single mom ep471-480

ตอนที่ 471: ความคิดของเหอจิ่วเหนียง


ซินหรานที่อยู่ข้างๆ ได้ยินได้ฟังก็รู้สึกประหลาดใจ 


เหอจิ่วเหนียงนี่เกลียดชังฉินเจียนมากเพียงใดกัน ถึงได้พูดค่อนแคะ ต่อว่ารุนแรงกับคนอื่นข้างนอกเช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาพูดต่อหน้านางอีกด้วย!


หรือเพราะนางรู้ความสัมพันธ์ของตนกับฉินเจียน จึงจงใจพูดให้ตนได้ยิน ให้ตนไปบอกฉินเจียนว่าสามีภรรยาลู่เกลียดชังเขามากเพียงใด?


ดูท่า… เรื่องที่ฉินเจียนกับสองสามีภรรยาสกุลลู่ไม่ลงรอยกันคงจะเป็นเรื่องจริง ต่อให้ฉินเจียนยังไปกินข้าวที่จวนของพวกเขา ก็เป็นฉินเจียนเองที่หน้าด้านไป


ส่วนเพราะเหตุใดฉินเจียนถึงยังไปกินข้าวที่นั่น ก็เพื่ออยากกวนประสาทให้สองสามีภรรยาคู่นี้รู้สึกรำคาญใจเป็นแน่ เหมือนอย่างในช่วงนี้ เวลาที่ฉินเจียนมาหานางที่คณะงิ้ว ลู่ไป่ชวนก็มักจะหน้าด้านตามมา.กวนประสาทอีกฝ่าย มาดื่มชากินขนมที่ฉินเจียนสั่งพลางนั่งเยาะเย้ยถากถางที่ฉินเจียนชอบนางงิ้ว…


ภายในชั่วครู่เดียว ซินหรานก็สรุปความสัมพันธ์ของพวกเขาได้อย่างชัดเจน(ด้วยความเข้าใจของตัวเอง) 


ดูเหมือนว่าวันนี้นางไม่ได้มาเสียเที่ยว


ไม่นานเหอจิ่วเหนียงก็เขียนเทียบยาเสร็จ หลังจากยื่นเทียบยาให้สาวใช้ซินหราน นางก็ให้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอถือกล่องยาแล้วเดินออกไป จังหวะที่เดินไปถึงประตู นางหยุดฝีเท้าลง แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง “แม่นางซินหราน รบกวนไปบอกคนแซ่ฉินคนนั้นด้วยนะ ในเมื่อปากบอนพูดจาทำลายชื่อเสียงของสามีข้าไปทั่ว ก็อย่าได้หน้าด้านไปเหยียบที่จวนข้าอีก ในเมื่อทุกคนล้วนฉีกหน้ากันอย่างเปิดเผย วิธีพวกนั้นของเขามันไม่ได้มีความหมายมากนักหรอก”


ทิ้งท้ายจบ นางก็เดินจากไป

.......

ทันทีที่กลับมาถึงจวน เรื่องแรกที่เหอจิ่วเหนียงทำก็คือเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ลู่ไป่ชวนฟัง ขณะเล่านางก็หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง


“ข้าว่าฝีมือการแสดงของข้าก็ใช้ได้เหมือนกันนะ นางต้องเชื่อแน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงมั่นใจในตัวเองมาโดยตลอด เรื่องยากกว่านี้ก็เคยทำมาแล้ว แค่แสดงละครตบตา เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ


ลู่ไป่ชวนหยิกแก้มน้อยๆของนางด้วยความมันเขี้ยว “แน่นอนอยู่แล้ว!”


“จริงสิ พรุ่งนี้ท่านว่างไม่ใช่หรือ อย่าลืมพาพวกเด็กๆออกไปเที่ยวเล่นล่ะ เรื่องที่ท่านบอกจะพาพวกเขาไปขี่ม้า จะรอช้าอีกไม่ได้แล้วนะ”


พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของลู่ไป่ชวน ไหนๆก็ว่างไม่มีอะไรต้องทำอยู่แล้ว สู้ออกไปหาอะไรทำให้มีความหมายดีกว่า


“ได้ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ข้าเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว แล้วเจ้า…”


“ข้าไม่ไปหรอก! ข้าไม่สนใจเรื่องพวกนั้น”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด เหตุผลแรกคือ นางเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน ทางด้านโรงหมอมีผู้ป่วยเยอะมาก ไม่อาจชักช้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ไม่ไปโรงหมอ นางก็ต้องไปดูความคืบหน้าในการสร้างสถานบันเทิงสักหน่อย ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งมือ


“ก็ได้”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เดิมทีอยากพานางไปเที่ยวเล่นด้วยกัน วันหยุดของเขาช่างหาได้ยากนัก ออกไปเที่ยวเล่นกับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สุดท้ายเขาก็ต้องพาพวกเด็กๆออกไปเที่ยวเล่นคนเดียว


“จริงสิ คืนพรุ่งนี้เชิญอาจารย์คังกับพวกโหลวชงมากินข้าวที่จวนด้วยล่ะ ข้าจะให้ห้องครัวทำพะโล้ให้ทุกคนได้ชิม”


ได้ยินพวกเด็กๆพูดกันว่า ช่วงนี้อาจารย์คังเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้าน ไม่ออกไปไหนเพื่อรอผลสอบ เห็นได้ชัดว่าเขากลัดกลุ้มใจหนักมาก ถือโอกาสเรียกเขาออกมาผ่อนคลายจิตใจข้างนอกสักหน่อยดีกว่า


“ได้สิ ทางด้านอาจารย์ให้พวกเหลยจื่อไปเชิญดีกว่า ขืนข้าไปเขาทำตัวไม่ถูกแน่”


ลู่ไป่ชวนรู้ตัวดี สำหรับอาจารย์คังแล้ว เขาไม่ใช่แค่เป็นบิดาของโก่วเอ๋อร์ และสามีของเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น แต่ยังเป็นขุนนางระดับสูงอีกด้วย ตัวตนของเขาจึงเป็นสิ่งที่กดดันสำหรับอีกฝ่าย


เพื่อไม่ทำให้เขาต้องรู้สึกกดดัน ให้พวกเด็กๆไปเชิญดีกว่า


“ตกลง ท่านจัดการตามที่ท่านว่าเหมาะสมก็แล้วกัน ช่วงนี้ข้าจะยุ่งๆหน่อย อีกไม่กี่วันหอสุราของพี่สะใภ้ใหญ่ก็จะเปิดแล้ว พวกเราต้องกลับไปสักหน่อย ไม่ได้กลับบ้านนาน รู้สึกคิดถึงท่านสุภาพสตรีซุนขึ้นมาแล้ว จะได้ตรวจร่างกายให้พี่สะใภ้รองด้วย”


เหอจิ่วเหนียงกินข้าวพลางวางแผน ลู่ไป่ชวนรู้สึกสงสารนางเล็กน้อยจึงกล่าว “ทางด้านสถานบันเทิงข้าจะดูให้ เจ้าไม่ต้องกังวลมากเกินไป เรื่องที่โรงหมอก็อีก หากไม่ไหวก็รับผู้ป่วยให้น้อยลงหน่อย ผู้ป่วยมีหลายคน แต่เจ้ามีคนเดียว อย่าทำให้ตัวเองต้องเหนื่อยเกินไปเลย”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ แต่ความเป็นจริงนางยังอยากทำให้เต็มที่เต็มความสามารถของตัวเอง อยากตรวจผู้ป่วยเยอะๆ ไม่มีใครอยากเจ็บอยากทรมานหรอก ในเมื่อนางมีความสามารถ ก็ช่วยรักษาผู้คนเยอะหน่อย นับว่าเป็นการสะสมบุญก็แล้วกัน


“จริงสิ ข้ามีความคิดบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่”


เหอจิ่วเหนียงวางถ้วยข้าวลง และมองหน้าลู่ไป่ชวนอย่างจริงจัง 


ลู่ไป่ชวนก็วางถ้วยลงเช่นกัน ตั้งใจฟังนาง “เจ้าพูดมาได้เลย”


“อย่างที่ท่านบอก ผู้ป่วยมีเยอะเกินไป ข้ามีแค่คนเดียว แต่หมอสามารถมีได้หลายคน… ข้าคิดจะเปิดสอนวิชาแพทย์ บ่มเพาะหมอฝีมือดีออกมา”


ลู่ไป่ชวนถาม “อยากเปิดสำนักศึกษาหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ไม่ถึงขั้นสำนักศึกษาหรอก อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็แค่อยากบ่มเพาะหมอฝีมือดีๆออกมาสักกลุ่ม ต่อไปหากเปิดสำนักศึกษาจะได้มีคนสอน


ความคิดของข้าก็คือ ประชาสัมพันธ์ออกไป ไม่เพียงโรงหมออวี้หยวนเท่านั้น หมอในโรงหมออื่นก็มาร่วมสมัครได้ โดยเราก็ต้องเก็บเงินค่าสอน หลังจากเรียนจบไปข้ารับรองว่า พวกเขาจะสามารถหารายได้คืนทุนได้จากโรงหมอของพวกเขาเองอย่างรวดเร็วแน่นอน จากนั้นพอพวกเราเปิดสำนักศึกษา ก็จะเชิญพวกเขากลับมาสอนโดยให้เงินค่าตอบแทน”


ลู่ไป่ชวนได้ฟังก็เข้าใจแนวคิดของนางแล้ว จึงถาม “เช่นนั้นก็หมายความว่า เจ้าจะสอนวิชาแพทย์ให้คนกลุ่มนี้เองใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ใช่ ทั้งหมดล้วนเป็นหมอที่มีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว สอนง่าย แต่ไม่ใช่ว่าข้าจะรับใครก็ได้นะ ต้องให้ท่านช่วยตรวจสอบที่มาที่ไปของหมอเหล่านี้หน่อยว่าเคยมีประวัติไม่ดีหรือไม่ หากอยู่ในขอบเขตที่พูดคุยกันได้ก็ไม่เป็นไร แต่หากเคยทำเรื่องร้ายแรงมา พวกเราก็จะไม่เก็บพิจารณา อีกอย่าง เรื่องคุณธรรมจริยธรรมก็สำคัญมาก หากคุณธรรมจริยธรรมไม่ดีข้าก็ไม่รับ”


“ได้สิ พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปจัดการ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม และถาม “ท่านว่า ข้าทำเช่นนี้นับว่าเป็นการใช้ทรัพยากรส่วนราชการอย่างพวกท่านหรือไม่?”


“ไม่นะ” ลู่ไป่ชวนยิ้มตอบ “หากท่านอ๋องรู้อาจจะชื่นชมเจ้าก็ได้”


“ไม่ต้องชมหรอก แต่หากตกรางวัลเป็นเงินก็ได้อยู่นะ ฮ่าๆๆ!”


สองสามีภรรยาพูดคุยกันโดยไม่สนใจพวกเด็กๆที่นั่งกินข้าวอยู่ข้างๆเลย


พวกเด็กๆนั่งมองผู้ใหญ่ทั้งสองพูดคุยกันราวกับว่าอยู่กันสองคน ไม่มีใครนั่งอยู่ข้างๆถึงขั้นกระหนุงกระหนิงใกล้ชิดกันจนเด็กๆแต่ละคนแก้มแดงด้วยความเขินอาย แทบอยากมุดหัวเข้าไปในถ้วยแล้ว


โดยเฉพาะเด็กแรกเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวอย่างเหลยจื่อ เห็นท่านอากับอาสะใภ้รักกันมากปานนี้ ในใจก็รู้สึกยินดีกับทั้งสอง แต่ตอนพูดคุยกันไม่ต้องถึงเนื้อถึงตัวกันก็ได้กระมัง! เดี๋ยวก็หยิกแก้ม เดี๋ยวก็ลูบหัว ไม่สนใจความรู้สึกของเด็กๆอย่างพวกเขาเลย!


เหลยจื่อรู้สึกเคืองใจ พลางลอบมองเหลียนฮวา และพบว่า เหลียนฮวาก็เขินอายจนหน้าแดงแล้ว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่านางน่ารักมาก


บางที อาจเป็นเพราะเห็นท่านอาทำ เขาก็อยากยื่นมือไปหยิกแก้มเหลียนฮวาบ้างว่าจะรู้สึกอย่างไร!


แต่ดีที่เขามีสติ รู้ถึงความเหมาะสม จึงไม่กระทำการใดที่เกินไปเช่นนั้น แค่รีบคีบอาหารเข้าปาก กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเอง

......


วันต่อมา


เหอจิ่วเหนียงยังคงไปประจำการตรวจโรคที่โรงหมอเหมือนเดิม ส่วนลู่ไป่ชวนหลังจากกำชับเรื่องต่างๆเสร็จแล้ว ก็พาพวกเด็กๆออกไปขี่ม้าที่สนามม้านอกเมือง แม้แต่พวกเหลียนฮวาก็พาไปด้วย วันนี้พวกนางลางานที่ร้านแล้ว


ตอนที่ 472: ทำให้เขาตื่นเต้นสักหน่อย


พวกเด็กๆถึงวัยแล้วแต่กลับไม่เคยมีประสบการณ์ขี่ม้ามาก่อน ลู่ไป่ชวนคิดว่าจำเป็นต้องสอนให้พวกเขาขี่ม้าเป็น แม้แต่เด็กผู้หญิงก็ต้องฝึก นี่นับว่าเป็นทักษะความสามารถอย่างหนึ่ง หากฝึกเป็นก็มีแต่จะเป็นประโยชน์กับตัวเอง


เด็กๆตื่นเต้นกันมาก นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาเฝ้ารอมาโดยตลอด ฝึกขี่ม้าให้เป็น ช่างเป็นเรื่องที่วิเศษสุดๆไปเลย


กลุ่มเด็กที่เรียนหนังสือ ตอนนี้ที่สำนักศึกษาไม่ได้สอนแค่ความรู้ในตำราเท่านั้น ยังมีวิชานอกห้องเรียนด้านอื่นๆที่หลากหลาย และหนึ่งในนั้นก็คือวิชายิงธนู ทว่าต้องรออีกสองปีถึงจะเริ่มเรียนวิชายิงธนูได้ พวกเขาเพิ่งจะเข้าเรียน ความรู้พื้นฐานยังมีไม่มากพอ ต้องเรียนความรู้ด้านวิชาการไปก่อน ดังนั้นยามที่เห็นคนอื่นเรียนแล้วพวกเขารู้สึกอิจฉามาก


ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ลู่ไป่ชวนได้สอนให้พวกเขา เมื่อถึงตอนที่พวกเขาได้เรียนในสำนักศึกษา ก็สามารถแสดงฝีมือให้สหายร่วมชั้นได้เห็นความน่าทึ่งกันไปเลย!


แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว!


“รอให้พวกเจ้าเรียนจนเป็นแล้ว ข้าจะให้ม้าพวกเจ้าคนละตัว จากนั้นก็ต้องเรียนรู้การดูแลม้าของตัวเอง ทำความคุ้นเคยกับม้า ต่อไปมันจะกลายเป็นสหายคู่ใจที่ดีที่สุดของพวกเจ้า”


ต้องบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ไป่ชวนได้สอนเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้กับเด็กๆ แม่ทัพหน่วยทหารตั้งใจมากกว่าครั้งใด ในตอนนี้เขาต้องเป็นแบบอย่างให้เด็กๆต้องตื่นตัวเป็นพิเศษ


“ขอรับ!”


เด็กๆตื่นเต้นมาก ต่างพากันกระโดดโลดเต้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก


ขณะที่ลู่ไป่ชวนหยุดงาน พาเด็กๆไปเที่ยวเล่น…


ทางด้านคนที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่หน่วยหั่วอวิ๋น ขณะนี้ได้จับตัวผู้คุมสอบก่อนหน้านี้มาไต่สวนแล้ว


แน่นอนว่าไม่ได้จับผู้คุมสอบมาทั้งหมดอย่างเอิกเกริก จับมาแค่สามคนที่คุมสอบคังซิ่วไฉเท่านั้น


ทั้งสามถูกจับตัวในกลางดึกขณะที่กำลังนอนหลับสบายอุรา และครอบครัวก็ถูกเตือนด้วยว่าห้ามแพร่งพรายคดีที่หน่วยหั่วอวิ๋นทำให้คนนอกรู้ ดังนั้นตอนนี้พวกเขาถูกขังอยู่ในคุกหลายชั่วยามแล้ว ข้างนอกก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น


“ใต้เท้า พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆนะขอรับ!”


