ตอนที่ 441: นางแต่งงานมีสามีแล้วนะ
เพียงไม่นาน ความเคลื่อนไหวของหลินอ๋องก็เข้าหูเฉินอ๋อง แต่เฉินอ๋องยังไม่คิดจะเคลื่อนไหวอะไร เขาอยากรอดูสถานการณ์ก่อน
ตอนนี้ตัวตนของเจ้าห้าปกปิดไม่อยู่แล้ว เช่นนั้นก็รอดูเขาสะดุดขาตัวเองก็แล้วกัน
ส่วนเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวน หลังจากเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของหลินอี้ผิงได้แล้ว เรื่องที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของเฉินอ๋องที่ต้องวางแผนเอง เรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายฝ่ายเป็นวงกว้าง และต้องไตร่ตรองด้วยหลายๆปัจจัย ตอนนี้ยังไม่อาจทำอะไรหลินอ๋องได้ ต้องสืบหาหลักฐานให้แน่นมากกว่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจจะกลับจิงโจวก่อน
ลู่ไป่ชวนเป็นหัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นแห่งจิงโจว ทางด้านหน่วยหั่วอวิ๋นยังมีเรื่องที่ต้องจัดการ จะอยู่ที่เมืองหลวงตลอดไม่ได้ ส่วนเหอจิ่วเหนียง ที่มาเมืองหลวงครั้งนี้ก็เพื่อช่วยลู่ไป่ชวน เมื่อเสร็จธุระจึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่ออีก
เช้าวันต่อมา สองสามีภรรยาไปบอกลาเฉินอ๋องและพระชายา เตรียมตัวเก็บข้าวของ อีกสองวันจึงจะเดินทางกลับ
พระชายาอาลัยอาวรณ์มาก จับมือเหอจิ่วเหนียงแน่น น้ำตาแทบจะไหลอยู่แล้ว ช่วงนี้นางอยู่กับเหอจิ่วเหนียง นางถึงได้รู้ว่าสิ่งใดคือความสุข แทบอยากจะตามนางกลับไปจิงโจวด้วยจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงปลอบใจอยู่นาน สุดท้ายก็กล่าว “เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เพ.คะ ข้าจะให้คนเอาของอร่อยๆมาส่งให้ทุกเดือนเป็นอย่างไรเพ.คะ?”
พระชายาไม่ใช่คนเห็นแก่กิน แต่ช่วงที่อยู่กับเหอจิ่วเหนียงนางได้กินของอร่อยๆไม่น้อย โดยเฉพาะเป็ดดำลู่ ช่างชวนให้คิดถึงรสชาติยิ่งนัก
เมื่อเหอจิ่วเหนียงพูดเช่นนี้ นางก็พยักหน้าตกลงทันที “เจ้าเป็นคนพูดเองนะ ต้องส่งมาให้ข้าทุกเดือนเลยนะ! จริงสิ ได้ยินว่าเจ้าจะทำกิจการใหม่ มีทั้งของกินของเล่น เจ้าจะเปิดเมื่อไรหรือ?”
“สถานบันเทิงตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการเพ.คะ อาจจะสิ้นปีถึงจะเปิดได้ ทำไมเพ.คะ หรือว่าพระชายาอยากไปอุดหนุนข้า?”
พระชายาพยักหน้า “รอเมื่อถึงเวลาก็แล้วกัน หากมีโอกาสข้าไปแน่นอน จิงโจวเป็นศักดินาของสวามีข้าอยู่แล้ว พวกเราไปก็ไม่แปลกอะไร”
นางไม่ได้ไปเพื่อแค่อุดหนุนกิจการของเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น นางอยากดูว่าตอนนี้จิงโจวเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้นางรู้สึกว่า ที่จิงโจวเทียบกับเมืองหลวงไม่ได้ แต่ตอนนี้จิงโจวมีเหอจิ่วเหนียงอยู่ จู่ๆนางก็รู้สึกว่า ที่เมืองหลวงน่าเบื่อเหลือเกิน
หากไม่ใช่เพราะสวามีนางสนใจเรื่องการแย่งชิงบัลลังก์ละก็ นางอยากย้ายกลับไปอาศัยอยู่ที่จิงโจวซะตอนนี้เลยจริงๆ เช่นนี้ก็จะไปเที่ยวหาเหอจิ่วเหนียงได้ทุกวันแล้ว
“เช่นนั้นข้าจะรอพระชายาที่จิงโจวนะเพ.คะ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกล่าว อันที่จริงนางไม่ค่อยสันทัดในการคบหาสหายมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเฉิงเสวี่ยเวยหรือพระชายา ทั้งสองล้วนเป็นฝ่ายเข้าหานางก่อน และลึกๆในใจนางยังมีความระมัดระวังต่อพวกนางอยู่ แต่ภายนอกนางก็แสดงภาพสหายที่ดีออกมา
จะทำอย่างไรได้ล่ะ ก็ชาติก่อน นางคบเพื่อนเพียงแค่คนเดียว และเป็นเพราะเชื่อใจอีกฝ่ายมากเกินไป ทำให้อีกฝ่ายขโมยงานวิจัยของนางไป และยังแทงข้างหลังนางอีก นางถึงได้เสียชีวิต
หลังจากทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ แม้ว่านางจะเจอคนดีมากมาย แต่นอกจากคนในครอบครัวแล้ว นางไม่ได้ไว้ใจคนอื่นเต็มร้อยเลย
กับเฉิงเสวี่ยเวย เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีในการร่วมกันทำการค้า กับพระชายาก็เพื่อเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อสามี นางจัดการกับความสัมพันธ์เหล่านี้โดยไม่ให้เกินขอบเขตกำแพงของตัวเอง
แต่อันที่จริงนางก็สัมผัสได้ว่า พระชายาเห็นนางเป็นสหายรักจริงๆ
เพียงแค่ตอนนี้ นางไม่อาจวางใจใครได้เต็มร้อย ค่อยๆเป็นค่อยๆไปก็แล้วกัน
ลู่ไป่ชวนพูดคุยเรื่องต่างๆกับเฉินอ๋อง เฉินอ๋องกำชับเรื่องบางอย่างกับเขา หลังจากกลับไปให้เขาตรวจสอบเรื่องตงถิงต่อ จะให้ดีจับสายสนกลในของหลินอ๋องออกมาให้ได้แล้วกำจัดซะ และขับไล่ไส้ศึกของตงถิงออกไปจากเป่ยเหยียนให้หมด
วาจานี้พูดง่ายแต่ทำยากมาก แต่ลู่ไป่ชวนก็ตอบตกลง เพราะนี่คือหน้าที่ของเขา
จากนั้นเฉินอ๋องกับพระชายาก็ตกรางวัลให้พวกเขาไม่น้อย ถึงอย่างไรทั้งสองก็สร้างผลงานครั้งใหญ่ จะไม่ตอบแทนได้อย่างไร
แม้จะเลื่อนขั้นขุนนางให้ไม่ได้ แต่ทางด้านวัตถุสิ่งของก็มีให้พวกเขามากพอ ดังนั้นจึงตกรางวัลเป็นเงินทองและของล้ำค่าหลายหีบ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี รับมาทั้งหมดโดยไม่ปฏิเสธ
ขณะที่กำลังจะออกจากจวน ทันใดนั้นก็มีคนในวังมาเยือน
เป็นขันทีประจำพระองค์ของฮ่องเต้
สองสามีภรรยาลู่จึงอยู่ฟังก่อนว่ามีเรื่องอะไร
“ท่านเฉินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงได้ยินมาว่าข้างกายท่านอ๋องมีหมอหญิงฝีมือยอดเยี่ยมอยู่ท่านหนึ่ง ช่วงนี้พระวรกายฝ่าบาทไม่ค่อยแข็งแรง เสวยพระกระยาหารไม่ค่อยได้ เลยรับสั่งให้ท่านอ๋องพาท่านหมอหญิงเข้าวังไปตรวจพระวรกายให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีรายงานพลางเหลือบมองเหอจิ่วเหนียงที่ก้มหน้าทำตัวลีบเล็กเสมือนว่าไม่มีตัวตน พร้อมกับเผยแววตาประหลาดใจออกมา
เฉินอ๋องและลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้น คิ้วกระบี่ก็พลันขมวดแน่น ฮ่องเต้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?
หรือว่าเป็นฝีมือของหลินอ๋องที่เข้าวังไปกลางดึกเมื่อคืนนี้?
“ท่านอ๋อง? เอ่อ…ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ?”
ขันทีเห็นเฉินอ๋องนิ่งเงียบไปจึงเอ่ยเรียกเสียงเบา เฉินอ๋องได้สติกลับมา ก่อนตอบกลับ “ข้าเปลี่ยนชุดก่อนแล้วจะไป”
ขันทีตอบรับพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นจึงกลับไป
ชายทั้งสองหันไปมองเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้น “ไปก็ไป ถึงอย่างไรอีกตั้งสองวันกว่าพวกเราจะกลับ ก็แค่เสวยพระกระยาหารไม่ค่อยได้ เรื่องเล็กน้อย”
นางโบกมือราวกับไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาใส่ใจ
ทว่าเฉินอ๋องกลับส่ายหน้า ท่าทีเคร่งขรึม “ข้าว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายอย่างอย่างที่คิด”
เหอจิ่วเหนียงไม่เข้าใจ ลู่ไป่ชวนจึงอธิบายเสริม “ช่วงนี้ฝ่าบาทไม่ได้ใส่ใจงานราชกิจ วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่วังหลัง รับหญิงงามเข้ามาไม่ขาด ตอนนี้บอกอยากเจอเจ้า เจ็ดถึงแปดส่วนไม่พ้นเรื่องอย่างว่าแน่”
เหอจิ่วเหนียง “!!!”
ฮ่องเต้เฒ่านี่จะให้นางไปเป็นสนมอย่างนั้นหรือ!
บ้าไปแล้วกระมัง นางแต่งงานมีสามีแล้วนะ!
แน่นอนว่าวาจาเหล่านี้นางไม่พูดออกมา ถึงอย่างไรฮ่องเต้ก็เป็นบิดาของเฉินอ๋อง…
หากแต่สายตาที่นางใช้มองเฉินอ๋องในยามนี้ สื่อความหมายอย่างชัดเจน…
เสด็จพ่อของท่านวิปริต ท่านรู้หรือไม่!
เฉินอ๋องยกมือลูบจมูกอย่างเก้ๆกังๆ ก่อนจะกล่าว “พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะเข้าวังไปอธิบายกับเขาเอง”
“แต่เสด็จพ่อต้องตำหนิท่านเป็นแน่ คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าหลินอ๋องจะใช้วิธีเช่นนี้ จงใจทำให้พวกเราอึดอัดชัดๆ!”
พระชายาเอ่ยด้วยความโมโห เห็นๆกันอยู่ว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นภรรยาของลู่ไป่ชวน ยังคิดจะแสดงเจตนาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ นี่มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ!
มาถึงจุดนี้ เหอจิ่วเหนียงบอกกับตัวเองว่า คงต้องทำความรู้จักกับฮ่องเต้ผู้นี้ใหม่เสียแล้ว
ก่อนหน้านี้หลงใหลกับการฝึกฝนลัทธิเต๋า อยากเป็นอมตะไม่แก่เฒ่า ต่อมาเมื่อรู้ว่าถูกหลอกก็ไม่เอาอะไรแล้ว งานราชกิจไม่สนใจ เอาแต่ขลุกอยู่กับสตรีวังหลัง ทุกวันนี้ที่อยู่ได้ก็เพราะอาศัยโอรสที่ได้เรื่องอย่างเฉินอ๋อง
บางคนบอกว่าฮ่องเต้ไม่รู้อะไรเลย แต่ความจริงเขารู้ชัดทุกอย่าง โอรสแต่ละคนนิสัยเป็นเช่นไรเขารู้ดี เพียงแต่อยากให้พวกเขาห้ำหั่นกันเองเพื่อถ่วงดุล ถึงได้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น ส่วนเขาก็แค่นั่งดูอย่างมีความสุข
ฉลาดยิ่งนัก ฉลาดมากจริงๆ!
มิน่าล่ะ เหตุใดเขาถึงเป็นผู้ชนะในศึกสายเลือดและได้เป็นฮ่องเต้!
เหอจิ่วเหนียงวิเคราะห์อยู่ในใจ ต้องบอกเลยว่าฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้ปราดเปรื่องมากทีเดียว ว่าแต่ตอนนี้เขามุ่งความสนใจมาที่นางอย่างนั้นหรือ หึ ช่างไม่รู้อะไรซะแล้ว
ตอนที่ 442: ฮูหยินไม่มีอะไรจะพูดกับข้าน้อยหรือ
เฉินอ๋องมองไปที่สองสามีภรรยาลู่ด้วยสีหน้าลำบากใจ รู้สึกผิดต่อพวกเขามาก
ฮ่องเต้ส่งคนมาเชิญด้วยตัวเองเช่นนี้นั่นหมายความว่าไม่อาจปฏิเสธได้ แต่หากเหอจิ่วเหนียงเข้าวังแล้วถูกฮ่องเต้จับตัวไปเป็นสนมวังหลังก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หลายปีที่ผ่านมานี้ ฮ่องเต้ทำเรื่องเหลวไหลมาไม่น้อย!
เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะเลี่ยงอย่างไรก็หลบไม่พ้นอยู่ดี เช่นนั้นก็ไปซะเถอะ”
ลู่ไป่ชวนมองนางด้วยความเคร่งเครียด กลัวว่าจะถูกแย่งภรรยาไป
หากฮ่องเต้เฒ่านั่นทำเช่นนั้นจริง เขาจะสู้สุดชีวิต!
เหอจิ่วเหนียงตบต้นแขนเขาเบาๆปลอบโยน “ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีของข้า”
ขณะที่พูดประโยคนี้นางมีความมั่นใจมาก ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกวางใจได้อย่างน่าประหลาด
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
ลู่ไป่ชวนเอ่ย แต่เหอจิ่วเหนียงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ท่านไปก็ไม่ได้อะไร ดีไม่ดีอาจทำให้เขาไม่พอใจเอาได้ ข้าคนเดียวจัดการได้”
เฉินอ๋องที่อยู่ข้างๆ กล่าวแทรกขึ้น “ข้าจะ…”
เหอจิ่วเหนียงตัดบททันที “และท่านอ๋องก็ไม่ต้องช่วยข้า เดิมทีท่านอ๋องก็ไม่เป็นที่โปรดปรานอยู่แล้ว ทางที่ดีอย่าสอดมือเข้ามาในเรื่องนี้เลยเพคะ”
เฉินอ๋อง “…”
เรื่องที่เฉินอ๋องไม่เป็นที่โปรดปรานทุกคนรู้อยู่แก่ใจดี แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาต่อหน้าเขาตรงๆเช่นนี้ก็ได้กระมัง
ช่างน่าปวดใจยิ่งนัก!
เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่พูดไม่ได้ นางเอ่ยต่อ “ท่านอ๋องจะเปลี่ยนชุดไม่ใช่หรือเพ.คะ ไปสิเพ.คะ ข้ารอท่านเตรียมตัวเสร็จจะได้ไปกัน”
“แล้วเจ้า…”
“ข้าไม่มีสิ่งใดต้องเตรียม แค่กล่องยาก็พอแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงสำรวจชุดที่ตนเองสวมใส่ในวันนี้ พบว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นชุดที่นางสวมใส่ปกติในทุกวัน ส่วนหน้าตาก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว จะให้งดงามน้อยลงก็คงยาก
เฉินอ๋องยังรู้สึกกังวลไม่คลาย ถึงอย่างไรนั่นก็คือเสด็จพ่อของเขา ถึงตอนนั้นหากเกิดเรื่องอย่างที่คิดไว้จริงๆ เขากลัวว่าตัวเองจะขัดขวางไม่ได้
แต่เห็นท่าทางเหอจิ่วเหนียงที่ดูไม่กังวลอะไรเลย เขาจึงกดความกังวลเอาไว้ ไม่พูดอะไรออกมา
อย่างมากก็แค่คัดค้านให้ถึงที่สุด!
เขาเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว จากนั้นนั่งรถม้าเข้าวังคนละคันกับเหอจิ่วเหนียง เดิมทีพระชายาอยากตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ
สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งคนน้อยนางก็ยิ่งทำอะไรได้สะดวก อันที่จริงหากเป็นไปได้ แม้แต่เฉินอ๋องนางก็ไม่อยากให้มาด้วยซ้ำ
ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยสีหน้าเปี่ยมความกังวล ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์สิ้นดี ทั้งๆที่เขาก็พอมีอำนาจอยู่บ้าง แต่ในขณะที่ภรรยากำลังถูกรังแก เขากลับช่วยอะไรไม่ได้เลย สิ่งนี้ที่ทำให้เขาโกรธมาก
หลังจากมองรถม้าเคลื่อนออกไป เขาก็ไปที่ลานประลองยุทธ์คนเดียว ท้าคนมาต่อสู้ตัวต่อตัวอย่างบ้าคลั่ง
เขายังอยู่ในอาการบาดเจ็บ บาดแผลยังไม่หายสนิท ถึงแม้ที่ผ่านมาเหอจิ่วเหนียงคอยให้ยาทุกวัน แต่ก็ยังไม่สามารถออกกำลังกายหนักๆได้ ทว่าตอนนี้เขากลับออกแรงเช่นนี้ บาดแผลที่ยังไม่หายดีจึงเกิดการฉีกขาด แต่เขากลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขาคิดแค่ว่า มีเพียงความเจ็บปวดจากบาดแผลเท่านั้นที่ทำให้เขามีสติ หาไม่บัดนี้เขาคงคิดแต่อยากจะบุกเข้าวังไปฆ่าคนแล้วชิงตัวภรรยากลับมาเสีย
.......
