single mom ep51-60

ตอนที่ 51: ม้านี่ไม่เลวเลย


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็วางใจ เดิมทีนางเป็นกังวล กลัวว่าอาจารย์คังจะแยกชั้นเรียนโดยยึดตามอายุ หากเป็นเช่นนั้นนางเกรงว่าจะทำให้การเรียนของเด็กๆมีปัญหา


“เช่นนั้นข้าจะส่งเด็กๆเข้าศึกษาสามคน ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนวันนี้เลยหรือไม่?”


วาจาของหญิงสาวชาวบ้านดึงดูดความสนใจผู้คนที่อยู่โดยรอบ ทุกคนหันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาใคร่ครวญ ชาวบ้านส่วนมากส่งเด็กในครอบครัวเรียนหนังสือได้สักคนก็นับว่ามีกำลังความสามารถมากแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสำหรับเด็กคนหนึ่งสูงจริงๆ แต่สตรีชาวนาผู้นี้กลับพูดออกมาได้ง่ายๆ ว่าจะส่งเด็กเข้าเรียนถึงสามคน!?


ดูจากสภาพการแต่งกายของนางไม่ต่างอะไรกับขอทานเลย จะส่งเด็กเรียนถึงสามคนได้อย่างไรกัน?


สตรีผู้นี้มีนิสัยพูดจาส่งเดชกระมัง!


คังซิ่วไฉไม่ได้คิดเหมือนทุกคน เขารู้สึกว่าการที่ครอบครัวสตรีผู้นี้ยอมส่งบุตรหลานเข้าศึกษาถึงสามคนช่างเป็นเรื่องที่น่านับถือยิ่ง ได้ยินนางถามเช่นนี้ก็คิดว่านางคงไม่ได้นำเงินติดตัวมา จึงตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “สมัครไว้ก่อน วันที่มาส่งเด็กๆค่อยจ่ายก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงกลับปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ข้าเอาเงินมาแล้ว สามคนรวมกันเป็นหกตำลึงใช่หรือไม่?”


คังซิ่วไฉพยักหน้า หญิงสาวจึงควักถุงเงินออกมาจากอกเสื้อ นำเงินหกตำลึงออกมาวางบนโต๊ะ กระนั้นถุงเงินของนางยังคงนูนป่อง เห็นได้ชัดว่าภายในยังมีเงินอีกไม่น้อย


ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง ผู้หญิงคนนี้พกเงินติดตัวออกจากบ้านมามากเพียงใดกันแน่!


คังซิ่วไฉรับเงินมา ก่อนยกพู่กันขึ้น “ทิ้งที่อยู่และชื่อเด็กๆเอาไว้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น”


“อยู่หมู่บ้านอันผิง เด็กคนโตชื่อลู่จื่อเหลย รองลงมาชื่อลู่จื่อเจี๋ย ส่วนอีกคนเป็นลูกของน้องสาวข้า ชื่อจางหูจื่อ”


คังซิ่วไฉมองสตรีตรงหน้าด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย กระทั่งรู้ตัวว่าตนเสียมารยาทแล้วจึงจะละสายตากลับมา


ส่วนฝูงชนล้วนตกตะลึงจนตาค้างไปแล้ว ที่นี่เป็นเพียงอำเภอเล็กๆอำเภอหนึ่ง ทุกคนตั้งชื่อลูกกันง่ายๆ แต่ครอบครัวนี้กลับตั้งชื่อได้ไพเราะยิ่งนัก! ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย มีเพียงหูจื่อที่ยังฟังดูเป็นชื่อปกติหน่อย


หรือว่าในครอบครัวของนางจะมีบัณฑิตอยู่?


แต่หากมีบัณฑิตอยู่จริง คงไม่มีทางปล่อยให้เด็กอายุสิบเอ็ดปีขาดการศึกษาขั้นต้นหรอกกระมัง


เหอจิ่วเหนียงสงสัยว่าคนเหล่านี้จ้องมองตนด้วยเหตุใด จึงหันไปถามสตรีที่อยู่ข้างๆ “หน้าข้ามีอะไรเลอะหรือไม่?”


สตรีผู้นั้นก็กำลังมองนางตาค้างเช่นกัน เมื่อถูกถามจึงได้สติกลับมาและเกิดอาการประดักประเดิด 


คังซิ่วไฉเอ่ยออกมาคล้ายเป็นการถามแทนทุกคน “ชื่อของลูกหลานตระกูลลู่ของเจ้าสองคนนั้นไพเราะทีเดียว”


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจแล้ว จึงอธิบายแบบขอไปที “อ๋อ พ่อสามีของข้าเคยเป็นหน่วยลาดตระเวนสมัยหนุ่มๆ พอมีความรู้ประสบการณ์บ้าง ก็เลยตั้งชื่อให้หลานๆแบบนี้เจ้าค่ะ”


ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง


คังซิ่วไฉพยักหน้าเบาๆ “อีกเจ็ดวันพาเด็กๆมาเข้าเรียนได้ ตอนเที่ยงสำนักศึกษาจะมีอาหารให้หนึ่งมื้อ เป็นวอโถวผัก หรือหากไม่ชอบก็สามารถห่อข้าวจากบ้านมากินได้”


สำนักศึกษาอื่นจะต้องจ่ายค่าอาหารเพิ่มเติม บ้างก็จ่ายด้วยเงิน บ้างก็ใช้วัตถุดิบประกอบอาหารมาแลก แล้วแต่กฎของแต่ละสำนักศึกษา


ส่วนสำนักศึกษาซงเฮ่อ ค่าอาหารถูกรวมอยู่ในค่าเล่าเรียนแล้ว แต่ต้องยอมรับว่ารสชาติของอาหารก็ไม่ได้เลิศเลอนัก ในจุดนี้ทุกคนล้วนเข้าใจดี


อย่างไรเสียอาหารของชาวบ้านในยุคสมัยนี้ก็ไม่ได้เป็นอาหารยุ่งยากซับซ้อน สำนักศึกษาซงเฮ่อไม่เก็บค่าอาหารเพิ่มเช่นนี้ก็ดีมากแล้ว


เหอจิ่วเหนียงก็มองว่าวอโถวผักเป็นอาหารที่ไม่เลวเลย เพียงแต่ขาดพวกเนื้อสัตว์ แก้ปัญหาด้วยการให้เด็กๆห่ออาหารประเภทเนื้อมากินด้วยก็ได้แล้ว


หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็จูงม้าเดินออกไป นางยังอยากสำรวจและทำความคุ้นเคยกับอำเภอแห่งนี้อีกหน่อย วันข้างหน้าเวลาจัดการเรื่องต่างๆจะได้สะดวก


สตรีชาวบ้านใจใหญ่เดินออกไป ก็มีบุรุษสองคนแอบตามนางไปด้วย พวกเขาหาสถานที่ลับตาคนปรึกษากัน “นางบอกว่านางอยู่หมู่บ้านอันผิง เราไปดักรอนางที่ทางกลับหมู่บ้านนั่นกันเถอะ จากนั้นค่อยลงมือ!”


อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย “เยี่ยมไปเลย! ใครใช้ให้นางมีเงินกัน ข้าไม่ได้กินเนื้อสัตว์มาหลายวันแล้ว ปล้นนางเสร็จเราไปฉลองที่ร้านอาหารกันดีกว่า!”

.......


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงจะไปร้านตำราเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียนให้เด็กทั้งสาม แต่เมื่อคิดดูแล้ว ตอนนี้เรื่องบ้านยังไม่เรียบร้อย ซื้อของกลับไปก็ไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน นางจึงตั้งใจจะรออีกเจ็ดวัน วันที่มาส่งพวกเขาเข้าเรียนค่อยซื้อ


หลังจากเดินสำรวจไปรอบหนึ่ง และพอรู้แล้วว่าร้านรวงต่างๆในอำเภอตั้งอยู่ส่วนใด ตรอกซอกซอยไหน เหอจิ่วเหนียงก็เดินทางกลับ


นางไม่ได้ซื้อผ้าน้ำมัน เนื่องจากผ้าน้ำมันในยุคนี้ไม่กันน้ำ อีกทั้งมีราคาแพงและชำรุดง่าย เทียบกับของที่มีอยู่ในห้วงมิตินางไม่ได้เลย อีกเดี๋ยวระหว่างทางค่อยเอาออกมาก็แล้วกัน


ในตรอกไม่อนุญาตให้ควบม้า หญิงสาวจึงจูงสัตว์พาหนะคู่ใจเดินออกไปจากอำเภอ แล้วจึงจะกระโดดขึ้นควบหลังอาชามุ่งหน้ากลับหมู่บ้านอันผิง


สองคนซุ่มรอเหยื่ออยู่หลังพุ่มหญ้าข้างทางด้วยความร้อนใจ ครั้นได้ยินเสียงกีบม้ากระทบพื้นจึงรีบหันไปมอง คนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น “คงจะเป็นผู้หญิงคนนั้นกระมัง! เหตุใดถึงขี่ม้าเร็วปานนี้ นะ นะ นี่…นี่มันเร็วมากจนข้าไม่กล้าออกไปแล้วนะ!”


“มาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่ออกไปก็เสียเที่ยวน่ะสิ! ออกไปเดี๋ยวนี้!”


อีกคนกัดฟันกรอด พร้อมยกขาถีบก้นสหายอย่างแรง จากนั้นทั้งสองก็กระโจนออกไปพร้อมกัน


อาชาพันธุ์ดีห้อตะบึงด้วยความเร็วสูง การที่มีคนพุ่งตัวออกมากะทันหันเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่อาจดึงเชือกบังเหียนหยุดม้าได้ทัน ชั่วพริบตาคนริอ่านทั้งสองก็ถูกกีบม้ากระทืบเข้าให้อย่างจัง


“อ๊าก!!!”


หนึ่งในนั้นถูกเหยียบลงบนหน้าอกจนหน้าถอดสีในบัดดล


ส่วนอีกคนน่าสังเวชยิ่งกว่า เอามือจับเป้ากางเกง ใบหน้าเขียวคล้ำจนร้องไม่ออก


เหอจิ่วเหนียงดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าให้หยุด จากนั้นวิ่งกลับมาดูคนทั้งสองด้วยสีหน้าขอลุแก่โทษ “พี่ชายทั้งสอง เป็นอะไรมากหรือไม่ ข้าขอโทษจริงๆ ม้าตัวนี้ไม่ค่อยเชื่อง กลับไปข้าจะสั่งสอนมันให้เข็ด!”


ซยงโข่วเกอผู้ถูกเหยียบหน้าอกส่งเสียงร้องโหยหวนบอกชัดถึงระดับความเจ็บปวด …ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญ คนเจ้าเล่ห์ก็มีความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัว ดวงตาชายโฉดลุกวาวทันที


พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส!


“เจ้าชนพวกข้าสองคนจนสภาพเป็นเช่นนี้ วันนี้หากพวกข้าไม่ได้รับความยุติธรรม ก็อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเจ้าไป!”


คู่ตังเกอผู้ถูกเหยียบย่ำกล่องดวงใจยังคงพูดไม่ออก เพียงพยายามพยักหน้า น้ำตาไหลพราก


เหอจิ่วเหนียงเห็นคนกุมเป้ากางเกงไม่สามารถขยับตัวได้ เส้นเลือดปูดโปนตั้งแต่ใบหน้าจนถึงลำคอ ในใจก็ลอบคิด ‘ไม่ใช่ว่าถูกเหยียบจนเป็นใบ้ไปแล้วกระมัง?’


ม้าตัวนี้ไม่เลวเลย ออกจากบ้านครั้งต่อไปคงต้องพามันมาด้วยตลอดแล้ว!


“ข้าไม่ได้คิดหนี ไม่คิดจะหนีเลยนะ หากข้าจะหนีคงไม่กลับมาดูพวกเจ้าหรอก จริงหรือไม่?”


หญิงสาวยิ้มเลศนัยพลางมองสองคนที่นอนหมดสภาพบนพื้น โดยไม่พูดถึงเรื่องค่าชดเชยแม้แต่น้อย


สตรีปราดเปรื่องรู้ทันเจตนาของสองคนนี้แล้ว


ซยงโข่วเกอรู้สึกว่ารอยยิ้มของสตรีผู้นี้ช่างน่ารังเกียจยิ่งนักจึงโมโห “เอาเงินมา ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”


“เงินน่ะหรือ ข้ามี เพียงแต่…”


เหอจิ่วเหนียงนำถุงเงินออกมาถือด้วยท่าทางซุกซน


“เพียงแต่อะไร?”


“เพียงแต่เกรงว่า…พวกเจ้าจะไม่มีความสามารถเอามันไปได้น่ะสิ!”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าทำท่าเสียดาย ก่อนเก็บถุงเงินไว้ในอกเสื้อตามเดิม จากนั้นเหยียดมือไปด้านหลัง ล้วงเอาบางอย่างออกมาจากตะกร้า 


เชือกมัดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือนาง


ซยงโข่วเกอไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้คิดจะทำอะไร เขารู้เพียงว่าตอนนี้ความเจ็บปวดบริเวณหน้าอกทุเลาลงมากแล้ว หากนางเข้ามาใกล้ เขาจะชิงถุงเงินแล้ววิ่งหนีให้เร็วที่สุด!


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะให้โอกาสเขาได้ทำดังใจนึก นางผูกเชือกเป็นบ่วงแล้วเหวี่ยงออกไปมัดมือทั้งสองข้างของซยงโข่วเกอเอาไว้ได้พอดี ทั้งรวดเร็วและหนาแน่น ส่งผลให้อีกฝ่ายไม่อาจสลัดหลุดได้


“นี่เจ้าคิดจะทำอะไร!?”


คนถูกมัดเบิกตากว้าง และแล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า…วันนี้พวกตนเจอ ‘ของจริง’ เข้าให้แล้ว!


ตอนที่ 52: ใต้เท้าช่วยด้วย


“ทำอะไรน่ะหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วพลางกระแทกเสียงเย้ยหยัน “ก็จับพวกเจ้าไปส่งทางการน่ะสิ!”


สีหน้าของสองผู้ร้ายพลันตื่นตระหนก ถึงกระนั้นซยงโข่วเกอก็ยังวางท่าอวดเบ่ง “เจ้ากล้าดีอย่างไร! ขี่ม้าชนพวกข้าบาดเจ็บเช่นนี้นอกจากจะไม่จ่ายค่าทำขวัญแล้วยังข่มขู่กันอีก! นี่เจ้ายังเห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาหรือไม่!?”


โจรใจสู้ถลึงตามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความเคียดแค้น ผู้หญิงคนนี้คือโจรชัดๆ แถมยังร้ายกาจกว่าพวกเขามาก!


“กฎหมายบ้านเมือง? นี่พวกเจ้ารู้จักคำนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?” เหอจิ่วเหนียงเกือบหลุดหัวเราะ “โจรไร้สมองอย่างพวกเจ้าดักซุ่มอยู่ข้างทางก็เพื่อจะปล้นข้าเพราะรู้ว่าข้าต้องผ่านมาทางนี้ไม่ใช่หรือ ถูกม้าของข้าเหยียบก็สมควรแล้ว!”


ขณะตะคอกนางก็เดินเข้าไปลากคู่ตังเกอมามัดไว้ข้างๆผู้เป็นพี่ชาย


ซยงโข่วเกอตกตะลึง …ที่แท้นางรู้แต่แรกแล้วว่าพวกเขาดักซุ่มอยู่ จึงจงใจให้ม้าชนพวกเขา!


คู่ตังเกอเจ็บปวดจนสติเลือนราง เปล่งวาจาขาดห้วง “เร็วเข้า…รีบพาข้าไปหาหมอที…”


“ได้เลย ข้าจะพาเจ้าไปหาหมอที่ที่ว่าการอำเภอเดี๋ยวนี้!”


เหอจิ่วเหนียงขันอาสาด้วยความเต็มใจ ซยงโข่วเกอเริ่มหวาดกลัวนางแล้วจริงๆ พยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการหมายจะหนีอย่างสุดกำลัง แต่กลับพบว่าเชือกยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม บัดนี้ข้อมือเขาราวกับจะขาดเสียให้ได้!


“อย่าดิ้นเลย ไร้ประโยชน์เปล่าๆ รีบแบกน้องชายเจ้าขึ้นมาเถอะ เราจะไปที่ว่าการด้วยกัน อย่าทำให้ข้าเสียเวลา”


เหอจิ่วเหนียงคิดว่าจะกลับถึงบ้านเร็วสักหน่อย ไม่นึกเลยว่าจะเจอโจรปล้นระหว่างทางเช่นนี้ น่าหงุดหงิดจริงๆ!


ซยงโข่วเกอยังไม่ยอมแพ้ “ต่อให้พวกข้าคิดจะปล้นเจ้า แต่ตอนนี้คนที่เสียหายก็คือพวกข้า! เจ้าไม่กลัวว่าหากไปถึงที่ว่าการแล้วพวกข้าจะปัดความผิดกลับไปให้เจ้าหรือ?”


