ตอนที่ 491: ลู่ไป่ชวนถูกสอนโดยไม่รู้ตัว
เห็นสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เหอจิ่วเหนียงก็ไม่คิดจะปล่อยให้เขาต้องสงสัย “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
เหตุผลแรก ภาระหน้าที่ในตอนนี้ยังไม่นิ่ง ทางด้านฮ่องเต้ก็ยังต้องให้ข้าไปตรวจพระวรกายบ่อยๆ หากข้าตั้งครรภ์ขึ้นมาก็จะไม่สะดวก
เหตุผลที่สอง ข้าไตร่ตรองเพื่อโก่วเอ๋อร์
ตอนที่โก่วเอ๋อร์คลอด ท่านไม่ได้อยู่ข้างกายเขา ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว แต่ทุกคนต่างก็ยุ่งกับงานของตัวเอง ท่านเองก็ด้วย ทำให้ท่านมีเวลาอยู่กับเขาน้อยนัก ความสัมพันธ์ของท่านกับเขาไม่นับว่าดีมาก หากเรามีลูกอีกคนในตอนนี้ ท่านก็คงใช้เวลาทั้งหมดไปกับลูกคนใหม่ แล้วโก่วเอ๋อร์ล่ะ ท่านเคยคิดถึงความรู้สึกเขาหรือไม่?
โก่วเอ๋อร์เฝ้ารอท่านมานานหลายปี กว่าท่านจะกลับมาไมใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลย แต่ไม่ทันไรท่านก็เทความสนใจให้กับคนอื่น นี่มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย เราจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้เพียงเพราะเห็นว่าลูกรู้ความ ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเขาไม่ได้”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงราบเรียบ ทว่าวาจาที่กล่าวออกมานั้นบาดลึกถึงห้วงความคิด ทำให้ลู่ไป่ชวนฉุกคิดขึ้นมา
ภรรยาเขาพูดถูก เขาไม่เคยคิดถึงข้อนี้มาก่อนเลย ในความคิดของเขาไม่ได้รู้สึกว่า การที่พ่อแม่จะมีลูกเพิ่มต้องคำนึงถึงความรู้สึกของลูกอีกคน
ทว่าหลังจากภรรยาพูดเรื่องเหล่านี้ เขาก็เข้าใจทันที
ถูกต้อง หากพวกเขามีลูกอีกคนในตอนนี้ แล้วโก่วเอ๋อร์จะทำเช่นไร
ภรรยาพูดถูก จะมองข้ามสิ่งเหล่านี้เพียงเพราะเห็นว่าลูกรู้ความ ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของเขาไม่ได้
และลู่ไป่ชวนก็ยังคงเป็นเช่นนี้ เชื่อฟังคำพูดของภรรยาเช่นเคย
ตอนแรกเขารู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ภรรยาคุมกำเนิด แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกผิดต่อโก่วเอ๋อร์แล้ว
ตอนที่เขากลับมา โก่วเอ๋อร์ก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาแล้ว ส่วนเขาก็เอาแต่ยุ่งกับงานในหน่วยทุกวัน เวลาที่อยู่กับลูกก็น้อยนัก
ส่วนภรรยา ถึงแม้นางเองก็งานยุ่ง แต่ทุกคืนนางก็เจียดเวลาทบทวนบทเรียนให้กับเด็กๆ ต่อให้นางไม่ได้สอนอะไรมาก แต่การที่ได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ ก็นับว่าให้เวลาและความสำคัญกับพวกเขาแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจว่า เหตุใดภรรยาถึงลากเขาไปช่วยสอนการบ้านให้เด็กๆ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
ภรรยาพยายามหาวิธีการเพื่อให้เขาได้อยู่ใกล้ชิดกับบุตรชายมากขึ้น
“ข้าเข้าใจแล้ว”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า และเอ่ยต่อ “เรื่องจะมีลูกอีกคนเอาไว้ค่อยว่ากันอีกที รอให้โก่วเอ๋อร์โตกว่านี้อีกหน่อย”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพอใจ ตบต้นแขนเขาเบาๆ พลางกล่าว “เด็กมีอนาคต สอนได้”
ลู่ไป่ชวน “...”
เหตุใดรู้สึกเหมือนกำลังถูกภรรยากสั่งสอนอย่างไรอย่างนั้นเลยนะ
หลังจากพูดคุยเรื่องนี้กันเข้าใจแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็อารมณ์ดีขึ้นมาก
ลู่ไป่ชวนอยากมีลูกเพิ่มอีกคนก็ไม่ใช่ความผิด เพราะความคิดของคนในยุคสมัยนี้คือ ยิ่งมีลูกมากก็ยิ่งดี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความรักระหว่างสามีภรรยานั้นยังแน่นแฟ้น ครอบครัวยิ่งคนเยอะก็จะยิ่งนำพาไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดเช่นนี้ นางให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูมากกว่า คลอดลูกมาแล้วต้องรับผิดชอบให้ดีที่สุด ตอนนี้โก่วเอ๋อร์อยู่ในช่วงต้องการความรักและการดูแลเอาใจใส่ พวกเขาจะเห็นแก่ตัว มีลูกเพิ่มในตอนนี้ไม่ได้ เช่นนี้จะไม่ยุติธรรมต่อโก่วเอ๋อร์
ถึงแม้นางจะไม่ใช่คนที่คลอดโก่วเอ๋อร์มา แต่นางก็เห็นโก่วเอ๋อร์เป็นลูกแท้ๆ ลูกที่ดีเช่นนี้นางจะทำร้ายจิตใจเขาได้อย่างไรกัน
สองสามีภรรยาเดินจูงมือกันกลับจวน มือข้างหนึ่งของลู่ไป่ชวนจับมือหญิงสาวไว้ มืออีกข้างแบกฟางอัดก้อนที่เสียบถังหูลู่อยู่ เป็นภาพที่ดูแล้วก็น่าขบขัน
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ นางดึงผลไม้เคลือบน้ำตาลนั่นมากินอีกไม้
ปกตินางชอบกินของเปรี้ยวอยู่แล้ว สองสามวันที่ผ่านมานี้รู้สึกว่าปากไม่มีรสชาติ ก็เลยยิ่งอยากกินของเปรี้ยวๆหวานๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกคนเข้าใจผิด น่าอายจริงๆ
แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้บอกลู่ไป่ชวนไปตรงๆดีเหมือนกัน ลู่ไป่ชวนจะได้ไม่ต้องคาดหวัง อีกอย่าง นางก็จะได้ไม่ต้องแอบคุมกำเนิดเอง สามารถให้เขาช่วยคุมกำเนิดได้อย่างเปิดเผย
ถูกต้อง ให้เขาเป็นคนป้องกันจะสะดวกกว่า
ตอนที่ทั้งสองกลับมาถึงจวน พวกเด็กๆที่ไปเรียนที่สำนักศึกษาก็กลับมาแล้ว เหลือเพียงเด็กๆที่ไปทำงานที่ร้านที่ยังไม่กลับมา
นี่เป็นเรื่องปกติ ทั้งสองไม่ได้เอะใจแต่อย่างใด จึงให้เด็กๆที่กลับมาก่อนได้กินถังหูลู่ก่อน
ลู่ไป่ชวนระลึกถึงคำพูดของเหอจิ่วเหนียงอยู่ตลอด ว่าต้องทำดีกับโก่วเอ๋อร์ ชดเชยความรักของพ่อที่ขาดหายไปในหลายปีที่ผ่านมาให้กับเขา
ความหวังดีของภรรยานั้น ต่อให้ใช้เวลาสามวันสามคืนก็พูดไม่หมด ต่อไปเขาต้องดีกับนางให้มากกว่านี้
และความรักในส่วนของเจียงรั่วหย่าที่ภรรยาเขาขาดไป เขาจะชดเชยความรักนั้นให้นางเอง ให้นางไม่ต้องรู้สึกเสียใจถึงแม้จะไม่มีแม่
“ท่านพ่อ เหตุใดถึงซื้อถังหูลู่มาเยอะแยะเพียงนี้ล่ะขอรับ? พวกเรากินไม่หมดหรอกขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ถูกลู่ไป่ชวนอุ้มเอาไว้ มือข้างหนึ่งกอดคอบิดาแน่น กลัวว่าตนเองจะตกลงไป ส่วนมืออีกข้างถือถังหูลู่ไม้หนึ่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
ลู่ไป่ชวนนั่งบนหลังม้าพร้อมอุ้มบุตรชายอยู่ในจวน อธิบายอย่างใจดี “แม่ของเจ้าอยากกินน่ะ พ่อคิดว่าพวกเจ้าก็คงชอบกินเหมือนกัน ก็เลยซื้อมาเยอะๆ กินไม่หมดพรุ่งนี้ก็กินต่อได้ ไม่ต้องรีบหรอก”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “แต่กินเยอะเกินไปก็ไม่ได้นะ กินไม้นี้เสร็จเดี๋ยวพวกเราต้องไปงานเลี้ยงของอาจารย์คังต่อ รอพวกพี่เหลียนฮวาของพวกเจ้ากลับมาเราค่อยออกไปพร้อมกัน”
พวกเด็กๆชื่นชอบงานเลี้ยงมาก โดยเฉพาะงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความยินดีกับอาจารย์คัง พวกเด็กๆกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“ท่านพ่อรีบวางข้าลงเร็วเข้าขอรับ ข้าจะไปเขียนการบ้าน ไม่อย่างนั้นคืนนี้เขียนไม่เสร็จแน่!”
โก่วเอ๋อร์ร้องบอกบิดาด้วยความตื่นเต้น คิดว่าคืนนี้ไปงานเลี้ยงต้องกลับดึกแน่ ถึงตอนนั้นหากต้องมานั่งเขียนการบ้านอีกต้องทรมานมากแน่นอน!
ทันใดนั้นพวกเหลยจื่อก็นึกขึ้นได้ว่ามีการบ้านที่ต้องทำ จึงรีบวิ่งไปที่โต๊ะและรีบเขียนการบ้านทันที
เหอจิ่วเหนียงจึงคล้องแขนลู่ไป่ชวนไปดูพวกเด็กๆนั่งเขียนการบ้าน ระหว่างรอเด็กๆอีกสามคนกลับมาจากร้าน
ทว่ารออยู่นาน ก็ไม่เห็นเด็กทั้งสามกลับมาเสียที นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ทางด้านอาจารย์คังก็คงเตรียมพร้อมแล้ว นางกับลู่ไป่ชวนจึงขี่ม้าตามไปดู
เด็กๆทั้งสามคนไม่ได้อยู่ร้านเดียวกัน จึงเสียเวลาในการเดินทางเล็กน้อย
ทั้งสองไปที่ร้านลู่เสี่ยวหยางก่อน และได้รับแจ้งว่า ลู่เสี่ยวหยางกลับไปตั้งนานแล้ว
จากนั้นก็ไปที่ร้านโยวยาโถว พบว่านางก็กลับไปตั้งนานแล้วเช่นกัน
เช่นนั้นก็คงเป็นเหลียนฮวาแล้วที่มีปัญหา
ทั้งสองรีบมุ่งหน้าไปยังร้านที่เหลียนฮวาดูแลทันที ปรากฏว่าเห็นลู่เสี่ยวหยางและโยวยาโถวนั่งรออยู่หน้าร้าน
“ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม!”
เด็กทั้งสองเห็นพวกเขาก็รีบลุกขึ้นไปหาทันที
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เหอจิ่วเหนียงถาม โยวยาโถวตอบ “คนในร้านบอกว่าพี่เหลียนฮวาออกไปวัดตัวให้ลูกค้าที่จวน ตอนนี้ยังไม่กลับมาเลยเจ้าค่ะ!”
“ไปต้้งแต่เมื่อไร?”
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วพลางถาม นางรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดี
ลู่เสี่ยวหยางตอบ “พวกเขาบอกว่าไปครู่ใหญ่แล้วขอรับ ตอนนี้น่าจะใกล้กลับมาแล้ว พวกเราจึงมารอนางที่นี่ จะได้กลับพร้อมกันขอรับ”
“เดี๋ยวข้ากับอาสามของพวกเจ้าจะไปดูเอง พวกเจ้าสองคนกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนเถอะ เดี๋ยวต้องไปร่วมงานเลี้ยงของอาจารย์คัง”
เหอจิ่วเหนียงบอกเด็กทั้งสอง จากนั้นตนก็เข้าไปในร้าน ลู่ไป่ชวนมองส่งลู่เสี่ยวหยางกับโยวยาโถวแล้วจึงจะตามเข้าไปด้านใน
“เหลียนฮวาไปวัดตัวให้ใครที่ไหน ลูกค้าที่สั่งจองตัดเสื้อผ้าเต็มหมดแล้วไม่ใช่หรือ ใหญ่โตมาจากไหนถึงต้องให้ไปวัดตัวให้ถึงจวน?”
ตอนที่ 492: เหลียนฮวาได้รับการช่วยเหลือแล้ว
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วแน่น รู้สึกสังหรณ์ใจ
หอเจียย่วนตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดตามมาตรฐานของยุคสมัยใหม่มาโดยตลอด
ผลิตสินค้าออกมาตามขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เว้นเสียจากเป็นการสั่งตัดเย็บเฉพาะบุคคล ถึงจะต้องมีการวัดตัว
แต่ต่อให้มีการวัดตัวก็ต้องให้ลูกค้ามาทำการวัดตัวที่ร้าน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องให้คนงานไปบริการวัดตัวถึงจวน
คนในร้านล้วนรู้จักเหอจิ่วเหนียงดี แม้นางไม่ได้มาที่ร้านบ่อยๆ แต่ตอนที่เปิดร้าน เฉิงเสวี่ยเวยก็เคยแนะนำนางให้ทุกคนได้รู้จักแล้ว
ทุกคนรู้ดีว่าอาภรณ์ทุกแบบในร้านล้วนเป็นฝีมือการออกแบบของเหอจิ่วเหนียง และนางก็เป็นเถ้าแก่เหมือนกัน ดังนั้นจึงให้ความเคารพนางมาก
เพียงแต่ทุกคนล้วนคิดไม่ถึงว่า เถ้าแก่เนี้ยท่านนี้รู้จักเหลียนฮวา–คนงานในร้านตัวเล็กๆคนนี้ได้อย่างไร
ทั้งยังเข้ามาถึงปุ๊บก็ถามหานางเลย นี่มันเรื่องอะไรกัน!
ผู้ดูแลร้านรีบวิ่งมาต้อนรับด้วยความเคารพอย่างยิ่ง “เถ้าแก่เนี้ย มาได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“ข้าถามว่าเหลียนฮวาอยู่ไหน?”
เหอจิ่วเหนียงมองผู้ดูแลร้านด้วยความโกรธ ไม่ได้ยินในสิ่งที่นางถามรึอย่างไร!
ผู้ดูแลร้านผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “เหลียนฮวาไปวัดขนาดตัวให้ลูกค้าที่จวนเจ้าค่ะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว เถ้าแก่เนี้ยถามหานางมีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงสูดลมหายใจลึกเข้าปอด และเอ่ยด้วยความอดทนอีกครั้ง “นางไปวัดตัวให้ลูกค้าที่ไหน ลูกค้าที่ไหนใหญ่โตถึงเพียงนี้ ถึงขั้นต้องให้เหลียนฮวาไปวัดตัวให้ถึงที่ อีกอย่าง ร้านเรามีบริการวัดตัวให้ลูกค้าถึงบ้านตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดข้าถึงไม่รู้เรื่อง?”
ผู้ดูแลร้านยังคงฝืนยิ้ม และเอ่ยตอบอย่างเคารพ “ที่เถ้าแก่ไม่ทราบก็เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ฉุกละหุกนิดหน่อยเจ้าค่ะ อนุของเถ้าแก่โจวอยากตัดชุดใหม่ แต่ช่วงนี้สุขภาพร่างกายไม่ค่อยเอื้ออำนวยเท่าไร ก็เลยให้บ่าวรับใช้คนหนึ่งมาตามให้เหลียนฮวาไปช่วยวัดตัว ข้าน้อยเห็นว่าในร้านไม่ได้ยุ่งอะไรก็เลยให้นางไปเจ้าค่ะ”
“เหตุใดถึงไม่ใช้คนอื่น เหตุใดต้องเป็นเหลียนฮวา?”
