ตอนที่ 501: ภายในพริบตา เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นมา
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มสองคนตรงหน้าพุ่งเข้ามาหาตน โจวหมิงนอกจากส่ายหน้าไปมาพร้อมร่นตัวถอยหลังแล้วก็ไม่กล้ากระทำการขัดขืนมากไปกว่านี้
เหลยจื่อและลู่เสี่ยวหยางกำหมัดแน่น พุ่งเข้าซัดที่ศีรษะโจวหมิงอย่างแรงและรัวไม่ยั้ง เสียงดังฟังชัดราวกับตีกลองก็มิปาน
จบแล้ว จบเห่แล้ว…
อารมณ์และความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาและหมุนวนในใจของโจวหมิง ทว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่เขาถูกทุบตีได้ จากนั้นน้ำสีเหลืองก็ราดลงมาจากหว่างขาอย่างไม่อาจควบคุม ศีรษะปวดหนึบ หนักอึ้งจนเป็นลมหมดสติไปในที่สุด
“ไอ้หยา ตกใจจนฉี่ราดแล้ว!”
“อ่อนซะจริง แค่นี้ก็เป็นลมแล้ว!”
“แล้วนี่จะเอาเช่นไรดี จะปล่อยไปง่ายๆเช่นนี้หรือ?”
เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางใช้เท้าเขี่ยร่างคนบนพื้น เมื่อมั่นใจว่าเขาหมดสติไปแล้ว จึงหันมองลู่ไป่ชวนอย่างช่วยไม่ได้
ลู่ไป่ชวนสั่งลูกน้องทำให้โจวหมิงฟื้นขึ้นมา
อย่างไรวันนี้ก็ต้องทำให้เขาสารภาพออกมาให้ได้ หากไม่ยอมปริปาก ก็ถูกทรมานวนไปเช่นนี้นี่แหละ
เห็นนายทหารคนหนึ่งกำลังยกถังน้ำเย็นเข้ามาเพื่อสาดใส่โจวหมิง เหลยจื่อก็รีบวิ่งไปรับหน้าที่ทันที “ข้าเองขอรับ!”
เขายกถังน้ำมาตรงหน้าโจวหมิง และสาดใส่หัวเขาอย่างไม่รีรอ
น้ำเย็นมาก ปกติแค่แตะเพียงเล็กน้อยก็เย็นจนตัวสั่นแล้ว ยิ่งถูกสาดใส่ร่างจังๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทันใดนั้นโจวหมิงก็สะดุ้งฟื้นขึ้นมา เขาเพิ่งจะลืมตาเหลยจื่อก็ตะคอกใส่ “กล้ารังแกเหลียนฮวา พวกข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปง่ายๆหรอก!”
ลู่เสี่ยวหยางก็ยกเท้าถีบเข้ายอดอกไปฉาดหนึ่ง และนั่งคร่อมตัวเขา ชกต่อยอย่างเมามัน
โจวหมิงร้องโอดโอยอย่างทรมานแต่ไม่กล้าตอบโต้ ได้แต่ปล่อยให้พวกเขาระบายโทสะไป
เหลยจื่อและลู่เสี่ยวหยางได้รับการฝึกวรยุทธ์กันมาทั้งคู่ แม้ฝีมือยังไม่เก่งกาจ แต่พละกำลังพวกเขาไม่เบาแน่นอน การโจมตีแต่ละครั้งของพวกเขาทำเอาโจวหมิงเจ็บปวดทรมานจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว
“ในเมื่อไม่ยอมพูดก็ซ้อมให้ทรมานไปจนตายนี่แหละ ตายแล้วก็เอาศพไปทิ้งตามชายป่าให้เป็นอาหารหมาป่า แล้วค่อยเอาตัวคนตระกูลโจวคนอื่นมาไต่สวนต่อ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะปากแข็งกันทุกคน”
ลู่ไป่ชวนเห็นผู้ต้องหาถูกซ้อมจนสภาพปางตายแล้วก็ยังไม่ยอมปริปากพูด จึงใช้วิธีข่มขู่
ส่วนโจวหมิงเดิมทีคิดว่าอดทนยอมถูกซ้อมสักยกสองยกก็คงจบเรื่อง ปรากฏว่าอีกฝ่ายยืนกรานจะซ้อมเขาให้ตายเช่นนี้ จึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว
“ใต้เท้า ข้าน้อยไม่รู้เรื่องจริงๆนะขอรับ!”
เหลยจื่อซัดเข้าให้อีกหนึ่งหมัด ปากพร่ำบอกไปด้วยว่าต้องแก้แค้นให้เหลียนฮวา ลู่เสี่ยวหยางเองก็ไม่ยอมแพ้ ทั้งสองจับตัวโจวหมิงและรัวหมัดไม่ยั้ง
เหลียนฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกใจสั่น นางเองก็อยากเข้าไปถีบโจวหมิงระบายความแค้นเหมือนกัน แต่ตนเองเป็นสตรี ต้องสงวนท่าทีเอาไว้
ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับหันไปถามนาง “มัวแต่ยืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะ เจ้ามาถึงที่นี่แล้วแค่จะยืนดูอยู่เฉยๆน่ะหรือ?”
“เอ๋? ขะ ข้าหรือเจ้าคะ…”
เหลียนฮวาตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าอาสะใภจะยอมให้นางลงมือเองด้วย
เหอจิ่วเหนียงมองนางด้วยความฉงน ย้อนถามกลับไป “ไม่ใช่เจ้าแล้วจะใครล่ะ?”
เหลียนฮวาสับสน “ขะ ข้า… ข้าทำได้หรือเจ้าคะ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ การแก้แค้นเราต้องลงมือเองถึงจะสะใจ คนอื่นช่วยแก้แค้นให้จะสะใจได้อย่างไรเล่า!”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็ชี้ไปที่โจวหมิง และเอ่ยเร่ง “เร็วเข้า เดี๋ยวเขาตายเจ้าจะมาเสียดายทีหลังไม่ทันแล้วนะ!”
เหลียนฮวาตกใจกว่าเดิม จะทำให้เขาตายจริงๆเลยหรือ!
แม้ในใจจะตกใจ แต่เหลียนฮวาก็พับแขนเสื้อแล้วเดินเข้าไป
อาสะใภ้จิ่วเหนียงพูดถูก การแก้แค้นต้องลงมือเองถึงจะสะใจ เหมือนที่กระชากหัวตบตีอนุจางเมื่อวาน ช่างสาแก่ใจยิ่งนัก!
ที่ไม่กล้าลงมือเพราะที่นี่คนเยอะ กลัวว่าการกระทำของตนจะทำให้ผู้เป็นอาทั้งสองขายหน้า ในเมื่อตอนนี้ได้รับอนุญาตแล้ว นางที่ปล่อยวางไม่ได้ และโกรธมากมาตั้งแต่เมื่อวาน จึงไม่ได้คำนึงถึงสิ่งใดอีก
เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางเห็นนางเดินพับแขนเสื้อเข้ามา ทั้งสองก็จับแขนโจวหมิงคนละข้างให้นางได้ระบายอารมณ์ ถึงอย่างไรผลที่ตามมาก็มีท่านอากับอาสะใภ้แบกรับไว้อยู่แล้ว
โจวหมิงถูกคนทั้งสามทุบตีจนกระอักเลือดคำโต เขาคิดว่าตนเองยังอดทนไหว แต่ยิ่งนานเข้าสติของเขาก็ค่อยๆเลือนราง จนในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวแล้ว พยายามรวบรวมพละกำลังทั้งหมด พ่นคำออกมาสองพยางค์
“ข้าบอก…”
ตอนนี้เหลียนฮวาทุบตีอีกฝ่ายจนมือไม้เจ็บไปหมด และเด็กหนุ่มทั้งสองก็ระบายโทสะจนสะใจแล้ว เมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบรายงานลู่ไป่ชวนทันที “ท่านอา เขายอมสารภาพแล้วขอรับ!”
ลู่ไป่ชวนลุกขึ้นเดินเข้ามา ส่วนเหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจ นั่งไขว้ห้างดูเล็บมือตัวเองต่อ
ก่อนหน้านี้เคยเห็นพวกสตรีสูงศักดิ์นิยมใช้สีจากดอกไม้มาทำเป็นสีทาเล็บ ของเช่นนั้นสีไม่ติดทน อีกทั้งหากไม่ระวังอาจปัดป่ายโดนเสื้อผ้าทำให้สีเปรอะเปื้อนเนื้อผ้าอีก
ดูท่า ถึงเวลาต้องเปิดกิจการร้านเล็บแล้ว
ในใจของสตรีหัวการค้ากำลังคิดเรื่องการค้า ส่วนลู่ไป่ชวนไปยืนตรงหน้าโจวหมิงแล้ว และได้ยินคำสารภาพจากอีกฝ่าย “คณะ…งิ้วชิงอิน”
คณะงิ้วชิงอินอีกแล้วหรือ!
ไม่สิ ต้องบอกว่า พวกคนตงถิงอีกแล้วหรือ!
ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่น ตอนแรกก็แค่จับพวกเขามารับโทษเรื่องเหลียนฮวา ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าสืบไปสืบมาจะพบข้อมูลที่น่าตกใจเช่นนี้
“บอกมาว่าลักลอบขนส่งสิ่งใด?”
ลู่ไป่ชวนเหยียบหน้าเขา เค้นตะคอกน้ำเสียงเย็นชา
คดีลักลอบขนส่งสินค้าเมื่อก่อนเคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ช่วงหลังมานี้ไม่มี จึงยากจะตรวจสอบ ดังนั้นพวกเขาจึงตรวจสอบพบแค่ว่าตระกูลโจวมีการลักลอบขนส่งสินค้า แต่ตรวจสอบไม่ได้ว่าเป็นสิ่งใด
“ชา…”
ชาอย่างนั้นหรือ!
ชามีอะไรให้น่าลักลอบด้วย?
เกรงว่าไม่น่าง่ายเช่นนั้น
หรือว่าในชาของคณะงิ้วชิงอิน จะมีบางอย่างซ่อนอยู่ หรือไม่ก็แอบส่งบางอย่างผ่านชา?
“ชาอะไร?”
“ข้าน้อยไม่รู้จริงๆ…”
โจวหมิวทนไม่ไหวในที่สุด เขาหมดสติไปอีกครั้ง
ภายในพริบตา เรื่องนี้กลับกลายเป็นเรื่องซับซ้อนขึ้นมา
ดูเหมือนว่า ตอนนี้คดีที่เกี่ยวข้องกับคณะงิ้วชิงอินจะมี คดีทุจริตข้อสอบของว่าที่พี่เขยผู้ว่าการเมือง คดีที่พยายามหลอกฉินเจียนให้ไปติดกับดัก และตอนนี้ก็มีคดีลักลอบขนส่งสินค้าของจวนตระกูลโจวเพิ่มเข้ามา
ความกำเริบเสิบสานของคณะงิ้วชิงอินมันจะมากเกินไปแล้ว!
เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า คณะงิ้วชิงอินหลอกฉินเจียนเพื่อหวังสิ่งใด ดังนั้นลู่ไป่ชวนจึงจะยังไม่ส่งคนไปจับคนเหล่านั้น อย่างน้อยต้องรอข่าวจากทางด้านฉินเจียนก่อน
ขณะเดียวกันต้องมอบหมายภารกิจใหม่ให้ฉินเจียนตรวจสอบว่า ชาที่นั่นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ หรือพวกเขาแอบลักลอบขนสิ่งใดเข้ามา
หากไม่ถอนรากถอนโคนคณะงิ้วชิงอิน ผลลัพธ์ที่ตามมาต้องมากมายจนไม่อาจคาดเดาได้แน่
จำต้องบอกเลยว่า แผนการไส้ศึกของคณะงิ้วชิงอิน ซับซ้อนกว่าที่พวกเขาไปเป็นไส้ศึกในหนานไท่มากโข
ครั้นอยู่ในหนานไท่ พวกเขาใช้วิธีแข็งกร้าวให้ราชสำนักหนานไท่หวาดกลัว แค่คณะงิ้วชิงอินกลับใช้วิธีแทรกตัวเข้ามาในตลาดการค้าเพื่อการใหญ่
เขื่อนกั้นน้ำยาวพันลี้สามารถพังทลายได้จากหลุมของมด ฉะนั้นไม่อาจประมาทกับอันตรายที่คณะงิ้วชิงอินนำพาเข้ามาได้
“นำตัวไป เฝ้าให้ดี อย่าให้ตาย”
โจวหมิงถือเป็นพยานสำคัญ จะปล่อยให้ตายไม่ได้
“ขอรับ”
ลู่ไป่ชวนสั่งการต่อ “ปล่อยข่าวออกไปว่า โจวหมิงฆ่าตัวตายในคุก ศพถูกนำไปโยนในป่าเป็นอาหารสัตว์ป่าแล้ว”
ลูกน้องสงสัย “หัวหน้า ทำเช่นนี้จะได้ประโยชน์อะไรหรือขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ก็เพื่อไม่ให้เขากลายเป็นเป้าของพวกคนข้างนอกอย่างไรล่ะ”
ง่ายมาก ตระกูลโจวพบกับจุดจบแล้ว เช่นนั้นคณะงิ้วชิงอินที่ร่วมมือกับตระกูลโจวก็ต้องกลัวว่าตระกูลโจวจะสาวไปถึงพวกเขา จากนั้นก็คงส่งคนไปฆ่าปิดปากคนตระกูลโจว
หากผู้นำตระกูลโจวอย่างโจวหมิงฆ่าตัวตายหนีความผิด ก็จะไม่มีภัยคุกคามไปสู่พวกเขาอีก และพวกเขาก็ไม่ต้องมาจับตาดูที่คุก เช่นนี้ทางด้านนี้ก็จะสะดวกมากขึ้น
“หัวหน้าปราดเปรื่องยิ่งนัก ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
ลูกน้องมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาขอบคุณ จากนั้นก็ประจบประแจงลู่ไป่ชวนเล็กน้อย ก่อนจะนำตัวนักโทษออกไป
ตอนที่ 502: ไม่ใช่พระสงฆ์องค์เจ้า แต่ก็ไม่พูดปด
เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้น ยืดแขนบิดขี้เกียจ ก่อนจะกล่าว “สะใจพอแล้วกระมัง กลับบ้านกันเถอะ!”
เด็กๆทั้งสามเตะต่อยคู่แค้นจนเหงื่อไหลไคลย้อย แต่ก็รู้สึกสะใจมาก
อาสะใภ้พูดถูก การแก้แค้นต้องลงมือเอง!
ตอนนี้ใบหน้าของพวกเขายิ้มแย้ม เตรียมจะกลับจวนกับเหอจิ่วเหนียง ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น “พวกเจ้าไปที่ห้องทำงานข้าก่อน รอข้าเดี๋ยว ข้าจัดการตรงนี้เสร็จแล้วกลับบ้านพร้อนกัน”
“ท่านกลับไปทำอะไร?”
เหอจิ่วเหนียงถามด้วยสีหน้าสงสัย รู้สึกว่าสามีคนนี้เหมือนจะขี้หลงขี้ลืมไปแล้วกระมัง
ลู่ไป่ชวนเอ่ยอย่างงุนงงเล็กน้อย “ไม่กลับบ้านแล้วข้าจะอยู่ทำอะไรล่ะ?”
เรื่องที่ไต่สวนวันนี้ก็ไต่สวนได้แล้ว นี่ก็เสร็จงานแล้วไม่ใช่หรือ?