“กลัวสิ!” เหอจิ่วเหนียงตอบกลับทันควัน


ซยงโข่วเกอคิดว่าตนยังมีความหวังจึงรู้สึกมีชัย


แต่พริบตาต่อมาเหอจิ่วเหนียงก็ทำลายความหวังของเขาลง


“หากเป็นคนอื่นข้าคงกลัวอยู่หรอก แต่โชคดีจริงๆที่วันนี้ได้เจอกับพวกเจ้า เจ้าสองคนคงยังไม่รู้กระมังว่าหน้าที่ว่าการอำเภอติดป้ายประกาศจับพวกเจ้าอยู่ ข้าก็เพิ่งเห็นตอนเช้านี่เองนะ”


ระหว่างที่รอลงทะเบียนในช่วงเช้าวันนี้เหอจิ่วเหนียงก็อ่านป้ายประกาศของที่ว่าการอำเภอพลางๆ แม้ภาพวาดที่ปิดบนป้ายประกาศจะต่างกับตัวจริงไปสักหน่อย แต่ก็ไม่แย่จนมองไม่ออก


สาเหตุที่นางต้องแสร้งอ่อนข้อให้จอมโจรสองคนนี้ก็เพราะ… ด้านล่างประกาศระบุเอาไว้ว่า


…หากผู้ใดจับตัวพวกเขาได้ จะมีรางวัลตอบแทนถึงยี่สิบตำลึง!


แม้สำหรับเหอจิ่วเหนียง เงินยี่สิบตำลึงในตอนนี้ไม่ได้นับว่ามากมาย แต่นั่นก็เป็นเงินไม่ใช่หรือ!


สีหน้าของซยงโข่วเกอย่ำแย่จนไม่อาจหาคำใดมาเปรียบได้ ตอนนี้ปล้นก็ไม่ได้ จะเถียงก็ไม่ชนะ ทั้งยังหนีไม่ได้อีก! พวกเขาสองพี่น้องตกอยู่ในกำมือของหญิงสาวผู้นี้แล้ว!


โจรจนตรอกหวาดกลัวจนตัวสั่น หันไปแบกคู่ตังเกอที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นขึ้นพาดไหล่ด้วยความยากลำบาก เพราะมือถูกมัดจึงเคลื่อนไหวไม่สะดวก ระหว่างที่แบกน้องชายขึ้นมาจึงกระทบกระเทือนถึงบริเวณหว่างขาของอีกฝ่ายด้วย


เสียงราวกับหมูถูกเชือดดังระงม สีหน้าของคู่ตังเกอซีดเผือด กระทั่งหมดสติไป


เหอจิ่วเหนียงเพียงมองยังรู้สึกเจ็บแทน นางส่งเสียงเร่งดุๆออกมาสองครั้ง “เร็วๆเข้าสิ หาไม่น้องชายเจ้าจะทนไม่ไหวเอานะ!”


หลังจากทุกอย่างพร้อมแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ขี่ม้าหันกลับไปทางที่ว่าการอำเภอ มือข้างหนึ่งดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าให้เดินไปตามทาง มืออีกข้างจับเชือกที่มัดผู้ถูกตั้งรางวัลนำจับทั้งสอง ตลอดทางเป็นที่สะดุดตามากเพียงใดไม่ต้องพูดถึง

.......


หน้าประตูที่ว่าการอำเภอมีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ในหมู่บ้านละแวกนี้มีเพียงเหอจิ่วเหนียงเท่านั้นที่ขี่ม้าเข้าออก ดังนั้นพวกเขาจึงจำนางได้ เมื่อเห็นบุรุษสองคนที่ถูกลากมาด้วยทางด้านหลังจึงรีบเข้าไปถามทันที “เกิดอะไรขึ้น?”


“ใต้เท้า สองคนนี้คือ…”


ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเปล่งคำฟ้องร้อง ซยงโข่วเกอที่แบกคนไว้บนบ่าก็ทรุดตัวลงทันที “ใต้เท้า ช่วยด้วย ท่านจับพวกข้าเถอะ ฮือๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ “…”


เจ้าหน้าที่ก็นิ่งงัน “…”


ถึงกระนั้นเจ้าหน้าที่ที่ว่าการก็ยังสอบถามเหอจิ่วเหนียงว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น เหอจิ่วเหนียงจึงเล่าเรื่องราวที่ถูกสองคนนี้ดักปล้นแต่กลับพลาดท่าจนเป็นเช่นนี้ให้ผู้มีอำนาจฟังอย่างละเอียด แล้วจึงชี้แจงว่า ตนเห็นประกาศจับสองคนนี้ โดยมีรางวัลนำจับถึงยี่สิบตำลึง จึงนำตัวพวกเขามาส่งที่นี่


สุดท้ายหญิงสาวพลเมืองดีก็รวบรัดในหนึ่งประโยค “ใต้เท้า นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ สามารถขจัดภัยให้ชาวบ้านได้ นับเป็นเกียรติสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างข้าจริงๆเจ้าค่ะ!”


เจ้าหน้าที่ที่ว่าการ “…”


น่าเสียดายที่ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงสุกสกาวราวกับแสงตะวันในยามที่พูดถึงเงินรางวัลยี่สิบตำลึง ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่านางทำไปเพราะหวังขจัดภัยให้เหล่าชาวบ้านจริงๆ


เจ้าหน้าที่ทางการที่เป็นหัวหน้ากวักมือเรียกผู้ใต้บัญชาที่อยู่ใกล้ๆ เข้ามาปลดเชือกออกจากโจรทั้งสองแล้วพาตัวเข้าไปข้างใน พร้อมทั้งให้สตรีพลเมืองดีตามเข้าไปรับเงินรางวัล


เหอจิ่วเหนียงเดินตามไปด้วยใจลิงโลด ส่วนโจรทั้งสองถูกลากเข้าไปด้วยสภาพสะบักสะบอม ช่างเป็นภาพที่ดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย หญิงสาวผู้นี้โชคดีมาก ถูกโจรปล้นแต่ถูกม้าช่วยเอาไว้ได้ ไม่พอยังสามารถจับตัวคนร้ายมาส่งทางการ และได้เงินรางวัลถึงยี่สิบตำลึง!


เงินยี่สิบตำลึงเชียวนะ!


มีคนทั้งรู้สึกอิจฉาและริษยา ขณะเดียวกันก็อดสมเพชในความโง่เขลาของโจรสองพี่น้องนั่นไม่ได้ และคิดว่าหากตนเป็นคนจับได้ก็คงดี เงินยี่สิบตำลึงนั่นคงเป็นของตน


เมื่อเข้ามาในที่ว่าการอำเภอ เหอจิ่วเหนียงได้พบกับเจ้าหน้าที่ที่ไปส่งกลุ่มของนางที่หมู่บ้านอันผิงเมื่อเช้าอีกครั้ง ด้วยความที่รู้จักกันแล้ว นางจึงกล่าวทักทาย ทั้งยังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง


เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรู้สึกชื่นชมหญิงสาวผู้นี้ จึงเสนอตัวพานางเข้าไปพบนายอำเภอด้วยตัวเอง


นายอำเภอแซ่จางดูจากภายนอกอายุน่าจะประมาณสามสิบกว่าปี ไว้หนวดเคราเล็กน้อย ดูเหมือนกำลังเตรียมตัวเลิกงานจึงไม่ได้สวมชุดขุนนาง ใบหน้ามีรอยยิ้มเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเป็นคนอ่อนโยน เข้ากับคนได้ง่าย


หลังจากนายอำเภอยืนยันแล้วว่าสองคนนั้นคือนักโทษหลบหนีความผิดที่ทางการกำลังต้องการตัว เขาจึงให้ขุนนางผู้ช่วยคนสนิทมอบเงินรางวัลให้ผู้นำส่งตัวอย่างใจกว้าง


“ขอบคุณใต้เท้ามากเจ้าค่ะ ข้าน้อยยังมีเรื่องต้องไปจัดการ ต้องขอตัวกลับก่อน”


เหอจิ่วเหนียงแสดงความนอบน้อมและเตรียมตัวกลับ แต่นายอำเภอจางกลับเอ่ยถามขึ้น “นางเหอ เจ้าต่อสู้เป็นด้วยหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ “ไม่เป็นเจ้าค่ะ”


“แล้วเจ้าจับตัวสองคนนั้นได้อย่างไร?”


อันที่จริงนายอำเภอจางมีคำถามมากมายในใจ เพียงแต่ไม่สะดวกจะถามในตอนนี้ จึงเพียงถามคำถามเกี่ยวกับการจับโจรทั้งสอง


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางนึกขึ้นได้ “อ๋อ ไม่ทราบว่าใต้เท้าเคยได้ยินคำพูดนี้หรือไม่ ฉวยโอกาสลงมือในตอนที่บาดเจ็บ?”


นายอำเภอจาง “…”


หญิงสาวเอ่ยต่อ “สองคนนั้นถูกม้าข้าเหยียบจึงได้รับบาดเจ็บ ข้าจำได้ว่าพวกเขาคือคนที่ทางการประกาศจับอยู่ จึงรีบจับตัวพวกเขาไว้ โชคดีที่ได้ม้าข้าช่วยไว้ด้วยเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงหนีไปได้ตั้งนานแล้ว”


นายอำเภอจางรู้สึกว่า สิ่งที่นางเหอพูดมาไม่เป็นความจริง เพราะสองคนนั้นมีท่าทางหวาดกลัวนางมาก เรื่องมันจะง่ายปานนั้นเชียวหรือ แต่เขาก็ไม่มีหลักฐาน


อย่างไรเสียหญิงสาวผู้นี้ก็แก้ปัญหาใหญ่ให้เขาได้แล้ว นายอำเภอจึงระบายยิ้มออกมา “เป็นเช่นนี้นี่เอง เจ้าเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถจริงๆ เอาละ เจ้าออกมานานแล้ว ที่บ้านคงเป็นห่วง เจ้ารีบกลับเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงจึงขอตัวลา นายอำเภอจางมองโจรสองคนที่นอนอยู่บนพื้นสภาพปางตาย ก่อนสั่งการขุนนางผู้ช่วยคนสนิท “รีบไปตามหมอมาตรวจอาการพวกเขาเถอะ ถึงแม้พวกเขาจะมีโทษและต้องถูกเนรเทศ แต่โทษก็ยังไม่ถึงขั้นต้องตาย”


ขุนนางผู้นั้นรับคำสั่ง


ซยงโข่วเกอร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง ขอบคุณสวรรค์ที่ยังไม่เอาชีวิตพวกเขา เขาไม่เคยรู้สึกรักทางการเช่นนี้มาก่อน!


ตอนที่ 53: ถูกตำหนิเช่นนั้นจะไม่รอบคอบได้อย่างไร


เมื่อเหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงหมู่บ้านอันผิงพระอาทิตย์ก็เกือบลับขอบฟ้า วันนี้เกิดเรื่องมากมาย กว่าจะเข้าไปในอำเภอก็ล่วงเลยไปครึ่งวัน อีกทั้งยังเสียเวลาตั้งนานกับเรื่องที่ไม่คาดคิดอีก


ครอบครัวลู่กังวลจนแทบทนไม่ไหว หมู่บ้านอันผิงไม่ได้อยู่ห่างจากอำเภอมาก อีกอย่างเหอจิ่วเหนียงก็ขี่ม้าไป ควรกลับมาถึงตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งกลับมาป่านนี้


“พี่สะใภ้สาม ปลอดภัยดีหรือไม่เจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานวิ่งเข้าไปถามเป็นคนแรกด้วยสีหน้ากังวล


“ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วงนะ”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือบอกให้คลายกังวล และเดินเข้าไปหาทุกคนพร้อมลู่กุ้ยหลาน เห็นสีหน้าบึ้งตึงของนางซุนก็รู้ทันทีว่าหญิงชราต้องโกรธเป็นแน่ นางจึงตรงเข้าไปออดอ้อน


“เจ้ายังอยากกลับมาอีกหรือ!”


สะใภ้สามเดินเข้ามายังไม่ทันได้เปล่งเสียงใดนางซุนก็ตวาดออกไปทันที น้ำเสียงแฝงการตำหนิและความไม่พอใจ


เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีและเดินเข้าไปหา จากนั้นคล้องแขนแม่สามีอย่างไม่เกรงกลัว “ท่านแม่ วันนี้ข้าหาเงินมาได้ด้วยนะเจ้าคะ!”


ขณะบอกเล่านางก็ควักถุงเงินออกมาวางในมือนางซุน


“เกิดอะไรขึ้น?”


หญิงชรารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ออกไปครู่เดียวเหตุใดถึงได้เงินกลับมามากมายเพียงนี้


ความโกรธของนางซุนหายไปในบัดดล และถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียด


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าหญิงชราผู้นี้แสร้งทำเป็นโกรธแต่อันที่จริงเป็นห่วงนาง จึงยิ้มพลางอธิบาย “วันนี้ข้าช่วยทางการจับตัวคนร้ายได้สองคน ท่านนายอำเภอจึงตกรางวัลให้ข้า เป็นอย่างไรเจ้าคะ ข้าเก่งหรือไม่?”


“เก่งบ้าเก่งบออะไรของเจ้า! เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวออกไปจับคนร้ายเนี่ยนะ! เจ้าช่วยรักชีวิตน้อยๆของเจ้าหน่อยเถอะ!”


นางซุนปัดมือสะใภ้ดื้อด้านที่เกาะแขนของตนออก จากนั้นเปิดถุงเงินดู พบว่าข้างในมีเงินยี่สิบตำลึง หญิงชราหยิบออกมาสิบตำลึง และโยนที่เหลือพร้อมถุงเงินคืนให้อีกฝ่าย “ที่เหลือเจ้าเก็บเอาไว้แล้วกัน!”


เหอจิ่วเหนียงรับรู้ถึงความใส่ใจที่หญิงชรามีให้ตนจึงไม่บ่ายเบี่ยง “ก็ได้เจ้าค่ะ อีกสองสามวันข้าจะพาพวกเสี่ยวหูจื่อไปซื้อพวกกระดาษ หมึก พู่กัน และแท่นฝนหมึกนะเจ้าคะ… อ้อ เกือบลืมบอกทุกคนไปเลย วันนี้ข้าหาสำนักศึกษาให้เหลยจื่อ เจี๋ยจื่อ และเสี่ยวหูจื่อในอำเภอมาด้วยเจ้าค่ะ ค่าเล่าเรียนข้าจ่ายเรียบร้อยแล้ว อีกเจ็ดวันพาเด็กๆไปส่งที่สำนักศึกษาได้เลย ข้าได้ยินมาว่าอาจารย์ของที่นั่นสอนดีมากเจ้าค่ะ!”


อธิบายยาวเหยียดเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกคอแห้งจึงยกน้ำขึ้นดื่มหนึ่งอึก ยุ่งมาทั้งวันไม่มีเวลาดื่มน้ำเลย กระหายยิ่งนัก!


ลู่กุ้ยหลานไม่มั่นใจว่าตนเองฟังผิดไปหรือไม่ จึงถามด้วยความไม่แน่ใจ “พะ พะ พี่สะใภ้สาม ท่านบอกว่าหูจื่อก็ได้เรียนด้วยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”


“ใช่แล้ว อายุของเสี่ยวหู่จื่อถึงวัยเข้าเรียนขั้นต้นพอดี ก็ส่งไปเรียนด้วยกันเลย”


เหอจิ่วเหนียงคิดว่าลู่กุ้ยหลานไม่เห็นด้วยที่จะส่งบุตรชายเข้าสำนักศึกษา จึงเอ่ยโน้มน้าว “น้องหญิง การศึกษาของเด็กๆเป็นเรื่องสำคัญ ได้เรียนหนังสือ วันหน้าแม้ไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถตรงนี้เข้าสอบขุนนางแต่พวกเขาก็ยังจะมีอนาคตที่ดีกว่าคนทั่วไป อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกคนรังแกง่ายๆเจ้าจะ…”


“ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”


ลู่กุ้ยหลานเห็นว่าพี่สะใภ้เข้าใจผิดไปแล้วจึงรีบอธิบาย “ข้าเพียงคิดว่าพี่สะใภ้ดีต่อข้าเหลือเกิน เสี่ยวหู่จื่อยังเล็กก็ส่งให้ไปเรียนแล้ว ทั้งๆที่โก่วเอ๋อร์กลับยังไม่ได้ไป”


ยิ่งสำนึกในความดีของพี่สะใภ้สาม ลู่กุ้ยหลานก็ยิ่งน้ำตาไหลอาบหน้า นางซาบซึ้งอย่างยิ่ง นางหยูและนางฉินก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเหอจิ่วเหนียงจะจัดการเรื่องนี้รวดเร็วเช่นนี้ เดิมทีคิดว่ารอให้สร้างบ้านเสร็จก่อนแล้วค่อยวางแผนเรื่องทุกอย่าง


“เสี่ยวโก่วเอ๋อร์อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เด็กอายุต่ำสุดที่สำนักศึกษารับเข้าเรียนคือสี่ปี จึงเป็นเหตุผลที่ข้าไม่ได้สมัครเรียนให้เสี่ยวโก่วเอ๋อร์กับเสี่ยวเลี่ยงจื่อ”


ขณะบอกเหตุผลเหอจิ่วเหนียงก็หันไปมองนางเสิ่นด้วย ไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด


นางเสิ่นไม่ได้คิดมากเรื่องนี้เลย อย่างไรเสียหากมองเรื่องลำดับความสัมพันธ์ ครอบครัวตนและครอบครัวลู่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน อีกฝ่ายเป็นครอบครัวของทางพี่สะใภ้ใหญ่ ดังนั้นนางจึงไม่มีสิ่งใดที่ไม่พอใจ


แต่นึกไม่ถึงเลยว่าพี่สะใภ้สามจะชี้แจงเรื่องนี้ให้นางฟัง พลันนั้นหญิงสาวแซ่เสิ่นก็รู้สึกอบอุ่นใจมาก


“พี่สะใภ้สามมีน้ำใจกับครอบครัวเรายิ่งนัก แต่แค่พวกเราเดินทางมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัยก็พอใจมากแล้วเจ้าค่ะ อีกอย่าง เรื่องเข้าสำนักศึกษาต้องใช้เงินไม่น้อย ท่านเก็บเอาไว้ในเด็กๆในบ้านดีกว่าเจ้าค่ะ”


นางเสิ่นตอบยิ้มๆจากใจจริง


“พูดอะไรแบบนั้น อยู่ด้วยกันก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว รอปีหน้าเสี่ยวโก่วเอ๋อร์กับเสี่ยวเลี่ยงจื่ออายุถึงเกณฑ์ค่อยส่งไปเรียนพร้อมกัน”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางเอ่ยจากใจจริงเช่นกัน ที่นางช่วยเหลือครอบครัวจาง ส่วนหนึ่งเพราะความเต็มใจ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางคำนึงถึงการค้าที่ตนมีแผนการจะทำขึ้น นางอยากได้สองพี่น้องจางมาช่วย…ใช่แล้ว ที่เหอจิ่วเหนียงส่งบุตรของครอบครัวจางเข้าสำนักศึกษา แท้จริงแล้วก็เพื่อให้อีกฝ่ายแบกรับน้ำใจนี้ไว้ ต่อไปยามช่วยเหลือนางพวกเขาจะได้ทำด้วยความจริงใจ


“เอ่อ… เช่นนั้นขอบคุณพี่สะใภ้สามมากเจ้าค่ะ!”


