single mom ep451-460

ตอนที่ 451: ในที่สุดก็พลาดจนได้


เหอจิ่วเหนียงยังคงทำเหมือนในคืนนั้น หาพื้นที่กว้างลงจอด จากนั้นนำเฮลิคอปเตอร์กลับเข้าไปเก็บในห้วงมิติ และนำม้าออกมาอีกครั้ง


ลู่ไป่ชวนเดินเข้าไปตรวจสอบม้าของตนเอง สภาพร่างกายและจิตใจของเจ้าพาหนะคู่ใจยังคงเป็นเหมือนกับตอนที่อยู่เมืองหลวง ไม่ได้มีท่าทีแตกตื่นตกใจเลยแม้แต่น้อย


มหัศจรรย์เกินไปแล้ว!


เขามองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาเป็นประกาย รู้สึกราวกับตัวเองค้นพบของล้ำค่าก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงถอยร่นไปข้างหลัง สองมือปิดหน้าอกเอาไว้ พลางเอ่ยอย่างระแวดระวัง “ จะทำอะไร คงไม่ใช่ว่าเห็นข้าเก่งกาจก็เลยคิดอยากจะกลืนกินข้ากระมัง?”


ลู่ไป่ชวน “…”


ข้าไม่ใช่เพิ่งคิดอยากจะกลืนกินเจ้าตอนนี้หรอกนะ!


แต่วาจานี้เขาไหนเลยจะเอ่ยออกมา


“ไปกันเถอะ ตอนนี้โก่วเอ๋อร์น่าจะหลับแล้ว เราไปดูลูกกัน”


เหอจิ่วเหนียงกระโดดขึ้นหลังม้าและนำหน้าไปก่อน


ลู่ไป่ชวนมองการเคลื่อนไหวอันชำนาญของภรรยาก็อมยิ้มพลางส่ายหน้า 


เหลือเชื่อจริงๆ จากที่นางเล่ามา ยานพาหนะในโลกที่นางอยู่ล้วนก้าวหน้าเพียงนั้น ไม่น่าจะเดินทางด้วยการขี่ม้า แต่เหตุใดทักษะการขี่ม้าของนางถึงได้ดีเช่นนี้


จมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็รีบขี่ม้าตามไปอย่างรวดเร็ว

......

การผ่านประตูเมืองก็ยังทำตามขั้นตอนเดิม ทหารเฝ้าประตูเมืองเพียงตรวจสอบป้ายคำสั่ง เมื่อเห็นว่าเป็นป้ายคำสั่งของหน่วยหั่วอวิ๋นก็รีบเปิดประตูเมืองให้ทั้งสองเข้าไปทันที


สองสามีภรรยามุ่งหน้ากลับไปยังสวนซีสุ่ย ทันทีที่สวีต้าซานซึ่งในคืนนี้รับหน้าที่เฝ้าเวรประตูเห็นเจ้านายทั้งสองก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ขณะกำลังจะไปปลุกคนอื่นๆให้ตื่น ลู่ไป่ชวนก็รีบห้ามไว้ “ดึกมากแล้ว ไม่ต้องรบกวนพวกเขาหรอก จูงม้าไปไว้ที่คอกเอาอาหารให้มันกินก็พอ”


สวีต้าซานรีบรับคำสั่ง จากนั้นก็ถาม “แล้วนายท่านกับฮูหยินกินอะไรมาหรือยังขอรับ ให้ภรรยาบ่าวทำอาหารให้สักหน่อยหรือไม่ขอรับ…”


“ไม่เป็นไร เจ้าเองก็รีบไปพักผ่อนเถอะ”


ลู่ไป่ชวนโบกมือให้อีกฝ่าย จากนั้นตนเองก็จูงมือเหอจิ่วเหนียงเดินเข้าเรือน


ในเรือนเงียบสงัด ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องโก่วเอ๋อร์ด้วยกัน


เอ้อหนิวบ่าวประจำตัวโก่วเอ๋อร์ ปกติการเฝ้าระวังของเขาจะดีมาก แค่เสียงลมพัดใบไม้เขาก็ตื่นแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เขาก็ลุกขึ้นมานั่งทันที


เมื่อเห็นว่าเป็นเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนก็รีบทำความเคารพ เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วชี้แนบริมฝีปากบอกให้เขาเงียบๆ เอ้อหนิวพยักหน้า ก่อนจะเดินออกจากห้องไป


นายท่านกับฮูหยินไม่อยู่หลายวัน พอกลับมาถึงกลางดึกก็มาดูคุณชายน้อยทันที คงจะคิดถึงมากเป็นแน่ เขาในฐานะบ่าวย่อมเข้าใจเรื่องเหล่านี้


เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจเด็กคนนี้มาก จากนั้นก็จูงมือลู่ไป่ชวนเดินไปดูโก่วเอ๋อร์ข้างเตียงนอน


ไม่ได้เจอกันหลายวัน โก่วเอ๋อร์ผอม.ลงมาก เหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วรู้สึกปวดใจยิ่งนัก


นางลูบแก้มน้อยๆของบุตรชายพลางพึมพำ “กว่าแม่จะเลี้ยงดูเจ้าให้มีน้ำมีนวลได้ไม่ง่ายเลยนะ เหตุใดเจ้าถึงได้ผอม.ลงอีกแล้ว


ลูกแม่ พ่อกับแม่กลับมาแล้วนะ ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันแม่จะทำให้เจ้ากลับมาจ้ำม่ำเหมือนเดิมให้ได้เลย!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงยืนอยู่ข้างๆเหอจิ่วเหนียง มองนางสัมผัสใบหน้าเล็กๆของบุตรชายและพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกปวดใจอย่างนั้น


ขนตาของเสี่ยวโก่วเอ๋อร์ขยับเล็กน้อย กระทั่งในที่สุดเขาก็เปล่งเสียงออกมา “ท่านแม่ ขืนท่านลูบต่อข้าต้องทนไม่ไหวจามออกมาเป็นแน่ขอรับ!”


เด็กน้อยตื่นตั้งนานแล้ว แต่ได้ยินท่านแม่พึมพำกับตัวเองก็รู้สึกน่าสนใจจึงแกล้งหลับต่อ คิดไม่ถึงเลยว่าท่านแม่เอาแต่ลูบจมูกจับใบหน้าของเขาไม่ยอมหยุด เขาคันยุบยิบจนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว


“ฮี่ๆๆ ใครใช้ให้เจ้าแกล้งหลับกันล่ะ แม่ก็แค่อยากจะดูว่าเจ้าจะแกล้งหลับไปได้นานแค่ไหน”


เหอจิ่วเหนียงนั่งที่ขอบเตียงแล้วคว้าเขามา.กอดไว้แนบอก ลู่ไป่ชวนนั่งลงตาม จากนั้นบุตรชายก็ถูกยัดเข้าไปอยู่อ้อมแขนของเขา


โก่วเอ๋อร์ยิ้มพลางกล่าวอย่างขัดเขิน “ท่านแม่รู้นานแล้วหรือว่าข้าตื่นแล้ว?”


“แน่นอนสิ! แม่คลอดเจ้าออกมานะ!”


เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างภาคภูมิใจ และถามลู่ไป่ชวน “ใช่หรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าตอบทันที จากนั้นก็เอ่ยกับบุตรชาย “อวี้เอ๋อร์ ครั้งนี้พ่อทำผิดต่อเจ้า ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วงแล้ว”


หากไม่ใช่เพราะเขาใจร้อน ทำให้หลินอี้ผิงจับพิรุธได้ ภรรยากับบุตรชายก็คงไม่เป็นกังวลและเกิดเรื่องมากมายเช่นนี้


โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้า “ขอแค่ท่านพ่อปลอดภัยกลับมาก็พอแล้วขอรับ! ท่านพ่อเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ต้องทำความดีเพื่อชาวบ้านและแคว้น ข้ากับท่านแม่ไม่โทษท่านพ่อหรอกขอรับ ใช่หรือไม่ขอรับท่านแม่?”


“ใช่ๆ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มแห้งๆ เจ้าเด็กน้อยคนนี้อยากแสดงความกตัญญูของตัวเองก็แสดงไปสิ จะลากนางเข้าไปด้วยทำไม เฮ้อ∼


ลู่ไป่ชวนรู้สึกปลื้มใจที่บุตรชายรู้ประสีประสา “เช่นนั้นเจ้าก็นอนต่อเถอะนะ ตอนเช้าพ่อจะพาเจ้ากับพวกพี่ๆไปขี่ม้ากัน”


เดิมทีคิดว่าบุตรชายจะตอบตกลงด้วยความดีใจ นึกไม่ถึงว่าเด็กน้อยจะส่ายหน้าแล้วเอ่ยเช่นนี้ “พรุ่งนี้ข้าคงไปขี่ม้าไม่ได้ขอรับ ท่านอาจารย์คังถูกคนกล่าวหาว่าโกงข้อสอบ เกือบจะไม่ได้เข้าร่วมการสอบแล้ว ส่งผลให้เขาทำข้อสอบได้ไม่ค่อยเต็มที่ หลายวันมานี้จึงดูซึมๆ ช่วงนี้ข้ากับพวกพี่ๆไปอยู่เป็นเพื่อนท่านอาจารย์แทบทุกวันเลยขอรับ”


“เกิดเรื่องขึ้นกับอาจารย์คังอย่างนั้นหรือ เหตุใดเขาถึงได้ซวยซ้ำซ้อนเช่นนี้นะ”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ อดรู้สึกเห็นใจอาจารย์คังไม่ได้


ได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่วัยหนุ่ม ถือเป็นการเทิดเกียรติให้กับบรรพบุรุษอย่างใหญ่หลวง แต่สุดท้ายก็ต้องมาเสียเวลาไปตั้งหลายปีเพราะปัญหาสุขภาพ


ไหนจะเรื่องคู่ครองอีก ตอนนั้นกว่าจะได้ตกลงหมั้นหมายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กลับถูกอีกฝ่ายคิดหาสารพัดวิธีถอนหมั้นเสียได้


ตอนนี้สุขภาพของเขาก็แข็งแรงดีแล้ว กว่าจะได้เข้าร่วมการสอบก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นี่ยังต้องมาเจอกับเรื่องทุกข์ใจอีก


ชีวิตคนเรามันช่างขมขื่นจริงๆ!


โก่วเอ๋อร์พยักหน้า ถอนหายใจท่าทางราวกับผู้ใหญ่ แล้วเอ่ย “ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์คังมีความสามารถแต่ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ ช่างน่าเศร้าเกินไปแล้วจริงๆ!”


เหอจิ่วเหนียงเม้มปากครุ่นคิด ก่อนจะกล่าว “เช่นนั้นพรุ่งนี้แม่จะไปเยี่ยมอาจารย์คังกับพวกเจ้าด้วย”


ลู่ไป่ชวนเลียมุมปากเล็กน้อย จู่ๆก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นพ่อ บุตรชายจะไปเยี่ยมคนอื่นไม่พาเขาไปด้วยทีหนึ่งแล้ว นี่แม้แต่ภรรยาก็จะตามไปด้วยอีก 


แต่จะว่าไป ดูเหมือนว่าชีวิตอาจารย์คังผู้นี้น่าเวทนาเกินไปแล้วจริงๆ


ดังนั้นเขาจึงรีบเอ่ยขึ้น “ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย”


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วคิด พลางกล่าว “เช่นนี้มันจะดูใหญ่โตเกินไปหรือไม่ อาจารย์คังจะยิ่งทุกข์ใจกว่าเดิมหรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนกล่าว “คงไม่ถึงขั้นนั้นกระมัง ถึงแม้ข้าจะไม่ได้ดูแลเรื่องการสอบ แต่หากมีสิ่งใดที่พอจะช่วยได้ข้าก็สามารถไปถามผู้ว่าการเมืองได้ เรื่องการสอบมีความเกี่ยวพันเป็นวงกว้าง จะปล่อนผ่านไม่ได้”


ตอนแรกเขารู้สึกหึงหวงเล็กน้อย แต่เรื่องนี้เขาอยากช่วยจริงๆ


พวกเด็กๆชื่นชอบอาจารย์คังท่านนี้มาก ก่อนหน้านี้ก็เคยได้กินข้าวด้วยกันแล้วครั้งหนึ่ง และสัมผัสได้ว่าเขาเป็นคุณชายที่สมถะและเรียบง่าย ถูกคนใส่ร้ายเช่นนี้ หากมีสิ่งใดที่พวกเขาพอจะช่วยได้ก็ต้องช่วย


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าที่ลู่ไป่ชวนพูดมามีเหตุผล “เช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้พวกเราจะไปเยี่ยมอาจารย์คังด้วยกัน เอาละ ตอนนี้ไปนอนได้แล้ว ไปๆๆ!”


นางหันไปหาบุตรชายจะบอกว่าฝันดี แต่โก่วเอ๋อร์กลับยกมือคล้องคอนาง พลางออดอ้อน “ข้าอยากนอนกับท่านแม่!”


ลู่ไป่ชวน “!!!”


เขาขอคืนคำที่เมื่อครู่ชมว่าบุตรชายรู้ประสีประสา!


เขาวางแผนมาตลอดทาง คิดว่าคืนนี้จะได้กลับไปนอนกับภรรยาที่ห้องนอนหลักอย่างราบรื่น สุดท้ายกลับถูกบุตรชายทำให้เขาเสียเรื่องเสียอย่างนั้น!


“เจ้า…”


“ได้สิ เช่นนั้นแม่จะนอนกับเจ้าที่นี่!”


เขากำลังจะอ้าปาก แต่เหอจิ่วเหนียงกลับตอบตกลงไปแล้วในจังหวะนั้น พร้อมทั้งถอดรองเท้าและล้มตัวลงนอนกอดบุตรชายบนเตียงทันควัน


ลู่ไป่ชวน “…”


ในที่สุดก็พลาดจนได้!


ตอนที่ 452: สถานการณ์บังคับจำเป็นต้องทำ


ถึงยามนี้จะเป็นเวลาดึกดื่น แต่ทั้งสองเดินทางบุกป่าฝ่าดง ลุยลมลุยฝุ่นมาตลอดทาง จะให้เข้านอนไปเช่นนี้ได้อย่างไร


คนรับใช้นอนกันหมดแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงไปยกน้ำมาให้เหอจิ่วเหนียงล้างหน้าล้างตาด้วยตัวเอง จากนั้นทั้งสามคนพ่อแม่ลูกก็นอนด้วยกัน โก่วเอ๋อร์นอนตรงกลางด้วยความรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก


ท่านพ่อท่านแม่กลับมาแล้ว เขาก็ไม่ต้องแอบกังวลใจอีกต่อไป


เพียงแต่ว่า จากที่ตอนแรกเด็กชายนอนตรงกลาง แต่พอเช้าตื่นขึ้นมากลับพบว่า ตัวเองถูกเบียดมานอนอยู่ที่มุมเตียง ส่วนท่านพ่อกำลังนอนกอดท่านแม่อย่างหวานชื่นอยู่


เด็กน้อยเบะปากคล้ายจะงอแง แต่นึกถึงเมื่อคืนท่านพ่อกับท่านแม่กลับมาดึกมากแล้ว จึงไม่อยากรบกวนให้พวกเขาตื่น ก่อนจะลงจากเตียงอย่าเงียบๆ แล้วเดินออกจากห้องไป


เหอจิ่วเหนียงกึ่งหลับกึ่งตื่น นึกว่าตัวเองกำลังนอนกอดบุตรชายอยู่ ด้วยความเคยชินจึงยกมือจะจับแก้มน้อยๆของบุตรชาย แต่ปรากฏว่าสัมผัสนั้นประหลาด… ไม่ใช่แก้ม แต่เป็นมัดกล้ามเนื้อ และรู้สึกว่าศีรษะกำลังซบกับแผ่นอกอันแข็งแกร่งอยู่ จึงตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง


“ไป่ชวน ลูกล่ะ ลูกไปไหนแล้ว!”