ด้านเหอจิ่วเหนียงที่อยู่บนรถม้าขณะนี้ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย นางเอาขนมออกมาจากห้วงมิติ ด้วยกลัวว่าฮ่องเต้เฒ่าจะขี้เหนียวไม่มีอะไรให้นางกิน นางจึงกินขนมรองท้องไปสองชิ้น ทั้งยังดื่มชาไปหลายถ้วย
ผลลัพธ์ของการดื่มจนอิ่มหนำสำราญก็คือ ทันทีที่ลงจากรถม้า นางก็รู้สึกปวดปัสสาวะขึ้นมา
รถม้าทั้งสองคันได้รับอนุญาตให้เคลื่อนตัวเข้ามาจอดภายในเขตพระตำหนักฮ่องเต้ได้ ทำให้ไม่ต้องเดินไกล ช่วยให้สะดวกไม่น้อย
หากแต่เหอจิ่วเหนียงกำลังปวดเบา ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจชื่นชมความงดงามตระการตาของพระตำหนักเบื้องหน้า นางเพียงแค่ยืนนิ่งๆอยู่ด้านหลังเฉินอ๋อง ท่าทางสงบเสงี่ยมราวกับคนที่รู้จักการปฏิบัติตัวอย่างไรอย่างนั้น
ขันทีคนเดิมได้รออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นทั้งสองลงจากรถม้าก็รีบเข้าไปต้อนรับทันที
“ท่านอ๋อง ท่านหมอเหอ เชิญด้านในพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทรอนานแล้ว!”
ขันทีผู้นี้ก็เป็นอีกคนที่น่าสนใจมากทีเดียว รู้สถานะของเหอจิ่วเหนียงอยู่แก่ใจว่านางเป็นภรรยาของลู่ไป่ชวน กลับไม่เรียกนางว่าฮูหยินลู่ แต่เรียกนางว่าท่านหมอเหอ นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เขาแทบ.อดใจรอไม่ไหวที่จะเรียกนางว่าพระสนมแล้ว
หากเป็นยามปกติ เหอจิ่วเหนียงจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย แต่พอนึกถึงท่าทีเศร้าเสียใจของลู่ไป่ชวนในวันนี้ นางจึงยิ้มตาหยีพลางกล่าว “สามีข้าแซ่ลู่ กงกง (คำที่ใช้เรียกขันที) เรียกข้าว่าฮูหยินลู่น่าจะเหมาะสมกว่า”
รอยยิ้มบนใบหน้าขันทีแข็งทื่อไปในบัดดล แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ ตอบรับเพียง “ขอรับ” โดยไม่ต่อท้ายด้วย ฮูหยินลู่ จากนั้นเตรียมพาทั้งสองเข้าเฝ้าฮ่องเต้
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “ข้ารู้สึกปวดเบาน่ะ ท่านอ๋องเข้าไปก่อนเถิดเพ.คะ รบกวนกงกงช่วยนำทางข้าไปห้องน้ำหน่อยเจ้าค่ะ”
วาจานี้เป็นปกติอย่างเห็นได้ชัด แต่ขันทีผู้นี้กลับคิดว่าวาจานี้มีเจตนาแฝงอยู่ นางจงใจแยกเฉินอ๋องออกไป จากนั้นก็จะถามบางอย่างกับเขาแน่ๆ
ในใจขันทีนึกดูถูกนาง ผู้หญิงพวกนี้ก็เหมือนกันหมด ภายนอกแสดงท่าทีต่อต้านอย่างหนักแน่น แต่ความจริงแล้วมีหรือจะไม่อยากเป็นผู้หญิงของฮ่องเต้ หึ!
แต่อันที่จริง การที่เหอจิ่วเหนียงเป็นเช่นนี้เขาก็พึงพอใจเหมือนกัน ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการช่วยฮ่องเต้ และหากจัดการได้เรียบร้อย ฮ่องเต้ต้องชื่นชมเขาเป็นแน่!
คิดได้ดังนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็ยิ่งกระตือรือร้นมากขึ้น กล่าวด้วยความนอบน้อม “เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้ขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงส่งสายตาบอกให้เฉินอ๋องไม่ต้องห่วง ก่อนจะรีบตามขันทีไป
แม้ขันทีจะรู้ว่า การขอไปเข้าห้องน้ำเป็นเพียงข้ออ้างของเหอจิ่วเหนียง แต่เขาก็ยังทำหน้าที่นำทางนางไป เหอจิ่วเหนียงเห็นห้องน้ำที่อยู่ไกลๆ แล้วจึงรีบวิ่งไปทันที ขันทีตามอย่างไรก็ตามไม่ทัน กว่าเขาจะมาถึงห้องน้ำ เหอจิ่วเหนียงก็ทำธุระส่วนตัวเสร็จจนเดินออกมาแล้ว
“สบายตัวยิ่งนัก! ไปกันเถอะ ไปตรวจอาการให้ฮ่องเต้กัน”
เหอจิ่วเหนียงเดินนำหน้าอีกครั้ง นางสาวเท้ายาวมากและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ขันทีดูแล้ว เหมือนว่านางไม่ได้มีเรื่องอยากถามเขาเลยแม้แต่น้อย
คนเตรียมตอบคำถามงุนงงถึงขั้นร้อนรน จน.อดถามออกมาไม่ได้ “ฮูหยินลู่ ท่านไม่มีอะไรอยากพูดกับข้าน้อยหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงชะงักฝีเท้า หันไปมองคนข้างหลังด้วยสีหน้าแปลกใจ พร้อมถามกลับไป “พูดเรื่องอะไรหรือ?”
แต่ทันใดนั้นแววตาของนางก็พลันเปล่งประกายคล้ายนึกบางอย่างได้ ขันทีเห็นท่าทางเช่นนั้นก็คิดว่านางนึกออกแล้ว จึงตื่นเต้นขึ้นมา
แต่นึกไม่ถึงว่า…
นางจะล้วงเอาถุงเงินออกมา ควานหาเศษเหรียญยัดใส่มือขันที ก่อนกล่าว “ขอบคุณกงกงมากที่ช่วยนำทางข้า รีบไปกันเถอะ อย่าให้ฮ่องเต้ต้องรอนาน”
ขันทีแบมือ มองเศษเงินอันน้อยนิดในมือ “...”
เขาอยู่รับใช้ฮ่องเต้มานานหลายปี คู่ควรกับเงินน้อยนิดแค่นี้อย่างนั้นหรือ!
ฮูหยินลู่ผู้นี้ขี้เหนียวเกินไปหน่อยแล้ว!
…เอ๊ย ไม่ใช่สิ!
ที่เขาถามเช่นนั้นเขาไม่ได้ต้องการเงินซะหน่อย!
ฮูหยินลู่เข้าใจผิดแล้ว!
ขันทีรีบตามไป หมายจะบอกเล่ารสนิยมความชอบของฮ่องเต้กับนางสักหน่อย แต่ปรากฏว่านางมาถึงจุดที่นางลงรถม้าเมื่อครู่แล้ว เฉินอ๋องยังคงอยู่ที่เดิม เห็นได้ชัดว่าเขารอนาง
ขันทีหายใจหืดหอบ ลอบตำหนิเสียงเบาด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย “อยู่ในวังมาจนอายุปูนนี้ ไม่เคยเห็นใครเสียมารยาทถึงเพียงนี้มาก่อนเลย!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นเฉินอ๋องรอตนอยู่ก็รู้สึกเกรงใจ “เหตุใดท่านอ๋องถึงยังไม่เข้าไปเพคะ?”
“ข้าเป็นคนพาเจ้าเข้าวัง ย่อมไม่ทิ้งเจ้าอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะอธิบายต่อไป่ชวนเช่นไรล่ะ”
เขายังไม่ลืมท่าทีกังวลของลู่ไป่ชวนก่อนที่เขาจะขึ้นรถม้า หากเขาจัดการเรื่องนี้ไม่เรียบร้อย เขาอาจสูญเสียมือขวาของเขาไปได้
ตอนที่ 443: กลืนทองจบชีวิตตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่ก็รับน้ำใจของเฉินอ๋องเอาไว้ “ขอบพระทัยท่านอ๋องมากเพ.คะ”
เฉินอ๋องพยักหน้าและเดินนำเข้าไป
......
ภายในตำหนักจนถึงห้องบรรทม บรรยากาศเงียบสงัด เพื่อเหอจิ่วเหนียง ฮ่องเต้ถึงกับไล่คนรอบข้างออกไปจนหมด
เนื่องจากเรียกเหอจิ่วเหนียงมาตรวจอาการประชวร ฮ่องเต้จึงแสร้งนอนซมอยู่บนเตียง ท่าทางอ่อนแออย่างมาก
อาการของฮ่องเต้ เหอจิ่วเหนียงไม่จำเป็นต้องจับชีพจรเลย… ไม่ใช่เพราะเห็นว่าเขาแสร้งป่วย แต่สภาพของเขา นางแค่ดูด้วยตาก็รู้แล้วว่า เป็นเพราะใช้ชีวิตตามใจจึงเป็นเช่นนี้ นอกจากนี้ พระวรกายของฮ่องเต้ยังมีโรคอื่นแทรกซ้อน เรียกนางมาวันนี้ถือว่าถูกต้องแล้ว
“ลูกคารวะเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
“คารวะฝ่าบาทเพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงจงใจเลียนแบบท่าทางคารวะจากเฉินอ๋อง ซึ่งเป็นท่าทางคารวะแบบบุรุษ
เดิมทีคิดว่าฮ่องเต้จะไม่พอใจ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่ถือสา ทั้งยังยิ้มมองนางพลางกล่าว “เจ้าก็คือหมอหญิงยอดฝีมือกระมัง?”
“เพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบรับไม่ถ่อมตน ฮ่องเต้ตรัสต่อ “เงยหน้าขึ้นให้เรามองชัดๆซิ”
เหอจิ่วเหนียงเงยหน้าขึ้นอย่างตั้งใจ นางเห็นความทึ่งในแววพระเนตรของฮ่องเต้
ฮ่องเต้พอพระทัยอย่างมาก ช่างงดงามอย่างน่าทึ่งไม่มีผิด เขายังไม่ทันตรัสคำใด เหอจิ่วเหนียงก็ถามขึ้นมาก่อน “เวลาที่ฝ่าบาทเรียกหมอมาตรวจอาการประชวร ต้องดูหน้าตาของหมอตลอดเลยหรือเพ.คะ?”
เฉินอ๋องผงะกับวาจาของนาง นี่เป็นการไม่เคารพฮ่องเต้อย่างเห็นได้ชัด หากทำให้พระองค์เกิดโทสะขึ้นมา โทษเบาก็โดนสั่งโบย โทษหนักก็ตัดหัวประหารชีวิต
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่โกรธเลย ทั้งยังตรัสด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินมาว่าหมอเหอฝีมือแพทย์เป็นเลิศ ทั้งยังหน้าตา.งดงาม ดูเหมือนว่าเจ้าห้าไม่ได้โกหกเราจริงๆ”
เรื่องเหล่านี้มาจากหลินอ๋องจริงๆสินะ
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองคนบนเตียง ตาเฒ่าผู้นี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก จงใจทำเป็นบ่ายเบี่ยงว่าหลินอ๋องเป็นคนชื่นชมนาง
จำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ สุดท้ายแล้วก็ประจักษ์ชัดว่าฮ่องเต้เฒ่าพึงพอใจในตัวนางมาก ขนาดไม่ได้ผัดแป้งทาชาดใบหน้ายังงดงามน่าทึ่งถึงเพียงนี้ หากแต่งองค์ทรงเครื่องขึ้นมาจะทำเขาคลุ้มคลั่งปานใด
ด้านฮ่องเต้ เมื่อคืนเขายังคิดไปว่าเจ้าห้าพูดเกินจริงไปมากกว่า ทว่าตอนนี้ สรุปแล้วว่าเป็นจริงดังที่เจ้าห้าพูดไม่มีผิด!
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “หม่อมฉันอายุยังน้อย ร่างกายแข็งแรง หน้าตาย่อมพอไปวัดไปวาได้เพ.คะ แต่พระวรกายของฝ่าบาทประชวรเช่นนี้ หม่อมฉันไม่สบายใจยิ่งนัก!”
ฮ่องเต้คาดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะปากกล้าถึงเพียงนี้ ทันทีที่อ้าปากก็แช่งว่าสุขภาพของเขาไม่ดี อีกทั้งสีหน้าที่แสดงออกมาก็ราวกับกำลังบอกเขาว่า เขาจะมีอายุไม่ยืนยาวก็มิปาน
เฉินอ๋องรีบสงบศึก “เสด็จพ่อโปรดระงับโทสะก่อนพ่ะย่ะค่ะ ฮูหยินลู่เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจาโผงผางไปบ้าง โปรดเสด็จพ่อประทานอภัยนางด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยังคงพูดต่อ หน้าตาใสซื่อ “ฝ่าบาท วาจาที่จริงใจอาจไม่น่าฟังแต่ก็เป็นควาจริงนะเพ.คะ! พระพักตร์ฝ่าบาทเขียวคล้ำ ดวงตาขุ่นมัว วันนี้หากหม่อมฉันไม่มาตรวจพระอาการ เกรงว่าพระองค์…พระองค์คงจะมีพระชนม์ชีพไม่ถึงปีใหม่เพ.คะ!”
“บังอาจ!”
ฮ่องเต้ตบเตียงอย่างแรงด้วยความโกรธเกรี้ยว โกรธจนไอออกมา
ความจริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกป่วยอะไรเลย แค่อยากเห็นหน้าหมอหญิงคนนี้ก็เท่านั้น อยากได้นางมาปรนนิบัติข้างกาย แต่คาดไม่ถึงว่านางจะพูดจาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้ คาดไม่ถึงว่าจะกล้าพูดว่าเขาจะตายวันตายพรุ่ง!
ต่อให้ตอนนี้เขาไม่ได้บำเพ็ญตบะ ไม่อาจมีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะได้ แต่หมอหลวงมักจะมาตรวจชีพจรให้เขาเป็นประจำ และบอกเขาว่าอย่างน้อยๆ ก็มีชีวิตอยู่ได้อีกสิบยี่สิบปีไม่มีปัญหา แต่สตรีผู้นี้กลับบอกว่า เขาจะอยู่ได้ไม่ถึงปีใหม่!
“เสด็จพ่อ วิชาแพทย์ของฮูหยินลู่ยอดเยี่ยม นางไม่มีทางพูดจาเหลวไหลพ่ะย่ะค่ะ…”
เฉินอ๋องช่วยเหอจิ่วเหนียงพูด แต่ก็ถูกฮ่องเต้ตะคอกกลับ “หุบปาก! เจ้ามันลูกเนรคุณ เอาตัวออกไป!”
เฉินอ๋องเห็นว่าฮ่องเต้ไม่มีทีท่าจะลงโทษอะไร ทันใดนั้นก็เข้าใจคำพูดของเหอจิ่วเหนียงที่บอกว่านางมีวิธี จึงจะรีบพานางออกไป
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่คิดจะออกไป
เฉินอ๋องหารู้ไม่ว่าตนคาดเดาผิดแล้ว การทำให้คนอื่นโกรธเพื่อหาทางหนี นั่นไม่ใช่นิสัยของนาง
“ช่วงนี้ฝ่าบาทปวดหัว สายตาพร่ามัวอยู่บ่อยๆหรือไม่เพ.คะ รู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน บางครั้งก็มีอาการปวดท้องหรือไม่เพ.คะ?”
นางชิงพูดขึ้น แต่ละประโยคของนางตรงกับอาการของฮ่องเต้ทุกประการ
ฮ่องเต้มองเหอจิ่วเหนียงด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก “เจ้ายังไม่ทันได้จับชีพจรเรา เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “โรคบางโรคไม่จำเป็นต้องจับชีพจรก็รู้ได้เพ.คะ เพราะทุกอย่างบ่งบอกอยู่ที่พระพักตร์แล้ว”
ฮ่องเต้ตื่นตระหนกในบัดดล เขาจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงปีใหม่จริงๆหรือ!
ตอนนี้จนถึงปีใหม่ ยังมีเวลาเหลืออีกเท่าไรนะ!
อีกประมาณ…สามสี่เดือน!