นางเสิ่นซาบซึ้งใจมาก ในใจแน่วแน่ว่าวันข้างหน้าไม่ว่าพี่สะใภ้สามให้ทำสิ่งใด นางจะทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ นางจะต้องตอบแทนบุญคุณพี่สะใภ้สามอย่างดีที่สุด!


สีหน้าของนางซุนไม่ค่อยดีนัก


สะใภ้สามคิดจะหาเรื่องล้างผลาญเงินอย่างนั้นหรือ นี่นางรู้หรือไม่ว่าการส่งเด็กคนหนึ่งเรียนหนังสือต้องใช้เงินเท่าไร!


แม้ตอนนี้ครอบครัวพอมีเงิน แต่กว่าจะสร้างบ้านเสร็จล่ะ ไหนจะต้องจ่ายค่าแรงอีก เงินต้องร่อยหรอลงมากอย่างไม่อาจเลี่ยง แล้วเรื่องการเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวอีก จะไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะ!


ทว่าสะใภ้สามทำลงไปแล้ว หญิงชราก็ไม่อาจห้ามได้ จึงเอ่ย “ในเมื่อจะส่งเด็กๆเข้าเรียน ค่าเล่าเรียนก็ต้องใช้เงินกองกลาง เท่าไรล่ะ ข้าจะเอาให้เจ้า”


เมื่อครู่ได้เงินมาจากเหอจิ่วเหนียงสิบตำลึงพอดี คงน่าจะพอ


เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ “ท่านแม่ เงินกองกลางเก็บเอาไว้สร้างบ้านและซื้อที่นาเถอะเจ้าค่ะ ข้ายังพอมีเงินนิดหน่อย ครั้งนี้ถือเสียว่าข้าให้ของขวัญหลานๆก็แล้วกัน ปีหน้าค่อยเอาเงินกองกลางออก ครอบครัวเดียวกันไม่จำเป็นต้องเกรงใจ”


ครอบครัวพี่ใหญ่ ครอบครัวพี่รอง และลู่กู้ยหลานต่างร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง เหอจิ่วเหนียงยิ้มอบอุ่น ทั้งยังกล่าวคำพูดดีๆมากมายปลอบพวกพี่น้อง


นางซุนเขม็งมองเหอจิ่วเหนียงโดยไม่พูดอะไร ยิ่งมองท่าทางของสะใภ้อวดเก่งแล้วก็ยิ่งรู้สึกขัดเคือง


ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา นางก็เสียดายเงินอยู่เหมือนกัน!


เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าแล้วก็ได้เวลากินข้าว กว่าเหอจิ่วเหนียงกลับมาก็ค่ำแล้ว จะฆ่าไก่ทำปลาตอนนี้คงไม่ทัน เก็บเอาไว้พรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน


หลังจากกินข้าวเสร็จท้องฟ้าก็มืดลง กระท่อมมุงจากถูกสร้างเสร็จแล้วตั้งแต่ตอนเย็น คืนนี้พวกเขาจึงไม่ต้องนอนตากน้ำค้างเหมือนที่ผ่านมา


เหอจิ่วเหนียงนำผ้าน้ำมันมัดใหญ่ออกมาจากตะกร้า “พี่ใหญ่ พี่รอง รบกวนพวกท่านนำผ้าน้ำมันนี่คลุมบนหลังคา แล้วใช้เชือกมัดหน่อยเจ้าค่ะ ส่วนที่เหลือปล่อยให้มันห้อยลงมา จะได้ปิดรอบๆ คืนนี้ไม่ต้องนอนตากลมกันแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงด้วยว่าเด็กๆจะหนาว”


“น้องสะใภ้สามช่างรอบคอบจริงๆ!”


ลู่จิ้งซวนอดชมน้องสะใภ้ไม่ได้ ส่วนนางซุนค่อนแคะในใจ ‘ถูกตำหนิเช่นนั้นจะไม่รอบคอบได้อย่างไร?’


เหล่าบุรุษครอบครัวลู่ฝืนอาการบาดเจ็บจากแผลปลอมช่วยกันคลุมผ้าน้ำมัน กว่าจะเสร็จก็ดึกมากแล้ว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งครอบครัวก็พร้อมเข้านอน


บัดนี้สมาชิกในครอบครัวลู่มีกันหลายคน จึงสร้างกระท่อมมุงจากทั้งหมดสามหลังโดยแยกชายหญิง เด็กผู้ชายอายุสี่ปีขึ้นไปนอนกับบิดา เด็กผู้หญิงนอนกับมารดา ส่วนโก่วเอ๋อร์และเลี่ยงจื่ออายุสามขวบจึงนอนกับผู้เป็นแม่


ครอบครัวใหญ่เช่นนี้ กระท่อมสามหลังนับว่าค่อนข้างสะดวกสบาย


นางซุนมีเรื่องจะพูดคุยกับลูกสะใภ้ทั้งสาม จึงจงใจไปนอนใกล้ๆพวกนาง


ตอนที่ 54: เหม็นโฉ่


“วันนี้เจ้าใช้เงินซื้อของมาเท่าไร? ข้าจะเอาเงินให้เจ้า”


สตรีในครอบครัวทั้งหมดนอนอยู่ในที่เดียวกัน ดังนั้นคำถามของนางซุนจึงไม่ได้เป็นความลับอะไร อีกทั้งหญิงชราจงใจใช้เสียงดังเล็กน้อยเพื่อให้ทุกคนได้ยิน


ได้ยินดังนั้นทุกคนจึงหันมามอง นั่นสิ วันนี้เหอจิ่วเหนียงใช้เงินส่วนตัวจับจ่ายซื้อของทั้งหมด นี่หมายความว่าทุกคนกำลังเอาเปรียบนางอยู่


แม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่ถือสากับเงินเหล่านั้น แต่นางตระหนักว่าจะทำเช่นนี้ไปตลอดไม่ได้ ของเหล่านี้อันที่จริงควรใช้เงินกองกลาง ดังนั้นหลังจากที่นางซุนถาม นางจึงไม่ปฏิเสธ “ผ้าน้ำมันสามร้อยอีแปะ ไก่ ปลา ผักสี่สิบหกอีแปะเจ้าค่ะ”


นางซุนนับเงินในกระเป๋าสามร้อยอีแปะยื่นให้อีกฝ่าย เมื่อคำนึงถึงการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของสะใภ้คนนี้แล้วก็อดตำหนิไม่ได้ “เสี่ยวโก่วเอ๋อร์ยังเล็กต้องใช้เงินอีกมาก เจ้าสามก็ไม่อยู่ ต่อไปก็มีแค่เจ้าที่เป็นที่พึ่งให้เขา เจ้าต้องรู้จักเก็บเงินบ้างนะ จะใช้จ่ายมือเติบแบบนี้ไม่ได้”


แม้เงินที่เสียไปจะใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องภายในครอบครัว โดยเฉพาะค่าเล่าเรียนของเด็กๆในวันนี้ แต่นางซุนคิดว่าหากเป็นตน ตนอาจไม่ส่งหูจื่อเข้าเรียน แม้จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของลู่กุ้ยหลาน แต่บุตรีเมื่อออกเรือนแล้วก็เปรียบเสมือนน้ำที่ถูกสาดออกไป เด็กคนนั้นถือสกุลจาง หากจะเรียนก็ต้องให้จางซงเป็นผู้ส่งเสีย แต่เหอจิ่วเหนียงกลับสอดมือเข้าไปจัดแจงเรื่องของคนอื่นเขาเสียแล้ว


นางซุนกลัวว่าลู่กุ้ยหลานและสามีจะเสียนิสัย หากวันหน้าประสบพบเจอเรื่องเดือดร้อนแล้วคิดเพียงให้ครอบครัวพ่อแม่ช่วยล่ะ เช่นนี้จะเป็นการทำร้ายพวกเขามากกว่า


“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านวางใจเถอะ ข้ารู้ดีว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม แม้นางจะยินดีทำเพื่อทุกคนแต่นางก็ประเมินข้อดีข้อเสียแล้ว ไม่ใช่ทำไปเหมือนเทน้ำเปล่าเช่นนั้น


“เจ้าเข้าใจแล้วก็ดี”


อีกฝ่ายรับปากแล้วนางซุนก็ไม่พูดอะไรอีก และบอกให้ทุกคนรีบเข้านอน


วันนี้ยุ่งมาทั้งวันทุกคนจึงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย ทันทีที่เอนกายสติการรับรู้ก็เลือนหายไป เหลือเพียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ


ยามดึกสงัด ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกอดบุตรชายนอนอย่างสบาย จู่ๆก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้นจากข้างนอก


นางลืมตาตื่นในทันใด ตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนในครอบครัว จึงปล่อยโก่วเอ๋อร์ออกจากอ้อมแขน ลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม แล้วเดินออกไปดู


คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ส่องแสงสว่างราวกับเวลากลางวัน เหอจิ่วเหนียงแง้มผ้าน้ำมันออกจึงเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นด้านนอกอย่างชัดเจน


มีโจรสามคนขโมยม้าทั้งสองตัว และตอนนี้กำลังเดินออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว


เหอจิ่วเหนียงตามโจรพวกนั้นไปทันทีโดยไม่ได้ปลุกใคร จากนั้นเอาเข็มเงินออกมา ยิงไปที่คอของโจรทั้งสาม


ร่างของหัวขโมยทั้งสามล้มลงไปนอนกับพื้น หมดสติทันที


เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปช้าๆ จูงม้าสองตัวกลับมาพร้อมสั่งสอนพวกมันเสียงเบา โดยเฉพาะม้าตัวที่นางใช้เดินทางเข้าอำเภอในวันนี้ “เจ้าโง่ไปแล้วหรืออย่างไร ใครจูงไปไหนก็ไปกับเขาหมด เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์ชมเจ้าเมื่อตอนกลางวัน!”


ไม่รู้ว่าเจ้าม้าเข้าใจที่ผู้เป็นนายพูดหรือไม่ ตอนนี้มันก้มหน้าคล้ายรับการสั่งสอน ท่าทางราวกับสำนึกผิดเป็นอย่างยิ่ง


เหอจิ่วเหนียงจูงม้าทั้งสองกลับมามัดม้าไว้ที่เดิม จากนั้นกลับไปมัดตัวสามผู้บุกรุกที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น แล้วลากพวกเขามาโยนไว้ข้างๆม้า ก่อนอ้าปากหาวแล้วกลับเข้านอนต่อ


วันนี้ทุกคนเหนื่อนกันมาทั้งวันแล้ว หากปลุกพวกเขาตอนนี้มีหวังไม่ได้นอนกันทั้งคืนแน่ ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงรอให้เช้าก่อนแล้วค่อยว่ากัน


อรุณเบิกฟ้า ครอบครัวลู่ถูกปลุกออกจากห้วงนิทราด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวาย


ที่มาของเสียงร้องตะโกนก็คือ โจรสามคนที่อยู่ด้านนอกนั่น


ผู้เฒ่าลู่เป็นคนตื่นง่าย เมื่อได้ยินเสียงประหลาดเขาจึงเป็นคนแรกที่เดินออกไปดู


ภาพที่ชายชราเห็นคือ ร่างสามร่างถูกม้ารุมทำร้ายจนมีสภาพจะคนก็ไม่ใช่จะผีก็ไม่เชิง ผู้เฒ่าลู่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ


คนอื่นต่างพากันออกมาดู หลังจากได้เห็นภาพเหตุการณ์ทุกคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนกับชายชรา


“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


ลู่จิ้งซวนถามเสียงเบาพลางมองสามคนนั้นที่มีมูลม้าติดอยู่บนศีรษะด้วยความรังเกียจ ทุกคนต่างส่ายหน้า


“มัวยืนอึ้งกันอยู่ทำไม รีบมาช่วยพวกข้าเร็วเข้า! สัตว์เดรัจฉานของพวกเจ้าสองตัวนี่ชั่วช้ายิ่งนัก! อุ อุ อุ…อ้วก!”


โจรหนึ่งในนั้นร้องตะโกนเสียงดัง ประจวบกับม้ายกขาข้างหนึ่งขึ้นฉี่แล้วบังเอิญราดรดบนใบหน้าของโจรที่กำลังอ้าปากสาปส่งพอดี


ทุกคนเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกคลื่นไส้ แม้จะเห็นแล้วว่าพวกเขาทั้งสามน่าเวทนาเพียงใดแต่ก็ไม่มีใครคิดจะเข้าไปช่วย ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลเหม็นโฉ่ ใครจะกล้าเข้าไปใกล้กัน


เหอจิ่วเหนียงจูงมือโก่วเอ๋อร์เดินออกมาช้าๆ เมื่อเห็นอาการของทุกคนนางก็นึกขึ้นได้ จึงอธิบายด้วยเสียงละห้อย “เมื่อคืนข้าตื่นกลางดึก เห็นโจรกระจอกสามคนนี่กำลังขโมยม้าพอดี ข้าเห็นว่าทุกคนเหนื่อยมาทั้งวันจึงไม่ได้ปลุก ตั้งใจจะรอให้ถึงเช้าแล้วค่อยไปถามผู้นำหมู่บ้านว่าคนพวกนี้เป็นใคร”


สิ้นวาจาไขข้อข้องใจ ความเงียบก็เข้ามาแทนที่


สะใภ้สามตื่นกลางดึกทีไรมักมีปัญหาเกิดขึ้นทุกครั้ง


ครั้งก่อนที่เฉียนโจวนางก็บังเอิญรู้ว่ามีผู้ลี้ภัยกำลังก่อจลาจล ครั้งนี้กลางดึกก็พบว่ามีคนกำลังขโมยม้า 


นี่มันช่าง…


ทันทีที่นางซุนได้ยินว่ามีคนจะขโมยม้าก็หยิบท่อนไม้ใกล้ๆ ขึ้นมาตีไม่ยั้งที่ร่างของโจรเหล่านั้นด้วยความเดือดดาล “พวกสันดานชั่ว! ของของคนอื่นก็คิดอยากได้ คิดว่าพวกข้าเพิ่งเข้ามาอยู่แล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ!”


โจรทั้งสามร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ตอนตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนจมกองอึม้าก็เจ็บทรมานพอแล้ว ยังโดนยายเฒ่านี่ทุบตีต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้อีก พวกเขารู้สึกอับอายมาก ร้องไห้ครวญครางออกมาเสียงดัง


หลังจากหญิงชราระบายโทสะจนพอใจแล้ว ลู่จิ้งซวนจึงไปช่วยดึงตัวโจรทั้งสามออกมาจากกองมูลม้า คนถูกช่วยเหลือยังไม่ทันเปล่งคำขอบคุณ ผู้เฒ่าลู่ก็เอ่ยออกมาเสียก่อน “เจ้ารอง ไปตามผู้นำหมู่บ้านมา”


“ขอรับ!”