เหอจิ่วเหนียงจ้องหน้าผู้ดูแลโดยไม่ให้โอกาสนางให้พูดโกหกเลย
ผู้ดูแลเริ่มตื่นตระหนก รีบหาข้ออ้าง “เหลียนฮวาเป็นคนทำงานเก่ง ฉลาดและมีความสามารถเจ้าค่ะ ลูกค้าทุกคนล้วนชอบนาง…”
“พูดความจริงมา!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของนางก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางโกหก จึงไม่เสียเวลา ยื่นมือไปกระชากผมผู้ดูแลมาตรงหน้า และตะคอกอย่างดุร้าย “เหลียนฮวาเป็นหลานสาวของข้า อนุบ้าที่ไหนมันกล้าถึงขั้นให้นางไปวัดตัวให้ถึงจวนเช่นนี้!”
ผู้ดูแลได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงเบิกตากว้าง เหลียนฮวาเป็นหลานสาวของเถ้าแก่อย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงไม่รู้มาก่อนเลย!
นางเป็นแค่สาวบ้านนอกไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงกลายเป็นหลานสาวของเถ้าแก่ไปได้!
เช่นนั้นเรื่องในวันนี้… แย่แล้ว!
“ถะ ถะ เถ้าแก่ระงับโทสะก่อนเจ้าค่ะ! เหลียนฮวาแค่ไปวัดตัวให้ลูกค้าจริงๆ เดี๋ยวก็กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
ผู้ดูแลถูกเหอจิ่วเหนียงออกแรงกระชากผมก็กรีดร้องเสียงดังราวกับหมูโดนฆ่า แต่ก็ยังไม่ยอมบอกความจริง ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังจะจัดการขั้นต่อไป ทันใดนั้นสาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งออกมา คุกเข่าร้องไห้ด้วยสภาพน่าเวทนาแทบเท้าเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวน
“เถ้าแก่ รีบไปช่วยเหลียนฮวาเถอะเจ้าค่ะ! เถ้าแก่โจวผู้นั้นต้องตาเหลียนฮวา เรื่องที่ให้เหลียนฮวาไปวัดตัวให้เป็นเรื่องโกหกเจ้าค่ะ ฮือๆๆ”
ด้านหลังนางมีหญิงวัยกลางคนสองคนวิ่งตามออกมาเหมือนจะห้ามนางเอาไว้ แต่นางรีบไปหลบด้านหลังเหอจิ่วเหนียง พวกนางจึงไม่กล้าลงมือ
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่ามีปัญหาแล้ว ได้ยินดังนั้นก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กระชากผมผู้ดูแลและเหวี่ยงร่างนางลงกับพื้น “แล้วข้าจะกลับมาจัดการเจ้า!”
จากนั้นก็หันไปกล่าวกับสาวใช้ด้านหลัง “เจ้านำทางข้าไปเดี๋ยวนี้!”
สาวใช้พยักหน้า ลุกขึ้นปาดน้ำตาพลางวิ่งออกไป ดูท่าทางเป็นห่วงเหลียนฮวามากจริงๆ
ลู่ไป่ชวนจูงมือภรรยาวิ่งตามไป ต้องรีบตามหาเหลียนฮวาให้เจอโดยเร็ว
ไม่รู้ว่านางไปนานเพียงใดแล้ว และไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง เหอจิ่วเหนียงร้อนอกร้อนใจมาก หากเกิดอะไรขึ้นกับเหลียนฮวา ต่อให้นางเอาชีวิตคนพวกนั้นได้ก็ไม่อาจชดเชยในสิ่งที่เหลียนฮวาเสียไปได้
จุดประสงค์ที่ให้เด็กทั้งสามคนแยกร้านกันก็เพราะอยากให้พวกเขาได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถ ส่วนสาเหตุที่ไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเขาและนาง ก็เป็นเพราะไม่อยากให้คนในร้านรู้ เพราะอาจทำให้คนในร้านจงใจมาทำดีกับพวกเขาเพื่อหวังผลได้ แต่คาดไม่ถึงเลยจะทำให้เกิดเรื่องน่าขยะแขยงเช่นนี้ขึ้น!
ระหว่างทาง สาวใช้คนนั้นวิ่งนำทางพลางเล่าเรื่องราวให้เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนฟังคร่าวๆ
“อนุของเถ้าแก่โจวคนนั้นเป็นอนุคนโปรด นางมักจะมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านเราอยู่บ่อยๆ ใช้จ่ายอย่างอู้ฟู่ ช่วงนี้นางตั้งครรภ์ แต่กลัวว่าตำแหน่งของตัวเองจะสั่นคลอน ก็เลยอยากส่งตัวเหลียนฮวาให้กับสามีของตัวเอง อยากใช้เหลียนฮวาปรนเปรอเถ้าแก่โจวแก้ขัด เพื่อให้ตำแหน่งของตัวเองมั่นคงเจ้าค่ะ”
อนุคนนั้นเคยพาเถ้าแก่โจวมาดูตัวเหลียนฮวาที่ร้านสองครั้งแล้ว เถ้าแก่โจวพึงพอใจมาก วันนี้ก็เลยได้มีเรื่องไปวัดตัวที่จวนเกิดขึ้น
เหลียนฮวารู้ว่าผิดปกติจึงไม่ยอมไป แต่ผู้ดูแลรับเงินมาจากอนุจวนตระกูลโจวแล้ว จึงให้คนในร้านบังคับให้เหลียนฮวาไปให้ได้
ก่อนที่เหลียนฮวาจะไป นางได้ขอให้ตนซึ่งเป็นสหายสนิท ไปช่วยตามลู่เสี่ยวหยางมาช่วย แต่สาวใช้คนนี้ยังไม่ทันออกไป ก็ถูกคนในร้านจับตัวเอาไว้เสียก่อน เมื่อได้ยินเสียงของเหอจิ่วเหนียง นางจึงพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง จนสลัดหลุดจากพันธนาการของสองหญิงเฒ่านั่น เพื่อออกมาบอกความจริง
เหอจิ่วเหนียงได้ฟังแล้วก็ยิ่งกำหมัดแน่นขึ้น อนุบ้าอนุบอ อยากใช้หลานข้าทำให้ตำแหน่งของตัวเองมั่นคง นางคู่ควรหรือ!
พวกสุนัขไร้ยางอาย!
“เดี๋ยวข้าลงมือตบตีขึ้นมา ท่านอย่าห้ามข้านะ!”
เหอจิ่วเหนียงกำชับลู่ไป่ชวนเอาไว้ก่อน ลู่ไป่ชวนกล่าว “อืม ข้าจะช่วยเจ้า”
เหลียนฮวาก็เป็นหลานสาวของเขาเหมือนกัน เด็กดีคนหนึ่งถูกคนรังแกถึงเพียงนี้ หากผู้เป็นอาอย่างเขาอยู่เฉยไม่ทำอะไร เขาก็คงดูถูกตัวเองแล้ว
ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงหน้าประตูจวนตระกูลโจว สาวใช้กล่าว “เถ้าแก่เนี้ย เหลียนฮวาถูกเอาตัวมาเกินครึ่งชั่วยามแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง ฮือๆๆ…”
สาวใช้พูดพลางจะเคาะประตูจวน ปรากฏว่าลู่ไป่ชวนถีบประตูพังเข้าไปทันที
คนเฝ้าประตูเห็นคนแปลกหน้าบุกรุกก็โกรธมาก ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากก็ถูกโจมตีแล้ว
สองสามีภรรยาลงมือตบตีชกต่อยคนเหล่านั้นราวกับนักเลงมาหาเรื่อง
สาวใช้ที่ดูอยู่ด้านหลังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เถ้าแก่ทั้งสองช่างเก่งกาจยิ่งนัก!
เหลียนฮวาได้รับการช่วยเหลือแล้ว!
“พวกเจ้าเป็นใคร! กล้าบุกเข้ามาในจวนตระกูลโจว…”
ยังไม่ทันพูดจบ ลู่ไป่ชวนก็พุ่งเข้าไปเหยียบหน้าอกคนผู้นั้นไว้ “เหลียนฮวาอยู่ไหน?”
“หละ หละ เหลียนฮวาอะไร พวกเราไม่รู้จัก!”
สาวใช้อยู่ข้างๆพูดขึ้น “ก็คนงานหญิงของหอเจียย่วนที่มาวัดตัวให้อนุในจวนนี้อย่างไรล่ะ!”
พ่อบ้านเหล่านั้นย่อมรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ยอมบอกพวกเขา เอาแต่บอกว่าตัวเองไม่รู้เรื่อง
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้ จึงดึงคอเสื้อผู้ที่เป็นหัวหน้าขึ้นมา ชักกริชสั้นออกมาทาบคอเขา พลางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “นำทางไป!”
นางลงมืออย่างไร้ความปรานี จู่ๆคนผู้นั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบที่คอ จึงเกิดความตกใจกลัวฉับพลัน ทันใดนั้นก็รีบนำทางพวกเขาไปที่เรือนอนุจางโดยไม่สนสิ่งใด
ยังห่างอีกมากกว่าจะถึงเรือนอนุจาง แต่กลับได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากด้านในแล้ว
ทั้งยังได้ยินเสียงร้อนใจของสตรีผู้หนึ่ง “รีบจับตัวนางไว้เร็วเข้า! นายท่าน นายท่าน เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ อ๊าย นางสารเลวนี่! ทำข้าโกรธจนข้าปวดท้องหมดแล้ว!”
ตอนที่ 493: อาสะใภ้จิ่วเหนียงมาช่วยนางไว้ได้ทุกครั้ง
เสียงแหลมเสียดหู แค่ได้ยินก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดี
เหอจิ่วเหนียงปล่อยตัวพ่อบ้านที่จับไว้ และพุ่งตัวเข้าไปในเรือนนั้นทันที ลู่ไป่ชวนก็ตามไป สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังตกใจและรีบวิ่งตามเข้าไปเช่นกัน
“ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม!”
เหลียนฮวาถือไม้กวาดไว้ในมือ กำลังกวัดแกว่งไปมาปัดป้องพวกหญิงรับใช้อาวุโสอยู่เป็นพัลวัน หญิงรับใช้ชราเหล่านั้นไม่อาจเข้าถึงตัวนางได้
เหอจิ่วเหนียงเห็นเสื้อผ้าหลานสาวยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แค่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเท่านั้น ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
โชคดีที่ไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นนางคงรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต!
เหอจิ่วเหนียงวิ่งเข้าไปคว้าเหลียนฮวามา.กอดปลอบ “ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว อาสามกับอามาช่วยเจ้าแล้ว!”
เหลียนฮวาร้องไห้น้ำตาไหลพราก ทุกครั้งที่พบเจอกับอันตราย อาสะใภ้จะมาช่วยนางเอาไว้ได้เสมอ นางซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“ฮือๆๆ…”
ส่วนหญิงรับใช้อาวุโสเหล่านั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลู่ไป่ชวน เดิมทีเห็นว่าพวกนางเป็นสตรี ลู่ไป่ชวนจึงคิดจะยั้งมือ แต่เมื่อเห็นท่าทางพวกนางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน และดุด่าต่อว่าเหลียนฮวาไม่หยุด เขาจึงไม่อาจยับยั้งความโกรธเอาไว้ในใจได้อีกแล้ว ผลักหญิงรับใช้เหล่านั้นล้มลงไปกองกับพื้นอย่างแรง
อนุวัยสาวที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลเห็นสองคนนี้บุกเข้ามาจัดการคนของตนในเรือนก็ตกใจไม่น้อย จึงไม่ได้สนใจบุรุษที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นเลย
“พวกเจ้าเป็นใคร ละ แล้ว…เข้ามาได้อย่างไร!”
นางมองสองสามีภรรยาคู่นี้ด้วยความหวาดกลัว โดยเฉพาะตอนที่เห็นลู่ไป่ชวน นางกล่าว “ที่นี่เป็นเรือนหลังของผู้หญิง เจ้าเป็นผู้ชาย…อ๊า!”
นางยังไม่ทันพูดจบ เหอจิ่วเหนียงก็พุ่งตัวมาตรงหน้านาง และตบนางไปฉาดหนึ่งอย่างไม่ลังเล
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าแตะต้องหลานสาวของข้า ฮะ!”
เหอจิ่วเหนียงเขม็งมองสตรีที่แต่งองค์ทรงเครื่องเพริดพริ้ง ทว่ากลิ่นชาดบนตัวฉุนจนน่าขยะแขยง นางตบหน้าอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ แป้งถึงกับติดฝ่ามือมาไม่น้อย
ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงใช้มือข้างนี้ตบนางไปอีกหลายครั้ง
“อ๊าย! ข้าคืออนุของจวนตระกูลโจวนะ เจ้ากล้าตบข้า เจ้า…อ๊าย…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ นางก็ถูกเหอจิ่วเหนียงกระชากผมและตบหน้าอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงค้นพบว่า คนเหล่านี้ล้วนสติฟั่นเฟือนกันทั้งนั้น ได้กระชากผมคนเช่นนี้ช่างรู้สึกสะใจยิ่งนัก ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจตอบโต้ได้เลย
และแน่นอนว่า ต่อให้คนพวกนี้มีความสามารถก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เดินไปเขี่ยร่างบุรุษที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น ตบหน้าเขาไปสองฉาดเพื่อให้เขาฟื้นขึ้นมาดูสถานการณ์ตรงหน้าชัดๆ จากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบหน้าเขาไว้
ก่อนหน้านี้ โจวหมิงถูกเหลียนฮวาฟาดด้วยไม้กวาดจนสลบไป จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอฟื้นขึ้นมาก็พบว่ากำลังถูกเหยียบหน้า จึงรู้สึกงุนงงกับสถานการณ์
“นายท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น!”
เขาร้องขอชีวิตอย่างใจเสาะ จากนั้นก็เห็นอนุผู้เป็นที่รักกำลังถูกเหอจิ่วเหนียงตบตีอยู่ข้างๆ สภาพของนางเขาแทบจะจำไม่ได้
“โจวหมิง เจ้าบังอาจยิ่งนัก! บีบบังคับผู้หญิงมาข่มเหงเช่นนี้ กล้ามากจริงๆ!”
ลู่ไป่ชวนกล่าว พลางออกแรงเหยียบขยี้หน้าโจวหมิง
โจวหมิงรู้สึกว่าตนเองโดนเหยียบจนหน้าบิดเบี้ยวแล้ว กระทั่งในที่สุดเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ทันใดนั้นก็ทรยศอนุจางโดยไม่ลังเล
“ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ล้วนเป็นนางสารเลวนั่นที่ตัดสินใจทำเรื่องกำเริบเสิบสานเช่นนี้ ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น!”