นางลืมตาสำรวจโดยรอบ บุตรชายที่เดิมทีนอนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาไม่รู้หายไปไหน เมื่อคิดว่าพวกเขานอนเบียดจนลูกตกเตียงไปแล้วก็พลันตื่นเต็มตา ก้มศีรษะมองใต้เตียงแต่ก็ไม่เจอ ทันใดนั้นนางก็ร้อนใจ


ลู่ไป่ชวนคว้าร่างนางมากอดไว้ “เขาตื่นและออกไปตั้งนานแล้ว นี่ยังเช้าอยู่เลย นอนต่ออีกหน่อยเถอะ”


“เอาะ…อ่อ อืม”


เหอจิ่วเหนียงตอบรับและนอนต่อ จากนั้นไม่นานลมหายใจนางก็คงที่เหมือนเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่การตื่นขึ้นมาหาลูกไม่ได้เกิดขึ้นเลยก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนไม่ได้สนใจอะไร นอนกอดภรรยาหลับต่อ


โก่วเอ๋อร์ออกไปล้างหน้าล้างตาเอง จากนั้นไปฝึกวรยุทธ์เหมือนเดิมตามปกติ เจอใครก็บอกไปว่าท่านพ่อกับท่านแม่ของเขากลับมาแล้ว


พวกเด็กๆไม่ได้เจอท่านอาทั้งสองนานแล้ว แต่ละคนพอรู้ข่าวต่างก็ดีใจมาก โดยเฉพาะเหลียนฮวา นางอยากเจอเหอจิ่วเหนียงและเล่าสถานการณ์ในช่วงนี้ให้อีกฝ่ายฟังมาก


ทว่ารออยู่นานจนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องออกไปทำงานแล้ว สุดท้ายเด็กๆที่ต้องไปดูแลร้านก็ต้องออกจากบ้านไปด้วยความเสียดาย


ส่วนเด็กๆที่เรียนหนังสือ วันนี้เป็นวันหยุดพอดี เช้ามาเมื่อตื่นขึ้นก็ฝึกวรยุทธ์ก่อน จากนั้นไปรอกินอาหารเช้า กระทั่งล่วงเลยถึงมื้อเที่ยง จึงจะเห็นคนทั้งสองเดินออกมาจากห้องพลางอ้าปากหาว ทันใดนั้นดวงตากลมโตของเด็กๆ ก็จับจ้องมากันเป็นแถว


เหอจิ่วเหนียงถึงกับอ้าปากหาวค้างคาอากาศ “...”


“สวัสดีขอรับท่านอาสะใภ้สาม!”


เด็กๆเรียงแถวยิ้มกว้างให้นาง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย รีบยิ้มพลางกล่าว “เอ่อ… อืม พวกเจ้าตื่นเช้ากันดีนะ!”


“ไม่เช้าแล้วนะขอรับท่านอาสะใภ้สาม ใกล้ถึงเวลามื้อเที่ยงแล้ว! ได้ยินโก่วเอ๋อร์บอกว่าท่านกับท่านอาสามจะไปหาอาจารย์คังกับพวกเรา พวกเราก็เลยรอท่านอาทั้งสองขอรับ!”


เหลยจื่อรู้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองมาถึงกันดึกมาก ดังนั้นจึงไม่ได้มองว่าการที่ทั้งสองตื่นสายจะเป็นเรื่องน่าอาย อย่างไรเสียเมื่อก่อนตอนที่อยู่บ้านในชนบท เหอจิ่วเหนียงก็มักจะนอนตื่นสายอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่ได้มีคนมากมาย (เหล่าคนรับใช้) มารู้เห็นเหมือนอย่างตอนนี้ก็เท่านั้น


ขณะที่พูดคุยกัน ลู่ไป่ชวนก็ตามออกมาจากห้อง เด็กๆทักทายพร้อมกันว่าท่านอาสาม ส่วนหูจื่อทักทายว่าท่านลุงสาม


ลู่ไป่ชวนพยักหน้ารับ ไม่ได้มีท่าทีขัดเขินกับการตื่นสายของตัวเองแต่อย่างใด จูงมือเหอจิ่วเหนียงพร้อมกับพาเด็กๆไปกินข้าว


เด็กตัวเล็กๆวิ่งนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเด็กโตอย่างพวกเหลยจื่อเดินไปพร้อมกับพวกลู่ไป่ชวน


“ท่านอาสาม ครั้งนี้ได้กลับมาอยู่นานๆหรือไม่ขอรับ?”


เหลยจื่อเดินพลางเอ่ยถาม ลู่ไป่ชวนย้อนถามเขากลับ “ทำไมหรือ เจ้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”


เหลยจื่อส่ายหน้า “ไม่มีอะไรขอรับ แค่รู้สึกว่าช่วงที่ท่านอาทั้งสองไม่อยู่ ดูเหมือนโก่วเอ๋อร์จะมีเรื่องไม่สบายใจ เวลาเล่นด้วยกันก็ไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเท่าไหร่ ข้าเลยเป็นห่วงเขาน่ะขอรับ”


ในฐานะพี่ใหญ่ เหลยจื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของโก่วเอ๋อร์ตลอด บิดามารดาของเขาหรือของน้องๆคนอื่นมีชีวิตเรียบง่าย ถึงออกจากบ้านก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรให้น่าห่วง แต่ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามไม่เหมือนกัน ทั้งสองมักจะต้องเผชิญกับอันตรายและสถานการณ์ที่ยากลำบากเสมอ โก่วเอ๋อร์จึงย่อมกังวลมากอยู่แล้ว


ลู่ไป่ชวนหันมองเหลยจื่อด้วยควมประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะพูดเรื่องนี้กับตน


พวกเขาสองสามีภรรยาไปเมืองหลวงกันหมด ทิ้งให้โก่วเอ๋อร์อยู่ที่นี่คนเดียว อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องดี แต่อย่างน้อยเรื่องเช่นนี้ก็เกิดแค่ครั้งคราวเท่านั้น หากต้องห่างจากเขาบ่อยๆ เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องกังวลแน่นอน


จะพาโก่วเอ๋อร์ไปกับพวกเขาด้วยก็ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่เด็กๆในครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก ยากที่จะแยก หากพวกเขาพาโก่วเอ๋อร์แยกออกไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี


การมีพ่อแม่อยู่เคียงข้างเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็ก แต่ขณะเดียวกันจะขาดสหายรุ่นเดียวกันไม่ได้ แต่หากพวกเขาพาเด็กๆทุกคนไปเมืองหลวงด้วย พวกเขาไม่สามารถดูแลทุกคนได้อย่างทั่วถึง


สรุปก็คือ นี่เป็นปัญหาที่ยากมาก


หากถึงเวลานั้นจริงๆ ก็คงต้องตัดสินใจเลือก ถึงอย่างไรบนโลกใบนี้ก็ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์แบบ


“เรื่องนี้ยังไม่แน่นอน อามีหน้าที่ที่ต้องทำ จำเป็นต้องออกไปบ่อยๆ แต่อาสะใภ้สามของเจ้าจะอยู่กับเขาที่นี่”


ลู่ไป่ชวนคิดแล้วก็ตอบไปอย่างจริงจัง แม้เขาอาจจะไม่ไปเมืองหลวงแต่ก็ต้องไปที่อื่นอยู่ดี สายสนกลใจของตงถิงยังตรวจสอบได้ไม่หมด เขาต้องจัดการด้วยตัวเอง พยายามขับไล่พวกคนตงถิงออกไปจากเป่ยเหยียนให้เร็วที่สุด มีเพียงแค่วิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้คนในครอบครัวใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นนี้ได้อย่างสงบสุข


เหลยจื่อพยักหน้าท่าทางผิดหวังเล็กน้อย เขาเริ่มได้กลิ่นของการแยกจากกันเมื่อโตขึ้นแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้อยู่ด้วยกันน้อยลง


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็พอจะเดาออกว่าเขาคิดสิ่งใด จึงยื่นมือไปตบไหล่เขาเบาๆ พลางกล่าว “ไม่เป็นไร โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กผู้ชาย จะตัวติดอาตลอดไม่ได้ ต่อไปเติบใหญ่โอกาสที่ต้องห่างไกลกันยังมีอีกเยอะ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำใจให้ชิน”


เด็กต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ถึงจะเติบโตได้ แม้ในใจเขาจะเจ็บปวดและอาลัยอาวรณ์มากเพียงใด แต่สถานการณ์บังคับ ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับผลลัพธ์นี้


เหลยจื่อพยักหน้า “ท่านอาสาม ข้าเข้าใจขอรับ บุรุษที่มุมานะย่อมปรารถนาท่องโลกกว้าง และท่านอาก็เป็นขุนนาง ความปลอดภัยของเป่ยเหยียนเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนที่ท่านอาสามไม่อยู่ ข้าจะดูแลโก่วเอ๋อร์ให้ดีแน่นอนขอรับ!”


เด็กหนุ่มตบอกรับประกัน เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนหันมองหน้ากันแล้วยิ้ม ก่อนที่เหอจิ่วเหนียงจะเอ่ย “อารู้อยู่แล้วว่าเจ้ารู้ความที่สุด โก่วเอ๋อร์ได้มีพี่ชายอย่างเจ้านับเป็นวาสนาของเขาแล้ว พวกอากลับมาครั้งนี้มีของขวัญมาฝากพวกเจ้าด้วย เดี๋ยวค่อยมาแบ่งกันนะ!”


“ท่านอาสะใภ้ไม่ต้องเอาของขวัญมาฝากพวกทุกครั้งก็ได้ขอรับ พวกท่านออกจากบ้านไปทำงาน อย่าเสียเวลางานเพราะพวกเราเลยขอรับ!”


เหลยจื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมา ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่มาก “ครอบครัวเราทุกคนชีวิตสุขสบายอย่างทุกวันนี้ข้าก็พอใจมากแล้วขอรับ ท่านอาสะใภ้สามกับท่านอาสามไม่ต้องซื้อของอะไรมาให้พวกเราแล้ว”


ทุกครั้งไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะไปที่ใด พอกลับมานางจะมีของฝากมาให้พวกเขาเสมอ ได้รับของฝากพวกเขาย่อมดีใจอยู่แล้ว แต่ก็รู้ดีว่าจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดไม่ได้ ท่านอาสะใภ้สามกับท่านอาสามไม่จำเป็นต้องให้อะไรพวกเขาอีกแล้ว พวกเขาสามารถมีทุกวันนี้ได้ล้วนเป็นเพราะท่านอาสะใภ้สามกับท่านอาสามทั้งสิ้น พวกเขาช่วยเหลืออะไรไม่ได้ก็จริง แต่ไม่อาจเป็นตัวถ่วงให้ทั้งสองท่านเด็ดขาด


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก “ก็ได้ เช่นนั้นส่วนของเจ้าอาจะเอาไปแบ่งให้พวกน้องๆก็แล้วกัน”


“อาสะใภ้สาม! ข้าไม่ได้… อ๊า ท่านอาสะใภ้สามใจร้าย ข้ากำลังจริงจังอยู่นะขอรับ!”


เหลยจื่อหน้าหงิกงอ กระทืบเท้าเล็กน้อย นึกเสียดายไม่อยากเสียของขวัญของตัวเองไป แต่ก็พูดออกไปเสียดิบดี ท่าทางของเขาจึงทั้งขัดเขินทั้งงอแง


“ฮ่าๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะออกมา จับมือลู่ไป่ชวนแล้ววิ่งหนี ทำเอาเหลยจื่อรีบวิ่งตามไปแต่ก็ไม่ทัน


ตอนที่ 453: ไปเยี่ยมคังซิ่วไฉ [1]


ลู่ไป่ชวนเห็นภรรยามีนิสัยขี้เล่นเช่นนี้ก็อดยิ้มไม่ได้


ไม่แปลกใจเลยที่เด็กๆชื่นชอบนาง เพราะนางเข้าใจความคิดของเด็กๆมากจริงๆ


ถึงแม้การที่เหลยจื่อเป็นเด็กรู้ประสีประสาจะเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้หลายๆเรื่องก็ยังไม่จำเป็นต้องให้เด็กๆอย่างพวกเขาต้องมากังวล ดังนั้นทางที่ดีที่สุดต้องรักษาหัวใจของความเป็นเด็กเอาไว้ เติบโตตามช่วงวัยอย่างมีความสุขก็พอ


อาหารในวันนี้หลากหลายเป็นพิเศษ  คนรับใช้ในเรือนล้วนมารอต้อนรับปรนนิบัติเจ้านายกันพร้อมหน้า ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงเป็นเจ้านายที่เป็นกันเองมาก ย่อมไม่ทำให้พวกเขาลำบากใจอยู่แล้ว หลังจากกำชับไปสองสามประโยคก็ให้พวกเขาไปกินข้าว บ่าวรับใช้ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป


เด็กๆที่ไปดูแลกิจการ ตอนเที่ยงไม่ได้กลับมากินข้าวที่บ้าน ดังนั้นตอนนี้จึงมีเพียงแค่เด็กๆที่วันนี้หยุดเรียนกัน


เมื่อเด็กๆรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมีของมาฝาก พวกเขาก็เหมือนเหลยจื่อ ทั้งดีใจและรู้สึกเกรงใจ ในใจรู้ว่าไม่ควรรับของขวัญของเหอจิ่วเหนียงอีก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การได้รับของขวัญเป็นเรื่องที่มีความสุขมากจริงๆ!


พวกเด็กๆต่างหันมองหน้ากันไปมา อยากยิ้มก็ไม่กล้ายิ้ม ไม่รู้ว่าควรแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างไร


เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็รู้สึกขบขันยิ่งนัก “อยากยิ้มก็ยิ้มเถอะ คนกันเองทั้งนั้น เหตุใดต้องเก็บเอาไว้ในใจด้วย”


เด็กๆก้มหน้าอย่างเขินอาย เหอจิ่วเหนียงคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องคุยกันสักหน่อย นางส่งเสียงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมา “ที่อาเอาของขวัญมาฝากพวกเจ้าก็เพราะคิดว่าเป็นเรื่องคุ้มค่า พวกเจ้าทุกคนเป็นลูกหลานในครอบครัว ทั้งยังเป็นเด็กที่รู้ประสีประสามาก เป็นที่รักของผู้ใหญ่ในครอบครัว ทำให้ไม่ว่าอาจะไปที่ไหนก็คิดถึงพวกเจ้า อยากซื้อของมาให้พวกเจ้า นี่เป็นเรื่องที่ดี พวกเจ้ารับไว้ด้วยใจยินดีก็พอ หากรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ รอพวกเจ้าโตขึ้น มีอนาคตที่ดีแล้ว ไปไหนมาไหนหากคิดถึงพวกอาก็นำของฝากเล็กๆน้อยๆมาฝากกันบ้าง ดีหรือไม่”


เด็กๆในครอบครัวได้รับการอบรมสั่งสอนกันมาอย่างดี ไม่เคยหวังอยากได้ของขวัญใดจากเหอจิ่วเหนียงในยามที่นางออกไปข้างนอก นับว่าเป็นเด็กรู้คุณ เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว เหอจิ่วเหนียงก็ยินดีที่จะตามใจพวกเขาแล้ว


เด็กๆตั้งใจฟังเหอจิ่วเหนียงมาก ได้รับคำชมเช่นนี้ในใจลึกๆก็แอบดีใจ


ไม่มีเรื่องใดที่มีความสุขไปกว่าการได้รับคำชื่นชมจากคนในครอบครัวอีกแล้ว


“ท่านอาสะใภ้ พวกเราเข้าใจแล้วขอรับ!”


เหลยจื่อเป็นคนนำตอบรับ เด็กคนอื่นต่างพยักหน้าเห็นพ้อง คลี่ยิ้มดีใจตามๆกัน โก่วเอ๋อร์เอ่ยเสียงอ้อน “และของฝากเหล่านี้ก็เป็นเพราะว่าตอนที่ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่อยู่ พี่ๆทุกคนดูแลข้าดีมากๆด้วย ถูกต้องหรือไม่ขอรับท่านแม่?”


