single mom ep461-470

ตอนที่ 461: ไม่เคยร่วมงานเลี้ยงไหนที่มีความสุขเช่นนี้มาก่อน


ฮูหยินเฉียนเล่าพลางสะอื้นไห้อย่างหนัก ท่าทางเจ็บปวดเหลือแสน น่าสงสารยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงอดเห็นใจนางไม่ได้ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ฮูหยินเฉียนจะมีเจตนาไม่ดีต่อนาง แต่ต่อหน้าสามี นางก็ยังคงเป็นสตรีที่อ่อนแอคนหนึ่ง สามารถเดินมาถึงวันนี้ได้ล้วนเพราะมีครอบครัวพ่อแม่ตัวเองคอยค้ำชู


ตอนนี้มีสตรีคู่แข่งที่ภูมิหลังแข็งแกร่งกว่านาง ทั้งยังอายุน้อยกว่า รูปร่างหน้าตาผ่องแผ้วกว่า รู้จักเอาอกเอาใจบุรุษมากกว่านางเช่นนี้ นางไม่มีคุณสมบัติที่จะไปแข่งขันเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว


หากไม่ใช่เพราะมีครอบครัวพ่อแม่คอยประคับประคอง คาดว่าคนที่มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้คงจะเป็นฮูหยินคนใหม่แล้ว


เดิมทีฮูหยินหลี่ตั้งใจอยากจะเยาะเย้ยฮูหยินเฉียน แต่พอเห็นอีกฝ่ายร้องไห้ปานจะขาดใจเช่นนี้ก็รู้สึกเห็นใจนางขึ้นมา


โชคดีที่สามีของนางยังดีหน่อย แม้จะรังเกียจที่นางร่างกายอวบอ้วนบ้างแต่ก็ไม่เคยคิดจะหาใครมาแทนที่นางเลย ฮูหยินเฉียนช่างน่าเวทนายิ่งนัก


“ฮูหยินเฉียน ร้องไห้ไปก็แก้ไขปัญหาไม่ได้นะเจ้าคะ ต้องคิดหาวิธีทำให้ตำแหน่งของตัวเองมั่นคงจะดีกว่า!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวปลอบใจ เดิมทีความคิดของนางก็คือ ‘หย่าก็หย่าสิ หาคนใหม่ที่ดีกว่าก็ยังมี’


แต่ลืมไปว่านี่คือยุคสมัยโบราณที่ความคิดยังล้าสมัย สตรีที่ขอหย่าร้าง แม้จะฟังดูดีกว่าสตรีที่ถูกสามีทิ้ง แต่ความจริงความหมายก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย สุดท้ายก็ถูกคนประณามและเยาะเย้ยเหมือนกัน


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้บุตรสาวของฮูหยินเฉียนก็โตแล้ว ฮูหยินเฉียนอยู่ในวัยที่จะเป็นย่าคนได้แล้ว ยังจะต้องมามีเรื่องหย่าร้างเช่นนี้อีก ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูอย่างแท้จริง


ดังนั้นสตรียุคใหม่จึงทำได้แค่แนะนำให้ฮูหยินเฉียนรักษาตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ให้มั่นคง


สตรีอยากจะรักษาตำแหน่งของตัวเองให้มั่นคงนั้นง่ายมาก ไม่ต้องคิดเรื่องความรัก แค่ทำ ‘ภารกิจสำคัญ(บนเตียง)’ ให้สำเร็จก็พอ แล้วจะค้นพบว่าที่แท้ทุกอย่างมันได้มาอย่างง่ายดาย


แต่คำพูดเช่นนี้ นางต้องพูดกับฮูหยินเฉียนอย่างไรดีล่ะ


เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้กล่าว ฮูหยินเฉียนก็พูดต่อ “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจะรักษาตำแหน่งของข้าให้มั่นคงได้อย่างไรอีก นางแพศยานั่นย้ายเข้ามาอยู่ในจวนอย่างเปิดเผยแล้ว! ไม่เพียงเท่านั้นนะ ยังมีพี่ชายของนางอีก บอกว่าจะเข้าสอบระดับมณฑลในปีนี้ มาอาศัยอยู่ในจวนข้าไม่พอ มันยังมาใช้ห้องตำราที่จวนข้าทุกวันอีก! ให้สามีข้าเป็นคนสอนเป็นคนชี้แนะให้! กับน้องชายของข้าไม่เห็นเขาจะสนับสนุนใส่ใจถึงเพียงนี้เลย ช่างน่าขยะแขยงยิ่งนัก!”


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็จับใจความสำคัญได้จากคำพูดของอีกฝ่าย 


พี่ชายของสตรีผู้นั้นจะสอบระดับมณฑล ทั้งยังให้ผู้ว่าการเมืองเป็นคนชี้แนะให้ด้วยตัวเอง เช่นนี้ไม่เท่ากับว่าเป็นการช่วยเขาทุจริตข้อสอบหรือ?


ขุนนางช่วยทุจริตในการสอบมีโทษมหันต์ บางครั้งอาจมีโทษโดนตัดหัวเลยก็ได้


เหอจิ่วเหนียงเคยคิดถึงความเป็นไปได้ในหลายๆอย่าง แต่คิดไม่ถึงเลยว่า จะเป็นเพราะผู้ว่าการเมืองกำลังหลงในความรัก


แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ผู้ว่าการเมืองสามารถอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ก็น่าจะมีสมองบ้าง เหตุใดถึงเอาอนาคตตัวเองมาเสี่ยงเพื่อสตรีแค่คนเดียวได้ล่ะ


นอกเสียจากว่า สตรีผู้นั้นจะตอบแทนให้เขาอย่างหนักมากพอ


หมายความว่า… มันไม่ใช่แค่การหลับนอนด้วยกันเท่านั้น!


แม้จะยังไม่มั่นใจ แต่เหอจิ่วเหนียงก็มีลางสังหรณ์ว่า เรื่องที่คังซิ่วไฉถูกกล่าวหาว่าโกงข้อสอบ…ต้องเกี่ยวข้องกับพี่ชายสตรีผู้นั้นแน่นอน!


ตอนที่คังซิ่วไฉถูกใส่ร้าย ผู้ว่าการเมืองก็เข้าไปจัดการเรื่องนี้ด้วย


เพียงเท่านี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า เหตุใดเรื่องนี้ถึงได้ถูกปิดเป็นความลับไม่แพร่งพรายให้คนอื่นรู้ ผู้คุมสอบเหล่านั้นถึงขั้นไม่กล้าเจอหน้าคังซิ่วไฉก็เพราะมีบางอย่างอยู่ในใจ


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจปัญหาและสถานการณ์แล้ว แต่ภายนอกไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา แค่ยิ้มพลางกล่าว “ฮูหยินเฉียนไม่ต้องกังวลมากเกินไป หากท่านไม่อยากปล่อยมือก็สู้ให้ถึงที่สุด! ทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตไปเลย ให้ทุกคนได้รู้ว่าเขาชั่วช้าทรยศภรรยา ดูซิว่าเขายังจะมีหน้ากล้าทำเรื่องเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่ แต่ตอนนี้ใต้เท้าเฉียนคงแยกแยะไม่ออก เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่คู่ครองที่ดี ฮูหยินเฉียนต้องคิดให้รอบคอบมองให้ชัดสักหน่อย อันที่จริงการปล่อยมือมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย”


เมื่อครู่ยังสนับสนุนให้ฮูหยินเฉียนรักษาตำแหน่งให้มั่นคงอยู่เลย ตอนนี้สนับสนุนให้นางปล่อยมือแล้ว พวกนางที่อยู่ตรงนี้ต่างก็ตกใจปนงุนงง เปลี่ยนไปเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ!


ฮูหยินเฉียนเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ไม่เข้าใจว่าที่เหอจิ่วเหนียงพูดหมายความว่าอย่างไร


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน จากเรื่องราวที่ได้ฟังในตอนหลัง นางแค่คิดว่า หากผู้ว่าการเมืองช่วยผู้เข้าสอบทุจริตการสอบจริงๆ ก็คงไม่พ้นโทษประหาร หากฮูหยินเฉียนหย่าร้างกับเขาเสียก่อนก็ยังสามารถรอดพ้นจากการเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้


แต่หากไม่หย่าร้างกันก็ต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ต่อให้ไม่ถูกโทษประหาร แต่จุดจบก็คงไม่ดีเหมือนกัน


แต่คำพูดพวกนี้ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะพูดออกมา ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงได้แค่ยิ้ม ที่เหลือก็คงต้องให้เจ้าตัวไปไต่ตรองเอาเอง


เมื่อเห็นว่าแขกมากันเกือบจะครบแล้ว ทั้งกลุ่มจึงพากันไปรับประทานของว่างที่เรือนด้านหลัง


ตลอดทางที่เดินเข้ามา บรรดาฮูหยินกับคุณหนูต่างพากันมองดูทิวทัศน์ที่แปลกใหม่ของสวนซีสุ่ย เมื่อก่อนเพียงเคยได้ยินว่าสวนซีสุ่ยร่มรื่นมาก วันนี้ได้มาเห็นกับตาตัวเอง มันน่าทึ่งยิ่งกว่าที่ได้ยินคนเล่าลือมาซะอีก


ฮูหยินลู่แม้จะเป็นคนทำการค้า แต่สินค้าใหม่ๆที่เปิดตัวในทุกๆฤดูกาลก็ได้รับความนิยมจนถึงขั้นต่อให้หอบเงินมามากเพียงใดก็แย่งซื้อไม่ทัน ทั้งยังมีสามีคอยรักและตามใจ จวนหลังใหญ่แห่งนี้ก็ไม่มีอนุฯ พวกนางเห็นแล้วจะไม่อิจฉาได้อย่างไร


นึกถึงครั้นงานเลี้ยงที่จวนตระกูลเฉียน ตอนที่พวกนางหัวเราะเยาะฮูหยินลู่ผู้มาใหม่ สุดท้ายคิดไม่ถึงว่าคนที่เป็นตัวตลกจะกลายมาเป็นตัวเอง


และด้วยเหตุนี้ ทุกคนที่มาเป็นแขกในวันนี้ต่างทำตัวเคารพเจ้าภาพของงานมาก หาโอกาสเข้าไปประจบประแจงเหอจิ่วเหนียง ทำให้นางมีความสุข


เป้าหมายของการจัดงานในวันนี้บรรลุผลแล้ว ต่อมาก็เป็นเวลาที่พวกนางจะได้ดื่มด่ำกับความสนุก เหอจิ่วเหนียงพาทุกคนไปที่สวนดอกไม้ด้านหลัง ภายในมีขนมแปลกใหม่ รวมถึงเป็ดดำลู่วางอยู่มากมายราวกับกินอย่างไรก็กินไม่หมด และยิ่งไปกว่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะมีชานมที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย ทุกคนต่างรู้สึกว่า นี่ต่างหาก ความหมายของงานเลี้ยงที่แท้จริง!


ที่ผ่านมายามไปร่วมงานเลี้ยงใด ต่างคนต่างก็เอาแต่ปากหวานก้นเปรี้ยวใส่กันทั้งนั้น ไม่มีกะจิตกะใจจะกินอาหารแม้แต่น้อย แต่ครั้งนี้ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย เจ้าภาพเป็นมิตรและต้อนรับอย่างดี และไม่มีเจตนาแอบแฝงแต่อย่างใด พวกนางแค่ก้มหน้าก้มตากินไปก็พอ อาหารอันโอชะเหล่านี้ หากออกจากจวนนี้ไปแล้วก็คงจะหากินที่ไหนไม่ได้อีก


โอกาสที่จะเสแสร้งใส่กันนั้นมีมากมาย แต่โอกาสที่จะได้กินของอร่อยๆ พร้อมชมทิวทัศน์อัน.งดงามที่สวนซีสุ่ย กลับมีน้อยชนิดที่หาได้ยาก!


“ไอ้หยา ขนมเหล่านี้ช่างประณีตซะจริง ข้าไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย!”


“ไม่เพียงแค่ดูดีเท่านั้นนะ แต่ยังอร่อยมากอีกด้วย! นุ่มมาก ทั้งยังมีกลิ่นหอมของนมอีกด้วย!”


“ขนมเหล่านี้ซื้อมาจากร้านใดกัน ฮูหยินลู่แนะนำพวกเราสักหน่อยได้หรือไม่?”


เหล่าฮูหยินและคุณหนูกินพลางเอ่ยถาม พวกนางต่างได้รับประสบการณ์ใหม่กันทั่วหน้า ไม่เคยร่วมงานเลี้ยงที่ไหนที่มีความสุขเช่นนี้มาก่อน!


เจียงรั่วหย่านั่งข้างเหอจิ่วเหนียง เพราะนางคลุมผ้าปิดหน้า ไม่สะดวกที่จะกิน เหอจิ่วเหนียงจึงให้คนนำฉากบังลมมากั้นไว้ให้นางได้กินอย่างไร้กังวล


ได้ยินคำชื่นชมของบรรดาฮูหยินและคุณหนูเช่นนี้ เจ้าภาพของงานก็ยิ้มตอบ แต่ส่วนมากจะให้เหลียนฮวาและโยวยาโถวเป็นคนรับมือ


มีคนถามสิ่งใด ทำออกมาได้อย่างไร คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นเหลียนฮวาที่ตอบ ทั้งยังบอกว่า เป็นสูตรที่เหอจิ่วเหนียงคิดค้นขึ้นมาเอง


ทุกคนเห็นดรุณีน้อยสองคนนี้ไม่เขินอายเลย กล่าววาจาฉะฉาน ทั้งยังยิ้มแย้มก็ยิ่งพากันชื่นชม และให้บุตรสาวของตนเองเรียนรู้จากแม่นางน้อยทั้งสองไปบ้าง


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “อาหารและขนมเหล่านี้รอให้สถานบันเทิงของข้าเปิดทำการก่อนแล้วจะวางขายเจ้าค่ะ เมื่อถึงตอนนั้นขอเชิญฮูหยินและคุณหนูทุกท่านไปร่วมสัมผัสความบันเทิงกัน และยังมีอาหาร ขนมแปลกใหม่หลากหลายกว่านี้อีกด้วย ทุกท่านต้องห้ามพลาดเชียวนะเจ้าคะ!”


ตอนที่ 462: สองแม่ลูกตระกูลหลี่ย้อนกลับมาอีกครั้ง


เหอจิ่วเหนียงถือโอกาสนี้โฆษณาส่งเสริมกิจการ ทุกคนล้วนสนใจกันเป็นอย่างยิ่ง เป็นสถานที่เช่นไรกันถึงได้มีทั้งกิน ทั้งดื่ม ทั้งความบันเทิงรวมอยู่ด้วยกันได้


“สถานบันเทิงที่ว่าจะเปิดทำการเมื่อไรหรือ แค่พูดขึ้นมาพวกเราก็แทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว!”


“ใช่ๆ ข้าอยากไปลองประสบการณ์ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ!”


“ฮูหยินลู่เก่งกาจถึงเพียงนี้นี่เอง มิน่าล่ะ เหตุใดใต้เท้าลู่ถึงได้รักเป็นพิเศษเช่นนี้!”


เหลียนฮวาเห็นเหอจิ่วเหนียงส่งสายตาเป็นนัย จึงก้าวออกมา ยิ้มพลางกล่าวทันที “ทุกท่านอย่าเพิ่งใจร้อนเจ้าค่ะ ตอนนี้สถานบันเทิงอยู่ในช่วงกำลังก่อสร้าง คาดว่าสิ้นปีถึงจะเปิดทำการ แต่ชานมที่ทุกท่านได้ลองในวันนี้ คาดว่าเดือนหน้าก็จะวางขายในร้านเป็ดดำลู่แล้วเจ้าค่ะ นอกจากนี้ยังจะมีรสชาติอื่นเพิ่มเติมด้วย ฮูหยินและคุณหนูทุกท่านอดใจรออีกหน่อยนะเจ้าคะ!”


“ชานมนี่รสชาติก็ดีมากอยู่แล้ว ยังมีรสชาติอื่นอีกหรือ! ไอ้หยา ยอดเยี่ยมสุดๆไปเลย เกรงว่าข้าต้องดื่มวันละแก้วเป็นแน่!”


มีคนตอบรับทันที นี่ไม่ใช่การประจบประแจงแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะชอบของกินเหล่านี้มาจริงๆ!