อนุจางถูกเหอจิ่วเหนียงตบตีจนพูดไม่ออก ยิ่งมาได้ยินวาจาหน้าไม่อายของสามีตนเองก็ยิ่งตกตะลึง ไม่ปกป้องนางไม่พอ ยังโยนความผิดทุกอย่างมาให้นางอีก นางรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก
ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้นางก็กำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอยู่ คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไม่คำนึงถึงเรื่องนี้
เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงตบตีเองเท่านั้น แต่ยังเรียกเหลียนฮวามาตบตีด้วย เหลียนฮวารู้สึกโกรธเต็มอก จึงกระชากผมของอนุจางและตบตี เลียนแบบท่าทางของเหอจิ่วเหนียง
วันนี้หลังจากที่นางถูกพาตัวมา นางก็รู้ว่าสถานการณ์นี้สุ่มเสี่ยงกับตัวเองมาก แต่นางไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต จึงพยายามหาจังหวะเอาตัวรอดเองอยู่ตลอด
เถ้าแก่โจวออกไปคุยงานด้านนอก ผ่านไปนานก็ยังไม่กลับมา ระหว่างนั้นนางก็วัดตัวให้อนุจางตามปกติ ทว่าความจริงนางแอบสังเกตภายในเรือนอยู่ตลอด และเห็นว่ามุมห้องมีไม้กวาดอันหนึ่งวางอยู่ ดังนั้นพอเถ้าแก่โจวเข้ามา และตอนที่จะลวนลามนาง นางจึงวิ่งไปจับไม้กวาดที่มุมห้องอย่างไม่ลังเล ฟาดเถ้าแก่โจวจนหมดสติไป
จากนั้นก็เริ่มลงมือกับหญิงรับใช้กลุ่มนี้ เกิดเป็นเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย
เคราะห์ดีที่อนุจางไม่ใช่นายหญิงของจวน จึงไม่อาจวางอำนาจอย่างเต็มที่ได้ ต่อให้เหลียนฮวาก่อความวุ่นวาย อนุจางก็ไม่กล้าออกไปเรียกคนนอกเรือนให้ช่วย มิอย่างนั้นเหลียนฮวาก็คงสู้คนเหล่านี้ไม่ได้
โชคดียิ่งกว่าที่ช่วงนี้เหลียนฮวาตื่นมาฝึกวรยุทธ์กับพวกโก่วเอ๋อร์ทุกเช้า แม้จะไม่ค่อยเก่งเท่าไร แต่โชคดีที่ร่างกายแข็งแรง แม้รับมือกับคนเหล่านี้จะต้องใช้แรงเยอะ แต่พละกำลังของนางก็ไม่แย่เลย สามารถทำให้คนเหล่านี้หมดแรงได้ และอดทนได้จนกระทั่งเหอจิ่วเหนียงมาช่วยนาง
นางไม่หวังด้วยซ้ำว่าจะมีคนมาช่วยนางหรือไม่ เพราะตอนที่นางถูกนำตัวมา สหายที่นางขอให้ช่วยก็ถูกคนในร้านจับตัวเอาไว้ ไม่สามารถไปบอกลู่เสี่ยวหยางได้ นางจึงไม่มั่นใจเลยว่าจะมีคนมาช่วยหรือไม่
แต่อาสะใภ้จิ่วเหนียงมักจะปรากฏตัวมาช่วยนางในยามที่นางเผชิญกับอันตรายเสมอ
ขณะที่นางตบตีอนุจางก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ จึงหันไปกอดเหอจิ่วเหนียงและร้องไห้ออกมาปานดวงใจแทบสลาย
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเด็กคนนี้เรียกสติกลับมาได้แล้ว รู้ว่านางหวาด.กลัวจึงกอดนาง และลูบหลังนางเบาๆ พลางปลอบ “เอาละ เอาละ อาสะใภ้จะพาเจ้ากลับเดี๋ยวนี้ ส่วนคนเลวพวกนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาสามของเจ้าเป็นคนจัดการ”
กล่าวจบนางก็โอบไหล่เหลียนฮวาเดินออกไป และไม่ลืมพาสหายของเหลียนฮวากลับไปด้วย ขณะที่เดินผ่านลู่ไป่ชวน นางก็กล่าวกับเขา “พวกข้าจะกลับไปรอท่านที่บ้าน ท่านรีบจัดการเร็วๆนะ อย่าให้อาจารย์คังต้องรอนาน”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า และล้วงพลุส่งสัญญาณออกมาจากอกเสื้อ จุดพลุส่งสัญญาณขึ้นฟ้า ไม่นานคนของหน่วยหั่วอวิ๋นก็มาถึง คนชั่วพวกนี้ไม่อาจปล่อยไว้นานได้
เหลียนฮวาถูกเหอจิ่วเหนียงโอบไหล่เดินออกไป พ่อบ้านด้านนอกไหนเลยจะกล้าขวาง ตอนที่พวกเขาบุกเข้ามาช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก คนที่เข้าไปขวางก่อนหน้านี้พบกับจุดจบอย่างไรก็เห็นแล้ว ตอนนี้จึงทำได้แค่ยืนมองพวกนางเดินออกไป
เมื่อเดินมาถึงหน้าตรอก เหอจิ่วเหนียงเอ่ยกับสหายของเหลียนฮวา “วันนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก เรื่องในวันนี้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ ตอนนี้เจ้าไปหาเถ้าแก่เฉิงก่อน และเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง แล้วให้นางจัดการให้เจ้า”
คืนนี้ติดธุระต้องไปร่วมงานเลี้ยง มิเช่นนั้นเหอจิ่วเหนียงจะต้องไปจัดการคนในร้านพวกนั้นให้สาสมเสียแต่ตอนนี้เป็นแน่
“เจ้าค่ะเถ้าแก่”
สาวใช้ตอบตกลง จากนั้นก็ยิ้มให้เหลียนฮวา ก่อนจะวิ่งไปด้วยความดีใจ
คิดไม่ถึงเลยว่า เหลียนฮวาจะเป็นหลานสาวของเถ้าแก่ โชคดียิ่งนัก หาไม่วันนี้ก็ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไร!
หลังจากสาวใช้ผู้นั้นไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็กล่าว “สหายของเจ้าคนนี้ใช้ได้เลย วันนี้ต้องขอบคุณนางที่เตือนข้า ไม่อย่างนั้นคงเสียเวลากับผู้ดูแลนั่นอีกนาน”
“อาสะใภ้ ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ท่านมาช่วยข้าเอาไว้ได้ทุกครั้งเลย”
เหลียนฮวาเอ่ยประโยคนี้ก็เริ่มกลั้นน้ำตาตัวเองเอาไว้ไม่ไหวอีกครั้ง
ตอนที่ 494: หน้าตาดีไม่ใช่ความผิด
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางเด็กสาวเช่นนี้ก็รู้สึกสงสารมาก ไม่ว่าจะยุคสมัยใด สตรีก็ยังคงถูกรังแก โดยเฉพาะสตรีที่รูปร่างหน้าตางดงามและมีความสามารถอย่างเหลียนฮวา มักจะตกเป็นเป้าเสมอ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหลียนฮวาเจอเรื่องเช่นนี้ แต่ทุกครั้งก็ไร้ทางสู้และสร้างความสะเทือนใจให้นางไม่น้อย
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะนางพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “เพราะข้าคืออาสะใภ้ของเจ้าอย่างไรล่ะ ข้าย่อมมาช่วยเจ้าอยู่แล้ว พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
เหลียนฮวายิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม กล่าวเสียงสะอึกสะอื้น “หน้าตาของข้าช่างเป็นหายนะนำภัยมาสู่ตัวจริงๆเจ้าค่ะ กลับไปข้าจะเอากรรไกรกรีดให้เสียโฉมซะ จะได้ไม่ต้องเป็นภัยอีก!”
เหลียนฮวามีความคิดเช่นนี้จริงๆ ที่ผ่านมานางภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองมาตลอด ถึงอย่างไรผู้หญิงก็ล้วนรักสวยรักงามกันทั้งนั้น แต่พอเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นซ้ำซาก นางรู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจมาก เช่นนั้นนางขอมีหน้าตาเสียโฉมเสียดีกว่า จะได้ใช้ชีวิตแบบไม่วุ่นวาย
เหอจิ่วเหนียงที่เป็นคนใส่ใจและเห็นคุณค่าในรูปร่างหน้าตา จะทนฟังคำพูดเช่นนี้ได้อย่างไร จึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “เหลียนฮวา เหตุใดเจ้าถึงมีความคิดเช่นนี้? รูปร่างหน้าตาอย่างเจ้ามีคนตั้งมากมายที่ใฝ่ฝันอยากได้มัน แต่เจ้ามีดีอยู่กับตัวแล้วแท้ๆ กลับไม่รู้จักหวงแหน”
เหลียนฮวา “!!!”
นี่เรียกว่าดีหรือ!
“แต่เพราะหน้าตาเช่นนี้ ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากเกินไปแล้วนะเจ้าคะ บางครั้งก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด หากเทียบกับชีวิต ข้าคิดว่ารูปลักษณ์ไม่สำคัญเท่าชีวิตเลยเจ้าค่ะ”
เหลียนฮวากล่าวด้วยความโศกเศร้า นางคิดว่าหน้าตาของตัวเองนำพาเรื่องวุ่นวายมามากมายเกินไปแล้ว สู้ไม่ต้องมีมันซะดีกว่า
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปากเปียกปากแฉะด้วยควมหวังดี “เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ถูกนะ ที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลย และจะโทษที่เจ้าหน้าตาดีไม่ได้ นี่เป็นจุดเด่นของเจ้าไม่ใช่จุดด้อย เจ้าควรจะรู้สึกภูมิใจสิ ไม่ใช่กลัดกลุ้มใจเพราะตัวเองหน้าตาดี คนที่เขากังวลเพราะตัวเองหน้าตาไม่ดี แต่ละวันเอาแต่คิดหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองดูดีขึ้น แต่เจ้ากลับมีรูปร่างหน้าตาดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งต้องภูมิใจ ไม่ใช่คิดหาทางทำให้ตัวเองเสียโฉม เข้าใจหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงพูดพลางยื่นมือไปหยิกแก้มของอีกฝ่ายเบาๆ ผิวหน้าของนางเรียบเนียนและนุ่มมาก หน้าตาดีถึงเพียงนี้จะทำใจทำให้เสียโฉมไปได้อย่างไร
เหลียนฮวาไม่ได้ตอบอะไร เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยต่อ “คนที่ผิดจริงๆก็คือพวกสุนัขชั่วเหล่านั้นต่างหาก พวกเขาต่างหากที่สมควรโดนทำให้เสียโฉม สมควรโดนสั่งสอน ถึงจะรู้สึกแย่ที่โดนรังแก แต่ถ้าเจ้าไม่ผิดเจ้าห้ามโทษตัวเองเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
นางมองตาเหลียนฮวาอย่างจริงจัง เหลียนฮวาพยักหน้าตอบ น้ำตาคลอ
เหอจิ่วเหนียงถามเหลียนฮวาต่อ “เจ้าดูข้าสิ เจ้าคิดว่าหน้าตาดีหรือไม่?”
เหลียนฮวาพยักหน้าทันทีไม่ต้องคิด “อาสะใภ้งดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงไม่ถ่อมตนเลยแม้แต่น้อย “ใช่! ข้าเองก็หน้าตาดีเช่นกัน ข้ารักและทะนุถนอมหน้าตาของตัวเองจะตาย เหตุใดเจ้าถึงไม่รักและทะนุถนอมบ้างล่ะ ขณะเดียวกัน รูปร่างหน้าตาของข้าเจ้าคิดว่าข้าไม่ตกเป็นเป้าสายตาหรือ แต่ข้าก็อยู่รอดปลอดภัยมาตลอดไม่ใช่หรือ นี่เป็นเพราะว่าข้าแข็งแกร่งและมีความสามารถพอที่จะปกป้องตัวเองได้ คนที่มีความคิดสกปรกพวกนั้นก็เลยไม่กล้ามาหาเรื่องข้า สิ่งที่จะต้องทำก็คือ อย่าหยุดที่จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ทำให้คนอื่นไม่กล้ามาทำร้ายเจ้าง่ายๆ ไม่ใช่เริ่มกังขาในตัวเอง แล้วรู้สึกว่าการที่ตัวเองหน้าตาดีจะเป็นความผิด”
เหลียนฮวาฟังคำพูดเหล่านี้อย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่ฟังอาสะใภ้จิ่วเหนียงพูด นางรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกใบใหม่ ทุกครั้งที่นางคิดว่าตัวเองมีส่วนไหนที่ไม่ดี อาสะใภ้จิ่วเหนียงกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
นางได้เรียนรู้เรื่องดีๆ จากอาสะใภ้จิ่วเหนียงมากมายหลายอย่าง!
“อาสะใภ้ ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ ข้าจะไม่คิดเช่นนี้อีกแล้ว ข้าจะพยายามทำให้ตัวเองเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น ทำให้พวกคนเลวไม่กล้ามายุ่งกับข้าอีก และจะไม่สร้างปัญหาให้ตัวเองอีกเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวกำหมัดแน่น พลางตัดสินใจแน่วแน่
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คำพูดที่อาสะใภ้พูดทุกครั้งล้วนมีเหตุผล ครั้งนี้นางสามารถถ่วงเวลาจนกระทั่งอาสะใภ้จิ่วเหนียงมาช่วยได้ ก็เพราะว่าช่วงนี้พยายามฝึกวรยุทธ์มาโดยตลอด ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ทำให้ตนเองมีพละกำลังที่สามารถรับมือกับกลุ่มหญิงรับใช้ในเรือนอนุจางได้
เหอจิ่วเหนียงเห็นหลานสาวไม่มีความคิดสุดโต่งเหล่านั้นแล้ว จึงยิ้มพลางกล่าว “ให้ได้อย่างนี้สิ! เราต้องมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ เจอปัญหาก็แก้ไขก็จบแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย เจ้าแค่จำเอาไว้ว่า ทุกอย่างมีอาสามกับอาสะใภ้ของเจ้าแบกรับให้เจ้า! เจ้าอยากทำอะไรก็ทำอย่างกล้าหาญได้เลย!”
เมื่อครู่เหลียนฮวาเอาแต่พูดเพียงแค่ว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นคนช่วย โดยที่ไม่ได้เอ่ยถึงลู่ไป่ชวนเลย ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงจงใจเอ่ยถึงสามี ให้เหลียนฮวาได้ตระหนักว่า คนที่จะปกป้องนางไม่ได้มีแค่ตนเพียงคนเดียว
เหลียนฮวาพยักหน้า และยิ้มพลางกล่าว “เจ้าค่ะ! ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอากับอาสะใภ้คือคนที่คอยปกป้องข้าอยู่ข้างหลังที่ดีที่สุดเจ้าค่ะ!”
ทั้งสองเดินพลางพูดคุยกันไป หลังจากที่อบรมสั่งสอนเหลียนฮวาได้พอประมาณ เหอจิ่วเหนียงก็โบกรถม้าข้างทางคันหนึ่งให้ไปส่งพวกนางที่สวนซีสุ่ย
ช่วยไม่ได้ เมื่อครู่ตั้งใจจะแสดงความรักให้คนอื่นเห็นโดยการขี่ม้าตัวเดียวกัน ใครจะคิดล่ะว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ตอนกลับต้องแยกกันกลับกับลู่ไปชวน และพาเหลียนฮวากลับด้วย ดังนั้นก็ทำได้แค่ต้องเรียกแกร๊บในยุคโบราณเช่นนี้แล้ว
เมื่อกลับมาถึงสวนซีสุ่ย พวกเด็กๆก็เตรียมตัวกันใกล้จะเสร็จแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้ากันเรียบร้อย คนที่มีการบ้านก็ทำการบ้านไป มีแค่ลู่เสี่ยวหยางกับเหลยจื่อที่มารออยู่หน้าจวนด้วยความร้อนใจ
ลู่เสี่ยวหยางไม่ได้บอกเรื่องที่เหลียนฮวาอาจจะเกิดเรื่องขึ้นให้เด็กๆในบ้านรู้ และบอกโยวยาโถวว่าเหลียนฮวาแค่ไปวัดตัวให้ลูกค้าที่จวน แต่ตอนที่เขาเห็นเหอจิ่วเหนียงร้อนใจเช่นนั้น เขาก็รู้ว่าไม่ชอบมาพากล และรู้สึกไม่สบายใจแล้ว
ดังนั้นหลังจากกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อเห็นว่าพวกเขายังไม่กลับ ตนจึงออกมายืนรออยู่หน้าจวน
ส่วนเหลยจื่อ เขาเห็นว่าลู่เสี่ยวหยางกับโยวยาโถวกลับมากันแค่สองคน พอถามถึงเหลียนฮวาสายตาก็ลุกลี้ลุกลนแปลกๆ เขาจึงเริ่มร้อนใจ ไม่มีกะจิตกะใจเขียนการบ้าน จึงมายืนรอด้วยกันที่หน้าจวน
เขาแทบอดใจรอไม่ไหวจะไปตามหาเหลียนฮวาด้วยอีกคน แต่ก็ไม่รู้ว่าเหลียนฮวาอยู่ที่ไหน และไม่แน่ใจด้วยว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร หากตนเองไปแล้วจะช่วยอะไรได้หรือไม่ ภายใต้ความสับสน เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจมายืนรอกับลู่เสี่ยวหยางที่หน้าจวน เขาเชื่อว่าท่านอาสามกับอาสะใภ้สามต้องช่วยเหลียนฮวากลับมาได้แน่นอน
“อาสะใภ้สาม เหลียนฮวา!”