ระหว่างที่พวกเขาอยู่ในห้องขังก็นั่งมองหน้ากันไปมา เนิ่นนานในที่สุดเมื่อเห็นคนเดินมา จึงวิ่งเข้าไปเกาะกรงเหล็ก ตะโกนบอกว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์


โหลวชงเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่มีทีท่าจะสารภาพ จึงไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น เพียงสั่งการลูกน้อง “ไต่สวนโดยวิธีทรมานได้เลย”


ใช่แล้ว หน่วยหั่วอวิ๋นก็เป็นเช่นนี้ โหดเหี้ยมไม่พูดมาก


“ใต้เท้า พวกเราถูกใส่ร้าย! ใต้เท้าอย่าทรมานพวกเราเลย!”


“พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น! พวกเราพูดความจริง!”


ไม่ว่าจะตะโกนเช่นไร โหลวชงก็ไม่สนใจ หันหลังให้เดินไปรอที่แท่นตรึงตัวนักโทษเพื่อรอผลไต่สวน ทั้งยังถือเหล็กร้อนไว้ในมือเล่นไปมาเพื่อข่มขู่


หลังจากนำตัวผู้ต้องสงสัยมาตรึงไว้แล้วก็ลงมือฟาดด้วยแส้อย่างไม่รีรอ พลันนั้นทั้งสามก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างน่าสังเวช


หลังจากฟาดด้วยแส้ไปครู่หนึ่ง โหลวชงก็เอ่ยขึ้น “พวกเจ้าล้วนแต่บอกว่าถูกใส่ร้าย แล้วคุมสอบเสร็จเหตุใดถึงไม่กล้าเจอหน้าคังซิ่วไฉ? โพยข้อสอบนั่นตอนแรกบอกว่าเป็นของคังซิ่วไฉ แต่ต่อมากลับบอกว่าไม่ใช่ เช่นนั้นแล้วโพยนั่นใครเป็นคนเอาเข้าไป? พวกเจ้าในฐานะที่เป็นผู้คุมสอบ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆหรือ?


พวกเจ้าทั้งสาม เราทุกคนล้วนเป็นขุนนางเหมือนกัน ข้าเองก็ไม่อยากทำให้พวกเจ้าลำบากใจ แต่หากพวกเจ้าไม่ยอมพูดความจริง คดีทุจริตข้อสอบนี่เกี่ยวพันใหญ่หลวง มันจะไม่ใช่แค่โดนฟาดด้วยแส้ง่ายๆเช่นนี้แล้ว และไม่ใช่แค่พวกเจ้าที่เดือดร้อน ทุกคนในครอบครัวของพวกเจ้าก็ยากจะหนีความผิดไปได้!”


โหลงชงพูดพลางยกเหล็กร้อนในมือขึ้นมา เหล็กร้อนถูกเผาจนเห็นเปลวไฟสีแดงวาบวับอยู่ภายใน หากแนบลงบนผิวหนังละก็…


สีหน้าของทั้งสามยิ่งย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ เดิมทีคิดว่าขอแค่ยืนกรานไม่พูดออกไปก็จะรอด คิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้จะตรวจสอบคดีได้ลึกล้ำถึงเพียงนี้แล้ว คาดว่าตอนนี้ก็เหลือแค่หาหลักฐานบ่งชี้ไปที่ผู้ว่าการเมืองเท่านั้น


เรื่องนี้อุตส่าห์ทำให้เป็นความลับที่สุดแล้วแท้ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่พวกเขาจับตัวออกมาจะเป็นคังซิ่วไฉ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ…


พวกเขาหันมองหน้ากัน ก่อนจะหลับตาลง และยอมรับสารภาพแต่โดยดี


“ยอมสารภาพตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้ว คงไม่ต้องมารับแส้เช่นนี้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าพวกเจ้าคิดอะไรอยู่”


โหลวชงโยนเหล็กร้อนกลับลงไปในกองไฟ และสั่งการลูกน้อง “ให้พวกเขาเขียนคำสารภาพและลงนามประทับลายนิ้วมือด้วย ตรวจสอบแล้วถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็เอามาให้ข้า”


“ขอรับ!”


ขุนนางผู้คุมสอบทั้งสามถูกจับตัวมาอย่างไรก็ถูกส่งตัวกลับไปอย่างนั้น ไม่เอิกเกริกให้ผู้ใดรับรู้เช่นเคย


แต่พวกเขารู้ดี ตอนนี้พวกเขาทรยศผู้ว่าการเมืองแล้ว หากเกิดเรื่องขึ้นมาพวกเขาก็ยากที่จะหนีความผิดพ้น คงทำได้แค่อ้อนวอนเบื้องบน เห็นแก่ที่พวกเขาสารภาพความจริง ให้ปล่อยครอบครัวของพวกเขาไปเท่านั้น

.......


ลู่ไป่ชวนพาเด็กๆไปขี่ม้าทั้งวันจนถึงเย็น เพิ่งกลับจวนไม่นานพวกโหลวชงก็มาร่วมโต๊ะอาหาร


ใช่ ตั้งใจมาในเวลากินข้าวพอดี เจตนาชัดเจนมาก


ลู่ไป่ชวนให้คนรับใช้พาเด็กๆไปอาบน้ำ ส่วนตนก็ไปทำธุระส่วนตัว จากนั้นก็ไปคุยเรื่องงานในห้องตำรา


ไม่นานเหอจิ่วเหนียงก็กลับมา และไปร่วมที่ห้องตำราด้วย


“คำสารภาพมีสามฉบับขอรับ พวกเขาแยกกันเขียน แต่คำสารภาพก็เป็นไปในทางเดียวกันขอรับ เฉียนชิ่งให้สินบนพวกเขา และให้พวกเขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เป็นว่าที่พี่เขยของเฉียนชิ่งจริงขอรับ แถมยังบอกอีกว่าต่อไปถ้าเขาได้เป็นขุนนาง ทุกคนก็จะทำงานด้วยกัน หากพวกเขาช่วยเขาตอนนี้ วันหน้าจะตอบแทนให้มากมายไม่รู้จบ… ช่างขายฝันใหญ่โตยิ่งนัก”


โหลวชงเอ่ยกลั้วหัวเราะ คำพูดเช่นนี้ก็มีแต่คนโง่สามคนนั้นเท่านั้นที่เชื่อ หากคนผู้นั้นได้ดีแล้วใครยังจะสนใจพวกเขาอีกล่ะ


ยิ่งไปกว่านั้น หากอีกฝ่ายจิตใจโหดเหี้ยม วันข้างหน้าอย่าว่าแต่จะตอบแทนเลย ไม่แน่อาจหาโอกาสกำจัดพวกเขาให้สิ้นซากด้วยซ้ำ


ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นจุดอ่อนที่สุดอยู่แล้ว


ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงเปล่งประกาย “วันมะรืนผลสอบก็จะออกแล้ว อยากทำให้เฉียนชิ่งตื่นเต้นสักหน่อยหรือไม่? วันงานมงคลของเขาจะได้ไปหาเรื่องสนุกๆทำสักหน่อย”


“ความคิดนี้ไม่เลวเลยขอรับ ให้เขาได้มีความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนสักหน่อย จะได้รู้ว่าไม่ควรคิดคด!”


โหลวชงนับว่าเป็นลูกคู่ลูกหาบตัวน้อยๆของเหอจิ่วเหนียงอย่างแท้จริง ไม่ว่านางจะพูดอะไรย่อมถูกทุกอย่างอยู่แล้ว


คนอื่นๆก็เห็นด้วยเช่นกัน ครั้นที่พวกเขาเพิ่งกลับมาจากหนานไท่ เฉียนชิ่งคิดว่าพวกเขาเป็นพวกที่รังแกได้ง่ายๆ ตอนที่ลู่ไป่ชวนยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เฉียนชิ่งผู้นี้ก็พูดจากับพวกเขาเสียงดัง อวดดียิ่งนัก ต้องใช้โอกาสนี้เอาคืนซะ


ลู่ไป่ชวนกล่าว “จัดการคำสารภาพพวกนี้ให้เรียบร้อยแล้วส่งไปให้ท่านอ๋องชุดหนึ่ง จากนั้นพวกเราค่อยหาโอกาสจับเขา”


จะจับตัวก็ต้องทำตามขั้นตอน ให้พวกนั้นได้อวดเก่งไปก่อนสักสองสามวัน


“ขอรับ!”


พวกโหลวชงตื่นเต้นมาก แม้เรื่องตงถิงยังไม่ได้ความคืบหน้ามากนัก แต่การจับคนทุจริตการสอบก็นับว่าเป็นผลงานดีๆเรื่องหนึ่งแล้ว!


พูดคุยเรื่องนี้เสร็จทุกคนก็ออกไปเตรียมตัวกินข้าง ลู่ไป่ชวนถามขึ้น “เหล่าฉินไม่มาหรือ?”


“อย่าพูดถึงเลยขอรับ เอาแต่ซุกตัวอยู่ในคณะงิ้วนั่น ฮ่าๆๆ! ได้ยินว่าเมื่อวานผู้หญิงคนนั้นโกรธพี่สะใภ้มาก วันนี้ก็ตัวติดหนึบนายท่านรองไม่ยอมให้กลับมาแน่!”


“จุๆๆ ครั้งนี้นายท่านรองท่าจะได้อิ่มหนำสมใจแล้ว!”


“นั่นสิ ฮ่าๆๆ!”


พวกเขาหัวเราะตลกขบขันกันยกใหญ่ ลู่ไป่ชวนกล่าวเสียงขรึม “อย่าพูดจาซี้ซั้ว เหล่าฉินบริสุทธิ์มาโดยตลอด ไม่มีทางทำอะไรเช่นนั้นแน่ อีกอย่าง เขาทำไปก็เพื่อสืบคดี จะมาวิจารณ์กันสนุกปากไม่ได้ ระวังอย่าให้ใครได้ยินเข้าล่ะ เดี๋ยวจะเสียแผนการหมด”


“ขอรับ!”


พวกเขารีบหยุดหัวเราะทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีก


เหอจิ่วเหนียงไม่เอ่ยแทรก ลู่ไป่ชวนพูดถูก หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ระมัดระวังไว้ดีที่สุด


ตอนที่ 473: จัดงานเลี้ยงให้คังซิ่วไฉก่อนวันประกาศผลสอบ


วันต่อมา ลู่ไป่ชวนไปโรงหมอก่อนเวลาหนึ่งชั่วยามเพื่อรับเหอจิ่วเหนียงกลับบ้านก่อนเวลา คืนนี้พวกเขาเชิญอาจารย์คังและสหายในหน่วยหั่วอวิ๋นมากินข้าวที่จวน ในฐานะเจ้าบ้าน จะกลับไปช้าเกินไปไม่ได้


จะว่าไป นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พวกโหลวชงกับคังซิ่วไฉได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน แรกเริ่มคังซิ่วไฉเก้ๆกังๆเล็กน้อย ถึงขั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง


ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่ซิ่วไฉตัวเล็กๆ ไม่ได้เป็นคนมีตำแหน่งใหญ่โต แต่กลับได้มีโอกาสพบปะกับเหล่าขุนนางในสวนซีสุ่ยเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกเกรงและเกร็งไม่น้อย


โชคดีที่เด็กๆในครอบครัวนี้รู้ประสีประสามาก เห็นเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่ละคนจึงเข้ามาชวนเขาคุยด้วยความกระตือรือร้น


อย่างแรกก็เพื่อให้เขาได้คลายอารมณ์ตื่นเต้นให้เบาลง อย่างที่สองก็คือ ตอนนี้พวกเขาเรียนความรู้ใหม่แต่ไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงถือโอกาสนี้ถามอาจารย์คัง


ต้องบอกเลยว่า วิธีนี้ค่อนข้างได้ผล ไม่นานคังซิ่วไฉก็ปรับตัวได้ และตอบคำถามให้เด็กๆฟังอย่างตั้งใจ


พวกเหลียนฮวาที่เพิ่งกลับมาถึง เมื่อเห็นอาจารย์คังกำลังตอบคำถามพวกเหลยจื่ออยู่ก็รีบวิ่งมาฟังด้วย


สตรีไม่มีสำนักศึกษาให้เล่าเรียนโดยเฉพาะ ความรู้ที่พวกนางมีในตอนนี้ล้วนมาจากเด็กผู้ชายในบ้านที่ได้เรียนหนังสือเป็นคนสอนให้ ตอนนี้ได้ฟังอาจารย์สอนของจริง จึงรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ละคนกระหายความรู้ ตั้งใจฟังมาก เมื่อมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็จะถามอย่างระมัดระวัง


และคังซิ่วไฉไม่เพิกเฉยต่อพวกนางเพียงเพราะพวกนางเป็นสตรีแน่นอน เขาอธิบายให้ฟังอย่างตั้งใจมาก ทั้งยังกังวลว่าความรู้พื้นฐานของพวกนางไม่ค่อยดีนัก จึงอธิบายอย่างละเอียดมากขึ้น


เหลียนฮวากับโยวยาโถวตื่นเต้นมาก คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์คังจะเป็นคนเรียบง่ายสบายๆเช่นนี้ มิน่าล่ะ เหตุใดตอนนั้นที่เด็กๆเหล่านี้ได้เรียนกับเขา กลับมาถึงบ้านทีไรก็เอาแต่ชื่นชมอาจารย์คังเช่นนั้น ตอนนี้พวกนางได้เห็นกับตา ได้เข้าใจด้วยตัวเองแล้ว


พวกโหลวชงที่เดิมทีกำลังนั่งพูดคุยกันฆ่าเวลาเพื่อรอกินข้าว เห็นพวกเด็กๆเรียนกันอย่างคึกคักก็รู้สึกสนใจด้วย จึงขยับที่นั่งของตัวเองไปใกล้ๆ เพื่อฟังว่าพวกเขาเรียนอะไรกัน


พอได้ฟังก็รู้สึกได้ตกตะกอนไปด้วย คังซิ่วไฉผู้นี้สอนสนุกยิ่งนัก


ทั้งๆที่เป็นบทกวีที่น่าเบื่อมาก แต่เขาสามารถบรรยายภาพเหตุการณ์จำลองให้นักเรียนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นได้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมและเข้าถึงจิตใจของผู้แต่งได้ก็มิปาน


การสอนบทกวี เขาไม่เพียงแค่สอนบทกวีเท่านัน แต่ยังพูดถึงเหตุจูงใจว่าเหตุใดผู้แต่งถึงแต่งบทกวีนี้ขึ้นมาด้วย


ทั้งยังในเรื่องของเสียงสัมผัสในบทกวี อธิบายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้อง และอารมณ์สุดท้ายที่นักกวีต้องการบ่งบอก เขาอธิบายทั้งหมดอย่างชัดเจน


หลังจากฟังไปครู่หนึ่ง โหลวชงก็กล่าวขึ้น “ที่แท้บทกวีมันน่าสนใจเช่นนี้นี่เอง!”


สหายอีกคนก็สำทับ “นั่นสิ อาจารย์คังสอนได้ดีมากเลย แม้แต่คนหยาบกระด้างอย่างข้าฟังแล้วก็ยังเข้าใจ!”


ผู้ที่กล่าววาจานี้ชื่อเหวยต๋า เป็นคนหยาบกระด้างอย่างแท้จริง ด้านการเรียน เขาคิดว่าตัวเองสามารถอ่านและเขียนจดหมายได้เท่านี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว


ก่อนหน้านี้ ครั้นอยู่หนานไท่ก็ได้เชิญอาจารย์มาสอนความรู้ให้พวกเขาเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าใจอะไรเลย พอเข้าเรียนก็หลับตลอด จึงถูกดุมาไม่น้อย


ทว่าเรื่องทางบู๊เขาทำได้ไม่เลว และสิ่งนี้ทำให้เขาโดดเด่นในกลุ่ม หากมีความรู้ทางบุ๋นเพิ่มอีกหน่อย ต้องมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นแน่นอน


เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงเกิดความกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมา “ท่านอาจารย์คัง ท่านสอนให้พวกเราด้วยสิ!”


คังซิ่วไฉกำลังสอนเด็กๆอย่างคึกคัก เมื่อได้ยินคนเรียกจึงหันไป และพบว่า ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังแอบนั่งฟังเขาอย่างโจ่งครึ่ม


คังซิ่วไฉ “???”


พวกเขามานั่งตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใดแล้ว!


เหตุใดถึงไม่รู้ตัวเลย!