เหอจิ่วเหนียงจะตอบว่าไม่ใช่ได้อย่างไร นางคว้าบุตรชายมาหอมฟอดใหญ่ เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆนางจึงกล่าวเสริม “ถูกต้อง แล้วของขวัญเหล่านี้ไม่ใช่แค่อาคนเดียวนะที่ให้พวกเจ้า ท่านอาสามของพวกเจ้าก็ไปช่วยเลือกด้วย”


“ฮี่ๆๆ ท่านอาสามกับท่านอาสะใภ้สามใจดีที่สุดเลยขอรับ!”


พวกเด็กๆพูดแต่สิ่งดีๆต่อกัน จากนั้นทุกคนก็นั่งกินข้าวกันอย่างมีความสุข เหอจิ่วเหนียงให้คนไปเตรียมของขึ้นชื่อที่นำมาจากเมืองหลวงบางส่วนเพื่อนำไปเยี่ยมคังซิ่วไฉ


“ตั้งแต่อาจารย์คังมาจิงโจวก็เช่าบ้านในตรอกเล็กๆข้างสำนักศึกษาอยู่ตลอด เพราะที่นั่นมีนักเรียนอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากขอรับ แต่ราคาก็แพงมาก อาจารย์คังเลยเช่าบ้านอยู่ร่วมกับคนอื่นขอรับ”


ทุกคนนั่งรถม้าคันเดียวกัน แม้จะเบียดเสียดเล็กน้อยแต่ก็ครึกครื้นอย่างมาก เหลยจื่อเริ่มเล่าสถานการณ์ในตอนนี้ของอาจารย์คังให้ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงฟัง


เหอจิ่วเหนียงนั่งฟังเงียบๆ บ้านที่อยู่ในเขตสำนักศึกษาย่อมแพงเสมอไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ตามสินะ


แม้หลายปีที่ผ่านมา คังซิ่วไฉจะได้เงินจากการสอนหนังสือไม่น้อย แต่การรักษาตัวมาตลอด ต้องดื่มยาอย่างต่อเนื่องก็มีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน คาดว่าตอนนี้ต่อให้เช่าบ้านร่วมกับคนอื่นก็คงมีความกดดันไม่น้อย


ทั้งยังถูกใส่ร้ายว่าโกงข้อสอบในครั้งอีก และข้อสอบก็ทำได้ไม่เต็มที่ แค่คิดก็รู้แล้วว่า จิตใจของคังซิ่วไฉในตอนนี้ย่ำแย่มากเพียงใด


ลู่ไป่ชวนกล่าว “อาจารย์คังบอกพวกเจ้าบ้างหรือไม่ว่าหลังจากนี้จะทำเช่นไรต่อ?”


“เรื่องนี้ข้ารู้ขอรับ!” โก่วเอ๋อร์ชิงพูดขึ้น “ท่านอาจารย์คังบอกว่า ตอนนี้รอผลสอบออกก่อน หากสอบติด ต่อให้ยากเพียงใดท่านอาจารย์ก็จะเตรียมตัวสอบระดับแคว้นในปีหน้า แต่หากสอบไม่ติดก็คงต้องรอสอบระดับมณฑลอีกครั้งในอีกสามปีข้างหน้าขอรับ”


ดูท่าแล้วคังซิ่วไฉมุ่งมั่นในการสอบเคอจวี่มากจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า ชามข้าวเหล็กช่างทำยากยิ่งนัก!


[1] ชามข้าวเหล็ก เปรียบเปรยถึง อาชีพที่มีความมั่นคง เช่น ข้าราชการ


แต่ถึงอย่างไรนางก็นับถือในตัวคังซิ่วไฉมากจริงๆ คนที่มีปณิธานอันแรงกล้าเช่นนี้ คงไม่โชคร้ายไปตลอดแน่นอน


“แล้วที่อาจารย์คังโดนใส่ร้ายว่าโกงข้อสอบมันเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายเป็นใคร?”


“เรื่องนี้พวกเราก็ไม่รู้แน่ชัดขอรับ ท่านอาจารย์ไม่ได้เล่ารายละเอียด พวกเราถามท่านอาจารย์คนใหม่ ท่านอาจารย์คนใหม่ก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนัก เรื่องนี้ถูกปิดเป็นความลับขอรับ แต่สุดท้ายก็ประกาศว่าท่านอาจารย์คังเป็นผู้บริสุทธิ์จึงให้เข้าสอบได้”


เหลยจื่อส่ายหน้า เรื่องดังกล่าวไม่ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากไม่ใช่เพราะพวกเขารู้จักอาจารย์คังก็คงจะไม่รู้เรื่องนี้


ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงหันมองหน้ากัน เรื่องใหญ่เช่นนี้แต่กลับไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน แสดงว่าต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างเป็นแน่ ดูท่าคงต้องไปถามผู้ว่าการเมืองสักหน่อยแล้ว


ทั้งสองมองหน้ากันก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่ เหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้นก่อน “ก่อนหน้านี้ข้าบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญบรรดาฮูหยินคุณหนูมาทำความรู้จักกัน ดูท่าจะต้องจัดขึ้นภายในไม่กี่วันนี้ซะแล้วสิ เย็นนี้ข้าจะให้คนนำเทียบเชิญไปส่ง ในงานเลี้ยงข้าจะหาโอกาสถามฮูหยินผู้ว่าการเมืองดู”


ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะเคยมีปัญหากับฮูหยินผู้ว่าการเมือง แต่เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้รู้สึกว่านั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายต่อกันไม่ติด อย่างมากก็ให้ประโยชน์ต่ออีกฝ่ายสักหน่อยก็ได้แล้ว ไม่มีศัตรูที่ถาวร มีแค่ผลประโยชน์เท่านั้นที่ถาวร


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เช่นนั้นเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกันนะ”


“ไม่มีปัญหา”


ตามหลักแล้ว ตำแหน่งของลู่ไป่ชวนสูงกว่าผู้ว่าการเมือง แค่เขาอยากรู้อะไรก็สามารถถามผู้ว่าการเมืองให้ชัดเจนได้เลย แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว เขาเป็นชายชาตรี ไม่สะดวกใจที่จะใช้ตำแหน่งไปกดดัน ให้เหอจิ่วเหนียงใช้วิธีจัดงานเลี้ยงแล้วสบโอกาสไถ่ถาม เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดแล้ว ทั้งยังเป็นการไว้หน้าทุกคนด้วย


รอรู้รายละเอียดเรื่องราวให้ชัดเจนก่อน หากเกี่ยวข้องไปถึงปัญหาละเอียดอ่อนบางอย่างจริงๆ เขาถึงจะใช้ตำแหน่งกดดันได้อย่างสะดวกใจ นำคำอธิบายมาให้คังซิ่วไฉ แต่หากเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด เช่นนั้นเขาก็ยังถือว่าตนยังไม่ได้ทำอะไรลงไป จะได้ไม่ต้องเสียหน้าและเสียชื่อ


เป็นขุนนาง การปฏิบัตตัวเหล่านี้จะไม่รู้ไม่ได้


ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ก็ได้ยินคนบังคับรถม้าพูดขึ้น “นายท่าน ฮูหยิน ถึงแล้วขอรับ”


รถม้าหยุดลงหน้าทางเข้าตรอก ตรอกนี้เล็กมากจริงๆ รถม้าไม่สามารถเข้าไปได้ ต้องเดินเข้าไปเท่านั้น


ลู่ไป่ชวนลงจากรถม้าพร้อมกล่องของขวัญ และเอ่ยกับฟางต้า “เจ้าหาที่ร่มๆ นั่งรอไปก่อน”


ฟางต้ารับคำสั่งและยืนส่งพวกเขาเดินเข้าไป


เหอจิ่วเหนียงประเมินความแออัดของบ้านในเขตสำนักศึกษาต่ำเกินไป ในตรอกนี้เต็มไปด้วยผู้คน แต่ส่วนมากเป็นคนรับใช้ พวกเขาล้วนกำลังซักเสื้อผ้าให้เจ้านายอยู่


เรื่องพวกนี้ปกติแล้วควรทำในบ้านเรือน แต่บ้านที่นี่พื้นที่จำกัดนัก พวกเจ้านายต้องใช้พื้นที่และความเงียบสงบในการอ่านตำรา ดังนั้นคนรับใช้จึงทำได้แค่ย้ายออกมาทำด้านนอก


กลุ่มเหอจิ่วเหนียงแทบไม่มีที่จะเดิน คนรับใช้แต่ละคนต่างหลบหลีกเพราะกลัวว่าจะชนผู้สูงศักดิ์


โชคดีที่พวกเด็กๆคุ้นเคยกับที่นี่ จึงหลบหลีกได้สบาย เหล่าเด็กชายเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านหลังที่สามจากต้นตรอก รอผู้เป็นอาทั้งสองเดินตามมาสมทบ


ตอนที่ 454: ไปเยี่ยมคังซิ่วไฉ [2]


“ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม ที่นี่แหละขอรับคือบ้านของท่านอาจารย์คัง พวกเราเข้าไปกันเถอะขอรับ” 


เหลยจื่อในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ ท่าทางของเขาตอนนี้จึงดูสุขุมมาก ในใจของเหอจิ่วเหนียงยิ่งชื่นชมเขามากขึ้น


เด็กคนนี้หากภายหน้าได้ลงเอยกับเหลียนฮวาจริงๆ ก็เท่ากับคนเก่งกับคนเก่งจับมือกัน อนาคตก็จะยิ่งแข็งแกร่ง เช่นนั้นชีวิตของพวกเขาต้องดียิ่งขึ้นแน่นอน


แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะคิดเรื่องเหล่านี้ เหอจิ่วเหนียงคิดไปไกลแล้ว


“ท่านอาจารย์คัง! ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามมาเยี่ยมท่านอาจารย์ขอรับ!”


ตะโกนเสร็จเหลยจื่อก็วิ่งเข้าไปหาคังซิ่วไฉ ด้วยบ้านที่มีขนาดเล็กมาก อันที่จริงเด็กชายไม่ต้องพูดอะไรคนในบ้านก็เห็นผู้มาเยือนแล้ว


“ท่านหมอเหอ นายท่านสามลู่ พวกท่านมาได้อย่างไร?”


เห็นได้ชัดว่าคังซิ่วไฉคาดไม่ถึงว่าจู่ๆ พวกเขาสองสามีภรรยาจะมาเยี่ยมตน ปฏิกิริยาของเขาผิดปกติไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าค่อนข้างฝืดเฝื่อน


เขาเรียกชื่อสองสามีภรรยาแยกกันโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเพียงแค่ชินที่ตลอดมาเรียกเหอจิ่วเหนียงว่าท่านหมอเหอ และเหอจิ่วเหนียงก็เป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก คำเรียกขานนี้ล้วนติดปากใครต่อใครมากมาย ทั้งยังทำการค้าหลากหลายอีกด้วย


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจว่าคังซิ่วไฉไม่ได้มีความหมายแฝงอื่นใด นางจึงไม่เก็บมาใส่ใจ และไม่ได้โกรธเหมือนตอนที่โดนเรียกที่เมืองหลวง


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “อาจารย์คัง ต้องขอโทษด้วยที่มาเยี่ยมกะทันหันไม่ได้ส่งคนมาแจ้งล่วงหน้า พวกเราเพิ่งกลับมาถึงเมื่อคืน ได้ยินพวกเด็กๆบอกว่าจะมาหาท่าน ก็เลยคิดได้ว่าท่านมาในเมืองนานแล้วพวกเรายังไม่เคยมาเยี่ยมเลย ก็เลยมาด้วยกัน หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”


สนทนากับปัญญาชนย่อมต้องสุภาพ เหอจิ่วเหนียงเข้าใจหลักการนี้ดี


ลู่ไป่ชวนยื่นของขวัญที่นำมาให้กับคังซิ่วไฉ คังซิ่วไซรับมาด้วยสองมืออย่างสุภาพ และเชิญพวกเขาเข้าไปด้านในอย่างเกรงใจ “ที่อยู่เรียบง่ายไปหน่อย ขายหน้าท่านทั้งสองเลย”


“อาจารย์คังพูดอะไรเช่นนั้น บ้านนี่ดีจะตาย ข้ายังชอบเลย”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางมองบรรยากาศในบ้าน นักเรียนที่อยู่อาศัยร่วมกันก็ออกมาทักทายตามมารยาท


เนื่องจากอาศัยอยู่ร่วมกับคนอื่น บางครั้งทุกคนได้ยินเด็กๆสกุลลู่พูดถึงสวนซีสุ่ย อีกทั้งเห็นการแต่งกายของพวกเขา ทุกคนก็พอจะคาดเดาสถานะได้ ยิ่งได้แอบสอบถามจากคังซิ่วไฉอีกครั้งก็ยิ่งชัดเจน เมื่อรู้สถานะแล้วก็ย่อมต้องวางตัวอย่างเหมาะสม


ตอนนี้พอได้ยินคังซิ่วไฉเรียกอีกฝ่ายว่านายท่านสาม แสดงว่าอีกฝ่ายต้องเป็น ‘นายท่านสามลู่แห่งหน่วยหั่วอวิ๋น’ ท่านนั้นแน่นอน ก่อนหน้านี้หอคณิกากับโรงพนันถูกปราบปราม ชื่อเสียงของนายท่านสามลู่จึงโด่งดังมากในจิงโจว


โอกาสเช่นนี้หาได้ยากนัก ต้องออกมาเผยหน่วยก้านให้ผู้มีชื่อเสียงท่านนี้ได้เห็นสักน่อย อย่างไรก็ตาม พวกเขาเป็นปัญญาชนย่อมต้องสงวนท่าทีเอาไว้ จะแสดงออกเกินหน้าเกินตาไปไม่ได้ จึงทำได้แค่ออกมาทักทายเท่านั้น


อีกฝ่ายมีมารยาทเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนย่อมไม่อาจเมินเฉยพวกเขาอยู่แล้ว จึงทักทายกลับ จากนั้นจึงจะเข้าไปในบ้านของคังซิ่วไฉ


บ้านหลังนี้นับว่าหลังใหญ่ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางพอสมควร แต่เพื่อความเป็นสัดส่วนจึงกั้นพื้นที่เป็นห้องๆ ด้านในเป็นที่นอน ส่วนด้านนอกเป็นห้องตำราเล็กๆ หรือใช้เป็นห้องนั่งเล่นก็ได้


ตอนแรกในบ้านมีเพียงคังซิ่วไฉและบ่าวรับใช้ของเขาอีกหนึ่งคน มองเข้ามาจึงรู้สึกว่าพื้นที่กว้างขวาง ทว่าพอครอบครัวลู่เข้ามา พื้นที่ที่ดูกว้างจึงแคบลงไปถนัดตา


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด ขณะที่คังซิ่วไฉเดินไปบอกบ่าวรับใช้ให้ชงชา นางก็นำขนมที่ตนนำมาออกมาวาง ขนมเหล่านี้ล้วนเป็นของขึ้นชื่อของเมืองหลวง ในจิงโจวน้อยนักที่จะพบเห็น เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่ารสชาติหวานจนเลี่ยน แต่ในยุคสมัยนี้ผู้คนนิยมกินรสชาติเช่นนี้กัน


เมื่อคังซิ่วไฉเดินกลับมา เจี๋ยจื่อนำจานมาวางตรงหน้าเขาแล้วเอ่ย “ท่านอาจารย์ลองชิมดูสิขอรับ นี่เป็นขนมฝูหรงที่ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามนำมาจากเมืองหลวงขอรับ!”


คังซิ่วไฉได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตกใจมาก ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปดู “นำมาจากเมืองหลวงหรือ ดูสดใหม่ยิ่งนัก”


จากเมืองหลวงมาถึงที่นี่ ม้าเร็วก็ต้องใช้เวลาสามวันสามคืนกว่าจะถึง หากเดินทางไปเรื่องๆแบบไม่รีบ อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาแปดถึงเก้าวัน เส้นทางถนนก็ขรุขระ แต่นึกไม่ถึงเลยว่า ขนมเหล่านี้จะไม่เสียหายแม้แต่น้อย ทั้งยังดูเหมือนเพิ่งนำออกมากจากเตาด้วยซ้ำ ช่างน่าทึ่งเกินไปแล้ว!


