ความงามล่มบ้านล่มเมืองของนางไม่อาจหาคำใดมาพรรณนาได้เลยจริงๆ


แต่ว่าตอนนี้…


บรรดาแขกเหรื่อและคนรับใช้ที่หลบตามมุมต่างๆในโถง เห็นภาพนี้แล้วกลับไม่ได้รู้สึกดีเอาซะเลย แต่ละคนเบิกตากว้างจ้องมองทั้งสอง 


สองสามีภรรยาคู่นี้ทำอะไรกัน! มันใช่เวลาหรือไม่! ไม่รู้เลยหรือว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นไร!


ลู่ไป่ชวนเองก็ยิ้มให้เหอจิ่วเหนียงเช่นกัน เอ่ยตอบด้วยความรัก “ลำบากเจ้าแล้วเหมือนกัน”


“มัวแต่กระหนุงกระหนิงอะไรกันอยู่ พวกเจ้าไม่กลัวว่านักฆ่าพวกนี้จะกัดลิ้นตัวเองปิดปากหรืออย่างไร เดี๋ยวก็ไม่ได้เรื่องกันพอดี!”


จิ้งอ๋องทนดูต่อไปไม่ได้แล้วจึงโพล่งขึ้นมา


ตอนนี้เขาก็ยังมองไม่เห็นความสามารถของเหอจิ่วเหนียง นางก็แค่แจกันดอกไม้ใบงามเท่านั้น ทั้งยังเป็นแจกันดอกไม้ที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนและทำให้คนอื่นต้องเสียเวลาอีก!


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ท่านจิ้งอ๋องวางพระทัยได้ ฮูหยินของกระหม่อมกดจุดลมปราณพวกนางเอาไว้แล้ว ไม่มีทางขยับตัวได้ และไม่มีทางกัดลิ้นฆ่าตัวตายได้แน่นอน”


ทันทีที่วาจานี้เปล่งออกไป ทุกคนก็ตกตะลึง


จิ้งอ๋องรีบเดินเข้าไปดู จึงพบว่านักฆ่าเหล่านั้นตัวแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับตัวได้จริงๆ


“เจ้าจัดการตั้งแต่เมื่อไร?”


จิ้งอ๋องเดินไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่อยากเชื่อ มองนางขึ้นๆลงๆอย่างพิจารณา


ถึงแม้เมื่อครู่เขาจะมัวแต่หลบ แต่ก็จับตามองการเคลื่อนไหวของเหอจิ่วเหนียงอยู่ตลอด และก็เห็นว่านางเอาแต่นั่งกินน่องไก่ ไม่เห็นลงมือทำอะไรเลย


“หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงมองจิ้งอ๋องด้วยท่าทางไร้เดียงสา จิ้งอ๋องขมวดคิ้วแน่น นั่นอย่างไร เขาว่าแล้ว เขาคิดอยู่แล้วเชียวว่าสตรีผู้นี้ไร้ประโยชน์!


ชายสวมหน้ากากนี่ต้องจงใจพูดให้ท้ายนางแน่ๆ


แต่ใครจะคิดล่ะว่า เหอจิ่วเหนียงจะเอ่ยต่อ “โน่นแน่ะ ถั่วลิสงเป็นคนทำ!”


นางชี้ไปที่ถั่วลิสงที่เกลื่อนอยู่บนพื้น พลางทำสีหน้าท่าทางไร้เดียงสามาก


จิ้งอ๋องรู้สึกว่าสตรีผู้นี้สติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถามอย่างตอบอย่าง ไม่รู้คิดจะทำอะไรกันแน่


กลับเป็นองครักษ์ประจำตัวของเขาคนเดิมที่มีไหวพริบอยู่บ้าง เขาลองเข้าไปตรวจสอบนักฆ่าเหล่านั้น จากนั้นก็กลับมารายงาน “ท่านอ๋อง มีคราบมันอยู่ตรงจุดลมปราณของนักฆ่าพวกนี้ขอรับ น่าจะเป็นคราบน้ำมันจากถั่วลิสงเหล่านี้ขอรับ”


จิ้งอ๋อง “??!”


เช่นนั้นก็หมายความว่า ผู้หญิงคนนี้ใช้ถั่วลิสงกดจุดลมปราณของนักฆ่าพวกนี้อย่างนั้นหรือ! เป็นไปได้อย่างไร? เมื่อครู่เขาไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรเลย!


“นำตัวทุกคนไปสอบสวน”


ลู่ไป่ชวนโบกมือออกคำสั่ง นักฆ่าเหล่านี้ก็ถูกนำตัวออกไป


เฉินอ๋องและพระชายาออกมาจากที่ซ่อน ประกาศสิ้นสุดงานเลี้ยงในวันนี้ แขกเหรื่อจึงพากันแยกย้ายกลับไป จากนั้นพวกเขาก็เตรียมจะเริ่มตรวจสอบคดี


ทว่าจิ้งอ๋องกลับไม่มีทีท่าว่าจะกลับ เขาอยากรู้เช่นกันว่านางระบำตะวันตกเหล่านี้เป็นแผนการของใคร


“พี่สาม ได้ยินว่าท่านทุ่มเทไปไม่น้อยกว่าจะหานางระบำตะวันตกเหล่านี้มาได้ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน เป็นการลองเชิงลูกน้องคนสนิท หรือว่าอยากป้ายความผิดให้ใครกันแน่?”


จิ้งอ๋องมองเฉินอ๋องเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม รู้สึกว่าเรื่องสนุกๆที่เกิดขึ้นในวันนี้ล้วนเป็นเจ้าสามที่คิดแผนเองแสดงเองทั้งสิ้น


“น้องหกพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของลูกสาวข้า เจ้าคิดว่าข้าจะวางแผนพวกนี้ขึ้นมาเพื่อลงมือกับคนของตัวเองอย่างนั้นหรือ?”


สีหน้าของเฉินอ๋องเย็นชาในบัดดล จากวาจาของจิ้งอ๋อง หากเขาคิดวิธีเหล่านี้ออกมา เขาก็คงจะโง่มาก


เหอจิ่วเหนียงกระซิบกับลู่ไป่ชวน “ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้ ข้าไม่ช่วยเจาะปากให้เขาซะก็ดี พูดจาน่าโมโหยิ่งนัก”


ลู่ไป่ชวนยิ้มเล็กน้อย แล้วยื่นมือไปโอบเอวนาง ยิ่งทำให้นางยืนดูเหตุการณ์ปะทะคารมของสองพี่น้องอ๋องสบายขึ้น


“ในเมื่อน้องหกอยากช่วยตรวจสอบคดีก็ไปดูเอาเองเถอะ ยากนักที่น้องหกจะเป็นห่วงเป็นใยข้าเช่นนี้ เอาละ นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้ารู้สึกเหนื่อย ขอตัวไปพักผ่อนก่อนล่ะ”


กล่าวจบเฉินอ๋องก็หันหลังเดินไปทันที และไม่ได้อธิบายอะไรให้ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงฟังเลยแม้แต่น้อย


จิ้งอ๋องยังไม่เข้าใจ จึงค่อนแคะตามที่ตัวเองเข้าใจ “นึกว่าวันนี้จะมีเรื่องสนุกๆน่าดูกว่านี้ซะอีก ที่แท้ก็แค่แผนการของใครบางคนที่จัดฉากละครขึ้นมา ชิ!”