คนอื่นๆ ต่างก็แสดงท่าทีออกมาว่าต้องไปอุดหนุนแน่นอน งานเลี้ยงในครั้งนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบไม่เกิดปัญหาอะไร ตอนมาทุกคนยิ้มแย้มเช่นไร ตอนกลับก็ยิ้มแย้มกลับไปเช่นนั้น


มีเพียงเจียงรั่วหย่าเท่านั้นที่ยังอยู่ต่อ รอพวกโก่วเอ๋อร์กลับมา รออยู่กินข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับ


“ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ ข้ารู้สึกว่าท่านย่าเจียงชอบโก่วเอ๋อร์มาก ช่วงที่ท่านอากับอาสะใภ้ไม่อยู่ ท่านย่าเจียงก็มาหาโก่วเอ๋อร์บ่อยๆเจ้าค่ะ”


หลังจากส่งแขกเสร็จ เหลียนฮวาก็บอกเรื่องที่ตนเองรู้สึกได้ให้เหอจิ่วเหนียงฟัง


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้สึกได้เช่นกัน แต่กลับเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านย่าเจียงเห็นข้าเป็นลูกสาวของนางที่หายตัวไปมาโดยตลอด ย่อมปฏิบัติกับโก่วเอ๋อร์เป็นหลานชายอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่ใจหรอก ไม่ว่านางอยากจะมาตอนไหนเมื่อไรก็ได้เสมอ หากมาตอนที่ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าก็ต้องดูแลต้อนรับให้ดีด้วยนะ”


“เจ้าค่ะ”


เหลียนฮวาพยักหน้า เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “วันนี้เจ้าทำได้ไม่เลวเลย! แต่วิธีการทำขนมเหล่านั้น ข้าไม่เคยบอกเจ้าเลยนะ?”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มมองเหลียนฮวา เหลียนฮวายิ้มเขินๆ พลางกล่าว “ข้าคิดว่าการช่วยเหลืองานในจวนจะไม่รู้เรื่องพวกนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ ก็เลยไปถามจากพวกอาสะใภ้ที่ทำอาหารในห้องครัว”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างปลื้มใจ “ทำได้ไม่เลว ห้องครัวยุ่งกันมาทั้งวัน รวมถึงคนที่ช่วยดูแลงานในวันนี้ ทุกคนได้รับรางวัลแน่นอน! เจ้าเห็นฮูหยินเฉียนหรือไม่ ตอนมาท่าทางเป็นทุกข์ยิ่งนัก พอได้กินอาหารอร่อยๆเหล่านั้นก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาทันที นี่ก็คือความหมายที่แฝงอยู่ในอาหาร มันทำให้คนอารมณ์ดีขึ้นได้”


เหลียนฮวายังคงพยักหน้า สลักคำสอนเหล่านี้เอาไว้ในใจ


ทั้งสองพูดคุยกันพลางหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าไปด้านใน แต่จู่ๆก็เห็นว่า สองแม่ลูกตระกูลหลี่ที่กลับไปแล้วจะย้อนกลับมาอีกรอบ ทั้งสองยืนอยู่หน้าประตูจวน มองพวกนางด้วยรอยยิ้ม


“ลืมอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?”


เหลียนฮวาเห็นดังนั้นก็เอ่ยถามอย่างมีมารยาท


ฮูหยินหลี่ส่ายหน้า และกระซิบเสียงเบา “พวกเรามีเรื่องอยากคุยกับฮูหยินลู่เป็นการส่วนตัวน่ะ อยากขอให้ฮูหยินช่วย”


หลี่หยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มหน้าด้วยความเกรงใจ เหอจิ่วเหนียงจึงนึกสิ่งที่สะใภ้สวีบอกตนก่อนหน้านี้ขึ้นได้ ที่ว่าหลี่หยวนมาหานางหลายครั้งแล้ว


“เช่นนั้นเข้าไปคุยกันข้างในเถอะเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงหันหลังเดินเข้าไปด้านในด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่วาจาไม่ได้เย็นชาแต่อย่างใด สองแม่ลูกแซ่หลี่หันมองหน้ากัน จากนั้นก็รีบตามเข้าไป


เมื่อมาถึงห้องรับแขก เหลียนฮวาก็ออกไปอย่างรู้ความ ในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงเหอจิ่วเหนียงและสองแม่ลูกตระกูลหลี่


“ฮูหยินหลี่มีเรื่องอะไรเชิญพูดมาได้เลยเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงนั่งลงบนเก้าอี้ เอนหลังพิงพนักด้วยท่าทีเกียจคร้าน ถึงอย่างนั้นท่าทางของนางก็ยังงดงามดุจดั่งภาพวาดก็มิปาน


“อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอก พอดีลูกสาวข้าสนใจเรื่องการออกแบบเสื้อผ้ามาก ฮูหยินลู่ฝีมือเก่งกาจ ก็เลยอยากถามฮูหยินลู่สักหน่อยว่ารับศิษย์หรือไม่ สามารถสอนให้หยวนเอ๋อร์ได้หรือไม่?”


ฮูหยินหลี่เอ่ยปาก และรีบกล่าวต่อ “พวกเรานำของขวัญมาด้วย ไม่ให้ฮูหยินเสียเปรียบแน่นอน!”


ครั้นที่สองแม่ลูกมาขอโทษเหอจิ่วเหนียงก่อนหน้านี้ได้เห็นอีกฝ่ายกำลังวาดภาพอยู่ และได้เห็นว่าบุตรสาวของตนสนใจในสิ่งนี้ ฮูหยินหลี่จึงเตรียมของขวัญมาคารวะอาจารย์


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจทันที


นางมองหลี่หยวนด้วยสายตาพิจารณา ก่อนเอ่ยถาม “คุณหนูหลี่ชอบออกแบบเสื้อผ้าอย่างนั้นหรือ?”


หลี่หยวนพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าชอบมาตั้งแต่เด็ก ปกติก็ออกแบบเสื้อผ้าให้ตัวเองบ้างบางครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับของฮูหยินลู่แล้ว ยังห่างไกลนักเจ้าค่ะ ข้าก็เลยคิดจะ…”


“ไม่ต้องคิด” 


เหอจิ่วเหนียงตัดบท “ข้าไม่รับศิษย์”


สองแม่ลูกตระกูลหลี่หันมองหน้ากัน “!!!”


คิดไม่ถึงว่าฮูหยินลู่จะปฏิเสธอย่างรวดเร็วเช่นนี้!


เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด เหอจิ่วเหนียงจึงอธิบายต่อ 


“ทั้งสองท่านคงจะทราบดีว่าปกติข้ายุ่งมาก ไม่สามารถรับศิษย์ได้ แต่ที่ร้านของเรายังรับคนงานหญิงฝีมือดีที่สามารถออกแบบเสื้อผ้าได้ หากคุณหนูหลี่สนใจก็ลองดู หากผ่านการคัดเลือกก็เริ่มงานได้เลย ออกแบบเดือนละสามชุดก็พอแล้ว”


“ฮูหยินลู่หมายความว่า… ให้หยวนเอ๋อร์ของข้าไปเป็นคนงานอย่างนั้นหรือ?”


ฮูหยินหลี่เบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ “ฮูหยินลู่ หยวนเอ๋อร์เป็นเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน ไม่สมควรออกไปเปิดหน้าเปิดตาข้างนอก หาไม่คนจะครหานินทาเอาได้!”


คนเป็นมารดาเริ่มไม่สบอารมณ์ขึ้นมา เดิมทีก็แค่อยากให้บุตรสาวได้เรียนรู้งานฝีมือ เพื่อภายหน้าเวลาหาคู่ครอง จะได้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น คิดไม่ถึงเลยว่าจะคารวะอาจารย์ไม่สำเร็จ ทั้งยังถูกไล่ให้ไปเป็นคนงานในร้านอีก จะทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วพลางถาม “หืม ฮูหยินหลี่ดูถูกคนงานหญิงอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”


หากเป็นเมื่อก่อน ฮูหยินหลี่ต้องตอบทันควันว่า ‘ใช่!’ แน่นอน สำหรับนาง คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนชนชั้นล่าง แต่ตอนนี้คนที่อยู่ตรงหน้านางเป็นคนที่ทำกิจการการค้ามากมาย นางไหนเลยจะกล้ากล่าววาจาดูแคลนเช่นนั้น ดังนั้นจึงกล่าว “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าก็แค่เป็นห่วง กลัวว่าวันข้างหน้าหยวนเอ๋อร์จะหาคู่ครองยากก็เท่านั้น”


“นี่เป็นความยินยอมของตัวเอง ไม่มีใครบังคับพวกท่าน หากพวกท่านยินยอมก็ไปลองดู แต่หากไม่อยากก็ไม่ต้องไป อีกอย่าง ร้านของเรามีการคัดเลือกเข้มข้น ใช่ว่าอยากทำก็จะได้ทำง่ายๆ ต้องผ่านเงื่อนไขถึงจะเข้าทำงานได้ หากไม่ผ่านก็ไม่ได้ทำงาน ร้านข้าไม่มีการใช้เส้นสาย”


เหอจิ่วเหนียงยังคงยิ้มปลอมๆอย่างเป็นมืออาชีพ อันที่จริงนางก็ไม่อยากจะอดทนเท่าไร หากไม่ใช่เพราะยังต้องช่วยลู่ไป่ชวนรักษาความสัมพันธ์ละก็ นางไม่อยากจะสนใจพวกนางเลยแม้แต่น้อย


อยากคารวะนางเป็นอาจารย์ก็ไม่ส่งคนมาถามไถ่ก่อน จู่ๆก็จะมาคารวะเป็นอาจารย์ถึงบ้าน ทั้งยังหอบของขวัญมาและบอกว่าไม่ให้นางต้องเสียเปรียบ เห็นนางเป็นคนขาดแคลนสิ่งของเหล่านั้นหรืออย่างไร


บางทีก็ไม่อยากกล่าววาจาที่ไม่น่าฟังออกไป หวังว่าคนเหล่านี้จะมีสติปัญญาเข้าใจเองได้บ้าง ไม่ต้องนำความอึดอัดมาให้กันเช่นนี้


ฮูหยินหลี่ได้ยินดังนั้นก็อยากถอดใจ แต่หลี่หยวนกลับพยายามต่อ “ข้าอยากไป! ขอบคุณฮูหยินลู่ที่แนะนำเจ้าค่ะ!”


ขณะกล่าวนางยังคุกเข่าคารวะเหอจิ่วเหนียงด้วย


เหอจิ่วเหนียงมองเด็กสาวแซ่หลี่ใหม่อีกครั้ง ความกล้าลองและกล้าท้าทายเช่นนี้ แสดงให้เห็นได้ชัดว่านางชอบในสิ่งนี้มาก


“หยวนเอ๋อร์ อย่าเหลวไหลเชียวนะ!”


ฮูหยินหลี่เริ่มโมโห แต่หลี่หยวนยังคงยืนหยัด “ท่านแม่ ข้าอยากเป็นเหมือนฮูหยินลู่ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ อยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด ข้าชอบออกแบบเสื้อผ้ามากจริงๆเจ้าค่ะ ข้ายินดีที่จะไปลอง!”


“แต่…”


ฮูหยินหลี่ยังเป็นกังวล หลี่หยวนเอ่ยต่อ “ลูกตัดสินใจแล้ว ขอแค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ต่อให้ชาตินี้ไม่ได้แต่งงานก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงเกือบจะปรบมือให้นางแล้ว สาวน้อยคนนี้ใจถึงจริงๆ มีความทะเยอทะยาน มีความคิดเป็นของตัวเอง การที่มีความคิดเช่นนี้ในยุคสมัยนี้ได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ


เพียงชั่วพริบตา เหอจิ่วเหนียงก็มองหลี่หยวนเปลี่ยนไป


ตอนที่ 463: หิวจนหน้าเขียวหน้าคล้ำหมดแล้ว


แน่นอนว่าเหอจิ่วเหนียงเพียงแค่ชื่นชมความคิดของเด็กสาว ส่วนเรื่องนิสัยใจคอของอีกฝ่ายยังไม่พูดถึง


เหอจิ่วเหนียงยังคงเผยรอยยิ้มละมุนแล้วเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู จะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลร้านที่นั่น ส่วนข้าแค่มีหน้าที่ตรวจสอบในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น หวังว่าเจ้าจะผ่านมาถึงด่านของข้าได้นะ”


หลี่หยวนตื่นเต้นเล็กน้อย นางรวบรวมความกล้าทั้งหมดถามขึ้น “เช่นนั้น… หากข้าผ่านมาถึงด่านของฮูหยิน จะได้รับคำชี้แนะจากฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ?”


“ก็ต้องรอดูสถานการณ์ในตอนนั้นก่อน”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธไปทันที เรื่องนี้บอกไม่ได้จริงๆ หากนางอารมณ์ดีก็อาจจะให้คำแนะนำไปบ้าง แต่เหตุการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยนัก เพราะสตรีแต่ละคนที่รับเข้ามาในตอนนี้ล้วนแต่ฝีมือเก่งกาจทั้งนั้น แบบที่ผ่านมาถึงมือของนางล้วนแต่ไม่เลวเลย สามารถตัดสินใจนำมาเป็นแบบและตัดเย็บสินค้าออกวางขายได้เลยด้วยซ้ำ


หลี่หยวนยังกอดความหวังอันน้อยนิดนี้ไว้ นางอยากเป็นเหมือนเหอจิ่วเหนียงมากจริงๆ เป็นที่ยอมรับของคนภายนอก อยู่ในจวนก็ยังได้รับการเคารพจากสามี นางอยากสร้างผลงานออกมาให้ดี อยากหาบุรุษที่รักเดียวใจเดียว มีแค่นางคนเดียวสักคน


เมื่อมีเป้าหมายเช่นนี้ นางจึงไม่รีบร้อนให้ครอบครัวหาคู่ครองให้


ฮูหยินหลี่รู้สึกไม่พอใจ แต่บุตรสาวพูดถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ไม่อาจพูดอะไรได้ ทำได้เพียงยิ้มขอบคุณเหอจิ่วเหนียง จากนั้นก็พาบุตรสาวกลับไป


ทันทีที่ออกจากประตูจวน ฮูหยินหลี่ก็สั่งสอนบุตรสาวทันที “เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่! เหตุใดถึงอยากไปทำงานชั้นต่ำเช่นนั้นฮะ! ตอนแรกก็ตั้งใจมาคารวะอาจารย์ ไม่สำเร็จก็แค่กลับ เจ้าจะดื้อดึงทำเช่นนี้ด้วยเหตุใดกัน! เจ้ามีฐานะเช่นไร เจ้าไปทำงานพวกนั้นแล้วคนอื่นจะมองเจ้าเช่นไร?”


อันที่จริงในตอนแรกฮูหยินหลี่ก็คิดไว้แล้วว่าเหอจิ่วเหนียงคงไม่ตอบตกลง ถึงอย่างไรพวกนางก็เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน ต่อให้ภายนอกจะให้อภัยกันแล้ว แต่ก็คงไม่อาจทำเป็นเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อนได้


คิดไม่ถึงเลยว่าบุตรสาวของนางจะโง่เง่าเช่นนี้ ดื้อรั้นจะเอาชนะตัวเองให้ได้


เรียนรู้งานฝีมือบางอย่าง พูดออกไปก็พอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง แต่มีความสามารถแล้วต้องไปทำงานให้คนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่น่าอับอายที่สุด! สู้รีบหาคู่ออกเรือนไปตั้งแต่แรกซะยังดีกว่า!


หลี่หยวนรู้ว่าตนเองไม่อาจเลี่ยงคำตำหนิของมารดาได้ ไม่ว่าท่านแม่จะพูดอะไรนางก็ไม่ตอบโต้ ถึงอย่างไรเรื่องที่นางตัดสินใจไปแล้ว นางจะต้องทำให้ได้


นางรู้สึกว่า การที่เหอจิ่วเหนียงให้โอกาสนี้กับนางเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายและมีคุณค่ามาก ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ตนเองก็เคยล่วงเกินนางมาก่อน

........


บรรดาสาวใช้ในจวนกำลังเก็บกวาดทำความสะอาด เหอจิ่วเหนียงจึงว่างมาก รีบชำระร่างกาย เอนกายนอนอ่านนิยายอยู่บนเตียง


ช่วงนี้ในห้องตำราของลู่ไป่ชวนมีหนังสือนิยายและเรื่องเล่าน่าสนใจเพิ่มมาเป็นจำนวนมาก ล้วนแต่เป็นนิยายและเรื่องเล่าที่น่าสนใจทั้งนั้น สมองของคนในยุคโบราณช่างน่าทึ่งจริงๆ นางชอบยิ่งนัก


หลังจากลู่ไป่ชวนกลับมาก็ไปจัดการธุระที่ห้องตำราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้ามาในห้องนอน


…ใช่ หลังจากกลับมาจากเมืองหลวง เขาก็แอบย้ายตัวเองกลับเข้ามานอนให้ห้องนอนหลักอย่างแนบเนียนแล้ว


เหลือก็เพียงแค่… ‘ภารกิจบางอย่าง’ ที่เขายังทำไม่สำเร็จ


แหะๆ


“ข้าเตรียมน้ำร้อนเอาไว้แล้ว ตอนนี้น่าจะกำลังอุ่นพอดี ท่านไปอาบน้ำก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน”


เหอจิ่วเหนียงจับจ้องหน้าหนังสือไม่ละสายตา กำลังอ่านอย่างได้อรรถรส น้ำเสียงที่เอ่ยกับลู่ไป่ชวนแห้งแล้งราวกับสามีภรรยาชราก็มิปาน


ทันทีที่ลู่ไป่ชวนเข้ามาในห้อง ก็เห็นภรรยาสวมชุดนอนผ้าพลิ้ว นอนทอดกายอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจของชายหนุ่มเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านโดนพลัน แต่เมื่อได้ยินภรรยาบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย เขาจึงได้สติกลับมา


จริงสิ วันนี้ที่จวนจัดงานเลี้ยง ภรรยาน่าจะได้เบาะแสสำคัญมาบ้างแล้ว


“อืม”


เขาตอบรับและเดินอ้อมไปหลังม่าน รีบอาบน้ำให้สะอาด จะได้มากอดภรรยาพูดคุยเรื่องสำคัญกัน


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางรีบร้อนของอีกฝ่ายก็รู้สึกขบขันเล็กน้อย นางย่อมรู้อยู่แล้วว่าในใจเขากำลังคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหน เพียงแต่ ตอนนี้ยังทำไม่ได้จริงๆ


รออีกสักสองสามวันก็แล้วกันนะ!