เหอจิ่วเหนียงแอบหัวเราะในใจ ต้องสดใหม่อยู่แล้ว เพราะเมื่อวานยามอู่เพิ่งให้คนออกไปซื้อมา ฮี่ๆๆ…


หากเป็นคนอื่นไม่มีทางรักษาขนมกลับมาได้ดีเช่นนี้แน่นอน แต่นางเป็นใครล่ะ? ทันทีที่ซื้อมาก็เก็บไว้ในห้วงมิติ ในมิติไม่มีเวลาเดิน ตอนใส่สภาพเช่นไรตอนนำออกมาสภาพก็ยังคงเป็นเช่นนั้น จึงไม่ต่างอะไรกับเพิ่งซื้อมาใหม่ๆนั่นเอง!


อีกอย่าง เมื่อคืนก็นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับมา ภายในเวลาสั้นๆไม่ถึงครึ่งค่อนคืนก็มาถึงแล้ว คังซิ่วไฉตกใจเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ


“ฮี่ๆๆ พวกเราเก็บไว้เป็นอย่างดี อาจารย์คังลองชิมดูสิ!”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายสั้นๆ แล้วนำชาแผ่นออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะกล่าว “นี่เป็นชาที่ผู้ชายในเมืองหลวงนิยมดื่มกัน สามีของข้าคิดว่าอาจารย์คังน่าจะชอบก็เลยเอามาฝาก”


“ทั้งสองเกรงใจเกินไปแล้ว ของเหล่านี้ล้วนราคาแพง ข้าน้อยไม่อาจรับไว้ได้ ทั้งสองเอากลับไปเถอะ”


คังซิ่วไฉทำตัวไม่ถูก แม้เหอจิ่วเหนียงกับสามีจะนึกถึงเขา ทำให้ความรู้สึกทุกข์ใจในช่วงหลายวันที่ผ่านมาของเขาคลายลงได้บ้าง แต่เขาก็เกรงใจที่จะรับสิ่งของมากมายเหล่านี้จากทั้งสอง แม้ตนเองจะเป็นอาจารย์ผู้ปูความรู้พื้นฐานให้เด็กๆสกุลลู่ แต่ก็รับค่าสอนมาแล้ว หากให้รับของขวัญจากทั้งสองตลอดเช่นนี้ เขาไม่สบายใจจริงๆ


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาปิดสำนักศึกษาไปแล้ว จึงยิ่งรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรที่จะได้รับสิ่งของพวกนี้จากอีกฝ่าย


“อาจารย์คังเป็นอาจารย์ที่ปูความรู้ให้กับเด็กๆในครอบครัวข้า ในช่วงที่ข้าไม่อยู่บ้าน พวกเด็กๆก็มารบกวนท่านทุกวัน นำของขวัญเหล่านี้มาฝากอาจารย์คังถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว หากอาจารย์คังไม่รับ ข้าจะถือว่าอาจารย์คังรังเกียจแล้วนะ”


เหอจิ่วเหนียง.จงใจกล่าวออกไป ทำให้คังซิ่วไฉปฏิเสธไม่ได้เลย สุดท้ายจึงต้องรับไว้


“เฮ้อ เด็กๆมาหาข้า ข้าก็ดีใจมากแล้ว ไม่ได้รบกวนอะไรเลย อีกอย่าง ช่วงนี้พวกเขาก็เป็นห่วงข้า พอมีเวลาว่างก็รีบมาหาข้าทันที”


เมื่อคิดถึงเรื่องที่ทุกข์ใจเหล่านั้น สีหน้าของคังซิ่วไฉก็ซึมลงไปมาก


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองลู่ไป่ชวนวูบหนึ่งเพื่อบอกเป็นนัยว่า ‘เรื่องนี้ให้ท่านเป็นคนพูด’ 


ลู่ไป่ชวนจึงเอ่ยขึ้น “เรื่องของอาจารย์คัง พวกเด็กๆบอกพวกเราแล้ว ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่ ไม่แน่ข้าอาจพอช่วยอะไรได้บ้าง”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวเสริม “ใช่ อาจารย์คังกับครอบครัวเรามีวาสนาต่อกัน หากสามารถช่วยอาจารย์คังได้พวกเราช่วยแน่นอน”


เรื่องนี้คังซิ่วไฉไม่เคยคิดอยากให้สองสามีภรรยาแซ่ลู่มาช่วยเหลือเลย ถึงอย่างไรเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว อีกอย่าง เขาก็ได้เข้าร่วมการสอบแล้ว ส่วนเรื่องที่ทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ก็เป็นปัญหาของตัวเขาเอง โทษใครไม่ได้


แต่ตอนนี้ ได้ยินทั้งสองถามไถ่ คังซิ่วไฉรู้สึกซาบซึ้งใจมาก


ความจริงแล้วพวกเขาได้เจอกันก็เพราะความบังเอิญ แต่กลับไปมาหาสู่กันตลอด ทำให้เขารู้สึกได้รับความห่วงใยอย่างแท้จริง


“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก วันนั้นข้าไปสอบตามปกติ ผ่านการตรวจทุกอย่าง กระทั่งอยู่ดีๆ ผู้คุมสอบมาเจอว่ามีโพยกระดาษอยู่ใต้โต๊ะข้า ก็เลยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุจริต แถมลายมือในโพยนั่นก็คล้ายกับลายมือข้ามาก เลยยิ่งชี้ชัดว่าข้าทุจริต และให้ข้าออกจากห้องสอบไปรอที่ลานนอกห้องสอบ


ข้าดูโพยนั่นแล้ว เนื้อหาข้างในเป็นหัวข้อเดียวกันกับที่ข้ากำลังทำ แต่โชคดี คำตอบที่ข้าเขียนไม่เหมือนกับในโพยนั่น ข้าก็เลยถือโอกาสนั้นอธิบายแต่ก็ไม่มีใครเชื่อ ให้ข้ารอรับโทษอยู่ที่ลานนอกห้องสอบ หลังจากรออยู่นานมากก็มีคนมาแจ้งข้าว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด จึงให้ข้ากลับเข้าไปสอบต่อ


ตอนแรกกะว่าสอบเสร็จจะไปถามผู้คุมสอบให้ชัดเจน สุดท้ายหลังจากกลับเข้าไปข้าก็ทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ ความรู้สึกหดหู่ไปหมด ก็เลยไม่มีกะจิตกะใจสนใจเรื่องนั้นอีก หลังจากวันนั้นข้าก็ไปหาผู้คุมสอบท่านนั้นอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะพูดเช่นไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมพบข้า เรื่องมันก็เลยลากมาจนถึงตอนนี้”


ตอนที่ 455: จากเรื่องส่วนตัว กลายเป็นเรื่องส่วนรวม


เล่าจบ คังซิ่วไฉก็ถอนหายใจยาวออกมา เขาเป็นแค่ซิ่วไฉตัวเล็กๆคนหนึ่ง ฐานะต่ำต้อย พูดไปก็ไร้น้ำหนัก ผู้คุมสอบไม่อยากเจอเขาก็เป็นเรื่องปกติ


แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวพันถึงปัญหาการทุจริตข้อสอบ เขายังอยากทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ดังนั้นจึงไปคุกเข่ารออยู่หน้าประตูบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง


คนรอบข้างหลายๆคนบอกว่า ไม่จำเป็นต้องสนใจแล้ว ถึงอย่างไรความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อน ไม่ว่าเรื่องราวภายในจะเป็นเช่นไร ปล่อยไปเสียจะดีที่สุด


ตอนแรกคังซิ่วไฉก็ไม่ฟังที่พวกเขาพูด แต่พอเวลาผ่านไป เขาไม่ได้เจอผู้คุมสอบหรือคนที่เกี่ยวข้องเสียที สุดท้ายคังซิ่วไฉจึงคิดจะถอดใจ


อันที่จริงสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ที่เขาต้องรอดูก็คือ ผลการสอบของเขา หากคะแนนออกมาดี ทุกอย่างก็คงจะง่ายขึ้น อาศัยสถานะผู้สอบผ่านระดับมณฑลไปเจอผู้คุมสอบก็คงจะมีโอกาสเจอมากขึ้น


แต่ปัญหาก็คือ ตอนนั้นเขาทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ อีกอย่าง จำนวนผู้เข้าสอบก็มากกว่าปีก่อนๆ ความกดดันในการแข่งขันก็มากขึ้น เขาไม่มั่นใจในตัวเองเลย ตอนนี้เขาดูโทรมลงไปมาก


สองวันที่ผ่านมานี้ หากไม่มีพวกเด็กๆมาหาเขาทุกวัน เขาต้องทุกข์ใจจนทนไม่ไหวแน่นอน


สองสามีภรรยาลู่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกว่า การสอบระดับมณฑลในครั้งนี้มีปัญหา ที่นี่เป็นเมืองศักดินาของเฉินอ๋อง หากเกิดเรื่องใดขึ้น ความผิดจะตกไปที่เฉินอ๋องอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลู่ไป่ชวนเป็นลูกน้องคนสนิทของเฉินอ๋อง เรื่องเช่นนี้จะเมินเฉยไม่ได้


“จากเรื่องส่วนตัว กลายเป็นเรื่องส่วนรวมแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงตบไหล่ลู่ไป่ชวนด้วยความรู้สึกเห็นใจ


ตามหลักแล้ว หน่วยหั่วอวิ๋นไม่ได้ดูแลเรื่องการสอบระดับมณฑล คนที่นี่ส่วนมากมาจากครอบครัวทหาร ระดับการศึกษาไม่สูงนัก แต่เรื่องนี้ดันมาเกิดขึ้นในที่ศักดินาของเฉินอ๋อง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเฉินอ๋องก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลู่ไป่ชวน เห็นทีเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ละเอียด


คังซิ่วไฉไม่เข้าใจคำพูดของเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงอธิบาย “เรื่องนี้สามีข้าจะตรวจสอบให้กระจ่างแน่ ต้องมีคำอธิบายให้อาจารย์คังแน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอาจารย์คังในตอนนี้ก็คือ รอผลสอบออก ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องเป็นกังวลเลย”


“เช่นนั้นต้องขอบคุณพวกท่านมากจริงๆ!”


คัวซิ่วไฉพยักหน้าพลางกล่าว ตอนนี้เขาเป็นคนต่ำต้อยวาจาไม่มีน้ำหนัก ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ไม่มีใครสนใจ แต่กับลู่ไป่ชวนไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขามีตำแหน่งขุนนางที่สูงมาก ตามคนมาสอบถามก็สะดวก


แม้ไม่อยากจะรบกวนพวกเขา แต่ตอนนี้คนที่สามารถช่วยเขาได้ก็แค่สองคนนี้แล้ว


คังซิ่วไฉลอบทอดถอนใจ หนี้บุญคุณที่ติดค้างครอบครัวลู่ คงต้องรอโอกาสภายภาคหน้าจึงจะได้ทยอยชดใช้


หลังจากสนทนากันไปครู่หนึ่ง คังซิ่วไฉก็เอ่ยปากอาสาขอเลี้ยงอาหารพวกเขาที่หอสุรา แต่เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ


ตอนนี้สถานการณ์ของคังซิ่วไฉไม่ค่อยดีเท่าไร เลี้ยงข้าวพวกเขาก็ต้องใช้เงิน เช่นนี้ก็จะยิ่งประคองสถานการณ์ในตอนนี้ลำบาก


เหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนไร้ไหวพริบ นางไม่ได้ปฏิเสธไปส่งๆ แต่ให้เหตุผลว่า นางยังต้องไปเยี่ยมเจียงรั่วหย่าต่อ เรื่องเลี้ยงข้าวไม่ต้องรีบ รอให้คังซิ่วไฉสอบระดับมลฑลติดค่อยเลี้ยงฉลองก็ยังไม่สาย


คังซิ่วไฉรู้ดีว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังคิดเผื่อเขา แต่ตอนนี้ทรัพย์สินของเขาก็น้อยจริงๆ ช่วงนี้เขากับบ่าวรับใช้ต้องกินต้องใช้กันอย่างประหยัด ไม่กล้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จึงเอาตามที่อีกฝ่ายว่าไม่โต้แย้ง


“ก็ได้ เช่นนั้นโอกาสหน้าค่อยเลี้ยงอาหารทุกท่านก็แล้วกัน”


คังซิ่วไฉประสานมือคำนับ เขาเคารพพวกเขาทั้งสองมาก พอพวกเขามาถึงก็สามารถแก้ปัญหาทุกข์ใจของตนได้ทันที ทำให้เขาสามารถรอผลสอบได้อย่างสบายใจ น้ำใจนี้เขาจะจดจำไปชั่วชีวิต


เมื่อเห็นว่าสายมากแล้ว ทั้งสองก็พาพวกเด็กๆกลับ ขณะออกมาที่หน้าประตูบ้าน ก็เห็นนักเรียนจำนวนมากมายืนเบียดเสียดกันอยู่ตามแนวตรอก แต่ละคนยื่นหน้ามองมาที่บ้านของคังซิ่วไฉ


พวกลู่ไป่ชวน “???”


“นักเรียนจูหย่งจื้อคารวะใต้เท้า”


“นักเรียนหลี่ฉางคารวะใต้เท้า”


“นักเรียนจ้าวหลินคารวะใต้เท้า”


พวกลู่ไป่ชวนยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ทุกคนต่างพากันทำความเคารพลู่ไป่ชวนแล้ว


นี่คือแม่ทัพของหน่วยหั่วอวิ๋นเชียวนะ ทั้งยังเป็นคนสนิทของเฉินอ๋องด้วย! เก่งกว่าผู้ว่าการเมืองซะอีก เผยหน้าเผยตาให้เขาเห็นย่อมดียิ่งกว่าสิ่งอื่นใด


ลู่ไป่ชวนไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆตัวตนของตัวเองจึงถูกเปิดเผยไปได้ ก่อนหน้านี้สวมหน้ากากอำพรางใบหน้ามาตลอด ตอนนี้ไม่ได้สวมแล้ว ทว่าก็คิดไม่ถึงว่าจะมีคนจำได้ 


นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


ตอนที่ 456: คนเราเก่งเกินไปก็ไม่ดี


แม้ในใจจะรู้สึกสงสัย แต่ลู่ไป่ชวนก็ยังพยักหน้าให้นักเรียนเหล่านี้ด้วยความเป็นมิตร


อันที่จริงคนเหล่านี้อายุน้อยกว่าเขาแค่ไม่กี่ปี และยังมีคนที่อายุมากกว่าเขาอีกด้วย แต่พวกเขาเคารพยกย่องตนถึงเพียงนี้ นับว่าหาได้ยากนัก และเขาไม่อาจทำเมินได้


โชคดีที่นักเรียนเหล่านี้แค่อยากเผยหน้าตาให้เขาเห็นเท่านั้น ไม่ได้มีเรื่องอื่นใดจะขอให้ช่วย แค่ทักทายโบกไม้โบกมือยืนส่งพวกเขาขึ้นรถม้า


โก่วเอ๋อร์หัวเราะคิกคักตลอดทาง ทันทีที่ขึ้นรถม้าก็ถามขึ้น “คนเหล่านั้นรู้ว่าท่านพ่อเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ก็เลยยกย่องท่านพ่อถึงเพียงนี้เลยหรือขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนไม่รู้จะตอบเช่นไร เรื่องที่เขาอยู่หนานไท่ไม่ได้เปิดเผยให้ใครรู้ คนเหล่านี้ไม่มีทางรู้แน่นอน ที่คนเหล่านี้ยกย่องเขา อาจเป็นเพราะแค่รู้ว่าเขาคือแม่ทัพหน่วยหัวอวิ๋น และเป็นคนสนิทของเฉินอ๋อง


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับตอบเรียบง่าย ไม่ได้คิดหาเหตุผลซับซ้อนเพียงนั้นมาตอบเด็กๆ “ใช่แล้ว แต่เราจะภูมิใจเกินไปไม่ได้นะ คนเราต้องรู้จักถ่อมตัว จะพูดโม้มากไปไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้า “เข้าใจขอรับ!”