เขาส่งเสียงเย้ยหยันออกมาก่อนจะเดินออกไป และไม่ได้สนใจลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงอีก


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถามคนข้างกาย “จิ้งอ๋องเป็นคนโง่เช่นนี้มาตลอดเลยหรือ?”


“อืม ไม่เช่นนั้นก็คงไม่โดนหลินอี้ผิงหลอกใช้มานานหลายปีถึงเพียงนี้”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก “ปะ เราไปหาท่านอ๋องกัน ดูว่าจะวางแผนเช่นไรต่อ”


เมื่อครู่เฉินอ๋องออกไปด้วยความโกรธก็เพื่อปัดรำคาญจิ้งอ๋องเท่านั้น ในฐานะที่เป็นลูกน้อง พวกเขาย่อมดูออกอยู่แล้ว


และแล้วก็เป็นดังคาด เฉินอ๋องและพระชายากำลังรอพวกเขาอยู่


“มากันแล้วหรือ ไหนพวกเจ้าวิเคราะห์หน่อย คิดว่าใครที่ส่งนักฆ่าพวกนี้มา?”


ตอนที่ 437: ต้องกินให้คุ้มหน่อย


เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าความคิดของตัวเอง “เห็นได้ชัดว่าเป็นหลินอี้ผิงเพ.คะ แต่หลินอี้ผิงไม่น่าจะโง่กล้าทำอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้กระมัง?”


“ใช่ หลินอี้ผิงสามารถวางแผนเล่นงานคนมากมายได้ เขาไม่ใช่คนโง่แน่นอน มีความเป็นไปได้สูงว่ามีคนรับทำเรื่องนี้แทนหลินอี้ผิงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของสองฝ่าย”


ลู่ไป่ชวนคิดเหมือนกับเหอจิ่วเหนียง คนที่อยู่เบื้องหลังคิดว่าพวกเขาเป็นคนโง่ แต่มันไม่ง่ายเพียงนั้นหรอก


เฉินอ๋องพยักหน้า แล้วถามต่อ “แล้วพวกเจ้าคิดว่าเป็นฝีมือของใคร?”


“อย่างไรก็ไม่ใช่จิ้งอ๋องแน่นอนเพ.คะ ข้าดูท่าทางของเขาแล้วก็เป็นแค่มือสมัครเล่น เมื่อครู่ยังอยากรอดูเรื่องสนุกๆอยู่เลย หากมองเผินๆอาจจะเป็น.องค์รัชทายาท หรือหากหลินอ๋องไม่ได้เป็นคนเดียวกับหลินอี้ผิง ก็อาจจะเป็นหลินอ๋องก็ได้ แต่เส้นทางของหลินอ๋อง ข้ารู้สึกว่าไม่ธรรมดาเลยเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงวิเคราะห์จากข้อสันนิษฐานของตัวเอง แล้วเอ่ยต่อ “แน่นอนว่าเราไม่ควรตัดประเด็นอื่นหรือว่าคนอื่นที่นอกเหนือจากนี้ทิ้ง ต้องระมัดระวังเอาไว้ทุกๆทาง แต่ทางด้านหลินอ๋อง ข้าต้องไปเยี่ยมเขาด้วยตัวเองสักหน่อยแล้ว เขาไม่สบายอยู่พอดีไม่ใช่หรือเพ.คะ ข้างกายท่านอ๋องมีหมอหญิงฝีมือเยี่ยมอยู่ทั้งคน ควรถือโอกาสนี้แสดงไมตรี กระชับความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสักหน่อยแล้วนะเพ.คะ”


เฉินอ๋องอึ้งไปเล็กน้อย ข้อนี้เขาคิดไม่ถึงเลย


“เจ้าหมายความว่า เจ้าจะไปดูที่จวนหลินอ๋องเองว่าเขาใช่หลินอี้ผิงหรือไม่อย่างนั้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ถ้าให้รอเขาโผล่หัวออกมาเองเกรงว่าจะช้าเกินไป ข้าไม่ได้มีความ.อดทนถึงเพียงนั้น อยากรีบจัดการเรื่องพวกนี้ให้เสร็จ จะได้กลับจิงโจว ป่านนี้โก่วเอ๋อร์ลูกข้าคงเป็นห่วงแย่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเรื่องของอ๋องพวกนี้เลยจริงๆ แต่กับหลินอี้ผิง คนผู้นี้มายุ่งวุ่นวายกับนางหลายครั้งหลายคราแล้ว ทั้งยังทำร้ายสามีนางปางตายด้วย หากไม่จัดการเขา หัวใจของนางไม่มีทางปล่อยวางได้แน่ ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องของหลินอี้ผิงก็เป็นภารกิจของพวกลู่ไป่ชวนอยู่แล้ว นางเองในฐานะคู่คิดคู่ชีวิต และมีความสามารถอยู่พอดี ก็ต้องช่วยสามีสักหน่อย เรื่องนี้นางช่วยอย่างเต็มใจ แต่หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในวันหน้า ก็คงต้องดูอารมณ์ของนางก่อน


ที่สำคัญที่สุด ที่นางกล่าวเช่นนี้ออกไป ก็จงใจบอกเป็นนัยกับเฉินอ๋องด้วยว่า นางจะช่วยแค่ครั้งนี้ อย่าได้มอบความหวังทุกอย่างหลังจากนี้ไว้ที่นาง


เฉินอ๋องไม่ใช่คนโง่ รู้ว่าวาจาของนางหมายความว่าอย่างไร เขาจึงยิ้มพลางกล่าว “อืม อันที่จริงลูกก็ไม่ควรอยู่ห่างจากพ่อแม่เหมือนที่เจ้าว่า”


เขาเคยมีความคิดที่จะให้เหอจิ่วเหนียงมาทำงานกับเขา แต่ก็ต้องคำนึงถึงความยินยอมของนางด้วย หากนางไม่ยินยอม เขาย่อมไม่บังคับ


แต่อย่างไรเสีย ถึงแม้นางจะไม่ยินยอม แต่ลู่ไป่ชวนก็เป็นคนของเขา หากมีเรื่องจำเป็นที่ต้องให้นางช่วยจริงๆ นางไม่มีทางนั่งดูเฉยๆโดยไม่ทำอะไรเป็นแน่


เห็นเฉินอ๋องไม่มีท่าทีที่จะบังคับนาง เหอจิ่วเหนียงจึงรู้สึกสบายใจมาก เรื่องเช่นนี้มันต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย และตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เมื่อมีอะไรจึงกล้าที่จะบอกโดยไม่รู้สึกอึดอัด และสิ่งที่นางพูดนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมและมีเหตุผลที่สุดแล้ว


“ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็คงต้องไปที่จวนหลินอ๋องสักหน่อยแล้ว ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าห้าที่ภายนอกดูไม่สนใจเรื่องในราชสำนัก ความจริงจะเป็นเหมือนที่เห็นหรือไม่”


เฉินอ๋องกำหมัดแน่น คนที่เขาสงสัยตลอดมา หนึ่งในนั้นไม่เคยมีหลินอ๋องอยู่เลย เพราะหลินอ๋องวางตัวเป็นคนเรียบง่ายมาตั้งแต่เด็ก อยากอยู่เฉยๆสงบๆ ทำตัวสบายๆอิสระล่องลอยราวกับเมฆ หากทุกอย่างพลิกตาลปัตรจริง นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีแผนการที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ได้


และที่สำคัญที่สุด เขายังจงใจไปหลอกเจ้าหก หลอกใช้ให้เจ้าหกเป็นคนทำเรื่องต่างๆ


น่ารังเกียจเกินไปแล้ว!