ลู่เหอหรงหันหลังวิ่งออกไปทันที เมื่อวานเขาไปที่บ้านผู้นำหมู่บ้านมาแล้วจึงหาไม่ยาก


โก่วเอ๋อร์เอามือปิดจมูกเล็กๆด้วยความรังเกียจ “ท่านแม่ พวกเขาสกปรกมาก แถมยังเหม็นมากอีกด้วยขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงคลี่ยิ้มเอ็นดู พลางอธิบายให้เด็กน้อยฟัง “พวกเขาทำเรื่องไม่ดีจึงถูกม้าลงโทษ เพราะฉะนั้นเด็กๆอย่าทำเรื่องไม่ดี เข้าใจหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างจริงจัง “ขอรับ ข้าจะไม่ทำเรื่องไม่ดี ข้าไม่อยากเป็นคนตัวเหม็นแบบนี้ขอรับ!”


ผู้ร้ายจนตรอกรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง ทั้งชีวิตพวกเขายังไม่เคยโดนดูถูกจนอยากมุดดินหนีเช่นนี้มาก่อน ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะพลาดท่าตกอยู่ในกำมือของสตรีคนเดียวได้!


เด็กๆที่อยู่ข้างๆ ทำแบบเดียวกับโก่วเอ๋อร์ แสดงท่าทางดูถูก จากนั้นเอามือกุมหน้าท้องแล้วหัวเราะไม่หยุด


โจรคนหนึ่งสาดวาจาหยาบคายด้วยความโมโห “พวกเจ้าเพิ่งจะเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านอันผิงก็กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้ คอยดูเถอะว่าวันหน้าข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าเช่นไร!”


โจรกลุ่มนี้เป็นอันธพาลที่คนในหมู่บ้านรู้กันดี วันๆเอาแต่พากันก่อเรื่องลักขโมยตามบ้านเรือน ทว่าแม้คนเหล่านี้ทำเรื่องเลวทรามแต่ก็มีคนในหมู่บ้านบางกลุ่มคอยปกป้อง แม้แต่ผู้นำหมู่บ้านก็ไม่อาจจัดการได้ จึงจำต้องปล่อยให้พวกเขาลอยนวลเรื่อยมา


แต่ทั้งสามไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะเจอคนที่แข็งแกร่งกว่าเข้า!


ตอนที่ 55: คนใสซื่อ


จางซงเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อถูกหาเรื่องเขาก็พุ่งตัวเข้าไปถีบคนปากเก่งทันที “เอาสิ! ข้าเองก็อยากรู้นักว่าพวกเจ้าจะสั่งสอนอย่างไร สภาพเช่นนี้แล้วยังจะปากดีอีก ดูท่าคงยังไม่สำนึกสินะ!”


หลังจากถูกถีบโจรผู้นั้นหาได้สำนึกไม่ ทำท่าอวดเบ่งเตรียมจะด่าทออีกสองสามประโยค อย่างไรเสียผู้นำหมู่บ้านก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้อยู่แล้ว!


แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าดุดันของจางซง คำพูดที่เตรียมจะสาดออกมาก็หายวับไปทันควัน ความรู้สึกราวกับว่าหากเขากล้าปริปากอีกแม้แต่คำเดียวจะต้องถูกบุรุษร่างกำยำที่แผ่ไอสังหารออกมาผู้นี้ถีบจนสลบเป็นแน่เข้ามาแทนที่


เพราะเป็นพ่อค้าขายหมูที่ต้องฆ่าหมูเป็นอาจิณ บวกกับเป็นคนอารมณ์รุนแรง ทำให้จางซงมีรัศมีความแข็งแกร่งปกคลุมรอบตัว เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองบุรุษผู้นี้ด้วยความพึงพอใจยิ่ง ทำการค้าในอนาคตคนที่นางต้องการก็คือคนกล้าหาญอย่างจางซงนี่แหละ พี่ชายทั้งสองของสามีเป็นคนซื่อเกินไป บางสถานการณ์ไม่อาจเลี่ยงการถูกรังแกได้


ไม่นานนักลู่เหอหรงก็กลับมาพร้อมผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ชาวบ้านที่มาล้วนเป็นคนที่ถูกคัดเลือกให้เป็นแรงงานสร้างบ้านของครอบครัวลู่ เช้าวันนี้ต้องมาประชุมแบ่งงานกันที่นี่อยู่แล้ว เมื่อเห็นบุรุษแซ่ลู่วิ่งหน้าตั้งไปหาผู้นำหมู่บ้านอย่างรีบร้อนพวกเขาจึงตามไปด้วย


เมื่อทุกคนเห็นสามคนบนพื้นก็จำได้ทันที แม้จะมีสภาพสะบักสะบอมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม “พวกต้าหนิวนี่ เหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้?”


ผู้เฒ่าลู่เดินเข้ามาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ผู้นำหมู่บ้านฟัง โดยบอกเพียงว่าเมื่อคืนโจรสามคนนี้แอบเข้ามาขโมยม้า และถูกคนในบ้านจับได้ ไม่ได้บอกว่าคนที่จับได้คือเหอจิ่วเหนียง เขากลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับลูกสะใภ้


“พวกเจ้าเลิกเป็นโจรไม่ได้เลยสินะ ทั้งยังกล้ากับคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่อีก เรื่องนี้อับอายไปถึงผู้นำหมู่บ้านแล้วเห็นหรือไม่!”


ทันใดนั้นชายคนหนึ่งในฝูงชนก็ตะคอกออกมา ทุกคนหันไปมองก็พบว่าเขาคือผู้เป็นอาของต้าหนิว


“ท่านอาสาม ช่วยข้าทีขอรับ! รีบไปตามท่านพ่อท่านแม่ และท่านผู้นำตระกูลมาช่วยข้าเร็วเข้า! ท่านอาสาม!”


ต้าหนิวเห็นญาติตนเองจึงไม่สนใจอะไรแล้ว ร้องอ้อนวอนขอความช่วยเหลือทันที


ทว่าชายผู้นั้นกลับไม่สนใจหลานของตนเลย “พวกเจ้าเลือกทำเรื่องต่ำช้าก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาเอง เลิกดึงพ่อแม่และคนในตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องได้แล้ว!”


จากนั้นชายผู้นั้นก็หันไปบอกกับผู้นำหมู่บ้าน “ท่านผู้นำ พวกต้าหนิวสร้างความเดือดร้อนให้หมู่บ้านเรามาตลอด คนในตระกูลก็ปวดหัวกับพวกเขามาก วันนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ทั้งยังล่วงเกินคนสกุลลู่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ ทำให้ท่านที่เป็นผู้ปกครองหมู่บ้านต้องขายหน้า ควรจัดการเช่นไรก็แล้วแต่ท่านเลยขอรับ ไม่ต้องเห็นแก่ตระกูลเฉียนของพวกเรา!”


แม้ชายผู้นี้จะไม่ใช่ผู้นำตระกูล แต่บิดาของเขาคือผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบัน วันข้างหน้าหากไม่มีบิดาแล้วเขาก็คือผู้นำตระกูลคนต่อไป ดังนั้นคำพูดของเขานับว่าพอมีน้ำหนักสำหรับตระกูล


เฉียนต้าหนิวนึกไม่ถึงเลยว่าท่านอาจะทอดทิ้งตนเช่นนี้ เขาโกรธมาก พยายามดิ้นสุดแรง มูลม้าที่เปรอะเปื้อนตามตัวจึงกระเด็นไปรอบๆ


จางซงเดินเข้าไปถีบเขาอีกครั้ง “ทำตัวดีๆหน่อย!”


โจรอีกสองคนเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงอยู่นิ่งๆไปนานแล้ว พวกเขาไม่กล้าวางท่าอวดดีเหมือนต้าหนิว เพียงก้มหน้ารอให้คนที่บ้านมาช่วย


ผู้นำหมู่บ้านเห็นกลุ่มคนที่สร้างความเดือนร้อนก็รู้สึกปวดหัวมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าหมู่บ้านแต่ละแห่งมักจะมีอันธพาลเช่นนี้อยู่ แต่หมู่บ้านของเขากลับมีเยอะกว่าไปสักหน่อย อีกทั้งยังแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ และพวกของเฉียนต้าหนิวสามคนก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเล็กๆด้วย แต่พวกเขาไม่เคยก่อเรื่องโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมแต่อย่างใด เพียงขโมยของเล็กๆน้อยๆ แม้แต่คนในบ้านก็ห้ามไม่ได้ แต่ละวันเอาแต่ใช้ชีวิตเสเพลเช่นนี้


แม้ชาวบ้านในหมู่บ้านจะเบื่อหน่ายการกระทำของพวกเขา แต่ก็ดูเหมือนจะชินไปแล้ว ดังนั้นคนส่วนมากจึงปิดหูปิดตาไปข้างหนึ่ง และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พวกเขาไม่เกรงกลัวสิ่งใด… กระทั่งมาเจอกับครอบครัวลู่


ม้าสองตัวนี้หากเอาไปขายต้องได้เงินหลายสิบตำลึงแน่นอน เงินจำนวนนี้สามารถอยู่กินไปจนแก่โดยไม่ต้องทำอะไรได้เลย พวกเขายังวางแผนไว้แล้วว่า หากทำภารกิจนี้สำเร็จก็จะเลิกเป็นโจรและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ที่บ้าน แต่นึกไม่ถึงว่าจะถูกจับได้ ความฝันที่วาดไว้พลันพังทลาย


“ต้าหนิว เจ้ายังมีอะไรจะพูดหรือไม่?”


ผู้นำหมู่บ้านถอนหายใจยาวออกมา เฉียนต้าหนิวรีบใช้โอกาสร้องขอความยุติธรรม “ท่านผู้นำหมู่บ้าน พวกเราถูกใส่ร้ายขอรับ! พวกเราไม่ได้คิดจะขโมยม้าเลย แค่บังเอิญผ่านมาทางนี้ก็เท่านั้น พื้นที่โล่งกว้างไม่มีรั้วรอบขอบกั้นเช่นนี้ พวกเราไม่มีสิทธิ์เดินผ่านหรืออย่างไร คนพวกนี้ต่างหากที่ใส่ร้ายพวกข้า!”


ชาวบ้านได้ฟังก็หมดคำพูดจริงๆ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังจะโกหกอีก สมกับเป็นคนหน้าด้านที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านจริงๆ


ส่วนผู้ร่วมอุดมการณ์อีกสองคนได้ยินวาจาของสหายก็ชะงักไป


แบบนี้ก็ได้หรือ? 


เอ๊า! ได้ก็ได้!


ทันใดนั้นก็คล้ายมองเห็นความหวังในการเอาตัวรอด จึงรีบสำทับด้วยความร้อนรน “พวกข้าถูกใส่ร้ายจริงๆขอรับ! ครอบครัวของพวกเขาจงใจทำร้ายพวกข้า! คนกลุ่มนี้เพิ่งเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี!”


วาจาไร้ยางอายทำให้จางซงเตรียมจะเข้าไปถีบสั่งสอนอีกครั้ง แต่ถูกลู่กุ้ยหลานห้ามเอาไว้ และเอ็ดด้วยความไม่พอใจ “พอแล้ว คนมุงเยอะแยะเห็นหรือไม่!”


ครอบครัวพวกเขาเพิ่งเข้ามาอยู่ รากฐานยังไม่มั่นคง ไม่อาจเทียบกับชาวบ้านในพื้นที่ได้ หากคนในตระกูลของอีกฝ่ายร่วมกันยัดเยียดความผิดให้พวกเขา สถานการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม


จางซงจึงใจเย็นลง เขาเพียงตระหนักว่าช่วงที่ผ่านมาครอบครัวของพ่อแม่ภรรยาดีกับเขามาก ตอนนี้ถูกโจรหน้าโง่สามคนใส่ร้ายจึงอยากช่วยสั่งสอนให้ก็เท่านั้น


“เฉียนต้าหนิว ถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้แล้วยังจะเถียงข้างๆคูๆอีกอย่างนั้นหรือ!”


ผู้นำหมู่บ้านโกรธจนหน้าสั่น เดิมทีคิดว่าเห็นแก่ที่ทุกคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน หากพวกเขายอมสารภาพและยอมขอโทษ เรื่องนี้ก็เป็นอันว่าแล้วกันไป ครอบครัวลู่คงไม่เอาเรื่องเอาราวเพราะเห็นแก่หน้าผู้นำหมู่บ้าน แต่ใครจะคิดว่าโจรพวกนี้จะดื้อดึง ช่างไม่รู้จักชั่วดีเลยจริงๆ!


“ท่านผู้นำหมู่บ้าน พวกเราถูกใส่ร้ายจริงๆนะขอรับ! ครอบครัวนี้รังแกคนใสซื่ออย่างพวกข้านะขอรับ!”


เฉียนต้าหนิวยืนกรานไม่ยอมรับ ชาวบ้านที่มุงดูจึงพากันหัวเราะพรืดและตะโกนออกมา “คนอย่างพวกเจ้าเนี่ยนะเป็นคนใสซื่อ พูดออกมาไม่รู้สึกกระดากปากบ้างเลยหรือ! หลายเดือนก่อนยังไปขโมยไก่บ้านข้าอยู่เลย หากไม่เห็นว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันละก็พวกเจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปรึ! เฉียนต้าหนิว อย่าคิดว่าญาติเยอะ มีแม่เป็นคนปากร้ายแล้วพวกข้าจะกลัว พวกข้าแค่ไม่อยากโต้เถียงกับคนอย่างพวกเจ้าเท่านั้นเอง!”


“ใช่ ไม่ต้องพูดถึงที่เมื่อครู่เฉียนต้าจงบอกว่าจะไม่ช่วยเจ้าเลย ต่อให้เขาช่วย พวกข้าก็ไม่ยอมปล่อยให้คนอย่างพวกเจ้าลอยนวลอีกแล้ว! พวกเจ้าไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตาบ้างรึ!”


เมื่อวานครอบครัวลู่เพิ่งให้โอกาสชาวบ้านมีงานทำ ทุกคนซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง วันนี้จึงช่วยออกหน้าแทนพวกเขาอย่างสุดกำลัง


ขณะเสียงก่นด่าหลายเสียงดังอื้ออึง ก็มีเสียงร้องตะโกนด้วยความโศกเศร้าเสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอกฝูงชน 


“ลูกแม่ โธ่ลูกแม่ นี่พวกเจ้าทำอะไรลูกข้าฮะ!?”


สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเบียดเสียดฝูงชนเข้ามาในวงล้อม เห็นชายสามคนถูกมัดไว้ด้วยกันก็ทรุดลงกับพื้นทันที เอามือตบหน้าขาและส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญออกมา “เหตุใดพวกเจ้าถึงรวมหัวกันรังแกลูกข้าเช่นนี้! พวกเจ้าจะเอาชีวิตเขาหรืออย่างไร โธ่ลูกแม่ เหตุใดชีวิตเจ้าถึงอาภัพเช่นนี้!”


เหอจิ่วเหนียงสังเกตได้ว่าสตรีผู้นี้รักษาระยะห่างจากโจรทั้งสามค่อนข้างไกล เห็นได้ชัดว่านางรังเกียจสภาพของพวกเขา แต่ยังต้องเสแสร้งเล่นบทบาทแม่ที่เป็นห่วงลูก


เฉียนต้าหนิวเห็นผู้เป็นมารดาดวงตาก็เปล่งประกายทันที “ท่านแม่ ท่านพ่อล่ะ?”


“พ่อเจ้าออกไปหางานรับจ้างที่อำเภอตั้งแต่เช้าแล้ว คนพวกนี้ฉวยโอกาสตอนที่พ่อเจ้าไม่อยู่รังแกเราสองแม่ลูก ฮือๆๆ…ไร้ความยุติธรรมจริงๆ บ้านเมืองไร้กฎหมายแล้วหรืออย่างไร!”


นางหลี่มารดาของเฉียนต้าหนิวตบหน้าขาพลางร้องไห้คร่ำครวญ กระทั่งรู้สึกแน่นจมูกจึงยกมือบีบจมูกรีดน้ำมูกแล้วเช็ดลงกับพื้น ทุกคนเห็นดังนั้นก็รู้สึกขยะแขยงมาก


“นางหลี่ ลูกเจ้าเป็นคนทำผิด เจ้าอย่ามาทำตัวไร้เหตุผลตรงนี้เลย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”


ผู้นำหมู่บ้านเห็นสตรีผู้นี้ก็รู้สึกเอือมระอา นางหลี่เป็นสตรีที่ชาวบ้านอันผิงเกลียดมากที่สุด


การที่บุตรทำตัวไม่ดี พ่อแม่โดยทั่วไปต้องรู้สึกอับอายและไม่พอใจในตัวลูกของตนจึงจะถูก แต่นางหลี่กลับต่างไปโดยสิ้นเชิง ทั้งยังภูมิใจในการกระทำของบุตรชายอีกด้วย นางมองว่าบุตรชายของตนมีความสามารถ ไม่ต้องไปทำไร่ไถนาเหมือนคนอื่นก็สามารถใช้ชีวิตได้ดี ทุกครั้งที่บุตรชายทำความผิดแล้วถูกจับได้ นางหลี่จะเข้ามาก่อความวุ่นวายเพื่อเบี่ยงเบนสถานการณ์เช่นนี้ เป็นผลทำให้ผู้นำหมู่บ้านไร้หนทางจัดการจนต้องปล่อยตัวไป


ตอนที่ 56: ส่งตัวไปที่ว่าการอำเภอ


ทุกคนรังเกียจการกระทำของนางหลี่มาก ทุกครั้งที่นางทำเช่นนี้ก็จะถูกปล่อยตัวอย่างง่ายดาย แต่ครั้งนี้ไม่ได้เด็ดขาด หากไม่สั่งสอนให้พวกนางสองแม่ลูกได้เห็นดี ครั้งหน้าคงมิวายก่อเรื่องเช่นเดิมขึ้นอีก!