หลังจากตั้งสติได้ คังซิ่วไฉก็ยิ้มเขินๆแล้วเอ่ย “ขายหน้าทุกท่านเลย ข้าน้อยไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น มีความรู้แค่ผิวเผินเท่านั้นเอง”


ช่วงนี้จิตใจของเขาหดหู่มาก เหตุการณ์ในวันสอบยังคงส่งผลกระทบต่อเขารุนแรง หากไม่ใช่เพราะเด็กๆกลุ่มนี้ไปหาเขาบ่อยๆ ไปคุยเป็นเพื่อนเขา คาดว่าเขาคงอดทนมาถึงตอนนี้ไม่ได้แน่


และแน่นอนว่า ช่วงนี้เขาเองก็ไม่ค่อยมั่นใจกับความรู้ของตัวเองเหมือนกัน รู้สึกเหมือนว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถไม่มากพอ


แต่ตอนนี้ นอกจากเด็กๆเหล่านี้แล้ว ยังมีคนตำแหน่งสูงมากมายชื่นชมว่าเขาสอนได้ดี ไม่ว่าคำพูดนั้นจะจริงหรือไม่ แต่บัดนี้เขารู้สึกว่าตัวเองได้รับการปลอบใจ สัมผัสได้ถึงเจตนาดีๆ ที่หลายๆคนมีต่อเขา


เขารู้สึกว่า การได้พบกับครอบครัวท่านหมอเหอ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขาแล้ว


ร่างกายที่เจ็บป่วยเรื้อรัง ประคับประคองชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ ก็ได้รับการรักษาจนหาย ทั้งยังโชคดี หายทันเข้าร่วมสอบเข้ารับราชการในปีนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้รู้จักผู้มีอิทธิพลมากมายเช่นนี้อีก ชีวิตนี้ของเขานับว่าคุ้มค่าแล้ว


เหวยต๋ากล่าวต่อ “อาจารย์คังถ่อมตัวเกินไปแล้ว พวกเรามีความรู้น้อยนัก บางครั้งท่านอ๋องพูดพวกเราก็ไม่เข้าใจ ต้องเรียนรู้เพิ่มสักหน่อย หากอาจารย์มีเวลาว่างมาสอนให้พวกเราได้หรือไม่ พวกเรายินดีจ่ายค่าเล่าเรียน ใช่หรือไม่พวกเรา?”


เหวยต๋าหันไปมองโหลวชง โหลวชงก็หันไปมองลู่ไป่ชวน ถึงอย่างไรเรื่องในหน่วยหั่วอวิ๋น ลู่ไป่ชวนก็เป็นคนที่ตัดสินใจได้


ลู่ไป่ชวนปฏิเสธทันที “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร? พรุ่งนี้ผลสอบก็ประกาศแล้ว อาจารย์คังต้องสอบติดแน่นอน หลังจากนี้เขาก็ต้องเตรียมตัวสอบปีหน้า จะมีเวลามาสอนให้พวกเจ้าได้อย่างไร หากพวกเจ้าอยากเรียนก็ไปเชิญอาจารย์ท่านอื่นมาสอน อย่าทำให้อาจารย์คังต้องเสียเวลาทำเรื่องสำคัญ”


ที่ลู่ไป่ชวนกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่ไม่อยากให้อาจารย์คังสอนให้พวกสหาย แต่เพราะเขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีเวลาจริงๆ ไม่อย่างนั้นเด็กๆในครอบครัวเขาคงไม่ต้องหาที่เรียนใหม่หรอก


คังซิ่วไฉเองก็กำลังไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรอยู่พอดี โชคดีที่ลู่ไป่ชวนช่วยพูดให้ เขาจึงมองไปที่ลู่ไป่ชวนด้วยความรู้สึกขอบคุณ


การได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้คนเหล่านี้ย่อมเป็นเกียรติมาก แต่ความปรารถนาของเขาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้


ชีวิตนี้หากมีโอกาส เขายังอยากใช้ความสามารถของตัวเองเข้าวังไปรับใช้ฮ่องเต้ อาศัยกำลังของตัวเองทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ไม่ใช่แค่อยู่บนแท่นหน้าห้องเรียนสอนตำราเท่านั้น


“ใช่ๆๆ พวกเราลืมไปเลยว่าอาจารย์คังกำลังรอผลสอบ ไม่สมควรจริงๆ เดี๋ยวกินข้าวข้าจะลงโทษตัวเองสามถ้วย!”


เหวยต๋าลุกขึ้นโค้งคำนับคังซิ่วไฉทันที “อาจารย์คัง ข้าต้องขอโทษด้วย ล่วงเกินท่านแล้ว!”


แม้เขาจะเป็นบุรุษนิสัยหยาบกระด้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้จักมารยาท ที่เขาพูดเมื่อครู่ล้วนเป็นวาจาที่มาจากใจจริง และลืมจริงๆว่าคังซิ่วไฉกำลังรอผลสอบอยู่ ดังนั้นคำขอโทษจากเขาก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว


คังซิ่วไฉตกใจเล็กน้อยที่ได้รับเกียรตินี้ จึงรีบโค้งคำนับกลับ “ได้รับคำชมจากใต้เท้าทุกท่าน ถือเป็นเกียรติของข้าน้อยยิ่งนัก”


“อาจารย์คังมีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ ต้องสอบติดแน่นอน! คืนนี้พวกเราไม่เมาไม่กลับ! เมาแล้วกลับไปนอนครู่หนึ่ง พรุ่งนี้จะไปดูผลสอบตั้งแต่เช้า!”


และในตอนนี้เอง เหอจิ่วเหนียงก็เรียกทุกคนไปกินข้าวพอดี มีโต๊ะอาหารใหญ่สองโต๊ะ สตรีกับพวกเด็กๆนั่งโต๊ะเดียวกัน ส่วนบุรุษที่ดื่มสุราก็นั่งอีกโต๊ะ เพื่อไม่รบกวนซึ่งกันและกัน


ก่อนมา คังซิ่วไฉไม่คิดจะดื่มสุรา แต่ตอนนี้พอบรรยากาศพาไปจึงดื่มไปหมดถ้วยเลยทีเดียว บวกกับเนื้อตุ๋นรสชาติใหม่ที่เหอจิ่วเหนียงคิดค้นขึ้นมา รสชาติอร่อยล้ำเลิศมาก และทุกคนที่โต๊ะก็พูดคุยกันอย่างคึกคัก ช่างมีความสุขยิ่งนัก


ก่อนหน้านี้ เหอจิ่วเหนียงมีความกังวลเล็กน้อย เพราะฝ่ายหนึ่งเก่งเรื่องบู๊ อีกฝ่ายเก่งเรื่องบุ๋น กลัวว่าจะพูดคุยกันไปคนละทาง ไม่นึกเลยว่าความคิดของนางจะตื้นเขินเกินไปแล้ว


ตอนที่ 474: อาจารย์คังมีเรื่องจะพูด


คังซิ่วไฉที่ได้รับประสบการณ์ใหม่ ไม่แปลกใจเลยกับคำโบราณที่บอกไว้ว่า ‘อ่านตำราหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้’


เมื่อเทียบกับเขาที่เป็นเพียงคนท่องตำราอยู่แต่ในบ้าน ความรู้ของคนอื่นๆบนโต๊ะนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย อีกทั้งยังรู้มากกว่าเขาด้วยซ้ำ เป็นเพราะพวกเขาได้เดินทางไปหลายๆที่หลายๆแห่ง ได้พบเจอประสบการณ์มากมาย ดังนั้นแม้ว่าจะเคยร่ำเรียนวิชาความรู้เพียงน้อยนิด แต่ความคิดความอ่านของพวกเขากลับไม่ได้ทึบทื่อเลยแม้แต่น้อย


คังซิ่วไฉรู้สึกว่า ตนเองชอบบรรยากาศเช่นนี้จริงๆ ทุกคนที่นี่ล้วนชื่นชมเขา อยู่ข้างเขา พอรู้ว่าเขาถูกใส่ร้ายก็ยังช่วยออกตัว เขามีดีอะไรกันถึงได้รับความห่วงใยเช่นนี้


ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ที่เกิดเรื่องขึ้นกับเขา ทุกคนที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับเขาก็เข้ามาถามไถ่ไม่ขาดเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เพราะห่วงใยหรอก มาเพื่อเยาะเย้ยเขาต่างหาก ว่าต่อให้เขาประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงตั้งแต่วัยหนุ่มแล้วอย่างไร สุดท้ายก็เป็นแค่คนขี้โรคคนหนึ่ง


ถึงตอนนี้โรคภัยไข้เจ็บของเขาจะหายแล้ว และสามารถเข้าร่วมการสอบได้แล้ว แต่กลับเกือบโดนถอดสิทธิ์เพราะทุจริตการสอบ


คนพวกนั้นบอกว่า นี่คือชะตาชีวิตของเขา


ชีวิตนี้เขาก็เป็นได้แค่อาจารย์จนๆในอำเภอเล็กๆคนหนึ่ง ต้องใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาไปตลอดชีวิต


ช่วงเวลาแห่งความขมขื่นเหล่านั้น คังซิ่วไฉคิดว่าชีวิตของตัวเองมืดมิดแล้ว เห็นๆกันอยู่ว่าเขาประสบเรื่องเลวร้ายมา ทั้งยังส่งผลต่อการสอบอีก สภาพจิตใจก็ไม่ค่อยจะดี คนเหล่านั้นก็ยังจะมาซ้ำเติม


เขาใช้ชีวิตด้วยความเจ็บปวดทุกวัน ทั้งยังถึงขั้นคิดด้วยซ้ำว่า เหตุใดตนเองถึงไม่ป่วยตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด หากเป็นเช่นนั้น ก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องทุกข์ใจเช่นนี้


ทุกครั้งที่เขามีความหวัง ก็ไม่แคล้วต้องสิ้นหวังอยู่ร่ำไป เขาแบกรับความผิดหวังแทบไม่ไหวแล้วจริงๆ


ทว่าขณะที่เขาคิดจะยอมแพ้ เด็กๆครอบครัวลู่ก็เข้ามาหาเขา ขับไล่พวกคนที่มาเยาะเย้ยเขาออกไปจากเรือน ยิ้มให้เขาและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และบอกกับเขาว่า แม่ครัวที่จวนทำขนมใหม่ๆออกมา อยากให้เขาได้ลองชิม


เขาไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไร แต่ก็ฝืนกัดไปคำหนึ่ง ทว่าทันใดนั้น ความหอมหวานแปลกใหม่ของขนมชิ้นนั้นก็ทำให้เขาราวกับว่า ได้รับการขจัดความทุกข์ใจออกไปได้ก็มิปาน


จนกระทั่งตอนนี้ เขายังจำท่าทางของอวี้เอ๋อร์ที่ยกมือเท้าสะเอว ต่อว่าคนพวกนั้นในเรือนเขาได้อยู่เลย… “อาจารย์คังเป็นอาจารย์ที่ดีที่สุดในใต้หล้านี้แล้ว อย่างพวกท่านทุกคนน่ะหรือ ไม่อาจเทียบอาจารย์ของข้าได้หรอก! หากท่านพ่อท่านแม่ข้ารู้ว่าพวกท่านมารังแกอาจารย์ข้าละก็ พวกท่านเตรียมตัวถูกสั่งสอนได้เลย! รีบออกไปเลยนะ! ไม่อย่างนั้นข้าจะเรียกคนมาทุบตีพวกท่าน!”


อวี้เอ๋อร์มีคนคอยปกป้องอยู่ลับๆ เพียงแต่ในยามปกติจะไม่ปรากฏตัวออกมาง่ายๆ


แต่วันนั้น เพื่อเขาแล้ว อวี้เอ๋อร์ถึงกับเรียกคนที่คอยแอบปกป้องตัวเองออกมา และสั่งสอนนักเรียนคนที่อวดดีที่สุดไป นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครกล้ามาเยาะเย้ยเขาที่เรือนอีก


และแล้วในตอนนั้น ข่าวเรื่องที่เขารู้จักกับขุนนางก็ได้แพร่กระจายออกไป ถึงขั้นมีคนเริ่มสืบหาตัวตนของอวี้เอ๋อร์ด้วย


เรื่องนี้อาจนำพาความเดือดร้อนมาให้อวี้เอ๋อร์ได้ แต่อวี้เอ๋อร์กลับเอ่ยปลอบใจเขา… “ท่านอาจารย์ พวกเขาเป็นคนไม่ดี คนไม่ดีก็ต้องถูกสั่งสอนขอรับ!”


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาดื่มสุรามากเกินไปหรือไม่ ภายในชั่วพริบตา ในหัวของเขาก็ผุดเรื่องราวต่างๆขึ้นมามากมาย แต่ดูเหมือนว่า ทุกอย่างที่คิดล้วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวลู่ทั้งสิ้น


ตระกูลลู่นับว่าเป็นผู้ทรงเกียรติที่มีบุญคุณในชีวิตของเขาอย่างแท้จริง ผู้ทรงเกียรติเช่นนี้ เขาต้องตอบแทนอย่างไรดี


“นายท่านสามลู่!”


ซิ่วไฉหนุ่มผุดลุกขึ้นอย่างโซเซแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่ก็ยังรู้ชัดว่าลู่ไป่ชวนนั่งอยู่ทางด้านไหน เขายกถ้วยสุราขึ้นมา และหันไปหาลู่ไป่ชวน


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็ยกจอกสุราของตัวเองขึ้นเช่นกัน


ใช่ คนอื่นใช้ถ้วยดื่มสุรา แต่เขาใช้จอก


อย่างที่รู้กันว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยทำเรื่องน่าอายต่อหน้าภรรยาตอนเมามาแล้ว ดังนั้นในตอนหลังจึงต้องควบคุมการดื่มของตัวเอง หาไม่ อาจถูกภรรยาลากไปนั่งโต๊ะเดียวกับเด็กๆอีก


“อาจารย์มีเรื่องอะไรอยากจะพูดหรือ?”


ลู่ไป่ชวนยกจอกสุราขึ้นมา และส่งสายตาให้คนข้างๆให้ช่วยระวังอย่าให้คังซิ่วไฉล้ม


คังซิ่วไฉอยู่ในอาการมึนเมา ไม่ได้สนใจการทรงตัวของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าอย่างเมาๆยกถ้วยสุราขึ้น แล้วเอ่ยเสียงยาน “นายท่านสามลู่ ท่าน กับท่านหมอเหอ แล้วก็พวกเด็กๆพวกท่านทุกคนในตระกูลลู่ ล้วนเป็นผู้ทรงเกียรติของข้าน้อยผู้นี้! ชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อๆไป ข้ายินดีตอบแทนทุกอย่าง!”


“ฮ่าๆๆ นึกไม่ถึงเลยว่าอาจารย์คังเมาแล้วจะกล้าหาญเช่นนี้! คนอื่นมักจะบอกว่า ‘ชาติหน้า’ จะตอบแทนให้ทุกอย่าง แต่อาจารย์คังจะตอบแทนให้ตั้งแต่ชาตินี้แล้ว!”


“ฮ่าๆๆ อาจารย์คังดื่มเยอะไปแล้วกระมัง ดื่มน้อยๆลงหน่อยนา!”


พวกโหลวชงช่วยกันเกลี้ยกล่อม แต่คังซิ่วไฉกลับโบกมือปัดป่ายไปมาอย่างดื้อรั้น “ข้าเริ่มเมาแล้วก็จริง แต่ข้ายังมีสติแจ่มชัดอยู่! พวกท่านผู้มีตำแหน่งทุกท่าน ล้วนเป็นผู้ทรงเกียรติของข้าน้อย! ได้รู้จักกับพวกท่าน นับว่าเป็นวาสนาของข้าน้อยจริงๆ! มา ข้าน้อยขอคารวะพวกท่านหนึ่งถ้วย!”


สิ้นเสียงเขาก็ยกถ้วยสุราในมือกระดกรวดเดียวจนหมด ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาสองสามครั้ง และเสียง *ตุบ!* ก็ดังตามมาหนึ่งครา 


ซิ่วไฉผู้อ่อนโยน… เมาจบฟุบลงไปกับโต๊ะแล้ว


โชคดีที่คนที่นั่งข้างๆ เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ตอนที่คังซิ่วไฉทิ้งตัวก็ช่วยพยุงเขาไว้ได้ทัน จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด


โหลวชงเอ่ยถามอย่างมึนงง “จะปลุกเขาหรือไม่ขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า และสั่งฟางต้า “พาอาจารย์คังไปพักผ่อนที่ห้องรับแขก ดูแลเขาให้ดี”


ฟางต้ารับคำสั่ง และแบกคังซิ่วไฉไปทันที


เหอจิ่วเหนียงที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เห็นสภาพของคังซิ่วไฉแล้วก็เอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ชีวิตของอาจารย์คังช่วงนี้คงไม่ง่ายเลย”


“ใช่ขอรับ ท่านอาสะใภ้คงยังไม่รู้ ตอนที่พวกเรายังไม่รู้ว่าอาจารย์คังถูกใส่ร้าย มีคนหลายคนไปกลั่นแกล้งท่านอาจารย์ บอกว่าสมน้ำหน้า ทำผิดก็สมควรต้องเจอแบบนี้ พวกเขาพูดจาแย่มากขอรับ ทั้งยังพูดอีกว่า ถ้าไม่อ่อนแอคงไม่โดนคนอื่นรังแก”


เหลยจื่อถอนหายใจตาม รู้สึกสงสารอาจารย์คังยิ่งนัก


“โชคดีที่ตอนนั้นโก่วเอ๋อร์บุกเข้าไปต่อว่าคนพวกนั้น และยังให้พี่หลิงฉินออกมาสั่งสอนคนพวกนั้นไปยกใหญ่ คนพวกนั้นก็เลยไม่กล้ามาหาเรื่องท่านอาจารย์อีก”


หลิงฉินก็คือ หนึ่งในสี่หญิงสาวที่หมิงเจ๋อส่งมาให้ก่อนหน้านี้ หนึ่งในหน้าที่ของหลิงฉินก็คือ ดูแลความปลอดภัยของโก่วเอ๋อร์นั่นเอง


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ พลางกล่าว “โก่วเอ๋อร์เก่งมากลูก เจ้าทำได้ดีมาก ต่อไปหากเจอคนไม่ดีเช่นนี้อีกต้องสั่งสอนให้เข็ด อย่าปล่อยให้คนไม่ดีใช้อำนาจอวดเบ่งจองหอง ให้พวกเขาได้รู้ว่า เหตุใดดอกไม้ถึงเป็นสีแดงสด!”