“เพ.คะ/พ่ะย่ะค่ะ”


สองสามีภรรยาลู่ตอบรับ จากนั้นก็ออกไปจากจวนเฉินอ๋อง


บัดนี้ล่วงเข้าสู่ยามรัตติกาล ท้องฟ้ามืดสนิท พอออกมาจากประตูจวน เหอจิ่วเหนียงก็ยืดแขนบิดขี้เกียจ ก่อนจะเอามือลูบพุงป่องๆของตัวเอง แล้วเอ่ย “อิ่มจริงๆ!”


“วันนี้ก็คงมีแต่เจ้าแล้วที่กินอิ่ม ฮ่าๆๆ!”


ลู่ไป่ชวนยื่นมือไปจับหน้าท้องของนาง อืม พุงเต่งจริงๆด้วย


“ก็นี่งานเลี้ยง งานเลี้ยงก็มาเพื่อกินไม่ใช่หรือ อีกอย่าง ข้าก็มอบของขวัญไปแล้ว ต้องกินให้คุ้มหน่อยสิ”


สีหน้าหญิงสาวเต็มไปด้วยความมั่นใจว่าตัวเองทำถูกแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าการนั่งกินน่องไก่สบายๆ ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้นจะมีอะไรไม่เหมาะสม


“เกรงว่าเจ้าคงกินไม่คุ้ม”


ลู่ไป่ชวนส่ายหน้าอย่างทอดถอนใจ แล้วเอ่ยต่อ “เพราะอาภรณ์ไข่มุกนั่นก็แพงมากทีเดียว”


คำพูดของเขาทำเอาเหอจิ่วเหนียงถึงกับหัวเราะพรืด ยกมือตีไหล่เขาหนึ่งที ไม่นึกเลยว่าผู้ชายคนนี้จะรู้จักเล่นมุกเป็นกับเขาด้วย!


ทั้งสองหยอกล้อกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นลู่ไป่ชวนก็กล่าว “วันนี้ดึกแล้ว พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไปเถอะ คิดว่าหลินอ๋องก็คงไม่ได้ป่วยจริงๆ ไม่ต้องรีบหรอก”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวทันที “พรุ่งนี้ตอนเที่ยงค่อยไปแล้วกัน เช้าปานนั้นข้าลุกไม่ไหวหรอกนะ”


“ก็ได้ เอาตามที่เจ้าว่า”


กล่าวจบลู่ไป่ชวนก็ช่วยประคองหญิงสาวขึ้นรถม้า ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงจะบอกว่าไม่เป็นไร นางกระโดดขึ้นเองได้ แต่พอคิดๆดูแล้ว นางวางท่าบอบบางน่าทะนุถนอมเพื่อให้โอกาสลู่ไป่ชวนดีกว่า


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลย เพื่อผู้ชายคนหนึ่ง ตัวตนของนางถึงกับเปลี่ยนแปลงไปได้มากถึงเพียงนี้


แต่ไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้น นางชอบตัวเองในตอนนี้มาก ถึงอย่างไรนางก็ชอบความรู้สึกที่ถูกคนดูแลและตามใจ

.......


วันต่อมา ในยามเที่ยง 


สองสามีภรรยาลู่กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทางไปที่จวนหลินอ๋อง พร้อมกับนำเทียบเยี่ยมจากจวนเฉินอ๋องไปด้วย ทั้งสองไปเยี่ยมในนามของเฉินอ๋อง


คนเฝ้าประตูจวนหลินอ๋องเห็นทั้งสองดูไม่ธรรมดา จึงถามด้วยความตึงเครียด “พวกท่านมาที่นี่มีเรื่องอะไรหรือ?”


ลู่ไป่ชวนตอบ “ท่านเฉินอ๋องได้ยินว่าท่านหลินอ๋องประชวร จึงเชิญท่านหมอเหอมาตรวจอาการให้ท่านหลินอ๋อง ท่านหมอเหอมีวิชาแพทย์ขั้นสูง รับประกันว่าสามารถช่วยรักษาท่านหลินอ๋องให้หายได้แน่นอน”


คนเฝ้าประตูได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับทันที “ช่างบังเอิญยิ่งนัก ท่านหลินอ๋องออกจากจวนไปตั้งแต่เช้าแล้ว บอกว่าสุขภาพไม่ค่อยดี ต้องการพักผ่อนเงียบๆ สงบกายสงบใจ ขอบพระทัยสำหรับความห่วงใยของท่านเฉินอ๋อง แต่ตอนนี้ท่านหลินอ๋องไม่อยู่ ต้องขอโทษท่านทั้งสองแล้วที่มาเสียเที่ยว”


ทั้งสองคาดไม่ถึงว่าหลินอ๋องจะไหวตัวเร็วเช่นนี้ “โอ้ ช่างบังเอิญยิ่งนัก!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “แต่ว่าพวกเราได้รับมอบหมายคำสั่งจากเจ้านายมาแล้ว อีกทั้งท่านเฉินอ๋องกังวลมาก กำชับพวกเราอย่างเด็ดขาด เช่นนั้นคฤหาสน์ตากอากาศของท่านหลินอ๋องอยู่ที่ใดหรือ พวกเราจะได้ไปตรวจดูอาการตอนนี้เลย รีบรักษาให้หายไวๆ พวกเราจะได้กลับไปรายงานพระองค์ได้”


คนเฝ้าประตูมีสีหน้าลำบากใจ “เอ่อ… คงไม่ดีกระมัง ท่านอ๋องก็บอกแล้วว่าอยากพักผ่อนเงียบๆ สงบกายสงบใจ”


“พักผ่อนสงบๆก็เป็นเรื่องที่จำเป็นจริงๆ แต่พวกเราไม่ได้ไปสร้างปัญหาเสียหน่อย แค่ไปตรวจอาการป่วยให้ท่านอ๋อง ช่วยบรรเทาอาการป่วยให้ทุเลาลง ดังนั้นไม่เพียงแค่ไม่ไปก่อเรื่อง แต่ยังไปเพื่อช่วยเขาอีกด้วย เจ้าว่าถูกต้องหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงสบตากับคนเฝ้าประตูด้วยสายตาอ่อนหวาน นี่เป็นครั้งแรกที่คนเฝ้าประตูถูกสตรีที่งดงามปานเทพธิดายิ้มให้ตน หัวใจเขาพลันเต้นแรงขึ้น รู้สึกสมองวิงเวียนเล็กน้อย จนเผลอพยักหน้าไปโดยไม่รู้ตัว “ใช่ๆ แม่นางพูดมีเหตุผล!”