นางหลี่ไม่สำนึกแม้แต่น้อย ทั้งยังจงใจดีดน้ำมูกใส่คนอื่น


“ท่านผู้นำหมู่บ้าน คนพวกนั้นบอกว่าลูกข้าขโมยของ เช่นนั้นก็เอาหลักฐานออกมาสิ! นี่อะไร! หลักฐานไม่มีก็จับตัวลูกข้าแล้ว รังแกกันชัดๆ! หรือเพราะครอบครัวที่เข้ามาอยู่ใหม่นี่เป็นคนมีเงิน มอบประโยชน์ให้กับท่าน ท่านก็เลยช่วยพวกเขา?”


ที่ผ่านมาหมู่บ้านอังผิงมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่บ้าง ผู้นำหมู่บ้านไม่ได้ใส่ใจคนเหล่านั้นเหมือนที่ทำกับชาวตระกูลลู่เช่นตอนนี้เลย ดังนั้นไม่ต้องคิดก็รู้ว่าพวกเขาต้องมีลับลมคมในแน่ๆ!


“พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า!”


ผู้นำหมู่บ้านถลึงตาจับจ้องนางหลี่ด้วยความโมโห เขาเกลียดสตรีผู้นี้ที่สุดเพราะเป็นคนพูดจาสาดเสียเทเสีย ปากของนางสามารถกลับผิดให้เป็นถูกได้ ยิ่งกว่านั้นคือ ทำให้เขาไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งนางได้!


“ข้าพูดผิดรึ! คนอย่างพวกเจ้าปกติก็เป็นคนแต่นิสัยสุนัข ความจริงแล้วคิดจะหาโอกาสรังแกลูกชายข้ามากกว่า! ใช่ ลูกข้าเป็นคนไร้ประโยชน์ แต่ก็ใช่ว่าพวกเจ้าจะสามารถสั่งสอนเขาได้ตามใจ หากวันนี้พวกเจ้าคิดจะแตะต้องลูกข้าก็ข้ามศพข้าไปก่อน!”


สตรีผู้รักลูกแบบผิดๆ ประกาศกร้าวจบก็นอนราบไปกับพื้น นางไม่สนว่าคนจะมองเช่นไร และไม่สนใจศักดิ์ศรีของตัวเอง


เฉียนต้าหนิวเห็นผู้เป็นแม่ออกตัวปกป้องตนถึงเพียงนี้เดิมทีก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ไม่นานเขาก็วางใจ เพราะทุกปัญหาที่ผ่านมาล้วนเป็นมารดาที่ช่วยแก้ไข และครั้งนี้ก็ต้องผ่านไปได้เช่นกัน


คิดได้ดังนั้นจอมโจรแซ่เฉียนก็หันมองสหายข้างกายสองคนด้วยความลำพองใจ ท่าทางบ่งบอกว่าท่านแม่ของตนยอดเยี่ยมเพียงใด


โจรอีกสองคนก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง พวกเขามองไม่เห็นหนทางในการพ้นโทษครั้งนี้เหมือนเฉียนต้าหนิว ทั้งสองคนเห็นพ่อแม่ของตนท่ามกลางฝูงชนแล้ว แต่ผู้เป็นความหวังกลับไม่ออกตัวแก้ต่างแทนพวกเขาเหมือนนางหลี่ ทั้งยังหลบหน้าหลบตาเพราะอับอายกับการกระทำของพวกเขา


และที่สำคัญ ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้มีบุตรชายเพียงคนเดียว แต่ต้าหนิวเป็นเพียงบุตรชายคนเดียวของครอบครัว ดังนั้นพ่อแม่จึงรักและทะนุถนอมเขาเป็นที่สุด


ผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านทุกคนนึกไม่ถึงเลยว่านางหลี่จะทำเรื่องให้ใหญ่โตได้โดยไร้ซึ่งยางอาย ทุกคนโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว แต่ไม่รู้ควรจัดการนางเช่นไร


ครอบครัวลู่ โดยเฉพาะคนตรงไปตรงมาอย่างนางซุนยังต้องตะลึงเมื่อได้พบเจอกับคนอย่างสตรีแซ่หลี่ พวกเขาพูดไม่ออกจริงๆ จึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียงอย่างกังวลใจ


เหอจิ่วเหนียงไม่เคยคิดอยากแสดงตัวตนต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้เลย แต่ในเมื่อนางหลี่ไร้เหตุผลนัก เช่นนั้นก็อย่าหาว่านางไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน!


“ท่านผู้นำหมู่บ้าน” สตรีสองภพออกปากทันที “ในเมื่อเรื่องนี้ตัดสินยาก เช่นนั้นนำตัวไปที่ว่าการอำเภอเลยดีกว่า ข้าเชื่อว่าท่านนายอำเภอจะให้ความยุติธรรมกับครอบครัวข้าได้”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้อยากทำให้เรื่องราวใหญ่โต ทำไปพวกเขาก็ไม่ได้อะไร แต่หากได้เสียเวลาสั่งสอนคนพวกนี้เล็กๆน้อยๆ ก็ถือว่าช่วยๆกันไปก็แล้วกัน ทำอย่างไรได้ นางหลี่เป็นคนที่ทำให้เหอจิ่วเหนียงเปลี่ยนความคิดเองนะ


“เจ้าว่าอะไรนะ? ส่งตัวไปที่ว่าการอำเภออย่างนั้นหรือ!”


สตรีมีอายุที่นอนอยู่บนพื้นพลันตกใจจนเบิกตากว้าง “ลูกข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย เจ้ามีสิทธิ์อะไรจับตัวเขาไปส่งที่ว่าการอำเภอ! ฮือๆๆ ข้าอายุปูนนี้แล้ว เหตุใดชีวิตถึงได้อาภัพเช่นนี้ พวกเขาจะกดขี่ให้ลูกข้าตาย วันข้างหน้าหากข้าตายคงไม่มีคนมาเก็บศพ!”


นางหลี่ตัดพ้อพร้อมกลิ้งไปมาบนพื้นจนฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ


เหอจิ่วเหนียงก้าวถอยหลังสองสามก้าวด้วยความรังเกียจ จากนั้นหันไปบอกกับผู้นำหมู่บ้าน “ท่านผู้นำ นางหลี่ทำตัวไร้เหตุผลถึงขั้นนี้ ประพฤติตัวปกป้องคนทำผิดอย่างไม่ลืมหูลืมตา ตามหลักกฎหมายแล้ว การปกปิดความผิดนับเป็นหลักฐานที่แสดงว่าทำผิด ในเมื่อนางอาลัยอาวรณ์ลูกชายถึงเพียงนี้ก็จับนางไปส่งที่ว่าการอำเภอพร้อมกันเลย”


นางหลี่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไป


เมื่อครู่นางบ้านี่พูดว่าอะไรนะ!?


คนอื่นก็ตกตะลึงไปเช่นกัน เหตุใดพวกเขาถึงไม่เคยได้ยินกฎหมายข้อนี้มาก่อน?


“ท่านผู้นำหมู่บ้าน มีกฎหมายข้อนี้ด้วยหรือ?”


ไม่ปล่อยให้ทุกคนสงสัยนาน มีคนใคร่รู้โพล่งถามออกมาทันที แล้วก็ถึงคราวที่ผู้เป็นใหญ่ในชุมชนต้องรู้สึกกระดากกระเดื่องบ้าง


สาเหตุที่ผู้นำหมู่บ้านคนปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่งนี้ก็เพราะเขารู้หนังสือมากกว่าชาวบ้านคนอื่นเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น และเขามีความสามารถในการจัดการดูแลได้ดี


แต่หากถามถึงเรื่องข้อกฎหมาย… เขาแทบไม่รู้เลย!


“เอ่อ…”


ขณะที่ผู้นำหมู่บ้านกำลังคิดอย่างหนักว่าจะหาคำใดมาอธิบาย เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “จะมีหรือไม่ ส่งตัวไปเดี๋ยวก็รู้เอง แต่เท่าที่ข้ารู้มา คนที่เล่นลูกไม้เช่นนี้ โทษน้อยสุดก็แค่ถูกโบยยี่สิบไม้”


แท้จริงแล้วเหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้เรื่องข้อกฎหมายของที่นี่ แต่นางต้องแสดงความกล้าหาญออกมา ต้องขู่ขวัญคนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีสักหน่อย แค่นี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว


“นางสารเลว! เจ้ากล้าอย่างนั้นรึ! ข้าจะฉีกปากเจ้าเดี๋ยวนี้!”


ความตั้งใจของนางหลี่คือสร้างความวุ่นวายเพื่อให้ผู้นำหมู่บ้านจัดการแบบขอไปทีแล้วก็จบกันไปเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้พวกสารเลวนี่มันกล้าดีอย่างไร! ทำลายแผนการไม่ว่า ยังคิดจะจับนางไปส่งที่ว่าการอำเภอด้วย!


เก่งนักใช่หรือไม่!


นางหลี่ลุกพรวดพราดจากพื้นแล้วโผเข้าหาเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงคิดจะปล่อยให้นางทำตามอำเภอใจสักหน่อย ทว่านางหลี่ยังโผเข้ามาไม่ถึงก็ถูกพวกลู่ฟู่กุ้ยจับตัวเอาไว้แล้ว


“นี่ยายแก่ คิดว่าคนตระกูลลู่จะรังแกได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ!”


พวกลู่ฟู่กุ้ยกำลังออกไปช่วยครอบครัวอื่นสร้างบ้านหลังคามุงจาก แต่ระหว่างทางกลับเห็นฝูงชนมุงกันอยู่ตรงนี้จึงรีบเข้ามาดู และพบว่ามีคนกำลังก่อเรื่องวุ่นวาย อีกทั้งคู่กรณียังเป็นน้องสะใภ้สาม นี่ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายกำลังท้าทายความอดทนของกลุ่มชาวบ้านตระกูลลู่อยู่หรอกหรือ!


น้องสะใภ้สามเป็นดาวนำโชคให้กับพวกเขาทุกคน ลองแตะต้องนางแม้แต่เส้นขนสิ!


นางหลี่ถูกบุรุษร่างสูงใหญ่รวบเอาไว้ได้ราวกับจับนกไว้ในกำมือ พลันนั้นในใจสตรีอวดเก่งเกิดความหวาดกลัวเล็กน้อย ทว่าจู่ๆนางก็นึกถึงเรื่องที่รู้มาจากเมื่อวานได้ จึงตะโกนก้อง “ผู้หญิงคนนี้เป็นม่ายไม่ใช่หรือ นี่เจ้าเป็นอะไรกับนางถึงออกตัวแทนกันเช่นนี้ฮะ?...อ้อ ชายชู้หญิงมั่วโลกีย์ ช่างเป็นมารทำลายครอบครัวจริงๆ! อ๊า!”


เพียะ!


นางซุนพุ่งตัวเข้าไปตบปากสั่งสอนคนปากพล่อยฉาดใหญ่ จากนั้นจึงหันไปบอกกับผู้นำหมู่บ้านด้วยความโกรธเกรี้ยว “ผู้นำหมู่บ้าน นางบ้านี่ปากสกปรกโสมม ใส่ร้ายลูกสะใภ้กับหลานชายข้าให้เสื่อมเสีย! เจ้าสามลูกชายข้าออกไปทำงานหาเงิน นางมีสิทธิ์อะไรมาพูดว่าลูกสะใภ้ข้าเป็นม่ายกัน! เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบายให้ตระกูลลู่! ไม่อย่างนั้นข้าไม่ยอมปล่อยไปแน่!”


“ใช่ เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย!”


ลู่ต้าผิงและคนอื่นๆ ต่างสำทับด้วยความไม่พอใจ แม้เครือญาติจะสูญหายกันไปหลายคน แต่ตอนนี้รวมๆแล้วก็นับว่าพวกเขายังมีกันเยอะ ไม่มีทางปล่อยให้ขี้ปากของคนคนหนึ่งมาเหยียดหยามศักดิ์ศรีพวกเขาง่ายๆแน่.นอน!


คนตระกูลเฉียนรู้สึกทั้งอับอายทั้งคั่งแค้น เพราะครอบครัวนี้ครอบครัวเดียว ทำให้ตระกูลของพวกเขาตกเป็นรองในสถานการณ์นี้!


แต่แท้จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เรื่องนี้เห็นกันอยู่ตำตา ทุกคนดูออกว่าอันธพาลสามคนนี้เห็นว่าครอบครัวที่เข้ามาใหม่รากฐานยังไม่มั่นคงจึงมาขโมยของ แต่กลับถูกจับได้ ตอนนี้นางหลี่อาละวาดก่อเรื่องเพิ่มยังไม่พอ ยังใส่ร้ายป้ายสีลูกสะใภ้เขาให้เสื่อมเสียอีก นี่ไม่เท่ากับเป็นการรนหาที่ตายหรอกหรือ!


“ใครก็ได้ มาช่วยจับนางมัดแล้วส่งไปที่ว่าการอำเภอพร้อมกันเลย!”


ผู้นำหมู่บ้านไม่อาจทนได้อีกต่อไป ในเมื่อสตรีบ้าผู้นี้ไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ เช่นนั้นก็ไปก่อเรื่องต่อที่ที่ว่าการอำเภอ ให้นายอำเภอดูด้วยก็แล้วกัน!


ตอนที่ 57: ตั้งชื่อ


เฉียนต้าหนิวคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะใหญ่โตถึงขั้นนี้ ทันใดนั้นเขาก็เริ่มตื่นตระหนก เขาไม่อยากถูกจับตัวไปส่งทางการ!


“ท่านแม่ ท่านช่วยข้าขอร้องผู้นำหมู่บ้านทีขอรับ ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว ท่านแม่ รีบช่วยขอร้องท่านผู้นำหมู่บ้านเร็วเข้า!”


นางหลี่ถูกนางซุนตบหน้าจนมึนไปแล้ว ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังตั้งสติไม่ได้ นางตั้งใจว่าจะเอาคืนนางซุน แต่เมื่อได้ยินผู้นำหมู่บ้านบอกว่าจะจับตัวนางส่งทางการ…เช่นนั้นก็หมายความว่า บุตรชายของนางไม่อาจรอดพ้นความผิดครั้งนี้ไปได้อย่างนั้นหรือ…


แต่พวกเขามีสิทธิ์อะไรถึงทำเช่นนี้!


เห็นๆกันอยู่ว่าฝ่ายที่รังแกกันคือครอบครัวลู่ แม้แต่นางเองยังถูกหญิงชราบ้านนั้นตบเข้าฉาดใหญ่ เหตุใดผู้นำหมู่บ้านถึงลำเอียงไปช่วยคนพวกนั้น!


ไหนจะเครือญาติของพวกตนอีก ไม่ช่วยไม่ว่า แต่นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะสนับสนุนให้ผู้นำหมู่บ้านจับตัวพวกเขาสองแม่ลูกส่งทางการ คนพวกนี้ต้องถูกครอบครัวลู่ซื้อตัวแล้วเป็นแน่!


นางหลี่แค้นเคืองยิ่งนัก แต่ตอนนี้ฝั่งของนางไม่มีใครที่สามารถช่วยนางได้ เมื่อใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง สตรีผู้สู้เพื่อลูกก็เลิกใช้วิธีโวยวาย


นางสลัดตัวหลุดจากคนที่จับนางไว้ และพุ่งเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าผู้นำหมู่บ้าน พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื้นพร่ำคำอ้อนวอน “ท่านผู้นำหมู่บ้าน ท่านผู้นำหมู่บ้าน ข้าผิดไปแล้ว ลูกชายข้าก็รู้ตัวแล้วว่าทำผิด โปรดปล่อยตัวพวกเขาไปเถอะนะ!”


ขณะนั้นนางก็หันไปหาคนในครอบครัวของโจรอีกสองคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน และชี้ไปที่พวกเขาพร้อมตะโกนขึ้น “นี่มีลูกชายของพวกเจ้าด้วยนะ พวกเจ้าจะใจดำอำมหิตไม่สนใจพวกเขาเลยหรืออย่างไร!?”


ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อยู่ในฝูงชนเดินออกมา แล้วกล่าว “ทุกคนในครอบครัวตักเตือนเขามาหลายครั้งแล้วว่าให้เลิกทำตัวเช่นนี้ แต่เขาไม่เชื่อฟัง ในเมื่อใครก็ห้ามไม่ได้เช่นนั้นคงทำได้เพียงส่งตัวไปให้เจ้าหน้าที่ทางการจัดการแล้ว มันเป็นเพราะการกระทำของเขาเอง!”


