single mom ep481-490

ตอนที่ 481: รู้สึกผิดจนพูดไม่ออก


หากลู่ไป่ชวนจำไม่ผิด ข้างบ่อน้ำหลังเรือนก็มีโคลนเปียกเช่นนี้อยู่เหมือนกัน เหตุเพราะเวลาตักน้ำ น้ำก็จะกระเซ็นออกมาด้านนอก รอบบ่อชื้นแฉะจนเกิดเป็นดินโคลน


ปกติก็มีแค่คนที่ไปข้างบ่อน้ำเท่านั้น รองเท้าถึงจะเปื้อนโคลนเช่นนี้ได้


ลู่ไป่ชวนเดินเข้าไปหา “ให้เขาไปเถอะ”


คนของหน่วยหั่วอวิ๋นจึงหลีกทางให้เขา บัณฑิตผู้นั้นประหลาดใจมาก ขอบคุณลู่ไป่ชวนและรีบเดินออกไปทันที


ลู่ไป่ชวนบอกกับลูกน้องอีกคน “ตามไปดูว่าเขาคิดจะทำอะไร”


“ขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนก้าวเท้าเข้าไปในเรือน เห็นพวกเหลยจื่อยืนว่างอยู่ข้างๆคังซิ่วไฉ จึงกวักมือเรียกพวกเขามา


เด็กๆรีบวิ่งมาอย่างรวดเร็ว “ท่านอาสามมีอะไรหรือขอรับ?”


“อืม บัณฑิตที่ออกไปเมื่อครู่พวกเจ้ารู้จักหรือไม่?”


เหลยจื่อพยักหน้าพลางกล่าว “รู้จักขอรับ เขาชื่อเมิ่งจาง ปกติความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาจารย์คังก็ไม่เลวนะขอรับ”


ลู่ไป่ชวนถามต่อ “เขามีบ่าวรับใช้ประจำตัวหรือไม่?”


“มีขอรับ แต่วันนี้บ่าวรับใช้ของเขาเหมือนจะไม่อยู่นะขอรับ จนตอนนี้ข้าก็ยังไม่เห็นเขาเลย”


เหลยจื่อยกมือเกาศีรษะด้วยความแปลกใจ วันนี้เขาไม่เห็นบ่าวรับใช้ของบัณฑิตเมิ่งจางเลยจริงๆไปไหนนะ


“พาอาไปดูเรือนที่เขาอยู่หน่อย”


ลู่ไป่ชวนยกมือไขว้หลัง มีแผนการอยู่ในใจแล้ว


คนที่วางยาพิษ มีความเป็นไปได้ถึงแปดส่วนว่า จะเป็นเมิ่งจางผู้นี้


พวกเหลยจื่อค่อนข้างไร้เดียงสา ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย “เช่นนี้ไม่ค่อยดีกระมังขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยอย่างจริงจัง “แล้วถ้าเขาคือคนที่วางยาพิษล่ะ?”


“ฮะ! คงไม่เป็นเช่นนั้นกระมัง!”


เหลยจื่อเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พี่ใหญ่เมิ่งกับท่านอาจารย์เป็นบัณฑิตชั้นเรียนเดียวกัน แถมยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันด้วย ปกติก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนะขอรับ”


“แล้ววันนี้เขาสอบติดหรือไม่?”


“เอ่อ เรื่องนี้ ดูเหมือนว่าจะสอบไม่ติดนะขอรับ…”


เหลยจื่อตระหนักได้ แต่เขาก็นึกถึงก่อนหน้านี้ยามพวกเขามาเที่ยวเล่นที่นี่ เมิ่งจางยังเคยนำขนมที่ตัวเองซื้อมาให้พวกเขากินอีกด้วย


ความประทับใจที่พวกเขามีต่อเมิ่งจางผู้นี้ไม่เลวเลย


ทว่าลู่ไป่ชวนกลับไม่ประหลาดใจเลย เขาเอ่ยต่อ “พวกเจ้าบอกว่าเขากับอาจารย์คังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน วันนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับอาจารย์คัง เขาเคยคิดจะเป็นห่วงเป็นใยหรือไม่ อีกอย่าง อยู่ดีๆ บ่าวของเขาหายไปไหนซะล่ะ?”


เหลยจื่อได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออกอีก จึงก้มหน้าเดินนำลู่ไป่ชวนไปที่ห้องของเมิ่งจาง 


ห้องของเมิ่งจางไม่ได้ดูมีอะไรผิดปกติ แต่ห้องของบ่าวรับใช้ที่อยู่ใกล้กันกลับดูไม่เป็นระเบียบ ราวกับตื่นมาก็รีบลุกออกไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กลับมาจัดที่นอนให้เรียบร้อย


ลู่ไป่ชวนเดินเข้าไปสำรวจอย่างละเอียด ผ่านไปครู่หนึ่งก็ไม่พบความผิดปกติอะไร


เหลยจื่อเอ่ยขึ้น “ท่านอาสาม ย่ามใส่ของของเขาไม่อยู่แล้วขอรับ ที่พวกเรามาเที่ยวเล่นก่อนหน้านี้ยังเห็นย่ามของเขาวางอยู่บนหัวเตียงอยู่เลย เขาบอกว่าเพราะในย่ามมีของจำเป็นบางอย่างที่ต้องเอาออกมาใช้ วางไว้ตรงนั้นจะสะดวกขอรับ”


คนอื่นต่างพยักหน้าเห็นด้วย


ลู่ไป่ชวนเรียกโหลวชงเข้ามา และสั่งการ “ไปจับตัวมา”


“ขอรับ!”


คังซิ่วไฉกับบัณฑิตที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันเห็นสถานการณ์ดังนั้น ก็พากันเข้ามาดูด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ


ปกติเมิ่งจางดีกับพวกเขามาก


แต่วันนี้บัณฑิตที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันสอบติดกันสามคน มีแค่เขากับบัณฑิตอีกคนที่สอบไม่ติด


แต่บัณฑิตอีกคนครอบครัวมีฐานะ ตัวเขาไม่ชอบอ่านเขียนเรียนตำรา ทว่าถูกครอบครัวบังคับให้เรียน ปกติก็ไม่ได้ขยันหมั่นเพียร ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ตนเองสอบไม่ติด


ส่วนบัณฑิตคนอื่นมาจากครอบครัวยากจน จึงอยากอาศัยการสอบคัดเลือกขุนนางเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเอง ดังนั้นทุกคนจึงตั้งใจ ทุ่มเท และคาดหวังมาก


แต่วันนี้เมิ่งจางสอบไม่ติด ทุกคนยังแอบปรึกษากันอยู่เลยว่าอย่าแสดงท่าทางดีใจมากเกินไป เพราะจะทำให้เมิ่งจางยิ่งรู้สึกเสียใจกว่าเดิมได้


ทว่าขณะที่พวกเขาทุกคนดื่มชาจนรู้สึกปวดท้องทรมาน เมิ่งจางก็ไม่ได้เข้ามาถามพวกเขาเลยสักคำ เก็บตัวอยู่ในห้องตลอด ไม่ยอมออกมา เมื่อครู่ก็ยังรีบออกไปอีก


ความจริงเป็นเช่นไร ดูเหมือนว่าใกล้จะถูกเปิดเผยแล้ว 


ผู้ที่สอบติดที่อยู่ตรงนี้ต่างยืนหันมองหน้ากันไปมา พวกเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเมิ่งจางเป็นคนทำ แต่หลักฐานที่ตรวจสอบออกมาได้ในตอนนี้ล้วนชี้ไปทางเมิ่งจาง ดูเหมือนว่าไม่มีคำใดที่จะแก้ต่างให้เขาได้เลย


คังซิ่วไฉก็ตกใจมากเช่นกัน ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่เปล่งเสียงใดออกมา


ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มาร่วมแสดงความยินดีเดิมทีก็แค่มาร่วมแสดงความยินดี คิดไม่ถึงเลยว่าการดื่มชาไปเพียงเล็กน้อยจะประสบเคราะห์ร้ายเข้า ตอนนี้อยากกลับก็กลับไม่ได้ ทำได้แค่อยู่รอไปให้หมอตรวจพร้อมๆกัน


หน้าบ้านที่เดิมทีมีคนเรือนอื่นมาร่วมความคึกคัก ตอนนี้ก็แอบแยกย้ายกันไปแล้ว บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นก็อาจนำพาให้ตัวเองพลอยเดือดร้อนไปด้วยได้


และในตอนนี้เหอจิ่วเหนียงก็มาถึง พร้อมกับอุ้มโก่วเอ๋อร์ที่ยังคงหลับอยู่


ลู่ไป่ชวนเห็นก็รีบไปรับบุตรชายมาอุ้มทันที


เหอจิ่วเหนียงยืดเส้นยืนสายคลายเมื่อย และถาม “ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”


“เบื้องต้นระบุได้แล้วว่าคนที่วางยาพิษคือเมิ่งจางที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน ด้วยความอิจฉาริษยาจึงใส่ยาพิษลงไปในน้ำ ข้าให้คนไปจับตัวแล้ว ส่วนสาเหตุแรงจูงใจต้องรอไต่สวนก่อนถึงจะรู้ได้”


ลู่ไป่ชวนตอบเสร็จก็ถามเหอจิ่วเหนียงกลับ “แล้วเจ้ามาได้อย่างไร?”


“ข้าตรวจผู้ป่วยที่โรงหมอเสร็จแล้ว รู้ว่าที่นี่ยังมีคนถูกพิษก็เลยมาตรวจ คนเยอะเช่นนี้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่โรงหมอ”


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมา วันนี้เป็นวันที่ดีแท้ๆ แต่กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คนที่วางยาพิษผู้นั้นช่างโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก


คังซิ่วไฉรู้ว่าปกติเหอจิ่วเหนียงก็ยุ่งมากอยู่แล้ว เห็นนางอุตส่าห์เจียดเวลามาช่วยที่นี่อีก ในใจก็ยิ่งรู้สึกผิดจนพูดไม่ออก


เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าขอลุแก่โทษของอีกฝ่าย และเอ่ยกับกลุ่มคนที่ถูกพิษ “เตรียมโต๊ะยาวมากางให้ข้าข้างในตัวหนึ่ง จากนั้นเข้าแถวเดินเข้ามานอนฝังเข็มทีละคน”


นี่จะให้พวกเขานอนบนโต๊ะเพื่อฝังเข็มในเรือนเช่นนี้น่ะหรือ?


สีหน้าของแต่ละคนย่ำแย่.ลง แต่เพื่อแก้พิษ จึงต้องทำตาม


เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็เข้าใจว่าคนยุคโบราณเหล่านี้คงจะรู้สึกเขินอาย จึงเอ่ย “ในเรือนแสงดี ตอนฝังเข็มจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดง่ายๆ ทุกคนให้ความร่วมมือด้วยเจ้าค่ะ”


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร รบกวนท่านหมอเหอแล้ว ที่ต้องมาแก้พิษให้พวกเราถึงที่”


บัณฑิตผู้หนึ่งยิ้มพลางเอ่ยขึ้น คนอื่นต่างก็พากันเห็นด้วย พวกเขาทำได้!


เหอจิ่วเหนียงจึงพยักหน้าให้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอที่ตามมา เตรียมสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ให้เรียบร้อย


ถึงแม้พวกเขาจะถูกพิษชนิดเดียวกัน แต่ร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นปริมาณยาถอนพิษของแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป เหอจิ่วเหนียงตรวจอาการให้ทีละคนและเขียนเทียบยาให้พวกเขานำไปต้มดื่ม แม้แต่จุดฝังเข็มของแต่ละคนก็ไม่ได้ฝังในจุดเดียวกัน ดังนั้นจึงยุ่งยากมาก


เพิ่งจะเริ่มรักษาไปแค่สองคน เมิ่งจางที่หนีออกไปก่อนหน้านี้ตอนนี้ก็ถูกจับตัวกลับมาแล้ว


“ปล่อยข้านะ! พวกเจ้าจับข้ามาทำไม พวกเจ้าคิดว่าเป็นขุนนางแล้วจะจับตัวใครตามใจก็ได้อย่างนั้นหรือ!”


สีหน้าของเมิ่งจางเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ท่าทางเหมือนคนถูกใส่ร้ายก็มิปาน


แต่ทุกคนได้ยินในสิ่งที่ลู่ไป่ชวนวิเคราะห์แล้ว จึงมั่นใจว่าเขาคือคนที่วางยาพิษ เมื่อเห็นท่าทางของเขา จึงไม่รู้สึกเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย


“เมิ่งจาง ปกติพวกเราอยู่ด้วยกันก็เป็นมิตรกันดี เหตุใดเจ้าต้องวางยาพิษพวกเราด้วย!”


คนผู้หนึ่งที่มีนิสัยใจร้อน ทนไม่ไหวเค้นถามเมิ่งจางทันที


ตอนที่ 482: คนขี้อิจฉาต่อว่าคังซิ่วไฉ


เมิ่งจางกลับไม่ยอมรับ ทั้งยังตอบกลับด้วยความเดือดดาล “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ข้าไปวางยาพิษพวกเจ้าตอนไหนกัน?”


“ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วเหตุใดเจ้าต้องตกใจรีบหนีไปด้วยล่ะ อีกอย่าง บ่าวรับใช้ของเจ้าหายไปไหนซะล่ะ ไม่ใช่ว่าหนีเพราะกลัวความผิดหรอกหรือ?”


คนนิสัยใจร้อนผู้นี้ชื่ออู๋หาง บัณฑิตครอบครัวร่ำรวยที่ถูกบังคับให้เรียนหนังสือนั่นเอง ชายหนุ่มมีฐานะผู้นี้มีนิสัยเลือดร้อนอยู่แล้ว ยิ่งเห็นเมิ่งจางไม่ยอมรับ เขาถึงขั้นอยากเข้าไปต่อยสักหมัด


โชคดีที่คนข้างๆ ห้ามเอาไว้ได้


เมิ่งจางหลบสายตาและกล่าวต่อ “ที่บ้านเขาเกิดเรื่องก็เลยขอลากลับไปแค่ไม่กี่วัน เขาเพิ่งจะออกไปเมื่อเช้านี้เอง มันแค่เป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้นเอง!”


หากเขาไม่เผยพิรุธออกมา ทุกคนก็คงจะเชื่อคำพูดของเขาไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาเผยสีหน้าท่าทางมีพิรุธออกมาชัดเจนมาก ทุกคนเห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกผิดหวัง


ลู่ไป่ชวนไม่อยากเสียเวลากับเขา จึงสั่งการ “จับตัวเขาไว้ แล้วขูดรองเท้าข้างซ้ายของเขาออกมาตรวจดูว่าเหมือนผงยาที่หลงเหลืออยู่ในขวดหรือไม่”


“ขอรับ”


นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าบัณฑิตในที่นี้ได้เห็นการตรวจสอบคดี เมื่อได้ยินว่าต้องขูดรองเท้าหาพิษด้วย พวกเขาก็รีบยกมือปิดจมูกทันที


คังซิ่วไฉกลับไม่ได้มีท่าทีตอบสนอง เพียงดูพวกลู่ไป่ชวนตรวจสอบคดีไปเงียบๆ ไม่เปล่งวาจาใด


ในใจเขายังรู้สึกโศกเศร้า สำหรับเมิ่งจาก เขายังคิดว่าอีกฝ่ายคือสหายที่ดีอยู่


เนื่องจากอยู่ชั้นเรียนเดียวกัน เข้าเรียนพร้อมกัน เลิกเรียนพร้อมกัน บางครั้งเมิ่งจางไม่เข้าใจตรงไหนเขาก็จะเป็นคนอธิบายให้ด้วยตัวเอง เพื่อหวังว่าพวกเขาทั้งสองจะสอบติดด้วยกัน อนาคตมีโอกาสทำงานร่วมกัน


อีกอย่าง หลังสอบเสร็จเมิ่งจางรู้สึกว่าตนเองทำข้อสอบได้ดี ช่วงนี้จึงอารมณ์ดีมีความสุขเป็นพิเศษ กลับเป็นเขาที่ต้องเสียเวลาเพราะเรื่องทุจริตข้อสอบเกือบทำข้อสอบไม่ทัน ทั้งยังทำข้อสอบได้ไม่เต็มที่ จึงกังวลว่าตนเองจะสอบไม่ติด กลัดเนื้อกลุ้มใจทุกเมื่อเชื่อวัน


นอกจากพวกเด็กๆแล้ว เมิ่งจางก็คือคนที่ปลอบใจเขามากที่สุด


แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ในวันที่เขาสอบติด เมิ่งจางจะวางยาพิษใส่พวกเขาทุกคนเช่นนี้


เขาเสียใจจนพูดไม่ออกเลยจริงๆ


ระหว่างที่เขาเสียใจ คนของหน่วยหั่วอวิ๋นก็ขูดเศษผงออกมาจากรองเท้าเมิ่งจางเพื่อนำไปเทียบกับผงยาจากขวดที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ โดยให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนตรวจ 


เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจแล้วว่าเป็นผงยาชนิดเดียวกัน คราวนี้ไม่ว่าเมิ่งจางจะแก้ตัวอย่างไรก็ไร้ประโยชน์


“หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ เจ้ายังจะแถอะไรอีก?”