นางหันหลังให้และอ่านนิยายต่อ


บุรุษเป็นเพศที่อาบน้ำรวดเร็วอย่างน่าแปลก เหอจิ่วเหนียงรู้สึกกว่าตัวเองยังอ่านนิยายไปได้ไม่ถึงสองหน้า ลู่ไป่ชวนก็เดินออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว


เมื่อวานเพิ่งสระผมไป วันนี้เขาจึงไม่ต้องสระผม เมื่ออาบน้ำเสร็จก็รู้สึกสดชื่นมาก


ถึงจะเลือดลมพลุ่งพล่านเพียงใด แต่ชายหนุ่มก็ยังอดทนเอาไว้ไม่แสดงอาการออกมา ค่อยๆขึ้นไปนั่งบนเตียง เอนกายนอนลงข้างๆภรรยาอย่างช้าๆ กลิ่นหอมอ่อนๆจากคนข้างๆ โชยเข้าจมูกเขาอย่างต่อเนื่อง ทำลายสติที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขาจนหมด


สุดท้ายก็ทนไม่ไหว คว้าร่างนางเข้ามากอดจากทางด้านหลัง สูดดมซอกคอขาวแรงๆลึกๆ ส่งกลิ่นหอมละมุนเหล่านั้นเข้าจมูก สองมือวางลงที่ตำแหน่งอ่อนนุ่มและเคล้นคลึงเบาๆ หลังจากเติมเต็มความปรารถนาของตนเองได้บ้างแล้ว เขาจึงบังคับสติของตัวเอง แล้วเอ่ยถามเสียงกระเส่า “งานเลี้ยงวันนี้ได้เบาะแสอะไรบ้าง?”


เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นแรงอย่างชัดเจน จังหวะ *ตึกๆๆ* สั่นกระทบแผ่นหลังของนาง


นางกลัวว่าหากยังปล่อยให้อีกฝ่ายพัวพัน เขาจะทนไม่ไหวจนน้องชายของเขาผงาดขึ้นมา เหอจิ่วเหนียงจึงตีมือเขาพลางกล่าว “สงบจิตสงบใจก่อน เรากำลังจะคุยเรื่องสำคัญกันนะ!”


ลู่ไป่ชวน “...” 


ก่อนหน้านี้เป็นเพราะบาดแผลเขายังไม่หายดี นางไม่ให้แตะต้องก็พอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้แผลเขาหายดีแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ให้แตะต้องอีกล่ะ


ฉินเจียนเอาแต่ค่อนแคะว่าเขาเป็นบุรุษที่กินอิ่ม เขาอยากตะโกนบอกไปดังๆมากจริงๆว่า เขาเองก็หิว หิวจนหน้าเขียวหน้าคล้ำหมดแล้ว!


ยิ่งคิดในใจก็ยิ่งตรอมตรม ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเข้าปอด พยายามตั้งสติ ก่อนจะกล่าว “อืม เจ้าพูดมาได้เลย”


เหอจิ่วเหนียงจงใจเมินอวัยวะบางอย่างที่กำลังผงาดขึ้นมาของอีกฝ่าย นางส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “วันนี้ข้ารู้เรื่องบางอย่างจากปากฮูหยินเฉียน เฉียนชิ่งกับฮูหยินเฉียนกำลังทะเลาะกันเรื่องหย่าเพื่อให้คนรักคนใหม่ของเฉียนชิ่งได้เข้ามาเป็นฮูหยินใหญ่ ตอนนี้คนรักใหม่คนนั้นเข้าไปอยู่ในจวนตระกูลเฉียนแล้ว แถมยังพาพี่ชายของนางมาอยู่ด้วย ปีนี้ก็เข้าร่วมการสอบขุนนางด้วย โดยเฉียนชิ่งเป็นคนสอนให้เขาด้วยตัวเอง”


“เจ้าหมายความว่า การสอบขุนนางระดับมณฑลในปีนี้มีการทุจริต และเป็นไปได้สูงว่าเฉียนชิ่งกำลังช่วยพี่ชายของคนรักใหม่ของเขาอย่างนั้นหรือ?”


ลู่ไป่ชวนทั้งจิตใจฟุ้งซ่าน ทั้งต้องดึงสติไตร่ตรองปัญหานี้ไปด้วย


“ข้าคิดเช่นนั้น น่าจะเป็นผู้ชายคนนี้ที่ทุจริตข้อสอบ แต่เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นคังซิ่วไฉ เฉียนชิ่งรู้เรื่องภายในก็เลยให้คังซิ่วไฉสอบต่อ”


เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงชิชะ ก่อนจะเอ่ยต่อ “จะว่าไป เฉียนชิ่งก็ยังรู้สำนึกอยู่บ้างที่ไม่ได้ทำร้ายคังซิ่วไฉอย่างไร้เหตุผล”


ลู่ไป่ชวนกลับไม่คิดเช่นนั้น “เป็นไปได้อีกอย่างหรือไม่ว่า ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกสำนึก แต่เป็นเพราะกังวล”


“กังวลหรือ กังวลสิ่งใดกัน?”


เหอจิ่วเหนียงหันมาหาเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาลึกล้ำ ทั้งสองแนบชิดกันมาก


เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าจะจุดประกายไฟขึ้นมาอีก จึงคิดจะหันหลังกลับ แต่กลับถูกเขาห้ามไว้ “หันหนีทำไม อย่าขยับซี้ซั้ว”


เหอจิ่วเหนียงไม่กล้าขยับแล้ว จึงรีบแนบกายในอ้อมกอดเขาอย่างเชื่อฟัง ฟังเขาวิเคราะห์ “ครอบครัวของเราเพิ่งมาอยู่ที่จิงโจว คนมากมายจับตามองเราอยู่ ผู้ว่าการเมืองไม่มีทางที่จะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของครอบครัวเรากับคังซิ่วไฉ เขากลัวว่าเราจะช่วยคังซิ่วไฉสืบหาความจริงจนไปเจอตัวเขา ก็เลยคืนความบริสุทธิ์ให้กับคังซิ่วไฉ ให้เขาได้สอบต่อ”


“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงตกใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วย


“จะมีหรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะให้โหลวชงไปสืบเรื่องผู้ชายคนนั้น แล้วเราก็จะรู้เอง”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าเข้าท่าจึงพยักหน้า ขณะที่กำลังจะให้เขาดับตะเกียงเตรียมเข้านอน นางก็พบว่า มือของสามีเริ่มอยู่ไม่สุขอีกแล้ว!


ตอนที่ 464: ออกจากชีวิตชายชั่ว


เหอจิ่วเหนียงจับมือเขา “สงบจิตสงบใจหน่อย!”


ลูกศรอยู่บนคันธนูแล้ว ลู่ไป่ชวนรอมานานมากพอแล้ว คืนนี้เขาจะต้องได้กิน! กินให้อิ่มหนำสำราญ!


ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจคำห้ามปรามของภรรยา พลิกตัวขึ้นกดทับร่างบาง หายใจหยาบๆรดข้างหูนางพลางเอ่ยเสียงพร่า “ฮูหยิน ข้าอยาก…”


“ไม่ ท่านไม่อยาก!”


เหอจิ่วเหนียงเอามือปิดปากเขาไว้ “อดทนอีกสักสองสามวันนะ… ตอนนี้ข้ามีประจำเดือน!”


“ฮะ! ประจำเดือน คือสิ่งใดกัน?”


ลู่ไป่ชวนงุนงง เวลานี้แล้วกลับพูดถึงเรื่องประจำเดือน ประจำเดือนคือสิ่งใดกัน?


เหอจิ่วเหนียงสูดลมหายใจลึกเข้าปอด “ระดู! ข้ามีระดู!”


ลู่ไป่ชวน “!!!”


ร่างกายของชายหนุ่มแข็งทื่อไปในบัดดล เหมือนถูกคนหิ้วถังน้ำเย็นมาสาดเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าก็มิปาน


ภรรยามีระดู? ตั้งแต่เมื่อไร? เหตุใดเขาถึงไม่รู้เลย!


ก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนเขาพูดกันว่า เวลาที่สตรีมีระดูจะเจ็บปวดทรมานมาก เขาไม่เพียงไม่รู้ว่าภรรยามีระดูเท่านั้น แต่ยังให้นางทำงานหนักเช่นนี้อีก


เขาสูดลมหายใจลึก ใบหน้ายังคงซุกอยู่ที่หน้าอกเหอจิ่วเหนียง ยับยั้งความเร่าร้อนที่ลุกโชนอยู่ลงไป จากนั้นค่อยๆลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง และเอ่ยถาม “ข้าไม่ได้ทับตัวเจ้าจนเจ้าเจ็บกระมัง เจ้าปวดท้องหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงว่าเขาจะมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้ นางคิดว่าเขาจะแสดงอารมณ์และความรู้สึกหงุดหงิดออกมาเสียอีก เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ ในใจเหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะมีความสุขไม่ได้


“ไม่ปวด อีกสองสามวันก็หายแล้ว”


ตอนที่นางทะลุมิติมาแรกๆ ครั้นเป็นประจำเดือนนางจะปวดท้องมาก เป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมได้รับความทุกข์ทรมานมากในตอนเด็ก ร่างกายจึงอ่อนแอ มดลูกเย็นเล็กน้อย เวลาปวดก็ปวดปานจะขาดใจ


ดังนั้น การที่เจ้าของร่างเดิมกับลู่ไป่ชวนมีบุตรชายได้ในการทำกิจกรรมครั้งแรก เป็นสิ่งที่นางประหลาดใจมาก!


หลังจากนั้นเหอจิ่วเหนียงปรับสมดุลร่างกายมาโดยตลอด ตอนนี้สุขภาพจึงดีขึ้นมากแล้ว


“เช่นนั้นเจ้าก็พักผ่อนเยอะๆนะ”


ลู่ไป่ชวนกลับไปพลิกตัวนอนหงายอย่างว่าง่าย ไม่มีอารมณ์เหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว


เหอจิ่วเหยียงยกนิ้วโป้งชื่นชม “ไม่เลวเลย อดทนได้ดีทีเดียว!”


ลู่ไป่ชวน “…”


“ตอนนี้ข้าหวังแค่ให้เจ้านอนหลับได้อย่างสบายใจ”


“อื้ม!” เหอจิ่วเหนียงพลิกตัวนอนหันหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหลับตาลง


ภายในความมืด ลู่ไป่ชวนลอบถอนหายใจยาวๆออกมาอีกครั้ง


อุตส่าห์คิดว่าย้ายกลับมานอนห้องนอนหลักแล้วทุกอย่างจะราบรื่นซะอีก เหลือเชื่อเลยจริงๆ…


เส้นทางนี้ช่างยากลำบากและยาวไกลเสียเหลือเกิน!


เหอจิ่วเหนียงตระหนักได้ว่า หลังจากครั้งนี้ เรื่องบางเรื่องก็ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นได้แล้ว มิเช่นนั้น… (มิเช่นนั้น… นักอ่านอาจจะอดใจไม่ไหว รุมหยุมหัวนางแน่ๆ!)


ดังนั้น หลังจากเหตุการณ์วันนี้ นางก็แอบเริ่มเตรียมความพร้อม


ในหอเจียย่วนไม่ได้ขายแค่เสื้อผ้าเท่านั้น ชุดชั้นในที่น่าสนใจหลากหลายแบบย่อมมีแน่นอน


แม้บุตรชายจะเติบโตแล้ว แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียงที่ทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกของนาง ดังนั้นนางต้องใส่ใจ


ในฐานะคนยุคสมัยใหม่ นางจะต้องให้คนในยุคโบราณอย่างลู่ไป่ชวนได้เปิดโลกกว้างสักหน่อย!


ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ลู่ไป่ชวนยุ่งอยู่กับเรื่องคดีการทุจริตข้อสอบอยู่ตลอด ออกจากจวนตั้งแต่เช้า กลับมาก็ค่ำมืด จึงไม่รู้เลยว่าภรรยาของเขากำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่ อีกอย่าง หลังจากที่นางมีระดู เขาก็กลายเป็นคนที่จิตใจสงบขึ้น กลางคืนตอนนอนก็แค่กอดนางเบาๆ ไม่ได้กระทำเรื่องที่เกินเลยใดๆ


แต่คืนนี้…


หลังจากกลับมา ลู่ไป่ชวนก็มีข่าวมาบอกเหอจิ่วเหนียง “เฉียนชิ่งกับฮูหยินคนเก่าหย่ากันแล้วนะ”


“ฮะ! ผู้หญิงคนนั้นใช้ลูกไม้อะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงพลันอยากรู้อยากเห็น ดวงตาเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด


“เปล่า ฮูหยินคนเก่าเป็นฝ่ายตอบตกลงเอง”


เหอจิ่วเหนียงพลันนึกถึงเหตุการณ์ในงานเลี้ยงวันนั้น ตนเป็นคนจงใจพูดประโยคเหล่านั้นให้อีกฝ่ายเก็บเอาไปคิดเอง ดูท่า ฮูหยินเฉียนจะคิดได้แล้ว 


นี่เป็นเรื่องน่ายินดี ถือว่านางไม่ได้หน้ามืดตามัวขาดความยั้งคิดขนาดนั้น


“เช่นนั้นเขาก็เตรียมรับคนใหม่เข้าจวนอย่างเป็นทางการแล้วน่ะสิ?”


“ก็คงประมาณนั้น เห็นว่ากำหนดฤกษ์แล้ว แถมยังเชิญข้าไปร่วมงานด้วยนะ”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกดวงซวยเล็กน้อย ผู้ว่าการเมืองคนนี้ เรื่องดีๆไม่รู้จักเรียนรู้ แต่เรื่องน่าขบขันเรื่องนี้กลับทุ่มเทสุดตัว แถมยังเชิญเขาไปร่วมงานมงคลอีก นี่ไม่นับว่าเป็นเรื่องซวยหรอกหรือ


“ดีออก เราจะได้ไปดูฮูหยินคนใหม่นั่นด้วยว่าเป็นมาอย่างไร ข้าคิดว่านางยังสาวอายุยังน้อย ฐานะครอบครัวก็ดี แต่มาหลงรักเฉียนชิ่งเช่นนี้ได้นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่ถ้าแค่เพื่อช่วยพี่ชายทุจริตข้อสอบ ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเสียสละตัวเองขนาดนี้”


จะว่าไป เหอจิ่วเหนียงชื่นชอบกินอาหารในงานเลี้ยงมาก และโดยปกติแล้ว งานเลี้ยงมงคลต้องนำของขวัญมีมูลค่าไปมอบให้เจ้าภาพด้วย ดังนั้นนางจึงคิดเอาไว้ว่า วันนั้นนางจะพาเด็กๆในจวนไปด้วยให้หมดดีกว่า จะได้กินคุ้มๆหน่อย!


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ใช่ โหลวชงไปสืบแล้ว เรื่องไม่ได้ต่างกับที่ข้าคาดเอาไว้มากนัก เฉียนชิ่งกับผู้ชายคนนั้นมีพฤติกรรมแปลกๆจริงๆ ก่อนวันสอบไม่กี่วัน เฉียนชิ่งไปที่ศาลาว่าการเมืองทุกวัน ไม่แน่อาจจะขโมยข้อสอบไปในตอนนั้นก็ได้ แค่พวกเรากลับมาช้าพริบตาเดียว จึงไม่อาจหาหลักฐานมาได้มากพอ คงต้องเดินไปตามสถานการณ์ทีละก้าว”


“อืม ไม่ต้องรีบหรอก ถึงอย่างไรผลสอบก็ใกล้จะออกแล้ว ถึงตอนนั้นผู้ชายคนนั้นจะสอบติดหรือไม่ก็จบเห่อยู่ดี”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจผู้ชายคนนั้นมากนัก แค่คิดว่าคังซิ่วไฉถูกใส่ร้ายอย่างไร้เหตุผล ส่งผลให้เขาทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ นางรู้สึกไม่สบายใจแทนคังซิ่วไฉ จึงต้องใส่ใจเรื่องเหล่านี้สักหน่อย


“จริงสิ” ลู่ไป่ชวนเอ่ยต่อ “ฮูหยินเฉียนคนก่อนบอกว่า รอให้เรื่องวุ่นวายพวกนี้จบลงก่อน นางอยากจะมาขอบคุณเจ้าที่จวน”


“ขอบคุณข้าหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆด้วยความงุนงง นางไม่เคยเจอใครที่ถูกยุให้หย่าแล้วรู้สึกอยากขอบคุณคนอื่นเช่นนี้มาก่อน


ก็คงเหมือนเฉิงเสวี่ยเวยกระมัง


นี่มันอะไรกัน…


รู้สึกประดักประเดิดแปลกๆ!