ชายผู้นี้คือบิดาของหนึ่งในสองโจร มีนามว่าโฮ่วซุ่น เขายืนดูอยู่นานแล้วเพียงแต่ไม่แสดงตัว เห็นบุตรชายถูกจับมัดอยู่ในสภาพเช่นนี้ในใจของคนเป็นพ่อก็ใช่ว่าจะรับได้ ทว่าชื่อเสียงของครอบครัวถูกเด็กคนนี้ทำลายจนย่อยยับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่อยากให้เด็กคนนี้ลากครอบครัวมาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้อีก


นางหลี่โกรธมาก ไม่อยากเชื่อว่าจะมีพ่อแม่จิตใจโหดร้ายเช่นนี้อยู่


ทางด้านต้าจ้วง หนึ่งในสองโจรที่ถูกมัดไว้ได้ยินวาจาของผู้เป็นบิดาก็รู้สึกใจเสีย จึงรีบละล่ำละลักออกมา “ท่านพ่อ ท่านช่วยขอร้องแทนข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้วจริงๆ ต่อไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ข้าจะตั้งใจช่วยท่านทำนา หาเงินเลี้ยงครอบครัว ฮือๆๆ ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว!”


เขาถูกม้าสองตัวรุมทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้จนเขาคิดว่าตนต้องกลายเป็นคนกลัวม้าไปตลอดชีวิตแล้วเป็นแน่ ครั้งนี้เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าหากยังทำตัวเสเพลคึกคะนองครอบครัวจะไม่ช่วยเหลืออีกต่อไป ไม่ใช่พ่อแม่ทุกครอบครัวที่จะปกป้องลูกจนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเหมือนนางหลี่ อย่างน้อยบุพการีของเขาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น


โฮ่วซุ่นทำเสียงฮึดฮัดทางจมูกด้วยความไม่พอใจ เขาไม่เชื่อคำพูดของบุตรชาย จากนั้นหันไปบอกกับผู้นำหมู่บ้าน “ท่านผู้นำ หากพวกเขายอมรับผิดตั้งแต่แรก ข้าต้องหน้าด้านขอร้องท่านให้โอกาสเขาสักครั้งอย่างแน่.นอน แต่เขายังมีนิสัยเดิมไม่สำนึก หากไม่สั่งสอนสักหน่อย วันข้างหน้าแม้แต่ครอบครัวข้าเองก็คงเอาเขาไม่อยู่ ท่านผู้นำหมู่บ้านจะทำเช่นไรก็ทำเถอะ ไม่ต้องเห็นแก่พวกเรา หากท่านทำไม่ได้จริงๆ ข้าจะยอมตัดพ่อตัดลูก ตัดสัมพันธ์กับคนสารเลวนี่เพื่อให้เรื่องง่ายขึ้นเอง!”


อายุปูนนี้จะตัดสัมพันธ์กันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ทุกคนได้ยินโฮ่วซุ่นประกาศเช่นนั้นก็พากันตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะกล้าตัดสัมพันธ์กับลูกในไส้เพื่อรักษาความเป็นธรรมเช่นนี้


โฮ่วต้าจ้วงยิ่งรู้สึกผิดและเสียใจมาก รู้สึกเสียใจที่เมื่อคืนตนร่วมมือกับเฉียนต้าหนิว


ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เขาเพิ่งถูกบิดาจับแขวนบนคานแล้วเฆี่ยนตีสั่งสอน บอกว่าต่อไปนี้หากยังไปรวมกลุ่มทำเรื่องขายหน้ากับเฉียนต้าหนิวอีก ครอบครัวจะตัดสัมพันธ์กับเขา และจะไม่สนใจความเป็นความตายของเขาอีก ตอนนั้นเขาคิดว่าท่านพ่อพูดไปเพราะความโกรธ ไม่คิดเลยว่าวันนี้บิดาจะประกาศอีกครั้งต่อหน้าสักขีพยานเช่นนี้


ผู้นำหมู่บ้านคิดว่าเรื่องนี้ควรได้รับการจัดการอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นในหมู่บ้านอีกไม่รู้จบ ดังนั้นจึงไม่สนใจความพยายามของนางหลี่ ออกคำสั่งให้จับตัวผู้กระทำผิดไปส่งที่ที่ว่าการอำเภอทันที


ลู่จิ้งซวนเสนอตัวจะไป อย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวเขา ต้องตามไปดูว่าทางการจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร


เหอจิ่วเหนียงกระซิบเสียงเบา “พี่ใหญ่ ให้น้องเขยเป็นคนไปเถอะเจ้าค่ะ”


ขณะบอกกล่าวนางก็ขยิบตาให้เขาด้วย


แม้ไม่เข้าใจว่าน้องสะใภ้สามคิดจะทำอะไรแต่ลู่จิ้งซวนก็ยอมฟัง ที่น้องสะใภ้สามทำทุกอย่างย่อมมีเหตุผล


จางซงได้ยินเหอจิ่วเหนียงกล่าวถึงตนจึงรับปาก “ตกลง ข้าตามไปเอง พี่สะใภ้สามมีอะไรจะกำชับเป็นพิเศษหรือไม่?”


“ไม่มีอะไร ข้าเพียงเห็นว่าบาดแผลของเจ้าเป็นของจริง ไปเจอท่านนายอำเภอจะได้ไม่ต้องห่วง ข้าแค่กลัวว่าหากพี่ใหญ่กับพี่รองไปนายอำเภออาจสงสัยเอาได้”


แผลของจางซงเป็นมานานนับเดือน แม้จะดีขึ้นมากแล้วแต่อย่างไรเสียนั่นก็คือแผลจริงทั้งยังมีขนาดใหญ่ ดูอย่างไรก็น่ากลัว


อีกทั้งจางซงยังมีไหวพริบกว่าลู่จิ้งซวน หากเจอสถานการณ์ใดคงจะแก้ไขได้และไม่เกิดเรื่องผิดพลาด


ทั้งครอบครัวได้ยินเหอจิ่วเหนียงอธิบายเช่นนี้ก็รู้สึกเห็นด้วย หากสะใภ้สามไม่เตือน พวกเขาแทบลืมไปแล้วว่าตอนนี้เหล่าบุรุษมีแผลฉกรรจ์กันทั้งสิ้น ลู่จิ้งซวนเป็นคนสัตย์ซื่อ เขาอาจเผลอทำเสียเรื่องก็ได้


จางซงจึงเป็นตัวแทนครอบครัวลู่ตามกลุ่มคนไปยังที่ว่าการอำเภอ ส่วนคนที่เหลือก็เริ่มแบ่งหน้าที่ทำงาน ขุดฐานดิน ขึ้นเขาตัดไม้ ไปซื้อหินที่เหมืองหินใกล้ๆ ไปซื้ออิฐที่โรงอิฐ และเรื่องต่างๆ


เหล่าสตรีก็ไม่อยู่ว่างๆ กระท่อมมุงจากที่สร้างขึ้นเมื่อวานทำแบบสุกเอาเผากิน สร้างบ้านกว่าจะเสร็จอย่างน้อยก็ใช้เวลาเดือนกว่า พวกเขาจึงต้องอยู่กระท่อมมุงจากเช่นนี้ไปอีกพักใหญ่ ดังนั้นวันนี้ต้องปรับปรุงให้เรียบร้อย


ส่วนพวกเด็กๆก็ไม่มีอะไร ไปเดินเล่นตามลานโล่งบริเวณรอบๆ ต่อไปที่นี่จะเป็นบ้านของพวกเขา ชีวิตของพวกเขาจะมั่นคงขึ้น ไม่ต้องลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


เหอจิ่วเหนียงใช้โอกาสตอนที่ทุกคนยุ่ง แอบเอาหญ้าอย่างดีออกมาจากห้วงมิติให้ม้าสองตัวกิน เห็นสหายทั้งสองอารมณ์ดีนางจึงลูบหัวม้าตัวที่นางสั่งสอนไปเมื่อคืน และกล่าวชื่นชม “ทำได้ไม่เลวเลย พยายามต่อไปล่ะ หากทำได้ดีกว่านี้ข้าจะเพิ่มอาหารให้พวกเจ้า!”


ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาเหอจิ่วเหนียงมีหน้าที่ให้อาหารม้า นางจึงมีโอกาสดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกมัน วันนี้เห็นพวกมันขับถ่ายมากผิดปกติก็กังวลว่าร่างกายของพวกมันจะอ่อนเพลีย จึงตั้งใจเอาอาหารเสริมสำหรับม้าผสมกับหญ้าป้อนให้พวกมัน ไม่เพียงทำให้ร่างกายอุดมสมบูรณ์ ยังเสริมความแข็งแรงให้พวกมันอีกด้วย


ม้าเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่เจ้านายกล่าว ยื่นหน้าไปดมมือเหอจิ่วเหนียง ท่าทางออดอ้อนเป็นอย่างมาก


เหอจิ่วเหนียงหันไปตะโกนเรียกโก่วเอ๋อร์ และกวักมือเรียกเด็กๆทุกคนให้มาหา


โก่วเอ๋อร์วิ่งมาเป็นคนแรก พุ่งเข้ากอดขามารดา เงยหน้าขึ้นถามตาแป๋ว “ท่านแม่ ท่านเรียกข้ามีอะไรหรือขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเล็กๆของบุตรชาย และเอ่ยกับเด็กๆอย่างอ่อนโยน “ตอนที่พวกเราเดินทางมา ม้าสองตัวนี้ช่วยพวกเราเอาไว้ได้เยอะ พวกเจ้าตั้งชื่อให้พวกมันหน่อยได้หรือไม่?”


เหลยจื่อลองตั้งชื่อด้วยท่าทางตื่นเต้น “ท่านอาสะใภ้สามขอรับ ตัวหนึ่งเป็นสีดำ ตัวหนึ่งเป็นสีแดง เรียกพวกมันว่าเสี่ยวเฮย กับเสี่ยวหงดีหรือไม่ขอรับ!”


เด็กๆรู้สึกว่าชื่อนี้ไม่เลวเลย จึงพากันปรบมือพร้อมบอกว่า ‘ดีเยี่ยม’


“ง่ายเกินไป พวกเจ้าลองคิดอีกทีซิ”


เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธอย่างไร้ปรานี ชื่อนี้ธรรมดาเกินไป ไม่เหมาะกับที่เป็นขุนนางผู้สร้างคุณูปการของนาง


อ่อ ก็ม้าแดงที่ทำผลงานให้นางได้เป็นอย่างดีเมื่อวานนี้อย่างไรล่ะ


จะต้องตั้งชื่อเจ๋งๆให้จึงจะเหมาะสม!


ตอนที่ 58: ลู่เหอหรงกลับมามือเปล่า


เด็กๆรู้สึกว่ายากเหลือเกิน พวกเขาอายุเท่านี้จะคิดคำที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร อีกอย่าง เสี่ยวเฮยกับเสี่ยวหงก็ออกจะไพเราะ!


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้น “เฮยกับหงเป็นจุดเด่นของพวกมัน เก็บชื่อนี้ไว้ได้ เพิ่มชื่อมาอีกคำหนึ่งก็แล้วกัน”


เด็กๆขมวดคิ้วยู่ย่น ใช้ความคิดอย่างหนัก ตกลงแล้วจะตั้งชื่ออะไรดี


“คิดออกแล้ว!” 


ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ๆโก่วเอ๋อร์ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น ยิ้มตาหยีมองเหอจิ่วเหนียง หวังว่าท่านแม่จะชอบชื่อนี้


“พวกมันวิ่งเร็วเหมือนลมเลย เพิ่มคำว่า ‘เฟิง’ ดีหรือไม่ขอรับ?”


“เฮยเฟิง…”


เหอจิ่วเหนียงใคร่ครวญ รู้สึกว่าไม่เลวเลย “เช่นนั้นตัวสีดำชื่อ ‘เฮยเฟิง’ ส่วนตัวสีแดงเป็นตัวเมีย พวกเจ้าต้องตั้งชื่อที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นกว่านี้หน่อย”


“อ่อ มันเป็นม้าตัวเมียหรือขอรับ” หูจื่อยกมือเกาศีรษะพลางครุ่นคิด


“ชื่อของพี่เหลียนฮวาเพราะดี…หรือเราตั้งชื่อให้มันว่า ‘หงฮวา’ เป็นอย่างไรขอรับ!”


วาจาใสซื่อของเหลยจื่อทำให้เหอจิ่วเหนียงนิ่งอึ้ง ใบหน้าของนางแข็งค้างในทันใด


เด็กคนนี้…จะพูดอย่างไรดีล่ะ


จริงๆเลย!


หญิงสาวคลี่ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยชี้ทางให้เด็กๆอีกครั้ง “ชื่อฮวาที่แปลว่าดอกไม้ก็ไม่เลว ไหนลองคิดอีกซิว่าพวกเจ้ารู้จักดอกไม้อะไรบ้าง”


เหลยจื่อตะโกนออกมาเป็นคนแรก “ดอกไม้ป่าขอรับ ดอกไม้ป่า!”


เหอจิ่วเหนียง “…”


เพื่อไม่เป็นการทำลายความมั่นใจของเด็กๆ สตรีปราดเปรื่องจึงยิ้มพลางเอ่ยรับ “ใช่ๆ ถูกต้อง! ยังมีอะไรอีก?”


โก่วเอ๋อร์ยกมือขึ้น “ข้ารู้! ดอกเบญจมาศขอรับ!”


ระหว่างทางลี้ภัยมาจิงโจวก่อนหน้านี้ เหอจิ่วเหนียงมักจะพาโก่วเอ๋อร์ไปเดินเล่น มีอยู่วันหนึ่งพวกนางพบพุ่มดอกเบจมาศป่าพุ่มหนึ่ง นางอธิบายความรู้เบื้องต้นของดอกชนิดนี้ให้เขาฟัง นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กน้อยวัยสามปีจะจำได้จนถึงตอนนี้ คนเป็นแม่รู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก


“ดอกหงอนไก่!”


โยวยาโถวก็ยกมือขึ้นเสนอบ้าง


“ดอกกุ้ยฮวา!”


ถิงยาโถวที่ไม่ค่อยพูดก็อดเสนอออกมาไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้า “ที่พวกเจ้าพูดมาถูกหมดเลย ยังรู้จักดอกอะไรอีกหรือไม่?”


เหลยจื่อยังคงไม่ยอมแพ้ “ดอกกะหล่ำ!”


ใบหน้าพริ้มเพราของเหอจิ่วเหนียงพลันแข็งทื่ออีกครั้ง…


เด็กคนนี้จริงๆเลย!


เอาละ ข้าจะทำใจให้ชินเอง 


ขอบคุณมาก!


ขณะที่หนึ่งผู้ใหญ่และเด็กอีกหลายคนกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วกันอย่างคึกคักผู้เฒ่าลู่ก็เดินผ่านมา เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขาก็อดเข้ามาร่วมวงด้วยไม่ได้ 


“สมัยหนุ่มๆ ข้าเคยเป็นหน่วยลาดตระเวนมาก่อน จึงรู้มาว่าพวกตระกูลสูงศักดิ์ชอบดอกกล้วยไม้และดอกโบตั๋นมาก ดอกกล้วยไม้จะเจอได้เยอะบนภูเขาและมีหลายสายพันธุ์ แต่ดอกโบตั๋นข้าไม่เคยเห็นมาก่อน รู้แค่ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวย และล้ำค่ามาก!


“โอ้โฮ!” เด็กๆเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น “ดอกโบตั๋น ชื่อเพราะมาก!”


โยวยาโถวเอ่ยต่อ “ท่านอาสะใภ้สาม เช่นนั้นให้ตัวสีแดงชื่อ ‘หมู่ตัน’ ดีหรือไม่เจ้าคะ มู่ตันที่แปลว่าโบตั๋น?”


หงหมู่ตัน


“...”


ฟังแล้วคล้ายเป็นชื่อหอคณิกาใดสักแห่ง 


แต่ความจริงแล้วไม่เลวเลย อย่างน้อยก็ดีกว่าชื่อก่อนหน้านี้มาก ฟังดูรื่นหูดี


เหอจิ่วเหนียงจึงพยักหน้า “ได้สิ เช่นนั้นต่อไปก็เรียกมันว่าหงหมู่ตันก็แล้วกัน หรือพวกเจ้าจะเรียกว่าหมู่ตันก็ได้”


พวกเด็กๆเข้าไปห้อมล้อมม้าทั้งสองตัวและส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ แสดงความยินดีกับชื่อใหม่ของพวกมัน


ชายชราเห็นเด็กๆหัวเราะมีความสุขก็พลอยปลื้มปีติไปด้วย เขาเข้าไปจูงม้าทั้งสอง พลางกวักมือเรียกหลานๆ “ไปเถอะ ปู่จะพาพวกเจ้าพาม้าไปกินหญ้า!”