ส่วนลู่ไป่ชวนหน้าเขียวคล้ำด้วยความไม่พอใจ ดึงเหอจิ่วเหนียงไปอยู่ข้างหลัง จากนั้นถามคนเฝ้าประตู “เช่นนั้นก็บอกที่อยู่คฤหาสน์มา”


ในใจคนเฝ้าประตูรู้สึกไม่ค่อยเหมาะสม แต่ก็รู้สึกว่าที่โฉมงามพูดมาเมื่อครู่ก็ถูก เมื่อลองชั่งน้ำหนักแล้ว สุดท้ายจึงบอกที่อยู่ไป


ทั้งสองขึ้นรถม้าจากไปทันที


บนรถม้า สีหน้าของลู่ไป่ชวนบัดนี้บูดบึ้งมาก


“ท่านเป็นอะไรไป รู้ที่อยู่แล้วไม่ดีใจหรือ?”


“ดีใจไม่ออก”


“ทำไมกัน?”


ลู่ไป่ชวนมองใบหน้าสดใสร่าเริงของอีกฝ่าย ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังพูดไม่ออก


เขาไม่รู้ว่าจะพูดเช่นไรดี เขาต้องพูดออกไปว่า ‘ก็เพราะนางรูปร่างหน้าตางดงามมากเกินไป จนเป็นที่สะดุดตาสะดุดใจของใครต่อใครไปซะหมด’ อย่างนั้นหรือ?


หรือจะบอกว่า ‘เขาไม่พอใจที่คนอื่นมองนาง’ อย่างนั้นหรือ?


สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของนางเลย เขามีเหตุผลอะไรถึงต้องโกรธนางล่ะ?


ใช่ เขาไม่ได้โกรธ แค่รู้สึกไม่พอใจก็เท่านั้น หากไม่ใช่เพราะมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ เมื่อครู่เขาคงซัดเบ้าตาคนเฝ้าประตูนั่นไปแล้ว!


ตอนที่ 438: นี่เรียกว่ารักและตามใจภรรยาหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงเห็นสีหน้าบึ้งตึงของคนข้างๆ ทันใดนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา และถามเย้าแหย่ “นี่ท่านหึงหรือ?”


“เปล่า”


“เฮ้อ ปากแข็งจริงๆนะ”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางหยอกล้อเขา “มีอะไรให้น่าหึงกัน เขาก็ทำได้แค่มองเท่านั้นแหละ หากใครอยากมอง ท่านก็ห้ามคนเขาไม่ได้อยู่ดี อีกอย่าง การที่ข้ารูปร่างหน้าตาดีก็เรียกว่าเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ท่านดูสิ เมื่อครู่ก็เพราะคนเฝ้าประตูหลงความงามของข้าไม่ใช่หรือ ถึงยอมบอกที่อยู่เรามา”


ลู่ไป่ชวนฟังเงียบๆ ในใจคิด …อืม ก็จริง


ถึงแม้ในใจยังรู้สึกกระเง้ากระงอด แต่ลู่ไป่ชวนก็เป็นคนมีเหตุผล ที่ภรรยาเขาพูดมาก็ไม่ผิด อีกอย่าง การที่นางรูปร่างหน้าตาดีก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้


ลู่ไป่ชวนดึงมือนางมาวางบนหน้าตักตัวเอง มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ ไม่ต้องพูดอะไรเหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจความหมายของเขาได้


และนี่เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงชื่นชมในตัวเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกคือเขาจะไม่ตำหนิคนข้างกาย และเขาจะวิเคราะห์เรื่องราวหรือสถานการณ์นั้นๆอย่างมีเหตุผล จากนั้นถึงจะเริ่มหาปัญหาจากตัวเองก่อน


หากปัญหาเกิดจากตัวเองเขาก็จะแก้ไข หากปัญหามาจากคนอื่น เขาก็จะช่วยจัดการ สรุปก็คือ จะไม่กล่าวหาคนข้างกายอย่างไม่มีเหตุผลเด็ดขาด


แต่กับเหอจิ่วเหนียงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น บางทีรู้ทั้งรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงทำไม่ถูก เขาก็ยังไม่ตำหนินางเลย เพราะเขาถือคติที่ว่า ‘ทุกอย่างที่ภรรยาทำล้วนถูกเสมอ’


เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ดีมาก จึงขยับตัวพิงไหล่เขา แล้วเอ่ย “จากจิงโจวมานานแล้ว คิดถึงลูกจัง ตอนนี้อาจารย์คังก็น่าจะเข้าร่วมการสอบแล้วกระมัง ไม่รู้ว่าสอบเป็นเช่นไรบ้าง”


ตอนที่คังซิ่วไฉเข้าเมืองหลักของจิงโจวมาก็ใกล้กับช่วงเวลาของการสอบแบบแทบกระชั้นชิด ดังนั้นทันทีที่เขามาถึง ก็ต้องเก็บตัวเพื่อเตรียมตัวเข้าสอบเพียงอย่างเดียว ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว


เขาย่อมอยากใช้เวลาในการทบทวนให้มากกว่านี้ แต่ก่อนหน้านี้เขาติดภารกิจดูแลสำนักศึกษา จะปิดสำนักศึกษาไปดื้อๆ โดยไม่จัดการให้เรียบร้อยก่อนไม่ได้ มิฉะนั้นจะรู้สึกผิดต่อเด็กๆ และผู้ปกครองที่สนับสนุนเขามาตลอด


แต่คังซิ่วไฉก็มีความมั่นใจในการสอบครั้งนี้มาก แม้หลายปีที่ผ่านมาเขายังสอนหนังสือมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งการทบทวบความรู้เลย หากมีเวลาว่างก็จะอ่านตำรา บางตำราก็อ่านทบทวนวนซ้ำหลายๆรอบ


ทุกครั้งก็จะมีวิธีการคิดการอ่านที่แตกต่างกันไป และจะจดบันทึกเอาไว้ ทั้งได้ทบทวนและได้รับความรู้ใหม่ๆอีกด้วย


อันที่จริงลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้เข้าใจสถาการณ์ของคังซิ่วไฉมากนัก แต่เป็นเพราะเด็กๆในครอบครัวชื่นชอบอาจารย์ท่านนี้มาก และก่อนหน้านี้ก็เคยไปกินข้าวที่บ้านเขาด้วย จึงพอได้รู้จักเขาบ้าง


ตอนนี้ได้ยินภรรยาพูดถึงบุรุษอื่นขึ้นมา เขาจึงรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นภรรยาเขาคงไม่พูดถึงเป็นพิเศษเช่นนี้


“คนที่ได้รับคำชมจากเจ้าได้ ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน”


คิดไปคิดมา เขาจึงเอ่ยออกไป


“ฮ่าๆๆ เหตุใดช่วงนี้ท่านถึงชอบประจบประแจงข้านักนะ?”


เหอจิ่วเหนียงก็แค่คิดอะไรเพลินๆ แล้วก็พูดไปเรื่อย ไม่ได้จริงจังอยากได้คำตอบขนาดนั้น ไม่คิดว่าเขาจะตั้งใจตอบเช่นนี้ หรือนี่ที่เรียกว่ารักและเอาใจภรรยา


“ข้าประจบประแจงหรือ?” ลู่ไป่ชวนมองคนตรงข้ามด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน “แล้วที่ข้าพูดไม่จริงหรืออย่างไร?”