เมื่อเห็นทั้งสองลงมาจากรถม้า เด็กหนุ่มทั้งสองก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที มองสำรวจเหลียนฮวาอย่างตั้งใจ เห็นนางผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่อย่างอื่นยังเป็นปกติ แม้ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้มาก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ก็มีรอยยิ้มประดับใบหน้า เช่นนี้หมายความว่านางไม่เป็นอะไรแล้ว ทั้งสองจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก
เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็เกิดอมยิ้มกรุ้มกริ่ม อยากใส่ใจเรื่องนี้ขึ้นมา ถึงอย่างไรนางก็ชอบเด็กหนุ่มทั้งสองคนมาก
ลู่เสี่ยวหยางแม้เมื่อก่อนจะเคยทำผิดพลาด แต่ตอนนี้ก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดีแล้ว อีกอย่าง เขายังเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในด้านทำการค้าสูง เหอจิ่วเหนียงชื่มชมเขามากจริงๆ
แต่จำต้องบอกว่า ความจริงแล้วนางแอบเข้าข้างเหลยจื่อเล็กน้อย เพราะเหลยจื่อเป็นบุตรชายของพี่สะใภ้ใหญ่ หากเด็กทั้งสองได้ลงเอยกัน นางก็จะได้เจอเหลียนฮวาทุกวันเหมือนเดิม
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่รักและเอ็นดูเหลียนฮวามาก เด็กคนนี้เมื่อก่อนมีชีวิตลำบากยิ่งนัก ชีวิตหลังจากนี้ควรได้รับความสุขบ้างถึงจะถูก
หากเหลียนฮวาลงเอยกับลู่เสี่ยวหยาง ก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันกับนางแล้ว ต้องออกไปอาศัยอยู่กับลู่เสี่ยวหยาง นางคงทำใจไม่ได้ และแม้ว่าลู่เสี่ยวหยางจะเป็นญาติสกุลเดียวกัน แต่ญาติสายตรงของลู่เสี่ยวหยางก็เหลือแค่ลู่ฟู่กุ้ยสองพ่อลูก ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้คืนดีกันอย่างสนิทใจ ความสัมพันธ์เช่นนี้น่าอึดอัดยิ่งนัก นางไม่อยากให้เหลียนฮวาต้องไม่สบายใจกับเรื่องพวกนั้น
ตอนที่ 495: คังซิ่วไฉมา
พวกเด็กๆไม่รู้เลยว่าเหอจิ่วเหนียงคิดไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองรีบเข้ามาถามพวกนางด้วยความเป็นห่วง เหลียนฮวาส่ายหน้าพลางกล่าว “โชคดีที่ท่านอากับอาสะใภ้ไปทัน ข้าไม่เป็นอะไร”
ได้ยินคำตอบชัดเจนแล้ว ทั้งสองหนุ่มก็โล่ง.อก ลู่เสี่ยวหยางเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “เหลียนฮวา ข้าขอโทษนะ ข้าไม่รู้จริงๆว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า ไม่อย่างนั้นข้าคงรีบกลับมาบอกท่านอาสามกับอาสะใภ้สามแล้ว คนในร้านบอกว่าเจ้าไปวัดตัวให้ลูกค้าที่จวน ข้ากับโยวยาโถวก็รอเจ้าอยู่หน้าร้านตลอด ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า”
ลู่เสี่ยวหยางทำงานในร้านอาหาร ไม่เข้าใจกฎของร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนโยวยาโถวอายุยังน้อย ไม่ได้คิดมากอะไรก็เลยเชื่อทุกคนในร้าน
“ไม่เป็นไร เรื่องมันผ่านไปแล้ว ท่านไม่ต้องตำหนิตัวเองหรอกนะ”
เหลียนฮวาไม่ได้โทษพวกเขาเลย คนพวกนั้นต่างร่วมมือวางแผนกัน หากไม่ใช่เพราะอาสะใภ้จิ่วเหนียงสืบสาวราวเรื่องก็คงไม่ได้คำตอบจากคนในร้าน
เหลยจื่อไม่ได้เอ่ยอะไร แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง เห็นนางดวงตาแดงก่ำก็อยากเข้าไปปลอบใจ แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี
ทุกครั้งที่เกิดเรื่องขึ้นกับเหลียนฮวา เขาไม่เคยได้อยู่ในเหตุการณ์ หากรู้ตั้งแต่แรก เขาก็คงตามท่านอากับอาสะใภ้ไปหานางด้วยแล้ว
เหลียนฮวารับความห่วงใยของพวกเขาไว้ด้วยความยินดี ตอบกลับไปไม่กี่ประโยค จากนั้นก็กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
เหอจิ่วเหนียงเดินมา มองเด็กหนุ่มทั้งสอง แล้วเอ่ยขึ้น “ครั้งนี้เหลียนฮวาได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจมาก แต่ข้าปลอบใจนางไปแล้วละ ไม่เป็นอะไรหรอก พวกเจ้าอย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกก็พอ ไม่อย่างนั้นจะทำให้นางรู้สึกแย่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ พวกเราเข้าใจแล้วขอรับอาสะใภ้! แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ขอรับ เถ้าแก่แซ่โจวผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ข้าจะไปแก้แค้นให้เหลียนฮวา!”
เหลยจื่อกำหมัดแน่น คิดในใจว่า เหลียนฮวาเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหตุใดต้องโดนคนจิตใจชั่วช้าพวกนั้นมาทำให้แปดเปื้อน เขาไม่อาจอดทนต่อความโกรธนี้ได้จริงๆ!
ลู่เสี่ยวหยางก็แสดงท่าทีร้อนรนออกมาเช่นกัน “ข้าไปด้วย!”
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบน ก่อนจะเอ่ย “พวกเจ้าดูซิว่าตอนนี้มันยามใดแล้ว งานเลี้ยงของอาจารย์คังไม่อยากไปกันแล้วใช่หรือไม่ รีบกลับเข้าไปในจวนเดี๋ยวนี้เลย รีบเตรียมตัวให้เรียบร้อย เดี๋ยวอาสามของพวกเจ้ากลับมาจะได้ไปกันเลย โดยเฉพาะเจ้า เหลยจื่อ! เขียนการบ้านเสร็จรึยัง? กลับมาดึกๆต้องจุดตะเกียงเขียนการบ้านอีก เปลืองน้ำมันตะเกียงตายเลย!”
ภายในชั่วพริบตาเหอจิ่วเหนียงราวกับเป็นคนละคน ทำเอาสองหนุ่มกลัวไม่น้อย พวกเขามองหน้ากันไปมา แล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างใน
พวกน้องชายเขียนการบ้านนำหน้าเขาไปมากแล้วจริงๆ!
ส่วนเรื่องแก้แค้น วันหน้าค่อยหาโอกาสเอาคืนก็แล้วกัน!
เหอจิ่วเหนียงยกมือเท้าสะเอวด้วยความทอดถอนใจ “ดูซิ ข้าทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้เลยจริงๆ!”
แม้คนแซ่โจวผู้นั้นสมควรโดนสั่งสอนจริงๆ รวมถึงอนุชั่วช้าคนนั้น แต่ในเมื่อลู่ไป่ชวนไปจัดการแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้พวกเด็กๆไปจัดการอีก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นตามมา
อย่างไรเสียก็ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว ต่อไประมัดระวังตัวให้มากขึ้นก็พอ
เหอจิ่วเหนียงเดินตามเข้าไปในจวน โก่วเอ๋อร์เห็นมารดากลับมาแล้วก็ยิ้มตาหยีพลางถาม “ท่านแม่ พวกเราจะไปกันหรือยังขอรับ?”
ตอนนี้ฟ้าจะมืดแล้ว ทุกคนหิวกันมากแล้วด้วย เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงของอาจารย์คัง ทุกคนจึงยังไม่ได้กินอะไรรองท้อง ตอนนี้หิวจนท้องจะแบนติดไปกับหลังอยู่แล้ว ส่วนโก่วเอ๋อร์ที่เป็นเด็กฉลาดมาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะจับสังเกตไม่ได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเหลียนฮวา เขาคิดแค่ว่านางงานยุ่งมาทั้งวัน ผมเผ้ายุ่งเหยิงก็เป็นเรื่องปกติ
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากให้เด็กๆเหล่านี้เป็นกังวล ดังนั้นจึงไม่คิดจะบอกพวกเขา นางแค่บอกออกไป “พ่อของเจ้ามีเรื่องด่วนต้องไปที่หน่วย รอพ่อเจ้ากลับมาเราค่อยไปพร้อมกัน”
ลู่เสี่ยวหยางกับเหลยจื่อโตแล้ว พวกเขาย่อมรู้ดีว่าบอกเรื่องพวกนี้กับน้องๆไปก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นจึงเก็บเงียบเอาไว้ ปล่อยให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนพูดเอง
โก่วเอ๋อร์ไม่ได้คิดอะไร เพียงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “ลำบากท่านพ่อเลย ค่ำมืดเช่นนี้แล้วยังต้องไปที่หน่วยอีก”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก “นั่นน่ะสิ!”
บัญชีนี้นางต้องทบต้นทบดอกกับคนกลุ่มนั้น พรุ่งนี้หากมีเวลา นางจะไปสะสางสักหน่อย
เหลียนฮวาล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ดูแล้วมีสง่าราศียิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงเข้ามาดู และกล่าวชื่นชม “ต้องอย่างนี้สิ ดูแล้วสบายตายิ่งนัก ใครเห็นก็ชอบ! เหลียนฮวา เจ้างดงามดั่งชื่อเจ้าไม่มีผิด งดงามเหมือนดอกไม้”
โก่วเอ๋อร์เดิมทีก็เป็นผู้คลั่งไคล้ตัวน้อยของเหลียนฮวาอยู่แล้ว ได้ยินดังนั้นก็วิ่งเข้าไปกอดขาเหลียนฮวา ชื่นชมนางสารพัด ทำเอาเหลียนฮวารู้สึกขบขัน และไม่เหลืออารมณ์ขุ่นมัวในก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ขณะที่กำลังพูดคุยกัน ด้านนอกก็มีสาวใช้เข้ามารายงาน “ฮูหยิน อาจารย์คังมาเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงคิดว่าคังซิ่วไฉมาตามพวกเขาถึงบ้านด้วยตัวเอง จึงรีบถาม “ทุกคนเตรียมตัวกันเสร็จเรียบร้อยรึยัง เรารีบไปกันก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยให้ท่านอาสามของพวกเจ้าตามไป”
พวกเด็กๆพยักหน้า เหอจิ่วเหนียงเตรียมพาเด็กๆล่วงหน้าไปก่อน
ทว่าสาวใช้กลับรีบเอ่ย “ฮูหยินเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ อาจารย์คังนำอาหารจัดเลี้ยงมาเจ้าค่ะ”
“หา? เหตุใดถึงเกรงใจกันถึงเพียงนี้ล่ะ เช่นนั้นรีบไปเชิญอาจารย์คังเข้ามาเร็วเข้า!”
เหอจิ่วเหนียงหงุดหงิดเล็กน้อย สาวใช้ผู้นี้พูดจาเว้นวรรคจนความหมายผิดเพี้ยน เหตุใดไม่พูดทีเดียวให้จบๆเล่า!
นางรีบพาเด็กๆออกไปต้อนรับ พบกับคังซิ่วไฉและเสี่ยวเอ้อร์ของหอสุรา พร้อมกับถือกล่องอาหารมากมายมาด้วยในมือ
ตามหลักแล้ว งานเลี้ยงต้องจัดในบ้านของเจ้าภาพ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเจ้าภาพให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่บ้านของคังซิ่วไฉอยู่ในอำเภอ ส่วนที่นี่ก็อาศัยอยู่บ้านเช่าเล็กๆ ยิ่งไม่มีคนช่วยทำอาหาร ดังนั้นจึงทำได้แค่สั่งอาหารจากหอสุรา
งานนี้คืนนี้คังซิ่วไฉไม่ได้เชิญใครอื่น เขาเชิญแค่คนตระกูลลู่เท่านั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่ออยากขอบคุณพวกเขาอย่างเป็นทางการ หากไม่มีพวกเขาคอยช่วยเหลือและให้การสนับสนุน ตนก็คงมาไม่ถึงวันนี้
ได้รับข่าวที่ตระกูลลู่ส่งคนไปบอกว่าเกิดเรื่องนิดหน่อย อาจไปสายเล็กน้อย เขาจึงให้เสี่ยวเอ้อร์ของหอสุราจัดการห่ออาหารใส่กล่อง และนำมาที่นี่เสียเลย
ยิ่งไปกว่านั้น กินที่บ้านก็สะดวกสบายกว่ากินข้างนอกมาก
“ท่านอาจารย์คัง!”
พวกเด็กๆเห็นผู้มาเยือนก็พากันเข้าไปห้อมล้อมทักทาย มีแค่เหลียนฮวา โยวยาโถว และลู่เสี่ยวหยางที่ยืนอยู่ข้างๆเหอจิ่วเหนียงด้วยท่าทีนอบน้อม
เหอจิ่วเหนียงพิศมองคังซิ่วไฉ ตอนนี้นางเพิ่งจะค้นพบว่าคังซิ่วไฉเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
ครั้งแรกที่เจอกัน เขายังป่วยออดแอด พูดแค่คำสองคำก็ไอออกมา จากนั้นเวลาค่อยๆผ่านไป เขาก็กลายเป็นคนที่แข็งแรงขึ้น พูดคุยได้คล่องแคล่วไม่ติดขัด และตอนนี้ก็กลายเป็นผู้ที่สอบผ่านการสอบคัดเลือกขุนนาง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นางได้เห็น
ในคืนนี้ คังซิ่วไฉสวมอาภรณ์ยาวสีขาวพระจันทร์เสี้ยว ยิ่งขับให้เขาดูสง่าและเป็นมิตร ทำให้คนที่เห็นมีความรู้สึกว่า หากได้คบหากับคนเช่นนี้ตนเองก็จะกลายเป็นคนที่มีความรู้ขึ้น
คังซิ่วไฉทักทายพวกเด็กๆ ก่อนจะยกมือคำนับเหอจิ่วเหนียง และยิ้มพลางกล่าว “ข้าคิดว่าพวกท่านคงไม่สะดวกไปก็เลยต้องมารบกวนที่นี่ ข้าตัดสินใจโดยพลการ ท่านหมอเหอโปรดอภัยให้ข้าด้วย!”
“อาจารย์คังเกรงใจเกินไปแล้ว มันเป็นปัญหาของพวกข้าเอง พอดีเกิดเรื่องนิดหน่อยก็เลยเสียเวลาเลย ต้องขอโทษอาจารย์คังด้วย! มาเจ้าค่ะ เชิญด้านใน เชิญด้านใน!”
เหอจิ่วเหนียงคำนับกลับ แล้วเชิญเขาเข้าไปด้านใน พวกสาวใช้ในจวนพาเสี่ยวเอ้อร์ของหอสุราไปจัดแจงอาหารที่นำมา ครั้งนี้คังซิ่วไฉจ่ายเงินไปไม่น้อยแน่นอน อาหารถึงได้หรูหราและมากมายเช่นนี้
ตอนที่ 496: ไม่พูดเรื่องน้ำใจ พูดแค่กำไร
ทุกคนเพิ่งจะนั่งลง ลู่ไป่ชวนก็กลับมาพอดี
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยติดตลก “ใต้เท้าลู่ ลาภปากจริงๆ รีบมาเร็วเข้า ขาดท่านแค่คนเดียวแล้ว!”
ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็นึกสนุกด้วย และรู้สึกว่าภาพเช่นนี้หาได้ยากนัก จึงกล่าว “อาจารย์คังย้ายมากินเลี้ยงที่นี่แล้วหรือ?”