“ตะ แต่… แต่หมอหลวงบอกว่า…”
หัวใจเขาเริ่มร้อนรุ่ม เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “หมอหลวงบอกว่าฝ่าบาทก็แค่เหนื่อย อ่อนเพลีย พักผ่อนให้มากหน่อยก็จะดีขึ้น ใช่หรือไม่เพ.คะ?”
ฮ่องเต้ตกตะลึงหนักขึ้น คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าแม้แต่เรื่องนี้นางก็รู้ด้วย!
ปกติแล้วผลการวินิจฉัยอาการของเขาไม่มีทางแพร่งพรายให้คนอื่นรู้แน่นอน นอกจากจะสืบถามเข้ามาทีละชั้นทีละชั้น นางเป็นคนของเจ้าสาม แต่ต่อให้เจ้าสามมีความสามารถก็ไม่มีเวลาไปสืบถามเรื่องเหล่านี้แน่นอน
นี่ก็หมายความว่า นางมองออกจริงๆอย่างนั้นหรือ!
ฝีมือยอดเยี่ยมดังที่ว่าจริงๆ!
“แล้วตกลงเราป่วยเป็นอะไร?”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าพลางตอบ “ฝ่าบาทไม่ได้ประชวรเพ.คะ”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ฮ่องเต้จะโมโห นางก็เอ่ยต่อ “ฝ่าบาทโดนพิษเพ.คะ”
ครานี้ไม่เพียงฮ่องเต้เท่านั้น แม้แต่เฉินอ๋องก็ตกใจอย่างมาก
หรือจะเป็นยาที่ลู่ไป่ชวนใส่ในยาลูกกลอนในแผนการครานั้น?
แต่นั่นเป็นยาที่ฮูหยินลู่เป็นคนให้มา บอกว่าหลังจากเจ็ดวันก็จะสลายไปเอง นางไม่น่าจะโกหก
แล้วพิษที่ว่าในตอนนี้มาจากไหน?
“พิษอะไร ใครมันบังอาจวางยาพิษเรา!”
ฮ่องเต้จมอยู่กับความคิด เมื่อเทียบกับเรื่องหมกมุ่นในสตรีแล้ว เขาปรารถนาการมีชีวิตที่ยืนยาวมากกว่า!
เมื่อรู้ว่าในร่างกายตนเองมีพิษ เขาแทบอยากเรียกหมอหลวงในวังทั้งหมดไปประหารเสียเดี๋ยวนี้ เขาโดนพิษเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะไม่มีใครตรวจเจอ!
เหอจิ่วเหนียงเอ่ย “ฝ่าบาทเย็นพระทัยก่อนเพ.คะ นี่น่าจะไม่ใช่ผู้ใดจงใจ แต่เป็นฝ่าบาทเองที่เต็มใจเสวยเข้าไปเพ.คะ”
วาจานี้ยิ่งทำให้ฮ่องเต้สับสน แต่ละประโยคของนาง เขาเหนื่อยที่จะตีความแล้ว “เจ้าเลิกเล่นลิ้นเสียที มีอะไรก็รีบบอกมา!”
เหอจิ่วเหนียงยิ่งยิ้มกว้างจนตาปิด “ได้ยินว่าฝ่าบาทหลงใหลการบำเพ็ญตบะมาก จะต้องกินยาลูกกลอนทุกวัน เป็นเรื่องจริงหรือไม่เพ.คะ?”
ฮ่องเต้ถึงกับนิ่งอึ้งไป นึกย้อนไปถึงยาลูกกลอนที่เต้าผิงให้เขาเสวยตลอดในช่วงก่อนหน้านี้
“คราวก่อนเราโดนพิษ รักษาหายแล้วไม่ใช่หรือ?”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ไม่ใช่พิษครั้งก่อนเพ.คะ พิษนี้อยู่ในร่างกายฝ่าบาทมานานกว่าสิบปีแล้ว สะสมมานานทำให้พระองค์เหนื่อยล้า ไม่ใช่เพิ่งโดนไม่นานนี้”
โดนพิษมานานกว่าสิบปีแล้วอย่างนั้นหรือ!
ฮ่องเต้ตื่นตระหนกหนัก เขาโดนพิษมากว่าสิบปีแล้ว แต่กลับไม่มีหมอหลวงคนใดตรวจเจอ!
“ไม่รู้ว่าฝ่าบาทเคยได้ยินคำพูดที่ว่า กลืนทองจบชีวิตหรือไม่เพ.คะ ส่วนผสมของยาลูกกลอนล้วนใช้โลหะหนัก หากกินไปไม่มากก็ไม่เป็นอะไร แต่หากกินไปเป็นเวลานาน ร่างกายไม่สามารถขับออกมาเองได้ ก็จะสะสมอยู่ในร่างกายเช่นนั้น เคราะห์ดีที่ฝ่าบาทหยุดเสวยไปแล้ว มิฉะนั้นหม่อมฉันมาตรวจอาการตอนนี้ก็คงไม่ทันกาลแล้ว และเกรงว่า…แผ่นดินนี้คงได้เปลี่ยนผู้ปกครองเป็นแน่เพ.คะ!”
ฮ่องเต้ “!!!”
เขาไม่เคยเจอใครที่กล้าพูดจาสามหาวกับเขาเช่นนี้มาก่อน! นี่มันใช่คำพูดที่คนเขาพูดให้กันฟังอย่างนั้นหรือ!
“ละ แล้ว…แล้วตอนนี้เรา…”
ฮ่องเต้ถึงกับเอ่ยคำติดขัด เขาคิดไม่ถึงมาก่อนเลยว่ายาจินตันที่เขากินติดต่อกันตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะมีพิษอยู่ เป็นดังคำกล่าวที่ว่า ‘กลืนทองจบชีวิตตัวเอง’ ไม่มีผิด หลายปีที่ผ่านมา เขาช่างโง่เขลายิ่งนัก!
“หากฝ่าบาทเรียกคนอื่นมาตรวจแล้ว แสดงว่าคนเหล่านั้นคงจะตรวจไม่ละเอียด แต่ท่านเฉินอ๋องพาหม่อมฉันเข้าวังก็เพื่อตั้งใจให้มาตรวจพระอาการและรักษาให้พระองค์โดยเฉพาะ ขอเพียงพระองค์ไม่ทำให้หม่อมฉันลำบากใจ ทุกอย่างเราย่อมคุยกันได้เพ.คะ”
นี่เรียกได้ว่าเป็นการต่อรองและข่มขู่ฮ่องเต้อย่างชัดเจน
เฉินอ๋องยืนอยู่ข้างๆไม่กล้าพูดแทรก เขาพบว่าเสด็จพ่อใจเย็นกับเหอจิ่วเหนียงมาก ไม่ว่านางจะพูดอะไรก็ไม่โกรธขนาดนั้น นับว่ายังรักษาพระพักตร์อยู่บ้าง
เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางพูดไป เขาเองก็ยินดีที่จะอยู่เงียบๆ ถึงอย่างไรตอนนี้เสด็จพ่อก็ยังต้องพึ่งพาให้นางรักษา ไม่ทำอะไรนางแน่นอน
ตอนที่ 444: เช่นนี้แล้วยังคิดว่าหลินอ๋องเป็นห่วงอีกหรือ
ฮ่องเต้สัมผัสได้ถึงเจตนาข่มขู่ในคำพูดของเหอจิ่วเหนียง แต่เขาไม่เข้าใจบางคำเล็กน้อย จึงเอ่ยถาม “เหตุใดเราต้องทำให้เจ้าลำบากใจด้วยล่ะ?”
สตรีงดงามปานนี้ เขาจะทำให้นางลำบากใจได้อย่างไรกัน?
อีกอย่าง การที่เขาอยากรับนางมาเป็นสนมวังหลัง นั่นก็เป็นเรื่องดีสำหรับนาง!
ฮ่องเต้ไม่ได้รู้สึกว่า เจตนาที่เขามีต่อนางเป็นเจตนาไม่ดี เขาเป็นถึงผู้ปกครองแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ ผู้หญิงทั้งใต้หล้าต่างก็อยากเป็นผู้หญิงของเขา
เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้เฒ่าจะย้อนถามกลับอย่างอย่างไขสือเช่นนี้ คงจะเคยชินกับพฤติกรรมของตัวเองจนไม่รู้ตัวแล้ว
นางเอ่ย “บุตรชายหม่อมฉันคิดถึงหม่อมฉันอยู่ที่บ้านทุกวัน อีกไม่กี่วันหม่อมฉันจะกลับจิงโจวแล้ว อาการของพระองค์เองก็ต้องรีบรักษาให้ทันเวลา ไม่อาจล่าช้าได้”
วาจานี้กำลังบอกฮ่องเต้ว่า นางไม่อยากอยู่ในเมืองหลวงนานไปกว่านี้ นางมีเวลาไม่มาก อย่าทำให้เสียเวลา
ฮ่องเต้จึงได้รู้ถึงความคิดของนางก็ตอนนี้ เมื่อรู้ว่านางกำลังปฏิเสธเขา ทันใดนั้นในใจก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องพึ่งนางให้รักษาอาการป่วยให้ตน ต่อให้ไม่พอใจเพียงใดก็จำต้องโอนอ่อนผ่อนตาม
“เช่นนั้นก็รีบรักษาเถอะ จะได้ไม่ทำให้เจ้ากับบุตรชายของเจ้าต้องอยู่ห่างกันนานไปกว่านี้”
พระบิดาตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ เฉินอ๋องอุทานในใจ เยี่ยมไปเลย ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ทว่าภายนอกยังคงท่าทีสุขุม ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใดออกมา
เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าไปตรวจอาการให้ฮ่องเต้ สาวงามเข้ามาใกล้เช่นนี้ คนมักมากก็รู้สึกตื่นเต้นกระชุ่มกระชวยขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เหอจิ่วเหนียงตรวจร่างกายคร่าวๆ จากนั้นถอนหายใจยาวออกมา แล้วเอ่ย “พระอาการของฝ่าบาทหนักกว่าที่หม่อมฉันบอกไปเมื่อครู่มากเพ.คะ!
หากพระองค์อยากมีพระชนมายุยืนยาว ทางที่ดีควรรักษาพระวรกาย งดเว้นเรื่องบนเตียงเพ.คะ!”
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมา …บำเพ็ญตบะก็บำเพ็ญไม่ได้ แม้แต่เรื่องอย่างว่าก็ทำไม่ได้อีก เช่นนี้ชีวิตเขาจะมีความหมายอะไรกัน!
เขายังไม่ทันตรัสอะไร เหอจิ่วเหนียงก็พูดต่อ “ขอเพียงพระองค์ทำตามที่หม่อมฉันแนะนำ หม่อมฉันรับประกันได้ว่าพระองค์จะมีชีวิตต่ออีกหลายสิบปีแน่นอนเพ.คะ”
บัดนี้ฮ่องเต้มีพระชนมายุห้าสิบต้นๆ หากดูแลรักษาพระวรกายให้ดี สามารถมีชีวิตต่ออีกหลายสิบปีไม่มีปัญหาแน่นอน เหอจิ่วเหนียงมั่นใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของฮ่องเต้ก็ทอประกาย
เมื่อครู่คิดว่าเขาโดนพิษมานานหลายปีเช่นนี้คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วแน่ๆ พอตอนนี้ได้ยินว่า ยังสามารถมีอายุต่อได้อีกหลายสิบปี เขาก็ใจชื้น มีกำลังใจขึ้นมา
“ตก.ลง ตก.ลง เจ้าบอกมาได้เลย เราฟังเจ้าทุกอย่าง!”
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ฮ่องเต้ไม่เคยออกอาการเชื่อฟังถึงขั้นนี้มาก่อน เหอจิ่วเหนียงให้เขานอนลง ให้ขันทีถอดอาภรณ์ของเขาออก จากนั้นก็เริ่มรักษาโดยการฝังเข็ม
แรกเริ่มฮ่องเต้รู้สึกเจ็บปวดพอสมควร ถึงอย่างไรสุขภาพของเขาก็อ่อนแอ แต่สักพักเพียงไม่นาน ก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
เข็มที่ฝังตามจุดบนร่างกายสามารถทำให้เขารับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างชัดเจน หมอหลวงในวังก็มีฝีมือไม่ถึงขั้นนี้ การฝังเข็มของหมอหลวงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลย
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็รู้สึกวิเศษยิ่งนัก
“ครั้งนี้นับว่าเจ้าห้าสร้างคุณความดีแล้ว ไม่อย่างนั้นเราไม่รู้เลยว่าเจ้าสามมีหมอเทวดาอยู่กับตัว”
ร่างที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมา
วาจานี้เห็นได้ชัดว่ากำลังตำหนิเฉินอ๋องว่าอกตักญญู มีหมอเทวดาอยู่กับตัวแต่กลับไม่พาเข้าวังมารักษาให้เขา
เฉินอ๋องเพียงเหลือบมองคนพูด คร้านที่จะตอบโต้ ถึงพูดไปอีกฝ่ายก็ไม่ฟังอยู่ดี
กลับเป็นเหอจิ่วเหนียงที่คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยออกมา “พระองค์ไม่ทราบอะไรแล้ว ท่านเฉินอ๋องพยายามจะให้หม่อมฉันเข้าวังมารักษาพระอาการให้พระองค์อยู่ตลอด แต่ในใจก็กลัวว่าพระองค์จะไม่ถูกพระทัยหมอชาวบ้านอย่างหม่อมฉัน ก็เลยไม่ได้พามาเสียที เพราะอย่างไร ท่านเฉินอ๋องก็ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของพระองค์อยู่แล้ว”
เฉินอ๋อง “…”
ครั้งที่สองแล้วนะ!
ฮ่องเต้นิ่งค้างไปแล้ว
หมอหญิงผู้นี้เป็นอะไร สมองบกพร่องตรงไหนหรือไม่ คำพูดแต่ละคำกล้าพูดต่อหน้าเขาตรงๆเช่นนี้เลยหรือ!
“คำพูดเช่นนี้ใครเป็นคนพูดกัน เหตุใดเราถึงไม่รู้เลย เราปฏิบัติต่อลูกๆแต่ละคนไม่เท่าเทียมกันตรงไหน?”
สีพระพักตร์ฮ่องเต้พลันเคร่งขรึมขึ้น เห็นได้ชัดว่าไม่พอพระทัย
หากเป็นคนอื่นคงรีบแก้คำพูด บอกว่าเขาปฏิบัติต่อลูกๆเท่าเทียมกันอย่างนั้นอย่างนี้ไปแล้ว
แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ทำเช่นนั้น นางแสร้งตกใจ พลางถามอย่างตกตะลึง “ฮะ! พระองค์ไม่รู้หรือเพ.คะ? เรื่องนี้คนเขาลือกันไปทั่วเลยนะเพ.คะ! ลือกันว่าท่านเฉินอ๋องไม่เป็นที่โปรดปรานของพระองค์ พระองค์ไม่เชื่อคำพูดท่านเฉินอ๋องเลยสักครั้ง ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้พระองค์คงไม่ถูกเต้าผิงทำร้ายเอาได้!”
ฮ่องเต้ “!!!”
สตรีผู้นี้ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!
แต่ตอนนี้เขาอยู่ในน้ำมือของเหอจิ่วเหนียง ไม่กล้าขยับตัวส่งเดช หากสตรีผู้นี้ต้องการชีวิตเขาก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับนาง
“ฝ่าบาท จะหลังมือหรือฝ่ามือล้วนเป็นเนื้อเหมือนกัน หม่อมฉันเข้าใจเพ.คะ แต่เนื้อหลังมือใช้การไม่ดีเท่าเนื้อฝ่ามือนะเพ.คะ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องยอมรับไม่ใช่หรือเพ.คะ ท่านหลินอ๋องให้หม่อมฉันมาตรวจดูอาการของพระองค์เพราะเหตุใด ในใจพระองค์ย่อมรู้ดี แต่ท่านเฉินอ๋องไม่เหมือนกัน ตลอดทางที่มาได้บอกถึงอาการประชวรของพระองค์ให้หม่อมฉันฟัง ดังนั้นเมื่อครู่หม่อมฉันจึงเข้าใจอาการประชวรของพระองค์ได้อย่างรวดเร็วอย่างไรล่ะเพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อไม่หยุด ฮ่องเต้สีพระพักตร์ดำคล้ำไม่พูดจา
เฉินอ๋องที่อยู่ข้างๆ อ้าปากอยากพูดอยู่หลายครั้ง แต่กลับถูกเหอจิ่วเหนียงส่งสายตาห้าม คำพูดของนางไม่น่าฟังก็จริง แต่นางก็แค่อยากให้ฮ่องเต้ผู้หูหนวกตาบอดได้รู้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นคนโง่ จะให้เขาทำตัวน่ารังเกียจเช่นนี้ต่อไปไม่ได้
“ฝ่าบาท อย่าได้ขยับส่งเดชนะเพ.คะ เข็มพวกนี้ไว้ใจไม่ได้ ระหว่างฝังเข็มจะขยับไม่ได้เพ.คะ มิฉะนั้นจะเกิดอันตราย!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นเขาขยับตัวจึงรีบห้ามไว้
ฮ่องเต้ส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ “เจ้ากำลังขู่เราหรือ?”