เด็กๆทั้งกลุ่มจึงตามผู้เฒ่าลู่ไป เหอจิ่วเหนียงมองตามหลังพวกเขาด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเดินกลับไปช่วยทุกคนทำงาน


พวกนางหยูกำลังพูดคุยกัน “ท่านแม่ ตอนนี้พวกเราตั้งใจจะก่อร่างสร้างตัวอยู่ที่นี่แล้วแต่กลับยังไม่มีที่นาทำกินเลย พวกผู้ชายสร้างบ้าน ผู้หญิงอย่างเราก็ช่วยอะไรไม่ได้ ข้ากำลังคิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะขึ้นเขาไปสำรวจพื้นที่สักหน่อย เสบียงอาหารของพวกเราหากปลูกเองได้ก็จะดีนะเจ้าคะ”


นางฉิน ลู่กุ้ยหลาน และนางเสิ่นเสนอตัวทันที “พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราจะไปเองเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยืนชะงักอยู่หน้าประตู …นางไม่เห็นด้วยเท่าไร


แต่เพื่อปกปิดความลำบากใจ นางจึงเอ่ยออกมา “ป่าบนเขาไปดูสักหน่อยก็ดีเจ้าค่ะ แต่เราควรถามจากชาวบ้านในหมู่บ้านเป็นหลักดีกว่าว่ามีบ้านไหนต้องการขายที่ดินหรือไม่ พวกเราจำเป็นต้องซื้อที่ดินทำกินบางส่วน หากพึ่งเพียงดินจืดบนเขาเหล่านั้นมีหวังไม่พอเลี้ยงดูครอบครัวแน่”


ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าเพียงไม่นานสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นหมองหม่นอีกครั้ง ลู่กุ้ยหลานทอดถอนใจ “จะมีบ้านไหนยอมขายกันเจ้าคะ เดิมทีที่ทำกินในหมู่บ้านอันผิงก็มีน้อยอยู่แล้ว แต่ละบ้านคงมีที่ดินไม่มาก พวกเราซื้อได้ก็จริง แต่ใช่ว่าชาวบ้านจะยอมขายให้ง่ายๆนะเจ้าคะ”


“ต้องมีคนขายแน่ๆ เช่นครอบครัวที่มีสมาชิกน้อยๆ แต่มีที่นาเยอะ ไปถามก็รู้แล้ว เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”


เหอจิ่วเหนียงตบหน้าอกขันอาสา แม้ก่อนหน้านี้จะฝากให้ผู้นำหมู่บ้านช่วยเป็นธุระแล้ว แต่เรื่องนี้หากให้ดีพวกนางก็ต้องจัดการเองด้วย อย่างน้อยก็ไปสำรวจราคาที่ดินก่อน เช่นนี้จึงจะไม่ถูกหลอก


“ตกลง เช่นนั้นก็รบกวนน้องสะใภ้สามแล้ว!”


เหล่าสตรีในครอบครัวยิ้ม นางซุนไม่ลืมเอ่ยเตือน “ระวังจะถูกคนหลอกเอานะ!”


คนอื่นหญิงชราไม่เป็นห่วง แต่คนที่นางวางใจไม่ลงก็คือเหอจิ่วเหนียง เห็นว่ามีเงินหน่อยก็ไม่คิดคำนึงถึงการใช้จ่ายเลย!


เหอจิ่วเหนียงเพียงลอบอมยิ้มขำ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่วางใจได้”


ไม่นานนักเหล่าสตรีครอบครัวลู่ก็จัดการเรื่องกระท่อมมุงจากเสร็จ รับรองได้ว่าคืนนี้จะนอนกันสบายกว่าเดิมแน่.นอน 


นางหยูเตรียมออกไปจัดการเนื้อสัตว์ที่เหอจิ่วเหนียงซื้อมาจากในอำเภอเมื่อวานเพื่อตุ๋นน้ำแกงสำหรับมื้อเย็น ส่วนนางฉินและคนอื่นๆ รับผิดชอบในส่วนของการขึ้นเขาไปหาผักป่าสำหรับอาหารมื้อกลางวัน


เรื่องเหล่านี้นางซุนไม่จำเป็นต้องสั่งการ ทุกคนสามารถแบ่งหน้าที่กันได้ด้วยตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงก็อยากขึ้นเขาเช่นกัน ว่ากันว่าอยู่ใกล้ป่าใกล้เขาก็ต้องรู้จักของป่าเอาไว้ นางต้องไปสำรวจสถานการณ์ของป่าบนเขาสักหน่อยว่าสามารถทำอะไรหาเลี้ยงชีพได้บ้าง หากพึ่งพาเพียงการปลูกไร่ทำนาอย่างเดียวแล้วเมื่อไรจะรวย


ขณะที่สตรีสองภพเตรียมตัวจะออกไปข้างนอก ลู่เหอหรงพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งก็กลับมาพอดี พวกเขาได้รับมอบหมายจากผู้เฒ่าลู่ไปซื้อหินสำหรับสร้างบ้าน แต่สุดท้ายกลับกลับมามือเปล่า


นางซุนรีบไถ่ถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้น ไปซื้อหินกันไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงกลับมามือเปล่าล่ะ?”


ลู่เหอหรงถอนใจหายออกมา “ขายแพงมากขอรับ ก้อนใหญ่ราคาก้อนละสามสิบอีแปะ เล็กลงมาหน่อยขายก้อนละสิบกว่าอีแปะ ส่วนพวกเศษหินสิบอีแปะต่อหนึ่งเกวียน ข้ารู้สึกว่าไม่คุ้ม ก็เลยกลับมาถามความเห็นจากทุกคนก่อน หรือพวกเราขึ้นเขาไปเก็บหินเองดีหรือไม่ขอรับ?”


ราคานี้แพงเกินไปจริงๆ หากเป็นเมื่อก่อน เงินสามสิบอีแปะอย่างน้อยสามารถซื้อหินก้อนใหญ่ได้ถึงห้าก้อนทีเดียว


นางซุนพึมพำ “เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้?”


“พวกเขาบอกว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากมาที่จิงโจว ของทุกอย่างก็เลยขึ้นราคา ราคาหินจึงแพงไปด้วย”


“ไร้สาระสิ้นดี! พวกเสบียงอาหารขึ้นราคาจะไม่ว่าเลย แต่หินนี่มันเกี่ยวอะไรด้วย!?”


หญิงชราโมโหจนหายใจติดขัด ลู่กุ้ยหลานกลัวว่ามารดาจะโกรธจนเสียสุขภาพ จึงรีบลูบหน้าอกนางให้ใจเย็นลง


ลู่เหอหรงพยักหน้าด้วยความหดหู่ “ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ แต่ข้าได้ยินคนในหมู่บ้านบอกว่าบนเขามีหินเยอะเลย พวกเราขึ้นไปเก็บเองก็ได้นะขอรับ ก็แค่ยุ่งยากขึ้นนิดหน่อย แต่ประหยัดเงินไปได้ไม่น้อย”


นางฉินกังวล “แต่ไปเก็บเองจะไม่อันตรายหรือเจ้าคะ หินทั้งใหญ่ทั้งหนัก หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา…”


ขณะเอื้อนเอ่ยหญิงสาวก็จับมือผู้เป็นสามีไปด้วย แววตาเปี่ยมความกังวล


ตอนที่ 59: ค้นพบสิ่งใหม่


นางซุนจ้องนางฉินเขม็งด้วยความไม่พอใจ “สะใภ้รอง เจ้าไม่พูดก็ไม่มีใครว่าเจ้าเป็นใบ้หรอกนะ!”


ยังไม่ทันได้เริ่มก็พูดจาอัปมงคลเสียแล้ว คนเฒ่าคนแก่ไม่ชอบสิ่งนี้เป็นที่สุด!


นางฉินรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจึงก้มหน้าไม่กล้าตอบโต้ ลู่เหอหรงรีบออกหน้าคลี่คลายสถานการณ์แทนภรรยา “ท่านแม่ ถาวเอ๋อร์ก็แค่เป็นห่วงข้าเท่านั้นเองขอรับ”


นางซุนย่อมรู้ดี แต่อีกฝ่ายพูดไม่เข้าหูนางจริงๆ จึงทำสีหน้าฟัดเฟียดใส่สองสามีภรรยาโดยไม่พูดอะไรต่อ


นางหยูก็ช่วยปลอบให้หญิงชราใจเย็นลง “ท่านแม่ ที่น้องสะใภ้พูดอาจไม่น่าฟังแต่ก็มีเหตุผลนะเจ้าคะ พวกเราไม่มีประสบการณ์ จะต้องระวังให้มาก”


สตรีสูงวัยยังคงไม่พูดอะไร แต่หันไปมองเหอจิ่วเหนียง


ไม่ต้องรอให้แม่สามีเอ่ยปาก คนถูกจ้องก็เอ่ยขึ้นทันที “ราคาหินแพงเกินไปจริงๆ ให้ทุกคนขึ้นไปเอาบนเขาก็อันตราย ที่สำคัญคือเราขาดคนที่มีประสบการณ์ …ขาดสิ่งใดก็ต้องหาสิ่งนั้น เราจ้างนักขุดหินมาสักคนให้นำทุกคนไป เช่นนี้จึงจะพอวางใจได้”


เมื่อครู่ที่เหอจิ่วเหนียงเงียบไปเพราะกำลังไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่ พวกเขาต้องการหินจำนวนมาก การจ่ายเงินจ้างผู้มีประสบการณ์มาขุดหินดูแล้วจะคุ้มกว่าการซื้อ


คนอื่นยังคงนิ่งเงียบ ทว่านางซุนตัดสินใจทันที “เช่นนั้นก็เอาตามที่สะใภ้สามว่าแล้วกัน เจ้ารอง เจ้าเข้าเมืองไปหานักขุดหินมา บอกเขาว่าพวกเราจะให้ค่าแรงมากกว่าที่เหมืองให้สิบอีแปะ!”


หากเป็นเมื่อก่อน แค่คิดว่าต้องเสียเงินแม้เพียงน้อยนิดหญิงชราผู้เป็นกระเป๋าเงินของบ้านก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ทว่าช่วงหลังๆมานี้คงเพราะเห็นสะใภ้สามใช้เงินมือเติบจนชินแล้วกระมัง นางจึงคิดว่าหากต้องใช้จ่ายกับเรื่องที่จำเป็นก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร


ลู่เหอหรงรับคำ จากนั้นเดินไปเอาม้า ทว่ากลับไม่พบม้าทั้งสองตัว


เหอจิ่วเหนียงจึงนึกขึ้นได้ “ท่านพ่อกับเด็กๆจูงม้าออกไปหาอาหาร เดี๋ยวข้าไปตามให้เจ้าค่ะ”


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าไปเอง”


ลู่เหอหรงก้าวเดินออกไป แต่พลันนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ร่างกายของตนมีบาดแผลอยู่ จึงเปลี่ยนการเคลื่อนไหวให้ช้าลง


นางซุนเรียกบุตรชายที่กำลังรีบร้อนให้หยุดด้วยน้ำเสียงดุดัน “ช้าก่อน! ข้าจะไปเอาเงินมาให้เจ้าก่อน”


ครอบครัวของบุรุษแซ่ลู่ทั้งสองไม่มีเงินติดตัว มีเพียงเงินยี่สิบตำลึงที่เหอจิ่วเหนียงแบ่งให้ก่อนหน้านี้ พวกเขาเก็บเงินส่วนนั้นเอาไว้อย่างดี ไม่มีทางนำติดตัวไปไหนมาไหนแน่ อีกอย่าง เงินสำหรับการสร้างบ้านก็ควรใช้เงินกองกลาง นางซุนหาใช่คนตระหนี่ไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องนี้ที่นางค่อนข้างใจกว้าง


ลู่เหอหรงชะงักฝีเท้า ยืนรอมารดาอยู่หน้ากระท่อม


การเดินทางเข้าอำเภอครั้งนี้ลู่เหอหรงเป็นคนเดียวที่ไป บุรุษคนอื่นจึงไม่มีอะไรให้ทำ ขณะที่พวกเขารู้สึกซึมเซา คิดว่าวันนี้คงไม่ได้ทำงานแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็บอกให้พวกเขาไปตัดไม้บนภูเขากับคนงานอีกกลุ่มหนึ่ง พลันนั้นทุกคนจึงดีใจมาก และพากันมุ่งหน้าขึ้นเขาอย่างฮึกเหิม


เหอจิ่วเหนียงและสตรีในครอบครัวเดิมตั้งใจจะขึ้นเขาพอดี เมื่อมีบุรุษกลุ่มนี้พวกนางจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้น ดังนั้นจึงพากันเดินตามหลังกลุ่มชายฉกรรจ์อยู่ห่างๆ


นางซุนกับผู้เฒ่าลู่มีหน้าที่ดูแลเด็กๆอยู่บ้าน ส่วนนางหยูก็เริ่มเตรียมอาหารกลางวัน


จิงโจวไม่ประสบภัยแล้ง ในป่าเขาจึงเขียวขจีไปทั่วทุกแห่งหน ทั้งยังพบเห็นลำธารเล็กๆหลายสาย พวกนางฉินเห็นเช่นนี้จึงดีใจมาก จากนั้นเริ่มเก็บผักป่าบริเวณรอบลำธาร


ส่วนเหอจิ่วเหนียงไม่ได้มาเพื่อเก็บผักป่า ดังนั้นจึงขอตัวออกมา


“น้องสะใภ้สาม อย่าเข้าไปลึกมากล่ะ ในป่าลึกมีสัตว์ร้าย”


นางฉินไม่ได้ถามว่าเหอจิ่วเหนียงจะไปไหนทำอะไร เพราะนางรู้ว่าตอนนี้น้องสะใภ้สามมีความสามารถและฉลาด เงินในครอบครัวล้วนเป็นสะใภ้สามที่หามา พวกนางที่อยู่แต่บ้านไม่ได้ช่วยเหลืออะไรจึงทำได้เพียงช่วยสนับสนุน ถึงกระนั้นนางก็อดแสดงความเป็นห่วงไม่ได้


“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะพี่สะใภ้รอง ข้าแค่จะไปเดินดูสักหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงนะ”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือยิ้มๆ จากนั้นแบกตะกร้าเดินออกไป


นางฉินมองแผ่นหลังที่ไกลออกไปก็อดทอดถอนใจไม่ได้ “น้องสะใภ้สามเก่งจริงๆ ตลอดการเดินทางลี้ภัยครั้งนี้พวกเราต้องขอบคุณวาสนาของนาง ไม่อย่างนั้นพวกเราไม่มีทางมีวันนี้ได้แน่”


“ใช่เจ้าค่ะ ข้าคิดว่าครอบครัวข้าต้องเป็นขอทานอยู่ที่เฉียนโจวแล้ว ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้มาใช้ชีวิตที่จิงโจวอย่างตอนนี้”


ลู่กุ้ยหลานอดระบายยิ้มไม่ได้ แค่เหอจิ่วเหนียงตามหาพวกเขาเจอ ช่วยชีวิตพวกเขามาได้ พาพวกเขามาถึงจิงโจว ทั้งยังส่งบุตรของพวกเขาเข้าสำนักศึกษา บุญคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านี้พวกเขาจะตอบแทนอย่างสุดชีวิต!

......


เหล่าสตรีครอบครัวลู่เก็บผักป่าไปพลางพูดคุยกันไป ส่วนด้านเหอจิ่วเหนียงตอนนี้เข้าไปในป่าลึกแล้ว 


ในจุดนี้ไม่ใช่บริเวณที่เหล่าคนงานเข้ามาตัดไม้ ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านเสียดฟ้า ทั้งหนาทึบทั้งแข็งแรง บดบังจนไม่อาจมองเห็นท้องฟ้าได้เลย มีแสงตะวันเล็ดลอดลงมาบางๆ พงไพรอันเงียบสงัดสอดแทรกเสียงนกร้องในบางครั้ง ทุกอย่างสงบราวกับหลุดเข้ามาในดินแดนเทพนิยายก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ บอกได้เลยว่าอากาศในที่แห่งนี้สดชื่นมากจริงๆ


ป่าหนาทึบเช่นนี้นอกจากนายพรานที่อาศัยการล่าสัตว์เพื่อความอยู่รอดแล้วคนธรรมดาไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาแน่นอน เพราะกลัวว่าจะเจอกับสัตว์ร้าย


เป้าหมายของนักล่าสัตว์ก็คือการล่าสัตว์ ไหนเลยจะสนใจของดีๆ อย่างเช่นสมุนไพร


ใช่แล้ว ในป่าบริเวณนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาพรรณ!