ทุกคนต่างหัวเราะเสียงดัง ลู่ไป่ชวนนั่งลงและจิบสุรากับคังซิ่วไฉเล็กน้อย เด็กๆก็พูดคุยเรื่องที่น่าสนใจกันไป ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเหลียนฮวา ดังนั้นนางจึงไม่ได้มีท่าทีอึดอัดต่อหน้าทุกคน
เหอจิ่วเหนียงลอบสังเกตอากัปกิริยาของเหลียนฮวา แรกเริ่มยังมีความกังวลเล็กน้อย แต่ต่อมาเมื่อบรรยากาศของทุกคนพาไป นางจึงค่อยๆผ่อนคลายลง และสุดท้ายก็หัวเราะเฮฮากับทุกคนได้
ตอนแรกเริ่ม อาจารย์คังเพียงบอกกับพวกเด็กๆว่าจะต้องตั้งใจเรียน ต่อไปทุกคนจะได้ร่วมสอบคัดเลือกขุนนาง ต่อมาพอดื่มสุราจนเริ่มได้ที่ จึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่ตนเองได้ประสบพบเจอในชีวิต
เริ่มจากเรื่องที่ร่างกายของเขาอ่อนแอ เจ็บป่วยออดๆแอดๆ แม้จะสอบเป็นซิ่วไฉได้ แต่สุขภาพร่างกายก็ไม่พร้อมที่จะไปเข้าร่วมการสอบระดับมณฑล ต่อมาได้เจอกับพวกเหอจิ่วเหนียง ชีวิตถึงได้พบเจอเรื่องราวโชคดีมากมายหลายอย่าง นี่เป็นบุญวาสนาใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตเขาแล้ว
ต่อมาก็เล่าเรื่องเมิ่งจางขึ้นมาอีกครั้ง บอกว่าตนเองมองคนไม่ทะลุปรุโปร่ง คิดไม่ถึงเลยว่าจะโดนคนเช่นนี้ใส่ร้าย ในขณะเดียวกันหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวน เรื่องนี้ก็คงแก้ไขได้ไม่ง่ายเช่นนี้
จากนั้นก็ทอดถอนใจอยู่ครู่ใหญ่ และขอบคุณคนตระกูลลู่อีกครั้ง
ลู่ไป่ชวนกับภรรยาฟังคำพูดเหล่านี้ของเขาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยพูดตัดบทเขาเลย หลังจากเขาผ่านเรื่องราวเช่นนี้ไป มิตรภาพเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้เขาจดจำไปตลอดชีวิต เขามักจะพูดอยู่เสมอ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนที่รู้จักบุญคุณคน และระลึกอยู่เสมอว่าครอบครัวลู่ช่วยเหลือเขามากเพียงใด
คืนนี้แม้จะบอกว่าเป็นงานเลี้ยง อันที่จริงก็เป็นแค่การร่วมรับประทานอาหารเล็กๆกันเองเท่านั้น แต่คังซิ่วไฉก็ทำด้วยความเต็มใจและเต็มที่อย่างมาก และยกสุราคารวะลู่ไป่ชวนหลายครั้ง
“อาจารย์คังดื่มน้อยๆหน่อยเถอะนะ ดื่มสุราเยอะเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเอา”
อันที่จริงคืนนี้พวกเขาดื่มกันแค่เบาๆ ใช้จอกสุราเล็กๆที่บรรจุได้แค่สี่ห้าเซิน ถึงดื่มหลายจอกก็ไม่เป็นไร แต่เหอจิ่วเหนียงก็อดกังวลไม่ได้ว่าพวกเขาจะดื่มกันจนเหมือนคราวที่แล้ว เช่นนั้นจะอันตรายได้
เดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ตอนนี้แม้จะหายแล้ว แต่ก็ต้องรักและทะนุถนอมร่างกายให้ดี ใครจะรู้ได้ว่าอาการป่วยจะกลับเยือนอีกเมื่อไร
คังซิ่วไฉพยักหน้า “ข้าน้อยรู้ คืนนี้ก็เลยตั้งใจเปลี่ยนเป็นจอกเล็กเช่นนี้อย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆ!”
กล่าวจบ เขายังจงใจยื่นจอกสุราในมือให้เหอจิ่วเหนียงดูอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียง “…”
ขอบคุณ ข้ารับรู้ได้ถึงความจริงใจแล้ว
พวกเด็กๆกินอาหารกันรวดเร็วมาก หลังกินเสร็จก็รีบวิ่งไปเขียนการบ้านต่อ เดิมทีเหลียนฮวารู้สึกว่าตัวเองโตแล้วไม่ควรปลีกตัวออกไปจากงานเลี้ยง แต่เหอจิ่วเหนียงก็ให้นางไป ทั้งยังกำชับให้เยว่ซูตามไปดูแลนางด้วย อย่าให้นางมีความคิดอย่างอื่นที่ไม่ควร
แม้นางรู้ว่าเหลียนฮวาไม่มีทางทำเรื่องโง่ๆ แต่เรื่องพวกนี้ใครก็ไม่อาจแน่ใจได้ ไม่แน่เหลียนฮวากลับไปคิดแล้วยังรู้สึกเสียใจอยู่ และเกิดลงมือทำขึ้นมาใครจะรู้
บนโต๊ะอาหารจึงเหลือเพียงผู้ใหญ่สามคน เรื่องสัพเพเหระก็พูดแล้ว ทั้งเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ รวมไปถึงคุยเรื่องในราชสำนัก เนื่องจากที่นี่คือบ้านอันเป็นสถานที่ส่วนตัว จึงไม่ต้องกังวลสิ่งใด
คังซิ่วไฉเมาแล้วจึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ฮ่องเต้ เขาพูดตลอดว่าฮ่องเต้ทำเรื่องบางอย่างผิดมาก
“เฉินอ๋องเป็นคนดีมาก แต่ไหนแต่ไรทำเพื่อราษฎรมาโดยตลอด ฝ่าบาทไม่เพียงไม่เชิดชูเขา แต่ยังขัดขวางสารพัดอีก เฮ้อ! ไม่รู้จริงๆว่าคนเฒ่าคนแก่อย่างเขาคิดสิ่งใดอยู่!
หากวันหนึ่งข้าได้ยืนอยู่ในท้องพระโรง ข้าต้องถามให้ได้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ยุติธรรมต่อเฉินอ๋องถึงเพียงนี้!
ฮ่าๆๆ ตอนนี้ก็พูดไปอย่างนั้น ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังกล้าหรือไม่! ฮ่าๆๆ เช่นนั้นก็รอให้ถึงเวลาก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกทีดีกว่า!”
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองลู่ไป่ชวน เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด สุราเข้าปากแล้วทำให้คนกล้าหาญยิ่งขึ้น คิดไม่ถึงเลยว่าคังซิ่วไฉจะกล้าพูดจาเช่นนี้!
ลู่ไป่ชวนมองนาง และยิ้มให้อย่างรู้กัน ในขณะเดียวกันก็โน้มน้าวให้คังซิ่วไฉดื่มน้อยๆหน่อย
ครั้นที่คังซิ่วไฉเจอพวกเขาแรกๆ เขามักจะถ่อมตัวทั้งกิริยาและวาจา ตอนนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้ว ไม่ได้แทนตัวเองว่าข้าน้อย และใช้สรรพนามข้าๆท่านๆแล้ว
พวกเขาชอบคังซิ่วไฉที่เป็นเช่นนี้ เขาเป็นผู้ทรงความรู้ แต่ก็ไม่ทำตัวเหมือนบัณฑิตประเภทที่โง่เขลายึดมั่นในหลักการอย่างเดียว
ในด้านความรู้ คังซิ่วไปเป็นคนที่ปรับตัวได้เก่งมาก มิเช่นนั้นคงไม่เก่งในความรู้ถึงเพียงนี้
มีคนเช่นนี้เป็นตัวอย่าง พวกเด็กๆในครอบครัวก็คงไม่แย่
จนกระทั่งพระจันทร์ลอยอยู่เหนือยอดไม้ คังซิ่วไฉจึงจะรู้ตัวว่าควรกลับได้แล้ว จึงลุกขึ้นแล้วบอกลาพวกเขา
คืนนี้คังซิ่วไฉดื่มมากก็จริง แต่ไม่ถึงกับเมาจนหัวราน้ำ อย่างน้อยก็ยังมีสติแจ่มชัด ลุกขึ้นเดินไม่โซเซ ดีกว่าครั้งก่อนมาก
“อาจารย์คัง ช้าก่อน!”
ลู่ไป่ชวนลุกขึ้น จากนั้นก็กวักมือเรียกสวีหย่งที่อยู่ไม่ไกล สวีหย่งรีบวิ่งมาหาทันทีและส่งของในมือให้
ลู่ไป่ชวนรับมา จากนั้นเดินอ้อมโต๊ะไปตรงหน้าคังซิ่วไฉ และยื่นของในมือให้อีกฝ่าย
“การสอบระดับแคว้นใกล้เข้ามาแล้ว อาจารย์คังกลับบ้านไปสักรอบและรีบเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อเตรียมตัวสอบเถอะ ไปก่อนเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือจะติดต่อสำนักศึกษาก็จะสะดวก นี่เป็นของขวัญแสดงความยินดีจากพวกเรา ถึงเป็นเงินไม่มาก แต่โปรดอาจารย์รับไว้เถิด”
การร่วมงานเลี้ยงจำเป็นต้องมอบของขวัญให้เจ้าภาพ สองสามีภรรยาปรึกษากันแล้วว่าจะไม่มอบเป็นสิ่งของ แต่ให้เป็นเงินแทน นี่ต่างหากถึงจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคังซิ่วไฉจริงๆ
หากมอบสิ่งของ แม้จะมีราคา และคังซิ่วไฉจะเห็นความสำคัญมากเพราะพวกเขาเป็นคนมอบให้ แต่ก็ยากที่จะแปรเป็นตัวเงิน และเขาก็จะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไป
คังซิ่วไฉเห็นตั๋วเงินเป็นปึกถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ดูด้วยตาอย่างน้อยก็มีมูลค่าห้าร้อยถึงหกร้อยตำลึง ถือไว้ในมือย่อมหนักเป็นแน่ จากที่เมื่อครู่รู้สึกมึนเพราะฤทธิ์สุรา ตอนนี้ถึงกับสร่างเมาในบัดดล
“นายท่านสาม นี่มัน…”
เขาไม่รู้ควรพูดเช่นไรดี แม้ตอนนี้เขาต้องการเงินมากจริงๆ แต่จำนวนเงินตรงหน้ามากเกินไป มากจนถึงขั้นว่าชาตินี้ทั้งชาติเขาอาจหาเงินจำนวนเท่านี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วจะให้เขารับไว้ได้อย่างไรกัน
“อาจารย์รับไว้เถอะเจ้าค่ะ นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากพวกเรา ท่านเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้เชื่อว่ามีเรื่องจำเป็นต้องใช้เงินอีกเยอะแน่ สิ่งนี้ไม่ได้ถือว่ามากมายอะไรเลย เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เราพอช่วยอาจารย์ได้เท่านั้น อย่าเกรงใจพวกเราเป็นอันขาดนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว น้ำเสียงของนางอ่อนโยนมาก ทำให้อีกฝ่ายยากจะปฏิเสธได้
แต่คังซิ่วไฉยังยืนกราน จะยัดเงินกลับไป แต่ลู่ไป่ชวนร่นตัวถอยหลังไปเสียก่อน ทำให้เขาไม่โอกาสยัดใส่มือคืนอีกฝ่าย
“นายท่านสามลู่ พวกท่านช่วยข้ามากมายเกินไปแล้วจริงๆ ข้าจะรับเงินเหล่านี้อีกได้อย่างไรกัน!”
คังซิ่วไฉร้อนใจขึ้น ของขวัญกับน้ำใจใหญ่หลวงเช่นนี้ เขารับไว้ไม่ไหวจริงๆ
ตนมีดีอะไรถึงทำให้พวกเขาช่วยตนมากมายถึงเพียงนี้
ถึงเขาเป็นอาจารย์ที่บ่มเพาะความรู้พื้นฐานให้เด็กๆครอบครัวนี้ แต่ก็ไม่ควรค่าที่พวกเขาจะทำเพื่อตนมากมายถึงเพียงนี้
“อาจารย์รีบรับไว้เถอะ เงินก้อนนี้พวกเราไม่ได้ให้เปล่าๆหรอกนะ”
ลู่ไป่ชวนไม่อยากประวิงเวลา จึงกล่าวกับเขาเช่นนี้
คังซิ่วไฉนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าลู่ไป่ชวนหมายความว่าอย่างไร
ให้เขายืมอย่างนั้นหรือ?
เช่นนั้นก็คุยง่ายหน่อย วันหน้าเขาเก็บเงินได้แล้วจะต้องคืนให้ครบทุกตำลึงทุกอีแปะแน่นอน!
ลู่ไป่ชวนเอ่ยต่อ “อาจารย์คังเป็นคนที่มีความสามารถ ต้องสอบเคอจวี่ได้แน่นอน ข้าน้อยลู่ไม่พูดเรื่องน้ำใจกับอาจารย์คัง พูดแค่กำไรเท่านั้น”
ตอนที่ 497: ให้เกียรติมาก
คังซิ่วไฉไม่ได้พูดอะไร เขารอให้ลู่ไป่ชวนพูดประโยคต่อไป
อันที่จริงในใจเขาพอจะคาดเดาความต้องการของอีกฝ่ายได้แล้ว แค่ไม่มั่นใจเท่านั้น
ถึงอย่างไร เขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะมีคุณสมบัตินั้น
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทีของอีกฝ่าย จึงเอ่ยต่อ “อย่างที่อาจารย์คังทราบว่าข้าน้อยลู่เป็นคนของเฉินอ๋อง อาจารย์กับครอบครัวข้าสนิทกัน วันข้างหน้าหากท่านอยากสนับสนุนอ๋ององค์อื่นเกรงว่าคงจะยาก วันนี้ข้าน้อยลู่แค่อยากช่วยท่านอ๋องตามหาผู้ที่มีความสามารถ วันหน้าอาจารย์สอบเคอจวี่ได้รับตำแหน่งขุนนาง ท่านอ๋องคงให้รางวัลข้าน้อยลู่มากกว่าที่ข้าน้อยให้อาจารย์แน่นอน เพราะฉะนั้นอาจารย์รับมันไว้ด้วยความสบายใจเถอะ”
ตอนที่ลู่ไป่ชวนเอ่ย สีหน้าท่าทางเขาเคร่งขรึมมาก ทำให้อีกฝ่ายต้องไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนจะตอบ
คังซิ่วไฉนิ่งอึ้งไป คิดไม่ถึงเลยว่าลู่ไป่ชวนจะพูดเรื่องนี้ออกมาอย่างเปิดเผยเช่นนี้
ฟังๆดูแล้ว เหมือนกับว่าลู่ไป่ชวนกำลังมัดมือชก ไม่ให้เขาปฏิเสธและคัดค้านแต่อย่างใด
แต่ก็มีเพียงคังซิ่วไฉที่รู้ดีแก่ใจว่า ที่ลู่ไป่ชวนกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่ออยากให้ตนรับเงินก้อนนี้ไปอย่างสบายใจก็เท่านั้น
เรื่องราชสำนัก ใครมองก็รู้ทั้งนั้นว่า คนที่สามารถพึ่งพาได้จริงๆ ก็มีแค่เฉินอ๋องคนเดียวเท่านั้น คังซิ่วไฉเองก็ใฝ่ฝันว่าอยากเป็นที่ปรึกษาของเฉินอ๋อง บอกตามตรง หากไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาต้องทุ่มเทพยายามอีกสักกี่ปี ถึงจะได้อยู่ในสายตาของเฉินอ๋อง แต่ตอนนี้มีโอกาสแล้ว…ต้องคว้าเอาไว้สิ!