“มิกล้าเพ.คะ!”
เหอจิ่วเหนียงทำสีหน้าท่าทางไร้เดียงสา แล้วเอ่ยต่อ “ฝ่าบาทเพ.คะ พูดตามตรงนะเพ.คะ หากหม่อมฉันมีใจคิดไม่ซื่อหม่อมฉันลงมือไปตรงๆก็ได้ ไม่จำเป็นต้องขู่หรอกเพ.คะ ก็เหมือนกับความแค้นเล็กๆน้อยๆ ระหว่างหม่อมฉันกับท่านหลินอ๋อง หม่อมฉันก็ไปตักเตือนเขาตรงๆเลยว่าหากครั้งหน้าเขาลอบกัดสามีของหม่อมฉันอีก หม่อมฉันจะจัดการเขาอย่างไม่เกรงใจ เมื่อถึงตอนนั้นพระองค์ก็ปกป้องเขาไม่ได้เพ.คะ
และเพราะเหตุนี้เองเพ.คะ เขารู้สึกกลัวก็เลยมาเข้าเฝ้าพระองค์กลางดึก ให้พระองค์เป็นโล่กำบังให้เขา เช่นนี้แล้วพระองค์ยังคิดว่าท่านหลินอ๋องเป็นห่วงพระองค์อีกหรือเพ.คะ?”
กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็มองหน้าเขาตรงๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
ทั้งๆที่ใบหน้าตรงหน้าช่าง.งดงามหมดจด รอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่ฮ่องเต้มองแล้วกลับชวนให้รู้สึกเย็นสันหลังวาบอย่างน่าแปลก
ฮ่องเต้ในพระชนมายุห้าทศวรรษยังไม่เคยเจอใครกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับเขามาก่อน ในใจทั้งโกรธ ทั้งกลัว ทั้งสับสน ไม่รู้ควรทำเช่นไรไปชั่วขณะ
เจ้าห้าหลอกใช้เขาให้พรากหมอเหอมาจากสามีนาง ก็เพราะกลัวคำขู่ของนางอย่างนั้นหรือ?
เขาถูกเจ้าห้าหลอกใช้อย่างนั้นหรือ!
ตกลงเรื่องทั้งหมดนี้มีสิ่งใดที่เขายังไม่รู้อีก!
“เจ้าสาม นี่เจ้าพาผู้หญิงคนนี้มาเพื่อทำให้เราโกรธอย่างนั้นหรือ!”
เฉินอ๋องรีบตอบทันที “ลูกมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงทำเสียงจุปาก ก่อนเอ่ยแทรก “ฝ่าบาท เมื่อครู่พระองค์ยังบอกว่าพระองค์ไม่ได้เข้าข้างใครอยู่เลย ทั้งยังบอกอีกว่าคนที่แนะนำให้หม่อมฉันมารักษาพระองค์ก็คือท่านหลินอ๋อง แต่พอหม่อมฉันทำให้พระองค์โกรธ พระองค์กลับบอกว่าท่านเฉินอ๋องเป็นคนพาหม่อมฉันมา…พระองค์อย่าลืมสิเพ.คะ หม่อมฉันมาได้ก็เพราะบัญชาของพระองค์นะเพ.คะ!”
“นี่เจ้า… เจ้า!”
ฮ่องเต้โกรธจนหายใจหอบถี่ เหอจิ่วเหนียงยังคงพูดต่อ “อย่าโกรธสิเพ.คะ มาเพคะ หายใจเป็นจังหวะพร้อมกับหม่อมฉัน หายใจเข้า หายใจออก ถูกต้องเพ.คะ หายใจเข้า หายใจออก”
เฉินอ๋อง “!!!”
กลับไปวันนี้ เขาจะให้คนวาดภาพเหอจิ่วเหนียงวางไว้ในห้องโถง จะกราบไหว้ทุกเช้าเย็น เผื่อจะช่วยเสริมความกล้าหาญให้เขาได้บ้าง!
ตอนที่ 445: จะฆ่าลูกเขาก็ยังมาบอกเขาก่อน
ภายใต้การช่วยเหลือของเหอจิ่วเหนียง ในที่สุดฮ่องเต้ก็หายใจสะดวกขึ้น ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“ฝ่าบาทเพคะ อาการของพระองค์ในตอนนี้ไม่ควรโกรธมากจนเกินไปนะเพ.คะ พูดความจริงมันอาจจะไม่น่าฟัง หลายปีที่ผ่านมาจึงไม่มีใครพูดความจริงกับพระองค์ตรงๆ พระองค์ได้ยินแต่คำโกหกเอาอกเอาใจ ไม่เป็นไรเพ.คะ ต่อไปทุกครั้งที่หม่อมฉันมาฝังเข็มให้พระองค์ หม่อมฉันจะเล่าสถานการณ์ความจริงกับพระองค์ทุกอย่าง ให้พระองค์ตาสว่าง ออกมาจากกวาจาหลอกลวงเหล่านั้นเองเพ.คะ”
ฮ่องเต้ตั้งสติได้แต่ก็พูดไม่ออกจริงๆ ยื่นมือชี้ด้านนอก เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจและเอ่ยถาม “ฝ่าบาทจะให้หม่อมฉันออกไปหรือเพ.คะ? ไม่ได้นะเพ.คะ ยังไม่ถึงเวลาเอาเข็มออกเลย หม่อมฉันต้องเฝ้าอยู่ตรงนี้เพ.คะ!”
ฮ่องเต้โมโหจนตาเหลือก อยากจะเป็นลมไปเสียให้สิ้นเรื่อง แต่วันนี้ไม่รู้เพราะเหตุใด ถูกทำให้โกรธเช่นนี้แต่ก็ไม่เป็นอะไรสัดนิด
เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายไม่พูด จึงพูดต่อ “หม่อมฉันคิดๆดูแล้ว คงต้องพูดความจริงจากใจกับพระองค์สักหน่อย ท่านหลินอ๋องสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูต่างแดนจนเกือบทำให้สามีของหม่อมฉันถึงแก่ชีวิต หม่อมฉันมีความแค้นกับเขา เพียงแต่ตอนนี้ยังหาหลักฐานไม่ได้ หากหาหลักฐานได้แล้ว หม่อมฉันไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่เพ.คะ พระองค์ก็เตรียมพระทัยเอาไว้ให้ดีล่ะเพ.คะ”
“นี่เจ้า… เจ้าพูดอะไร?”
ฮ่องเต้พูดออกมาได้เพียงเท่านั้น มองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
…เจ้าห้าสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูต่างแดน จะเป็นไปได้อย่างไร?
คนอย่างเจ้าห้า แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยคิดแย่งชิงตำแหน่งอะไรในราชสำนักมาก่อน หากบอกว่าเป็นเจ้าหกเขายังพอเชื่อ
“ก็ท่านหลินอ๋องสมรู้ร่วมคิดกับศัตรูต่างแดนอย่างไรล่ะเพ.คะ เพียงแต่ตอนนี้ยังหาหลักฐานมัดตัวไม่ได้ แต่ความจริงหม่อมฉันเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้หรอก ที่หม่อมฉันแค้นเขาก็เพราะว่าเขาทำร้ายสามีของหม่อมฉัน หากหม่อมฉันไม่เห็นว่าเขามีตำแหน่งอ๋อง อยากให้เขาได้รับโทษตามกระบวนการ เมื่อคืนหม่อมฉันคงทำให้เขาอยู่ในคฤหาสน์นอกเมืองตลอดกาลไปแล้วเพ.คะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนมาก ทว่าวาจาที่เอื้อนเอ่ยแต่ละคำนั้นโหดเหี้ยมยิ่งนัก ฮ่องเต้มองแววตาของนางด้วยความอึดอัด
สตรีเช่นนี้ใครจะกล้าเอาไว้ใกล้ตัวกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงให้นางมาอยู่ในวังหลังเลย เกรงว่าถ้าเขาตายก็ไม่รู้ว่าตายเช่นไรแน่
ในเวลานี้ ฮ่องเต้ก็ล้มเลิกความคิดที่จะครอบครองเหอจิ่วเหนียงไปโดยสมบูรณ์
นางต้องการสังหารโอรสของเขาก็ยังมาบอกเขาก่อน ให้เขาเตรียมใจเอาไว้ จะได้ไม่ต้องเสียใจมาก
นี่เป็นเรื่องปกติอย่างนั้นหรือ!
เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงกล้ายิ่งนัก!
ไม่เห็นฮ่องเต้อย่างเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย!
“อ่อ จริงสิเพ.คะ เรื่องของเต้าผิงก่อนหน้านี้เขาเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ไม่อย่างนั้นจะออกตัวขอร้องแทนเต้าผิงอย่างร้อนอกร้อนใจไปทำไม หากพระองค์ไม่เชื่อ หม่อมฉันก็ส่งคนไปตรวจสอบได้นะเพ.คะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็จดจำความแค้นต่อเขาเอาไว้แล้ว”
หลังจากพูดอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดก็ถึงเวลาถอนเข็ม เหอจิ่วเหนียงดึงเข็มออกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็เริ่มเขียนเทียบยา ให้คนไปเตรียมสมุนไพรตามเทียบยาต้มให้เขาดื่ม
“ต่อจากนี้ให้.งดเรื่องเพศสัมพันธ์ หากฝืนทำ พระองค์มีพระชนม์ชีพไม่ถึงปีใหม่แน่เพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงกำชับเรื่องนี้เสร็จก็.ยกกล่องยาเตรียมจะเดินออกไป
เฉินอ๋องเห็นดังนั้นก็รีบก้าวเท้าไปข้างหน้า “เสด็จพ่อ ลูกขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
เขาหันหลังกำลังจะเดินออกไป แต่ฮ่องเต้กลับเอ่ยถามเขาขึ้น “ทุกอย่างที่นางพูดเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะรีบหาพยานหลักฐานให้เร็วที่สุด เสด็จพ่อรักษาพระวรกายด้วย”
ตอบแล้วเขาก็พาเหอจิ่วเหนียงเดินออกไป ภายในตำหนักจึงเหลือเพียงฮ่องเต้และพวกขันทีกับนางกำนัล
ทันทีที่เฉินอ๋องออกไป เหล่าข้าหลวงก็ทรุดตัวลงคุกเข่า ได้ยินเรื่องราวที่ไม่ควรได้ยินได้ฟังเช่นนี้ ชีวิตของพวกเขาก็คงต้อง.จบลงตรงนี้แล้ว
ทว่าครั้งนี้ฮ่องเต้กลับไม่ได้มีความคิดจะลงโทษสังหาร เพียงเอ่ย “ทุกคนที่ได้ยินเรื่องในวันนี้ ปิดปากของพวกเจ้าเอาไว้ให้แน่น”
“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา!”
เหล่าขันทีและนางกำนัลถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ความรู้สึกที่เดินไปถึงประตูนรกนี่มันช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
ฮ่องเต้นอนลงบนเตียง เหม่อมองเพดานเงียบๆ เขาในตอนนี้อารมณ์และความรู้สึกสงบเป็นพิเศษ
เขามานั่งในตำแหน่งนี้ได้ ในครานั้นเขาทุ่มเท.ลงไปไม่น้อย ตอนนี้ถึงคราวที่ลูกๆของเขาแข่งขันแย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อตำแหน่งนี้แล้ว เขารู้เรื่องนี้มาโดยตลอด
แต่แค่คิดไม่ถึงก็เท่านั้นว่า เจ้าห้าได้หมายเอาชีวิตเขาเอาไว้แล้ว
เขายอมรับว่าตนเองลำเอียงเข้าข้าง.องค์รัชทายาทมากเกินไป แต่องค์รัชทายาทไร้ประโยชน์มากจริงๆ หลายปีที่ผ่านมาไม่ทำความดีความชอบอะไรเลย ช่วงนี้ให้เขาดูแลงานราชกิจแทนก็ทำได้แย่มาก เหล่าขุนนางต่างยื่นฎีการายงานเขาทุกวัน เขาเองก็รู้ว่าโอรสคนนี้ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง
ตลอดหลายปีเขาทุ่มเทไปมากมาย แต่ก็อบรมสั่งสอนโอรสคนโปรดให้เก่งขึ้นไม่ได้ ต่อไปก็ไม่วายต้องตกอยู่ในน้ำมือของเฉินอ๋อง
ส่วนโอรส.คนอื่น เจ้าห้าความคิดลึกล้ำ แม้แต่ผู้เป็นพ่ออย่างเขาก็ถูกหลอก ทั้งยังสมคบคิดกับศัตรูต่างแดนทำร้ายเขาอีก นี่เป็นเรื่องที่สะเทือนใจเขาที่สุด
ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่เขารู้ดีแก่ใจว่า คนอย่างเจ้าสามไม่มีทางใส่ร้ายคนอื่นตามใจแน่นอน โดยเฉพาะหมอหญิงผู้นั้น คำสองคำก็พูดถึงความแค้น แทบ.อดใจไม่ไหวอยากสังหารหลินอ๋องซะ
เจ้าหกก็โง่เขลาไร้ไหวพริบ มีความกล้าแต่ไร้ชั้นเชิง คนเช่นนี้ในยามปกติก็แล้วไป แต่ถึงเวลาเอาจริงเอาจังแล้วก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
ส่วน.องค์ชายองค์อื่นๆยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย บ้างก็อำนาจเครือญาติฝ่ายมารดาไม่แข็งแกร่งพอ บ้างก็อายุยังน้อย ล้วนไม่มีความสามารถในการแก่งแย่ง
เมื่อพิจาณาเช่นนี้แล้ว ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดก็คือ… เจ้าสาม
ทว่าเขามีอคติต่อเจ้าสามมาโดยตลอด หากเลือกให้ลูกชายคนนี้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ
เช่นนั้นก็คงต้องรอดูต่อไปก่อน ไม่แน่ องค์รัชทายาทอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เก่งขึ้นได้ก็ได้
จำต้องบอกเลยว่า คำพูดเหล่านั้นที่หมอหญิงผู้นั้นพูดกับเขา ถึงแม้แต่ละประโยคจะแทงใจไม่น่าฟัง ทำให้เขาโกรธจนแทบอยากลากนางไปประหาร แต่อย่างไรก็จำต้องยอมรับ
หลายๆเรื่องจำเป็นต้องคิดวางแผนเอาไว้เสียแต่ตอนนี้
......
เหอจิ่วเหนียงออกจากวังไปพร้อมกับเฉินอ๋อง ทว่าทั้งสองไม่ได้นั่งรถม้าแต่อย่างใด กลับเดินออกไปด้วยกัน เพราะพวกเขามีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากขึ้นนั่งรถม้าคันเดียวกันจะถูกเข้าใจผิดได้ง่าย จึงต้องหลีกเลี่ยง
“เจ้าใจกล้าเกินไปแล้ว! เจ้ากล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ไม่กลัวเสด็จพ่อข้าจะโกรธแล้วสั่งลงโทษเจ้าหรือ?”
ทันทีที่พ้นปากประตู เฉินอ๋องก็.ยกนิ้วโป้งชื่นชมเหอจิ่วเหนียงยกใหญ่ นางเป็นผู้หญิงคนแรกที่ใจกล้าที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาแล้ว!
ไม่สิ… ต่อให้เป็นผู้ชาย ก็ไม่มีใครกล้าพูดจาเช่นนี้กับฮ่องเต้!
“ไม่กลัวเพ.คะ เขาทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
เหอจิ่วเหนียงไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรตอนนี้ความสามารถของนางก็เป็นที่ประจักษ์ หากฮ่องเต้กล้าทำอะไรนาง นางก็สามารถทำให้เขาทรมานจนตายได้
“ท่านอ๋องวางใจเถอะเพ.คะ เรื่องนี้ไม่ทำให้ท่านเดือดร้อนแน่นอน ในช่วงนี้ข้าจะมาฝังเข็มให้ฮ่องเต้ ระหว่างนี้สิ่งใดที่ควรพูดออกมาข้าจะพูดให้หมดเพ.คะ จะได้ยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับหลินอ๋องด้วย หลินอ๋องกล้าเล่นงานข้า เขาต้องชดใช้เพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา ในใจคิด หลินอ๋องไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง กล้าเล่นงานนาง นางเอาคืนแน่!
เฉินอ๋องยิ่งรู้สึกนับถือนาง ผู้หญิงคนนี้จัดการเรื่องต่างๆได้อย่างกล้าหาญยิ่งนัก แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวกว่าบุรุษหลายคน ใครบอกว่าสตรีสู้บุรุษไม่ได้กัน
ลู่ไป่ชวนได้แต่งงานกับภรรยาที่ดียิ่งนัก! ราวกับมีเทพเซียนคอยช่วยอยู่เคียงข้างที่แท้จริง!