“เมื่อครู่คนผู้นั้นก็สารภาพแล้วไม่ใช่หรือว่าชาของคณะงิ้วชิงอินมีปัญหา พี่ใหญ่ฉินอยู่ที่คณะงิ้วชิงอิน ดื่มชาที่นั่นไปมากเพียงใดแล้ว ท่านไม่กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพร้อมกับจ้องเข้าไปในดวงตาเขา สีหน้าของลู่ไป่ชวนพลันซีดเผือด
“เจ้าหมายความว่า พวกนางอาจจะลงมือกับฉินเจียนอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “แล้วท่านคิดเช่นไรล่ะ อีกอย่าง ข้าว่าข้ารู้นะว่าพวกเขาลักลอบขนสิ่งใดเข้ามา”
ตอนที่เจอกับฉินเจียนครั้งล่าสุด เหอจิ่วเหนียงได้กลิ่นจางๆบางอย่างจากตัวอีกฝ่าย เพียงแต่กลิ่นจางมาก หากด่วนสรุปอาจผิดพลาดได้ นางจึงเก็บข้อสันนิษฐานเอาไว้ในใจ แต่หลังจากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง เหอจิ่วเหนียงจึงนึกถึงของบางอย่างขึ้นมา
นั่นก็คือ ‘อิงซู่’
อิงซู่เป็นสิ่งเสพติดชนิดหนึ่ง เหมือนจะไม่มีกลิ่น แต่นางมีประสาทสัมผัสการรับกลิ่นพิเศษจึงได้กลิ่น
ในตอนนั้น กลิ่นบนตัวฉินเจียนจางมาก มากจนนางเกือบจะจับไม่ได้
“สิ่งใด?”
ลู่ไป่ชวนจ้องนางตาไม่กะพริบ ราวกับกลัวว่าจะพลาดจุดสำคัญไป
“อิงซู่ เป็นพิษชนิดหนึ่ง สามารถทำให้คนติดและเกิดภาพหลอน หากได้รับนานๆ อาจถึงแก่ชีวิตได้”
นางเอ่ยเสริมในตอนท้าย “หากข้าเดาไม่ผิด พี่ใหญ่ฉินน่าจะโดนเข้าแล้ว คราวก่อนข้าได้กลิ่นมันจากตัวเขา เพียงแต่กลิ่นบนตัวเขาจางมาก ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงต่อร่างกายเขา แต่หากปล่อยไปนานกว่านี้ก็ไม่แน่”
“ว่าอย่างไรนะ!”
ลู่ไป่ชวนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เด็กทั้งสามก็ตกใจมากเช่นกัน
“ท่านอาฉินเจียนจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “โอ้ ทุกคนไม่ต้องกังวลหรอก มีข้าอยู่ทั้งคน อีกอย่าง ตอนนี้เขาได้รับในปริมาณน้อย ไม่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย ร่างกายเขาสามารถขับออกได้”
เจ้าพืชตัวนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นได้ทั้งพิษและสมุนไพร ตราบใดที่นำมาใช้อย่างถูกวิธีก็จะกลายเป็นยารักษาโรค แต่หากใช้ในทางที่ผิด ของสิ่งนี้ก็จะคร่าชีวิต
ได้ยินนางเอ่ยดังนั้น ทุกคนก็โล่ง.อกไปได้เปลาะหนึ่ง เมื่อครู่ตกใจแทบแย่
ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับค้นพบเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่อง
ในเมื่ออีกฝ่ายเริ่มใช้ยานี้กับฉินเจียนแล้ว เหตุใดถึงใช้ในปริมาณน้อยล่ะ?
ต่อให้ใส่ตามปริมาณของพิษ ก็ไม่น่าจะใส่น้อยนิดถึงเพียงนี้ ปริมาณเท่านี้เหมือนเครื่องปรุงรสที่คนเรากินปกติทุกวัน แทบไม่ส่งผลใดต่อร่างกาย
ดูเหมือนว่า การเป็นไส้ศึกของฉินเจียนจะประสบความสำเร็จมากทีเดียว สามารถคว้าหัวใจของแม่นางผู้นั้นได้แล้ว ไม่อย่างนั้นนางจะยั้งมือปรานีกับเขาเช่นนี้ได้อย่างไร
“จุๆๆ~”
เมื่อคิดได้ดังนี้ เหอจิ่วเหนียงก็อดส่งเสียงจุปากออกมาไม่ได้ ทำเอาทุกคนต่างหันไปมองนาง
ทุกคน “???”
“เช่นนั้นข้าจะหาทางติดต่อเขาตอนนี้เลย ให้เขาดื่มชาที่นั่นน้อยๆหน่อย”
ลู่ไป่ชวนเตรียมจะไปสั่งการด้วยความรีบร้อน เขาไม่อาจปล่อยให้ฉินเจียนไปทำภารกิจแล้วถูกพิษกลับมาโดยเด็ดขาด เช่นนี้เขาจะสบายใจได้อย่างไร
“เอาสิ่งนี้ไปให้เขาด้วย ให้เขากินวันละเม็ด”
เหอจิ่วเหนียงล้วงเอาขวดยาขวดเล็กส่งให้อีกฝ่าย ข้างในเป็นยาลูกกลอนถอนพิษที่นางหลอมขึ้นเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็นพิษใด และต่อให้เป็นพิษที่ไม่อาจขจัดออกหมดอย่างสมบูรณ์ แต่ก็สามารถบรรเทาได้จนกว่าจะมีเวลามาให้นางรักษา
“ดีเลย เช่นนั้นข้าจะให้คนไปส่งพวกเจ้ากลับ”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ท่านรีบไปเถอะ ข้าจะพาพวกเขาไปเดินเล่นซื้อของในตลาดสักหน่อย ท่านไม่ต้องห่วงพวกเรา รีบไปจัดการงานของท่านเถอะ จัดการให้เสร็จเสียตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้จะได้กลับหมู่บ้านอย่างสบายใจ”
เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางสบายๆ แต่กลับทำให้ลู่ไป่ชวนกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย
ทำอะไรไม่ได้จริงๆ
ภรรยามักจะทำท่าทางเหมือนไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา นี่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
จู่ๆ ความรู้สึกถึงวิกฤติเหล่านั้นก็กลับมาอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงเตรียมจะเดินออกไป แต่เห็นสามียังยืนอยู่กับที่ ท่าทางหนักใจ ก็ฉุกคิดขึ้นได้ทันที พอจะเดาออกว่าเหตุใดเขาถึงเป็นเช่นนี้ ดังนั้นนางจึงเดินไปตรงหน้าเขา สองมือยกขึ้นคล้องคอคนตรงหน้า เขย่งปลายเท้า และโน้มหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาหนึ่งฟอด
เด็กทั้งสามตกใจ รีบยกมือขึ้นมาปิดตา
สมกับที่เป็นอาสะใภ้จิ่วเหนียงจริงๆ กล้าหาญยิ่งนัก!
ลู่ไป่ชวนก็ตกใจจนอึ้งไปเล็กน้อย พริบตาต่อมาก็รู้สึกเลือดพลุ่งพล่าน
ช่างอิ่มอกอิ่มใจยิ่งนัก
ภรรยาเป็นฝ่ายหอมแก้มเขาก่อนแล้ว!
หลังจากนั้น เหอจิ่วเหนียงก็วางท่าขึงขังเสมือนเป็นสหายหนุ่ม ตบไหล่เขาปึกๆ พลางกล่าวอย่าง.องอาจ “เอาละ รีบไปเถอะ ข้าจะไปรอท่านที่บ้าน!”
ลู่ไป่ชวน “…”
ความสัมพันธ์ของสองเรา ไม่ต้องใช้น้ำเสียงห้าวหาญเช่นนี้ก็ได้กระมัง
ดูแข็งแกร่งและกล้าหาญยิ่งกว่าบุรุษอย่างเขาเสียอีก…
ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังรู้สึกหมดคำพูด ภรรยาเขาก็เดินนวยนาดออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเด็กๆทั้งสามคน
“เฮ้อ…”
แม่ทัพลู่ทอดถอนใจ ภรรยาเก่งกาจเกินไป นอกจากจะพยามตามให้ทันนาง ดูเหมือนว่าไม่มีวิธีอื่นแล้ว
........
ระหว่างที่กลุ่มของเหอจิ่วเหนียงเดินเล่นในตลาด เห็นได้ชัดว่าเหลียนฮวามีความสุขมาก เห็นสิ่งใดตามแผงริมทางก็รู้สึกสนใจไปหมด รอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจหุบห้ามได้เลย
เหอจิ่วเหนียงกระซิบถามนาง “ตอนนี้ยังคิดจะทำให้ตัวเองเสียโฉมอีกหรือไม่?”
“ไม่คิดแล้วเจ้าค่ะ! ท่านอาสะใภ้ เมื่อวานสมองข้าเลอะเลือนไปชั่วขณะ! ท่านพูดถูก มันเป็นความผิดของพวกคนเลว ข้าไม่ควรหาเหตุผลโทษตัวเอง อีกอย่าง เมื่อครู่ข้าลงมือจัดการเขาไปแล้ว ข้ารู้สึกสะใจมากเจ้าค่ะ! ต่อไปข้าจะตั้งใจฝึกวรยุทธ์ หากมีคนกล้ามารังแกข้าอีกจะได้เอาคืนให้สาสม!”
“ดีมาก! ต้องให้ได้อย่างนี้สิ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มชื่นชม และเอ่ยต่อ “สู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังมีพวกเราอยู่ไม่ใช่หรือ ก็เหมือนกับวันนี้ ให้พวกหนุ่มๆ จับตัวเอาไว้ให้เจ้าลงมือทุบตี!”
“ฮ่าๆๆ ดีเจ้าค่ะ!”
เหลยจื่อเห็นเหลียนฮวาหัวเราะชอบใจเช่นนี้ก็ยิ้มตาม
ลู่เสี่ยวหยางเอ่ยถาม “อาสะใภ้ ท่านจะเลี้ยงให้เหลียนฮวาเป็นเหมือนผู้ชายหรือขอรับ?”
“ทำไมล่ะ! ผู้หญิงอย่างเราต้องดุดันหน่อยถึงจะดี ดุดันเป็นการเสริมบารมีให้สามีอย่างไรล่ะ!”
“เอ๋?”
เหลียนฮวาคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อาสะใภ้จะเปลี่ยนเรื่องเช่นนี้ ทันใดนั้นก็หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
เหอจิ่วเหนียงหน้าหนาอยู่แล้ว ไม่รู้สึกเขินอายเลยสักนิด ทั้งยังเอาตัวเองยกเป็นตัวอย่าง “พวกเจ้าคิดว่าข้าดุดันหรือไม่?”
เด็กทั้งสามพยักหน้าทันที
“แล้วพวกเจ้าดูตอนนี้สิ ข้าเสริมบารมีให้สามีหรือไม่?”
ทั้งสามพยักหน้าราวกับโขลกกระเทียม
เป็นเรื่องที่ไม่ต้องตั้งคำถามเลย ที่ครอบครัวลู่มีชีวิตอยู่ดีมีสุขทุกวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะนางทั้งสิ้น
“เพราะฉะนั้น ถึงข้าจะไม่ใช่พระสงฆ์องค์เจ้า แต่ข้าก็ไม่พูดปดแน่นอน”
พูดจบก็เดินไปข้างหน้าพร้อมเอามือไขว้หลังด้วยท่าทางภาคภูมิใจ เหลียนฮวายิ้มตาหยีแล้วรีบเดินตาม
เหลยจื่อเดินตามหลัง พยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าว “อืม ดุดันหน่อยก็ดี ข้าชอบ!”
ลู่เสี่ยวหยางเหลือบมองอีกฝ่ายแต่ไม่ได้เปล่งคำใด และเดินตามไป
ตอนที่ 503: ทุกอย่างอยู่ในการคาดเดาของนาง
ความรู้สึกที่เหลยจื่อมีต่อเหลียนฮวาชัดเจนถึงเพียงนี้ ลู่เสี่ยวหยางย่อมดูออก แม้แต่เหลียนฮวาเองก็รู้ และไม่ได้มีท่าทีต่อต้านแต่อย่างใด
ส่วนตัวเขา…
ลู่เสี่ยวหยางแอบเสียใจอยู่ลึกๆ หากตนไม่เคยทำเรื่องผิดมาก่อน บางทีตอนนี้อาจมีโอกาสได้แข่งกับเหลยจื่อสักตั้งก็ได้ ทว่าบนโลกนี้ไม่มียารักษาโรคเสียใจทีหลัง ความผิดเกิดขึ้นไปแล้ว ทำให้ญาติพี่น้องสกุลเดียวกันต้องตาย บาปนี้จะอยู่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต
เขาเป็นคนที่ถูกฝังกลบอยู่ในโคลนตมแห่งบาป แต่เหลียนฮวาเป็นสิ่งมีชีวิตที่สะอาดผุดผ่อง ชีวิตนี้เขาไม่คู่ควรที่จะยืนเคียงข้างนาง ทำได้เพียงยืนอยู่ในโคลนตมแห่งบาป และแหงนหน้ามองนางเท่านั้น
ถามว่าเสียใจทีหลังหรือไม่ ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
แต่ถามว่าอิจฉาเหลยจื่อหรือไม่ เขาไม่ได้อิจฉาริษยาเลย เขาเคยทำเรื่องผิดบาปมา วันนี้ยังสามารถมีชีวิตอยู่ดีมีสุขได้ก็ถือว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะอิจฉาริษยาใคร
ในใจเขาเองก็คิดเหมือนกันว่า เหลยจื่อต่างหากที่คู่ควรกับเหลียนฮวาที่สุด เหลยจื่อได้เรียนหนังสือ วันหน้าอาจได้เป็นขุนนางมีอนาคตไกล เหลียนฮวากับเหลยจื่อได้ครองคู่กัน ชีวิตจะต้องดียิ่งๆขึ้นไปแน่นอน
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนชัดเจนอยู่ในใจเขาแล้ว
ทว่าตัวเขายังไม่อาจข้ามผ่านความขมขื่นภายในใจได้ เหลยจื่อสามารถรักเหลียนฮวาได้อย่างเปิดเผย แต่เขาทำได้แค่ฝังความรักทั้งหมดเอาไว้ในใจ
ตอนนี้ถือโอกาสตอนที่พวกเขายังไม่ได้ตกลงปลงใจกัน ปกป้องนางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
........
ลู่ไป่ชวนไปหาฉินเจียนที่คณะงิ้วชิงอิน เขายังใช้วิธีเดิม กล่าวหาฉินเจียนว่าละเลยหน้าที่มาเที่ยวเล่นอยู่ที่นี่ และเข้าไปลากตัวเขา
ครั้งนี้ลู่ไป่ชวนพาลูกน้องไปด้วยสองคน ดูเป็นทางการมากขึ้น พวกเขาบุกเข้าไปในเรือนหลังของคณะงิ้วชิงอินโดยตรง
“ใต้เท้า เรือนหลังของเราไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปนะขอรับ มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆคุยกันดีๆเถอะขอรับ…”
ลูกน้องคนหนึ่งผลักบ่าวรับใช้คนนั้น ส่วนลู่ไป่ชวนเอ่ยถาม “ฉินเจียนอยู่ไหน บอกเขาให้โผล่หัวมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
ท่าทางเคร่งขรึมดุดันของทั้งสามคนราวกับโจรปล้นหมู่บ้านไม่มีผิด ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น
เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ ทุกคนที่นั่งชมงิ้วอยู่ด้านหน้าจึงรีบแห่กันมาดูความคึกคักที่เรือนหลัง
“นายท่านรองฉินเขา…”
“หยุดพูดไร้สาระ บอกให้เขาโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้! เป็นถึงรองแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่ในคณะงิ้ว การงานไม่ทำ จะเอาอย่างไรกันแน่ หากไม่อยากทำงานก็ลาออกกลับไปปลูกไร่ไถนาที่บ้านซะ อย่ามาเกะกะขวางหูขวางตาข้าที่นี่!”