เหอจิ่วเหนียงเคยไปร้านขายโอสถมาแล้ว จึงได้รู้ว่าสมุนไพรในยุคนี้แพงมาก สาเหตุหลักคาดว่าเป็นเพราะสมุนไพรในยุคนี้มีอยู่แค่ในป่า ไม่มีการเพาะปลูกเอง กอปรกับไม่ค่อยมีคนกล้าเข้ามาในป่าเช่นนี้ ทำให้มันกลายเป็นของหายากและมีน้อยในท้องตลาด ดังนั้นราคาจึงสูงลิ่ว


เหอจิ่วเหนียงเคยวางแผนว่าจะเชิญชวนทุกคนเริ่มหาเงินจากสมุนไพร แต่ตอนนี้เรื่องที่นางมีทักษะทางการแพทย์ยังไม่อาจเปิดเผยให้ใครรู้ได้ หากเก็บสมุนไพรกลับไปจำนวนมากก็ยากจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ ดังนั้นจึงทำได้เพียงหาสมุนไพรทั่วไปสองสามชนิด และกลับไปหยั่งเชิงสถานการณ์ในเมืองก่อน


การรีบร้อนย่อมไม่ถึงปลายทางที่มุ่งหวัง เหอจิ่วเหนียงเข้าใจหลักการนี้ดี


สมุนไพรสรรพคุณดีมีมากมาย สตรีผู้มีความรู้เรื่องยาเจอชะเอมเทศและหวงฉี สมุนไพรสองชนิดนี้เป็นของดีที่พบเห็นได้บ่อย นางนำจอบเล็กๆออกมาจากห้วงมิติ ขุดพืชมีประโยชน์ใส่ตะกร้าได้ถึงครึ่งใบ


จากนั้นนางก็เดินสำรวจรอบๆต่อ เผื่อจะเจอของดี


ทันใดนั้นหญิงสาวก็สะดุดตาเข้ากับพืชใบเขียวเนื้อใบมันขลับ ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ


นี่ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่!?


คนตกใจเดินเข้าไปสำรวจพืชต้นนั้นด้วยความตื่นเต้น จับใบพลิกไปมาอย่างพิจารณา ก่อนจะรีบนำจอบเล็กออกมาขุด 


เมื่อหัวกลมๆสีเหลืองอร่ามโผล่พ้นพื้นดิน เหอจิ่วเหนียงก็แทบส่งเสียงกรีดร้อง


นี่มัน!


มันฝรั่งจริงๆด้วย!


มันฝรั่งคือพืชที่มาจากต่างแดน ในอดีตมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘หม่าหลิงสู่’ เป็นสินค้าที่พ่อค้าต่างแดนนำเข้ามา


เหอจิ่วเหนียงนำอัตลักษณ์ของมันฝรั่งจากยุคปัจจุบันมาผนวกกับพืชที่สำรวจได้ตรงหน้านี้พร้อมกับพิจารณา เห็นชัดว่าเป็นพืชชนิดเดียวกันจริงๆ!


แม้สามารถนำพืชหัวชนิดนี้ออกมาจากห้วงมิติเท่าไรก็ได้ แต่ที่ผ่านมานางไม่กล้าเอาออกมาเลย เพราะคิดว่าในยุคสมัยนี้ยังไม่มีมันฝรั่ง กลัวว่าหากคนอื่นได้เห็นจะทำให้เกิดความสงสัย


แต่สตรีข้ามภพนึกไม่ถึงเลยว่าในโลกยุคนี้จะมีมันฝรั่ง!


หรือที่นี่เคยมีพ่อค้าต่างแดนมาอยู่?


หรือจะมีคนต่างภพแบบนาง?


ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เหอจิ่วเหนียงจะต้องสนใจ สิ่งสำคัญคือนางได้ข้อมูลว่าในยุคนี้มีมันฝรั่งถือกำเนิดแล้ว ข้อเท็จจริงนี้เปรียบเสมือนแสงสว่าง ทำให้นางจุดประกายความคิดเรื่องต่างๆได้มากมาย


อีกทั้งการพบมันฝรั่งครั้งนี้ก็ทำให้นางเกิดแผนการหนึ่งในใจ… การมีป่าลึกเช่นนี้อยู่ นับจากนี้หากนางอยากนำสิ่งใดออกมาจากห้วงมิติก็ใช้ป่าแห่งนี้เป็นข้ออ้างได้แล้ว อย่างไรเสียคงไม่มีใครสนใจว่าในป่าบริเวณนี้จะมีสิ่งใดอยู่บ้าง


สตรีลิงโลดไม่รอช้า ลงมือขุดหัวมันจนเต็มตะกร้า จากนั้นจึงเดินกลับไปรวมกลุ่มกับพวกนางฉินด้วยความเบิกบานใจ


ตอนที่ 60: ทดสอบพิษ


กลุ่มนางฉินเก็บผักจนเต็มตะกร้าแล้วและรอเหอจิ่วเหนียงเพื่อเตรียมตัวกลับ เมื่อเห็นคนที่รออยู่กลับมาก็ไม่ได้ถามอะไรและพากันเดินลงเขาไป


“ทุกคน ข้าเจอของดีมาด้วย กลับไปจะเอาให้ดูนะ!”


เหอจิ่วเหนียงมีท่าทางตื่นเต้นอย่างมาก ทำเอานางฉินและคนอื่นๆ ต่างอยากรู้ยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงใช้ใบไม้ปิดตะกร้าชั้นบนสุดไว้ ทุกคนจึงมองไม่เห็นว่าด้านในคืออะไร


นางหยูเพิ่งเตรียมอาหารเสร็จ ชะเง้อมองไปด้านนอกก็เห็นพวกเหอจิ่วเหนียงกลับมาพอดีจึงกวักมือเรียก “รีบมากินข้าวเร็วเข้า!”


“พี่สะใภ้ใหญ่ น้องสะใภ้สามบอกว่าได้ของดีมาจากในป่าบนเขา กลับบ้านแล้วจะเปิดให้พวกเราดู เราขอดูก่อนแล้วค่อยกินข้าวนะเจ้าคะ!”


ใบหน้าของนางฉินราวกับมีคำว่า ‘ตื่นเต้น’ เขียนติดอยู่ก็มิปาน แม้แต่นางซุนที่เดินตามออกมาก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาที่สื่อความหมายว่า ‘อย่าชักช้า’


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ตั้งใจจะยั่วให้ทุกคนอยากรู้แล้วไม่บอก นางวางตะกร้าลง และเปิดใบไม้ที่ปิดอยู่ด้านบนออก เผยให้เห็นพืชหัวสีเหลืองที่อยู่ด้านใน


มันฝรั่งในยุคนี้ยังไม่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ หัวจึงเล็กมาก ขนาดเท่ากำปั้นเด็กเท่านั้น


“นี่คืออะไรหรือ?” นางซุนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย 


นางหยูเองก็งุนงงไม่แพ้กัน “ผักป่าหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “น่าจะใช่กระมัง แต่สิ่งนี้ไม่เหมือนผักป่าทั่วไปนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะเป็นเสบียงอาหาร สามารถทำให้อิ่มท้องได้ ทั้งยังทำให้ไม่หิวง่ายด้วยเจ้าค่ะ!”


ทุกคนคิดตามที่สะใภ้สามบอก ผักป่าทั่วไปล้วนเป็นพืชกินใบ เมื่อถูกความร้อนก็เกิดการหดตัว ทำให้ไม่อยู่ท้อง จึงไม่สามารถนำมาเป็นอาหารหลักได้ แต่สิ่งนี้ดูแล้วไม่ต่างกับหมั่นโถว น่าจะทำให้อิ่มท้องได้กระมัง


“เจ้ารู้ได้อย่างไร เคยเห็นมาก่อนหรือ?”


นางซุนมองพืชสีเหลืองลูกเล็กๆด้วยความฉงน รู้สึกว่าไม่ใช่สิ่งที่สามารถกินส่งเดชได้


“ข้าไม่เคยรู้จักมาก่อนเจ้าค่ะ แต่ตอนเด็กๆเคยได้ยินคนเขาพูดกัน คล้ายว่าของสิ่งนี้มาจากต่างแดน แต่ก็ไม่รู้ว่ามันไปผุดอยู่ในป่าลึกบนภูเขาได้อย่างไร ข้าเคยได้ยินมาว่าของสิ่งนี้ปลูกได้ง่าย แถมปลูกได้ปริมาณเยอะด้วย หากเราปลูกเองได้ วันข้างหน้าก็คงไม่ต้องลี้ภัยเหมือนตอนนี้ก็ได้นะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงคิดคำแก้ต่างเตรียมไว้แล้ว จริงบ้างเท็จบ้าง ขอเพียงให้คนในครอบครัวเชื่อก็พอ


“แน่ใจหรือว่ากินได้ มันจะมีพิษหรือไม่?”


นางซุนอายุมากแล้ว ดังนั้นจึงระแวดระวังเป็นพิเศษ


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า ท่าทางไม่แน่ใจ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเจ้าค่ะ น่าจะกินได้กระมัง…”


จากนั้นยกมือเกาศีรษะอย่างโง่งม “หรือว่าลองต้มสักสองสามลูกเป็นอย่างไรเจ้าคะ ข้าจะลองกินเอง หากแน่ใจแล้วว่าไม่มีพิษทุกคนค่อยกิน”


ทันทีที่สิ้นเสียงของสะใภ้คนเก่งนางซุนยกมือตีแขนอีกฝ่ายทันที “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมหรืออย่างไร!”


คนในบ้านตั้งมากมายยังไม่พูดอะไรนางก็ชิงจะทดสอบพิษแล้ว เช่นนี้จะไม่ให้ตำหนิได้อย่างไรกัน!


เหอจิ่วเหนียงลอบยิ้มขำในใจ แต่ภายนอกแสดงท่าทางน้อยใจออกมา “ข้าก็แค่เห็นว่ามันเนื้อแน่นดีทั้งยังสีเหลืองดูน่ากิน ไม่น่ามีพิษก็แค่นั้นเองเจ้าค่ะ”


“พวกเห็ดในป่าก็ดูไม่มีพิษเหมือนกัน แล้วเจ้าดูสิ คนที่กินเข้าไปสุดท้ายมีใครรอดบ้าง!”


หญิงชราผู้ผ่านโลกมามากหยิบยกเรื่องราวขึ้นมาดุด่าสะใภ้อวดดียาวเหยียด ทำให้คนที่อยู่รอบๆอดยิ้มไม่ได้ ทุกคนรู้ว่าที่นางซุนเป็นเช่นนี้เพราะเป็นห่วงลูกหลาน


เหอจิ่วเหนียงทำท่าไขสือ “เช่นนั้นข้าจะเอาไปให้ม้าสองตัวลองก่อน”


“เจ้ามันชอบล้างผลาญจริงๆ!” นางซุนจับแขนเหอจิ่วเหนียงพลางตะคอก “เจ้าไม่รู้หรอกว่าม้าสองตัวนั้นมีค่ามากกว่าเจ้าเท่าไร เจ้าจะไปทำร้ายมันทำไม!”


นั่นสิ ม้าตัวหนึ่งสามารถขายได้มากกว่าสี่สิบถึงห้าสิบตำลึงเลย แต่คนคนหนึ่งมีค่าอย่างมากก็แค่สิบกว่าตำลึง


ตระหนักได้ดังนี้เหอจิ่วเหนียงก็เม้มริมฝีปากเล็กน้อย 


เฮ้อ คนมีค่าน้อยกว่าม้าจริงๆด้วย!


ในขณะที่สตรีผู้ถูกดุด่ากำลังจะถามว่า ตกลงแล้วจะทำเช่นไร นางซุนก็โพล่งออกมาอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าลองเอง!”


พลันนั้นทุกคนก็ตกตะลึง ลู่กุ้ยหลานเป็นคนแรกที่เก็บอาการไม่อยู่ ดึงแขนมารดาพร้อมกล่าวเสียงสะอื้นคล้ายจะร้องไห้ “ท่านแม่ พวกเรามีกันตั้งหลายคนจะปล่อยให้ท่านลองได้อย่างไรกัน ข้าเป็นคนลองเอง ข้าจะลองเอง!”


นางหยูกับนางฉินต่างตื่นตระหนก “นั่นสิเจ้าคะ ท่านแม่ ท่านอายุมากแล้วจะลองอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร พวกเราลองเอง!”


นางซุนมองทุกคนด้วยสีหน้าถมึงทึง “ใครก็ห้ามขวางข้า ข้าแก่แล้ว ผ่านความทุกข์ยากลำบากมามากกว่าพวกเจ้า ตอนนี้ได้เห็นทุกคนตั้งหลักปักฐานที่นี่ได้อย่างปลอดภัยข้าก็พอใจมากแล้ว อีกอย่าง อันที่จริงผักป่านี่ก็ดูเหมือนไม่มีพิษ”


สิ่งที่นางซุนคิดคือ หากพืชชนิดนี้สามารถนำมาเป็นอาหารหลักได้ พวกเขาทุกคนก็จะมีหนทางรอดใหม่อีกทาง วันข้างหน้าไม่ต้องกลัวว่าจะอดอยากอีกต่อไป


เช่นนี้ สิ่งที่นางจะทำก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว!


เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ


แม้รู้สึกขบขันเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วในใจนางรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก


นางซุนดุด่าต่อว่านางฉาดใหญ่ แต่กลับเสียสละเป็นคนทดสอบพิษเอง


เหอจิ่วเหนียงเกือบระงับความอยากกอดนางซุนไว้ไม่ได้


หญิงชราผู้นี้ ทำให้รู้สึกเสมือนอีกฝ่ายเป็นแม่แท้ๆของนาง


ขณะที่สตรีครอบครัวลู่กำลังถกเถียงแย่งชิงตำแหน่งผู้ทดสอบพิษกันอย่างดุเดือด เหลียนฮวาที่ออกไปทิ้งขยะก็เดินกลับมาพอดี นางวิ่งมาตรงหน้าทุกคน กำหมัดเล็กๆแน่นราวกับทำการตัดสินใจครั้งใหญ่


“ท่านย่า ให้ข้าเป็นคนลองเถอะเจ้าค่ะ! ครอบครัวของท่านย่าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณท่านย่านะเจ้าคะ!”


เด็กสาวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องลองอะไร แต่นางได้ยินและเห็นท่าทางของพวกผู้ใหญ่ร้อนใจและทุกข์ใจมากจึงเสนอตัว


อย่างไรเสียนางก็ถูกเก็บมาเลี้ยง หากตายไปก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของนาง แต่หากรอดตายก็โชคดี ทั้งยังได้อยู่ตอบแทนบุญคุณของครอบครัวลู่ต่อไป


“เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร!”


นางซุนถลึงตามองเหลียนฮวาด้วยความไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นคนตระกูลฉิน หากมาเป็นอะไรไปในตระกูลลู่ เจ้าจะให้ข้าตอบตระกูลฉินว่าอย่างไร! พอ ไม่ต้องพูดแล้ว สะใภ้ใหญ่ เจ้าไปต้มน้ำร้อนให้เดือดแล้วนำลูกเหลืองๆนี่ไปต้มให้สุก!”


หญิงชราปัดความรำคาญ ให้ทุกคนไปทำหน้าที่ของตัวเอง จากนั้นดึงเหอจิ่วเหนียงมาข้างๆ แล้วกระซิบเสียงเบา “เงินอยู่ในกล่องใต้หมอนข้า หากข้าเป็นอะไรไป…”


เหอจิ่วเหนียงนึกไม่ถึงว่ายังไม่ทันไรนางซุนจะสั่งเสียกับนางแล้ว จึงรีบตัดบท “หยุดเจ้าค่ะ! ท่านแม่ อย่าพูดแบบนี้ ข้าไม่รับปากหรอกนะ หากเกิดอะไรขึ้นกับท่านละก็ ข้าจะพาเสี่ยวโก่วเอ๋อร์หนีไปให้ไกลและจะไม่กลับมาอีก!”


สตรีแก่นแก้วจงใจหยอกล้อหญิงชรา ทำเอานางซุนโกรธจนหยิกแขนนาง แต่ยังคงเก็บอาการโกรธเอาไว้ได้ “อย่านอกเรื่อง ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังกับเจ้าอยู่! ข้ารู้ว่าครอบครัวของเรา…นี่! สะใภ้สาม!”


เหอจิ่วเหนียงหันหลังเดินหนีอย่างรวดเร็ว ไม่ฟังวาจาสั่งเสียของแม่สามี นางซุนเห็นอากัปกิริยาของอีกฝ่ายความโกรธก็ปะทุอย่างรุนแรง จึงสับเท้าตามออกไป


ผู้เฒ่าลู่ที่พาม้าออกไปหาอาหารพร้อมกับเด็กๆก็กลับกันมาพอดี เมื่อมาถึงก็คิดว่ามื้อกลางวันพร้อมแล้ว จึงพากันนั่งล้อมวงอย่างจดจ่อ


หลังจากน้ำเดือด นางหยูก็นำมันฝรั่งที่ล้างสะอาดแล้วสองสามลูกใส่ลงไปในหม้อ


“ท่านแม่ นี่คืออะไรหรือขอรับ อร่อยหรือไม่?”


เหลยจื่อมองสิ่งที่อยู่ในหม้อด้วยความตื่นเต้น ลูกกลมๆสีเหลืองทอง แม้จะไม่มีกลิ่นหอม แต่ดูแล้วน่ากินมาก!


“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาสะใภ้สามของเจ้าขุดมาจากบนเขาน่ะ”


นางหยูส่ายหน้าพลางตอบ และขวางเด็กๆไว้ กลัวว่าพวกเขาจะซนแอบหยิบของแปลกปลอมพวกนี้เข้าปากจนส่งผลให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น


มันฝรั่งถูกต้มจนเนื้อเริ่มนิ่ม ไม่นานนักก็สุกได้ที่


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้น “ท่านแม่ ข้าปอกเปลือกให้ก่อนแล้วท่านค่อยกินนะเจ้าคะ”


จบตอน

Comments