[1] เชิงอุปมา กล่าวคือ เพราะเลือดย้อมอาบดอกไม้ ดอกไม้จึงกลายเป็นสีแดง


“ฮี่ๆๆ ขอรับท่านแม่! …ว่าแต่ เพราะเหตุใดดอกไม้ถึงได้เป็นสีแดงล่ะขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียง “…”


นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปั้นน้ำอธิบายให้เขาฟัง “ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ดอกไม้ย่อมแดงอยู่แล้ว!”


“แล้ว…”


โก่วเอ๋อร์อ้าปากจะถามต่อ แต่ผู้เป็นมารดารีบหยิบน่องไก่มายัดปากเขาไว้ และตัดบท “เลิกถามได้แล้ว รีบกินเร็วเข้า กินเสร็จยังต้องไปทบทวนตำราเรียนอีก แอบขี้เกียจไม่ได้เด็ดขาดเชียวนะ!”


“ฮ่าๆๆ…”


พวกเด็กๆหัวเราะชอบใจ ส่วนพวกบุรุษโต๊ะข้างๆ เห็นดังนั้นก็หัวเราะตามโดยไม่รู้เลยว่าทางด้านนี้คุยเรื่องอะไรกัน ทั้งเรือนเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีแต่เสียงหัวเราะ


อาหารมื้อนี้ดำเนินไปจนกระทั่งพระจันทร์ลอยขึ้นเหนือศีรษะกว่าจะแยกย้าย ลู่ไป่ชวนเตรียมอาบน้ำนอนกอดภรรยา.นอน แต่จู่ๆกลับเห็นเงาเงาหนึ่งปรากฏอยู่ในห้องตำราของเขา ทันใดนั้นเขาก็เพิ่มความระมัดระวังตัว หยิบท่อนไม้ติดมือมาด้วย


ทันทีที่เปิดประตู ปรากฏว่ากลิ่นหอมของเนื้อลอยแตะจมูก


ฉินเจียนกำลังนั่งสวาปามอาหารอย่างเมามันอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา


ตอนที่ 475: อยากรู้อยากเห็น


“ข้าเพิ่งมาถึง หิวจะตายอยู่แล้วก็เลยแอบไปหยิบของกินในห้องครัวมารองท้องน่ะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า!”


ฉินเจียนพูดเสียงงึมงำโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย พูดไปก็จัดการแทะกระดูกในมือไปด้วย ราวกับผีที่หิวโหยก็มิปาน


“เนื้อตุ๋นคืนนี้อร่อยมาก! เสียดายที่ข้าไม่ได้ดื่มสุรากับพวกสหายพี่น้อง รอให้จบเรื่องนี้ก่อนเถอะ จะดื่มหนักๆให้เมาจนลืมทางกลับบ้านไปเลย!”


ฉินเจียนกินไปทำเสียงซู้ดซ้าดไป เนื้อตุ๋นคืนนี้เติมพริกเข้าไปเล็กน้อย ทั้งอร่อยทั้งซาบซ่านจริงๆ


ลู่ไป่ชวนตอบรับคำเดียว ยังไม่รีบถามอะไรเขา ก่อนเดินไปนั่งรอข้างๆ พลางรอให้ตัวเองสร่างเมาไปด้วย


ยังดีที่ฉินเจียนก็ไม่ทำให้เขารอนาน หลังจากสวาปามได้พอประมาณแล้วก็เอ่ยขึ้นทันที “ข้าบอกเลย ตาเฒ่าเฉียนชิ่งนั่นเกินความคาดหมายจริงๆ!


จุๆๆ ก่อนหน้านี้ข้าก็คิดว่าเขาถูกยั่วยวนจนหลงหัวปักหัวปำ ดูเหมือนว่าแท้จริงแล้วจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น!”


ฉินเจียนจุปากก่อนกล่าว พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นสีหน้ายุ่งๆของลู่ไป่ชวน จึงเอ่ยอธิบายด้วยความทอดถอนใจ “เฮ้อ ก็วันนี้ตอนที่ข้าอยู่ที่คณะงิ้ว ข้าเจอว่าที่พี่เขยของเฉียนชิ่ง ก็เลยแอบถามคนในนั้น ถึงได้รู้ว่าเขาเป็นลูกค้าประจำที่นั่น ปกติชอบเหมาห้องส่วนตัวก็เลยไม่มีโอกาสได้เจอ วันนี้ข้าได้ยินคนเรียกเขา ก็เลยได้รู้ว่าเขาคือว่าที่พี่เขยของเฉียนชิ่ง นอกจากนี้นะ ข้ายังเห็นเขาเดินเลี่ยงผู้คนไปที่เรือนหลังด้วย ท่าทางคุ้นเคยเส้นทางมากราวกับอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างนั้นแหละ”


ลู่ไป่ชวนหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางกล่าว “เจ้าจะบอกว่า ว่าที่พี่เขยของเฉียนชิ่งเป็นพวกเดียวกับคนคณะงิ้วอย่างนั้นหรือ?”


“มีความเป็นไปได้สูง!”


ฉินเจียนพยักหน้าหงึกหงัก แล้วเอ่ยต่อ “ตอนนี้ยังไม่ค่อยมั่นใจมาก รอให้ข้าสืบต่ออีกหน่อย ข้าบังเอิญได้รู้เรื่องนี้แบบไม่ตั้งใจก็เลยมาบอกเจ้า เจ้าให้คนจับตาดูหน่อย ช่วงนี้ข้าต้องหมกตัวอยู่แต่ในคณะงิ้ว หลายๆเรื่องอาจดูไม่ทั่วถึง”


ลู่ไป่ชวนตอบรับ “ดีที่เจ้ามาบอกข้าก่อน เฉียนชิ่งถึงขั้นทำเรื่องทุจริตการสอบคัดเลือกขุนนาง ตอนแรกข้ากะว่าอีกไม่กี่วันจะไปจับตัวเขา แต่ตอนนี้เจ้าบอกว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวพันไปหลายฝ่าย เช่นนั้นก็คงต้องเล่นสนุกยาวอีกหน่อยเพื่อจับปลาใหญ่ซะแล้ว”


ตอนนี้พวกเขาสามารถส่งคนไปจับตัวกลุ่มคนพวกนั้นได้เลยในทันที  แต่หากทำเช่นนั้น ก็จะสาวไปไม่ถึงคนที่อยู่เบื้องหลังได้


เป้าหมายของพวกเขาก็คือ ต้องการจับคนที่อยู่เบื้องหลังหรือกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกมา


“ใช่ ข้าก็คิดเช่นนี้แหละ กลัวว่าเจ้าจะจับตัวเขาไปซะก่อน เราทำลายแผนการของพวกมันพวกมันก็คิดแผนการใหม่อีก ตอนนี้นับว่าเราอยู่ในที่มืด พวกมันอยู่ในที่แจ้ง หากมีเรื่องอะไรก็สามารถจับตาดูพวกมันได้”


ฉินเจียนพยักหน้าและก้มแทะกระดูกต่อ


“แล้วเรื่องของเจ้าล่ะ ตอนนี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว?”


คำถามนี้ถามได้ดีมาก ลู่ไป่ชวนไม่เพียงอยากรู้อยากเห็นเป็นการส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังถามเพราะเรื่องงานส่วนรวมด้วย ถึงแม้พวกโหลวชงจะเล่าความคืบหน้าก่อนหน้านี้ให้เขาฟังแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้น อยากรู้อีกอยู่ดี


“แผนการของน้องสะใภ้ใช้ได้ผลจริงๆ ซินหรานป่วยไปหาน้องสะใภ้ พอได้เจอน้องสะใภ้เช่นนั้นตอนนี้ก็ยิ่งเชื่อว่าเราสองคนไม่ลงรอยกัน ความคิดจะยุแยงของนางคงจะยิ่งแสดงชัดขึ้น ข้าจะรับมือไปก่อน หากมีความคืบหน้าอะไรจะรีบมาบอกพวกเจ้า พวกเจ้าไม่ต้องห่วง”


ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็เห็นว่า ไม่มีเรื่องส่วนตัวของเขาให้อยากรู้อีก


“อืม เจ้ากินอิ่มแล้วกระมัง รีบไสหัวกลับไปได้แล้ว ข้าจะนอน”


ลู่ไป่ชวนเดินออกไปโดยไม่สนใจคนในห้องอีก ตอนแรกฉินเจียนอยากนอนในห้องรับแขกของสวนซีสุ่ย แต่ก็นึกถึงแผนการของตัวเองในตอนนี้ และละครตบตาของเขาก็ยังไม่ได้รับความเชื่อใจจากอีกฝ่ายเต็มร้อย ดังนั้นจึงนำจานอาหารไปเก็บในห้องครัว และกลับคฤหาสน์ของตัวเอง

.......

ขณะที่ลู่ไป่ชวนกลับเข้าห้องนอน เหอจิ่วเหนียงนอนไม่หลับด้วยความกระสับกระส่าย จึงเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง


เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนกลับมา นางก็ถามขึ้น “ท่านไปไหนมา เหตุใดถึงได้ช้าปานนี้ น้ำเย็นหมดแล้ว”


“ฉินเจียนมาหาน่ะ มาส่งข่าวข้านิดหน่อย ทำให้เจ้าเสียเวลาเลย”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ปิดบังเหอจิ่วเหนียง ถึงอย่างไรก็ต้องให้นางร่วมมือแสดงละครด้วยอยู่แล้ว หากไม่บอกนาง ถึงวันงานมงคลของผู้ว่าการเมืองนางอาจลงมือก่อน จะทำให้เสียแผนได้


“มีเรื่องอะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงอยากรู้อยากเห็นดังคาด ที่นางอยากรู้เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่จะไปทำให้เสียเรื่อง ก็แค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น


“ข้าไปล้างเนื้อล้างตัวสักครู่ เดี๋ยวจะกลับมาเล่าให้ฟังนะ”


คืนนี้ดื่มสุรา เนื้อตัวของลู่ไป่ชวนเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนของน้ำเมา เพื่อไม่ให้ภรรยารังเกียจ เขาจึงจะไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวสักหน่อย


เหอจิ่วเหนียงยิ่งอยากรู้มากขึ้น ความรู้สึกเช่นนี้ใครเลยจะต้านทานไหว ดังนั้นจึงรีบตามเขาเข้าไปหลังฉากกั้น “ข้าช่วยท่านอาบเอง ท่านรีบเล่ามา!”


ลู่ไป่ชวน “!!!”


แม้จะเคย… เอ่อ… มีอะไรกันแล้ว แต่จะให้ภรรยาช่วยอาบน้ำให้… มันจะเกินไปหน่อยกระมัง


ภรรยามีไว้ให้เขารัก ไม่ใช่มีไว้คอยรับใช้ปรนนิบัติเขา


“ไม่เป็นไร ขะ ข้า…”


*เพียะ!*


ลู่ไป่ชวนยื่นมือไปแย่งผ้าเช็ดตัว แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงตีมือไปหนึ่งที


“อยู่เฉยๆ! รีบเล่ามา! เขามาหาท่านมีเรื่องอะไร เขากับซินหรานอะไรนั่นพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว?”


ลู่ไป่ชวน “…”


ทว่าชายหนุ่มก็ยอมนั่งในอ่างอาบน้ำอย่างเชื่อฟัง สองมือเกาะขอบอ่างโน้มหน้าพิงลงบนหลังมือ ให้ภรรยาถูหลัง จากนั้นก็เล่าเรื่องที่ฉินเจียนบอกเขาให้นางฟัง


“อะไรนะ! ตอนแรกคิดว่าเป็นคนละเรื่อง คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน คนตงถิงพวกนี้แทรกซึมเข้ามาทุกช่องทางจริงๆ!”


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกตกใจ คาดไม่ถึงว่าพวกคนตงถิงจะแทรกซึมเข้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ในที่ลับก็ยังไม่รู้ว่ามีกลุ่มพวกมันอยู่อีกเท่าไรที่บุกรุกเข้ามาในเป่ยเหยียน


“ใช่ คิดไม่ถึงด้วยว่าฉินเจียนจะไปเจอเข้า นี่ถือเป็นเรื่องดี ก่อนหน้านี้พวกเราวางแผนจะเปิดโปงเฉียนชิ่งในวันงานมงคลของเขา ตอนนี้ดูท่าแล้วยังทำเช่นนั้นไม่ได้ ต้องรอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน”


ขณะที่ลู่ไป่ชวนเล่า เขาก็ส่งเสียง “อือ” ออกมาด้วยความผ่อนคลายไปด้วย ได้รับการปรนนิบัติจากภรรยาเช่นนี้ ช่างรู้สึกสบายยิ่งนัก!


“พูดดี พูดดี! เป็นฝีก็ต้องรอให้ใหญ่ก่อนถึงจะบีบได้สะใจหน่อย!”


ลู่ไป่ชวน “…”


เปรียบเทียบเช่นนี้ได้ด้วยหรือ


เขาไม่ทันเอ่ยคำใด เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “เช่นนั้นตอนนี้ก็เท่ากับว่า ยังไม่แน่ใจว่าเฉียนชิ่งจะรู้ความจริงของอีกฝ่ายหรือไม่สินะ แล้วพวกท่านคิดจะตรวจสอบเช่นไร?”


“รอพรุ่งนี้ไปที่หน่วยแล้วถามความเห็นจากทุกคนก่อน ตอนนี้กองกำลังในมือยังมีไม่พอ หากสืบเรื่องนี้ต่อ ก็คงต้องเรียกกลุ่มคนที่ส่งไปสืบเรื่องหอตันจู๋ก่อนหน้านี้กลับมาช่วยทั้งหมด”


เรื่องกำลังคนไม่พอ เรื่องนี้ลู่ไป่ชวนก็ปวดเศียรเวียนเกล้ามาก


มาตรฐานของคนในหน่วยหั่วอวิ๋นค่อนข้างสูง แต่คนฝีมือดีก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ อีกอย่าง ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกส่งให้ไปเป็นไส้ศึกในหนานไท่ต่อ หากต้องเรียกคนเหล่านั้นกลับมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ เช่นนั้นก็คงต้องฝึกฝนคนในกองทัพแล้ว


ทางด้านในกองทัพก็มีคนที่มีความสามารถ และเป็นเพราะมีความสามารถ ผู้ใหญ่ในกองทัพก็คงไม่ยอมปล่อยมาให้ง่ายๆ


“จะไปถามอะไรเล่า! คนไม่พอ ก็ยังมีข้าไม่ใช่หรือ?”


จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง ใบหน้าของนางแทบจะสัมผัสเปลือกตาของลู่ไป่ชวน


ลู่ไป่ชวนนิ่งอึ้ง


เขาค่อยๆขยับออกห่างเล็กน้อย ยื่นมือจะไปจับใบหน้านาง แต่นางกลับหลบเสียก่อน จากนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างขึงขัง “ข้าจริงจังนะ เรื่องนี้ข้าช่วยได้ ถึงอย่างไรข้าก็ว่าง… อ้อ ไม่สิ ข้าไม่ว่าง แต่ข้าก็ยังช่วยได้!