พวกเขาอุตส่าห์ให้โอกาสตนได้ลงเรือลำเดียวกัน
และบัดนี้ ในใจเขาก็ยังคงยืนยันประโยคเดิม …ชาตินี้ได้พบเจอกับครอบครัวลู่ นับว่าเป็นบุญวาสนาใหญ่ที่สะสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน!
คังซิ่วไฉเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นะ นะ นายท่านสามลู่ ข้าน้อย… ข้า…”
ลู่ไป่ชวนยกมือบอกให้เขาหยุด “อาจารย์คังไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าน้อยลู่ทำเช่นนี้ก็เพราะเห็นว่าตัวเองได้กำไร หวังว่าวันข้างหน้าอาจารย์คังจะสนับสนุนข้าน้อยลู่สักครั้ง”
วาจานี้ทำเอาคังซิ่วไฉรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก เขาจึงยกมือคำนับลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียง และกล่าว “บุญคุณของนายท่านสามใหญ่หลวงยิ่งนัก ข้าน้อยจดจำเอาไว้แล้ว!”
พูดมากไปก็จะดูเหมือนเสแสร้ง ใช้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า
พวกเขาให้เกียรติตนถึงเพียงนี้ คังซิ่วไฉย่อมไม่มีทางทำให้พวกเขาผิดหวังแน่นอน!
พรุ่งนี้เขาจะกลับบ้านที่อำเภอสักหน่อย เช้าวันมะรืนเขาจะเริ่มเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว หาสำนักศึกษาดีๆ ตั้งใจเตรียมตัวสอบ พยายามทำให้เต็มที่ที่สุด ให้สมกับความพากเพียรของตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรีของครอบครัวลู่!
เขารับเงินนี้ไว้ด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็ขอตัวกลับ
เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายเดินไปไกลแล้ว จึงเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “ท่านสุดยอดมาก!”
เมื่อคืนตอนที่พวกเขาปรึกษากันว่าจะมอบเงินเป็นของขวัญให้คังซิ่วไฉ เหอจิ่วเหนียงยังกังวลอยู่เลยว่าจะต้องพูดเช่นไรให้อีกฝ่ายยอมรับเงินนี้ ถึงอย่างไรคนเป็นบัณฑิตก็รักเกียรติรักศักดิ์ศรีเป็นอันดับหนึ่ง นางกลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ นี่ถือเป็นการท้าทายทักษะการพูดของตัวเองเลยจริงๆ
ลู่ไป่ชวนบอกนางว่าไม่ต้องกังวล เขาคิดเอาไว้แล้วว่าควรทำเช่นไร ตอนนั้นนางไม่สนใจเขา ทั้งยังคิดเอาไว้ว่าอย่างมากก็รอวันที่คังซิ่วไฉเดินทาง ค่อยแอบยัดใส่ห่อผ้าของเขาก็แล้วกัน กว่าเขาจะรู้ตัวก็คงเดินทางไปไกลแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้ไม่อยากได้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
ทว่าคิดไม่ถึงว่าลู่ไป่ชวนจะใช้วิธีเช่นนี้ ทำให้คังซิ่วไฉยอมรับเงินก้อนนั้นไปอย่างสบายใจ อีกทั้งยังรักษาเกียรติของคังซิ่วไฉเอาไว้ได้ด้วย
ต้องนับถือเขาเลยจริงๆ
ลู่ไป่ชวนยิ้มพลางกล่าว “นี่เป็นความจริงนี่นา อาจารย์คังมีความสามารถ ข้าย่อมคิดเผื่อท่านอ๋องอยู่แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ๆๆ เยี่ยมไปเลย! อ้อจริงสิ เรื่องคนแซ่โจวนั่นเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ข้าจับตัวไปหมดแล้ว คนที่เกี่ยวข้องในร้านก็จับตัวไปแล้วด้วย เถ้าแก่เฉิงรู้เรื่องเข้าก็รีบไปที่หน่วยหั่วอวิ๋นด้วยตัวเองเลย พูดขอโทษขอโพยอยู่หลายครั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของนาง ข้าก็เลยไม่ได้เอาผิดนาง ตอนแรกนางอยากมาหาที่จวนด้วย แต่รู้ว่าพวกเราต้องออกไปกินข้าวก็เลยบอกว่าจะมาพรุ่งนี้”
ลู่ไป่ชวนเล่าให้นางฟังคร่าวๆ ทั้งสองพูดคุยกันไปพลางเดินกลับเข้าเรือน ส่วนโต๊ะที่กินดื่มกันนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเสี่ยวเอ้อร์ของหอสุราเป็นคนเก็บกวาด
“อืม ถึงแม้นี่จะไม่ใช่สิ่งที่นางอยากให้เกิดขึ้น แต่ผู้ดูแลร้านกับคนงานหญิงในร้านล้วนเป็นคนของนาง นางไม่สั่งสอนคนของนางให้ดีนี่เป็นความผิดพลาดของนางที่ไม่อาจปฏิเสธได้ วันนี้หากเกิดอะไรขึ้นกับเหลียนฮวาละก็ ต่อให้นางไม่รู้เรื่องด้วยข้าก็จะไม่ทำการค้าร่วมกับนางแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมา ตอนที่เห็นหน้าของผู้ดูแลร้านคนนั้น เหอจิ่วเหนียงมีความคิดอยากฉีกสัญญา ยกเลิกทำการค้ากับเฉิงเสวี่ยเวยจริงๆ
ในเมื่อร่วมทำการค้ากันแล้วก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้เหมาะสม โดยเฉพาะครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเหลียนฮวาด้วย นางไม่อยากให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ
ไม่ใช่ว่านางจะไม่เห็นแก่ความเป็นสหาย แต่จากเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่า เฉิงเสวี่ยเวยไม่เข้มงวดกับลูกน้องของตัวเองเลย วันนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น วันหน้าก็อาจเกิดเรื่องพวกนี้หรือเรื่องที่แย่กว่านี้ก็ได้ หากไม่จัดการให้เด็ดขาด อนาคตต้องเกิดไม่รู้จบแน่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่ไป่ชวนมีสถานะมีตำแหน่งเช่นนี้อยู่ด้วย มีคนมากมายคอยจับจ้องเขาอยู่ ไม่ใช่แค่ลู่ไป่ชวนเท่านั้น ภรรยาของเขาอย่างนางก็ถูกเพ่งเล็งไม่น้อย ด้วยเพราะผลประกอบการจากกิจการเหล่านี้ทำให้คนอิจฉาตาร้อนอยู่เหมือนกัน ดังนั้นต้องควบคุมลูกน้องเหล่านี้ให้อยู่ในกฎระเบียบ รักษาภาพลักษณ์ให้เข้มงวด จะทำอะไรตามใจไม่ได้
เรื่องกิจการการค้า เหอจิ่วเหนียงเป็นคนตัดสินใจเองมาโดยตลอด ไม่จำเป็นต้องถามลู่ไป่ชวน ดังนั้นตอนที่นางพูดเรื่องนี้ ลู่ไป่ชวนจึงไม่แสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด เขาคิดว่าคำพูดของภรรยาและการตัดสินใจของภรรยาล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
เดิมทีพวกเขาวางแผนเอาไว้ว่า จะกลับอำเภอพร้อมกับคังซิ่วไฉ พวกเด็กๆก็ลาหยุดเรียนแล้ว แต่หากเหอจิ่วเหนียงไม่จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน นางก็คงจะไม่สบายใจ ดังนั้นจึงตัดสินใจว่า จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จก่อน วันมะรืนค่อยเดินทางกลับ
นอกจากไม่ได้กลับพร้อมคังซิ่วไฉ อย่างอื่นก็ไม่ได้มีอะไรเสียหาย หอสุราของนางหยูอีกสามวันกว่าจะเปิดกิจการ ยังมีเวลา
ทางด้านสวนซีสุ่ยเป็นไปอย่างสงบ
......
ส่วนทางด้านเฉิงเสวี่ยเวยนั้นกลับแตกต่างไป นับตั้งแต่รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นนางก็รู้สึกแย่มาก ร้อนอกร้อนใจรีบไปที่หน่วยหั่วอวิ๋น ไปเจอหน้าพวกที่ก่อเรื่อง และเอาสัญญาทาสของพวกนางให้กับลู่ไป่ชวน แสดงออกว่าความเป็นความตายของคนเหล่านี้ให้ลู่ไป่ชวนเป็นคนตัดสินใจ
จากนั้นก็เอาแต่ขอโทษขอโพยลู่ไป่ชวน นางรู้ว่าตอนนี้ต่อให้นางบอกว่าไม่รู้เรื่องด้วยก็ไร้ประโยชน์ ทำได้แค่รับประกันว่าจะสั่งสอนคนรับใช้คนอื่นๆให้ดี และรับรองว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก
เหอจิ่วเหนียงเป็นคนพบเรื่องนี้ อันที่จริงนางอยากไปหาเหอจิ่วเหนียงที่สุด แต่ก็ไม่มีหน้าที่จะไปพบอีกฝ่าย บวกกับคืนนี้พวกเขามีนัดแล้ว นางจึงตัดสินใจรอก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยไปหา
คืนนี้ทั้งคืนนางไม่ได้อยู่เฉย เถ้าแก่เนี้ยเฉิงเรียกคนงานทุกคนมารวมตัวกันที่เรือนของนาง สอบถามทีละคน ให้พวกเขาพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้ออกมาว่าตอนนี้ในร้านมีปัญหาอย่างไรบ้าง เช่น ใครใช้เล่ห์เหลี่ยม ใครบ้างที่เล่นสกปรก หรือใครที่ไม่ซื่อสัตย์ขโมยของในร้าน
นางจดบันทึกคำบอกเล่าของทุกคนเอาไว้ จากนั้นก็ตรวจสอบทีละคน หากตรวจสอบพบว่ากระทำเรื่องพวกนี้จริง ก็จะลงโทษทุบตีอย่างหนัก และส่งไปขายต่อให้กับนายหน้าค้าทาส
การที่ต้องให้คนนอกมาดูแลทรัพย์สินของตนเองเป็นเรื่องที่ไว้วางใจได้ยากจริงๆ ดังนั้นเฉิงเสวี่ยเวยจึงซื้อทาสพร้อมกับสัญญาทาสมาโดยตลอด เช่นนี้มีปัญหาจะได้จัดการสะดวก
เฉิงเสวี่ยเวยรู้ดีว่า ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนที่มีปัญหาแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าพอตรวจสอบออกมาแล้ว คนที่มีปัญหาจะมีจำนวนมากถึงเพียงนี้!
บางคนก็เป็นคนที่นางเห็นว่าเป็นคนดี เป็นคนที่นางไว้ใจที่สุด คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำกับนางเช่นนี้
ตอนที่ 498: การคิดทบทวนของเฉิงเสวี่ยเวย
เฉิงเสวี่ยเวยมองกลุ่มคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกเกลียดเข้ากระดูกดำ
“เถ้าแก่ ให้โอกาสพวกเราอีกครั้งนะเจ้าคะ! ต่อไปพวกเราจะตั้งใจทำงาน ไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้วเจ้าค่ะ!”
หญิงรับใช้อาวุโสที่คุกเข่าคร่ำครวญขอร้องอ้อนวอน นางอาศัยใบบุญของจวนตระกูลเฉิงมานานหลายสิบปี เห็นที่นี่เป็นครอบครัวของตัวเองไปแล้ว ตอนนี้กลับถูกขับไล่ ใครเลยจะยอมรับได้
“ใช่เจ้าค่ะเถ้าแก่ พวกเราแก่ปูนนี้แล้ว หากออกไปจากที่นี่ก็ไม่มีที่ไปแล้ว เถ้าแก่โปรดเมตตาด้วยเถิด ให้โอกาสพวกเราอีกสักครั้งนะเจ้าคะ”
“พวกเราอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉิงมานานหลายปี ถึงจะไม่มีผลงานดีเด่นแต่ก็ทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด เถ้าแก่อภัยให้พวกเราสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ!”
หญิงรับใช้อาวุโสเหล่านี้คิดจะอาศัยความสัมพันธ์ของพวกนางกับเฉิงเสวี่ยเวย พูดไม่กี่ประโยคต้องได้อยู่ต่อแน่นอน ถึงอย่างไรพวกนางก็ดูแลเฉิงเสวี่ยเวยมาตั้งแต่เด็ก ย่อมมีความผูกพัน เฉิงเสวี่ยเวยเป็นคนใจอ่อน ต้องเห็นใจแน่นอน…
ทว่าครั้งนี้พวกนางคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปแล้ว
เฉิงเสวี่ยเวยไม่ใช่คนใจอ่อน เพียงแต่เรื่องบางเรื่องนางอดทนได้แค่ครั้งสองครั้ง แต่ไม่มีทางให้เกิดครั้งที่สามแน่
แม้ว่าจะตรวจสอบเจอเป็นครั้งแรก แต่พอตรวจสอบได้ก็พบพฤติกรรมน่าโมโหมากมาย แต่ละคนเล่าว่าพวกนางลื่นเป็นปลาไหล เห็นว่าตนเองอาวุโสกว่า หน้าที่ของตัวเองไม่ทำ วันๆเอาแต่.อวดเบ่งคนในร้าน ไม่ซื่อสัตย์ คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของร้าน อยากได้สิ่งใดก็หยิบไปหน้าตาเฉย แล้วค่อยคิดหาทางให้คนอื่นมารับเคราะห์แทนทีหลัง
เห็นชัดว่าทำผิดจนเป็นนิสัยไปแล้ว คาดว่าไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ครั้งสองครั้งแล้ว
เฉิงเสวี่ยเวยเข้าใจดีว่าคนเราล้วนมีความเห็นแก่ตัว ขอแค่ไม่เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไปนางก็ทนรับได้ แต่คนเหล่านี้ทำให้นางผิดหวังมากจริงๆ
“หากพวกเจ้ารู้ว่าผิดก็คงไม่ทำตั้งแต่แรก!”