เด็กคนอื่นๆก็รีบตอบเช่นกัน “พวกเราก็เข้าใจแล้วขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “ตอนนี้ครอบครัวของเราไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต่อไปเรายังจะต้องเจอคนเช่นนี้อีกเยอะ คนอื่นปฏิบัติกับเราอย่างมีมารยาทเช่นไร เราก็ควรปฏิบัติกลับไปอย่างมีมารยาทเช่นนั้น อย่าใช้อำนาจรังแกคนอื่น เพราะจะทำให้คนอื่นสูญเสียความประทับใจ และก่อปัญหาให้พ่อของเจ้าได้ และแน่นอนว่าพวกเจ้าก็อย่ากลัวหากมีคนมารังแกพวกเจ้า ควรจัดการเช่นไรก็จัดการไปเช่นนั้น ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด หากเกิดเรื่องขึ้น ข้าจะเป็นคนแบกรับให้พวกเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่?”


เด็กๆพยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็วางใจ จากสถานการณ์ปัจจุบัน ต่อให้เด็กๆเหล่านี้ทะลวงฟ้าทลายดินนางก็แบกรับได้ ถึงอย่างไรตอนนี้ฮ่องเต้ก็เชื่อฟังคำพูดของนาง แต่เรื่องนี้ไม่อาจพูดให้เด็กๆฟังได้ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะลำพองใจจนเกินไป


เห็นภรรยาอบรมสั่งสอนเด็กๆ ในใจของลู่ไป่ชวนก็รู้สึกนับถือนาง


เขาไม่สามารถใช้กรอบความคิดของเด็กมามองเรื่องต่างๆได้ เหมือนอย่างเมื่อครู่ตอนที่เด็กๆถาม เขาลังเลไม่รู้ควรตอบเช่นไร ทั้งที่จริงๆแล้ว หลายๆเรื่องที่เด็กๆอยากรู้ มันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เขาคิดเลย


ไม่จำเป็นต้องพูดความจริงเสมอไป แต่ก็ไม่อาจเบี่ยงเบนจากความจริงมากเกินไป สำหรับลู่ไป่ชวนแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างยาก


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับอธิบายได้ดีมาก ทั้งยังทำให้เด็กๆเข้าใจได้ถึงโทษและประโยชน์ เรื่องนี้ไม่รู้ว่าเขาต้องเรียนรู้นานเพียงใดจึงจะทำได้


กลับมาถึงบ้าน เหอจิ่วเหนียงพาเด็กๆลงจากรถม้า ส่วนลู่ไป่ชวนเตรียมออกเดินทางไปที่หน่วยหั่วอวิ๋นต่อ ไปดูสักหน่อยว่าช่วงนี้ฉินเจียนตรวจสอบได้เรื่องใดบ้าง


เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางบอกกับเขา “ตอนเย็นเรียกพวกพี่ใหญ่ฉินกลับมากินข้าวด้วยกันที่บ้านนะ ข้าจะให้คนเตรียมอาหารไว้”


“อืม”


ในใจลู่ไป่ชวนยินดีมาก ภายนอกภรรยาดูเหมือนคนเย็นชา แต่ความจริงแล้วเป็นคนที่สนุกสนานและเป็นกันเองมาก


เหอจิ่วเหนียงบอกคังซิ่วไฉว่าตนจะไปเยี่ยมเจียงรั่วหย่า แต่ความจริงนางไม่ได้ไป คืนนี้จะต้อนรับสหายพี่น้องของลู่ไป่ชวนในหน่วยหั่วอวิ๋นก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยไปเยี่ยมเจียงรั่วหย่า


ไม่ได้เจอนางนานแล้ว รู้สึกคิดถึงนางอยู่เหมือนกัน


เด็กๆเล่นอยู่ในลานบ้าน เหอจิ่วเหนียงเตรียมพาสาวใช้สองคนออกไปซื้อวัตถุดิบประกอบอาหาร ในเมื่อจะเลี้ยงอาหารทั้งที ถึงจะทำอาหารเองไม่เป็นแต่นางจะไม่ใส่ใจเลยไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องช่วยบ้าง นับว่าให้หน้าลู่ไป่ชวนสักหน่อย


“ฮูหยินเจ้าคะ ช่วงที่ฮูหยินไม่อยู่ คุณหนูหลี่มาขอพบฮูหยินที่จวนหลายครั้งเลยเจ้าค่ะ แต่นางไม่ได้บอกพวกบ่าวว่ามาหาด้วยเรื่องใด พวกบ่าวก็เลยไม่ได้ส่งจดหมายไปแจ้งฮูหยินเจ้าค่ะ”


สะใภ้สวีเดินไปพลางรายงานสถานการณ์ในช่วงนี้ให้เหอจิ่วเหนียงทราบ


เหอจิ่วเหนียงจำไม่ค่อยได้แล้ว จึงขมวดคิ้วพลางถาม “คุณหนูหลี่หรือ ใครกัน?”


“บุตรสาวของท่านแม่ทัพหลี่เจ้าค่ะ คนที่เคยมาขอโทษฮูหยินที่จวนพร้อมกับฮูหยินหลี่น่ะเจ้าค่ะ”


พลันนั้นเหอจิ่วเหนียงก็จำได้แล้ว ที่แท้ก็คนที่อยากเห็นนางเป็นตัวตลกในงานเลี้ยงที่จวนสกุลเฉียนในคราวก่อน ต่อมาก็มาขอโทษนางเพราะสถานะของลู่ไป่ชวน ส่วนนางก็เห็นว่าลู่ไป่ชวนยังต้องอยู่ในหมู่ขุนนางจึงไม่ได้เก็บสองแม่ลูกคู่นั้นมาใส่ใจ รับของแทนคำขอโทษและให้พวกนางกลับไป


“อ้อ นึกออกแล้ว ในเมื่อมีธุระกับข้า เช่นนั้นก็ส่งคนไปแจ้งนางเถอะว่าข้ากลับมาแล้ว มีเรื่องอะไรก็มาได้”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รู้สึกว่าแม่นางน้อยผู้นั้นจะมีเรื่องอะไร จึงไม่ได้สงสัยที่อีกฝ่ายเทียวมาหาบ่อยๆ


สะใภ้สวีตอบตกลงและไม่ได้กล่าวอะไรอีก


เหอจิ่วเหนียงถาม “สูตรขนมที่ข้าให้พวกเจ้าครั้งก่อน ฝึกทำกันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”


ขนมในรอบแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถทำออกไปขายได้แล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงมอบสูตรขนมให้พวกนางเพิ่มเพื่อค่อยๆเรียนรู้ ถือโอกาสตอนที่สถานบันเทิงยังไม่เปิด ได้ฝึกทำขนมกันไปก่อน มิฉะนั้นต่อไปหากจะฝึกก็คงไม่มีเวลา


“ฮูหยินวางใจได้เจ้าค่ะ ตอนเย็นจะให้ทุกคนทำให้ฮูหยินได้ชิม”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า คิดในใจว่า คงต้องหาโอกาสไปดูสักหน่อยว่าตอนนี้สถานบันเทิงสร้างไปถึงไหนแล้ว ในช่วงที่นางไม่อยู่ ไม่รู้ว่าคนงานเหล่านั้นจะตั้งใจทำงานหรือไม่


คิดไปคิดมานางก็อยากไปดูที่โรงหมอด้วย อีกสองวันต้องกลับไปประจำการตรวจโรคแล้ว


เฮ้อ รู้สึกว่างานช่างรัดตัวจริงๆ!


นางถอนหายใจออกมาเบาๆ คนเราเก่งมากเกินไปก็ไม่ดี มิฉะนั้นจะเป็นที่ชื่นชอบและต้องการตัว คงได้หัวหมุนยิ่งกว่าลูกข่างเป็นแน่


หลังจากซื้อวัตถุดิบเสร็จและกลับถึงจวน เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมรายการอาหาร จากนั้นก็เรียกเยว่เยี่ยนและเยว่ซูไปที่ห้องตำราเพื่อมอบหมายเรื่องต่างๆ


“วันมะรืนข้าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน งานเลี้ยงครั้งนี้จะสะเพร่าไม่ได้ พวกเจ้าสองคนดูมีความเป็นผู้ใหญ่ เรื่องงานเลี้ยงหลักๆ ข้าจะมอบให้เป็นหน้าที่พวกเจ้าสองคนรับผิดชอบ ควรเชิญใครบ้าง ควรเตรียมอาหารอะไรบ้าง ในจวนควรตกแต่งเช่นไร ทุกอย่างให้พวกเจ้าตัดสินใจได้เลย เวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ข้าไม่ขอให้พวกเจ้าทำออกมาดีที่สุด ขอแค่ไม่เกิดความผิดพลาดก็พอ”


“เจ้าค่ะ ฮูหยินวางใจได้ พวกบ่าวจะทำให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ”


แม้จะบอกว่าเป็นวันมะรืน แต่อันที่จริงก่อนหน้านี้พวกนางรู้อยู่แล้วว่าในจวนจะเชิญบรรดาฮูหยินคุณหนูมาร่วมงานเลี้ยง ในช่วงที่เจ้านายไม่อยู่ พวกนางว่างไม่มีอะไรทำก็เลยทำเรื่องเหล่านี้เตรียมเอาไว้บ้างแล้ว จนกระทั่งถึงตอนนี้ สิ่งของที่จำเป็นต้องเตรียมก็เหลืออีกไม่มากแล้ว


สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ก็คือ จัดเรียงรายชื่อออกมาและส่งเทียบเชิญให้แขกเหรื่อ จากนั้นตัดสินใจว่าจะใช้อาหารใดบ้าง พรุ่งนี้ต้องเริ่มเตรียมความพร้อม


เหอจิ่วเหนียงค่อนข้างสบายๆ นางมีความมั่นใจในความสามารถของสาวใช้เหล่านี้ กำชับเพียงไม่กี่ประโยคก็ให้พวกนางออกไปเตรียมการ

.......

ทางด้านลู่ไป่ชวน เมื่อมาถึงประตูหน่วยหั่วอวิ๋นกลับไม่เจอฉินเจียน เมื่อถามโหลวชงจึงได้รู้ว่า สหายรักออกไปฟังงิ้วแล้ว


ลู่ไป่ชวนเอ่ยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “เมื่อก่อนเขาไม่ชอบเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือ?”


“ใช่ขอรับ” โหลวชงเบาเสียงลงคล้ายคนกำลังแอบนินทา “นี่ก็เพราะคณะงิ้วชิงอินมีสาวงามด้วยน่ะขอรับ นายท่านรองต้องตาเข้า ก็เลยไปที่นั่นทุกวันเลยขอรับ”


ลู่ไป่ชวนประหลาดใจอย่างมาก


เท่าที่เขารู้ ฉินเจียนไม่ได้นิยมชมชอบอะไรแบบนั้น!


ตอนที่ 457: ฤดูใบไม้ผลิมาเร็วเกินไปแล้วกระมัง


“มันเกิดอะไรขึ้น?”


จู่ๆ ลู่ไป่ชวนรู้สึกนึกสนใจขึ้นมา น่าสงสัยยิ่งนักว่าสตรีแบบใดที่สามารถทำให้คนหัวใจแห้งแล้งอย่างฉินเจียนผลิดอกเบ่งบานได้


โหลวชงกลับไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร พลันนั้นก็มีท่าทีลำบากใจเล็กน้อย


“เหตุใดจึงเอาแต่อ้ำๆอึ้งๆกัน ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”


โหลวชงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกออกไป


“รายละเอียดพวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ นายท่านรองไปสืบคดีและได้รู้จักกับแม่นางผู้นั้นเข้า หลังจากนั้นก็ไปที่คณะงิ้วนั่นทุกวัน แม่นางผู้นั้นรูปร่างหน้าตา.งดงามมากจริงๆ แต่หลายวันแล้วก็ยังดูเย็นชากับนายท่านรองมาก ไม่รู้จะรับรักหรือปฏิเสธ”


เมื่อเล่าถึงตรงนี้ โหลวชงก็เงียบไป เขารู้สึกแทนฉินเจียนว่าการทุ่มเทของอีกฝ่ายไม่ค่อยคุ้มค่า หลายวันมานี้ เพื่อแม่นางผู้นั้น นายท่านรองใช้เงินไปไม่น้อยเลย


ลู่ไป่ชวนได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกๆ หากไม่ชอบกันก็พูดออกมาตรงๆจะถ่วงเวลาด้วยเหตุใด


อีกอย่าง ฉินเจียนไม่น่าจะชอบคนประเภทนั้น


นี่เพิ่งจะกี่วันเอง เหตุใดถึงถลำลึกเพียงนั้นแล้ว?


ลู่ไป่ชวนไม่เชื่อเด็ดขาด แต่เขายังไม่รีบสนใจเรื่องของฉินเจียน ก่อนเปลี่ยนเรื่องถามไถ่ถึงสถานการณ์ในช่วงนี้ของศาลาว่าการ


โหลวชงรายงานสถานการณ์ในช่วงนี้ให้เขาฟัง บอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร


นักฆ่าที่ลอบทำร้ายเหอจิ่วเหนียงที่จับตัวมาได้ในคราวก่อน ส่วนมากอดทนต่อไปไม่ไหว ปลิดชีพตัวเองด้วยการอดอาหารไปแล้ว ปากแข็งกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะทรมานอย่างไรก็ไม่ยอมบอกว่าหลินอี้ผิงร่วมมือกับใครในตงถิง


แต่ก็ได้ความว่า หลินอี้ผิงก็คือหลินอ๋อง ตอนนั้นทันทีที่ได้รู้พวกเขาก็ส่งจดหมายไปที่เมืองหลวง เพียงแต่ขณะเดียวกันเหอจิ่วเหนียงกลับจับได้ก่อน ข่าวนี้ไปช้าแค่ก้าวเดียวจึงไม่มีประโยชน์


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าพลางกล่าว “สืบต่อไป ตงถิงหยั่งรากลึกในเป่ยเหยียนมานานหลายปี ไม่มีทางยอมถอยง่ายๆแน่ ต้องมีกลุ่มของพวกมันอยู่อีกแน่นอน ต้องจัดการให้ราบคาบ”


“ขอรับ!”