อู๋หางเย้ยหยัน เห็นหน้าคนผู้นี้แล้วอยากเข้าไปชกสักหมัดสองหมัดจริงๆ


ทำร้ายคนอื่นก็ทำไปสิ เหตุใดคนที่สอบไม่ติดอย่างเขาต้องพลอยถูกพิษไปด้วย เป็นเพราะความตะกละที่เขาดื่มชาของคังซิ่วไฉอย่างนั้นหรือ


ชานั่นเป็นถึงชาที่ใต้เท้าลู่กับภรรยาให้มาเลยนะ อยู่ข้างนอกก็ได้กลิ่นหอมของชาแล้ว ต่อให้ครอบครัวเขาร่ำรวยก็ทำใจควักเงินซื้อใบชาดีๆเช่นนี้ไม่ได้หรอก ตอนนี้มีโอกาสได้ลองชิม เขาเข้าไปแสดงความยินดีแค่สองสามประโยคก็ได้ดื่มเป็นกาๆ ใครไม่ดื่มก็โง่แล้ว


เขาแค่ร่วมดื่มชากาเดียว เขาผิดหรือ!


แต่เนื่องจากสาเหตุนี้ เขาจึงพลอยถูกพิษจนเกือบสิ้นชีพ พอมาคิดอีกทีก็รู้สึกขนลุกจริงๆ


ไหนจะเด็กๆตระกูลลู่กลุ่มนั้น พวกเขาล้วนเป็นเด็กดี หากพวกเด็กๆดื่มชาเข้าไปและช่วยไม่ทัน คงเกิดคดีโศกนาฏกรรมขึ้นเป็นแน่


เมื่อคิดเช่นนี้แล้วอู๋หางก็ยิ่งรู้สึกโกรธ พุ่งเข้าไปต่อยเมิ่งจางโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น


เมิ่งจางที่กำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองพ้นความผิดจึงไม่ทันตั้งตัว ถูกหมัดหนักๆของอู๋หางเข้าอย่างจัง และเนื่องจากถูกคนของหน่วยหั่วอวิ๋นจับตัวไว้จึงไม่สามารถหลบได้ ถูกปะทะเต็มๆใบหน้าถึงกับบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด


เขาถูกชกหน้าหันจนกระอักเลือดออกมา พลันนั้นในที่สุดเขาก็ไม่คิดหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองอีก เขาแสยะยิ้ม ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น


“ฮ่าๆๆๆ ใช่! ข้านี่แหละที่เป็นคนวางยาพิษพวกเจ้า!


ข้าเพียรพยายามมากขนาดนี้แต่เหตุใดข้าถึงสอบไม่ติด! คังเฉิงจื้อทุจริตการสอบแต่กลับสอบติด!


เห็นๆกันอยู่ว่าเขาทุจริต เหตุใดสุดท้ายเขาถึงไม่โดนทำโทษอะไรเลย ไม่ใช่เพราะว่ารู้จักกับพวกเจ้าที่เรียกตัวเองว่าขุนนางผู้สูงศักดิ์หรอกหรือ!


ความจริงเขาต้องสอบไม่ติดแน่ๆ แต่หลังจากที่พวกเจ้ากลับมา เขาก็ออกไปข้างนอกบ่อยๆก็เพราะไปจัดการเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ!


ภายนอกทำเป็นกลัดกลุ้มใจอยู่ทุกวัน แต่ความจริงทุกอย่างล้วนถูกกำหนดชัดเจนอยู่แล้ว พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่นักหรือ?


คนอื่นทุจริต แต่มีเส้นสายก็สอบติด แต่ข้าที่เพียรพยายามอ่านตำรามาอย่างเหน็ดเหนื่อยเป็นสิบๆปี กลับมองไม่เห็นความหวังอะไรเลย!


มันยุติธรรมแล้วหรือ พวกเจ้าบอกข้ามาซิว่านี่มันยุติธรรมแล้วหรือ!”


เมิ่งจางราวกับคนเสียสติไปแล้ว กัดฟันกรอด หน้าตาเหยเกตะโกนเสียงดัง น้ำลายกระเด็นใส่ทุกคนที่อยู่ข้างๆ


ทุกคนต่างถอยหลังเล็กน้อยด้วยความรังเกียจ กลัวน้ำลายเขาจะกระเด็นมาโดนอีก


คังซิ่วไฉมองเขาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “ข้าไม่ได้ทุจริตการสอบ!”


“เจ้าพูดเช่นนี้ในตอนนี้ไม่อายบ้างหรือ เจ้ารู้จักกับขุนนางสูงศักดิ์ และขุนนางที่ว่าก็เป็นถึงคนสนิทของเฉินอ๋อง การจะช่วยเจ้าก็เป็นเรื่องง่ายไม่ใช่หรือ? เหอะๆ เจ้าคิดว่าตัวเองยึดมั่นในคุณธรรมมากนักหรือ ปากบอกว่าตัวเองจิตใจแน่วแน่ แต่ก็ยังเอาชาที่เขาให้มาใช้รับแขกไม่ใช่หรือ!”


ตอนนี้เมิ่งจางสุดจะทนแล้วจึงพูดออกมาหมดทุกอย่าง


คังซิ่วไฉได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียใจมาก ยืนหน้าซีดจนพูดไม่ออก


อู๋หางก็สุดจะทนกับเมิ่งจางเช่นกัน “เจ้าคนขี้อิจฉา! เจ้าพูดจาให้มันมีเหตุผลหน่อยจะได้หรือไม่ สหายคังมีชาดีอยู่ในมือจึงเอาออกมาต้อนรับแขก นี่ก็เห็นได้ชัดว่าเขามีน้ำใจ มีมารยาท หรือเจ้าคิดว่ามีชาดีก็ต้องแอบเก็บเอาไว้เอง กลัวโดนคนอื่นแย่งดื่มหมดรึอย่างไร? เจ้าคิดว่าทุกคนเป็นคนใจแคบขี้เหนียวเหมือนเจ้าอย่างนั้นหรือ!


สอบไม่ติดนั่นก็เป็นเพราะเจ้าไร้ความสามารถ! ในกลุ่มพวกเราอาศัยอยู่ด้วยกัน นอกจากข้าที่ครอบครัวมีเงินหน่อย ใครบ้างที่ไม่ลำบาก? วันนี้ไม่ใช่แค่สหายคังเท่านั้นที่สอบติด สหายหลี่สหายหลิวก็สอบติด เจ้าก็คิดว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กับครอบครัวขุนนางเหมือนกันอย่างนั้นหรือ?


อีกอย่าง สหายคังก็มีความรู้มากกว่าเจ้า เจ้าเอาแต่หอบตำราไปขอให้เขาช่วยสอนช่วยอธิบายทุกคืน เคยมีสักครั้งหรือไม่ที่เขาไม่สนใจเจ้า? แต่เจ้ากลับลืมบุญคุณเขา ตัวเองไร้ความสามารถก็ไปโทษคนอื่นที่เก่งกว่า! 


เหตุใดข้าถึงซวยเช่นนี้ ไม่คิดเลยว่าจะอยู่ร่วมชายคากับคนบ้าอย่างเจ้าได้ตั้งหลายเดือน! ซวยจริงๆ!”


แม้การเรียนของอู๋หางจะไม่ได้เรื่องเท่าไร แต่เขาก็เป็นคนที่ยึดถือในความยุติธรรมและความถูกต้อง เป็นคนนิสัยร่าเริงเป็นกันเอง ทุกคนชอบคบหากับเขามาก และที่สำคัญ เขาเกิดในชาติตระกูลที่ดีแต่ไม่เคยเย่อหยิ่งเลย คบหากับเขาแล้วรู้สึกสบายใจมาก


คังซิ่วไฉตอนแรกที่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้นของเมิ่งจางก็รู้สึกสงสัยว่าตัวเองทำผิดหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋หางก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย


ใช่ เขานำชาดีนั่นออกมาต้อนรับแขก เพราะแค่คิดว่าวันนี้เป็นวันที่ดีของเขา อยากแบ่งปันความสุขของเขาให้กับทุกคน นี่คือน้ำใจของเขา เหตุใดคำพูดของเมิ่งจางกลับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนเสแสร้งไปได้


“พวกเจ้า! อ้อ นี่พวกเจ้าคงจะเห็นว่าคังเฉิงจื้อสนิทกับขุนนางน่ะสิถึงได้พูดแทนเขาโดยไม่สนใจอะไร! ทำไม พวกเจ้าคิดว่าเขาสนิทกับขุนนางได้ แล้วพวกเจ้าก็จะสนิทได้อย่างนั้นหรือ ฝันไปเถอะ! พวกเจ้า… อ๊า!”


ตอนที่ 483: ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด


เมิ่งจางไม่ทันพ่นพรุสวาทจบ เหอจิ่วเหนียงก็หยิบรองเท้าของเมิ่งจางที่ทหารหน่วยหั่วอวิ๋นนำมาขูดผงยาเมื่อครู่ขึ้นมา ปาใส่ปากเขาอย่างแม่นยำ


เหอจิ่วเหนียงใช้กำลังบางอย่าง พื้นรองเท้าฟาดปากเขาอย่างแรง จนผิวบริเวณรอบปากเป็นรอยพื้นรองเท้าอย่างเห็นได้ชัด ความรุนแรงระดับนี้แน่นอนว่าคนโดนต้องเจ็บมาก


ผลลัพธ์พลันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ปากของเมิ่งจางบวมปูดขึ้นอย่างรวดเร็ว


ทุกคนมองฉากนี้ด้วยความตกตะลึง ท่านหมอเหอท่านนี้ เหตุใดถึงได้ลงมือคล่องแคล่วแม่นยำถึงเพียงนี้นะ


ไม่ว่าจะคนที่รู้กิตติศัพท์ของนางมาก่อนแล้ว หรือว่าคนที่เพิ่งรู้ตอนนี้ ก็ล้วนแต่ตกตะลึงกันทั่วหน้า รองเท้าข้างนั้นฟาดลงไปได้อย่างโหดเหี้ยม ตอนนี้เมิ่งจางอ้าปากพูดไม่ได้แล้ว ทำได้แค่ร้องด้วยความเจ็บปวดเท่านั้น


ทันใดนั้นในใจของทุกคนก็เกิดความคิดเหมือนกันขึ้น …ต่อไปจะล่วงเกินใครก็ล่วงเกินได้ แต่จะล่วงเกินฮูหยินลู่ไม่ได้เด็ดขาด!


หลังจากถูกขัดจังหวะไป ทุกคนล้วนจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อครู่เมิ่งจางพูดจาหยาบคายอะไรไปบ้าง ความสนใจพลันถูกเบี่ยงเบนไป


เหอจิ่วเหนียงมาที่นี่เพื่อแก้พิษให้ทุกคน นางยุ่งจนมือเป็นระวิงอยู่แล้ว ยังต้องมาฟังคนขี้อิจฉาผู้นี้ต่อว่าคังซิ่วไฉอีก ทั้งยังตะโกนเสียงดังคล้ายอยากรบกวนให้บุตรชายนางตื่นก็มิปาน


เจ้าคนสารเลวนี่วางยาพิษบุตรชายนาง ทำร้ายบุตรชายนางจนอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางยังไม่ได้คิดบัญชีเลย ยังมีหน้ามาพูดจาฉอดๆๆอยู่ตรงนี้อีก หึ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมอยู่หรืออย่างไร!


“โหลวชง เอาตัวออกไป ควรลงโทษอย่างไรก็ลงโทษ ควรจับขังก็ขังซะ อย่าให้อยู่เห่าหอนตรงนี้ รำคาญ!”


เหอจิ่วเหนียงสั่งการโดยไม่หันไปมอง มือยังคงง่วนกับการทำงานต่อไป ทว่าน้ำเสียงที่ใช้เด็ดขาดยากจะปฏิเสธได้


โหลวชงไม่ต้องหันไปมองหน้าลู่ไป่ชวนเลย เขาขานตอบเองทันที “ขอรับ พี่สะใภ้!”


จากนั้นก็นำตัวเมิ่งจางไป


ส่วนคนอื่นก็เข้าแถวรอฝังเข็ม มีเพียงคังซิ่วไฉคนเดียวที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม คล้ายกับว่าถูกคำพูดของเมิ่งจางทำให้เสียใจจนเหม่อลอยไปแล้ว


ลู่ไป่ชวนอุ้มบุตรชายไปยืนข้างๆเหอจิ่วเหนียง กลัวบุตรชายจะโดนลม จึงใช้เสื้อคลุมของตัวเองคลุมเขาเอาไว้


เหอจิ่วเหนียงเงยหน้าเหลือบมองคังซิ่วไฉที่ยังยืนเหม่อลอย แต่ไม่ได้เอ่ยคำใด จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาช่วยแก้พิษต่อ เมื่อแก้พิษให้คนอื่นเสร็จ เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยขึ้น “อาจารย์คัง หากท่านยังไม่มาข้าจะเก็บของกลับแล้วนะ”


คังซิ่วไฉได้ยินดังนั้นก็หลุดออกจากภวังค์ และเดินไปทางเหอจิ่วเหนียงด้วยท่าทางแข็งค้าง เหอจิ่วเหนียงอดถามไม่ได้ “อะไรกัน แค่นี้อาจารย์คังก็รับไม่ได้แล้วหรือ?”


น้ำเสียงของหญิงสาวมีความหยอกล้อเล็กน้อย ทำเอาคังซิ่วไฉถึงกับงุนงง


“ฮะ?”


เขามองไปที่เหอจิ่วเหนียง แต่กลับรู้สึกว่าสายตาของเหอจิ่วเหนียงดุดันเล็กน้อย จึงไม่กล้ามองต่อ ทำได้แค่หลบสายตา


“ข้าบอกว่า เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้อาจารย์คังก็รับไม่ได้แล้วหรือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าแนะนำให้อาจารย์คังคิดวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆดีกว่า… อย่าคิดสอบขุนนางหรือทำอะไรพวกนี้เลย”


อาจารย์คังพลันขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้เอ่ยคำใด เขาจำยอมรับว่าจิตใจของตนเองอ่อนแอเกินไปจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “ระบบขุนนางไม่ได้เหมือนกับสำนักศึกษาเล็กๆในอำเภอที่ท่านเปิดหรอกนะ แต่ละวันแค่เผชิญกับหน้าเด็กๆอายุน้อยๆ และความคาดหวังของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี ไม่มีโอกาสคบหากับคนมากมายที่จิตใจซับซ้อน แต่ระบบขุนนางไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างความคิด เมื่อมีคนหนึ่งพูดออกมาหนึ่งประโยค ท่านอาจจะเสนอมุมมองของตัวเองที่แตกต่างออกไป บางครั้งคนอื่นพูดความจริงหรือประชดท่านก็แยกแยะไม่ได้ ท่านเป็นเช่นนี้แล้วจะรับตำแหน่งขุนนางได้อย่างไร?


แต่ไหนแต่ไรมา ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด ต่อให้ท่านมีความรู้ท่วมหัว แต่จิตใจกลับไม่แข็งแกร่งพอ ทั้งยังไม่เข้าใจหนทางที่จะเป็นขุนนาง เช่นนั้นอนาคตการเป็นขุนนางของท่านก็คงจะเดินได้ยาก ท่านพยายามพากเพียรอ่านเขียนตำรามานานหลายปี ตอนนี้ก็เดินมาถึงจุดนี้แล้ว ท่านจะละทิ้งความพยายามทั้งหมดก่อนหน้านี้เพราะเรื่องแค่นี้หรือ?”


คนอย่างเหอจิ่วเหนียงไม่ชอบพูดจาปากเปียกปากแฉะโน้มน้าวคนอื่น แต่ชอบที่จะพูดความจริงออกมาให้อีกฝ่ายตระหนักได้เอง นี่ต่างหากที่สำคัญ


ถ้าให้พูดแค่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ‘ไม่ต้องคิดมาก’ ‘คนเช่นนั้นไม่ควรค่าที่จะพูดถึง’ เช่นนั้นสู้ไม่ต้องพูดดีกว่า


สดับวาจา คังซิ่วไฉก็รู้สึกเหมือนได้รับกำลังใจจริงๆ


ใช่ ต่อให้เขาเป็นคนขี้โรค แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้การสอบคัดเลือกขุนนางเลย แล้วจะมายอมแพ้เพียงเพราะคำพูดของคนคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ


หากแม้แต่เรื่องในวันนี้เขายังยอมรับไม่ได้ แล้วจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในราชสำนักได้อย่างไรกัน


หากไม่เปลี่ยนความคิด ต่อไปอยู่ในราชสำนักเกรงว่าจะอยู่ได้ยาก


“ขอบคุณท่านหมอเหอที่ชี้ทางให้ ข้อน้อยเข้าใจแล้ว เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของข้าน้อยมากจริงๆ แต่ข้าน้อยจะไม่จมปลักเพราะเรื่องนี้เด็ดขาด!”