“อ้อ จริงสิ จริงแท้แน่นอน ท่านพูดถูกต้องเลยแหละ! แต่ข้าเองก็คิดว่า อาจารย์คังน่าจะทำได้ไม่มีปัญหา หลายปีที่ผ่านมาถึงเขาจะเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ก็พยายามศึกษาตำรามาโดยตลอด ดังนั้นข้าจึงมั่นใจที่จะส่งเด็กๆไปเรียนกับเขา”


เมื่อพูดถึงคังซิ่วไฉ เหอจิ่วเหนียงก็มีเรื่องให้พูดต่อ นางเล่าเรื่องให้ลู่ไปชวนฟัง “ตอนนั้นครอบครัวเราเพิ่งมาถึงจิงโจว ตอนที่ข้าไปเดินซื้อของ ก็เห็นว่าสำนักศึกษาซงเฮ่อกำลังเปิดรับสมัครนักเรียนอยู่พอดี จึงเดินเข้าไปดูเหตุการณ์ ได้ยินคนแถวนั้นชื่มชมอาจารย์คังกันไม่หยุดปากว่าเขาเป็นคนดี ข้าก็เลยลงชื่อสมัครเรียนให้พวกหูจื่อ หลังจากนั้นก็เห็นว่าเขาสอนได้ดีมากจริงๆ มีความรู้อย่างลึกซึ้ง อุปนิสัยก็ดีมาก มีความ.อดทนต่อเด็กๆสูง ดังนั้นข้าก็เลยรักษาอาการป่วยให้เขา”


ลู่ไป่ชวนฟังนางอย่างตั้งใจ ในที่สุดก็จับใจความสำคัญได้ “เจ้าหมายความว่า เจ้าเห็นว่าเขาเป็นอาจารย์ที่ดีท่านหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจรักษาโรคให้เขาอย่างนั้นหรือ?”


“ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะรักษาให้เขาโดยไม่มีเหตุผลทำไมกันล่ะ ถึงท่านสุภาพสตรีซุนมักจะบอกว่าข้าเป็นคนโง่เง่า ชอบทำเรื่องไม่เป็นเรื่องก็เถอะ แต่ความจริงข้าไม่ใช่คนแบบนั้นซะหน่อย ข้าทำสิ่งใดล้วนมีเหตุผลทั้งนั้น”


เหอจิ่วเหนียงทำเสียงฮึดฮัดด้วยความภาคภูมิใจ และเอ่ยต่อ “เฮ้อ ข้าจากจิงโจวมานานปานนี้ ท่านสุภาพสตรีซุนต้องคิดถึงข้าแล้วเป็นแน่ ไม่รู้ตอนนี้นางกำลังทำอะไรอยู่”


ลู่ไป่ชวนยิ้มอย่างจนปัญญา เห็นๆกันอยู่ว่านางต่างหากที่คิดถึงท่านแม่ แต่กลับบอกว่าท่านแม่คิดถึงนางเสียได้


แต่จะว่าไป ความสัมพันธ์ของมารดาและภรรยาเขาดีมากทีเดียว นางห่างบ้านมานานเพียงนี้ คาดว่าท่านแม่เองก็คิดถึงนางแล้วเหมือนกัน


“ลำบากเจ้าแล้ว อันที่จริงเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับเจ้าเลย”


“หลินอี้ผิงน่ะ เดิมทีข้าก็สงสารเขานะ อุตส่าห์ช่วยรักษา…ก็เพื่อเงินด้วยนั่นแหละ แต่เขากลับสร้างปัญหาวุ่นวายเสียอย่างนั้น ในเมื่อไม่เลิกรา ข้าก็ขอจัดการกับเขาเอง ท่านไม่ต้องคิดมากหรอก”


เหอจิ่วเหนียงยู่ปาก นึกเสียใจทีหลังที่ตอนนั้นเก็บเงินค่ารักษาหลินอี้ผิงน้อยเกินไป


“นายท่านสาม ฮูหยิน ถึงแล้วขอรับ”


ขณะที่ทั้งสองพูดคุยกัน น้ำเสียงอ่อนโยนของคนบังคับรถม้าก็ดังขึ้นมาจากด้านนอก


รถม้าค่อยๆหยุดลงช้าๆ 


เหอจิ่วเหนียงเปิดม่านรถม้าดูบรรยากาศด้านนอก พบกับคฤหาสน์ลึกลับพิศวงตรงหน้า ที่ตั้งของคฤหาสน์นับว่าเปลี่ยวมากทีเดียว


ทั้งสองลงจากรถม้า เหอจิ่วเหนียงกล่าวกับคนบังคับรถม้า “เจ้าไปหาที่ปลอดภัยรอก่อน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จำไว้ว่าอย่าออกมา ไม่อย่างนั้นหากเกิดการต่อสู้ขึ้นมา พวกเราอาจช่วยเจ้าไม่ทัน”


แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดการต่อสู้ขึ้นหรือไม่ แต่ก็ต้องเตือนเอาไว้ก่อน นางไม่อยากทำให้คนบังคับรถม้าต้องมารับเคราะห์โดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่


คนบังคับรถม้าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบพยักหน้า “ขอรับ!”


ทั้งสองเดินไปเคาะประตู แนะนำตัวและบอกความประสงค์เหมือนที่บอกกับคนเฝ้าประตูจวนหลินอ๋องก่อนหน้านี้ ทว่าคนเฝ้าประตูผู้นี้ไม่ได้หลอกง่ายเหมือนคนก่อน ได้ยินพวกเขาบอกว่าเป็นคนที่เฉินอ๋องส่งมา ก็ทำสีหน้าเคร่งขรึมทันที “ท่านอ๋องหลับไปแล้ว เชิญทั้งสองกลับไปเถอะ”


กล่าวจบก็จะปิดประตูทันที แต่ถูกลู่ไป่ชวนผลักประตูต้านเอาไว้ได้ก่อน


“นี่พวกเจ้าคิดจะทำอะไร!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีพลางกล่าว “เมื่อครู่พวกเราก็บอกแล้วอย่างไรว่าจะมาตรวจอาการป่วยและรักษาให้ท่านหลินอ๋อง โปรดไปรายงานสักหน่อยเถอะ”


ตอนที่ 439: หรือท่านอยากให้ข้าเรียกว่าคุณชายหลิน


คนเฝ้าประตูเห็นว่าคนทั้งสองรับมือได้ยากก็ลอบกลืนน้ำลาย จนสุดท้ายก็ยอมอ่อนข้อให้ “ข้าจะเข้าไปรายงานเดี๋ยวนี้”

......


ขณะนี้หลินอ๋องกำลังระบายโทสะอย่างหนัก คนกลุ่มหนึ่งคุกเข่าลงแทบเท้า ทุกคนก้มหน้าไม่กล้าเปล่งเสียงใดทั้งสิ้น


“พวกเจ้าบอกข้ามาซิว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ข้าเลี้ยงพวกเจ้ามาทำไม หากรู้ตั้งแต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ตอนนั้นข้าน่าจะทิ้งให้พวกเจ้าตายระหว่างทางไปเสีย!”