โหลวชงตอบรับ จากนั้นก็ชวนคุย “นายท่านสาม ท่านกับพี่สะใภ้กลับมาจากเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไรหรือขอรับ เหตุใดพวกเราถึงไม่ได้รับข่าวเลย?”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ตอบคำถามแรก แต่กลับบอกไปเพียง “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก็เลยไม่ได้ให้คนส่งจดหมายมา”


โชคดีที่โหลวชงไม่ได้เซ้าซี้มากนัก แค่กล่าว “ในเมื่อรู้แล้วว่าหลินอ๋องคือหลินอี้ผิง แล้วต่อไปท่านอ๋องจะทำเช่นไรต่อขอรับ? พวกเราไม่ได้มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังกลัวว่าหลินอ๋องจะกลับมาแว้งกัด เดิมทีฝ่าบาทก็ไม่เชื่อคำพูดของท่านอ๋องของพวกเราอยู่แล้ว ยิ่งชื่นชอบให้เหล่าอ๋องแย่งชิงตำแหน่งกันเอง หลินอ๋องคงไม่ถูกโค่นง่ายๆแน่”


พวกโหลวชงกลับมาก่อน พวกเขาไม่รู้เรื่องที่เหอจิ่วเหนียงรักษาโรคให้ฮ่องเต้ จึงเป็นกังวลตำแหน่งของเฉินอ๋อง


ลู่ไป่ชวนมองลูกน้องคนสนิท ไม่รู้ว่าควรอธิบายผลงานของภรรยาตนเองให้อีกฝ่ายฟังเช่นไร


ช่วงนี้เพราะมีภรรยาของเขาคอยช่วย ความคิดที่ฮ่องเต้มีต่อเฉินอ๋องจึงเปลี่ยนไปมาก แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอำนาจ แต่เรื่องเล็กๆหลายๆเรื่องก็สะท้อนออกมาให้เห็น อย่างเช่น เรื่องที่องค์รัชทายาทไม่เข้าใจ ฮ่องเต้ก็บอกให้เขาไปถามเฉินอ๋องให้เยอะๆ ทั้งยังบอกว่า หาก.องค์รัชทายาทไม่จัดการงานราชกิจให้ดี ก็จะเปลี่ยนคนดูแลแทน


ในช่วงนี้เฉินอ๋องกำลังเป็นที่โปรดปราน หากจะเปลี่ยนคนดูแลแทน ไม่แน่อาจจะเป็นเฉินอ๋องก็ได้


และด้วยเหตุนี้ องค์รัชทายาทจึงทุกข์ทรมานมาก


เมื่อก่อนปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมก็ไม่มีปัญหา เพราะไม่ว่าอย่างไรก็มีฮ่องเต้คอยสนับสนุนอยู่แล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่า ช่วงนี้ฮ่องเต้จะเข้มงวดขึ้นมาเช่นนี้


ไม่ใช่แค่เรียกเขาไปพูดคุยบ่อยๆเท่านั้น แต่ยังตรวจสอบผลงานของเขาอีกด้วย เห็นสิ่งใดที่ไม่พอพระทัยก็ทรงกริ้วระบายโทสะออกมา และให้เขาไปแก้มาใหม่


เขาแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว เหตุใดเสด็จพ่อถึงไม่ตามใจเขาเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ!


ความรักของคนเป็นพ่อก็จางลงได้ด้วยหรือ!


แต่ในสายตาเฉินอ๋อง เรื่องเหล่านี้คือการแสดงออกถึงความผิดหวังที่ฮ่องเต้มีต่อองค์รัชทายาท ถึงอย่างไรก็ได้รับการช่วยเหลือจากเหอจิ่วเหนียง เฉินอ๋องจึงไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย กินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจได้ทุกวัน หลินอ๋องถูกกักบริเวณ เขาจึงยิ่งว่าง ได้พาชายากับลูกๆออกไปเดินเล่นกินของอร่อยๆในเมืองทั้งวัน ชีวิตช่างรื่นเริงบันเทิงใจยิ่งนัก


สุดท้ายลู่ไป่ชวนก็สรุปคร่าวๆ “สถานการณ์ในเมืองหลวงไม่เลวเลย ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องกังวล ภารกิจหลักของพวกเราในตอนนี้ก็คือสืบหาและรวบรวมหลักฐานเพื่อโค่นหลินอ๋องให้ได้ เรื่องอื่นค่อยว่ากันอีกที”


โหลวชงค่อนข้างแปลกใจ จับหลินอ๋องได้แล้ว ตอนนี้ก็น่าจะอยู่ในช่วงที่ยากลำบากไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงบอกว่าสถานการณ์ไม่เลวล่ะ?


แต่นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาไม่ควรรู้ก็ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ถามออกไป


“อ้อ จริงสิ ตอนสอบขุนนางระดับมณฑล เจ้าได้ยินคดีเรื่องทุจริตข้อสอบบ้างหรือไม่?”


“ทุจริตข้อสอบอย่างนั้นหรือ? ข้าน้อยไม่เคยได้ยินเรื่องนี้นะขอรับ”


โหลวชงส่ายหน้า ปกติหน่วยหั่วอวิ๋นดูแลเรื่องด้านการทหาร การสอบขุนนางเป็นเรื่องของฝ่ายบุ๋น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขานัก ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจ


“แสดงว่ามีปัญหาจริงๆสินะ”


ลู่ไป่ชวนพึมพำเสียงเบา เรื่องใหญ่เช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถปิดเป็นความลับได้ ดูท่าผู้ว่าการเมืองผู้นี้มีเรื่องปิดบังเขาไม่น้อยทีเดียว


หากไม่ใช่เพราะพวกเขารู้จักคังซิ่วไฉละก็ พวกเขาก็ไม่รู้เรื่องนี้แน่นอน


“มีอะไรหรือขอรับ มันเกี่ยวข้องกับพวกตงถิงหรือ?”


โหลวชงรู้สึกสงสัยขึ้นมา ลู่ไป่ชวนส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่รู้ ข้าแค่ได้ยินเรื่องนี้มาก็เลยลองถามเจ้าดู แต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าก็ไม่รู้เรื่องนี้”


“ข้าน้อยจะไปสืบเดี๋ยวนี้ขอรับ”


เอ่ยจบโหลวชงก็จะไปทันที แต่ลู่ไป่ชวนรั้งไว้ “ช่างเถอะ เรื่องนี้มีลับลมคมใน จะกระโตกกระตากไม่ได้ รออีกสองวัน ดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


อีกสองวัน ภรรยาเขาจะจัดงานเลี้ยง ถึงตอนนั้นก็รอดูก่อนว่าฮูหยินผู้ว่าการเมืองรู้เรื่องนี้หรือไม่


ต่อให้ฮูหยินผู้ว่าการเมืองไม่รู้ ฮูหยินคนอื่นก็คงจะรู้เรื่องมาบ้างไม่มากก็น้อย 


อย่างไรก็ดีกว่าการที่เขาไปถามเองตรงๆ เพราะมันจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น


“จริงสินายท่าน บาดแผลของท่านเหตุใดถึงหายเร็วนักล่ะขอรับ? หากไม่สังเกตดูดีๆ ก็ไม่เห็นรอยแผลเป็นเล็กๆบนใบหน้าแล้ว”


โหลวชงพยักหน้า แล้วเปลี่ยนเรื่องคุยอีกครั้ง ทั้งยังยื่นหน้าเข้าไปมองรอยแผลเป็นบนใบหน้าอีกฝ่ายใกล้ๆด้วย


ทั้งสองอยู่ใกล้กันมากจนลู่ไป่ชวนรู้สึกรับไม่ได้ ร่นถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะกล่าว “ฮูหยินของข้าทำยาทาลดรอยแผลเป็นโดยเฉพาะให้ข้าน่ะสิ ทำไม เจ้าอยากได้บ้างหรือ?”


โหลวชงยิ้มอย่างขัดเขิน “ขะ…ข้า ข้าก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว แต่แผลเป็นบนใบหน้ามันช่างส่งผลกระทบต่อการหาคู่ของข้าจริงๆ หัวหน้าช่วยข้าถามพี่สะใภ้ให้หน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนได้ยินอีกฝ่ายเดี๋ยวก็เรียกตนว่านายท่าน เดี๋ยวก็เรียกว่าหัวหน้า ทั้งยังแสดงท่าทีประจบประแจงทางสีหน้าอย่างชัดเจนอีก เช่นนี้แล้วเขาจะพูดอะไรได้


แต่สิ่งที่ทำให้ลู่ไป่ชวนแปลกใจก็คือ เขาไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน หลังจากกลับมา เหตุใดถึงพบว่าแต่ละคนเริ่มอยากหาคนรักกันแล้วล่ะ?


ฉินเจียนมีคนที่ชอบพอแล้ว โหลวชงบุรุษใจกล้าคนนี้ก็เริ่มไม่มั่นใจในรอยแผลเป็นจางๆ บนใบหน้าตัวเอง


นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


ฤดูใบไม้ผลิมาเร็วเกินไปแล้วกระมัง!


“ตอนเย็นจะกลับไปถามให้ก็แล้วกัน ข้าจะไปหาฉินเจียน ถามสถานการณ์จากเขาหน่อย”


ลู่ไป่ชวนตบไหล่โหลวชงเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินไป


“ขอบคุณขอรับหัวหน้า!”


โหลวชงตะโกนตามหลัง ลู่ไป่ชวนยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้หันไป


แต่จะว่าไป อายุของสหายพี่น้องเหล่านี้ก็ไม่น้อยแล้ว ควรแต่งงานมีครอบครัวเสียทีจริงๆ


ทว่าคนที่ฉินเจียนหลงใหลหมายปอง… เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าไม่น่าเชื่อถือกันนะ


ตอนที่ 458: การค้นพบของฉินเจียน


ลู่ไป่ชวนควบอาชามุ่งหน้าไปยังคณะงิ้วชิงอิน เขาไม่เคยไปมาก่อน แต่พอจะรู้ว่าอยู่แถวไหน


ขณะนี้การแสดงได้จบลงแล้ว ด้านในไม่มีแขก มีเพียงบ่าวรับใช้ไม่กี่คนที่กำลังทำความสะอาด ลู่ไป่ชวนคิดว่าฉินเจียนก็น่าจะกลับไปแล้ว ขณะที่เขากำลังจะกลับ จู่ๆก็เห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยยืนลับๆล่อๆอยู่ที่ประตูทางเชื่อมเรือนด้านหลัง


ลู่ไป่ชวนมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นฉินเจียน จึงเดินเข้าไปตบไหล่เขา


“แฮกๆ! ไอ้หยา ข้าตกใจหมดเลย! นี่เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร?”


ฉินเจียนหันไปเห็นลู่ไป่ชวน ตอนแรกกำลังจะด่าทอกลับไปโทษฐานทำให้ตนตกใจ แต่ทันใดนั้นก็เปลี่ยนเป็นยิ้มตาหยี แล้วเอ่ยถาม “สถานการณ์ที่เมืองหลวงเป็นเช่นไรบ้าง?”


“เจ้าอย่าเพิ่งมาถามสถานการณ์ที่เมืองหลวง ตอนนี้ข้าต้องถามเจ้ามากกว่าว่านี่มันอะไรกัน ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานแต่เจ้ากลับหนีมาฟังงิ้วอยู่ที่นี่ ทำไม ช่วงที่ข้าไม่อยู่เจ้าคงใช้ชีวิตสบายเกินไปแล้วใช่หรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนจงใจชักสีหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยจะดีนัก


ฉินเจียนอยากโต้เถียง แต่สังเกตเห็นว่าบริเวณรอบๆยังมีคนอยู่ จึงเอ่ยเสียงดัง “เจ้ามีเมียมีครอบครัวแล้ว ผู้ชายที่ได้กินอิ่มหนำอย่างเจ้าไม่เข้าใจหัวอกคนหิวโหยอย่างข้าหรอก! กว่าข้าจะได้เจอสาวที่ข้าชอบไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เจ้าจะปล่อยให้ข้าใช้ชีวิตสบายๆสักสองสามวันบ้างไม่ได้เลยหรือ!”


ลู่ไป่ชวนถูกตราหน้าว่าเป็นชายกินอิ่มเช่นนี้ ในใจก็แทบอยากร้องไห้ เขาเองก็อยากเป็นคนที่ได้กินอิ่มหนำอย่างที่สหายว่าเหมือนกัน แต่ใครจะรู้บ้างว่าเขาหิวโหยยิ่งกว่าใครๆซะอีก!


ตั้งแต่แยกห้องนอนกันจนถึงตอนนี้ก็ทำได้แค่นอนกอด ไม่เคยได้ทำอะไรมากกว่านี้ พูดไปก็อยากจะร้องไห้


อ่อ เอ่อ… คิดนอกเรื่องไปไกลแล้ว…


ชายหนุ่มขาดของรีบดึงสติกลับมา และตีท่าทีเคร่งขรึม “เรื่องงานก็เรื่องงาน เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว เจ้าต้องแยกแยะสองเรื่องนี้ให้ชัดเจน หากทำไม่ได้เจ้าก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ สู้มอบโอกาสให้คนอื่นเสียดีกว่า”


ที่กล่าวเช่นนี้...ไม่ใช่เพราะลู่ไป่ชวนไม่พอใจอีกฝ่ายจริงๆ แต่เป็นเพราะเขาเห็นฉินเจียนขยิบตาส่งสัญญาณให้ตน เขาจึงเข้าใจและแสดงละครกับอีกฝ่าย


ฉินเจียนสวนกลับไปทันที “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ถึงเจ้าจะเป็นแม่ทัพ แต่ข้าก็เป็นถึงรองแม่ทัพนะ ตำแหน่งนี้อยากจะเปลี่ยนคนก็ต้องให้ท่านอ๋องเป็นคนตัดสิน เจ้าไม่มีสิทธิ์มาชี้นิ้วสั่งได้!”


เมื่อเห็นทั้งสองกำลังมีปากเสียงกัน บ่าวรับใช้ที่ทำความสะอาดอยู่รอบๆ ก็มาแอบฟังทันที 


ลู่ไป่ชวนเถียง “ก็เพราะข้าเป็นแม่ทัพอย่างไรล่ะ ข้าต้องตรวจสอบเรื่องที่เจ้าทิ้งหน้าที่ให้ถึงที่สุด เจ้ากลับไปเขียนรายงานกับข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะรายงานเรื่องของเจ้าต่อท่านอ๋องแน่!”


“ข้าไม่ไป! แม่นางซินหรานยังไม่ออกมา รอนางออกมาให้ข้าได้เห็นหน้าก่อนแล้วข้าจะไป!”


ฉินเจียนสะบัดมือสหายออก ดึงดันจะรออยู่ที่ประตู


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้ว ไม่สนใจข้ออ้างมากมายของเขาแล้ว กระชากร่างฉินเจียนบังคับให้กลับทันที


“เจ้าจะทำอะไร! ปล่อยข้านะ! เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าเป็นหัวหน้าแล้วจะแน่!


เจ้าจะรายงานเรื่องข้าต่อท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ ใครรายงานกันแน่! เจ้ารอดูเถอะ!”


แม้ปากจะด่าทอไม่หยุด แต่ก็ยังไถลตัวไปตามแรงดึงของลู่ไป่ชวน


หลังจากออกมาได้ไกลแล้ว ฉินเจียนพ่นลมหายใจออกมาอย่างหืดหอบ ก่อนจะกล่าว “ไม่นึกเลยว่าการทะเลาะกันมันจะเหนื่อยถึงเพียงนี้! เจ้าปล่อยข้าได้แล้ว เจ้าดึงจนเสื้อผ้าข้ายับหมดแล้วเนี่ย!”


ลู่ไป่ชวนปล่อยเขา แล้วถาม “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น?”


“ไม่ต้องรีบ ข้างนอกคนเยอะ กลับไปค่อยเล่า”


ฉินเจียนตอบพลางสังเกตรอบๆ ว่ามีคนตามมาหรือไม่


เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครตามมา ทั้งสองจึงกลับไปที่หน่วยหั่วอวิ๋นด้วยกัน


ลู่ไป่ชวนส่งม้าให้ลูกน้องเอาไปมัด ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เล่ามา หากเหตุผลฟังแล้วไม่เข้าท่า คืนนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ไปกินข้าวที่จวนข้า”


“ไอ้หยา คืนนี้น้องสะใภ้ลงมือทำอาหารเองอีกแล้วหรือ! วางใจเถอะน่า ข้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่นแน่นอน!