ลู่ไป่ชวนจงใจด่าทอหยาบคาย ไม่คำนึงถึงหน้าตาฉินเจียนเลยแม้แต่น้อย ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่า จงใจทำลายชื่อเสียงของฉินเจียนให้ป่นปี้ เห็นชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นแย่มากแล้ว
ฉินเจียนอยู่ที่เรือนหลัง และตอนนี้ก็อยู่ในห้องของซินหราน กำลังออกกำลังกายร่วมกับซินหรานอยู่
ใช่ ออกกำลังกาย ที่หมายถึงออกกำลังกายจริงๆ
นับตั้งแต่กินยานั่นของเหอจิ่วเหนียง ร่างกายของซินหรานก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ วันไหนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย นางจะรู้สึกทุกข์จนนั่งไม่ติด
บางครั้งอยู่ดีๆก็แสดงท่าเบ่งกล้าม หรือวาดลวดลายองอาจราวกับบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ มีหลายครั้งซินหรานถึงขั้นรู้สึกกังวลว่า พฤติกรรมของตนจะทำให้ฉินเจียนกลัว และเริ่มรังเกียจนาง
ทว่าฉินเจียนไม่เป็นเช่นนั้น กลับกันยังยินดีกับนางด้วยซ้ำ เขามักจะบอกว่าร่างกายนางแข็งแรงเช่นนี้เป็นเรื่องดี ต่อไปต้องอายุยืนยาวแน่นอน
ไม่เพียงเท่านั้น ทุกวันที่นางออกกำลังกายก็จะมีฉินเจียนอยู่เป็นเพื่อนตลอด ท่าทางเขาอ่อนโยนมาก อารมณ์ก็ดี ทำเอาสตรีคนอื่นๆในคณะงิ้วพากันอิจฉา
บางคนถึงขั้นฉวยโอกาสตอนที่ซินหรานเผลอ ยั่วยวนฉินเจียนด้วย ทว่ากลับถูกฉินเจียนปฏิเสธทุกคน
บุรุษล้วนมีกิเลสตัณหาในกามกันทั้งนั้น มีผู้หญิงมาเสนอตัวให้ถึงที่ น้อยนักที่จะปฏิเสธ แต่ฉินเจียนกลับปฏิเสธอย่างไม่ปรานี เรื่องนี้ทำให้หัวใจซินหรานสั่นไหวจริงๆ
หลายครั้งนางถึงขั้นแอบจินตนาการกับตัวเองว่า หากสามารถเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิตได้ก็คงจะดี
ทั้งสองแสดงความรัก(ปลอมๆ)ให้กันและกัน ทว่าทันใดนั้น สาวใช้ก็เข้ามารายงาน “นายท่านรองเจ้าคะ นายท่านสามลู่พาคนมาที่นี่เจ้าค่ะ ดูท่าทางโกรธเกรี้ยวมากด้วยเจ้าค่ะ”
ทันใดนั้นฉินเจียนก็ทำท่าโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าลู่ไป่ชวนเสียอีก “ข้าบอกไปแล้วว่าไม่ต้องมาสาระแนเรื่องของข้า เหตุใดยังเสนอหน้ามายุ่งกับข้าอีก!”
สาวใช้ส่ายหน้าไปมา รู้สึกว่าตอนที่ฉินเจียนโกรธน่ากลัวยิ่งนัก
อาจเป็นเพราะยามอยู่ต่อหน้าซินหรานเขาอ่อนโยนมาก ดังนั้นพอเห็นเขาโมโหขึ้นมาจึงดูน่ากลัวถึงเพียงนี้
แม้แต่ซินหรานเองก็ยังตกใจเล็กน้อย
“นายท่านรอง นายท่านสามทำไปก็เพราะหวังดีต่อท่าน ช่วงนี้ท่านอยู่ที่นี่ตลอด พวกลูกน้องต้องติฉินนินทาแน่เจ้าค่ะ”
ซินหรานเดินมาตรงหน้าเขา พยายามใช้น้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด
“หึ หวังดีกับผีน่ะสิ! เขาก็แค่ไม่ชอบขี้หน้าข้า! ข้าจะออกไปดูหน่อย เจ้าไม่ต้องออกมา พักผ่อนอยู่ที่นี่ให้ดีก็พอ”
ประโยคแรกเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่าประโยคหลังนั้นช่างอ่อนโยนยิ่งนัก ซินหรานรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
“เพื่อไม่ให้เป็นขี้ปากคนอื่น นายท่านรองกลับไปสักสองสามวันเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ร่างกายข้าแข็งแรงดีแล้ว สามารถขึ้นทำการแสดงได้แล้ว หากนายท่านรองมีเวลาก็มาชมการแสดงได้ตลอด หากงานยุ่งก็ไม่เป็นไร มีโอกาสซินหรานจะขับร้องให้ท่านชมเป็นการส่วนตัวเจ้าค่ะ”
ฉินเจียนรู้สึกซึ้งใจยิ่งนัก “เจ้าพูดมาก็ถูก เช่นนั้นข้ากลับไปสักสองสามวันก็แล้วกัน รอให้ข้าโค่นตำแหน่งลู่ไป่ชวนได้เมื่อไร ข้าจะมาสู่ขอเจ้าเข้าจวนอย่างสมเกียรติ!”
ซินหรานพยักหน้าตอบรับอย่างเขินอาย และยืนส่งฉินเจียนเดินออกไป
ฉินเจียนแสดงท่าทางอาลัยอาวรณ์ ทว่าในใจกลับลิงโลดยิ่งนัก เขาอยากออกจากรังสุนัขนี่เต็มแก่แล้ว เพียงแต่ยังหาโอกาสไม่ได้
ว่าแต่ จู่ๆลู่ไป่ชวนมาหาเขาเช่นนี้ หรือว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็รีบเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นทันที
หลังจากฉินเจียนออกไป สาวใช้ก็รีบเข้ามาหาซินหราน “คุณหนู ตระกูลโจวเกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ ตอนแรกที่ลู่ไป่ชวนมา บ่าวคิดว่าตระกูลโจวสารภาพความผิดและสาวมาถึงพวกเราแล้วซะอีก แต่เขากลับแค่มาตามนายท่านรองกลับไป ดูท่าตระกูลโจวยังพอเชื่อใจได้นะเจ้าคะ”
“วางใจเถอะ โจวหมิงไม่กล้าทรยศพวกเราง่ายๆหรอก พ่อแม่ของเขายังอยู่ในมือพวกเรา”
ซินหรานหัวเราะเยาะเล็กน้อย พวกเขาร่วมมือกับใครสักคน จะไม่เตรียมการรับมือได้อย่างไรกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งตระกูลโจวก็มีแค่โจวหมิงคนเดียวเท่านั้นที่ติดต่อกับพวกนาง นอกจากโจวหมิงแล้ว คนอื่นไม่รู้เรื่องด้วย ต่อให้จับตัวคนตระกูลโจวไปทั้งตระกูลไปไม่เป็นไร
สาวใช้จึงกล่าว “คุณหนู คุณหนูช่างเก่งกาจยิ่งนัก ตอนนี้ฉินเจียนเชื่อฟังคุณหนูทุกอย่าง เช่นนั้นเราหลอกใช้ให้ฉินเจียนไปปิดปากคนแซ่โจวทั้งตระกูลดีหรือไม่เจ้าคะ จะได้ลดความยุ่งยากให้กับเราได้”
ซินหรานถลึงตาใส่สาวใช้ทันที “เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าออกความเห็น ฉินเจียนยังมีประโชน์ต่อพวกเรามาก ไม่จำเป็นต้องลงมือในตอนนี้ แต่โจวหมิง ส่งคนไปจัดการหน่อยก็ดี”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้รีบตอบรับ ไม่กล้าเอ่ยวาจาล้อเล่นอะไรอีก
ทันใดนั้น สายลับคนหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงเข้ามา และรายงานกับซินหราน “โจวหมิงฆ่าตัวตายหนีความผิดในคุกของหน่วยหั่วอวิ๋นแล้วขอรับ คนของหน่วยหั่วอวิ๋นเอาศพไปทิ้งในป่าเป็นอาหารสัตว์ป่าแล้ว ข้าน้อยตามไปดูตลอดทาง เป็นโจวหมิงจริงๆไม่ผิดแน่ขอรับ”
สาวใช้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ คุณหนูช่างปราดเปรื่องจริงๆ!
ซินหรานยกยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ย “โจวหมิงนี่ฉลาดดีเหมือนกันนะ ก็ดี พวกเราจะได้ไม่ต้องยุ่งยากจัดการเอง”
“คุณหนูปราดเปรื่องยิ่งนัก!”
สาวใช้รีบประจบประแจง ที่แท้เรื่องพวกนี้ก็อยู่ในการคาดเดาของคุณหนูอยู่แล้ว เมื่อครู่เป็นนางเองที่สะเออะออกความเห็น
“เอาละ ข้าไม่สะดวกที่จะออกไป เจ้าตามไปดูสถานการณ์ข้างนอกหน่อยว่าเป็นเช่นไร แล้วกลับมารายงานข้า”
ซินหรานโบกมือไล่สาวใช้ออกไป ส่วนตนเองก็ออกกำลังกายต่อ
ตอนที่ 504: คนไม่มีเมีย
ตอนนี้ซินหรานมีความไว้วางใจในตัวฉินเจียนมาก ถึงอย่างไรผู้ชายคนนี้ก็ทำเรื่องต่างๆ เพื่อนางในแบบที่ผู้ชายคนอื่นทำให้นางไม่ได้ นางยังจะมีเหตุผลใดไม่ไว้ใจเขาอีก
........
ตอนนี้ฉินเจียนเดินไปตรงหน้าลู่ไป่ชวนแล้ว เขาเดินไปอย่างองอาจต้องการท้าทายลู่ไป่ชวน แต่ลู่ไป่ชวนให้คนเข้าไปจับตัวเขาไว้ทันทีอย่างไม่รีรอ
“ลู่ไป่ชวน เจ้าจะทำอะไร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
ฉินเจียนทำท่าเกรี้ยวกราดราวกับจะกินหัวลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนยกเท้าถีบเขาไปหนึ่งที ก่อนจะกล่าว “เจ้าไม่คิดจะกลับไปทำงานบ้างรึ นี่ข้าก็มาเชิญเจ้าอย่างไรล่ะ! เอาตัวไป!”
ลู่ไป่ชวนหันหลังเดินไปทันที คนในคณะงิ้วบางคนอยากเข้ามาขอร้องแทนฉินเจียนแต่ก็ไม่มีโอกาส ทำได้แค่ยืนมองนายท่านรองถูกลากตัวไปอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นก็ให้สาวใช้ไปรายงานสถานการณ์กับซินหราน
จะแสดงละครตบตาทั้งทีก็ต้องแสดงให้ถึงที่สุด ดังนั้นตลอดทางกลับจนกระทั่งถึงหน่วยหั่วอวิ๋น ฉินเจียนถึงจะถูกปล่อยตัว
“รีบพาข้ากลับมาเช่นนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
ฉินเจียนยกมือยืดบิดแก้เมื่อย และก้มลงไปปัดรอยเท้าที่ขากางเกงที่ถูกลู่ไป่ชวนถีบเมื่อครู่
เขาสงสัยว่าลู่ไป่ชวนจงใจเดินเหยียบโคลนมาเพื่อถีบเขาแน่ๆ กางเกงถึงได้เปรอะเปื้อนเช่นนี้ทั้งๆที่ไม่ได้ออกแรงถีบมาก หากแต่มองเผินๆเหมือนจะถีบแรง
เรื่องที่พวกเขาจะคุยกันไม่อาจเดินพูดในหน่วยมั่วซั่วได้ ถึงข้างในนี้จะเป็นสหายพี่น้องคนกันเอง แต่สภาพแวดล้อมก็ยากจะหลีกเลี่ยงหูตาของคนนอกได้ ต้องระมัดระวังให้มาก
ลู่ไป่ชวนพาเขาเข้ามาในห้องทำงาน และบอกเรื่องอิงซู่กับเขา ทั้งยังบอกด้วยว่าเหอจิ่วเหนียงได้กลิ่นมันมาจากตัวเขา ในร่างกายเขามีพิษชนิดนี้อยู่เล็กน้อยแล้ว
“ว่าอย่างไรนะ!”
ฉินเจียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ตอนแรกคิดว่ามีภารกิจอะไรต้องเตรียมซะอีก ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะถูกพิษเข้าแล้ว
เขาถูกพิษตั้งแต่เมื่อใดแล้วเนี่ย เหตุใดถึงไม่รู้ตัวเลย!
ภายในพริบตาก็กลายเป็นเรื่องร้ายแรง ฉินเจียนรีบใช้นิ้วล้วงคอ พยายามทำให้ตัวเองอาเจียนเพื่อเอาพิษนั้นออกมาให้ได้
ลู่ไป่ชวนเห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียด ทนไม่ไหวยกขาถีบเขาอีกครั้ง
“มันเรื้อรัง ตอนนี้เจ้ายังไม่เป็นอะไร ปริมาณที่อยู่ในตัวเจ้าน้อยมาก จิ่วเอ๋อร์บอกว่าร่างกายสามารถขจัดพิษเองได้ แต่เพื่อความปลอดภัย ก็เลยให้เจ้ากลับมา เอายานี่ติดตัวไว้ ป้องกันเอาไว้ก่อน”
กล่าวจบลู่ไป่ชวนก็ส่งยาที่เหอจิ่วเหนียงให้มาให้กับฉินเจียน ฉินเจียนรีบรับไปทันที “กินอย่างไร กินกี่เม็ด?”
“กินวันละเม็ด”
ฉินเจียนรีบกินเข้าไปทันทีหนึ่งเม็ด เขารับพิษเข้าไปนานเพียงนี้แล้ว ไม่รู้ว่ากินยาเข้าไปตอนนี้จะช่วยขจัดพิษทันหรือไม่
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านางงิ้วนั่นจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ภายนอกรักข้าอย่างนู้นรักข้าอย่างนี้ แต่ความจริงจะเอาชีวิตข้าชัดๆ!”
ฉินเจียนทำเสียงฮึดฮัด และด่าทอต่อ “เสียแรงที่ข้าทำดีกับนางเสียมากมาย แต่นางกลับคิดจะใช้ยาควบคุมข้า ฝันไปเถอะ!”
ตอนแรกลู่ไป่ชวนคิดจะบอกเขาว่า ที่พิษในร่างกายเขาน้อยน่าจะเป็นเพราะฝีมือของซินหราน แต่คิดไปคิดมาแล้วไม่บอกดีกว่า
ตอนนี้สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือ กลัวว่าฉินเจียนจะมีความรู้สึกดีๆต่อผู้หญิงคนนั้นจริงๆ หากเป็นเช่นนั้น ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่าทันที
เรื่องความรักความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะฉินเจียนที่ต้องอยู่กับผู้หญิงคนนั้นทั้งวันทั้งคืน ต่อให้รู้ว่านางไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่แน่ว่าจะควบคุมใจตัวเองได้
ดังนั้นเขาจึงไม่บอก ต้องกำจัดโอกาสที่ฉินเจียนจะหวั่นไหวออกไปทั้งหมด!
หลังจากกินยาเข้าไป ฉินเจียนก็เอ่ยอย่างทอดถอน “สุดท้ายก็ยังมีน้องสะใภ้ที่เชื่อใจได้! ต้องบอกเลยว่าเจ้ามีบุญมากจริงๆ ที่ได้แต่งงานกับภรรยาที่เก่งกาจเช่นนี้ มีน้องสะใภ้คอยช่วยเหลือ พวกเราประหยัดเวลาไปไม่น้อยเลย เจ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่?”
ฉินเจียนตบไหล่สหายเบาๆ เอ่ยด้วยสีหน้าอิจฉาเล็กน้อย
“พอได้แล้ว ประจบประแจงให้น้อยๆหน่อย แล้วเจ้าจะกลับเลยหรือจะอยู่ต่อสักสองสามวัน?”