สิ้นเสียง เขาคว้ากาน้ำชาเขวี้ยงลงบนพื้นด้วยความคลุ้มคลั่ง เศษกระเบื้องกระเด็นถูกร่างกายและใบหน้าของบรรดาลูกน้อง บางคนถึงกับเลือดตกยางออก แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมา เพราะพวกเขาทำงานไม่ได้เรื่องจริงๆ ถูกคนของเฉินอ๋องสยบได้ทุกครั้ง


“คิดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นของเฉินอ๋อง! ส่วนเรื่องชาติกำเนิดของนาง ข้าให้พวกเจ้าไปสืบมาหลายต่อหลายครั้งแล้วพวกเจ้าตอบข้าเช่นไรฮะ! ทำงานอื่นไม่ได้เรื่องก็ช่าง แต่แค่ให้สืบข้อมูลก็ยังสืบมาผิด สมองของพวกเจ้าโดนสุนัขกินไปแล้วหรืออย่างไร!”


…ใช่แล้ว…


หลินอี้ผิงก็คือหลินอ๋อง และหลินอ๋องก็คือหลินอี้ผิงนั่นเอง


เขาเป็นคนคมในฝัก ซ่อนเร้นความสามารถมานานหลายปี แน่นอนว่าทั้งหมดที่ทำไปเพื่อได้นั่งบนตำแหน่งนั้น ทุกคนก็เป็นอ๋องเหมือนกัน ในเมื่อทุกคนอยากแย่งชิง แล้วเหตุใดเขาจะไม่อยากแย่งชิงบ้าง


แค่เพราะมารดาของเขามีชาติกำเนิดต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ


คนอย่างเขาไม่เคยเชื่อในเรื่องโชคชะตามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หากอยากได้ตำแหน่งนั้นก็ต้องอาศัยมันสมองของตัวเอง


เขาคิดมาตลอดว่าแผนการทุกอย่างที่ตนเองวางไว้ล้วนอยู่ในความควบคุมของเขา แม้แต่เฉินอ๋องก็คิดว่าเขาเป็นคนไม่แก่งแย่งกับใคร ทั้งยังคิดจะอยู่ข้างเขาอีกด้วย ตราบใดที่เขาแสดงได้ดีพอ ก็จะไม่มีใครจับเขาได้


รอหลังจากงานใหญ่สำเร็จก็จะสร้างฉากว่าหลินอี้ผิงตายไปแล้ว บนโลกใบนี้จะไม่มีคนชื่อหลินอี้ผิงอีกต่อไป ส่วนเขาก็จะได้นั่งบัลลังก์มังกรอย่าง.งดงาม


แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า แผนการทั้งหมดจะล้มเหลวด้วยเงื้อมมือของสตรีคนหนึ่ง


เหอจิ่วเหนียง!


โรคเรื้อรังของเขาที่เป็นมานานหลายปี ถูกเหอจิ่วเหนียงรักษาให้หายได้อย่างง่ายดาย เขาเลื่อมใสในความสามารถของสตรีคนนี้ จึงคิดแผนการร้อยแปดเพื่อจะดึงนางมาเป็นพวกให้ได้…คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ขโมยไก่ไม่ได้แถมยังเสียข้าวสารอีกกำมือ ทำให้สตรีผู้นั้นจับพิรุธจนได้! ทำให้เขาที่เป็นถึงอ๋องผู้สง่าผ่าเผยต้องคอยหลบซ่อนตัวอยู่นอกเมือง ใช้ชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนี้


“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ สตรีผู้นั้นซ่อนเร้นได้ลึกมาก พวกเรา…”


“หุบปาก! มาถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังจะแก้ตัวอีกหรือ! เพราะพวกเจ้ามันโง่! ไปตายซะ! ไปตายให้หมด!”


บันดาลโทสะจบเขาก็ชักกระบี่ยาวออกมา จะตัดศีรษะลูกน้องที่คุกเข่าเหล่านี้ แต่ทันใดนั้น คนเฝ้าประตูก็เข้ามารายงานอย่างรีบร้อน “ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ข้างนอกมีชายหญิงคู่หนึ่งมา บอกว่าเป็นหมอที่ท่านเฉินอ๋องส่งมา ได้ยินว่าท่านอ๋องป่วยก็เลยจะมาตรวจโรครักษาให้พ่ะย่ะค่ะ”


“ชายหญิงคู่หนึ่งอย่างนั้นหรือ รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร?”


หลินอ๋องสงบสติอารมณ์ลง โยนกระบี่ยาวในมือลงบนพื้น และกลับไปนั่งยกชาขึ้นมาจิบ


“ผู้ชายสวมหน้ากากเหล็ก ส่วนผู้หญิงรูปร่างหน้าตางดงามมากพ่ะย่ะค่ะ ดูท่าทางฝีมือเก่งกาจทีเดียว ข้าน้อยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเข้ามารายงาน…”


ได้ยินดังนั้น ใบหน้าของหลินอ๋องก็ซืดเผือดทันที เขาอุตส่าห์หนีมาหลบถึงที่นี่แล้ว ยังจะตามมาอีก!


เช่นนั้นก็อย่าหาว่าเขาลงมืออย่างโหดเหี้ยมก็แล้วกัน!


“ไม่ต้องรายงานแล้ว พวกเรามาแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงเยื้องย่างเข้ามาอย่างช้าๆสบายๆ เอามือไพล่หลัง ส่วนลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆมีท่าทีเคร่งขรึม


“คนที่พี่สามส่งมาช่างน่าสนใจยิ่งนัก บุกเข้ามาในที่ของข้าอย่างไร้มารยาทไม่พอ เห็นข้าแล้วยังไม่คุกเข่าอีก ทำไม พวกเจ้าคิดว่าข้าป่วยแล้วจะข่มข้าอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ”


กล่าวจบเขายังแสร้งไอคอกๆแคกๆ ท่าทางราวกับคนป่วยระยะสุดท้ายก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปโดยไม่สนใจสิ่งใด รินชาให้ตัวเองหนึ่งจอก แล้วยกขึ้นดื่ม ก่อนจะเอ่ยออกมา “ท่านอ๋องเลิกแสดงละครได้แล้ว การแสดงของท่านมันห่วยยิ่งนัก…เอ๊ะ หรือท่านอ๋องอยากให้ข้าเรียกท่านว่า ‘คุณชายหลิน’ ดี?”


นางเปลี่ยนเรื่องรวดเร็ว อย่าว่าแต่หลินอ๋องเลย แม้แต่ลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆก็ยังตกใจ


สมองของภรรยาเขาไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะคาดเดาได้


“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ หากข้าจำไม่ผิด นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกัน”


หลินอ๋องเป็นคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ เผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้เขาไม่แม้แต่จะตื่นตระหนกเลย


แน่นอนว่า เล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้ สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วไม่ใช่ปัญหาเลย


“ท่านอ๋องเลิกบ่ายเบี่ยงได้แล้ว ตอนที่ข้ารักษาโรคให้ท่าน ในยาที่ข้าใช้มีกลิ่นพิเศษบางอย่าง นั่นเป็นยาที่ข้าปรุงเองกับมือเลยนา ข้าย่อมจำกลิ่นได้อยู่แล้ว หากวันนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกัน แล้วเหตุใดบนตัวท่านถึงมีกลิ่นยาของข้าได้ล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางยิ้มเย้ยหยัน หลินอ๋องผู้นี้ช่างน่าขันยิ่งนัก


อยากแย่งชิงบัลลังก์ก็แย่งชิงไปสิ เขาเองก็มีฐานะเป็นอ๋องอยู่แล้ว ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีโอกาสตลอด เหตุใดต้องทำเรื่องหลบๆซ่อนๆเช่นนี้ด้วย


หลินอ๋องตัวสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาคิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะมีความสามารถถึงขั้นนี้


คนที่มีความสามารถเช่นนี้ หากเป็นคนของเขาก็คงดี!