พูดตามตรง อันที่จริงเรื่องนี้ง่ายนิดเดียว ไม่จำเป็นต้องย้ายกำลังคนมาจากแดนไกลเลย ข้าคนเดียวจัดการได้”


ตอนที่ 476: ไม่ ท่านไม่อยาก


สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงเรียบนิ่งมาก นางมองว่าเรื่องนี้ก็แค่เรื่องจิ๊บจ๊อยเท่านั้น


ลู่ไป่ชวนกลับไม่เห็นด้วย “ฮูหยิน ข้ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยข้า แต่เรื่องส่วนตัวของเจ้าก็มีเยอะอยู่แล้ว แถมเรื่องเช่นนี้ค่อนข้างอันตรายด้วย ไม่เหมาะจะให้เจ้าทำ ควรเป็นข้าที่ต้องจัดการเอง”


เขาเป็นบุรุษ ประสบพบเจอเรื่องใดจะให้เอาแต่หลบอยู่หลังสตรีได้อย่างไรกัน


ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นงานของเขา จะให้ภรรยาไปจัดการให้ตลอดได้อย่างไร


“ไม่ๆๆ สถานะของท่านใหญ่โตเกินไป จะโดนคนจับตามองเอาได้ง่ายๆ ไม่เหมือนข้า ข้าเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง คนทั่วไปไม่คิดว่าข้ามีความสามารถอะไรแน่นอน ในวันงานมงคลของเฉียนชิ่ง ข้าจะไปสืบในห้องตำราของเขา ดูว่ามีหลักฐานที่เขาไปมาหาสู่กับคนตงถิงบ้างหรือไม่ หากมี เช่นนั้นก็ชัดเจนว่าเขาเป็นไส้ศึกให้กับคนตงถิง แต่หากไม่มี เราก็สันนิษฐานชั่วคราวว่าเขาแค่โดนหลอกใช้ จากนั้นก็สังเกตสถานการณ์ต่อไป ง่ายนิดเดียว”


แผนการนี้เหมือนกับที่ลู่ไป่ชวนคิดเอาไว้ในตอนแรก ถึงอย่างไรในวันงานมงคลของเฉียนชิ่งทุกคนในงานคงจะค่อนข้างยุ่งวุ่นวาย หากพวกตนจะลงมือทำอะไรก็สะดวก


เพียงแต่ แผนการขั้นต่อไปถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องใช้กำลังคน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องย้ายกลับมาสักคนสองคนถึงจะดี


ชายหนุ่มเอ่ยตอบ “เรื่องนี้ข้าทำเองได้ เมื่อถึงเวลาข้าจะหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปสักครู่ ไม่นานจะกลับมา เจ้าไม่ต้องกังวล”


ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นถึงจวนของผู้ว่าการเมือง ต่อให้ทุกคนในจวนต้องต้อนรับแขกจนหัวหมุนก็ต้องมีการเตรียมการคุ้มกันเอาไว้อยู่แล้ว หากต้องไปสืบหาเบาะแสจริงๆ ก็ต้องระมัดระวังตัวให้มาก แม้เขาจะรู้ว่าภรรยาเก่งกาจ แต่เขาก็ไม่อาจวางใจได้


*เพียะ!*


ชายหนุ่มโดนตีหลังไปอีกหนึ่งที เหอจิ่วเหนียงแผดเสียงดุ “ข้าบอกว่าข้าจะไปก็ให้ข้าไปสิ อยู่ตรงนี้ข้าพูดอะไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น! เมื่อถึงตอนนั้นท่านมีหน้าที่พาพวกเด็กๆไปนั่งกินนั่งดื่ม ข้าแอบไปจัดการเอง! พอแล้ว ข้าไม่อยากพูดจาให้มากความกับท่าน อาบเองไปเลย!”


นางโยนผ้าเช็ดตัวที่เปียกน้ำลงบนไหล่ของลู่ไป่ชวน สะบัดมือเล็กน้อยก่อนจะเดินตึงตังออกไป


ลู่ไป่ชวน “…”


เหตุใดเขาถึงตามอารมณ์ภรรยาไม่ทันเลยนะ


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงไตร่ตรองเพื่อลู่ไป่ชวนจริงๆ เขาอยู่ในตำแหน่งสูง ทุกวันนี้มีคนคอยจับตาดูเขาอยู่มากมาย อยู่ในงานเลี้ยงเช่นนั้นต้องมีคนเข้าหาอยากสร้างสัมพันธ์ไมตรีมากมายแน่นอน การจะปลีกตัวออกไปไหนก็คงยาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องไปหาเบาะแสเลย


แต่นางไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางเป็นแค่สตรีคนหนึ่ง คนทั่วไปไม่มีทางคาดคิดว่านางจะทำสิ่งเหล่านั้นแน่นอน ส่วนเรื่องที่นางไปสร้างเอาไว้ในเมืองหลวง หากพูดออกไปคาดว่าไม่มีใครเชื่อแน่ เพราะปกตินางมักจะแสดงท่าทางเป็นคนนอบน้อมบอบบาง


เมื่อลู่ไป่ชวนออกมาจากห้องน้ำ เหอจิ่วเหนียงก็แสร้งทำเป็นหลับไปแล้ว เขาพุ่งตัวเข้าหานางอย่างไม่อาย แต่ไม่ได้ทำอะไรอย่างนั้น เพียงยื่นมือไปกอดนางจากด้านหลัง แล้วเอ่ยเสียงทุ้ม “ฮูหยิน การมีเจ้ามันดีจริงๆ”


เขาไม่รู้เลยว่าตนเองต้องทำสิ่งใด ถึงจะตอบแทนความรักและสิ่งที่นางทุ่มเทให้เขาได้


“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องรอลุ้นผลสอบอีก”


เหอจิ่วเหนียงผลักเขาออกอย่างไร้ความปรานี ไม่ให้เขาเข้าใกล้ตนเองมากไปกว่านี้


ลู่ไป่ชวน “…”


“ฮูหยิน ข้าอยาก…”


เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปปิดปากเขา “ไม่ ท่านไม่อยาก! รีบดับตะเกียงซะ ข้าง่วงแล้ว!”


ลู่ไป่ชวน “...”


เขาก็แค่อยากพูดคุยกับนางต่ออีกหน่อยเท่านั้นเอง!

.......


เช้าตรู่วันต่อมา


ที่สวนซีสุ่ยคึกคักเป็นพิเศษ วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบระดับมณฑลของบรรดาซิ่วไฉทั้งหลาย สำนักศึกษาต่างๆ ประกาศให้วันนี้เป็นวันหยุดเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมลุ้นไปด้วยกัน ให้พวกนักเรียนได้ดูว่าการแข่งขันดุเดือดมากเพียงใด ต่อไปจะได้ขยันตั้งใจเรียนให้มากขึ้น


เมื่อคืนคังซิ่วไฉนอนที่สวนซีสุ่ย ดังนั้นรุ่งเช้าพวกเด็กๆจึงไปหาเขาที่เรือนรับแขก ไปกินอาหารเช้ากับเขา และเตรียมตัวไปดูผลสอบ


อันที่จริง คังซิ่วไฉประหม่าเล็กน้อย เพราะตอนทำข้อสอบเขาทำได้ไม่เต็มที่ หากพาเด็กๆไปด้วยและพบว่าตัวเองสอบไม่ติด คงจะรู้สึกอับอายไม่น้อย


หากไม่ใช่เพราะเมื่อคืนดื่มสุรามากเกินไป คาดว่าเมื่อคืนเขาคงนอนไม่หลับทั้งคืน วันนี้ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย


เห็นเด็กๆที่ตื่นเต้นกว่าเขา คังซิ่วไฉก็ไม่รู้ควรพูดเช่นไร


“ท่านอาจารย์ ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่ขอรับ?”


เหลยจื่อเห็นสีหน้าของอาจารย์คังไม่ค่อยดีนัก จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง แล้วเอ่ยต่อ “เมื่อครู่ดื่มน้ำแกงสร่างเมาไปแล้วไม่ได้ผลหรือขอรับ?”


“อ๋อ เปล่าๆ”


คังซิ่วไฉยิ้มตอบ เขาแค่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร


อันที่จริงเขาอยากบอกว่า เขาอยากไปดูเองคนเดียว หากสอบติดก็จะนำข่าวดีกลับมาเลี้ยงฉลองด้วยกัน แต่หากไม่ ก็จะให้คนมาส่งข่าวบอกพวกเขา ส่วนตนก็จะเดินทางกลับอำเภอไปอ่านตำราต่อ รออีกสามปีค่อยมาสอบใหม่


“ฮี่ๆๆ ท่านอาจารย์ ท่านสอบติดแล้ว ไม่ต้องกังวลแล้วขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์ยิ้มกว้าง วิ่งมาจับมือเขา ทันทีที่สดับวาจาเด็กน้อย คังซิ่วไฉถึงกับนิ่งค้างไป


“สะ…สอบ สอบติดแล้วหรือ?”


“ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้ารัวๆ “ท่านพ่อให้คนไปดูมาแล้วขอรับ แม้ว่าท่านอาจารย์จะทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ แต่ก็ยังสอบติด เพียงแต่ลำดับชื่ออยู่หลังๆหน่อย ตอนแรกท่านพ่ออยากให้ท่านไปดูเองจะได้ดีใจ แต่ข้าเห็นสีหน้าของท่านดูเป็นกังวล ก็เลยตัดสินใจบอกดีกว่าขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนย่อมรู้อยู่แล้วว่าการประกาศผลสอบในวันนี้สำคัญต่อคังซิ่วไฉมากเพียงใด เขาจึงส่งคนไปดูให้ก่อน หากสอบติดก็จะให้พวกเด็กๆไปร่วมยินดีด้วยกัน แต่หากสอบไม่ติดจะได้ไม่ต้องให้เด็กๆไป จะได้ไม่ทำให้คังซิ่วไฉรู้สึกลำบากใจ


ตอนนี้ผลลัพธ์คือเขาสอบติดแล้ว ถึงรายชื่อจะอยู่ลำดับท้ายๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็หมายความว่า เขาสามารถเข้าร่วมการสอบระดับแคว้นปีหน้าได้ ตราบใดที่ได้เข้าร่วมสอบ นั่นย่อมเป็นนิมิตรหมายอันดีแน่นอน


ทันใดนั้นคังซิ่วไฉก็รู้สึกราวกับตัวเองมีชีวิตชีวา และมีกำลังวังชาขึ้นมาแล้ว


เช่นนี้ก็สามารถไปดูได้อย่างสบายใจได้แล้ว และไม่ต้องกังวลว่าเด็กๆจะผิดหวังแล้ว!


“ไป พวกเราไปดูผลสอบกัน!”


คังซิ่วไฉดีใจจนมือไม้สั่นไปหมด รอยยิ้มบนใบหน้าจะปกปิดอย่างไรก็ปกปิดไม่มิด ในที่สุดความพยายามที่ผ่านมาหลายปีก็ไม่สูญเปล่าแล้ว


“ไปกันเถอะ ไปดูเรื่องน่ายินดีกัน!”


เด็กๆทั้งกลุ่มล้อมหน้าล้อมหลังคังซิ่วไฉและพากันไปดูผลสอบ 

......


ขณะเดียวกัน ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงมาประจำการตรวจโรคที่โรงหมอแล้ว ผู้ป่วยที่มาตรวจโรควันนี้หนาแน่นเช่นเคย


ต้องบอกว่า เวลาทำงานของนางค่อนข้างอิสระมาก บางครั้งหากนางไม่อยากตรวจนางก็ไม่ไป แน่นอนว่านางจะต้องแจ้งให้โรงหมอทราบด้วย ส่วนผู้ป่วย วันใดที่ได้รับข่าวว่านางจะมา ก็จะรีบมาต่อแถวรอกันตั้งแต่เช้ามืด หากได้ตรวจก็ถือว่าโชคดีมาก


ส่วนลู่ไป่ชวน หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าคังซิ่วไฉสอบติด เขาจึงไปที่หน่วยหั่วอวิ๋นอย่างวางใจ ส่วนพวกเด็กๆก็ให้พวกเขาไปร่วมยินดีกับคังซิ่วไฉ


ในตอนนี้ ผู้ที่สอบติดก็นับว่ามีคุณสมบัติที่จะเป็นขุนนางแล้ว หากมีนายอำเภอที่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องตอนนี้ ก็สามารถให้คนเหล่านี้เข้าไปเป็นนายอำเภอหรือผู้ช่วยนายอำเภอได้เลย ถึงอย่างไรนับจากนี้ พวกเขาก็หลุดพ้นจากสถานะราษฎรแล้ว


ทว่าคนอย่างคังซิ่วไฉย่อมไม่หยุดอยู่แค่สถานะผู้ถูกคัดเลือกแน่นอน เป้าหมายของเขาขั้นต่อไปคือ ต้องเข้าร่วมการสอบระดับแคว้น


วันนี้ ตามถนนหนทางคึกคักเป็นพิเศษ เต็มไปด้วยผู้คนที่รอดูผลว่า ผู้ที่สอบได้เจี้ยหยวนเป็นใคร


[1] เจี้ยหยวน : คนที่สอบติดอันดับหนึ่ง


หน้าป้ายประกาศผลสอบมีทั้งคนดีใจ คนเศร้าใจ คนหัวเราะ คนร้องไห้ บางคนก็ร้องไห้จนเป็นลมไป


พวกเด็กๆกับคังซิ่วไฉไปถึงที่ประกาศผลสอบถึงกับตกใจกับบรรยากาศที่เห็น นี่อารมณ์รุนแรงกันถึงเพียงนี้เลยหรือ


ตอนที่ 477: ประกาศผลสอบ มีทั้งคนดีใจและเสียใจ


“ท่านอาจารย์ ข้างหน้าคนเยอะมาก เราไปดูกันเถอะขอรับ!”


เหลยจื่อพูดพลางเดินฝ่าฝูงชนเข้าไป คังซิ่วไฉรู้ว่าตัวเองสอบติดแล้ว แต่ก็ยังอยากเข้าไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง


“พวกเจ้ารออาจารย์อยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวอาจารย์เข้าไปดูเอง”


“เช่นนั้นท่านอาจารย์เข้าไปเถอะขอรับ ข้าจะอยู่ดูน้องๆตรงนี้”


เหลยจื่อเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของคังซิ่วไฉ จึงไม่ได้รบเร้าจะเข้าไปด้วย ให้เขาได้ไปดูด้วยตัวเอง


คังซิ่วไฉพยักหน้า และเดินเบียดเสียดฝ่าฝูงชนเข้าไปที่ป้ายประกาศทีละก้าว


แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ใจเขาก็ยังเต้นแรงอยู่ดี


โก่วเอ๋อร์บอกแล้วว่าชื่อของเขาอยู่ลำดับท้ายๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หาชื่อตัวเองในแถวแรก เขามุ่งสายตาหาชื่อตัวเองในแถวสุดท้ายทันที ปรากฏว่าชื่อแรกในแถวสุดท้ายก็คือชื่อเขาจริงๆ


เขาไม่ได้ดีใจจนบ้าคลั่งเหมือนกับคนอื่นๆเพียงมองชื่อตัวเองนิ่งๆอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง


…เขาสอบติดแล้วจริงๆ 


ถึงชื่อจะอยู่ลำดับท้ายๆ แต่เขาก็มีสิทธิ์สอบระดับแคว้นแล้ว 


ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เขาต้องพยายามให้ดีที่สุด จะให้สิ่งใดมารบกวนไม่ได้อีกแล้ว ตั้งใจทำข้อสอบให้ดีที่สุด และต้องสอบผ่านให้ได้!


สุดท้ายสวรรค์ก็ยังเห็นใจเขา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ได้รับความทุกข์ทรมานไม่น้อย แต่ในที่สุดก็อดทนจนได้เห็นความสำเร็จในวันนี้!


แม้ได้รับเรื่องกวนใจ เขาก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่บนภูเขาสูงได้ ไม่ได้ร่วงหล่นลงไป


รอบข้างมีเสียงดีใจ เสียงร้องไห้ สรรพเสียงจากหลากอารมณ์ปนเป แต่เขาก็ไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ยืนมองชื่อตัวเองอยู่อย่างนั้น มุมปากมีรอยยิ้มเผยออกมา คิดว่าทั้งหมดที่ผ่านมา…คุ้มค่าแล้ว


พวกเด็กๆยืนมองคังซิ่วไฉอยู่นอกฝูงชน ผ่านไปครู่ใหญ่เหลยจื่อก็ถามเสี่ยวหาว บ่าวรับใช้คนสนิทของคังซิ่วไฉ “เหตุใดท่านอาจารย์ถึงยืนนิ่งอย่างนั้นล่ะ เขาเสียใจหรือดีใจกันแน่?”