ไม่รู้เพราะเหตุใด บางครั้งลู่ไป่ชวนไม่อยากพูดเรื่องภรรยาเขากับฉินเจียนเลย หรืออาจเป็นเพราะก่อนที่เขาจะกลับมา ความสัมพันธ์ของฉินเจียนกับภรรยาเขาดีมากทีเดียว แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่เองก็พึงพอใจในตัวฉินเจียนมาก หากเขากลับมาช้าอีกสองสามเดือน ไม่แน่อาจได้ดื่มสุรามงคลของสหายรักกับภรรยาไปแล้วก็ได้
แม้ไม่เคยเห็นว่าทั้งสองมีความรู้สึกที่พิเศษต่อกัน แต่ในใจเขาก็แอบหึงหวงอยู่เล็กน้อย ทั้งยังรู้สึกกลัวว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาควรทำเช่นไร
ฉินเจียนไม่รู้เลยว่าในใจสหายกำลังคิดเรื่องเหลวไหลเหล่านี้อยู่ เขาเอ่ยอย่างจริงจัง “กว่าจะได้ออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้าย่อมอยู่เสวยสุขที่หน่วยสักสองสามวันอยู่แล้ว ข้ายอมนอนในหน่วยดีกว่าไปคณะงิ้วนั่นจริงๆนะ! เจ้าไม่รู้อะไร หลังจากผู้หญิงคนนั้นกินยาของน้องสะใภ้เข้าไป นางก็ฝึกความแข็งแกร่งทุกวัน ไม่รู้เอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหนนักหนา ถึงต้องคิดหาวิธีระบายมันออกมา ข้าก็เลยอาสาเป็นคู่ซ้อมให้นาง ซ้อมวรยุทธ์กับนางทุกวัน กระดูกข้าจะแหลกเป็นผงอยู่แล้ว!”
ฉินเฉียนฟุบตัวลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าหดหู่ ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
เห็นดังนั้นลู่ไป่ชวนก็รู้สึกขบขัน แม้แต่ภรรยาก็คงคิดไม่ถึงกระมังว่าฤทธิ์ยานั่นจะส่งผลกับฉินเจียนด้วย
“ใครใช้ให้เจ้าเสนอตัวไปล่ะ ในหน่วยเราคนตั้งเยอะแยะ เลือกไปสักคนก็ได้แล้ว”
“จะได้อย่างไรกัน! นี่เป็นโอกาสที่ข้าจะได้แสดงผลงานเชียวนะ ข้าจะพลาดโอกาสได้อย่างไร แต่จะว่าไป ยานั่นมันเป็นยาอะไรกันแน่ เหตุใดถึงทำให้นางดีดถึงขั้นฝึกวรยุทธ์ทุกวัน นี่เท่ากับว่าจะส่งผลเสียต่อข้าหรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนมองสหายคล้ายมองคนโง่ “หลังจากเคลื่อนไหวเต็มที่แล้วยาถึงจะดูดซึม จิ่วเอ๋อร์บอกว่ายานี้สามารถอยู่ในร่างกายได้ถึงร้อยๆปีเลย”
ฉินเจียนได้ยินดังนั้นถึงกับตกใจ!
“ใครจะมีชีวิตอยู่นานปานนั้น!”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าพลางอธิบายต่อ “อืม มันก็หมายความว่า หากกินยาชนิดนั้นเข้าไป ต่อให้กลายเป็นผีก็จะตามหาเจอ”
ฉินเจียนเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง จากนั้นค่อยๆยกนิ้วโป้ง “น้องสะใภ้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
ลู่ไป่ชวนรู้สึกภูมิใจขึ้นมา ภรรยาของเขายอดเยี่ยมอยู่แล้ว แม้แต่เรื่องเหล่านี้ก็ยังไตร่ตรองรอบคอบ หลังจากนี้ต่อให้ซินหรานโชคดีหนีไปได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนหน้าไปกี่หน้าก็สามารถตามหาได้สบาย
และแน่นอนว่า เช่นนี้ก็จะทำให้ภารกิจง่ายขึ้น ต่อไปหากมีเรื่องใดที่ซินหรานเข้าร่วมด้วย ก็สามารถตรวจสอบเจอได้
ซินหรานได้กลายเป็นผู้มีคุณูปการในการทำลายล้างไส้ศึกตงถิงของพวกเขาแล้ว!
ฉินเจียนไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ช่างน่าโมโหจริงๆ สหายรักของเขาหาภรรยาได้เก่งกาจถึงเพียงนี้ แต่เขากลับต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่วางยาพิษเขาทั้งยังแสร้งทำเป็นอ่อนโยนอีก วันๆต้องเป็นสุนัขรับใช้นางก็เหลือทน นี่ยังต้องต่อสู้ด้วยความคิดและกำลังอีก หากประมาทอาจต้องสูญเสียทุกอย่าง
ฮือๆๆ คิดแล้วหนุ่มโสดสุดหล่ออย่างเขาก็ปวดใจยิ่งนัก…
ลู่ไป่ชวนกลับไม่มีความเห็นอกเห็นใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังเอ่ย “ในเมื่อกลับมาแล้วก็ทำงานให้เยอะๆหน่อยแล้วกัน คดีลักลอบขนส่งสินค้าต้องให้เจ้าจัดการก่อนแล้ว ข้าจะกลับหมู่บ้านกับฮูหยินข้าและพวกเด็กๆไม่กี่วัน พี่สะใภ้ใหญ่เปิดกิจการหอสุรา ต้องกลับไปร่วมงาน”
ฉินเจียนกำลังจมอยู่กับความเจ็บปวดหัวใจ ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโมโห ลุกขึ้นพรวดราวกับไก่ตัวผู้ตีปีก ตะคอกใส่ลู่ไป่ชวน “เจ้ายังมีความเป็นคนอยู่หรือไม่ฮะ! ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เจ้ายังมีกะจิตกะใจอุ่นเตียงกับภรรยากับลูกอีก! เช่นนี้ก็ได้หรือ!”
ลู่ไป่ชวนยักไหล่ “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าไม่มีเมียล่ะ”
ตอนที่ 505: ไม่มีเสียงอ่านตำราแล้วนอนไม่ค่อยหลับ
ฉินเจียนถอดรองเท้าปาใส่ลู่ไป่ชวนไม่รอช้า ลู่ไป่ชวนยกมือปิดจมูกแล้วเอี้ยวตัวหลบอย่างว่องไว “ถึงจะกลับมาแล้ว แต่ทางด้านคณะงิ้วชิงอินก็ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกเขาให้ดีด้วยล่ะ”
กล่าวจบเขาก็หันหลังวิ่งออกไปทันที ไม่ให้โอกาสฉินเจียนได้ตอบโต้เลย
เสียงตะโกนอย่างกราดเกรี้ยวของฉินเจียนดังลั่นอยู่ในห้อง ทุกคนด้านนอกพากันหัวเราะคิกคัก ฉากนี้หากสายลับของคณะงิ้วชิงอินเห็นเข้าคงเชื่อสนิทใจ สมจริงยิ่งกว่าฉากใดๆที่ผ่านมาซะอีกกระมัง
ยามบ่ายในวันเดียวกัน ลู่ไป่ชวนกับภรรยาพาเด็กๆเดินทางมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน ไหนๆงานก็จัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก สู้รีบกลับไปเร็วๆ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับครอบครัวไวๆ
นานแล้วที่ไม่ได้กลับหมู่บ้าน ทุกคนล้วนตื่นเต้นมาก นั่งบนรถม้าก็พูดคุยกันไม่หยุด
ครั้งนี้พวกเขาใช้รถม้าที่มีพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง ใช้ม้าลากถึงสองตัว ทุกคนนั่งรวมในรถม้าคันเดียวกัน
เหตุผลหลักๆคือ เรื่องการลอบสังหารในคราวก่อนทำให้ลู่ไป่ชวนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น พวกเด็กๆต้องอยู่ในสายตาตลอดถึงจะวางใจ ไม่อย่างนั้นหากเกิดเรื่องขึ้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้
พอทุกคนอยู่รวมกัน จึงทำให้มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจตลอดทาง
ลู่ไปชวนถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้าเพราะเสียงของพวกเขา
ทว่าเด็กๆเสียงดังไม่ใช่เพราะทะเลาะกัน แต่กำลังท่องบทเรียนกันอยู่ ล้วนแต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง
พวกเด็กๆที่เรียนตำราตั้งใจกับเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่ลู่ไป่ชวนประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ เด็กๆที่ทำการค้าสามคนก็ท่องตำราตามด้วยท่าทางสนใจเป็นอย่างมากด้วย ตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็จะถาม เด็กๆทุกคนล้วนกระตือรือร้นในการใฝ่รู้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี ต่อให้ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่าเสียงดัง แต่ก็ไม่เอ่ยปากห้าม เขาไม่เพียงแต่อดทน ยังสนับสนุนให้พวกเด็กๆท่องต่อไปอีกด้วย
ลู่ไป่ชวนมองเด็กๆอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกเบื่อ จึงหันไปดูว่าภรรยาของตนกำลังทำอะไร…
เยี่ยมมาก นางหลับไปตั้งนานแล้ว นั่งเอามือข้างหนึ่งค้ำแก้ม
นางใช้หน้าขอบต่างรถม้าเป็นที่รองศีรษะ รถม้าสั่นสะเทือนตามแรงโยกและพื้นถนน ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นจึงค่อยๆดึงร่างนางมาพิงในอ้อม.อก ให้นางนอนได้สบายขึ้น
พวกเด็กๆกำลังท่องตำรากันอย่างคึกคัก เมื่อหางตาเห็นลู่ไป่ชวนเคลื่อนไหว ทุกคนจึงหันไปมอง จากนั้นก็รีบหันขวับกลับมาทันที
ในรถม้าที่เดิมมีเสียงเจื้อยแจ้ว พลันเงียบสงัดในบัดดล
พวกเด็กๆหันมองหน้ากันไปมา แต่ละคนยิ้มกรุ้มกริ่ม หน้าแดงระเรื่อ
ความสัมพันธ์ของท่านอาสามกับอาสะใภ้สามดีมากทีเดียว พวกเขารู้มาโดยตลอด แต่นี่อยู่ต่อหน้าพวกเขานะ!
ไม่ดีกระมัง!
ไม่เก็บอาการสักหน่อยหรือ!
เอ๊ะ ไม่ใช่สิ! อาสะใภ้เหมือนกำลังหลับอยู่ หากไม่กอดเช่นนี้ก็คงนอนไม่สบาย
แต่… ภาพเช่นนี้พวกเขาไม่ควรเห็นนะ!
ระหว่างที่เด็กๆพิพักพิพ่วนอยู่นั้นพวกเขาก็สื่อสารกันผ่านทางสายตา บรรยากาศสำหรับพวกเขาเป็นไปอย่างอึดอัดเล็กน้อย
โก่วเอ๋อร์เบียดข้างตัวลู่ไป่ชวน และกระซิบเสียงเบา “ท่านพ่อ ข้าก็อยากนอนด้วยขอรับ”
ลู่ไป่ชวนไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด “เช่นนั้นเจ้าก็พิงพ่อนอน อย่ารบกวนท่านแม่ล่ะ”
“ขอรับ!”
จากนั้นโก่วเอ๋อร์ก็หนุนลงที่ขาของบิดา หลับตาลงอย่างว่าง่าย เด็กคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็คล้ายตระหนักได้
จริงด้วย พวกเขาก็นอนได้นี่นา
พลันนั้นไม่ว่าจะง่วงหรือไม่ ทุกคนต่างก็พร้อมใจกันหลับตานอน ตาไม่เห็นก็ถือว่าไม่รับรู้แล้ว!
ไม่นานเด็กๆก็หลับกันจริงๆ ภายในรถม้าเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
ลู่ไป่ชวนเห็นว่าทุกคนหลับไปแล้ว จึงดึงมือข้างหนึ่งออกมา หยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน
ช่วยไม่ได้ ภรรยาเขาเก่งมากเกินไป เขาต้องถือโอกาสตอนที่ภรรยาหลับหาความรู้สักหน่อย
เหอจิ่วเหนียงนอนหลับจนฟ้ามืด เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองถูกลู่ไป่ชวนโอบกอดไว้ในอ้อมอก นางยันตัวออก ขยี้ตาเล็กน้อย และกระซิบเสียงเบา “เหตุใดพวกเขาถึงหลับไปแล้วล่ะ?”
“เจ้าหลับไปไม่นานพวกเขากลัวจะรบกวนเจ้า ก็เลยนอนตาม”
ลู่ไป่ชวนเอ่ยตอบพร้อมกับหยิบน้ำให้นางดื่ม
เหอจิ่วเหนียงจิบน้ำเล็กน้อย “มิน่าล่ะ ข้าถึงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป ไม่มีเสียงอ่านตำราของพวกเขาข้านอนไม่ค่อยหลับเลย”
ลู่ไป่ชวน “???”
เดิมทีเขายังกังวลว่าเสียงอ่านตำราของเด็กๆ จะดังจนรบกวนนาง คิดไม่ถึงเลยว่านางจะเห็นเป็นเสียงกล่อมนอน
เห็นสีหน้าจนคำพูดของอีกฝ่าย เหอจิ่วเหนียงถามเสียงเบา “เป็นอะไร ข้าพูดผิดไปหรือ ท่านไม่รู้สึกว่าเสียงอ่านตำราของพวกเขาทำให้ง่วงหรือ?”
“อ่อ อืม ทำให้ง่วงจริงๆ”
ลู่ไป่ชวนยิ้มประจบ เหอจิ่วเหนียงยักคิ้วอย่างภาคภูมิใจ แสดงให้เห็นว่าที่ตนเองพูดนั้นถูกต้องแล้ว
ก่อนออกเดินทางมาทุกคนยังไม่ได้กินข้าว แค่พกขนมมาเล็กน้อยเพื่อกินรองท้องระหว่างทางเท่านั้น สุดท้ายไม่นานทุกคนก็หลับ จนตอนนี้จึงยังไม่มีใครแตะขนมเลย
ลู่ไป่ชวนถาม “หิวหรือไม่ กินขนมรองท้องสักหน่อยเถอะ อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า ก่อนยื่นหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง เมื่อเห็นว่าทิวทัศน์รอบๆคุ้นตา ก็อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น “โอ้ ถึงอำเภอแล้ว!”
มาถึงอำเภอแล้ว ไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว
“จะถึงบ้านอยู่แล้วจะกินขนมอีกทำไมล่ะ! ข้าจะให้ท่านสุภาพสตรีซุนของข้าทำบะหมี่ให้ข้ากิน ข้าอยากกินบะหมี่ฝีมือท่านสุภาพสตรีซุนใจจะขาดอยู่แล้ว ฮือๆๆ…”
มองดูเส้นทางที่คุ้นเคย เหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกว่าเดิม
ทุกครั้งที่กลับบ้านจะมีความรู้สึกเช่นนี้เสมอ แทบ.อดใจรอไม่ไหวอยากกระโดดกอดท่านสุภาพสตรีซุนเต็มทีแล้ว ช่วงที่นางไม่อยู่ ไม่รู้ว่าหญิงชราจะเป็นอย่างไรบ้าง
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางของภรรยาก็คลี่ยิ้ม “ข้าว่าจะไปดูหอสุราของพี่สะใภ้ใหญ่ก่อน ตอนนี้พวกเขาน่าจะยังไม่กลับ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง กลับบ้านเถอะ! อย่างไรก็กลับมาแล้ว โอกาสไปดูมีเยอะแยะ! อีกอย่าง ค่ำมืดป่านนี้แล้วพวกเขาจะยังไม่กลับบ้านได้อย่างไร วันมะรืนก็เปิดกิจการแล้ว กลัวอะไรกันล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้นางอดใจรอไม่ไหวอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว
“ก็ได้ เช่นนั้นก็กลับบ้านกันก่อน”
ลู่ไป่ชวนพูดง่ายกับเหอจิ่วเหนียงอยู่แล้ว เขาสั่งคนบังคับรถม้าให้มุ่งหน้ากลับบ้าน
พวกเด็กๆทยอยตื่นขึ้นมาทีละคน เพิ่งตื่นนอนจึงยังงัวเงีย ลู่ไป่ชวนให้พวกเขาดื่มน้ำจะได้สดชื่น พวกเขาตื่นมาปุ๊บก็เหมือนกับเหอจิ่วเหนียง เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงบ้านแล้ว ก็ตื่นเต้นดีใจเหมือนนางไม่มีผิด
พวกเขาเองก็คิดถึงบิดามารดาของตัวเอง แต่การไปเรียนและทำการค้าที่ตัวเมือง ล้วนเป็นความใฝ่ฝันของพวกเขามาโดยตลอด
ไม่นานนักรถม้าก็เคลื่อนเข้าสู่เขตหมู่บ้านอันผิง ฟ้ามืดแล้ว จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าในหมู่บ้านมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บ้านเรือนที่ทรุดโทรมในเมื่อก่อนล้วนได้รับการซ่อมแซม แม้แต่ประตูรั้วก็ดูดีกว่าเดิม ซึ่งสมาชิกของบ้านเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้การทำงานกับโรงงานครอบครัวลู่ ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงมีรายได้ และย่อมมีความสามารถที่จะซ่อมแซมบ้านเรือนให้ดีขึ้น
เพียงแต่พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องพวกนี้ แต่กลับสังเกตเห็นว่า มีบ้านหลังหนึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ข้างๆบ้านของครอบครัวลู่ ตอนนี้คนงานกลับกันไปหมดแล้ว
“นี่น่าจะเป็นบ้านของน้องหญิง ก่อนหน้านี้พวกเขาอยากย้ายออกมาสร้างบ้านของตัวเอง แต่ตอนนั้นยังมีเงินไม่พอ ช่วงนี้การค้าทำกำไรได้ไม่เลวเลย พวกเขาก็เลยเริ่มสร้างบ้านใหม่กัน
เหอจิ่วเหนียงเห็นก็ชี้ให้ดู
ตอนที่ 506: อยู่ด้วยกันที่บ้านนี่แหละ
ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นคิดจะย้ายออกไปอยู่อาศัยกันเองตั้งนานแล้ว ตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านก็จ่ายเงินค่าเช่าทุกเดือน
แม้ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวจะดีมาก อยู่ด้วยกันไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไร แต่หากจะให้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตก็คงไม่ถูก ถือโอกาสตอนที่ยังไม่มีเรื่องขัดแย้งกัน พยายามแยกบ้านออกไปดีกว่า
จะอาศัยบ้านพ่อแม่ไปตลอดไม่ได้
ทางด้านครอบครัวพ่อแม่ก็คงยากจะพูด และจางซงจางหย่งก็จะดูไร้ศักดิ์ศรี
การย้ายออกไปล้วนเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
ลู่ไป่ชวนตระหนักถึงเหตุผลนี้ได้ จึงพยักหน้า ไม่ได้มีปัญหาอะไร
ถึงอย่างไรก็ยังอยู่บ้านข้างๆกัน ยังสามารถใช้ชีวิตปกติเหมือนที่ผ่านมาได้ ต่างไปก็เพียงต้องแยกกันกินแยกกันอยู่เท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงเดินไปเคาะประตูปังๆ ท่าทางราวกับนักเลง ทั้งยังตะโกนอย่างฮึกห้าว “ท่านสุภาพสตรีซุน เปิดประตู ข้ากลับมาแล้ว!”