แต่ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว นางถูกเฉินอ๋องเอาไปเป็นพวกแล้ว ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ไม่มีประโยชน์


“ใช่ ข้าคือคนที่พวกเจ้ากำลังตามหา แล้วอย่างไร? พวกเจ้าคิดว่าทุกคนจะเชื่อข้า หรือเชื่อคนที่ไร้ยศไร้ชื่อเสียงเรียงนามอย่างเจ้าล่ะ พวกเจ้าจะพิสูจน์อย่างไรว่าสิ่งที่พวกเจ้าพูดทั้งหมดเป็นความจริง?”


หลินอ๋องพูดพร้อมกับร่นตัวถอยหลัง เพื่อหาโอกาสหลบหนี


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้ท่านอ๋องเป็นกังวลหรอก ก่อนหน้านี้ข้าเคยเตือนท่านแล้วว่าอย่ามายุ่งวุ่นวายกับข้าและคนในครอบครัวข้า แต่ท่านก็ไม่ฟังกันเลย ท่านวางกับดักสามีข้า แถมยังคิดจะเอาชีวิตเขาอีก แค่เรื่องนี้ข้าก็ไม่อาจปล่อยท่านไปได้แล้ว”


น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงราบเรียบมาก แต่ทุกคำที่กล่าวออกมาล้วนเต็มไปด้วยจิตสังหาร หลินอี้ผิงเองก็สัมผัสได้อย่างลึกซึ้ง


ตอนที่ 440: เดินหน้าและดูสถานการณ์ต่อไป


แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังวางท่าเหนือกว่า “เจ้าคิดว่าแค่เจ้าจะสามารถทำอะไรข้าได้อย่างนั้นหรือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าลอบทำร้ายอ๋องจะมีโทษสถานใด?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา “ใครบอกว่าข้าลอบทำร้ายท่านกัน ข้าก็แค่ได้รับคำสั่งจากเฉินอ๋องให้มารักษาอาการป่วยให้ท่านเท่านั้นเอง”


หลินอ๋องมีสถานะสูงส่ง เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถึงขั้นรีบร้อนจะเอาชีวิตเขาในตอนนี้


หากจะเอาชีวิตเขานั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แต่ในอนาคตอาจทำให้ครอบครัวตัวเองต้องเดือดร้อนได้ ดังนั้นจึงต้องคิดให้ดีก่อนลงมือ


ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ หลินอ๋องก็โล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง เดิมทีคิดว่านางจะเอาชีวิตเขาวันนี้เสียอีก ตอนนี้ดูท่าแล้วนางไม่กล้าผลีผลามจัดการกับเขาง่ายๆ


ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ นางก็ทำอะไรเขาไม่ได้


“ข้าสบายดี ไม่จำเป็นต้องรบกวนเจ้า”


เขาตะคอกกลับ แต่ความจริงเขาแทบไม่มีความมั่นใจ


เผชิญหน้ากับสตรีผู้นี้ทีไร เขารู้สึกหวาดผวาตลอด


ลู่ไป่ชวนกล่าว “กระหม่อมเห็นท่านอ๋องสบายดีเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นต้องขอตัวกลับไปรายงานท่านเฉินอ๋องก่อนว่าท่านอ๋องไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นท่านเฉินอ๋องจะเป็นกังวลเอาได้”


จุดประสงค์ที่มาในวันนี้ก็เพื่อมาดูให้เห็นกับตาว่าหลินอ๋องคือหลินอี้ผิงจริงหรือไม่ ตอนนี้เมื่อได้รับคำตอบแล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ


ก่อนไป เหอจิ่วเหนียงเอ่ยเตือนเจ้าบ้านด้วยความหวังดี “หน้ากากเช่นนั้นมันมีพิษนะ ท่านอ๋องเลิกสวมซะเถอะ ไม่อย่างนั้นอาจตายโดยไม่รู้ตัวได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าคงเสียใจแย่”


ตายง่ายเกินไป นางคงเสียใจแย่


หลินอ๋องตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ จับจ้องเหอจิ่วเหนียงด้วยความโกรธแค้น จนแทบอยากจับนางมาสับเป็นชิ้นๆ


ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงถามขึ้น “เฉินอ๋องตอบแทนพวกเจ้าเท่าไร ข้าจะให้พวกเจ้าสองเท่า!”


“โอ้!”


เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากอีกฝ่าย นางอดที่จะเอ่ยอย่างทอดถอนใจไม่ได้จริงๆ “ท่านอ๋องอยากซื้อตัวพวกเราอย่างนั้นหรือ เฮ้อ คิดว่าพวกเราขัดสนเงินทองมากนักหรืออย่างไร”


“หรือไม่จริง? พวกเจ้าเกิดมาต่ำต้อย อยู่รับใช้เฉินอ๋องก็เพราะอยากยกสถานะตัวเองไม่ใช่หรือ เรื่องพวกนั้นข้าก็ให้พวกเจ้าได้เหมือนกัน!”


หลินอ๋องคิดว่าสิ่งที่ตนเองพูดไปไม่ผิด ครอบครัวของพวกเขายังทำการค้าหาเลี้ยงชีพกันอยู่เลย ชีวิตที่ต้องออกไปหาเช้ากินค่ำ จะสู้ชีวิตที่นั่งเสวยสุขอย่างเขาได้อย่างไร


“จุๆๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าได้เห็นคนขี้ขลาดขนาดนี้! ขอร้องพวกเราไปด้วย ดูถูกพวกเราว่าต่ำต้อยไปด้วย ต่ำต้อยเพียงใดหรือ แล้วต่ำต้อยอย่างไรกัน? กลับกัน แล้วท่านล่ะ จะสูงศักดิ์สักแค่ไหนกันเชียว? แล้วต่อให้ท่านสูงศักดิ์มากแล้วอย่างไร ดูตอนนี้สิ ยังต้องทนมองหน้าข้า พูดกับข้า ขอร้องให้ข้าช่วยทำงานให้ท่านอยู่เลยไม่ใช่หรือ!”


เหอจิ่วเหนียงเบะปากดูถูก เอาคืนอย่างไม่เกรงใจ


“คนชั้นต่ำ!”


หลินอ๋องเริ่มทนไม่ไหวแล้ว เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ หากไม่ใช่เพราะมีลูกน้องคอยห้าม เขาคงควบคุมตัวเองไม่ได้ พุ่งเข้าไปจัดการนางแล้ว


“ต่อให้ชั้นต่ำกว่านี้ก็ยังดีกว่าคนทำตัวเสแสร้งอย่างท่านอ๋องมาก ขอตัวลา!”