กล่าวจบคังซิ่วไฉก็.ยกมือคำนับเหอจิ่วเหนียงอย่างจริงจัง จากนั้นเดินมา.นอนลงบนโต๊ะ ให้เหอจิ่วเหนียงฝังเข็ม


เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กเช่นกัน


หากไม่ใช่เพราะโก่วเอ๋อร์เป็นเด็ก ร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับได้จึงออกฤทธิ์เร็ว ก็คงไม่ถูกนำตัวส่งไปโรงหมอจนเหอจิ่วเหนียงตรวจพบว่าถูกพิษ หากเป็นพวกเขาก็คงแค่คิดว่ากินของไม่สะอาดจนปวดท้อง อีกไม่กี่วันก็คงหาย คงชะล่าใจโดยไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร


โชคดีที่ตอนนี้มีเหอจิ่วเหนียงช่วย เรื่องใหญ่พลันกลายเป็นเรื่องเล็ก ทุกคนไม่ได้เป็นอะไรมาก หลังจากฝังเข็มเสร็จแค่ต้องดื่มยาตามเทียบยาต่ออีกไม่กี่วันก็หายแล้ว


หากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ คังซิ่วไฉอาจถูกควบคุมตัวไปสอบสวนด้วย และหากมีประวัติแปดเปื้อน การสอบคัดเลือกขุนนางระดับแคว้นในปีหน้าก็คงเข้าร่วมไม่ได้แล้ว


เมื่อคิดเช่นนี้เขาจึงตระหนักได้ว่าตนติดหนี้น้ำใจอันใหญ่หลวงของเหอจิ่วเหนียงและสามีอีกครั้งแล้ว


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังฝังเข็มให้เขา เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บเลย ในสมองกำลังคิดว่า หนี้น้ำใจนี้ควรใช้คืนเช่นไร ไม่ได้คิดเรื่องเมิ่งจางแล้ว


เมิ่งจางก่อกรรมเองก็ต้องรับเอง เห็นๆกันอยู่ว่าเขาคิดร้ายแต่กลับพยายามทำให้ทุกคนเข้าใจผิด คนเช่นนี้ต่อไปเขาจะไม่คบหาอีกเด็ดขาด


ส่วนน้ำใจที่ตนให้อีกฝ่ายก่อนหน้านี้ ก็คิดซะว่าทำบุญให้สุนัขไปก็แล้วกัน


เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจต่อการตระหนักได้ของคังซิ่วไฉมาก 


นางกล่าว “คิดเช่นนี้ถูกแล้ว นับตั้งแต่เขาคิดทำเรื่องเช่นนี้ ชีวิตของเขาก็พังลงแล้ว ต่อไปก็ไม่มีโอกาสได้เข้าสอบคัดเลือกขุนนางอีก ความพยายามอย่างหนักที่ผ่านมาหลายปีก็สูญเปล่า นี่เป็นบทลงโทษที่ใหญ่หลวงที่สุดของเขาแล้ว อ้อใช่ คุณชายอู๋ผู้นั้นดูเป็นคนนิสัยจริงใจดีนะ อาจารย์คังผูกมิตรกับเขาเยอะๆหน่อยสิ”


เหอจิ่วเหนียงเป็นคนที่มองอะไรอะไรขาดมาโดยตลอด อู๋หางแม้เป็นคนที่การเรียนไม่เอาไหน สามร้อยหกสิบอาชีพย่อมมีจอหงวนของตน ไม่จำเป็นต้องเป็นขุนนางเสมอไปถึงจะประสบความสำเร็จ


[1] สามร้อยหกสิบอาชีพย่อมมีจอหงวนของตน หมายถึง ทุกอาชีพย่อมมีคนที่เก่งที่สุด หรือมีความเชี่ยวชาญที่สุดในสายนั้นๆ


“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านหมอเหอมากที่ชี้แนะ”


“ไม่ถึงกับชี้แนะหรอก แค่แสดงความเห็นเท่านั้น วันนี้อาจารย์คังสอบติด ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านเลย เช่นนั้นข้าขออวยพรให้อาจารย์คังมีพลังมุมานะต่อไปเรื่อยๆ สอบฤดูใบไม้ผลิปีหน้าขอให้ติดอันดับหนึ่ง คว้าตำแหน่งจอหงวนมาให้ได้นะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงอวยพรด้วยน้ำเสียงสบายๆเป็นกันเอง ไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนเมื่อครู่แล้ว คังซิ่วไฉยิ้มรับ “ขอให้สมพรปากอย่างที่ท่านหมอเหออวยพร! คืนพรุ่งนี้ข้าน้อยจะจัดงานเลี้ยงที่หอสุรา เรียนเชิญครอบครัวของนายท่านสามไว้ตรงนี้ด้วย ต้องไปให้ได้นะ!”


ก่อนหน้านี้ตระกูลลู่เลี้ยงอาหารเขาหลายครั้งแล้ว ตอนนี้เขาควรเป็นเจ้ามือสักครั้ง และเป็นโอกาสที่เหมาะสมพอดี


ตอนที่ 484: เมิ่งจางให้การเช่นไร


ลู่ไป่ชวนย่อมให้เกียรติเขาแน่นอน ดังนั้นจึงกล่าว “อาจารย์คังวางใจได้ พวกเราไปแน่นอน”


จากนั้นสองสามีภรรยาก็พาบุตรชายกลับไป และชวนเด็กผู้ช่วยในโรงหมอที่ตามมาไปกินข้าวที่จวนด้วย เสร็จแล้วจึงจะให้เด็กผู้ช่วยในโรงหมอกลับ


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เด็กผู้ช่วยมาร่วมกินข้าวที่สวนซีสุ่ย เขาคุ้นเคยกับสวนซีสุ่ยเป็นอย่างดี หลังจากกินเสร็จก็ได้สวีต้าซานหรือไม่ก็ฟางต้าเป็นคนไปส่งเขากลับเสมอ


ตอนที่กลับมาถึงสวนซีสุ่ย โก่วเอ๋อร์ตื่นขึ้นแล้ว เพียงแต่ยังไม่ค่อยร่าเริง นั่งเหม่อไม่ยอมพูดยอมจา แม้แต่ข้าวก็กินน้อยมาก


ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนอยู่เป็นเพื่อนเขาตลอด และไม่ได้ตำหนิเขาในเรื่องนี้


“ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้วขอรับ”


โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมาโดยตลอด หลังตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้เปล่งวาจาใดเลย ถามอะไรก็เอาแต่พยักหน้ากับส่ายหน้าตอบเท่านั้น จนกระทั่งตะวันตกดิน ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากพูดกับเหอจิ่วเหนียง


ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงกำลังเล่านิทานให้เขาฟัง เล่าไปได้ครึ่งเรื่องก็ได้ยินเขาเอ่ยออกมาเช่นนี้ นางถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง


ลู่ไป่ชวนเป็นคนตอบสนองก่อน เขาเอ่ยเสียงเบา “พ่อกับแม่ไม่โทษเจ้าเลย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”


โก่วเอ๋อร์เงียบไป ได้แต่มองไปที่เหอจิ่วเหนียง


เขารู้ว่าวันนี้ท่านแม่โกรธเขา


เหอจิ่วเหนียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ย “เจ้ามีความผิดจริง ผิดที่ไม่เชื่อฟังแม่ ไม่สบายแล้วยังอยากดื่มน้ำเย็นอีก เช่นนี้ก็มีแต่จะทำให้อาการแย่ลง แต่เรื่องที่เจ้าถูกพิษมันไม่ใช่ความผิดของเจ้า เป็นความผิดของคนไม่ดี เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องโทษตัวเอง ที่พ่อกับแม่พูดก็เพราะสงสารเจ้าที่เจ้าอายุน้อยแค่นี้แต่กลับต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ ไม่ได้โกรธที่เจ้าถูกพิษ เข้าใจหรือไม่?”


คำพูดเหล่านี้แม้จะเคยพูดที่โรงหมอไปแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงก็ไม่เบื่อที่จะพูดซ้ำอีกครั้ง ต้องปลูกฝังความคิดที่ถูกต้องให้ตั้งแต่เด็ก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เรื่องนี้เป็นปมในใจ ต่อไปเติบใหญ่จะได้ไม่เดินทางผิด


ในที่สุดเด็กน้อยก็พยักหน้า “ขอบคุณท่านพ่อกับท่านแม่ขอรับ”


เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่เพียงไม่โกรธเขา แต่ยังอยู่ดูแลเขาอยู่ข้างๆตลอดเวลา เล่านิทานให้เขาฟัง ต่อไปเขาจะไม่ตะกละอยากกินของที่ไม่ควรกินอีกแล้ว


ลู่ไป่ชวนเห็นภรรยาสอนบุตรชายก็ไม่ได้ขัดอะไร กลับเรียนรู้ในใจอย่างเงียบๆด้วยซ้ำ


การอบรมสั่งสอนเด็กเป็นเรื่องที่เขาไม่ถนัด จึงได้แค่พูดว่า ไม่ใช่ความผิดของเขา แต่กลับไม่รู้เลยว่าควรอธิบายขยายความให้บุตรชายเข้าใจอย่างไร


แต่ภรรยาเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางสามารถอธิบายเรื่องราวชัดเจนได้อย่างง่ายดาย ทำให้บุตรชายได้รู้ผิด ต่อไปจะได้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น และไม่ทำให้บุตรชายมีปมในใจ


ยังคงยืนยันคำเดิม ภรรยาของเขาเก่งกาจริงๆ!


ยามรัตติกาล พวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน ก่อนนอนโก่วเอ๋อร์อารมณ์ดีขึ้นแล้วไม่น้อย กินโจ๊กไปเล็กน้อยก่อนนอน


เช้าวันต่อมา ตอนแรกผู้เป็นพ่อแม่อยากลาป่วยที่สำนักศึกษาให้โก่วเอ๋อร์ได้พัก แต่เด็กชายกลับยืนยันจะไปเรียน แม้แต่ตื่นมาฝึกวรยุทธ์ตอนเช้าเขาก็ยังทำเฉกเช่นเดิม


เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงนับถือเขามากจริงๆ หากเป็นนางนางคงเลือกที่จะนอนขี้เกียจต่อ


ตอนเช้าทุกคนต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง พวกเด็กๆก็แยกย้ายกันไปสำนักศึกษากับไปทำงานที่ร้าน ส่วนสองสามีภรรยาเจ้าบ้านก็แยกย้ายกันไปที่โรงหมอกับศาลาว่าการ


ยามอู่ ลู่ไป่ชวนไปหาภรรยาที่โรงหมอด้วยความตื่นเต้น และเล่าความคืบหน้าในการไต่สวนให้นางฟัง


“เช้าวันนี้ข้าไปที่หน่วย โหลวชงบอกว่าไต่สวนได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว!”


ลู่ไป่ชวนจงใจยั่วให้อีกฝ่ายอยากรู้ เหอจิ่วเหนียงคีบอาหารใส่ถ้วยอย่างตั้งอกตั้งใจ และพยักหน้าตอบไปเท่านั้น ไม่ได้มีปฏิกิริยาความอยากรู้อะไรเลย


ลู่ไป่ชวนกระวนกระวาย ถามขึ้นต่อ “เจ้าลองเดาสิว่าเมิ่งจางให้การว่าอย่างไร”


เหอจิ่วเหนียงเงยหน้ามองเขา ทนเห็นอีกฝ่ายหน้าแหงไม่ได้จริงๆ จึงคาดเดาไปส่งๆ “ผู้ว่าการเมืองให้ยาพิษนั่นกับเขากระมัง?”


“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่!”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกพอใจมาก แล้วเอ่ยต่อ “ตอนสอบ เมิ่งจางนั่งสอบข้างๆคังซิ่วไฉกับกว่านอวี้ผิง เขาเห็นกับตาว่ากว่านอวี้ผิงเป็นคนทุจริตการสอบ ตอนลอกคำตอบในโพยเขาไม่ทันระวัง โพยข้อสอบนั่นก็เลยตกลงไปอยู่ข้างเท้าของอาจารย์คัง ทำให้เกิดการเข้าใจผิดคิดว่าอาจารย์คังเป็นคนทุจริตการสอบ


เขารู้ว่ากว่านอวี้ผิงคือว่าที่พี่เขยของผู้ว่าการเมือง ก็เลยไม่กล้าล่วงเกิน และไม่กล้าพูดออกไป ตอนนี้เพราะถูกจับตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยหั่วอวิ๋นเลยนึกหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว เพื่อลดโทษก็เลยสารภาพออกมาทั้งหมด”


เหอจิ่วเหนียง.อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงชิชะ “ในเมื่อเขาเองก็รู้อยู่เต็มอกว่ากว่านอวี้ผิงเป็นคนทุจริตการสอบ แต่เมื่อวานกลับพูดว่าอาจารย์คังทุจริตข้อสอบต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนั้นได้อีก จิตใจชั่วร้ายยิ่งนัก!”


“ใช่ สืบหาความจริงของเรื่องนี้ให้กระจ่างได้เมื่อไรต้องอธิบายเรื่องนี้กับอาจารย์คังแน่นอน แต่ตอนนี้ยังไม่อาจแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปได้”


“เมื่อถึงตอนนั้น เมิ่งจางก็คือพยานบุคคลที่ดีที่สุด พวกท่านต้องเฝ้าเขาไว้ให้ดีล่ะ”


“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว หลังจากความจริงทุกอย่างปรากฏ ต้องคืนความบริสุทธิ์ให้อาจารย์คัง”


กล่าวจบลู่ไป่ชวนก็คีบเนื้อใส่ถ้วยให้เหอจิ่วเหนียง


“สมควรทำเช่นนั้น ถึงอย่างไรเขาก็โดนคนเข้าใจผิด มาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ช่างซวยจริงๆจริงสิ ไม่รู้ว่าทางด้านผู้ว่าการเมืองจะรู้สถานการณ์ในตอนนี้หรือไม่ เหตุใดช่วงนี้ข้าถึงไม่ได้ยินท่านพูดถึงเขาเลยล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมา เพราะรู้สึกว่าเรื่องของคังซิ่วไฉไม่มีสิ่งใดที่สงสัยแล้ว


“ช่วงนี้เฉียนชิ่งใช้ชีวิตอย่างสุขอุรามาก ดื่มสุราเสพสุขไปทั่ว เพราะคิดอยู่ตลอดว่าเรื่องที่ตัวเองทำลงไปพวกนั้นไม่มีพิรุธหรือช่องโหว่ใด ตัวติดกับคนรักใหม่ทุกวัน เมื่อวานพี่เขยคนใหม่ของเขาสอบติดเขาย่อมจัดงานเลี้ยงฉลองอยู่แล้ว วันต่อๆไปก็คงจะเป็นเช่นนี้”


“จุๆๆ ดูท่าเฉียนชิ่งผู้นี้คงจะฮุบเงินทองจากฮูหยินทั้งสองได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นลำพังแค่เงินเดือนอันน้อยนิดของเขาจะสามารถใช้ชีวิตโอ่อ่าเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อก่อนข้าไม่คิดเลยว่าเฉียนชิ่งจะเป็นคนเช่นนี้ แล้วหากลองตรวจสอบตอนนี้ข้าเชื่อเลยว่าเขาไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์ ไม่แน่ว่าเขาอาจเกี่ยวข้องกับคนตงถิงก็ได้”


“เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน ยังต้องตรวจสอบต่อไป”


สำหรับเรื่องเช่นนี้ปกติแล้วลู่ไป่ชวนจะตรวจสอบจนแน่ใจก่อนจึงจะสรุปออกมา ดังนั้นจึงยังไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจ นางก็แค่ชาวบ้านคนหนึ่งเท่านั้น ย่อมแสดงความเห็นของตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม


“อ้อจริงสิ ช่วงนี้ท่านรีบจัดการงานในมือเอาไว้ล่วงหน้าด้วยนะ ก่อนจะถึงงานมงคลของเฉียนชิ่งเราต้องกลับอำเภอสักหน่อย หอสุราของพี่สะใภ้ใกล้จะเปิดกิจการแล้ว พวกเราต้องกลับไปร่วมด้วย อีกอย่าง เรื่องสร้างหอบรรพชนที่พูดกันก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ท่านไม่มีเวลาอยู่ดูตลอดแต่ก็ต้องกลับไปดูบ้าง”


เหอจิ่วเหนียงเตือน กลัวว่าเขาจะลืมเรื่องกลับบ้านไป


“อืม เรื่องนี้ข้ารู้ ข้าจะรีบจัดการ เจ้าวางใจได้”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ตัดสินใจว่ากลับหน่วยไปจะไม่เอ้อระเหยอีก ต้องจัดการงานในมือให้เสร็จแล้วค่อยว่ากัน ส่วนทางด้านฉินเจียนก็หลายวันแล้วที่ไม่ได้ไปในหน่วย ไม่รู้สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้าง


คงไม่โดนทำอะไรมิดีมิร้ายไปแล้วกระมัง!