เสี่ยวหาวส่ายหน้า “ข้าน้อยก็ไม่แน่ใจเหมือนกันขอรับ ท่าทางเช่นนี้ของเขาน่าจะดีใจกระมัง”


โก่วเอ๋อร์กล่าว “ท่านอาจารย์ต้องดีใจอยู่แล้ว พวกเราอย่ารบกวนเขาเลย ให้ท่านอาจารย์ยืนอยู่อย่างนั้นอีกสักครู่เถอะ โอ๊ะ ตรงนั้นมีศาลาพักร้อน พี่เหลยจื่อพาพวกเราไปดื่มเครื่องดื่มเย็นๆหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”


โก่วเอ๋อร์ดึงชายเสื้อเหลยจื่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มออดอ้อน


เหลยจื่อหันไปมอง ศาลาพักร้อนที่น้องชายว่าน่าจะเพิ่งทำขึ้นเมื่อเช้านี้ เป็นเพิงไม้เรียบง่าย ด้านนอกด้านในมีคนนั่งอยู่ไม่น้อย บางคนก็มาร่วมชมความคึกคัก บางคนก็เป็นครอบครัวของผู้เข้าสอบ เหนื่อยแล้วก็มาซื้อเครื่องดื่มเย็นๆ จิบระหว่างนั่งพัก


เครื่องดื่มที่ขายไม่ได้มีราคาแพง ถ้วยละหนึ่งถึงสองอีแปะ หากในยามปกติ เหลยจื่อคงตอบตกลงไปแล้ว แต่วันนี้เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธโดยไม่คิดเลย


“ไม่ได้ ช่วงนี้เจ้าไม่สบาย ห้ามดื่มของเย็น”


สองสามวันที่ผ่านมา โก่วเอ๋อร์เป็นไข้หวัดเล็กน้อย ถึงอาการไม่ได้หนัก แต่เหอจิ่วเหนียงก็กลัวว่าบุตรชายไปข้างนอกจะซื้ออะไรกินมั่วซั่ว ดังนั้นจึงยึดเงินค่าขนมเขาไว้ชั่วคราว


และด้วยเหตุนี้ เขาจึงทำได้แค่อ้อนให้เหลยจื่อช่วยซื้อให้


เด็กต่อให้รู้ความเพียงใดก็คือเด็ก ไม่อาจห้ามปากตัวเองได้ เมื่อถูกเหลยจื่อปฏิเสธ โก่วเอ๋อร์ก็ทำปากจู๋ นั่งยองๆอยู่ที่เดิมด้วยความน้อยใจ ยกมือเท้าคาง และมองคนที่กำลังดื่มเครื่องดื่มคลายร้อนด้วยสายตาปรารถนา


ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว และตอนนี้ก็ยังเป็นเวลาเช้า ต่อให้ไม่ได้เป็นหวัดก็ไม่ควรให้เด็กวัยนี้ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ หากไม่ใช่เพราะวันนี้อากาศร้อน คาดว่าร้านนี้ก็คงขายไม่ได้ถึงเพียงนี้


เหลยจื่อไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงมีคนมาขายเครื่องดื่มคลายร้อนอยู่ตรงนี้ ดังนั้นรอจนในที่สุดคังซิ่วไฉเดินกลับมา เขาจึงเอ่ยถามขึ้น


คังซิ่วไฉเหลือบมอง ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “ก็เพื่อให้คนที่รู้สึกตื่นเต้นได้ใจเย็นลงบ้างน่ะ”


บางคนดีใจหรือเสียใจมากเกินไป เมื่อได้ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆลงไปก็สามารถช่วยควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้


และแน่นอนว่า คนส่วนมากที่ดื่มก็คือญาติพี่น้องที่ตามมาดูผลสอบ เพราะเจ้าตัวก็คงไม่มีกะจิตกะใจจะมาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆเช่นนี้หรอก


“ไปกันเถอะ ข้าจะต้องกลับไปบอกข่าวดีให้ทุกคนได้รู้!”


ในตอนนี้ คังซิ่วไฉพูดได้อย่างเต็มปากแล้ว สามารถเดินเชิดหน้าชูตาได้อย่างเต็มที่ แม้รายชื่อจะอยู่ในลำดับท้ายๆ แต่ขอเพียงแค่มีสิทธิ์สอบระดับแคว้นก็เพียงพอแล้ว


“ท่านอาจารย์ กลับไปท่านให้พี่เสี่ยวหาวชงเครื่องดื่มเย็นๆให้ข้าดื่มได้หรือไม่ขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์จับชายเสื้อคังซิ่วไฉแกว่งไปมา พลางเลียริมฝีปากด้วยความกระหาย


เขาอยากดื่มเครื่องดื่มคลายร้อนมากจริงๆ และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตอนนี้เขาถึงอยากดื่มมากเป็นพิเศษ


“ฮ่าๆๆ ไม่ได้หรอก เสียงเจ้าแหบขนาดนี้แล้ว หากดื่มเครื่องดื่มเย็นๆเข้าไปอีกเจ้าคงไม่มีเสียงพูดแน่ แต่หากเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ ข้าชงให้สองกาเลย!”


คังซิ่วไฉรู้สึกมันเขี้ยว เด็กชายตัวน้อยคนนี้น่ารักมาก จึงจูงมือเล็กๆของเขาเดินกลับไป


ที่เรือนพักของเขามีชาคุณภาพดีที่เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนมอบให้ครั้งก่อน กลับไปชงให้พวกเด็กๆดื่มดีกว่า!


โก่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งน้อยใจ เขาแค่อยากดื่มเครื่องดื่มเย็นๆเท่านั้นเอง!


กลุ่มคนทางด้านนี้กลับไปดื่มชาที่เรือนคังซิ่วไฉด้วยความเบิกบานใจ

.......


ส่วนทางด้านลู่ไป่ชวนกำลังประชุมหารือถึงแผนการรับมือกับเรื่องว่าที่พี่เขยของเฉียนชิ่ง


กว่านอวี้ผิง—ว่าที่พี่เขยของเฉียนชิ่งสอบติดดังคาด เพียงแต่ไม่ได้ติดสามอันดับแรก ถึงอย่างนั้นก็อยู่ในอันดับที่ห้า


ถึงจะไม่ติดสามอันดับแรก แต่ก็นับว่าอยู่ในรายชื่ออันดับต้นๆ


“ก่อนหน้านี้ข้าเคยสืบมาแล้ว กว่านอวี้ผิงคนนี้ไม่ใช่นักเรียนเรียนดีอะไร ไม่ได้โดดเด่นในสำนักศึกษา แต่ก็ไม่ได้แย่นัก อยู่ในระดับปานกลางค่อนท้าย การที่เขาจะสอบติดได้ถือเป็นเรื่องยาก แต่ครั้งนี้เขากลับสอบติด แถมยังติดอันดับห้าด้วย ไม่ใช่แค่พวกเราที่รู้สึกเหลือเชื่อ แม้แต่สหายร่วมชั้นเรียนของเขาก็เหลือเชื่อเรื่องนี้เหมือนกัน”


“ข้าเองก็ไปสืบเรื่องของกว่านอวี้ผิงมาโดยเฉพาะเหมือนกัน ครอบครัวเขาทำการค้า ร่ำรวยมาก ปกตินอกจากไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว มักจะไปเสพสมสุรานารีอยู่เนืองๆ หลังจากหอตันจู๋โดนปิด เขาก็ซื้อตัวผู้หญิงที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีไปเลี้ยงดูอยู่ในจวน”


“หอตันจู๋อย่างนั้นหรือ! ตัวดีเลยนะนั่น! คนผู้นี้คงจะไม่ใช่คนของพวกตงถิงกระมัง!”


ทุกคนต่างถกเรื่องที่ตัวเองรู้มา ตั้งแต่เริ่มหารือ ลู่ไป่ชวนนั่งเงียบมาโดยตลอด จนกระทั่งฟังไปถึงตอนหลัง เขาจึงจะเอ่ยปากตัดบททุกคน “ที่พวกเจ้าพูดมาชี้ชัดได้ดีทีเดียว กว่านอวี้ผิงเป็นพวกของตงถิง เมื่อวานฉินเจียนมาบอกข้าว่าเห็นกว่านอวี้ผิงเข้าไปที่เรือนด้านหลังของคณะงิ้วชิงอิน ก็เลยสงสัยว่ากว่านอวี้ผิงคนนี้เป็นพวกเดียวกับคณะงิ้วชิงอิน และนี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าจะบอกพวกเจ้าเช้าวันนี้”


เมื่อหัวหน้าบอกข้อมูลของตัวเองออกมา ทุกคนถึงกับตกใจ ตอนแรกพวกเขาเพียงสันนิษฐานเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง!


“ละ ละ แล้ว… แล้วเฉียนชิ่งจะใช่…”


โหลวชงพูดตะกุกตะกัก เฉียนชิ่งช่วยทุจริตการสอบก็เป็นความผิดใหญ่หลวงแล้ว ตอนนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกคนตงถิงด้วย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!


“ตอนนี้ยังต้องรอหลักฐาน เรื่องนี้ข้าจะเป็นคนจัดการเอง ตอนนี้พวกเจ้าจัดการเรื่องของตัวเองไปก่อน หากเรื่องของเฉียนชิ่งมีความคืบหน้า ข้าจะย้ายกำลังคนกลับมาสักสองคนให้จัดการเรื่องนี้”


ลู่ไป่ชวนบอกแผนการของตัวเองออกไป โหลวชงโพล่งขึ้นทันที “หัวหน้า ท่านคนเดียวจะอันตรายเกินไปหรือไม่ขอรับ ให้ข้าไปกับท่านด้วยดีกว่า ตอนนี้งานในมือข้าก็ไม่ได้เร่งด่วนอะไร”


ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ไม่ต้อง ข้ารู้ดีควรทำเช่นไร”


อันที่จริงเขาก็พูดออกไปยากเหมือนกันว่า เรื่องนี้ภรรยาเขาเป็นคนรับหน้าที่ไปแล้ว


ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องนี้อันตราย แต่ภรรยาเขากลับยืนยันว่าจะทำ ช่างเป็นภรรยาที่ไขสือซะจริง


โหลวชงจะพูดต่อ แต่คนข้างๆกลับเอ่ยขึ้นเสียก่อน “เอาเถอะ เรื่องที่หัวหน้าตัดสินใจแล้ว พวกเราโน้มน้าวไปก็ไร้ประโยชน์”


ทุกคนคิดอยู่ครู่หนึ่ง 


ที่เขาพูดก็จริง 


จากนั้นจึงไม่มีใครคัดค้านอีก


ลู่ไป่ชวนลอบยู่ปากเล็กน้อย หัวหน้าตัดสินใจแล้วใครพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์อะไรล่ะ เมื่อคืนภรรยาตีเขาไปทีหนึ่งพร้อมขู่ฟ่อๆ จนตอนนี้เขายังจำได้ดีอยู่เลย!


ตอนที่ 478: โก่วเอ๋อร์ปวดท้อง


และแน่นอนว่าเรื่องนี้เขาไม่พูดออกมาแน่ๆ ความหวังดีของภรรยา เขารู้คนเดียวก็พอแล้ว


ลู่ไป่ชวนจัดแจงเรื่องต่างๆเสร็จก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วนตนก็เดินตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเตรียมตัวกลับจวน


เมื่อเขากลับไปถึงจวน พวกเด็กๆยังไม่กลับมา เขาคิดว่าคงจะอยู่ที่เรือนคังซิ่วไฉ วันนี้เขาสอบติดแล้ว ที่เรือนเขาต้องคึกคักเป็นพิเศษแน่นอน


คิดได้ดังนั้นลู่ไป่ชวนจึงอยากไปร่วมวงด้วย และจะได้รับพวกเด็กๆกลับมาด้วยเลย


ยังไม่ทันเข้าไปในตรอกเล็กๆก็เห็นคังซิ่วไฉอุ้มโก่วเอ๋อร์วิ่งออกมาด้วยความร้อนรน และพบกับลู่ไป่ชวนพอดี ทั้งสองล้วนตกใจมาก


“เกิดอะไรขึ้น?”


ลู่ไป่ชวนเห็นบุตรชายของตนร้องไห้ในอ้อมแขนของคังซิ่วไฉ จึงยื่นมือรับเขามาอุ้ม


“นายท่านสามลู่ ข้าต้องขอโทษจริงๆขอรับ วันนี้มีคนมาแสดงความยินดีที่เรือนเยอะมาก ข้าไม่ทันได้ดู อวี้เอ๋อร์แอบดื่มน้ำเย็นเข้าไป ตอนนี้ก็เลยปวดท้อง ข้ากำลังจะพาเขาไปหาท่านหมอเหอพอดี”


พวกเหลยจื่อก็วิ่งตามออกมา และฟ้องลู่ไป่ชวนโดยไม่ไว้หน้าโก่วเอ๋อร์แม้แต่น้อย “ท่านอาสาม โก่วเอ๋อร์เป็นหวัดแล้วยังขอดื่มน้ำเย็นตลอด พวกเราไม่ให้เขาดื่ม เขาก็เลยไปแอบเปลี่ยนน้ำเย็นเอง ถึงได้ปวดท้องเช่นนี้ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์ไม่สบายก็รู้สึกทรมานอยู่แล้ว ตอนนี้พวกพี่ๆยังฟ้องบิดาเรื่องของเขาอีกก็ยิ่งรู้สึกกระเง้ากระงอดไปใหญ่ จึงได้แต่ซุกหน้าลงในอกของลู่ไป่ชวน ร้องไห้ไม่หยุด


เป็นครั้งแรกที่ลู่ไป่ชวนเห็นบุตรชายร้องไห้ ทั้งยังร้องไห้หนักหน่วง เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจมาก


ถึงจะรู้ว่าเขาป่วยแต่ยังแอบดื่มน้ำเย็นจะเป็นเรื่องที่เขาทำไม่ถูกต้อง แต่คนเป็นพ่อก็อดสงสารลูกน้อยไม่ได้ จึงทำใจต่อว่าเขาไม่ลง


“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าจะพาเขาไปโรงหมอเอง อาจารย์คังอยู่รับแขกเถอะ เหลยจื่อ เจ้าพาพวกหูจื่ออยู่ช่วยอาจารย์คังนะ”


“ขอรับ!”


พวกเหลยจื่อพยักหน้า และอยู่ที่เรือนอาจารย์คังต่อ


คังซิ่วไฉรู้สึกเป็นห่วงโก่วเอ๋อร์ ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะเขาที่ดูแลโก่วเอ๋อร์ไม่ดี จึงทำให้เด็กๆไปหยิบน้ำเย็นมาดื่มเช่นนี้ เขารู้สึกผิดมาก


หลังจากลู่ไป่ชวนไป เหลยจื่อก็เอ่ยกับคังซิ่วไฉอย่างใส่ใจ “อาจารย์คังวางใจเถอะขอรับ อวี้เอ๋อร์ต้องไม่เป็นอะไร ฝีมือแพทย์ของท่านอาสะใภ้สามเก่งกาจมาก! แล้วที่อวี้เอ๋อร์ดื่มน้ำเย็นเข้าไปก็ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ อาจารย์อย่าโทษตัวเองเลยขอรับ ท่านอากับท่านอาสะใภ้ไม่ติดใจแน่นอนขอรับ”


คังซิ่วไฉฝืนยิ้มออกมา “ก็เป็นข้าอยู่ดีที่ดูแลพวกเจ้าไม่ดี พาพวกเจ้าออกมาแล้วกลับให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ เฮ้อ!”


เดิมทีวันนี้ควรจะเป็นวันที่มีความสุข แต่ตอนนี้อวี้เอ๋อร์ป่วย เขาทั้งโทษตัวเองทั้งรู้สึกผิด ความดีใจจากการสอบติดก็อันตรธานหายไปทันที


เด็กน้อยคนนั้นให้ความอบอุ่นกับเขาไม่น้อย เขากลับดูแลได้ไม่ดี ต่อให้ลู่ไป่ชวนกับภรรยาจะไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย แต่ในใจเขาก็รู้สึกแย่อยู่ดี

......

ลู่ไป่ชวนอุ้มโก่วเอ๋อร์ขึ้นหลังม้า มือข้างหนึ่งจับเชือกบังเหียน มืออีกข้างอุ้มบุตรชายที่ยังคงร้องไห้ ปากเอ่ยถาม “ปวดท้องมากหรือไม่ หากพ่อเร่งม้าให้เร็วกว่านี้เจ้าจะเจ็บท้องมากกว่าเดิมหรือไม่?”


เด็กน้อยร่างเล็กที่เดิมทีร้องไห้ฟูมฟาย จู่ๆก็หยุดชะงัก ตอนแรกคิดว่าท่านพ่อจะดุเสียอีก กลับกลายเป็นว่าท่านพ่อถามเช่นนี้ออกมา


“ท่านพ่อ…ไม่โกรธหรือขอรับ?”


ใบหน้าของโก่วเอ๋อร์ยังมีคราบน้ำตา เอ่ยเสียงติดๆขัดๆ ไม่รู้เพราะปวดท้องหรือเพราะร้องไห้อย่างหนักกันแน่


ลู่ไป่ชวนย้อนถามกลับ “เหตุใดพ่อต้องโกรธด้วยล่ะ?”