ที่คณะงิ้วชิงอิน น่าจะเป็นคนตงถิงทั้งหมด ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าสืบคดีหอคณิกา พบว่ามีการติดต่อกับคนของที่นี่ เพียงแต่ไม่ได้ลึกซึ้งมาก ข้าก็เลยใส่ใจสักหน่อย และพบว่าพวกเขาส่งคนมาจับตาดูข้า คงจะกลัวว่าข้าสืบรู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเขากับหอคณิกา อีกอย่าง ผู้หญิงที่มาใหม่นั่นก็มีท่าทีจะเข้าหาข้า ข้าก็เลยใช้แผนซ้อนแผน หลายวันมานี้ก็เลยไปอุดหนุนนางน่ะ”


ฉินเจียนบอกเล่าอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ข้าบอกแค่เจ้าคนเดียว แม้แต่โหลวชงก็ไม่รู้ ข้ากลัวว่าหากคนรู้เยอะจะแสดงละครไม่เนียนแล้วจะถูกจับได้ แม่นางที่ชื่อซินหรานผู้นั้น น่าจะเป็นหัวหน้าของพวกนางที่นี่ นางมีข้อมูลที่ไปมาหาสู่กับทางด้านตงถิงเยอะมาก ข้าก็เลยคิดว่าเอาข้อมูลเหล่านั้นมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยจัดการ”


นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้ นี่เป็นเรื่องที่ลู่ไป่ชวนไม่คาดคิดมาก่อน


ถึงแม้จะรู้สึกว่าฉินเจียนไม่มีทางชอบสตรีเช่นนั้น แต่มันก็ไม่แน่ อย่างไรทุกอย่างย่อมมีความไม่แน่นอนเสมอ


“อืม เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ให้เจ้าเป็นคนจัดการ”


เขาตบไหล่ฉินเจียน แล้วเอ่ยอีก “แต่ว่า เจ้าแสดงละครว่ามีเรื่องขัดแย้งกับข้าไม่ใช่หรือ เช่นนั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องกินข้าวที่จวนข้าแล้วกัน”


ฉินเจียน “!!!”


“นะ…นี่ เจ้า! เมื่อครู่เจ้าไม่ได้พูดเช่นนี้นี่!”


เขาร้อนใจขึ้นแล้ว และไม่พอใจด้วย!


“ก็แค่แสดงละคร ไม่ถึงกับไปกินข้าวไม่ได้นี่! อย่างมากก็ให้คนอื่นเข้าประตูหน้า ส่วนข้าแอบปีนกำแพงเข้าไปก็ได้!”


เขาจับจ้องลู่ไป่ชวนอย่างคาดโทษ “เจ้าอย่าคิดจะทิ้งข้าเชียวนะ!”


ลู่ไป่ชวนยกยิ้มมุมปาก ไม่สนใจจะเสวนากับเขา หันหลังเดินออกไปทันที


ฉินเจียนรีบตามไปโดยไม่สนใจอะไร ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีทางพลาดอาหารอันโอชะที่น้องสะใภ้เตรียมเอาไว้เด็ดขาด!


สุดท้ายเขาก็ปีนกำแพงข้ามเข้าไปจริงๆ แต่มีเพียงลู่ไป่ชวนเท่านั้นที่รู้สาเหตุ พวกโหลวชงคิดว่านายท่านรองเอาแต่ตามจีบสาวไม่ห่างเหินจนมาไม่ทัน จึงเลือกที่จะปีนกำแพงเข้ามา 


กระทั่งระหว่างมื้ออาหารก็ยังหยิบยกเรื่องนี้มาหยอกล้อเขากลายๆ ทั้งยังพูดอีกว่าเมื่อไรเขาจะได้พิชิตสตรีงามผู้นั้น


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังเรื่องซุบซิบเช่นนี้ก็อยากจะถามยิ่งนัก แต่ลู่ไป่ชวนกระซิบกับนางเสียงเบา “คืนนี้ข้าจะอธิบายให้ฟัง”


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจได้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา จากนั้นก็พูดเรื่องอื่นขึ้นมา อย่างเช่นเรื่องกิจการสถานบันเทิง


ฉินเจียนโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว “น้องสะใภ้ ข้าว่ากิจการนี้ก็ดีเหมือนกันนะ สถานบันเทิงนี่ต้องเป็นไปได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอน เงินทองที่ข้าสะสมมาตลอดหลายปีนี้ไม่มีที่ให้ใช้เลย ข้าขอร่วมทำการค้ากับเจ้าได้หรือไม่? จะได้มีส่วนแบ่งกำไรทุกปี”


“ได้สิ!”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงโดยไม่ลังเลเลย ดูจากเงินที่ลู่ไป่ชวนให้นางก่อนหน้านี้ก็รู้แล้วว่าหลายปีที่ผ่านมาแม้จะเสี่ยงอันตราย แต่พวกเขาก็ได้เงินมากจริงๆ หากสหายพี่น้องเหล่านี้ไม่ใช่จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ต้องมีเงินเก็บไม่น้อยแน่นอน


“นายท่านรอง ช่วงนี้ท่านก็ไปใช้จ่ายที่คณะงิ้วทุกวันไม่ใช่หรือขอรับ จะบอกว่าไม่ได้ใช้เงินได้อย่างไร?”


มีคนหยอกล้อขึ้นมาทันควัน ฉินเจียนเอ็ดอย่างไม่สบอารมณ์ “ชิ พวกเจ้าจะไปรู้อะไร ทำการค้ากับน้องสะใภ้ไม่มีเสียอยู่แล้ว ข้าใช้เงินที่ข้าหามาได้ไปต่อยอดให้ได้มากขึ้น ยังต้องกลุ้มใจว่าจะไม่มีเงินไปฟังงิ้วหรือไม่มีเงินเลี้ยงดูภรรยาข้าอีกหรือ?”


“วาจานี้ฟังแล้วพอมีเหตุผลอยู่บ้าง!”


โหลวชงได้ยินดังนั้นก็หันมองเหอจิ่วเหนียงอย่างกระตือรือร้นทันที กล่าวอย่างตื่นเต้น “พี่สะใภ้ ข้าก็พอมีเงินเก็บอยู่บ้างนะ!”


ส่วนคนอื่นๆจะเหลือหรือ แต่ละคนต่างแย่งกันพูดว่าตนเองก็อยากร่วมลงทุนด้วย


ถึงอย่างไรกิจการสถานบันเทิงนี้ แม้แต่พวกเด็กๆในบ้านก็ร่วมลุงทุนด้วย ตอนนี้มีผู้ขอร่วมลงทุนมากมายเช่นนี้ ย่อมต้องรับไว้อยู่แล้ว เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางกล่าว “ไม่มีปัญหา! เดี๋ยวเอาเงินลงทุนของทุกคนมาไว้ก่อน หลังจากสถานบันเทิงเปิดแล้ว จะแบ่งกำไรกันทุกๆสามเดือน ข้ารับรองว่าไม่ทำให้ทุกคนต้องเสียใจที่เลือกลงทุนในวันนี้แน่นอน!”


ตอนที่ 459: งานเลี้ยงในจวน


ในเมื่อบอกว่าจะร่วมลงทุน เช่นนั้นก็จะพูดผ่านๆไม่ได้ ชายชาติทหารเหล่านี้ล้วนมีนิสัยพูดแล้วทำเลย หลังจากกินข้าวเสร็จก็กลับไปนำเงินมาทันที


หลายปีมานี้แต่ละคนเก็บเงินได้มากบ้างน้อยบ้าง ส่วนมากพวกเขาไม่มีครอบครัวและภาระหนี้สิน จึงเก็บเอาไว้ใช้จ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือนำมาลงทุนทั้งหมด


เหอจิ่วเหนียงให้เหลียนฮวาจดบันทึกเอาไว้ ถึงตอนแบ่งเงินปันผลก็จะแบ่งให้พวกเขาตามลำดับ


“เช่นนี้หมายความว่า พวกเราก็เป็นหนึ่งในเจ้าของสถานบันเทิงแล้วน่ะสิ! แล้วต่อไปหากไปดื่มสุราที่สถานบันเทิง ยังต้องจ่ายเงินหรือไม่?”


“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ ก็ต้องหักจากเงินปันผลของเจ้าน่ะสิ!”


“หักเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ลงบัญชีไว้อยู่แล้ว ไม่จ่ายเงินหรอก ฮ่าๆๆ!”


“ร่วมการค้ากับพี่สะใภ้ พวกเรานอนรอรับเงินได้สบายๆเลย!”


“จริง ต้องขอบคุณบารมีของพี่สะใภ้! ต่อไปการค้านี้ก็เป็นของพวกเราสหายพี่น้องแล้ว มีเรื่องอะไรพี่สะใภ้ก็สั่งพวกเราได้เลย!”


ได้ยินพวกเขาพูดกันเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนก็ใจเต้นขึ้นมา


เขาเองก็อยาก…


ช่างเถอะ เขาไม่อยากก็ได้ ทุกๆเดือนภรรยาก็ให้เงินเขาใช้จ่ายเพียงพอแล้ว


หลังจากส่งทุกคนกลับไปแล้ว เหลียนฮวาก็เอ่ยขึ้น “ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงเก่งกาจยิ่งนัก คนตั้งหลายคนล้วนอยากทำการค้ากับท่านอาสะใภ้ทั้งนั้น”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะนาง “เจ้าก็เก่งมากเหมือนกัน ข้าถามป้าเฉิงของเจ้า นางบอกว่าตอนนี้เจ้าสามารถรับมือคนเดียวได้แล้ว มาจิงโจวได้แค่ไม่กี่วัน แต่ทำได้ดีถึงเพียงนี้ อาสะใภ้คนนี้ภูมิใจในตัวเจ้าจริงๆ”


เหลียนฮวายิ้มเขินๆ “พี่เสี่ยวหยางกับโยวโยวก็เก่งมากๆเหมือนกันเจ้าค่ะ!”


ถึงแม้พวกเขาไม่ได้อยู่ร้านเดียวกัน แต่ตอนเย็นเมื่อกลับมาก็มักจะเล่าแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกันเสมอ ทั้งสามคนมีพัฒนาการไปพร้อมๆกัน เพียงแต่โยวยาโถวมีอายุน้อยกว่า จึงตามหลังทั้งสองนิดหน่อย


“ถูกต้อง พวกเจ้าล้วนเก่งกันทั้งนั้น วันมะรืนจะมีงานเลี้ยงที่จวน เจ้ากับโยวยาโถวไม่ต้องไปที่ร้าน อยู่ช่วยงานที่จวน”


งานเลี้ยงนี้เป็นงานเลี้ยงสำหรับเหล่าสตรี ลู่เสี่ยวหยางไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม


ความหมายของเหอจิ่วเหนียงคือ อยากให้พวกนางได้เปิดโลกสักหน่อย แต่เหลียนฮวาคิดว่าท่านอาสะใภ้จะให้นางช่วยงาน จึงรีบตอบตกลงทันที


นางมาอยู่กับครอบครัวลู่นานถึงเพียงนี้แล้ว ท่านอาสะใภ้ดูแลนางเป็นอย่างดี เรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้นับว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ


ทว่ารุ่งเช้า ในวันงานเลี้ยง เมื่อได้เห็นอาภรณ์อันหรูหราที่เหอจิ่วเหนียงให้สาวใช้นำมาส่ง เด็กสาวก็ถึงกับตื่นเต้นจนมือสั่นเทา


ชุดเหล่านี้เป็นชุดที่เหอจิ่วเหนียงออกแบบ เพื่อให้พวกนางได้สวมใส่ในวันงานเลี้ยง


ครอบครัวพวกเขาเปิดโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า อาภรณ์หรูหราใดๆ เหลียนฮวาและโยวยาโถวเห็นมาแล้วไม่น้อย แต่หากสวมใส่ นี่นับว่าเป็นครั้งแรก


ชุดของเด็กสาวทั้งสองเป็นสีเหลืองอ่อน ดรุณีน้อยที่อายุราวๆนี้สวมสีนี้ดูงามพอดี เพียงแต่การออกแบบของทั้งสองจะมีความแตกต่างกัน


เหลียนฮวาอายุมากกว่า เหอจิ่วเหนียงเข้าใจถึงความรักสวยรักงามของสตรี จึงเก็บเอวให้กระชับขึ้น ขับให้เหลียนฮวาดูมีทรวดทรงชัดขึ้น บวกกับที่นางรูปร่างหน้าตาดีอยู่แล้ว แต่งหน้าเพิ่มนิดหน่อยไม่ดูด้อยไปกว่าสตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นแน่นอน


ส่วนโยวยาโถวอายุน้อยกว่า อาภรณ์จึงค่อนข้างหลวมสบาย มีความเป็นเด็ก น่ารักสดใส ทำให้ใครเห็นก็เป็นที่ชื่นชอบ


เหอจิ่วเหนียงแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงไปดูพวกนาง เหล่าสาวใช้กำลังช่วยหวีผมอยู่ เห็นคนที่เดินเข้ามาสาวใช้จึงจะทำความเคารพ แต่เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “พวกเจ้าทำงานไปเถอะ ไม่ต้องสนใจข้า”


“ท่านอาสะใภ้ ท่าน.งดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างลำพอง “อาก็คิดเช่นนั้น! พวกเราเป็นเจ้าภาพ ย่อมด้อยกว่าไม่ได้อยู่แล้ว แต่งตัวให้ดี ทำให้คนเหล่านั้นได้รู้ว่าถึงแม้พวกเราจะมาจากบ้านนอก แต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าพวกนาง เข้าใจหรือไม่?”


“เจ้าค่ะ!”


ทั้งสองพยักหน้าด้วยรอยยิ้มมั่นใจ


ช่วงนี้พวกนางถูกขัดเกลาจนเติบโตขึ้นมาก ได้เปิดโลกไม่น้อย ไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใดเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว วันนี้ต้องทำให้เต็มที่เพื่อหน้าตาของท่านอาสะใภ้


นอกจากฮูหยินและคุณหนูในตระกูลขุนนาง เหอจิ่วเหนียงยังเชิญฮูหยินของท่านหมอชราซ่งและสะใภ้ เฉิงเสวี่ยเวย และเจียงรั่วหย่ามาด้วย


นางโหว–ภรรยาของหมอชราซ่ง และนางจิน–ลูกสะใภ้นับว่ามีประสบการณ์ในการออกงานดีทีเดียว ถึงอย่างไรท่านหมอชราซ่งก็เคยเป็นหมอหลวงในวังมาก่อน ครอบครัวจึงดำเนินชีวิตในแบบคนสูงศักดิ์มานานหลายปี เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงเช่นนี้มาบ้าง


ทั้งสองเดินตามสาวใช้ที่นำทางเข้ามา “สวนซีสุ่ยในตำนานแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่นมากจริงๆ! เรือนวิจิตร.งดงามมาก ไหนจะดอกไม้พวกนี้อีก แต่ละต้นหาได้ยากนัก ทั้งๆที่อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก็ยังผลิดอกได้ดี ราคาต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่!”


ฮูหยินซ่งชื่นชอบในความ.งดงาม เมื่อเจอสิ่งที่โปรดปรานจึงยื่นมือไปสัมผัสอย่างอ่อนโยน


“หากฮูหยินชอบ เดี๋ยวนำกลับไปสักสองสามกระถางสิเจ้าคะ!” เหอจิ่วเหนียงเดินออกมาต้อนรับ


“ไอ้หยา ไม่ต้องหรอกไม่ต้อง!”


ฮูหยินซ่งรีบโบกมือปฏิเสธ “ของดีเช่นนี้เอาให้ข้าก็เสียของเปล่า เอาไว้ที่นี่แหละดีที่สุดแล้ว!


ไอ้หยา วันนี้ท่านหมอเหองดงามราวกับเทพธิดามาจุติบนโลกมนุษย์จริงๆ เหตุใดถึงได้งดงามเพียงนี้!


สองท่านนี้คือแม่นางน้อยในครอบครัวหรือ งดงามยิ่งนัก วันข้างหน้าจวนนี้หัวกระไดไม่แห้งแน่นอน!”