พูดถึงฉินเจียน ชีวิตของเขาในตอนนี้ไม่ดีเลยจริงๆ เพื่อแสดงความจริงใจของตัวเอง หลายวันที่ผ่านมาเขาทำตัวราวกับเป็นบ่าวรับใช้ในคณะงิ้วไปแล้ว แต่ละวันเอาแต่ยกน้ำชาให้สตรีผู้นั้น


เพราะอาการป่วยของสตรีผู้นั้นยังไม่ดีขึ้น ยังต้องดื่มยาอยู่ทุกวัน


ส่วนเขาก็ยังต้องอยู่ข้างๆสตรีผู้นั้น แสร้งทำเป็นดุด่าน้องสะใภ้ของตัวเอง กล่าววาจาหยาบคายว่าร้ายน้องสะใภ้ของตัวเอง ทำไปก็หงุดหงิดใจไป


โชคดีที่ความพยายามเหล่านี้ไม่เปล่าประโยชน์ อย่างน้อยตอนนี้สตรีผู้นั้นก็เชื่อว่า เขาจริงใจต่อนางจริง


ใช่ ตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาได้กลายเป็นความสนิทสนม(แบบปลอมๆ)แล้ว


ตอนที่ 485: ฉินเจียนนึกเสียใจทีหลัง


ทว่าความสนิทสนมที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นเรื่องดีต่อแผนการ กลับเป็นความปวดเศียรคลื่นไส้ของฉินเจียนมากที่สุด แม้จะไม่ได้มีอะไรเกินเลย ทุกครั้งมีเพียงแค่การโอบกอดกัน แต่ฉินเจียนไม่ชอบทำเรื่องพวกนี้กับซินหรานจริงๆ ถึงจะเป็นแค่การแสดงละครก็ตาม


ในระยะห่าง เขาสามารถแสดงท่าทางจริงใจออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่พอต้องสัมผัสร่างกาย เขากลับหลุดพิรุธออกมาง่ายมาก


เพราะใจเขาไม่ได้ชอบซินหราน ร่างกายย่อมต่อต้านนาง บางครั้งเวลากอดนางเขาถึงขั้นรู้สึกคลื่นไส้ด้วยซ้ำ


หลายวันที่ผ่านมา เขาขลุกอยู่แต่ในคณะงิ้วตลอดเพื่อสืบเรื่องภายในนั้น และได้พบกับปรากฏการณ์หนึ่งที่ทำให้รู้สึกหมดคำพูด…


หญิงสาวหน้าใหม่ที่เข้ามาในคณะงิ้ว จะถูกทำให้เสียความบริสุทธิ์ทุกคน หากใครเสียความบริสุทธิ์มาก่อนแล้วก็ดีไป แต่หากยังไม่เสีย ทางคณะจะจัดให้คนไปช่วยพรากพรหมจรรย์เอง เพราะในความคิดของพวกเขา มีเพียงการทำเช่นนี้เท่านั้นถึงจะทำให้พวกนางเชื่อฟังและใช้อำนาจควบคุมได้


และแน่นอนว่า นี่เป็นเรื่องที่เขาได้รู้โดยบังเอิญ เพราะซินหรานไม่มีทางให้เขารู้แน่นอน


ฉินเจียนถึงขั้นไปเห็นด้วยว่า เวลาที่พวกเขาไม่ได้ทำการแสดงพวกเขาทำอะไรกัน …พวกเขาโอบกอดลูบคลำกันอย่างเมามัน นี่มันใช่คณะงิ้วซะที่ไหน นี่มันหอคณิกาชัดๆ!


จริงสิ ยังมีความลับที่เป็นที่รู้กันในวงในอีกอย่างหนึ่ง หากมีคนตระกูลสูงศักดิ์ชื่นชอบผู้หญิงคนใดในคณะงิ้ว แค่ไปหาผู้ดูแลและจ่ายเงินนิดหน่อย ก็สามารถพาผู้หญิงคนนั้นออกไปค้างแรมด้วยได้แล้ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หากเขาปรารถนาในตัวซินหรานจริงๆ ไม่จำเป็นต้องเสียแรงแสดงละครตบตาเลย แค่จ่ายเงินก็ได้ตัวนางมานอนด้วยแล้ว


แต่สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เรื่องอย่างนั้น ดังนั้นตนเองจึงต้องแสดงท่าทีว่าชอบซินหรานมาตั้งแต่แรก ต้องการแต่งงานใช้ชีวิตคู่กับนาง จึงต้องทำเรื่องยุ่งยากมากมายที่คนหลายคนคิดว่าไร้ความหมายเช่นนี้


หลายวันที่ผ่านมา หลายครั้งที่ซินหรานแสดงท่าทางยั่วยวนเขา แต่เขาก็ปฏิเสธมาโดยตลอด และบอกไปแค่ประโยคเดียวว่า ‘ข้ารักเจ้าที่เจ้าเป็นเจ้า ข้าอยากยกเกี้ยวมาสู่ขอเจ้าเข้าจวน ไม่ได้ปรารถนาในร่างกายของเจ้า!’


วาจานี้แม้แต่ฉินเจียนพูดเองก็ยังซาบซึ้ง นับประสาอะไรกับซินหราน


ซินหรานจึงดูเหมือนว่าไว้ใจเขามากขึ้น เพราะคำพูดนี้ของเขาเช่นกัน


ทุกครั้งที่เข้าใกล้ซินหราน ฉินเจียนจะรู้สึกเคร่งเครียดมาก เพราะกลัวว่านางจะแพร่โรคมาให้เขา


เคยได้ยินน้องสะใภ้บอกว่า การใช้ชีวิตกันอย่างมั่วสุมเช่นนี้อาจทำให้เกิดกามโรคได้ง่าย ทั้งยังรักษาให้หายยากอีกด้วย หากอาการสาหัสอาจถึงขั้นชีวิตได้


ฉินเจียนไม่อยากติดกามโรคตายไปในวัยยี่สิบกว่าโดยที่ยังบริสุทธิ์อยู่เช่นนี้ หากเป็นเช่นนั้นคงร้องไห้ตายแน่


ดังนั้นทุกครั้งหลังจากที่โดนตัวซินหราน ฉินเจียนจะตั้งใจล้างมืออย่างเอาจริงเอาจัง เขากลัวติดโรคมากจริงๆ


“นายท่านรองฉิน คุณหนูไม่ยอมดื่มยาเจ้าค่ะ จะทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”


สาวใช้ประจำตัวซินหรานเข้ามาหาด้วยสีหน้าท่าทีร้อนใจราวกับไม่ได้โกหก ฉินเจียนลอบกลอกตามองบนอยู่ในใจ ทว่าภายนอกแสดงท่าทางร้อนอกร้อนใจยิ่งยวด “เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร เมื่อเช้าก็ยังดื่มปกติไม่ใช่หรือ?”


“คุณหนูไม่ชอบรสขม บอกว่าอาการไม่ดีขึ้นเลย คุณหนูกลัวว่าตัวเองใกล้จะสิ้นใจแล้วก็เลยอารมณ์เศร้าหมอง แอบนอนร้องไห้อยู่ตลอดเลยเจ้าค่ะ”


ฉินเจียน “…”


เขาหมดคำจะพูดจริงๆ แค่ไข้หวัดเล็กน้อยแค่นี้จะตายได้อย่างไรกัน ดัดจริตมากเกินไปแล้วกระมัง


อีกอย่าง ตอนนี้เขาก็ไม่ได้อยู่ว่างเสียหน่อย นี่ก็กำลังต้มยาให้นางอยู่!


“เช่นนั้นเจ้าเฝ้าเตาอยู่ตรงนี้ ข้าไปดูนางเอง”


เขาลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องซินหราน สาวใช้พยักหน้า จากนั้นก็นั่งเฝ้าหม้อยา


ฉินเจียนมาถึงห้องซินหราน ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปก็ได้กลิ่นยารุนแรง เขากลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ ทนได้ก็ทนไปก่อน จะให้โรคที่นี่ติดเขาไม่ได้เด็ดขาด


“ซินหราน ได้ยินว่าเจ้าไม่ยอมดื่มยา เป็นอะไรไปหรือ ไม่ดื่มยาแล้วจะหายได้อย่างไรเล่า?”


เขานั่งลงที่ขอบเตียง และดึงมือซินหรานมากุมไว้


“นายท่านรอง ฮือๆๆ ซินหรานไร้ประโยชน์ยิ่งนัก ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง ทั้งๆที่แค่เป็นไข้หวัด แต่ดื่มยาไปตั้งเยอะแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ทั้งยังทำให้นายท่านรองต้องมาลำบากคอยดูแลทุกวันเช่นนี้อีก ทำให้นายท่านรองต้องเสียเวลาทำงาน ซินหรานมีดีอะไรถึงได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้!”


ซินหรานเอนกายพิงหน้าต่าง ร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ ท่าทางราวกับกระต่ายน้อยที่โดนรังแก ทำให้คนเห็นแล้วอดที่จะสงสารไม่ได้


และแน่นอนว่าหากเป็นคนอื่นก็คงจะสงสารไปแล้ว แต่เขาคือฉินเจียน เขาเห็นท่าทางเช่นนี้ของซินหรานก็คิดแต่อยากกลอกตามองบน


เสแสร้งชัดเจนเกินไปแล้วกระมัง คิดว่าเขาตาบอดหรืออย่างไร!


จู่ๆ ฉินเจียนก็รู้สึกเสียใจทีหลังขึ้นมาแล้วที่ตัวเองทำงานนี้ รู้เช่นนี้ให้พวกโหลวชงมาทำดีกว่า!


เหตุใดต้องทรมานตัวเองเช่นนี้ด้วย!


ทว่าเขาไหนเลยจะสามารถแสดงความรู้สึกขมขื่นเหล่านั้นออกมาได้ ทำได้แค่คว้าร่างนางมากอดไว้ในอ้อมอก ฝืนพูดวาจาน่าสะอิดสะเอียนออกไป “เพราะเจ้าเครียดมากเกินไป นอนป่วยแล้วยังต้องจัดการเรื่องทุกอย่างเองอีก หลายๆเรื่องเจ้าสั่งให้พวกบ่าวรับใช้ไปทำก็ได้ เจ้าจะได้รักษาอาการป่วยอย่างหายห่วง


แต่ข้าก็รู้สึกว่าอาการป่วยของเจ้ามันแปลกมาก เหตุใดผ่านไปหลายวันแล้วยังไม่ดีขึ้นอีก หรือว่าเหอจิ่วเหนียงจะใช้แผนการบางอย่างในเทียบยาของเจ้า?”


ซินหรานกะพริบตาปริบๆอย่างไรเดียงสา “ฮูหยินลู่คงไม่ทำเช่นนั้นกระมังเจ้าคะ นางจะไม่เคารพนายท่านรองสักหน่อยเลยหรือเจ้าคะ?”


เห็นนางตอบสนองกับคำพูดของเขารวดเร็วเช่นนี้ ฉินเจียนจึงตระหนักได้ว่านางคิดจะใช้เรื่องนี้มายุแยงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพวกเหอจิ่วเหนียง


ก็ไม่พูดตั้งแต่แรก! จะทรมานเขาหลายวันเช่นนี้ด้วยเหตุใดกัน!


“ต้องเป็นผู้หญิงคนนั้นแน่! ผู้หญิงคนนั้นใจดำอำมหิต ไม่เคยเห็นข้าอยู่ในสายตาเลย! ก่อนหน้านี้ข้าให้เจ้าไปหานางให้นางตรวจโรคให้ก็เพราะข้าเห็นว่าฝีมือการรักษาของนางไม่เลว ช่วยบรรเทาความทรมานของเจ้าได้ แต่ไม่คิดเลยว่าเป็นเพราะความสัมพันธ์ของข้าถึงทำให้เจ้าต้องลำบากเช่นนี้ ข้าผิดเอง”


รองแม่ทัพฉินเริ่มแสดงละครฉากใหญ่แล้ว ตบตีตัวเอง โทษว่าเป็นความผิดของตัวเอง ท่าทางสำนึกผิดจนแทบจะร้องไห้ออกมาก็มิปาน


ซินหรานแสดงท่าทีร้อนใจ รีบแก้ตัวแทนเหอจิ่วเหนียง “นายท่านรอง! ต้องไม่เป็นเช่นนั้นแน่เจ้าค่ะ ฮูหยินลู่ไม่น่าจะเป็นคนเช่นนั้น ท่านอย่าเข้าใจผิดเด็ดขาด!”


ฉินเจียนลุกขึ้นพรวดทันที “หากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใครได้อีก เจ้าต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้จะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร! เจ้ารออยู่นี่ ข้าจะไปทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง!”


เขาหันหลังเดินออกไปทันที โดยไม่สนใจเลยว่าซินหรานจะเรียกห้ามเช่นไร


หลังจากเขาออกไปไม่นาน สาวใช้ก็เข้ามาในห้องของซินหรานพร้อมกับถ้วยยาในมือ ซินหรานตะคอก “รีบเอาออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ข้าเหม็นจะตายอยู่แล้ว!”


“เจ้าค่ะ ฉินเจียนไปแล้วหรือเจ้าคะ?”


“เพิ่งออกไป ส่งคนตามไปจับตาดูเขาไว้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ไปจวนตระกูลลู่จริงๆ”


สาวใช้รับคำสั่ง แล้วเอ่ยต่อ “ดูท่าเหมือนจะไม่ได้โกหกนะเจ้าคะ เห็นหลายวันที่ผ่านมาเขาก็ทุ่มเทดูแลคุณหนูเป็นอย่างดี ดูออกเจ้าค่ะว่าเขาจริงใจกับคุณหนูจริงๆ”


ซินหรานยิ้มไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด นางแอบยอมรับคำพูดของสาวใช้กลายๆ และยังเอ่ยต่อ “เขาคิดมาตลอดว่าข้าคือผู้หญิงบริสุทธิ์ เจ้าไปกำชับกับทุกคนนะว่าอย่ามีพิรุธต่อหน้าเขาเป็นอันขาด ให้ทุกคนหักห้ามความอยากของตัวเองเอาไว้ก่อน หากใครขัดคำสั่ง ลงโทษสถานหนัก!”


“เจ้าค่ะ ฮี่ๆๆ คิดไม่ถึงเลยนะเจ้าคะว่าฉินเจียนนั่นจะไร้เดียงสาถึงเพียงนี้ แค่จับมือคุณหนูนิดๆหน่อยๆก็หน้าแดงแล้ว หลอกง่ายจริงๆ!”