“เช่นนั้นช่วงนี้ข้าจะส่งคนคอยปกป้องเจ้าอย่างลับๆ เพื่อป้องกันเจ้าห้าจะมาลอบกัดเจ้า”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “ท่านอ๋องส่งคนปกป้องสามีข้าก็พอเพ.คะ ไม่ต้องปกป้องข้า ไม่มีใครทำอะไรข้าได้หรอกเพ.คะ”
เดินไปพลางพูดคุยกันไปเช่นนี้กลับไม่รู้สึกเลยว่าระยะทางใกล้ไกลแค่ไหน พูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคทั้งสองก็เดินมาถึงประตูวังแล้ว เหอจิ่วเหนียงกำลังเตรียมขึ้นรถม้ากลับคฤหาสน์ ก็เห็นลู่ไป่ชวนมารออยู่ที่หน้าประตูวัง
ตอนที่ 446: ต่อไปไม่ต้องสวมหน้ากากแล้วดีหรือไม่
ลู่ไป่ชวนน่าจะรออยู่ตรงนี้นานแล้ว เมื่อเห็นทั้งสองเดินออกมาก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที เป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับภรรยา
เหอจิ่วเหนียงชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้า แล้วยืนรอให้เขาเดินมาหาตนเอง
อีกฝ่ายสวมหน้ากาก เหอจิ่วเหนียงจึงไม่เห็นสีหน้า แต่รู้ว่าเขาต้องเป็นห่วงมากแน่นอน
เฉินอ๋องเห็นลู่ไป่ชวนก็ชะงักเท้าที่กำลังยกขึ้นเช่นกัน อยากพูดคุยกับลูกน้องคนสนิทสักหน่อย
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนเดินไปตรงหน้าคนทั้งสอง เพราะมีเฉินอ๋องอยู่ด้วย เขาจึงไม่ทำตัวใกล้ชิดภรรยามากเกินไป แต่ก็ยังจับมือเหอจิ่วเหนียง และใช้สายตาไล่สำรวจนาง
“ไม่เป็นอะไรเลย ข้าสบายดี!”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า เห็นลู่ไป่ชวนร้อนใจเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้านางก็ปกปิดไว้ไม่อยู่จริงๆ
ชีวิตในโลกก่อน นางอยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพัง แม้แต่ตายก็ยังตายศพไม่สวย น่าสังเวชยิ่งนัก แต่ในภพนี้ ไม่เพียงมีครอบครัวพ่อแม่พี่น้องเท่านั้น แต่ยังมีลูกชาย มีคนรักด้วย สวรรค์คงจะเติมเต็มชีวิตที่ขาดหายในชาติก่อนให้นางกระมัง
เฉินอ๋องกล่าว “วันนี้ที่มีชีวิตรอดออกมาได้อย่างปลอดภัยล้วนเป็นเพราะความสามารถของฮูหยินเจ้า ข้าตามไปด้วยก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กลับกันข้ายังได้ฮูหยินของเจ้าช่วยเอาไว้อีกต่างหาก ช่างน่านับถือยิ่งนัก! พวกเจ้าสองคนกลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว มีเรื่องอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
เฉินอ๋องไม่ใช่คนไม่รู้ประสา รู้ว่าตอนนี้สองสามีภรรยาอยากอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง จึงพูดคุยกับพวกเขาแค่ประโยคสองประโยคก็แยกตัวออกไป
เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนขึ้นรถม้าคันเดียวกัน ลู่ไป่ชวนรอไม่ไหว เอ่ยถามนางทันที “ตกลงเรื่องมันเป็นเช่นไรกันแน่?”
เหอจิ่วเหนียงถลึงตาใส่เขา “อย่าเพิ่งรีบสิ ให้ข้าดูแผลท่านก่อน”
เมื่อครู่ตอนที่เขาเดินมาใกล้ๆ เหอจิ่วเหนียงได้กลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้น ไม่ต้องเดาเลย แผลต้องฉีกเป็นแน่ สามีคนนี้แอบไปทำอะไรตอนที่นางไม่อยู่กันแน่?
นางยื่นมือไปเปิดเสื้อเขาดูบาดแผล ลู่ไป่ชวนคว้ามือนางแล้วดึงร่างบางมากอดไว้แน่น
“ไม่ได้เป็นอะไร เห็นเจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็ไม่เป็นอะไรแล้ว”
เขากลัวมากว่านางเข้าวังไปแล้วยากจะได้ออกมา ฮ่องเต้เปรียบดั่งเสือ ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาไม่เพียงพอที่จะต่อต้านกับฮ่องเต้ได้ หากฮ่องเต้ต้องตานางเข้าจริงๆ ต่อให้เขาพยายามอย่างสุดชีวิตก็ใช่ว่าจะเอาตัวนางกลับมาได้
เขาเกลียดที่ตัวเองไร้ความสามารถ แม้แต่ผู้หญิงของตัวเองก็ปกป้องไม่ได้ ต้องให้นางไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนั้นเพียงลำพัง
เหอจิ่วเหนียงสูดดม คิ้วเรียวพลันขมวดย่น เอ่ยปากตัดบรรยากาศทันที “รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ กลิ่นเหงื่อท่วมตัวท่านข้าเหม็นจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว!”
ลู่ไป่ชวนไปที่ลานประลองยุทธ์ปลดปล่อยอารมณ์อยู่พักใหญ่กว่าจะสงบจิตใจลงได้ และมารอนางที่หน้าประตูวัง ยังไม่ได้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ บนร่างกายเขาจึงไม่เพียงมีกลิ่นคาวเลือดเท่านั้น ยังมีกลิ่นเหงื่ออีกด้วย ไม่น่าดมเอาซะเลย
ได้ยินนางบ่น ลู่ไป่ชวนจึงปล่อยนาง “เจ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวังให้ข้าฟังก่อน”
เหอจิ่วเหนียงเห็นสีหน้าเขายังคงดูดี ก็คาดว่าบาดแผลคงไม่หนักมาก นางจึงยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังก่อน “ฮ่องเต้มีเจตนาไม่ดีจริงๆ แต่ท่านคิดหรือว่าคนอย่างข้าจะยอมให้เขาเอาเปรียบได้ง่ายๆ ตอนนี้เพื่อเอาชีวิตรอด เขาจำเป็นต้องฟังข้า แถมข้ายังยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลินอ๋องอีกด้วย…”
พูดถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงก็ยกยิ้มเลศนัย แล้วพูดต่อ “...หลินอ๋องคงคาดไม่ถึงแน่ว่าตอนที่ข้าเข้าเฝ้าฮ่องเต้จะไม่เหมือนกับคนอื่นที่เข้าเฝ้า ข้ามีความสามารถที่จะทำให้ฮ่องเต้กลัวข้าได้ ต่อให้เห็นหน้าข้าแล้วไม่พอใจก็ไม่มีทางสั่งลงโทษข้าง่ายๆ ทั้งยังทำให้แผนการของเขาพังได้อีกด้วย”
จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เล่าเหตุการณ์ที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้ให้อีกฝ่ายฟังอย่างละเอียด แม้แต่เรื่องที่ฮ่องเต้โกรธจนหายใจหืดหอบนางก็เล่าออกมาหมด และแน่นอนว่าเล่าเรื่องที่นางบอกฮ่องเต้ตรงๆว่าจะเล่นงานหลินอ๋องด้วย
หลังจากฟังจบ ลู่ไป่ชวนไม่ได้มีความสุขเหมือนนางเลย กลับกันยิ่งเคร่งเครียด “สิ่งที่เจ้าทำวันนี้ถือว่าล่วงเกินฮ่องเต้แล้ว ตอนนี้ที่เขาไม่ทำอะไรเจ้าก็เพราะว่าเจ้าต้องรักษาอาการป่วยของเขา แต่หากอาการป่วยหาย เขาต้องเอาคืนเจ้าแน่”
ฮ่องเต้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ตั้งแต่เขานั่งในตำแหน่งนั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็มีเพียงเขาที่ข่มขู่คนอื่นได้ แต่ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงกลับฉีกหน้าเขาอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังบอกอีกว่าจะจัดการหลินอ๋อง ฮ่องเต้ไม่มีทางปล่อยนางไปแน่
ไม่ว่าจะร้ายดีอย่างไร หลินอ๋องก็คือลูกชายของเขา ทั้งยังถือว่าเป็นโอรสที่เขาโปรดปรานคนหนึ่ง ฮ่องเต้ไม่มีทางยืนมองหลินอ๋องเป็นอะไรไปเฉยๆแน่
เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้ใส่ใจ “วางใจเถอะน่า ข้ามั่นใจว่าอาการของเขาอยู่ในความควบคุมของข้า จวบจนถึงวันที่เขาจากไป เขาก็ไม่มีวันลืมข้าแน่นอน”
วาจานี้ช่างคลุมเครือ เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็ตระหนักได้ว่าแปลกๆ จึงรีบเสริม “ข้าหมายความว่า อาการป่วยของเขาจำเป็นต้องเป็นข้าเท่านั้นที่ต้องรักษา นี่เป็นไพ่เด็ดของข้า ข้าไม่มีทางเสียท่าง่ายๆแน่”
ความจริงแล้วอาการประชวรของฮ่องเต้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรสำหรับนางเลย แต่หากเมื่อไรที่ฮ่องเต้เฒ่าคิดไม่ซื่อกับนาง หรือทำให้นางไม่พอใจละก็ นางก็จะทำให้อาการเขาทรุดหนัก ให้เขาได้รับความทรมานเล็กๆน้อยๆ ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็นผู้ป่วยของนาง ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับนาง
ฮ่องเต้เฒ่าหวาดกลัวความตาย ไม่กล้าทำอะไรนางง่ายๆแน่ ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าจะจัดการเขาได้อยู่หมัด
ลู่ไป่ชวนรู้สึกหมดคำพูด เป็นเขาเองที่ประเมินสายตาอันเฉียบแหลมและความสามารถของภรรยาตัวเองต่ำเกินไป เขารู้สึกผิดในใจยิ่งนัก
“ตอนนี้เกรงว่าฮ่องเต้จะเกลียดข้าเสียมากกว่า ไม่มีทางคิดเรื่องอย่างว่ากับข้าลงอีกแน่นอน เรื่องนี้ท่านก็วางใจเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงยกสองมือคล้องคอเขาโดยไม่รังเกียจกลิ่นเหงื่อแล้ว ยิ้มตาหยีพร้อมถอดหน้ากากของเขาออก มองตาเขาแล้วเอ่ย “ต่อไปไม่ต้องสวมหน้ากากแล้ว ดีหรือไม่?”
“อืม”
เหอจิ่วเหนียงโยนหน้ากากในมือทิ้งข้างตัว ใบหน้าของลู่ไป่ชวนตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แค่กำจัดแผลเป็นจางๆ ที่เหลือเพียงเล็กน้อยออกไปเท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงทำยาลดรอยแผลเป็นให้เขา และเขาก็ใช้มาโดยตลอด ตอนนี้รอยเหล่านั้นจึงจางลงไปมาก หากไม่สังเกตดีๆ ก็มองไม่เห็นแล้ว
เครื่องหน้าของลู่ไป่ชวนหล่อเหลายิ่งนัก ยิ่งหลอมรวมกับประสบการณ์และความเก่งกาจมากมายที่เขามี ทำให้กลิ่นอายของเขาดูพิเศษและยิ่งน่าหลงใหล ตรงกับความชอบของเหอจิ่วเหนียงทุกประการ
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ เหอจิ่วเหนียงให้คนไปต้มน้ำมาให้ลู่ไป่ชวนล้างเนื้อล้างตัว ทว่านางไม่ได้กำชับข้อสำคัญข้อหนึ่งกับเขา และนึกไม่ถึงว่าลู่ไป่ชวนจะปล่อยให้แผลของตัวเองโดนน้ำไปแล้ว
เหอจิ่วเหนียงแตกตื่น ปากกำลังจะร้องห้ามแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว นางมองไปที่บาดแผลโดนน้ำพวกนั้นแล้วก็นึกอยากจะตีเขาสักป๊าบ
“แหะๆ”
ลู่ไป่ชวนหัวเราะแห้งๆทำตัวไม่ถูก อยากคว้ามือนางมากุมไว้แต่ก็ถูกนางสะบัดออก
“ไปนั่งดีๆ ไม่ต้องมาจับข้าเลย!”
เหอจิ่วเหนียงเดินตึงตังไปหยิบกล่องยา กะว่าเดี๋ยวกลับมาจะต่อว่าเขาสักชุด แต่เมื่อเห็นแผลมีเลือดซึมออกมาแล้วก็ตำหนิไม่ลง ที่เขาทำไปก็เพราะเป็นห่วงนาง
หากรู้เช่นนี้คงพาเขาเข้าวังไปด้วยแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องเอาแต่เป็นห่วงอยู่ข้างนอกคนเดียว
ยามดุด่านั้นโหดเหี้ยมดั่งแม่เสือ แต่เมื่อยามรักษาแผลกลับอ่อนโยนมาก การเคลื่อนไหวนุ่มนวลและเบามือจนลู่ไป่ชวนแทบไม่รู้สึกอะไร
พิศมองใบหน้าที่ห่างเพียงนิ้วมือแล้วลู่ไป่ชวนก็ลอบกลืนน้ำลายลงคอ บอกตัวเองให้สงบจิตสงบใจ แผลยังไม่หายดี หากทำอะไรไปอาจทำให้ภรรยาโกรธซ้ำอีก
ตอนที่ 447: เป็นฝีมือของสามีหม่อมฉันเอง
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ นางก้มหน้าก้มตาทำแผลให้เขาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเอ่ย “ไปตรวจอาการให้ฮ่องเต้อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับจิงโจวแล้ว ท่านจะกลับพร้อมข้าหรือไม่?”
ตอนแรกทั้งสองสามารถกลับพร้อมกันได้ แต่ฮ่องเต้กับหลินอ๋องดูท่าจะต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นเร็วๆนี้แน่ๆ เหอจิ่วเหนียงเกรงว่าเขาจะต้องอยู่รับมือเรื่องนี้ก่อน
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ได้สิ ไม่ว่าที่เมืองหลวงจะเกิดเรื่องมากมายอะไร แต่สถานการณ์ทางด้านจิงโจวก็ไม่อาจทิ้งได้ ข้ามีธุระของตัวเองต้องจัดการ ท่านอ๋องรู้ดี”
อันที่จริงข้างกายเฉินอ๋องมีคนฝีมือดีอยู่มากมาย อย่างน้อยก็มีมากว่าอ๋องท่านอื่น
อีกอย่าง เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะยุยงปลุกปั่นให้ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับหลินอ๋องแตกหัก ขอแค่เฉินอ๋องมีไหวพริบสักหน่อย แทรกแซงเข้าไป ต้องสามารถโค่นล้มหลินอ๋องได้แน่ ถึงแม้ตอนนี้จะยังหาหลักฐานที่หลินอ๋องสมรู้ร่วมคิดกับตงถิงไม่ได้ แต่ก็ทำให้หลินอ๋องพลิกสถานการณ์กลับมาไม่ได้แน่นอน
“อืม กลับไปท่านก็อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้กับลูกล่ะ จะโกหกเขาไปตลอดไม่ได้เด็ดขาด”
เหอจิ่วเหนียงใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกมาก กลัวว่าจะมีรอยร้าวระหว่างพวกเขาสองคน
“อืม ข้าจำได้”
ลู่ไป่ชวนมีดีตรงนี้ เขายินดีที่จะเชื่อฟัง
ทำแผลให้สามีเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ฝากคำพูดให้คนไปบอกหลินอ๋อง ในเมื่อนางไม่สบายใจ หลินอ๋องก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสบายใจ
คำพูดของนางก็คือ ‘ไปบอกหลินอ๋องว่า คิดว่าทำเช่นนี้แล้วจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอย่างข้าได้อย่างนั้นหรือ คิดผิดแล้ว ข้าต้องขอบคุณเจ้าด้วยซ้ำที่ให้โอกาสข้าได้เจอกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้ชื่นชมฝีมือการแพทย์ของข้าไม่หยุดปาก ทั้งยังให้ข้าเป็นหมอประจำพระองค์อีกด้วย ทำให้แผนการบางอย่างของคนบางคนต้องล้มเหลวแล้ว’
คำพูดนี้ดั่งเติมเชื้อเพลิงในกองไฟ บ่าวรับใช้ผู้ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ส่งสารเป็นกังวลว่าเจ้านายตัวเองจะเดือดร้อน จึงใช้คำพูดที่เบาลง แต่ถึงจะไม่ได้รุนแรงดังเช่นข้อความเดิม หลินอ๋องได้ฟังแล้วก็ยังกำหมัดแน่นอยู่ดี
หลินอ๋องรอข่าวจากในวังตั้งแต่เช้าตรู่ เห็นฮ่องเต้ให้คนไปตามเหอจิ่วเหนียงเข้าวังจริงๆ ในใจเขาก็คิดว่า คราวนี้เหอจิ่วเหนียงต้องถูกนำตัวเข้าวังหลังแน่นอน เช่นนี้ก็สามารถสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเฉินอ๋องกับลู่ไป่ชวนได้ ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงแตกร้าวได้เช่นกัน
ขอเพียงเรื่องนี้เป็นไปตามภาพที่เขาคิดไว้ เขาก็สามารถฉวยจังหวะนี้กอบกู้สถานการณ์ให้ตัวเองได้อีกครั้ง พยายามติดต่อกับทางด้านตงถิงอีกที ให้พวกเขาสนับสนุนตนเองแย่งชิงบัลลังก์ต่อไป
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า…
เหอจิ่วเหนียงจะกลับออกมาได้อย่างง่ายดาย! ทั้งยังฝากคำพูดน่าโมโหมาให้เขาอีก! เห็นชัดว่าฮ่องเต้ไม่มีความคิดที่จะรับนางเป็นสนมวังหลัง
เพราะเหตุใดกัน?