ลู่ไป่ชวนเขม็งตาใส่หลินอ๋อง พูดเตือนเขา จากนั้นก็พาเหอจิ่วเหนียงออกไป


ต่อให้พวกเขาเกิดมาชั้นต่ำ แต่รู้แก่ใจดีว่าไม่เคยทำเรื่องผิดบาปต่อใคร ทำในสิ่งที่ถูกต้องมีคุณธรรม ย่อมไม่กลัวคำดูถูกของคนอื่นอยู่แล้ว


หลินอ๋องเงียบ กัดฟันกรอด เขม็งมองพวกเขาที่กำลังเดินออกไป


“ท่านอ๋อง จะทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”


ลูกน้องข้างๆ มองเจ้านายด้วยความหวาดกลัว ตอนที่สองคนนั้นยังไม่มา ท่านอ๋องก็กำลังเดือดดาลคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว ตอนนี้ตัวตนถูกเปิดเผยอีก เส้นทางข้างหน้าของท่านอ๋องจะเดินต่อไปอย่างไร


“เจ้าถามข้าแล้วข้าจะไปรู้หรือ!”


หลินอ๋องตะคอกด้วยความโมโห สิ่งที่น่าขันก็คือ เมื่อครู่เขาคิดจะวิ่งหนี เขาเป็นถึงอ๋อง เหตุใดถึงคิดจะทำเรื่องน่าอายเช่นนั้นออกมาได้


หลายปีที่ผ่านมา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย พยายามแสร้งทำเป็นอ๋องที่เรียบง่าย ไม่สนใจเรื่องในราชสำนัก ทำให้ทุกคนไม่มองเขาเป็นคู่แข่งและไม่มาจับตาดูเขา ถึงขั้นสร้างตัวตนหลินอี้ผิงออกมาทำเรื่องต่างๆตั้งมากมาย


คิดว่าแผนการทุกอย่างจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ไม่คิดเลยว่า เขาจะได้ไปรู้จักกับเหอจิ่วเหนียงที่จิงโจว


หากแค่ได้รู้จักก็แล้วไป แต่เขากลับมีแผนการจะกำราบนาง และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำปัญหาพัวพันใหญ่โตมาสู่เขาอย่างทุกวันนี้


ต้นสายปลายเหตุเหล่านี้เขารู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ก็ไม่ยอมรับว่าทั้งหมดนี้เป็นความผิดของตัวเอง


เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก ทำได้เพียงเดินหน้าและดูสถานการณ์ต่อไป

.......


ระหว่างทางกลับ เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ จึงถามขึ้น “ข้าเปิดโปงตัวตนของเขาเช่นนี้ จะมีผลกระทบใดหรือไม่?”


ช่วยไม่ได้นี่ ก็นางอยากรีบกลับจิงโจวแล้ว ช่วงนี้นางฝันถึงโก่วเอ๋อร์อยู่บ่อยๆ คงจะคิดถึงเขามากจริงๆ


“ก็มีแหละ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร กลับกัน อาจจะเร่งให้คลี่คลายสถานการณ์ได้เร็วขึ้นอีกด้วย”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าตอบกลับ อย่าว่าแต่ภรรยาเลย เขาเองก็อยากกลับจิงโจวแล้วเหมือนกัน เพียงแต่เพราะหลินอ๋องมีสถานะเป็นอ๋อง ไม่ได้จัดการได้ง่ายๆเพียงนั้น อีกอย่าง หากจะจัดการ เขาก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะไม่กระทบกระเทือนต่อตำแหน่งของเฉินอ๋อง


ฮ่องเต้ไม่ชอบเฉินอ๋องมาแต่ไหนแต่ไร หากฮ่องเต้เอาเรื่องของหลินอ๋องมาเล่นงานเฉินอ๋อง เช่นนั้นสิ่งที่พวกเขาพยายามทำมา จะกลับกลายเป็นช่วยองค์รัชทายาทแทน


“อืม เช่นนั้นก็ดี” เหอจิ่วเหนียงเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร จากนั้นก็เอ่ยต่อ “พวกท่านคิดหาวิธีเอาเรื่องนี้ไปบอกให้จิ้งอ๋องรู้ให้ได้ ให้จิ้งอ๋องไปงัดข้อกับเขาเอง เมื่อพวกเขาสู้กันเองเราก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย เช่นนี้งานของเราก็จะเบาลงกว่าเดิมไม่น้อย”


ลู่ไป่ชวนส่งเหอจิ่วเหนียงกลับคฤหาสน์ ส่วนตัวเองไปรายงานเรื่องนี้ให้เฉินอ๋องทราบที่จวนเฉินอ๋อง เมื่อเฉินอ๋องรู้ว่าข้อสันนิษฐานทั้งหมดของพวกเขาเป็นเรื่องจริง สีหน้าก็กลับกลายเป็นไม่ค่อยสู้ดี


“เจ้าห้าทำเกินไปแล้วจริงๆ ไม่นึกเลยว่าเขาจะถึงขั้นร่วมมือกับพวกคนตงถิง แค่นี้เป่ยเหยียนยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ!”


เรื่องเต้าผิงก่อนหน้านี้ หลินอี้ผิงต้องรู้เห็นด้วยแน่ เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด มิฉะนั้นก็คงเอาผิดหลินอ๋องได้แล้ว


เฉินอ๋องโกรธมากที่น้องชายร่วมมือกับคนต่างแคว้นมาทำร้ายคนกันเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ถูกทำร้ายก็คือเสด็จพ่อของพวกเขาเอง นี่เป็นความผิดใหญ่หลวงยิ่งนัก!


“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมให้คนไปตรวจสอบความสัมพันธ์ของหลินอ๋องกับพวกคนตงถิงแล้ว ก่อนหน้านี้เขาใช้ตัวตนของหลินอี้ผิงในการติดต่อมาโดยตลอด ต้องทิ้งหลักฐานไว้เป็นแน่ น่าจะช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนกล่าวต่อ “หากเขาสมรู้ร่วมคิดกับคนตงถิงจริง ท่านอ๋องต้องเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า”


วาจานี้มีนัยซ่อนอยู่ เฉินอ๋องเข้าใจดี “วางใจเถอะ หากมีหลักฐานบ่งชี้ไปทางเขาจริงๆ ข้าไม่อยู่เฉยแน่”


อย่างไรก็ตาม พวกเขาล้วนเป็นพี่น้องต่างมารดากันทั้งสิ้น หากไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงเกินไป เฉินอ๋องไม่มีทางทำให้เรื่องใหญ่โตแน่นอน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องจัดการอย่างระมัดระวังที่สุด


“ท่านอ๋องปราดเปรื่องยิ่งนัก”


ลู่ไป่ชวนรายงานเสร็จก็แวะไปที่ศาลาว่าการ จากนั้นก็กลับบ้านไปหาภรรยา หลายวันที่ผ่านมาภรรยาชอบเดินเลือกซื้อของมาก เขาไปเดินเป็นเพื่อนนางก็ได้ความรู้เพิ่มไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็ได้รู้ว่า ภรรยาชอบอะไรไม่ชอบอะไร ต่อไปหากอยากซื้อของขวัญให้ภรรยาก็ไม่ต้องกังวลแล้ว

......


ในเวลาเดียวกัน กลางดึก หลินอ๋องเดินทางออกจากคฤหาสน์นอกเมืองมุ่งหน้าเข้าวัง


จบตอน

Comments