โก่วเอ๋อร์เจอคำถามนี้ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอ้ำอึ้ง “เพราะว่า…เพราะข้าไม่เชื่อฟัง ป่วยแล้วยังจะ…ยังจะ…ดื่มน้ำเย็นอีก…”


ลู่ไป่ชวนยิ้มบางๆ “นั่นสิ เจ้าดูสิ เจ้ารู้ตัวแล้วว่าตัวเองผิด พ่อก็ไม่ต้องดุเจ้าแล้ว ไปให้แม่เจ้าตรวจอาการก่อน น้ำที่เจ้าดื่มอาจจะไม่สะอาด เจ้าดื่มเข้าไปก็เลยปวดท้องก็ได้”


มือเขาไม่ว่างลูบศีรษะบุตรชาย จึงก้มลงไปหอมศีรษะน้อยๆของเขา 


ตั้งแต่เขาได้เจอกับบุตรชายจนกระทั่งถึงตอนนี้ เขารู้ว่าบุตรชายรู้ความเกินวัยมาก วันนี้คงจะเป็นวันที่บุตรชายเหมือนเด็กมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นแล้ว


เขาก็เหมือนเด็กทั่วไป เจ็บปวดก็ร้องไห้ ป่วยก็อารมณ์ไม่ดี สิ่งที่ผู้ใหญ่ห้ามเขาก็ยิ่งอยากลอง เขาในตอนนี้เป็นความอ่อนแอที่เจ้าตัวไม่เคยแสดงออกมาให้เห็นมาก่อนเลย


พูดตามตรง ตอนนี้ลู่ไปชวนกลับรู้สึกดีใจมาก


บุตรชายคลายความเข้มแข็งลง เผยความเป็นเด็กออกมา ผ่อนคลายกับสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตกับพวกเขา ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่คิดอยากจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ เพื่อจะได้ปกป้องแม่ของเขา


โก่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ทำปากเบ้ และกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีก


ตอนแรกเขาคิดว่าท่านพ่อจะโกรธ ไม่นึกเลยว่าท่านพ่อจะอ่อนโยนถึงเพียงนี้ ไม่เพียงไม่ดุเขาเท่านั้น แต่ยังปลอบเขาอีกด้วย ท่านพ่อช่างประเสริฐยิ่งนัก ฮือๆๆ…


ไม่นานนักสองพ่อลูกก็มาถึงโรงหมออวี้หยวน ทุกคนเห็นเขาก็จะทักทายเหมือนทุกครั้ง ปกติเขามักจะตอบกลับอย่างเป็นมิตร แต่วันนี้บุตรชายไม่สบายจึงบุกเข้ามาด้วยความรีบร้อน ตอบกลับอย่างขอไปที และรีบพาบุตรชายเข้าไปในห้องตรวจของเหอจิ่วเหนียงทันที


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะเขียนเทียบยาให้ผู้ป่วยเสร็จ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นสามีและลูกจึงถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ท่านมาได้อย่างไร?”


“ลูกดื่มน้ำไม่สะอาดก็เลยปวดท้อง เจ้าตรวจให้หน่อย”


ลู่ไป่ชวนอุ้มโก่วเอ๋อร์เข้าไป เหอจิ่วเหนียงขอโทษผู้ป่วยคนต่อไป “ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ รบกวนท่านรอสักครู่นะเจ้าคะ นี่ลูกชายข้าเอง!”


ผู้ป่วยรายต่อไปยิ้มรับอย่างยินดี เขาเป็นลูกชายของท่านหมอเหอ จะไม่ให้แทรกได้อย่างไร


เหอจิ่วเหนียงให้ลู่ไป่ชวนวางบุตรชายลงในท่านอนราบ จากนั้นก็ตรวจอาการเหมือนผู้ป่วยปกติ เมื่อจับชีพจร สีหน้าของนางก็ค่อยๆเคร่งขรึม


“เป็นเช่นไรบ้าง เพราะน้ำที่เขาดื่มไม่สะอาดใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ต้องเจาะเลือดมาตรวจก่อน”


กล่าวจบนางก็หยิบเข็มเงินออกมาจากห่อเข็ม เจาะปลายนิ้วของโก่วเอ๋อร์ และนำเลือดมาตรวจอย่างละเอียด


โก่วเอ๋อร์มองเหอจิ่วเหนียงตลอด แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่สนใจเขา ทำท่าทางเหมือนไม่รู้จักเขาก็มิปาน


ท่านแม่โกรธจนไม่สนใจเขาแล้ว จะทำเช่นไรดี ฮือๆๆ


โก่วเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกเสียใจ แต่กลับ.อดทนเอาไว้ไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา


หลังจากตรวจเลือดเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “ไม่ใช่เพราะน้ำไม่สะอาดหรอก แต่เขาถูกพิษเข้าแล้ว”


หญิงสาวขมวดคิ้วแน่นแล้วถามต่อ “เขาดื่มน้ำมาจากไหน?”


“ที่เรือนอาจารย์คัง”


“แย่แล้ว!” เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้าง “มีคนคิดจะทำร้ายอาจารย์คัง ท่านรีบส่งคนไปล้อมเรือนนั้นเดี๋ยวนี้เลย ดูว่ายังมีคนอื่นถูกพิษด้วยหรือไม่ จริงสิ เอายาลูกกลอนแก้พิษนี่ติดตัวไปด้วย สามารถยับยั้งพิษนี่ได้ชั่วคราว หากอาการหนักให้รีบส่งตัวมาที่ข้าด่วน!”


ลู่ไป่ชวนคิดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายจะถูกพิษ ทันใดนั้นก็รู้สึกเครียด


“แล้วโก่วเอ๋อร์…”


“เขาดื่มไปไม่เยอะ ไม่ต้องห่วง มีข้าอยู่เขาปลอดภัยแน่นอน ท่านรีบไปช่วยคนอื่นเถอะ!”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็ยัดขวดยาใส่มืออีกฝ่าย จากนั้นก็เริ่มแก้พิษให้โก่วเอ๋อร์


โก่วเอ๋อร์ได้ยินว่าตัวเองถูกพิษก็ตกใจมาก เขาแค่ตะกละเท่านั้นเอง เหตุใดถึงกลายเป็นถูกพิษเอาได้


นิ้วมือที่ถูกเจาะเลือดเมื่อครู่ยังเจ็บอยู่ เขากลับไม่กล้าส่งเสียงแต่อย่างใด มองเหอจิ่วเหนียงที่กำลังง่วนกับการหยิบเข็มเงินออกมาหลายเล่มตาปริบๆ เมื่อเห็นว่าเข็มเหล่านั้นกำลังจะแทงลงบนร่างตัวเอง ในที่สุดโก่วเอ๋อร์ก็ไม่อาจกลั้นเอาไว้ได้อีก เริ่มส่งเสียงร้องไห้งอแงออกมาอีกครั้ง


ตอนที่ 479: นางแข็งแกร่งกว่าบุรุษเสียอีก


ลู่ไป่ชวนเห็นบุตรชายเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกสงสารมาก แต่เขาก็ไม่อาจอยู่เฉยไม่ช่วยทางด้านคังซิ่วไฉได้ หากทุกคนดื่มน้ำนั่นกันหมดแล้วมีคนจำนวนมากถูกพิษ เช่นนั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่


ส่วนเรื่องที่ใครเป็นคนวางยาพิษในเรือนคังซิ่วไฉ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน


เขาหันหลังเดินไปโดยที่ไม่ใจอ่อนกับเสียงร้องไห้ของบุตรชาย ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ไม่อาจใจร้ายทำเป็นไม่สนใจบุตรชายได้อีกแล้ว จึงคว้าบุตรชายมากอดในอ้อมอกและปลอบเขาเบาๆ 


“โก่วเอ๋อร์ไม่ร้องนะลูก ลูกจะไม่เป็นอะไร แม่รักษาเจ้าให้หายได้”


โก่วเอ๋อร์ปวดท้อง ในใจก็รู้สึกแย่มาก เมื่อเห็นว่าในที่สุดท่านแม่เลิกเมินตนแล้ว จึงยื่นมือไปจับมือเหอจิ่วเหนียง “ท่านแม่ ฮือๆๆ… ต่อไปข้าไม่กล้าอีกแล้ว ฮือๆๆ ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่านแม่…”


เขาร้องไห้ราวกับใจแทบสลาย เหอจิ่วเหนียงปลอบเขาเสียงอ่อนโยน “เอาละ เอาละ แม่รู้ว่าโก่วเอ๋อร์ของแม่เป็นเด็กดีที่สุด แม่ไม่โทษเจ้า เป็นเพราะคนนิสัยไม่ดีต่างหาก เข้าใจหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าสะอึกสะอื้น


จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ฝังเข็มให้เขา ให้เขาดื่มยาอะไรเขาก็ไม่งอแงอีก แม้น้ำตาจะคลอแต่ก็อดทนไม่ให้ไหลออกมา และไม่ส่งเสียงแต่อย่างใด


หลังจากที่ท่านหมอซ่งกับซ่งฉือรู้เรื่องก็รีบมาดูทันที ทั้งสองยังช่วยเหอจิ่วเหนียงด้วย


“ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ อยู่ดีๆเหตุใดถึงถูกพิษเอาได้?”


เหอจิ่วเหนียงทำการรักษาไปพลางเอ่ยตอบ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ พ่อของเขาพาคนไปตรวจสอบแล้ว โชคดีนะที่เขาดื่มเข้าไปไม่เยอะ”


อันที่จริงพิษนี้ไม่นับว่ารุนแรงแต่อย่างใด ในระยะเฉียบพลันนั้นไม่ได้อันตรายถึงชีวิต จะเพียงมีอาการปวดท้องและรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา หากได้รับการรักษาทันท่วงทีก็มีโอกาสรอด แต่หากได้รับในปริมาณสูงและต่อเนื่องไปนานๆก็ถึงขั้นคร่าชีวิตได้


พิษนี้พบในเรือนคังซิ่วไฉ เห็นได้ชัดว่าต้องการจัดการกับคังซิ่วไฉ อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้คังซิ่วไฉน่าจะไปล่วงเกินใครเข้าจึงเกิดเรื่องเช่นนี้


เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าโก่วเอ๋อร์จอมตะกละจะเป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกพิษเข้า


หลังจากฝังเข็มและดื่มยาเสร็จ ซ่งฉือก็อุ้มโก่วเอ๋อร์และปลอบเขา ตอนนี้โก่วเอ๋อร์หายปวดท้องแล้ว แต่ยังรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ถูกซ่งฉืออุ้มไว้และคอยปลอบเช่นนี้ไม่นานนักเขาก็ผล็อยหลับไป


“น่าสงสารเด็กน้อยคนนี้เสียจริง”


หมอผู้เฒ่าซ่งเอ่ยอย่างทอดถอนใจ แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูและสงสาร


“ขอบคุณท่านหมอซ่งที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ทางนี้มีข้าดูแลอยู่ ท่านไปทำธุระเถอะเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างทอดถอนใจเช่นกัน โชคดีที่นางรู้ว่าพิษนี้ไม่ได้ถึงขั้นชีวิต มิฉะนั้นนางคงร้อนใจแย่แล้วเป็นแน่


อีกอย่าง โชคดีที่ส่งโก่วเอ๋อร์มาที่โรงหมอทันเวลา พิษจึงไม่ได้แทรกซึมไปมากเท่าไร พักรักษาตัวอีกสักสามสี่วันก็หายแล้ว


ตอนนี้เป็นเวลาที่โรงหมอคนเยอะที่สุด ทางด้านท่านหมอซ่งก็ไม่ได้ว่าง มาง่วนอยู่ตรงนี้นานแล้วจึงไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ลืมกำชับเด็กผู้ช่วยในโรงหมอว่าให้อยู่ฟังคำสั่งของเหอจิ่วเหนียงตลอด


เด็กผู้ช่วยในโรงหมอพยักหน้ารับคำสั่ง เขาก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอด


ซ่งฉือกล่าว “โก่วเอ๋อร์หลับแล้ว ข้าพาเขาไปนอนบนเตียงดีกว่า”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า ยื่นมือไปรับโก่วเอ๋อร์มาอุ้ม “ไม่เป็นไร เขาตกใจมาก ให้ข้าอุ้มเขาไว้ดีกว่า”


“แต่เช่นนี้เจ้าจะเมื่อยเอาได้นะ เด็กน้อยคนนี้โตไวจริงๆ ข้าอุ้มแค่ไม่นานก็รู้สึกเมื่อยแล้ว”


ซ่งฉือยังไม่วางใจ หลังจากลู่ไป่ชวนกลับมา ความคิดในเชิงคนรักของซ่งฉือที่มีต่อเหอจิ่วเหนียงก็หายไปหมดแล้ว ตอนนี้เขาคิดกับนางแค่สหายร่วมงาน บางครั้งก็ปรึกษากันเรื่องวิชาแพทย์ มีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจก็จะมาถามนางบ้าง ยามจำเป็นก็ช่วยเหลือกันปกติ ไม่ได้มุ่งมาดปรารถนาในสิ่งที่ไม่ใช่ของเขาทำนองนั้นแล้ว


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าอีกฝ่ายหวังดี แต่นางก็ยังปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ข้าไหว ท่านหมอเสี่ยวซ่งไปทำธุระของท่านเถอะเจ้าค่ะ”


บุตรชายถูกพิษนางย่อมปวดใจกว่าใครๆ เมื่อครู่จงใจเมินโก่วเอ๋อร์ก็เพราะรู้สึกโกรธเล็กน้อย รู้ทั้งรู้ว่าไม่สบายแต่กลับดื้อรั้นจะดื่มน้ำเย็นให้ได้ ไม่คำนึงถึงร่างกายตัวเองเลย ยิ่งนางที่เป็นหมอ หากผู้ป่วยไม่ฟังคำสั่งของหมอนางรู้สึกโกรธมากจริงๆ


แต่ใครจะรู้ว่าบุตรชายผู้รู้ประสาเหมือนผู้ใหญ่คนนี้จะอ่อนไหวมาก ร้องไห้จนใจนางแทบจะสลายอยู่แล้ว


“ก็ได้ เช่นนั้นถ้ามีอะไรก็เรียกข้าได้ตลอดเลยนะ”


ซ่งฉือเห็นอีกฝ่ายยืนกรานก็ไม่โน้มน้าวอีก


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าตอบตกลง จากนั้นก็อุ้มบุตรชายและเริ่มตรวจผู้ป่วยคนต่อไป


ทุกคนที่ยืนต่อแถวอยู่ตรงนี้รู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น เห็นบุตรชายของเหอจิ่วเหนียงถูกพิษ และนางก็ยังอุ้มบุตรชายพร้อมกับตรวจผู้ป่วยต่อ แต่ละคนจึงรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถึงขั้นมีคนพูดขึ้น “ท่านหมอเหอ ข้าว่าวันนี้พอแค่นี้เถอะ ลูกท่านป่วยเช่นนี้แล้ว ท่านพากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ พวกเราไม่ได้ป่วยหนักค่อยมาใหม่พรุ่งนี้ก็ได้!”


“นั่นสิ เด็กยังเล็กนัก ได้ยินเสียงร้องไห้ของเขาเมื่อครู่พวกเราก็สงสารไปด้วย พากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ”


เหล่าผู้ป่วยต่างเห็นใจในความเป็นมารดาของเหอจิ่วเหนียง แต่เหอจิ่วเหนียงแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาจินตนาการมาก นางยิ้มพลางกล่าวเสียงเบา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เขาไม่ได้เป็นอะไรมากแล้ว ข้าอุ้มได้ อย่าเสียเวลาเลย เชิญคนต่อไปเจ้าค่ะ”


เหล่าผู้ป่วยเห็นพลังในการทำหน้าที่ของหมอเหอ ในใจก็ยิ่งรู้สึกนับถือนางมากขึ้น นางเป็นสตรี แต่นางแข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษซะอีก

......


ทางด้านลู่ไป่ชวนรีบเร่งม้าไปที่หน่วยหั่วอวิ๋น รวบรวมกำลังคนไปปิดล้อมเรือนคังซิ่วไฉทันที


ความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ทำเอาผู้คนต่างตกใจกันไม่น้อย


ลู่ไป่ชวนคุมตัวทุกคนที่อยู่บริเวณโดยรอบไว้ทั้งหมด ไม่ให้ผู้ใดเข้าออกได้ ส่วนตนเองก็นำกำลังคนส่วนหนึ่งเข้าไปในเรือน


พวกเหลยจื่อก็อยู่ที่นี่ ในเรือนยังมีนักเรียนที่มาแสดงความยินดีอยู่ไม่น้อย ทว่าสีหน้าของทุกคนไม่ค่อยจะดีนัก


“ท่านอาสามขอรับ ไม่รู้เพราะเหตุใดแขกที่ดื่มชาเข้าไปล้วนรู้สึกปวดท้องกันหมด พวกเรากำลังจะไปตามท่านหมอที่โรงหมออยู่พอดีขอรับ!”