แค่เพราะนางมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม สามารถรักษาเขาให้หายได้อย่างนั้นหรือ?
แต่สตรีที่มีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมเช่นนี้ เก็บเอาไว้ข้างกายก็ยิ่งเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ?
เขาไม่เข้าใจความคิดครั้งนี้ของฮ่องเต้ ครั้นยังหนุ่มพระบิดาช่ำชองในเรื่องกามมาก ต่อมาก็เอาแต่มัวเมากับการบำเพ็ญตบะ ปรารถนาชีวิตอมตะ จึงห่างเหินจากวังหลัง แต่ก็ยังมีสนมหลายคนที่ได้รับความโปรดปราน
ต่อมาตระหนักได้ว่าการบำเพ็ญตบะเป็นเรื่องหลอกลวง เขาก็ปล่อยตัวเอง ใช้เวลาไปกับการเสพสุขนารีทั้งวัน ไม่สนใจงานราชกิจ… คนเช่นนี้เห็นโฉมงามอย่างเหอจิ่วเหนียงแล้วจะไม่หวั่นไหวเลยสักนิดจริงๆหรือ?
หรือว่า…
เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงเก่งกาจในวิชาแพทย์ แต่ยังมีเล่ห์เหลี่ยมที่คนอื่นไม่รู้ อย่างเช่น…สามารถสะกดจิตผู้คนให้หลงเชื่อตัวเองได้!
ไม่มีทาง!
เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลก และก็รู้ว่าไม่อาจนั่งรออยู่เฉยๆได้ จึงให้คนไปสืบว่าเกิดอะไรขึ้นในตำหนักฮ่องเต้
แต่ไม่ว่าจะสืบเช่นไร คนในวังที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่ยอมปริปากบอกแม้แต่คำเดียว แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกิดเรื่องสำคัญขึ้นจริงๆ และฮ่องเต้คงกำชับไม่ให้พวกเขาปริปากแพร่งพราย
หลินอ๋องคิดว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่สามารถทำให้เหอจิ่วเหนียงทิ้งคำพูดโหดเหี้ยมให้เขาได้ แสดงว่าไม่ส่งผลดีต่อเขาแน่นอน ดังนั้นจึงตัดสินใจจะเข้าวังไปสอบถามด้วยตัวเอง
ทว่ายังไม่ทันก้าวออกจากจวน ก็มีคนในวังมาหาถึงที่
เป็นขันทีคนเดียวกันกับที่ไปตามเหอจิ่วเหนียงที่จวนเฉินอ๋อง
“ท่านหลินอ๋อง ฝ่าบาททรงรับสั่งว่า ช่วงนี้ท่านอ๋องทำงานหนักเกินไป อย่าออกจากจวนเลยพ่ะย่ะค่ะ ให้อยู่พักผ่อนที่จวนจะดีกว่า”
กล่าวจบ ขันทีก็จะหันหลังกลับออกไป หลินอ๋องได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงเอ่ยถาม “เสด็จพ่อห้ามไม่ให้ข้าออกจากจวนหรือ? เพราะเหตุใด?”
ขันทียิ้มตาหยี เขาไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงตอบไปสั้นๆ “ในใจท่านคงรู้ดีอยู่เต็มอก อย่าทำให้ข้าน้อยต้องลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยต้องกลับไปรายงานต่อฝ่าบาท ขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบก็ยกมือคารวะหลินอ๋องและกลับไป
“เพราะเหตุใด เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
หัวใจของหลินอ๋องเต้นระส่ำแทบระเบิด ทั้งๆที่แผนการตลอดหลายปีของเขาทั้งหมดนั้น แค่ทำตามแผนทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่เขาปรารถนา เหตุใดจู่ๆพอเจอกับสองสามีภรรยาคู่นั้น แผนการของเขากลับถูกทำลายได้
โดยเฉพาะแผนการส่งเหอจิ่วเหนียงเข้าวังครั้งนี้ เห็นๆกันอยู่ว่าเขาเป็นฝ่ายได้ประโยชน์แน่ๆ เหตุใดพริบตาต่อมาถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
เช่นนี้ใครจะยอมรับได้ล่ะ!
.......
สองวันต่อมา
เหอจิ่วเหนียงเข้าวังฝังเข็มให้ฮ่องเต้เช่นเดิม สองวันที่ผ่านมานี้ฮ่องเต้รู้สึกว่าสุขภาพร่างกายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขายิ่งรู้สึกพอใจในตัวเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น
ให้นางฝังเข็มให้ทุกวันยังรู้สึกดีกว่ากินยาลูกกลอนจินตันก่อนหน้านี้ซะอีก เขาถึงขั้นรู้สึกว่า กำลังวังชาของตัวเองตอนนี้ราวกับได้ย้อนอายุกลับไปในวัยหนุ่มเลยด้วยซ้ำ
“เจ้าได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์มาจากไหน ฝีมือการฝังเข็มยอดเยี่ยมยิ่งนัก มาเป็นหมอหลวงในวังดีหรือไม่?”
ตอนนี้ฮ่องเต้ไม่ได้คิดเรื่องอย่างว่ากับเหอจิ่วเหนียงแล้ว วาจาของเขาไม่ได้แฝงนัยใดทั้งสิ้น เพียงอยากให้นางมาเป็นหมอหลวงอยู่ในวัง จะได้ช่วยรักษาให้เขาได้สะดวกขึ้น
เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “ไม่เพ.คะ บุตรชายของหม่อมฉันยังรอหม่อมฉันอยู่ที่จิงโจว”
คนที่สามารถปฏิเสธฮ่องเต้ได้ตรงๆเช่นนี้ เห็นทีก็คงมีแค่สตรีแซ่เหอนามจิ่วเหนียงคนนี้เพียงคนเดียวแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะคุ้นชินกับวาจาและน้ำเสียงของนางแล้วจึงไม่โกรธแม้แต่น้อย ทั้งยังยิ้มจนตาปิด พลางกล่าว “จะไปยากอะไร ก็รับมาอยู่ด้วยเลยสิ สามีของเจ้าจะได้มาทำงานในเมืองหลวงด้วย เราให้เจ้าสามจัดการให้ หรือจะให้เราเลื่อนขั้นให้เลยก็ได้!”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “เขาเป็นบุรุษ ตำแหน่งชื่อเสียงจะให้สตรีอย่างหม่อมฉันเป็นคนหาให้ได้อย่างไรกันเพ.คะ สามีหม่อมฉันเป็นคนมีความสามารถ เขาอาศัยความสามารถของตัวเองแลกมาได้ ไม่จำเป็นต้องให้ฝ่าบาทตรึกตรองแทนหรอกเพ.คะ อีกอย่าง ครอบครัวของหม่อมฉันก็อยู่จิงโจว หากมาอยู่เมืองหลวงก็ต้องแยกกับครอบครัว ย่อมไม่ดีแน่เพ.คะ”
พระราชทานตำแหน่งขุนนางให้แต่กลับปฏิเสธ สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักเอาตัวรอดซะเลย!
ฮ่องเต้รู้สึกเคืองเล็กน้อย เขาสูด.ลมหายใจเข้าลึกๆ เตือนตัวเองในใจว่าห้ามโกรธเด็ดขาด มิฉะนั้นสตรีผู้นี้ต้องกัดเขาไม่ปล่อยเป็นแน่!
“จะว่าไปแล้ว ตกลงสามีเจ้าทำอะไรกันแน่ สามารถทำให้เจ้าชื่นชมเขาถึงเพียงนี้ได้ เรียกเข้าเฝ้าให้เราเจอได้หรือไม่ หากมีความสามารถจริงอย่างที่เจ้าว่า เราจะตกรางวัลให้”
ฮ่องเต้ปรับอารมณ์ตัวเองพักหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
เหอจิ่วเหนียงกลั้นหัวเราะเอาไว้ ฮ่องเต้เฒ่านี่นิสัยใจคอเหี้ยมโหดเข้ากระดูกจริงๆ ต้องใช้วาจาท่าทีแข็งกระด้างเช่นนี้กับเขานี่แหละถูกแล้ว ไม่อย่างนั้นจะถูกเขารังแกเอาได้ง่ายๆ
อืม นางจัดการได้!
“บุตรชายของหม่อมฉันพูดอยู่ทุกวี่ทุกวันว่าพ่อของเขาเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่คำคุยโวนะเพ.คะ”
พูดถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงก็เหลือบมองคนรอบกาย ฮ่องเต้เข้าใจความหมายของนาง จึงตรัส “อยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ คนเหล่านี้เป็นคนที่เราไว้ใจทั้งสิ้น ไม่กล้าแพร่งพรายออกไปหรอก”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า และพูดต่อ “เรื่องที่องค์รัชทายาทหนานไท่ถูกลอบสังหาร พระองค์คงเคยได้ยินเรื่องนี้แล้วกระมังเพ.คะ…เป็นฝีมือของสามีหม่อมฉันเองเพ.คะ”
ตอนที่ 448: เขาแก่แต่ไม่ได้โง่
ฮ่องเต้พลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
ฮ่องเต้ย่อมรู้เรื่องการตายของ.องค์รัชทายาทหนานไท่อยู่แล้ว ปีก่อนตอนที่เรื่องนี้แพร่ไปทั่วทั้งเป่ยเหยียน มีคนลือกันด้วยว่าเป็นฝีมือคนของเฉินอ๋อง ตอนนั้นเขาไม่เชื่อ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับองค์รัชทายาทหนานไท่ส่งผลดีต่อเป่ยเหยียนที่สุด และในบรรดาโอรสของเขา ก็มีแค่เฉินอ๋องเท่านั้นที่มีความสามารถนี้
“แล้วเหตุใดถึงไม่ขอรางวัลล่ะ?”
ฮ่องเต้ไม่เข้าใจ ตามหลักแล้วความดีความชอบอันใหญ่หลวงเช่นนี้สามารถขอรางวัลจากเขาได้ แต่คนคนนั้นไม่เพียงไม่มาแสดงตัวเท่านั้น แต่ยังปิดเรื่องนี้เป็นความลับมาตลอดอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงกลอกตาใส่เขา “เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังเช่นนี้ยังต้องบอกอีกหรือเพ.คะ พระองค์ไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้วหรือเพ.คะ?”
ความจริงก็คือฮ่องเต้ไม่รู้จริงๆ พลันนั้นคนที่เพิ่งรู้เรื่องจึงมองคนที่เพิ่งบอกด้วยความสับสนเป็นอย่างมาก
เหอจิ่วเหนียงก็ไม่อุบเรื่องนี้ไว้ “ที่พระองค์ไม่รู้ นั่นก็เป็นเพราะเฉินอ๋องไม่ได้เป็นที่โปรดปรานอย่างไรล่ะเพ.คะ คนของเขา เขาจะกล้าส่งมารับรางวัลกับพระองค์หรือเพ.คะ อีกอย่าง พระองค์ไม่เชื่อใจเฉินอ๋อง ก็ต้องคิดว่าที่เขาทำเช่นนั้นเพราะต้องการข่มขู่พระองค์ ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่ตกรางวัลเลย พระองค์คงหาข้ออ้างมาจัดการเขาอีก”
เหอจิ่วเหนียงไม่กลัวฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย อยากพูดสิ่งใดก็พูดออกมา นางพูดทุกอย่างที่ตนเองอยากพูด ต่อให้ทุกครั้งฮ่องเต้จะไม่พอใจ แต่กลับรับฟังทุกคำที่นางพูดอย่างตั้งใจยิ่ง
เขาในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน มีเพียงไม่กี่คนที่กล้าพูดความจริงกับเขา การได้เจอคนที่กล้าหาญเช่นนี้นับว่าหายากมากจริงๆ
ฮ่องเต้ฟังสิ่งที่นางบอกเล่าโดยไม่โต้แย้งแต่อย่างใด เขาเห็นด้วยกับสิ่งที่นางบอก หากตอนนั้นเฉินอ๋องส่งลูกน้องคนนั้นมาขอรางวัล เขาอาจจัดการลูกน้องคนนั้นทิ้งซะ เพราะหวาดกลัวเฉินอ๋องจริงๆก็ได้
“ไม่เพียงเท่านี้นะเพ.คะ สามีหม่อมฉันยังทำผลงานอีกหลายอย่าง หากเขาอยากเลื่อนขั้นขุนนางเขาย่อมอาศัยความสามารถของตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหม่อมฉัน เข้าใจหรือไม่เพคะฝ่าบาท?”
เหอจิ่วเหนียงเล่าไปเล่ามาก็ถึงเวลาถอนเข็ม ฮ่องเต้ปล่อยให้หมอหญิงจัดการไปเงียบๆ นางจึงเอ่ยต่อ “อาการของฝ่าบาทค่อนข้างคงที่แล้ว คืนนี้หม่อมฉันจะกลับจิงโจวแล้ว อีกหนึ่งเดือนจะกลับมาฝังเข็มให้พระองค์อีกครั้งเพ.คะ ในระหว่างนี้พระองค์ต้องทำตามที่หม่อมฉันแนะนำนะเพ.คะ ไม่อย่างนั้นความพยายามในหลายวันที่ผ่านมาจะสูญเปล่า…พระองค์ต้องจำให้ดีนะเพ.คะ หากมีใครส่งสตรีงามมาให้พระองค์ ต้องลากไปประหารถึงจะถูกนะเพ.คะ”
ฮ่องเต้พยักหน้า ผ่านไปครู่ใหญ่จึงจะตระหนักขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม “คืนนี้เจ้าจะกลับแล้วหรือ?”
“เพ.คะ หม่อมฉันเคยบอกพระองค์ไปแล้วว่าบุตรชายของหม่อมฉันรออยู่ที่จิงโจว หม่อมฉันจะกลับไประยะหนึ่งแล้วจะกลับมาตรวจอาการให้พระองค์อีกครั้ง อาการของพระองค์คงที่แล้ว แค่เสวยยาให้ตรงเวลา ขั้นตอนการล้างพิษจะเป็นไปอย่างช้าๆ คาดว่าคงต้องใช้เวลาสามถึงห้าปีเพ.คะ”
หลังจากถอนเข็มเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มเก็บกล่องยา
ฮ่องเต้รีบถามต่อ “แล้วความดีความชอบของสามีเจ้า พวกเจ้าไม่ต้องการรางวัลหรือ ความดีความชอบของเขามากพอที่จะได้รับตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงแล้วนะ”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ผลงานชิ้นนี้ย่อมไม่ทิ้งอยู่แล้วเพ.คะ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผย หากตกรางวัลนี้ให้เขาตอนนี้ เขาก็จะถูกหนานไท่หมายหัว ถึงตอนนั้นครอบครัวของหม่อมฉันยังจะอยู่อย่างสงบสุขได้อีกหรือเพ.คะ ดังนั้นหม่อมฉันหวังว่าพระองค์จะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป เรารู้กันแค่นี้ก็พอแล้วเพ.คะ”
‘เรา’ อย่างนั้นหรือ!
ฮ่องเต้ขบเม้มริมฝีปากตัวเอง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆเขาถึงรู้สึกดีกับคำเรียกเช่นนี้
ในใจของนาง เขากับพวกนางเป็นคนกันเองแล้วใช่หรือไม่?
พลันนั้นฮ่องเต้ก็รู้สึกเป็นที่ยอมรับ แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่เขากลับรู้สึกดีใจมาก
“แคกๆ”
เมื่อรู้ตัวว่ารอยยิ้มของตนเองโจ่งแจ้งเกินไป ฮ่องเต้ก็กระแอมไอสองครั้ง ก่อนปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วตรัสอย่างจริงจัง “เช่นนั้นเจ้าก็จำเอาไว้ให้แม่นก็แล้วกัน วันหน้าถึงเวลาเหมาะสมจะตกรางวัลให้ก็ไม่สาย ตอนนี้ถึงจะยังให้ตำแหน่งไม่ได้ แต่รางวัลอย่างอื่นจะขาดไม่ได้เชียว อีกอย่าง เจ้ายังมารักษาอาการป่วยให้เราอีก เราจะไม่ตอบแทนเจ้าเลยได้อย่างไรกัน…
เอาเช่นนี้ เราให้รางวัลพวกเจ้าพร้อมกันเลยก็แล้วกัน เป็นที่นาดินดีกับคฤหาสน์ เงิน ทอง ข้าวของเครื่องใช้ ม้าและสิ่งของต่างๆไปก่อน
เด็กๆมานี่ซิ…”
ฮ่องเต้.มอบรางวัลมากมายให้เหอจิ่วเหนียงในคราวเดียว เหอจิ่วเหนียงยิ้มปากไม่หุบ ก่อนถาม “ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์ถึงเชื่อทุกอย่างที่หม่อมฉันพูดล่ะเพ.คะ พระองค์ไม่กลัวว่าหม่อมฉันโกหกหรือเพ.คะ?”