ซินหรานยกยิ้มมุมปากไม่ได้กล่าวอะไร และโบกมือให้สาวใช้ออกไป


หลายวันที่ผ่านมา ฉินเจียนดูแลนางอย่างเต็มที่ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน การดูแลอย่างไม่ขาดตกบกพร่องของเขาดีกว่าที่สาวใช้ปรนนิบัตินางซะอีก นางสัมผัสได้ถึงความรักและความเอาใจใส่ที่ฉินเจียนมีต่อนางอย่างชัดเจน แต่สุดท้ายแล้วนางก็ต้องทำผิดต่อน้ำใจของเขาอยู่ดี


ไม่รู้ว่าเมื่อถึงวันที่ความจริงถูกเปิดเผย เขาจะเสียใจมากเพียงใด


ขณะที่ครุ่นคิดนางก็แอบถอนหายใจออกมา เหตุใดนางถึงไม่เป็นผู้หญิงธรรมดาทั่วไปนะ การที่ได้พบกับบุรุษที่ดีเพียงนี้นับเป็นบุญที่นางสะสมมาในชาติปางก่อนแท้ๆ


แต่น่าเสียดายที่นางไร้วาสนาจะได้รับมัน


ตอนที่ 486: เพลินจิต [1]


อีกทางด้านหนึ่ง


ฉินเจียนรู้สึกดีใจมากที่หาโอกาสออกมาจากคณะงิ้วได้


เขากำลังคิดหาโอกาสไปหาน้องสะใภ้อยู่พอดี ไม่ทันไรโอกาสก็มาหาซะเองแล้ว


ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ คาดว่าตระกูลลู่คงกินมื้อเย็นกันเสร็จแล้ว แต่วันนี้เขามาด้วยเรื่องสำคัญ ไม่ได้คิดจะมาฝากท้องมื้อนี้หรอกนะ


เขาแหกปากตะโกนอยู่หน้าสวนซีสุ่ย พอมีคนมาเปิดประตูปุ๊บเขาก็บุกเข้าไปด้านในทันที


พวกสวีต้าซาน รวมถึงคนรับใช้ในจวนทุกคนถูกกำชับไว้แล้วว่า หากเห็นฉินเจียนก็ให้เล่นละครกับเขาไป ดังนั้นจึงผ่านด่านนี้มาอย่างง่ายดาย


คนของคณะงิ้วชิงอินที่แอบตามมาเห็นดังนั้นก็ไม่มีข้อสงสัยอะไร จึงรีบกลับไปรายงาน


เหอจิ่วเหนียงกำลังทบทวนบทเรียนให้กับเด็กๆ อันที่จริงจะบอกว่าเป็นการทบทวนบทเรียนก็ไม่เชิง เพียงแต่บางครั้งหากมีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจเด็กๆก็จะมาถามนางแค่นั้น ส่วนนางหลักๆก็กำลังออกแบบเสื้อผ้าอยู่ อีกไม่นานต้องส่งสินค้าใหม่ของเดือนนี้แล้ว นางต้องดูแลลูกค้าคนสำคัญผู้นี้ให้ดีที่สุด


อาภรณ์ที่ตัดเย็บให้พระชายา ในแง่หนึ่งสามารถเสริมสร้างชื่อเสียงให้หอเจียย่วนได้ ทำให้หอเจียย่วนกลายเป็นตู้เสื้อผ้าของบรรดาฮูหยินและคุณหนูผู้สูงศักดิ์ อีกแง่หนึ่งคือ ได้รับกำไรสูงมาก


เรื่องพวกนี้นางทำได้สบายๆอยู่แล้ว แค่เจียดเวลามาเล็กน้อยก็จัดการให้เรียบร้อยได้ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร


ส่วนลู่ไป่ชวนก็นั่งอยู่ข้างๆ กำลังจัดการงานที่นำกลับมาจากหน่วยหั่วอวิ๋น เอาเวลาในช่วงสองสามวันนี้จัดการงานให้เรียบร้อยไว้ล่วงหน้า ถึงจะกลับบ้านในอำเภอได้อย่างวางใจ


ฉินเจียนตะโกนดุด่าต่อว่าเสียงดังมาแต่ไกล จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบาลง “น้องสะใภ้ ข้ามีเรื่องจะให้เจ้าช่วย แต่ต้องใช้สถานที่ส่วนตัวคุยกันนะ!”


เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นยืน “เช่นนั้นไปคุยกันในห้องข้างๆดีกว่าเจ้าค่ะ”


“ดี!”


ฉินเจียนเหลือบมองลู่ไป่ชวนแวบหนึ่ง “เจ้าก็ด้วย ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า”


ลู่ไป่ชวนตามเข้าไป จากนั้นฉินเจียนก็สรุปสั้นๆ เรื่องที่เขาเห็นในคณะงิ้วชิงอินให้พวกเขาฟัง


เรื่องพวกนี้หากมองแค่ด้านเดียว อันที่จริงก็ดูไม่แปลกอะไร ถึงอย่างไรสังคมในคณะงิ้วก็เป็นเสมือนสถานที่อโคจรกลายๆอยู่แล้ว ประพฤติตัวกันเช่นนั้นก็ไม่แปลกอะไร


แต่หากมองในภาพรวม การกระทำเหล่านั้นมีความเป็นไปได้สูงมากว่า มีความเกี่ยวข้องกับหอตันจู๋ กล่าวคือ ลักษณะพฤติกรรมของพวกคณะงิ้วชิงอินคล้ายคลึงกับกลุ่มคนของหอตันจู๋มาก อนุมานได้ว่า คนของหอตันจู๋ที่หนีไปได้พวกนั้น ไม่แน่ว่าอาจแทรกซึมเข้ามาอยู่ในคณะงิ้วชิงอินก็ได้


หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า ครั้งนี้อาจรวบพวกมันในคราวเดียวได้ก็ได้


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า แล้วเอ่ย “อีกฝ่ายมีกันเยอะเช่นนั้น ข้าจะส่งคนไปคอยปกป้องเจ้าลับๆสักสองสามคน ไม่อย่างนั้นหากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าพวกเราไม่อาจรู้ได้เลย คงตามไปช่วยไม่ทัน”


ฉินเจียนโบกมือ “ไม่จำเป็นหรอก ข้าแสดงละครเก่งจะตาย ไม่เคยมีพิรุธเลย อีกอย่าง ปกติที่หน่วยคนก็ไม่พออยู่แล้ว จะเอากำลังคนที่ไหนมาดูข้ากัน ไม่ต้องสิ้นเปลืองหรอก ข้าคนเดียวเอาอยู่! ถึงเวลาที่งานสำเร็จละก็ ข้าจะขอให้ท่านอ๋องตกรางวัลให้ข้าคนเดียว ฮ่าๆ!”


ประโยคหลังราวกับว่าฉินเจียนกลัวคนอื่นแย่งผลงานไปก็มิปาน แต่ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเขาเป็นห่วงเรื่องการสิ้นเปลืองกำลังคน


แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นไม่ได้กล่าวอะไร แต่เหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายถามขึ้น “แล้วท่านมีเรื่องอะไรจะพูดกับข้าหรือ รีบบอกเร็วเข้า เดี๋ยวคนพวกนั้นจะสงสัยท่านได้”


“อ๋อใช่ๆ เรื่องสำคัญ!”


ฉินเจียนดึงสติกลับมาและเข้าเรื่อง “คือว่า ในคณะงิ้วนั่นมั่วสุมกันมากใช่หรือไม่ ทีนี้ข้าก็เลยกลัวว่า ซินหรานนั่นจะแพร่เชื้ออะไรมาให้ข้า ข้าก็เลยอยากขอบางอย่างกับเจ้าน่ะ เอามาป้องกันไว้ก่อนทำนองนั้น ชีวิตหนุ่มโสดอย่างข้ามีค่ามากนะ!”


สดับวาจา เหอจิ่วเหนียงก็แทบหัวเราะ แต่การที่ฉินเจียนระมัดระวังถือเป็นเรื่องดี นางจึงกล่าว “ก็จริงอย่างที่ท่านว่า ท่านรอสักครู่นะ ข้าจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้!”


กล่าวจบนางก็หันหลังเดินออกไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมยาลูกกลอนหนึ่งเม็ด 


ฉินเจียนรับมากินทันที จากนั้นก็รู้สึกวางใจไม่น้อย


นี่ไม่ใช่ยาวิเศษอะไร เป็นเพียงยาเพิ่มภูมิคุ้มกันเท่านั้น ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงกำชับ “กินยาลูกกลอนเม็ดนี้ไปแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยป้องกันทั้งหมดนะเจ้าคะ ท่านต้องระวังอย่ามีเพศสัมพันธ์กับนาง และบาดแผลของท่านอย่าให้โดนเลือดของนางเป็นอันขาด ส่วนอย่างอื่นก็ไม่มีอะไรน่าห่วง”


โรคพวกนั้นส่วนใหญ่จะติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ตราบใดที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมีการสัมผัสกันทางเลือด โอกาสน้อยมากที่จะติดโรคได้


เดิมทีฉินเจียนคิดว่า กินยาลูกกลอนของน้องสะใภ้เม็ดนี้เม็ดเดียวก็สามารถปกป้องตัวเองได้แล้ว ไม่คิดเลยว่ามันจะยุ่งยากถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นก็เกิดความกังวลอีกครั้ง


“ตราบใดที่ท่านปฏิบัติตามที่ข้าบอก ท่านไม่เป็นอะไรแน่นอนเจ้าค่ะ วางใจได้!”


เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายกังวลจนตัวแข็งค้างก็เอ่ยให้คลายกังวล


อยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง ฉินเจียนเกรงใจที่จะทำตัวงี่เง่า จึงได้แต่ยิ้มพลางกล่าว “ก็ได้ ข้าเข้าใจแล้ว


อ้อจริงสิ ซินหรานนั่นช่วงนี้แสร้งทำเป็นป่วยออดๆแอดๆตลอดเลย จะทำเช่นไรให้นางหายไวๆได้บ้าง? หลายวันมานี้ข้าเหนื่อยกับนางมากจริงๆ เวรกรรมอะไรของข้าก็ไม่รู้!”


ฉินเจียนบ่นพร้อมกุมขมับด้วยความปวดหัว ช่วงนี้เขาดวงตกหรืออย่างไร ถึงได้มาพัวพันกับสตรีเสแสร้งเช่นนี้


“มีเจ้าค่ะ ข้าจะไปหยิบให้”


เหอจิ่วเหนียงออกไปอีกครั้ง ไม่นานก็กลับเข้ามาพร้อมกับขวดยาเล็กๆขวดหนึ่ง


บนขวดมีอักษรกำกับไว้ว่า ‘เพลินจิต’


ฉินเจียนที่เห็นชื่อยา “???”


ลู่ไป่ชวน “???”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มลำพอง สิ่งนี้รักษาได้จริงๆ ไม่ใช่ยาพิษแต่อย่างใด


“ยานี่มันมีฤทธิ์เช่นไรหรือ?” ฉินเจียนมองขวดยาอย่างพิจารณา


“เป็นยารักษาโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ข้าขี้เกียจตั้งชื่อ ก็เลยเขียนชื่อมั่วๆไป ท่านให้ซินหรานกินห้าเม็ด รับรองนางหายแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือ พลางกล่าวด้วยสายตาแฝงรอยยิ้มเลศนัย ให้ความรู้สึกราวกับมีลับลมคมในบางอย่างก็มิปาน


ฉินเจียนรับมา พร้อมตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะฉีกชื่อยานี้ออก จะได้หลอกให้ซินหรานกินง่ายขึ้น


ตอนที่ฉินเจียนออกจากสวนซีสุ่ยก็ยังคงทำทีดุด่าต่อว่าเหมือนขามา เพราะไม่รู้ว่าคนของคณะงิ้วชิงอินยังจับตาดูอยู่หรือไม่ สิ่งที่ควรแสดงก็ต้องแสดงต่อให้ถึงที่สุด มิเช่นนั้นอาจถูกจับพิรุธเอาได้


ลู่ไป่ชวนยังคงติดใจชื่อยา “ฮูหยิน ตกลงยานั่นคือยาอะไรกันแน่?”


“ก็ตามชื่ออย่างไรเล่า ยา-เพลิน-จิต”


เหอจิ่วเหนียงยักคิ้วหลิ่วตา ไม่แยแสสิ่งใดทั้งสิ้น


ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ แทบอดใจไม่ไหวอยากตามฉินเจียนไปดูจริงๆ ว่าถ้าใครได้กินยานั่นแล้วผลจะเป็นเช่นไร

......


ส่วนทางด้านฉินเจียน ไม่นานก็กลับมาถึงคณะงิ้วชิงอิน ส่งขวดยาลูกกลอนที่เขาแกะชื่อออกแล้วให้กับซินหราน


“ซินหราน นี่เป็นยาที่ข้าไปขอมาจากผู้หญิงใจดำคนนั้น กินยานี่ไปจะช่วยให้อาการของเจ้าหายได้แน่นอน!”


ฉินเจียนทำสีหน้าจริงจัง ทำให้คนยากจะปฏิเสธได้จริงๆ แต่เพราะซินหรานแสร้งป่วยอยู่ จึงไม่กล้ากินยาเข้าไปมั่วซั่ว ทำให้นางทำอะไรไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง


“ซินหราน เจ้ากังวลว่ายานี่จะมีปัญหาใช่หรือไม่ ยานี่ไม่มีปัญหาแน่นอน! ผู้หญิงใจดำอำมหิตนั่นมีความแค้นกับข้า แต่ไม่มีทางทำร้ายคนอื่นแน่นอน เจ้ากินได้อย่างวางใจเลยนะ หากไม่พอข้าจะไปเอามาจากนางอีก!”


“นายท่านรอง เกรงว่าจะไม่ดีกระมังเจ้าคะ?”


ซินหรานเอ่ยน้ำเสียงอ่อนแรง พยายามปฏิเสธยานั่น แต่สุดท้ายฉินเจียนก็ยกน้ำผสมน้ำผึ้งมา เตรียมทั้งยาและน้ำให้นางไว้ในมือพร้อมสรรพ


“กินเถอะ ข้าอยู่ข้างๆเจ้าตรงนี้”


ฉินเจียนเอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเปี่ยมความอ่อนโยน ดูแลนางเป็นอย่างดี


การกระทำของเขาทำเอาซินหรานปฏิเสธไม่ลง ในใจคิดว่า อย่างมากก็แค่ยาแก้ไข้หวัด กินเข้าไปไม่กี่เม็ดคงไม่เป็นอะไรหรอก 


นางจึงยอมรับยากำมือนั้นมาจากฉินเจียนและกินลงไป จากนั้นดื่มน้ำผสมน้ำผึ้งตาม พลันรู้สึกได้ถึงรสชาติหวานฉ่ำในปาก


ตอนที่ 487: เพลินจิต [2]


ฉินเจียนมองซินหรานตาไม่กะพริบ และเอ่ยถาม “เป็นเช่นไรบ้าง รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”


ซินหรานคิดว่าอีกฝ่ายถามด้วยความเป็นห่วง จึงคลี่ยิ้มพลางกล่าว “ยาที่ไหนจะออกฤทธิ์เร็วปานนั้นล่ะเจ้าคะ?”


ฉินเจียนคิดตามแล้วก็เป็นจริงดังที่ว่า เช่นนั้นรอดูอีกหน่อยก็แล้วกัน


ซินหรานรู้สึกว่า การเอาแต่นอนอยู่บนเตียงไม่ค่อยดีเท่าไร จึงอยากลุกเดินสักหน่อย ปรากฏว่า…


ทันทีที่นางลงจากเตียง ปากก็อ้ากว้างแล้วหัวเราะออกมาดื้อๆ มือไม้เริ่มร่ายรำเองคล้ายกับว่านางควบคุมตัวเองไม่ได้!


“ซินหราน เจ้าทำอะไรน่ะ!?”


ฉินเจียนกลั้นหัวเราะเอาไว้ และเอ่ยถามนางด้วยความตื่นตระหนกเหลือแสน


ซินหรานถึงจะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้แต่ยังคงมีสติเต็มร้อย นางพยายามต่อสู้กับร่างกายของตัวเองอย่างสุดกำลัง จนไม่มีเวลามาสนใจฉินเจียน


“อ๊าย เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้า! มือไม้ของข้าเหตุใดถึงควบคุมไม่ได้เช่นนี้ ฮ่าๆๆ ทำเช่นไรดี?”


นางส่งเสียงหัวเราะพร้อมกับร้องขอความช่วยเหลือ ท่าทางของนางในตอนนี้น่าขบขันยิ่งนัก


ฉินเจียนไม่คาดคิดเลยว่า ยาของน้องสะใภ้จะมีฤทธิ์เช่นนี้ ตอนแรกก็นึกว่านางตั้งชื่อยามั่วซั่วอย่างที่นางพูดจริงๆ คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นดั่งชื่อยา


‘เพลินจิต’!


ฮ่าๆๆ!


“ซินหรานไม่ต้องกังวลนะ เหมือนว่านี่จะเป็นฤทธิ์ของยา! คนป่วยอยากหายไวๆ ก็ต้องออกกำลังกายให้เยอะๆ เรารอดูผลลัพธ์ก่อนว่ามันจะดีหรือไม่!”