พวกเด็กๆต่างก็เคาะประตูด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน ตะโกนเรียกพ่อแม่ปู่ย่าของตัวเอง
มีเพียงแค่ลู่เสี่ยวหยางที่ยืนนิ่งไม่ได้เปล่งเสียงอะไร
ความจริงแล้วเขาไม่อยากกลับมา เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านครอบครัวลู่ เขาเช่าบ้านอาศัยอยู่ร่วมกับคนในตระกูลเดียวกันไม่กี่คน ช่วงนี้เขาไม่อยู่ ไม่รู้ว่ายังมีที่นอนสำหรับเขาหรือไม่
บ้านเก่าๆหลังนั้นเดิมทีก็เล็กมากอยู่แล้ว ในช่วงที่เขาไม่อยู่ ทุกคนน่าจะนอนกินที่เขาไปแล้ว
แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวลู่ เขาจึงได้มีโอกาสไปพัฒนาตัวเองในเมืองหลัก ดังนั้นเขาควรกลับมาเยี่ยมท่านปู่สามและท่านย่าสามบ้าง ไม่อย่างนั้นจะเสียมารยาทมากๆ
ดังนั้นเขาจึงต้องกลับมาด้วย
คนในบ้านยังไม่นอน เมื่อได้ยินเสียงหน้าบ้านก็รีบออกมาเปิดประตูทันที นางซุนเป็นคนแรกที่วิ่งมา
อย่ามองว่าหญิงชราท่านนี้อายุเยอะเชียว ร่างกายของนางแข็งแรงมากทีเดียว ขาแข้งก็ยังคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง
แต่ช่วงนี้หญิงชราคงลำบากมากทีเดียว ครอบครัวเจ้าสามรับพวกเด็กๆเกือบทั้งหมดไปอยู่ในเมืองหลัก ที่บ้านจึงเงียบมาก นางรู้สึกว่ากินข้าวปลาก็ไม่อร่อยเหมือนเคย
ตอนนี้พอได้ยินเสียงของสะใภ้สาม นางคิดว่าเพราะตนเองคงคิดถึงมากเกินไป จึงได้ยินเสียงหลอนขึ้นมาในหู
ปรากฏว่ามีเสียงพวกเด็กๆด้วย เมื่อมั่นใจว่าเหล่าคนที่ตนคิดถึงกลับมาแล้ว ก็รีบวิ่งออกมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
เมื่อประตูถูกเปิดออก ทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นหน้ากันและกัน ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เหอจิ่วเหนียงวิ่งไปตรงหน้านางซุน อ้าแขนกอดนางอย่างไม่รีรอ ทว่ากลับถูกหญิงชราหลบออกด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง
“ถอยไป ถอยไป ใครอยากกอดเจ้ากัน ข้าจะดูหลานคนเล็กของข้าต่างหาก!”
นางกล่าวพลางจะไปกอดโก่วเอ๋อร์ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ ยังคงมุ่งเข้าไปกอดนางซุน และเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ “ข้าไม่สน ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านไม่คิดถึงข้าบ้างหรือ ข้าอยากกินบะหมี่ที่ท่านทำจะตายอยู่แล้วนะเจ้าคะ! วันนี้ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาเลย หิวจะตายอยู่แล้วเจ้าค่ะ ทำบะหมี่ให้ข้ากินหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ! นะเจ้าคะ น้าๆ!”
“เหตุใดถึงยังไม่ได้กินล่ะ ระหว่างทางไม่ได้กินมาเลยหรือ เจ้านี่นะ! ปล่อยให้พวกหลานๆข้าหิวโซได้อย่างไร!”
นางซุนยังทำเหมือนอย่างเคย ง้างมือจะตีนาง แม้จะไม่ได้ออกแรงมาก แต่อย่างน้อยก็ต้องวางท่าเอาไว้ก่อน
ช่วยไม่ได้จริงๆ การตีสะใภ้สามมันฝังลึกอยู่ในสายเลือดของนางไปแล้ว
“พวกเขาไม่กินเองจะโทษข้าได้อย่างไรเจ้าคะ ระหว่างทางหลับกันมาตลอดทาง เพิ่งจะตื่นกันเมื่อครู่นี่เอง! เอาละเอาละ อย่าพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้เลยเจ้าค่ะ ท่านรีบไปทำบะหมี่ให้ข้ากินเร็วเข้า ได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านสุภาพสตรีซุนคนสวยของข้า?”
เหอจิ่วเหนียงออดอ้อนยิ่งกว่าเด็กเสียอีก จะหยอกล้อนางซุนให้ได้ ชั่วพริบตาเดียวหญิงชราก็.อดไม่ได้หัวเราะออกมา เมื่อครู่ยังอยากตีอยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับคล้องแขนสะใภ้สามเดินเข้าบ้านไปอย่างกระดี๊กระด๊า ไม่สนใจทุกคนที่อยู่ข้างหลังเลย
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางของภรรยาก็รู้สึกขบขันยิ่งนัก ไม่เคยเห็นแม่คนไหนแย่งตัวภรรยาของบุตรชายไปเช่นนี้เลย จากนั้นก็หันไปทักทายผู้เฒ่าลู่ ลู่จิ้งซวน และลู่เหอหรง จากนั้นทุกคนก็เดินเข้าบ้านไปด้วยความสุขใจ
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกท่านก็อยู่ที่บ้านด้วยหรือ ตอนแรกข้าคิดว่าพวกท่านมัวแต่ยุ่งอยู่ที่หอสุรายังไม่กลับซะอีก เมื่อครู่กะว่าจะแวะไปดูที่หอสุราแล้ว”
พอเข้าบ้านมา ลู่ไป่ชวนก็นึกถึงเรื่องหอสุราได้ พอเห็นสองสามีภรรยาอยู่บ้านจึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“เรื่องที่หอสุราจัดการเสร็จตั้งแต่สองวันที่แล้วแล้วละ ตอนนี้ก็แค่รอวันมงคลเปิดร้าน ก็คือวันมะรืนที่จะถึงนั่นแหละ! สองวันนี้พวกเราก็เลยไม่ได้ไป ข้าก็ยังไปหาท่านอาจารย์ข้า ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าก็ฝึกทำอาหารอยู่ที่บ้าน”
ลู่จิ้งซวนยิ้มพลางตอบ นางหยูก็ยิ้มพลางเอ่ยอย่างเขินอาย “เมื่อก่อนก็แค่ทำให้คนในครอบครัวกิน ทุกคนในบ้านก็ไว้หน้ามาก เอาแต่บอกว่าข้าทำอาหารอร่อย แต่ต่อไปเปิดหอสุราก็ต้องทำให้คนอื่นกินแล้ว หากทำออกมาไม่ดีอาจจะเกิดเรื่องได้ ข้าก็เลยต้องฝึกให้มากหน่อย!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านต้องเชื่อมั่นในตัวเองนะเจ้าคะ ในบ้านน่ะท่านทำอาหารอร่อยที่สุดแล้ว”
นางฉินยืนอุ้มท้องโตๆ เอ่ยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ลู่ไป่ชวนหันไปมองนางฉิน หลายเดือนก่อนที่กลับมานางเพิ่งจะมีอาการตั้งครรภ์ ผ่านไปประเดี๋ยวเดียวท้องก็โตเพียงนี้แล้ว เวลายืนก็ต้องมีพี่รองคอยประคอง ถึงกระนั้นก็ดูท่าทางเหมือนต้องใช้พลังเยอะ
ชั่วขณะนั้น เขาก็นึกถึงตอนที่ภรรยาตนเองตั้งครรภ์โดยที่ไม่มีเขาคอยดูแลอยู่เคียงข้าง นางคนเดียวต้องทรมานมากเพียงใดกัน
นางหยูยิ้มอย่างถ่อมตน “ไอ้หยา พวกเจ้าเลิกยกยอปอปั้นข้าได้แล้ว ยังไม่ได้กินข้าวกันมาใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าจะไปดูในครัวสักหน่อย จะได้ช่วยท่านแม่ทำของกินมาให้พวกเจ้าได้กินกัน!”
นางลุกขึ้นและเดินไปที่ห้องครัว รอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจหุบลงได้เลย
นางสังเกตได้ว่า ครั้งนี้เหลยจื่อกลับมาดูสูงและล่ำสันมากขึ้น คาดว่าอยู่ในเมืองหลักคงจะมีชีวิตสุขสบายดี น้องสามกับน้องสะใภ้สามดูแลเด็กๆกลุ่มนี้ได้ไม่เลวเลย
กว่าจะได้กลับมาสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย นางต้องแสดงความขอบคุณให้มากสักหน่อย โดยทำอาหารอร่อยๆให้พวกเขากินกันเยอะๆ
“ดีเลยขอรับ! พวกเราคิดถึงอาหารฝีมือท่านป้าที่สุดเลย!”
พวกเด็กๆส่งเสียงดีอกดีใจ แม้การกินอยู่ในเมืองหลักจะดีมากเพียงใด แต่ก็ยังรู้สึกว่าอาหารฝีมือนางหยูอร่อยที่สุดแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงน้ำลายก็พานจะไหลออกมา
หลังจากเด็กๆทักทายผู้ใหญ่กันเสร็จ ก็ไปเดินวนเวียนอยู่รอบๆห้องครัว รอกินจนแทบจะอดใจไม่ไหวอยู่แล้ว
เหลียนฮวาเข้าไปช่วยในห้องครัว ส่วนลู่เสี่ยวหยางไปห้องโถงหลักกับพวกผู้ใหญ่
พวกผู้ใหญ่นั่งสนทนากัน ส่วนลู่เสี่ยวหยางก็ทำหน้าที่รินน้ำชา
หลังจากเสร็จแล้วเขาก็เอ่ยขึ้น “ท่านปู่สาม เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
ตอนแรกผู้เฒ่าลู่คิดว่าที่ลู่เสี่ยวหยางอยู่ต่อเพราะมีเรื่องคุยกับพวกเขา คิดไม่ถึงว่าแค่มาช่วยรินชาแล้วก็กลับ
ขอตัวหรือ เขายังจะไปไหนอีก!
“อยู่ด้วยกันที่บ้านนี่แหละ ที่อยู่ของเจ้าที่นั่นคับแคบเกินไป พวกเขาแบ่งที่กันใหม่หมดแล้ว โตๆกันแล้ว เบียดเสียดกันมันไม่สะดวก”
ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนปรึกษาเรื่องนี้กันมาแล้ว เมื่อก่อนลู่เสี่ยวหยางทำเรื่องผิดพลาดมาก็จริง แต่คนที่เคยทำผิดแล้วกลับตัวได้เช่นนี้หายากมากกว่าทองคำเสียอีก อีกอย่าง ช่วงที่ผ่านมาเขาก็ช่วยดูแลจัดการงานในครอบครัวได้ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นหลานของพี่ชายคนโตของผู้เฒ่าลู่อีกด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจอยู่เฉยไม่ดูแลเขาได้
เขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง กินอยู่ก็ไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร เมื่อเทียบกับเงินทองที่เขาทำให้กับครอบครัวลู่แล้ว เรื่องการดูและเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
ลู่เสี่ยวหยางตกใจ คิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าลู่จะยินดีให้เขาอาศัยอยู่ในบ้านด้วย ทว่าเขาก็ยังรีบปฏิเสธไปทันที “ไม่เป็นไรขอรับท่านปู่สาม ข้ากลับมาแค่ไม่กี่วัน กลับไปอยู่เบียดๆกับพวกเขาก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขอรับ”
ตอนที่ 507: ปากไม่ตรงกับใจ
ผู้เฒ่าลู่ได้ยินดังนั้นก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าบอกให้เจ้ามาอยู่ด้วยกันก็อยู่ด้วยกันสิ จะพูดจาให้มากความไปทำไม จบนะ ไปช่วยงานข้างนอกไป อย่ามาเกะกะพวกผู้ใหญ่คุยกัน!”
ในสายตาของผู้เฒ่าลู่เห็นว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน ในเมื่อตัดสินใจยอมรับในตัวลู่เสี่ยวหยางแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคิดเล็กน้อยกับความผิดพลาดที่ผ่านมาอีก รู้ทั้งรู้ว่าบ้านหลังนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับเขาแล้ว หากยังให้เขากลับไปอีกก็เกินไป
ลู่เสี่ยวหยางซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง เม้มปากเล็กน้อย จากนั้นก็คุกเข่าให้ผู้เฒ่าลู่
“ท่านปู่สาม ขอบคุณท่านมากขอรับ! ต่อไปข้าจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด!”
ผู้เฒ่าลู่ไม่อาจรับอารมณ์และความรู้สึกกะทันหันนี้ได้ รีบไล่เขาออกไป “เจ้ารีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
ลู่เสี่ยวหยางปาดน้ำตา พร้อมกับคารวะผู้ใหญ่คนอื่นๆในห้องโถง ก่อนจะออกไป
ลู่จิ้งซวนกล่าว “เสี่ยวหยางเด็กคนนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมากจริงๆ!”