“ถึงตอนนั้นข้าค่อยปลอบใจนางให้ดีๆก็แล้วกัน หย่ากับชายชั่ว อาจจะมีโชคดีรออยู่ในอนาคตก็ได้!”


เหอจิ่วทอดถอนใจ อารมณ์นางในตอนนี้ผ่อนคลายและมีความสุขมาก


ถึงแม้นางจะไม่ค่อยชอบฮูหยินเฉียนคนก่อนมากนัก แต่หากตัดเรื่องนี้ออกไป การช่วยสตรีคนหนึ่งให้หลุดพ้นจากชายชั่วก็รู้สึกดีเหมือนกัน!


ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางภาคภูมิใจของภรรยาก็รู้สึกขบขัน


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่า หลังหย่าร้างอาจมีโชคดีรออยู่ในอนาคต


แต่คำพูดนี้ไม่ถือว่าผิด หากเฉียนชิ่งมีส่วนร่วมกับคดีสกปรกนั่น การที่ฮูหยินเฉียนหย่าร้างในตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ฉลาดมากจริงๆ


“ท่านนิ่งไปทำไม ดึกป่านนี้แล้วรีบอาบน้ำนอนเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงเร่งอีกฝ่าย ส่วนตนก็ไปนอนลงบนเตียง


สองสามวันที่ผ่านมา ลู่ไป่ชวนอยู่ในความสงบ วันนี้เขาจึงปฏิบัติตัวดังเช่นปกติ ได้ยินภรรยาเร่งเร้าก็เพียงพยักหน้าและไปอาบน้ำเตรียมเข้านอนเหมือนทุกวัน 


โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า เหอจิ่วเหนียงเตรียมอะไรมากมายเอารอเขาอยู่


ตอนที่ 465: ทั้งคืนไม่ได้หยุดเลย


ตอนที่ลู่ไป่ชวนอาบน้ำเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ดับตะเกียงในห้องแล้ว เหลือเพียงเชิงตะเกียงบนหัวเตียงแค่ดวงเดียวเท่านั้น


นางปล่อยม่านคลุมเตียงห้อยลงมา ส่วนตัวเองก็สวมชุดนอนโปร่งบางให้ความรู้สึกยั่วยวนนอนอยู่บนเตียง


ภายใต้แสงสลัว ช่างเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกสะท้านหัวใจยิ่งนัก


ลู่ไป่ชวนสายตาเฉียบคม ภายใต้แสงสลัว เขามองเห็นอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ทันทีที่ร่างสูงเดินออกมาจากฉากบังลม เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก็รู้สึกเดินไม่ค่อยถูกทางเล็กน้อย


นี่…


เรือนร่างอรชรวับวาบภายใต้แสงเทียนวูบไหว


ภรรยาเขากำลังทำอะไร!


เหอจิ่วเหนียงมองเขาผ่านม่านโปร่งด้วยรอยยิ้มยั่วยวน


ยั่วยวนหรือ!


ลู่ไป่ชวนเลิกคิ้วเล็กน้อย นี่หมายความว่าอย่างไร? กำลังดูถูกใครกัน!


เขาเร่งฝีเท้าเดินไปเปิดม่านโปร่งออก ภรรยาผู้งดงามพลันปรากฏอยู่ตรงหน้า


นางสวมชุดกระโปรงโปร่งบาง เรือนร่างอันเพรียวบางชวนวาบหวิว ทั้งยังส่งสายยั่วยวนอย่างแรงกล้ามาอีกด้วย


ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า สายเดี่ยวตัวนี้พอภรรยาสวมแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้!


ขาขาวเรียวยาวไขว้กัน สายเดี่ยวอันน่าขัดตาปดปิดตรงจุดสำคัญ ทำให้เขาอยากกระชากออกและเข้าไปสำรวจยิ่งนัก


ทันใดนั้นลู่ไป่ชวนก็รู้สึกร้อนผ่าว ราวกับว่าสมองแทบจะระเบิดอยู่แล้ว


*ฟืด!*


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกอุ่นๆตรงหน้าอก เมื่อก้มลงมองก็พบเลือดสีแดงสดหยดลงมาบนหน้าอกของตนเอง


เหอจิ่วเหนียง “!!!”


ถึงขั้นเลือดกำเดาไหลเลยหรือ?!


ลู่ไป่ชวนรีบเอามือปิดจมูกอย่างรวดเร็ว มืออีกข้างควานหาผ้าจะช่วยนางเช็ดให้สะอาด แต่เลือดกำเดากลับยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม จนทะลักออกมาตามร่องนิ้วของเขา


เหอจิ่วเหนียง “!!!”


ตื่นเต้นถึงเพียงนี้เลยหรือ!


“ข้าขอจัดการเดี๋ยว”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกอับอายมาก รีบลุกไปด้านหลังห้องอาบน้ำ ล้างเลือดให้สะอาด


เขาไม่คาดคิดมาก่อนจริงๆ ว่าภรรยาจะเล่นเอาเสียวซ่านเช่นนี้ ไม่ให้เขาได้เตรียมตัวเลย!


เขาไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาหลายปีแล้ว จู่ๆจะให้เขารับความตื่นเต้นเสียวซ่านขนาดนี้ได้อย่างไร


เขาใช้น้ำเย็นล้างหน้า ใจยังคงเต้นแรงโครมคราม


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจเบาๆแล้วเอ่ย “ข้าดับตะเกียงแล้ว ท่านออกมาเถอะ”


นางประเมินความอดทนของลู่ไป่ชวนสูงเกินไป ตอนแรกแค่อยากสร้างความประหลาดใจให้เขานิดหน่อย นึกไม่ถึงว่าเขาจะประหลาดใจจนถึงขั้นนี้


แต่นางก็บอกตัวเองไม่ให้แสดงออกมา ไว้หน้าเขาสักหน่อย ไม่อย่างนั้นเขาจะรู้สึกไม่ดีและจะส่งผลกระทบต่อชีวิตรักได้


ลู่ไป่ชวนจัดการตัวเองเสร็จ หลังจากแน่ใจว่าไม่มีเลือดไหลแล้วจึงจะออกมา ในห้องมืดสนิท แต่สายตาเขายังสามารถมองเห็นทางเดินมาถึงเตียงได้


เมื่อมาถึงก็พบว่า…


ภรรยาเขาคลุมผ้าห่มแล้ว ไม่ได้ทำตัวยั่วยวนเขาต่อแล้ว


ลู่ไป่ชวนรู้สึกอับอายมาก และรู้สึกผิดที่ภรรยาอุตส่าห์เตรียมพร้อมอย่างตั้งใจ แต่เขาเองที่ไม่เอาไหน ทำลายบรรยากาศที่ภรรยาสร้างมาทั้งหมดจนพัง


เขานอนลงไปอย่างขื่นขมระทมใจ แต่คิดไม่ถึงว่า เหอจิ่วเหนียงกลับเป็นฝ่ายเริ่มมุดเข้าไปในอ้อมกอดเขา สัมผัสหน้าอกเขาอย่างแผ่วเบา และเอ่ยเสียงหวานปลอบใจ “ไม่เป็นไรนะ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป”


แม้จะอยู่ในความมืด มองเห็นเลือนราง แต่การรับรู้ของร่างกายนั้นรับรู้ได้อย่างชัดเจน เนื้อผ้าโปร่งบางจากชุดกระโปรงของภรรยาเสียดสีกับผิวของเขา ทำให้จิตใจของเขาฟุ้งซ่านจนยากที่จะทน


ร่างสูงพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างเล็ก ผ่อนลมหายใจหนัก พลางเอ่ยถาม “ระดูของเจ้าหมดแล้วหรือ?”


“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยกมือคล้องคอเขาอย่างให้ความร่วมมือ ทั้งสองขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น


ลู่ไป่ชวนโน้มตัวลงไป เป็นฝ่ายส่งจูบของตัวเองให้นางก่อน


ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินว่าลู่ไป่ชวนบาดเจ็บ นางก็ได้เข้าใจหัวใจตัวเอง และพร้อมที่จะถวายตัวให้เขาแล้ว แต่ภายหลังเป็นเพราะเรื่องที่เขาได้รับบาดเจ็บอีก ก็เลยล่าช้ามาจนถึงตอนนี้


เดิมทีคืนนี้อยากสร้างบรรยากาศให้น่าจดจำสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะเล่นใหญ่เกินไป ทำให้เขาตื่นเต้นจนเลือดกำเดาไหล นี่เป็นความผิดของนางจริงๆ


ลู่ไป่ชวนห่างหายจากเรื่องพวกนี้มานานหลายปี ห่างหายจนไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ หากไม่ใช่เพราะร่างกายของเหอจิ่วเหนียงแข็งแกร่งพอ คาดว่าคงรับไม่ไหวเป็นลมไปหลายรอบแล้ว


ตอนแรกเริ่ม ชายหนุ่มไม่ได้เข้าใจถึงทักษะอะไรเลย จู่โจมจนยุ่งเหยิงไม่เป็นจังหวะ ทำให้เหอจิ่วเหนียงไม่พอใจ นางจึงบังคับให้เขาหยุดและสอนเขาทีละขั้นตอน จากนั้นก็ค่อยๆเข้าสู่จุดที่เข้มข้น และได้รับรู้รสชาติของความเสียวซ่านจริงๆ


แม้เหอจิ่วเหนียงไม่เคยมีประสบการณ์จริงมาก่อน แต่นางก็มีความรู้ในทางทฤษฎีแน่นมาก! สามารถสอนได้ไม่มีปัญหา


ตอนแรกเริ่มที่นางรู้สึกไม่พอใจ เมื่อนึกได้ว่าลู่ไป่ชวนรู้ความลับของนางแล้ว ดังนั้นนางจึงเปิดวิดีโอให้เขาดู นางจะได้ไม่ต้องสอนให้ลำบาก


ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกรวบร่างไปนัวเนียแล้ว


หลังจากนั้น ทั้งสองก็เสพสุขกันตลอดทั้งคืนไม่ได้หยุดเลย


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปพักใหญ่ สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อใด


รู้เพียงแค่ว่า ก่อนจะค่อยๆหลับไป ข้างนอกฟ้าก็เริ่มสางแล้ว


ส่วนลู่ไป่ชวนไม่ได้พักผ่อนเลย สั่งให้คนรับใช้ยกน้ำมาให้และช่วยนางเช็ดเนื้อเช็ดตัว จากนั้นก็เริ่มจัดการตัวเอง เปลี่ยนชุดไปที่หน่วย


ตอนออกจากจวนก็ไม่ลืมกำชับสาวใช้ “ฮูหยินกำลังนอนหลับอยู่ ห้ามไปรบกวนเด็ดขาด”


ตอนกลางคืนบ่าวรับใช้ของจวนนี้ไม่ต้องอยู่รอรับใช้เจ้านายตลอดทั้งคืน หลังจากฟ้าสางแล้วพวกเขาค่อยเข้ามา ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าเมื่อคืนทั้งสองรุนแรงกันมากเพียงใด แค่คิดว่าเหอจิ่วเหนียงนอนขี้เซาเหมือนปกติที่ผ่านมา จึงพยักหน้าตอบรับด้วยความเคารพ


ลู่ไป่ชวนกระปรี้กระเปร่ามาก รู้สึกว่าในที่สุดตนเองก็มีชีวิตชีวาเสียที อยู่ในหน่วยทั้งวันทั้งคืนก็ยังคงยิ้มปากไม่หุบอยู่เช่นนั้น


ช่วงนี้ในหน่วยค่อนข้างยุ่ง ต้องคอยจับตาดูผู้ว่าการเมือง และต้องสืบเรื่องแม่นางที่ฉินเจียนต้องตานามว่าซินหราน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ยังต้องหาหลักฐานที่คนตงถิงติดต่อกับหลินอี้ผิงอีก ทุกคนในหน่วยมีหน้าที่ของตนเองต้องทำ ไม่มีใครว่างเลย


ลู่ไป่ชวนดูข้อมูลที่ลูกน้องส่งมาให้ ดูๆอยู่ก็หัวเราะออกมา ทำเอาลูกน้องตกใจ


“หัวหน้า เป็นอะไรหรือขอรับ?”


ลูกน้องรู้สึกเป็นห่วง ทั้งๆที่รู้ว่าข้อมูลไม่มีปัญหา แต่เหตุใดเขาถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาก็ไม่รู้


“อ๋อ ไม่ได้เป็นอะไร ข้อมูลไม่มีปัญหา จับตาดูต่อไป”


ข้อมูลที่เขาดูก็คือ ข้อมูลของพี่เขยคนใหม่ของเฉียนชิ่ง ครอบครัวทำการค้า มีเงินทองร่ำรวยมาก มั่งคั่งกว่าภรรยาคนก่อนเสียอีก


ถึงแม้เป่ยเหยียนจะอนุญาตให้ครอบครัวที่ทำการค้าสอบเข้ารับราชการได้ แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แล้วก็ยากกว่าหน่อย ดังนั้นการที่อีกฝ่ายต้องการอาศัยอำนาจของผู้ว่าการเมืองเพื่อเข้าสอบก็พอจะเข้าใจได้


แต่สามารถทำให้ผู้ว่าการเมืองเสี่ยงทำเรื่องอันตรายเช่นนี้ได้ เห็นชัดว่ามีเรื่องบางอย่างที่ไม่ธรรมดา


ยิ่งในข้อมูลนี้กลับมองไม่เห็นข้อพิรุธใด ลู่ไป่ชวนก็ยิ่งรู้สึกว่ามีปัญหา


“ขอรับ”


ลูกน้องรับคำสั่ง เมื่อวันนี้ได้เห็นรอยยิ้มที่ไม่อาจปกปิดได้ของผู้เป็นนาย จึงอดถามไม่ได้ “หัวหน้า มีเรื่องอะไรหรือขอรับถึงทำให้มีความสุขได้เพียงนี้?”


“การมีเมียนี่เป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ!”


ลูกน้อง “!!!”


เขายกมือตบปากตัวเองด้วยความโมโห โมโหตัวเองที่ถามคำถามเมื่อครู่ออกไป


“ใครใช้ให้ข้าปากมากถามฮะ นี่แน่ะ!”


ไม่เพียงเท่านั้น เขายังด่าตัวเองด้วย จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าเป็นทุกข์ “หัวหน้า ท่านคิดซะว่าข้าน้อยไม่ได้ถามก็แล้วกันนะขอรับ เชิญท่านยิ้มต่อเถอะ ข้าน้อยขอตัวไปทำงานก่อน!”