เหลยจื่อรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงรักษาแค่โรคที่รักษายากเท่านั้น การดื่มน้ำไม่สะอาดแล้วมีอาการปวดท้องเช่นนี้ไม่นับว่าเป็นโรคร้ายแรง ดังนั้นจึงไม่ได้คิดจะไปรบกวนเหอจิ่วเหนียง


คังซิ่วไฉก็นั่งอยู่บนม้านั่งด้วยสีหน้าซีดเผือด เห็นลู่ไป่ชวนเข้ามาแต่เขาก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับไม่ไหว


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็คิดเหมือนภรรยาทันที เขาล้วงเอาขวดยาขวดเล็กที่ภรรยาให้มายื่นให้กับเหลยจื่อ “เอายานี่ให้คนที่มีอาการกินคนละสองเม็ด”


เหลยจื่อรับยาไปและจัดการทันที


ส่วนลู่ไป่ชวนก็นำคนไปตรวจสอบน้ำชาที่ทุกคนดื่ม เก็บตัวอย่างน้ำชามาเพื่อนำไปให้เหอจิ่วเหนียง


คังซิ่วไฉและคนที่มีอาการกินยาลูกกลอนเข้าไปแล้วก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น จึงลุกขึ้นเดินไปหาลู่ไป่ชวน “ขอบคุณนายท่านสามมากที่มาช่วยข้าน้อยไว้อีกครั้ง! ว่าแต่ นี่มันเรื่องอะไรกัน น้ำชามีปัญหาหรือขอรับ?”


“ใช่ ไม่ใช่เพราะน้ำไม่สะอาดหรอก แต่มีคนใส่ยาพิษลงไปในน้ำ”


ลู่ไป่ชวนอธิบายให้เขาฟังง่ายๆ และเอ่ยต่อ “ยาลูกกลอนที่ให้พวกท่านกินเมื่อครู่เป็นแค่ยาแก้พิษธรรมดา แค่ช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว แต่ยังไม่ได้ขับพิษออกมาทั้งหมด ต้องไปให้ฮูหยินของข้าตรวจอาการที่โรงหมออีกรอบ”


คังซิ่วไฉได้ยินว่าถูกพิษ สีหน้าก็ซีดเผือดลงอีกครั้ง มีความสุขมากไปความทุกข์จึงบังเกิดชัดๆ


แต่ใครกันที่เป็นคนวางยาพิษเขา!


วันนี้ที่นี่มีคนมากมาย ไม่ได้ทำร้ายแค่เขาคนเดียว จิตใจของคนผู้นั้นเหตุใดถึงอำมหิตได้ถึงเพียงนี้!


ตอนที่ 480: ใครเป็นคนวางยาพิษ


ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็รู้ว่าเขาคงตกใจไม่น้อย ในฐานะบัณฑิตคนหนึ่ง ประสบพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ย่อมตื่นตระหนกอยู่แล้ว ลู่ไป่ชวนเข้าใจได้


เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ก่อนหน้านี้อาจารย์คังเคยล่วงเกินผู้ใดบ้างหรือไม่?”


คังซิ่วไฉครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยออกมา “หลายปีที่ผ่านมาข้าก็สอนตำราอยู่ที่อำเภอมาโดยตลอด ส่วนมากที่คบค้าสมาคมด้วยก็มีแค่พ่อแม่ของนักเรียนเท่านั้น ต่อมาก็มาในเมืองเพื่อเตรียมตัวสอบ นอกจากบัณฑิตที่อาศัยอยู่ด้วยกันไม่กี่คนแล้วก็ไม่ได้คบค้าสมาคมกับคนอื่นเลย ไม่รู้จริงๆว่าไปล่วงเกินผู้ใด”


ในช่วงที่คังซิ่วไฉเตรียมตัวสอบอยู่ในเมือง ปกติแล้วก็ไม่ได้สุงสิงกับใคร เนื่องจากใกล้สอบมากขึ้นทุกที ทุกๆวันของเขานอกจากไปอ่านตำราที่สำนักศึกษาแล้วก็กลับมาอ่านตำราที่เรือนตลอด ไม่มีเวลาไปพบเจอใครเลย


ส่วนบัณฑิตไม่กี่คนที่อาศัยอยู่ในเรือนเดียวกันนี้ ทุกคนต่างก็ก้มหน้าก้มตาไขว่คว้าหาความรู้ ปกติเวลาเจอกันก็แค่ทักทายกันตามประสาเท่านั้น ทุกคนอยู่อาศัยร่วมกันด้วยดี ไม่ได้มีเรื่องเคืองใจอะไรกันเลย


เรื่องนี้แปลกมากจริงๆ ใครกันที่เกลียดชังคังซิ่วไฉถึงขั้นวางยาพิษทำร้ายคังซิ่วไฉกับทุกคนที่มาร่วมยินดีเช่นนี้


“อาจารย์คังไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ข้าต้องตรวจสอบให้กระจ่างแน่นอน”


ลู่ไป่ชวนเห็นว่าไม่ได้คำตอบที่เป็นประโยชน์ จึงจะไปตรวจสอบบริเวณอื่น


คังซิ่วไฉพยักหน้า “รบกวนนายท่านสามลู่แล้ว แล้วอวี้เอ๋อร์เป็นเช่นไรบ้าง อาการดีขึ้นบ้างหรือไม่?”


“อยู่กับแม่ของเขา ไม่เป็นอะไรหรอก วางใจได้”


“ข้าต้องขอโทษจริงๆ คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น”


คังซิ่วไฉรู้สึกผิดมาก อยู่ต่อหน้าลู่ไป่ชวนเช่นนี้เขารู้สึกผิดจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา


“นี่ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์คังเสียหน่อย อาจารย์คังไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองเลย”


ลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนไร้เหตุผล แม้จะสงสารบุตรชายมากจริงๆ แต่เรื่องนี้จะโทษคังซิ่วไฉไม่ได้ ประการแรกคือ มีคนที่คิดร้ายกับเขา ประการที่สอง เป็นเพราะบุตรชายของตัวเองดื้อเองจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ ไม่เกี่ยวกับคังซิ่วไฉเลย หากตำหนิคังซิ่วไฉเพราะเรื่องนี้ เช่นนั้นคนที่ทำไม่ถูกก็คือเขาเอง


คังซิ่วไฉฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่สีหน้าที่รู้สึกผิดของเขาไม่ได้หายไปเลย


ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียใจหรือโทษตัวเอง ตรงหน้ายังมีคนที่มาแสดงความยินดีกับเขาจำนวนมากที่พลอยเคราะห์ร้ายไปด้วย เขายังต้องไปดูแล และพาพวกเขาไปให้เหอจิ่วเหนียงตรวจว่าสามารถขับพิษออกจากร่างกายได้ทั้งหมดหรือไม่


คนเหล่านี้ล้วนมาเกิดเรื่องในเรือนของเขา ค่ารักษาก็ควรเป็นเขาเองที่ต้องรับผิดชอบทั้งหมด


ผู้ที่สอบติดก็ได้รับเงินรางวัลด้วย ตอนนี้เขาจึงมีเงินพอสมควร ไม่ได้ถึงขั้นไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา


ลู่ไป่ชวนไปตรวจสอบที่หลังเรือนต่อ ไม่นานลูกน้องคนหนึ่งก็มาพร้อมกับส่งขวดเล็กๆขวดหนึ่งให้เขา “ข้าน้อยเจอขวดนี้ในซอกขอรับ น่าจะเป็นขวดที่ใส่ผงพิษนั่น”


ลูกน้องระมัดระวังมาก สวมถุงมือก่อนจะหยิบขวดนั้น ลู่ไป่ชวนไม่ได้รับมา เขาเอ่ยเพียง “เก็บหลักฐานไว้ ส่งไปที่โรงหมออวี้หยวน แล้วข้างนอกมีใครที่น่าสงสัยหรือบ้างไม่?”


“ไม่มีขอรับ คาดว่าหลังจากวางยาพิษแล้วก็หลบหนีทันที พวกเรามาช้าไป”


ลู่ไป่ชวนกลับกล่าว “ก็ไม่แน่หรอก สังเกตดูให้ดีอีกหน่อย วางยาพิษแล้ว หากไม่ได้เห็นผลลัพธ์ด้วยตาตัวเองแล้วจะมีความหมายอะไร”


ความหมายของเขาชัดเจนมาก คนที่น่าสงสัยในการวางยาพิษก็อยู่ในตรอกนี้นี่แหละ


“ขอรับ”


หลังจากลูกน้องไปไม่นาน เหลยจื่อก็พาเจี๋ยจื่อมา เจี๋ยจื่อเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ท่านอาสามขอรับ ข้าสงสัยคนคนหนึ่งขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนไม่เพิกเฉยต่อความเห็นของพวกเขาเพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นเด็ก “ไหน เล่าให้อาฟังหน่อย”


เจี๋ยจื่อกับเหลยจื่อหันมองหน้ากัน แล้วพูดขึ้น “เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ 


ก่อนหน้านี้ตอนที่อาจารย์คังถูกใส่ร้ายว่าทุจริตการสอบ ก็มีคนมากมายมาเยาะเย้ยอาจารย์ และหนึ่งในนั้นก็มีบัณฑิตคนหนึ่งชื่อฉือติ้ง ท่าทางเย่อหยิ่งอวดดีมาก พูดจาหยาบคายต่างๆนานา วันนั้นเป็นวันที่พวกเรามาหาอาจารย์คังพอดี โก่วเอ๋อร์เห็นเข้าก็เลยให้หลิงฉินออกมาสั่งสอน เขาไม่พอใจมาก ตอนที่วิ่งหนีไปยังทำท่าทางข่มขู่ใส่พวกเราอีกด้วยขอรับ”


ลู่ไป่ชวนได้ฟังดังนั้น ก็ใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ก่อนจะกล่าว “แต่นี่ก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเขาคือคนวางยาพิษนะ”


เหลยจื่อจึงกล่าว “แต่เมื่อครู่ตอนที่ทุกคนดื่มชาเข้าไปแล้วรู้สึกปวดท้อง ข้าเห็นเขายืนยิ้มอยู่ในฝูงชน ท่าทางลำพองใจมากเลยนะขอรับ ตอนแรกข้าคิดว่าเขาจะมาสมน้ำหน้าซะอีก แต่ตอนนี้พอมาคิดๆดูแล้ว คาดว่าเขาคงดีใจที่ตัวเองทำสำเร็จมากกว่าขอรับ”


“เขาอาศัยอยู่บ้านหลังไหน?”


“บ้านหลังข้างๆขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “อาเข้าใจแล้ว พวกเจ้าไปช่วยอาจารย์ดูแขกก่อนเถอะ อาจะไปตรวจดูเดี๋ยวนี้”


เด็กทั้งสองพยักหน้าและเดินกลับไป โชคดีที่ก่อนออกจากจวนเมื่อเช้า พวกเขากินอาหารกันมาอิ่มแล้ว ก็เลยไม่ได้ดื่มชาที่นี่เข้าไปด้วย มิเช่นนั้นคงถูกพิษไปด้วยเป็นแน่


สงสารก็แค่โก่วเอ๋อร์ ตะกละไปแค่ครั้งเดียวก็โดนพิษแล้ว


พวกเขาต่างทอดถอนใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะทางด้านท่านอาจารย์คังต้องมีคนช่วย พวกเขาคงไปอยู่เป็นเพื่อนน้องชายที่โรงหมอแล้ว


ลู่ไป่ชวนสั่งให้คนไปสืบเรื่องของฉือติ้ง จากนั้นตนก็แอบตามจับตาดูเขา


ทันใดนั้นลู่ไป่ชวนก็ได้เห็นผู้ที่กำลังนั่งหัวเราะเยาะเย้ยอยู่ข้างในเรือน คังซิ่วไฉกำลังกลัดกลุ้มใจ แต่คนผู้นี้กลับหัวเราะสะใจอยู่ที่บ้านข้างๆ ไม่ต้องเสียเวลาสอดส่ายสายตามองหา ลู่ไป่ชวนได้เห็นและได้ยินก็รู้ได้แล้วว่าคนคนนั้นคือฉือติ้ง


ตอนนี้ฉือติ้งกำลังพูดคุยอยู่กับบ่าวรับใช้ของตัวเอง “สมน้ำหน้าไอ้ขี้โรคนั่น! ฮ่าๆๆ สวรรค์ก็ทนดูต่อไปไม่ได้! ในเมื่อเป็นไอ้ขี้โรค เช่นนั้นก็อยู่สอนตำราในอำเภอเล็กๆต่อไปสิ เหตุใดต้องมาแข่งขันแย่งชิงกับข้าด้วย แถมทั้งๆที่โดนตัดสินว่าทุจริตข้อสอบแล้วยังสอบติดอีก ช่างเป็นตัวซวยจริงๆ!”


บ่าวรับใช้ข้างกายกลั้วหัวเราะ “ใช่ขอรับ นี่มันตรงกับคำกล่าวที่ว่า ใครทำอะไรสวรรค์ย่อมมองเห็นขอรับ! คังซิ่วไฉนั่นดูเผินๆ เป็นคนซื่อๆไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่ความจริงเบื้องหลังไม่รู้ว่าทำเรื่องเลวทรามงามไส้ไปเท่าไรถึงได้ปกปิดเรื่องทุจริตข้อสอบได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะวางยาพิษคนที่มาร่วมแสดงความยินดี ฮ่าๆๆ นี่เท่ากับว่าเขาได้ล่วงเกินทุกคนแล้วนะขอรับ!”


“คนของหน่วยหั่วอวิ๋นนั่นยังจะหาคนวางยาพิษอีก คนที่วางยาพิษก็คังซิ่วไฉนั่นอย่างไรล่ะ! จะตรวจสอบอะไรอีก ข้าว่านะ จับคังซิ่วไฉเข้าคุกไปเลยจะได้จบๆ ขังไว้สักแปดปีสิบปีจะดีที่สุดเลยละ!”


“จริงขอรับ! แต่ดูเหมือนว่าคังซิ่วไฉกับครอบครัวของแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นจะสนิทสนมกันนะขอรับ เบื้องหลังเขามีคนสนับสนุนเช่นนั้นจะโดนจับได้อย่างไรล่ะ!”


นอกจากนี้ยังมีบัณฑิตสองสามคนร่วมวงผสมโรงด้วย แต่ละคนล้วนเป็นคนขี้อิจฉาริษยา ส่งเสียงหัวเราะชอบใจอยู่ในบ้านข้างๆบ้านของคังซิ่วไฉ เสียงของพวกเขาดังมากราวกับว่ากลัวคังซิ่วไฉจะไม่ได้ยินก็มิปาน


ลู่ไปชวนขมวดคิ้วแน่น ดูจากท่าทางแล้วเหมือนว่าฉือติ้งจะไม่ใช่คนวางยาพิษ


เขาไม่ได้ด่วนสรุปทันที แต่แอบเข้าไปตรวจสอบภายในบ้านของฉือติ้งรอบหนึ่ง ทว่ากลับไม่พบหลักฐานที่เป็นประโยชน์อะไรเลย


เขาจึงออกมาจากบ้านนั้น และเตรียมกลับไปหาเบาะแสในบ้านของคังซิ่วไฉต่อ


เพิ่งจะเข้าประตูมาก็เห็นบัณฑิตที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับคังซิ่วไฉคนหนึ่งอยากเดินออกไป และกำลังเจรจาขออนุญาตกับคนของหน่วยหั่วอวิ๋น


“ใต้เท้าทุกท่าน ข้าน้อยมีสหายอีกคนก็สอบติดเหมือนกัน ข้าน้อยอยากไปร่วมแสดงความยินดีกับเขาสักหน่อย โปรดใต้เท้าอนุญาตด้วยขอรับ”


บัณฑิตสุภาพมาก ในมือถือพัดอันหนึ่ง ท่าทางสง่าและอ่อนโยนยิ่งนัก


ลู่ไป่ชวนกลับสังเกตเห็นคราบสีขาวบางอย่างบนใบหน้าของเขา แม้จะเช็ดไปแล้วแต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอยอยู่


นอกจากนี้ พื้นรองเท้าเขายังเปื้อนโคลนเล็กน้อย เป็นโคลนที่แห้งแล้ว ถึงจะติดไม่มากนัก แต่ก็น่าสงสัยทีเดียว


จบตอน

Comments