ฉินเจียนรู้ว่าน้องสะใภ้แกล้งซินหราน แต่กลายเป็นว่าเขาเองก็ถูกทรมานไปด้วยเสียอย่างนั้น เขาต้องพยายามกดข่มความรู้สึกตลกขบขันเอาไว้ภายในใจอย่างสุดกำลัง พยายามกลั้นหัวเราะ ทั้งยังต้องร่ายรำเป็นเพื่อนซินหราน เพียงไม่นานเหงื่อก็โทรมกาย


สาวใช้เข้ามาเห็นภาพนี้ก็ถึงกับตกตะลึง ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ ว่าคุณหนูกำลังทำอะไร แต่เห็นฉินเจียนดูแลคุณหนูอย่างสุดความสามารถ ก็ไม่กล้าพูดอะไรและออกไปเงียบๆ


ซินหรานเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองเป็นอะไรไป ร่างกายไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด แต่แค่อยากหัวเราะตลอดเวลา และมือไม้ก็ยกร่ายรำสะเปะสะปะไปทั่วห้อง


ท่าทางของนางในตอนนี้ต้องน่าเกลียดมากแน่นอน นางหันไปมองปฏิกิริยาของฉินเจียน แต่กลับพบว่าฉินเจียนไม่ได้รังเกียจนางเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังยิ้มให้อีกด้วย นางจึงรู้สึกว่า เต้นไปเช่นนี้ ได้ขยับตัวบ้างก็ส่งผลดีต่อร่างกายเหมือนกัน


ภายในชั่วขณะนั้น ซินหรานก็คิดว่า เหตุใดตนถึงไม่เจอเขาให้เร็วกว่านี้ หากได้พบกันเร็วกว่านี้ บางทีพวกเขาอาจได้เป็นคู่รักที่น่าอิจฉาที่สุดก็ได้


แต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างที่หวัง นางมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ สุดท้ายก็ไม่อาจมีชีวิตรักกับเขาไปจนแก่เฒ่าเหมือนสตรีธรรมดา


ได้แต่หวังว่าในวันที่ความจริงเปิดเผย เขาจะไม่เสียใจมากจนเกินไปก็พอ


ในตอนแรกซินหรานรู้สึกตื่นตระหนกอย่างมากกับปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เมื่อเห็นสิ่งที่ฉินเจียนทำ นางก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย และปล่อยร่างกายยกมือร่ายรำไป ไม่ต่อต้านอีก


ผ่านไปสองชั่วยาม…


ซินหรานยังคงร่ายรำอยู่เช่นเดิม ทว่าฉินเจียนเริ่มรู้สึกเหนื่อยและง่วงแล้ว จนกลั้นหาวเอาไว้ไม่อยู่


นางเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น “ลำบากนายท่านรองเลย ท่านกลับไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ ข้าอยู่คนเดียวได้”


“ได้อย่างไร เจ้าเป็นเช่นนี้จะให้ข้าวางใจได้อย่างไร?”


ตอนนี้เป็นยามดึกแล้ว อีกฝ่ายยังมีอาการไม่หยุด อันที่จริงฉินเจียนเองก็กลัวว่านางจะเป็นอะไรไป ถึงอย่างไรยานี้เขาก็เป็นคนเอาเข้ามา หากเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่มีคำอธิบายใดจะแก้ตัว


“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าให้สาวใช้เข้ามาอยู่เป็นเพื่อนได้ นายท่านรองเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ควรพักผ่อนได้แล้วเจ้าค่ะ”


ซินหรานรู้สึกว่ามือไม้ของตัวเองปวดเมื่อยไปหมด ร่างกายหมดเรี่ยวแรงแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดได้ ร่างกายของนางแทบจะร่วงลงไปกองกับพื้นแล้ว แต่จะแสดงออกมาให้ฉินเจียนเห็นไม่ได้เด็ดขาด ด้วยกลัวว่าเขาจะเป็นห่วงจนไม่ยอมกลับไป


อันที่จริงนางอยากให้ฉินเจียนกลับไปตั้งนานแล้ว จะได้ให้สาวใช้ตีนางให้สลบไปซะ นางจะได้พักผ่อนเสียที แต่ฉินเจียนกลับยืนกรานไม่ยอมไป จะอยู่เป็นเพื่อนนางให้ได้


นางจึงแสร้งทำเป็นโกรธ “หากนายท่านรองไม่ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีจนล้มป่วยไปอีกคนจะทำเช่นไรเจ้าคะ ให้ซินหรานป่วยคนเดียวก็พอแล้ว ฮ่าๆๆ นายท่านรองไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”


เดิมทีนางตั้งใจจะเล่นบทโกรธแล้วร้องไห้ แต่พออ้าปากพูดกลับหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น นางหงุดหงิดมากแต่กลับทำอะไรไม่ได้


ฉินเจียนแอบดีใจ แต่ภายนอกกลับบอกออกไปด้วยสีหน้าสลด “ก็ได้ ข้ากลับไปนอนพักสักประเดี๋ยว แต่หากมีเรื่องอะไรให้คนไปเรียกข้าได้ตลอดเลยนะ!”


ซินหรานพยักหน้า มองฉินเจียนออกไป


จากนั้นนางก็รีบเรียกสาวใช้เข้ามา และสั่งการ “ตีข้าให้สลบเร็วเข้า ข้าไม่ไหวแล้ว เร็วเข้า!”


สาวใช้ตกใจ “ฮะ แต่ว่า…”


“ไม่มีแต่! ไม่รู้ว่านางสารเลวนั่นเอายาอะไรให้ข้ากินถึงได้เป็นเช่นนี้ จะหยุดก็หยุดไม่ได้ เห็นได้ชัดว่านางเกลียดฉินเจียนจนพลอยเกลียดข้าไปด้วย คอยดูเถอะ วันหน้าข้าจะสั่งสอนนางเช่นไร ฮ่าๆๆ…”


สาวใช้ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรไปชั่วขณะ นางจึงหันไปหาท่อนไม้มาท่อนหนึ่ง แล้วฟาดท้ายทอยนายหญิงอย่างแรง


ซินหรานสลบไปทันที


แต่ว่า…


สาวใช้มองไปที่มือและเท้าของซินหราน…ที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่!


นางเบิกตากว้าง กลืนน้ำลายด้วยความกังวล คุณหนูสลบไปแล้วนะ! เหตุใดยังขยับได้อีก! คงจะไม่เป็นเหมือนเมื่อครู่อีกกระมัง!


เจ้าฉินเจียนนั่นไม่ได้มาทำร้ายคุณหนูแน่นะ!

......


ฉินเจียนนอนหลับไปจนฟ้าสว่าง เมื่อตื่นแล้วก็เพียงล้างหน้าล้างตาลวกๆ และรีบไปหาซินหรานทันที


ไม่ใช่เพราะเขาเป็นห่วงสตรีผู้นั้น แต่เป็นเพราะเขาแปลกใจกับอาการของนางในมากจริงๆ


เมื่อไปถึง ปรากฏว่าซินหรานยังไม่ตื่น มือไม้ไม่ได้เคลื่อนไหวแล้ว เพียงนอนหมดสติไม่มีทีท่าจะตื่นเลย


ทว่าสีหน้ากลับดูดีขึ้นมากแล้ว แก้มแดงระเรื่อ ไม่เหลือร่องรอยของความป่วยเลย


ฉินเจียนแอบชื่นชมเหอจิ่วเหนียงอยู่ในใจ น้องสะใภ้ของเขาช่างเก่งกาจยิ่งนัก!


“ข้าจะไปต้มยาให้ซินหราน เดี๋ยวนางตื่นแล้วจะได้ดื่ม เจ้าอยู่ดูแลนางให้ดี”


สั่งการสาวใช้เสร็จเขาก็เตรียมไปจัดการต้มยาในห้องครัว


และในตอนนี้เอง ซินหรานก็ตื่นขึ้นมาพอดี เมื่อเห็นฉินเจียนกำลังออกจากห้องจึงเรียกเขา “นายท่านรอง ท่านจะไปไหนเจ้าคะ?”


เสียงนี้ทำเอาฉินเจียน รวมถึงสาวใช้ที่อยู่ข้างๆถึงกับตกใจ


น้ำเสียงของนางมีชีวิตชีวาขึ้นมาก…มากยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ


“โอ้ ซินหราน เจ้าหายดีแล้วหรือ!”


ฉินเจียนดึงสติกลับมา ก่อนจะรีบวิ่งไปนั่งข้างๆนางทันที มองนางด้วยสีหน้าท่าทีดีใจมาก


ตอนแรกซินหรานตั้งใจจะแสร้งทำเป็นอ่อนแอเหมือนหลายวันที่ผ่านมา แต่ร่างกายในตอนนี้ไม่ให้ความร่วมมือกับนางเลย นางตอบไปโดยที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ “ฮ่าๆๆ ใช่เจ้าค่ะ!”


ฉินเจียนกับสาวใช้อึ้ง “…”


ซินหรานเองก็เช่นกัน “…”


“ดูท่า ฤทธิ์ยานั่นไม่เลวเลยแฮะ! ก่อนหน้านี้เจ้าไม่หายเสียที ข้ากังวลมาโดยตลอด คิดไม่ถึงเลยว่าพอได้กินยานั่นเจ้าก็หายขาดแล้ว!”


ฉินเจียนแสดงท่าทางดีใจออกมา จากนั้นเตรียมจะช่วยประคองนางลงจากเตียงให้ได้เดินสักหน่อย ปรากฏว่าซินหรานไม่ต้องให้ใครช่วยประคองเลย นางพุ่งลงจากเตียงด้วยตัวเองอย่างฉับไว และเดินไปมาในห้องอย่างรวดเร็ว…มาก!


ซินหราน “!!!”


นางพูดไม่ออกจริงๆ ก่อนหน้านี้นางแสร้งทำเป็นอ่อนแอมาโดยตลอด ตอนนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ราวกับพลิกฝ่ามือ ไม่ว่าจะอยากแสร้งอย่างไรก็ทำไม่ได้เลย


นางลอบมองฉินเจียน เมื่อมั่นใจว่าในสายตาเขามีเพียงความรู้สึกดีใจแทนนางเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกรังเกียจหรือสงสัยแต่อย่างใด นางจึงวางใจลง


“นายท่านรอง ที่ผ่านมาต้องขอบท่านมากจริงๆเจ้าค่ะที่ดูแลข้ามาโดยตลอด ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว ล้วนเป็นเพราะความห่วงใยของท่านเจ้าค่ะ”


ซินหรานกล่าวด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม ท่าทางราวกับว่าอยากคารวะเป็นสหายพี่น้องกับฉินเจียนก็มิปาน


หากไม่พูดถึงเรื่องแสร้งป่วย ตอนนี้นางถึงขั้นรู้สึกได้ว่า เหมือนกับกล้ามเนื้อและเลือดลมของตัวเองได้ถูกชำระล้างใหม่ก็มิปาน โรคเรื้อรังจากการฝึกวรยุทธ์หรือทำภารกิจตลอดหลายปีที่ผ่านมา คล้ายกับว่ามลายหายไปหมดแล้ว ตอนนี้นางรู้สึกแค่ว่าร่างกายตัวเองแข็งแรงมาก ปราศจากอาการแทรกซ้อนทุกอย่าง


เหอจิ่วเหนียงผู้หญิงคนนั้นมีความสามารถมากจริงๆ แต่จะว่าไป นายท่านรองสามารถนำยานี้มาให้นางได้ ต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน


คิดได้ดังนั้น นางจึงมองฉินเจียนด้วยสายตาหวานล้ำ


แต่ในมุมมองของฉินเจียน สายตานั้นกลับเต็มไปด้วยความหยาบโลน!


เหมือนสายตาของบุรุษที่มองกระต่ายน้อยตัวหนึ่งด้วยความหิวโหยและตะกละจนน้ำลายไหลก็มิปาน!


ตอนที่ 488: พี่ใหญ่ซุนจำข้าไม่ได้แล้วหรือ


ฉินเจียนยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ย “เป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว ขอแค่เจ้าหายดีข้าก็สบายใจ”


สตรีล้วนชอบฟังคำพูดสวยหรู เหมือนกับซินหรานในตอนนี้ นางไม่ได้สังเกตเลยว่ารอยยิ้มของฉินเจียนในตอนนี้ฝืดเฝื่อนมากเพียงใด รู้สึกแค่ว่า การที่เขาสามารถทำเรื่องเหล่านี้เพื่อนางได้นั้น เขาก็เก่งและมีความอดทนไม่เบาเลยจริงๆ


ยิ่งได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจ และยิ่งกังวลว่า เมื่อถึงวันที่ความจริงถูกเปิดเผย ฉินเจียนจะเสียใจมากเพียงใด


ทั้งยังคิดว่า เขาจะพลอยเดือดร้อนเพราะเรื่องของนางหรือไม่


ฉินเจียนเห็นหญิงสาวเงียบไป จึงรีบเอ่ยขึ้น “เจ้าหิวหรือยัง ข้าจะไปทำอาหารมาให้เจ้ากินนะ ตอนนี้ร่างกายของเจ้ายังอ่อนแอ อยู่ในช่วงต้องบำรุงร่างกาย ต้องกินให้เยอะๆหน่อยนะ!”


กล่าวจบเขาก็รีบวิ่งออกไปทันที ซินหรานเห็นการกระทำของเขาทุกอย่าง จึงคิดไปว่าฉินเจียนมีนางทั้งใจ ในตอนนี้ยังคำนึงถึงเรื่องบำรุงร่างกายให้นางอีก


สาวใช้เห็นสีหน้าของผู้เป็นนายเคลิบเคลิ้มเมามาย จึงถามขึ้น “คุณหนู เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?”


ซินหรานตอบกลับอย่างฉะฉาน “ไม่มีอะไร! คนอย่างข้าจะมีเรื่องอะไรล่ะ!”


สาวใช้รู้สึกได้ว่านายหญิงมีอาการแปลกไป จึงเอ่ยเตือน “คุณหนู บ่าวเห็นว่าช่วงหลายวันมานี้คุณหนูคลายความระมัดระวังลงไปไม่น้อย ท่านอย่าลืมเรื่องสำคัญไปเด็ดขาดนะเจ้าคะ”


ได้ยินดังนั้น ซินหรานเกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที หันขวับไปมองสาวใช้ตาเขม็ง “ข้าทำงานมานักต่อนัก เรื่องแค่นี้ยังต้องให้คนอย่างเจ้ามาคอยบอกอีกรึ! เขาทำเพื่อข้าถึงขั้นนี้แล้ว ยังมีสิ่งใดต้องสงสัยอีก!”


สาวใช้ได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าปริปากอีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป


ซินหรานที่รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองราวกับถูกเปลี่ยนใหม่อยากออกไปลองยืดเส้นยืดสายสักหน่อย นางร่ายรำอยู่ในเรือนครู่หนึ่ง และรู้สึกได้ว่าตนเองแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมากจริงๆ


เมื่อคิดว่า ฉินเจียนเป็นคนบุกไปที่จวนตระกูลลู่เพื่อเอายานี้กลับมาให้นาง นางก็รู้สึกใจอ่อนลงอีกเล็กน้อย


แต่ในเมื่อเขาไว้วางใจนางถึงขั้นนี้ เช่นนั้นขั้นตอนต่อไปก็ควรเริ่มลงมือได้แล้ว


หวังว่าถึงวันนั้น เขาจะไม่โกรธเกลียดนางมากเกินไป


เมื่อคิดถึงจุดนี้ ซินหรานรู้สึกเสียใจขึ้นมา ไม่รู้เพราะเหตุใด ช่วงนี้ตนเองถึงได้รู้สึกอ่อนไหวง่ายมาก ทั้งๆที่นี่เป็นเพียงภารกิจหนึ่ง และฉินเจียนก็เป็นแค่ความสัมพันธ์ปลอมๆที่นางหลอกใช้เท่านั้น


นางรู้ดีว่า ความรู้สึกที่นางมีต่อฉินเจียนนั้นเป็นความรู้สึกที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่นางจำต้องตัดใจทำเรื่องเหล่านั้น เพราะนั่นคือภารกิจของนาง นางไม่อาจขัดคำสั่งของกลุ่มตัวเองได้ มิเช่นนั้นจุดจบของนางก็คือความตาย


เช่นนี้ทำได้เพียงต้องทำผิดต่อเขาแล้ว

.......

ขณะที่ฉินเจียนทำอาหารอยู่เขาก็คิดวกวนไปมา ยาดีถึงเพียงนี้ หลังจากกินเข้าไปราวกับว่าได้เปลี่ยนอวัยวะร่างกายใหม่ก็มิปาน น้องสะใภ้ยอมเอาของดีเช่นนี้ออกมาให้ง่ายๆเลยหรือ?


ไม่ๆๆ


น้องสะใภ้เป็นคนใจกว้างกับคนกันเอง แต่กับคนนอกนั้นยากยิ่งนัก ยิ่งกับศัตรูแล้วยิ่งไปใหญ่


ยาเพลินจิตนี่ต้องไม่ใช่มีฤทธิ์แค่นี้แน่!


เขาตัดสินใจทันทีว่า ช่วงนี้จะต้องจับตาดูซินหรานให้ดี จดจำทุกการกระทำทุกการเคลื่อนไหวของนางเอาไว้ ต่อไปหากน้องสะใภ้ถามขึ้นมา จะได้ตอบได้ชัดเจน


ภารกิจของเขาในช่วงนี้ยากลำบากและหนักหน่วงมาก นอกจากจับตาดูซินหรานแล้ว ยังต้องจับตาดูสตรีในคณะงิ้วด้วยว่าสวมหน้ากากอยู่หรือไม่ ลู่ไป่ชวนกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่อำเภอครั้งนี้ก็เป็นอีกคราที่เขาไม่ได้ตามกลับไปด้วย

.......