กล่าวจบเขาก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


ลู่ไป่ชวนตะโกนตามหลัง “ข้าพูดจริงๆนะ มีเมียมันดีมากจริงๆ! เจ้าก็รีบหา…”


ไม่ทันจบประโยค ร่างของลูกน้องคนนั้นก็อันตรธานหายไปแล้ว


ลู่ไป่ชวนถอนหายใจออกมา และพึมพำกับตัวเอง “ยังเด็กเกินไปจริงๆ”


ตอนที่ 466: หรือว่ามีตรงไหนที่เขาทำได้ไม่ดี


ลูกน้องออกไปทำงานแล้ว แม้แต่ฉินเจียนก็ออกไปจับตาดูคณะงิ้วต่อ แต่ขณะเดียวกัน ลู่ไป่ชวนกลับไม่มีอะไรให้ทำ


อย่างไรเสีย ที่นี่เขาก็ใหญ่ที่สุด ไม่มีใครมาว่าเขาได้ ดังนั้นคนว่างงานจึงเดินตรวจตราในหน่วยอยู่สองรอบ ก่อนจะกลับจวนด้วยความเบิกบานใจ


เมื่อกลับมาถึงสวนซีสุ่ย เพิ่งจะก้าวเข้าเรือน เยว่ซูก็รีบเข้ามารายงานพร้อมถาดอาหารในมือ “นายท่าน ฮูหยินยังนอนอยู่เลยเจ้าค่ะ! พวกบ่าวไม่กล้าปลุก แต่นี่ก็ใกล้จะยามอู่แล้ว ฮูหยินยังไม่ได้กินอะไรเลย บ่าวกลัวว่า…”


“ไม่เป็นไร เอามาให้ข้าเถอะ”


ลู่ไป่ชวนรับถาดอาหารมาจากเยว่ซู แล้วเดินเข้าไปในห้องนอน


ม่านหน้าต่างภายในห้องยังไม่เปิด ด้านในมีเพียงแสงสลัวที่ส่องเข้ามาเล็กน้อย


เนื่องจากภายในห้องอากาศไม่ค่อยถ่ายเท ด้านในจึงยังมีกลิ่น ‘บางอย่าง’ คละคลุ้งอยู่


ลู่ไป่ชวนยิ่งอารมณ์ดีขึ้น วางถาดอาหารลงบนโต๊ะหัวเตียง จากนั้นก็นั่งที่ขอบเตียง มองดูภรรยาพลางยิ้มอย่างเหม่อลอย


แก้มแดงระเรื่อ เครื่องหน้างดงามประณีต ผิวขาวนวลผ่อง


ในสายตาของลู่ไป่ชวน ภรรยาดูดีไปหมดทุกอย่าง แม้แต่การเปลี่ยนท่านอนก็ยังน่ารักมากทีเดียว


แขนขาวนวลข้างหนึ่งโผล่ออกนอกผ้าห่ม หน้าผากมนมีเหงื่อซึมเล็กน้อย และปอยผมไม่กี่เส้นที่ติดบนหน้าผาก


ลู่ไป่ชวนช่วยเช็ดเหงื่อให้นาง และอยากช่วยเอาแขนนางกลับเข้าไปในผ้าห่ม


เหอจิ่วเหนียงไม่พอใจ ปากพึมพำออกมาว่าอย่ารบกวนนาง จากนั้นก็พลิกตัวนอนต่อ


การพลิกตัวครั้งนี้ช่างเยี่ยมยอดจริงๆ เดิมทีนางไม่ได้สวมเสื้อผ้าอยู่แล้ว พอพลิกตัวนางยืดขาข้างหนึ่งออกมาทับผ้าห่มเอาไว้ ทำให้แผ่นหลังเปลือยเปล่าประจักษ์ต่อสายตาลู่ไป่ชวน


ในความงัวเงียยังคงมีความน่ายั่วยวน ลู่ไป่ชวนกลืนน้ำลายลงคอ และรู้สึกว่าตนเองพร้อมที่จะเผด็จศึกอีกครั้งแล้ว


แต่ยังดีที่เขามีสติอยู่ จึงรีบดึงผ้าห่มมาคลุมให้นาง และเอ่ยเสียงเบา “ฮูหยิน ตื่นมากินอะไรรองท้องหน่อยเถอะแล้วค่อยนอนต่อ”


เหอจิ่วเหนียงตอบโดยไม่แม้แต่จะลืมตา “ง่วง ไม่อยากกิน”


เมื่อก่อนก็ใช่ว่าจะไม่เคย.อดหลับ.อดนอน แต่ไม่รู้เหตุใด ครั้งนี้ถึงได้ง่วงมากขนาดนี้ แม้แต่ตาก็ลืมไม่ขึ้นด้วยซ้ำ


ลู่ไป่ชวนกลับคว้าร่างนางเข้ามาในอ้อมแขน “เช่นนั้นเจ้าก็หลับตานอนไป ข้าป้อนให้เจ้ากินเอง กินเสร็จข้าจะไม่รบกวนการนอนของเจ้า”


เอ่ยจบเขาก็บีบเอวนาง พลางกระซิบข้างหูเบาๆ “ไม่อย่างนั้น… ข้าจะนอนกับเจ้าด้วย”


คำพูดนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นมาฉับพลัน หลังจากผ่านประสบการณ์เมื่อคืนมาแล้ว สองสามวันหลังจากนี้นางคงไม่อยากเข้าใกล้บุรุษผู้นี้แล้ว!


“ข้ากินเอง ท่านอยู่ห่างๆข้าหน่อย”


นาง.ยกตัวขึ้นนั่งทันที รับถ้วยจากมือลู่ไป่ชวนมา และรีบกินอย่างรวดเร็ว


“กินช้าๆก็ได้ ข้าไม่แย่งเจ้ากินหรอก”


ใบหน้าลู่ไป่ชวนยิ้มแย้ม ท่าทางภรรยากินข้าวก็ยังน่ารักมากจริงๆ!


เหอจิ่วเหนียงไม่ฟังคำพูดของเขา กินเสร็จภายในชั่วพริบตา และชี้นิ้วไปที่ประตู พลางกล่าว “ออกไป”


ลู่ไป่ชวน “…”


เหตุใดปฏิกิริยาของภรรยา กับของเขา ถึงแตกต่างกันเช่นนี้!


เห็นๆกันอยู่ว่าเมื่อคืนภรรยาพึงพอใจมากเพียงใด!


หรือว่ามีตรงไหนที่เขาทำได้ไม่ดี?


“ฮูหยิน…”


“ออก-ไป”


เหอจิ่วเหนียงชี้นิ้ว และพูดย้ำอีกครั้งอย่างอดทน


นางรู้สึกเสียใจทีหลัง หากย้อนเวลากลับไปได้ นางจะไม่สวมชุดเช่นนั้นเด็ดขาด!


เพราะผลที่ตามมาช่างรุนแรงยิ่งนัก! รุนแรงถึงขั้นที่นางเกือบทนไม่ไหว!


แต่คำพูดเหล่านี้นางไม่มีทางพูดออกไปแน่นอน เพราะนางต้องรักษาหน้าตัวเองเอาไว้!


ลู่ไป่ชวนทำอะไรไม่ได้ จึงยอมออกไปแต่โดยดี แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะปิดประตูให้นาง


เหอจิ่วเหนียงนอนต่อโดยไม่สนใจว่าตอนนี้เป็นยามใด


ลู่ไป่ชวนยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งด้วยความกลัดกลุ้ม รู้สึกว่ากลับจวนเร็วก็ไร้ประโยชน์ จึงคิดจะไปหาฉินเจียน แต่ทันใดนั้นก็เห็นเด็กผู้ช่วยในโรงหมอมาที่จวน


“คารวะใต้เท้าลู่ ท่านหมอซ่งให้ข้าน้อยมาถามขอรับ เมื่อวานท่านหมอเหอให้คนไปส่งข่าวว่าวันนี้จะไปประจำการตรวจโรคที่โรงหมอ แต่ถึงยามนี้แล้วก็ยังไม่ไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ขอรับ?”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอทำสีหน้าแปลกใจ ลู่ไป่ชวนตอบผ่านๆ “อ๋อ วันนี้ท่านหมอเหอไม่ค่อยสบายน่ะ ลืมส่งคนไปแจ้งที่โรงหมอเลย รบกวนเจ้ากลับไปบอกท่านหมอซ่งให้หน่อยนะ พรุ่งนี้ท่านหมอเหอถึงจะไปได้”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอได้รับคำตอบแล้วจึงเอ่ย “ได้ขอรับ เช่นนั้นให้ท่านหมอเหอพักผ่อนเยอะๆนะขอรับ”


กล่าวจบก็โค้งคำนับลู่ไป่ชวนก่อนจะกลับไป


ส่วนลู่ไป่ชวนก็ไปที่คณะงิ้วชิงอิน


ตอนนี้ในคณะงิ้วยังมีคนฟังงิ้วอยู่ บนเวทีกำลังบรรเลงอย่างเข้มข้น


ลู่ไป่ชวนกวาดสายตามองปราดเดียวก็เห็นฉินเจียนที่นั่งอยู่ตรงหน้าสุด เขาจึงเดินเข้าไปหา


เพื่อดึงดูดสายตาของแม่นางซินหราน ทุกครั้งที่มา ฉินเจียนจะเลือกที่นั่งตำแหน่งใกล้เวทีมากที่สุด ไม่เหมือนคนอื่นที่เลือกห้องส่วนตัว


“เจ้ามาได้อย่างไร?”


“ข้ามาไม่ได้หรือ เจ้ายังแอบอู้งานมาได้เลย เหตุใดข้าจะทำบ้างไม่ได้ล่ะ?”


ก่อนหน้านี้ที่ทั้งสองอยู่ในโรงงิ้ว เคยแสดงบทบาทไม่ถูกคอกันออกมาให้คนอื่นเห็น ครั้งนี้ก็ต้องแสดงบทบาทเช่นเดิม ทั้งสองร่วมงานกันมานาน ภายในชั่วพริบตาก็รู้ถึงความคิดของอีกฝ่าย


“หึ แล้วแต่เจ้าเถอะ!”


ฉินเจียนยิ้มเยาะ และหันไปชมการแสดงบนเวทีต่อ ตอนนี้บนเวทีมีบุรุษสองคนกำลังร้องงิ้วอยู่ 


ลู่ไป่ชวนเอ่ยเย้ยหยัน “ทำไม มาเฝ้าทุกวัน นางไม่ยอมเจอหน้าเจ้าบ้างเลยรึ?”


“แม่นางซินหรานไม่สบาย วันนี้ทำการแสดงไม่ได้!”


ฉินเจียนทำเสียงฮึดฮัด แล้วเอ่ยต่อ “แต่คนของนางบอกว่า เดี๋ยวจะให้ข้าไปเยี่ยมนางที่เรือนด้านหลัง หากเจ้าไม่มีธุระอะไรก็ไสหัวกลับไปซะ อย่ามาเกะกะขวางหูขวางตาข้า!”


“จุๆๆ!”


ลู่ไป่ชวนจุปาก “บุรุษกินอิ่มหนำสำราญอย่างข้าจะตั้งใจมาดูหน้าคนหิวโหยที่เอาแต่เฝ้าอยู่ที่นี่ทั้งวันอย่างเจ้าไม่ได้รึอย่างไร เฮ้อ ทำเช่นนี้มันจะมีประโยชน์อะไรกันเล่า”


ฉินเจียน “...”


ที่มาที่นี่ก็เพื่อจงใจมาเยาะเย้ยข้าว่าตัวเองเป็นบุรุษที่กินอิ่มหนำสำราญอย่างนั้นหรือ!


หาเรื่องชัดๆ!


เขาชี้ไปที่ประตู กัดฟันกรอดเอ่ยลอดไรฟัน “ไส-หัว-ออก-ไป-เดี๋ยว-นี้!”


ลู่ไป่ชวนไม่ขยับ กลับไปภรรยาก็ไม่สนใจ เขานั่งหน้าตาเฉย ทั้งยังตั้งใจฟังงิ้วด้วยความสนใจ


ฉินเจียนสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ไม่อยากเสวนากับสหายคนนี้แล้ว จึงสะบัดหน้าหนีลู่ไป่ชวน

.......

และในตอนนี้ คำพูดที่ทั้งสองสนทนากันก็ถูกส่งไปยังห้องของแม่นางซินหรานแล้ว


“พวกเขาพูดกันเช่นนี้จริงหรือ?”


สตรีที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่องแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ช่วงนี้ได้ยินข่าวมาว่า ฉินเจียนและลู่ไป่ชวนไม่ลงรอยกัน แต่นางไม่ได้รู้ว่าจะเป็นถึงขั้นนี้


ทั้งสองเป็นสหายกันมานานหลายปี ที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้ยินว่ามีเรื่องไม่ลงรอยกัน เหตุใดช่วงนี้ถึงได้มีข่าวว่าทั้งสองไม่ลงรอยกันออกมา


ไหนจะเรื่องที่จะชกต่อยกันในสวนวันนั้นอีก นางรู้สึกว่าไม่ปกติ


คนรับใช้อธิบาย “แม่นางวางใจได้ขอรับ บ่าวไปสืบมาแล้ว ความสัมพันธ์ของฉินเจียนกับลู่ไป่ชวนที่ผ่านมาไม่ค่อยดีเท่าไร โดยเฉพาะหลังจากที่มารับตำแหน่งที่จิงโจว ฉินเจียนเป็นคนสนิทของเฉินอ๋องมาโดยตลอด ตามหลักแล้วตำแหน่งแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นควรจะเป็นของเขา แต่สุดท้ายกลับมอบให้คนมาทีหลังอย่างลู่ไป่ชวน ฉินเจียนรู้สึกเคืองใจ ต่อมาก็ค่อยๆเกิดรอยร้าวขึ้นในใจ การไม่ลงรอยกันก็เป็นเรื่องปกติขอรับ”


“ลู่ไป่ชวนผู้นี้ เหตุใดถึงมานั่งในตำแหน่งแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นได้?”


“ได้ยินมาว่าเพราะช่วยเฉินอ๋องแก้ไขปัญหาได้มากมาย เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงช่วงนี้ล้วนเป็นแผนการของเขา เขาฉลาดมาก ก็เลยชิงตำแหน่งของฉินเจียนไปได้ขอรับ”


ซินหรานพยักหน้าเข้าใจ และถามต่อ “แล้วลู่ไป่ชวนมาที่นี่วันนี้เพราะเหตุใด เขาสงสัยข้าหรือ?”


“ไม่ได้สงสัยขอรับ พวกเราอำพรางตัวได้ดีมาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยสงสัยเลย เมื่อครู่ลู่ไป่ชวนบอกว่า ที่หน่วยไม่มีเรื่องอะไรให้ทำ และฉินเจียนก็มาฟังงิ้วอยู่ที่นี่ ก็เลยมาเยาะเย้ยฉินเจียนที่นี่ขอรับ”


ตอนที่ 467: ซินหราน ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังเป็นอันขาด


แม้ลูกน้องจะกล่าวเช่นนี้ แต่ซินหรานก็ยังไม่ค่อยเชื่ออยู่ดี ถึงอย่างไรคนที่สามารถนั่งในตำแหน่งนั้นได้ต้องไม่ใช่คนไร้ประโยชน์แน่นอน ระมัดระวังให้มากหน่อยก็ดี


“เดี๋ยวเจ้าไปบอกฉินเจียนว่าข้าอยากพบเขา พาเขามาหน่อย บางคำพูดข้าต้องหยั่งเชิงกับเขาด้วยตัวเอง”


“ขอรับ”


ลูกน้องรับคำสั่งและออกไป ซินหรานเริ่มให้สาวใช้ช่วยแต่งตัวให้ต่อ


ในเมื่อวันนี้บอกว่าตัวเองไม่สบาย เช่นนั้นก็ต้องแสร้งแต่งเป็นคนป่วย

.......

ฉินเจียนที่ยังพยายามแสดงละครไม่ลงรอยกับลู่ไป่ชวน เห็นบ่าวรับใช้เดินมาด้วยความเคารพและกล่าว “นายท่านรองฉิน แม่นางซินหรานแต่งตัวเสร็จแล้ว แม่นางเชิญท่านไปพบขอรับ”


เขากล่าวกับฉินเจียน และทำเหมือนว่าลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างๆ เป็นอากาศก็มิปาน


ฉินเจียนได้ยินดังนั้นก็ลิงโลดขึ้นมาทันที ลุกขึ้นเดินตามบ่าวรับใช้ไปที่เรือนด้านหลัง พลางเอ่ย “แม่นางซินหรานไม่สบายไม่ใช่หรือ แต่งตัวอีกทำไม ควรนอนพักผ่อนสิถึงจะถูก”


บ่าวรับใช้กล่าว “แม่นางบอกว่าไม่อยากให้นายท่านรองฉินเห็นนางในสภาพที่ป่วยขอรับ นายท่านรอง ในใจแม่นางซินหรานมีท่าน เพียงแต่ฐานะต่างกันมาก แม่นางซินหรานคิดว่าตัวนางไม่คู่ควรกับท่าน…”


เอ่ยถึงตรงนี้ บ่าวรับใช้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความลำบากใจ ท่าทางราวกับรู้สึกเสียใจแทนแม่นางซินหรานเหลือคณนา


ฉินเจียนได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าย่ำแย่ “เหตุใดนางถึงคิดเช่นนั้นล่ะ ข้าโดดเดี่ยวตัวคนเดียว นางอยู่กับข้า ใครหน้าไหนจะกล้ามาว่าไม่คู่ควร!”


บ่าวรับใช้ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ เพียงนำทางฉินเจียนไปหาซินหราน 


ซินหรานเตรียมตัวพร้อมแล้ว กำลังรอเขาอยู่ในเรือน


“ซินหรานคารวะนายท่านรอง แคกๆๆ…”


นางจะลุกขึ้นทำความเคารพ แต่กลับทรงตัวไม่อยู่ ฉินเจียนตอบสนองว่องไว รีบเข้าไปประคองนางไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็รีบปล่อยมือจากนาง วางท่าราวกับไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวสตรี


ซินหรานเห็นอากัปกิริยาของเขาก็รู้สึกพึงพอใจ ผู้ชายคนนี้ดูท่าไร้เดียงสายิ่งนัก มิน่าล่ะ เหตุใดถึงได้หลอกง่าย


“มีเจ้ากับข้าแค่สองคน ไม่ต้องมากพิธีถึงเพียงนี้หรอก เมื่อวานยังสบายดีอยู่เลยไม่ใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงป่วยได้ล่ะ?”


ซินหรานใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากไอสองสามครั้ง ก่อนจะเอ่ยตอบ “เมื่อคืนฝึกขับร้องจนไม่สบายเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อีกวันสองวันก็หายแล้ว นายท่านรองไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ”


ฉินเจียนมองด้วยความสงสาร “หน้าตาซีดเซียวปานนี้ ยังบอกว่าตัวเองไม่เป็นไรอีก เจ้าชอบฝืนตัวเอง พูดแล้วก็ยังไม่เชื่อข้าอีก”


“ไม่ใช่นะเจ้าคะ แคกๆๆ… นายท่านรอง ซินหรานเป็นแค่นักแสดงงิ้ว จะคู่ควรกับท่านที่มีฐานะสูงศักดิ์ได้อย่างไร ได้รับความโปรดปรานจากท่านก็นับเป็นวาสนาของซินหรานแล้ว ซินหรานไม่กล้าคิดถึงขั้นอื่นหรอกเจ้าค่ะ”


ซินหรานก้มหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความอับจนหนทาง ชวนให้รู้สึกน่าสงสารยิ่งนัก


สิ่งที่นางจะสื่อก็คือ นางอยากบอกฉินเจียนว่านางเองก็ชอบเขา แต่เป็นเพราะฐานะที่ไม่เหมาะสมกัน ดังนั้นจึงไม่กล้ารับความรู้สึกดีๆของฉินเจียน ในขณะเดียวกันก็กำลังบอกฉินเจียนว่า นางชอบฉินเจียนที่เป็นฉินเจียน ไม่ได้ชอบเพราะฐานะของเขา บอกฉินเจียนอย่างชัดเจนว่านางไม่ใช่ผู้หญิงที่หวังในวัตถุสิ่งของจากเขา


เพียงประโยคสั้นๆแค่ไม่กี่คำ สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้มากมาย แม้ฉินเจียนจะเข้าใจความหมายแฝงนี้ แต่ในใจก็ยังคงด่าทอว่าเล่นละครตบตาได้เก่งจริงๆ


อยากพูดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ จะอ้อมค้อมชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยเหตุใดกัน ยังต้องพรรณาให้ตีความอีก น่ารำคาญยิ่งนัก!


ทว่าภายนอกเขายังคงวางท่าเป็นบุรุษอ่อนต่อโลก ไม่สงสัยในคำพูดของซินหรานเลย ทั้งยังแสดงออกชัดเจนว่าสงสารนางมาก


“เจ้าอยู่กับข้ายังต้องสนใจสายตาคนอื่นด้วยเหตุใดกัน เจ้าคือสตรีคนแรกที่ข้าชอบ และจะเป็นคนสุดท้าย ขอเพียงเจ้าตกลง ข้าฉินเจียนชีวิตนี้จะมีเจ้าเป็นภรรยาเพียงผู้เดียว จะให้เกียรติเจ้าที่สุด คนอื่นย่อมไม่กล้าหืออยู่แล้ว!”


ขณะที่ฉินเจียนพูดวาจาเหล่านี้ ในใจเขารู้สึกสะอิดสะเอียนไปด้วย คำพูดเหล่านี้เขาเอาไว้ใช้กับภรรยาตัวจริงในอนาคตของเขา ตอนนี้พูดออกมาเพื่อแสดงละครตบตาเท่านั้น ไม่มีทางคิดจริงจังเด็ดขาด!


เห็นได้ชัดว่าซินหรานเองก็คาดไม่ถึงว่าเขาจะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา ‘ชีวิตนี้จะมีภรรยาแค่คนเดียว’ เป็นวาจาที่หวานชื่น ต้องบอกว่าบุรุษเช่นนี้หาได้ยากนัก


ซินหรานคิดว่า หากนางเป็นแค่นักแสดงงิ้วธรรมดาคนหนึ่ง ฉินเจียนถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย แต่น่าเสียดายที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น


“นายท่านรองมีฐานะสูงส่ง ทั้งยังเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ย่อมไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าจิตใจของคนบางคนร้ายกาจมากเพียงใด นายท่านรองเป็นรองแม่ทัพ ไม่ว่าจะคนเบื้องบนหรือเบื้องล่างล้วนมีคนมากมายที่รอเหยียบย่ำท่านอยู่ หากท่านได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลขุนนางต้องได้รับความเคารพจากทุกคนเป็นแน่ แต่หากแต่งกับข้าน้อย คงไม่พ้นถูกคนเยาะเย้ย ซินหราน… ซินหรานไม่อาจทนเห็นนายท่านรองต้องถูกคนอื่นเยาะเย้ยได้… คำติฉินนินทาพวกนั้นให้ซินหรานเป็นคนรับไว้คนเดียวก็พอนะเจ้าคะ!”


กล่าวจบนางยังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหางตา ขณะที่นางก้มหน้าเช็ดน้ำตานั้น ฉินเจียนก็จงใจเดินเข้าไปดูนาง เพราะอยากรู้ว่านางมีน้ำตาจริงหรือไม่


ปรากฏว่านางมีน้ำตาจริงๆ!


ต้องบอกเลยว่า คนที่ตงถิงส่งมาเหล่านี้ฝีมือการแสดงยอดเยี่ยมมากจริงๆ


ขณะที่นางเงยหน้าขึ้นมา ฉินเจียนก็รีบแสร้งทำท่าทางขุ่นเคือง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็เพราะว่าข้าเป็นแค่รองแม่ทัพอย่างไรล่ะ หากข้าเป็นแม่ทัพ ข้าอยากจะดูนักว่าใครยังจะกล้าเยาะเย้ยข้า หากไม่ใช่เพราะลู่ไป่ชวนแย่งตำแหน่งข้าไป ตอนนี้ตำแหน่งแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นก็ต้องเป็นของข้าแน่นอน!”


ซินหรานเห็นว่าในที่สุดเขาก็พูดถึงเรื่องนี้แล้ว จึงรีบเข้าประเด็น “ที่นายท่านสามลู่สามารถเป็นแม่ทัพได้ คงเพราะเขามีจุดเด่นของตัวเอง…”


“มีจุดเด่นบ้าบออะไรล่ะ!” ฉินเจียนเริ่มแสดงละครฉากใหญ่ “ก็แค่แย่งโอกาสของข้าไป! เหมือนที่ไปเมืองหลวงในครั้งนี้นั่นแหละ เดิมทีข้าต้องเป็นคนไป แต่เขากลับแย่งข้าไป เท่านั้นไม่พอ ยังใช้ข้อมูลที่ข้าตรวจสอบมาได้ไปทำงานให้ท่านอ๋องอีก แย่งชิงผลงานที่เดิมทีมันควรจะเป็นของข้าไปหมด!


เจ้าหมอนั่นนอกจากปากหวาน ประจบประแจงเก่งแล้ว ยังจะมีอะไรดีไปกว่าข้าอีก หึ! ไม่ช้าก็เร็ว มันต้องมีสักวัน ข้าต้องชิงเอาตำแหน่งแม่ทัพของข้ากลับมาให้ได้!”


ฉินเจียนแสดงท่าทางเดือดดาลอย่างยิ่ง ซินหรานรีบเข้าไปใกล้เขา และเอ่ย “นายท่านรอง ซินหรานรู้สึกว่าท่านต่างหากที่เป็นคนมีความสามารถมากที่สุด ไม่ว่านายท่านรองจะทำสิ่งใด ซินหรานจะสนับสนุนท่านทุกอย่างเจ้าค่ะ!”


กล่าวคือ สนับสนุนให้เขาชิงตำแหน่งจากลู่ไป่ชวนมาให้ได้นั่นเอง


ฉินเจียนแสดงท่าทีเสมือนได้รับการสนับสนุนจริงๆ จึงกล่าว “เจ้าวางใจเถอะ รอให้ข้าได้ตำแหน่งแม่ทัพมาเมื่อไร ข้าจะยกเกี้ยวสุดอลังการมารับเจ้าแต่งเข้าจวน ให้เจ้าได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพที่มีเกียรติที่สุด!”


ซินหรานยิ้มอย่างขวยเขิน “ซินหรานเชื่อเจ้าค่ะว่าวันนั้นต้องมาถึงภายในเร็ววันเป็นแน่”


ฉินเจียนมองซินหรานอย่างตื่นเต้น ซินหรานก้มหน้าแสร้งเป็นว่าไม่รู้ควรตอบเช่นไร และไอออกมาสองสามครั้ง


ฉินเจียนอยากพยุงนาง แต่คำนึงถึงความเป็นสตรีกับบุรุษจึงไม่ได้แตะต้อง เพียงเอ่ย “ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะเป็นคนไม่ได้เรื่อง แต่ฝีมือการแพทย์ของภรรยาเขาไม่เลวเลย ประจำการตรวจโรคอยู่ที่โรงหมออวี้หยวนมาโดยตลอด เจ้าป่วยหนักเช่นนี้ ไปให้นางตรวจสักหน่อยดีหรือไม่?”


สำหรับเหอจิ่วเหนียง ซินหรานเคยได้ยินเรื่องราวของนางมาบ้างแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่รับมือได้ยากอีกคนหนึ่ง จึงกล่าว “ขอบคุณนายท่านรองที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าน้อยจะไปตรวจดูที่โรงหมออวี้หยวน พรุ่งนี้ท่านไม่ต้องมาก็ได้เจ้าค่ะ อย่าเสียเวลางานเพื่อข้าน้อยเลย”


“ได้อย่างไรกัน พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปตรวจเอง!”


ฉินเจียนตอบกลับทันที ซินหรานส่ายหน้าช้าๆ “นายท่านรองทำเพื่อซินหรานมามากแล้ว ท่านทำงานก่อนดีกว่านะเจ้าคะ ขอเพียงท่านไม่รังเกียจซินหราน ซินหรานยินดีรอท่านเจ้าค่ะ”


ฉินเจียนรู้สึกซาบซึ้งจนพูดไม่ออก พยักหน้าอย่างจริงจัง “ซินหราน ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังเป็นอันขาด!”


แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หลังจากเดินออกจากเรือนนี้ไปแล้ว และมั่นใจว่ารอบๆไม่มีใคร ฉินเจียนก็รีบถ่มน้ำลายออกมาทันที คิดในใจว่า ไม่นับไม่นับ ไม่นับเด็ดขาด!


ตอนที่ 468: วิกฤตวัยกลางคน


แผนการของซินหราน ฉินเจียนจับทางได้แล้ว …นางอยากให้เขากับลู่ไป่ชวนเป็นศัตรูกัน จากนั้นทำให้หน่วยหั่วอวิ๋นเผยจุดอ่อนออกมา และจะดีที่สุดหากทำให้พวกนางได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้


จุๆๆ ต้องบอกเลยว่า นางวาดฝันสวยหรูเกินไปแล้ว!


ตอนที่ฉินเจียนออกมาที่โถง การแสดงงิ้วก็จบลงแล้ว แต่ลู่ไป่ชวนยังคงรอฟังเรื่องสนุกอยู่ เมื่อเห็นสหายเดินออกมา ก็ถามด้วยความเย้ยหยันทันที “เฮ้อ เข้าไปตั้งนาน ได้จับมือนางหรือไม่ล่ะ?”


ฉินเจียนกลอกตา.มองบนใส่เขา ก่อนเดินออกไปด้านนอกทันที


ลู่ไป่ชวนตามออกไป พลางตะโกนถาม “ทำไมล่ะ โดนปฏิเสธแล้วหรือ? สงสัยตำแหน่งรองแม่ทัพของเจ้าก็คงช่วยอะไรไม่ได้สินะ แม้แต่ผู้หญิงในคณะงิ้วคนเดียวก็คว้ามาไม่ได้ ช่างน่าขันยิ่งนัก ฮ่าๆๆ!”


กล่าวจบเขาแอบกระซิบถามเสียงเบา “ด้านหลังยังมีคนตามมาหรือไม่?”


“ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว เจ้าเลิกกวนให้ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนได้แล้ว! นี่ข้าอุตส่าห์เสียสละตัวเองมาเป็นไส้ศึกนะ เจ้ายังจะมากวนใจข้าทุกวันอีก… ข้าว่าเจ้าแปลกไปนะ หลังจากกลับมาจากเมืองหลวงก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนกะล่อนไปซะได้!”


ฉินเจียนรักษาระยะห่างจากอีกฝ่าย แต่ไม่ใช่เพราะโกรธที่ลู่ไป่ชวนได้รับรางวัลจากเฉินอ๋องแล้วมาเยาะเย้ยเขา


อีกฝ่ายทำภารกิจใหญ่ในเมืองหลวงสำเร็จ ได้รับรางวัลก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เรื่องนี้หากเปลี่ยนให้เขาไปทำ เขาต้องทำได้ไม่ดีแน่นอน อีกอย่าง ลู่ไป่ชวนก็ไม่ใช่คนประเภทชอบเยาะเย้ยคนอื่น


“นี่ข้าก็ให้ความร่วมมือกับเจ้า แสดงละครตบตาคนพวกนั้นอยู่อย่างไรเล่า”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่ฉินเจียนกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์ “เจ้าก็พูดเรื่องอื่นก็ได้! เหตุใดถึงเอาแต่พูดเรื่องสกปรก.สกปรกพวกนั้นตลอด คำพูดพวกนั้นของเจ้าข้าไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร เจ้าไสหัวไปให้พ้นเลยไป ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า!”


ฉินเจียนผลักเขาไปไกลๆ ส่วนตนเองก็รีบจ้ำอ้าวหนี หลังจากเดินไปสักพักก็นึกขึ้นได้ว่า ยังมีเรื่องที่ไม่ได้พูดกับอีกฝ่าย จึงเดินกลับไปหาลู่ไป่ชวนอีกครั้ง แล้วกล่าว “เจ้าบอกน้องสะใภ้หน่อยว่าพรุ่งนี้ซินหรานอาจจะไปให้นางตรวจโรค จำไว้ด้วยล่ะว่า อย่าเผยพิรุธเด็ดขาด”


กล่าวจบเขาก็รีบจ้ำเท้าเดินจากไป


ลู่ไป่ชวนตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นก็เดินกลับบ้านด้วยท่าทางราวกับเด็ก


ตอนนี้ภรรยาน่าจะตื่นแล้วกระมัง 

.......


เหอจิ่วเหนียงตื่นแล้วจริงๆ ตอนที่ลู่ไป่ชวนกลับมาถึง เหอจิ่วเหนียงกำลังทบทวนการบ้านให้พวกเด็กๆอยู่


เหอจิ่วเหนียงเป็นคนมีพรสวรรค์และฉลาด อยากเข้าใจภาษาโบราณจึงไม่ใช่เรื่องยาก นางแค่ขี้เกียจที่จะใช้ภาษาซับซ้อนเหล่านั้นมาอธิบาย จึงนำความหมายที่ตนเองเข้าใจมาอธิบายให้เด็กๆ ฟังง่ายๆก็ได้เหมือนกัน


“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! ตอนที่ท่านอาจารย์สอนเหตุใดข้าถึงไม่เข้าใจเลยนะ!”


โก่วเอ๋อร์ดวงตาลุกวาว รู้สึกว่าท่านแม่เก่งยิ่งนัก ทำเป็นไปหมดทุกอย่างเลย!


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะเขา และถามเด็กคนอื่นๆ “พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?”


เด็กคนอื่นๆต่างก็พยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ ท่านอาสะใภ้อธิบายดีกว่าท่านอาจารย์ของพวกเราซะอีกขอรับ!”


ท่านอาจารย์คนใหม่ของพวกเขาในตอนนี้เป็นนักปราชญ์สูงวัย ไม่เหมือนคังซิ่วไฉที่สามารถปรับแนวทางการสอนได้ นักปราชญ์ผู้เฒ่าท่านนี้ยึดวิธีการสอนแบบดั้งเดิม ทำให้เด็กๆเข้าใจบทเรียนได้ยาก แต่อาจารย์ผู้เฒ่าท่านนี้เป็นมิตรมาก ดังนั้นเด็กๆกลุ่มนี้จึงชอบเขามาก แต่ก็จนปัญญาที่จะพูดออกมาเมื่อเจอกับคำถามที่ไม่เข้าใจจริงๆ จึงทำได้แค่กลับมาถามเหอจิ่วเหนียงหรือไม่ก็ไปถามท่านอาจารย์คัง


เหอจิ่วเหนียงกล่าวขึ้นทันที “จะพูดเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด ข้าสอนไม่ได้เป็นมืออาชีพเท่าท่านอาจารย์ของพวกเจ้าแน่นอน ข้าแค่สรุปความรู้ของข้าและอธิบายให้พวกเจ้าเข้าใจได้ง่ายๆเท่านั้น แต่อาจารย์คาดหวังกับพวกเจ้าสูง จำเป็นต้องใช้วิธีการดั้งเดิมมาอธิบาย เข้าใจหรือไม่?”