“นั่นสิ เมื่อก่อนเป็นเด็กเกเรมาก ตอนนี้เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย”
นางฉินลูบท้องโตๆของตนเอง ในห้องโถงหลักนี้มีนางที่เป็นสตรีอยู่คนเดียว คนอื่นไปช่วยงานในครัวกันหมด ความจริงนางก็อยากไปช่วยด้วย แต่ทุกคนคำนึงถึงท้องของนาง จึงให้นางไปนั่งคุยกับพวกบุรุษในครอบครัวก็พอ ไม่ต้องกังวลเรื่องตรงนั้น
อันที่จริงตอนนี้ที่บ้านก็มีสาวใช้ พวกนางไม่จำเป็นต้องลงมือเข้าครัวเองเลย แต่เหอจิ่วเหนียงยืนกรานที่จะกินบะหมี่ฝีมือนางซุน ส่วนพวกเด็กๆก็รสชาติอาหารฝีมือนางหยู ดังนั้นพวกนางจึงต้องลงมือเข้าครัวเอง
อีกอย่าง ครอบครัวได้อยู่รวมกันพร้อมหน้าพร้อมตานานแล้ว จึงถือโอกาสใช้เวลาร่วมกันให้มากที่สุด ดังนั้นแม้แต่การล้างผักทำอาหารก็มีความสุขได้
คนในห้องโถงพูดถึงลู่เสี่ยวหยางเล็กน้อย จากนั้นลู่ไป่ชวนก็เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ เรื่องสร้างหอบรรพชนเป็นอย่างไรบ้างแล้วขอรับ?”
ผู้เฒ่าลู่ตอบ “สร้างเสร็จนานแล้วละ ก็รอพวกเจ้ากลับมาแล้วเชิญคนมาทำพิธีกรรม แล้วเชิญบรรพบุรุษเข้าตามลำดับก็เสร็จสิ้นแล้ว”
การสร้างหอบรรพชนไม่ใช่เรื่องยาก มีเงินก็ออกเงิน มีแรงก็ออกแรง ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่กี่วันก็เสร็จแล้ว แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ครอบครัวของลู่ไป่ชวนไม่อยู่ก็เหมือนขาดบางอย่างไป ดังนั้นทุกคนจึงเห็นด้วยว่า รอให้พวกลู่ไป่ชวนกลับมาก่อนแล้วค่อยทำพิธีอย่างเป็นทางการ
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เหตุใดถึงเร็วนัก ข้าไม่ได้รับข่าวอะไรเลย คิดว่ายังสร้างไม่เสร็จซะอีก”
นี่เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมาย แม้พวกเขาจะอยู่ในเมืองหลัก แต่ก็ติดต่อกับครอบครัวอยู่เรื่อยๆ แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าหอบรรพชนสร้างเสร็จแล้ว
“เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่างไรซะพวกเจ้าก็กลับมาแล้ว จะเมื่อไรก็เหมือนกันแหละ”
ผู้เฒ่าลู่โบกมือเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ บุตรชายกับลูกสะใภ้งานยุ่งกันปานนั้นจะมีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร พวกเขาเองก็ไม่อยากทำให้บุตรชายกับลูกสะใภ้ต้องมาแบกรับทุกอย่าง
อันที่จริงลู่ไป่ชวนก็พอจะเดาออกว่าครอบครัวคิดเช่นไร แม้ไม่ได้คิดมากกับเรื่องนี้ แต่ก็ยังกล่าว “ท่านพ่อ ต่อให้งานข้ายุ่งมากเพียงใด แต่ข้าก็เป็นลูกหลานสกุลลู่ เรื่องบางเรื่องต่อให้งานยุ่งข้าก็ต้องกลับมา อย่าคิดว่าจะเป็นการทำให้ข้าต้องลำบากเลยขอรับ”
เมืองหลักกับอำเภอต้าหลิ่งระยะทางไม่ได้ไกลกันมากนัก ขี่ม้าประมาณหนึ่งชั่วยามก็มาถึงแล้ว หากมีเรื่องด่วนจริงๆ อย่างมากก็ให้ภรรยานำนกเหล็กยักษ์นั่นออกมาก็ได้ ภายในเวลาน้ำชากาเดียวก็มาถึงแล้ว เขาไม่อยากให้ครอบครัวมีเรื่องอะไรแล้วไม่บอกเขา เช่นนั้นหากเป็นเรื่องใหญ่ เขาคงรู้สึกผิดมากจริงๆ
“รู้แล้วน่ารู้แล้ว อายุยังน้อยก็บ่นขนาดนี้แล้ว ไม่รู้เมียเจ้าทนได้อย่างไร!”
ผู้เฒ่าลู่กลอกตา.มองบน ทำท่าทางรำคาญ
ลู่จิ้งซวนกับลู่เหอหรงก็ช่วยคลายความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆนี้ ลู่จิ้งซวนกล่าว “เอาเถอะ เอาเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย พวกเจ้าก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ วันเวลาพวกเรากำหนดเอาไว้แล้ว วันมะรืนเปิดกิจการหอสุรา อีกวันก็เป็นวันมงคลที่พวกเราจะเชิญบรรพบุรุษเข้ามาสิงสถิตที่หอบรรพชน”
ลู่เหอหรงแม้พูดไม่เก่ง แต่ก็ช่วยสมทบอีกแรง “ใช่น้องสาม นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย ก็เลยไม่ได้บอกพวกเจ้า หากมีเรื่องใหญ่จริงๆ พวกเราต้องบอกพวกเจ้าแน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ!”
นางฉินที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าสนับสนุน
ลู่ไป่ชวนแค่อยากบอกความคิดของตัวเองออกไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่น เห็นทุกคนเอ่ยเช่นนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก และเปลี่ยนไปสนทนาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่าง.อบอุ่น
ส่วนทางด้านห้องครัวก็สนุกสนานเฮฮาไม่ต่างกัน มีเหอจิ่วเหนียงอยู่ จะไม่สนุกสนานได้อย่างไร
เหอจิ่วเหนียงจะกินบะหมี่ จึงต้องนวดแป้งเพื่อทำเส้นบะหมี่ รู้ว่านางหิวมาก นางซุนจึงรีบเร่งมืออย่างสุดชีวิต
ทว่าปากก็ยังไม่หยุดบ่น “จะกลับมาก็ไม่ส่งข่าวมาบอกก่อน จะได้เก็บกับข้าวเอาไว้ให้ กลับมากะทันหันเช่นนี้ก็สมควรแล้วที่ต้องหิว! หากไม่ใช่เพราะข้าเอ็นดูหลานชายหลานสาวของข้า คืนนี้ข้าไม่มีทางเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าหรอก… ไอ้หยา เจ้าอย่ามายุ่งนะ!”
นางซุนบ่นจุกจิก ก่อนถูกเหอจิ่วเหนียงโปะแป้งลงบนใบหน้า
ทันใดนั้นใบหน้านางซุนก็ขาวโพลนไปด้วยแป้ง ทำเอาคนอื่นๆ ต่างอยากหัวเราะออกมาแต่ก็ไม่กล้า ทำได้แค่กลั้นเอาไว้สุดกำลัง
“ฮ่าๆๆ ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านเหมือนแมวตัวโตเลยเจ้าค่ะ!”
ก็มีแค่เหอจิ่วเหนียงเช่นเคยที่กล้าส่งเสียงขำขันออกมาดังลั่น นางซุนยกไม้คลึงแป้งขึ้นมาจะตีนาง แต่คนก่อกวนวิ่งหนีไวยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก นางซุนไล่ตามอย่างไรก็ตามไม่ทัน
ลู่กุ้ยหลานยิ้มพลางกล่าวกับนางหยู “ท่านแม่นะท่านแม่ เห็นๆกันอยู่ว่าเอ็นดูพี่สะใภ้สาม ยังจะปากแข็งบอกว่าเอ็นดูพวกหลานๆอีก พวกหลานๆอยากกินอาหารฝีมือพี่สะใภ้ใหญ่ต่างหาก มีแค่พี่สะใภ้สามคนเดียวที่อยากกินบะหมี่ที่ท่านแม่ทำ!”
ทุกคนมองออกกันทั้งสิ้น อีกอย่าง แป้งที่นางซุนนวดอยู่นั่นก็เพียงพอแค่ทำบะหมี่ให้เหอจิ่วเหนียงชามเดียว
ยังจะปากแข็ง บอกว่าเอ็นดูพวกหลานๆอีก
“ฮ่าๆๆ ก็นั่นน่ะสิ! พอน้องสะใภ้สามกลับมาท่านแม่ก็ดีใจกว่าใคร เจ้าดูตอนที่ออกไปเปิดประตูสิ ท่านแม่วิ่งไปเร็วกว่าใครซะอีก!”
นางหยูก็แอบกระซิบกับลู่กุ้ยหลานและหัวเราะคิกคัก ตอนที่น้องสะใภ้สามไม่อยู่ นางซุนก็เป็นหญิงชราคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตปกติ บางครั้งก็ไปเดินดูที่โรงงานบ้าง บางครั้งก็ไปนั่งคุยโม้กับสหายในหมู่บ้าน หรือไม่ก็นั่งบ่นว่าพวกหลานๆยุ่งจนไม่มีเวลากลับมาด้วยความคิดถึง แต่กลับไม่เอ่ยถึงเหอจิ่วเหนียงเลย
ถึงกระนั้นทุกคนก็รู้ว่า นางคิดถึงเหอจิ่วเหนียง เพียงแต่ตั้งใจไม่เอ่ยถึงก็เท่านั้น
ต่อให้คิดถึงมากเพียงใด หญิงชราก็คำนึงถึงความรู้สึกของสะใภ้อีกสองคน กลัวว่าพวกนางจะคิดมากและไม่สบายใจ
ทว่าพวกบุตรชายและลูกสะใภ้ล้วนแต่เป็นคนจิตใจดี แม้นางไม่พูด แต่ในใจทุกคนล้วนรู้ บางครั้งก็จงใจพูดถึงเหอจิ่วเหนียงขึ้นมา เพื่อทำให้นางซุนได้คลายความคิดถึงบ้าง
ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงกลับมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นางซุนจึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ยกไม้คลึงแป้งไล่ตามเหอจิ่วเหนียงอย่างปราดเปรียว ทว่าสุดท้ายก็ยังตามเหอจิ่วเหนียงไม่ทัน
นางซุนวิ่งไล่ไปรอบหนึ่งจนเหนื่อยหอบ จนปัญญาจริงๆ จึงทำได้แค่กลับมาและดุด่า
“เจ้าเด็กคนนี้ อย่าให้ข้าจับเจ้าได้นะ!”
แม้ปากจะพูดเช่นนี้ ทว่ามือกลับคลึงเส้นบะหมี่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใส่ลงไปในหม้อน้ำเดือด
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเจียวไข่สองฟอง และโรยเนื้อสับหยาบลงไปอีกหนึ่งกำมือ แม้จะเป็นบะหมี่ชามเดียว ทว่าส่วนผสมนั้นหลายหลากมากทีเดียว
นี่สินะ สุภาษิตที่ว่า ปากไม่ตรงกับใจ
ตอนที่ 508: อาสามกอดอาสะใภ้สามนอน
เหอจิ่วเหนียงไม่สนว่านางซุนจะดุด่าอย่างไร ยื่นหน้าเข้าไปดมบะหมี่ก่อนเอ่ยชม “หอมมาก หอมจริงๆ! ใกล้สุกแล้วกระมัง ขอข้าชิมก่อนนะเจ้าคะ!”
พูดจบก็ยกตะเกียบเตรียมจะคีบเส้นขึ้นมาจากหม้อ แต่ถูกนางซุนตีมือซะก่อน
“เพิ่งจะใส่ลงไป เจ้าจะรีบอะไรนักหนา อย่างกับผีหิวโซ!”
เหอจิ่วเหนียงยู่ปาก เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านนี่ดุจริงๆนะเจ้าคะ!”
“ข้าดุอย่างนั้นหรือ กลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ข้าต้องมาเป็นสาวใช้ให้เจ้า เจ้ายังมีหน้ามาว่าข้าดุอีกรึ! ไม่สำนึกเอาซะเลย!”
นางซุนยกมือเท้าสะเอวพลางถลึงตาใส่อีกฝ่าย สีหน้าที่แสดงออกมาช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงอ้าแขนกอดอีกฝ่าย ยิ้มตาหยีพลางเอ่ยออดอ้อน “โอ๋ๆๆ อย่าพูดเช่นนี้สิเจ้าคะ ท่านไม่ใช่สาวใช้ซะหน่อย ท่านคือท่านแม่ที่ดีที่สุดเจ้าค่ะ!”
“ไปๆๆ น่าขยะแขยงจริงๆ!”
นางซุนผลักสะใภ้จอมก่อกวนออกด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็ตักบะหมี่สุกขึ้นมา ขณะที่หันหลังไปนั้น ปากของนางยกยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งนัก
ต้มบะหมี่เร็วกว่าทำอาหาร ดังนั้นตอนที่เหอจิ่วเหนียงยกชามบะหมี่ร้อนๆมากิน นางหยูเพิ่งจะเริ่มผัดผัก
พวกเด็กๆได้กลิ่นหอมจนน้ำลายไหล แต่ละคนมองนางซุนอย่างคาดหวัง และแอบสงสัยว่า เหตุใดนางซุนไม่ต้มบะหมี่ให้พวกเขาด้วย
นางซุนแสร้งทำเป็นไม่เห็นพวกหลานๆน้ำลายไหล พยายามเร่งเหอจิ่วเหนียง “เจ้ารีบกินเร็วๆเข้า ข้าจะไปเปิดม่านหน้าต่างในห้องพวกเจ้าให้อากาศถ่ายเท!”
กล่าวจบก็เตรียมจะไปทันที แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงรั้งไว้ก่อน “เรื่องพวกนั้นมีคนทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุนนั่งพักก่อนเถอะ ข้าจะเล่าเรื่องบางอย่างให้ท่านฟัง!”
นางซุนได้ยินว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะเล่าก็นั่งลงทันที ทำเป็นไม่เห็นหลานๆที่นั่งน้ำลายไหลตะละห้อย ตาจดจ้องหูรอฟังเหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่อง
“อีกครึ่งเดือนข้างหน้าผู้ว่าการเมืองจะแต่งงานใหม่ ท่านแม่อยากไปกินเลี้ยงงานมงคลกับพวกเราหรือไม่เจ้าคะ?”
“กินเลี้ยงหรือ?”
นางซุนเริ่มสนใจเล็กน้อย นางมีอายุอยู่จนปูนนี้แล้วยังไม่เคยร่วมงานเลี้ยงของพวกขุนนางเลย ไม่รู้บรรยากาศจะเป็นเช่นไร
“ใช่เจ้าค่ะ ในวันนั้นคงจะมีคนไปร่วมงานมากมาย ข้าจะพาท่านกับท่านพ่อไปเปิดหูเปิดตาเจ้าค่ะ! ท่านแม่ยังไม่เคยเจอขุนนางพวกนั้น ทุกคนก็ไม่รู้จักท่าน ข้าก็เลยอยากให้ทุกคนทำความรู้จักสักหน่อย ให้ทุกคนได้รู้จักว่านี่คือนายท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าแห่งตระกูลลู่ มีหน้ามีตามากเลยนะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางคีบเส้นบะหมี่กินเสียงซู้ดซ้าด ไม่รู้ว่านางจงใจกินให้เสียงดังหรือไม่ พวกเด็กๆถึงขั้นส่งเสียงร้องหิวขึ้นแล้ว
นางหยูกระวีกระวาด “จะเสร็จแล้ว เสร็จแล้ว รีบเอาชามไปตักข้าวได้เลย!”
ทางด้านนั้นวุ่นวายกันมาก เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจ พูดกับนางซุนต่อ “ว่าอย่างไรเจ้าคะ ไปหรือไม่?”
นางซุนกำลังใจเต้นโครมคราม บุตรชายกับสะใภ้มีอนาคตที่ดีอะไรเช่นนี้ ถึงขั้นได้เข้าร่วมงานเลี้ยงของขุนนางด้วย นางย่อมอยากไปเปิดหูเปิดตาอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็กังวลว่า ตนเองเป็นเพียงหญิงชราบ้านนอก อาจทำให้บุตรชายกับสะใภ้ขายหน้าได้
แต่เห็นเหอจิ่วเหนียงพยายามรบเร้า ความกังวลภายในใจของนางก็จางลงไม่น้อย นางจึงเอ่ยปากถาม “ต้องให้พวกข้าทำอะไรหรือไม่?”