เฉิงเสวี่ยเวยตะคอกอย่างเย้ยหยัน คนพวกนี้คิดว่านางใจอ่อนแล้วจะอภัยให้ ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงยิ่งเหิมเกริมมากขึ้นโดยไม่ดูตัวเองเลยว่าตนเองมีสถานะเช่นไร
หลังจากนั้นเฉิงเสวี่ยเวยก็ไม่พูดอะไรอีก นางโบกมือให้คนนำตัวคนเหล่านี้ไปลงโทษสถานหนัก
อย่างที่บอกในตอนแรก ทุบตีจนอาการสาหัสและเอาตัวไปขายต่อ
สาวใช้เหล่านี้อายุมากแล้วคงไม่มีใครอยากซื้อตัว ยิ่งถูกทุบตีอาการสาหัสเช่นนี้ จุดจบของพวกนางก็คงมีเพียงความตาย หรือไม่ก็ถูกทรมานจนตายในร้านนายหน้าค้าทาส ถึงอย่างไรก็มีจุดจบที่เลวร้าย
กว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จฟ้าก็สางพอดี เฉิงเสวี่ยเวยยกมือนวดหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า และรู้สึกเสียใจมาก
“คุณหนู พักสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”
สาวใช้ประจำตัวเอ่ย เฉิงเสวี่ยเวยกลับส่ายหน้า “ไปเตรียมน้ำให้ข้า ข้าจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดและไปรับโทษที่สวนซีสุ่ย”
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงต้องโกรธมากแน่ นางกับเหอจิ่วเหนียงรู้จักกันมานาน ได้ร่วมทำการค้ากับเหอจิ่วเหนียงถือเป็นโอกาสดียิ่งนัก นางต้องรักษาเอาไว้ เงินที่นางลงทุนไปในตอนแรกคืนทุนกลับมานานแล้ว ตอนนี้นางแค่รับเงินปันผลจำนวนมากทุกเดือน
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ หากไม่ตัดสินใจทำอะไรเลยก็คงยากจะอธิบายให้เหอจิ่วเหนียงเข้าใจ หากสัญญาร่วมการค้าถูกยกเลิก ความเสียหายของนางไม่อาจประเมินค่าได้แน่
ที่สำคัญที่สุด นางไม่อยากเสียสหายเช่นนี้ไปเพียงเพราะความผิดของลูกน้องแค่ไม่กี่คน
ดังนั้น นางจำเป็นต้องมีคำอธิบายให้เหอจิ่วเหนียง
สาวใช้รู้ว่าเจ้านายตัดสินใจแล้วจึงไม่เกลี้ยกล่อมอีก และทำตามคำสั่ง
เฉิงเสวี่ยเวยนั่งแช่น้ำในอ่าง หลับตาทำสมาธิ หวนนึกถึงตอนแรกที่นางจะมอบสาวใช้ของตัวเองให้เหอจิ่วเหนียง ช่างน่าขันยิ่งนัก นางคิดมาตลอดว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่นางไว้ใจได้ หากตอนนั้นส่งคนพวกนี้ไปให้เหอจิ่วเหนียงแล้วเกิดเรื่องขึ้น ไม่อยากคิดเลยว่าเรื่องจะจบลงเช่นไร ตอนนี้นางรู้สึกขอบคุณเหอจิ่วเหนียงที่ตอนนั้นอีกฝ่ายปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นต่อให้ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้
นางจมอยู่กับความคิดของตัวเองพักใหญ่ ตระหนักได้ว่าตนเองไม่สามารถนิ่งเฉยเช่นนี้ได้อีกแล้ว จากบทเรียนครั้งนี้ นางต้องสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ ต่อไปต้องเข้มงวดให้มาก และจัดการดูแลร้านให้ดี
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น กิจการจึงจะอยู่ต่อไปได้ยาวนาน และนางกับเหอจิ่วเหนียงก็จะไม่แตกหักกันง่ายๆ
ฟังดูแล้วเหมือนว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อนข้างเปราะบาง แต่ความจริงจะว่าไปแล้วความสัมพันธ์ของพวกนางก็ไม่ได้ลึกซึ้งมากนัก หากไม่ใช่เพราะนางเป็นคนเสนอตัวขอร่วมทำการค้ากับเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้พวกนางทั้งสองก็เป็นแค่ผู้ป่วยกับหมอเท่านั้น
นางอยากให้เหอจิ่วเหนียงเห็นความจริงใจของนาง และรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้ จึงจะสามารถทำการค้าได้มากขึ้น ไม่เพียงให้กำไรกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งเสริมครอบครัวพ่อแม่นางได้อีกด้วย
ตอนนี้นางหย่าร้างแล้ว และไม่มีบุตร ไม่แน่ต่อไปอาจรับเด็กในตระกูลมาเลี้ยงเป็นบุตรสักคน แม้จะมีเงินทองมากมาย แต่จะอยู่โดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวพ่อแม่ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ ต้องคิดเอาไว้ล่วงหน้า
หลังจากคิดเรื่องเหล่านี้แล้ว แม่ม่ายเฉิงก็รีบจัดการตัวเอง และให้สาวใช้เตรียมกระดาษและพู่กัน เขียนความคิดเห็นในการดูแลจัดการร้านของตัวเองลงไป เพื่อจะนำไปให้เหอจิ่วเหนียงดู
.......
เมื่อคืนเหอจิ่วเหนียงให้คนไปแจ้งที่โรงหมอว่า ตนเองจะลาพักสักสองสามวัน ดังนั้นวันนี้นางจึงนอนหลับอุตุ ตื่นมาอีกทีตะวันก็โด่งฟ้าแล้ว แม้จะมีแดด แต่อุณหภูมิก็ไม่สูง
ขณะกำลังล้างหน้าล้างตา สาวใช้ก็เข้ามาแจ้งว่า เฉิงเสวี่ยเวยมารอนางอยู่ที่ห้องโถงรับแขกกว่าครึ่งชั่วยามแล้ว
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ตอบรับ “อืม ข้ากินข้าวรองท้องก่อน เสร็จแล้วจะตามไป”
หากเป็นเมื่อก่อน นางต้องไปเชิญเฉิงเสวี่ยเวยมากินข้าวด้วยกันแล้ว แต่วันนี้นางไม่อยากชวน
นางจะทำให้เฉิงเสวี่ยเวยรู้ให้ชัดเจนไปเลยว่านางโกรธมาก
กว่าเหอจิ่วเหนียงจะกินข้าวเสร็จและไปที่ห้องโถง เฉิงเสวี่ยเวยดื่มชาหมดไปหลายกาแล้ว เมื่อเห็นคนที่มาหา เฉิงเสวี่ยเวยก็ลุกขึ้นไปรับทันที
“จิ่วเหนียง ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่ยอมเจอข้าแล้วซะอีก!
เอ่อ เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความผิดของข้า ข้าสั่งสอนคนรับใช้ไม่ดีเอง โชคดีที่เหลียนฮวาไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นข้าไม่รู้จะเอาหน้าที่ไหนมาเจอเจ้า
เจ้าวางใจได้ ข้าส่งตัวคนชั่วพวกนั้นไปให้ใต้เท้าลู่จัดการแล้ว ส่วนคนอื่น เมื่อคืนข้าก็จัดการเอาพวกคนไม่ซื่อสัตย์ออกไปหมดแล้ว ที่เหลือตอนนี้มีแต่คนที่ซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร และข้าก็เขียนแผนการจัดการต่อจากนี้มาให้เจ้าดูด้วย ทุกๆเดือนจะมีการตรวจสอบหนึ่งครั้ง จะไม่มีทางให้คนเช่นนี้มีโอกาสทำงานอยู่ในร้านอีก...”
เหอจิ่วเหนียงเงียบไม่กล่าวอะไร เฉิงเสวี่ยเวยเป็นคนพูดเองทั้งหมดเพื่อแสดงการขอโทษและเปลี่ยนแปลงตัวเองต่อจากนี้
คำพูดของนางทำให้เหอจิ่วเหนียงตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อคืนนางจะไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะจัดการเรื่องเหล่านี้ ดูท่านางจะใส่ใจมากจริงๆ
คิดถึงตรงนี้ ความโกรธภายในใจก็คลายลงไม่น้อย
“พี่เฉิง อย่าว่าแต่เหลียนฮวาที่เป็นหลานสาวข้าเลย หากเป็นคนงานหญิงคนอื่นในร้านเกิดเรื่องเช่นนี้ข้าก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ เรื่องนี้หากเล่าลือออกไป คนอื่นจะมองเราอย่างไร แล้วจะกล้ามาซื้อเสื้อผ้าร้านเราอีกได้อย่างไร ทำการค้าต้องพึ่งพาชื่อเสียง หากชื่อเสียงเสียหาย การค้าก็ไม่อาจทำต่อไปได้ จริงหรือไม่เจ้าคะ”
เฉิงเสวี่ยเวยเห็นนางยอมพูดด้วยแล้ว ก็รีบยิ้มพลางตอบรัวเร็ว “ใช่ๆ เรื่องนี้ข้ารู้ ดังนั้นเมื่อคืนข้าก็เลยจัดการคนแล้ว เรื่องนี้เป็นข้าที่สะเพร่าเอง ไม่คิดว่าคนที่รับใช้อยู่ในจวนมาหลายสิบปีจะทำเรื่องเช่นนี้ได้ ข้าเข็ดจนวันตาย ต่อไปจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีกเป็นอันขาด!”
ตอนที่ 499: ความจริงใจของเฉิงเสวี่ยเวย
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกแย่มาก เฉิงเสวี่ยเวยเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กัน คนที่ก่อเรื่องล้วนเป็นคนของนาง นางมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทั้งหมด ทั้งยังกลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่ทำการค้าร่วมกับนางต่ออีกด้วย สำหรับนางนี่เป็นความเสียหายครั้งใหญ่
นอกจากขอโทษแล้ว เฉิงเสวี่ยเวยยังเขียนแผนการแก้ไขมาให้เหอจิ่วเหนียงดูด้วย ทุกบรรทัดล้วนเขียนเอาไว้อย่างชัดเจน แสดงถึงความเข้มงวดมากขึ้น หลังจากเหอจิ่วเหนียงอ่านแล้วก็รู้สึกพอใจมาก
“ทุกบรรทัดนี่ดำเนินการไม่ง่ายเลยนะพี่เฉิง”
เหอจิ่วเหนียงอ่านพลางกล่าว ต่อให้เขียนดูดีเพียงใดหากทำไม่ได้หรือไม่ลงมือทำก็ไร้ประโยชน์
“ไม่ว่าจะยากเพียงใดข้าต้องทำให้ได้ อันที่จริงจะบอกว่ายากมันก็ไม่ยากนะ หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ ในร้านก็ขาดคนงานจำนวนมาก ต้องรับคนกลุ่มใหม่เข้ามาทำงาน เราก็เริ่มใช้กฎพวกนี้กับพวกนางตั้งแต่แรกเลย เช่นนี้ก็ไม่ยาก”
เฉิงเสวี่ยเวยค่อนข้างมั่นใจเรื่องเหล่านี้ ตอนแรกนางคิดจะไปขอคนมาจากครอบครัวของพ่อแม่นาง อย่างไรก็ใช้งานจนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่พอไตร่ตรองอย่างละเอียด หากใช้คนงานเก่าแก่เหล่านั้นไม่แน่อาจเกิดเหตุการณ์เดิมเหมือนครั้งนี้อีกก็ได้ สู้อบรมบ่มเพาะคนใหม่ๆดีกว่า
อบรมบ่มเพาะคนงานใหม่อาจจะเหนื่อยหน่อย ยุ่งยาก และเสียเวลา แต่หากเริ่มจากกฎที่เข้มงวดเช่นนี้ ผลลัพธ์ต้องไม่เลวแน่
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เรื่องพวกนี้ท่านตัดสินใจเองก็ได้เจ้าค่ะ แต่อย่าให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ชื่อเสียงสำคัญมาก”
ไม่เพียงแค่ชื่อเสียงของร้านเท่านั้น หากเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของลู่ไป่ชวนได้
ดังนั้นนางจำเป็นต้องระมัดระวัง
“ข้ารู้ เจ้าวางใจเถอะนะ ต่อไปข้าจะเข้มงวดมากขึ้น!”
เฉิงเสวี่ยเวยเห็นเหอจิ่วเหนียงพูดด้วยท่าทีผ่อนคลายก็แอบโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่เป็นไรแล้ว
ทว่านางก็ยังแสดงความจริงใจออกไป “เรื่องนี้ข้าผิดต่อเหลียนฮวา โชคดีที่นางไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นข้าไม่รู้เลยว่าต้องทำเช่นไร ฉะนั้นข้าเลยตัดสินใจว่า เงินปันผลงวดหน้าของข้า ข้าจะยกให้นางทั้งหมด ถือเป็นการแสดงความขอโทษจากข้า จิ่วเหนียง เจ้าว่าเช่นนี้เพียงพอหรือไม่?”
สัดส่วนเงินลงทุนของเฉิงเสวี่ยเวยนั้นไม่น้อยเลย ยามได้ส่วนแบ่งนางจึงได้รับผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ หากมอบให้เหลียนฮวาทั้งหมด เหลียนฮวาสามารถพลิกชีวิตกลายเป็นเศรษฐีตัวน้อยๆได้เลย
“พี่เฉิง นั่นมันกำไรสามเดือนเชียวนะ ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายและทำท่าทางตกใจ ทว่าความจริงในใจนางพึงพอใจเป็นอย่างมาก แต่นางอยากเห็นว่าเฉิงเสวี่ยเวยจะให้ด้วยความจริงใจหรือไม่
เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้าด้วยความหนักแน่น “ข้าแน่ใจ หากเกิดอะไรขึ้นกับเหลียนฮวาจริงๆ ต่อให้ข้าสิ้นเนื้อประดาตัวก็ไม่อาจชดใช้ได้ ตอนนี้แค่เงินปันผลสามเดือนไม่ถือว่ามากมายอะไรเลย” นางยิ้ม “หวังแค่ว่าหลังจากนี้เหลียนฮวาจะไม่ทำตัวห่างเหินกับข้าก็พอแล้ว ข้าชอบสาวน้อยคนนี้มาก!”
เฉิงเสวี่ยเวยเกิดในตระกูลทำการค้า ไม่ขัดสนเงินทอง เงินปันผลสามเดือนของนางสำหรับคนอื่นแล้วทั้งชีวิตก็อาจหาไม่ได้ แต่สำหรับเถ้าแก่เฉิงไม่นับว่าเป็นเงินมากมายอะไร สิ่งที่นางให้ความสำคัญในตอนนี้ไม่ใช่เงิน แต่เป็นมิตรภาพกับเหอจิ่วเหนียงต่างหาก
เงินปันผลสามเดือน แลกกับความไว้ใจและการให้อภัยจากเหอจิ่วเหนียง มันคุ้มค่ามาก
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “น้ำใจของพี่เฉิง ข้าสัมผัสได้แล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปบอกเหลียนฮวา เด็กคนนั้นเมื่อคืนกลับมาก็ร้องห่มร้องไห้ บอกจะกรีดหน้าตัวเองให้เสียโฉม ข้าสงสารนางยิ่งนัก”
เฉิงเสวี่ยเวยสะเทือนใจ “เฮ้อ ข้าทำนางมีแผลใจใจเข้าแล้วจริงๆ ให้นางพักผ่อนอยู่บ้านสักระยะเถอะ รอข้าจัดการคนในร้านพวกนั้นเรียบร้อยแล้วค่อยให้นางกลับไป”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “พวกเราจะกลับหมู่บ้านพอดีเจ้าค่ะ ให้นางได้กลับไปพักผ่อนที่บ้านสักสามสี่วันก็ดีเหมือนกัน
อ้อจริงสิพี่เฉิง ที่ข้าให้เด็กๆทั้งสามคนปิดบังสถานะ ก็เพราะไม่อยากให้มีอภิสิทธิ์ใดๆในร้าน แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น คิดว่าต่อไปคงปกปิดไม่ได้แล้ว แต่ข้าก็ไม่อยากให้คนในร้านใส่ใจสถานะของพวกเขามากเกินไป ต่อไปอยู่ในร้าน สิ่งใดที่ควรเรียกใช้ก็ต้องเรียกใช้ สิ่งใดที่ควรตำหนิก็ต้องตำหนิ เคยทำอย่างไรกับพวกเขาก็ให้ทำเหมือนเดิมนะเจ้าคะ ข้าจะอยู่เฉยๆเหมือนเดิม เป้าหมายก็เพื่ออยากให้พวกเขาได้เรียนรู้ ไม่ให้วางอำนาจในร้านเพราะสถานะของตัวเองเด็ดขาด”
“ได้ๆ ข้าเข้าใจความหมายของเจ้า!”
เฉิงเสวี่ยเวยคุยกับเหอจิ่วเหนียงอยู่ครู่หนึ่งก็ขอตัวกลับ ช่วงนี้ภารกิจของนางยิ่งใหญ่มาก จะเสียเวลาไม่ได้เด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงไปหาเหลียนฮวา และบอกเรื่องที่เฉิงเสวี่ยเวยจะมอบเงินปันผลสามเดือนให้กับนาง
เหลียนฮวาได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง จากที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นพรวด อุทานด้วยสีหน้าท่าทางตกตะลึง “จะได้อย่างไรเจ้าคะ! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับป้าเฉิงเลย จะเอาเงินมากมายปานนั้นมาให้ข้าได้อย่างไรกัน! อาสะใภ้ ข้ารับไว้ไม่ได้เจ้าค่ะ!”