ทุกคนต่างพากันพยักหน้าอีกครั้ง


ลู่ไป่ชวนเห็นภาพนี้ก็รู้สึกเหมือนตัวเองได้ถูกสอนไปด้วย ภรรยามีความสามารถทั้งยังรอบรู้ทุกอย่าง หากตนไม่ขยันก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์มากแน่ เห็นทีเขาไม่อาจละเลยการเรียนได้แล้ว


หลายปีที่ผ่านมา ตอนที่เขาอยู่ข้างนอก แม้จะเชิญอาจารย์มาสอนความรู้ให้ และเขานับว่าเป็นนักเรียนที่เรียนดีที่สุดในกลุ่ม แต่การเรียนเหล่านั้นของพวกเขาก็แค่รู้จักตัวหนังสือ สามารถอ่านตำราทหารให้เข้าใจได้ก็เท่านั้น ไม่เหมือนเด็กๆในตอนนี้ที่ได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง


หากวันหนึ่ง ภรรยาของเขาไม่อยู่ และหากเด็กๆมาถามเขา เขาตอบไม่ได้จะทำเช่นไร


ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงวิกฤต จึงไม่ได้เข้าไปรบกวนเหอจิ่วเหนียง แต่รีบเดินไปที่ห้องตำรา เตรียมอ่านตำราหาความรู้ทันที


ตอนที่โก่วเอ๋อร์หันหลังมาก็เห็นแผ่นหลังของบิดาที่กำลังรีบเดินไป จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือขอรับ เหตุใดถึงรีบร้อนเช่นนั้น?”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่วิกฤตของคนวัยกลางคนก็เท่านั้นเอง”


นางรู้ตั้งนานแล้วว่าลู่ไป่ชวนยืนมองอยู่ไม่ไกล ย่อมเห็นรอยยิ้มที่ค่อยๆแข็งทื่อของเขาอยู่แล้ว


เพิ่งจะอายุยี่สิบสี่ กำลังอยู่ในวัยรุ่งโรจน์ ก็โดนนิยามให้เป็นวัยกลางคนเสียแล้ว…

......


เมื่อถึงยามรัตติกาล ลู่ไป่ชวนแทบอดใจรอไม่ไหว รีบกลับไปที่ห้องนอนหลัก หลังจากที่เขาพยามโน้มน้าวภรรยาอยู่หลายครั้ง ในที่สุดก็สมปรารถนาไปสองรอบ เนื่องจากเช้าพรุ่งนี้ เหอจิ่วเหนียงต้องไปประจำการตรวจโรคที่โรงหมอไม่อาจเบี้ยวได้อีกแล้ว


คืนนี้บรรยากาศค่อนข้างดีทีเดียว ลู่ไป่ชวนยังมีกำลังวังชาพูดคุยกับเหอจิ่วเหนียงต่อ “พรุ่งนี้คาดว่าแม่นางซินหรานจะไปให้เจ้าตรวจโรคที่โรงหมอ เจ้าอย่าลืมทำท่าทางเหมือนว่าข้ากับฉินเจียนไม่ลงรอยกันนะ”


“แม่นางซินหราน ใครกัน?”


สมองเหอจิ่วเหนียงมึนงง นึกไม่ออกชั่วขณะ


“ก็คนที่ฉินเจียนชอบอยู่ในช่วงนี้อย่างไรล่ะ แม่นางที่แสดงงิ้วน่ะ ชื่อซินหราน รู้หรือไม่?”


“หืม… อืมๆ… รู้แล้ว”

......


เช้าวันต่อมา ขณะที่กำลังจะออกจากจวน ลู่ไป่ชวนเตือนเหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง “อย่าลืมเรื่องที่ข้าบอกเจ้าเมื่อคืนนะ”


“เรื่องอะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเอียงศีรษะเล็กน้อย พยายามเค้นความคิดอย่างจริงจัง เมื่อคืนพูดเรื่องอะไรกันไปบ้างนะ


“แม่นางซินหราน”


“อ๋อๆๆ! เข้าใจแล้ว!”


กล่าวจบนางก็.ยกมือทำท่าโอเคแบบคนยุคใหม่ให้เขา จากนั้นก็ขึ้นรถม้าออกไป


ตอนนี้อาการป่วยของเจียงรั่วหย่าดีขึ้นมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปตรวจอาการที่จวนทุกวันเหมือนเมื่อก่อน ช่วงนี้นางก็ไม่มีผู้ป่วยที่ต้องรักษาระยะยาวและต้องไปตรวจที่จวนแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงมุ่งหน้าไปที่โรงหมอโดยตรง


เนื่องจากเมื่อวานผิดนัดทุกคน วันนี้คนจึงมาเบียดเสียดกันที่หน้าโรงหมอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อยากต่อแถวหน้าๆ จะได้ตรวจโรคไวๆ


“โอ้ ท่านหมอเหอมาแล้ว!”


“ไอ้หยา ไม่เจอกันนาน ท่านหมอเหอ.งดงามขึ้นมากเพียงนี้เลยหรือ! เกิดมายังไม่เคยเห็นใคร.งดงามเช่นนี้มาก่อนเลย!”


“เมื่อวานท่านหมอเหอไม่ได้มาเพราะไม่สบาย แต่วันนี้สีหน้าดีมากทีเดียว สมกับที่เป็นหมอจริงๆ รักษาตัวเองได้ดีถึงเพียงนี้ได้!”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำชมเหล่านี้ก็รู้สึกเกรงใจเล็กน้อย ยิ้มตาหยีทักทายทุกคน จากนั้นก็กล่าว “ต้องขอโทษทุกท่านจริงๆเจ้าค่ะ เมื่อวานข้าไม่สบายก็เลยมาไม่ได้ วันนี้ข้าจะพยายามเร่งมือให้เร็ว ชดเชยความผิดของเมื่อวานด้วย”


“ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรีบ ท่านหมอเหอต้องตรวจช้าๆหน่อยนะ! ตรวจให้ละเอียดเลย พวกเรารอได้!”


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็กลัวว่านางจะตรวจไม่ละเอียด จึงรีบบอกให้นางค่อยๆตรวจไปอย่างช้าๆ


“ระดับข้า ทุกคนวางใจได้!”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางกล่าว จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในและเริ่มต้นวันที่แสนจะยุ่ง


กระทั่งถึงยามอู่ ซินหรานถึงจะเดินนวยนาดเข้ามา เมื่อเห็นผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียด จู่ๆก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ดวงตาพร่ามัวขึ้นมาทันที


“คนพวกนี้ล้วนมาให้หมอเหอรักษาหรือ?”


ทักษะการแพทย์ของสตรีผู้นี้ดีถึงเพียงนั้นจริงๆหรือ!


“ขอรับ แม่นางไม่สบายตรงไหนหรือขอรับ หากว่าไข้หวัดธรรมดาสามารถให้หมอท่านอื่นเขียนเทียบยาให้ได้ ท่านหมอเหอรักษาเฉพาะโรคซับซ้อนที่รักษายากเท่านั้นขอรับ”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอคอยดูแลความเรียบร้อย ขณะเดียวกันก็สามารถซักถามอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยได้ เพื่อจัดการในขั้นตอนต่อไป


ตอนที่ 469: ข้าไม่มีสหายเช่นนี้


“รักษาแค่โรคที่รักษายากอย่างนั้นหรือ?”


ทันใดนั้นสีหน้าของสาวใช้ประจำตัวซินหรานก็เปลี่ยนไป คล้ายติดจะโกรธมากด้วย


แม้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอจะไม่ชอบอากัปกิริยาของนาง แต่ก็ยังตอบกลับไปด้วยความสุภาพ “ใช่ขอรับ ผู้ป่วยมีจำนวนมาก ท่านหมอเหอตรวจไม่ทัน ต้องขออภัยด้วยขอรับ! ท่านหมอท่านอื่นของโรงหมออวี้หยวนก็เก่งมากเหมือนกัน แม่นางต้องการตรวจด้านใดขอรับ ข้าน้อยจะแนะนำท่านหมอให้”


สาวใช้ไม่สนใจเขา หันไปมองซินหรานและเอ่ยถาม “คุณหนู ตอนนี้เราควรทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”


ซินหรานคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย “พวกเราเป็นสหายของท่านหมอเหอ วันนี้ไม่ได้แค่มาตรวจโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยากจะพบท่านหมอเหอด้วย รบกวนไปแจ้งนางให้ข้าหน่อยนะ”


เด็กผู้ช่วยถาม “ขอรับ แม่นางแซ่อะไรหรือขอรับ?”


“คุณหนูของข้าชื่อคุณหนูซินหราน”


สาวใช้ตอบไปทันที เด็กผู้ช่วยในโรงหมอตอบ.ตกลง จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง


ทว่าทันทีที่เขาหันหลัง สีหน้านอบน้อมเมื่อครู่ก็พลันอันตรธาน เขาเบ้ปาก และบ่นพึมพำ “ก็แค่นางงิ้วคนหนึ่ง! หากเป็นสหายท่านหมอเหอจริง ท่านหมอเหอต้องบอกไว้ล่วงหน้าแล้ว! ทำมาเป็นกร่าง! ชิ!”


เมื่อมาถึงตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง เด็กผู้ช่วยก็เล่าคำพูดของสองนายบ่าวคู่นั้นให้นางฟัง เหอจิ่วเหนียงได้ฟังแล้วจึงเอ่ยเรียบๆ “ข้าไม่มีสหายเช่นนี้หรอก ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกแล้วว่าข้ารักษาเฉพาะโรครักษายากเท่านั้น หากพวกนางอยากจะให้ข้าตรวจให้ได้ เช่นนั้นก็คิดเงินตามราคาโรคที่รักษายาก และให้ต่อแถวรอ”


เด็กผู้ช่วยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสะใจ ยกนิ้วโป้งให้นางพลางกล่าว “ท่านหมอเหอปราดเปรื่องยิ่งนัก รับมือกับคนพูดยากก็ต้องรับมือเช่นนี้แหละ!”


อันที่จริงโรคซับซ้อนบางอย่างก็รักษาได้ไม่ยาก บางครั้งเหอจิ่วเหนียงก็เขียนเทียบยาให้เหมาะสมตามฐานะของคนไข้ คนยากจนที่มารักษากับนางบางครั้งก็ไม่ได้จ่ายเงินแพง แต่กรณีซินหราน เห็นได้ชัดว่าต้องการมาสอดส่องสถานการณ์ เช่นนั้นก็ต้องคิดค่าใช้จ่ายให้สาสมหน่อย


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเขาพูดเช่นนั้นถึงกับหลุดขำออกมา “รีบไปเถอะ ผู้ป่วยยังรออยู่อีกเยอะ”


เด็กผู้ช่วยเดินออกไปด้วยความเบิกบาน มีผู้ป่วยบางคนได้ยินที่พวกเขาคุยกัน ก็.อดเอ่ยอย่างทอดถอนใจไม่ได้ “สมัยนี้มีคนทุกประเภทจริงๆ ถึงขั้นแอบตีเนียนอ้างเป็นสหายกับท่านหมอเหอเพื่อตรวจโรคก็มีด้วย!”


“นั่นสิ ท่านหมอเหอไม่ใช่คนโง่ซะหน่อย คนผู้นั้นคิดได้อย่างไรกัน!”


“ทุกวันนี้ท่านหมอเหอก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ยังต้องมารับมือกับคนพวกนี้อีก หากเป็นข้า ข้าไม่เก็บเงินตามค่ารักษาโรครักษายากหรอก ข้าจะคิดเพิ่มเป็นหลายเท่าตัวเลย!”


คนเหล่านี้พูดคุยกันโดยไม่ระวังว่าเหอจิ่วเหนียงจะได้ยินเลย ถึงอย่างไรก็ไม่ได้พูดถึงเหอจิ่วเหนียงในทางที่ไม่ดี ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ชอบฟังคำพูดเหล่านี้มาก


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอเดินกลับมาที่สองนายบ่าวอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้สีหน้าท่าทีไม่ได้นอบน้อมเหมือนเมื่อครู่แล้ว และเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้วนๆ “ท่านหมอเหอบอกว่าไม่รู้จักแม่นางซินหรงซินหรานอะไรทั้งนั้น หากแม่นางเจ็บป่วยธรรมดาก็ไปตรวจกับหมอท่านอื่น หากอยากให้ท่านหมอเหอตรวจ ก็ต้องคิดค่ารักษาตามราคาตรวจโรครักษายาก!”


ซินหรานคิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่ไว้หน้านางถึงเพียงนี้ ในทางกลับกัน กิริยาท่าทางของนางกลับอ่อนลง “เป็นข้าเองที่พูดไม่ชัดเจน นายท่านรองฉินแนะนำข้าให้มาตรวจโรคกับหมอเหอ หากจะเก็บค่ารักษาตามราคาโรครักษายากย่อมได้แน่นอน ข้าแค่อยากให้หมอเหอรักษาให้ข้า”


เด็กผู้ช่วยพยักหน้า “เหมือนเดิม เช่นนั้นเชิญแม่นางต่อแถวรอก่อน หากไม่ต่อแถววันนี้ก็คงไม่ได้ตรวจ คงต้องมาใหม่พรุ่งนี้!”


กล่าวจบเขาก็ไม่สนใจพวกนางอีก ไปให้บริการผู้ป่วยคนอื่นต่อ


“คุณหนู เหอจิ่วเหนียงคนนี้หยามกันเกินไปแล้ว! ขนาดบอกไปแล้วว่านายท่านรองฉินเป็นคนแนะนำมา นางก็ยังไม่ไว้หน้า!”


สาวใช้เอ่ยด้วยความไม่พอใจ แต่สีหน้าของซินหรานกลับไม่บ่งบอกถึงความไม่พอใจเลย ทางกลับกันนางกลับวางใจไม่น้อย


เพื่อนาง ฉินเจียนถึงกับไปเฝ้าที่คณะงิ้วทุกวัน นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าลู่ไป่ชวนกลับไปจะไม่เล่าให้ภรรยาตัวเองฟัง และยิ่งไม่เชื่อว่า เหอจิ่วเหนียงจะไม่เคยได้ยินชื่อของนางมาก่อน ลู่ไป่ชวนกับฉินเจียนไม่ลงรอยกัน เช่นนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ต้องไม่ได้รู้สึกญาติดีต่อฉินเจียนด้วย


การที่เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธการตรวจโรคให้นาง ก็เท่ากับว่าไม่ไว้หน้าฉินเจียนเลยสักนิด และนี่ก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่า ระหว่างลู่ไป่ชวนกับฉินเจียนมีปัญหาและมีการแก่งแย่งชิงดีที่รุนแรงต่อกันจริงๆ


เช่นนี้ นางก็สามารถทำตามแผนต่อไปได้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว


“เอาละ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไปต่อแถวให้ข้าเถอะ ขืนชักช้าวันนี้คงไม่ได้ตรวจพอดี”


นักแสดงงิ้วสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทั้งยังไอออกมาเป็นระยะอีกด้วย


อย่างที่รู้กันว่า ตอนที่พบฉินเจียนเมื่อวานนี้นางแกล้งป่วย แต่เพื่อมาพบเหอจิ่วเหนียงในวันนี้ เมื่อคืนนางจึงตั้งใจยืนตากน้ำค้างในลานบ้านทั้งคืนเพื่อให้ตัวเองมีอาการป่วยจริงๆ ตอนนี้จึงมีอาการวิงเวียนศีรษะ รู้สึกทรมานยิ่งนัก


เนื่องจากหยุดไปหลายวัน วันนี้จึงมีผู้ป่วยจำนวนมาก เหอจิ่วเหนียงแทบไม่ได้หยุดพักเลย มีทั้งผู้ป่วยเดิมที่ต้องกินยาและสังเกตอาการที่กลับมาตรวจซ้ำ และยังมีผู้ป่วยจากนอกพื้นที่มาตรวจรักษา เรียกได้ว่ามีทั้งผู้ป่วยเก่าและผู้ป่วยใหม่ เหอจิ่วเหนียงเร่งมือตรวจเพื่อไม่ให้พวกเขาต้องเสียเวลา


ผู้ป่วยที่มารอต่อแถวทั้งวันในเมื่อวาน พวกเด็กผู้ช่วยในโรงหมอได้จดชื่อเอาไว้แล้ว วันนี้จึงมีสิทธิ์ตรวจก่อน ทั้งยังได้รับส่วนลดค่ารักษาครึ่งหนึ่งเป็นการชดเชย


แม้ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่ก็ยังกินเวลาจนตะวันเกือบลับขอบฟ้า


เหอจิ่วเหนียงบิดตัวยืดเส้นยืดสาย และถามเด็กผู้ช่วย “ข้างนอกยังเหลืออีกกี่คน?”


“เหลืออีกสิบสองสิบสามคนขอรับ!”