“ไม่ต้องทำอะไรเจ้าค่ะ แค่ไปกินเลี้ยงในงานมงคลกับพวกเราก็พอแล้ว พวกเราต้องมอบของขวัญให้เขา จะไม่กินกลับมาให้คุ้มได้อย่างไรกันเจ้าคะ งานเลี้ยงของผู้ว่าการเมือง อาหารต้องไม่เลวแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ไม่ว่าอาหารจะดีหรือไม่ เหอจิ่วเหนียงก็จะชมไปในทางที่ดีไว้ก่อน เพราะจุดประสงค์ของนางก็คือ หลอกล่อให้นางซุนไปอยู่ในเมืองหลักด้วยกันสักระยะ
ดังคำกล่าวที่ว่า บ้านมีคนเฒ่าคนแก่อยู่ดุจดั่งของล้ำค่า
นางแค่อยากพาผู้เฒ่าทั้งสองไปใช้ชีวิตด้วยกันที่เมืองหลักก็เท่านั้น ในทุกวันจะได้มีสีสันมากขึ้น
“ไอ้หยา ท่านสุภาพสตรีซุน! ไปอยู่ไม่กี่วันก็กลับมาแล้วเจ้าค่ะ พวกเด็กๆก็อยู่ที่นั่นกันหมด พวกเขาคิดถึงท่านกับท่านพ่อมากนะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงออดอ้อนต่อ นางไม่ได้หวังว่าจะให้สองสามีภรรยาชราอยู่ที่เมืองหลักตลอด แค่ไปอยู่ไม่กี่วันในบางครั้งบางคราวแค่นั้นก็ดีมากแล้ว
พอดีกับช่วงนี้นางไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไรต้องทำ จะได้อยู่กับนางซุนเยอะๆหน่อย
ในตอนนี้นางหยู ลู่กุ้ยหลาน และนางเสิ่นก็ยกอาหารมา เด็กๆต่างเข้ามาห้อมล้อม หลังจากกินไปสามสี่คำด้วยความหิว ก็เอ่ยโน้มน้าวขึ้น “ใช่ขอรับ ท่านปู่กับท่านย่าไปอยู่กับพวกเราที่เมืองหลักสักพักนะขอรับ พวกเราอยู่ที่นั่นคิดถึงท่านปู่กับท่านย่ามาก!”
โก่วเอ๋อร์ช่วยแม่ของตัวเองพูด เด็กคนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นพ้องเช่นกัน
หากเป็นไปได้ พวกเขาก็อยากให้ทุกคนในครอบครัวไปอยู่ด้วยกันที่เมืองหลัก แต่ก็รู้ว่าแต่ละครอบครัวแยกบ้านกันแล้ว จวนในเมืองหลักก็เป็นของท่านอาสามกับอาสะใภ้สาม ต่อให้ไปอาศัยอยู่ก็อยู่ได้เป็นครั้งคราว ไม่อาจอยู่ไปได้ตลอด
แต่ท่านปู่กับท่านย่าไม่เหมือนกัน ท่านปู่ท่านย่าอยากอยู่ที่ใดก็ย่อมอยู่ได้ และสามารถอยู่ตลอดเลยได้ด้วย พวกเขาจึงคาดหวังมาก
พวกเด็กๆมองด้วยแววตาคาดหวัง ทำให้นางซุนเริ่มทนไม่ไหว นางอยากตอบตกลงทันทีเหมือนกัน แต่ก็อยากไปถามความเห็นของผู้เฒ่าลู่ก่อน ดังนั้นจึงกล่าว “เอาไว้ข้าบอกอีกทีแล้วกัน”
พวกเด็กๆจึงหยุดคาดคั้น จากนั้นเหลยจื่อก็ยกชามข้าวไปเรียกลู่ไป่ชวนมากินข้าว
หลังจากทุกคนกินเสร็จพวกสาวใช้ก็เตรียมเก็บกวาด แต่กลับถูกห้าม ตอนนี้ดึกแล้วก็ควรไปนอนพักผ่อน ของพวกนี้เช้าพรุ่งนี้ค่อยมาเก็บกวาดก็ได้
เจ้านายใจดีมีเมตตาเช่นนี้ พวกสาวใช้รู้สึกดีใจมาก และเต็มใจที่จะปรนนิบัติรับใช้เจ้านายอย่างถึงที่สุด ตอนที่พวกเขากำลังกินข้าว พวกสาวใช้ก็ทำความสะอาดห้องให้พวกเขาแล้ว
ลู่เสี่ยวหยางนอนกับพวกเหลยจื่อ โดยเพิ่มเตียงเข้ามาอีกหนึ่งเตียง เนื่องจากห้องค่อนข้างใหญ่ทั้งยังกว้างขวาง จึงไม่ได้รู้สึกอึดอัด
กลับมาครั้งนี้ ความสัมพันธ์ของลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม ไม่ระแวดระวังกันเหมือนครั้งก่อนแล้ว นางซุนเห็นดังนั้นก็ยินดีกับพวกเขา
บุตรชายห่างจากบ้านไปนานหลายปี ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยามากจริงๆ นางกลัวว่าบุตรชายจะไม่ได้เรื่องแล้วถูกสะใภ้รังเกียจ หากเป็นเช่นนั้น คนเฒ่าคนแก่อย่างนางก็คงปวดใจไม่น้อย
ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงกลับเข้าห้องไปพักผ่อน ส่วนครอบครัวใหญ่ ครอบครัวรอง และครอบครัวของลู่กุ้ยหลานไปที่ห้องของลูกๆ ตนเองถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในช่วงนี้ และใส่ใจการเรียนการค้าของเด็กๆสักหน่อย
“เดินทางมาจากเมืองหลักตั้งไกล เหตุใดไม่กินอะไรรองท้องระหว่างทางล่ะ ดูซิ พวกเจ้าแต่ละคนกลับมาต่างก็หิวกันทังนั้น เหมือนคนที่ไม่ได้กินอะไรมาหลายปี!”
นางหยูนั่งอยู่ในห้องบุตรชาย ช่วยเขาเก็บเสื้อผ้าพลางถาม
นางฉินที่อยู่ข้างๆก็แปลกใจเช่นกัน “หรือรีบออกเดินทางก็เลยลืมพกของกิน?”
เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางเป็นเด็กโต จึงไม่สะดวกที่จะพูด กลับเป็นเจี๋ยจื่อที่เป็นคนเอ่ยออกมา “ท่านอาสามกอดอาสะใภ้สามให้นอน พวกเราไม่อยากรบกวนให้อาสะใภ้สามตื่นก็เลยหลับตาแกล้งทำเป็นหลับขอรับ ไปๆมาๆ พวกเราก็หลับกันจริง ตื่นมาอีกทีก็ถึงอำเภอแล้ว และพวกเราอยากกลับมากินอาหารฝีมือของท่านป้าใหญ่ด้วย ก็เลยไม่กินอะไรขอรับ!”
“ไอ้หยา ฮ่าๆๆ! เจ้าเด็กคนนี้ กล้าพูดทุกอย่างจริงๆ!”
นางฉินหัวเราะชอบใจ บุตรชายของนางคนนี้พูดหมดเปลือกจริงๆ
ทว่าเจี๋ยจื่อไม่ได้คิดอะไร ทั้งยังเอ่ยต่ออย่างไร้เดียงสา “ข้าพูดจริงนะขอรับ! ท่านอาสามกอดอาสะใภ้สามให้นอนจริงๆ!”
“ฮ่าๆๆ…”
ทุกคนยิ่งหัวเราะชอบใจเข้าไปใหญ่ นางหยูเอ่ย “ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามของพวกเจ้าเข้ากันได้ดีก็เป็นเรื่องดี ผู้ชายครอบครัวเราทุกคนรักและตามใจภรรยามาก ต่อไปพวกเจ้าโตขึ้นหากเจอผู้หญิงที่ชอบ ก็ต้องปฏิบัติกับนางให้ดีๆนะ”
ตอนที่ 509: ต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น จะได้ไม่ถูกคนอื่นรังแกง่ายๆ
พวกเด็กๆ ต่างพยักหน้าตอบรับ เห็นด้วยว่าที่นางหยูพูดมาถูกต้อง
ผู้ชายในครอบครัวลู่ล้วนเป็นคนรักภรรยา ต่อไปพวกเขาก็จะรักภรรยาเป็นอย่างดี
ลู่เสี่ยวหยางเห็นนางหยูอบรมสั่งสอนเหลยจื่อเช่นนี้ก็รู้สึกอิจฉา เหลยจื่อมีพ่อแม่คอยสนับสนุน ได้เปรียบกว่าเขาหลายเท่า และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ว่า เพราะเหตุใดเขาถึงยอมถอนตัวออกจากการแข่งกันนี้
แม่ลูกพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งนางหยูถึงจะกลับไปนอน ส่วนนางฉินไปดูเหลียนฮวาและโยวยาโถวต่อ
ครอบครัวรองมีบุตรสองคนกับหลานสาวหนึ่งคน ทั้งสามล้วนไปอยู่ในเมืองหลักกันหมด พวกเขาผู้เป็นพ่อแม่ย่อมคิดถึงมาก โดยเฉพาะนางฉินที่กำลังตั้งครรภ์ อารมณ์ของนางอ่อนไหวจนกลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหว
พวกลูกๆเติบโตแล้วก็ต้องออกไปใช้ชีวิต นางผู้เป็นแม่ย่อมยินดี แต่บุตรอยู่ไกลพันลี้มารดาย่อมพะวง นางเองก็.อดเป็นห่วงไม่ได้
โชคดีที่คราวก่อนลู่ไป่ชวนโน้มน้าวลู่เหอหรงไม่ให้เดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้าได้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นนางคงต้องอยู่คนเดียว ชีวิตต้องขมขื่นมากเป็นแน่
เมื่อเข้ามาในห้องพวกเหลียนฮวา ปรากฏว่าพวกนางยังไม่นอน เด็กๆกำลังนอนพูดคุยกันอยู่ในผ้าห่ม เหลียนฮวากับโยวยาโถวกลับมา ถิงยาโถวยิ่งตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น เอาแต่ถามตลอดว่าอยู่ข้างนอกสนุกหรือไม่ ทั้งยังคิดๆว่าหากตนได้ไปด้วยกันกับพวกนางก็คงจะดี ตนเองเย็บปักถักร้อยอยู่ที่นี่ช่างเหงาจริงๆ
เหลียนฮวากับโยวยาโถวเล่าเรื่องราวที่พบเจอข้างนอกให้ถิงยาโถวฟัง มีทั้งดีและไม่ดี เมื่อถิงยาโถวฟังแล้วก็รู้สึกน่าสนใจและหวาดกลัว
ทว่าเหลียนฮวาไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลโจวให้พวกนางฟัง โยวยาโถวกับถิงยาโถวยังเด็ก ไม่ควรรู้เรื่องเหล่านี้ และไม่ควรต้องมาเสียขวัญกับเรื่องเหล่านี้ กลัวว่าจะทำพวกนางกลัวไม่กล้าออกจากบ้าน
แม้ตนเองต้องเจอเรื่องราวเหล่านี้ แต่ภายใต้การให้กำลังใจของเหอจิ่วเหนียง นางยังคงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตต่อไป มีเพียงแค่ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น พวกคนเลวก็จะไม่กล้ามาหาเรื่องนางง่ายๆ
ตอนที่นางฉินเข้ามา ก็ได้ยินพวกนางพูดคุยกัน
“กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือ?”
นางฉินเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม มือข้างหนึ่งจับเอว มืออีกข้างจับหน้าท้องโตๆไว้
เหลียนฮวาเห็นดังนั้นก็รีบลุกไปช่วยประคอง
นางฉินยิ้มพลางกล่าว “ข้าไม่เป็นไร ยังเดินเองได้”
พื้นของบ้านเป็นพื้นเรียบทั้งหมด ไม่ต้องกังวลว่าจะสะดุดล้ม
“ฮี่ๆๆ ต้องประคองเจ้าค่ะข้าถึงจะวางใจ ท่านอาเล็ก ดึกป่านนี้แล้วเหตุใดถึงยังนอนอีกเจ้าคะ?”
เหลียนฮวายิ้มกล่าว พลางประคองนางฉินเดินมานั่งที่เตียงของตนเอง จากนั้นถามและยื่นมือไปลูบหน้าท้องอีกฝ่าย
“พวกเจ้าห่างบ้านไปตั้งนานกว่าจะได้กลับมา ข้าก็อยากพูดคุยกับพวกเจ้าสักหน่อย อยู่ในเมืองหลักเป็นอย่างไรบ้าง ปรับตัวได้แล้วกระมัง?”
นางฉินยื่นมือไปจับพวกนางด้วยแววตารักใคร่เอ็นดู
โยวยาโถวพยักหน้า “สบายดีเจ้าค่ะ ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ท่านอาสามยังสอนพวกเราขี่ม้าด้วยนะเจ้าคะ!”
เหลียนฮวาสมทบ “ใช่เจ้าคะท่านอาเล็ก ท่านอาสามกับอาสะใภ้ปกติก็งานยุ่งมากอยู่แล้ว แต่ก็จะเจียดเวลามาอยู่กับพวกเราทุกวันเลยเจ้าค่ะ โดยเฉพาะอาสะใภ้จิ่วเหนียง จะมาทบทวนบทเรียนให้พวกโก่วเอ๋อร์ทุกคืนเลย แล้วก็ให้พวกเราฝึกเรียนไปด้วย หลักๆก็สอนให้พวกเราคิดเลขและใช้ลูกคิด พวกเราเรียนกันเร็วมากเจ้าค่ะ”
เช่นเคย เหลียนฮวาไม่คิดจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนตระกูลโจวให้ผู้เป็นอาฟัง ไม่อยากทำให้นางเป็นกังวล ถึงอย่างไรเรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว และตนก็ไม่ได้เป็นอะไร
“เช่นนั้นก็ดี แต่ข้าถามพวกเจ้ายังไม่ตอบเลย เมื่อครู่คุยเรื่องอะไรกันหรือ เหตุใดถึงพูดเรื่องอยากแข็งแกร่งขึ้น?”