ทางด้านลู่ไป่ชวน วันนี้เขาตื่นแต่เช้าทว่าไม่ได้ไปที่หน่วย เขาไปที่หอเชียนฟาน นำเงินไปจำนวนหนึ่งเพื่อขอพบหมิงเจ๋อ–หัวหน้าหอเชียนฟาน


ช่วงนี้อาการของเจียงรั่วหย่าดีขึ้นมากแล้ว หากหมิงเจ๋อมีเวลาก็จะอยู่เป็นเพื่อนนาง ไม่ได้มาที่หอเชียนฟานทุกวัน ยิ่งยามเช้าเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้


โชคดีที่ผู้ดูแลร้านเป็นคนอัธยาศัยดี เขายิ้มตาหยีต้อนรับ “ใต้เท้าโปรดรอสักครู่ พวกเราส่งคนไปเชิญท่านหัวหน้าแล้ว ใต้เท้าดื่มชาร้อนๆ รอก่อนนะขอรับ”


ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาว ลู่ไป่ชวนขี่ม้ามาไม่ได้สวมถุงมือ มือจึงเย็นและแดงเล็กน้อย ในตอนนี้การได้ดื่มชาร้อนๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก


ลู่ไป่ชวนถูกนำทางไปที่ห้องต้อนรับส่วนตัว และรอคนยกน้ำชาเข้ามาให้


เขายังนำป้ายคำสั่งที่หมิงเจ๋อมอบให้เหอจิ่วเหนียงก่อนหน้านี้มาด้วย ที่ผ่านมาเขาอยากหาโอกาสมาพบหมิงเจ๋ออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีเวลาเสียที ตอนนี้ว่างแล้ว จึงอยากถามหมิงเจ๋อสักหน่อยว่าการที่เขามอบป้ายคำสั่งให้ภรรยาของตนหมายความว่าอย่างไร


ไม่นานก็มีคนยกน้ำชาเข้ามา อากาศหนาวถึงเพียงนี้แต่หญิงสาวที่ยกน้ำชาเข้ามากลับสวมเสื้อผ้าเบาสบาย อย่างไรก็ตาม ลู่ไป่ชวนไม่ได้สนใจนางเลย สองมือจับถ้วยชาเพื่อให้ความอบอุ่นและรอหมิงเจ๋อมา


“ไม่ได้เจอกันแค่ไม่นาน พี่ใหญ่ซุนก็จำข้าไม่ได้แล้วหรือ น่าเสียใจเสียจริง”


หญิงสาวที่ยกน้ำชาเข้ามาสวมเสื้อผ้าพลิ้วบาง คลุมผ้าคลุมหน้าไว้ พอวางชาลงแล้วกลับไม่มีทีท่าจะออกไป ทั้งยังพูดจาสนิทสนมออกมาด้วย


ลู่ไป่ชวนนึกอยู่ชั่วขณะก็นึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายคือใคร หากแต่รู้สึกว่าน้ำเสียงของนางคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน จึงเลิกคิ้วพลางถาม “แม่นางรู้จักข้าน้อยลู่ด้วยหรือ?”


เมื่อก่อนที่ทำงานกับเฉินอ๋อง ลู่ไป่ชวนใช้นามว่าซุนฉี การที่มีคนมาเรียกเขาว่า ‘พี่ใหญ่ซุน’ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก


แสดงให้เห็นชัดว่าอีกฝ่ายเป็นคนรู้จักของเขามาก่อน เพียงแต่แม่นางตรงหน้าคลุมผ้าคลุมหน้าไว้ เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่านางคือใคร


หญิงสาวรออยู่ครู่หนึ่ง ตอนแรกคิดว่าเขาจะจำได้ ทว่านางกลับคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป นางถอนหายใจออกมาเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง ก่อนจะเปิดผ้าคลุมหน้าออก…


แต่ถึงกระนั้น ลู่ไป่ชวนก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี


เขานิ่งไปครู่หนึ่ง กระทั่งในที่สุดก็จำได้แล้ว “ที่แท้ก็เป็นแม่นางเว่ยนี่เอง ไม่ได้เจอกันนานเลย”


เขายิ้มพลางกล่าวทักทาย เว่ยอวี่ไม่เห็นอารมณ์ประหลาดใจหรือดีใจจากสายตาของเขาเลย


หมายความว่า สำหรับเขาแล้ว นางก็เป็นแค่คนที่ผ่านมาในชีวิตเขาที่ไม่ได้สำคัญอะไร ไม่ว่าจะอยู่ในชีวิตของเขาหรือไม่ ก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อความรู้สึกของเขา


เว่ยอวี่แอบผิดหวัง แต่ก็ยังฝืนยิ้มพลางกล่าว “ข้าเอง ข้าคะนึงถึงพี่ใหญ่ซุนมาโดยตลอด ไม่นึกเลยว่าพี่ใหญ่ซุนกลับลืมข้าไปแล้ว”


นางรู้สึกเสียใจ อยากขยับเข้าไปใกล้ลู่ไป่ชวนอีก แต่ลู่ไป่ชวนกลับรักษาระยะห่างอย่างมีสติ


“แม่นางพูดเล่นแล้ว ข้าน้อยลู่มีครอบครัวแล้ว ย่อมไม่คิดเรื่องที่ไม่สมควรคิดกับแม่นาง”


ลู่ไป่ชวนวางชาในมือ.ลงบนโต๊ะ ในใจคิดว่าวันนี้ซวยจริงๆ เหตุใดถึงได้มาเจอเว่ยอวี่ได้


อีกอย่าง เว่ยอวี่อยู่ที่อันโจวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาอยู่จิงโจวได้


เว่ยอวี่สัมผัสได้ถึงความห่างเหินของอีกฝ่าย แต่กลับยังคิดจะเข้าไปใกล้เขา นานมากแล้วที่ไม่ได้เจอ ความคิดถึงที่นางมีต่อเขาแทบจะทะลักออกมาอยู่แล้ว


ได้ยินว่าเขาได้รับบาดเจ็บจนเสียโฉม ในช่วงเวลานั้นนางร้อนใจมาก อยากรีบไปอยู่ดูแลเคียงข้างเขาเต็มทน แต่นางไม่อาจทำเช่นนั้นได้ นางไม่อาจทิ้งงานในมือไปโดยไม่สนใจได้ ดังนั้นจึงทำได้แค่.อดทนกับความปวดใจ


ต่อมารู้ข่าวว่าเขาได้เจอครอบครัวแล้ว ทั้งยังมีบุตรชายหนึ่งคน ภรรยาของเขาทั้งรูปโฉม.งดงามและมากความสามารถ ทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายหญิงของนางมากด้วย ตอนนี้ครอบครัวของเขาได้ลงหลักปักฐานที่จิงโจว ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสมบูรณ์แบบ


นางไม่รู้ว่าที่ผ่านมาตนเอง.อดทนกับความเจ็บปวดมาได้อย่างไร ดังนั้นจึงร้องขอให้ตนเองได้ย้ายกลับมาที่จิงโจว สวรรค์ไม่ทรยศคนมีใจ ในที่สุดนางก็ได้ย้ายกลับมา


หลังจากกลับมาได้แค่สองวันก็ได้เจอกับเขาแล้ว คนที่นางคะนึงถึงอย่างสุดหัวใจ


ตอนที่ 489: ชายหญิงได้ทั้งนั้น


ครานั้นครั้นที่ลู่ไป่ชวนให้นางช่วยตามหาคน นางก็สงสัยอยู่แล้วว่าอาจเป็นครอบครัวของเขา แต่ตอนนั้นนางสืบหาไม่เจอจริงๆ


นางคิดว่าหากตอนนั้นนางช่วยเขาได้ เขาจะต้องรู้สึกขอบคุณนางมากๆแน่ และความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองก็คงจะใกล้ชิดกันกว่านี้แน่นอน


ต่อให้รู้ว่าเขามีครอบครัวแล้ว แต่นางก็.อดคิดถึงเขาไม่ได้ นางไม่ถือสาหากจะมีสถานะเป็นรอง นางแค่อยากอยู่ข้างๆเขาเท่านั้น


ดังนั้นนางจึงตัดสินใจย้ายกลับมาที่นี่


“พี่ใหญ่ซุน ไม่ได้เจอกันนาน ท่านเคยคิดถึงข้าบ้างหรือไม่?”


เว่ยอวี่ค่อยๆเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ลู่ไป่ชวนก็ร่นตัวถอยตาม จนสุดท้ายเขาก็หยุดอยู่กับที่


และชักกระบี่ออกมาจากข้างเอว พร้อมเอ่ยอย่างเย็นชา “ข้าน้อยลู่มีครอบครัวแล้ว แม่นางโปรดเคารพตัวเองด้วย”


สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและความรังเกียจ ทำให้เว่ยอวี่รู้สึกเสียใจมาก


ในสายตาเขามองว่านางเป็นผู้หญิงที่คิดจะจับผู้ชายอย่างนั้นหรือ


“พี่ใหญ่ซุน ถึงแม้ข้าจะอยู่ในหอคณิกามานานหลายปี แต่ข้าก็ยังบริสุทธิ์ไร้มลทิน ข้า…”


ลู่ไป่ชวนตัดบทอย่างหมดความ.อดทน “นั่นเป็นเรื่องของแม่นาง ไม่ได้เกี่ยวกับข้า ข้ามาที่นี่วันนี้เพื่อพบหัวหน้าหอของพวกเจ้า หากหัวหน้าหอไม่อยู่ อีกสองสามวันข้าจะมาใหม่ ข้าขอตัว”


กล่าวจบเขาก็หันหลังจะเดินออกไปจากห้องทันที


เว่ยอวี่เห็นเขาจะไปจริงๆ โดยไม่ลังเลก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา ตระหนักได้ว่าการกระทำของตนเป็นการจู่โจมมากเกินไป ทำให้เขาตกใจแล้ว


ต้องโทษที่ตัวเองใจร้อนเกินไป นางควรค่อยๆเป็นค่อยๆไป


ดังนั้นนางจึงรีบตามไปขอโทษทันที “พี่ใหญ่ซุน เป็นข้าเองที่ทำไม่ถูก หัวหน้าหอกำลังเดินทางมาใกล้ถึงแล้ว หากท่านไม่อยากเห็นหน้าข้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”


กล่าวจบนางก็ใช้ผ้าคลุมหน้า หยิบถาดน้ำชาและจากไปทันที


ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าตนเองซวยมาก นี่หากภรรยารู้เข้าจะอธิบายกับนางเช่นไร


เขามาก็เพื่อคุยธุระกับหมิงเจ๋อ เหตุใดต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้ด้วย!


คืนนี้หากภรรยาไม่ให้เขานอนด้วยจะทำเช่นไร!


เขาเริ่มกระวนกระวาย รีบปัดร่างกายตัวเอง เพื่อไม่ให้กลิ่นชาดของเว่ยอวี่ติดบนตัว


ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ได้แตะเนื้อต้องตัวกัน แต่กลิ่นชาดบนตัวเว่ยอวี่รุนแรงมาก ยิ่งภรรยาเขาเป็นคนจมูกไวด้วย เขาจะรอดจมูกนางไปได้หรือไม่


ขณะที่กำลังกังวลอยู่นั้น หมิงเจ๋อก็เข้ามาพอดี


อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างภรรยาพวกเขา ตอนที่หมิงเจ๋อเข้ามาจึงยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย


“นายท่านสามลู่มีเวลาว่างมาเยี่ยมเยือนหอเชียนฟานด้วยหรือ?”


หมิงเจ๋อทักทายอย่างเป็นทางการ ลู่ไป่ชวนกล่าว “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกขอรับ ที่ข้าน้อยลู่มาวันนี้เพราะมีเรื่องอยากให้ช่วยขอรับ”


หมิงเจ๋อผายมือเป็นเชิงเชิญเขานั่ง จากนั้นตนเองก็นั่งลง และเอ่ย “คนกันเอง มีเรื่องอะไรก็รีบบอกมาได้เลย”


ลู่ไป่ชวนได้ยินคำว่า ‘คนกันเอง’ ก็รู้สึกอึ้งเล็กน้อย นี่ให้เกียรติภรรยาเขามากถึงเพียงนี้เลยหรือ


ทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทางผิดปกติใดๆออกมา เพียงเอ่ยตอบ “ข้าน้อยลู่อยากขอยืมคนจากหอเชียนฟานสักหน่อยขอรับ หน่วยหั่วอวิ๋นขาดกำลังคน ตอนนี้ฉินเจียนทำภารกิจอยู่นอกหน่วย ข้าน้อยกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ก็เลยอยากยืมกำลังคนจากหอเชียนฟานคอยปกป้องเขาอย่างลับๆขอรับ”


หน่วยหั่วอวิ๋นเพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่กี่ปี การขาดกำลังคนเป็นเรื่องปกติ ตอนนี้อยู่ระหว่างฝึกฝนกำลังคนเรื่อยๆ แต่หอเชียนฟานก่อตั้งมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว สิ่งที่หอเชียนฟานไม่ขาดแคลนก็คือ ผู้มีความสามารถ


“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพียงแต่นี่เป็นเรื่องงาน เช่นนั้นข้าจะต้องเลือกคนให้เองตามเนื้องาน แต่หากจวนท่านต้องการคน เช่นนั้นถึงจะให้ท่านเลือกคนตามต้องการได้”


หมิงเจ๋อพยักหน้า ท่าทางพูดง่ายมาก


ลู่ไป่ชวนตอบตกลง “นี่เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว ขอบคุณหัวหน้าหอมากขอรับ”


กล่าวจบลู่ไป่ชวนก็ล้วงเอาตั๋วเงินออกมาปึกหนึ่งส่งให้เขา มาขอให้คนเขาช่วยเหลือก็ต้องแลกเปลี่ยน


หมิงเจ๋อเอ่ยถาม “ท่านต้องการกี่คนล่ะ?”


“สี่คนขอรับ ชายหรือหญิงได้ทั้งนั้น แต่ฝีมือต้องดี”


หมิงเจ๋อรับเงินมานับ พลางกล่าว “วางใจได้ นายท่านรองฉินก็คงจะอยู่ในคณะงิ้วชิงอิน ข้าจะส่งคนไปที่นั่นเลย”


ด้วยอิทธิพลของหอเชียนฟาน การที่จะรู้ว่าฉินเจียนอยู่ที่ใดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก


“ได้ขอรับ ขอบคุณมาก”


ลู่ไป่ชวนยกมือคำนับ แต่กลับยังไม่มีท่าทีที่จะกลับ


หมิงเจ๋อเลิกคิ้วถาม “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ?”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า และล้วงเอาป้ายคำสั่งนั้นออกมาจาก.อกเสื้อ ก่อนจะกล่าว “เท่าที่ข้าน้อยรู้ ป้ายคำสั่งนี้คงจะเป็นป้ายคำสั่งที่มีสถานะรองจากหัวหน้าหอกระมัง ข้าน้อยอยากรู้ว่าเหตุใดหัวหน้าหอถึงมอบของขวัญใหญ่โตถึงเพียงนี้ให้จิ่วเอ๋อร์ หากแค่เพราะจิ่วเอ๋อร์ช่วยรักษาอาการป่วยของฮูหยินหมิงหาย ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้หัวหน้าหอมอบของชิ้นนี้ให้นาง”


หมิงเจ๋อคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ ลู่ไป่ชวนจะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ป้ายคำสั่งนี้เขามอบให้เหอจิ่วเหนียงนานมากแล้ว ถึงจะอยากถามก็คงไม่รอมาจนถึงตอนนี้กระมัง


“จิ่วเอ๋อร์อยากถาม หรือว่าท่านอยากถาม?”


หมิงเจ๋อไม่ได้ตอบคำถามเขาในทันที แต่กลับย้อนถามเขากลับ


ลู่ไป่ชวนตอบ “ข้าน้อยอยากถามเองขอรับ หัวหน้าหอ.คงทราบอยู่แล้วว่าที่ข้าน้อยได้แต่งงานกับจิ่วเอ๋อร์ก็เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ข้าน้อยซื้อตัวนางมาจากนายหน้าค้าทาส นางไร้พ่อขาดแม่ตั้งแต่เด็ก ไร้ที่พึ่งพาอาศัย พวกเราเองก็คิดมาตลอดว่าอยากช่วยนางตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงของนาง แต่เพราะยังไม่มีโอกาส และบังเอิญฮูหยินหมิงก็กำลังตามหาบุตรสาวที่หายตัวไปหลายปีพอดี ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีถึงเพียงนี้ แม้ภายนอกจะดูไม่ออก แต่ความเป็นแม่ลูกและความใกล้ชิดของทั้งสองไม่อาจแสร้งได้ ดังนั้นข้าน้อยอยากให้หัวหน้าหอบอกความจริงกับข้าน้อย 


…ฮูหยินหมิง คือแม่ที่แท้จริงของจิ่วเอ๋อร์ใช่หรือไม่ขอรับ?”