เด็กผู้ช่วยนับหมายเลขในมือ จากนั้นก็กระซิบข้างหูเหอจิ่วเหนียงเบาๆ “แม่นางผู้นั้นกำลังต่อแถวคนที่เก้าขอรับ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไม่นานแล้ว เดี๋ยวก็ได้กลับไปกินข้าวแล้ว!”


อันที่จริงที่โรงหมอก็กินข้าวได้ แต่เหอจิ่วเหนียงอยากกลับไปกินข้าวกับพวกเด็กๆที่จวนมากกว่า ตนเองงานยุ่งตลอด เวลาที่จะอยู่กับบุตรชายก็น้อยมาก หากมีเวลาก็ไม่อยากทิ้งให้เสียเปล่า


“ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ!”


เด็กผู้ช่วยออกไปเรียกผู้ป่วยตามลำดับหมายเลข เหอจิ่วเหนียงบริหารคอคลายเมื่อยครู่หนึ่ง นางรู้สึกปวดเล็กน้อย คืนนี้กลับไปจะให้ลู่ไป่ชวนนวดให้สักหน่อย


“ไอ้หยา มีคนเป็นลม!”


จู่ๆก็มีคนตะโกนขึ้น ด้านนอกพลันเกิดความวุ่นวาย


จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของสตรี “โรงหมอของพวกเจ้าใจดำยิ่งนัก! คุณหนูของข้าป่วยหนักเพียงนี้ยังไม่รักษาให้อีก! พวกเจ้ามันคนอำมหิต! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูของข้าเป็นใคร! ไม่เคารพคุณหนูของข้า โรงหมอของพวกเจ้ารอปิดกิจการได้เลย! ยังไม่รีบพาคุณหนูข้าไปรักษาอีก!”


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอไปดูก็พบว่า คนที่เป็นลมคือแม่นางซินหราน และคนที่พ่นคำปรามาสอย่างเกรี้ยวกราดก็คือสาวใช้ของนาง


ตอนนี้ในโรงหมอมีคนไม่เยอะแล้ว ทางด้านหมอคนอื่นๆ มีผู้ป่วยต่อแถวอยู่สองสามคน ที่เหลือสิบกว่าคนเป็นผู้ป่วยที่ต่อแถวรอตรวจกับเหอจิ่วเหนียง สาวใช้ตะโกนเสียงดังราวกับอยากทำให้เรื่องใหญ่โตเช่นนี้ คนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันเข้ามามุงดู


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอได้ยินคำพูดของสาวใช้ก็ตอกกลับทันที “เอ๊ะ แม่นาง เหตุใดถึงพูดจาซี้ซั้วเช่นนี้ล่ะ ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกแล้วว่าผู้ป่วยของท่านหมอเหอเยอะมาก พวกท่านรีบก็ให้หมอท่านอื่นตรวจให้ก็ได้ แต่พวกท่านยืนกรานจะให้ท่านหมอเหอตรวจ เช่นนั้นต้องต่อแถวรอก็ถูกแล้ว ดูซิ ข้างหน้าพวกท่านมีคนเขารอต่อแถวอยู่อีกตั้งหลายคน พวกเขาก็อยากตรวจไวๆเหมือนกัน จะให้พวกท่านแซงได้อย่างไร!”


ตอนที่ 470: พวกเรากับฉินเจียนไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน


คนที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าสมทบทันที “ใช่ พวกเราต่อแถวกันอยู่ตรงนี้ตลอด ได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันนะ! พวกเจ้าไม่ได้เป็นโรครักษายาก แต่กลับจะให้ท่านหมอเหอตรวจให้ได้ เช่นนั้นก็ต้องรอจนกว่าจะถึงลำดับของพวกเจ้าสิ!”


“พวกเจ้าเป็นไข้หวัดธรรมดาหมอท่านไหนก็รักษาได้ นี่อะไร เอาแต่จะรอท่านหมอเหอให้ได้ อยากให้ท่านหมอเหอตรวจให้เป็นพิเศษอย่างนั้นหรือ หึ! มีสิทธิ์อะไรกัน ไม่อย่างนั้นพวกเราที่มารอกันตรงนี้ตั้งนานจะมีความหมายอะไร!”


“สาวใช้คนนี้ยังสาวยังแส้อยู่เลย เหตุใดถึงได้พูดจาหยาบคายเช่นนี้ล่ะ เป็นคนของบ้านไหนตระกูลใดกัน เจ้านายไม่ได้อบรมสั่งสอนมารยาทรึ?”


นิยามของโรครักษายากในที่นี้ เป็นโรคที่ไปรักษาที่อื่นแล้วไม่หาย เป็นโรคเรื้อรังทำให้เจ็บป่วยมาโดยตลอด บ้างก็ไม่ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต บ้างก็ถูกหมอที่อื่นบอกว่าไร้ทางรักษา หนักหนาทำได้เพียงรอความตาย 


เมื่อที่โรงหมออวี้หยวนมีหมอที่รักษาได้ ทุกคนจึงมาที่นี่ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม เพื่อให้เหอจิ่วเหนียงรักษา


สำหรับเหอจิ่วเหนียง อันที่จริงโรคเหล่านี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงเลย หากไม่ได้รับการรักษาในทันท่วงทีก็ไม่เป็นอะไร ดังนั้นทุกคนที่เชื่อมั่นในฝีมือท่านหมอเหอจึงเต็มใจที่จะรอ ขอเพียงต่อแถวรอเงียบๆให้ถึงตาของตัวเอง เหอจิ่วเหนียงย่อมรักษาให้พวกเขาอย่างดีที่สุด และดีกว่าที่อื่นแน่นอน


แต่อาการไข้หวัดของซินหราน นี่นับว่าเป็นอาการร้ายแรงแล้วหรือ? ยืนกรานจะรอตรงนี้ให้ได้ เช่นนั้นก็ต้องรอจนกว่าจะถึงลำดับของตัวเอง นี่คือกฎง่ายๆสามัญที่ทุกคนล้วนรู้ดี


สุดท้ายตอนนี้แม่นางนักแสดงงิ้วเป็นลมล้มพับไปแล้ว สาวใช้ของนางกลับพูดจาโอหังเช่นนี้ออกมา นี่ไม่นับว่าเป็นการหาเหาใส่หัวหรอกหรือ


เรื่องนี้ไม่ว่าจะพูดเช่นไรก็ไม่อาจโทษโรงหมอหรือท่านหมอเหอได้!


ที่สาวใช้ผู้นั้นโวยวายเสียงดัง เดิมทีก็เพราะอยากให้คนเหล่านี้กระวนกระวาย ยอมหลีกทางให้คุณหนูของตนได้ตรวจก่อน แต่สุดท้าย นอกจากช่วยคุณหนูไม่ได้ ซ้ำยังถูกคนเหล่านี้ต่อว่ากลับมาฉาดใหญ่ ในใจจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย


คุณหนูของนางก็ป่วยอยู่ชัดๆ เหตุใดคนพวกนี้ถึงไม่มีความเห็นอกเห็นใจกันบ้างเลย


และในตอนนี้เอง ท่านหมอผู้เฒ่าซ่งก็เดินเข้ามาดู “แม่นาง ข้าเป็นเจ้าของโรงหมอแห่งนี้ และข้าก็เคยเป็นหมอหลวงในวังมาก่อน หากเจ้าเชื่อใจข้า ข้าก็จะตรวจอาการคุณหนูของเจ้าให้ นี่ถึงขั้นเป็นลมเป็นแล้งไปแล้ว จะรอช้าอีกไม่ได้แล้วนะ”


ท่านหมอซ่งพอจะเข้าใจหัวอกของสองคนนี้ เพราะเหอจิ่วเหนียงฝีมือยอดเยี่ยม ทุกคนย่อมอยากให้นางรักษาให้ แต่กลับสบประมาทกับจำนวนผู้ป่วยที่รอเหอจิ่วเหนียงอยู่ตรงนี้ว่ามีมากเพียงใด จึงล้อเล่นกับร่างกายตัวเองจนเกิดผลกระทบเช่นนี้


ชั่วขณะนั้นสาวใช้ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี เป้าหมายที่คุณหนูมาในวันนี้ก็คืออยากเจอเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้เรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พวกนางคาดไว้เลย


หากยอมให้หมอชราตรงหน้าตรวจอาการให้คุณหนู เช่นนั้นวันนี้ก็เท่ากับว่ามาเสียเที่ยวน่ะสิ!


แต่หากไม่ให้ตรวจ ตอนนี้คุณหนูเป็นลมไปแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู นางก็ไม่อาจแบกรับได้ไหว


หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายนางก็ตัดสินใจให้หมอผู้เฒ่าซ่งเป็นคนตรวจรักษา


“แม่นางผู้นี้ไข้ขึ้นสูงมาก วันนี้อากาศก็หนาวแต่กลับใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอีก มิน่าล่ะถึงได้เป็นลมเป็นแล้ง!”


ท่านหมอผู้เฒ่าตรวจอาการไปครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า พลางเอ่ยอย่างทอดถอนใจ


สาวใช้ค่อนข้างร้อนใจ “เมื่อไรคุณหนูของข้าจะฟื้นเจ้าคะ?”


“เรื่องนี้บอกไม่ได้ นางไข้ขึ้นสูงจนเกือบถึงขีดอันตราย ข้าจะเขียนเทียบยาให้ แล้วเดี๋ยวจะให้เด็กในร้านต้มมาให้ดื่มตอนนี้ก่อน เจ้าก็ป้อนให้นาง รอดูว่านางจะฟื้นหรือไม่”


อันที่จริงการฝังเข็มจะช่วยให้ฟื้นได้เร็วกว่า แต่ยุคนี้ชายหญิงต้องมีระยะห่างต่อกัน ถึงเขาจะเป็นหมอผู้ทำหน้าที่รักษาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่แม่นางผู้นี้ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนเรื่องเยอะพูดยาก เขาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว จึงทำได้แค่ให้ดื่มยาไปก่อน รอเหอจิ่วเหนียงเสร็จงานแล้วค่อยให้นางมาดู


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังเรื่องนี้จากเด็กผู้ช่วยก็ตกใจเล็กน้อย “นางไม่ได้แกล้งป่วยหรอกหรือ?”


“ดูท่าไม่น่าจะแกล้งขอรับ ไข้ขึ้นสูง หน้าซีดทั้งหน้าเลยขอรับ”


“จุๆๆ ผู้หญิงคนนี้ดูจะลงทุนเกินไปแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าระอา จากนั้นก็เรียกผู้ป่วยคนต่อไปเข้ามา เมื่อตรวจผู้ป่วยที่เหลือหมดแล้ว จึงไปที่ห้องพักผู้ป่วยที่ซินหรานพักอยู่


สาวใช้เพิ่งจะป้อนยาให้ซินหรานไปเมื่อครู่ เจ้านายยังหมดสติ แต่ก็ยังสามารถดื่มของเหลวเข้าสู่ร่างกายได้ การป้อนจึงไม่ลำบากเท่าใด


แต่พอสาวใช้เห็นเหอจิ่วเหนียงก็เหมือนเห็นศัตรูก็มิปาน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านยังรู้ด้วยหรือว่าต้องมาดู!”


เหอจิ่วเหนียง “...”


เอ๊า นางนี่! เช่นนั้นข้าไปนะ…


“ระวังน้ำเสียงที่เจ้าพูดกับข้าด้วย ถ้าข้าไม่เห็นว่าวันนี้พวกเจ้ามาต่อแถวรอทั้งวัน เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจเจ้าหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงปรายตามองคนปากเก่ง ก่อนจะผลักอีกฝ่ายให้หลีกและเดินไปข้างเตียง


นางยื่นมือออกไปข้างๆเด็กผู้ช่วยในโรงหมอก็รีบเปิดกล่องยาแล้ววางลงบนมือให้ทันที เหอจิ่วเหนียงนำเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมา จัดการฝังเข็ม จากนั้นไม่นานคนบนเตียงก็ฟื้น


วิธีนี้เป็นเพียงวิธีกระตุ้นให้คนหมดสติฟื้นขึ้นมาเท่านั้น ส่วนเรื่องการลดไข้ยังต้องรอดู ค่อยๆเป็นค่อยๆไปต่อไป


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงมีวิธีที่สามารถทำให้ไข้ของซินหรานลดลงอย่างรวดเร็วได้ แต่นี่เห็นๆกันแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู นางจะทำเช่นนั้นไปทำไมล่ะ


และแน่นอนว่า ต้องเพิ่มความทุกข์ทรมานให้นางมากกว่าเดิมสักหน่อยด้วย!


“เจ้า… แคกๆ เจ้าคือหมอเหอหรือ?”


ประโยคแรกที่ซินหรานเปล่งออกมาหลังจากได้สติ เมื่อได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเหอจิ่วเหนียง ในใจก็แอบเจ็บใจไม่น้อย นางมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาโดยตลอด คาดไม่ถึงเลยว่า ความงามของเหอจิ่วเหนียงจะกลบทุกความมั่นใจของนางได้!


“เรามาพูดแต่ความจริงกันดีกว่านะ”


เหอจิ่วเหนียงนั่งลงไม่ไกลจากอีกฝ่าย “บอกมาเถอะ แม่นางซินหราน เดี๋ยวก็บอกว่าเป็นสหายข้า เดี๋ยวก็ให้สาวใช้ก่อเรื่องวุ่นวายในโรงหมอ ตกลงมีเรื่องอะไรจะพูดกับข้ากันแน่ ข้าไม่ยักรู้มาก่อนว่าเราสองคนเคยรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไร”


เหอจิ่วเหนียงแสดงท่าทีรำคาญอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่ใคร่เป็นมิตร


“ก่อเรื่องอย่างนั้นหรือ?”


ซินหรานหันไปมองสาวใช้ของตัวเองตามสัญชาตญาณ สาวใช้มีท่าทีเลิ่กลั่ก รีบก้มหน้าลง


จากนั้นจึงหันกลับมา “ท่านหมอเหอ ต้องขอโทษท่านจริงๆ สาวใช้ของข้าคนนี้วางท่าจนเคยตัว เลยล่วงเกินทุกคนในโรงหมอเข้าแล้ว ข้าต้องขอโทษแทนนางด้วย กลับไปข้าจะสั่งสอนนางให้ดี ส่วนเรื่องที่มาหาท่านในวันนี้ เป็นเพราะนายท่านรองฉินแนะนำให้ข้ามา บอกว่าฝีมือการรักษาของท่านยอดเยี่ยมมาก อีกอย่าง ท่านหมอเหอก็เป็นฮูหยินของนายท่านสามลู่ด้วย ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่าน ก็เลย…”


“ความสัมพันธ์?”


เหอจิ่วเหนียงตัดบทฉับ “แม่นางเข้าใจผิดแล้ว ตระกูลลู่ของเรากับฉินเจียนไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน สามีของข้าอาศัยความสามารถของตัวเองได้ตำแหน่งมา ฉินเจียนชอบเที่ยวบอกคนอื่นไปทั่วว่าสามีข้าแย่งตำแหน่งเขา คิดจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับสามีข้า ความสัมพันธ์เช่นนี้แม่นางคิดว่า ข้าจะเห็นแก่หน้าเขา ตรวจโรคให้เจ้าหรือ? อย่าว่าแต่แม่นางเลย ต่อให้ฉินเจียนมาข้าก็ไม่ตรวจให้


วันนี้ถือว่าแม่นางโชคดีที่ข้าอารมณ์ดีก็เลยมาตรวจให้ เดี๋ยวจ่ายค่ารักษาตามราคาโรครักษายากก็แล้วกัน ต่อไปหากเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆน้อยๆ ก็ไปหาหมอท่านอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาทรมานตัวเองเช่นนี้ ส่วนเรื่องฉินเจียน คนเช่นนั้น ข้าแนะนำให้แม่นางตาสว่างเร็วๆก็แล้วกัน”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวพลางเขียนเทียบยา ไหนๆก็เก็บเงินค่ารักษามาแล้ว จะปล่อยปละเลยไม่ได้


ไม่เพียงเท่านั้น ขณะที่นางเขียนเทียบยาไป ก็ยังบ่นกับเด็กผู้ช่วยไปด้วย 


“ฉินเจียนผู้นั้นหน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวข้าเลย เวลาที่จวนข้ามีงานเลี้ยงก็เสนอหน้ามาร่วมงานทุกครั้ง แต่ไม่เคยเอาของขวัญอะไรติดไม้ติดมือมาให้เลยสักครา ข้าไม่เคยพบเคยเจอใครที่น่ารังเกียจเช่นนี้มาก่อน! หึ กลับไปต้องบอกสามีรายงานท่านอ๋องสักหน่อยแล้วว่าให้รีบย้ายฉินเจียนออกไปเร็วๆ จะได้ไม่ต้องมาอยู่ขวางหูขวางตาในจิงโจวอีก!”


จบตอน

Comments