นางฉินถามอีกครั้ง พลางดึงถิงยาโถวมาโอบ และพูดคุยกับเด็กๆทั้งสาม
“ฮี่ๆๆ พี่เหลียนฮวา.บอกว่าข้างนอกมีทั้งเรื่องที่ดีๆและที่ไม่ดี หากอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็ต้องทำตัวเองให้เป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น คนไม่ดีจะได้ไม่กล้ามารังแกเราเจ้าค่ะ เราก็จะได้อยู่อย่างสงบๆ”
ถิงยาโถวพูดในสิ่งที่เหลียนฮวาพูดเมื่อครู่ออกมาอีกรอบ นางฉินพยักหน้า ยังไม่ทันเอ่ยคำใด เหลียนฮวาก็รีบกล่าวเสริม “คำพูดนี้ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงบอกข้ามาเจ้าค่ะ ข้าคิดว่ามีเหตุผล ก็เลยพูดให้น้องๆฟัง”
นางฉินกล่าว “อาสะใภ้สามของพวกเจ้าพูดถูกต้องแล้ว ครอบครัวของเราก็เป็นเช่นนี้ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีความสามารถ ไม่ว่าใครก็อยากมารังแกพวกเรา แต่ต่อมาครอบครัวเราก็ค่อยๆดีขึ้น จึงไม่มีใครกล้ามารังแกแล้ว ทั้งยังทำดีกับพวกเรา อยากขอให้พวกเราช่วยด้วยซ้ำ คนเรามีชีวิตก็ต้องต่อสู้ดิ้นรน พยายามทำให้ตัวเองเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น เช่นนี้จะได้ไม่มีใครกล้ามารังแกเราได้”
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสามพยักหน้าตอบรับ คิดในใจว่า ตนเองจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ ต้องเป็นเหมือนท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงให้ได้
หลังจากพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง นางฉินก็ขอตัวไปนอน พอออกมาจากห้องเด็กๆก็เห็นลู่เหอหรงรอนางอยู่หน้าห้อง พอเห็นนางออกมาชายหนุ่มก็รีบเข้าไปประคองทันที
“ข้าบอกแล้วว่าข้าเดินเองได้ ไม่ต้องระวังถึงขั้นนี้หรอกเจ้าค่ะ”
แม้ปากจะบอกเช่นนั้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจหุบห้ามได้เลย
ครั้นที่นางตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ครอบครัวยังยากลำบาก ผู้ชายในบ้านทุกคนต่างออกไปทำไร่ทำนาทุกวัน ผู้หญิงต่อให้ตั้งครรภ์ก็ต้องช่วยงาน นางไม่เคยได้รับการดูแลถึงขั้นนี้มาก่อน
ตอนนี้ครอบครัวสุขสบาย ลู่เหอหรงไม่ต้องไปง่วนทำงานที่ไร่นาทุกวันแล้ว มีคนงานที่จ้างระยะยาวคอยดูแล เขาเพียงไปตรวจตราบางครั้งเท่านั้น หากไม่มีปัญหาก็กลับบ้านมาอยู่ดูแลนางฉิน
อย่างที่นางซุนบอก พยายามชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในเมื่อก่อน
นางฉินอบอุ่นหัวใจมาก ใบหน้ายิ้มแย้ม ช่วงนี้อ้วนขึ้นไม่น้อย เดินเหินก็รู้สึกหนักเนื้อหนักตัวไปหมด แต่ลู่เหอหรงก็ยินดีที่จะประคองนางเดิน
น้องสะใภ้สามบอกแล้ว ไม่ว่าจะยากมากเพียงใดก็ต้องเดินให้เยอะๆ เพื่อที่จะได้คลอดง่ายๆ
นางเคยคลอดลูกมาแล้วสองครั้ง เคยมีประสบการณ์มาแล้ว ทุกวันนี้หากไม่มีอะไรต้องทำนางก็จะเดิน
และช่วงนี้ก็มีสามีอยู่ดูแลเคียงข้างตลอด
บุรุษครอบครัวลู่ล้วนรักและตามใจภรรยามาก นี่ล้วนเป็นเพราะแม่สามีอบรมสั่งสอนพวกเขามาอย่างดี
นางฉินขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ตนได้มาเจอกับครอบครัวสามีเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นมากกว่าครอบครัวของพ่อแม่ตัวเองเสียอีก
“ตอนนี้ท้องเจ้าก็โตมากแล้ว ข้าจะไม่ระวังได้อย่างไรกัน มา ค่อยๆเดินนะ ระวังขั้นบันได”
ลู่เหอหรงค่อยๆประคองนางฉินเดินกลับห้อง สองสามีภรรยาคุยไปยิ้มไป ดูรักใคร่กันมากทีเดียว
.......
เช้าวันต่อมา หลังจากลู่ไป่ชวนตื่นก็พาเด็กๆฝึกวรยุทธ์ที่ลานบ้าน เด็กๆทั้งหญิงชายฝึกวรยุทธ์กันทุกคน
เหลียนฮวาตั้งใจฝึกมาก ตรงไหนที่ทำไม่ได้ก็ขอให้ลู่ไป่ชวนช่วยสอนซ้ำ ดังคำกล่าวที่ว่า ถูกงูกัดไปครั้งหนึ่ง กลัวเชือกไปสิบปี นางประสบพบเจอเหตุการณ์พวกนั้นมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าต้องตั้งใจฝึกวรยุทธ์ให้ดี
“เหลียนฮวา ท่านี้ข้าทำเป็น มา ข้าสอนให้!”
เหลยจื่อเดินเข้ามาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
เหลียนฮวาเขินอายจนหน้าแดงเล็กน้อย นางปฏิเสธเสียงเบา “ไม่ต้องก็ได้ ข้าฝึกซ้ำหลายๆรอบหน่อยเดี๋ยวก็เป็นเอง”
เดิมทีลู่ไป่ชวนไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นเหลียนฮวาหน้าแดงระเรื่อเช่นนี้เขาก็พอ.มองออก
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินภรรยาพูดว่า เด็กสองคนนี้มีใจให้กัน ตอนนั้นเขาคิดด้วยซ้ำว่าภรรยาพูดจาเหลวไหล ตอนนี้ดูท่าแล้ว ภรรยาเขาสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก
เห็นสถานการณ์ดังนั้น ลู่ไป่ชวนก็หันกลับไปสอนให้บุตรชายของตัวเอง ให้เด็กหนุ่มสาวทั้งสองได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน
โก่วเอ๋อร์มองลู่ไป่ชวนด้วยสายตาเปล่งปลั่ง เงยหน้าเล็กๆขึ้นถาม “ท่านพ่อ เหตุใดท่านแม่ถึงยังไม่ตื่นขอรับ ใกล้จะถึงเวลามื้อเช้าแล้ว”
ตอนที่ 510: จบเห่แล้ว
เหอจิ่วเหนียงนอนตื่นสายเป็นประจำทุกคนล้วนรู้ดี แต่วันนี้สายมากแล้วจริงๆ
เนื่องจากวันนี้เด็กๆไม่ต้องไปเรียน เมื่อคืนก็นอนดึก วันนี้ทุกคนจึงตื่นค่อนข้างสาย เวลาฝึกยุทธ์ก็เลยไปจากเวลาปกติ ฉะนั้นตอนนี้ก็สายมากแล้ว แล้วเหอจิ่วเหนียงควรจะตื่นได้แล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าลู่ไป่ชวนแข็งทื่อเล็กน้อย ตอบกลับบุตรชาย “เมื่อวานแม่เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ ให้นางนอนต่ออีกหน่อยนะ”
“แต่ปกติท่านแม่ก็สุขภาพแข็งแรงมาโดยตลอดไม่ใช่หรือขอรับ หรือเมื่อวานตอนนั่งรถม้าอากาศเย็นเกินไป ท่านแม่ก็เลยไม่สบาย?”
โก่วเอ๋อร์ถามด้วยสีหน้าจริงจัง เด็กน้อยความคิดไร้เดียงสา เขาเป็นห่วงกลัวว่ามารดาจะไม่สบายจริงๆ
“เปล่าหรอก นาง…ผ่อนคลายมาก… เออะ เอ่อ ไม่ใช่ ไม่ใช่ พ่อหมายถึง แม่เจ้าสบายดี เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ เดี๋ยวถึงเวลากินข้าวพ่อจะไปปลุกเอง”
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าตัวเองพูดจามีพิรุธ จึงเหลือบมองซ้ายขวาด้วยความตื่นตระหนก และพบว่ามีแค่เขากับบุตรชาย จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ปรากฏว่าพอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นภรรยายืนมองอยู่ไม่ไกลด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
ลู่ไป่ชวน “!!!”
ทันใดนั้นบุตรชายก็ไม่สนใจผู้เป็นพ่อแล้ว รีบเข้าไปถามมารดาด้วยรอยยิ้ม “ฮี่ๆๆ ท่านแม่ ท่านตื่นแล้วหรือ เหตุใดไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงเอามือจับบั้นเอว พลางกลอกตา.มองบน และเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ดูซิว่าตอนนี้มันกี่ยามแล้ว เจ้ายังให้นอนต่ออีก!”
ปกตินางตื่นสายแต่ก็มีเวลาจำกัด ไม่ถึงขั้นตื่นสายมาก แม้จะไม่ต้องทำอะไร แต่ก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเด็กๆได้ อย่างไรเด็กๆก็เห็นนางเป็นตัวอย่าง
วันนี้ที่นางตื่นสายก็ต้องโทษลู่ไป่ชวน! เมื่อคืนเขายืนกรานจะชดเชยในสิ่งที่ทำไม่สำเร็จในครั้งก่อนให้ได้
แล้วพออยู่ในหมู่บ้านก็เลยไม่กล้าส่งเสียงดัง ทำเอานางหงุดหงิดยิ่งนัก
ตอนนี้พอเห็นหน้าลู่ไป่ชวนก็ดูขัดหูขัดตาไปหมด
นางซุนเดินมาจากทางด้านโรงงาน เห็นสองสามีภรรยาพูดคุยกันก็แอบใส่ใจเล็กน้อย เห็นเหอจิ่วเหนียงยืนเอามือจับบั้นเอวอยู่ตลอดเช่นนี้ นางซุนในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนก็เข้าใจทันที ใบหน้าพลันยิ้มแย้ม
ดูท่าเจ้าสามจะเป็นงานแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ!
ใจที่พะว้าพะวงมาตลอดของหญิงชรา ในที่สุดตอนนี้ก็คลายลงได้แล้ว
ลูกหลานมีชีวิตที่สมบูรณ์พูนสุข นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผู้อาวุโสอย่างนาง
สองสามีภรรยาพูดคุยกัน นางซุนไม่ได้เข้าไปรบกวน แค่ไปดูพวกหลานๆฝึกวรยุทธ์ หลานๆที่อายุโตหน่อยฝึกวรยุทธ์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าหลานๆที่อายุยังน้อยอย่างเสี่ยวเลี่ยงจื่อ ซานยาโถว และชิ่วยา ก็ล้วนฝึกวรยุทธ์กับเขาด้วย ท่าทางช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
เมื่อถึงเวลากินข้าว ลู่ไป่ชวนคีบอาหารให้เหอจิ่วเหนียงอย่างใส่ใจอยู่ตลอด เหอจิ่วเหนียงเงียบไม่พูดอะไรเลย แค่ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเดียว
คนที่มีไหวพริบหน่อยก็จะมองออกว่าทั้งสองผิดปกติไป แต่เห็นท่าทางใส่ใจของลู่ไป่ชวนแล้ว ทุกคนก็เกรงใจจะพูด จึงแสร้งทำเป็นไม่เห็น ตัดสินใจว่าเดี๋ยวค่อยไปถามเหอจิ่วเหนียง จะได้บรรเทาความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง
ช่วยไม่ได้จริงๆ ชีวิตในตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว พวกเขาก็เลยว่างๆกัน เมื่อรู้สึกเบื่อๆก็เลยอยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่นเล็กน้อย
ดังนั้นหลังกินข้าวเสร็จ พวกผู้ชายก็ไปที่หอบรรพชน ถ้วยชามตะเกียบบนโต๊ะกินข้าวก็มีพวกสาวใช้คอยเก็บกวาด ส่วนพวกผู้หญิงพอว่างก็ต่างเข้ามารุมล้อมเหอจิ่วเหนียงให้จนมุม
“เล่ามา เจ้าสามทำให้เจ้าไม่พอใจใช่หรือไม่?”
นางซุนเป็นคนแรกที่โพล่งถาม ก่อนหน้านี้เห็นสองสามีภรรยากระเง้ากระงอดกันก็คิดว่าไม่มีอะไร ทว่าคิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะเมินใส่บุตรชายของนางรุนแรงเช่นนี้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า สองคนนี้มีปัญหากันแน่ๆ
ในทางกลับกันเหอจิ่วเหนียงก็ยังสับสนกับตัวเอง นางจึงเลี่ยงตอบด้วยสีหน้าท่าทางแปลกใจ “ไม่มีอะไรนี่เจ้าคะ!”
“เจ้ายังจะโกหกอีก! เข้ามาข้างในกับข้า!”
นางซุนลากเหอจิ่วเหนียงเข้าไปในห้องโถง พวกนางหยูก็รีบตามเข้าไปด้วยเพราะกลัวว่าจะพลาดบางอย่างไป
“เจ้าบอกข้ามาตรงๆ เจ้าสามทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจกันแน่ เจ้าบอกข้ามาข้าจะไปตีเจ้านั่นเดี๋ยวนี้เลย!”
ได้ยินดังนั้นเหอจิ่วเหนียงก็หัวเราะพรืดออกมา จะให้นางบอกนางซุนจริงๆ หรือว่า ‘ก็เพราะลูกชายของท่านนั่นแหละที่ทำเรื่องอย่างว่ากับข้าทั้งคืนจนข้านอนไม่อิ่มเช่นนี้’
ต่อให้นางหน้าหนาเพียงใด คำพูดเช่นนี้ก็พูดออกไปไม่ได้จริงๆ
ดังนั้นนางจึงกล่าว “ไม่มีอะไรจริงๆเจ้าค่ะ อาจเป็นเพราะใกล้เป็นระดูแล้วกระมังเจ้าคะ เห็นหน้าเขาก็เลยรู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด ไม่อยากสนใจเขาเจ้าค่ะ!”
อืม ข้ออ้างนี้ใช้ได้ ผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันในห้องนี้ล้วนเข้าใจดี
ที่แท้ก่อนที่ทุกคนจะเป็นระดู ก็มีอาการเช่นนี้น่ะหรือ!
เช่นนั้นต่อไปหากพวกนางโกรธสามี ก็ล้วนมีเหตุผลแล้วน่ะสิ!
สำหรับพวกนาง นี่เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งเลย!
นางซุนเห็นว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ได้โกหก และนึกถึงเหตุการณ์ที่นางเอามือจับบั้นเอวก่อนหน้านี้ ตอนแรกตนก็คิดว่าจะเป็นเพราะเรื่องน่ายินดีซะอีก ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าที่แท้ก็ใกล้จะเป็นระดู หัวใจของหญิงชราพลันรู้สึกหดหู่
บุตรชายนางกลับมาก็เกือบจะครึ่งปีแล้ว เหตุใดลูกสะใภ้ถึงยังไม่ตั้งครรภ์อีก
นึกถึงครั้นที่ตั้งครรภ์โก่วเอ๋อร์ นั่นเป็นการร่วมเตียงแค่ครั้งเดียวก็ได้โก่วเอ๋อร์มาแล้ว!
หรือว่าบุตรชายอยู่ข้างนอกมาหลายปีแล้วได้รับอันตรายใดที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องนั้น?
หรือเป็นเพราะว่าอายุเยอะแล้ว!
ไม่ๆๆ ด้วยอายุของเขาไม่น่าจะมีปัญหา ขนาดครอบครัวเจ้ารองยังมีคนที่สามได้เลย
เช่นนั้นก็คงมีเหตุผลเดียว… ร่างกายได้รับบาดเจ็บจนส่งผลกระทบต่อเรื่องนั้น
เรื่องเช่นนี้สะใภ้สามน่าจะรู้ดีที่สุด หรือว่าที่สะใภ้สามเห็นหน้าเขาแล้วไม่สบอารมณ์เป็นเพราะเรื่องนี้!
ไอ้หยา! หากแม้แต่สะใภ้สามยังรักษาไม่ได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเขาจะมีลูกอีกไม่ได้แล้ว ต่อไปครอบครัวเจ้าสามก็มีเลือดเนื้อเชื้อไขแค่คนเดียวก็คือโก่วเอ๋อร์น่ะสิ!
จะทำเช่นไรดี!
นางซุนคิดสาละวนจนคร่ำเครียด ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ แต่เหอจิ่วเหนียงที่นอนไม่เต็มอิ่มเพราะเรื่องเมื่อคืนตอนนี้ง่วงจะแย่อยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงตอบให้พอผ่านไปไม่กี่ประโยค แล้วกลับเข้าห้องไปนอนต่อ
นางซุนเอาแต่สบถอยู่ในใจ
จบเห่
จบเห่แน่แล้ว
จบเห่แล้ว…
นางหยูเห็นสีหน้าแม่สามีไม่ค่อยจะดีนัก จึงถามด้วยความเป็นห่วง “ท่านแม่ ท่านไม่สบายตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าไม่เป็นอะไร เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ”
นางซุนโบกมือพลางกล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรง ภายในชั่วพริบตาก็ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว
สตรีที่เหลือต่างหันมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ
ลู่กุ้ยหลานเอ่ยขึ้น “ท่านแม่กังวลเรื่องพี่สามกับพี่สะใภ้สามใช่หรือไม่เจ้าคะ? ดูท่าทางพี่สะใภ้สามก็เหมือนไม่ได้มีเรื่องอะไรจริงๆ ท่านแม่อย่ากังวลเลยนะเจ้าคะ”
“ใช่เจ้าค่ะ เมื่อวานพวกเด็กๆยังบอกอยู่เลยว่าพวกเขาสองคนเข้ากันได้ดีมาก ต้องไม่มีปัญหาอะไรแน่นอนเจ้าคะ”
นางฉินก็ช่วยปลอบ นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นแม่สามีเศร้าใจเช่นนี้
จบตอน
Comments
Post a Comment