ฮ่องเต้กลอกตา.มองบน “เจ้าน่ะรึจะโกหกเราได้”
เขาแก่แล้ว แต่ก็ไม่ได้โง่เสียหน่อย
บางเรื่องเขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่หลายๆเรื่อง ในใจเขารู้กระจ่างแจ้ง
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ถูกต้องแล้วเพ.คะ หม่อมฉันกล้าพูดออกมาเช่นนี้ไม่มีทางโกหกแน่นอน! หลายปีที่ผ่านมา ท่านเฉินอ๋องทำประโยชน์ต่อแคว้นมากมาย พระองค์จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ได้นะเพ.คะ พระองค์ใช้พระทัยอันเมตตาของตัวเองถามตัวเองดู หากไม่มีเฉินอ๋องคอยจัดการเรื่องเหล่านี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์กับท่านอ๋อง.องค์อื่นๆก็คงไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายในขณะที่แคว้นต่างๆ กำลังมีศึกอยู่หรอกนะเพ.คะ ไม่แน่อาจโดนหนานไท่กับตงถิงร่วมมือกันทำลายไปแล้วก็ได้”
บางอย่างควรพูดในเวลาที่เหมาะสม เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าตนเองทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงได้พอสมควรแล้ว ดังนั้นจึงจงใจกล่าว “เฮ้อ ไม่พูดแล้วเพ.คะ ไม่พูดแล้วเพ.คะ สามัญชนอย่างหม่อมฉันไม่เข้าใจสิ่งใดเลย พานจะทำให้พระองค์ทรงกริ้วเปล่าๆ เดี๋ยวไม่ได้ขนรางวัลเหล่านี้กลับไปด้วยพอดี ฮี่ๆๆ พระองค์พักผ่อนเยอะๆนะเพ.คะ หม่อมฉันทูลลา”
กล่าวจบนางจึงขอให้นางกำนัลในวังสี่ห้าคนที่อยู่ในนี้ช่วยขนหีบทรัพย์สินหลายหีบออกไป
นางกำนัลหันมองหน้ากัน ก่อนจะเหลือบมองนายเหนือหัว ฮ่องเต้โบกมืออย่างรำคาญ นั่นแสดงว่าเขาอนุญาตแล้ว
เหล่านางกำนัลจึงเข้ามาช่วยกันอย่างขันแข็ง
หลายวันที่ผ่านมา ในที่สุดพวกนางก็ได้เห็นแล้วว่า ฝ่าบาทผู้ไม่เคยอ่อนข้อต่อใครเลย ยังต้องยอมอ่อนข้อให้ฮูหยินลู่ท่านนี้
เห็นๆกันอยู่ว่าคำพูดของฮูหยินลู่ล้วนทำให้ฝ่าบาททรงกริ้ว ฝ่าบาทโมโหจนหายใจหืดหอบแต่ก็ไม่ระบายโทสะกับนางแม้แต่น้อย ทั้งยังตกรางวัลมากมายให้นางอีกด้วย
หลายวันนี้พวกนางก็อยู่ด้วย และได้รู้เรื่องราวที่ไม่ควรรู้มากมาย แต่ก็ไม่อาจพูดกับคนอื่นได้จึงรู้สึกอึดอัด
เหอจิ่วเหนียงเพิ่งได้รางวัลมานางย่อมใจกว้าง หลังจากเหล่านางกำนัลช่วยยกของขึ้นรถม้าให้เสร็จ นางก็มอบแท่งเงินให้ทุกคน พลางกล่าว “ขอบใจพวกเจ้ามากนะ ช่วงนี้ก็ดูแลฝ่าบาทดีๆล่ะ เจ็ดวันนี้ห้ามมีเรื่องอย่างว่าเด็ดขาด หลังจากเจ็ดวันมีได้อาทิตย์ละครั้ง พวกเจ้าต้องจับตาดูให้ดีนะ!”
นางกำนัลพยักหน้า “เจ้าค่ะ พวกเราจะดูแลฝ่าบาทอย่างดี”
เหอจิ่วเหนียงจำได้ว่า วันที่นางมาครั้งแรก นางกำนัลกับขันทีเหล่านี้ไม่ได้สนใจนางเท่าไร แต่หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อนางก็เปลี่ยนไป นั่นคงเป็นเพราะนางมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฮ่องเต้ มีสิทธิ์ออกเสียง คนข้างกายเหล่านี้จึงให้เกียรตินางไปด้วย
ไม่ว่าจะยุคสมัยใด นิสัยคนก็มักจะเป็นเช่นนี้
ทุกๆวันที่เหอจิ่วเหนียงเข้าวัง ลู่ไป่ชวนจะรอนางที่ประตูวังเสมอ เมื่อรู้ว่านางแค่มารักษาอาการประชวรให้ฮ่องเต้ และฮ่องเต้ไม่คิดเช่นนั้นกับนางอีก อารมณ์ของลู่ไป่ชวนก็ดีขึ้นมาก เขาสามารถมารออยู่ที่ประตูวังได้ ระหว่างรอก็พูดคุยหัวเราะเฮฮากับทหารยามเฝ้าประตู แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันบ้าง ให้คำแนะนำบางอย่างกันบ้าง ภายในสองสามวัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ดีขึ้นมาก
“เอ๊ะ พี่สะใภ้ออกมาแล้ว!”
ทหารเฝ้าประตูเป็นคนแรกที่เห็นรถม้าของเหอจิ่วเหนียงเคลื่อนมา และรีบเปิดประตูให้ลู่ไป่ชวนเข้าไปรับนาง
สหายที่แสนดีก็ต้องเปิดประตูให้ได้อยู่แล้ว
ตอนที่ 449: คนที่ข้ารักก็คือเจ้า
ลู่ไป่ชวนยิ้มพลางกล่าว “ขอบใจมากสหาย มีโอกาสจะพาพวกเจ้าไปเลี้ยงสุรานะ!”
เขาโบกมือลา และเดินไปที่รถม้าของเหอจิ่วเหนียง กระโดดขึ้นรถม้าออกจากวังไปพร้อมกัน
บนรถม้าเต็มไปด้วยหีบ เหอจิ่วเหนียงตบหีบเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม มองคนข้างๆพลางกล่าว “ข้าได้เล่าความดีความชอบของท่านที่หนานไท่ให้ฝ่าบาทฟัง เขาก็เลยตกรางวัลให้”
ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้ว เรื่องเช่นนี้พูดได้ด้วยหรือ?
“อันที่จริงเขาอยากแต่งตั้งตำแหน่งให้ท่าน แต่ข้าบอกว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผย ควรเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน เขาก็เลยให้รางวัลเป็นเงินทองพวกนี้มาก่อน”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างมีความสุข และหยิบเงินขึ้นมาหนึ่งกำมือ หากนางรวมเงินทั้งหมดที่มีตอนนี้เข้าด้วยกัน ชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่อีกต่อไป อย่าว่าแต่ชาตินี้เลย อีกสามชาติก็ใช้ไม่หมด
แน่นอนว่าต้องไม่มีคนผลาญเงินทองในครอบครัว มิฉะนั้นไม่ว่าจะมีเงินมากเท่าไรก็คงไม่พอ
“เหตุใดเจ้าถึงพูดเรื่องนั้นขึ้นมาล่ะ?”
ลู่ไป่ชวนไม่ได้มองทรัพย์สินเหล่านั้นเลย ไม่ว่าจะมีเงินทองมากเพียงใด ทุกอย่างล้วนมอบให้ภรรยาอยู่แล้ว
“อ๋อ ฮ่องเต้จะให้ข้าเข้าไปเป็นหมอหลวงในวัง เพื่อจะได้รักษาอาการให้เขาได้สะดวก แถมจะให้ท่านย้ายมารับตำแหน่งขุนนางในเมืองหลวงด้วย ข้าก็เลยบอกว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของท่านใช้ความสามารถแลกมาเองได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยนามของข้า อย่างไรก็ยังติดค้างรางวัลในคุณความดีของท่านอยู่ จากนั้นพูดไปพูดมาก็พูดถึงเรื่องนั้นเข้า แต่สุดท้ายข้าก็ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งหมอหลวงในวัง เพราะข้าไม่สมัครใจ”
สิ่งนี้ทำให้ลู่ไป่ชวนหัวเราะออกมา ภรรยาของเขามีความสามารถจริงๆ นางสามารถพูดคุยกับฮ่องเต้อย่างเป็นกันเองได้ด้วย
แต่ก็ช่างน่าแปลกยิ่งนัก ฮ่องเต้เป็นคนนิสัยเช่นไรทุกคนรู้ดี เขาเองก็เคยพบอีกฝ่ายมาแล้ว แต่เหตุใดกับภรรยาเขาถึงได้มีความพิเศษเช่นนี้นะ
ตอนแรกฮ่องเต้มีความคิดจะรับภรรยาของเขาไปเป็นสนม แต่ต่อมาตกอยู่ในกำมือของนางจึงไม่กล้ามีความคิดเช่นนั้น แล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าทั้งสองมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
แน่นอนว่าเขาเชื่อมั่นในความสามารถของภรรยาตนเอง ถึงอย่างไรไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ภรรยาของเขาก็หาทางรับมือได้เสมอ การที่ฮ่องเต้เชื่อฟังเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่เขาเพียงแปลกใจว่าภรรยาของเขาทำได้อย่างไร
หากรู้ตั้งแต่แรก คงเข้าวังไปดูด้วยแล้ว
“เหตุใดถึงเงียบไปล่ะ คงไม่ได้โกรธที่ข้าไม่ได้ตอบตกลงเรื่องตำแหน่งให้ท่านกระมัง?”
เหอจิ่วเหนียงจงใจหยอกล้อเขา ลู่ไป่ชวนคว้านางมากอด พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรให้โกรธกัน เจ้าทำถูกต้องแล้ว เรื่องนั้นยังไม่เหมาะที่จะพูดออกมา ให้ฝ่าบาทรู้ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน ทำความดีแล้วจะเก็บเป็นความลับไปทำไม”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!”
เหอจิ่วเหนียงมองลู่ไป่ชวนด้วยแววตาเป็นประกาย สามีของนางเข้าใจนางที่สุดแล้ว
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นงานที่ลู่ไป่ชวนช่วยเฉินอ๋อง เฉินอ๋องรับปากเขาไว้แล้วว่าต่อไปจะเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นรางวัล แต่ต้องรอให้ฮ่องเต้สละตำแหน่งก่อน อีกอย่าง ไม่แน่เฉินอ๋องอาจจะลืมไปแล้ว หรืออาจเป็นเพราะเหตุผลอื่นใดก็ตาม
สรุปคือ ให้ฮ่องเต้รู้นั้นเป็นเรื่องที่ดี ในขณะเดียวกันฮ่องเต้จะได้รู้สึกหวาดกลัวเฉินอ๋องด้วย ช่วยเฉินอ๋องหนุนคลื่มลมให้สูงอีกหน่อย นี่ก็ถือเป็นขุนนางที่สร้างความชอบใหญ่หลวงแล้วไม่ใช่หรือ
ลู่ไป่ชวนเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “มีภรรยาเช่นนี้อยู่เคียงข้าง คนเป็นสามียังจะร้องขออะไรอีกเล่า”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา ท่าทางสดใสร่าเริงยิ่งนัก
“จริงสิ คืนนี้เราจะกลับกันแล้ว เก็บข้าวของเรียบร้อยหรือยัง?”
“วางใจเถอะ ทุกอย่างเตรียมพร้อมอย่างดีแล้ว เดี๋ยวหากต้องการสิ่งใดเพิ่มก็ไปซื้อ คืนนี้ก็พร้อมออกเดินทางได้”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า นางไม่ได้อยากซื้อสิ่งใดเพิ่มแล้ว อย่างไรช่วงก่อนหน้านี้ก็ออกไปเดินเลือกซื้อของแทบทุกวัน สิ่งของที่อยากซื้อก็ซื้อมาหมดแล้ว นางเพียงอยากเดินทางค่ำๆสักหน่อย ฟ้ามืดจะได้จัดการอะไรอะไรได้สะดวก
......
ยามค่ำมาเยือน บัดนี้มีหีบมากมายวางอยู่เต็มลานบ้าน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งของที่เหอจิ่วเหนียงซื้อกลับไปฝากคนในครอบครัว บวกรวมกับหีบที่ฮ่องเต้ให้มา มันจึงเยอะยิ่งกว่าเดิม
ลู่ไป่ชวนนับดู ก่อนจะเอ่ย “อย่างน้อยต้องใช้รถม้าสองคันถึงจะขนหมด”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ให้คนยกหีบพวกนี้เข้าไปในห้องข้าก่อนดีกว่า ของเยอะเกินไป เอาไปไม่สะดวก ข้าจะคัดเลือกเอากลับไปบางส่วนก็พอ อย่างอื่นเก็บไว้ที่นี่ก่อน”
ลู่ไป่ชวนงุนงงเล็กน้อย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งของที่ซื้อไปฝากคนที่บ้านไม่ใช่หรือ?
ไม่เอากลับไปแล้วหรือ?
แม้ในใจจะรู้สึกสงสัย แต่ลู่ไป่ชวนก็ทำตามที่นางบอก เดิมทีตั้งใจจะยกเข้าไปเอง แต่เมื่อนึกถึงท่าทางที่ภรรยาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากขยุ้มหัวเขาตอนที่ทำแผลให้ เขาจึงถูมืออย่างประดักประเดิด ก่อนจะเรียกให้บ่าวรับใช้มาทำแทน
หลังจากย้ายของเข้าห้องไปได้เพียงไม่นาน ลู่ไป่ชวนกลับเข้าห้องมาอีกครั้งก็ไม่เห็นสิ่งของเหล่านั้นแล้ว
เหอจิ่วเหนียงบอกกับเขาง่ายๆ “ข้าเก็บเสร็จแล้ว ไม่อยากตั้งเอาไว้เกะกะ”
ลู่ไป่ชวน “???”
ต่อให้เก็บก็คงไม่รวดเร็วถึงเพียงนี้กระมัง!
แต่เขาก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก นี่คือเรื่องที่เขาเคยรับปากภรรยาเอาไว้ก่อนหน้านี้
เหอจิ่วเหนียงเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความอีก นางเดินออกไปด้วยความพอใจ
ตกกลางคืน ถึงเวลาออกเดินทาง
สองสามีภรรยาออกเดินทางอย่างสบายๆ ขี่ม้าคนละตัว ไม่ใช้เส้นทางหลัก แต่ใช้เส้นทางภูเขา
ลู่ไป่ชวนแปลกใจมาก “เจ้าจะพาข้าไปทางลัดหรือ?”
“ก็ไม่เชิงทางลัดหรอก”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มมุมปาก ขี่ม้านำหน้า
ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าภรรยาของตนเองมีความลับมากมาย แต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้เขารักนางน้อยลงแต่อย่างใด
หลังจากเข้าเขตภูเขา เหอจิ่วเหนียงก็หาพื้นที่ราบ เมื่อมั่นใจแล้วว่าบริเวณรอบๆไม่มีใคร นางจึงลงจากหลังม้า
ลู่ไป่ชวนก็ลงจากหลังม้าตามนาง ถึงแม้ไม่รู้ว่าภรรยาจะทำอะไร แต่เขาก็ไม่ได้กลัดกลุ้มใจเลย
ท่าทางลับๆล่อๆเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เขากำลังจะได้ล่วงรู้ความลับของภรรยาแล้ว
เขารู้สึกทั้งตื่นเต้นและกังวล
ในที่สุด ภรรยาก็จะเผย ‘ความในใจ’ กับเขาเสียที!
เหอจิ่วเหนียงเดินไปตรงหน้าชายหนุ่ม มองลึกเข้าไปในดวงตาลุ่มลึก และเอ่ยชัดๆทีละคำ
“ลู่ไป่ชวน ท่านคงจะรู้อยู่แล้วว่าข้าไม่ใช่เหอจิ่วเหนียงคนเดิม”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขาคิดมาตั้งนานแล้ว ภรรยาในเมื่อก่อนเป็นคนพูดน้อย ขี้กลัว แต่ตอนนี้ราวกับเป็นคนละคน
“ภรรยาของท่าน…แม่คนเดิมของโก่วเอ๋อร์ นางตายระหว่างทางที่ลี้ภัยแล้ว
ข้าชื่อหลานจิ่ว เป็นวิญญาณเร่ร่อนมาจากอีกโลกหนึ่ง และเข้ามาอยู่ในร่างของนาง
ตัวข้ามีความลับมากมายหลายอย่างที่ไม่อาจอธิบายให้ท่านเข้าใจได้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากบอก แต่ข้าไม่รู้ว่าต้องอธิบายเช่นไร…
…ข้าที่เป็นเช่นนี้ ท่านยังรักอยู่หรือไม่?”