อันที่จริงหากมองให้ละเอียด ความ.งดงามของเหอจิ่วเหนียงนั้นเหมือนเจียงรั่วหย่ามาก เพียงแต่เค้าโครงใบหน้าไม่เหมือนกัน และไม่เหมือนหมิงเจ๋อด้วย


ตอนแรกลู่ไป่ชวนก็เคยคิดสงสัย จึงตัดสินใจมาถามในวันนี้ หากเป็นจริงอย่างที่เขาสงสัย แล้วเหตุใดถึงได้ไม่บอกความจริงกับเหอจิ่วเหนียงไป


ช่วงนี้เจียงรั่วหย่าชอบไปที่สวนซีสุ่ยบ่อยๆ ไม่ใช่ไปหาภรรยาเขา แต่ไปบุตรชายของเขา และปฏิบัติราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้แน่นอน


แต่เพราะเหตุใดถึงไม่ยอมบอกเรื่องนี้ให้ชัดเจน มีสิ่งใดที่ลำบากใจยากจะพูดได้อย่างนั้นหรือ


หมิงเจ๋อไม่ได้ตอบในทันที แค่นิ่งไปและมองลู่ไป่ชวนอยู่อย่างนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะเอ่ยขึ้น “ในที่สุดก็ถูกท่านดูออกจนได้ แต่ก็เอาเถอะ บอกท่านไปก็ไม่เป็นไร


ท่านเข้าใจถูกแล้ว ฮูหยินของข้าเป็นแม่ของจิ่วเอ๋อร์จริงๆ แต่นางรู้สึกผิดต่อจิ่วเอ๋อร์ ก็เลยไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับจิ่วเอ๋อร์ อาการป่วยของนางเพิ่งจะดีขึ้นได้ไม่นาน ข้าก็ไม่กล้าบีบบังคับนางมากนัก จึงแล้วแต่นางจะตัดสินใจ เพียงแต่สุดท้ายก็ยังรู้สึกผิดต่อจิ่วเอ๋อร์อยู่ดี”


หมิงเจ๋อกล่าวจบก็มองลู่ไป่ชวนด้วยความกังวล ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบสนองอย่างไรกับเรื่องนี้


ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่พอเผชิญกับความจริงตรงๆ เขาก็รู้สึกตกใจอยู่บ้าง ภรรยาของเขาเป็นบุตรสาวของเจียงรั่งหย่าจริงๆ


ก่อนหน้านี้ภรรยาเคยเล่าให้ฟังว่า ชีวิตของเจียงรั่วหย่าในเมื่อก่อนอาภัพนัก แต่หลังจากที่ได้พบหมิงเจ๋อ ชีวิตของนางจึงดีขึ้นไม่น้อย


ในปีนั้นนางประสบพบเจอเรื่องใดกันแน่ ถึงทำให้ตนเองกับบุตรสาวต้องตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนั้น


“เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าล่ะ เหตุใดหัวหน้าหอถึงมอบสิ่งนี้ให้กับจิ่วเอ๋อร์”


ลู่ไป่ชวนยิ้ม พลางคะเนน้ำหนักป้ายคำสั่งด้วยมือ


หมิงเจ๋อกล่าว “นี่ไม่นับว่ามากมายอะไรเลย มีป้ายคำสั่งนี้ไว้ในมือ หากนางมีเรื่องจำเป็นอะไรก็จะสะดวกสบาย แค่จำไว้ก็พอว่าอย่าทำหายเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหามากมายขึ้นแน่”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าอย่างเข้าใจ และเก็บป้ายคำสั่งเอาไว้ในอกเสื้อตามเดิม


“อีกอย่าง โปรดท่านเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อนนะ ฮูหยินข้าเพิ่งจะหายป่วย อย่าเพิ่งทำให้นางสะเทือนใจเลย”


ตอนที่ 490: เหอจิ่วเหนียงตั้งครรภ์หรือไม่


ลู่ไป่ชวนไม่ได้รับปาก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก


หากภรรยาเป็นคนเดิมคนก่อน การกระทำของเจียงรั่วหย่าไม่ยุติธรรมจริงๆ


นางรู้ว่าเจอบุตรสาวของตัวเองแล้วก็สามารถวางใจได้ แอบอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆได้ ได้รู้ว่าบุตรสาวเป็นอย่างไรบ้าง แต่ภรรยาของเขากลับต้องจมอยู่กับความคิดที่ว่าตนเองถูกครอบครัวทอดทิ้งอยู่อย่างนั้น นอกจากครอบครัวลู่แล้ว นางก็ไม่มีคนอื่นที่พึ่งพิงได้อีก


ยังดีที่ภรรยาของเขาในตอนนี้ไม่ใช่บุตรสาวที่แท้จริงคนนั้นของเจียงรั่วหย่าแล้ว นางไม่เคยคิดตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงแต่อย่างใด ถึงไม่รู้ ในใจก็คงไม่ได้รู้สึกแย่


แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่สบายใจอยู่ดี


เจียงรั่วหย่าไม่อาจรับเรื่องสะเทือนใจได้ ดังนั้นภรรยาของเขาจึงต้องเป็นฝ่ายรับความกล้ำกลืนใจนี้หรือ


ความจริงเป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะบอกภรรยาอย่างไร


หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ลู่ไป่ชวนจึงถามขึ้น “แล้วทั้งสองท่านคิดจะบอกจิ่วเอ๋อร์เมื่อไรขอรับ หรือจะปิดบังไปตลอดเช่นนี้?”


หมิงเจ๋อเห็นลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่น บ่งบอกชัดว่าเขาไม่ค่อยพอใจ แต่ตนก็ทำใจไม่ได้ที่จะเห็นฮูหยินของตัวเองที่เพิ่งหายป่วยต้องกลัดกลุ้มเรื่องเหล่านั้นอีก


ในมุมมองของเขา จะอย่างไรก็ได้ขอแค่ให้ฮูหยินของเขามีความสุขก็พอ ส่วนทางด้านเหอจิ่วเหนียง แค่มีแม่อยู่ข้างกายก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ


อีกอย่าง ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่ได้บอกความจริง พวกนางสองคนก็มีความสุขกันดีไม่ใช่หรือ


“รอให้ฮูหยินหายดีกว่านี้อีกหน่อยเถอะ”


คำตอบเช่นนี้เห็นชัดว่าเป็นคำตอบที่ตอบให้พอผ่านไป


บอกว่ารอให้หายดีกว่านี้อีกหน่อย แล้วต้องหายถึงขั้นไหนถึงจะเรียกกว่าหายดีล่ะ


ลู่ไป่ชวนแอบทอดถอนใจ สุดท้ายก็ยังต้องเป็นภรรยาเขาที่ต้องแบกรับเรื่องนี้เอาไว้คนเดียว


“เช่นนั้นก็ตามนั้นขอรับ ข้าน้อยลู่มีธุระต้องทำ ขอตัวลา”


ลู่ไป่ชวนยกมือคำนับและออกจากห้องไป และเจอกับเว่ยอวี่อีกครั้งที่หน้าห้อง ท่าทางของเว่ยอวี่เหมือนอยากพูดคุยกับเขา แต่เขาไม่อยากสนใจนาง จึงรีบเร่งฝีเท้าเดินไปอย่างรวดเร็ว


หมิงเจ๋อออกจากห้องมาก็เห็นท่าทางผิดหวังของเว่ยอวี่ จึงเอ่ยถาม “รู้สึกเสียใจทีหลังหรือไม่ที่กลับมา?”


เว่ยอวี่หันมาหาเขา และเอ่ยด้วยความเคารพ “ข้าน้อยไม่เสียใจที่ตัดสินใจทำลงไปเจ้าค่ะ”


หมิงเจ๋อแค่นหัวเราะเล็กน้อย เอามือไพล่หลังเดินไปพลางกล่าว “แล้วแต่เจ้าเถอะ หากโดนจิ่วเอ๋อร์ตบตีขึ้นมาข้าช่วยไม่ได้นะ”


เรื่องที่เว่ยอวี่มีใจให้ลู่ไป่ชวน หมิงเจ๋อย่อมรู้อยู่แล้ว ถึงอย่างไรการที่นางยืนกรานจะขอกลับมาจิงโจวให้ได้ เขาย่อมต้องรู้จุดประสงค์ของนางให้ชัดเจนก่อน


ตอนที่รู้ว่าเว่ยอวี่กลับมาเพราะลู่ไป่ชวน เขากลับรู้สึกขบขันเล็กน้อย


ลู่ไป่ชวนห่างกับครอบครัวไปนานหลายปีถึงเพียงนั้น แต่กลับไม่หวั่นไหวไปกับเว่ยอวี่เลย ยิ่งไปกว่านั้น พอกลับมา เขายังมีภรรยาโฉมงามรออยู่อีก


เพียงแต่หมิงเจ๋อเป็นคนที่ไม่ชอบพูดมากมาแต่ไหนแต่ไร พวกลูกน้องของเขามีสิทธิ์เลือกและตัดสินใจเอง เรื่องนี้ก็เช่นกัน หากเว่ยอวี่อยากลองก็ให้นางเผชิญหน้าดูสักครั้ง ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ


ต้องบอกเลยว่า เขาพึงพอใจในบุตรเขยอย่างลู่ไป่ชวนมาก มิเช่นนั้นคงไม่สนทนากับเขาเสียยืดยาวถึงเพียงนี้


ส่วนลู่ไป่ชวนจะทำตัวให้คุ้มค่ากับที่เขาไว้ใจหรือไม่ ก็ให้เว่ยอวี่เป็นตัวช่วยพิสูจน์อีกแรง หากทนต่อการยั่วยวนไม่ไหว เช่นนั้นเขาจะได้ช่วยบุตรสาวผู้เป็นที่รักรีบหาสามีดีๆให้นาง ไม่ยอมให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวแน่นอน


ใช่ บุตรสาวของฮูหยิน เขาก็รักเหมือนบุตรสาวตัวเอง!

.......

ลู่ไป่ชวนไปที่หน่วยหั่วอวิ๋นต่อ จัดการงานของตัวเองจนเสร็จ จากนั้นก็ออกจากหน่วยก่อนเวลาไปหาภรรยาที่โรงหมอ


เห็นภรรยางานยุ่งตลอด ทั้งยังถูกรุมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย เขารู้สึกสงสารภรรยามากจริงๆ


เขาอยากบอกนางมากว่า นางมีแม่ ทั้งยังคอยอยู่เคียงข้างนางตลอด แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากบอกนางอย่างไร


แม้ว่าภรรยาของเขาในตอนนี้จะไม่ใช่คนเดิม แต่นางก็ต้องใช้ชีวิตแทนเจ้าของร่างเดิม รวมถึงทุกๆอย่างในตอนนี้ เขารู้ว่าในใจลึกๆของภรรยายังคงเฝ้ารอมารดาอยู่


เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะบอกนางดีหรือไม่


หากบอกไปแล้ว ทางด้านเจียงรั่วหย่าจะเป็นอย่างไร


หากภรรยารู้เรื่องนี้นางต้องดีใจมากเป็นแน่ หากนาง.อดใจไม่ไหวไปหาเจียงรั่วหย่า เจียงรั่วหย่ารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงรู้ความจริงแล้ว เจียงรั่วหย่าจะสะเทือนใจจนล้มป่วยไปอีกหรือไม่


เรื่องนี้จำเป็นต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่ว่าอย่างไรเจียงรั่วหย่าก็คือมารดาของภรรยาเขา เป็นแม่ยายของเขา เขาจะตัดสินใจผลีผลามไม่ได้เด็ดขาด


เช่นนั้นก็รอดูอาการของเจียงรั่วหย่าก่อน แต่หากพวกเขาไม่ยอมบอก ตนก็คงต้องเป็นคนภรรยาเอง


เขารู้สึกทอดถอนใจมาก ขณะที่เงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นภรรยากวักมือเรียกพอดี เขาจึงรีบเดินไปหานาง


“ท่านมาพอดีเลย ข้าอยากกินถังหูลู่ ท่านไปซื้อให้ข้าสักไม้สิ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มออดอ้อน ลู่ไป่ชวนหยุดความคิดเรื่องกังวลใจพวกนั้นทันที และเอ่ยรับ “อืม ข้าจะออกไปซื้อให้”


ปรากฏว่าเขาไปเหมาถังหูลู่กลับมาทั้งร้าน แบ่งให้หมอและเด็กผู้ช่วยในโรงหมอคนที่อยากกิน หลังจากแบ่งให้คนละไม้แล้วก็ยังเหลืออีกไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงตำหนิเขาว่าสิ้นเปลือง เขาตอบ “ไม่สิ้นเปลืองหรอก เจ้าชอบกินก็กินเยอะๆ ที่เหลือเอากลับไปให้พวกเด็กๆกินก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงที่กินเข้าไปแล้วสามไม้ถึงกับเงียบไป…


ผู้ป่วยที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ยิ้มพลางกล่าว “สามีของท่านหมอเหอช่างใส่ใจยิ่งนัก! ถังหูลู่นี่รสเปรี้ยวกระมัง ท่านหมอเหอชอบกินของเปรี้ยวเช่นนี้ หรือว่าจะตั้งครรภ์แล้ว?”


ได้ยินคำพูดนี้ เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนหันมองหน้ากันทันที


ลู่ไป่ชวนพลันลืมเรื่องกังวลใจเมื่อครู่ไปแล้ว ตอนนี้ดวงตาของเขาลุกวาว


เหอจิ่วเหนียงนิ่งอึ้ง


“ไม่ใช่นะเจ้าคะ ไม่ใช่! จู่ๆแค่รู้สึกว่าปากไม่มีรสชาติ ก็เลยอยากกินอะไรจัดๆเท่านั้นเอง!”


เหอจิ่วเหนียงรีบอธิบาย ตอนแรกนางคิดจะกินอีกไม้ แต่พอได้ยินเช่นนี้จึงไม่กล้ากินแล้ว


“ไม่ใช่จริงๆหรือ ข้าจำได้ ในปีนั้นตอนที่ข้าตั้งครรภ์ก็ชอบกินของเปรี้ยวๆเช่นนี้เหมือนกัน!”


ผู้ป่วยคนนั้นยังยืนหยัดในข้อสันนิษฐานของตัวเอง ทำเอาผู้ป่วยคนอื่นเริ่มรู้สึกสงสัยไปด้วย


ถึงจะตั้งครรภ์ก็เป็นเรื่องปกติ ท่านหมอเหอกับสามีก็ยังหนุ่มยังสาว มีบุตรหลายๆคนก็เป็นเรื่องดี


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าพัลวัน “ไม่ใช่จริงๆนะเจ้าคะ!”


ลู่ไป่ชวนกลับไม่วางใจ นั่งลงข้างๆนาง สายตาจับจ้องไปที่ท้องของนาง


เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูดจริงๆ จึงรีบตรวจผู้ป่วยที่เหลือให้เสร็จ อยากรีบเก็บของกลับบ้านแล้ว


เมื่อตรวจผู้ป่วยคนสุดท้ายเสร็จ เด็กผู้ช่วยในโรงหมอก็ออกไป ในห้องตรวจเหลือเพียงพวกเขาสองสามีภรรยา ลู่ไป่ชวนมองเหอจิ่วเหนียงตาปริบๆ และถาม “ฮูหยิน หรือว่าเจ้าลองจับชีพจรตัวเองตรวจดูหน่อยหรือไม่?”


การที่โก่วเอ๋อร์คือบุตรชายที่เกิดมาจากความสัมพันธ์ในคืนแต่งงานคืนเดียว แสดงให้เห็นได้ชัดว่าร่างกายของทั้งสองแข็งแรงมาก อีกอย่าง ช่วงนี้ทั้งสองก็ร่วมรักกันบ่อยๆ ไม่แน่นางอาจตั้งครรภ์แล้วก็ได้


เหอจิ่วเหนียงถึงกับกลอกตา.มองบน “ไม่มีแน่นอน ท่านวางใจเถอะ!”


นางป้องกันเอาไว้แล้ว เข้าใจหรือไม่!


ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็เป็นหมอ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่


เห็นนางไม่ค่อยพอใจ ลู่ไป่ชวนก็รีบหยุดความคิดทันที “ก็ได้ เช่นนั้นก็กลับบ้านกันเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากให้เรื่องผ่านไปอย่างคลุมเครือ จึงเอ่ยกับเขา “ช่วงนี้ข้าคุมกำเนิดมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นไม่ตั้งครรภ์แน่นอน!”


แม้ลู่ไป่ชวนจะไม่เข้าใจว่าคุมกำเนิดคือสิ่งใด แต่ก็พอตีความออกว่าหมายถึงป้องกันการตั้งครรภ์ ชั่วครู่นั้นจึงไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร


ภรรยาไม่อยากมีลูกกับเขาอีกอย่างนั้นหรือ


เพราะเหตุใดกัน!


จบตอน

Comments