ฮูหยินซ่งชื่นชมประโยคแล้วประโยคเล่า ทำเอาเหอจิ่วเหนียงแทบไม่มีโอกาสปริปากเลย


“ฮ่าๆๆ ฮูหยินซ่ง วาจาพวกนี้ข้าชอบฟังเป็นที่สุด เชิญพวกท่านเดินเล่นชมดอกไม้กันตามสบายนะเจ้าคะ ทางด้านนู้นมีขนมกับเป็ดดำลู่เตรียมเอาไว้ เชิญชิมได้เลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยังต้องไปต้อนรับแขกคนอื่นๆจึงทำได้แค่ชี้ไปทางสนามหญ้าที่อยู่ไม่ไกล ตรงนั้นมีโต๊ะวางอยู่หลายโต๊ะ บนโต๊ะจัดเตรียมขนมและผลไม้อย่างประณีต ทั้งยังมีเครื่องดื่มสีสันสดใสหลากหลาย เห็นแล้วช่างน่าดึงดูดยิ่งนัก


ฮูหยินซ่งและลูกสะใภ้ชื่นชอบมากจึงรีบไปดู


ส่วนเฉิงเสวี่ยเวย อันที่จริงก็เคยร่วมงานเลี้ยงมาแล้วไม่น้อย แต่เมื่อก่อนล้วนเป็นงานเลี้ยงของสตรีที่ทำกิจการการค้า ครั้งนี้แขกที่เหอจิ่วเหนียงเชิญมาส่วนมากเป็นสตรีของตระกูลขุนนาง นางเดินไปที่ใดก็ไม่กล้าส่งเสียงดังเพราะกลัวว่าจะไปล่วงเกินผู้อื่นเข้า


เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็รู้สึกขบขัน จึงให้เหลียนฮวาไปคล้องแขนนางพาไปเดินเล่น


“ทุกคนล้วนเป็นคนเหมือนกันทั้งนั้น ไม่ใช่สัตว์ป่าดุร้ายที่ไหน ท่านทำตัวเหมือนเดิมก็ได้เจ้าค่ะ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ยังมีข้าเป็นคนแบกรับ”


เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือนางเบาๆเพื่อปลอบ และให้กำลังใจ


เฉิงเสวี่ยเวยเอ่ยด้วยท่าทางน่าสงสาร “ก็ข้ากลัวจะก่อปัญหาให้เจ้านี่นา สถานะของข้าต่ำต้อย กลัวว่าจะมีคนหยิบ.ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่นงานเจ้า”


“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ นี่ข้าทั้งคน เหลียนฮวา พาป้าเฉิงของเจ้าเข้าไปดื่มชาสักหน่อยไป”


“เจ้าค่ะ! ป้าเฉิง ท่านวางใจเถอะนะเจ้าคะ ท่านก็ถือซะว่ามากินข้าวที่บ้านพวกเราเหมือนปกติ ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้น พวกเราก็เป็นคนทำการค้าเหมือนกัน! จะกลัวอะไรล่ะเจ้าคะ?”


เหลียนฮวาคล้องแขนนางพลางพูดไปเดินไป เหอจิ่วเหนียงมองโยวยาโถวพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อิจฉาพี่เหลียนฮวาของเจ้าหรือไม่?”


เหลียนฮวาจัดการเรื่องเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ตอนนี้สามารถดูแลร้านคนเดียวได้แล้ว ส่วนโยวยาโถวทำได้แค่ยืนมองอยู่ข้างๆเหอจิ่วเหนียง จะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงไม่จริง


ตอนที่ 460: เรื่องทุกข์ใจของฮูหยินเฉียน


โยวยาโถวพยักหน้า ไม่รู้ว่าเมื่อไรตัวเองจะเก่งเหมือนพี่เหลียนฮวา


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปลอบใจ “ไม่เป็นไรเลย เจ้าอายุยังน้อย อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป หลายๆเรื่องเมื่อเจ้าโตขึ้นก็จะเข้าใจเอง”


เด็กๆในครอบครัวแต่ละคนเก่งกันมาก แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พัฒนาตัวเองไปพร้อมกัน ผลักดันกันได้ดี เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าพวกเขาจะกดดันตัวเองเกินไปจนทำให้เครียดเกินควร ไว้มีเวลา นางจะต้องชี้แนะให้พวกเขาบ้าง


ความสำเร็จไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงแค่ก้าวเดียว ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป


“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านอาสะใภ้”


โยวยาโถวพยักหน้าเข้าใจ นางรู้สึกว่าท่านอาสะใภ้ไม่ใช่เป็นแค่อา แต่ยังเป็นอาจารย์ที่ดีและสหายยามยากของนางอีกด้วย หากไม่มีอาสะใภ้ พวกเขาก็ไม่มีวันนี้


ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งลมดังมาจากด้านนอก เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเป็นเจียงรั่วหย่า จึงพาโยวยาโถวออกไปต้อนรับที่หน้าประตู


เจียงรั่วหย่าชื่นชอบกระดิ่งลมเหล่านี้มาก ไม่ว่าจะไปที่ใดล้วมเอาไปด้วยทุกที่ ตอนที่เจอกันครั้งแรก เสียงกระดิ่งลมเหล่านี้ยังตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของใจเหอจิ่วเหนียง


“ท่านป้าเจียงมาแล้ว เหตุใดต้องคลุมผ้าปิดหน้าด้วยล่ะเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงเข้าไปช่วยประคองแขกคนสนิทลงจากรถม้าด้วยตัวเอง


เจียงรั่วหย่าอายุเกือบจะสี่สิบปีแล้ว แต่กลับดูไม่แก่เลยแม้แต่น้อย นางแต่งตัวพลิ้วไหวดุจเทพเซียน ไม่เหมือนกับอยู่ในโลกมนุษย์เลย


เหอจิ่วเหนียงเองก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน ทั้งสองยืนอยู่ด้วยกัน บวกกับโยวยาโถวที่อยู่ข้างๆ ยิ่งขับให้เด่นขึ้น


เด็กหญิงยิ้มตาหยีพลางทักทาย “คารวะท่านย่าเจียงเจ้าค่ะ!”


เจียงรั่วหย่าได้มาร่วมงานเลี้ยงของบุตรสาวเช่นนี้ย่อมมีความสุขมากอยู่แล้ว นางลูบศีรษะโยวยาโถวด้วยความเอ็นดู จากนั้นหลิงเสวี่ยที่อยู่ข้างๆ ส่งถุงหอมเล็กๆถุงหนึ่งให้เด็กหญิง “คุณหนูโยว นี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆที่ฮูหยินของเราเตรียมมาให้ โปรดแม่นางรับไว้ด้วยเจ้าค่ะ”


โยวยาโถวหันมองเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงยิ้ม “รับไว้เถอะ”


โยวยาโถวเอ่ยทันที “ขอบคุณท่านย่าเจียงเจ้าค่ะ!”


เจียงรั่วหย่ายิ้มกว้างจนตาหยี “ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าไปเล่นเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเจียงรั่งหย่ามีเรื่องจะคุยกับตน จึงให้โยวยาโถวไปหาเหลียนฮวา


หลังจากโยวยาโถวไปแล้ว เจียงรั่วหย่าก็ตอบคำถามก่อนหน้านี้ของเหอจิ่วเหนียง “สถานะก่อนหน้านี้ของข้ามีความพิเศษบางอย่าง ข้ากลัวว่าจะมีคนจำข้าได้ เดี๋ยวเจ้าก็บอกว่าใบหน้าของข้าเป็นแผล ไม่ควรเปิดให้คนเห็นก็เลยต้องสวมผ้าคลุมหน้าไว้”


แม้เมื่อก่อนเจียงรั่วหย่าจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง แต่หลายปีที่ผ่านมาขุนนางหลายคนถูกย้ายไปทำหน้าที่ในเมืองอื่นก็ไม่น้อย สตรีในเรือนก็ต้องย้ายตามไปด้วย นางกังวลว่าจะมีคนจำนางได้ ถึงนางจะไม่ได้ทำความผิดใด ต่อให้ถูกคนจำได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จะดีกว่าหากป้องกันไว้ก่อน ตอนนี้นางไม่อยากเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายอะไรแม้แน่น้อย


“ได้เจ้าค่ะ เพียงแต่โฉมงามเช่นนี้กลับบอกว่าตัวเองเป็นแผลที่ใบหน้า ช่างน่าเสียดายจริงๆเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงชิชะทำท่าทางเสียดาย ทำเอาเจียงรั่วหย่าขบขันยิ่งนัก


“ฮ่าๆ มีอะไรน่าเสียดายกัน เอาละ เดี๋ยวข้าเข้าไปเอง เจ้ายังต้องต้อนรับแขกอีก ไม่ต้องห่วงข้าหรอก แล้วอวี้เอ๋อร์อยู่หรือไม่ ข้าจะไปหาเขาสักหน่อย”


หลักๆที่เจียงรั่วหย่ามาวันนี้ก็เพื่อจะมาหาหลานชาย หากเป็นยามปกติอยากหาข้ออ้างมาหาหลานชายก็ไม่ค่อยสะดวก


“เขาไปเรียนหนังสือกับพวกพี่ๆของเขาเจ้าค่ะ ตอนเย็นถึงจะกลับมา”


“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ตอนเย็นค่อยไปหาเขาก็ได้ เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า”


เจียงรั่วหย่าโบกมือพลางกล่าว จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในอย่างคุ้นเคยเส้นทาง


ถึงแม้นางจะไม่ค่อยออกจากบ้าน แต่นางก็มาที่สวนซีสุ่ยหลายครั้งแล้ว ส่วนมากก็หาข้ออ้างบอกว่าจะนำขนมมาฝากเพื่อให้ได้มาที่นี่ หมิงเจ๋อก็สนับสนุนให้นางมาที่นี่บ่อยๆเพราะนางจะได้อารมณ์ดี


แม้ความทรงจำในช่วงสิบปีที่แล้วของนางจะหายไป แต่หมิงเจ๋อก็เล่าถึงตัวตนที่ผ่านมาของนางให้นางฟังคร่าวๆ ทำให้นางพยายามหลีกเลี่ยงการไปมาหาสู่กับเหล่าสตรีตระกูลขุนนาง แม้นางจะไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่ก็เชื่อว่าหมิงเจ๋อไม่มีทางโกหกนางแน่นอน ดังนั้นนางจึงคลุมผ้าคลุมหน้ามาในงานนี้

.......

แขกที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเหอจิ่วเหนียงทั้งสามบ้านมาถึงงานกันอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่อยากเพิ่มความยุ่งยากให้แก่นาง ทำให้นางสามารถไปต้อนรับแขกคนอื่นได้อย่างสบายใจ


อย่างไรก็ตาม เหอจิ่วเหนียงก็ใช่ว่าจะไม่วางมาดเลย สหายที่สนิทเหล่านี้นางเป็นคนออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง แต่แขกคนอื่นนางไม่ได้ออกไปต้อนรับ นางนั่งรออยู่ในห้องโถง ให้บรรดาฮูหยินกับคุณหนูเข้าไปทักทายนางที่ห้องโถงใหญ่ จากนั้นถึงจะตามนางไปที่เรือนด้านหลัง


ฮูหยินผู้ว่าการเมืองมาพร้อมกับสองแม่ลูกตระกูลหลี่ ท่าทีของสองแม่ลูกแซ่หลี่ไม่ได้ต่างอะไรจากก่อนหน้านี้เลย ทว่าฮูหยินผู้ว่าการเมืองไม่ได้เป็นเช่นนั้น รู้สึกได้ว่านางเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ดูท่าทางอมทุกข์ไม่น้อย


“เอ๊ะ ฮูหยินเฉียน ท่านเป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ ไม่ได้เจอกันแค่ช่วงหนึ่ง เหตุใดถึงได้ดูซีดเซียวเช่นนี้ล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ และเดินเข้าไปถามไถ่ฮูหยินผู้ว่าการเมืองด้วยตัวเอง


ฮูหยินผู้ว่าการเมืองมองสตรีงดงามดั่งเทพเซียนตรงหน้า พลอยนึกถึงสถานการณ์ของตัวเองขึ้นมาก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก ทันใดนั้นน้ำตาก็คลอออกมา


การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น มันช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!


ฮูหยินหลี่เห็นดังนั้นก็เอ่ยขึ้นทันที “ฮูหยินลู่คงยังไม่รู้กระมัง ตอนนี้ฮูหยินเฉียนกับใต้เท้าเฉียนทะเลาะกันจนถึงขั้นจะหย่ากันอยู่แล้ว! เฮ้อ พวกผู้ชายนี่พอเห็นหน้าผู้หญิงคนใหม่ก็ยิ้มให้ พอเจอผู้หญิงคนเก่าก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่ แถมยังคิดจะรับผู้หญิงคนนั้นมาแทนที่ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของฮูหยินเฉียนอีก!”


เดิมทีฮูหยินเฉียนก็เจ็บปวดมากอยู่แล้ว ยิ่งถูกฮูหยินหลี่พูดจี้ใจดำซึ่งๆหน้าก็ยิ่งเจ็บปวดหนักกว่าเดิม


หากเป็นเมื่อก่อน นางต้องเอาคืนแน่ แต่ตอนนี้ไม่มีใครยืนเคียงข้างนางเลย นางจึงไม่สามารถทำอะไรได้


นางปาดน้ำตา แล้วเอ่ยเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ข้าเสียมารยาทกับฮูหยินลู่ ข้าไม่ควรทำเช่นนั้นเลย แต่ในครอบครัวข้าเกิดเรื่องก็เลยไม่ได้มาขอโทษฮูหยินเสียที โปรดฮูหยินอย่าถือโทษโกรธข้าเลยนะ วันนี้ข้านำของขวัญ…”


“โอ้ เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว จะพูดขึ้นมาอีกให้ได้อะไรกันเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าใจใหญ่ พยายามตีสนิทฮูหยินเฉียน พูดคุยกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนมาก


“ว่าแต่ มันเกิดอะไรขึ้นกับฮูหยินเฉียนกันเจ้าคะ ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของท่านกับใต้เท้าเฉียนก็ยังดีอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้?”


ฮูหยินหลี่เป็นคนที่อ่านท่าทางการแสดงออกของผู้อื่นออก เมื่อเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงใกล้ชิดฮูหยินเฉียนเช่นนี้ นางก็ยิ้มตาหยี พลางช่วยพูดทันที “ก็นั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ใต้เท้าเฉียนดีกับฮูหยินเฉียนจนคนอื่นต่างพากันอิจฉา ใจของบุรุษช่างคาดเดาได้ยากยิ่ง ใครจะรู้ว่าเขาเปลี่ยนใจไปตั้งแต่ตอนไหนแล้ว!”


ฮูหยินเฉียนได้ยินดังนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้ออกมาทันที


“ชีวิตข้าช่างทุกข์ทรมานยิ่งนัก มาเจอกับคนเจ้าชู้หลายใจเช่นนี้ ฮือๆๆ…”


ฮูหยินเฉียนและเหอจิ่วเหนียงไม่ได้นับว่าสนิทสนมกัน ทั้งยังเคยมีเรื่องบาดหมางกันก่อนหน้านี้ นางไม่ควรพูดเรื่องเหล่านี้ให้เหอจิ่วเหนียงฟังด้วยซ้ำเพราะอีกฝ่ายอาจจะเอามาเยาะเย้ยได้ แต่ตอนนี้…นางทุกข์ใจมากจริงๆ นางไม่สนใจอะไรแล้ว ระบายปัญหาเรื่องสามีออกมาให้อีกฝ่ายฟังอย่างไม่อาย


“ก่อนหน้านี้เขาบอกข้าว่ากำลังต้องตาผู้หญิงคนหนึ่ง อยากรับนางเข้ามาเป็นอนุฯ แต่ข้าไม่ยอม เขาเห็นแก่ภูมิหลังของครอบครัวข้าก็เลยไม่กล้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ใครจะคิดล่ะว่า ภูมิหลังของนางสารเลวนั่นก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน แถมยังมีเงินทองมากมายอีกด้วย นางนั่นเป่าหูสามีข้าสารพัดจนตอนนี้เขามาขอหย่ากับข้า แล้วจะรับนางแพศยานั่นมาเป็นฮูหยินใหญ่!


ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ! นางแพศยานั่นอายุมากกว่าลูกสาวข้าแค่สองสามปีเอง ภูมิหลังของนางก็ไม่ธรรมดา จะแต่งงานกับผู้ชายหนุ่มๆหล่อๆก็มีโอกาสมากมาย เหตุใดดึงดันจะแต่งกับตาเฒ่าสามีข้าให้ได้!”


จบตอน

Comments