เหลียนฮวามองเหอจิ่วเหนียง ลุกลี้ลุกลนทำตัวไม่ถูก อยากให้อาสะใภ้ไปช่วยพูดกับป้าเฉิงว่านางปฏิเสธเงินก้อนนี้
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับดึงนางให้นั่งลง แล้วเอ่ยกับนาง “เหลียฮวา นี่เป็นสิ่งที่เจ้าควรได้รับ เจ้ารับเงินก้อนนี้เอาไว้เถอะ ป้าเฉิงของเจ้าจะได้รู้สึกสบายใจขึ้น หากเจ้าปฏิเสธนางจะเสียใจได้นะ
เรื่องเมื่อคืน ป้าเฉิงของเจ้ารู้สึกผิดมาก นางไม่ได้สั่งสอนคนของนางให้ดี พวกเขาก็เลยมาทำร้ายเจ้าได้ เงินพวกนี้เป็นการชดใช้ให้เจ้า นางให้เจ้าเจ้าก็รับไว้ เก็บไว้เป็นสินเดิมของตัวเองก็ได้
และแน่นอน ในเมื่อเป็นเงินของเจ้า เจ้าอยากนำไปใช้จ่ายอย่างไรก็แล้วแต่เจ้าตัดสินใจ อยากนำไปลงทุนทำการค้า หรืออยากให้อาเล็กกับอาเขยเจ้าก็ได้ทั้งนั้น แต่ก่อนจะเป็นเช่นนั้น เจ้าต้องรับเงินนี้เอาไว้ก่อน”
เหอจิ่วเหนียงเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น เหลียนฮวาอายุยังน้อย ทั้งยังจิตใจดี ยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิที่ตนควรจะได้รับนัก แตกต่างจากนาง สิ่งใดที่ควรเป็นของตนก็จะรับไว้ ปฏิเสธก็โง่แล้ว
การที่เหลียนฮวายอมรับเงินก้อนนี้แต่โดยดี ก็จะแสดงให้เห็นว่าพวกนางให้อภัยเฉิงเสวี่ยเวยที่สั่งสอนคนของตัวเองไม่เข้มงวด แต่หากไม่รับ ก็หมายความว่าไม่ให้อภัย เช่นนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ต้องยกเลิกสัญญาการค้ากับเฉิงเสวี่ยเวยแล้ว
ร่วมทำการค้ากันมานาน เฉิงเสวี่ยเวยนับว่าเป็นพันธมิตรทางการค้าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมคนหนึ่ง คบค้าสมาคมด้วยแล้วรู้สึกสบายใจมากทีเดียว ตราบใดที่ไม่ล่วงเกินกัน เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางยกเลิกสัญญากับนางง่ายๆแน่นอน
ครั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเหลียนฮวาร้ายแรงมาก แต่เคราะห์ดีที่เหลียนฮวาไม่เป็นอะไร และท่าทีของเฉิงเสวี่ยเวยก็จริงใจ ชดเชยให้อย่างใจถึง คนเช่นนี้ควรค่าแก่การคบหา
เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใดๆจะไม่เกิดความผิดพลาด แต่สิ่งที่ต้องดูคือ หลังจากเกิดเรื่องแล้วจะแก้ไขปัญหาเช่นไร นั่นต่างหากถึงจะได้เห็นตัวตนที่แท้จริง
เหลียนฮวารู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง หากรับเงินก้อนนี้ไว้ ต่อไปจะเผชิญหน้ากับเฉิงเสวี่ยเวยอย่างไร
เหอจิ่วเหนียงดูออกว่านางลำบากใจ จึงเอ่ยต่อ “เจ้ารับไว้อย่างสบายใจเถอะ ป้าเฉิงของเจ้ากำลังจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อให้ความยุติธรรมกับเจ้า แต่ถ้าเจ้าไม่รับ นั่นเท่ากับว่าเจ้าปฏิเสธคำขอโทษของนาง เช่นนี้ในใจนางจะยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นนะ
เด็กโง่ มีคนเอาเงินมาให้ปฏิเสธก็โง่แล้ว คนอื่นอยากได้ก็ยังไม่ได้เลย! เอาเป็นว่า เรื่องนี้ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน เจ้าวางใจเถอะ ทุกอย่างมีข้าแบกรับไว้ให้เจ้า ไม่ต้องกลัว”
เหอจิ่วเหนียงตบหน้าอกรับประกัน ทำให้เหลียนฮวารู้สึกสบายใจมากขึ้น
สุดท้ายเด็กสาวก็พยักหน้าตอบตกลง “ก็ได้เจ้าค่ะ”
ตอนที่ 500: เสียดายที่โลกนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’
เหลือเวลาอีกสิบกว่าวันก็ใกล้ถึงวันแบ่งเงินปันผลแล้ว พวกเขากลับหมู่บ้านรอบนี้ กลับมาก็น่าจะถึงเวลาพอดี
เหอจิ่วเหนียงรักและเอ็นดูเหลียนฮวา ย่อมช่วยคว้าผลประโยชน์ให้นางอยู่แล้ว โดนรังแกแล้วจะไม่ได้รับการชดเชยไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็หาข้ออ้างปลีกตัวออกจากพวกเด็กๆ เพื่อพาเหลียนฮวา เหลยจื่อ และลู่เสี่ยวหยางไปที่หน่วยหั่วอวิ๋น
ในเมื่อเฉิงเสวี่ยเวยพูดแล้วว่าจัดการคนเหล่านี้ได้ตามที่เห็นสมควร เช่นนั้นก็ไม่อาจปล่อยพวกนางไปง่ายๆได้
วันนี้ลู่ไป่ชวนต้องจัดการกับคนตระกูลโจวด้วย หลังจากไต่สวนเรื่องราวชัดเจน แต่ละคนควรตัดสินเช่นไรก็ตัดสิน แต่ก่อนจะตัดสิน นางพาคนไปเยี่ยมสักหน่อยดีกว่า
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กๆทั้งสามมาที่หน่วยหั่วอวิ๋น เมื่อเห็นสิ่งปลูกสร้างสูงใหญ่น่าเกรงขามตรงหน้า พวกเขารู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย แต่พอคิดได้ว่าขุนนางที่ใหญ่ที่สุดด้านในเป็นท่านอาของพวกเขา และคนที่ถูกคุมขังก็คือคนที่พวกเขาเกลียดชัง ความฮึกเหิมจึงเข้ามาแทนที่
เหอจิ่วเหนียงมาที่นี่หลายครั้งแล้ว คุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี ทุกคนเห็นนางก็เข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
“พี่สะใภ้ หัวหน้าอยู่ข้างในขอรับ! จะให้ข้านำทางไปหรือไม่ขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าคุ้นทางแล้ว พวกเจ้าทำงานของพวกเจ้าไปเถอะ”
“อ้อ ขอรับ ขอรับ!”
ทุกคนจึงไม่รบกวนนาง ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง เหอจิ่วเหนียงจึงพาเด็กทั้งสามเข้าไปด้านใน
ในคุกทั้งมืดและชื้น บวกกับช่วงนี้อากาศหนาวเย็น พอเข้าไปในสถานที่นี้เด็กทั้งสามก็หนาวสั่นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่ เดินนำทางอยู่ด้านหน้าดูเหมือนจะไม่เป็นอะไร
ทั้งกลุ่มเพิ่งเดินเข้าไปแค่สองก้าวก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน เหลียนฮวามีปฏิกิริยาตอบสนองทันที นางจำเสียงนี้ได้ เป็นเสียงของโจวหมิง
นางหดตัวตามสัญชาตญาณ ทว่าฝีเท้ากลับเร่งเร็วขึ้น นางรอไม่ไหวอยากรีบไปดูสภาพของคนสารเลวนั่นแล้ว
เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางกำหมัดแน่น รีบเร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปเช่นกัน จนถึงขั้นวิ่งในตอนหลังๆด้วย
ลู่ไป่ชวนกำลังไต่สวนโจวหมิงด้วยวิธีการทรมาน เห็นกลุ่มของภรรยาก็ลุกขึ้นเดินไปหาทันที “พวกเจ้ามาได้อย่างไร?”
เหอจิ่วเหนียงมองโจวหมิงที่ร้องไห้คร่ำครวญท่าทางน่าเวทนา ความเย็นชาก็แผ่ออกมาจากแววตาของนาง
“อยู่บ้านไม่มีอะไรทำก็เลยมาดูสักหน่อย โจวหมิงนี่อ่อนแอถึงเพียงนี้เลยหรือ แค่นี้ก็ทนไม่ได้แล้ว?”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เมื่อเช้าตรวจสอบเจอว่ากิจการของตระกูลโจวเกี่ยวพันกับคดีลักลอบขนส่ง มีคนอยู่เบื้องหลังแต่ยังไม่สารภาพออกมา ตอนนี้กำลังเค้นอยู่”
เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ตอนแรกคิดว่าลู่ไป่ชวนแค่ระบายความแค้นให้เหลียนฮวา คิดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวพันไปถึงคดีอื่นด้วย
นางยกนิ้วชื่นชมลู่ไป่ชวน “สหาย เก่งจริงๆ!”
ลู่ไป่ชวน “???”
เหอจิ่วเหนียงนับถือลู่ไป่ชวนมาก ความจริงเรื่องของเหลียนฮวาจะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กก็ไม่เล็ก แต่สุดท้ายเหลียนฮวาก็ไม่ได้เป็นอะไร ทั้งยังระบายความแค้นกับโจวหมิงจนสลบไปแล้วด้วย หากตระกูลโจวขอเจรจาและยอมชดใช้ค่าเสียหาย เรื่องก็จะไม่ถึงขั้นใหญ่โตเพียงนี้
ทว่าตอนนี้ ลู่ไป่ชวนตรวจสอบพบว่าตระกูลโจวเกี่ยวข้องกับคดีลักลอบขนส่ง เช่นนั้นก็ไม่อาจปล่อยไปได้ง่ายๆแล้ว ขอแค่หาหลักฐานชี้ชัดได้ ตระกูลโจวก็ถึงคราวอวสาน
เขาเป็นอาของเหลียนฮวา แม้ปกติจะไม่ค่อยได้เข้าหาพวกเด็กๆ แต่เขาก็เป็นห่วงเด็กๆเสมอ รังแกคนของเขา ก็อย่าหวังจะอยู่เป็นสุขเลย
เห็นเหอจิ่วเหนียงส่งสายตาให้ลู่ไป่ชวน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เหลียนฮวาก็เดาออกว่าต้องเป็นเพราะตนเองแน่ นางอยากจะเอ่ยปากขอบคุณลู่ไป่ชวน แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมาะสมที่จะพูดอะไร ดังนั้นจึงเก็บเอาไว้ก่อน ได้แค่ส่งสายตาขอบคุณลู่ไป่ชวนเท่านั้น
ลู่ไป่ชวนพยักหน้ารับเบาๆ บ่งบอกว่าตนรับคำขอบคุณของนางไว้แล้ว
เหอจิ่วเหนียงนั่งลงอย่างเย่อหยิ่ง มองโจวหมิงในสภาพจนตรอก และแค่นวาจาเยาะเย้ย “เจ้าเก่งนักไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้ถึงสิ้นฤทธิ์แล้วล่ะ?”
“ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าน้อยไม่รู้เรื่องจริงๆ…”
โจวหมิงไม่สนใจเหอจิ่วเหนียง และขอร้องอ้อนวอนลู่ไป่ชวนต่อ
“ตอนนี้ชะตาของตระกูลโจวขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่รู้จริงๆหรือ ดูท่าไม่เห็นโลงศพคงไม่หลั่งน้ำตา เอาเหล็กร้อนจี้!”
ลู่ไป่ชวนสั่งการลูกน้อง จากนั้นก็พาพวกเหอจิ่วเหนียงไปนั่งดูข้างๆ
เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ถือเป็นโอกาสเหมาะพอดี ให้เหลยจื่อกับเสี่ยวหยางแสดงฝีมือสักหน่อยเป็นอย่างไร ปล่อยตัวเขาก่อนเถอะ”
ใช่ ที่นางพาพวกเขามาวันนี้…ก็เพื่อแก้แค้น เหตุใดไม่ให้พวกเขาระบายความแค้นสักหน่อยล่ะ
ลู่ไป่ชวนเลิกคิ้วเล็กน้อย เข้าใจในสิ่งที่ภรรยาสื่อ จึงโบกมือบอกลูกน้องให้แก้เชือกโจวหมิง
ลูกน้องรีบเข้าไปแก้เชือกให้โจวหมิงทันที โจวหมิงกลับตกใจจนส่งเสียงกรีดร้องออกมา
“ไม่นะ! ไม่ ใต้เท้า! โปรดเมตตาข้าน้อยด้วย! ข้าน้อยยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย! ข้าน้อยยังไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆนะขอรับ เป็นนางผู้หญิงสารเลวนั่นตัดสินใจทำโดยพลการ ข้าไม่เกี่ยวอะไรด้วย!
เหตุใดพวกท่านถึงไม่ไปจัดการหญิงสารเลวนั่น ทั้งๆที่นางเป็นคนวางแผนทุกอย่าง ข้าถูกใส่ร้ายนะ!
นางสารเลว นางชั่ว ข้าไม่มีทางปล่อยนางแน่!”
โจวหมิงตะโกนกรีดร้องขอชีวิตพร้อมกับด่าทออนุของตัวเอง บัดนี้สามารถพูดได้ว่า ที่ตระกูลโจวต้องตกมาอยู่ในจุดนี้ ล้วนเป็นเพราะการกระทำของอนุจาง
แต่เขาไม่ตระหนักเลยว่า หากไม่ใช่เพราะการให้ท้ายตัวเองเขา อนุจางจะเอาความกล้าเหล่านี้มาจากไหนได้
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกรำคาญ จึงให้เหลยจื่อหุบปากเขา
เหลยจื่อหันมองรอบๆ
ก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา “อาสะใภ้สาม ที่นี่ไม่มีผ้าขี้ริ้วเลยขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบน “แล้วเจ้าไม่ใส่ถุงเท้ามารึอย่างไร?”
เหลยจื่อ “อ่อ จริงด้วย…”
จากนั้นเหลยจื่อก็รีบถอดถุงเท้าเหม็นๆของตัวเองออกมา ยัดปากโจวหมิงอย่างเต็มรัก
อันที่จริงถุงเท้านี้ไม่ได้เหม็นขนาดนั้น ช่วงนี้เขาให้ความสำคัญกับความสะอาดมาก เพื่อต้องการสร้างความประทับให้กับเหลียนฮวา
พอเอามายัดปากโจวหมิงจึงดูไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้น น่าเสียดายจริงๆ
โจวหมิงถูกไต่สวนด้วยวิธีการทรมานมาไม่น้อยแล้ว เดิมทีก็ทรงตัวแทบไม่อยู่ แม้มือไม้ยังขยับเขยื้อนได้ แต่ก็ไม่กล้าดึงถุงเท้าออกจากปาก เพราะคนตรงหน้าเหล่านี้แต่ละคนไม่ใช่คนที่เขาจะอาจหาญด้วยได้เลย
เมื่อวานตอนที่เขาเพิ่งถูกนำตัวมา คนในจวนก็คิดหาวิธีติดต่อกับขุนนางที่เคยคบค้ากันก่อนหน้านี้ สุดท้ายหลังจากรู้ว่าเขาถูกนำตัวมาที่หน่วยหั่วอวิ๋น ขุนนางเหล่านั้นตัดความสัมพันธ์กับตระกูลเขาอย่างไม่ลังเลเลย
หากถูกหน่วยหั่วอวิ๋นจับจ้องเข้า เช่นนั้นก็มีแต่ไปไม่กลับแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าแค่เรื่องล่วงเกินเด็กสาว อย่างมากก็ให้พวกเขาระบายโทสะก็คงจบเรื่อง ใครจะคิดว่าพวกเขาจะตรวจสอบไปเจอเรื่องที่ตนลักลอบขนส่งสินค้า แถมหลักฐานยังชี้ชัด ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้น บุรุษในบ้านคนอื่นๆ ก็พลอยโดนจับตัวมากันหมด
คราวนี้ตระกูลโจวจบเห่แน่แล้ว
ต้องโทษอนุจางหญิงชั่วนั่น หากไม่ใช่เพราะนางถูกความชั่วครอบงำ เพื่อรักษาตำแหน่งของตัวเองถึงขั้นยอมหาสตรีข้างนอกมาให้เขา และช่างบังเอิญยิ่งนักที่แม่นางที่อนุจางเลือกมารูปโฉมงดงามจนดึงดูดให้เขาเกิดกิเลสตัณหา จนก่อให้เกิดหายนะใหญ่เช่นนี้
ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่ยอมให้อนุจางยุ่งกับเด็กสาวคนนั้นเป็นอันขาด
ทว่าน่าเสียดาย ที่โลกนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้า’
จบตอน
Comments
Post a Comment