ตั้งแต่ต้นจนจบ เหอจิ่วเหนียงมองตาลู่ไป่ชวนตลอด เห็นสีหน้าและปฏิกิริยาทุกอย่างของเขา
ลู่ไป่ชวนยิ้ม และคว้าร่างนางมากอดแน่น เอ่ยตอบที่ข้างหูด้วยสุ้มเสียงหนักแน่นปานสายลมหนาวเหน็บในยามค่ำคืน
“รัก คนที่ข้ารักตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ก็คือเจ้า”
การแต่งงานของเขา บิดามารดาเป็นคนจัดการให้ ในตอนนั้นเขาใช้ชีวิตข้างนอกมาโดยตลอด คิดว่าการมีภรรยาอยู่บ้านกับท่านพ่อท่านแม่เป็นเรื่องที่ดีมาก อีกอย่าง ภรรยาผู้นี้ก็ซื้อตัวมา ลู่ไป่ชวนมองว่าในเมื่อครอบครัวเขาซื้อตัวนางมาแล้ว ก็จะไม่ให้นางต้องมีชีวิตอย่างไร้ที่พึ่ง และจะปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี
เขาห่างจากบ้านไปนานหลายปี เขามีสติตระหนักรู้อยู่ตลอดว่าตนเองมีภรรยาแล้ว อยู่ข้างนอกจึงไม่เคยคิดยุ่งเกี่ยวกับสตรีอื่นเลย เขาพึงระลึกเสมอว่า ในเมื่อนางแต่งงานกับเขาแล้ว ต่อให้เขาไม่ได้มีใจให้นางก็ต้องรับผิดชอบนาง ไม่ให้นางถูกครหา และไม่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็นห่วง
เขากลับบ้านมาอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองมีบุตรชายแล้ว ภรรยาก็เหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ราวกับถูกฉีดวิญญาณใหม่เข้าไปในร่าง ดูสดใสมีชีวิตชีวามาก ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มหรือท่าทางบึ้งตึงของนางล้วนทำให้หัวใจเขาไหวสั่น ยิ่งทำให้เขารักนางมากขึ้นและไม่เคยมองคนอื่นเลย
เขาเคยคิดหาเหตุผลให้เรื่องที่ภรรยาของเขาเปลี่ยนไปต่างๆมากมาย…มีเพียงเหตุผลเดียวที่คิดไม่ถึง นั่นก็คือ—-ภรรยาคนเดิมของเขาได้จากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว
แม้จะเตรียมใจไว้บ้างมานานแล้ว แต่พอได้รู้เข้าจริง ก็ยังรู้สึกเสียใจและใจหายอยู่ดี
ภรรยาในเมื่อก่อนคือหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หากนางยังมีชีวิตอยู่ เขาก็จะปฏิบัติต่อนางอย่างดี ชดเชยให้กับนางที่นางลำบากเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังตลอดสี่ปีที่ผ่านมา
แต่ภรรยาในตอนนี้ ในเวลานี้ คือความรัก นางรับภาระทุกอย่างต่อจากร่างเดิมและมาพร้อมกับความพิเศษเฉพาะตัว นางปฏิบัติต่อโก่วเอ๋อร์ดั่งลูกแท้ๆของตัวเอง กตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่สามี รักพี่น้องในครอบครัวทุกคน ทั้งยังพาทุกคนในครอบครัวของเขาลี้ภัยเอาชีวิตรอดมาได้ และสร้างกิจการใหญ่โตถึงเพียงนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ประจักษ์ชัด ไม่อาจลบเลือนได้
ตอนที่ 450: ไม่ใช่ความฝัน
ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกอุ่นใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ที่ผ่านมานางเอาแต่หลบเลี่ยงความรู้สึกที่มีต่อลู่ไป่ชวน เพราะกังวลว่าเขาจะมอบความรู้สึกที่มีต่อเจ้าของร่างเดิมมาให้นาง ถึงอย่างไร แม้ว่าตอนนี้นางจะใช้ร่างของเจ้าของร่างเดิม แต่จิตวิญญาณและความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่มาจากคนเดียวกัน
แต่ตอนนี้ได้ยินเขายอมรับเองกับปาก นางรู้สึกพอใจมากแล้ว แม้จะรู้สึกผิดต่อเจ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง แต่มนุษย์ย่อมมีความแก่ตัวไม่ว่าจะมากหรือน้อยไม่ใช่หรือ
นางคิดว่า นางจะแก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิม เลี้ยงดูบุตรของนางให้เติบใหญ่ ทำความดีให้มากๆ เจ้าของร่างเดิมอาจจะอภัยให้นางกระมัง
ทั้งสองกอดกันแน่น ยามนี้คือการเผยความในใจของกันและกันอย่างแท้จริง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เหอจิ่วเหนียงเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกชายหนุ่ม ก่อนเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นตอนนี้ท่านพร้อมที่จะเห็นความลับของข้าหรือยัง?”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขาคิดเอาไว้แล้วว่า ต่อให้นางเป็นภูตผีปีศาจเขาก็รับได้ทุกอย่าง
เหอจิ่วเหนียงจึงเดินไปข้างหน้า
โบกมือครั้งหนึ่ง
เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
เสียงดังกระหึ่มทำให้ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่นด้วยความตกใจ ร่างใหญ่ถอยหลังไปหลายก้าวโดยสัญชาตญาณ
นี่มันเสียงสัตว์ประหลาดอะไรกัน หรือว่ามันจะเป็นร่างเดิมของภรรยาเขา!
เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายตกตะลึงอึ้งค้างไปแล้ว ท่าทีของเขาแสดงอาการระแวดระวังตัวอย่างมาก ทว่าก็ยังพยายามวางท่าผ่อนคลายอย่างหนัก ช่างน่าขันเสียจริง
เห็นได้ชัดว่าเขาพยายามอย่างมากจริงๆ ในการยอมรับความแปลกประหลาดของนาง
“ไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่ตัวประหลาดอะไรหรอก สิ่งนี้คือเครื่องมือทันสมัยจากอีกโลกหนึ่ง มันก็เหมือนกับม้าในยุคนี้แหละ ใช้ในการเดินทาง คืนนั้นข้าก็ขับสิ่งนี้มาหาท่าน
ไปกัน ข้าจะพาท่านไปสนุกกับเจ้าสิ่งนี้!”
เอ่ยจบ เหอจิ่วเหนียงก็โบกมือนำม้าทั้งสองตัวเข้าไปเก็บไว้ในห้วงมิติ จากนั้นก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์
ลู่ไป่ชวนยืนแข็งค้างอยู่กับที่ “!!!”
จู่ๆ ม้าสองตัวก็อันตรธานไปต่อหน้าต่อตา!
ถึงแม้เขาจะเตรียมใจไว้ แต่พอได้เห็นกับตาตัวเองเช่นนี้ ก็ยังตกตะลึงมากอยู่ดี
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ พยายามตั้งสติ จากนั้นพยายามยกขาที่แข็งค้าง ก้าวไปขึ้นพาหนะหน้าตาประหลาดตามภรรยา
เฮลิคอปเตอร์ลำนี้เป็นลำเล็ก สามารถนั่งได้แค่สองคนเท่านั้น
ลู่ไป่ชวนมองสำรวจรอบๆ แต่กลับไม่เห็นม้าสองตัวนั้น
“ฮูหยิน ละ…แล้วม้า…ม้าล่ะ?”
ม้าตัวนั้นอยู่กับเขามาหลายปีแล้ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข มีมิตรภาพและสายสัมพันธ์ต่อกันอย่างลึกซึ้งยาวนาน หากไม่มีมันอยู่ เขาเสียใจมากจริงๆ
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ข้ามี ‘มิติเสมือนจริง’ ติดตัวอยู่ สามารถเอาทุกอย่างที่อยากได้ออกมาจากข้างในนั้น และสามารถนำของจากข้างนอกใส่เข้าไปได้ ม้าสองตัวเมื่อครู่ข้าเก็บเข้าไปในนั้นแล้ว เดี๋ยวถึงจิงโจวค่อยหาที่ลับตาคนเอามันออกมาแค่นั้น”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้ฟังง่ายๆ หวังว่าเขาน่าจะเข้าใจ
โชคดีที่ลู่ไป่ชวนเป็นคนปราดเปรื่อง พลันนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงถามออกไป “หีบที่อยู่ในห้องเหล่านั้น… เจ้าก็เอาไว้ในมิติที่ว่านั่นด้วยหรือ?”
“ฉลาดยิ่งนัก!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกว้างพร้อมเอ่ยชม และให้เขานั่งให้ถูกต้อง เตรียมจะติดเครื่องขึ้นบิน
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีประสบการณ์เช่นนี้ ลู่ไป่ชวนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป ยามพาหนะลำใหญ่เริ่มเคลื่อนตัว เขารู้สึกได้ว่าตัวเองลอยขึ้นจากพื้นดิน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดด้วยความประหลาดใจตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็หยิกขาตัวเองอย่างแรง
โอ๊ย! นี่มันไม่ใช่ความฝันนี่!
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองอากัปกิริยาของคนข้างกาย “ไม่ต้องหวาดเสียวหรอก ทักษะการขับของข้าดีมากเลยนะจะบอกให้!”
เย้าจบนางก็เพิ่มความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน ภายในพริบตา วัตถุบินได้ขนาดใหญ่ก็ทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าลู่ไป่ชวนจะพยายามตั้งสติเพียงใดก็ไม่อาจทำได้แล้ว มือจิกเก้าอี้ที่นั่งแน่น เพราะกลัวว่าตัวเองจะร่วงลงไป
เหอจิ่วเหนียงเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกในการนั่งเฮลิคอปเตอร์ของลู่ไป่ชวน จึงไม่อยากทำให้เขาตกใจจนเกินไป หลังจากเร่งเครื่องขึ้นแล้วนางก็บินด้วยความเร็วคงที่ ให้ลู่ไป่ชวนได้ค่อยๆปรับตัว
“เป็นเช่นไรบ้าง มันเร็วมากใช่หรือไม่?”
สตรีสองภพหันไปมองผู้ร่วมทาง ลู่ไป่ชวนหันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความตื่นตา ที่แท้บรรยากาศที่มองจากข้างบนลงไปข้างล่างมันเป็นเช่นนี้นี่เอง
เขาพยักหน้า ก่อนเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “หากทหารออกรบมีอาวุธเช่นนี้ก็คงจะเป็นกำลังสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ชาวบ้านนับร้อยก็คงไม่ต้องมาตายในเงื้อมมือของข้าศึก”
“สิ่งนี้ถูกใช้ในกองทัพอย่างแพร่หลายในอีกโลกหนึ่ง นิยมใช้สิ่งนี้โยนระเบิดลงไป สะดวกมากเลยละ!”
เหอจิ่วเหนียงชื่นชมและสนับสนุนความคิดของเขาอย่างยิ่ง ถึงตอนนี้แล้วก็ยังคิดถึงราษฎร สมกับที่เป็นผู้ทำการใหญ่จริงๆ
อืม นางไม่ยอมรับหรอกนะว่าหลังจากที่ตนหลงรักลู่ไป่ชวนแล้วความคิดที่มีต่อเขาจะเปลี่ยนไปเป็นสีชมพู แถมยังเข้าข้างเห็นดีเห็นงามกับเขาไปซะทุกเรื่องน่ะ
“ระเบิดหรือ มันคือสิ่งใดกัน?”
ลู่ไป่ชวนพลันเกิดความสนใจ เขามักจะได้ยินคำแปลกใหม่มากมายจากปากภรรยา สิ่งเหล่านี้น่าสนใจยิ่งกว่าความรู้ในตำราเสียอีก
“ระเบิดหรือ ระเบิดก็คือ… มันคือ… ที่เกี่ยวกับ…”
หญิงสาวพยายามคิดหาคำในยุคสมัยนี้เพื่อใช้อธิบายให้อีกฝ่ายฟัง แต่คิดอยู่พักหนึ่งก็คิดไม่ออก
จนกระทั่ง…
“ประทัด!” นางโพล่งออกมาหนึ่งคำ “ใช่แล้ว มันเหมือนกับประทัด ถึงแม้หัวมันจะเล็กนิดเดียวแต่พลังของมันรุนแรงยิ่งนัก โยนไปแค่ลูกเดียวศัตรูตายทั้งกลุ่ม สามารถทำลายสิ่งต่างๆ จนพังราบเป็นหน้ากลองได้เลย!”
ลู่ไป่ชวนมีสีหน้าตกใจอีกครั้ง ท่าทีราวกับบอกว่า ‘มันสุดยอดมาก!’ ก็มิปาน
เหอจิ่วเหนียงอธิบายต่อ “ในมิติของข้ามีทุกอย่าง เอาออกมาให้ท่านดูก็ได้ แต่แม้ว่าข้าจะมี ก็ใช่ว่าจะสามารถเอาออกมาใช้ได้ตามใจได้ ข้าไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งของเหล่านั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่อย่างนั้นคนอื่นมองว่าข้าเป็นตัวประหลาดจะทำเช่นไร”
“อืม ข้าฟังจากที่เจ้าเล่าก็พอแล้ว ความปลอดภัยของเจ้าสำคัญที่สุด”
แม้ว่าอยากจะเห็นอานุภาพของวัตถุทรงพลังนั้นมาก แต่ลู่ไป่ชวนก็รู้ว่าสิ่งของเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งของที่มีในยุคสมัยนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งของที่นำออกมาจากในนั้นบางอย่างยังพออธิบายได้ แต่หากนำออกมาบ่อยๆ ก็คงไม่พ้นถูกคนอื่นสงสัย
หลังจากผ่านเรื่องฮ่องเต้มาในครั้งนี้ ลู่ไป่ชวนจึงตระหนักได้ว่า ความสามารถและอำนาจของตนเองยังน้อยเกินไป ในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เขากลับปกป้องภรรยาไม่ได้
นอกจากนี้ การที่ภรรยามีความสามารถเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดียิ่ง แต่ข้อจำกัดคือนางต้องปกปิดเอาไว้ ไม่อาจเปิดเผยออกมาต่อหน้าคนอื่นได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น จะมีพิรุธให้คนอื่นจับได้ไม่ได้เด็ดขาด
การที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆเช่นนี้ แน่นอนว่าทำให้ภรรยาต้องอึดอัดไม่น้อย ดังนั้นเขาจะต้องพยายามให้มากกว่านี้ เลื่อนตำแหน่งขุนนางให้ได้ มีเพียงแค่การมีตำแหน่งสูงๆเท่านั้น จึงจะสามารถปกป้องภรรยาได้
ตลอดการเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ แรกเริ่มลู่ไป่ชวนรู้สึกกังวล ต่อมาก็รู้สึกตื่นตระหนก จนสุดท้ายก็สามารถปรับตัวได้อย่างมีสติ บัดนี้เขาไม่ได้จับที่นั่งแน่นเหมือนในตอนแรกแล้ว เมื่อดูนางบังคับเจ้าสิ่งนี้ เขาก็เกิดความรู้สึกอยากลองทำบ้าง
“ทำไม อยากลองหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงยักคิ้วถาม ลู่ไป่ชวนไม่ทันตอบ นางก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เจ้าสิ่งนี้นึกอยากจะลองก็ลองเลยไม่ได้ หากเกิดความผิดพลาดใดขึ้นเครื่องจะเสียหาย คนก็จะตาย แต่หากท่านสนใจ ข้าจะหาเวลาสอนท่าน หากมั่นใจแล้วว่าท่านสามารถบังคับมันได้อย่างปลอดภัย ข้าจะให้ท่านลอง”
“ข้ารู้ ข้าก็แค่ดูแล้วน่าตื่นเต้นดีเท่านั้น”
ลู่ไป่ชวนถูกจับได้เช่นนี้ก็รู้สึกกระดากกระเดื่องเล็กน้อย
อันที่จริงเขาไม่ได้อยากลองขับขนาดนั้น เพียงแค่รู้สึกว่ามันน่าสนใจเท่านั้น ไม่ได้ดื้อดึงจะลองขับให้ได้
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตอบ เมื่อเหลือบมองบรรยากาศเบื้องล่างอีกครั้งจึงเอ่ยขึ้น “ถึงจิงโจวแล้ว”
“เร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
ลู่ไป่ชวนชะโงกมองอย่างละเอียด และพบว่าเป็นเมืองจิงโจวจริงๆ!
ลู่ไป่ชวน “!!!”
พระเจ้าช่วย! พวกเขาเดินทางด้วยม้าเร็วกว่าจะถึงก็ใช้เวลาปาไปสามวันสามคืนติดต่อกันโดยไม่พัก ทว่าเจ้าสิ่งนี้… เขากับภรรยาบินขึ้นมาไม่นาน พูดคุยกันไปแค่นิดหน่อย ก็มาถึงแล้วหรือ!
เมื่อได้สัมผัสประสบการณ์เช่นนี้แล้ว เขาก็รู้สึกว่า ต่อจากนี้ไปเขาไม่อยากขี่ม้าไปเมืองหลวงอีกแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment